วันอังคาร, เมษายน 25, 2560

แค่จะบอกว่าเห็นไหมพวก คสช. นี่เขาอูฟูกันแล้ว คอนเฟิร์มได้เลยเรื่องซื้อเรือดำน้ำโปร่งใส

นี่ไง การลงทุนภาครัฐของ คสช. ที่มีปัญหา เรือดำน้ำหยวนคล้าสจากจีน ๑ ลำ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท จะจ่ายกี่งวด มันก็ต้องจ่ายเหมือนกัน

หนำซ้ำมุบมิบอนุมัติกันแล้วไม่แถลง อ้างเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง ลับชั้นสุดยอดเสียด้วย (โฆษกห่านอูว่างั้น) มันส่อเจตนา อีแอบไม่ใช่ไม่ควรรู้แต่ไม่อยากให้รู้กัน มันมีอะไรอยู่ในพงต้องคุ้ยดู

แถมซื้อแล้วรอสร้างอีกต่างหาก จนคนบนทวีตภพเขาบ่น “ฟังแล้วปวดตับ ไม่มีใครเคยใช้เรือดำน้ำนี้แม้แต่จีนคนทำ เขาก็รอใช้พร้อมเรา แล้วอีกตั้งหลายปีถึงจะสร้างเสร็จ เทคโนฯ เปลี่ยนไปขนาดไหน สักแต่ซื้อ” (Lin Okabe @Byakuren29)

ไม่ใช่ สักแต่ซื้อละมั้ง ตั้งอกตั้งใจกันเลยเชียวละ เรื่องนี้ต้องถาม อิศรา


ก่อนอื่น ใครๆ ก็รู้อันนี้โปรเจ็คสำคัญของ บิ๊กตือไม่ว่าเรือดำน้ำ ยานหุ้มเกราะ หรือว่าโรงงานผลิตสรรพาวุธ จากจีนย้ำ ต้อง จีน เป็น ‘wind beneath my wings’ ของทั่นรองนายกฯ ฝ่ายกลาโหม

นับเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันข้อมูลว่ามีใบสั่งจากภายนอกมายังกองทัพเรือให้พิจารณาเรือดำน้ำจีนเป็นพิเศษ...

เป็นการจัดหาจากประเทศจีนทั้งที่ผ่านมามีปัญหาด้านประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไทยมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรถถัง เรือรบ หรือแม้แต่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ KS-1C ที่กองทัพอากาศเพิ่งจัดหาเข้าประจำการ”

สำนักข่าวอิศราแจ้งว่าจีนพยายามเน้นถึง อ้อพชั่น ของตนว่ามีมากกว่าคนอื่น “และหลีกเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญพื้นฐานที่ด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเรือดำน้ำอื่นๆ อย่างชัดเจน”

อาทิ ขนาดใหญ่เกินไปจำเป็นต้องใช้ดำในพิกัดน้ำลึก “เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ” ถ้าจะไว้ดำเก็บหอยในอ่าวไทยคงพอไหว ในเมื่อความเร็วก้แค่ ๑๘ น็อตภายใน ๑๐ นาฑี ขณะที่รายอื่นๆ เขาแล่น ๒๐ น็อตในเวลา ๑ ชั่วโมง อายุการใช้งานสั้นกว่าคนอื่น แบ้ตเตอรี่ก็มีกำลังต่ำ เป็นต้น

“ทางจีนเองก็ทราบดีว่า ถ้าเทียบตัวต่อตัวนั้นเรือดำน้ำจีนไม่สามารถสู้กับเรืออื่นได้ โดยเฉพาะเรือจากทางยุโรป การจะให้ได้เปรียบต้องสู้ด้วยจำนวนที่มากกว่า คือสู้ด้วยคุณภาพไม่ได้ ต้องสู้ด้วยปริมาณ”

อันเป็นที่มาของวลีทอง จากปาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่เอื้อย คสช. “ซื้อสองแถมหนึ่ง”

นั่นก็คือทางการไทยออกใบจัดซื้อ ‘purchasing order’ ว่าต้องการเรือดำน้ำสองลำในวงเงิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเด็น เกาหลีใต้ ยื่นข้อเสนอกันตามนั้น แต่จีนมีทีเด็ดกว่า (คงจะกระซิบข้างหูบิ๊กตือว่า) ราคาเดียวกัน อั๊วให้ลื้อสามลำ

เท่านั้นละได้เรื่อง มติ ครม. วันที่ ๑๘ เมษา ลับสุดยอด ฟัน เลย แบบว่า “ยืนยันไม่มีลับลมคมใน” โปร่งใสและซาบซ่า จีน ซื้อใจ ไทย ขายของถูก ‘made in China’ วินวิน

จีนได้เป็นมหามิตรใหม่ ไทยได้เรือลำใหญ่ไว้เขียนเสือให้วัวกลัว ตามวิเทโศบาย ป้องปราม ของกองทัพเรือ “แม้ว่าที่จริงอาจจะยิงได้ไม่ไกลเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นมันก็จะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจและนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” เออน่ะ

ทั้งเรื่องโปร่งใสไม่มีลับลมคมในนี่ก็สำคัญมากด้วยละ เพราะ คสช. ทุกคนอิ่มหมีพีมัน ตั้งแต่หัวหน้าใหญ่ลงไปยันถึงระดับตบเท้า ได้รับสองขั้นกันระนาวถ้วนหน้า ๒๔,๐๓๓ นาย ด้วยมติ ครม. ๑๘ เมษา ปิดท้ายนั่นละ

งานนี้ ประชาชาติธุรกิจ เป็นผู้แจกแจง (http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493054703)

นอกจากการเลื่อนขั้นบำเหน็จตอบแทนให้เป็น โบนัส แก่ทหารชั้นผู้น้อยแล้ว ขณะเดียวกัน นายพลชั้นผู้ใหญ่ ที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ก็ได้เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มและค่าตอบแทน ขณะดำรงตำแหน่งตลอด ๒ ปี ๙ เดือน”

ยกตัวอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ายึดอำนาจ ได้เงินค่าตอบแทนที่คว่ำรัฐบาลประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ม.๔๔ สั่งโน่นสั่งนี่ เดือนละ ๗๕,๕๙๐ บาท กับเงินเพิ่มแนบมาอีก ๕ หมื่น ต่อเดือน

เสร็จแล้วบังเอิ๊นบังเอิญ ไม่มีบังอรไหนมีความสามารถวิเศษในการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดีเท่าลุงตูบ บิ๊กตู่ก็เลยนั่งคล่อมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกเดือนละ ๗ หมื่นห้ากว่าๆ บวกกับ ๕ หมื่น

รวมเวลา ๓๓ เดือนฟาดเข้าไป ๘ ล้านกับอีกเกือบ ๓ แสนแล้ว คนเดียวนี่แหละ

ส่วนรองหัวหน้าอย่างพี่ป้อมที่เป็นรองนายกฯ ด้วย ก็ได้เงินเดือนสองเด้งเหมือนกัน คือประจำตำแหน่งนักยึดอำนาจ ๗๔,๔๒๐ บวกกับเงินเพิ่ม ๔๕,๕๐๐ บาทต่อเดือน กับประจำตำแหน่งรองนายกฯ อีกจำนวนเท่ากัน น้อยกว่าน้องตู่หน่อยเดียว 

รวมแล้ว ๒ ปี ๙ เดือนเป็นเท่าไหร่ไปคิดกันเอง ตัวเลขมันเยอะขี้เกียจคำนวณ ไม่ถนัดคณิตศาสตร์ 

แค่จะบอกว่าเห็นไหมพวก คสช. นี่เขาอูฟูกันแล้ว มีอันจะกินพอใช้ไม่คิดคอรัปชั่นกันหรอก คอนเฟิร์มได้เลยเรื่องซื้อเรือดำน้ำโปร่งใส

