วันอาทิตย์, มิถุนายน 30, 2556

คำให้การลูกศิษย์มิตซูโอะนาทีต่อนาทีสึกสะท้านโลก



ผมเชื่อว่า ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่เนื้อคู่ ไม่ใช่คู่บุญบารมีอะไรหรอกครับท่าน..ด้วยเวลาปลายเมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2556 สามารถสึกพระ 38 พรรษาได้ จริงหรือ ถ้าไม่มีตัวช่วย..เราได้คุยกับผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยา ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ เป็นไปได้ที่จะโดนยากล่อมประสาท
 เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นรวดเร็วมาก โดยไม่มีใครคาดคิดว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ จนกระทั่งเย็นวันที่ 8 พระที่วัดได้โทรฯ คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ามีคนในครอบครัวของ ผญ แจ้งไปที่วัดป่านานาชาติ ว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ เช้าวันอาทิตย์ที่ 9 และครอบครัวได้ห้ามแล้ว แต่ด้วยนิสัยของ ผญ ที่จะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้
วันนั้น เรายืนมองท่านเดินจากไป..เดินลากเท้า เหมือนคนอ่อนแรง เห็นท่ายืนรอ ผญ แลกเงิน อย่างเหม่อลอย..เป็นภาพที่เรารู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะช่วยท่าน …แต่จะด้วยอะไรก็ตาม วันนั้น เราทำเพียงยืนดูท่านจากไป..

ที่มา facebook คุณKittinun (อย่างไรก็ตามต่อมาผู้โพสต์ได้ลบข้อความออกจากหน้าfacebookแล้ว แต่มีผู้copyไปเผยแพร่ในหลายแหล่ง เช่น ที่ลิ้งค์นี้ )


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เนื่องจากเป็นปากคำอีกด้านหนึ่งของฝ่ายลูกศิษย์อดีตพระมิตซูโอะ แม้ให้ข้อมูลละเอียดน่าสนใจ แต่ก็อาจเป็นการกล่าวหาที่อาจเจือแฝงด้วยอคติ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสชี้แจงในข้อเขียนนี้ ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ)
-----------------------------------------

พระเป็นเพียงภาชนะพระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้พระธรรม และทรงบวชพระสงฆ์ เพื่อมอบให้พระสงฆ์เป็นผู้นำส่งพระธรรม ให้กับพุทธศาสนิกชนพระจึงเป็นเพียงภาชนะ 

บางครั้งภาชนะก็เก่าผุพัง แตกร้าว รั่วซึม ใช้งานไม่ได้ แต่พระธรรมในภาชนะนั้น ก็ยังคงเป็นพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าประสงค์เผยแผ่กับพุทธศาสนิกชนเช่มเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนภาชนะไปกี่ครั้งกี่คราก็ตาม

ผมบวช และจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุนันทวนาราม ในปี 2543 เป็นเวลา 2 เดือน ได้มีโอกาสติดตามพระอาจารย์มิตซูโอะ ทุกวัน ทุกสถานที่ ตลอดเวลาที่บวช ผมได้รับคำสอนจากท่านมากมาย ไม่ว่าจากการสอนปฏิบัติธรรม หรือจากการปฏิบัติตัวของพระอาจารย์ฯ ทำให้ผมศรัทธาและยินดีรับใช้ท่านมาถึงทุกวันนี้มาเข้าเรื่องกันเลยละกันเรื่องเดียวกัน รู้ลึกไม่เท่ากัน ความจริงก็จะไม่เหมือนกัน และนี่คือสิ่งที่ผมรู้ลึก

วันที่ 8 เวลา13:00 ผมนิมนต์ท่านไปเทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร และได้นัดหมายเป็นที่เรียบร้อย เช้าวันนั้น ผมโทรฯถามพี่ที่มูลนิธิฯ ว่าผมต้องไปรับท่านจากที่ไหน จึงได้ทราบว่ามี ผู้หญิงคนหนึ่งรับส่งท่านเช้าไปที่เมืองทองธานีแล้วจึงจะไปที่วัดเบญจมบพิตรช่วงบ่าย และจะต้องไปที่วัดยานนาวา และคืนนั้นต้องเดินทางไปสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่ผมจึงรู้ว่าไม่ต้องไปรับท่านเองแต่ต้องโทรฯประสานงานกับ ผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อแอน ผมจึงโทรฯไปนัดเวลา สถานที่เป็นที่เรียบร้อย เมื่อท่านไปถึงวัดเบญฯ ผมดันติดงานไปไม่ได้จึงฝากภรรยาของผมดูแลแทน

หลังจากเทศน์เสร็จเจ้าภาพรวบรวมเงินทำบุญได้ 30,000 บาทใส่ซองขาวมอบให้ผู้หญิงคนนี้ไปจากนั้นท่านก็เดินทางไปวัดยานนาวา ผมจึงไม่ได้พบท่านในวันนั้น จากนั้นเวลา 18:00 ผมได้รับโทรศัพท์จากมูลนิธิฯ ว่ามีข่าวว่าท่านจะสึกในวันอาทิตย์ ผมจึงเดินทางไปสนามบินเพื่อดักท่านไม่ให้ท่านสึก โดยพยายามติดต่อหล่อน แต่ก็ไม่รับสาย จึงโทรฯหาคนขับรถก็พบว่าไม่มีสัญญาณ ไม่สามารถติดต่อได้เลย จนกระทั่ง 20:30 ท่านไม่มาcheck in เราจึงมั่นใจว่าท่านหายตัวไปแน่นอน

จากการสืบถาม ผมได้ที่อยู่ของ clinic และ condo ผมจึงเดินทางไปทองหล่อ ซอย 4 ไปที่clinic ของผญ พบว่าปิด ไม่สามารถเข้าไปสำนักงานได้ จึงเดินทางไปที่ condo ของผญ ผมไปถึงเวลา22:30 พบว่าคนขับรถเป็นคนละคนกับคนเดิมจึงทราบว่ามีการสับเปลี่ยนคนขับรถ โดยไปจ้างคนขับรถ Taxi มาขับแทน เพื่อที่ผมจะได้ติดต่อคนขับรถไม่ได้ จึงรู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้ ถูกวางแผนมาอย่างดี เราไม่ได้เจอกับคนธรรมดาแน่นอน
เมื่อถึง condo พบคนขับรถ เขาไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้น เราจึงได้คุยกับคนขับรถซึ่งกำลังรอรับค่าจ้างอยู่ที่ lobby ได้ความว่าหลังจากออกจากวัดยานนาวา ท่านสั่งให้ไปวัดชนะสงคราม ท่านและผญ ลงที่วัดชนะสงคราม และกลับขึ้นมาโดยแต่งตัวเป็นเสื้อขาวกางเกงเล ใส่หมวกไหมพรม พร้อมพระอีกรูป จากนั้นก็สั่งให้ขับรถไปส่งพระอีกรูปที่ central แจ้งวัฒนะ และกลับมาถึงcondo

เวลาประมาณ 22:00 และทั้ง2 ได้ขึ้นcondo ไปแล้ว24:00 เราพยายามติดต่อขึ้นไปที่ห้อง แต่ไม่รับสาย และไม่ยอมลงมา แต่สั่งให้ยามมาไล่เราออกไปจากอาคาร ไม่งั้นจะเรียกตำรวจมาจับเรา เราจึงออกจากอาคารไป และขับรถตามคนขับรถไปจึงพบว่า ผญสั่งให้รถหลอกเราออกมา มาทราบทีหลังว่า ผญพาท่านออกจาก condo เวลา 1:00 เรากลับมาค้นข้อมูลทาง internetจึงพบประวัติการทำธุรกิจ หนี้มากมายมหาศาล เธอเปลี่ยนชื่อหลายครั้งมากแม้กระทั่งชื่อเล่นจาก อ้อย เป็นแอน และผมไม่เคยเห็น ผญคนนี้ที่วัดมาก่อนนี่คือวิถีของท่านและของวัด วัดไม่เคยมีกฏเข้มงวด วัดไม่เคยกีดกั้นคนที่จะเข้าพบท่าน ทุกคนสามารถเข้าถึงตัวท่านได้ง่ายๆทุกเวลา ท่านใจดีไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ใครจะถวายอะไรทานก็รับ ใครจะถวายยาอะไรท่านก็ทาน ใครถวายยาอะไรขอให้ท่านเดินทางไปไหน รักษาที่ไหนอย่างไรท่านก็ไป ไม่เคยขัด ใครจะมาขอรับส่งท่านท่านก็เมตตาอนุญาติโดยไม่มีเงื่อนไข

เช้าวันรุ่งขึ้น6:00 ผมไปวัดชนะสงคราม จับความได้ว่ามีพระท่านหนึ่งที่น่าจะรู้จักกับท่าน เคยเทศน์ด้วยกันที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ได้เดินทางออกจากวัดไป ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบแต่เช้านี้ไม่อยู่ที่วัดแน่ๆ เราจึงกลับไปที่ condo เพื่อไปดักรอเพื่อจะได้เห็นว่าท่านสึกหรือยัง ผมได้ทราบว่าผญ ทำการยักยอกเงินทำบุญจากวัดเบญฯไว้ โดยไม่ได้นำไปมอบให้มูลนิธิ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อขอเข้าดู CCTV เป็นการพิสูจน์ว่า ผญ คนนี้อาศัยอยู่ในcondo นี้จริง ทางตำรวจให้ความร่วมมือที่ดีมากทำให้เราสามารถดูกล้องใน lift และสิ่งที่ผมเห็นพิสูจน์ได้ว่าท่านสึกจริงแล้ว และไม่ได้อาศัยอยู่ใน condo นี้แล้ว

เราจึงกลับออกมาหลังจากนั้นผมกลับไปผมได้หาข้อมูลของ ผญ คนนี้เพิ่มได้อีกจากที่ผมสืบถามจากทุกคนในวัดและมูลนิธิฯ จึงพบว่า ผญเริ่มเข้ามาวัดเมื่อประมาณเดือนเมษายนปีนี้ โดยเข้ามาแล้วพยายามติดตามพระรูปหนึ่งในวัด ตามจนคนในวัดเห็นพฤติกรรม แต่ไม่มีใครคิดจะไล่ ผญ คนนี้ออกจากวัด ต่อมาก็มาติดตามโยมคนหนึ่งที่มาปฏิบัติธรรม โยมคนนั้นเล่าว่า เขาโทรฯ ตามให้มานั่งปฏิบัติธรรม ติดกัน โดยจองที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว และชวนเขาไปทำศัลยกรรมที่ clinic ที่ ผญ เป็นเจ้าของอยู่ 

แต่เนื่องจากโยมคนนี้ เห็นอาการของ ผญ แล้วตัดสินด้วยความรู้สึกของผู้ชาย ว่าแม้เพียงครั้งเดียว ถ้าไปกับ ผญ คนนี้ ก็มั่นใจว่า ไม่เป็นผลที่ดีแน่ๆ จึงไม่ไปจากการไล่จับ ผช 2 คนในวัด ไม่สำเร็จ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น

มีโยมที่วัดบอกว่า ผญ คนนี้วันวันเอาแต่นั่งจ้องพระอาจารย์มิตซูโอะ เป็นชั่วโมงชั่วโมง ใครเข้าไปกราบท่าน หล่อนก็ไม่ถอยออกมา นั่งจ้องอยู่เช่นนั้น 

และต่อมา ผญ ก็เสนอให้การรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการทำ chelation โดยต้องไปทำที่ clinic ทองหล่อ ซอย 4 อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

2ครั้งแรก เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เดินทางไปด้วย แต่ตัว ผญ ไม่ได้ไป และหลังจากนั้นก็เพิ่มเป็นทุก 2 วัน โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ติดตามไปด้วย และผญ เสนอว่า เนื่องจากต้องไป clinic บ่อยอยู่แล้ว จึงให้คนขับรถของหล่อน มารับไปกิจนิมนต์ด้วยเลยทุกวัน ซึ่งรถที่มารับ เป็นรถตู้ สีขาว ติดฟิล์มดำสนิท มีกระจกกั้นระหว่างคนขับกับห้องโดยสาร ไม่สามารถมองเห็น และได้ยินห้องโดยสารได้

ในชั้นแรก เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ แจ้งท่านว่ารถคันนี้ไม่เหมาะสม จึงให้ ผช ในวัดติดตามไปด้วย 1 คน แล้วมารู้ทีหลังว่า โดน ผญ สั่งให้ไปนั่งกับคนขับรถ บางครั้งไปนั่งด้านหน้า 3 คน รวมคนขับเป็น 4 คน ตอนลงรถ เราคิดว่ามากันหลายคน มาทราบภายหลังว่าทุกคนโดน ผญ สั่งให้ไปด้านหน้าทั้งหมด

พระอาจารย์ฯ มีกิจนิมนต์ที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 2 – 17 พฤษภาคม (ผญ ไม่ได้ไป)

ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ผญ คนนี้ก็มารับพระอาจารย์ฯ ที่มูลนิธิฯ ไปทำ chelation ทุกวัน เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามว่าทำไมต้องไปทุกวัน ผญ ตอบว่ามีการทำ stem cell ร่วมด้วยจึงต้องไปทุกวัน และโดยปกติพระอาจารย์ฯ จะต้องมีการตรวจสุขภาพที่ รพ วิชัยยุทธ แต่ท่านปฏิเสธการตรวจสุขภาพทั้งหมด

เจ้าหน้าที่มูลนิธิ เห็นสิ่งผิดปกติ ของ ผญ คนนี้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างไร พอมาคิดย้อนหลังจึงพบว่า พระอาจารย์ฯ ก็เริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป นั่งเหม่อ เก็บตัว มีอาการโมโห โกรธ บางครั้ง ซึ่งท่านไม่เคยเป็นแบบนี้เลย 

เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นรวดเร็วมาก โดยไม่มีใครคาดคิดว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ จนกระทั่งเย็นวันที่ 8 พระที่วัดได้โทรฯ คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ามีคนในครอบครัวของ ผญ แจ้งไปที่วัดป่านานาชาติ ว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ เช้าวันอาทิตย์ที่ 9 และครอบครัวได้ห้ามแล้ว แต่ด้วยนิสัยของ ผญ ที่จะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

เราก็สงสัยว่า ครอบครัว ผญ รู้ได้อย่างไร จึงสอบถามไปที่ครอบครัวของหล่อน และได้คำตอบว่าพวกเขากลุ้มใจกันมาก แต่ไม่กล้าแจ้งทางมูลนิธิฯ ว่าหล่อนมาขอร้องให้ช่วยดำเนินการเรื่องวีซ่า ไปประเทศญี่ปุ่น จึงได้รู้ความจริง

การติดตามของเราที่จะให้ได้พบตัวท่าน เพียงเพื่อจะได้เห็นกับตาว่าท่านสึกแล้ว จริงหรือไม่ และจากกล้อง CCTV เราจึงบอกกับทางมูลนิธิฯ ว่า สึกจริงแล้ว เรายืนยันได้ และเราก็ปรึกษากัน ตัดสินใจไปดักรอพบท่านที่สุวรรณภูมิ เพราะได้รับแจ้งจากวัดป่านานาชาติ จากแหล่งข้อมูลเดิม ว่าจะเดินทางออกนอกประเทศ ไปฮ่องกง เช้ามืดของวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน ซึ่งผมตรวจสอบแล้วว่ามี สายการบิน ฮ่องกงแอร์ไลน์ เช้าที่สุดคือเวลา ตี2:15 เราจึงไปถึงสนามบินในเวลาเที่ยงคืน และเราก็ได้พบกับท่าน

เราได้เข้าไปคุยกับท่าน ถามถึงเหตุผลที่สึก ท่านตอบว่า เป็นพระสอนได้แค่คนที่เคารพผ้าเหลือง ถ้าเป็นคนธรรมดาจะสอนคนได้ทุกชาติ ศาสนา และเราก็ขอให้ท่าน อยู่ที่มูลนิธิฯ ต่อซัก 2-3 วันแล้วค่อยตัดสินใจใหม่ ท่านปฏิเสธ และเราถามอีกว่า ท่านสึกแล้วทำไมถึงมากับผู้หญิง ท่านตอบว่า ด้วยเหตุและปัจจัย

สิ่งผิดปกติที่เราสังเกตุเห็นคือมือของท่านทั้งสองข้าง คล้ำแบบดำเขียว เหมือนกับช้ำมาก เฉพาะที่มือทั้งหน้ามือและหลังมือ เราจึงถามท่านว่า ทำไมมือของท่านดำมาก ท่านไม่สบายหรือเปล่า ท่านเก็บมือใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไร แต่เราไม่ยอม จึงขอให้ท่านเอามือออกมาเทียบกับมือของผม ก็พบว่ามือของท่านผิดปกติ แต่ท่านก็ยังยืนยันว่า สบายดี

ในระหว่างที่ถาม ท่านแสดงอาการไม่พอใจ ที่มาพบท่าน และพูดไล่เรากลับไป ซึ่งอาการเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน ท่านไม่เคยปฏิเสธใคร ดูเหมือน เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

วันนั้น เรายืนมองท่านเดินจากไป

เห็นท่าเดินที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็นท่าเดินที่ลากเท้า เหมือนคนอ่อนแรง โดยปกติท่านจะเป็นคนที่เดินแบบยกเท้าพ้นพื้น แล้วจรดเท้าลงแบบเดินจงกรม

เห็นท่ายืนรอ ผญ แลกเงิน อย่างเหม่อลอย

เป็นภาพที่เรารู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะช่วยท่าน …แต่จะด้วยอะไรก็ตาม วันนั้น เราทำเพียงยืนดูท่านจากไป

คืนนั้น เรากลับมาหาข้อมูล ผญ คนนี้ต่อ พบว่า ใน website เขียนถึงหล่อนว่า แต่งงานมาแล้ว และหย่ามาแล้วหลายครั้ง มีหนี้สินมากกว่าพันห้าร้อยล้าน มีคดีที่ต้องขึ้นศาลตลอดเวลา ค่าเช่าคลีนิคไม่จ่ายมาแล้ว 3 เดือน ใน web มีคนเขียนว่า ไม่จ่ายค่ายา ไม่จ่ายค่าหมอ และเรื่องเลวร้ายอีกมากมายที่ทำไว้ เปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายชื่อ เปลี่ยนแม้กระทั่งชื่อเล่น

และต่อมา เราได้คุยกับผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยา ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ เป็นไปได้ที่จะโดนยากล่อมประสาท แต่เนื่องจากต้องเดินทางไกล จึงต้องสเน็ปยาเข้าไปที่ข้อมือมากกว่าปกติ มือจึงดำ ประกอบกับอาการเหม่อลอย และเดินลากขา เป็นเพราะยากล่อมประสาท เช่น dormicum

จากการปล่อยข่าวของ ผญ ทั้งรูป และวิดีโอ สร้างภาพให้เป็น สึกด้วยความรักหล่อน ทำให้ สงสัยว่าด้วยเวลา ปลายเมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2556 สามารถสึกพระ 38 พรรษาได้ จริงหรือ ถ้าไม่มีตัวช่วย

ความรู้สึกของผมจากการหาข้อมูลด้วยตัวเอง และการติดตามใน 3 วันนั้น ทำให้ผมคิดตลอดเวลาว่าจะช่วยท่านได้อย่างไร

และ ผญ คนนี้ จงใจกระทำทุกอย่าง อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด และผมเชื่อว่า ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่เนื้อคู่ ไม่ใช่คู่บุญบารมีอะไรหรอกครับท่าน

และผมตัดสินใจในวันนี้ว่า จะต้องเล่าสิ่งที่ผมรู้ทั้งหมด ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่ศรัทธาท่านและระลึกถึงบุญคุณที่ท่านทำไว้ให้กับชาวไทยอย่างล้นเหลือ

ผมมีคำถาม ใครช่วยตอบผมที

ผญ ที่สร้างภาพ ดี รวย สวย เก่ง และมีความรักที่สวยงาม คนนี้ ยักยอกเงินทำบุญ จากญาติโยม ที่นิมนต์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร เพียง 30,000.- บาท เพราะเหตุผลอะไร

จบครับ
*******

Kittinan 

ผมขอลบข้อความที่โพสเมื่อเช้านี้ก่อนนะครับ ด้วยเหตุผลส่วนตัวครับ ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผม ทุกอย่างเรียบร้อยดีจริงๆ ครับ ขอบพระคุณทุกคนครับ

กังขารูปคุณใหม่ในเว็บไซต์อเมริกันต่างจากตัวจริง

ภาพบน-"คุณใหม่"สิริกิตติยา เจนเซ่น กับเพื่อนชายนายคริส เวลาสโก้ (ภาพถ่ายเมื่อ 22 พฤษภาคม 2553) เปรียบเทียบกับภาพด้านล่างที่เว็บไซต์m&cรายงานอ้างว่าคุณใหม่ถ่ายกับนายลอยด์ ไคลน์(ภาพถ่ายเมื่อ 22 มกราคม 2556) ซึ่งท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์กังขาว่าหน้าตารูปร่างไม่เหมือนคุณใหม่เลย

Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand - Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand Sighted Departing Bootsy Bellows Nightclub in West Hollywood on January 22, 2013 - Bootsy Bellows Nightclub - West Hollywood, CA, USA  © Winston  Burris / PR Photos

Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand - Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand Sighted Departing Bootsy Bellows Nightclub in West Hollywood on January 22, 2013 - BootsyBellows Nightclub - West Hollywood, CA, USA © Winston Burris / PR Photos (ภาพแลเะคำบรรยายจากเว็บไซต์ m&c)


ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ได้ตั้งข้อสงสัยภาพถ่ายชุดที่อ้างว่าเป็น"คุณใหม่"สิริกิตติยา เจนเซ่น ควงคู่กับนายลอยด์ ไคลน์ นักออกแบบชุดแต่งกายสำหรับดาราภาพยนตร์ และดนตรีที่มีชื่อเสียงมากของวงการฮอลลีหวูด เผยแพร่ในเว็บไซต์ซึ่งรายงานภาพข่าวคนดังในสังคมอเมริกัน (และอังกฤษ) ชื่อ 'เอ็มแอนด์ซี' (Monsters and Critics) และต่อมาไทยอีนิวส์นำมาเผยแพร่ในรายงานเรื่อง ตามรอยเจ้าฟ้าอินสตาแกรม :เพียงความเคลื่อนไหวคุณใหม่พระน้องยา นั้นอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ใช่คุณใหม่ก็ได้

"ไทยอีนิวส์คงทราบว่ามีหลายคนกังขาว่าสตรีดังกล่าวคือ คุณใหม่ สิริกิติยาจริงหรือไม่ เพราะรูปลักษณ์ดูแตกต่างไปจากเดิมมาก แม้ว่าดิฉันไม่สามารถที่จะยืนยันได้ (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตจากรูปภาพว่า สตรีคนดังกล่าวผ่านการทำศัลยกรรมตกแต่ง มีรูปร่างผอมบางมาก และมีอาการท่าทางเหมือนคนเสพและเมาสุราและ/หรือยาเสพย์ติดให้โทษ เป็นข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นด้วยความหวังดีค่ะ"ท่านผู้อ่านได้ตั้งข้อสังเกตมายังไทยอีนิวส์

ส่วนผู้อ่านอีกท่านชี้ว่า"อาจเป็นไปได้ว่าเว็บไซต์สื่ออเมริกัน M&C คงไม่มีข้อมูลคุณใหม่มากพอ เพราะต่อให้โบ๊ะยังไง ดูจากรูปร่าง ส่วนสูง มันคนละคนเลย"ท่านผู้อ่านท้วงติง พร้อมกับแจ้งว่าคุณใหม่คงไม่ได้มีนายไคลน์เป็นคู่ควงตามข่าว แต่มีเพื่อนชายชาวอเมริกันอีกคน ชื่อนายChris Velasco ซึ่งมีพื้นเพมาจากฮาวาย ตอนนี้พำนักอยู่ที่คาลิฟอร์เนีย 
Chris Velasco

คาลิฟอร์เนีย สถานที่เดียวกันกับที่คุณใหม่บอกว่าเธอก็พำนักอาศัย
รูปภาพ : i'll always be a Cali girl <3
i'll always be a Cali girl -ภาพล่าสุดในfacebookคุณใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556
ภาพที่ทั้งคู่ถ่ายด้วยกัน โดยคุณใหม่ได้เม้นต์ภาพนี้ด้วยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 
ติดตาม · 22 พฤษภาคม 2010 

ภาพล่าสุดของ Chris เมื่อ 4 มิถุนายนที่ผ่านมานี้

เปรียบเทียบช็อตต่อช็อต-ภาพที่คุณใหม่ถ่ายแบบในนิตยสารสารพลอยแกมเพชร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 
เปรียบเทียบกับภาพที่ เว็บไซ้ท์ซึ่งรายงานภาพข่าวคนดังในสังคมอเมริกัน (และอังกฤษ) ชื่อ 'เอ็มแอนด์ซี' (Monsters and Critics) นำเสนอรายงานว่าเป็นภาพชุดคุณใหม่ในชุดราตรีสีแดงสดควงคู่กับนายลอยด์ ไคลน์ นักออกแบบชุดแต่งกายสำหรับดาราภาพยนตร์ และดนตรีที่มีชื่อเสียงมากของวงการฮอลลีหวูด นำเสนอเมื่อเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา
Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand - Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand Sighted Departing Bootsy Bellows Nightclub in West Hollywood on January 22, 2013 - Bootsy Bellows Nightclub - West Hollywood, CA, USA  © Winston  Burris / PR Photos

Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand - Lloyd Klein and Princess Sirikitiya Jensen of Thailand Sighted Departing Bootsy Bellows Nightclub in West Hollywood on January 22, 2013 - BootsyBellows Nightclub - West Hollywood, CA, USA © Winston Burris / PR Photos (ภาพแลเะคำบรรยายจากเว็บไซต์ m&c)



รูปภาพ : i'll always be a Cali girl <3
i'll always be a Cali girl -ภาพล่าสุดในfacebookคุณใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556

วันเสาร์, มิถุนายน 29, 2556

โผล่แจงสาวปริศนาถูกแอบอ้างเป็นราชสกุลมหิดล



ถูกแอบอ้าง?-หลังจากข่าวสะพัดออกไปว่าหญิงสาวรายหนึ่งใช้ชื่อล็อกอินว่า Angela Mahidol จนมีการสืบค้นว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในราชสกุลมหิดลฝ่ายใด ล่าสุดมีผู้ชี้แจงไทยอีนิวส์มาว่า หญิงสา่วในภาพถูกแอบอ้างไปในทางมิบังควร เธอไม่ได้เป็นราชสกุลมหิดลแต่อย่างใด และเตรียมดำเนินคดีต่อผู้นำไปแอบอ้างให้เสื่อมเสีย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2556

ตามที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง อึ้ง!สาวปริศนาใช้ราชสกุลมหิดล-รถยนต์หลวง.? ไปในช่วงสายวันนี้ (29มิถุนายน) และมีการตั้งข้อสงสัยสืบค้่นกันอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ปรากฎว่าล่าสุดในช่วงค่ำวันนี้ หน้าเพจfacebookของผู้ใช้ชื่อว่า Angela Mahidol ได้ถูกลบหายไปแล้ว เมื่อเปิดเข้าไปเยี่ยมชมก็เจอแบบนี้

ขณะที่กระทู้ในเวบบอร์ดPantipที่สนทนากันเพื่อสืบสวนว่าหญิงสาวรายดังกล่าวนี้เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจริงๆหรือแอบอ้างกันแน่ ก็ถูกลบออกไปเ้ช่นกันในช่วงค่ำวันนี้ โดยPantipแจ้งว่า กระทู้นี้ถูกลบเนื่องจาก บรรยากาศการสนทนาในกระทู้นี้อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสบช่องเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา โดยการแสดงความคิดเห็นพาดพิง หรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ต่อสถาบันอันเป็นที่รักของเรา ทีมงานจึงขอปิดการสนทนาในกระทู้นี้เพื่อรักษาบรรยากาศการสนทนาโดยรวมต่อไปค่ะ


ในช่วงค่ำนี้เช่นกัน มีผู้ติดต่อทีมงานไทยอีนิวส์เข้ามาเพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า "ชี้แจงด่วนค่ะ เรื่องแอบอ้างสกุลมหิดล ยังไงช่วยอ่านด้วยนะคะ เพื่อนดิฉันเดือดร้อนจริงๆคะและกำลังจะไปแจ้งความด้วยค่ะ"

ทั้งนี้ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

อยากจะชี้แจ้งให้ทราบถึงเรื่องบุคคลที่ใช้แอบอ้างราชสกุลมหิดลค่ะ

เป็นเรื่องที่เจ้าตัวในรูปก็เดือนร้อนด้วยคะ ตอนนี้ได้ติดต่อไปหาเจ้าตัวเองแล้ว


เป็นเพื่อนกันค่ะ ตัวเธอไม่เคยแอบอ้างว่าเป็นคนในราชวงศ์ แต่มีบุคคลนำรูปของเพื่อนดิฉันไปแอบอ้างคะ


และรูปบางรูปเป็นรูปที่ดิฉันถ่ายให้บุคคลที่โดนแอบอ้างด้วยคะ ตอนนี้กำลังจะไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในวันพรุ่งนี้


กับบุคคลที่นำรูปเพื่อนของดิฉันมาแอบอ้างว่าเป็นคนในสกุลมหิดลค่ะ กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ และพอจะทราบตัวคนที่นำรูปไปกล่าวอ้างแล้วบ้าง

ถึงยังไงก็ขอขอบคุณที่ทางเว็บบล็อกENews ที่นำมาโพสลงด้วยนะคะ ไม่งั้นป่านนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างค่ะ


ส่วนผู้อ่านอีกท่านได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สืบเนื่องมาจากบทความล่าสุดชิ้นหนึ่งที่ลงในเว็ปไซต์ไทยอีนิวส์ ที่ชื่อว่า "อึ้ง! สาวปริศนาใช้ราชสกุลมหิดล-รถยนต์หลวง?"

ในบทความนี้ระบุว่า หญิงสาวคนดังกล่าวอ้างว่า จบการศึกษาระดับมัธยมเมื่อปี 2008 จาก Boston College High School (http://www.bchigh.edu)

ดิฉันไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดได้ว่าหญิงสาวคนดังกล่าวคือใคร แต่ดิฉันมีความประสงค์จะแจ้งให้ทราบว่า โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนชายล้วนค่ะ ตั้งอยู่ในนคร Boston ก่อตั้งเมื่อ 150 ปีมาแล้ว เป็นโรงเรียนคริสต์เอกชนสายแคธอลิกค่ะ ไม่รับนักเรียนหญิง

ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบไปยังหน้าfacebookอีกหน้าหนึ่งชื่อ Wiki..ก็พบว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งใบหน้ารูปร่างเหมือนกับที่แสดงในfacebookของล็อกอินชื่อ Angela Mahidol 

ภาพของ Wiki...



ส่วนด้านล่างนี้ภาพของผู้ใช้ชื่อล็อกอินว่า Angela Mahidol

ปากคำลูกศิษย์ทิดมิตซูโอะเปิดแผนนารีพิฆาตสึกพระ


ผมเชื่อว่า ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่เนื้อคู่ ไม่ใช่คู่บุญบารมีอะไรหรอกครับท่าน..ด้วยเวลาปลายเมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2556 สามารถสึกพระ 38 พรรษาได้ จริงหรือ ถ้าไม่มีตัวช่วย..เราได้คุยกับผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยา ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ เป็นไปได้ที่จะโดนยากล่อมประสาท
 เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นรวดเร็วมาก โดยไม่มีใครคาดคิดว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ จนกระทั่งเย็นวันที่ 8 พระที่วัดได้โทรฯ คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ามีคนในครอบครัวของ ผญ แจ้งไปที่วัดป่านานาชาติ ว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ เช้าวันอาทิตย์ที่ 9 และครอบครัวได้ห้ามแล้ว แต่ด้วยนิสัยของ ผญ ที่จะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้
วันนั้น เรายืนมองท่านเดินจากไป..เดินลากเท้า เหมือนคนอ่อนแรง เห็นท่ายืนรอ ผญ แลกเงิน อย่างเหม่อลอย..เป็นภาพที่เรารู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะช่วยท่าน …แต่จะด้วยอะไรก็ตาม วันนั้น เราทำเพียงยืนดูท่านจากไป..

ที่มา facebook


ที่มา facebook คุณKittinun (อย่างไรก็ตามต่อมาผู้โพสต์ได้ลบข้อความออกจากหน้าfacebookแล้ว แต่มีผู้copyไปเผยแพร่ในหลายแหล่ง เช่น ที่ลิ้งค์นี้ )

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เนื่องจากเป็นปากคำอีกด้านหนึ่งของฝ่ายลูกศิษย์อดีตพระมิตซูโอะข้่างเดียว และเป็นการกล่าวหาที่อาจเจือแฝงด้วยอคติ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสชี้แจงในข้อเขียนนี้ ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ)
-----------------------------------------

มีโยมที่วัดบอกว่า ผญ คนนี้วันวันเอาแต่นั่งจ้องพระอาจารย์มิตซูโอะ เป็นชั่วโมงชั่วโมง ใครเข้าไปกราบท่าน หล่อนก็ไม่ถอยออกมา นั่งจ้องอยู่เช่นนั้น 

และต่อมา ผญ ก็เสนอให้การรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการทำ chelation โดยต้องไปทำที่ clinic ทองหล่อ ซอย 4 อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

2ครั้งแรก เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เดินทางไปด้วย แต่ตัว ผญ ไม่ได้ไป และหลังจากนั้นก็เพิ่มเป็นทุก 2 วัน โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ติดตามไปด้วย และผญ เสนอว่า เนื่องจากต้องไป clinic บ่อยอยู่แล้ว จึงให้คนขับรถของหล่อน มารับไปกิจนิมนต์ด้วยเลยทุกวัน ซึ่งรถที่มารับ เป็นรถตู้ สีขาว ติดฟิล์มดำสนิท มีกระจกกั้นระหว่างคนขับกับห้องโดยสาร ไม่สามารถมองเห็น และได้ยินห้องโดยสารได้

ในชั้นแรก เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ แจ้งท่านว่ารถคันนี้ไม่เหมาะสม จึงให้ ผช ในวัดติดตามไปด้วย 1 คน แล้วมารู้ทีหลังว่า โดน ผญ สั่งให้ไปนั่งกับคนขับรถ บางครั้งไปนั่งด้านหน้า 3 คน รวมคนขับเป็น 4 คน ตอนลงรถ เราคิดว่ามากันหลายคน มาทราบภายหลังว่าทุกคนโดน ผญ สั่งให้ไปด้านหน้าทั้งหมด

พระอาจารย์ฯ มีกิจนิมนต์ที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 2 – 17 พฤษภาคม (ผญ ไม่ได้ไป)

ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ผญ คนนี้ก็มารับพระอาจารย์ฯ ที่มูลนิธิฯ ไปทำ chelation ทุกวัน เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามว่าทำไมต้องไปทุกวัน ผญ ตอบว่ามีการทำ stem cell ร่วมด้วยจึงต้องไปทุกวัน และโดยปกติพระอาจารย์ฯ จะต้องมีการตรวจสุขภาพที่ รพ วิชัยยุทธ แต่ท่านปฏิเสธการตรวจสุขภาพทั้งหมด

เจ้าหน้าที่มูลนิธิ เห็นสิ่งผิดปกติ ของ ผญ คนนี้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างไร พอมาคิดย้อนหลังจึงพบว่า พระอาจารย์ฯ ก็เริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป นั่งเหม่อ เก็บตัว มีอาการโมโห โกรธ บางครั้ง ซึ่งท่านไม่เคยเป็นแบบนี้เลย 

เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นรวดเร็วมาก โดยไม่มีใครคาดคิดว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ จนกระทั่งเย็นวันที่ 8 พระที่วัดได้โทรฯ คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ามีคนในครอบครัวของ ผญ แจ้งไปที่วัดป่านานาชาติ ว่า ผญ คนนี้จะสึกพระ เช้าวันอาทิตย์ที่ 9 และครอบครัวได้ห้ามแล้ว แต่ด้วยนิสัยของ ผญ ที่จะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

เราก็สงสัยว่า ครอบครัว ผญ รู้ได้อย่างไร จึงสอบถามไปที่ครอบครัวของหล่อน และได้คำตอบว่าพวกเขากลุ้มใจกันมาก แต่ไม่กล้าแจ้งทางมูลนิธิฯ ว่าหล่อนมาขอร้องให้ช่วยดำเนินการเรื่องวีซ่า ไปประเทศญี่ปุ่น จึงได้รู้ความจริง

การติดตามของเราที่จะให้ได้พบตัวท่าน เพียงเพื่อจะได้เห็นกับตาว่าท่านสึกแล้ว จริงหรือไม่ และจากกล้อง CCTV เราจึงบอกกับทางมูลนิธิฯ ว่า สึกจริงแล้ว เรายืนยันได้ และเราก็ปรึกษากัน ตัดสินใจไปดักรอพบท่านที่สุวรรณภูมิ เพราะได้รับแจ้งจากวัดป่านานาชาติ จากแหล่งข้อมูลเดิม ว่าจะเดินทางออกนอกประเทศ ไปฮ่องกง เช้ามืดของวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน ซึ่งผมตรวจสอบแล้วว่ามี สายการบิน ฮ่องกงแอร์ไลน์ เช้าที่สุดคือเวลา ตี2:15 เราจึงไปถึงสนามบินในเวลาเที่ยงคืน และเราก็ได้พบกับท่าน

เราได้เข้าไปคุยกับท่าน ถามถึงเหตุผลที่สึก ท่านตอบว่า เป็นพระสอนได้แค่คนที่เคารพผ้าเหลือง ถ้าเป็นคนธรรมดาจะสอนคนได้ทุกชาติ ศาสนา และเราก็ขอให้ท่าน อยู่ที่มูลนิธิฯ ต่อซัก 2-3 วันแล้วค่อยตัดสินใจใหม่ ท่านปฏิเสธ และเราถามอีกว่า ท่านสึกแล้วทำไมถึงมากับผู้หญิง ท่านตอบว่า ด้วยเหตุและปัจจัย

สิ่งผิดปกติที่เราสังเกตุเห็นคือมือของท่านทั้งสองข้าง คล้ำแบบดำเขียว เหมือนกับช้ำมาก เฉพาะที่มือทั้งหน้ามือและหลังมือ เราจึงถามท่านว่า ทำไมมือของท่านดำมาก ท่านไม่สบายหรือเปล่า ท่านเก็บมือใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไร แต่เราไม่ยอม จึงขอให้ท่านเอามือออกมาเทียบกับมือของผม ก็พบว่ามือของท่านผิดปกติ แต่ท่านก็ยังยืนยันว่า สบายดี

ในระหว่างที่ถาม ท่านแสดงอาการไม่พอใจ ที่มาพบท่าน และพูดไล่เรากลับไป ซึ่งอาการเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน ท่านไม่เคยปฏิเสธใคร ดูเหมือน เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

วันนั้น เรายืนมองท่านเดินจากไป

เห็นท่าเดินที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็นท่าเดินที่ลากเท้า เหมือนคนอ่อนแรง โดยปกติท่านจะเป็นคนที่เดินแบบยกเท้าพ้นพื้น แล้วจรดเท้าลงแบบเดินจงกรม

เห็นท่ายืนรอ ผญ แลกเงิน อย่างเหม่อลอย

เป็นภาพที่เรารู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะช่วยท่าน …แต่จะด้วยอะไรก็ตาม วันนั้น เราทำเพียงยืนดูท่านจากไป

คืนนั้น เรากลับมาหาข้อมูล ผญ คนนี้ต่อ พบว่า ใน website เขียนถึงหล่อนว่า แต่งงานมาแล้ว และหย่ามาแล้วหลายครั้ง มีหนี้สินมากกว่าพันห้าร้อยล้าน มีคดีที่ต้องขึ้นศาลตลอดเวลา ค่าเช่าคลีนิคไม่จ่ายมาแล้ว 3 เดือน ใน web มีคนเขียนว่า ไม่จ่ายค่ายา ไม่จ่ายค่าหมอ และเรื่องเลวร้ายอีกมากมายที่ทำไว้ เปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายชื่อ เปลี่ยนแม้กระทั่งชื่อเล่น

และต่อมา เราได้คุยกับผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับยา ว่าคนที่มีอาการแบบนี้ เป็นไปได้ที่จะโดนยากล่อมประสาท แต่เนื่องจากต้องเดินทางไกล จึงต้องสเน็ปยาเข้าไปที่ข้อมือมากกว่าปกติ มือจึงดำ ประกอบกับอาการเหม่อลอย และเดินลากขา เป็นเพราะยากล่อมประสาท เช่น dormicum

จากการปล่อยข่าวของ ผญ ทั้งรูป และวิดีโอ สร้างภาพให้เป็น สึกด้วยความรักหล่อน ทำให้ สงสัยว่าด้วยเวลา ปลายเมษายน ถึง 8 มิถุนายน 2556 สามารถสึกพระ 38 พรรษาได้ จริงหรือ ถ้าไม่มีตัวช่วย

ความรู้สึกของผมจากการหาข้อมูลด้วยตัวเอง และการติดตามใน 3 วันนั้น ทำให้ผมคิดตลอดเวลาว่าจะช่วยท่านได้อย่างไร

และ ผญ คนนี้ จงใจกระทำทุกอย่าง อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด และผมเชื่อว่า ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่เนื้อคู่ ไม่ใช่คู่บุญบารมีอะไรหรอกครับท่าน

และผมตัดสินใจในวันนี้ว่า จะต้องเล่าสิ่งที่ผมรู้ทั้งหมด ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่ศรัทธาท่านและระลึกถึงบุญคุณที่ท่านทำไว้ให้กับชาวไทยอย่างล้นเหลือ

ผมมีคำถาม ใครช่วยตอบผมที

ผญ ที่สร้างภาพ ดี รวย สวย เก่ง และมีความรักที่สวยงาม คนนี้ ยักยอกเงินทำบุญ จากญาติโยม ที่นิมนต์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร เพียง 30,000.- บาท เพราะเหตุผลอะไร

จบครับ

******** ต่อไปนี้เป็นข้อความที่ คุณ Kittinan Anuphan โพสต์ก่อนหน้านั้น)

พระเป็นเพียงภาชนะพระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้พระธรรม และทรงบวชพระสงฆ์ เพื่อมอบให้พระสงฆ์เป็นผู้นำส่งพระธรรม ให้กับพุทธศาสนิกชนพระจึงเป็นเพียงภาชนะ บางครั้งภาชนะก็เก่าผุพัง แตกร้าว รั่วซึม ใช้งานไม่ได้ แต่พระธรรมในภาชนะนั้น ก็ยังคงเป็นพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าประสงค์เผยแผ่กับพุทธศาสนิกชนเช่มเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนภาชนะไปกี่ครั้งกี่คราก็ตาม

ผมบวช และจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุนันทวนาราม ในปี 2543 เป็นเวลา 2 เดือน ได้มีโอกาสติดตามพระอาจารย์มิตซูโอะ ทุกวัน ทุกสถานที่ ตลอดเวลาที่บวช ผมได้รับคำสอนจากท่านมากมาย ไม่ว่าจากการสอนปฏิบัติธรรม หรือจากการปฏิบัติตัวของพระอาจารย์ฯ ทำให้ผมศรัทธาและยินดีรับใช้ท่านมาถึงทุกวันนี้มาเข้าเรื่องกันเลยละกันเรื่องเดียวกัน รู้ลึกไม่เท่ากัน ความจริงก็จะไม่เหมือนกัน และนี่คือสิ่งที่ผมรู้ลึก

วันที่ 8 เวลา13:00 ผมนิมนต์ท่านไปเทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร และได้นัดหมายเป็นที่เรียบร้อย เช้าวันนั้น ผมโทรฯถามพี่ที่มูลนิธิฯ ว่าผมต้องไปรับท่านจากที่ไหน จึงได้ทราบว่ามี ผู้หญิงคนหนึ่งรับส่งท่านเช้าไปที่เมืองทองธานีแล้วจึงจะไปที่วัดเบญจมบพิตรช่วงบ่าย และจะต้องไปที่วัดยานนาวา และคืนนั้นต้องเดินทางไปสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่ผมจึงรู้ว่าไม่ต้องไปรับท่านเองแต่ต้องโทรฯประสานงานกับ ผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อแอน ผมจึงโทรฯไปนัดเวลา สถานที่เป็นที่เรียบร้อย เมื่อท่านไปถึงวัดเบญฯ ผมดันติดงานไปไม่ได้จึงฝากภรรยาของผมดูแลแทน

หลังจากเทศน์เสร็จเจ้าภาพรวบรวมเงินทำบุญได้ 30,000 บาทใส่ซองขาวมอบให้ผู้หญิงคนนี้ไปจากนั้นท่านก็เดินทางไปวัดยานนาวา ผมจึงไม่ได้พบท่านในวันนั้น จากนั้นเวลา 18:00 ผมได้รับโทรศัพท์จากมูลนิธิฯ ว่ามีข่าวว่าท่านจะสึกในวันอาทิตย์ ผมจึงเดินทางไปสนามบินเพื่อดักท่านไม่ให้ท่านสึก โดยพยายามติดต่อหล่อน แต่ก็ไม่รับสาย จึงโทรฯหาคนขับรถก็พบว่าไม่มีสัญญาณ ไม่สามารถติดต่อได้เลย จนกระทั่ง 20:30 ท่านไม่มาcheck in เราจึงมั่นใจว่าท่านหายตัวไปแน่นอน

จากการสืบถาม ผมได้ที่อยู่ของ clinic และ condo ผมจึงเดินทางไปทองหล่อ ซอย 4 ไปที่clinic ของผญ พบว่าปิด ไม่สามารถเข้าไปสำนักงานได้ จึงเดินทางไปที่ condo ของผญ ผมไปถึงเวลา22:30 พบว่าคนขับรถเป็นคนละคนกับคนเดิมจึงทราบว่ามีการสับเปลี่ยนคนขับรถ โดยไปจ้างคนขับรถ Taxi มาขับแทน เพื่อที่ผมจะได้ติดต่อคนขับรถไม่ได้ จึงรู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้ ถูกวางแผนมาอย่างดี เราไม่ได้เจอกับคนธรรมดาแน่นอน
เมื่อถึง condo พบคนขับรถ เขาไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้น เราจึงได้คุยกับคนขับรถซึ่งกำลังรอรับค่าจ้างอยู่ที่ lobby ได้ความว่าหลังจากออกจากวัดยานนาวา ท่านสั่งให้ไปวัดชนะสงคราม ท่านและผญ ลงที่วัดชนะสงคราม และกลับขึ้นมาโดยแต่งตัวเป็นเสื้อขาวกางเกงเล ใส่หมวกไหมพรม พร้อมพระอีกรูป จากนั้นก็สั่งให้ขับรถไปส่งพระอีกรูปที่ central แจ้งวัฒนะ และกลับมาถึงcondo

เวลาประมาณ 22:00 และทั้ง2 ได้ขึ้นcondo ไปแล้ว24:00 เราพยายามติดต่อขึ้นไปที่ห้อง แต่ไม่รับสาย และไม่ยอมลงมา แต่สั่งให้ยามมาไล่เราออกไปจากอาคาร ไม่งั้นจะเรียกตำรวจมาจับเรา เราจึงออกจากอาคารไป และขับรถตามคนขับรถไปจึงพบว่า ผญสั่งให้รถหลอกเราออกมา มาทราบทีหลังว่า ผญพาท่านออกจาก condo เวลา 1:00 เรากลับมาค้นข้อมูลทาง internetจึงพบประวัติการทำธุรกิจ หนี้มากมายมหาศาล เธอเปลี่ยนชื่อหลายครั้งมากแม้กระทั่งชื่อเล่นจาก อ้อย เป็นแอน และผมไม่เคยเห็น ผญคนนี้ที่วัดมาก่อนนี่คือวิถีของท่านและของวัด วัดไม่เคยมีกฏเข้มงวด วัดไม่เคยกีดกั้นคนที่จะเข้าพบท่าน ทุกคนสามารถเข้าถึงตัวท่านได้ง่ายๆทุกเวลา ท่านใจดีไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ใครจะถวายอะไรทานก็รับ ใครจะถวายยาอะไรท่านก็ทาน ใครถวายยาอะไรขอให้ท่านเดินทางไปไหน รักษาที่ไหนอย่างไรท่านก็ไป ไม่เคยขัด ใครจะมาขอรับส่งท่านท่านก็เมตตาอนุญาติโดยไม่มีเงื่อนไข

เช้าวันรุ่งขึ้น6:00 ผมไปวัดชนะสงคราม จับความได้ว่ามีพระท่านหนึ่งที่น่าจะรู้จักกับท่าน เคยเทศน์ด้วยกันที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ได้เดินทางออกจากวัดไป ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบแต่เช้านี้ไม่อยู่ที่วัดแน่ๆ เราจึงกลับไปที่ condo เพื่อไปดักรอเพื่อจะได้เห็นว่าท่านสึกหรือยัง ผมได้ทราบว่าผญ ทำการยักยอกเงินทำบุญจากวัดเบญฯไว้ โดยไม่ได้นำไปมอบให้มูลนิธิ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อขอเข้าดู CCTV เป็นการพิสูจน์ว่า ผญ คนนี้อาศัยอยู่ในcondo นี้จริง ทางตำรวจให้ความร่วมมือที่ดีมากทำให้เราสามารถดูกล้องใน lift และสิ่งที่ผมเห็นพิสูจน์ได้ว่าท่านสึกจริงแล้ว และไม่ได้อาศัยอยู่ใน condo นี้แล้ว

เราจึงกลับออกมาหลังจากนั้นผมกลับไปผมได้หาข้อมูลของ ผญ คนนี้เพิ่มได้อีกจากที่ผมสืบถามจากทุกคนในวัดและมูลนิธิฯ จึงพบว่า ผญเริ่มเข้ามาวัดเมื่อประมาณเดือนเมษายนปีนี้ โดยเข้ามาแล้วพยายามติดตามพระรูปหนึ่งในวัด ตามจนคนในวัดเห็นพฤติกรรม แต่ไม่มีใครคิดจะไล่ ผญ คนนี้ออกจากวัด ต่อมาก็มาติดตามโยมคนหนึ่งที่มาปฏิบัติธรรม โยมคนนั้นเล่าว่า เขาโทรฯ ตามให้มานั่งปฏิบัติธรรม ติดกัน โดยจองที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว และชวนเขาไปทำศัลยกรรมที่ clinic ที่ ผญ เป็นเจ้าของอยู่ 


แต่เนื่องจากโยมคนนี้ เห็นอาการของ ผญ แล้วตัดสินด้วยความรู้สึกของผู้ชาย ว่าแม้เพียงครั้งเดียว ถ้าไปกับ ผญ คนนี้ ก็มั่นใจว่า ไม่เป็นผลที่ดีแน่ๆ จึงไม่ไปจากการไล่จับ ผช 2 คนในวัด ไม่สำเร็จ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น

( ให้ย้อนกลับไปอ่านตอนแรก เป็นตอนต่อเนื่องจากความตอนนี้)

*******


ผมขอลบข้อความที่โพสเมื่อเช้านี้ก่อนนะครับ ด้วยเหตุผลส่วนตัวครับ ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผม ทุกอย่างเรียบร้อยดีจริงๆ ครับ ขอบพระคุณทุกคนครับ

วันศุกร์, มิถุนายน 28, 2556

เรามีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเยอะแค่ไหน?



ที่มา http://whereisthailand.info

เราได้ยินกันมามากเรื่องของการ “ทวงคืน” พลังงานเชื้อเพลิงในไทย ตั้งแต่ว่า “ไทยเป็นซาอุฯ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ไปจนถึงคำกล่าวที่ว่าเราเป็นประเทศส่งออกน้ำมันอันดับต้นๆ แต่กลับขายคนไทยแพง คำกล่าวเหล่านี้มีความเป็นจริงเท็จเพียงใด? และข้อเท็จจริงแล้วนั้นเป็นอย่างไร?
เริ่มจากคำถามที่ว่า จริงๆ แล้วเรามีทรัพยากรเชื้อเพลิงธรรมชาติแค่ไหน? ในการตอบคำถามนี้เราต้องพิจารณาตัวเลขหลายชุด ได้แก่
  • ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว หมายถึงปริมาณปิโตรเลียมในแหล่งกำเนิดที่สามารถนำออกมาใช้ได้ซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว
  • อัตราการผลิต คือปริมาณที่บอกว่าเราสามารถผลิตปิโตรเลียมได้วันละเท่าใด เช่น ในบางประเทศอาจจะมีปริมาณสำรองมาก แต่มีการขุดขึ้นมาใช้ในอัตราที่น้อย เป็นต้น
  • จำนวนปีที่สามารถผลิตได้ บอกเราว่าหากเราขุดทรัพยากรขึ้นมาใช้ในอัตราที่ขุดอยู่ในปัจจุบัน เราจะสามารถขุดขึ้นมาในอัตรานี้ไปได้อีกกี่ปีก่อนที่จะหมด คำนวนโดยนำปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วหารด้วยอัตราการผลิต
  • อัตราการบริโภค คือปริมาณการใช้ทรัพยากรนั้นในแต่ละวัน สำหรับบางประเทศอาจจะมีอัตราการผลิตที่สูงเกินพอความต้องการบริโภค เช่นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่สำหรับบางประเทศอาจพบว่าอัตราการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในแต่ละวัน ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ข้อมูลจากรายงาน “ถาม-ตอบยอดฮิต จากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย[1]ซึ่งอ้างอิงข้อมูลมาจาก “BP Statistical Review of World Energy 2012[2] พบว่าประเทศที่น่าสนใจต่างๆ มีสถิติเกี่ยวกับทรัพยากรเชื้อเพลิงธรรมชาติ ดังนี้
ก๊าซธรรมชาติ[1]
ลำดับประเทศปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว
(ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต)
อัตราการผลิต
(ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน)
จำนวนปีที่ผลิตก๊าซธรรมชาติได้
(ปี)
อัตราการบริโภค
(ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน)
1รัสเซีย1,574.980.058773.470.0411
5สหรัฐอเมริกา299.820.063013.040.0668
6ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย287.820.009682.130.0096
13สาธารณรัฐประชาชนจีน107.750.009929.760.0127
14สาธารณรัฐอินโดนีเซีย104.710.007339.220.0037
15มาเลเซีย86.010.006039.410.0028
42ไทย9.940.00367.610.0045
PetroleumThai-infographic-Proved-Reserves-of-Natural-Gas

น้ำมันดิบ[1]
ลำดับประเทศปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว
(ล้านบาร์เรล)
อัตราการผลิต
(บาร์เรลต่อวัน)
จำนวนปีที่ผลิตน้ำมันดิบได้
(ปี)
อัตราการบริโภค
(บาร์เรลต่อวัน)
1สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา296,5002,720,300298.62831,960
2ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย265,40011,161,00065.152,856000
8สหพันธรัฐรัสเซีย88,18010,280,00023.502,961,000
11สหรัฐอเมริกา30,8707,841,00010.7918,835,470
15สาธารณรัฐประชาชนจีน14,7104,089,6609.869,758,000
23มาเลเซีย5,860572,97028.02608,000
26สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม4,400328,15036.74358,000
28สาธารณรัฐอินโดนีเซีย4,040941,75011.751,430,000
29ออสเตรเลีย3,870483,66021.941,003,000
47ไทย440345,1303.511,080,000
PetroleumThai-infographic-Proved-Reserves-of-Oil
จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นว่าประเทศที่เป็นแหล่งผลิตและสะสมน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใหญ่ในโลกได้แก่ประเทศรัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ ส่วนอีกหลายประเทศแม้จะมีการผลิตน้ำมันดิบที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ฯลฯ
สำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พบว่ามีปริมาณสำรองและอัตราการผลิตน้ำมันดิบที่ค่อนข้างน้อย และไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แต่มีก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยในกรณีมาเลเซียและอินโดนีเซียนั้นสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากกว่าความต้องการบริโภคในแต่ละวัน
สำหรับประเทศไทย เรามีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วอยู่ลำดับที่ 42 และ 47 ของโลกตามลำดับ แต่อัตราการผลิตของเราไม่เพียงพอต่ออัตราการบริโภคในแต่ละวัน เราผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพียง 80% และผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 32% ของความการบริโภคภายในประเทศในแต่ละวัน ยิ่งไปกว่านั้น หากเรายังคงผลิตด้วยอัตรานี้ เราจะมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเหลือต่อไปเพียง 7.6 และ 3.5 ปี ตามลำดับ
เห็นได้ว่า หากเราดูอัตราการผลิตเทียบกับอัตราการบริโภคและปริมาณสำรองที่เหลืออยู่แล้ว สถานการณ์พลังงานของเรานับได้ว่าอยู่ในขั้น “ค่อนข้างวิกฤต” และห่างไกลจากการเป็น “ซาอุฯ​ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่หลายๆ คนกล่าวอ้างยิ่งนัก
แล้วทุกวันนี้เราเอาน้ำมันที่ไหนมาเสริมความต้องการที่เกินกว่าอัตราการผลิต? คำตอบย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการนำเข้า ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ต้องพึ่งการนำเข้าทรัพยากรเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

ข้อมูลอ้างอิง: