วันอาทิตย์, มีนาคม 31, 2556

บทกวีการเมืองแห่งตอแหลแลนด์ "เหี้ย-ห่า กับ ไพร่"


31 มีนาคม 2556
โดย บทกวีการเมืองแห่งตอแหลแลนด์


เหี้ย-ห่า กับ ไพร่

เหี้ยก็ยังอยู่ดีดูมีสุข
ห่าก็ปลุกปลอบใจให้ฮึกเหิม
เหี้ยยังหวงห่วงอำมาตย์อำนาจเดิม
ห่าก็เริ่มรุกไล่ให้เข้ามุม

ไพร่ก็เพียงส่งเสียงอันพิสุทธิ์
ไพร่เพียงจุดประกายให้ก้อนกลุ่ม
ไพร่ชวนไพร่ชวนไพร่ไปชุมนุม
ไพร่ก็รุมเรียกร้องตามคลองธรรม

เหี้ยก็โหยโอดโอยด้วยอัดอั้น
ห่าก็ยันยุแยงตะแบงซ้ำ
เหี้ยก็เจ็บที่ใจทรามดั่งหนามตำ
ห่าก็พร่ำด่าผู้คนด้วยแค้นเคือง

ไพร่ก็เพลินเดินไปไม่แลหลัง
ไพร่ก็หวังตั้งมั่นแลฝันเฟีื่อง
ไพร่ก็คิดถึงสิทธิพลเมือง
ไพร่เคยเชื่องกลับชังพวกชั้นบน

เหี้ยยิ่งคิดยิ่งคลั่งยิ่งเคืองโกรธ
ห่าลิงโลดรุกเร้าเอาพวกปล้น
เหี้ยจึงเร่งรีบรุดเพราะสุดทน
ห่าก็ขนทัพควายเข้าคุกคาม

ไพร่ก็จำเจ็บตายตามใบสั่ง
ไพร่ก็ยังตั้งใจไม่เกรงขาม
ไพร่เพียรสร้างสิทธิ์เสรีอันดีงาม
ไพร่จึงถามทั้ง เหี้ย-ห่า ฆ่าทำไม?

เหลียวหลังแลไปข้างหน้า : " รำลึกวีรชนคนกล้า เรียกหาความยุติธรรม 3 ปี "




ที่มา เว็บไซต์ นปช.


รายการเหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย (ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 21.00 - 22.00 น.) ประเด็น" รำลึกวีรชนคนกล้า เรียกหาความยุติธรรม 3 ปี " ออกอากาศวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556 โดย อ.ธิดา  ถาวรเศรษฐ

โดย อ.ธิดา ได้กล่าวถึง คุณสายชล แพบัว อายุ 31 ปีการ์ด นปช. และคุณพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 29 ปี แนวร่วม นปช. เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2556 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องแนวร่วม นปช.ทั้ง 2ท่านและการยกฟ้อง "แดงเผาเซ็นทรัลเวิร์ล" ทุกคดี ปิดฉาก คำ"เผาบ้านเผาเมือง" จะมีรายละเอียดอย่างไรเชิญติดตามชมรายการ เหลียวหลังแลไปข้างหน้า

*****


ปากคำประวัติศาสตร์อดีตแพะคดีเผาบ้่านเผาเมือง


Coffee with : อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด by VoiceTV
รายการWake up Thailand ทางVoice TV 29 มีนาคม ช่วCOFFEE WITH : สายชล แพบัว อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด และ พินิจ จันทร์ณรงค์ อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด  วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ฟัง เสียงจากผู้ต้องขังเผาเซ็นทรัลเวิล์ด หลังจากศาลยกฟ้อง

วันเสาร์, มีนาคม 30, 2556

เรียนรู้ออนไลน์ด้วยแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปกันดีกว่าไหมถ้าหลักสูตรและครูผู้สอนด้อยคุณภาพ?



โดย รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ

ดิฉันเห็นเพิ่งพบข่าวนี้โดยบังเอิญ“นักวิชาการชี้เนื้อหาแท็บเล็ตไม่เหมาะป.1-4”

แต่เนื้อหาจริงของข่าว กลับไม่ได้บอกว่า เนื้อหาแท็บเล็ตไม่เหมาะสมอย่างไร แค่เพียงนำเสนอความเห็นที่เป็นไปในทางลบของนักวิชาการหลายๆคนต่อแท็บเล็ต ซึ่งดิฉันอ่านแล้วรู้สึกละอายใจในคำว่า “นักวิชาการ” จึงขอนำเสนอด้วยผลงานวิจัยของ Dr. Sugata Mitra ที่เพิ่งได้รับรางวัลจาก TED (TED = Technology, Entertainment, Design เป็นองค์กรอิสระที่ไม่มุ่งเน้นกำไร สนับสนุนความคิดที่มีคุณค่าของบุคคลในด้านต่างๆ) เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกท่านตัดสินเองว่า ข้อมูลใดน่าเชื่อถือและมีประโยชน์ต่อท่านและครอบครัวมากกว่ากัน

  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทุกๆสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้เกี่ยวกับการศึกษานั้นผิด?
  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้านักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานเป็นทีมได้รวดเร็วกว่า, มากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนจากคุณครู?
  • อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าการทดสอบและการทำกิจกรรมเป็นแนวทางของกระบวนการเรียนรู้ที่รวดเร็วกว่ากระบวนการเรียนรู้ที่คุณเคยรู้มา?
คำถามเหล่านี้ สุกะตะ มิตระ (Sugata Mitra) เคยถามเมื่อปลายทศวรรษ ที่1990 และทำให้ท่านได้รับรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 จากการสัมมนาที่ TED


Dr.Mitra เป็นศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (ประเทศอังกฤษ) ชนะเลิศด้วยแนวคิด “การจัดระบบตนเองเพื่อการเรียนรู้สภาพแวดล้อม” (self-organized learning environments) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม ด้วยวิธีการเพิ่มศักยภาพของนักเรียนจากการทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหาด้วยพวกเขาเอง บนคอมพิวเตอร์ที่มีการติดต่อผ่านเครือข่ายความเร็วสูง โดยมีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจและชื่นชมเท่านั้น

งานวิจัยของ Dr.Mitra กับกลุ่มนักเรียนในประเทศอินเดียได้รับความสนใจและติดตามชมอย่างกว้างขวางเมื่อปี 2010 ในรายการ TED talk ในชื่อการทดลอง “ช่องบนผนัง”(hole in the wall) แสดงถึงศักยภาพในการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วโดยปราศจากความช่วยเหลือของผู้ใหญ่


Dr.Mitra ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าของท่านในการเริ่มสอนประชาชนว่าจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร เมื่อ Dr.Mitraซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของตนเอง ท่านประหลาดใจที่บุตรชายอายุ 6 ขวบสามารถบอกว่า ทำอย่างไรจะแก้ปัญหามันได้
Dr.Mitra คิดว่าบุตรชายของท่านเป็นอัจฉริยะ แต่เพื่อนๆของท่านก็เล่าในทำนองเดียวกันนี้กับลูกๆของตนเอง
Dr.Mitra กล่าวว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ลูกๆของพวกเราจะเป็นอัจฉริยะ ถ้าพวกเขาอาศัยอยู่ ในสลัมในกรุงนิวเดลี (New Delhi)

Dr.Mitra ติดตั้งคอมพิวเตอร์ที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ในสลัมนิวเดลี ตามสายของตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ด้านหลังกำแพงกระจก และบอกกับเด็กๆว่าสามารถใช้มันได้ โดยไม่ให้คำแนะนำใดๆ


ไม่นานนักเด็กๆก็เรียนรู้การท่องเว็บด้วยภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าพวกเขาขาดความสามารถในการใช้ภาษา เพื่อพิสูจน์การทดลองนี้ Dr.Mitraได้ติดตั้ง "hole in the wall" ในหมู่บ้านโดดเดี่ยวที่ห่างออกไป 300 ไมล์ เพียงครู่เดียว เด็กก็พูดขึ้นว่า พวกเราต้องการหน่วยประมวลผลที่เร็วกว่านี้และเม้าส์ที่ดีกว่านี้ (we need a faster processor and a better mouse)

เมื่อคุณJames Wolfensohn ประธานของธนาคารโลกมาเยี่ยมชมการทดลอง Dr.Mitraสนับสนุนให้ คุณWolfensohn เข้าไปในสลัมนิวเดลี เพื่อให้เห็นด้วยตาตนเอง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆแล้ว คุณWolfensohnแตะมือของท่านบนไหล่ของ Dr.Mitra แล้วถามว่า “เท่าไหร่ดี”  Dr.Mitraได้รับเงิน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ท่านทำการทดลองในประเทศอินเดีย, กัมพูชาและอาฟริกา ศึกษาการจัดระบบตนเองในการเรียนรู้ เพื่อปรับปรุงการออกเสียง, การอ่าน, ความเข้าใจภาษาอังกฤษ เลยไปถึงความรู้พื้นฐานของการคัดลอกดีเอ็นเอ (the basics of DNA replication)


Dr.Mitra กล่าวว่า ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม มีพื้นฐานใหญ่มากบนความจำเป็นที่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีดินแดนมากมายและกว้างใหญ่มาก ต้องปกครองประชาชนด้วยการเขียนสิ่งต่างๆลงบนกระดาษ จากนั้นส่งข้อความเหล่านั้นไปรอบโลกด้วยเรือ โรงเรียนทำหน้าที่ผลิตเสมียน ให้สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนกันได้ในระบบราชการขนาดใหญ่ มีทักษะในการอ่าน, เขียน และคณิตศาสตร์เป็นหลัก

ข้อโต้แย้งของ Dr.Mitra คือ โลกของวันนี้ ต้องการระบบใหม่ ซึ่งบทบาทของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง


เพื่อช่วยการเรียนรู้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น Dr.Mitra รับอาสาสมัครหลายร้อยคนทำหน้าที่ “คุณยาย” จากประเทศอังกฤษ ในบทบาทของ “ปู่ย่าตายาย” แทนครู ใช้สไกป์ (Skype – เป็นโปรแกรมสื่อสารทางไกลชนิดหนึ่งที่สามารถมองเห็นใบหน้า พูดคุยกันได้) ในการเรียนรู้รอบโลก ให้การสนับสนุนนักเรียนทำสิ่งที่ดีที่สุดและยกย่องความสำเร็จของพวกเขา

เงินรางวัลจาก TED นั้น Dr.Mitra ตั้งใจจะสร้างห้องทดลองคล้ายในอินเดียมากที่สุด ที่ซึ่งสามารถทดสอบทฤษฎีของท่าน ผ่านการทดลองเสริมการทำงานของโรงเรียน มีลักษณะคล้าย ร้านอินเตอร์เนตที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ” (safe cybercafé for children)

Dr. Mitra กล่าวว่า ท่านไม่ได้คิดว่าครูล้าสมัย แต่การเปลี่ยนบทบาทของคุณครูอาจช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคอมพิวเตอร์ และทีมงานของ Dr. Mitra อาจเป็นทางเลือกให้กับโรงเรียนที่ครูไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้

นอกจากนี้ การศึกษาแบบดั้งเดิมมีความเครียดจากการทดสอบและการลงโทษ สองสิ่งนี้เป็นสาเหตุทำให้สมองปิดการทำงานที่มีเหตุผลลงและยอมจำนนต่อความกลัว ส่วนการใช้วิธีการที่ใกล้เคียงกับปู่ย่าตายาย ซึ่งแสดงความชื่นชมยินดีกับเด็กๆนั้น เป็นวิธีการที่ตรงข้ามกับที่พ่อแม่ของเด็กๆใช้
……………………………………………….............................

ความเห็นของผู้แปล

เมื่ออ่านรายงานข่าวของ CNNนี้แล้ว ดิฉันได้ค้นหารายงานวิจัยและคลิปของ Dr.Sugata Mitra อีกหลายคลิปมาเปิดดู รวมทั้งศึกษาคร่าวๆใน “โครงการแท็ปแล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย” เพราะต้องการทราบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการระดับชาติของไทยทำงานกันอย่างไรกับโครงการนี้

ดิฉันยอมรับว่าทึ่งในความสามารถของสมองน้อยๆของเด็กๆและสนใจโครงการวิจัยของ Dr.Mitra มาก จนอยากเข้าร่วมเป็นทีมงานวิจัยของท่านเลยค่ะ  เด็กที่อายุน้อยกว่าสามารถเรียนรู้การทำงานของคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วกว่าเด็กโต โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาด้วยแล้ว เด็กเล็กมากเท่าไรจะยิ่งสามารถเรียนรู้ภาษาได้รวดเร็วและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และที่น่าทึ่งมากยิ่งขึ้นคือเด็กอายุ 12 ปีในชนบทห่างไกลที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน จะสามารถทดสอบผ่าน 50% ของเนื้อหาวิชา Biotechnology ที่เป็นภาษาอังกฤษ จากการศึกษาด้วยตนเองเป็นกลุ่ม โดยไม่มีผู้ใหญ่สอนเลย (การทดลองของDr.Mitra เน้นการเรียนรู้เป็นกลุ่มของเด็กๆเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น)


ซึ่งนั่นเป็นการยืนยันว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่ไร้ขอบเขต ถ้าพวกเขามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง

ทุกท่านคิดเหมือนดิฉันไหมคะที่ต้องการให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงแท็ปแล็ตหรือแล็ปท็อป ที่มีการติดต่อผ่านเครือข่ายความเร็วสูง? มีสิ่งใดที่ท่านยังรู้สึกกังวล?

เนื้อหาวิชาที่ใช้ในสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิชาชีพเฉพาะต่างๆนั้น เปลี่ยนแปลงไปเร็วมากตามระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ถ้าท่านและบุตรหลานของท่าน อ่านแค่ตำราภาษาไทยจะไม่สามารถตามทันชาวโลกได้เลย เนื่องจากงานวิจัยใหม่ๆที่นักวิชาการในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและทุนวิจัยให้มากมาย จะมีผลงานใหม่ๆนำเสนอออกมาตลอดปี กว่าที่อาจารย์ชาวไทยแต่ละท่านจะสามารถรวมรวมเอามาแปลและเรียบเรียงใส่ความเห็นของตนเอง เป็นสำนวนที่สละสลวย ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิตามระบบของสถาบันการศึกษา และสามารถตีพิมพ์ออกมาเป็นผลงานของแต่ละท่านได้ ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี ความรู้ก็ได้เปลี่ยนไปอีกแล้วค่ะ โดยเฉพาะความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เวลาเพียง 2 ปีนั้น ความรู้ได้ก้าวข้ามไปไกลมากแล้ว ยิ่งถ้าเป็นตำราไทยที่แปลมาจากตำราต่างประเทศด้วยแล้ว ความล้าหลังทางวิชาการของเราจะไม่น้อยกว่า 5 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น แล็ปท็อปหรือแท็ปแล็ตมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับผู้เรียนทุกระดับชั้นเรียน!

สำหรับท่านที่ยังรู้สึกติดขัดอยู่กับความเชื่อเดิมๆที่ว่า “ถ้าปล่อยให้เด็กใช้แท็ปแล็ตหรือแล็ปท็อปเอง เด็กๆก็จะเอาแต่เล่นเกม ดาวน์โหลดเพลง ทำแต่เรื่องไร้สาระไม่ยอมหาความรู้”
  
ดิฉันขอตอบว่า แน่นอนค่ะ เด็กๆจะเป็นอย่างนั้นแน่ๆ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ เพราะกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่แปลกหูแปลกตา ธรรมชาติของเด็กๆอยากรู้อยากเห็นว่า แท็ปแล็ตทำอะไรได้สารพัดอย่างที่ได้ยินมาจริงหรือไม่ ? ท่องโลกได้จริงหรือ? ท่องโลกเป็นอย่างไร? ฯลฯ ยิ่งถ้าครู/อาจารย์และพ่อแม่ยิ่งหวงเจ้าเครื่องมหัศจรรย์นี้มากเท่าไร จำกัดการใช้งานแท็ปแล็ตน้อยลงเท่าไร  ความตื่นเต้นเมื่อมีโอกาสได้ใช้มันอย่างอิสระจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกสิ่งน่าสัมผัส น่าลอง น่าเรียนรู้ไปทั้งหมด

การเล่นเกมคอมพิวเตอร์มีผลร้ายสารพัด ต่อเด็กๆจริงหรือ?

คำถามนี้ดิฉันขอแนะนำให้ท่านศึกษาจากรายการที่น่าสนใจต่อไปนี้และตัดสินใจด้วยตัวของท่านเอง เช่น
  • Ali Carr-Chellman: Gaming to re-engage boys in learning - การเล่นเกมเพื่อกลับมาร่วมในการเรียนการสอนของเด็กชายอีกครั้ง, เรื่องนี้กล่าวถึงปัญหาของเด็ก ADHD หรือภาวะสมาธิสั้นและไม่อยู่นิ่ง ซึ่งพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงถึง 4 เท่า จากการเล่นเกมจะช่วยให้พวกเขามีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น จนสามารถกลับเข้ามาเรียนร่วมกับเพื่อนๆในห้องเรียนได้อีกครั้งหนึ่ง
  •  Jane McGonigal: The game that can give you 10 extra years of life - เกมที่ดีที่สุดจะได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เรามีงานสำคัญที่จะต้องได้รับความร่วมมือกันเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย เกมช่วยให้เราเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีมได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่ำ
  •  Tom Chatfield: 7 ways games reward the brain - 7 ประการของเกมที่แสดง ให้คุณเห็นว่าคุณสามารถนำบทเรียนจากเกมส์เหล่านี้ มาใช้นอกเกมส์ได้อย่างไร 
  1. การแสดงความก้าวหน้า เปรียบเทียบกับระดับความสำเร็จของเรา
  2.  การสร้างจุดหมายระยะยาว จากนั้นแบ่งออกเป็นเป้าหมายระยะสั้นหลายๆ จุด (ช่วยให้เกิดกำลังใจในการทำงาน – ผู้แปล)
  3. การให้รางวัลกับความพยายามของตนเอง (เพิ่มคุณค่าในตนเองและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน – ผู้แปล)
  4.  การตอบกลับ เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง และการสนองตอบต่อผลตอบกลับที่ได้รับมา ช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองทั้งสองฝ่าย
  5. องค์ประกอบของความไม่แน่นอน เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่เราไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ เราจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับมัน และต้องการแสวงหามันมากขึ้นไปเรื่อยๆ
      ฯลฯ
  • Daphne Bavelier: Your brain on video games,
  • Jane McGonigal: Gaming can make a better world,
  • Salman Khan: Let's use video to reinvent education,
  •  Gabe Zichermann: How games make kids smarter
                        ฯลฯ

รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ

เชิญแชร์ได้ตามสบายค่ะ

ช็อตเด็ดวันนี้:ขนผัก

Pavin Chachavalpongpun ด่ารัฐบาลนักเรื่องรถไฟความเร็วสูง มีใครรู้บ้างไหมว่า รัชกาลที่ 5 สร้างทางรถไฟด้วยเงินกู้จากอังกฤษ ส่วนหนึ่งของตกลงกู้ยืมเงินคือการมอบดินแดนทางตอนเหนือของมาเลเซียให้อังกฤษ... แหม... พวกเทิดทูนเจ้าเงียบกริบเลยนะ