ร้านอาหารข้างถนน : ความหมายและความสำคัญ



ภาพจาก พันทิป


ร้านอาหารข้างถนน : ความหมายและความสำคัญ


โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศได้ตัดสินให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มี “ ร้านอาหารริมถนน ” ( Street Food ) ดี/อร่อยติดอันดับโลก และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยติดใจจนต้องมาเที่ยวกรุงเทพ จังหวัดอื่นๆ ในเมืองไทย ตัวอย่างเสน่ห์อาหาร เช่น ร้านขายข้าวขาหมูที่อร่อยมาก แถวประตูช้างเผือกของเชียงใหม่ตอนนี้ก็ต้องรับนักท่องเที่ยวจีนจนแน่นขนัดทุกคืน

เราจะเข้าใจการขยายตัวและความสำเร็จของ“ ร้านอาหารข้างถนน” ได้อย่างไรกัน

ประเด็นแรก ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงความหมายของการกินข้าวนอกบ้าน ( eat out) เพราะการกินข้าวนอกบ้านเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนหน้าทศวรรษของการพัฒนานั้น การกินข้าวนอกบ้านถือเป็นชีวิตของผู้คนระดับล่างๆ ในตำราหมอดู/พิจารณาคนที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำนายคน (เมื่อนำเอาวันเดือนปีเกิดมาบวกกันแลัวเหลือเศษเก้า) ความว่า “ เศษ 9 กินข้าวกลางตลาด เสมอชาติสุนัข ถึงจะมีวาสนา ต้องประกอบทำการงาน แม้นตระกูลทลิทก ถึงต่ำตกก็บ่นาน ดังนักเลงสุราบาน พอขวนขวายใส่ท้องตน ”

การกินข้าวนอกบ้านในสมัยนั้น และเรื่อยมาจนต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ จะมีอยู่เฉพาะในบริเวณตลาดเท่านั้น เพราะตลาดเป็นสถานที่เดียวที่มีคนพลุกพล่าน และที่สำคัญ คนตลาดต้องทำงานในตลาดจนไม่มีเวลาที่จะทำอาหารกินในครอบครัวเหมือนครอบครัวทั่วไป

ในช่วงทศวรรษการพัฒนา ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดชนชั้นกลางและ ครอบครัวเดี่ยว รวมทั้งได้ผลักดันให้ผู้หญิงออกทำงานนอกบ้าน พร้อมกับการสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” ใหม่ๆขึ้น ได้ทำให้การกินข้าวนอกบ้านได้กลายมาเป็น “ ความหรูหรา/ความสุข” ของการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ

โครงสร้างพื้นฐานหลายมิติที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานที่ราชการ มหาวิทยาลัยฯลฯ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการกินข้าวนอกบ้านไปมากขึ้น อาจารย์ปิยชาติ สึงตี แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยเสนอบทความที่เน้นว่าความเปลี่ยนแปลงความนิยมในการกินข้าวนอกบ้านนี้เป็นกระบวนการ “จากความหรูหรามาสู่ความจำเป็น ” (From Luxury to Necessity ) และท่านได้เน้นว่าเมื่อถนนหนทางถูกสร้างกว้างขวางมากขึ้น บริษัทเซลล์ซึ่งกำลังทำตลาดเรื่องน้ำมันและก๊าซหุงต้มได้เข้ามามีบทบาทสร้าง “ เชลล์ชวนชิม” โดยหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และส่งผลให้ความหมายของการกินข้าวนอกบ้านเปลี่ยนแปลงไป

อาจารย์ปิยชาติ สึงตียังได้เสนออีกว่าการเกิด “ อาหารไทย” “ อาหารชาววัง” “อาหารพื้นถิ่น” “อาหารจานเดียว” ก็เป็นสิ่งที่ถูกสถาปนาขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวและมีอิทธิพลของ “เชลล์ชวนชิม” ( หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ) อย่างมากทีเดียว

ประการที่สองที่ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างสรรค์ “ร้านอาหารข้างถนน ” ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงของการพัฒนา ได้ทำให้เกิดการไหลเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯและเขตเมืองทั้งหลายมากขึ้น การเปลี่ยนความหมายของการกินข้าวนอกบ้านนี้จึงสอดคล้องไปกับความต้องการของแรงงานที่ถูกกดขี่ได้รับค้าจ้างต่ำจำนวนมากที่ต้องการอาหารสำเร็จราคาถูกในการยังชีพ จึงทำให้เกิด “ร้าน/เพิงอาหารข้างถนน”เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลา

“เพิง/ร้านอาหารข้างถนน” เป็นการสร้างสรรค์ของคนตัวเล็กตัวน้อยภายใต้เงื่อนไขที่รัฐไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย การจะอยู่รอดได้ก็ต้องทำธุรกรรมแบบไม่เป็นทางการนี่แหละครับ อยากจะย้ำว่านี่คือผลงานสร้างสรรค์ด้วยตัวของผู้คนที่รัฐไม่ได้ดูแล มิหน่ำซ้ำ ยังรังเกด้วยการไล่ที่ทำมาหากินเป็นระยะด้วยซ้ำ

ประการที่สาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสี่สิบปีหลังนี้ ยิ่งทำให้ครอบครัวเดี่ยวกลายเป็นโครงสร้างหลักของสังคม พร้อมกับการทำงานนอกบ้านของทั้งสามีและภรรยา ซึ่งทำให้การทำอาหารกินกันเองในบ้านเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้คนจำนวนมากกว่ามากต้องฝากท้องไว้กับการกินข้าวนอกบ้าน ซึ่งก็ทำให้เกิดความหลากหลายในการประกอบการร้านอาหารมากขึ้น ลำดับชั้นของร้านอาหารก็ชัดเจนและถูกเน้นมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ร้านอาหารข้างถนนได้สั่งสมประสบการณ์รุ่นต่อรุ่นเรื่อยมา ทั้งประสบการณ์ตรงของการทำอาหาร หรือ ประสบการณ์อ้อมของการทำอาชีพนอกระบบ และทำให้เกิดการขยายตัวและสร้างรสชาดเฉพาะตนขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม หลายกรณีขยับขึ้นไปสู่ร้านอาหารระดับบนได้อย่างน่าสนใจ หลายกรณียังคงพึงพอใจอยู่กับตลาดมวลชนที่ใหญ่โดโดยที่ไม่สนใจจะขยับปรับเปลี่ยนชั้นของร้านอาหาร

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา ได้ทำให้การประกอบกิจการ “ ร้านอาหารข้างถนน” เป็นยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหา (coping strategies ) ในเรื่องการทำมาหากินของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย กล่าวได้ว่าหากปราศจากช่องทางในการทำ “ร้านอาหารข้างถนน” สังคมไทยจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่าที่พบกันในวันนี้ ทั้งจากผู้มีรายได้น้อยที่ยังชีพได้เพราะอาหารราคาถูกข้างถนน และผู้ประกอบการข้างถนนที่นอกจากพอจะหารายได้ได้บ้างก็ยังได้ฝากท้องของครอบครับไว้กับร้านของตนเอง

ร้านอาหารข้างถนนจึงเคลื่อนย้ายไปสู่ทุกพื้นที่ที่มีผู้คนและความต้องการ จนได้กลายเป็นเครื่องหมายสัญญลักษณ์ที่สำคัญของการท่องเที่ยว และเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนจำนวนมาก

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความคารวะต่อพี่น้องร้านอาหารข้างถนนทุกท่านนะครับ ท่านทั้งหลายได้สร้างสรรค์พลังทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญให้แก่สังคมไทยครับ

ooo




เรื่องหมุดฯยังมีคนไม่ยอมเงียบ พรุ่งนี้10โมงอดีตนักโทษมโนสำนึก ม112 เอกชัย หงส์กังวาน จะไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ประยุทธ์ตามหาเจ้าของหมุดหน้าใส และให้ถอนไปไว้ที่อื่นหากไม่พบเจ้าของใน 7 วัน





เรื่องหมุดฯยังมีคนไม่ยอมเงียบ พรุ่งนี้10โมงอดีตนักโทษมโนสำนึก ม112 เอกชัย หงส์กังวาน จะไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ประยุทธ์ตามหาเจ้าของหมุดหน้าใส และให้ถอนไปไว้ที่อื่นหากไม่พบเจ้าของใน 7 วัน (ถ้าไม่ถูกหิ้วไปก่อนเพราะตอนเย็นตำรวจมาขอก็ไม่ยอม) เอกชัยบอกผมว่าถ้าถูกหิ้วไป 2-3 วันก็ไม่เป็นไร เพราะเคยติดคุกมาเกือบ 3 ปีื - อีกหนึ่งก้อนหินปูทางเพื่อเสรีภาพสังคมไทย#ป #เอกชัย #หมุดคณะราษฎร

A former prisoner of conscience will ask Prayuth to find owner of new royalist Plaque. If not found in 7 days, it should be removed. Ekachai Hongkangwan dares to take risks. #Juntaland #Thailand

Pravit Rojanaphruk


ooo


จดหมายจากอดีตนักโทษทางความคิดถึงประยุทธ์เรื่องขอให้หาเจ้าของหมุดขำหน้าใส+ถ้าไม่เจอใน7วันให้ขุดไปเก็บ


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

.

เรียน ประยุทธ จันทร์โอชา
เรื่อง การขอให้ถอนหมุดที่ไม่มีเจ้าของในลานพระบรมรูปทรงม้า

.

ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนหลายแห่งตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560 ถึงการแทนที่ของหมุดใหม่ซึ่งถูกขนานนามเป็น “หมุดหน้าใส” ในบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดแสดงถึงความเป็นเจ้าของในหมุดดังกล่าวจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนถึงความเหมาะสมของหมุดดังกล่าวที่นำมาติดตั้งในบริเวณเขตพระราชฐาน

ด้วยเหตุนี้พวกเราในฐานะประชาชนจึงขอให้รัฐบาล ดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อแก้ไขข้อสงสัยของหมู่ประชาชนต่อหมุดดังกล่าวดังนี้

1.รัฐบาลจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน และสื่อของรัฐเพื่อให้เจ้าของหมุดดังกล่าวแสดงตัวเป็นเจ้าของภายใน 7 วัน

2.หากไม่มีผู้ใดแสดงความเป็นเจ้าของหมุดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด รัฐบาลต้องดำเนินการถอนหมุดดังกล่าวออกจากบริเวณนี้ และนำหมุดดังกล่าวไปเก็บรักษาในสถานที่อื่นที่เหมาะสมเพื่อรอให้เจ้าของหมุดดังกล่าวมารับหมุดดังกล่าวคืนในภายหลัง

ทั้งนี้การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน


เอกชัย หงส์กังวาน

ooo


FORMER CONVICT RISKS ARREST TO PETITION PRAYUTH ON PLAQUE



A pro-democracy activist on June 24, 2016, lays down flowers about the 1932 revolution plaque at the Royal Plaza in Bangkok


By Pravit Rojanaphruk, Senior Staff Writer
Khaosod English
April 24, 2017


BANGKOK — A man once jailed for defaming the monarchy said he will petition junta leader Prayuth Chan-ocha on Tuesday to find out who replaced a plaque representing democracy with one bearing royalist inscriptions.

Despite being asked by the authorities to back off, Ekachai Hongkangwan said he will give Prayuth seven days to identify the owner of the new plaque. If no answer is forthcoming, he said it should be removed and kept elsewhere if none is found.

“I am not afraid. They may take me in for attitude adjustment for two or three days, but that’s fine. I have been in prison before,” he said.

Last week, two activists were taken away by the military and detained for questioning for hours after they tried demanding that Prayuth search for the lost plaque, which marked the revolution ending absolute monarchy in 1932.

Authorities have been mostly silent on the issue and discouraged people from making it an issue. Deputy national police chief Srivara Ransibrahmanakul said police could not investigate the public plaque’s disappearance unless an “owner” stepped forward to make a claim.

The 42-year-old Ekachai – who in 2013 was jailed nearly three years for distributing copies of a news program critical of the monarchy produced by the Australian Broadcasting Corp. and now assists lese majeste suspects and convicts – said eight police officers from Lat Phrao police visited him at his home at about 4:30pm today asking him not to go ahead tomorrow.

“They asked me if it’s possible that I not go. I said I had already announced it [on Facebook] so I can’t backtrack,” Ekachai said. Asked again if he’s not afraid, the man replied, “I told you, if they want to take me in, so be it. It’s not serious.”

ooo

อัฟเดทจากประชาไท...


ตร.ปรามถึงบ้าน 'เอกชัย' ยันจะยื่นหนังสือนายกฯ ถอนหมุดใหม่

Mon, 2017-04-24 20:48

ที่มา ประชาไท
ตำรวจบุกบ้าน 'เอกชัย หงส์กังวาน' นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ขอให้หยุดยื่นหนังสือนายกฯ เรื่องหมุดใหม่พรุ่งนี้ เจ้าตัวยืนยัน ไม่หวั่นโดนรวบ





24 เม.ย.2560 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ เวลาประมาณ 16.30 น.มีชาย 8 คนมายืนที่หน้าบ้านของเขา โดย 2 คนในจำนวนนั้นแต่งเครื่องแบบตำรวจ ตัวแทนของกลุ่มที่มาแจ้งกับเขาว่า มาจาก สน.ลาดพร้าวและต้องการพูดคุยด้วย แต่เขาปฏิเสธที่จะออกไปคุยนอกบ้านและสนทนาผ่านกระจกหน้าบ้านแทน เจ้าหน้าที่ถามถึงการเตรียมจะไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร เขาปฏิเสธว่าจะไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับหมุดใหม่ ไม่ใช่หมุดคณะราษฎรแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอไม่ให้เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ แต่เขายังคงยืนยันที่จะไป

เอกชัยกล่าวว่า เขามีความกังวลเล็กน้อยที่จะถูกรวบตัว แต่เชื่อมั่นว่าการยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ดูได้จากกรณีที่ผ่านมารัฐใช้มาตรการปรับทัศนคติเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เขาโพสต์เฟซบุ๊กว่า เขาไม่เห็นด้วยที่ประชาชนจะตกอยู่ในความหวาดกลัวมาตรการนอกกฎหมายอย่างการปรับทัศนคติ และยอมหยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างโดยง่าย

"เอาเป็นว่า ถ้า 10 โมง ผมยังไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล แสดงว่าผมน่าจะโดนรวบไปแล้ว เพราะผมยืนยันว่ายังไงก็จะไป" เอกชัยกล่าว

สำหรับข้อเรียกร้องของเขาคือ ขอให้รัฐบาลประกาศเจ้าของหมุดใหม่ทางสื่อสารมวลชนทุกช่องทางเป็นเวลา 7 วัน หากยังไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ ขอให้รัฐบาลขุดหมุดใหม่ออกไปเก็บไว้ยังที่เหมาะสมก่อนเพื่อรอเจ้าของมารับคืนภายหลัง

"การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน" หนังสือระบุ โดยเอกชัยโพสต์หนังสือดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.

ทั้งนี้ เอกชัย วัย 41 ปี เดิมมีอาชีพขายหวยบนดิน หลังการรัฐประหารในปี 2549 เอกชัยเริ่มสนใจการเมือง และชื่นชอบแนวทางของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เมื่อไปชุมนุมในเดือนมีนาคม 2554 เขาได้นำซีดีสารคดีการเมืองไทยของสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์แปลไทยทำสำเนาไปขายชุดละ 20 บาทในที่ชุมนุม จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อและจับกุม จากนั้นราว 2 เดือนถัดมา คดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเอกชัยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาไม่กี่คนที่สามารถประกันตัวได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังอยู่เพียงสัปดาห์กว่าๆ

ภายหลังการจับกุมเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมูลเหตุจูงใจในการขายซีดีและเอกสารดังกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมุมมองจากสื่อต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งน่าสนใจและอาจดีกว่าสื่อไทยซึ่งต่างเลือกข้างกันหมด

ในระหว่างต่อสู้คดี ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานสำคัญ 2 ปากคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา แต่หลังจากผู้พิพากษาหารือกับทนายจำเลยก็ยอมที่จะไม่เรียกพยานทั้ง 2 ปากดังกล่าว (อ่านรายละเอียด) จากนั้นวันที่ 28 มี.ค.2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 5 ปีแต่ลดโทษให้เหลือ 3 ปี 4 เดือนเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี (อ่านรายละเอียด) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน เขาถูกคุมขังในเรือนจำจนครบโทษและได้ออกจากเรือนจำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558

วันจันทร์, เมษายน 24, 2560

ค้านข้าราชการ ไม่ค้านทหาร... ฉบับเต็ม!ขรก.ตำแหน่งใดบ้างนั่งกก.รัฐวิสาหกิจ เสี่ยงขัดปย.ทับซ้อน-สตง.ชงบิ๊กตู่รื้อระบบ





ฉบับเต็ม!ขรก.ตำแหน่งใดบ้างนั่งกก.รัฐวิสาหกิจ เสี่ยงขัดปย.ทับซ้อน-สตง.ชงบิ๊กตู่รื้อระบบ


23 เมษายน 2560
ที่มา สำนักข่าวอิศรา

"..จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งหากข้าราชการที่เกษียณเคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลนโยบายและด้านการปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจรายสาขา (regulator) และตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากข้าราชการดังกล่าวอาจยังมีอำนาจจากบทบาทหน้าที่ทางราชการเดิม และทราบข้อมูลภายในที่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง.."


กรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ ระบุว่า อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทั้งในส่วนข้าราชการระดับสูง รวมถึงกรณีข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ที่เคยกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจด้วย นั้น

(อ่านประกอบ : หวั่นหน้าที่ขัดผลปย.ทับซ้อน! สตง.ชงบิ๊กตู่ รื้อระบบขรก.นั่งกก.รัฐวิสาหกิจ)

ข้อมูลในรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์กรณีนี้ ที่สาธารณชนยังไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน คือ ข้าราชการตำแหน่งใดบ้าง? ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ และสตง.เห็นว่า อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลผลการศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำฉบับเต็มมาเสนอ ณ ที่นี้

เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ พบว่า การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐโดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

1 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ อาจทำให้เกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

1.1 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลด้านนโยบายและด้านการปฏิบัติการของรัฐวิสาหกิจรายสาขา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ พบว่า รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีข้าราชการระดับสูงที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งด้านสายการบังคับบัญชาและด้านบทบาทภารกิจเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานเป็นกรรมการ การไฟฟ้านครหลวง มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย มีอธิบดีกรมเจ้าท่าเป็นกรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการ เป็นต้น

ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงดังกล่าว เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ อาจทำให้เกิดการขัดกันระหว่างการทำหน้าที่ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งทำหน้าที่ในการออกนโยบาย ควบคุม กำกับดูแลการดำเนินกิจการต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจ เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์สาธารณะ คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด กับ การทำหน้าที่ประธานกรรมการหรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแลการบริหารกิจการ การตัดสินใจ การวางแผนนโยบาย และการวางแผนกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐวิสาหกิจ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดขององค์กร และการแสวงหากำไรหรือประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการและนโยบายการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญเนื่องจาก กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดให้แต่งตั้งกรรมการโดยตำแหน่งหรือผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบัญชีและการเงินของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2548 กำหนดให้ต้องมีผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้ตามมาตรา 5 โดยห้ามกรรมการไม่ให้เป็นผู้ถือหุ้นและไม่ให้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในรัฐวิสาหกิจรวมถึงบริษัทในเครือ แต่ไม่ได้ห้ามข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลทั้งด้านสายการบังคับบัญชาและด้านบทบาทภารกิจเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ปรับปรุงและจัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องกระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปรับปรุงรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจในระบบ director pool และให้กระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งในส่วนกรรมการโดยตำแหน่งที่ขัดหลักธรรมาภิบาลที่ดี (กรรมการรัฐวิสาหกิจต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่เป็นผู้กำกับดูแลรายการสาขา (regulator)) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้กำหนดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญของกรรมการรัฐวิสาหกิจ (Skill matrix) เพื่อปรับปรุงบัญชีรายชื่อกรรมการแล้ว ส่วนแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ กระทรวงเจ้าสังกัดแต่ละแห่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวน

1.2 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย

เช่น ข้าราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายภาษีอากร กำกับดูแลผู้เสียภาษี ตรวจสอบผู้ประกอบการให้ดำเนินการเสียภาษีให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด โดยรักษาผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือเป็นองค์กรธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด และบริหารจัดการให้มีกำไรหลังหักภาษีมากที่สุด หากมีข้าราชการกรมสรรพากรเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจอาจเกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยการตรวจสอบข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือ จำนวน 213 แห่ง พบว่า มีข้าราชการกรมสรรพากร จำนวน 6 คน เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือ จำนวน 11 แห่ง ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. โรงงานไพ่ 3. บริษัท พีทีที เอ็นเนอร์ยี่รีซอร์สเซส จำกัด 4. บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด 5. บริษัท โรงแรมเอราวัณ จำกัด 6. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 7. ธนาคารออมสิน 8. บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 9. บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด 10. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ 11. องค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร

1.3 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งเคยกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หมวด 9 การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม มาตรา 100 และมาตรา 101 ได้กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ทางราชการ หรือผลกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้บังคับผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีด้วย

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวนั้น ไม่ได้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกตำแหน่ง แต่ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) กำหนด ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามตามมาตราข้างต้นไว้ 4 ตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการวินิจฉัยตีความว่า “ธุรกิจเอกชน” ตามมาตรา 100 (4) ของบทบัญญัติดังกล่าว ตามเรื่องเสร็จที่ 368/2544 โดยหมายถึง ธุรกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของ โดยไม่รวมถึงธุรกิจหรือกิจการใดที่ตามกฎหมายถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ

จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้นทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งหากข้าราชการที่เกษียณเคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลนโยบายและด้านการปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจรายสาขา (regulator) และตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากข้าราชการดังกล่าวอาจยังมีอำนาจจากบทบาทหน้าที่ทางราชการเดิม และทราบข้อมูลภายในที่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ พบว่า มีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีข้าราชการเกษียณอายุไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่เคยกำกับดูแล เช่น อดีตข้าราชการกรมสรรพสามิต ดำรงตำแหน่งกรรมการในโรงงานยาสูบ อดีตข้าราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งกรรมการในธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

2 กรรมการบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาจมีความเสี่ยงที่จะไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในเครือ โดยตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้ โดยไม่ให้เป็นผู้ถือหุ้นหรือดำรงตำแหน่งใดๆในรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบริษัทในเครือ เว้นแต่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้น

แต่ตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว มาตรา 4 กำหนดให้รัฐวิสาหกิจ คือ (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล หรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ แต่ไม่รวมถึงองค์การหรือกิจการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อสงเคราะห์หรือส่งเสริมกิจการใดๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจ (2) บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า และหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละ 50 หรือ (3) บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) หรือ (2) มีทุนรวมอยู่ด้วยถึงสองในสามซึ่งบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่หน่วยงานรัฐมีทุนไม่ถึงสองในสาม จึงไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติฯ ข้างต้นแต่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดมีความหมายของรัฐวิสาหกิจในมาตรา 4 คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50

ดังนั้น บริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาจมีความเสี่ยงที่กรรมการรัฐวิสาหกิจสามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจได้ ทำให้ผู้กำกับดูแล ควบคุม และตรวจสอบกับผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกัน เกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสียหายแก่รัฐ อันอาจเกิดจากการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำและให้การบริหารงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ดำเนินการ ดังนี้

1 เร่งรัดและติดตามการดำเนินงานให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งในส่วนกรรมการโดยตำแหน่งที่ขัดหลักธรรมาภิบาลที่ดี ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

2 ทบทวนหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจปี 2552 เพื่อประกอบการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมถึงการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำที่มีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฏหมายการกำหนดระยะเวลาในการเว้นวรรคการทำงานของข้าราชการเกษียณอายุที่จะไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ (cool-off period) และการดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ของกรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงและจัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องกระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ

ทั้งหมดนี่ คือ ผลการศึกษาวิเคราะห์ของ สตง. ซึ่งพบข้อมูลหลายส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก เกี่ยวกับปัญหาการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ ที่อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ จะพิจารณาตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลเรื่องนี้ สาธารณชน โปรดจับตาดูกันต่อไปแบบห้ามกระพริบตาโดยเด็ดขาด!

หมายเหตุ : ภาพประกอบเรื่องจาก OKnation และ news.sanook.com

ทำไมแนวคิดแบบ "เสรีนิยมประชาธิปไตย" ไม่เคยมีการเติบโตในประวัติศาสตร์ไทย





เอาจริงๆประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีการเติบโตของแนวคิดแบบ "เสรีนิยมประชาธิปไตย" มาก่อนเลย

คณะขุนนางเดิมนิยมราชาธิปไตยแบบไทย

คณะราษฎรทั้งหมดเป็นชาตินิยม - มีปรีดีคนเดียวที่เป็นสังคมนิยมสายกลาง

จากนั้น 2500 ทหารต่อมาเป็นชาตินิยม + ราชาธิปไตย

แล้วคอมมิวนิสต์เข้ามา

ในยุคตุลา 2516 ขบวนการเรียกร้องของนักศึกษา และอื่นๆอีกมากมาย อยู่ในชุดความคิดแบบ สังคมนิยม + ชาตินิยม

หลัง 2519 ไทยก็อยู่ภายในรัฐบาล ชาตินิยม + ราชาธิปไตย มาตลอด

ดังนั้นแนวคิดหลักของไทยคือ ชาตินิยม + ราชาธิปไตย / ส่วนรองคือ สังคมนิยม + ชาตินิยม

ไม่เคยมีเลยที่แนวคิด เสรีนิยมประชาธิปไตย จะปรากฎขึ้นในสังคมไทย

ดังนั้นเหล่าคนเดือนตุลาที่สนับสนุนเผด็จการณ์อะไรเนี่ย เขาไม่ได้คอรัปอุดมการณ์ของตัวเองหรอก เพราะสมัยตุลาก็ สังคมนิยม + ชาตินิยม ไม่มีใครแคร์รัฐสภา เลือกตั้งทั่วไป อะไรแต่แรกแล้ว เขาเชื่อกันมาตลอดว่ารัฐสภาเนี่ยมันระบบของพวกกฎุมพี นายทุน ตั้งมาขูดรีดแรงงาน

ความรู้เรื่องการจัดตั้งมวลชนที่ใช้กันมาทั้ง พธม. นปช. หรือ กปปส. ก็พวก พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเก่าทั้งนั้น

ถ้าไม่นับพวกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก็อนุรักษ์นิยม

จนมี นิติราษฎร + สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ประเทศไทยถึงเริ่มมีความคิดแบบ เสรีนิยมประชาธิปไตย ขึ้นเป็นครั้งแรก

ที่จริงๆ เราพึ่งเริ่มสอนกันว่า ประชาธิปไตย = คนเท่ากัน คนมีเสรีภาพด้านการพูด แสดงความเห็น อะไรเนี่ย เมื่อ 4 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง



ที่มา FB


Harit Mahaton

เย๊ ๆ... ในคดี #ใบปลิวโหวตโน ศาลบอกคำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” “เป็นความหมายเชิงนามธรรมทั่วๆ ไป ไม่อาจตีความให้เกี่ยวข้องไปถึงการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญได้ “ - ศาลยกฟ้องคดี “ลุงสามารถ” แปะใบปลิว





ในคดี #ใบปลิวโหวตโน ศาลบอกคำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” “เป็นความหมายเชิงนามธรรมทั่วๆ ไป ไม่อาจตีความให้เกี่ยวข้องไปถึงการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญได้ “ประกอบกับผู้มีสิทธิที่จะไปลงประชามตินั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดความเห็นคล้อยตาม ข้อความในใบปลิวจึงไม่อาจจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง” ส่วนคำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ยังเป็นคำที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และใช้กันทั่วไปในหมู่ผู้รักประชาธิปไตย ก่อนที่จำเลยจะนำมาใช้ในใบปลิว”

ครับ ใบปลิวจะเขียนว่าอย่างไร แต่ผู้อ่านไม่มีสติปัญญาพิจารณาได้เองหรือว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หวังว่าจะเป็นมาตรฐานคำตัดสินในคดีประชามติอื่น ๆ ได้นะครับ เราเสียเวลากับเรื่องพวกนี้เยอะจัง



Pipob Udomittipong

ooo


ศาลยกฟ้องคดี “ลุงสามารถ” แปะใบปลิวโหวตโน ชี้ข้อความไม่เข้าองค์ประกอบความผิดพ.ร.บ.ประชามติฯ

เมษายน 24, 2017
By TLHR

24 เม.ย. 60 เวลา 9.00น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพากษาในคดีของนายสามารถ ขวัญชัย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) และวรรค 2 จากกรณีการนำใบปลิวที่มีข้อความว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No” พร้อมรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้วไปเสียบบริเวณที่ปัดน้ำฝนหน้ารถราว 10 คัน ในลานจอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ในช่วงก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (อ่านรายละเอียดคดี และ ประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)





ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61(1) และ วรรค 2 ต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 4 ประการ คือ 1. เป็นการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. มีการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด 3. มีลักษณะที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ และ 4. จะต้องมีเจตนาพิเศษ คือเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง การกระทำจะเป็นความผิดได้ ต้องเข้าองค์ประกอบความผิดทั้งสี่ประการ

ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาข้อความจากใบปลิวที่ว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”แล้ว ตามพจนานุกรม คำว่า “เผด็จการ” หมายถึงการใช้อำนาจบริหารการปกครองประเทศอย่างเด็ดขาด และคำว่า “พินาศ” หมายถึง ทำให้หมดสิ้นไป สูญสลายไป เมื่อนำมารวมกันแล้ว มีลักษณะเป็นความหมายเชิงนามธรรมทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความหมายถึงร่างรัฐธรรมนูญ และแม้จะตีความหมายว่าถ้อยคำดังกล่าวหมายถึงรัฐบาลที่บริหารประเทศในขณะนั้นได้ แต่ก็ไม่อาจตีความให้เกี่ยวข้องไปถึงการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบกับผู้มีสิทธิที่จะไปลงประชามตินั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดความเห็นคล้อยตาม ข้อความในใบปลิวจึงไม่อาจจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ยังเป็นคำที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และใช้กันทั่วไปในหมู่ผู้รักประชาธิปไตย ก่อนที่จำเลยจะนำมาใช้ในใบปลิว

อีกทั้ง เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ประชามติ ยังมิใช่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ของทั้งฝ่ายที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ดังในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ประชามติ ที่ระบุไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” โดยเฉพาะมาตรา 61 ในพ.ร.บ.ประชามติที่มีโทษทางอาญานั้น ต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่อาจตีความให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

แม้โจทก์จะมีพยานเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เบิกความยืนยันว่าข้อความดังกล่าว มีลักษณะรุนแรงเป็นการปลุกระดมทางการเมืองก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยที่ไม่มีการนำพยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา, กรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาเบิกความยืนยันในประเด็นนี้ จึงฟังไม่ได้น้ำหนัก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย และใบปลิวในคดีนี้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด เห็นสมควรให้คืนแก่จำเลย

หลังฟังคำพิพากษา นายสามารถ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตน หากไม่ได้ทุกคนมาช่วยเหลือ ตนก็มืดแปดด้านจริงๆ เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว รู้สึกว่าความเป็นธรรมยังพอหาได้ในประเทศนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะหยิบขึ้นมาใช้อีก หากผู้ใช้ดีก็ดี หากผู้ใช้ไม่ดี ผลก็คงไม่ดี อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เกิดบรรทัดฐานหรือประกายไฟเล็กๆ ให้สังคม ให้ผู้คนได้เห็นความเป็นประชาธิปไตย ชัยชนะครั้งนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กันต่อไป

สำหรับนายสามารถ ขวัญชัย ปัจจุบันอายุ 63 ปี ประกอบอาชีพช่วยครอบครัวขายภาพโมเสคที่ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ นายสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในฐานะมวลชนอิสระ เคยร่วมเป็นพยาบาลอาสาในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553 อีกทั้ง นายสามารถยังมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดัน โดยหลังถูกจับกุมในคดีนี้ นายสามารถถูกฝากขังและถูกคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 9 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว โดยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท

ทั้งนี้ จากการติดตามคดีในช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหาพ.ร.บ.ประชามติคดีแรก ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา (อ่านรายงานสรุปคดีประชามติทั้งหมด)


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รธน.ประกาศใช้ แต่คดีประชามติยังไม่จบ: ประมวลปากคำพยานคดี “ลุงสามารถ” แปะใบปลิวโหวตโน

รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ แต่ “ผู้ต้องหาประชามติ” กว่า 104 ราย ยังถูกดำเนินคดี

เปิดคำแถลงปิดคดี “ลุงสามารถ” แปะใบปลิวโหวตโน ก่อนศาลนัดฟังคำพิพากษาพรุ่งนี้

แชร์สนั่น ‘กษิต’ ซัดรบ.2ปีไร้ผลงาน ยังกล้าขอเปลี่ยนผ่าน5ปี ถามบิ๊กตู่ทำเพื่อชาติหรือตัวเอง





‘กษิต’ ซัดรบ.2ปีไร้ผลงาน ยังกล้าขอเปลี่ยนผ่าน5ปี ถามบิ๊กตู่ทำเพื่อชาติหรือตัวเอง



24 ก.พ. 59
ที่มา มติชนออนไลน์


“กษิต” จวก รบ. 2 ปีไม่มีผลงาน แต่กล้าขอเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ย้อนถามนายกฯ ทำเพื่อชาติหรือตัวเอง ด้าน “สมพงษ์” ชี้ ต่างความคิด รอฟังผลประชามติ

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสปท. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวทางรัฐบาล 2 ขยัก ควรมีรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ตามข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อ 16 ของครม. ว่า รัฐบาลคสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีภารกิจวางรากฐานประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่าง ตลอดจนสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และปราบทุจริตเอาคนผิดมาดำเนินคดี เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่านก่อนมีการเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามโรดแมป ก่อนกลับเข้าสู่กรมกอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่คสช.ทำยังไม่ตอบโจทย์สักข้อ ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น การปฏิรูปไม่มีอะไรคืบหน้า คดีจำนำข้าวก็ยื้อกันไปมา

“อยู่ดีๆจะมาขอต่ออายุอีก 5 ปี ช่วงจะลาจากเวที ทั้งที่อยู่มาแล้ว 2 ปี ไม่มีผลงาน มันจึงเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล รัฐบาลต้องบอกประชาชนให้ได้ว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง แล้วจากนี้จนถึงปลายปี 2560 จะทำอะไรอีกบ้าง มีอะไรค้างอยู่อีกหรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วยเค้าก็ให้อยู่ต่อ แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ก็ไม่สมควรอยู่ต่อไป การร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ต้องรับฟังว่า มวลชน กปปส. นปช. เขาต้องการอะไร ไม่ใช่ทำตามความต้องการของตนเอง กำหนดเนื้อหาให้ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนเป็นใหญ่ ดังนั้นทุกอย่างต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือเหมือนร่างรัฐธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสุดท้ายอะไรที่ไม่สนองต่อประชาชนส่วนใหญ่ ก็รับรองว่าไปไม่รอด ต้องถามว่า นายกฯอยากทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง” นายกษิตกล่าว

ด้าน นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสปท. กล่าวว่า เป็นคนละชุดความคิดกัน ฟากรัฐบาลมองว่า การสานต่อภาระหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี จะทำให้สร้างความเจริญอย่างเนื่อง ประชาชนกินดีอยู่ดีได้ แต่อีกฟากมองว่า ควรคืนการเลือกตั้ง แล้วพวกเขาจะเลือกตัวแทนมาแก้ปัญหาต่างๆเอง ซึ่งทั้งหมดก็ต้องรอตัดสินกันในช่วงลงประชามติกลางปีนี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นแบบไหน ประเด็นรัฐบาล 2 ขยัก ขยักแรก 5 ปี มีผลต่อการลงประชามติอย่างแน่นอน ลำพังเนื้อหาในร่างแรกรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาอยู่แล้ว เพิ่มอีกสักเรื่องจะเป็นอะไร

.....


ตอนนี้เราคงได้คำตอบแล้วว่า มีทหารไว้ทำไม

มีไว้เพื่อแทรกแซงการเมือง โดยอ้างว่าเป็นกลางทั้ง ๆ ที่เป็นผู้เล่นที่สำคัญตลอดมา
มีไว้เพื่อเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ตัวเองไม่มีความรู้อะไรเลย
มีไว้เพื่อเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ไม่ต้องมีวิสัยทัศน์อะไร
มีไว้เพื่อซื้ออาุวธที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากค่าคอมมิชชั่น

ทุกอย่างที่ทหารทำได้เพราะทหารมีปืน

ตกลงทหารทำทุกอย่าง ยกเว้นหน้าที่คือรักษาอธิปไตย

Thanapol Eawsakul


ชวนฟัง วิเคราะห์กฎหมายพรรคการเมือง จาก คลิป Facebook Live Wake Up News ''EXTRA''



https://www.youtube.com/watch?v=15yVYDGw9-0

WakeUpNewsExtra - วิเคราะห์กฎหมายพรรคการเมือง

SHTV

Published on Apr 23, 2017

WAKE UP NEWS - VoiceTV21 @Voice_TV

Thailand 4.0 คืออะไร หรือยุค 4.0 ที่พูดกันมาจากไหน ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีคำตอบในงานปาฐกถาเรื่อง "ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ยุค 4.0"





ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเข้าสู่โลกยุค 4.0...

ที่ผ่านมา หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่า Thailand 4.0 คืออะไร
หรือยุค 4.0 ที่พูดกันมาจากไหน

"ผมคิดว่าโลกยุค 4.0 ที่เราพูดกันคือ "4th Industrial Revolution" หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทั้งโลก มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด จะเปลี่ยนวิถีชีวิต รูปแบบการทำงาน ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในสังคม

อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอาจเทียบได้กับคนวัยกลางคน ที่เริ่มเดินช้าลง มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายอย่าง วิ่งไม่ทันเพื่อนบ้าน

ระบบราชการที่แต่เดิมเคยเป็นโครงกระดูกตั้งตรงมั่นคง กลับสึกหรอ กระดูกหลายชิ้นมีอาการของโรคกระดูกพรุน และบางชิ้นก็เคยถูกสมองสั่งย้ายกระดูกไปมา ส่งผลให้ระบบราชการอ่อนแอ ไม่อาจรองรับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมากล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่และมัดเล็ก ซึ่งหมายถึง ภาคธุรกิจของไทยเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยก้าวเดินไปข้างหน้ามาโดยต่อเนื่อง แต่เราคงจะหวังให้กล้ามเนื้อเป็นผู้รับภาระหนักอยู่เพียงกลุ่มเดียวคงไม่ได้ เพราะสักวันหนึ่ง กล้ามเนื้อก็อาจจะฉีกขาดอ่อนแรงลงได้เช่นกัน

ดังนั้น ในการเตรียมพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกยุค 4.0 จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกส่วน ทุกระบบทุกอวัยวะของชีวิตจะต้องได้รับการปรับปรุง มิฉะนั้น จะเหมือนกับเอา คนวัยกลางคนที่มีปัญหาสุขภาพไปวิ่งบนสายพาน 4.0 ที่หมุนเร็วขึ้น..."

บางส่วนจากสุนทรพจน์ของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ในโอกาสครบรอบ14 ปี ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 7 ก.พ. 60

อ่านสุนทรพจน์ฉบับเต็มได้ที่ http://bit.ly/2ljkoex

และสามารถติดตาม VDO clip สุนทรพจน์ทั้งหมด ได้ที่นี่ครับ https://www.facebook.com/Posttoday/videos/10155169865764835/
(ขอขอบคุณ VDO clip จาก PostToday)

#แบงก์ชาติ #โครงสร้างเศรษฐกิจ


ที่มา FB


ธนาคารแห่งประเทศไทย - Bank of Thailand





ooo

The Fourth Industrial Revolution | Full Version



https://www.youtube.com/watch?v=6ZOkoRuV1R0

World Economic Forum

Published on Apr 13, 2016

Ubiquitous, mobile supercomputing. Artificially-intelligent robots. Self-driving cars. Neuro-technological brain enhancements. Genetic editing. The evidence of dramatic change is all around us and it’s happening at exponential speed.

Previous industrial revolutions liberated humankind from animal power, made mass production possible and brought digital capabilities to billions of people. This Fourth Industrial Revolution is, however, fundamentally different. It is characterized by a range of new technologies that are fusing the physical, digital and biological worlds, impacting all disciplines, economies and industries, and even challenging ideas about what it means to be human.

http://www.weforum.org/


‘เศรษฐกิจไทยจะไปไหนต่อ’ :ถ้ามาดูว่าเราตามหลังใคร จะพบว่าเราตามหลัง ลาว พม่า เขมร

“ทำไง หาเงินมาอุดหนุนให้ใช่ไหม ต้องการแบบนั้นเหรอ ก็เอาสิ ๓๐ บาทก็ยกเลิกไป เอามาจ่ายค่ายาง จ่ายค่าข้าว ให้มันชดเชยไป เพราะผมมีเงินเท่านี้น่ะ”

แม้นว่าต้นสายปลายเหตุจะมาจากการที่ สุเทือกได้เวลาขยับศักดา เรียกร้องนายกฯ ลงมือซื้อยางช่วยชาวสวน จนทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ปรี๊ดแตกก็ตาม

(หลังจากที่ศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำคุก กี้ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดงเพิ่มอีกหนึ่งปีคดีอภิปรายบริภาษณ์อภิสิทธิ์สั่งทหารฆ่าประชาชน และศาลอาญายกฟ้องสุเทพ เทือกสุบรรณ หมิ่นประมาทแกนนำ นปช. เผาบ้านเผาเมือง


ทว่า วิธีแก้ปัญหาเมื่อประชาชนสิ้นไร้ไม้ตอก ของผู้นำรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมาสามปีไม่มีอะไรดี นอกจากวางยุทธศาสตร์ยี่สิบปีไว้กดหัวชาวบ้าน หันเหรัฐชาติย้อนอดีตไปสู่ยุคก่อนประชาธิปไตย เช่นนี้

ย่อมถึงเวลาประชาชีเลิกฟังพระเอก ตูบไชยาดารายี่เกวันศุกรเสียที หันไปฟังข้อมูลแท้จริงจากผู้รู้ เป็นแนวนำคลำทางไปยังอนาคตกันบ้าง

๒๓ เมษา ไทยพับลิก้า เสนอรายงานเจาะประเด็น เศรษฐกิจไทยจะไปไหนต่อได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น ขอเชิญชวนเข้าไปอ่าน หรือจะฟังสรุปจากคลิปก็ได้


ส่วนนี่เป็น ชิมลางมาให้อ่านแก้ปัญหาหลงทางเมื่อเจอข้อเขียนยาวๆ

ThaiPublica เขาชวน ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทยไปร่วม “วิเคราะห์การพัฒนาประเทศไทยอย่างเป็นระบบ”

ว่า “การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีมาถูกทางหรือไม่ และอะไรคือสิ่งที่ประเทศนี้ต้องทำและอะไรคือสิ่งที่ต้องระวังที่สุด”

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การสูญเสียความได้เปรียบที่เคยมีในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน การเมืองที่ขาดเสถียรภาพ และคุณภาพการศึกษาล้าหลัง

ดร.เกียรติพงศ์ พูดถึงเศรษฐกิจภูมิภาคเพื่อนบ้านเรา ซีแอลเอ็มวีหรือกัมพูชา ลาว มาเลเซีย และเวียตนาม ว่าขณะนี้โต ๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ พี่ไทย ได้แค่ ๓ ก็หืดขึ้นคอ จนลุงตูบบอกว่าแลกกันมั้ย เอาข้าวกับยางกลับมา เอา ๓๐ บาททิ้งไป

สำหรับไทย “ช่วง ปีที่ผ่านมาการเติบโตชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ % ถ้าถามว่าโตเต็มศักยภาพคือเท่าไหร่ ก็อยู่ที่ .% เพราะฉะนั้นเรายังไม่โตเต็มศักยภาพ ปีหน้าเราน่าจะโตประมาณ .% หรือ กว่า ก็ประมาณนี้

ถ้าเราโตประมาณ -% ได้ในเวลา ๒๐ ปี เราน่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้” ให้ความหวังลุงตูบน่ะนะ “ถ้าดูประเทศจีนเขาเพิ่งทำแผน ๒๐ ปี เรียกว่า New Drivers of Growth

ในอดีตจีนโตจาก Export แต่ตอนนี้เขาเน้นเรื่องภายในประเทศ เน้นเรื่องการบริโภคภายในประเทศ แล้วก็การเติบโตของเศรษฐกิจในต่างจังหวัด” ถ้าแบบไทยอะไรล่ะ ยางเหรอ ข้าวเหรอ

อย่างนั้นลุงตูบบอกอีก (อันควรถูกอิฐ) ต้องเอาเศรษฐกิจแบบเมืองมาแลก คือด้านรักษาพยาบาล เรื่อง ๓๐ บาท ที่เป็นโมเดลให้กับโลกด้านบริการทางแพทย์ ซึ่ง ดร. เกียรติพงศ์พูดไว้ต่างกรรมต่างเจตนาเกี่ยวกับภาคบริการของไทยว่า

การท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม แพทย์ Wellness and Medical Hub หรือคมนาคม หรือธุรกิจค้าปลีก การศึกษา ฯลฯ ซึ่งหลายสิ่งพวกนี้ก็อยู่ในแผน ๒๐ ปี

แต่ก็ยัง “มีกำแพงล้อมค่อนข้างเยอะ” อย่างเช่น “ภาคบริการไม่เคยได้เปิดเลย ถูกปิดมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็เลยไม่ได้แปลกใจว่าทำไมสัดส่วนภาคบริการไม่ได้เปลี่ยน จะหดด้วยซ้ำไป

รวมทั้ง “ภาควิชาชีพยังไม่ได้เปิดอย่างแท้จริง เรื่องนี้อาจจะกระทบเป้าหมายไทย ที่จะเป็นศูนย์การแพทย์ เรื่อง Wellness and Medical Hub

ดร.เกียรติพงศ์อ้างถึง “จากการทำสำรวจของธนาคารโลกทั่วโลก โดยวัดเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการทั่วโลก สำหรับในอาเซียน

ก็พบว่าของไทยอยู่ในอันดับที่ ๓ ตามหลังจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย หมายถึงสองประเทศนี้ปิดมากกว่าไทย ส่วนไทยนั้นอยู่ลำดับที่ ๓

แต่ที่แปลกใจที่สุด คือ ถ้ามาดูว่าเราตามหลังใครจะพบว่าเราตามหลัง ลาว พม่า เขมร และสิงคโปร์ คือสิงคโปร์ผมไม่แปลกใจ แต่แปลกใจตรงที่ ลาว พม่า นำเราไปแล้ว”

ปัญหาของไทยอยู่ที่ “เราเป็นสังคมสูงวัย” ดร.เกียรติพงศ์ว่างั้น แต่ไม่ได้หมายถึงสูงวัยเพราะอยู่นานอย่างลุงตูบ ป๋าตือ และปู่มีชัยหรอกนะ

ในบริบทที่ไทยกำลังเป็นสังคมสูงอายุ เรามีเวลาน้อยลงทุกวันที่จะทำสิ่งระยะยาว ควรจะเริ่มวันนี้...

ถ้าดูสัดส่วนแรงงานไทยที่รอบปีนี้ก็เริ่มขยายตัวเป็น % ไม่ขยายแล้ว ผมเดาว่าเรามีเวลาประมาณ ๑๕-๒๐ ปี” มิน่าลุงตูบถึงกำหนดเวลายุทธศาสตร์ไว้ขนาดนั้น

“เราก็คงโตในระดับ ๓% ไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจจะต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะว่า อย่างที่บอก

เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ สัดส่วนแรงงานก็จะลดลง ถ้าแรงงานนั้นไม่สามารถทำงานได้เก่งขึ้น GDP ไทยก็จะเริ่มชะลอลง แล้วก็ในที่สุดก็อาจจะหดด้วยซ้ำไป”

ดร.เกียรติพงศ์เผยว่าธนาคารโลกเสนอให้ประเทศไทยจัดการปรับเปลี่ยนแก้ไขใน ๓ เรื่องด้วยกัน คือการศึกษา การลงทุนภาครัฐ และภาคบริการ

ในเรื่องการศึกษา “สำหรับไทย ถ้าเกิดเราวัดผลโดยคะแนน PISA Score ซึ่งเป็นการสอบเด็กอายุ ๑๕ ปี ในหลายประเทศ จะพบว่าของเรายังตามหลังประเทศเวียดนามประมาณปีกว่า

ข้อนี้ก็สะท้อนว่า มองไปข้างหน้าแรงงานไทยอาจจะไม่มีทักษะ ที่อาจจะแข่งกับเพื่อนบ้านได้แล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ธนาคารโลกพบจากการทำ Enterprise Surveyสิ่งที่เราพบสำหรับประเทศไทยก็คือเรื่องไม่สามารถหาแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งอุปสรรคนี้เรายังไม่ค่อยเห็นอย่างชัดเจนในประเทศเพื่อนบ้าน

ด้านการลงทุนภาครัฐนั้นน่าจะเป็นจุดแข็งของความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย “แต่ประเด็นของไทยคือรูปแบบการลงทุนมากกว่า ว่าจะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรให้แบบขับเคลื่อนให้โครงการพวกนี้สำเร็จในระยะยาว ซึ่งยากกว่า

ภาคบริการที่จริงเป็นภาคค่อนข้างใหญ่ใน GDP ไทย ประมาณเกือบ ๕๐% ถ้าไปดูประเทศที่พัฒนาแล้วจะสังเกตว่าภาคบริการใหญ่มาก ประมาณ ๗๐-๘๐% ในยุโรปแล้วก็อเมริกา ของไทยถือว่าอยู่ประมาณปานกลาง

แต่ที่แปลก ถ้าดูช่วงใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมันเริ่มลดอย่างต่อเนื่อง สวนทางเพื่อนบ้านเราที่เขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

หากเข้าไปอ่าน และ/หรือฟังทั้งหมด จะพบว่านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกผู้นี้เสนอ แนว ทางออกทางแก้ไว้แทบทุกประเด็น ส่วนว่าจะลงรายละเอียดเจาะจงอย่างไรเป็นเรื่องของฝ่ายดำเนินการจัดทำ

มีหลายประเด็นของแผนฯ ๒๐ ปีของรัฐบาลที่ทับซ้อนกับที่ธนาคารโลกคิดว่าต้องทำ...จากประสบการณ์ของธนาคารโลกพบว่า ที่เราได้ช่วยหลายประเทศในการขับเคลื่อนแผน

สิ่งที่ยากไม่ใช่การเขียนแผน แต่คือการขับเคลื่อนแผน ขับเคลื่อนแผนได้ดีคือต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ

การลงทุนภาครัฐเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าดูในช่วงที่ผ่านมาเป็นเวลา ๑๐ ปีจะพบว่า ไม่ค่อยมีการลงทุนภาครัฐเทียบกับก่อนหน้านั้นที่มีการลงทุนค่อนข้างเยอะ...

ช่วงหลังชะลอลงเพราะว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทางธนาคารโลกมองว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องหลัก เรื่องหลักก็คือว่าระบบการบริหาร การลงทุนภาครัฐเริ่มมีปัญหา


ปัญหาที่ ดร.เกียรติพงศ์ไม่ได้พูดถึง ส่วนหนึ่งหนีไม่พ้นการที่จะต้องซื้อเรือดำน้ำ รถถัง และตั้งโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์นั่นละ

เรื่องนี้เงียบจัง... 6 เดือนรัฐกู้โปะงบ 2.9 แสนล้าน (นี่แค่ ๖ เดือน ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ๒ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?)



6เดือนรัฐกู้โปะงบ2.9แสนล้าน


22 April 2017
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ

สำนักงานบริหารหนี้ฯเผยงวด 6 เดือนแรกปีงบประมาณ2560 กู้เงินอุดงบขาดดุลแล้วกว่า 2.9 แสนล้านบาท มั่นใจกู้เต็มเพดานใหม่ 5.5 แสนล้านบาท ไม่กระทบภาระหนี้สาธารณะและยังรักษากรอบวินัยทางการคลัง

นางสุนี เอกสมทราเมษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่าในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2560 (1ต.ค.59-31มี.ค.60) สบน.ได้กู้เงินตามกรอบงบประมาณขาดดุลไปแล้วประมาณ 2.9 แสนล้านบาท จากกรอบงบประมาณขาดดุลรวม 5.5 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่วางไว้ 3.9 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการเพิ่มงบกลางปี 1.6 แสนล้านบาท เพื่อใช้พัฒนากลุ่มจังหวัด

“ตอนนี้วงเงินกู้รอบแรกยังไม่หมด สบน.ก็ทำการกู้ตามกรอบแรกภายใต้ 3.9 แสนล้านบาทไปก่อน หากกู้จบครบแล้วก็จะขยับเพิ่มโดยต้องดูจากความต้องการใช้เงินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบว่าต้องการเงินในช่วงไหนอย่างไร”
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2560 หรือตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2560 สบน. จะเดินหน้าในการกู้เงินตามแผนที่กำหนดำไว้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดจากสำนักงบประมาณว่ารายละเอียดของโครงการนั้นมีความพร้อมอย่างไร ถ้าโครงการพร้อมสบน.ก็สามารถกู้ได้ทันที

“ขึ้นอยู่กับทางสำนักงบประมาณว่าต้องการกู้เงินให้ถึง 5.5 แสนล้านบาทหรือไม่ หรือหากท้ายสุดแล้วได้ภาษีไม่พอจริงๆ เราก็จำเป็นที่จะต้องกู้ตามกรอบวงเงินที่วางไว้”

ทั้งนี้แหล่งที่มาของเงินกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณนั้นเกือบทั้งหมดเลือกใช้การกู้เงินเป็นเงินบาทเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าถึงแม้ปีนี้ถึงแม้สบน. จะกู้ตามแผน คือ 5.5 แสนล้านบาทก็ตาม แต่ตัวเลขหนี้สาธารณะจะไม่สูงถึง 45% อย่างแน่นอน โดยสบน.ประมาณการตัวเลขของหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2560 ไว้ที่ 44.5% ซึ่งรวมวงเงินการกู้ 5.5 แสนล้านบาทตัวนี้เอาไว้แล้ว

ตามกรอบวินัยการคลัง กำหนดให้หนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพี ต้องไม่สูงเกิน 60% แต่จากการทำแผนงบประมาณจะเห็นว่า แม้ปีนี้จะกู้ถึง 5.5 แสนล้านบาท ก็ยังมีรูมเหลือให้กู้เพิ่มเติมได้และยังห่างจากความเสี่ยงที่จะขาดวินัยการคลัง เพราะเหตุผลของการกู้ทั้งหมดก็นำมาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ในอนาคตจะเป็นผลตอบแทนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายตามนโยบายประชานิยมแต่อย่างใด

สำหรับหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 รวมทั้งสิ้น 6.09 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 4.64 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 9.73 แสนล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 4.60 แสนล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 1.94 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะคงค้างต่อ จีดีพณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 คิดเป็น 41.96% ของจีดีพีหรือลดลงเล็กน้อยจากเดือนมกราคม2560 ที่ระดับ 41.97%

ในส่วนของการกู้เงินเพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศ มีจำนวน 1,503.66 ล้านบาท แบ่งเป็นการกู้โดยให้กู้ต่อแก่การoooรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ที่เบิกเงินกู้จำนวน 909.18 ล้านบาท สำหรับจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว 556.65 ล้านบาทและสายสีน้ำเงิน 352.53 ล้านบาท และเงินกู้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เบิกจ่ายเงินกู้แล้วจำนวน 594.48 ล้านบาท สำหรับจัดทำโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟ สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า- แก่งคอย จำนวน306.39 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น157.33 ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางที่ไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ จำนวน 78.38 ล้านบาท และ โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ -รังสิต จำนวน 52.38 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560

.....


ภาพจากอินเตอร์เน็ต

เรื่องเกี่ยวข้อง...

ต้องห่วงหน่อย

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836154