วันศุกร์, มิถุนายน 23, 2560

กลายเป็นว่าดราม่าน้ำตาร่วงเนี่ย มันสร้างกระแสขึ้นมา กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นแล้ว

เรื่องยิ่งลักษณ์ร้องไห้วันเกิดเป็นสาวใหญ่วัย ๕๐ บิ๊กไฟ้ฟ์ นั่นน่ะไม่ใช่ดราม่าธรรมดาซะแล้ว ลงถ้าอาอี๊ ติ่งมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ออกมาเต้นแร้งเหน็บหนักทันควัน

“อย่าทำเป็นนางเอกละครดาวพระศุกร์ อายุ ๕๐ ต้องมีสติพอจะไตร่ตรองสำนึกได้ว่า ทำไมชาวนาถึงผูกคอตายไปเกือบ ๒๐ ศพในสมัยเป็นนายกฯ ตอนนั้นทำไมไม่ไปร้องไห้หน้าศพชาวนา”


ว่าตามตรงคำบริภาษณ์ของนางมัลลิกามีบางอย่างพอรับฟังได้ แต่เรื่องชาวนาผูกคอตายนั้นสมัยอภิสิทธิ์ก็เคยมี สมัยประยุทธ์ก็มี ย้อนไปสมัยชวนปล่อยหมาไล่กัดชาวนาซะอีก อี๊พูดไม่หมดอย่างนี้ถ้าอ้างว่าเพราะอยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องจำนนความจริง

ส่วนว่า “หยุดนำพี่น้องเสื้อแดงมาเป็นตัวประกัน เพราะประสบการณ์บอกให้รู้ว่าทุกครั้งที่มีการปลุกระดมประชาชนพี่น้องเสื้อแดงขึ้นมา ประชาชนที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงก็โดนถีบหัวส่งเสมอ

อ๊ะ อ๋า ช้าก่อน พูดแบบนี้พวกเสื้อแดงเขาต้องบอกว่าอย่าโมเมอ้าง “ชั้นไม่ใช่ญาติของเธอ”

โดยเฉพาะตอนปิดท้ายดันว่า “อย่าฉวยโอกาสเอาความที่สาวกเสื้อแดง อ่านหนังสือไม่เกิน บรรทัดจึงไม่เข้าใจโครงสร้างของคดีทั้งหมด มาเป็นโอกาสของคุณ” นี่เป็นวิธีลูบหลังก่อนแล้วค่อยตบหัว จะเอาเขามาอ้างแล้วยังดูหมิ่น

ย้อนกลับไปดูกันสิว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงอะไร นางมัลลิกาถึงได้กระเหี้ยนกระหือเสียเหลือหลาย

ไฮไล้ท์คัดจาก เนชั่นทีวีให้มั่นใจว่าไม่ใช่ข่าว อวยส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต้องใช้ ไทยรัฐ เป็นตัวช่วย

“ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาว่า วันเกิดทุกคนรอฉลองอย่างมีความสุข แต่ในปีนี้ได้แต่รอโชคชะตา สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งหวังว่าวันเกิดปีนี้จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา และคาดหวังว่าจะมีโอกาสมาทำบุญวันเกิดแบบนี้ในปีหน้าอีก”


 “การต่อสู้คดีในโครงการรับจำนำข้าวนั้น คาดหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะทุกอย่างอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดี สิ่งใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะร้องขอต่อศาล

หวังว่าศาลจะเมตตาให้ความเป็นธรรม โดยเห็นว่าหากผู้ที่ดำเนินนโยบายได้รับผลเช่นนี้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน


คงไม่มีกลุ่มไหนเม้าท์เรื่องนี้ได้ดีเท่า ปวินแฟนขลับPavin Chachavalpongpun เจ้าของกระทู้เปิดเวทีอภิปรายว่า “จะตีความยิ่งลักษณ์ร้องไห้ ว่ายังไงดี

...ถ้าจะมองอย่างคนเห็นใจยิ่งลักษณ์ คงต้องบอกว่า มันเป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจของยิ่งลักษณ์จริงๆ โดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดนอยู่ฝ่ายเดียว เมื่ออยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตร เลยเก็บน้ำตาไม่ไหว บรรยากาศพาไป เลยร้องไห้ออกมา

...ถ้าจะมองอย่างนักวิเคราะห์ คนที่อยู่กลางๆ (อย่างผมมั้ง) นอกไปจากความรู้สึกอัดอั้นตันใจแล้ว ยิ่งลักษณ์ต้องรู้ว่าการร้องไห้ในที่สาธารณะอย่างนี้มันสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้

นับตั้งแต่รัฐประหาร ยิ่งลักษณ์วางยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งคือ การยังคงติดต่อกับฐานมวลชนอย่างต่อเนื่อง มีกิจกรรมเดินสายไม่หยุดหย่อน เป็นทางหนึ่งในการรักษาความนิยมเอาไว้

ทั้งในแง่การเป็นเกราะคุ้มกันหากรัฐบาลทหารคิดจะเล่นงานเธออย่างจริงจัง และในแง่ของการมองอนาคตทางการเมืองของตัวเองในระยะยาว...”


หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายบนเพจ Suda Rangkupan วิเคราะห์ด้วยหลักจิตวิทยาว่า “มันเป็นภาวะทางจิต (mental state) มันเกิดควาามรู้สึกยากจะเก็บกลั้นอารมณ์ได้จริงๆ นะคะอาจารย์ จึงยากที่จะวินิจฉัยไปทางใดทางหนึ่ง คิดว่าภาวะเข้มข้นทางอารมณ์ มันก็เป็นไปได้สูงมาก พอๆ กันกับเหตุผลทางการเมือง

แต่ว่า Jittra Cotchadet ณ สวีเด็น เธอไม่วิเคราะห์ละ ฟันธงเลยว่า “ยิ่งลักษณ์เธอสบายกว่าคนอื่นครึ่งค่อนประเทศ ยังมีคนทุกข์กว่าเธออีกเยอะ การเมืองทั้งนั้น...

แก้ไขไม่แก้แค้น แก้อะไรได้บ้าง เอารายชื่อแก้ ๑๑๒ ใส่พานให้ก็ปัดตก ให้นิรโทษคนติดคุกก็ไม่ทำ จะเอาพี่ชายกลับบ้านให้ได้ เหอะๆๆ” อันนี้แน่นอน แค้นฝังหุ่น

สิ่งที่ หนักหนา จนเป็นแรงกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องหลั่งน้ำตาต่อหน้าสาธารณะ น่าจะมีประเด็นครั่นเนื้อครั่นตัว ว่าเมื่อไหร่กรมบังคับคดีจะออกอาการ ลงมือยึดทรัพย์ของเธอ ตามที่ คสช. ได้มีคำสั่งไปแล้ว แม้ทั้งคดีแพ่งและอาญายังคาอยู่ที่ศาล

ถกกันไปทำไรมี คุณพี่วิษณุ (เครืองาม) ทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายสรุปให้แล้วว่า “หยุดไว้เพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ที่ไหน...

ผมเข้าใจว่าเวลานี้ยังไม่ถูกเบรกจากศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ทำให้กรมบังคับคดีเดินหน้าไปได้ แต่ยังไม่มีอะไรที่จะไปยึด เพราะไม่เจอว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์มีอะไร”

ทั่นรองฯ อธิบายเสริมด้วยว่า “เหมือนกับคดีอื่นที่ศาลตัดสินว่าคนนั้นแพ้คดี แล้วให้ไปยึดทรัพย์เพื่อมาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็หาทรัพย์ แต่เมื่อหาทรัพย์ไม่เจอก็หยุดไว้ก่อน


เป็นอันว่าหลุดไปเปราะหนึ่ง จึงพอคาดหวังได้ว่ากรมบังคับคดีคงจะยัง ส่ายไม่ได้ จนกว่าศาลปกครองสูงสุดและศาลอาญาแผนกคดีการเมืองจะ สั่น

ซึ่งรูปคดีนั้นได้มีการนัดสืบพยานไปแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เป็นที่ฮือฮาหน้าศาล เมื่อมีชาวบ้านและประชาชนจำนวนมากไปให้กำลังใจ

เธอ “หวังว่าอีกไม่กี่นัดที่เหลือจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้ และคงได้รับความยุติธรรม ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจที่หน้าศาลเกือบทุกนัดด้วยความยากลำบาก

เลยกลายเป็นว่าดราม่าน้ำตาร่วงเนี่ย มันสร้างกระแสขึ้นมา กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นแล้ว

ส่วนอี๊ติ่งอยากจะเร่งรัดคดีเพราะเห็นว่าเนิ่นนานมา ๖ ปี ก็ต้องไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมนั่นนะ จะมาเขียนด่ายิ่งลักษณ์บนหน้าเฟชบุ๊คอย่างนี้ ศาลทั่นไม่มีเวลามาไล่เก็บข้อมูลหรอกอี๊

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 22, 2560

'ไผ่ต้านลม' ๖ เดือนแห่งการจองจำ


6 เดือน 'ไผ่ดาวดิน' ในเรือนจำ ยังลุ้นสอบวิชาสุดท้าย รอยาวนัดสืบพยาน สิงหาคม-กันยายน

22 มิถุนายน 2560 เป็นวันครบรอบหกเดือนที่จตุภัทร์ หรือ "ไผ่ ดาวดิน" ถูกคุมขังในเรือนจำ ด้วยข้อหามาตรา 112 จากการแชร์บทความของบีบีซีไทย หลังถูกศาลเพิกถอนการประกันตัวตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2559

วิบูลย์ หรือ พ่อของไผ่ เล่าว่า หกเดือนที่ผ่านมาครอบครัวของไผ่ต้องได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะพ่อและแม่ต้องสลับกันเดินทางจากชัยภูมิมาเยี่ยมไผ่ที่เรือนจำขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาพ่อและแม่ก็ต้องสลับกันมา โดยแม่ของไผ่เป็นคนมาบ่อยกว่า

ล่าสุดสุขภาพของไผ่ยังคงแข็งแรงดี เนื่องจากผู้ต้องขังทุกคนต้องมีหน้าที่ทำงานในเรือนจำ ไผ่ถูกมอบหมายให้ทำงานในห้องพยาบาลซึ่งงานก็ไม่หนักมาก ส่วนการสอบของไผ่ยังไม่เรียบร้อยดี วันนี้ซึ่งเป็นวันครอบรอบหกเดือนของไผ่จะมีการจัดสอบคอมพิวเตอร์ภาคปฏิบัติอีกครั้ง หลังครั้งที่แล้วสอบทฤษฎีผ่านไปแล้ว หากครั้งนี้สอบผ่านก็จะจบการศึกษาโดยสมบูรณ์

ในด้านของสภาพจิตใจ พ่อของไผ่เล่าว่า โดยรวมแล้วทั้งตัวไผ่และครอบครัวยังมีสภาพจิตใจดีอยู่ แต่นานๆ ครั้งพอคิดถึงเรื่องความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วก็รู้สึกอดไม่ได้ขึ้นมาทุกที มันเป็นความรู้สึกเจ็บใจ

ด้านแฟนของไผ่ เล่าว่า ตอนนี้เรือนจำมีข้อกำหนดให้คนเข้าเยี่ยมได้วันละ 15 นาที เข้าได้ ครั้งละ 5 คน ซึ่งคนมาเยี่ยมต้องคอยประสานงานกัน บางวันก็จะมีคนเดินทางจากที่อื่นมาเยี่ยมก็ต้องให้เข้าเยี่ยมก่อน พ่อกับแม่ของไผ่เองก็มีภาระงานจึงไม่ได้มาเยี่ยมทุกวัน หากวันไหนไม่มีคนจองคิวว่าจะมาเยี่ยมไผ่ เธอก็จะเป็นคนมาเยี่ยมเอง เพื่อให้ไผ่มีคนคุยด้วยทุกวัน

กิจวัตรประจำวันของไผ่ในเรือนจำ ไผ่ยังคงชอบอ่านหนังสือ เมื่อขึ้นเรือนนอนในเวลา 15.00 ของทุกวันทางเรือนจำก็จะเปิดรายการโทรทัศน์ให้ดู บางวันก็มีรายการ The Mask Singer จนถึงสามทุ่มก็จะปิดทีวีและบังคับให้เข้านอน ในยามว่าง ไผ่ก็จะเขียนไดอารี่และเล่นหมากรุกกับเพื่อนนักโทษ พอวันเสาร์อาทิตย์ไผ่ก็จะเตะบอล ซึ่งทางเรือนจำอนุญาตให้เตะบอลได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

แฟนของไผ่ เล่าด้วยว่า ทุกวันนี้มีคนข้างนอกฝากเงินเข้าไปให้ไผ่ได้ใช้ซื้อข้าวของบ้าง แต่ทางเรือนจำให้ใช้เงินได้จำกัดไม่เกินวันละ 200-300 บาท บางครั้งไผ่ก็เอาเงินไปซื้อของแบ่งเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ที่ไม่มีญาติมาเยี่ยม และเนื่องจากไผ่เป็นคนที่มีญาติมาเยี่ยมทุกวัน ไผ่ก็จะรับฝากเป็นธุระติดต่อกับโลกภายนอกให้กับเพื่อนนักโทษที่ญาติมาเยี่ยมไม่ได้

คดีมาตรา 112 ของไผ่ ปัจจุบันศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานแล้ว โดยไผ่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอต่อสู้คดี โดยยื่นขอประกันตัวและถูกศาลปฏิเสธ รวมแล้วอย่างน้อย 9 ครั้ง

ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 3,4,15,16,17 สิงหาคม 2560 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 30,31 สิงหาคม และ 5 - 7 กันยายน 2560

ฝ่ายโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยาน ต้องการสืบพยาน 14 ปาก ได้แก่

1. พ.ต.พิทักษ์พล ชูศรี หรือเสธ.พีท ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 23 ผู้แจ้งความต่อตำรวจ
2. พ.ต.ท.วิษณุ จันทร์พูล สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
3. พ.ต.ท.อดิศักดิ์ งามชัด สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
4. ผศ.มารศรี สอทิพย์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
5. พงศกร วรรณสุคนธ์ เจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีที
6. ศิวกร มิตราช
7. ประหยัด ถิลา เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น
8. สุรสิทธิ์ ทุมทา สภาทนายความจังหวัดขอนแก่น
9. สุพัฒน์ ปัสสาคร ประธานชมรมคนรักในหลวง จ.ขอนแก่น
10. พ.ต.ท.จิรัฐเกียรติ ศรวิเศษ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น
11. พ.ต.ท.วัชรสิทธิ์ ภัทรโยธินอมร ตำรวจชุดจับกุม
12. ด.ต.ชิณพัฒน์ ชิณพัฒน์กุลนาถ ตำรวจสันติบาลชุดจับกุม
13. จาริณี นาทองชัย
14. พ.ต.ท.ปุณณริศร์ ธรานันทเศรษฐ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น

ด้านฝ่ายจำเลยยื่นบัญชีระบุพยานว่า ต้องการสืบพยาน 15 ปาก เช่น ตัวไผ่เอง พ่อและแม่ของไผ่ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และนักสิทธิมนุษยชน

ซึ่งเมื่อการสืบพยานเริ่มต้นขึ้น ศาลอาจตัดพยานบางปากที่เห็นว่าไม่สำคัญเพื่อให้การสืบพยานรวดเร็วขึ้นก็ได้ โดยผู้ที่สนใจสามารถไปติดตามความเคลื่อนไหวคดีและให้กำลังใจไผ่ได้ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากคดีนี้ศาลสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ บุคคลภายนอกจึงอาจจะเข้าฟังการสืบพยานไม่ได้ แต่การสืบพยานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นเนื้อหาของข้อความ ศาลอาจอนุญาตให้บุคลลภายนอกเข้าฟังได้เป็นบางครั้ง

ดูรายละเอียดความเคลื่อนไหวคดีมาตรา 112 ของ 'ไผ่ ดาวดิน' ได้ที่https://freedom.ilaw.or.th/th/case/756

ดูเหมือนชนชั้นนำภาครัฐกับภาคธุรกิจเอกชน จะเดินชนกันเสียแล้ว

ดูเหมือนชนชั้นนำภาครัฐกับภาคธุรกิจเอกชน จะเดินชนกันเสียแล้ว ถ้าหากวัดจากข้อสังเกตุที่ Thanapol Eawsakul ตั้งไว้

อนาคต Network Monarchy ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ : ปฏิกิริยาปีย์ มาลากุล ณ อยุธยาต่อการกินรวบของซีพี

1.จากข้อเขียนของคุณปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เตือนสติพวกเรา อ่านแล้วลองคิดกันดูครับ เราควรจะเดินทางไหน


ซึ่งต่อมาได้นำไปแชร์โดยเว็บไซต์ และแฟนเพจของสำนักข่าวทีนิวส์
 

เนื้อหาแม้ไม่ระบุชื่อแต่ก็หมายถึงนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นั่นเอง

เช่นการพูดถึงนักธุรกิจที่สนับสุนนค่าแรงสูง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนายธนินท์ เจียรวนนท์

300 น้อยไป เจ้าสัวซีพี หนุนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 500 บาท/วัน
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1327066274

ดังข้อความทตอนหนึ่งของปีย์ ที่ระบุว่า

ผมเป็นคนรวยติดอันดับของประเทศและโลก ผมรวยมาจาก
ธุรกิจด้านอาหาร
การเกษตรและ
การสื่อสาร 

ผมมีเงินและทรัพย์สินหลายแสนล้าน ผมอยู่ใน
ประเทศยากจน
พลเมืองอ่อนแอ
ชักชวน ชักจูง โน้มน้าวได้ง่าย
สินค้าบางตัวยิงโฆษณาไม่กี่ครั้ง พลเมืองต่างแห่กันซื้อหาอย่างล้นหลาม

ผมไม่ได้เป็นแค่เจ้าของธุรกิจแสนล้าน แต่ผมเป็นเจ้าของทุกรัฐบาลด้วย มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่ผมจะเป็นเจ้าของรัฐบาล
ผมให้เงินสนับสนุนทุกพรรคการเมือง พรรคไหนมาเป็นรัฐบาลต่างก็รับใช้ผมทั้งนั้น

เศษเงินแสนล้าน ฟาดหัวลงไปสักหมื่นล้านเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะผลประโยชน์ที่ผมได้กลับมามหาศาลกว่า
………………
สำหรับแบล็กกราวน์ คุณปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นั้นถือว่าเป็นคน วงใน ที่สุดคนหนึ่งของในหลวงรัชกาลที่ 9
วงในแค่ไหนดูได้จากคลิป จากศิริราชถึงสวนจิตรลดา
https://www.youtube.com/watch?v=WlJweAvB8SU

ที่บันทึกโดยบริษัท แปซิฟิค อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2538 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงหายจากพระอาการประชวร และเสด็จฯ กลับพระตำหนักจิตรลดาฯ ดูได้จากนาทีที่ 10.40 เป็นต้นไป

2. กล่าวสำหรับนายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีนั้นเล่า ก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน วงใน ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยเช่นกัน

ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ คือหนี่งในกลไกหลักในการเผยแพร่โครงการพระราชดำริ ถ้าจำกันได้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินลงจากอาคารที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

จากนั้นเสด็จฯ ประทับรถตู้พระที่นั่งไปยังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงทอดพระเนตรโครงการส่วนพระองค์ และทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ท่ามกลางพสกนิกรที่ทราบข่าวต่างเฝ้ารอรับเสด็จ ตลอดเส้นทางที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งแล่นผ่านภายในโรงพยาบาลศิริราช

ที่น่าสนใจคือโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเหล่านั้น มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน ดูได้จากโลโกของซีพีที่ปรากฏอย่างชัดเจน

ในหลวงเสด็จสวนจิตรฯทอดพระเนตรโครงการส่วนพระองค์ http://www.posttoday.com/social/royal/352075
3. เอาเข้าจริงความพยายามกินรวบของซีพี (และกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ) นั้นมีมานานแล้ว พร้อม ๆ กับความพยายามวิพากษ์พฤติกรรมดังกล่าว

แต่ที่น่าสนใจคือ ก่อนนั้นนั้นคนที่วิพากษ์ซีพีมิได้มาจาก Network Monarchy ที่ใกล้ชิดในหลวง ร. 9 แบบนี้มาก่อน 

น่าสนใจว่า อนาคต Network Monarchy ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จะเป็นเช่นไรหลังจากนี้”

คอนเฟิร์ม พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงถูกยิงด้วยปืนอัดลม แต่ไม่ฟันธงว่าถูกพระวรกายส่วนไหนแน่

คอนเฟิร์มแล้ว ข่าวพระเจ้าอยู่หัวฯ ‘Rama X’ ทรงถูกยิงด้วยปืนอัดลมขณะทรงจักรยานในบาวาเรีย แต่ไม่ฟันธงว่าถูกพระวรกายส่วนไหนแน่

ไบด์ซี้ทตุงบอกถูกที่พระปฤษฎางค์ หรือ ‘back’ (ซึ่งหมายถึงด้านหลังของร่างกายตั้งแต่ต้นคอลงไปถึงปลายสุดของกระดูกสันหลัง) จึงไม่อาจชี้ชัดว่าเป้นส่วนล่างหรือบนของ หลัง

แต่กระนั้น Andrew MacGregor Marshall ผู้ที่เปิดข่าวนี้เป็นคนแรกเมื่อสองวันก่อน ยืนยันว่า “According to my sources, they shot him in the ass, or "lower back" if we want to be polite.

ทว่าข้อสำคัญอยู่ที่พระองค์มิได้ทรงได้รับอันตรายแต่อย่างใด ซ้ำยังไม่มีพระราชประสงค์ที่จะเอาความกับเด็กหนุ่มสองคนที่เล่นพิเรนทร์ครั้งนี้

อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เออร์ดิง ตำบลเบอร์แกม แคว้นบาวาเรีย สถานที่เกิดเหตุ สามารถจับกุมเด็กหนุ่มทั้งสอง คนหนึ่งอายุ ๑๔ ปี ถูกตั้งข้อหาพยายามทำร้ายร่างกาย อีกคนอายุ ๑๓ ปี ยังเป็นผู้เยาว์ไม่สามารถฟ้องร้องได้

สำนักข่าวและหนังสือพิมพ์หลายแห่งเสนอข่าวนี้ นอกจากไบด์ซี้ทตุงแล้วก็มีเดอสปีเกิ้ล เอเซียนคอเรสปอนเด๊นซ์ เดอะเทเลกร๊าฟ เดอะการ์เดียน บีบีซี และรอยเตอร์ แม้กระทั่ง เอกภพ เหลือรา ยังร่วมคอมเม้นต์ว่า “ออกวิทยุที่ NZ ด้วย” (เขาอยู่ที่นิวซีแลนด์)

เนื้อหาข่าวส่วนใหญ่ตรงกัน มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไบด์ระบุว่าตำรวจ “พบกระสุน ซึ่งเป็นแบบพล้าสติกของปืนอัดลมอย่างอ่อนที่เป็นของเล่น”

ส่วนรอยเตอร์อ้างเจ้าหน้าที่อัยการท้องที่เผยว่า “ในเวลาต่อมา มีคนอ้างว่าพระราชยานยนต์ของพระองค์ก็ถูกยิงใส่ที่ภายในเมืองโบราณเออร์ดิงด้วย”

ด้านไบด์ไปไกลกว่าสำนักพิมพ์อื่นๆ ด้วยการตั้งคำถามว่าพระเจ้าอยู่หัวของไทยเสด็จไปไกลจากพระตำหนักที่ทะเลสาปสตราสเบิร์กถึง ๖๐ ไมล์ (กว่า ๙๐ กิโลเมตร) ทรงจักรยานนำคณะผู้ติดตามชุดใหญ่ ในกลางดึกเวลาราวสี่ทุ่มครึ่งของคืนวันที่ ๑๐ มิถุนายน


ไหนๆ ข่าวนี้เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ อยู่แล้ว ยังมีอีกข่าวน่าสนใจจากยุโรปสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับราชสำนักไทยและ ‘Rama X’ โดยตรง เก็บมาจาก เนื้อที่โฆษณาของ Somsak Jeamteerasakul แจ้งว่า

วันเสาร์นี้ 24 มิถุนายน 2560 ที่เมืองโคโลจ์น ประเทศเยอรมนี จะมีการสัมมนา-อภิปรายเรื่อง
"85 ปี ของการสร้างและทำลายประชาธิปไตย : ประเทศไทยสู่สมบูรณาญาสิทธิ์"
โดยจะมีการไลฟ์ ผ่านเฟซบุ๊คผมนี้

ภาคเช้า พูดเป็นภาษาอังกฤษ
(9.00 - 12.00 น. หรือ เวลาไทย 14.00 - 17.00 น.)
"ประเทศไทยสู่สมบูรณาญาสิทธิ์"
อ.ใจ อึ๊งภากรณ์
คุณแอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล 
Andrew MacGregor Marshall
คุณนิโคล่า กลาส
ภาคบ่าย พูดเป็นภาษาไทย
(13.30 - 16.00 น. หรือ เวลาไทย 18.30 - 21.00 น.)
"กษัตริย์วชิราลงกรณ์กับอนาคตของประชาธิปไตยไทย"
ผมเอง
..............
จัสติน บีเบอร์ ให้เกียรติมาเปิดงาน ... อุ๊ป ไม่มี เชิญไม่ได้ แฮ่ https://www.facebook.com/images/emoji.php/v9/f9f/1/16/1f61b.png:P

จะกี่ชาย กี่หญิง "ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันใดครับ" :ชำนาญ จันทร์เรือง

เมื่อชาย 3 คน แต่งงานกัน
ชำนาญ จันทร์เรือง

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาได้มีข่าวที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งของ AFP แต่ได้สร้างความสั่นสะเทือนอย่างมหาศาลสำหรับวงการของคนรักเพศเดียวกันและคนที่ต่อต้าน ข่าวที่ว่านั้นก็คือข่าวของชาย 3 คน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบคนรักในโคลอมเบีย ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลให้การรับรองสิทธิการสมรสของครอบครัวที่อยู่กินกันหลายคน (มากกว่า 2 คน) หรือที่เรียกเป็นภาษาทางวิชาการว่า “polyamorous family” เป็นครั้งแรก

จากการที่ศาลโคลอมเบียได้ตัดสินรับรองสถานะการสมรสของชายรักชาย 3 คนที่เมือง Medellin เมืองใหญ่อันดับ 2 ของโคลอมเบียนี้ ทำให้โคลอมเบียเป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนสำหรับครอบครัวที่อยู่กินกันมากกว่า 2 คนขึ้นไป

ชาย 3 คนที่ว่านี้ก็คือ Manuel Jose Bermudez ซึ่งเป็นนักข่าว (journalist), Victor Hugo Prada อาชีพนักแสดง (actor) และ John Alejandro Rodriguez ผู้ฝึกสอนกีฬา (sports instructor) เป็นชาวโคลอมเบียกลุ่มแรกที่ศาลรับรองสถานะสมรสแบบนี้ และพวกเขาเตรียมจัดพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ ทั้งยังมีแผนจะเดินทางไปฮันนีมูนอีกด้วย
(ภาพประกอบจาก Vice News)
นอกจากนี้ Manuel Jose Bermudez ยังได้เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า นี่คือความคืบหน้าครั้งสำคัญที่จะเปิดทางให้ครอบครัวอื่นๆ ทั่วโลก ที่อยู่กินกันแบบสามคนหรือมากกว่านั้น ได้รับการยอมรับทางสังคมและทางกฎหมาย ขณะที่ Victor Hugo Prada ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ว่า พวกเขามีสิทธิที่จะสร้างครอบครัวไม่ต่างกับครอบครัวที่มีรูปแบบอื่นๆ รวมถึงมีสิทธิที่จะสืบทอดหรือดูแลมรดกของคู่สมรสด้วย ซึ่งที่จริงแล้วครอบครัวนี้เคยมีสมาชิก 4 คน แต่อีกคนเพิ่งเสียชีวิตไปเสียก่อนด้วยโรคมะเร็ง

ขณะที่ German Rincon Perfetti นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ระบุว่าในโคลอมเบียมีผู้สมรสที่อยู่กินกันแบบสามคนอยู่ไม่น้อย แต่กรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นการยอมรับว่าครอบครัวแบบอื่นก็สามารถดำรงอยู่ในสังคมนี้ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ โคลอมเบียเป็นประเทศที่ 4 ในอเมริกาใต้ที่รับรองการจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ต่อจาก 3 ประเทศก่อนหน้า คือ อาร์เจนตินา บราซิล และอุรุกวัย แต่เป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่รับรองสิทธิสมรสแบบหลายคน

ที่ผมนำข่าวนี้มาเสนอก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน (same-sex marriage) หรือการอยู่ร่วมกันหรือมีความสัมพันธ์ในทำนองนี้ เช่น gay marriage, gender-neutral marriage, equal marriage, lesbian marriage, same-sex civil marriage, marriage equality, homosexual marriage, single-sex marriage, same-gender marriage ฯลฯ นั้น ในต่างประเทศนั้นได้รับการยอมรับและเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด

คำกล่าวที่ว่า "ผิดธรรมชาติ" หรือ "โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน" มักถูกใช้เสียดสีคนรักเพศเดียวกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ จริงๆ แล้วในอดีตเป็นเรื่องปกติของความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นธรรมดาของหลายวัฒนธรรมทั่วโลก แต่ถูกตีความใหม่ให้เป็นเรื่องผิดปกติภายหลังการขยายตัวของศาสนา และเชื่อมต่อด้วยลัทธิล่าอาณานิคมที่แผ่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เกิดความเชื่อว่าการรักเพศเดียวเป็นสิ่งที่ผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ

ในอดีตเช่นกรีกเมื่อ 2- 3 พันปีก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายถือเป็นสิ่งที่สวยงาม เช่น ชายอาวุโสสอนงานเด็กหนุ่มก่อนที่จะไปมีชีวิตครอบครัวกับเด็กสาวหรือไปประกอบอาชีพการงาน และเมื่อแต่งงานไปแล้วในบางโอกาสยังกลับมาสัมพันธ์ในเพศเดียวกันอีก

ในญี่ปุ่น ซามูไรในอดีตมีพฤติกรรมเลือกเอาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่ครอง, จีนในหลายร้อยปีก่อนก็เชื่อว่ามนุษย์สามารถหาความสุขทางเพศได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องกับเพศเดียวกันเท่านั้น หรือในอเมริกาคนพื้นเมืองในอดีตก็ได้การยอมรับและให้การนับถือคนสองเพศว่าเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ เป็นต้น

ผู้ที่ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน มักจะใช้คำว่า "การแต่งงานแบบเสมอภาค"(equal marriage) เพื่อเน้นว่าพวกเขาแสวงหาความเสมอภาคในฐานะที่เป็นการต่อต้านหรือคัดค้านสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่ออธิบายถึงการแต่งงานใดๆ ก็ตามที่ไม่คำนึงถึงเรื่องเพศ (sexes) ของคู่ครอง ซึ่งคู่ครองจะมีสถานะที่เท่าเทียมหรือเสมอกันในการแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานระหว่างเพศใดก็ตาม

อย่างไรก็ตามผู้ที่คัดค้านมักจะให้เหตุผลว่าการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ขณะที่การแต่งงานระหว่างเพศตรงข้ามสามารถให้กำเนิดบุตรและให้การศึกษากับลูกหลาน ซึ่งเหตุผลนี้ได้ถูกโต้แย้งว่ามิใช่ว่าทุกคู่แต่งงานที่เป็นเพศตรงข้ามกันจะต้องการมีบุตร บางคู่ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าไม่ต้องการมีบุตรจึงใช้วิธีคุมกำเนิด

อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายแพ่งหลายประเทศได้กำหนดไว้ว่า การไร้สมรรถภาพทางเพศหรือการเป็นหมันไม่เป็นมูลเหตุให้การแต่งงานเป็นโมฆะ หรือการแต่งงานระหว่างชายหญิงที่อายุมากเกินกว่าจะมีบุตรได้ ก็ไม่เป็นโมฆะเช่นกัน ฉะนั้น การมีบุตรจึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของการแต่งงานแต่อย่างใด

อนึ่ง การสมรสของเพศเดียวกันก็มักจะขอรับเลี้ยงบุตรจากผู้อื่นซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากพิจารณาถึงเหตุผลของการสร้างความเป็นสถาบัน (institutionalzing) แล้ว การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน เป็นทั้งการทำให้สองฝ่าย (หรือมากกว่า) มีสิทธิร่วมกันในความเป็นครอบครัว และมีสิทธิรับบุตรบุญธรรมได้ หรือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรับบุตรบุญธรรมก็สามารถทำได้เช่นกัน

กล่าวโดยสรุปก็คือ สิทธิในการมีครอบครัว เป็นสิทธิพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ และพึงให้ความเคารพในการเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ตราบใดที่เขาเหล่านั้นไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จะชายกับชาย/หญิงกับหญิง/ชายกับชายกับชาย/หญิงกับหญิงกับหญิง/หญิงกับชายกับหญิง/ชายกับหญิงกับชาย ฯลฯ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันใดครับ
-----------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 21 มิถุนายน 2560