วันศุกร์, พฤษภาคม 31, 2556

ชำนาญ จันทร์เรือง: สถานภาพการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของ ชัช ชลวร

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

หนึ่งในปัญหาที่ถาโถมใส่ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันนอกเหนือจากความขัดแย้งในอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภาแล้วก็คือสถานภาพของนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ และที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติคัดเลือกประธานฯคนใหม่โดยใช้วิธีสลับตำแหน่งกับนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ แล้วเสนอโปรดเกล้าฯ ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้นายชัชพ้นจากการเป็นประธานฯและแต่งตั้งให้นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานฯแทน

ประเด็นของความสงสัยจึงเกิดขึ้นและนำมาซึ่งการถกเถียงว่าสถานภาพของนายชัชว่ายังเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ เพราะนายชัชดำรงตำแหน่งไม่ครบวาระแต่มีการสลับตำแหน่ง ซึ่งไม่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญก็คือหนังสือจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปยังวุฒิสภาเพื่อโปรดเกล้า ๒ อย่าง คือ โปรดเกล้าฯให้พ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ และให้โปรดเกล้าฯเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้เห็นว่า   ศาลรัฐธรรมนูญก็เล็งเห็นปัญหาอยู่ว่าการดำเนินการเรื่องนายขัชต้องดำเนินการ ๒ อย่าง แต่ในที่สุดทรงโปรดเกล้าฯให้นายชัชพ้นจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุว่าโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด(ที่มา: มติชนรายวัน,๑๐ พ.ค.๒๕๕๖,หน้า ๒)

ประเด็นข้อถกเถียง

แนวความคิดเห็นแรก เห็นว่าการที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายชัชเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๕๑ นั้นเป็นการทำให้นายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปพร้อมกันแล้ว(มีสองสถานะแยกกัน – two in one) จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการโปรดเกล้าใหม่อีก กอปรกับเมื่อวุฒิสภาได้คัดเลือกได้ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คนแล้ว ๙ คนนั้นเองก็ได้ประชุมกันเองก็ได้คัดเลือกให้หนึ่งในนั้นเป็นประธานฯแล้ว

แนวความคิดเห็นที่สอง เห็นว่าการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายชัชเมื่อ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหมายความรวมถึงสถานะการเป็นตุลาการไปด้วย โดยไม่ได้ระบุให้นายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก(มีสถานะเดียวคือเป็นประธานฯซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตุลาการด้วย- one in two) เพราะฉะนั้นเมื่อต่อมามีการขอสลับตำแหน่งและขอลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ปรากฏว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายชัชเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก นายชัชจึงต้องพ้นจากทั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปด้วย ไม่สามารถอนุมานหรือตีขลุมได้ว่านายชัชยังคงเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ดังนั้น จึงถือว่านายชัชพ้นจากสถานะการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ข้อกฎหมาย

๑) รัฐธรรมนูญฯมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ”
๒)รัฐธรรมนูญฯมาตรา ๒๐๔ วรรคสี่ บัญญัติว่า “ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”
๓)รัฐธรรมนูญฯมาตรา ๒๐๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
 ฯลฯ
(๓)ลาออก
ฯลฯ”

ข้อวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีนี้สถานภาพของนายชัชได้สิ้นสุดสถานภาพการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัชนั้นได้สิ้นลงแล้ว แม้ว่าจะมีบางความเห็นโต้แย้งว่ากรณีนี้เทียบได้กับกรณีของการแต่งตั้งประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งผมเห็นว่าไม่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ เนื่องเพราะในขณะที่นายชัชได้รับการคัดเลือกระหว่างผู้ที่ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาเพื่อให้เสนอชื่อเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น สถานภาพของทั้ง ๙ คน ยังไม่ได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์เพราะทั้ง ๙ คน ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งฯแต่อย่างใด

อีกทั้งมาตรา ๙๘ วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ได้บัญญัติว่าเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการคัดเลือกฯเป็นอันพ้นหน้าที่ และให้ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดด้วยกันเอง เป็นประธานศาลปกครองสูงสุดหนึ่งคน รองประธานศาลปกครองสูงสุดสองคน และตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดสี่คนฯลฯ

กอปรกับการพ้นตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐธรรมนูญมิได้ระบุไว้เป็นการเฉพาะแต่ระบุไว้รวมกับเงื่อนไขของการพ้นตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น เมื่อนายชัชยื่นลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นการพ้นจากตำแหน่งจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้ามองตามข้อวินิจฉัยนี้จะเห็นได้ว่าการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้สลับตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญกับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวรกับนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์นั้นมีปัญหาในความชอบด้วยกฎหมายอย่างแน่นอน

แล้วจะทำอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วมีปัญหาในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมายของตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแล้วมักจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้วินิจฉัย แต่กรณีนี้ไม่สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วยเหตุของการเป็นผู้มีส่วนได้เสียขององค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดที่ได้มีมติในการสลับตำแหน่ง ที่สำคัญก็คือไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้สามารถกระทำในกรณีนี้ได้

ฉะนั้น ผู้ที่จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการวินิจฉัยหรือทำความชัดเจนในประเด็นข้อโต้เถียงนี้ย่อมหนีไม่พ้นจากวุฒิสภาที่จะต้องทำหน้าที่นี้ เพราะประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญฯมาตรา ๒๐๔ วรรคสี่ นั่นเอง

เมื่อวินิจฉัยแล้วก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม หากวุฒิสภามีคำวินิจฉัยตามแนวความเห็นที่หนึ่งก็เป็นอันว่าจบเรื่อง แต่หากวุฒิสภามีคำวินิจฉัยว่าการสลับตำแหน่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ หรือหากวุฒิสภาไม่ยอมทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยวุฒิสภาก็ย่อมจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบไปเต็มๆในฐานะที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแล้วทำให้เกิดปัญหาขึ้น

ส่วนผลของการที่ไม่รับผิดชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือวุฒิสภาจะเป็นอย่างไรนั้น ฝากไว้เป็นการบ้านให้ท่านผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกันนะครับ

--------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖

วันพุธ, พฤษภาคม 29, 2556

ชัดแล้ว "ฟาบิโอ โปเลนยี ช่างภาพอิตาเลียนตายจากกระสุนฝั่งทหาร"

29 พฤษภาคม 2556
ที่มา ประชาไท "ศาลสรุปช่างภาพอิตาเลียนตายจากกระสุนฝั่งทหาร"

ศาลอาญากรุงเทพฯ ใต้สรุปการไต่สวนสาเหตุการตายฟาบิโอ โปเลนยี ช่างภาพอิตาเลียนที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายชุมนุมเสื้อแดง พ.ค. 53 ว่าทิศทางของกระสุนมาจากฝั่งของทหาร แต่ระบุยังไม่ทราบใครเป็นคนกระทำ
29 พ.ค. 56 - ห้องพิจารณาคดี 602 เวลา 9.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ สรุปการไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ การเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) บริเวณแยกศาลาแดงถึงราชประสงค์ โดยสรุปว่านายฟาบิโอเสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งทหาร อย่างไรก็ตาม ศาลระบุว่า ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
เอลิซาเบ็ตต้า โปเลนยี น้องสาวฟาบิโอ โปเลนยี พร้อมด้วยมารดา ลาวร่า คิโอริ และพี่สาว อาเรียนนา โปเลนยี เดินทางมาจากอิตาลีเพื่อร่วมรับฟังคำสั่งศาลที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
ด้านทนายความของญาติผู้เสียชีวิต นายคารม พรพลกลาง กล่าวว่ารู้สึกค่อนข้างพอใจกับผลที่ออกมาในวันนี้ เนื่องจากหลักฐานต่างๆ เช่น วิถี หรือลักษณะของกระสุน ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าน่าจะเป็นกระสุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร และกล่าวว่าจะดำเนินการฟ้องร้องในขั้นต่อไปในอนาคต ในขณะที่เอลิซาเบ็ตต้า โปเลนยี น้องสาวของผู้เสียชีวิต กล่าวว่าค่อนข้างพอใจกับผลที่ออกมา ส่วนขั้นต่อไปจะทำอะไรต่อต้องปรึกษาครอบครัวก่อน

ในวันนี้ เวลา 19.00 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถ.เพลินจิต จะมีการแถลงข่าวโดยเอลิซาเบ็ตต้า โปเลนยี และนายชอวน์ คริสปิน ตัวแทนจากคณะกรรมการเพื่อพิทักษ์นักข่าว (Committee to Protect Journalists) ต่อคำสั่งของศาลในคดีดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว หรือ คดีหมายเลขดำที่ ช.10/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 55 เพื่อทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

0000
คำสั่งชันสูตรพลิกศพ นายฟาบิโอ โปเลงกี
คดีหมายเลขดำที่ ช.10/2555
(เอกสารสรุปโดยศาลอาญากรุงเทพใต้)

วันนี้ เวลา 9 นาฬิกา ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งใต่สวนชันสูตรพลิกศพกรณีการถึงแก่ความตายของนายฟาบิโอ โปเลงกี (Fabio Polenghi) ระหว่างการชุมนุมที่บริเวณถนนราชดำริ

คดีสืบเนื่องจากพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ศาลใต่สวนชันสูตรพลิกศพการตายของนายฟาบิโอ โปเลงกี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ขอให้ศาลทำการใต่สวนและมีคำสั่งแสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน ตายเมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องและมารดาผู้ตายแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งใช้ชื่อว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีปฏิเสธคำเรียกร้อง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติจึงมีการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมีการขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังแยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 ถนนพระราม 4 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ จึงได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและอีกหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งที่พิเศษ 1/2553 จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และมีข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและคำสั่งที่พิเศษ 2/2553 แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และได้มีการออกข้อกำหนดโดยประกาศของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามการชุมนุม การยุงยงให้เกิดความไม่สงบ ประกาศการห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามใช้ยานพาหนะ รวมทั้งงดการให้บริการสาธารณูปโภค เช่น การตัดน้ำตัดไฟ ลดการใช้เรือโดยสารสาธารณะ และรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อให้เจ้าพนักงานสามารถปฏิบัติหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 5.45 น. ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินมีคำสั่งให้ทหารกองพันทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ซึ่งเป็นหจ้าพนักงานเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี ตั้งแต่แยกศาลาแดงจนถึงแยกราชดำริ และใช้รถสายพานลำเลียงในการเข้าทำลายแนวกั้นของผู้ชุมนุม เจ้าพนักงานดังกล่าวมีอาวุธปืนประจำกาย ได้แก่ อาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม 16 อาวุธปืนเล็กนาวแบบ 11 (HK 33) อาวุธปืนลูกซอง และอาวุธปืนพก โดยได้รัคำสั่งให้ใช้กระสุนปืนจริงและกระสุนปืนซ้อมรบกับอาวุธปืนลูกซอง ส่วนอาวุธปืนเล็กยาวให้ใช้แต่เพียงกระสุนปืนซ้อมรบเพียงอย่างเดียว ระหว่างที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่และเคลื่อนเข้ากระชับพื้นที่นั้น ได้มีนักข่าวซึ่งรวมผู้ตาย เข้าไปทำข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น กลุ่มผู้ขุมนุม นักข่าว และผู้ตายได้วิ่งหลบหนีจากแยกราชดำริไปยังแยกราชประสงค์ เมื่อผู้ตายวิ่งมาถึงบริเวณเกาะกลางถนนหน้าบริษัทสายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ปรากฎว่าผู้ตายถูกยิงล้มลง จากนั้นมีคนนำผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ และผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายของผู้ตายเป็นอย่างไร เห็นว่า ผู้ร้องมีพยานปากนักข่าวในประเทศและต่างประเทศเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าเห็นผู้ตายถูกยิงล้มลงขณะที่วิ่งหลบหนีไปทางเยกราชประสงค์ระหว่างที่เจ้าหนักงานกำลังเคลื่อนมาจากแยกศาลาแดง พยานทั้งสองปากเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใด เชื่อว่าพยานเบิกความตามความจริงที่รู้เห็นมา เมื่อรับฟังประกอบความเห็นของพยานผู้เขี่ยวชาญ เชื่อได้ว่าวิถีกระสุนปืนยิงมาจากทางเเยกศาลาแดงซึ่งเป็นทิศทางที่เจ้าพนักงานกำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่จนถึงแยกราชดำริ อีกทั้งแพทย์ผู้ตรวจศพผู้ตายและผู้แปลผลการชันสูตรพลิกศพยังเบิกความสอดคล้องต้องกันโดยสรุปว่าบาดแผลของผู้ตายน่าจะเป็นบาดเเผลที่เกิดจากกระสุนปืนที่ยิงออกมาจากอาวุธปืนที่มีความเร็วสูง เมื่อไม่ปรากฎจากการไต่สวนว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาก่อเหตุใดๆ ทั้งกระสุนปืนที่เจ้าพนักงานใช้ประจำการในการเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นกระสุนปืนขนาด .223 ที่ใช้กับอาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม 16 และอาวุธปืนเล็กยาวแบบ 11 (HK 33) ที่มีประสิทธิภาพในการยิงวิถีไกลและมีความเร็วสูง และได้ความจากนักข่าวต่างประเทศ พยานมารดาผู้ตาย ว่าในขณะเกิดเหตุพยานได้วิ่งไปทิศทางเดียวกับผู้ตายและถูกยิงด้วยกระสุนปืนในบริเวณใกล้เคียงกับผู้ตายที่บริเวณด้านหลังข้างขวาและกระสุนปืนฝั่งใน

