วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 28, 2556

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.--- ศึกชิงเมืองหลวง


โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 3 มีนาคม 2556 นี้ เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะพิเศษยิ่งกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา เพราะไม่ใช่เป็นเพียงการตัดสินว่า ใครจะได้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของกรุงเทพฯ และกรุงเทพฯในอีกหลายปีข้างหน้าจะพัฒนาไปในทิศทางใด

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับวิกฤตการเมืองระดับชาติที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่คือ เฉื่อยชาไม่สนใจใยดีในการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยต้องพึ่งพานักการเมืองในพื้นที่ เพราะถึงอย่างไร ทั้งรัฐบาลกลางและผู้บริหารกรุงเทพมหานครก็ต้องทุ่มเทงบประมาณและกำลังคนมาให้ในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว ผลงานของสมาชิกสภาเขต สมาชิกสภากรุงเทพฯ หรือผู้ว่าราชการ แทบไม่มีนัยโดยตรงต่อชีวิตของคนพวกนี้เลย นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพฯเป็นจังหวัดที่มีอัตราการใช้สิทธิ์เลือกตั้งต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

สำหรับพวกเขาแล้ว แม้แต่วันอาทิตย์ที่เป็นวันเลือกตั้งระดับชาติหรือเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ก็เหมือนวันอาทิตย์อื่น ๆ คึอ พักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือออกมากินเที่ยวเตร่ อันเป็นกิจกรรมหาความสุขส่วนตัวที่สำคัญยิ่งกว่าการไปเลือกผู้บริหารกทม.หรือเลือกรัฐบาลระดับชาติ

ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์อาศัยประโยชน์จากความเฉื่อยชาของคนกรุงเทพส่วนใหญ่ ด้วยการสร้างเครือข่าย “คะแนนจัดตั้ง” เป็นพื้นฐานในทุกเขตของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขตกรุงเทพฯชั้นใน ฝังรากลึกมายาวนานหลายสิบปี เป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งขั้นต่ำที่จะต้องได้ทุกครั้ง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถชนะเลือกตั้ง เข้ายึดกุมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับชาติ สภาเขต สภากรุงเทพฯ และเก้าอี้ผู้ว่าราชการได้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา คนกรุงเทพฯที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ไม่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็น “คะแนนเสียงข้างน้อย” ในกรุงเทพฯแทบทุกครั้ง

วิธีการ “คะแนนจัดตั้ง” นี้จะใช้ไม่ได้ผลก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ เกิดความสนใจและหันมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเฉพาะในครั้งนั้นๆ โดยมีจำนวนมากพอที่จะรวมกับ “คะแนนเสียงข้างน้อย” ในอดีตของกรุงเทพฯ แล้วเอาชนะ “คะแนนจัดตั้ง” ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งเลือกตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์นอกจากจะมาจาก “คะแนนจัดตั้ง” เดิมของตนแล้ว ยังจะได้คะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯชั้นกลาง-คนรวยกลุ่มใหญ่ ซึ่งนิยมเผด็จการ บูชาพวกจารีตนิยม เกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอีกด้วย คนพวกนี้ชอกช้ำอย่างหนักจากการพ่ายแพ้เลือกตั้งใหญ่ 3 กรกฎาคม 2554 และปลอบใจตนเองแต่เพียงว่า อย่างน้อยก็เหลือกรุงเทพฯเป็น “ป้อมปราการด่านสุดท้าย” ของพวกเขา

สภาวะทางจิตวิทยาของคนพวกนี้เป็นเสมือนผู้ที่พ่ายศึกในสนามรบ ต้องถอยหนีมาติดอยู่ภายในค่ายหอรบของตน ถูกปิดล้อมไปด้วย “พวกโจร” ที่พร้อมจะเข้าตีและยึดค่าย โดยพวกเขาไม่เห็นหนทางที่จะแหวกวงล้อมออกมาทำศึกให้ชนะได้อีก จึงตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังและท้อแท้ในที่ตั้งของตน

จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้เห็นผู้มีชี่อเสียงหลายคน ออกมาแสดงความรู้สึกดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนในลักษณะอับจนหนทาง เช่น ประกาศให้พรรคเพื่อไทยและฝ่ายประชาธิปไตยเป็น “ข้าศึกศัตรู” ที่จะเข้ามายึดเมืองหลวงของพวกตน หรือให้ “กรุงเทพฯเป็นปราการด่านสุดท้าย” ต่อต้านทักษิณและพรรคเพื่อไทย หรือประกาศต่อต้านการเข้าตีเปลี่ยนกรุงเทพฯจากเมืองหลวงไปเป็น “เมืองขึ้น” เป็นต้น
สำหรับคนพวกนี้แล้ว การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ไม่ใช่การเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้ได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมาพัฒนากรุงเทพฯ แต่เป็นความต่อเนื่องของการต่อสู้ระหว่างพวกเขากับฝ่ายประชาธิปไตยที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทน เป็นความต่อเนื่องของวิกฤตการเมืองในระดับชาติที่ยังไม่สิ้นสุด

ดังนั้น แม้พวกเขาหลายคนจะมิได้นิยมในพรรคประชาธิปัตย์ แต่พวกเขาก็ยินดีทุ่มเทคะแนนเสียงของตนเป็น “คะแนนเกลียดชัง” ร่วมกับ “คะแนนจัดตั้ง” ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อ “ต่อต้านการเข้าตีปราการด่านสุดท้าย” โดยฝ่ายประชาธิปไตย

ผลของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ในครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ที่เฉื่อยชาทางการเมือง จะถูกกระตุ้นให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้จำนวนมากพอที่จะเอาชนะ “คะแนนจัดตั้ง” บวก “คะแนนเกลียดชัง” ของพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯในครั้งนี้จึงมีนัยและผลสะเทือนถึงการเมืองระดับชาติ และจะเป็นดัชนีชี้ถึงอนาคตของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายจารีตนิยมกับฝ่ายประชาธิปไตย ว่าจะพัฒนาไปอย่างไรอีกด้วย

ถ้าคนกรุงเทพฯ ส่วนที่เคยเฉื่อยชาทางการเมืองออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมากและส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยจนชนะเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯได้ ก็จะเกิดผลสะเทือนทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกว่า พวกเขาเบื่อหน่ายที่จะอยู่ภายใต้ร่มเงา “คะแนนจัดตั้ง” ของพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอีกต่อไป และนี่จะเป็นการพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์และพวกจารีตนิยม ไม่น้อยกว่าการแพ้เลือกตั้งระดับชาติปี 2554 อีกด้วย

นัยต่อความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือ ฝ่ายประชาธิปไตยอาจได้รับชัยชนะในขั้นสุดท้ายในอนาคตอันใกล้เมื่อฝ่ายจารีตนิยมตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยวทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

แต่หากคนกรุงเทพฯเหล่านี้ยังคงเฉื่อยชาต่อไป และออกมาใช้สิทธิ์ไม่มากพอ จนทำให้ “คะแนนจัดตั้งบวกคะแนนเกลียดชัง” ชนะเลือกตั้งได้อีกครั้ง ก็นับเป็นความเพลี่ยงพร้ำที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย จากความพยายามสร้างผลงานมาเกือบสองปีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็ยังไม่สามารถดึงเอาผู้คนที่เฉื่อยชาให้ออกมาสนับสนุนมากพอในครั้งนี้ได้

การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตยก็จะต้องยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

วิวาทะป๋าส. VS สศจ. :ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม



