วันอาทิตย์, พฤษภาคม 28, 2560

คำถามประยุทธ์ 4 ข้อ เป็นนัยยะที่ประยุทธ์ "ต้องการเสียงเชียร์ให้อยู่ต่อ" เอ็นจีโอ.ใต้ ช่วยตอบคำถาม




https://www.youtube.com/watch?v=WXXsBf5ernc

"ต้องการเสียงเชียร์ให้อยู่ต่อ" เอ็นจีโอ.ใต้ ตอบคำถามนายกฯ

jom voice

Published on May 28, 2017

นายสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ Thais Voice กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งคำถาม 4 ข้อให้คนไทยช่วยตอบคือ 1. การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล หรือไม่ 2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศไม่มียุทธศาสตร์ไม่มีการปฎิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่ และ 4.คิดว่ากลุ่มการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกหรือไม่ หากเข้ามาอีก เกิดปัญหาขึ้นอีก แล้วใครจะแก้ และจะแก้ด้วยวิธีใด นายสมบูรณ์ กล่าวตอบว่า ทั้ง 4 คำถาม เป็นนัยยะที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะบอกว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีการเลือกตั้ง ขอให้ คสช.บริหารประเทศไปก่อนจนมีการปฎิรูป และกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ต้องการจะเล่นกับฝ่ายที่เชียร์คสช.ให้ส่งเสียงออกมาเพื่อสนับสนุนคสช.ให้อยู่ต่อไปมากกว่า

เคราะห์ร้ายของอิปูว์ทำให้ลุงตูบได้หน้า :สถานะการคลังไทยยุคทหารครองเมือง

จะเอาเวอร์ชั่นไหนดี เพลงฉ่อยอุปมาอุปมัยสถานะการคลังไทยยุคทหารครองเมือง เทียบเคียงทางคณิตศาสตร์ระหว่าง สินทรัพย์ กับ หนี้สิน ของประเทศ

“ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” หรือว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา”

ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งรายงานสถานะการเงินชาติ ปีที่ผ่านมา ๒๕๕๙ ว่าพอสิ้นปี “มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า” (ปี ๕๘ มี ๓.๘๔ ล้านล้าน) โดยมีทรัพย์สินทั้งสิ้น ๔.๒๑ ล้านล้านบาท” น่าชื่นใจ

เสียแต่ว่าปีที่แล้วเช่นกัน “มีหนี้สินและทุนรวมกันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า...รวมกันทั้งสิ้น ๔.๙๖ ล้านล้านบาท” อ้าว ตายห่ เท่ากับติดลบ ๗.๕ แสนล้าน

“ในส่วนหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลให้ส่วนของทุนของ ธปท.สิ้นปี ๒๕๕๙ ติดลบเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า”


เอ๊ะมันยังไงกันนี่ ลองมาเล่นคิดเลขกันดูที

เมื่อปี ๕๘ นั้นประเทศไทยมีสินทรัพย์ ๓.๘๔ ล้านล้าน ก็มากกว่าปี ๕๗ ซึ่งมีเพียง ๓.๕๒ ล้านล้าน แต่หนี้สินในปี ๕๘ ก็มากกว่าสินทรัพย์ด้วยเหมือนกัน คือหนี้ ๔.๔๕ ล้านล้าน เท่ากับติดลบ ๖.๑ แสนล้าน

อ้อ อย่างนี้นี่เอง แสดงว่าปีที่แล้วติดลบ เพิ่มถึง ๑.๔ แสนล้าน ถ้างั้นลองย้อนหลังไปอีกปี ดูตัวเลขสิ้นปี ๕๗ บ้าง หลังจากพ่อปรายู้ธคนเก่งยึดอำนาจจากอิปูว์เอามาครองเมืองเสียเองหมาดๆ ปรากฏว่าตอนนั้นติดลบ ๗ แสนล้าน

ทำให้บอกได้ว่าเมื่อสิ้นปี ๕๘ หลังจาก คสช. บริหารประเทศได้ปีกว่าๆ ทรัพย์สินของชาติติดลบ น้อยกว่าปีที่กำลังวุ่นวายเป่านกหวีด ปิดกรุงเทพฯ และหน่วยเลือกตั้งกันประมาณ ๑ แสน ๑ หมื่นล้าน

อาจเป็นได้ว่าตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มขายข้าวค้างสต็อกจำนำ และยังไม่ได้ แจกเงินอย่างมีธรรมาภิบาล (ไม่ใช่ประชานิยม) กัน

ครั้นถึงปี ๕๙ ช่วงพี้คที่ คสช. ถึงขีดกระสันต์ อยู่ยาวเลยจ่ายโน่นจ่ายนี่คืนความสุขแก่ผู้ที่ทำคุณขนานหนัก ประจวบกับเริ่มชัดเจนว่าส่งออกหดหาย ค้าขายฝืดเคือง ถึงได้ติดลบสะสม ไม่ใช่โทษเศรษฐกิจโลกสถานเดียวหรอกนะ

ต้องโทษพวก ‘เป็นคนไทยหรือเปล่าที่ไปด่า คสช. อยู่ปาวๆ ในต่างประเทศด้วย ไม่เกี่ยวรถถัง เรือดำน้ำอะไร ตอนนั้นยังไม่ตั้งไข่เลยเรื่องพวกนี้ รอดูปีหน้าสิว่าจะติดลบเพิ่มอีกเท่าไหร่

ตอนนี้ต้องดูตัวเลขขายข้าวค้างสต็อก กระทรวงพาณิชย์เพิ่งเปิดความสามารถรัฐบาล “ตั้งแต่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศจนถึงปัจจุบัน สามารถระบายข้าวสต็อกรัฐบาลได้แล้ว ๑๒.๗๔ ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า .๑๔ แสนล้านบาท"

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศออกมาแจ้งข่าวดี ที่ ประสงค์ร้าย(ไหงพูดหยั่งงั้น) ต้องไปดูตัวเลขของเธอให้เข้าใจ

ทั่นอธิบดีบอกว่า คสช. ขายข้าวในสต็อกจำนำไปตันละ ๙,๐๓๘ บาท แต่รัฐบาลอิปูว์รับจำนำมาราคาตันละ ๒ หมื่น ๔ พันบาท ทำให้ราคาที่ คสช. ขายได้นั้นขาดทุนราวตันละ ๑ หมื่น ๕ พันบาท

รวมเป็นการขาดทุนโครงการจำนำข้าวทั้งสิ้น ๑ แสน ๙ หมื่นล้านบาท


คิดเผินๆ น่าจะตีความได้ว่าโครงการจำนำข้าวรัฐบาลอิปูว์ทำให้เกิด “ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน” (ดังรายงานประจำปี ๕๙ ระบุ) เกือบสองแสนล้านบาทนั่นเชียว

แต่เอ๊ะ คิดดีๆ อิปูว์รับจำนำข้าวเมื่อปี ๕๖-๕๗ แสดงว่าจ่ายเงินช่วยชาวนาตอนนั้นไปแล้ว อันทำให้สินทรัพย์รวมของชาติติดลบถึง ๗ แสนล้านเมื่อปี ๕๗ มิใช่หรือ

ฉะนั้น การติดลบปีต่อๆ มา ทั้ง ๕๘-๕๙ ก็เป็นฝีมือ คสช. ล้วนๆ นะฮะ 

แล้วถ้าบังเอิญสามปี คสช. ไม่มีข้าวค้างสต็อกอิปูว์ไว้ให้ขายคล่อง เพราะเป็นข้าวเสื่อมสภาพราคาถูก อัตราติดลบก็จะมากขึ้นไปอีก
กลายเป็นว่าเคราะห์ร้ายของอิปูว์ทำให้ลุงตูบได้หน้าใช่ไหมล่ะ

จดหมายถึงเพื่อนนักโทษทางความคิด





จดหมายถึงเพื่อนนักโทษทางความคิด

วิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานนับทศวรรษ และการกลับมาของระบอบเผด็จการโบราณ ได้สร้างมรดกชิ้นหนึ่งไว้ให้กับเรา นั่นคือ การคุมขังนักโทษการเมือง นักโทษทางความคิด กล่าวในแง่จำนวนแล้ว อาจจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ

คงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่จะบอกว่า สภาพนักโทษที่เป็นอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร เราอาจจะเริ่มคิดเรื่องนี้ ได้จากชีวิตนักโทษทางการเมือง 2 คน

คนแรก

“คำพลอย นะมี” นักโทษคดีเผาศาลากลาง ในปี 2553 ซึ่งถูกคุมขังฟรี นานกว่า 3 ปี ในเรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่เขาจะได้รับอิสรภาพ เนื่องจากศาลมีคำสั่งยกฟ้อง

ระหว่างถูกจองจำ คำพลอยไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว เมื่อเข้าไปอยู่ในคุก ร่างกายที่เคยแข็งแรง กำยำ ก็เริ่มมีอาการอ่อนล้าและร่างกายที่ป่วยอยู่แล้ว ก็เสื่อมทรามลงทุกวัน หลายคนอาจจะจินตนาการไปไม่ถึงว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรือนจำต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งเรือนจำที่เพิ่งเปิดทำการใหม่เอี่ยมเมื่อปีนี้ อย่างเรือนจำชั่วคราว (พุทธมนฑล) นั้นมีสภาพย่ำแย่เพียงใด

วันหนึ่ง คำพลอยสลบล้มลง อันเป็นผลจากอาการช็อก เขาหลับไปก่อนจะตื่นขึ้นมา และพบว่าร่างกายของเขาไม่สามารถขยับได้ แพทย์ได้เข้ามาตรวจร่างกายของเขา จนได้ข้อสรุปว่า “คำพลอยเป็นอัมพาตครึ่งท่อนด้านซ้าย”

ประโยคสำคัญว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” ดูจะแจ่มชัดขึ้น ในห้วงสำนึกของคำพลอยมากที่สุด ทุกวันนี้เขายังยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับคนอีกเป็นจำนวนมาก แม้ร่างกายจะพิการไปแล้วก็ตาม

คนต่อมา

ตลอดหนึ่งปี หลังการรัฐประหาร ที่มีการเรียกบุคคลเข้าค่ายทหารอย่างน้อยจำนวน 751 คน มีการดำเนินนโยบายอันขาดการมีส่วนร่วมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนมากกว่า 100 ชุมชน และมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่าหนึ่งพันครัวเรือน มีการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ “กฎหมายหมิ่นกษัตริย์ฯ” กฎหมายความมั่นคง การละเมิดคำสั่ง คสช. ส่งพลเรือนขึ้นดำเนินคดีในศาลทหาร อย่างน้อย 700 คน

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน เป็นหนึ่งในนั้น สรรเสริญมีอาชีพขับแท็กซี่และเคยเป็นแกนนำนปก.รุ่น 2 เขาถูกจับและถูกบีบให้รับสารภาพจากคดีก่อการร้าย ระหว่างการสืบสวน เขาเผชิญกับการขู่ ตะคอก ตบหน้า ชกที่บริเวณลิ้นปี่และชายโครง รวมถึงเหยียบบริเวณลำตัว

ถึงกระนั้น สิ่งที่สรรเสริญเลือกคือ การไม่ยอมรับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปาระเบิดที่ศาลอาญารัชดา และนำมาสู่การจับกุมคนเสื้อแดงครั้งใหญ่อีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้ไฟฟ้าช็อตที่บริเวณต้นขา เขาถูกช็อต ประมาณ 30-40 ครั้ง และตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาร้ายแรง อาทิ “ร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”

ขณะที่ตัวเขาเองยืนยันต่อผู้สื่อข่าวประชาไทท่านหนึ่งว่า เขาไม่ใช่พวกก่อวินาศกรรม ไม่ใช่พวกวางระเบิด “ผมไม่ใช่คนแบบนั้น จะให้ผมยอมรับได้อย่างไร .. ผมพูดได้เท่าที่ผมคิดและผมกระทำ (ต่อต้านการรัฐประหาร) ผมไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ผมไม่ได้ทำได้ เขาซ้อมจนผมชนะเขา”

เมื่อไม่นานมานี้ ศาลทหารอนุญาตให้ปล่อยตัวสรรเสริญเป็นการชั่วคราว หลังถูกขังไปราว 2 ปี 2 เดือน ขณะที่จากการสืบพยานโจทก์ทั้ง 7 ปากที่ผ่านมา ไม่มีพยานคนใดยันยืนได้ว่า สรรเสริญกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

คำถามที่ตามมาคือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คำพลอยและสรรเสริญ ยึดมั่นว่าสัจธรรมจะชนะความไม่เป็นธรรม เราอาจจะเริ่มตอบคำถามนี้ได้จากชีวิตของนักโทษทางความคิดในอดีต

ยุคสมัยซึ่งเป็น “ไอดอล” ของรัฐบาล คสช. อย่างระบอบสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในต้นพุทธศตวรรษ 2500 อันเต็มไปด้วยการกดปราบนักคิด นักเขียน ประชาชนเป็นไปอย่างกว้างขวาง เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่ เหล่านักโทษจำนวนมากยังสามารถสร้างสรรค์งานเขียนที่มีพลังสูงจนถึงปัจจุบัน

เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ของจิตร คือหนึ่งในหลักฐานนั้น ที่สะท้อนภาพของความหวังและความฝัน หลังการต่อสู้ของประชาชนได้ชัยชนะอย่างแท้จริง

เราอาจจะบอกได้ว่าในยามที่ “ทมิฬมาร ครองเมืองด้วยควันปืน” “แต่คนย่อมเป็นคน ในสายธารอันเหยียดยาว” สมบัติขั้นต่ำที่สุดของมนุษย์ในยามไร้อิสรภาพ น่าจะหมายถึง “ความหวัง” ใช่หรือไม่

คำถามคือ เราซึ่งยังอยู่ในคุกที่กว้างใหญ่กว่าเรือนจำ ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกจับไปขังรวมกันทั้งหมดนี้ ยังจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อส่งต่อ “ความหวัง” ให้แก่กันและกัน

ท่ามกลางเพดานเสรีภาพที่หดต่ำลงรายวัน ผู้บริสุทธิ์ในคุกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ การปล่อยให้เพื่อนโดดเดี่ยว อาจจะไม่สำคัญเท่ากับการโดดเดี่ยวตัวเองออกจากสภาวการณ์ของการทำร้ายกันซึ่งหน้า โดยทิ้งแม้กระทั่งสัญชาติญานพื้นฐานของเราเอง

บางทีการเริ่มเขียนถึงเพื่อนเราอาจจะเป็นก้าวแรก หรือก้าวเล็กๆหนึ่ง เพื่อที่ว่าเราจะบอกกับอำนาจเถื่อนนั้นว่า “เรายังมีความหวัง คุณทำร้ายเราได้ แต่คุณไม่สามารถทำร้ายความหวังเราได้”

เราจะส่งต่อความหวังกันต่อไป ด้วยการเขียนจดหมาย มิใช่เพื่อคำนามธรรมใหญ่โต อย่าง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ประชาชน ฯลฯ หากแต่เป็นการเขียนจดหมายเพื่อส่งต่อความหวังจากสำนึกของเราสู่ความคิดเพื่อนเราอีกจำนวนมากในสังคม

ที่มา FB

จดหมายถึงนักโทษทางความคิด


ประกาศคนหาย หลังบึ้ม “วงษ์สุวรรณ” ใครได้ ใครเสีย ใครพลาดมหันต์ เพาะเชื้อฮาร์ดคอร์




ประกาศคนหาย หลังบึ้ม “วงษ์สุวรรณ” ใครได้ ใครเสีย ใครพลาดมหันต์ เพาะเชื้อฮาร์ดคอร์


27 พฤษภาคม 2560
ที่มา ผู้จัดการ


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “ห้องวงษ์สุวรรณ” โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สถานที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้จางลงไปหลายวันแล้ว แต่ความชัดเจนในเรื่องมูลเหตุจูงใจ เบาะแสผู้ก่อเหตุ-ผู้อยู่เบื้องหลัง กลับยังไม่ปรากฏออกมา ส่งผลให้มีการคาดเดาไปต่างๆนานา ว่าใครคือ“ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการที่ไร้มนุษยธรรมครั้งนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ผู้ไม่ประสงค์ดี” เลือกเอาวาระครบรอบ 3 ปีการยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นวันดีเดย์ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น พร้อมทั้งแฝงนัยยะ ส่งสัญลักษณ์แบบโจ่งครึ้ม โดยการเลือกกระทำการภายใน “ห้องวงษ์สุวรรณ”ซึ่งเป็นห้องรับรอง “นายพลอาวุโส-บุคคลวีไอพี” ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เป็นชื่อห้องที่ตั้งตามนามสกุลของ “บิ๊กบราเธอร์สบูรพาพยัคฆ์” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก่อเหตุ ก็คงคิดเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการ “ลูบหน้า-ลูบคม” พี่ใหญ่ของรัฐบาล ผู้มีอำนาจลำดับต้นๆใน คสช.

ทั้งสถานที่ และห้วงเวลา ชี้ชัดให้เห็นว่าเป็น “ระเบิดการเมือง” มากกว่าประเด็นอื่นๆ

หากแต่เป็นการเมืองมิติใดเท่านั้น ซึ่งจากที่ได้ประมวลความคิดเห็นจาก “กูรู - กูรู้” ทั้งในและนอกวงการ ตั้งแต่สภากาแฟ สังคมออนไลน์ จนถึงแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง ก็สามารถประมวลผู้ที่เข้าข่ายเป็น “ผู้ลงมือ-ผู้บงการ” การก่อวินาศกรรมใน “โรงพยาบาลทหาร” ได้อย่างน้อย 5 กลุ่ม ตั้งแต่

1.“เสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์” ที่ต้องการสร้างสถานการณ์บั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.
2.“คนมีสี-ทหารอกหัก”ที่ถูกกดตัวในช่วง คสช. เรืองอำนาจ หรือกระทั่งพวกที่หมั่นไส้รัฐบาลทหาร
3.“กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้” ขยายพื้นที่ก่อเหตุเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับรัฐบาล
4. ของขวัญจาก “มหาอำนาจ-นักเลงโลก” สั่งสอน ที่ไทยกันไปซบอกขั้วมหาอำนาจอื่น
และ 5.“แนวร่วมหรือทีมงาน คสช.” สร้างสถานการณ์ด้วยตัวเอง เพื่อปูทางให้ “รัฐบาลทหาร” อยู่กันอย่างยาวๆ

ซึ่งหากวิเคราะห์โดยพื้นฐาน “ทฤษฎีสมคบคิด” แล้วเป็นไปได้ทั้งสิ้น หากแต่มีน้ำหนัก ลดหลั่น-แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่ม กระทั่งการรวมการเฉพาะกิจ จับมือกันก่อเหตุก็ยังเป็นไปได้

ไล่เรียงจากน้ำหนักเบาไปหาหนัก ก็ต้องบอกว่าโอกาสที่ “มหาอำนาจ-นักเลงโลก” อยู่เบื้องหลังนั้น ก็เป็นไปได้ เพราะสอดรับเข้ากันกับกระแสข่าวในช่วง 2-3 ปีหลัง ที่มีการลักลอบเข้าประเทศไทยของ “แนวร่วม IS” ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่มีข่าวว่า ประเทศมหาอำนาจหนุนหลังอยู่ ผูกโยงไปได้กับเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้งในประเทศไทย ทั้งการวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ซึ่งขณะนี้ “ผู้ต้องหาชาวอุยกูร์” ที่ถูกจับได้ ก็กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ก่อนที่ปีถัดมาจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด 19 จุด ทั้งวางระเบิดและวางเพลิง ในช่วงเดือนสิงหาคม 2559

ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นการก่อเหตุที่ค่อนข้างจะ “ออกนอกกรอบ” ของขบวนการก่อความไม่สงบภายในประเทศ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เป้าหมายเป็น “สถานพยาบาล” ที่กระทั่งในภาวะสงครามก็ยังได้รับการยกเว้นการเป็นเป้าหมายโจมตี จึงอาจมองได้ว่าเป็นการ “ออกนอกกรอบ” ที่มาจากปัจจัยภายนอก มากกว่าปัจจัยภายใน

แต่ทฤษฎีนี้ก็ถือว่ามีน้ำหนักน้อยที่สุด เพื่อประเมินถึงมูลเหตุจูงใจ และประโยชน์ที่จะ ได้รับ

มาถึงคิว “คนมีสี-ทหารอกหัก” ที่ถูกกดตัวในช่วง คสช. เรืองอำนาจ หรือกระทั่ง “ทหารเก่า” ที่หมั่นไส้รัฐบาลทหารรุ่นน้อง ซึ่งกลุ่มนี้ถูกดึงมาเป็นตัวเลือก จาก “ข่าวปล่อย” ที่ออกจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ซึ่งล่าสุดถึงขั้นปล่อยชื่อ 3 อดีตนายพลชื่อดัง ทั้ง “พล.อ.(ส. ) - พล.อ.(พ. ) - พล.อ.(ช. )” รายแรกเคยอกหักจากการวางไลน์อำนาจของ “ทหารบูรพาพยัคฆ์” เมื่อหลายปีก่อน รายที่ 2 พล.อ.(พ. ) อยู่ในกลุ่ม “สายเหยี่ยว” ที่มีชื่อเกี่ยวพันทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง รายสุดท้ายสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ “คนแดนไกล” ขณะที่กลุ่มทหารในราชการที่ไม่พอใจการจัดสรรอำนาจของ คสช.ที่ครื้นเครงอยู่ภายในวงศ์วานว่านเครือ ทำให้ทหารกลุ่มอื่นกลายเป็น “ลูกนอกคอก” ก็มีมาให้ได้ยิน แต่จะให้ฟันธงก็เป็นตัวเลือกในระดับรองๆ ลงมา

ถัดมาเป็นในส่วนของ “กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้” ที่หลายฝ่ายยืนยันตรงกันว่า ไม่มีพฤติกรรมในการขยายพื้นที่ก่อเหตุ จำกัดวงอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย หรือเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่า หากแต่ก็มีความเชื่อมโยงในการบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลทหาร หลังเพิ่งเกิดเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่บิ๊กซี ปัตตานี ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า รวมอาจต้องการขยายพื้นที่ก่อเหตุ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับรัฐบาล ในขณะที่ “วงพูดคุยสันติภาพ” ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่ก็พฤติการณ์ก่อเหตุ ไม่ถือเป็น “ลายเซ็น” ของ “ผู้เห็นต่างภาคใต้” อาจจะเป็นเพียงการ “รับงาน” ของบางส่วนในแนวร่วมก่อความไม่สงบชายแดนใต้ ที่อาจฟังได้มากกว่าการก่อเหตุเพื่อเป้าประสงค์ของทางกลุ่มเอง

มาถึงกลุ่ม “แนวร่วมหรือทีมงานคสช.” สร้างสถานการณ์ด้วยตัวเอง เพื่อปูทางให้ “รัฐบาลทหาร” อยู่กันอย่างยาวๆ บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องมโนเพ้อพก เพราะเป็นรู้กันว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ คสช.ที่สอบตกในทุกๆ ด้าน แต่ก็มีผลงานอันดับหนึ่งที่ตราตรึงใจคนไทย ตามผลการสำรวจของสำนักต่างๆ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมี “ตะบองยักษ์” ทั้งอำนาจคำสั่งคณะรัฐประหาร และมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่แปลงกายมาเป็นมาตรา 265 ในรัฐธรรมนูญ 2560

แล้วมีอย่างที่ไหน คสช.หรือแนวร่วม จะมาทำร้ายตัวเองด้วยการทำลายจุดแข็งของตัวเองโดยก่อเหตุวางระเบิด ซ้ำร้ายยังก่อเหตุในสถานพยาบาล ที่ขึ้นชื่อว่า “โรงพยาบาลทหาร” อีกทั้งจุดที่วางระเบิดก็อยู่ในห้องวงษ์สุวรรณ ที่พ้องกับนามสกุลเบอร์ต้นๆของ คสช.อีกต่างหาก

แต่หากคิดกลับกันก็พอจะเข้าเค้า เพราะเมื่อเกิดเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในฝีไม้ลายมือรักษาความสงบภายในประเทศของ คสช. แต่ก็เป็น คสช.เองที่น่าจะได้ประโยชน์ที่สุดจากการสร้างความหวาดกลัวให้คงอยู่ในสังคมไทยต่อไป กลายเป็น “ข้ออ้าง” ในการยืด“โรดแมปช่วงสุดท้าย” ออกไปได้อีก ใช่หรือไม่?

ดูได้จากคำพูดของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง หลังมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น ในทำนอง“ถ้ายังไม่สงบ ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง” เป็นคำพูดคุ้นหูที่ตอกย้ำมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และยืดอายุต่อเวลาโรดแมปออกมาแล้วไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง ด้วยทั้งกระบวนการต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จ และบรรยากาศยังไม่เหมาะให้มีการเลือกตั้ง

จุดสังเกตสำคัญว่าอาจมี “คนมีสี-คนกันเอง” เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง คือเหตุบังเอิญที่ว่า กล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุระเบิด “ห้องวงษ์สุวรรณ” ชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ถึง 9 ตัว จากที่มีอยู่ 13 ตัว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ออกมาภายหลัง หากจับสังเกตในวันเกิดเหตุกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนไหนเลยที่พูดถึงการหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิด

หรือกระทั่งภาพจากกล้องวงจรปิดตัวที่สามารถใช้งานได้ ก็น่าจะพอปะติดปะต่อเส้นทาง-พฤติกรรม “บุคคลต้องสงสัย” ได้ไม่มากก็น้อย แต่ก็ดูจะไม่ให้ความสำคัญ ส่งผลให้ “หลักฐานเด็ด” มีแค่ภาพถ่ายความคมชัดต่ำที่ถ่ายไว้โดย “พลเมืองดี” ก่อนเกิดเหตุราว 5 นาที โดยมีสิ่งแปลกปลอมคือ “แจกันดอกไม้” ที่เจ้าหน้าที่ รพ.พูดตรงกันว่า ไม่เคยมีใครเห็นอยู่ตรงนั้นมาก่อน พร้อมด้วยบุคคลประกอบฉากอีก 2-3 ราย ที่มีการระบุว่าเป็น ผู้ป่วย และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ โดยไม่น่าใช่ผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

การก่อเหตุที่ “ห้องวงษ์สุวรรณ” แทนที่จะเป็นห้องอื่นๆ ข้างเคียงที่มีชื่อห้องเป็นนามสกุลของอดีตทหารใหญ่เช่นกัน สามารถตีความได้ว่าเป็นการถูกกระทำ จนอาจนำมาเรียกคะแนนสงสาร เหมือนที่เคยมีการปล่อยข่าวลอบสังหารตัวเองเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย





ไม่เพียงเท่านั้นยังมีข้อพิรุธส่วนประกอบของระเบิด “ไปป์บอมบ์” ที่นิยมใช้ในการสร้างสถานการณ์ แต่หนนี้มีการบรรจุ “ตะปู” นับร้อยตัวไว้ ทำให้ดูเหมือนเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบ “หมายปองชีวิต” แต่กลับพบว่าระเบิดที่ใช้นั้นเป็น “ระเบิดแรงดันต่ำ” ที่ไม่ได้สร้างความเสียหายในวงกว้าง รวมทั้งจุดที่แจกันดอกไม้ที่เชื่อว่ามีการบรรจุระเบิดไว้ ก็เป็นการแปะไว้ที่บริเวณมุมห้อง ผิดวิสัยการหมายเอาชีวิต ที่ควรต้องเลือกทำเลในมุมที่สามารถทำร้ายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้ถนัดถนี่มากกว่านี้ สุดท้ายก็เป็นข่าวดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ผู้บาดเจ็บก็มีบาดแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เป็นการสับขาหลอกให้ดูเหมือนใช้ระเบิดอานุภาพร้ายแรง พร้อมด้วยเครื่องเคียงตะปูนับร้อยตัว แต่ผลที่สุด ไม่มีคนตายหรือบาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด

ทว่า นั่นก็เป็นเพียงข้อสังเกตอีกเช่นกัน และมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก

จนมาถึงกลุ่มสุดท้าย “เสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์” ที่ต้องการสร้างสถานการณ์บั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. เป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรู้กันดีว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช. ตั้งตัวเป็นศัตรูกันมาแต่ไหนแต่ไร ตลอดจนการเชื่อมโยงไปถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เสียประโยชน์จากการเข้ามาของ คสช.มากที่สุดคนหนึ่ง

ซึ่งก่อนที่จะเกิดเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ตั้งแต่เข้าศักราชใหม่ 2560 ก็มีเหตุการณ์ทำนองใกล้เคียงกันมาแล้ว ทั้งที่หน้ากองสลากเก่า ถ.ราชดำเนิน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต่อมาถึงหน้าโรงละครแห่งชาติ ใกล้สนามหลวง ซึ่งมี “กลิ่นอาย-ลายเซ็น” เหมือนเหตุระเบิดหลายๆ ครั้งในช่วงที่ คสช.เรืองอำนาจ ที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม “เสื้อแดงฮาร์ดคอร์” ที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุน “ระบอบทักษิณ” อยู่

แต่ก็เกิดคำถามในมุมที่ “ย้อนแย้ง” กันอยู่บ้าง เพราะในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ และ คสช.กำลังเดินตามโรดแมประยะสุดท้าย ซึ่งก็มีการพูดเรื่องการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้า ในช่วงเดือน ส.ค. 61 หรืออย่างมากก็ไม่เกินช่วงปลายปี 2561 ดังนั้นคนในระบอบทักษิณ หรือคนเสื้อแดง ที่หวังใช้คูหาเลือกตั้งตะกายกลับเข้าวังวนอำนาจให้เร็วที่สุด ไม่น่าจะต้องการให้มีสถานการณ์ความไม่สงบ ที่ไปเข้าทาง คสช. ใช้เป็น “ข้ออ้าง” ยืดการเลือกตั้งออกไปอีก

หากแต่ก็มี “เสื้อแดงฮาร์ดคอร์” ที่บางส่วนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เกลียดทหาร - เกลียด คสช. ถือเอาฤกษ์ดีวันครบรอบ 22 พฤษภาคม ปฏิบัติการตบหน้า คสช. ด้วยประเมินแล้วว่า ถึงมีการเลือกตั้งอำนาจก็ยังไม่พ้นมือ “ขุนทหาร” อยู่ดี การสร้างสถานการณ์เย้ยอำนาจ คสช. อาจเป็นเชื้อให้เกิด“อุบัติเหตุแทรกซ้อน” จนรัฐบาล คสช.ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านก็เป็นได้

การที่ “เสื้อแดงฮาร์ดคอร์” ถูกหมายหัวว่า อาจมีส่วนในการก่อเหตุรุนแรงในยุค คสช.มาโดยตลอด ก็เนื่องเพราะแนวนโยบายการสร้างสงบให้กับประเทศ และการสร้างเสถียรภาพให้กับ คสช. ภายใต้ความรับผิดชอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าทีมความมั่นคงของรัฐบาลนั้น “กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด” มาโดยตลอดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ทั้งที่มีโอกาสในการกำราบ-กวาดล้าง “เสื้อแดงฮาร์ดคอร์” ให้สิ้นซาก ในจังหวะเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ ถ.อักษะ หรืออีกหลายจุด ซึ่งเป็นศูนย์รวมแนวร่วมฮาร์ดคอร์เกือบทั้งประเทศในคราวนั้น แต่ฝ่ายความมั่นคงภายใต้การนำของ “บิ๊กป้อม” กลับเลือกที่จะเงื้อดาบอาญาสิทธิ์ของ “รัฏฐาธิปัตย์” ในเชิงขู่ให้หวาดกลัวเท่านั้น และเลือกที่จะจัดการกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่มีชื่อเสียงในระดับ “ผู้นำมวลชน” โดยปล่อย “ฮาร์ดคอร์ตัวจริง” ที่เป็นระดับปฏิบัติลงมือให้ลอยนวล

จึงเสมือนเพาะเชื้อ “เสื้อแดงฮาร์ดคอร์” ให้ลุกลามเติบโตในทางใต้ดินมาตลอดยุค คสช. เมื่อมีจังหวะก็เล่นทีเผลอ ลูบคมอำนาจ คสช.ไปเรื่อย แถมเป็นปฏิบัติการที่ไร้รูปแบบ ไม่มีกติกา จนอาจเลือกสถานพยาบาลอย่างไม่แยแสคำก่นด่าของสังคม

เป็น “บิ๊กป้อม” ที่เลือกซื้อใจฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังปลุกปั้นบรรยากาศปรองดอง และ “สร้างบารมีตัวเอง” ในการประสานขุมข่ายการเมืองต่างๆ เพื่อหวังให้ทางสะดวกในระหว่างที่ตัวเองมีอำนาจ หรือกระทั่งการสืบต่ออำนาจในอนาคต

จึงจะเห็นได้ว่า ตลอด 3 ปี คสช. ที่ว่ากันว่ามีการกวาดล้างคนเสื้อแดงนั้น เป็นเพียงปลาซิว-ปลาสร้อย หรือบุคคลมีชื่อที่อยู่หน้าฉาก แต่สำหรับ “ฮาร์ดคอร์ตัวจริง” ยังอยู่ดีมีสุขทั้งในและต่างประเทศ ... พล็อตเรื่องก็คล้ายๆ กับนิทานอีสป “ชาวนากับงูเห่า”

สำทับกับข้อมูลล่าสุดที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุว่า การวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เชื่อมโยงกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่เคยถูก คสช.จับ และได้เอ่ยชื่อ “โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงปทุมฯ ที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศขึ้นมา

เป็น “โกตี๋” ที่มีความเคลื่อนไหวปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆตลอดเวลา ครั้งหนึ่ง “บิ๊กป้อม” เคยประกาศว่าได้ประสานกับ ทางการ สปป.ลาว ที่มีข้อมูลว่า “โกตี๋” และพวกหลบซ่อนอยู่ เพื่อขอตัวกลับประเทศมาดำเนินคดี ตามมาด้วยการเข้าตรวจค้นยึดอาวุธสงครามเครือข่ายของโกตี๋ได้เป็นจำนวนมาก

หากแต่การไล่ล่าตัว “โกตี๋” จากต่างประเทศกลับเงียบหายไป

ในขณะเดียวกันก็คงตัดชื่อ “นายใหญ่คนเสื้อแดง” ออกจากวงจรไม่ได้ อย่างที่บอก “นักโทษหนีคดี” ย่อมอยากให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพื่อหวังพลิกขั้วอำนาจ ตามสัญญาณที่ส่งลิ่วล้อ หรือน้องสาว “หนูปู” ออกมากระตุ้นรัฐบาล คสช.เป็นระยะ ให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ผนวกกับข่าวไล่เทกโอเวอร์พรรคการเมืองอื่น เพื่อเตรียมเข้าสมรภูมิเลือกตั้งครั้งต่อไป

ยิ่งในสถานการณ์ “คสช.ขาลง-เรตติ้งลุงตู่ตก” แบบนี้ สู้อยู่เฉยๆ การเมืองนิ่งๆ นับนิ้วให้ถึงวันเลือกตั้ง โอกาสเข้ากุมอำนาจ หรือเพิ่มราคาต่อรองกับ คสช.ในอนาคตอันใกล้ก็มีมากโข

แต่ก็ต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยเร่งที่ “ทักษิณ” อาจเลือกเดิมเกมเสี่ยงเพื่อล้มกระดานอำนาจ คสช.โดยเร็ว เพราะคดีความของคนในครอบครัวก็งวดเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่คดีจำนำข้าวของ “หนูปู” ที่มีช่องให้ยื้อไปอีกหลายยก ที่สุดหากถูกตัดสินว่าผิด ทั้งในทางอาญา หรือถูกอายัดทรัพย์สิน เพื่อชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ก็ไม่ยาก แค่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีไปซุกหัวอยู่กับพี่ชายที่ต่างแดน

ที่ต้องจับตามองมากกว่าคือ “คดีกรุงไทย” ที่มี “ลูกโอ๊ค” บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน ที่มีข่าวหนาหูว่าคืบหน้าไปมาก จนตอนนี้ “ลูกโอ๊ค” ใกล้ถูกจับคอพาดเขียง “ดีเอสไอ” ตั้งแท่นเตรียมสรุปฟ้องฉกรรจ์อย่าง “รับของโจร - ฟอกเงิน” แม้โทษไม่หนัก แต่ก็คงเลี้ยงไม่โต

เมื่อภัยจะมาถึงลูกรัก อาจทำให้ “พ่อ” หน้ามืด เล่นเกมเสี่ยงที่ไม่มีใครคาดถึงอย่างที่สงสัยกันอยู่ก็เป็นได้

ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มใด เหตุระเบิด “ห้องวงษ์สุวรรณ” นั้นเป็นการประจานถึงความล้มเหลวอ่อนด้อยงานด้านความมั่นคงของ คสช. มากกว่าที่จะเป็นผลงานเชิดหน้าชูตา การที่มีอำนาจล้นมือ รวมทั้งมีสรรพกำลังพร้อม แต่ปล่อยให้มีเหตุการณ์ที่กระทบชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มีคนเจ็บตายแทบจะเป็นรายเดือน เช่นนี้คงปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้

โดยเฉพาะในส่วนของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีการออกโรงเข้ามาแสดงตัวบัญชาการงานที่ตัวเองรับผิดชอบแต่อย่างใด

การเลือกที่จะหายตัวและกบดานอยู่ในที่ตั้ง มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ฐานบัญชาการอำนาจของตัวเอง ไม่น่าจะใช่วิสัยของผู้ที่เป็นรองนายกฯ รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง หรือที่ผู้คนต่างแซ่ซ้องว่าเป็น “พี่ใหญ่” หรือ “ป๋าป้อม” แต่อย่างใด.


วันเสาร์, พฤษภาคม 27, 2560

"รัฐบาลจั๊กแร้" หอม - คิดว่าชาวบ้านรัก-ชอบ ใครไล่ก็ไม่ได้..ไล่ได้ก็ไม่ไป





เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 26 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน รัฐบาลและคสช.ยืนยันว่า การเป็นประชาธิปไตยของไทยจะต้องไม่เป็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลว จะต้องเป็นประชาธิปไตย ที่มีรัฐบาลซึ่งยึดมั่นใน “หลักธรรมาภิบาล” นำพาให้ชาติ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”ภายใต้ศาสตร์พระราชาให้ได้ ตนอยากฝากประเด็นคำถามไว้ 4 ข้อ เพื่อรับทราบความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน และนำมาพิจารณาแนวทางการทำงานต่อไป คือ (1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ (2) หากไม่ได้ จะทำอย่างไร (3) การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง และ (4) ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร ขอให้ส่งคำตอบ และความคิดเห็น มาทางศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด แล้วให้กระทรวงมหาดไทยรวมรวมส่งมาตนยินดีรับฟัง

ที่มา (https://www.matichon.co.th/news/568178)
มติชนออนไลน์

ooo


ไม่(ผิด)ปกติ





สาวๆ บางชาตินิยมไว้ขนรักแร้ ไม่เพียงฝรั่ง
สาวจีน,ไต้หวัน,เกาหลี,และญี่ปุ่น ก็มีสาวนิยมไว้ขน
อาเสี่ย..หัวโบราณเจอสาวไร้ขน จึงบอกไม่อาวว...ฮา
..
วัฒนธรรมใหม่ หากสาวๆไว้ขนรักแร้ จะถูกมองว่าเป็นเรื่องประหลาด หาว่า..เธอไม่รักษาความสะอาด
มีเทคโนโลยีกำจัดขนรักแร้ด้วยแสงเลเซอร์ แทนการถอน-โกนหรือแว็กซ์ ในแบบดั้งเดิม
..
แต่..ขนรักแร้คือ..สัญลักษณ์ความเป็นชาย
หนุ่มไม่มีขน..ถูกทายทักว่า..อาภัพ ("อภพฺพ"=ไม่สมควร)
เหมือนกับไม่มีขนหน้าแข้ง
สิทธิการิยะว่า..ไม่มีวาสนา ปราศจากโชค ไม่ใช่ผู้ชายเต็ม 100
หนุ่มกำจัดขนรักแร้ จึงถูกสรุปว่ามีพฤติกรรมเกย์
..
จั๊กกะแร้..เป็นภาษาปาก จึงใส่วรรณยุกต์ให้ตรงเสียง
ฝรั่งเรียกว่า armpits
แต่เรียก ขนจั๊กกะแร้ ว่า Underarm hair..อ้าว!!
พากษ์ไทยว่า..ขน-ใต้วงแขน..(ว้าว)
ขนหยิก หรือ เหยียด มาจากพันธุกรรม
"คอเคซอยด์" จะมีขนดก เยอะสุดในเผ่าพันธุ์"แขก"
"นิกรอย" จะมีขนรักแร้น้อย-ขอดและสั้น
"มองโกลอยด์"จะมีบางหรอมแหรม จึงสอดคล้องกับที่สาวจีน,เกาหลี,ญี่ปุ่น นิยมไว้ขนให้เซ็กซี่
..
มีการอ้างว่า..
ขนรักแร้เป็นแหล่งชุมนุมแบคทีเรียขยายพันธุ์ขณะเหงื่อออก
เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์น่ารังเกียจ
แต่ไม่มีขน..ก็ใช่ว่า..จะไม่มีกลิ่น
กำจัดกลิ่นได้ด้วยทาสารส้ม-สเปรย์-ลูกกลิ้ง
แต่บางชาติบางคนก็ไม่นิยมใช้..

จั๊กกะแร้..คือแหล่งผลิตกลิ่นฉุนเหม็นหอมตุ่ยของแต่ละคน
เรียกว่า"ฟีโรโมน: pheromone"
พากษ์ให้เซ็กซี่ว่า กลิ่นเรียกรัก
บางทีก็กลายเป็น..กลิ่นไล่รัก
บางคนไม่รู้ตัวร๊อก..
..
รัฐบาลไม่ได้มากจากเลือกตั้ง คิดว่าชาวบ้านรัก-ชอบ
ใครไล่ก็ไม่ได้..ไล่ได้ก็ไม่ไป
แต่ก็มีพวกที่ชื่นชม..หอม"รัฐบาลจั๊กแร้"..ฮา


พงษ์ศักดิ์ เกษมพันธ์

"คุณเป็นคนจีนหรือเปล่า" เจ็กใน จีน ไม่ต่างจากเจ็กในไทย (ไม่ชอบเสรีภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่สุขสบายจากการที่รู้จักหรือเป็นพวกผู้มีอำนาจ ผูกขาดธุรกิจ) - “หยาง ชู่ปิง” นศ.สาวจีนถูกชาวเน็ตร่วมชาติไล่ไปอยู่ตปท. หลังชม “ลมหายใจของเสรีภาพช่างสดชื่น”





“หยาง ชู่ปิง” นศ.สาวจีนถูกชาวเน็ตร่วมชาติไล่ไปอยู่ตปท. หลังชม “ลมหายใจของเสรีภาพช่างสดชื่น”


25 พฤษภาคม พ.ศ.2560
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลของจีน อันเนื่องมาจากบทสุนทรพจน์ของนักศึกษาสาวชาวจีนคนหนึ่ง ที่ไปศึกษาต่อในสหรัฐฯจนสำเร็จการศึกษา สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเน็ตรักชาติในจีนแผ่นดินใหญ่ เพียงเพราะว่า ที่อื่นมีเสรีภาพมากกว่าประเทศบ้านเกิดตัวเอง

“หยาง ชู่ปิง” นักศึกษาสาวจากมลฑลยูนนาน ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ของสหรัฐฯ ในสาขาจิตวิทยาและการแสดง เมื่อ 5 ปีที่แล้วจนสำเร็จการศึกษาในปีนี้ โดยชู่ปิงได้รับเกียรติให้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งการสุนทรพจน์ในวันนั้น ได้จุดไฟความโกรธของชาวจีนผู้รักชาติจำนวนมาก ทั้งนี้เนื้อหาระบุว่า

“….สวัสดี คณาจารย์ นักศึกษา ครอบครัวและผองเพื่อน ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์

ผู้คนมักถามฉันเสมอว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ฉันจะตอบทุกครั้งว่า

“อากาศอันบริสุทธิ์”

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่ฉันก้าวออกมาจากประเทศจีน และมาถึงสนามบินดัลลัส ฉันก็พร้อมแล้วที่ถอนหน้ากากสวมอยู่ออก แต่เมื่อฉันได้สูดอากาศบนแผ่นดินสหรัฐฯเป็นครั้งแรก ฉันวางหน้ากากลง อากาศที่นี่ช่างหอมหวานและสดชื่น และช่างสบาย ฉันแปลกใจกับสิ่งนี้มาก

ฉันเติบโตในจีนที่ซึ่งฉันต้องสวมหน้ากากทุกครั้งที่ฉันออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นฉันต้องป่วยแน่

อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้น ฉันได้แต่หายใจเข้า หายใจออกอยู่นอกสนามบิน

“ฉันรู้สึก…เป็นอิสระ”

ไม่มีหมอกมาเกาะแว่นตาฉันแล้ว ไม่ต้องหายใจลำบากอีกแล้ว ไม่มีการข่มเหงแล้ว

ทุกลมหายใจล้วนอิ่มเอมอย่างที่ฉันยืนอยู่ในวันนี้ ฉันไม่สามารถช่วยได้แต่ฉันเรียกความรู้สึกที่เรียกว่า “เสรีภาพ” กลับมาได้ ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ฉันถึงได้เห็นลมหายใจสดชื่นอีกอย่างที่ทำให้ฉันปลื้มปิติไม่รู้ลืม

นั่นคือ ลมหายใจของเสรีภาพในการพูดอันบริสุทธิ์

ก่อนที่ฉันจะมาสหรัฐฯ ฉันได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคำประกาศอิสรภาพ แต่ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายอะไรกับฉัน ชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุข ฉันแค่จำถ้อยคำเหล่านั้นเพื่อให้ได้เกรดเรียนที่ดี

ถ้อยคำพวกนี้ช่างแปลกมาก ดูนามธรรมมาก และดูต่างถิ่นสำหรับฉัน จนกระทั่งฉันมาที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ฉันถึงได้เรียนรู้สิทธิเสรีภาพในการพูดเป็นสิ่งสำคัญในสหรัฐฯ

แต่ละวันในแมรี่แลนด์ ฉันกล้าที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง กับเรื่องที่ถกเถียงกัน ฉันกล้าที่จะถกคุยกับครูของฉัน และฉันสามารถอ่านงานของอาจารย์บนออนไลน์ได้ แต่ฉันไม่ได้เตรียมตัวรับกับภาวะช็อคทางวัฒนธรรมที่ต้องประสบเมื่อฉันได้ชมการแสดงของมหาวิทยาลัยในเรื่อง “ทไวไลฟ์ ลอส แองเจิลลิส”

เรื่องนี้ (ทไวไลฟ์) แสดงโดย แอนนา เดลแวร์ สมิธ เกี่ยวกับเหตุจลาจลในนครลอน แองเจอลิสปี 1992 ซึ่งเกิดขึ้นจากกรณีวิดีโอเทปภาพตำรวจลอส แองเจอลิส 4 นาย จับกุมและทุบตีนายร็อดนีย์ คิงส์ เพียง 6 วัน เมืองนี้เต็มไปด้วยความโกลาหลขณะที่พลเมืองเดินตามถนน ในเรื่อง นักศึกษาที่รับบทได้พูดถึงเรื่องเหยียดสีผิว การเหยียดเพศและการเมืองอย่างเปิดเผย ฉันช็อกมาก

ฉันไม่เคยเห็นเรื่องพวกนี้ที่สามารถคุยกันเปิดเผยได้

ละครเรื่องนั้น เป็นครั้งแรกทำให้ฉันได้ลิ้มรสการเล่าเรื่องการเมืองที่ทำให้ผู้ชมได้คิดเชิงวิพากษ์ ฉันจึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบอกเรื่องราวเหล่านี้ แต่ฉันเคยถูกทำให้เชื่อว่า มีเพียงผู้มีอำนาจที่เป็นผู้กำหนดเนื้อหา เป็นผู้กำหนดความจริง อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะพาตัวเองเข้าไปชุมชนอันหลากหลายในมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ เปิดหูเปิดตาฉันกับความจริงที่แตกต่างมากมาย ฉันตระหนักได้ว่าที่นี่ ทำให้ฉันมีโอกาส ที่ให้ฉันพูดได้อย่างเสรี

มันคือเสียงของฉัน

มันคือเสียงของพวกคุณ

มันคือเสียงของพวกเรา

การมีส่วนร่วมของพลเมือง จึงไม่ใช่แค่ภาระหน้าที่ให้กับนักการเมือง ฉันได้เป็นประจักษ์พยานเมื่อได้เห็นเพื่อนร่วมชั้น เดินขบวนที่วอชิงตัน ดี.ซี.ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีและระดมทุนสนับสนุนในหลายเรื่อง ฉันได้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ฉันเคยเชื่อว่า การมีส่วนร่วมของปัจเจกชนคนหนึ่ง ไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ แต่เราอยู่ที่นี่แล้ว

ชาวเทิร์ฟ (Terps) จงรวมตัว ร่วมมือกัน เราสามารถผลักดันสังคมให้เปิดมากขึ้นและสันติได้

ชั้นเรียนปี 2017 เรากำลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่โอบกอดการศึกษาอันเสรีที่หล่อเลี้ยงเราให้คิดอย่างวิพากษ์และให้เราใส่ใจและรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อีกด้วย

เรามีความรู้หลายสาขาติดตัวไปและเราพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายในสังคมของเรา บางคนในกลุ่มพวกเราจะเรียนต่อในชั้นปริญญาที่สูงขึ้น บางคนอาจไปทำงาน หรือบางคนเริ่มเดินทางไปสำรวจ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร จงจำไว้ว่า ประชาธิปไตยและเสรีภาพในการพูดไม่ควรถูกพรากไปด้วยความยินยอม

ประชาธิปไตยและเสรีภาพคืออากาศอันบริสุทธิ์ นั้นควรค่ากับที่เราต่อสู้

เสรีภาพคืออ๊อกซิเจน…..เสรีภาพคือความปรารถนา….เสรีภาพคือความรัก….และอย่างที่ ฌอง ปอล ซาร์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “เสรีภาพคือทางเลือก”

อนาคตเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้และวันพรุ่งนี้

เราทุกคนคือผู้เขียนบทละครชีวิตของเราเองในตอนต่อไป

จงร่วมเขียนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วยกัน

เพื่อนของฉัน จงอภิรมย์กับอากาศบริสุทธิ์และอย่าปล่อยมันไปเป็นอันขาด ขอบคุณคะ


ทันที่ทีวิดีโอสุนทรพจน์ของชู่ปิงถูกเผยแพร่ในเว็บข่าวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและได้แพร่กระจายสู่สังคมออนไลน์ ได้เกิดการโต้กลับอย่างรุนแรงจากความเห็นหลายส่วนในจีน ตั้งแต่คณะบริหารเมืองคุนหมิงได้โต้เธอว่าอากาศในพื้นที่นี้สะอาดบริสุทธิ์ หรือกล่าวว่าเธอกำลังบ่อนทำลายจีนด้วยคำพูดอันไร้เหตุผล

จนถึงขั้นที่บางความเห็นระดมชาวเน็ตไปตามล่าครอบครัวของชู่ปิง

ขณะที่หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เอาคำพูดของชู่ปิงไปเผยแพร่ โดยระบุว่าเสรีภาพในการพูดนั้นเป็นเรื่องไร้วุฒิภาวะและใจร้าย ส่วนนักเรียนจีนกล่าวหาชู่ปิงว่ากำลังเผยแพร่ความเห็นสุดโต่ง

ด้านชู่ปิงได้โพสต์ในโซเชียลของจีนอย่างเว่ยโปวว่า ขอโทษและหวังว่าทุกคนจะให้อภัย ตนได้รับบทเรียนแล้ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ปกป้องชู่ปิงว่า “มหาวิทยาลัยแห่งนี้เหมือนมหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่งที่เป็นตลาดแห่งความคิด มันคือสถานที่ก่อตั้งเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพทางความคิดและสิทธิของปัจเจกชนทุกคนในการแบ่งปันความคิดและมุมมองของพวกเขาในสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับและหล่อเลี้ยงไว้

นางสาวหยาง ชู่ปิงได้รับเลือกจากคณะกรรมการให้กล่าวสุนทรพจน์ในวันสำเร็จการศึกษา เธอได้แสดงความซาบซึ้งใจของเธอต่อโอกาสที่ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ของสหรัฐฯและแบ่งปันมุมมองของเธอจากประสบการณ์ที่ได้รับ

มหาวิทยาลัยเชื่อว่าการที่จะเป็นพลเมืองโลกที่มีความรู้นั้นคือการได้ยินความเห็นอันแตกต่างอย่างมีวิพากษ์ โอบรับความหลากหลายและแสดงความมีขันติธรรมเมื่อเผชิญกับมุมมองที่เราไ่ม่เห็นด้วย การตั้งใจฟังและเคารพคนที่เราไม่เห็นด้วยเป็นทักษะสำคัญ ทั้งในพื้นที่ในมหาวิทยาลัยและโลกภายนอก

มหาวิทยาลัยจึงมีความภาคภูมิใจที่จะสนับสนุนสิทธิในการแบ่งปันมุมมองของชู่ปิงและแนวคิดอันหายากของเธอและเรายกย่องเธอด้วยการยืมเสียงของเธอในโอกาสอันสุขสมครั้งนี้”

ทั้งนี้ หลังสิ้นปีการศึกษา 2016 สหรัฐฯมีนักศึกษาที่เป็นชาวจีนกว่า 3 แสนคนเข้ามาศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา นับเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาศึกษา โดยจากการสำรวจของ ICEF ระบุว่า มีนักศึกษาชาวจีนศึกษาต่อในต่างประเทศกว่า 5 แสนคน ในปี 2015 นับว่าเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนคนในปี 2010 และกว่า 80%ของนักศึกษาจีนที่ศึกษาต่อต่างประเทศจะกลับมาทำงานในประเทศบ้านเกิด




ที่มา 

https://www.theguardian.com/world/2017/may/23/china-yang-shuping-free-speech-university-of-maryland-us-student

https://umdrightnow.umd.edu/news/university-statement-regarding-2017-student-commencement-speaker

นิวยอร์กไทม์ส


มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กกับสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด คืออีกหนึ่งสุนทรพจน์ที่ดีที่สุด..





มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กกับสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดคืออีกหนึ่งสุนทรพจน์ที่ดีที่สุด..
.

มาร์คเริ่มต้นด้วยการบอกว่า "เหตุที่เรามาพบกันในวันนี้เพราะคุณทำในสิ่งที่ผมไม่เคยทำ นั่นคือ เรียนจบฮาวเวิร์ด.."
.

"และถ้าวันนี้ผมพูดสุนทรพจน์นี้จบ นั่นหมายความว่าผมได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จจริง ๆ ที่นี่เป็นครั้งแรก"
.

สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากตลอดเวลาของการพูด คือภาพภรรยาของมาร์ค ซึ่งนั่งเปียกอยู่กลางสายฝนที่ตกพร่ำในวันนั้น มันบ่งบอกให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือแม้แต่เป็นภรรยาของบุคคลระดับพันล้าน คุณก็ต้องนั่งตากฝนเปียกเหมือนกัน
.

มาร์คเองยังพูดถึงครั้งแรกที่ได้พบภรรยาของเค้า พริสซิลลา ชาน ในงานปาร์ตี้ที่เพื่อน ๆ จัดให้เพราะคิดว่าเค้าจะต้องโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยแน่ ๆ และในปาร์ตี้นั้น มาร์คได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุดในการมาเรียนที่ฮาวเวิร์ด.. คืนนั้นมาร์คบอกว่า "ผมจะอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ได้อีกไม่นาน ดังนั้นรีบมาเดทกับผมเถอะ!!"
.

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของสุนทรพจน์ครั้งนี้คือคำว่า "Purpose" หรือเป้าหมาย.. มาร์คเล่าเรื่องที่เค้าประทับใจเรื่องหนึ่งของประธานาธิปดี John F Kennedy ขณะไปที่ NASA Space Center .. JFK พบกับคนทำความสะอาดพื้นคนหนึ่งแล้วถามว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ชายคนนั้นตอบประธานาธิปดีกว่า "ผมกำลังร่วมส่งคนไปดวงจันทร์"
.

เป้าหมายต้องใหญ่กว่าตัวของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องทำงานต่อไป.. เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวสร้างความสุขที่แท้จริง

Purpose is that sense that we are part of something bigger than ourselves, that we are needed, that we have something better ahead to work for. Purpose is what creates true happiness.
.

มาร์คจำได้ว่า ในช่วงเรียนเค้าเคยบอกกับเพื่อนว่าเค้าตื่นเต้นมากที่จะได้ connect คนในฮาวเวิร์ด แล้ววันหนึ่งคงมีคนมาเชื่อมต่อคนทั้งโลกได้..
.

สิ่งที่เค้าไม่เคยรู้เลยก็คือ "คนอื่น" ที่ว่านั้นอาจจะเป็นเรา
.

ทุก ๆ ช่วงเวลาจะมีคนรวมตัวกันสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น มีคนกว่า 3แสนคนที่พยายามพานักบินขึ้นบนดวงจันทร์รวมถึงคนถูพื้นคนนั้นด้วย มีคนสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย และตอนนี้ก็ถึงเวลาของเราแล้ว..
.

ใช่.. คุณอาจจะคิดว่า "ฉันจะไปรวมคนจำนวนมากมาทำอะไรยิ่งใหญ่ได้อย่างไร?"
.

มาร์คพูดว่า "งั้นผมขอบอกความลับอะไรบางอย่าง.."
.

"ไม่มีใครรู้ตั้งแต่เริ่มต้นหรอก.. ไอเดียมันไม่ได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนจนกว่าคุณจะได้ทำมัน.. คุณแค่ต้องเริ่มต้นเท่านั้น"

No one does when they begin. Ideas don't come out fully formed. They only become clear as you work on them. You just have to get started.
.

เพราะถ้าผมต้องรู้เรื่องการเชื่อมต่อผู้คน รู้เรื่องการ connect people ให้ได้อย่างถ่อแท้ก่อน ผมคงไม่ได้เริ่มทำ Facebook
.

****

เขียนแบบเต็ม ๆ เสร็จแล้ว อ่านต่อได้ที่นี่เลยครับ
https://medium.com/gengsittipong/markzuckerburg-harvard-5a3cab50c760

อ่านทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษได้ที่นี่http://time.com/4795031/mark-zuckerberg-facebook-harvard-commencement-transcript/

และดูคลิปต่อได้ที่นี่: https://youtu.be/BmYv8XGl-YU

ที่มา FB


Creative Wisdom

ooo





คิดใหม่..ทำแบบเก่า + ความเหมือน..ที่แตกต่าง



คิดใหม่..ทำแบบเก่า

สาวในชุดดอกไม้ ในงานแสดงดอกไม้ที่เชลซี เทศกาลพืชสวนที่ใหญ่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง จัดที่ Royal Hospital ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในลอนดอน-ตะวันตกเฉียงใต้

RHS สมาคมพืชสวนหลวง จัดมาตั้งแต่ปีที่เรือไททานิก ชนภูเขาน้ำแข็งจมบุ๋งๆ ปี 1912 หรือ พ.ศ.2455 รัชกาลที่ ร.6 

จัดมา 115 ปีแล้ว..ก็ยังทำซ้ำเดิม..
...

ยานก..ไปพูดที่สงขลา..
"อย่าเลือกคนแบบเก่าบริหารประเทศ"
พูดไม่ซัด..จะให้เลือกคนแบบใหม่..แบบไหน?
จะลงสมัครรับเลือกตั้งเองป่าว?..ก็ไม่บอก
..
จะให้คนสงขลา..อย่าเลือก ปชป.?
เลือกเพื่อไทย..งั้นเร๊อะ?
คนอื่นๆที่เคยเลือก"เพื่อไทย"..ก็ให้เลือก ปชป.ไง
วิธีนี้..ปชป.อาจชนะการเลือกตั้ง..
จะได้มีนายกฯคนนอก-คนใหม่..
..
3 ปี คสช..คิดใหม่-ทำใหม่ มาตลอด..
ทบ.ได้รถถังใหม่ ทร.จะมีเรือดำน้ำใหม่
ใครว่าเสียของ?
มีแต่ได้กับได้....
..
คิดถึงประโยชน์ ไม่ต้องประหยัด
โปรดเลือก..
ประยุทธ-ประวิตร คิดเพื่อชาติ..ป่อยหย่อยๆๆ

.....




ความเหมือน..ที่แตกต่าง

ทหารอังกฤษร่วมกับตำรวจติดอาวุธเดินโต๋เต๋บริเวณรัฐสภา และพื้นที่สำคัญๆหลังเหตุระเบิดที่แมนเชสเตอร์ 

นายิกาเมย์ ยังเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้น 8 มิย.นี้
มีประกาศเตือนภัย..จากการก่อการร้ายสูงสุด
..

หลังเหตุระเบิดฯในบ้านเรา..
ทหารป่าหวายถูกสั่งให้ไปยืนยามที่ทำเนียบ
ยานกฯตู่ไปว่า..หากยังไม่สงบ อาจเลื่อนเลือกตั้ง..เออ!!
ประกาศเตือนภัยจาก..ฝนตกหนัก..อ้าว!!
..
ฝนตกแล้ว..เฮ!!

บทความน่าอ่าน... How our education sustains dictatorship





แปดทศวรรษผ่านไป ทำไมไทยยังปกครองด้วยรัฐบาลทหาร? พี่จ๋า สนิทสุดา เอกชัย ตั้งคำถามใน Bangkok Post เพราะวัฒนธรรมอำนาจนิยม militarism มันหยั่งรากลึกในสังคมและระบบการศึกษาของไทย ระบบที่ตอกย้ำ “ความกลัว” ส่วนคนที่ไม่กลัว พยายามขัดขืน ก็จะถูกกระทำด้วยความรุนแรง เหมือนอย่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทั้งหลาย โดยที่ระบบยุติธรรมที่เป็นอยู่ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างสิ้นเชิง

กรณีครูประถมกล้อนผมเด็ก แล้วเอารูปมาประจาน เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยอมรับไม่ได้ แต่รมต.ศึกษา กลับไม่ออกมาให้ความเห็น เพราะสิ่งที่ครูคนนั้นทำ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างเป็นระบบ ที่จะสร้าง “ระเบียบ” และ “วินัย” ซึ่งกลายเป็นคุณค่าสำคัญของระบบการศึกษาไทย

นอกจากวัฒนธรรมอำนาจนิยม ระบบการศึกษาไทยยังปลูกฝังค่านิยมการเหยียดเพศ การใช้อำนาจบาตรใหญ่ การรักชาติจนล้นเกิน การเหยียดเชื้อชาติ และความกระหายที่จะต้องทำลายคนที่เห็นต่าง หรือท้าทายกับอำนาจ ตำราประวัติศาสตร์ของเรา เต็มไปด้วยการปลูกฝังความเกลียดชังต่อประเทศเพื่อนบ้าน มีแต่เรื่องที่ยกย่องเชิดชูมหาราช และค้ำจุนผู้มีอำนาจ ตราบที่ระบบการศึกษาไทยยังคงตอกย้ำความจงรักภักดี การยอมทำตามระเบียบอย่างเซื่อง ๆ โอกาสที่จะมีรัฐประหารก็จะไม่หายไปจากสังคมไทย บทความดีมาก ๆ ครับ น่าอ่าน



How our education sustains dictatorship 

.....




คุณว่าระบบการศึกษาแบบที่จับเด็ก “กล้อนผม” สนใจแต่ว่าเด็กจะแต่งตัวอย่างไร ไว้ทรงผมไหน สนใจแต่ใบปริญญา จะผลิตคนแบบ Mark Zuckerberg ได้หรือไม่? 13 ปีหลังลาออกจาก Harvard เขาได้รับเชิญให้ไปพูด “commencement speech” กับบัณฑิตที่จบการศึกษาที่นั่น

จากเด็กที่พัฒนาระบบ chat ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในบ้าน ซึ่งชั้นล่างเปิดเป็นร้านทันตกรรมของพ่อ ZuckNet เป็นผลงานชิ้นแรกของมาร์กตอนอายุ 11-12 ขวบ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาทำ app “Synapse Media Player” ซึ่งสามารถสังเกตพฤติกรรมการฟังเพลง และ “เสนอ” เพลงที่ชอบให้ผู้ใช้งานได้ Microsoft และ AOL จะซื้อลิขสิทธิ์ app ตัวนี้ และซื้อตัวเขาไปทำงาน แต่เขาไม่ยอมขายและไม่ยอมไปทำงานด้วย เขาตัดสินใจแจก app ฟรีให้คนใช้ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เขากับเพื่อนยังสนุกกับการประดิษฐ์ app ต่าง ๆ ขึ้นมาอีก CourseMatch และ FaceMash app ตัวหลังทำเอา network ของมหาวิทยาลัยเกือบล่ม ทำให้เขาถูกเตือน ตอนหลังเลยลาออกไปทำงานที่ตัวเองสนใจ คือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน

ตอนตัดสินใจลาออก พ่อแม่ไม่บ่นสักคำ พ่อขับรถไปช่วยลูกขนของออกจากหอด้วย เขาเคารพการตัดสินใจของลูก ชีวิตของมาร์กมีแต่เรื่องคิดและสร้างสิ่งต่าง ๆ อย่างเสรี โดยไม่ยอมให้มี “กรอบ” มาปิดกั้น ไม่ยอมเป็น “ทาส” ของบรรษัทใหญ่ ๆ และไมสยบยอมให้กับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยดัง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าวินัย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีสัมมาคารวะ น่าจะเป็นการไม่ไปปิดกั้นความคิดและจินตนาการของเด็ก “เสรีภาพในการแสดงออก” จึงเป็นเรื่องสำคัญ สังคมจะเจริญได้ ผู้คนควรมีสิทธิและเสรีภาพที่จะรับและแสดงความเห็นต่าง ๆ อาจจะแผลง ๆ ไปบ้าง ก็ควรปล่อยเขาไป ไม่ใช่ไปจับเขาขังคุก หรือ “ปรับทัศนคติ” เหมือนบางประเทศ ข้างล่างคือส่วนหนึ่งในสิ่งที่มาร์กบอกกับบัณฑิตใหม่ของ Harvard

“ไม่มีความคิดที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มต้น มันจะชัดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มลงมือทำงาน เราต้องเริ่มจากาการทำบางอย่าง ถ้าผมรู้หมดทุกอย่างตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือทำงานว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้ ผมคงไม่ได้สร้าง facebook ขึ้นหรอก”

"Ideas don't come out fully formed. They only become clear as you work on them. You just have to get started. If I had to know everything about connecting people before I got started, I never would have built Facebook."

สปีชทั้งหมดของมาร์ก https://www.facebook.com/notes/mark-zuckerberg/harvard-commencement-2017/10154853758606634/
ผลงงานของมาร์ก ก่อนจะมี facebookhttp://www.letsintern.com/blog/4-thing-mark-zuckerberg/

Pipob Udomittipong


Is the fall of education the fall of a nation? - ความล่มสลายของการศึกษาคือการล่มสลายของชาติ?





อาจารย์มหาวิทยาลัยใน South Africa. ท่านหนึ่งเขียนเตือนใจลูกศิษย์ว่า.....

"การทำให้ชาติหนึ่งล่มจมไม่จำเป็นต้องใช้ระเบิดปรมาณู หรือขีปนาวุธพิสัยไกล..."

..... เพียงแค่ลดคุณภาพการศึกษา และปล่อยให้มีการโกงของนักศึกษาในการสอบก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผลผลิตทางการศึกษาเช่นนี้....

ก่อให้เกิด:

1.คนไข้ตายที่ไม่ควรตายก็มาตายในมือหมอ

2.ตึกถล่มจากผลงานวิศวกร

3.เงินสูญหายด้วยฝีมือนักบัญชี

4.มนุษยธรรมมลายไปในมือนักวิชาการทางศาสนา

5.ความยุติธรรมวอดวายไปในมือผู้พิพากษา

....นั่นคือความล้มเหลวของการศึกษาคือการล่มสลายของชาติ....

แปลโดยผู้อ่านไทยอีนิวส์จาก


One of the University lecturers wrote an expressive message to his students at the doctorate, masters and bachelors level and placed it at the college entrance in the university in south Africa.
And this is the message;

*"Collapsing any Nation does not require use of Atomic bombs or the use of Long range missiles. But it requires lowering the quality of Education and allowing cheating in the exams by the students".*

The patient dies in the hands of the doctor who passed his exams through cheating.

And the buildings collapse in the hands of an engineer who passed his exams through cheating.

And the money is lost in the hands of an accountant who passed his exams through cheating.

And humanity dies in the hands of a religious scholar who passed his exams through cheating.

And justice is lost in the hands of a judge who passed his exams through cheating.

And ignorance is rampant in the minds of children who are under the care of a teacher who passed exams through cheating.

Source:
(https://www.jamiiforums.com/threads/the-collapse-of-education-is-the-collapse-of-the-nation.1231557/)

บทความที่คนเคยเป่านกหวีดต้องอ่าน - พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา ณ กรุงเทพฯ : โดย กล้า สมุทวณิช





พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา ณ กรุงเทพฯ : โดย กล้า สมุทวณิช


24 พฤษภาคม 2560
ที่มา มติชนออนไลน์


ช่วงเวลาที่กล้าหาญที่สุดในชีวิตผม

ช่วงเวลานั้นเป็นครั้งที่ผมรู้สึกกล้าหาญมากที่สุด ในตอนที่ยกนกหวีดสีเหลืองรูปสายฟ้าที่ห้อยอยู่กับสายคล้องลายธงชาติขึ้นมาเป่าเสียงดังแสบแก้วหู ที่สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครตรงข้ามกับมาบุญครอง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ร่วมกับพี่พ้องน้องเพื่อนและครูอาจารย์ร่วมสถาบัน จิตใจของผมพองโต รู้สึกได้ถึงการเล่นบทบาทเป็นผู้กล้าท้าทายรัฐบาลทรราช เป็นพลังนิสิตนักศึกษาที่บริสุทธิ์ ผู้ออกมาต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมที่พวกเผด็จการรัฐสภาพยายามใช้เสียงข้างมากลากถูออกมาเพื่อล้างผิดคนโกง

ของชิ้นแรกที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ก็คือนกหวีดอันนี้ ที่ผมเป่าในวันนั้นนั่นแหละครับ

สมัยนั้น ผมเชื่ออย่างจริงจังเรื่องเผด็จการรัฐสภา สภาผัวเมีย หรือสารพัดความเลวร้ายในรูปแบบของผู้แทนฯที่ได้เสียงข้างมากมาจากการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อมา หรือไม่ก็ใช้นโยบายประชานิยมล่อใจให้พวกคนที่ไม่มีวิจารณญาณลงคะแนนเลือกพวกนักการเมืองเลวๆ เข้ามาเป็นผู้แทนฯในสภา พวกนี้ยกมือกันเป็นฝักถั่วตามคำสั่ง “นายใหญ่” อ้อ ไม่สิ เขาเปลี่ยนไปใช้การสอดบัตรกดลงคะแนนแทนการยกมือแล้ว แต่ขนาดนั้นก็ยังมีบางคนฝากบัตรให้เพื่อนกดแทนเลยคุณ

ผมจินตนาการไปไม่ถึงหรอกครับ ว่าผมไล่สภาแบบนั้นไป เพื่อจะได้สภาที่ตั้งกันเอง เต็มไปด้วยใครก็ไม่รู้ที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อ มียศนำหน้า ตำแหน่งตามหลัง ลงคะแนนแทบเป็นเอกฉันท์ทุกครั้ง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะแทบไม่เคยได้เข้าประชุมสภาที่ว่านั้นเลยก็ตาม ขอนับองค์ประชุมก็ไม่ได้อีกต่างหาก แต่ก็ช่างมันเถิดครับ ไปดูของชิ้นต่อไปกันดีกว่า

ของชิ้นนี้ผมตามหามาตั้งนานกว่าจะได้มาจัดแสดงไว้ มันคือโมเดลรถไฟความเร็วสูงจากนิทรรศการ “รถไฟสายความสุข” ที่จัดขึ้นสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ…. หรือร่างกฎหมายเงินกู้สองล้านล้านบาท ที่ในตอนนั้นพวกผมเรียกกันอย่างดูแคลนว่า “รถไฟขนผัก” นั่นแหละครับ แม้ว่าผู้รับผิดชอบโครงการ จะเป็นคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เคยเป็นที่ชื่นชอบของพวกเราในช่วงเวลานั้นว่าเป็นรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี แต่ในเมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาลที่พวกเราชังน้ำหน้า เราก็เป่านกหวีดไล่ครับ เราไม่อยากเป็นหนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน และรถไฟความเร็วสูงที่ว่านั้นเล่า ก็ไหนนักแสดงตลกคนหนึ่งเขาบอกไงว่า ทางการจีนเขาจะสร้างให้เราฟรีๆ ผมจึงดีใจเป่านกหวีดจนคอเกือบแตก ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า กฎหมายเงินกู้สองล้านล้านเพื่อสร้างอนาคตของประเทศต้องเป็นโมฆะไป

แม้คุณชัชชาติเคยบอกเอาไว้ในตอนนั้นว่า ต้นทุนสำคัญที่สุดที่ราคาแพงกว่าคือเวลา หากเป็นไปตามแผนของคุณชัชชาติ ในราวปี ค.ศ.2020 เราจะมีทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ทางรถไฟ และทางหลวงแผ่นดินสายใหม่ แต่ตอนนี้น่ะหรือครับ อีกไม่ถึงสองปีก็ 2020 แล้ว รถไฟจีนที่ว่ายังไม่เห็นมาเลยครับ และเห็นเขาว่าถ้าจะมาก็จะมาด้วยระยะ

ทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร แถวๆ โคราช เป็นการชิมลางก่อนน่ะครับ

ส่วน “ของจีน” ที่มาเร็วกว่านั้น เห็นจะเป็นเรือดำน้ำจีน ที่ลำแรกน่าจะเข้ามาจอดกลางอ่าวไทยเราได้ไม่เกินปี ค.ศ.2023 น่าเสียดายที่ไม่มีใครไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ว่าการทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำโดยรัฐบาลในกรณีนี้ทำได้หรือไม่ เหมาะสมหรือเปล่า

แต่เอาเถิดครับ อย่างน้อย เราไม่ต้องเป็นหนี้สองล้านล้านกันชั่วลูกชั่วหลานแล้ว ผมควรดีใจและโล่งใจกว่านี้ ถ้าไม่ใช่ว่าเมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งไปอ่านข่าวพบว่า รัฐบาลที่ผมเป่านกหวีดเรียกมา ท่านกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรวมกับ 3 ปีที่ท่านถือครองอำนาจอยู่เกือบหนึ่งล้านล้านบาทแล้ว แต่เราอย่าพูดถึงเรื่องชวนทานข้าวไม่ลงนี้กันเลย ชมสิ่งของชิ้นต่อไปที่เราเอามาโชว์กันดีกว่า

ป้ายฟิวเจอร์บอร์ดที่เห็นอยู่นี้เป็นของจริงนะครับ โชคดีที่ผมไปได้มาจากกองขยะรอทำลายแถวกระทรวงสาธารณสุข ป้าย “หนีคนไข้มาไล่อีปู” ที่คุ้นตากันในภาพถ่ายเหตุการณ์แสดงพลังของเครือข่ายบุคลากรสาธารณสุขที่ออกมาแสดงพลังกันเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2557 ว่าตัวตามตรง ผมก็ไม่คิดหรอกครับว่าจะมีใครละทิ้งหน้าที่ หนีคนไข้ ออกไปชุมนุมทางการเมืองจริงๆ คงเป็นเรื่องของกลอนพาไปมากกว่า

ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ว่าในตอนแรกที่มีข่าวว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้จะไม่อนุมัติให้บรรจุพยาบาลวิชาชีพเข้าเป็นข้าราชการหมื่นกว่าอัตรานั้น จะมีใครที่เคยไปถือป้ายนี้ในวันนั้นรู้สึกสะอึกหรือระลึกถึงอะไรขึ้นมาได้บ้างหรือเปล่า

ส่วนจอโทรทัศน์ LCD ตรงมุมนี้ กำลังฉายฉากหนึ่งในละคร ที่ตอนนั้นมีกระแสว่ารัฐบาลในขณะนั้นสั่งงดออกอากาศ เนื่องจากมีเนื้อหาสะเทือนซางกระทบใจ น่าตลกดีนะครับ ในตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมาก เรียกร้องหาเสรีภาพในการสื่อสารมวลชนกันให้ระงมไปหมด จำได้เลยว่าในตอนนั้นใครๆ ก็ต้องออกมาอัดรัฐบาล ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ถูกงัดขึ้นมาอธิบาย เพื่อที่จะวกไปด่ารัฐบาลที่ปิดกั้นสื่อ

แล้วในตอนนี้หรือครับ … การจัดรายการโทรทัศน์ของสถานีที่ถูกจับตาว่าอยู่คนละฝ่ายกับอำนาจรัฐ ถูกควบคุมจนแทบพูดอะไรไม่ได้ ไม่พอใจขึ้นมาก็สามารถใช้อำนาจสั่งปิดสถานีให้จอดำได้ทั้งช่องเป็นเวลา 3 วันบ้าง 7 วันบ้างได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร ก็จะเกรงใจใครเล่า ในเมื่อมีแต่เสียงแห่งความเงียบจนแสบแก้วหูมาจากบรรดานักวิชาการ ดารา

ผู้คนในวงการสื่อ ที่เคยมาร้องแรกแหกกระเชอกันในตอนนั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกันหมด


สิ่งของอื่นๆ ที่มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้ก็ยังมีอีกหลายอย่าง ตรงนี้คือ หน้ากากขาว กาย ฟอว์กส์ ที่เลียนแบบมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง วี ฟอร์ เวนเด็ตต้า (V for Vendetta) ที่พวกผมใส่เพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาล เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2556 และอันนี้ก็สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ No Dam ต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2556 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนมี กปปส. แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจุดชนวนสร้างบรรยากาศต่อต้านรัฐบาลที่เป็นผลต่อเนื่องกันครับ

ส่วนของชิ้นที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุด ที่แสดงไว้ส่วนที่เด่นที่สุดในพิพิธภัณฑ์ อย่าถามว่าผมหามาได้อย่างไร มันเป็นสิ่งที่ควรจะสาบสูญไปนานแล้ว แต่ผมก็ใช้เส้นสนกลในหามาจนได้

มันคือหีบเลือกตั้งบุบเบี้ยว ที่เดิมแล้วมันควรจะอยู่ในหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่หีบเลือกตั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน ด้วยคนอย่างพวกผมนำกำลังไปปิดหน่วยเลือกตั้งไว้ให้จัดการเลือกตั้งไม่ได้ ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนั้นกลายเป็นโมฆะ

หีบเลือกตั้งนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาวิกฤตเท่านั้น หากมันยังต่อเชื่อมกับความทรงจำอันเป็นส่วนตัวของผมด้วย

ผมเลิกรากับคนรักของผมในตอนนั้น หลังจากที่รัฐบาลในขณะนั้นประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ แม้ว่าเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ออกมาเป่านกหวีดต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเหมาเข่งเหมือนกัน แต่เธอก็เลือกที่จะ “หยุด” หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภา เพราะเห็นว่าการที่ให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งนั้น เป็นวิถีทางประชาธิปไตยที่ยอมรับได้แล้ว หากตัวผมเองยังดึงดันให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และถลำตามพรรคพวกจนไปปิดหน่วยเลือกตั้งกับเขาด้วย

เธอผิดหวังมาก และขอเลิกกับผมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ตัวหรอก ยังกล่าวหาว่าเป็นเพราะเธอชอบพรรคการเมืองคนละพรรคกับผมจึงหาเรื่องเลิกกัน

“มันไม่เกี่ยวว่าเธอจะชอบจะรักพรรคการเมืองไหน ปัญหาคือ เธอกำลังทำลายประชาธิปไตย และจะพาพวกเราไปสู่หุบเหวที่ไม่มีทางขึ้น” เธอว่าอย่างนี้ก่อนจะเดินออกไปจากชีวิตผมตลอดกาล

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาเกิน 3 ปีแล้วครับ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะสำนึกว่าความเอาแต่ใจทางการเมือง ความไร้เดียงสา การเล่นเป็นฮีโร่ผู้กล้าท้าเผด็จการปลอมๆ ของผมจะส่งผลอย่างไรจนถึงปัจจุบันนี้ การออกมาแสดงออกทางการเมืองขับไล่รัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพียงแต่พวกผมเล่นใหญ่กันเกินกว่าสัดส่วนของปัญหาจริง

พวกผมสร้างภาพรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งให้เป็นเผด็จการทรราชที่น่ากลัว เหมือนจับแมวขโมยสักตัวมาเขียนลายเสือ หลอกหลอนตัวเองด้วยวาทกรรมต่างๆ ว่ามันเป็นสัตว์ร้ายที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก แล้วพวกผมก็ช่วยกันเปิดกรงปล่อยเสือร้ายตัวจริงออกมาเพื่อจัดการแมวขโมยตัวนั้น เสืออ้วนตัวใหญ่ที่กินทุกอย่างและไม่มีใครจับมันเข้ากรงได้อีกจนทุกวันนี้

แล้วคนอย่างพวกผมก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย หลายคนประกาศเลิกสนใจการเมืองไปนับตั้งแต่นั้น บางคนก็กล้ำกลืนฝืนให้ท้ายระบบการเมืองปัจจุบันทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ผิดหวังและเห็นปัญหาต่างๆ นานา แต่จะให้พูดอะไรได้ ให้ออกมาต่อสู้เหมือนในตอนนั้น เราก็รู้ดีเท่าๆ พวกคุณนั่นแหละครับ ว่าสิ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้าหากจะลุกขึ้นมาหืออือ คือ “เสือ” ที่เขมือบเรา ฆ่าเราได้จริงๆ รัฐบาลเผด็จการเต็มรูปแบบของแท้ ไม่ใช่แค่แมวระบายสีเหมือนอย่างรัฐบาลพลเรือนที่เราเก่งกันนักในตอนนั้น

คนอย่างพวกผมรับผิดชอบได้อย่างมาก ก็แค่ลบรูปที่เคยไปร่วมกิจกรรมเป่านกหวีด หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ ที่ลงไว้ในเฟซบุ๊กในเวลาที่มันเตือนความทรงจำขึ้นมา ให้พ้นจากความอับอายเป็นคราวๆ ไปเท่านั้น

คุณผู้เขียนครับ ผมอยากให้คุณเขียนเรื่องของผม อย่างที่เคมาล ขอให้ออร์ฮาน ปามุก เขียนเรื่องของเขาในนิยายเรื่อง “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา” แต่เรื่องของผม สถานที่ที่ผมกำลังสร้างอยู่นี้ คือพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสาทางการเมืองเราดีๆ นี่เอง และก็ ผมอยากจะให้คุณบันทึกคำพูดสุดท้ายของผม เหมือนอย่างในนิยายเรื่องนั้นด้วยครับ

“คำพูดสุดท้ายในเรื่องของผมคืออย่างนี้นะครับ” เขาอมนกหวีดในปากราวกับจะกลืนลงไปให้สุดคอหอย ครั้นแล้วก็ยิ้มให้ผู้เขียนทั้งน้ำตา “บอกให้ทุกคนรู้ว่าคนอย่างผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความอับอาย”

ด้วยแรงบันดาลใจจากนวนิยาย “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา” ของ ออร์ฮาน ปามุก ในวันครบรอบ 3 ปี การปกครองในระบอบ คสช.


ข่าวที่น่าอับอายของคนไทยที่ชิคาโก - Chicago-area ‘johns’ allegedly became key players in Thai sex ring



Wilaiwan Phimkhalee is charged with running a brothel that employed Thai prostitutes in forced labor. She allegedly entered a sham marriage with a prostitution customer to obtain legal immigration status in the United States. | Facebook


Chicago-area ‘johns’ allegedly became key players in Thai sex ring


05/25/2017
Source: Chicago Suntimes


Chicago customers of a Thai prostitution ring became key players in the nationwide operation — renting out apartments for the women, shuttling them from airports and even entering into a sham marriage with a brothel boss in order for her to work legally in the United States, authorities say.

“This is a unique twist I haven’t really seen before,” Cook County Sheriff Tom Dart said.

A federal indictment unsealed Thursday charged 21 people across the country — including six in the Chicago area — with being involved in sex trafficking. A related indictment in October charged 17 others.

The Cook County Sheriff’s Office worked with the U.S. Homeland Security Investigations agents to shut down Thai brothels in the Chicago area and arrest six people authorities identified as participants.



Mohit Tandon, 37, of Burr Ridge, is charged with being a “facilitator” in an international prostitution ring. | Twitter


Those charged include: Matthew Mintz, 25, Wilaiwan Phimkhalee, 38, Kanyarat Chaiwirat, 50, and Thoucharin Ruttanamongkongul, 34, all of Chicago; Mohit Tandon, 37, of Burr Ridge; and Richard Alexander, 52, of DeKalb.

The new indictment, unsealed in Minnesota, says sex traffickers in Thailand arranged for hundreds of Thai women to travel from Bangkok to Chicago, Minneapolis, Los Angeles, Las Vegas, Dallas, Atlanta and other cities to engage in prostitution.

The traffickers painted a rosy picture of the United States when they recruited the women, according to the indictment.

But the women were forced to pay leaders of the ring for debts supposedly associated with their travel and housing — making them sex slaves, the indictment says. Their debts ranged from $40,000 to $60,000.

Many of them were required to undergo cosmetic enhancements such as breast enlargement before they traveled to the United States, officials said.

Phimkhalee, Chaiwirat and Ruttanamongkongul allegedly acted as “mamasans,” running brothels in the Chicago area. Phimkhalee also is described in the indictment as being a sex trafficker.

The prostitutes usually kept about 60 percent of their pay, which typically was $200 an hour, with the rest going to the house boss, prosecutors said. They said the prostitutes were rotated among brothels across the United States.

Tandon, Alexander and Mintz are described in the indictment as “facilitators.”

A law enforcement source said Alexander was a customer of the prostitution ring, then married Phimkhalee in what authorities believe was a sham wedding in order for her to obtain a green card to live and work in the United States on a permanent basis.

All three men rented apartments for the prostitutes, sources said.

Law enforcement authorities must now decide whether to deport the Thai women involved in the ring.

Dart said he doesn’t have any qualms about the United States sending back the women running the brothels after their cases are adjudicated. But the women who were working off debts as prostitutes are another matter, he said.

“They’re victims,” Dart said, adding that he has concerns that they could face retribution in Thailand from traffickers and even from corrupt law enforcement officials.

“We want to make sure the victims aren’t put in a worse place than they were in here,” he said.

Since 2009, the sex operation has reaped millions of dollars, which were funneled back to Thailand through bank accounts structured to avoid federal reporting requirements, authorities said. The ring also used an informal banking system called hawala, according to the indictment.

Customers originally responded to ads placed on the popular Backpage.com website. But once law enforcement authorities started to infiltrate the site, the “johns” gravitated to private sites operated by the brothel managers themselves, officials said.

Customers rated the prostitutes on another website, and those who got low scores were threatened by their bosses to improve their performances or suffer physical harm to themselves or family members back in Thailand, officials said.

สี่คำถามก่อนเลือกตั้ง "ถ้าตั้งตารอ คสช. ก็ตั้งใจเลื่อน" นะฮัพ

ตอนนี้ทั่นผู้นัมพ์โคตรสบายใจ ถึงกับรำฟ้อนรำป้อหลังกลับจาก ม. สงขลานครินทร์ เรื่องบึ้มกลางกรุงไม่ต้องห่วงอีกต่อไป เที่ยวป้ายคนโน้นคนนี้จนเกลี้ยงราคินเนื้อตัวแล้วนี่

แถมรู้ดี “เผาโน่นเผานี่ มันจ้างเด็กอายุ ๑๔ เผาอย่างนี้ ๒๐๐ บาท...มันก็มีขบวนการ คนไปวาง บางทีไอ้คนถือไปยังไม่รู้เลยว่าอะไร หรือไม่ก็รู้ว่าไม่อันตราย ก็เลยรับจ้างมา ๕๐๐...

ไอ้คนทำอยู่ข้างนอก ไอ้คนบัญชาการอยู่โน้น ในประเทศนอกประเทศก็ไม่รู้


เลยได้ช่องไปต่อ โน่นสองพล.อ.ฝ่ายตรงข้าม ทั้งชัยสิทธิ์ (ชินวัตร) และพัลลภ (บัวสุวรรณ) ต้องออกมาปฏิเสธกันจ้า ทั้งที่อุตส่าห์เก็บเนื้อเก็บตัวมาตั้งนาน

โดยเฉพาะพัลลภ “ขอยืนยันว่าไม่รู้จักและไม่เกี่ยวข้องกับนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ เเกนนำ นปช.ปทุมธานี” ซ้ำร่วมประณามคนทำ ครบถ้วนทุกตัวตามที่พวก คสช. ขุดขึ้นมาด่าไว้แล้ว ตั้งแต่ ผบ.ทบ.ยันแม่ทัพภาค ๑ ทั้ง “คิดสั้น ชั่วช้า เลวทราม (และ) หน้าตัวเมีย


เรื่องฝนฟ้ายิ่งไม่ต้องห่วงใหญ่ แม้นว่าปีนี้คาดว่าจะมีน้ำมากกว่าทุกปีที่ครองเมืองมา ได้เตรียมรับพร้อมสรรพทั้งเครื่องสูบเครื่องดัน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ได้สั่งการกับผู้ว่าฯ ขนหน้าแข้งแล้วอย่างแน่นหนา

เพียงแค่ฝนตกเมื่อไร ก็จะมีน้ำรอระบายจำนวนมากจนเจิ่งถนนทั่วกรุง แค่นั้นเอง

นายกฯ ยังมีความมั่นใจสูงว่าจะควบชาติไปอย่างมั่นคง สู่ความมั่งคั่ง (ของใครบ้างต้องคอยดู) อย่างยั่งยืนสืบไปแน่ๆ จึงได้อัดคลิป ศาสตร์พระราชาสั่งสอนบรรดาสื่อทั้งหลาย “ทบทวน ปรับทัศนคติใหม่” เลิก “ขายข่าว ขายความรู้” หันมาเชื่อฟัง คสช. เป็นสรณะ


ส่วนว่าการเลือกตั้งจะมาเมื่อไรขอให้ดูตามโร้ดแม็พ แม้จะเลื่อนมาแล้ว ๕ ครั้งก็เถอะ ถ้าจะต้องเลื่อนอีกก็คงเพราะ กปปส. เขาขอมาละมัง เสียงนกเสียงกาอย่าไปฟัง รอ คสช. สรุปอีกที

ตอนนี้ศูนย์ดำรงธรรมกำลังทำโพล ขอให้ประชาชนทุกจังหวัดส่งคำตอบต่อคำถามสี่ข้อที่ประยุทธ์ตั้งไว้ ได้แก่

๑. คิดไหมว่าเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ๒. ถ้าไม่ได้อย่างนั้นล่ะ ทำไง ๓. เลือกตั้งโดยไม่ปฏิรูปและวางยุทธศาสตร์ก่อน จะดีเหรอ และ ๔. ถ้าพวกนักการเมืองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้รับเลือกอีก จะให้ใครแก้


แหม ถามชี้นำอย่างนี้ ต้องตามแบบฉบับของพวกโพลเลียบู้ธ เด๊ะเชียว ไม่ยักไปถามพวก นั่งร้าน เปลี่ยนใจ หรือพวก ลูกหาบถอดใจบ้างล่ะ

อย่างเช่นหมอฮา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ระบายไว้ยาวเหยียดที่ ประชาไทนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พูดถึงเรื่อง “ดันแตกกันเอง ทั้งๆ ที่มีศัตรูร่วมอยู่

ผมถูกกระแนะกระแหนเยอะมากว่าเป็นนั่งร้านเผด็จการ ไปเรียกเขามาบ้าง แต่เราก็ได้ข้อสรุปว่าอย่าไปสนใจมันเลย ไม่เห็นมันจะสู้อะไรกับเผด็จการเลย เอาแต่ด่าเรา แล้วสู้จริงเปล่าก็ไม่รู้ไอ้ที่โพสต์อยู่ แต่เราสู้จริง...

เราเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ทุกเรื่อง อันนี้ชัดเจน เราไม่เห็นด้วยกับเผด็จการรัฐสภา และเราก็ไม่อยากได้รัฐประหาร แต่พอมันรัฐประหารแล้ว เราจะมาด่ามันเลย ชีวิตก็จะอยู่ลำบาก...

ผมเชื่อว่าอย่างไรเผด็จการมันก็กลืนกินตัวเอง จะเร็วจะช้า โอเคตอนนี้ เขาทำเป็นทำเก่งก็กลืนกินช้าหน่อย ชนชั้นกลางตื่นน้อยก็ใช้เวลาหน่อย แต่ว่ามันอยู่ไม่นานหรอก...

นี่มันก็ ปีแล้ว เลิกกระแนะกระแหนกันได้แล้ว แล้วมาดูกันว่าจะลุยกับมันอย่างไร เพราะมันเอาแน่ มันยึดประเทศต่อแน่ เหมาเจ๋อตุงกับเจียงไคเช็กยังรวมกันไล่ญี่ปุ่นก่อนได้เลย ไล่ศัตรูก่อน แล้วมารบกันใหม่


จะมีใครบ้างเอากับเขา เราไม่รู้ แต่มีอีกคนเขียนเนียนมากคนเขียนชื่อกล้า เขียนเรื่องกล้าๆ มีเนื้อถ้อยหลายตอนน่าบันทึก ดังนี้
"สภาที่ตั้งกันเอง เต็มไปด้วยใครก็ไม่รู้ที่พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อ มียศนำหน้า ตำแหน่งตามหลัง ลงคะแนนแทบเป็นเอกฉันท์ทุกครั้ง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะแทบไม่เคยได้เข้าประชุมสภาที่ว่านั้นเลยก็ตาม"

รถไฟขนผัก...เราไม่อยากเป็นหนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน...รถไฟจีนที่ว่ายังไม่เห็นมาเลยครับ และเห็นเขาว่าถ้าจะมาก็จะมาด้วยระยะทางประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร แถวๆ โคราช”

"ที่มาเร็วกว่านั้น เห็นจะเป็นเรือดำน้ำจีน ที่ลำแรกน่าจะเข้ามาจอดกลางอ่าวไทยเราได้ไม่เกินปี ค.ศ.๒๐๒๓"

หนีคนไข้มาไล่อีปู...ในตอนแรกที่มีข่าวว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้จะไม่อนุมัติให้บรรจุพยาบาลวิชาชีพเข้าเป็นข้าราชการหมื่นกว่าอัตรานั้น จะมีใครที่เคยไปถือป้ายนี้ในวันนั้นรู้สึกสะอึกหรือระลึกถึงอะไรขึ้นมาได้บ้างหรือเปล่า”

ปิดท้าย "พวกผมก็ช่วยกันเปิดกรงปล่อยเสือร้ายตัวจริงออกมาเพื่อจัดการแมวขโมยตัวนั้น...

คนอย่างพวกผมรับผิดชอบได้อย่างมาก ก็แค่ลบรูปที่เคยไปร่วมกิจกรรมเป่านกหวีด หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ ที่ลงไว้ในเฟซบุ๊กในเวลาที่มันเตือนความทรงจำขึ้นมา ให้พ้นจากความอับอายเป็นคราวๆ ไปเท่านั้น"
จากบทความของ กล้า สมุทวณิช ตีพิมพ์ที่มติชน (https://www.matichon.co.th/news/565007) ดูเหมือนเขาจะเหน็บพวก เห็บกระโดด ว่าเสร็จแล้วก็ทำ เฉย กันต่อไป

ที่ไม่เฉยเห็นจะเป็น เครือข่ายภาคประชาชน ๑๔ องค์กรภาคใต้ตอนล่างที่ไม่ให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนไปปาฐกถาเรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ ที่มหาวิทยาลัยสงขลาฯ

“วันนี้ภาคประชาชนไม่ได้หวังอะไรจากรัฐบาลและ คสช.แล้ว ไม่หวังแม้การปฏิรูปใดๆจาก คสช. ภาคประชาชนกำลังกลับมาสร้างฐานประชาชนให้เข้มแข็ง...

สร้างฐานประชาธิปไตยทางตรง และรอการเลือกตั้งใหม่ (ซึ่งหวังว่าจะมีจริง) ที่อาจพอจะเป็นความหวังสำหรับการหยุดภาวะชงักงันทางประชาธิปไตยและการที่ประชาชนจะร่วมกำหนดอนาคตตนเอง”


ถึงกระนั้นก็ดี คงหนีไม่พ้นสิ่งที่ได้กลายเป็นอนิจจังไปแล้วว่า ถ้าตั้งตารอ คสช. ก็ตั้งใจเลื่อน นะฮัพ