ต่อมาแพทย์ได้ผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออก พบว่าเป็นหัวกระสุนปืนจากอาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม 16 ซึ่งสอดคล้องกับอาวุธปืนที่เจ้าพนักงานใช้ประจำกายในวันเกิดเหตุ พฤติการณ์จึงเชื่อได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงผู้ตาย ถูกยิงมาจากด้นเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนเจ้ามาควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำ

จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือนายฟาบิโอ โปเลงกี ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 11.30 น. เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายสืบเนื่องมาจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืน เป็นเหตุให้เกิดบาดแผลกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอด ตับ เสียโลหิตปริมาณมาก โดยมีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนเข้ามาควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

วันอังคาร, พฤษภาคม 28, 2556

วิวาทะว่าด้วย "การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต" เกษียร เตชะพีระ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ใบตองแห้ง ประชาไท ธเนศวร์ เจริญเมือง



เรียบเรียงโดย Thanapol Eawsakul

 รายการ intelligence ทางวอย์ ทีวี ได้สัมภาษณ์ เกษียร เตชะพีระ ในประเด็น การเมืองเสื้อสีไม่มีอนาคต intelligence 25 05 56
http://www.youtube.com/watch?v=HxU_hEYsqzE&feature=share

โดยก่อนหน้าออกอากาศ ใบตองแห้ง ประชาไท ได้ "โฆษณา" บทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า
 ............................

ใบตองแห้ง ประชาไท เห็นด้วยว่าเกษียรคงถูกวิจารณ์หนักทั้งเหลืองแดง แต่นี่เป็นการมองข้ามช็อตอย่างเฉียบคมที่สุด ฟังตอนบันทึกเทปแล้วยังเปิดฟังอีกรอบ เพื่อพาดหัวและเขียนโปรโมท ยังรู้สึกทึ่ง

อันที่จริง ผมก็คิดแบบเดียวกัน (อย่างที่สะท้อนในเรื่อง "เป็นแดงไม่ใช่เพื่อไทย") แต่ผมยังคิดได้ไม่เป็นระบบเท่าเกษียร รัฐบาลประสบความสำเร็จในการสร้างอำนาจนำทางเศรษฐกิจ กุมกระแสข้างมากในสังคมไว้ได้ กลุ่มทุนธุรกิจ คนกลางๆ ที่ไม่อยู่สีใด ต้องการให้รัฐบาลนำประเทศไปสู่การก้าวกระโดดใหญ่

การเมืองเสื้อสีกำลังจะกลายเป็นคนชายขอบ พวกเสื้อเหลือง สลิ่ม สปริง แมลงสาบ กลายเป็นตัวตลก อาจจะมีคนฟังบ้างเมื่อรัฐบาลเหลิงอำนาจหรือคอร์รัปชั่น แต่พออ้าปากเรียกหารัฐประหารหรือจะเอาศาลมาล้มรัฐบาลก็มีแต่คนร้องยี้ เสื้่อแดงก็เช่นกัน แม้เสื้อแดงจะบรรลุเป้าหมายพื้นฐาน อำนาจจากการเลือกตั้งมั่นคง อำนาจนอกระบบไม่สามารถล้มรัฐบาลอีก แต่ถ้าจะไปไกลถึงขั้น "โค่นอำมาตย์" รัฐบาลเพื่อไทยก็คงไม่เอา

เกษียรมองว่ารัฐบาลเพียงแต่ต้องการจัดการศาลและองค์กรอิสระเพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในสภาพที่มีอำนาจนำ 2 ขั้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ (แต่จะไปไกลถึงขั้นปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสถาบัน เพื่อไทยก็คงไม่เอา-นี่ผมต่อเติมเอง)

 เสื้อแดงยังผูกกันอยู่ด้วยประเด็นนิรโทษกรรมและทวงความยุติธรรมพฤษภา 53 แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีประเด็นอะไรที่ลึกซึ้งร่วมกัน ความต้องการปฏิรูปด้านต่างๆ ก็ยังไม่ใช่จุดร่วมกันทั้งขบวน ซึ่งมีทั้งแดงทักษิณ แดง นปช.แดงอิสระกลุ่มต่างๆ ประเด็นที่น่าห่วงเมื่อมองไปข้างหน้าคือรัฐบาลจะมีอำนาจมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เริ่มมีท่าที "อำมาตย์จากการเลือกตั้ง" แบบปลอดประสพ แบบวรวัจน์ แบบหมอประดิษฐ์ ขณะเดียวกันแนวทางพัฒนาประเทศก็จะมุ่งไปที่ประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจเป็นสำคัญ

ซึ่งจะกระทบกับประชาชนคนเล็กคนน้อยในขณะที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอ ยังไม่ Repositioning ให้พ้นจากการเมืองเสื้อสี แบบว่าจะต่อต้านการพัฒนาเรื่องอะไร อันที่จริงเป็นเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน

แต่พอยะใสโดดเข้ามาใส่ซอสศรีราชา (ฟ้องผู้ตรวจการ) หรือศรีสุวรรณ จรรยา ฟ้องศาลปกครอง เป็นอันจบกัน ไม่มีใครอยากฟัง ป.ล.ตอนท้ายๆ ไม่ใช่เกษียรพูดแต่ผมฟังแล้วเอามาเขียนเอง 555
..........................

ต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีความเห็นต่อบทสัมภาษณ์ของเกษียรว่า

(1) หนึ่งในประเด็น "การเมืองเสื้อสี" ทีเกษียร เรียกว่า เป็นการเมือง "สุดโต่ง" และเสนอให้สังคมช่วยกันทำให้ "เป็นเรืองตลก" คือ ข้อเรียกร้องของเสื้อแดง ทีต้องการเห็น "ฆาตรกร" ได้รับโทษ นะครับBy the way, "สุดโต่ง" นี่ จะนิยามว่าอย่างไรดี? ประเด็นทีเพิ่งว่ามานี ในหมู่เสื้อแดง จะถือว่า "สุดโต่ง" ไหม? ควรทำให้เป็น "เรืองตลก" ไหม์? By the way (2) ประเด็นสถาบันกษัตริย์นั้น ถ้ามันง่ายเพียงแค่ว่า "ต้องไม่โหน ต้องไม่อ้าง" ฯลฯ อย่างที่วา ป่านนี้ วิกฤติ มันจบไปนานแล้วกระมัง? สถาบัน คงไมใช่แค่อะไรที "ถูกอ้าง" เท่าน้น กระมัง?

(2) ทีน่าสังเกตด้วยว่า ในตอนท้ายสุด คุณตวงพร ซึงยังมองเป็นอะไรมากกว่า นักวิชาการใหญ๋ ยังถามว่า แล้วเสื้อแดง ซึงดูยังมีพลัง ล่ะ? (คำตอบ เกษียร ถ้าสังเกตดีๆ ไม่สามารถ โยงเข้ากับการ "ฟันธง" ในตอนต้นได้ด้วยซ้ำ) ประเด็นสำคัญในเรือง "เสื้อสี" ในส่วนสีแดง จริงๆ (ซึงต่างจากฝั่ง "เหลือง") คือ นี่เป็น"ฐานมวลชน" สำคัญของฝ่ายทักษิณ เพื่อไทย ซึง ตราบเท่าที ฝ่ายนี้ ยังไม่สามารถ secure ชัยชนะ เหนืออีกฝ่ายเด็ดขาด ก็ไม่มีทางทีมันจะหายไปไหนหรอก เห็นได้ง่ายๆ เมือวันอาทิตย์ทีแล้ว ที่เขาระดมมา เพื่อ "ส่งสัญญาณให้ "บางคน"

(3) Finally ฟังยังไง ก็นึกไม่าออกว่า ที่เกษียร พูดนั้น โดยเฉพาะ ประเด็น "การเมืองเสื้อสี จบแล้ว" .. จะเป็น "ทางออก" ให้ "ออกจากการเมืองเสื้อสี" อย่างไร เรืองเสือสี เป็นเพียงปรากฏการณ์ ทีสะท้อนปัญหาใหญ่กว่าน้น คือ การปะทะ ระหว่าง อำนาจ 2 แบบ แบบหนึ่ง คืออำนาจ เลือกตั้ง ทีทักษิณ เป็นตัวแทน และเป็นแกนนำ โดยมี "เสื้อสี" (แดง) เป็นฐานมวลชนสนับสนุน อีกอำนาจหนึง คือ อำนาจทีล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ตอนนี้ "ฐานมวลชน" ในลักษณะ "สีเสือ" (เหลือง) ของฝ่ายนี้ อ่อนกำลังไปเยอะ มาสักระยะหนึงแล้ว จริง แต่ว่า ฐานด้าน ตุลาการ ทหาร และ "ฐานมวลชน" ในลักษณะ "วัฒนธรรม" (คนยังเชียร์เจ้าเยอะ) ยังอยู่เยอะ ความขัดแย้ง ระหว่าง อำนาจ 2 แบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปโดยพืนฐาน และยังมีลักษณะ stalemate กันอยู่ มันคงไม่ง่ายทีจะบอกว่า "เสื้อสีจบ"แล้วอะไรแบบนั้นกระมัง ตราบเท่าที ความขัดแย้งพื้นฐานนี้ยังอยู่ ไม่ออกมาในรูป "เสือ้สี" ก็ออกมาแบบอืน

รวมทั้งความเห็นต่อ "ใบตองแห้ง ประชาไท" ด้วยว่า
............................
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตอบความเห็น "ใบตองแห้ง" ที่ "ใบตองแห้ง" พูดถึง "เสื้อแดง" นั้น มาจากฐานคิดที่วา เสื้อแดง กับ รัฐบาล เป็นอะไรทีแยกกัน

ซึงจริงๆ มันไม่ใช่ รัฐบาล (หรือถ้าจะใช้คำอีกอย่าง ให้คู่กัน คือ "ปีกการเมือง ของค่ายทักษิณ" ขณะที เสื้อแดง คือ "ปีกมวลชน") ต้องการ ทำเรืองเศรษฐกิจจริง แต่นี่เป็นส่วนหนึงของยุทธศาสตร์ ทีพยายามไม่ให้รัฐบาลมีลักษณะ "การเมือง" มากไป

เพือป้องกันการถูกโจมตีมาก ที่วา "รัฐบาลเพียงแต่ต้องการจัดการศาลและองค์กรอิสระเพื่อไม่ให้ประเทศอยู่ในสภาพที่มีอำนาจนำ 2 ขั้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ" เป็นการกลับตาลปัตร คือ เอาปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นประเด็นใหญ่ ของความขัดแย้งปัจจุบัน ซึง จริงๆแล้ว เนื้อแท้อยู่ทีใคร หรือ ฝ่ายไหน (หรืออำนาจแบบไหน) กุมอำนาจรัฐ

การ "จัดการศษลและองค์กรอิสระ" จึงไมใช่เป็นเพียงแค่อะไรบางอย่างที่ แค่ต้องการจัดการ เพือบริหารทางเศรษฐกิจเท่าน้้น แต่เป็นเนื้อแท้ และหัวใจสำคัญของการต่อสู้ทางอำนาจคร้ังนี้ ดังนั้น ตราบเท่าที่การต่อสู้ทางอำนาจนี้ ยังไม่บรรลุผล คือ ไม่มีข้างใดชนะ เหนือกว่าอีกข้างหนึง เด็ดขาด เรื่องอะไรที "รัฐบาล" หรือ พูดให้ถูก คือ ทักษิณ จะโง่ ไม่รักษา "ปีกมวลชน" คือเสื้อแดงไว้? และในแง่นี้ การพูดว่า การเมืองเสื้อสี เป็นเรืองของอะไรที "สุดโต่ง" ที่ต้องช่วยกันทำให้กลายเป็น "ตัวตลก" จึงเป็นอะไรที "ตลก" มาก

โดยรวม ทั้งเกษียร และ "ใบตองแห้ง" หันไปสู่ "โหมด 2 ไม่เอา" ที่ไม่เอาไหน เหมือนสมัยก่อน จนมองไม่เห็นว่า ปัญหาการเมือง 2 ขั้วอำนาจ มันไมง่ายอย่างที่ว่า เหลือเพียงอเะไรที่เป็นเพียง "ชายขอบ" "สุดโต่ง"

ป.ล. คำว่า "สุดโต่ง" ทีเกษียร ชอบใช้มาก ฟังแล้ว ขำแบบน่าสมเพชคนที่เขียนอะไรแบบ "สุดโต่ง" เกือบ 10 ปีแบบเกษียร คือ เอาแต่อัดนักการเมือง อย่างไม่เว้น (relentless) จน "ตกผลึก" เป็นไอเดียเรือง "ระบอบทักษิณ" ...

ทั้งยัง เชียร์เจ้า ไปพร้อมๆกันด้วย ... การกระทำที "สุดโต่ง" มากๆ แบบนี้ ทีมีส่วนรับผิดชอบ ต่อการ "ปูบรรยากาศ" ให้เกิดวิกฤติ และรัฐประหาร (และดังนั้น จึงมี moral responsibility ต่อสิ่งทีเกิดในไม่กีปีนี้ และปัจจุบัน) ตอนนี้ ดันหันมาค่อยว่าคนอืน "สุดโต่ง" ... เหอๆๆ น่่าสมเพชมากว่ะครับ

 .......................

ต่อมา เกษียร เตชะพีระ ได้ "ตอบ" ข้อวิจารณ์ ว่า Kasian Tejapira เนื่องจากมี "นักวิชาการเล็ก" (อะไรเล็กก็ไม่ทราบ ต้องถามเจ้าตัวเอง แต่ตอนนี้เข้าใจว่าโดนปิด FB ไปเดือนนึง โพสต์ไม่ได้เพราะสุดโต่งเกินไป.....)

บิดเบือนว่าผมกล่าวว่าการเรียกร้องให้เปิดเผยความจริงและเอาผิดฆาตกรเหตุการณ์เมษา-พฤษภา ๕๓ เป็น "การเมืองสุดโต่ง"

ท่านที่สนใจสามารถฟังการสนทนาระหว่างผมกับผู้ดำเนินรายการ Intelligence ตามลิงค์ด้านล่างได้เองว่านี่เป็นความจริงหรือความเท็จ

ตามเคย? ผมพูดย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าการเรียกร้องความเป็นจริงและความเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เคลื่อนไหวในอดีตควรดำเนินต่อไป ใช่หรือไม่? และ "การเมืองสุดโต่ง" คำนี้ผมนิยามและใช้ในความหมายอันใดกันแน่? ส่วน "นักวิชาการเล็ก" นั้น หากอยากทราบว่า "การเมืองสุดโต่ง" หมายถึงอะไร? ผมขอแนะนำให้หาอุปกรณ์ ๒ อย่างมาก็จะทราบเอง คือ

๑) น้ำ ๒) กะลามะพร้าว

......................

 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ตอบประเด็นดังกล่าวว่า

(1) การเรียกร้องเรืองฆาตกร ใช่ประเด็นสำคัญของการเมืองของเสื้อสี(แดง) ในขณะนี้หรือไม่? ถ้าใช่ (และมองไม่เห็นว่า จะมีทางตอบเป็นอย่างอืนได้ยังไง) ก็หมายความว่า ต่อให้ เกษียร พูดว่า ตัวเอง "เห็นด้วย" เรืองลงโทษคนผิด การพูดในขณะเดียวกันว่า การเมืองเสือ้สีควรเป็นเรือง"ตลก" ก็ผิดแน่ๆ เพราะการเมืองเสื้อสี มีสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่แน่ๆ

(2) หนึ่งในตัวอย่าง การเมือง "เสื้อสี" ที่เกษียร ยก ของฝั่งเสื้อแดง คือ "การมองว่าปัญหาอยู่ทีอำมาตย์" ซึง นี่เป็นอะไรทีเกษียร เสนอว่า "สุดโต่ง" และ ต้องทำให้ "เป็นเรืองตลก" ทีอยู่แค่ ชายขอบเสื้อแดง อาจจะมองหลายอางไม่รอบด้านจริง แต่ว่า การบอกว่า การโจมตีอำมาตย์ (ซึงจริงๆ ทุกคนรู้ว่า ส่วนใหญ่ทีสุด ทีเขาโจมตี ไมใช่ "อำมาตย์" แต่คือ คนทีอยู่หลัง อำมาตย์) เป็นเรื่อง "สุดโต่ง" เป็นอะไรทีควรทำให้เป็น "เรืองตลก" .. ?

(3) ระหว่าง สีเสื้อ ทีมองวา ปัญหาอยู่ทีทักษิณกับสีเสื้อ ทีมองว่า ปัญหาอยู่ที อำมาตย์สองประเด็นนี้ และการมอง 2 แบบนี้ ไมได้ "เท่ากัน" ไม่เคยเท่ากัน หรือเหมือนกันเลยการมองว่า ปัญหาอยู่ที่ทักษิณ คือการไม่ยอมรับ การเลือกตังเลย (by the way นี่ ไมใช่จุดยืนของเกษียร เอง เรือง "ระบอบทักษิณ" หรอกหรือ? เคยได้ยิน ทีเขากล้าพอจะยอมรับว่า ที่โจมตี "ระบอบทักษิณ" ไปหลายปี เป็นเรือง "สุดโต่ง" ไหม?)ในขณะทีคนทีมองเรือง"อำมาตย์" เป็นการมอง ในเรือง อำนาจที่ไม่ได้รับการเลือกมา ไม่ได้รับการยินยอมพร้อมใจในทางใดๆใครทีอ้าง "ประชาธิปไตย" แต่บอกว่า 2 อันนี เหมือนๆกัน ควรทำให้เป็น"เรืองตลก" เหมือนๆกัน คนนั้น เป็นพวกประชาธิปไตยดัดจริต

 .....................

นอกจากนั้น ธเนศวร์ เจริญเมือง ก็มีความเห็นต่อบทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า

ข้อคิดของ ศ.ดร.เกษียร เสนอให้มองหาประเด็นทางการเมือง ให้ยุติเรื่องสี แต่ว่ามีข่าวฝ่ายตรงข้ามต้องการจะขย้ำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มันก็เลยทำให้สีหายไปยากขึ้น ยิ่งสีแดงที่รักประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรม สีแดงหายไม่ได้เด็ดขาด ถ้าหายไปสีเขียวอำมาตย์จะขย้ำทันที โดยเฉพาะในรอบ 2 ปีข้างหน้าเสนอได้ครับ แต่มันไม่มีทางหายไปได้หรอกในเร็ววัน

ตราบใดที่ความพยายามขย้ำรัฐบาลของคนเสื้อแดงยังไม่หมดไป ถ้ารัฐบาลนี้อยู่ครบเทอม เลือกตั้งแล้วชนะขาดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ถึงตอนนั้น ก็จะเป็นหนที่สองของการเลือกตั้ง แบบนี้ (ครั้งแรกคือ กุมภา ปี 2548) ถ้าอย่างนั้น ถ้าสีเหลืองลงแดงกันมากๆ กินน้ำใบบัวบกเพราะแพ้เลือกตั้งอีกครั้ง แพ้ยิ่งลักษณ์ราบคาบ ดื่มน้ำใบบัวบก กินแห้วจนหายใจไม่ออก ล้มลงสิ้นใจ การเมืองสีจะค่อยๆจางไป แต่ก็คงช้าๆครับ

พูดว่า repositioning ก็ทำได้ แต่พูดก่อน แล้ว ค่อยๆทำ คนอยากให้เกิดรัฐประหารน้น คิดหรือครับว่าเขาจะเลิกคิดเลิกอยาก

ข้อเสนอของ อจ.เกษียร มันต้องมีเงื่อนไข อำมาตย์ไม่หยุดต่อต้านประชาธิปไตย สีมันจะหายไปได้อย่างไร หัวโจกอยู่ สีก็ต้องอยู่แน่นอนครับ

วันจันทร์, พฤษภาคม 27, 2556

คลิปลับเผาCTWที่ไม่เคยเปิดเผยแพร่มาก่อน



นี่คือ 8 คลิปจาก รปภ.CTW แสดงเหตุการณ์ช่วงที่ปะทะ และตอนถูกไล่ออกมาจากห้าง หลายคนมาใหม่ ยังไม่ได้ดู จึงขอขุดมาให้เห็นกันจะจะ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ

เหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553
ขอให้เปิดดูทุกคลิป แต่ละคลิปจะเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ของทีม รปภ. ตั้งแต่อยู่ในห้าง อพยพออกมาจนถึงสนามกีฬา

ประเด็น รปภ./ จนท.ต่อแถวเช็คชื่อ มีประกาศชัดเจนว่าให้ตรวจบัตร

มีประเด็น คือ ตอนที่อพยพ จนท.ออกจาก CTW จนท.ในเครือของ CT ทุกคนต้องติดบัตรประจำตัว ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งแฝงตัวมาในกลุ่ม รปภ. (คำให้การพยาน) ซึ่งชาว CTW ไม่เคยพบหน้ามาก่อน แต่แฝงตัวมาในกลุ่ม และสามารถผ่านจุดตรวจของตำรวจทหารได้ มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ

เชิญพิจารณา และช่วยกัน "แชร์"

ส่งต่อเพื่อชวนให้เพื่อน Facebook ของท่าน หาความผิดปกติจากคลิปเหล่านี้ด้วยตนเอง
คลิปที่1-Central world security team got hit by the invader ทีม รปภ.CTW ถูกระเบิด
รปภ.โดนระเบิดจากผู้บุกรุก จากภาพเหตุการณ์
คลิปที่2-Central world Staff prepare for Evacuate the Building รปภ.รวมตัวลานจอดรถ
รปภ./ จนท.รวมกัน ณ จุดรวมพล

- ประเด็น คลิปที่ 1 และ 2 แย้ง อดีตรองนายกสุเทพ ที่กล่าวแถลงในสภาว่า จนท. CTW ออกจากอาคารตั้งแต่บ่ายแล้ว อดีตรองนายกประชาชน จริงๆ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในอาคาร
คลิปที่3-Central world staff move out but got fire from nowhere ออกจากอาคารไฟเริ่มไ
รปภ./ จนท.ออกจาก CTW และแตกตื่นหลบกระสุนไม่ทราบสังกัด
คลิปที่4-Central world staff- RUN FOR LIFE อพยพไปทางพารากอน รปภ./ จนท.ออกจาก CTW หนีอย่างตื่นตระหนก

- ประเด็น คลิป 3 และ 4 แย้งนายสุเทพว่า จนท.CTW ออกจากอาคารตั้งแต่บ่าย แต่ออกมาจากอาคารตอน 16.40 น. ทยอยออกมาจากอาคาร และมีการยิงข่มขู่โดยกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบสังกัด ที่แม้แต่ตำรวจยังต้องหมอบหลบกระสุน
คลิปที่5-Central world staff- WALK THE ROAD หน้าสนามกีฬาผ่านตำรวจ-ทหาร
รปภ./ จนท.ออกจาก CTW เดินไปสนามกีฬา

- ประเด็น คลิปที่ 5 ใครกันนะ ที่สามารถทำให้ รปภ./จนท. CTW นับร้อย ต้องออกมาจาก CTW และหนีหัวซุกหัวซุน หรือจะเป็น "ชายแต่งกายคล้ายทหาร" จากประโยคให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ชุมพล
"กว่าพวกเขาจะปลอดภัย ก็ตอนไปถึงสนามกีฬานู่นแล้ว"
คลิปที่6-Central world staff- The STADIUM หน้าสนามกีฬา
คลิปที่7-Central world staff- The STADIUM 2 หน้าสนามกีฬา
- ประเด็น คลิปที่ 6 และ 7 ให้เห็นภาพการอพยพของ จนท. CTW ซึ่งระหว่างทางท่านจะพบว่า ผ่าน "กองกำลัง" ของ "ทหาร" และ "ตำรวจ" จำนวนมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หากชายชุดดำมีเพียงหยิบมือจริง ทหาร-ตำรวจ ซึ่งมีจำนวนมากมาย ทำไมไม่สามารถจับชายชุดดำ หรือ ชายแต่งกายคล้ายทหาร ได้แม้แต่คนเดียว
คลิปที่8-Central world staff- The QUEUE ต่อแถวเช็คชื่อ
พวกเราท่องไว้เลยว่า กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ

ฟังรมว.ชัชชาติเรื่องเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ ๔ ล้านล้านบาทแล้ว ผมคันในใจยากที่จะเกา

โดย ศ. เกษียร เตชะพีระ
ที่มา เฟซบุ๊ค Kasian Tejapira


ฟังรมว.ชัชชาติเรื่องเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ ๔ ล้านล้านบาทแล้ว ผมคันในใจยากที่จะเกา.....
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ตรงข้ามกับบางคนที่คิดว่าโปรแกรมเศรษฐกิจเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ ๔ ล้านล้านบาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นแค่กลวิธี, กโลบายหรือข้ออ้างแก้เกี้ยวไม่ให้ดู “การเมือง” เกินไป (http://www.prachatai.com/journal/2013/05/46907 อันสะท้อนว่าเขายังหลงคิดติดอยู่ในกรอบ “การปฏิวัติกระฎุมพี” วงจรแรกกว่าสองร้อยปีก่อนในสมัยคริสตศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ ที่แนวรบการเมืองนำ)

ผมกลับเห็นว่ามันเป็น “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ซีเรียสจริง ๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์-เครือข่ายทักษิณ ที่จะทะลวงด่านชะงักงันทางการเมือง โดยอาศัยพลวัตทางเศรษฐกิจนำ เพื่อเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองไปในทิศทางที่ข้ามพ้นการเมืองเสื้อสีออกไป (http://shows.voicetv.co.th/intelligence/70628)

และดังนั้น ผมจึงคิดว่าเราควรติดตามใส่ใจขบคิดค้นคว้าวิเคราะห์วิจารณ์จริงจังเกี่ยวกับเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ดังกล่าวนี้
%%%%%%%%%% 

แน่นอน โฆษกเอกของโครงการดังกล่าวผู้เดินสายบรรยายเรื่องนี้ไปแทบทุกเวทีในประเทศได้แก่ รมว. คมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รองศาสตราจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

น่าสังเกตว่าในคำบรรยายครั้งสำคัญบนเวทีประชาชาติธุรกิจเมื่อเร็ว ๆ นี้ รมว.ชัชชาติ ย้ำประเด็นหนึ่งถึง ๒ ครั้ง (http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368605848updated ) นั่นคือแง่มุมเรื่องผลกระทบด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์:

“ผมขอแตะนิดนึงเรื่องเงินกู้ ๒ ล้านล้านบาท มันไม่ใช่แค่รถไฟเร็วสูง มันมีมิติอื่นอีกมาก และมันลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาส....

“ถ้าเราดูเฉพาะค่าตั๋ว โอกาสคุ้มทุนยาก เราต้องดูทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราดูว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เกษตรกร ลงลึกในเรื่องต่างๆ นักท่องเที่ยว มาใช้จ่ายในจังหวัด มาอยู่โรงแรม ถ้าวิเคราะห์คนที่เกี่ยวข้องกับความเร็วสูง ไม่ใช่แค่คนซื้อตั๋วอย่างเดียว ที่บอกว่ารถไฟสร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่จริง แต่มันลงไปลึกถึงประชาชน รากหญ้าทั้งหมด....”

สรุปคือรมว.ชัชชาติฟันธงว่า โครงการลงทุนเมกะโปรเจคส์ลอจิสติกส์ซึ่งรวมรถไฟความเร็วสูงไว้้ด้วยนั้น
-ไม่เพียงไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ
-แต่ยังลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาสลงไปถึงประชาชนรากหญ้าด้วย

การประเมินประเด็นนี้แหละครับที่ผมยังไม่กล้าฟันธงอย่างแน่ใจเหมือนรมว.ชัชชาติ.....
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

เหมือนการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อนำพาประเทศก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจทุกครั้งที่ผ่านมา เช่น การดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๒๕๐๔ - ปัจจุบัน (เริ่มขึ้นภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของนายกฯจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์), การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกอีสเทิร์นซีบอร์ด ๒๕๒๕ - ปัจจุบัน (เริ่มขึ้นภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบของนายกฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์), เวลาทำเช่นนี้ มันเป็นเรื่องของ...

-การจัดสรรและเปลี่ยนแปลงโยกย้ายถ่ายโอนการใช้ทรัพยากรของชาติ (ที่ดิน, น้ำ, ป่า, อากาศ, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) กันใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามแย่งชิงฐานทรัพยากร (ศ.เสน่ห์ จามริก UserFiles/File/กระแสชุมชนท้องถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์.doc )

-รวมทั้งการบริหารจัดการ จัดสรรแบ่งปันและกระจาย โอกาส กับ ความเสี่ยง ที่มากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมขนานใหญ่ด้วย ว่าใครบ้าง กลุ่มไหน ธุรกิจใดจะได้โอกาสในการลงทุนทำการผลิตค้าขายบริการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ไต่เต้าร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว? ใครบ้าง กลุ่มไหน ธุรกิจใดจะพลาดโอกาสดังกล่าว หรือได้รับไปน้อยกว่าคนอื่น? และในทางกลับกันใครบ้าง กลุ่มไหน ธุรกิจใดจะต้องแบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้น ในอัตราส่วนเท่าใด? ความเสี่ยงที่พวกเขาแบกรับได้สัดส่วนกับโอกาสที่พวกเขาได้รับแบ่งปันมาหรือไม่? หรือว่าแบกรับแต่ความเสี่ยง ทว่าไม่ได้โอกาสอะไรมาอย่างคุ้มค่ากันเลย? (Joseph Stiglitzhttp://people.cas.sc.edu/coate/Readings/Stiglitz.pdf )

-ตัวการสำคัญที่กำหนดการจัดสรรแบ่งปันเปลี่ยนย้ายรวบรวมสะสม ทรัพยากรของชาติ, โอกาสและ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจดังกล่าว ได้แก่โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจและกฎหมายดังที่เป็นอยู่ หากโครงสร้างดังกล่าวเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกัน มันก็จะจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร, โอกาส, ความเสี่ยงออกไปอย่างเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกันในพื้นที่ กลุ่มชน และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจต่าง ๆ ในทางตรงข้ามหากโครงสร้างดังกล่าวจัดวางไว้ดี มุ่งเกลี่ยให้เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น กลุ่มผลประโยชน์และพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ ลง มันก็จะก่อให้เกิดการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร, โอกาส, ความเสี่ยงออกไปอย่างเกลี่ยให้เสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทุกด้านลงไป (Benedict Anderson http://criticalasianstudies.org/assets/files/bcas/v09n03.pdf )

ขอเรียนถามรมว.ชัชชาติ, กยอ.และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าที่ประเทศไทยเรามีตอนนี้เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจและกฎหมายที่มุ่งไปสู่การเกลี่ยให้เสมอภาคกันแล้วหรือ?
รึว่ายังเป็นโครงสร้างที่เปิดให้เหลื่อมล้ำยิ่งขึ้นกันแน่? เช่น กฎหมายที่ดินที่ไม่จำกัดการสะสมรวมศูนย์เก็งกำไรที่ดินในมือภาคเอกชน, กฎหมายสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมที่เอาใจนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรม มากกว่าจะปกป้องสุขภาพสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ, กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ไม่เอื้อเฟื้อปกป้องการรวมตัวต่อรองของคนงานเป็นสหภาพแรงงาน รวมทั้งรอนสิทธิอำนาจต่อรองของคนงานอพยพต่างแดน เป็นต้น

นั่นแปลว่าโครงการเมกะโปรเจคต์ลอจิสติกส์ ๔ ล้านล้านบาทอาจกระจายความเจริญไปตามเส้นทางลอจิสติกส์แก่บางพื้นที่ภูมิภาค แต่จะทำให้ระดับการพัฒนาของพื้นที่ภูมิภาคเหล่านั้นห่างไกลออกจากพื้นที่ภูมิภาคนอกเส้นทางมากขึ้นหรือไม่?

รัฐบาลคิดวางมาตรการเกลี่ยความเจริญที่จะเหลื่อมล้ำยิ่งขึ้นระหว่างภูมิภาคใน/นอกเส้นทางลอจิสติกส์อย่างไร?

และในพื้นที่ภูมิภาคที่จะได้รับแรงกระตุ้นการพัฒนาจากเส้นทางลอจิสติกส์เหล่านี้เอง อะไรคือมาตรการที่เตรียมไว้รับประกันว่าผลดีผลได้ไม่ว่าทรัพยากร, โอกาส ฯลฯ จะไม่กระจุกรวมศูนย์อยู่กับกลุ่มผู้กุมอำนาจ ทุนและอิทธิพลซึ่งมือยาวได้เปรียบในโครงสร้างเดิมที่เป็นอยู่ แทนที่จะกระจายแผ่กว้างออกไปถึงคนรากหญ้าที่มือสั้นกว่า ผู้อาจเสียทรัพยากร ไม่ได้โอกาสตามที่ควร แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงต่อสุขภาพ ฐานะ สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เอาไว้หมด อย่างที่เคยเกิดมาแล้วกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง?


จนกว่าคิดตรองและตอบจริงจังต่อคำถามเหล่านี้ การประเมินสั้น ๆ แบบสรุปเหมาเอาเองของรมว.ชัชชาติก็ยากแก่การจะเชื่อถือนะครับ เรียนตามตรง

และผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาตรงข้ามกับที่คุณชัชชาติคาดหวังเหมือนการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจครั้งก่อน ๆ ของไทยก่อนหน้านี้ ( ปราณี ทินกร, “ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในช่วงสี่ทศวรรษของการพัฒนาประเทศ : 2504-2544” ใน วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 2-3 มิถุนายน – กันยายน 2545, หน้า 141-208; และhttp://thaipublica.org/2012/11/30-years-eastern-seaboard-development/)

ดอกนี้โป้งเดียว ปิดเกมม็อบสนามเหลือง



ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ ม็อบไชยวัฒน์ โวยถูกหลอก มาร่วมชุมนุม

ปากคำบก.ลายจุด 3ปี19พฤษภา:ปรองดองคือการทรยศ เสื้อแดงต้องปฏิรูปก่อนเละ


บก.ลายจุดให้สัมภาษณ์ รายการThe issues รู้ทันสถานการณ์ ช่อง11:"ผมเลือกข้าง แต่ผมไม่ได้เข้าข้าง"

ที่มา ไทยโพสต์
แม้จะมีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดอง พ.ศ…. ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ 163 ส.ส.เพื่อไทยที่ร่วมกันลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่สุดท้ายก็มีการยื่นร่างกันไปแล้วเมื่อ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา
จากนั้นวันรุ่งขึ้น 24 พ.ค. ร.ต.อ.เฉลิมและเหล่า ส.ส.เพื่อไทยหลายสิบคน รวมถึงแกนนำ นปช.ก็ไปขึ้นเวทีปราศรัยด้วยกันที่ทุ่งศรีเมือง อ.เมืองอุดรธานี โดย ร.ต.อ.เฉลิมปราศรัยชัดเจนว่า จะเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะต้องการพาตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านให้ได้ภายในไม่เกินปีใหม่ที่จะถึงนี้!!
“ไทยโพสต์ แทบลอยด์” สนทนากับคนเสื้อแดงที่อยู่ในปีกนักเคลื่อนไหวการเมืองและ ส.ส.เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย เพื่อสอบถามท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่ถูกมองว่าจะเป็นเชื้อไฟให้การเมืองหลังเปิดสภาฯ 1 สิงหาคมนี้ร้อนแรงอย่างยิ่ง หากพรรคเพื่อไทยเดินหน้าเรื่องนี้จริง
"สมบัติ บุญงามอนงค์" หรือ "หนูหริ่ง-บ.ก.ลายจุด" แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ที่เป็นแดงอิสระสายนักกิจกรรมที่ได้รับการยอมรับจากคนเสื้อแดงมากพอสมควร ในเรื่องการมีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง แสดงความเห็นต่อการยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดองดังกล่าว โดยเริ่มต้นจากการพูดถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองของ 42 ส.ส.เพื่อไทย ก่อนที่จะตามมาด้วยร่างพ.ร.บ.ปรองดอง
"สมบัติ" ย้อนเรื่องราวความเป็นมาว่า เรื่องการนิรโทษกรรมที่มีการทำออกมาเป็นร่างกฎหมายนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มาจากความตั้งใจจริงของนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเพราะโดนแรงกดดันจากคนเสื้อแดงที่ต้องการ "สิทธิการประกันตัว" ให้กับนักโทษคดีการเมืองที่เป็นคนเสื้อแดง แต่ทำไม่ได้ ทำให้ ส.ส.เพื่อไทยต้องยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมา แล้วมาวันนี้เมื่อมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสภาฯ ที่จะทำให้เป็นการ "นิรโทษกรรมเหมาเข่ง" ทำให้เสื้อแดงยากจะทำใจได้แน่นอน
 ...นิรโทษกรรมไม่ได้เป็นการขับเคลื่อนที่มาจากรัฐบาล  สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือปรองดอง เจ๊าๆ กันไป ข้อเสนอของคุณเฉลิมคือเจ๊าๆ กันไป เรื่องนิรโทษกรรมเป็นข้อเสนอที่ออกจากภาคประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะกลุ่ม 29 มกราฯ ของอาจารย์สุดา รังกุพันธ์ ที่เป็นแดงกระแสรองด้วยซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเคลื่อนเรื่องนี้ เสื้อแดงจริงๆ ไม่ได้คิดจะเสนอเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เริ่มแรกเกิดจากการที่คนเสื้อแดงติดคุกแล้วไม่ได้รับการประกันตัว แล้วยังมีที่มีการออกหมายจับอีกจำนวนมาก เช่นที่อุบลราชธานี ซึ่งมีการออกหมายจับเรื่องคดีเผาศาลากลางจังหวัดร่วม 500 หมายจับ คือออกหมายจับแบบกวาดแหเลย ก็ทำให้ชีวิตของครอบครัวและคนเหล่านี้มีปัญหามาก
...รัฐบาลก็พยายามให้กองทุนคุ้มครองสิทธิ์ฯ เข้าไปขอประกันตัว ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็มีคนจำนวนหนึ่งไม่ได้ คนเสื้อแดงที่เกาะติดเรื่องนี้ก็ทนไม่ไหว ก็เลยออกมากดดันรัฐบาล แล้วออกมาเป็นทางเลือกให้ออกเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สิ่งแรกที่ต้องการจริงๆ คือสิทธิประกันตัว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องการใช้อำนาจของศาล จะไปกดดันไม่ได้ ศาลก็ไม่ยอม กลุ่ม 29 มกราฯ ก็เรียกร้องเรื่องสิทธิประกันตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถเอาคนทั้งหมดออกมาสู้ข้างนอกได้ จึงมีทางเลือกเดียวต้องออกเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 

...ถ้าเรื่องนี้เฉลิมทำสำเร็จเสื้อแดงก็แตก ดูตัวอย่างกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยพยายามจะผลักดันร่างกฎหมายปรองดองก่อนหน้านี้ โดยไม่มีฉันทมติจากมวลชน หลังจากที่คุณทักษิณ ชินวัตร ไปวิดีโอลิงค์ที่เวทีราชประสงค์งาน 19 พ.ค.55 ในงานครบรอบสองปี แล้วบอกจะลงเรือไปขึ้นเขาแล้วก็มีปฏิกิริยาจากมวลชนมาก เป็นภาวะเปราะบางมากที่สุดของขบวนเสื้อแดงกับรัฐบาลเพื่อไทย โชคดีว่าหลังเกิดปฏิกิริยา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนั่งไม่อยู่ ก็ไปคุยกับข้างในพรรคเพื่อไทยแล้วมีการประชุมกัน จนทางฝั่งคุณณัฐวุฒิก็เสนอร่างกฎหมายปรองดองที่จะให้นิรโทษแต่เฉพาะมวลชน จริงๆ วันนั้นถ้าผ่านก็แตก
...ประเด็นนี้เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก อย่างประชาธิปัตย์ก็พยายามจะแยกเสื้อแดงออกจากเพื่อไทยให้ได้ ประชาธิปัตย์จะชนะเลือกตั้งมีทางเดียวต้องให้เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยแยกจากกัน ถ้ายังเกาะกันแบบนี้เขาก็ชนะยาก
...ดูแล้วผมถึงเชื่อว่า ร่างกฎหมายปรองดองของคุณเฉลิมกับ 163 ส.ส.เพื่อไทยจะไม่ผ่าน เฉลิมเขาชัดคือล้มโต๊ะ เลิก เจ๊ากันแล้วเริ่มใหม่ สไตล์นักการเมืองคิดว่าแบบนี้หลายคนจะเอา ซึ่งจริงๆ แล้วมันทำไม่ได้ในภาวะที่การเมืองการต่อสู้กันมันยังไม่ชนะขาด ถ้าคุณชนะขาดแล้วคุณทำแบบนี้ไม่มีปัญหา ถ้ารัฐบาลชนะขาดทางการเมือง ไม่มีการต่อสู้กันทางการเมือง แต่ตอนนี้สงครามมันยังไม่ยุติ มันยังสู้กันอยู่เหลือง-แดง
...ที่เสนอกันมาแบบนี้เสี่ยงมาก จะผลักแนวร่วมในขบวน ที่คุณทักษิณสไกป์เมื่อ 19 พ.ค.56 ผมดูแล้วคุณทักษิณก็พูดชัดว่าเอาร่างของคุณวรชัย เหมะ โดยไม่ต้องตีความให้ซับซ้อน แต่ประชาธิปัตย์ก็พยายามตีรวนว่ามีอะไรซับซ้อนกว่านั้นหรือไม่ ก็พูดชัดขนาดนั้นว่าไม่กลับบ้านไม่เป็นไร ขอให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมคิดว่าแกรู้ตัวแล้วว่าที่บอกอยากกลับบ้านหลายครั้ง มันกลายเป็นจุดอ่อนของตัวเอง แล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามทิ่มแทงไปจุดนั้น
- คือเชื่อว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะไม่เอาด้วยกับร่างของ 163 ส.ส.เพื่อไทยและคุณเฉลิม?
ผมว่าไม่กล้า อ่อนไหวมาก ผมก็ส่งสัญญาณไปข้างในพรรคแล้วก็คุยกับผู้ใหญ่ในพรรค ไปเจอกับอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ ก็นั่งคุยกัน
“อันตรายมากเลยที่พรรคเพื่อไทยจะดัน พ.ร.บ.ปรองดอง มองในมุมเพื่อไทยอาจคิดว่าคุณทักษิณจะได้กลับบ้าน แต่มองอีกมุมหนึ่งคือผู้สั่งการแม่งหลุดหมด สุเทพ อภิสิทธิ์ คนเสื้อแดงจะรับได้หรือ-ไม่ได้ ผมไม่คิดว่าจะได้ ผมไม่เคยเห็นใครในเสื้อแดงบอกว่าให้เลิก เจ๊าๆ กันไป มีแต่บอกเอาคนผิดมาลงโทษ เรื่องนี้เปราะบางมาก ถ้ายังดื้อเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าเพื่อไทยจะอธิบายกับประชาชนอย่างไร แล้วยังเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามอีก จะถูกรุมทุกประตู เพื่อไทยที่อยู่ได้ตอนนี้ก็เพราะยึดแนวมวลชน มีมวลชนหนุนหลัง คุณผลักมวลชนเมื่อไหร่คุณเสร็จ คุณมีอะไร นักการเมืองคุณมีอะไร คุณผลักมวลชนเมื่อไหร่คุณหมดแล้ว มวลชนเขาไม่เอาเรื่องปรองดองแบบนี้ ไปนิรโทษให้ผู้สั่งการ”
- ในมุมคิดนักการเมือง เขาก็ต้องคิดว่าใช้แบบนี้มันจะกลับมานับหนึ่งใหม่แก้ปัญหาได้?
ผมว่าเขาคิดไม่ซับซ้อน อย่างเมื่อปีที่แล้วที่คุณทักษิณบอกว่าเป็นหน้าที่ผมเอง ขอให้เลิกกันไป ตอนนั้นก็ส่งสัญญาณมา แต่ปฏิกิริยามันตีกลับ ทักษิณก็ออกมาขอโทษตอนนั้นก็แสดงให้เห็นว่ามวลชนไม่เอา ทักษิณประเมินมวลชนต่ำ คือมวลชนก็รักทักษิณ แต่ถ้าให้เลือกเอาหลักการ ผมว่าหลักการใหญ่กว่าตัวทักษิณ แล้วทะเลาะกันตายเลย
แล้วเอาถึงที่สุดจริงๆ จะมีมวลชนจำนวนหนึ่งแตกแน่นอน โดยเฉพาะพวกแดงอิสระ พวกก้าวหน้ามากๆ คือแตกแน่นอน ถือว่าทรยศนะ ทรยศเลย
ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า คุณจะขอนิรโทษให้กับคนสั่งฆ่าประชาชน เรื่องมุมมองร่างกฎหมายปรองดอง มันอยู่ที่แว่นที่ใส่มอง อีกกลุ่มมองว่าช่วยทักษิณ แต่เรามองว่าช่วยคนสั่งการ ดังนั้นเราไม่มีทางรับได้ จะยื่นเมื่อไหร่ก็รับไม่ได้อยู่ดี
- มองสิ่งที่คุณทักษิณสไกป์ปีนี้กับปีที่แล้ว ซึ่งปีที่แล้วบอกว่าขอขึ้นฝั่งแล้วเสื้อแดงไม่ต้องห่วงจะขอปรองดอง แต่ปีนี้บอกว่าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนเสื้อแดง มันสะท้อนอะไร?
ผมว่าวันนี้คุณทักษิณมีวุฒิภาวะมากขึ้น รู้ว่ามวลชนมีความเป็นอิสระ ถึงแม้จะคุยกับมวลชนจะดูว่ารักใคร่กันอยู่  ส่วนหนึ่งก็ยังคิดถึงแก แต่ว่าความเข้าใจได้ว่ามวลชนมีความเป็นอิสระ ก็ทำให้คุณทักษิณกลับมายึดหลักมวลชน
เรื่องการนิรโทษกรรมอะไรต่างๆ ผมมองว่ามันเป็นทางลัดในการกลับบ้านของคุณทักษิณ แต่ผมคิดว่าทางนี้ไม่สง่างาม คือผมยังเห็นว่าการที่จะไปใช้กระบวนการ คตส.กับคุณทักษิณ ไม่มีความเป็นธรรม แต่แกยังสามารถต่อสู้ได้ในกระบวนการยุติธรรมปกติ คือก็ต้องให้กลับบ้านแล้วมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การล้มล้างความผิดอันเป็นแนวทางแบบที่นิติราษฎร์เสนอ ผมคิดว่ามันแฟร์นะ เราต้องอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อกระบวนการ คตส.ไม่เป็นนิติธรรมก็ควรกลับมาสู่กระบวนการปกติ ก็คือกลับมาแล้วคดีก็เริ่มกันใหม่
แต่ปัญหาตอนนี้คือ มันติดตรงที่ยังล้มล้างกระบวนการคดีทางอาญาก่อนหน้านี้ได้ เพราะถูกรับรองโดย รธน.50 ถ้าจะมีการช่วยคุณทักษิณ ต้องช่วยให้เขากลับมาอย่างสง่างาม ไม่ใช่การนิรโทษกรรม การยกความผิดให้คุณทักษิณไม่ได้ทำให้คนไทยรู้สึกว่าคุณทักษิณไม่ได้ทำผิด แต่ต้องทำให้คุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้วออกมาว่าถูกหรือผิด
 แต่คนในพรรคก็พยายามรับใช้และเอาใจคุณทักษิณ  แล้วก็อาจมีสายวงในบอกว่าเจรจากันเรียบร้อยแล้ว ผมว่าทักษิณคิดว่าดีลกับอีกฝ่ายหนึ่งจบ เลยออกตัวแรงเมื่อปีที่แล้ว เมื่อบอกมวลชนว่าให้จบ เพราะเชื่อนักการเมืองที่ห้อมล้อม
ผมว่าเรื่องปรองดองต้องเกิดจากการคุยกันในสังคม แต่ตอนนี้อยู่ในโหมดของการต่อสู้กันอยู่ และแต่ละฝ่ายก็อยู่ในช่วงที่มองไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง มันต้องผ่านกระบวนการถอดบทเรียนว่าตัวเองผิดพลาดอะไรเสียก่อน แล้วค่อยๆ คุยกัน อะไรที่ยอมได้ก็ต้องยอม แล้วบางส่วนก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันยังแรงกันอยู่มาก ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ง่าย บาดแผลยังมีกันอยู่ แต่ละฝ่ายยังแยกเขี้ยวกันอยู่ เวลาเจอหน้าก็เฉาะกันแรงๆ ผมยังรู้สึกว่าภาษาที่ใช้มันโหดร้ายกันมาก
- มาถึงวันนี้เสื้อแดงข้ามพ้นทักษิณหรือยัง?
ทักษิณอยู่ข้างๆ แต่อาจล้ำอยู่หน่อย แต่ยังอยู่ในขบวนแต่จะมานำให้ซ้ายหันขวาหันคงทำไม่ได้ ไม่ล้ำหน้ามวลชน จะทำอะไรต้องปรึกษาหารือ ใจจริงผมอยากให้คุณทักษิณออกจากการเมือง ผมว่าเขายังติดอะไรบางอย่าง คือแกอาจจะรู้ว่าไม่อยากแพ้ แต่ไม่เลวนะ ถ้าสองปีกเจรจาต่อรองกันได้ อภิสิทธิ์-สุเทพออกมา แล้วคุณทักษิณลดบทบาทลง ปล่อยให้พรรคขับเคลื่อนไป โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงสนับสนุน พรรคจะมีความเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น แล้วความรู้สึกขัดแย้งในสังคมจะลดลงไปมาก
- พัฒนาการเสื้อแดงจากกลุ่ม 19 กันยาฯ ไม่เอารัฐประหารมาเป็น นปก. แล้วเป็น นปช. จนตอนนี้เริ่มมีแดงกลุ่มย่อยๆ อย่างกลุ่ม กวป.ที่ออกมาหน้าศาลรัฐธรรมนูญ อนาคตจะมีแดงกลุ่มย่อยๆ แบบนี้ออกมาอีกไหม?
ในโครงสร้างความเป็นเครือข่ายต้องมีกลุ่มย่อยหลายกลุ่มมารวมกัน แต่ระหว่างการต่อสู้การจัดตั้งกลุ่มแบบนี้มาเกิดทีหลัง ก็ทำให้เกิดกลุ่มใหม่เช่นกลุ่ม กวป.ที่มาจากวิทยุชุมชน
ก็ยอมรับว่ามีจุดอ่อนอยู่บ้าง คือขาดความเป็นเอกภาพแต่อีกมิติหนึ่งก็ทำให้มีความคล่องตัว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือหลักการ ถ้าไม่ยึดมีปัญหา อย่างผมเลือกข้างแต่ไม่เข้าข้าง  คือรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ถ้าทำอะไรไม่ถูกต้องต้องช่วยกันแตะและเตือน อย่างกรณีพี่เจ๋ง ดอกจิก (ปราศรัยหน้ารัฐสภาพาดพิงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ผมได้ยินแกพูดผมก็ไปแสดงความเห็นในเฟซบุ๊ก แล้วมีการอภิปรายกันหนักมากทันทีหลังแกพูด
การวิจารณ์แบบนี้สำคัญมากในขบวน อย่างกรณีอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่แกไม่เห็นด้วยที่คุณยิ่งลักษณ์ไปดำเนินคดีกับคุณชัย ราชวัตร การที่เสื้อแดงอยู่บนหลักไม่ได้อยู่บนตัวบุคคล อันนี้สำคัญมาก แล้วจะทำให้เรากลับมาอยู่ในที่ทางที่ถูกต้อง ก็จะเป็นการต่อสู้กันเองบนขบวนโดยสู้กันด้วยเหตุผล เช่นเดียวกับเสื้อเหลือง ก็เห็นการแตะกันเองอยู่ คือถ้าแต่ละฝ่ายต่างตบให้เข้ารูป แล้วแข่งในหลักการ เสื้อเหลืองก็ยืนในฝ่ายที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง  เสื้อแดงก็ยืนในหลักเรื่องกลไกอำนาจต้องโยงใยกับประชาชน มันก็เป็นการเคลื่อนของสังคมสมัยใหม่
- แต่เสื้อแดงเองที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีบทบาทในด้านการตรวจสอบรัฐบาลในโครงการหรือนโยบายต่างๆ เลย ในช่วงปีกว่าของรัฐบาลชุดนี้ที่มีหลายโครงการถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น การรับจำนำข้าวหรือโครงการป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท?
คือมันอยู่ในโหมดของสงคราม ก็ทำให้สารสนเทศของอีกฝ่ายที่ส่งเข้ามามันไม่ชัด มันใส่สีตีไข่เยอะ พอมีการวิจารณ์ก็ทำให้การรับฟังไม่มีเหตุผล เช่น เรื่องข้าวเน่า ผมว่ามันเวอร์ไป อย่างผมก็มีรายการของตัวเองทางสื่อ ผมก็วิจารณ์เลยหัวข้อปลอดประสพภัย ผมก็วิจารณ์เลยคุณปลอดประสพและพวกเชียงใหม่ 51 แล้วถ้าผมไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเรื่องไหน ผมก็ใส่เลยตามสไตล์เอ็นจีโอ
ผมก็ยังวิจารณ์รัฐบาลอยู่ แต่เวลาผมฟังอีกฝ่ายวิจารณ์มา ผมรู้สึกมันเวอร์ แล้วถ้าฝ่ายเดียวกันวิจารณ์อะไรที่ผมเห็นว่ามันเวอร์ เช่นบอกว่า 3 จียังไม่เกิดเพราะอำมาตย์ไม่ต้องการให้มี 3 จี มันไร้สาระไหม ผมก็บอกว่าไม่ได้ มันเวอร์ ฟังกันเองยังฟังไม่ได้เลย มันต้องอยู่บนเหตุผล
- มองบทบาทการนำเสื้อแดงของอาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?
หลักการแกดี อาจมีปัญหานิดหน่อยกับมวลชนบางส่วนที่อาจารย์ธิดาแกอาจแข็ง ก็อาจทำให้มีมวลชนบางกลุ่มมีปฏิกิริยา เช่น คุณขวัญชัย ไพรพนา ก็เลยมีปัญหากัน มันเป็นเรื่องปัญหาเชิงบุคลิกและความสัมพันธ์ และภาษาที่แกใช้ซ้ายมาก ที่ปกติไม่มีคนเขาใช้กัน ภาษาที่เขาใช้มันชัดมาก แต่ยืนยันว่าอาจารย์ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ผมว่าแกไม่ค่อยมีวิธีการขับเคลื่อนมวลชนในรูปแบบใหม่ แกไม่มีโลกทัศน์ด้านนี้เลย นปช.ก็เลยใช้การเคลื่อนไหวมวลชนแบบในอดีต  แต่รูปแบบใหม่ๆ ไม่มี นัดชุมนุมแล้วก็ตั้งเวที ทั้งที่โลกตอนนี้มันไปไกลมาก ดูอย่างการชุมนุม Occupy Wall Street ที่ประท้วงหน้าวอลสตรีท ที่มีความสนุกสนาน อลังการ และสอดคล้องกับชนชั้นกลางมาก
 ผมก็เสียดายถ้าอาจารย์ธิดาอายุน้อยกว่านี้หน่อยสัก 40-50 ปี ก็จะทำให้การสื่อสารร่วมสมัยกว่านี้ แต่ตอนนี้แกสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลย ด้วยท่วงทำนองรูปลักษณ์แกทั้งหมด แต่ในความเป็นประธาน นปช.อาจารย์ธิดาทำได้ดี. 

                   โดย วิจักรพันธุ์ หาญลำยวง
                            วรพล กิตติรัตวรางกูร
……………………..
สายเหยี่ยวต้องลดบทบาท
เปลี่ยนลุกส์ รุกคืบชนชั้นกลาง  

    ผ่านไปแล้วกับงานครบรอบ 3 ปีรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พ.ค.53 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ ทิศทางการนำมวลชนคนเสื้อแดงหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะแม้เสื้อแดงระดับแกนนำบางส่วนอาจมีปัญหากันบ้าง แต่ภาพรวมยังต้องถือว่าเสื้อแดงค่อนข้างจะเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น แต่ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวบางจังหวะก็ทำให้สังคมไม่เห็นด้วย อาทิ การชุมนุมขับไล่หรือปิดล้อมเวทีปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์แทบทุกสัปดาห์ 

    “สมบัติ” แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ก็ยอมรับว่า ท่าทีดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์คนเสื้อแดง และสิ่งหนึ่งที่ควรต้องทำคือ ในกลุ่มเสื้อแดงด้วยกันเองต้องออกมาเตือนให้ยกเลิกพฤติการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังได้วิเคราะห์ระยะห่างของเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยว่า หากสุดท้ายไปด้วยกันไม่ได้เพราะเกิดความไม่เข้าใจกัน นั่นก็ถึงคราวต้องแยกกันเดิน 

    - ที่บอกว่าแต่ละฝ่ายต้องทบทวนบทเรียนความผิดพลาดของฝั่งตัวเองและเสื้อแดง ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง?
เรื่องการเคลื่อนของเสื้อแดงในปี 52 และ 53 ผมมองว่ารูปขบวนคนเสื้อแดงไม่ได้พิจารณาแนวร่วมที่เป็นคนชั้นกลางเลย ไม่มีแนวร่วมชนชั้นกลาง ไม่มียุทธศาสตร์ชนชั้นกลางเลย เพราะคิดว่าปริมาณการทำแนวร่วมกับคนรากหญ้าเพียงพอแล้ว แล้วก็คิดว่าแดงทั้งแผ่นดินจะลงไปที่รากหญ้าเหล่านั้น แต่การละเลยคนชั้นกลางทำให้การเคลื่อนไหวของเราบางเรื่องผิดพลาด 

ผมคิดว่าการปิดสี่แยกราชประสงค์ปี 53 เป็นเรื่องผิดพลาดสาหัส เรื่องนี้พลาดที่สุด เพราะราชประสงค์เป็นแปลงนาของคนกรุงเทพมหานคร ราชประสงค์เป็นที่ผลิต ที่ทำกินเลย และยังเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก ซึ่งห้างสรรพสินค้าในความหมายของคนกรุงเทพฯ มันคือวัด มันเป็นศูนย์กลางของผู้คนที่สำคัญมาก ที่เขาจะไปดูหนัง กินข้าว ช็อปปิ้ง กิจวัตรคนกรุงเทพฯ เป็นเช่นนี้ 

คุณปิดแม่งตั้งแต่สยามพารากอน ไล่มาสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ มาบุญครอง คุณปิดมันเกือบ 2 เดือน มันพลาดจนผมไม่รู้จะพลาดยังไง

ผมคิดว่ามันเป็นการผิดพลาดใหญ่มาก มันเกิดจากการที่คุณไม่คิดว่าชนชั้นกลางเป็นแนวร่วม คุณไม่มียุทธศาสตร์ตรงนี้เลย นอกจากไม่ดึงเป็นแนวร่วมแล้วคุณยังผลัก ทำให้พออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ศอฉ.เคลื่อนก็เลยมีเสียงสนับสนุนการกระทำของรัฐบาลว่าต้องทำ แกนนำไปคิดว่าที่คนมาขนาดนั้นจะทำให้รัฐบาลเข้าสู่การเจรจาแล้วยุบสภาฯ เลย แต่อภิสิทธิ์ก็ไม่ยอม 

- มาถึงวันนี้สิ่งที่ นปช.-เสื้อแดงควรทบทวนท่าทีและการเคลื่อนไหวมีอะไรบ้าง?

ผมคิดว่ากลิ่นอายแบบฮาร์ดคอร์มีปัญหามาก อย่างการไปที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ปี 53 ก็พลาดใหญ่มาก อาการประเภทเลือดเข้าตาแล้วทำแบบนี้ต้องเลิก ประเภทแบบไปไล่ทุบรถอภิสิทธิ์ต้องเลิก 

ให้สรุปเลยคือ พวกฮาร์ดคอร์ทั้งหลายสายเหยี่ยวต้องลดบทบาทลงไป เลิก มันสร้างวัฒนธรรมสายเหยี่ยว สร้างมวลชนเป็นเหยี่ยว ต้องเลิก แล้วมันจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็อย่างที่คุณเห็นสภาพเละ แล้วคนจะไม่สงสารด้วย น่าเสียดายมาก ทั้งที่รัฐแม่งเอากำลังทหารยิงประชาชนแบบป่าเถื่อน แต่คนจำนวนหนึ่งไม่สงสาร ทั้งที่รู้ว่าคนโดนยิงโดนทหารยิง ไม่ใช่คนเสื้อดำ กองกำลังติดอาวุธ แต่เขากลับไม่สงสาร เพราะเสื้อแดงบางคนไปขยับในแนวสายเหยี่ยว
ผมคิดว่าอันนี้ผิดพลาด ทั้งที่เราฟื้นเสื้อแดงเราฟื้นจากแนวทางสายพิราบ ในทางการเมืองเราชนะในทางการเมือง เพราะเราไม่สามารถเอาชนะด้วยกำลังทหารกับฝ่ายอำมาตย์ได้เลย เพราะเราไม่มีกองกำลัง สิ่งที่ผมคิดผมพูดแบบนี้เวลานั้นก็ไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งที่ผมก็คิดว่าตอนนั้นแนวที่ทำไม่ใช่

 ดังนั้นสายเหยี่ยวทั้งหมดต้องยุติ ต้องหยุด รีอิมเมจ ปรับขบวน ต้องปรับให้เป็นแนวกลุ่มศึกษาใช้มิติทางวัฒนธรรมให้เป็นกลุ่มมวลชนศึกษา ทำมิติภาคประชาสังคม ทำไมเสื้อแดงคุยกันแต่เรื่องการเมือง เรื่องมิติโครงสร้างทางการเมืองเท่านั้น ทำไมไม่ทำประเด็นอื่นล้อไปด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เสื้อแดงทิ้งเรื่องเหล่านั้น ทำไมขบวนการเสื้อแดงที่เป็นขบวนการประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำไมคุณไม่ทำเรื่องอื่นด้วย เพราะถ้าไปทำเรื่องอื่นด้วยจะทำให้ลดเลิกการจดจ่อแล้วการแสดงออกมันจะไม่ออกแนวเหยี่ยว 

ผมไม่เห็นเลยว่าไปทำเรื่องอื่น ไม่มีเลย อย่างเรื่องแท็กซี่เอื้ออาทรที่แท็กซี่เสื้อแดงทำกันเอง ก็ไม่ได้เกิดจาก นปช. แต่เกิดจากพวกเขานั่งคุยกันเอง เหมือนอย่างที่มีพีมูฟทำ ถ้าเปลี่ยนพลังเหล่านี้เป็นพลังการขับเคลื่อนของสังคมได้ เสื้อแดงจะเปลี่ยน มันจะมีคุณค่าและทำให้คนเข้าใจได้ จะทำให้คนมองเสื้อแดงเปลี่ยนไป 

แล้วต้องลดเขี้ยวเล็บลงเอาลงให้หมด แล้วเคลื่อนตรงนี้จะเป็นวิธีการปรองดองที่ดีที่สุด คือเปลี่ยนลุกส์แล้วใช้หลักนิติรัฐ ต้องไม่ใช่แบบที่เชียงใหม่ 51 ทำ แล้วไม่ใช่แบบที่อภิสิทธิ์ไปปราศรัยแล้วไปประกาศจับตัว 

ในมุมผม ทุกครั้งที่เสื้อแดงขับเคลื่อนการเมืองแบบนี้เราเสียหายทางการเมืองทุกครั้ง พวกแดงสายพิราบลำบากมาก เราไม่เคยทำให้เสียแต้มกับเรื่องแบบนี้เลย 

- ที่ออกมาแบบนี้เป็นเพราะแกนนำคุมกันไม่ได้หรือว่าขยิบตาให้?

มันคุมไม่ได้จริงๆ ตอนนี้คุมไม่ได้ เวลาคุณทำอะไรพลาด สิ่งที่เสื้อแดงต้องทำคือวิจารณ์ภายใน ช่วงหลังผมพูดเรื่องนี้เยอะ ลุยแหลกวิจารณ์เลย ทำแบบที่อลงกรณ์ พลบุตร ทำ ผมชอบมากเลย ผมว่าทุกปีกต้องมีคนออกมาพูดแบบนี้ อย่างเสื้อเหลืองผมก็ฟังคุณคำนูณ สิทธิสมาน วิจารณ์กันเอง ผมคิดว่าต้องมีการแตะกันภายในขบวนกันเอง เพราะถ้าเป็นคนนอกขบวนแตะ จะรู้สึกว่าไอ้นี้มันทิ่มกู 

อย่างทักษิณไปพูดเรื่องปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้ก็ถือว่าทิ่ม อย่างในเสื้อแดงเวลาผมแตะ อย่างน้อยที่สุดพวกกันมันยังฟังสิ่งที่ผมทำ คือผมพยายามรวบรวมคนกลุ่มที่มีความเห็นว่าต้องมีการปฏิรูปกันภายในขบวนแล้วก็เริ่มปรับกัน แต่พวกเหยี่ยวก็ยังแข็งแรง บางคนก็ไม่อยากฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันยังชอบธรรมอยู่ 

- หมายถึงว่าต้องปฏิรูปเสื้อแดง?

ผมก็อยากปฏิรูป แต่ผมก็ทำได้แค่นี้ ผมไม่มีองค์กรเลยนะ ไม่มีการจัดตั้งมวลชนเลยนะ เวลาผมทำกิจกรรมก็ไม่ต้องการคน ขายความคิดอย่างเดียว ผลิตความคิด 

- เพราะว่า นปช.ส่วนกลางเป็นนักการเมืองหรือเปล่า วิธีคิดก็เลยคิดแบบนักการเมือง คำนึงถึงเรื่องฐานเสียง?

ผมคิดว่าเขาใกล้พรรคมากไปหน่อย ผมพูดเรื่องนี้กับอาจารย์ธิดา ประธาน นปช.เหมือนกัน คือเขาใกล้ไป 

- สุดท้ายจะมีการไปทำพรรคการเมืองแบบพรรคเสื้อแดงกันได้ไหมหากมองในระยะยาว?

ถ้าแตกเมื่อไหร่ก็มีพรรคการเมืองแน่นอน ถ้าแตกนะ ถ้าแตกก็มี 2 ทาง คือไปเป็นพวกโหวตโนเหมือนพวกพันธมิตรฯ คือแดงโหวตโนเลย หรือไม่ก็ต้องตั้งพรรคการเมือง ถ้าแตกนะ สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะปรับตัวได้หรือไม่ ต้องมีลักษณะเป็นพรรคมวลชน ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยต้องปรับตัวเรื่องนี้ ผมคิดว่าตอนที่อลงกรณ์ พลบุตร วิจารณ์ไปที่พรรคเพื่อไทยมันตรงมาก คือความเป็นสถาบันพรรคการเมืองเพื่อไทยมีน้อยกว่าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเด่นชัด
 ดังนั้นเพื่อไทยต้องปรับตัวเป็นสถาบันให้มาก ไม่รู้ผมคาดหวังมากไปหรือเปล่าว่าวันหนึ่งจะเป็นพรรคมวลชน แต่ประเทศไทยต้องมีพรรคที่มาจากข้างล่างจริงๆ ถ้าไม่มีเรื่องเหลืองแดง ป่านนี้ต้องมีพรรคที่ 3 ขึ้นแล้ว แต่ที่ไม่มีเพราะยังอยู่ในโหมดสงครามการต่อสู้ น่าเสียดายมาก 

- ที่บอกว่าเสื้อแดงพลาดที่ไม่ได้หาแนวร่วมจากชนชั้นกลาง ทำไมให้ความสำคัญกับชนชั้นกลางมาก?

เพราะจะทำขบวนการประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม จะทำการเมืองภาคประชาชนโดยมีแต่คนรากหญ้าได้หรือ จะทำแบบเขมรแดง พอชนะแล้วเอาอีกฝ่ายมาไถนาหรือ มันควรมาจากคนทุกกลุ่มให้มามีส่วนร่วมและเข้าใจได้ 

เสื้อแดงต้องทำให้คนในสังคมเข้าใจได้ คนที่ต่อต้านเสื้อแดงเขาโคตรไม่เข้าใจเสื้อแดงเลย คือเป็นพวกกูไม่เข้าใจเลยมึงเป็นแดงได้ยังไง ผมโดนหนักมากเลย หลายคนมาถามทำไมหนูหริ่งเป็นแดงวะ บอกกูไม่เข้าใจมึงเลย 

- แล้วแดงหนุนแก้มาตรา 112 ต้องปรับไหม?

แดง 112 ต้องไม่ก้าวร้าว การแสดงออกแบบก้าวร้าวต้องลดลง อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกไม่ก้าวร้าวนะ แต่แกแรงในหลักการ แต่พวกที่ตามมาเด็กที่ตามมา ผมรู้สึกว่าก้าวร้าว ผมคิดว่าเป็นแนวร่วมมุมกลับที่เขารักสถาบัน ซึ่งผมว่าไม่จำเป็นเลย ผมไม่คิดว่าขบวนการที่เรียกร้อง 112 ไม่ควรต้องท้าทายก้าวร้าวขนาดนี้ ต้องปรับรูป คือท้าทายในหลักการยังพอได้ คือผมคิดว่าคนในสังคมเริ่มที่จะปรับให้อยู่ในระดับการวิพากษ์วิจารณ์ยังพอฟังกันได้ โดยเฉพาะพวกปัญญาชนที่อยู่ในฝั่งเสื้อเหลือง แต่ต้องไม่เลยการวิจารณ์ แต่ต้องไม่ใช้เสรีภาพในการด่าทอเหยียดหยาม อันนี้เขาจะรับไม่ได้ เขาจะฮึดออกมาเยอะเลย 

ผมคิดว่าตอนนี้ไม่จำเป็นต้องรณรงค์อะไรแล้ว อาจารย์วรเจตน์ก็เคยบอกอยากให้ผมไปช่วย ผมมาคิดแล้วไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยนะ แต่ผมช่วยไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือเวลาและการคุยกันแบบมีวุฒิภาวะ โดยอาจมีคนกลางมาช่วยให้มีการพูดคุย
 …………………………..

      อย่าหักหลังเสื้อแดง
        ปรองดองฝังในสุสาน 

หนึ่งใน ส.ส.เพื่อไทยที่ออกมาคัดค้านการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
“นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธาน นปช. 20 จังหวัดภาคอีสาน ที่เป็น 1 ในหัวหอกที่ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับพวก วรชัย เหมะ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง แม้ นพ.เชิดชัยจะเป็น 1 ใน 163 ส.ส.เพื่อไทยที่ร่วมลงชื่อกับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองด้วยก็ตาม!
ก็ในเมื่อร่วมลงชื่อเอาด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง แล้วมาคัดค้าน มันดูแปลกๆ หรือไม่ หรือว่าเป็นการเล่นการเมือง 2 หน้า คือเอาด้วยกับเฉลิมที่ต้องการพาทักษิณกลับประเทศไทย แต่ก็เอาด้วยกับการเอาใจคนเสื้อแดง ไปฟังคำอธิบายจาก นพ.เชิดชัย? 

...การเสนอร่างพระราชบัญญัติต่างๆ เป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญกำหนด ส.ส.เสนอกฎหมายได้ เมื่อเซ็นชื่อไปแล้วก็ต้องไปฟัง วาระ 1 รับหลักการไปดูว่าเข้าท่าไหม ดูรายละเอียดครอบคลุมอะไร ลงมติว่าจะเอาด้วยไหม จะนิรโทษแต่ไปดูในเนื้อหาที่จะนิรโทษให้ทุกฝ่าย จะไม่เกิดประโยชน์ จะเป็นโทษมากกว่าอีก เขาก็ไม่รับ
"ร่างของคุณเฉลิมให้ผมเซ็น ก็เซ็นให้ ไม่มีปัญหา แต่ต้องไปว่าในสภาฯ เข้าท่าไหม กับฟังเสียงประชาชน สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ เพราะกฎหมายออกมามีผลผูกพัน"

อย่างไรก็ตาม แม้ นพ.เชิดชัยจะไปร่วมลงชื่อให้กับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของเฉลิม แต่เจ้าตัวก็ยืนกรานว่า สุดท้ายยังไงต้องเอาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ผ่านมีผลบังคับใช้ได้ก่อน ส่วน พ.ร.บ.ปรองดองวิเคราะห์แล้วยาก
…ส่วน พ.ร.บ.ปรองดอง ท่านเฉลิมก็พูดในพรรค ท่านอธิบาย ส.ส.ด้วยความเกรงใจก็ลงชื่อให้ แต่คนอื่นเข้าใจไหม พรรคร่วมรัฐบาลเข้าใจหรือไม่ ต้องไปอธิบายกับฝ่ายค้านด้วย ประโยชน์เป็นอย่างไร และ พ.ร.บ.นี้ต้องอธิบายกับประชาชนให้ถ่องแท้ด้วยว่าเป็นอย่างไร 

ภาวะตอนนี้คนเสื้อแดงไม่อยากนิรโทษกรรมให้สุเทพ เทือกสุบรรณ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะว่ามันชัดเจน เขาต้องรับผิดชอบ เพราะศาลบอกคนตายจากฝีมือรัฐด้วยคำสั่ง ศอฉ. ก็ต้องไปพิสูจน์ คำสั่งชอบธรรมหรือไม่ ถ้าชอบธรรมก็หลุด ไปสู้คดีทำไมต้องนิรโทษให้

    ส่วนแกนนำเสื้อแดงประกาศไม่ขอรับอานิสงส์ แกนนำเสื้อเหลืองยังไม่ได้ประกาศ มีใครประกาศหรือยัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ยังไม่ได้ประกาศ ไม่ต้องมานิรโทษให้ผม เพราะฉะนั้นคนเสื้อแดงไม่เห็นด้วย คิดว่าคนเสื้อเหลืองคิดเหมือนเสื้อแดงไม่ได้มีความผิดที่มาชุมนุม ไหนๆ กำหนดความผิดในช่วงนั้นให้เขาเหอะจะได้ไม่มีปัญหา ในพรรคเพื่อไทยที่ขัดแย้ง แตกแยก คงไม่ใช่ ต้องใช้เวลาในการอธิบาย แต่แน่ๆ มติพรรคสนับสนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
…ที่บอกในเพื่อไทยแตกแยกแบ่ง 2 ฝ่าย-ไม่ใช่ มติพรรคถือเอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของคุณวรชัย ร่วมกับ 42 ส.ส. เพราะกว่าจะเลื่อนขึ้นมาได้ ส.ส. 40 คนไปเดินสายอธิบายคนในพรรค เรามาขอร้องให้เห็นกับประชาชน ขอให้ช่วยกัน พรรคเลยมีมติให้เลื่อนวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาในเดือนสิงหาคม และยังไปเดินสายกับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคร่วมรัฐบาลหลายคน ให้เขาสื่อไปยังสมาชิกว่าอย่าไปคัดค้านมากนัก
 ...เราเชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมถูกใจชาวบ้านที่เดือดร้อน นักการเมืองไม่เป็นอะไร ไปว่ากันในสภาฯ แล้วจะทำใจจืดใจดำให้เขาอยู่ในคุกเป็นผู้ต้องหาบ้าง รอระหว่างดำเนินคดีก็มี แต่นี่เป็นการเยียวยาชนิดหนึ่งจะได้นำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง เริ่มจากประชาชนส่วนใหญ่ก่อน 

- เปิดสภาฯ 1 ส.ค.56 พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะผลักดันให้สำเร็จจบ 3 วาระในสมัยนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้กันช่วงปีหน้าเลยหรือไม่?

คิดว่าไม่น่ามีปัญหา แรงต้านคงน้อย เขาคงต้องการไปเคลียร์เนื้อหาข้างในเฉยๆ ว่าเนื้อหาคำนี้หมายถึงใคร แต่เรากำหนดชัดเจนไม่รวมแกนนำ ไม่รวมผู้สั่งการ ไม่รวมทางแพ่ง อาญายกให้เฉพาะความผิดบางอย่าง
น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่เลยแหละ คือช่วงนี้มี พ.ร.บ.งบประมาณ 57 เปิดวิสามัญก็คงไม่มีอะไร ส่วน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่เสร็จ แก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ไปถึงไหน

- แต่ก็มีการยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง?

ก็ไม่มีปัญหา ขั้นตอนการยื่นกฎหมายคือก้าวแรกไปยื่นให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบ ถ้าถูกต้องค่อยสั่งบรรจุ และต้องไปท้าย ถ้าจะเลื่อนก็ต้องเสนอเลื่อนมา อธิบายให้สมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจจะเอาด้วยหรือไม่

 เมื่อเลื่อนได้ต้องดูอีกจะพิจารณาร่วมกับ พ.ร.บ.นิรโทษ จะอภิปรายร่วมกัน พิจารณาพร้อมกันได้หรือไม่ ก็คงไม่ได้ มันคนละหลักการ เห็นไหมขั้นตอนเยอะ ปัญหาคือจำนวน ส.ส.ที่ไปร่วมลงชื่อร้อยกว่าคนแล้วมันจะผ่านไหม 

- สไกป์ทักษิณเมื่อ 19 พ.ค. พูดแต่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่พูดถึง พ.ร.บ.ปรองดอง แต่ก็มีการมองกันว่าหากทักษิณไปพูดเรื่องกฎหมายปรองดองวันนั้นอาจไม่เหมาะ แต่ไม่แน่เปิดสภา 1 ส.ค. อาจหันมาดัน พ.ร.บ.ปรองดองก็ได้? 

ไม่มีแน่นอน ไม่หักหลังเสื้อแดง ท่านทักษิณเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านเกรงใจท่านเฉลิม ไม่พูดถึงเพราะยังไม่เข้าสู่กระบวนการ เป็นเพียงความคิด และพอเปิดสภาฯ เดือนสิงหาคม ถ้าพูดตามความจริง ก็ไม่ได้ จะเลื่อนวาระ อ้าวก็มันมีอยู่แล้วลำดับหนึ่งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องพิจารณาลำดับหนึ่งก่อน การจะมาขอเลื่อนตัดหน้าเขาไม่ทำ ส่วนใหญ่ให้พิจารณาลำดับหนึ่งก่อน จะพิจารณาอะไรก็ต้องขอมาแทรก แล้วท่านทักษิณก็ประกาศแล้วไม่รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ทนได้ที่อยู่ต่างประเทศ เอาความทุกข์ประชาชนแก้ไขให้เขาก่อน

ยุคนี้สื่อสารมันเร็ว เพื่อป้องกันความขัดแย้งในพรรค ควรพูดตามกติกาที่มีอยู่ ไม่ใช่คิดเอง ทำให้คนอื่นเข้าใจผิด ไม่ได้ ในฐานะเป็นตัวแทนประชาชนต้องมองความจริง อย่าไปใส่ในสิ่งที่ผิด เบี้ยวไป 

เมื่อถามว่า ประเมินว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ จะถึงทางตันหรือไม่ หลังเสนอร่างกันไ
ป “นพ.เชิดชัย” ตอบว่า
“ไม่ตัน แต่คงไปอยู่ในกลุ่มกฎหมายปรองดองที่ดองอยู่ ปรองดองจริงๆ ลงไปดองอีกฉบับเหมือนกฎหมายปรองดองก่อนหน้านี้ก็ไปอยู่ในสุสาน ดูแล้วโอกาสยาก จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ ดีขึ้น จะทำบ้านเมืองให้เย็นขึ้นต้องนิรโทษให้คนส่วนใหญ่ก่อน” 

- สรุปว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองในช่วงรัฐบาลชุดนี้ ไม่ควรเอาขึ้นมาพิจารณากันในสภาฯ เลยใช่หรือไม่? 

ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ ท่านทักษิณคงรอรัฐธรรมนูญใหม่ ก็สงสารท่าน สมัยหน้าเมื่อตอนนั้นมีรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนมาช่วยกันร่าง บ้านเมืองคงดีขึ้น ท่านทักษิณก็คิดถึงบ้าน อยู่เมืองนอกนานๆ ไม่ได้กลับประเทศ มันคิดถึงบ้านนะ ท่านไม่มีโอกาสมาเลย คนเสื้อแดงร้อยละ 80-90 ชอบประชาธิปไตยและศรัทธาท่านทักษิณ พวกที่ศรัทธาประชาธิปไตยจริงๆ ก็มี โดยไม่ต้องพูดถึงท่านทักษิณก็มี แต่น้อย จะให้แยกก็ไม่ได้ เป็นความผูกพันตามธรรมชาติ เพื่อไทยก็พัฒนามาจากพรรคไทยรักไทย ไม่พูดถึงทักษิณจะไปพูดถึงใคร 

เสื้อแดงเชียร์ทักษิณก็เชียร์เพื่อไทยโดยปริยาย ส่วนนิดๆ หน่อยๆ ต้องการไซด์ไลน์ก็รับฟังได้ เอาเรื่องใหญ่ แก้รัฐธรรมนูญก่อน แก้เสร็จท่านทักษิณจะมีความผิดหรือไม่มีความผิด จะทำตามกฎหมาย จะมาพิจารณาก็ว่ากันไป หรือออกนิรโทษกรรมให้ทุกคนก็ว่ากันกัน ช่วงนั้นนายมาร์ค, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาจถูกจำคุกแล้วก็ได้ มันจะเป็นตัวเหมาะพอดี แต่ที่ไม่เห็นด้วยคืออย่าให้มีชนวน อย่าไปก่อเหตุ คุณคิดได้เขาก็คิดได้ คุณทำได้เขาก็ทำได้ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร และแก้วสรร อติโพธิ จากไทยสปริง ใช้ไม่ได้ เป็นเวอร์ชั่นเก่า ตอนนี้เป็นเรื่องอนาคตลูกหลาน.