วันศุกร์, มีนาคม 29, 2556

With great power, comes great responsibility



"วันนี้ เป็นวันเกิดน้องไปป์ แต่เนื่องจากติดประชุมสภา จึงไม่สามารถไปร่วมงานน้องได้ น้องไปป์เลยส่งการ์ดมาให้คุณแม่แทนค่ะ"

ปากคำประวัติศาสตร์อดีตแพะคดีเผาบ้่านเผาเมือง


Coffee with : อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด by VoiceTV
รายการWake up Thailand ทางVoice TV 29 มีนาคม ช่วCOFFEE WITH : สายชล แพบัว อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด และ พินิจ จันทร์ณรงค์ อดีตผู้ต้องขังคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด  วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ฟัง เสียงจากผู้ต้องขังเผาเซ็นทรัลเวิล์ด หลังจากศาลยกฟ้อง

พวกต้าน2.2ล้านล้านอ่านตรงนี้..เผื่อจะอายลาว


ลาวลุยรถไฟความเร็วสูง เปลี่ยน "แลนด์ล็อก" เป็น "แลนด์ลิงก์"

 รัฐสภาลาวมีมติอนุมัติโครงการในการประชุมวาระพิเศษเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังได้ข้อสรุปว่าระบบรถไฟความเร็วสูงจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แม้ว่าบริษัทเอกชนของจีนประกาศถอนตัวโดยอ้างว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน 


รัฐบาล สปป.ลาวเตรียมเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อกับประเทศจีน แม้ภาคเอกชนจีนจะถอนตัวออกจากบริษัทร่วมทุนเวียงจันทน์ ไทมส์ รายงานว่า รัฐสภา สปป.ลาวมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวในการประชุมวาระพิเศษเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังได้ข้อสรุปว่าระบบรถไฟความเร็วสูงจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเมื่อการรวมกลุ่มเศรษฐกิจระหว่างกัน ได้รับการคาดหมายว่าเป็นอนาคตของภูมิภาคนี้

ก่อนหน้านี้ลาวกับจีนวางแผนลงขันกันสร้างทางรถไฟ ซึ่งจะเชื่อมโยงกรุงเวียงจันทน์กับชายแดนลาว-จีนในจังหวัดหลวงน้ำทา แต่โครงการดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเริ่มก่อสร้างต้นปี 2554 และแล้วเสร็จปี 2557 มีอันต้องล่าช้าออกไปเพราะความขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือทางรถไฟและประเด็นอื่น ๆ จนในที่สุดบริษัทก่อสร้างจากแดนมังกรประกาศถอนตัวโดยอ้างว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน 

ทางการลาวจึงตัดสินใจเดินหน้าโครงการตามลำพังโดยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว แม้ว่าโครงการนี้จะไม่มีผู้ถือหุ้นโดยตรงรายอื่น ๆ แต่หน่วยงานของจีนจะเป็นผู้ให้เงินกู้สำหรับการดำเนินงาน

สมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในแง่จะช่วยเปลี่ยนลาวเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภาคพื้นดิน (land link) ในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ อันจะมีส่วนกระตุ้นการเติบโตของประเทศอีกต่อหนึ่ง

พิธีลงนามของโครงการนี้อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (ASEM) ครั้งที่ 9 ในวันที่ 5-6 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งลาวเป็นเจ้าภาพ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายลาวและจีนมีกำหนดมาร่วมพิธีด้วย

นายสมสะหวาดระบุว่า ทางรถไฟจะมีระยะทาง 420 กิโลเมตร ใช้ต้นทุนการก่อสร้างราว 4.425 หมื่นล้านหยวน (7 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะได้รับสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกของจีน (Exim Bank of China)

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ตั้งข้อสังเกตว่า การให้เงินกู้ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้อนให้กับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ โครงการอื่น ๆ ในประเทศรอบข้างที่ทางการจีนเข้าไปมีส่วนร่วม ได้แก่ โครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซคู่ขนานในเมียนมาร์ ท่อส่งน้ำมันดิบจากไซบีเรียตะวันออก และโครงการทางรถไฟขนส่งถ่านหินจากมองโกเลีย

นายสุลีวง ดาราวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ผลประโยชน์ที่จีนจะได้รับเป็นการแลกเปลี่ยนกับการปล่อยเงินกู้ คือ ซัพพลายทรัพยากรแร่ธาตุราว 5 ล้านตันต่อปี จากลาวภายในปี 2563 ซึ่งหลัก ๆ แล้ว คือ โพแทช นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบอื่น ๆ อาทิ ไม้ และสินค้าเกษตร

ลาวซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลตั้งอยู่ระหว่างจีน เวียดนาม เมียนมาร์ ไทย และกัมพูชา ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ลาวได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ แม้ว่าปัจจุบันแร่ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงและทองคำ แต่ลาวยังมีเหมืองอีก 10 แห่งที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่า

จะเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโพแทชที่เป็นส่วนผสมหลักในปุ๋ย นอกจากนี้ยังมีแร่อื่น ๆ อาทิ เหล็ก สังกะสี และตะกั่ว คาดว่ากำลังการผลิตแร่ทุกชนิดรวมกันจะทะลุ 7 ล้านตันต่อปีในไม่ช้า โดยส่วนใหญ่จะขายให้กับจีนผ่านทางเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2560

"แน่นอนว่าเราจะต้องมีความสามารถในการแข่งขัน ถ้าแร่โพแทชของเราเสียเปรียบด้านราคา จีนก็จะหันไปซื้อจากแคนาดาแทน แต่เพราะเรากู้เงินจากธนาคารจีนมาสร้างทางรถไฟ ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่จีนจะซื้อโพแทชจากเรา" นายสุลีวงกล่าว

ความเคลื่อนไหวเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับแดนมังกรของลาว สวนทางกับแนวนโยบายของทางการเมียนมาร์ที่พยายามลดอิทธิพลของจีนในประเทศตน โดยตัดลดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีน แล้วหันมาเปิดรับการลงทุนจากชาติตะวันตก โดยยินยอมปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อแลกกับการระงับมาตรการคว่ำบาตร

รูปแบบของรางรถไฟในลาวได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับทางรถไฟที่มีอยู่แล้วในจีน ซึ่งมีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง

แม้รางรถไฟจะมีความกว้างมาตรฐาน 1.435 เมตร แต่ต้องเคลียร์พื้นที่แต่ละฝั่งของรางรถไฟออกไปอีกฝั่งละ 50 เมตร สำหรับจัดเตรียมการก่อสร้างและดูแลความปลอดภัย ส่วนจุดที่ต้องสร้างอุโมงค์รถไฟพื้นที่ขนาบข้างต้องขยายเป็น 100 เมตร และบริเวณที่เป็นสถานีหลักจะมีการจัดเตรียมพื้นที่ขนาด 3,000x250 เมตร สำหรับพัฒนาเป็นย่านการค้าและเชื่อมโยงคมนาคมในอนาคต

ตลอดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ต้องมีการก่อสร้างอุโมงค์ 76 แห่ง และสะพาน 154 แห่ง ซึ่งรวมถึง 2 แห่งที่พาดข้ามแม่น้ำโขง เฉพาะอุโมงค์และสะพาน รวมกันกินพื้นที่มากกว่า 60% ของโครงการ เนื่องจากภูมิประเทศแถบภาคเหนือของลาวเต็มไปด้วยภูเขาสูง โครงการนี้มีสถานีทั้งหมด 31 แห่ง แต่ช่วงแรกที่เปิดดำเนินการจะให้บริการเพียง 20 แห่ง ที่เหลือจะทยอยเปิดตามมา

ด้านสถานีหลักมี 7 แห่ง 2 แห่งในจำนวนนี้อยู่ในเวียงจันทน์ เมื่อออกจากเมืองหลวงทางรถไฟจะมุ่งขึ้นเหนือผ่านเมืองโพนโฮงและวังเวียง ก่อนต่อไปยังหลวงพระบาง หลวงน้ำทาและถึงชายแดนจีนในที่สุด

ในข้อตกลงเริ่มแรก ขบวนรถขนส่งผู้โดยสารจะมีความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. แต่หลังจากนั้นรัฐบาลลาวตัดสินใจลดความเร็วลงเหลือไม่เกิน 160 กม./ชม. เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่ทางรถไฟตัดผ่านเป็นภูเขาสูง ส่วนขบวนรถไฟขนส่งสินค้าจะทำความเร็วได้สูงสุด 120 กม./ชม.

อย่างไรก็ตาม นายสมสะหวาดระบุว่า รถไฟบรรทุกผู้โดยสารอาจเพิ่มความเร็วถึง 200 กม./ชม.ได้ในเขตกรุงเวียงจันทน์ และเมืองวังเวียง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบแต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้งก่อนปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-พวกต้าน2.2ล้านล้านอ่านตรงนี้เผื่อจะอาย:รถไฟไทยอยู่ตรงไหน?(ตอนที่1)
-พวกต้าน2.2ล้านล้านอ่านตรงนี้เผื่อจะอาย:รถไฟไทยอยู่ตรงไหน?(ตอนที่2)

พวกต้าน2.2ล้านล้านอ่านตรงนี้..เผื่อจะอาย(ตอนที่2)


รถไฟไทยอยู่ตรงไหน?​ (2/3): รถไฟไทยพัฒนาแค่ไหน?



railway-electrified
สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าความเร็วหัวรถจักรเรามีความเร็วที่ช้ามาก (ติดอันดับโลก)
ที่มา WherIsThailand
หลังจากได้พูดถึงโครงสร้างพื้นฐานและความเข้าถึงของรถไฟไปแล้วในตอนแรก ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจก็คือความล้าหลัง(หรือระดับการพัฒนา)ของการรถไฟ ซึ่งอาจจะวัดได้จากความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ใช้
ดัชนีชี้วัดอย่างหนึ่งที่อาจจะนำมาใช้ได้คือความกว้างของราง รางที่กว้างกว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนและบำรุงรักษาที่สูงกว่า แต่จะทำให้การเดินทางสเถียรกว่าและรถไฟสามารถวิ่งได้เร็วกว่ามาก อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถบ่งชี้ถึงระดับการพัฒนาของการรถไฟคือการเปลี่ยนมาใช้หัวจักรที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หัวจักรพลังงานไฟฟ้ามักจะให้ความเร็วที่สูงกว่าและ “สะอาด” กว่า (ในแง่ที่ไม่สร้างมลภาวะทางอากาศและเสียงในชุมชนแต่ไปสร้างที่โรงไฟฟ้าแทน) นอกจากนี้หัวจักรไฟฟ้ายังค่อนข้างเงียบและเดินทางได้นิ่งกว่า เหมาะแก่การโดยสาร
ตัวเลขที่สามารถวัดการพัฒนาของรถไฟโดยสารได้คือสัดส่วนของรางที่ใช้รางขนาดกว้าง (standard gauge) เทียบกับรางขนาดแคบ (narrow gauge) และรางชนิดที่ใช้ไฟฟ้า (electrified rail)[1] ประกอบกับความเร็วหัวรถจักรสูงสุด[2]
Railway Statistics
Railway length: narrow guage (electrified) (km)Railway length: standard guage (electrified) (km)Max speed (km/h)
USA0224,792240
Russia95786,200 (40,300)250
Japan22,445 (15,366)4,737 (4,737)240-300
China086,000 (36,000)300 (431 for Shanghai Maglev Train)
Germany259 (99)41,722 (20,053)330
South Korea03,381 (1,843)305
India9,71754,257 (18,927)150
Malaysia1,792 (150)57 (57)160
Thailand4,04229 (29)90-100
จะเห็นได้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาแม้จะมีรางรถไฟมากแต่ไม่ค่อยมีการใช้ไฟฟ้า อาจจะเป็นเนื่องมาจากรถไฟส่วนใหญ่นั้นใช้ขนส่งสินค้าและการโดยสารโดยรถไฟยังไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนไปใช้หัวรถจักรไฟฟ้าเป็นจำนวนมากสอดคล้องกับความนิยมในการโดยสารที่สูง
สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าความเร็วหัวรถจักรเรามีความเร็วที่ช้ามาก (ติดอันดับโลก) นอกจากนี้รางรถไฟของเราทั้งหมดเป็นแบบรางแคบและไม่มีกระแสไฟฟ้า (ยกเว้นแต่รถไฟสาย airport link ซึ่งคือจำนวน 29 กม.ที่เป็น standard guage ทั้งหมด) ไม่ว่าจะมองทางใด รถไฟของประเทศไทยนั้นนับจัดอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ล้าหลังเป็นอย่างมาก”
จากข้อมูลของรายการ “จอโลกเศรษฐกิจ” ในตอนที่ทำเรื่องของการรถไฟไทย[3] มีประเด็นที่เป็นใจความสำคัญดังนี้
  • รางรถไฟในไทยกว่า 94% เป็นแบบรางเดี่ยว นั่นหมายถึงรถไฟไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้กว่า 94% ของประเทศ จึงมีลักษณะเป็นคอขวดทำให้เกิดการล่าช้า
  • มีตู้ขบวนโดยสาร 1352 คัน ใช่ไม่ได้กว่า 500 คัน
  • หัวรถจักรมี 256 คัน รุ่นเก่าสุดอายุ 45 ปี รุ่นใหม่สุดอายุ 13 ปี
  • ความต้องการใช้งานหัวรถจักร 155 คันต่อวัน ใช้ได้จริง 137 คัน
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่บ่งบอกถึงความ “ล้าหลัง” ที่สุดของรถไฟไทยได้ดีที่สุดที่ปฏิเสธไม่ได้คงจะมาจากประสบการณ์โดยตรงของทุกๆท่านกับรถไฟไทยของเราที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา หากผู้อ่านได้ลองนั่งรถไฟมาไม่นานนี้ (หรือเมื่อนานมาแล้วก็ตามที) จะพบว่าเรายังคงอนุรักษ์เอาไว้ซึ่งหัวรถจักรดีเซลที่เหม็น ส่งเสียงดัง สั่นสะเทือน ตารางเวลาที่ไม่เคยเป็นไปได้จริง ตู้รถไฟชั้นสามที่ร้อน เหม็นฉี่ และสกปรก

อ้างอิงข้อมูล:

[1] https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/fields/2121.html
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/High-speed_rail_by_country
[3] http://www.youtube.com/watch?v=xxjJ9OHp3bM

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: การเมืองว่าด้วย “พลังงานไทย” (ตอนที่สอง): ประเทศไทยเป็นเศรษฐีพลังงานจริงหรือ?


การเมืองว่าด้วย “พลังงานไทย” (ตอนที่สอง):
ประเทศไทยเป็นเศรษฐีพลังงานจริงหรือ?
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556

ขบวนการ “ทวงคืนพลังงานไทย” มีจุดประสงค์ที่แท้จริงทางการเมืองคือ อาศัยความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมันแพง มาปลุกระดมความไม่พอใจ โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และรัฐบาล โดยอ้างว่า เบื้องหลัง ปตท.ก็คือ “กลุ่มผลประโยชน์” ที่เข้ามาควบคุม ปตท.ด้วยการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทมหาชน แล้วเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2544 คนพวกนี้จึงเรียกร้องให้ “ทวงคืน ปตท.” ซึ่งก็คือ ถอน ปตท.ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ยกเลิกหุ้น ปตท. และหวนคืนสู่การเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มรูปดังเดิม

นิยายพลังงานไทยที่คนพวกนี้ผูกเรื่องขึ้นมาโดยคร่าว ๆ คือ ประเทศไทยเป็นเศรษฐีพลังงาน มีทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบปริมาณมหาศาล แต่คนไทยกลับต้องใช้น้ำมันราคาแพงเพราะมีกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาฮุบทรัพยากร เริ่มตั้งแต่สมคบกับบริษัทขุดเจาะต่างชาติที่ได้สัมปทานแบ่งส่วนผลประโยชน์ให้รัฐไทยน้อยมาก แอบส่งออกน้ำมันดิบไทยไปขายในตลาดโลก แล้วนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพงจากตะวันออกกลางเข้ามากลั่น บวกต้นทุนเทียมและตั้งราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อกินกำไรส่วนต่าง จัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน ทำให้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีราคาขายปลีกแพงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก!

คนพวกนี้กล่าวหาว่า มีการปกปิดบิดเบือนข้อมูลโดยหน่วยราชการไทยที่เกี่ยวข้อง และหันไปอ้างแหล่งข้อมูลต่างประเทศที่ดูขลังน่าเชื่อถือแทน เช่น การสารสนเทศพลังงานของสหรัฐอเมริกา หรืออีไอเอ เป็นต้น อ้างไปถึงว่า เป็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐหรือซีไอเอก็มี ทั้งที่ถ้าลงมือตรวจสอบกันอย่างจริงจัง ก็จะพบว่า ข้อมูลพลังงานไทยจากแหล่งข้อมูลต่างประเทศ เช่น อีไอเอ และบีพีโกลบอล ก็ใกล้เคียงกับข้อมูลที่หน่วยราชการไทยเผยแพร่ ทั้งนี้ก็เพราะว่า แหล่งข้อมูลในต่างประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็เอาข้อมูลจากหน่วยราชการไทยไปเผยแพร่อีกทีหนึ่งนั่นเอง

ความจริงคือ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเศรษฐีพลังงานแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดิบ แม้จะผลิตได้เองจำนวนหนึ่ง ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากทุกปี ปริมาณสำรองที่มีอยู่ก็ไม่มากนักและถ้าไม่มีการค้นพบเพิ่มอีก ก็จะหมดไปในอีกไม่เกินสิบปี

ข้อมูลจากอีไอเอ บีพีโกลบอล และจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติของไทยให้ตัวเลขใกล้เคียงกัน ในปี 2555 ประเทศไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วประมาณ 10-10.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นอันดับที่ 42 ของโลก และเป็นเพียงร้อยละ 0.1 ของปริมาณสำรองทั้งโลก ไทยมีอัตราการผลิตก๊าซจำนวน 1.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี ด้วยอัตรานี้ ถ้าไม่มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่เพิ่มอีก ก๊าซธรรมชาติของไทยจะหมดไปภายใน 7-8 ปี แต่ประเทศไทยมีการบริโภคก๊าซธรรมชาติปีละ 1.6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ผลก็คือ ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านปีละ 3 แสนล้านลูกบาศก์ฟุต

ในส่วนน้ำมันดิบ ข้อมูลแหล่งต่าง ๆ ก็ยังให้ภาพรวมที่ใกล้เคียงกัน ในปี 2554 ประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วประมาณ 440 ล้านบาร์เรล เป็นอันดับที่ 47 ของโลกและเป็นเพียงร้อยละ 0.02 ของปริมาณสำรองทั้งโลก ในปี 2555 ไทยมีอัตราการผลิตน้ำมันดิบและคอนเด็นเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว) รวมกันประมาณ 240,000 บาร์เรลต่อวันหรือราว 86 ล้านบาร์เรลต่อปี ในอัตราการผลิตนี้ ถ้าไม่มีการค้นพบแหล่งน้ำดิบเพิ่มอีก น้ำมันดิบไทยก็จะหมดไปในเวลาเพียง 5 ปี

โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยใช้น้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติที่มีสารเจือปนน้อย (เช่น สารปรอท) และกลั่นได้น้ำมันดีเซลเป็นสัดส่วนมาก ตรงกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศไทย แต่น้ำมันดิบที่พบในประเทศไทยบางส่วนมีสารเจือปนสูง และที่พบในอ่าวไทยก็มีองค์ประกอบที่กลั่นแล้วได้น้ำมันเบนซินในสัดส่วนสูง ถ้าโรงกลั่นในไทยรับซื้อและกลั่นออกมา ก็จะมีน้ำมันเบนซินเหลือเกินความต้องการของตลาด น้ำมันดิบไทยส่วนนี้จึงถูกส่งออกไปขายต่างประเทศแทน ทั้งนี้ ในปี 2555 ประเทศไทยส่งออกน้ำมันดิบไปต่างประเทศเป็นปริมาณ 41,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นมูลค่าเพียง 51,000 ล้านบาทเท่านั้น นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลกซึ่งส่งออกกันเป็นแสนเป็นล้านบาร์เรลต่อวัน

น้ำมันดิบไทยที่โรงกลั่นในไทยสามารถใช้ได้จึงมีราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ประเทศไทยมีอัตราการบริโภคน้ำมันดิบราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศไทยจึงต้องนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 8 แสนบาร์เรลต่อวัน ข้อมูลในอดีตแสดงว่า ในแต่ละปี น้ำมันดิบที่ผลิตในไทยสามารถสนองความต้องการใช้ในประเทศได้เพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้น นอกนั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะเลิกส่งออกน้ำมันดิบไทยโดยสิ้นเชิงและให้โรงกลั่นในไทยกลั่นน้ำมันดิบทั้งหมดเอง แต่ก็มีข้อโต้เถียงกันอยู่ว่า ต้องมีการลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นปัจจุบันให้สามารถรับสารเจือปนปริมาณสูงได้ ซึ่งใช้เวลาหลายปี ที่สำคัญคือ น้ำมันดิบส่วนนี้มีปริมาณไม่มาก และเมื่อกลั่นออกมาก็จะได้น้ำมันเบนซินสัดส่วนสูง ก็จะต้องมีแผนการส่งออกน้ำมันเบนซินส่วนเกินนี้ไปต่างประเทศอีกอยู่ดี ทั้งหมดนี้จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่

พวก “ทวงคืนพลังงานไทย” อ้างว่า ประเทศไทยผลิตก๊าซและน้ำมันดิบได้มากกว่าประเทศเศรษฐีพลังงาน เช่น บรูไน ซึ่งก็เป็นความจริง ในปี 2554 บรูไนผลิตก๊าซธรรมชาติ 440,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (เป็นหนึ่งในสามของประเทศไทย) ผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทได้ 126,000   บาร์เรลต่อวัน (เป็นครึ่งหนึ่งของประเทศไทย) แต่คนพวกนี้ไม่บอกว่า บรูไนมีประชากรเพียง 4 แสนคน มีอัตราการบริโภคก๊าซธรรมชาติเพียง 107,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันและบริโภคน้ำมัน 16,000 บาร์เรลต่อวัน บรูไนจึงสามารถส่งออกก๊าซธรรมชาติได้ 330,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งออกน้ำมันดิบ 136,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นสามเท่าของประเทศไทย บรูไนจึงเป็นเศรษฐีส่งออกก๊าซและน้ำมัน

คนพวกนี้ชอบอ้างว่า ในประเทศเศรษฐีน้ำมัน ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก เช่น เวเนซูเอลา ซาอุดิอาระเบีย และที่อ้างบ่อยที่สุดคือ มาเลเซีย แต่ตรรกะที่ว่า ประเทศไทยเป็นเศรษฐีพลังงาน คนไทยจึงต้องได้ใช้ก๊าซและน้ำมันในราคาถูก ก็เป็นตรรกะที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ทรัพยากรธรรมชาติทั้งก๊าซและน้ำมันใช้เวลาก่อกำเนิดหลายร้อยล้านปี มีปริมาณจำกัด ใช้หมดไปแล้วสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้ ถึงมีมากสักเพียงใด ก็มีวันหมด หนทางที่ถูกต้องจึงต้องประหยัดการใช้ให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด ถ้าตั้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วใช้หมดในเร็ววัน เราและลูกหลานก็ต้องหาพลังงานทดแทนที่มีราคาแพงกว่ามาใช้ นโยบายของรัฐบาลในต่างประเทศที่อุดหนุนราคาให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาถูกจึงเป็นนโยบายที่ผิด ประเทศไทยไม่ควรเอาอย่าง ต้องให้ประชาชนได้ใช้ก๊าซและน้ำมันในราคาที่สอดคล้องกับความหาได้ยากที่แท้จริงของทรัพยากร ส่วนความจริงที่ว่า ราคาน้ำมันบางชนิดในประเทศไทยมีราคาแพงเพราะนโยบายบิดเบือนราคาของรัฐบาลนั้น ก็เป็นความจริง ซึ่งก็ต้องวิจารณ์กันบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนนิยายที่แต่งขึ้นมาหลอกกันเอง

ดูเพิ่มเติม


การเมืองว่าด้วย “พลังงานไทย” (ตอนที่หนึ่ง): 


วันพฤหัสบดี, มีนาคม 28, 2556

ตอบโจทย์ไม่ตรงใจ คนคลั่งเจ้าแจ้งความหมิ่นสถาบันฯ กับสุลักษณ์ สมศักดิ์ ภิญโญ และสมชัย

28 มีนาคม 2556

ที่มา ลดความเป็นไทยให้น้อยลง แล้วเพิ่มความเป็นคนให้มากขึ้น



ขอ หลาย คำ ให้พวก คลั่ง.... 

(ช่วยกันบริจาคเงินค่ารายการตอบโจทย์ฟ้องหมิ่นประมาทกลับให้ไอ้พวกกเฬวรากนี่ด้วยนะครับ .... โชว์พาวไม่เข้าเรื่อง เจอฟ้องกลับเเง่มๆ 5555)

จำคุก 3 ปี 4 เดือน ขายซีดีสารคดีข่าว ABC-วิกิลีกส์ ผิด 112

28 มีนาคม 2556

ประชาไท "ปิดคำพิพากษา จำคุก 3 ปี 4 เดือน ขายซีดีสารคดีข่าว ABC-วิกิลีกส์ ผิด 112"
ประชาไท

ศาลสั่งจำคุกเอกชัย 5 ปี ปรับ 1 แสน จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือ 3 ปี 4 เดือน ปรับ 6 หมื่น ศาลอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา 2,8,70,77 รัฐและประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์สถาบัน จำเลยลุ้นประกันตัวเย็นนี้



 

28 มี.ค.56 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการพิพากษาคดีของเอกชัย (สงวนนามสกุล) จำเลยซึ่งถูกฟ้องจากกรณีขายซีดีสารคดีเกี่ยวกับการเมืองไทย ซึ่งผลิดตโดยสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์ 2 ฉบับ โดยศาลพิพากษาให้จำเลยมีผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุก 5 ปี ความผิดฐานไม่มีใบอนุญาตขายซีดี ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 66,666.66 บาท  ทั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าฟังการพิจารณาคดีราว 20 คน โดยมีตัวแทนจากสถานทูตสวีเดน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ รวมถึงสำนักข่าวเอบีซีด้วย
หลังทราบคำพิพากษา เอกชัยถูกควบคุมตัวไปยังห้องขังของศาลอาญาทันที ทนายความและบิดาวัย 80 กว่าปีของเขากำลังทำเรื่องประกันตัวซึ่งน่าจะทราบผลภายในเย็นนี้
เอกชัยกล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังที่ศาลตัดสินลงโทษเขาและไม่เข้าใจเจตนาของเขาที่ต้องการเผย แพร่ข่าวสารที่เป็นกลาง
เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามว่ามีอะไรจะฝากถึงสำนักข่าว ABC หรือไม่ เอกชัยตอบว่า ไม่มี แต่ก็ขอขอบคุณที่ผลิตสารคดีการเมืองไทยที่ดีๆ ออกมา 
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายเอกชัย ในวันที่ 10 มี.ค.54  บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสาข้างสนามหลวง โดยทำการล่อซื้อวีซีดีที่เขาขายแผ่นละ 20 บาท แล้วแจ้งข้อหาคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112  และคดีจำหน่ายวีดิทัศน์โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมด้วยของกลางเป็นวีซีดีกว่า 100 แผ่น เครื่องไรท์ซีดี 1 เครื่อง พร้อมด้วยเอกสารของวิกิลีกส์จำนวน 10 ฉบับ เขาถูกจำคุกอยู่ราว 9 วันก่อนที่บิดาของเขาจะนำหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาทยื่นประกันตัวต่อศาล และศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราว


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงรายละเอียดคำพิพากษา สรุปความได้ว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดประกอบธุรกิจจำหน่ายวีดิทัศน์หรือซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่นั้น ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 บัญญัติว่า ห้ามผู้ ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายแผ่นซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิด ส่วนที่อ้างว่ามีหลายร้านที่ไม่มีใบอนุญาตและขายซีดีการปราศรัยของคนเสื้อแดงอยู่ก่อนแล้วจำเลยจึงนำมาขายบ้าง จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยสามารถจะจำหน่ายแผ่นวีดิทัศน์ได้โดยไม่ต้องรับใบอนุญาต ข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง
ส่วนความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น จะต้องพิจารณาถึงฐานะที่ทรงดำรงอยู่ในความรู้สึกของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบข้อความดังกล่าวด้วย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มาตรา 8 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ มาตรา 70 บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 77 บัญญัติว่า ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญายังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดต่อสถาบันเป็นพิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป ตามมาตรา 112 ด้วย
“จึงย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขของประเทศ เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือใช้สิทธิเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางหนึ่งทางใดมิได้ ทั้งรัฐและประชาชนต่างมีหน้าที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศตลอดไป ไม่เพียงแต่ในกฎหมายแม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ให้ความเคารพสักการะเทิดทูนไว้เหนือเกล้าตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล” คำพิพากษาระบุ
คำพิพากษายังระบุถึงความเห็นของพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนด้วยว่า เมื่ออ่านข้อความในปรากฏในซีดีและในเอกสารวิกิลีกส์แล้วเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นหมิ่นประมาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันโดยเป็นการกล่าวหาเจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ มีพระจริยวัตรไม่เหมาะสมกับฐานะองค์รัชทายาท รวมทั้งมีการใช้คำว่า “ฮาเร็ม” ซึ่งส่อความหมายในแง่ไม่ดี รวมถึงการกล่าวหาเรื่องพระชายาลับที่เยอรมนี นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเอกสารวิกิลีกส์ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2551 แล้วยังมีข้อความในลักษณะเป็นการกล่าวหาว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ มีความเชื่อมโยงกับการรัฐประหารปี 2549 และความยุ่งเหยิงของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ข้อความดังกล่าวเป็นไปในลักษณะจาบจ้วงล่วงเกิน หรือเสียดสีเปรียบเปรยทำให้พระองค์เสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาทพระราชินีและองค์รัชทายาท
นอกจากนี้คำพิพากษายังมีการะบุถึงคำเบิกความของตำรวจซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกว่า จำเลยจำหน่ายซีดีและเอกสารในการชุมนุมของกลุ่มแดงสยาม มีการตั้งเวทีปราศรัยเพื่อพูดถึงนายสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ย่อมบ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่ากระทำการเพื่อต้องการโฆษณาให้ประชาชนที่มาร่วมกันชุมนุมหลงเชื่อข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว โดยประการที่น่าจะทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท ทรงเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง
คำพิพากษาระบุอีกว่า ภายหลังจับกุมจำเลยพร้อมของกลาง จำเลยรับว่าเป็นผู้จัดทำซีดีและเอกสารขึ้นมาเองโดยดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตและยอมรับว่าเห็นข่าวดังกล่าวครั้งแรกในอินเทอร์เน็ตแสดงให้เห็นว่าก่อนนำมาจำหน่ายจำเลยย่อมทราบถึงข้อความดังกล่าวแล้วว่ามีความผิดตามกฎหมาย แม้จำเลยนำต่อสู้ว่า จำเลยดูแล้วไม่รู้สึกว่าเนื้อหาข่าวดังกล่าวมีลักษณะผิดกฎหมาย และเพียงแต่ต้องการเผยแพร่ข่าวสารจากสำนักข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับการเมืองไทยซึ่งมีน่าเชื่อถือ มีมุมมองเชิงลึก และเป็นกลางเท่านั้น เห็นว่า เรื่องนี้ต้องดูความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไปที่ได้อ่านข้อความนั้น มิใช่ตามความเข้าใจหรือความรู้สึกของจำเลยไม่ได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้ายพระราชินีและรัชทายาทตามฟ้อง
“พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 54 วรรค 1 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

ความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชยาท จำคุก 5 ปี และฐานประกอบธุรกิจจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชยาท คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และฐานประกอบธุรกิจจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 66,666.66 บาท รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือนและปรับ 66,666.66 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบของกลาง” คำพิพากษาระบุ
อ่านรายละเอียดการสืบพยานทั้งหมดได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/68#detail  จัดทำโดยศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์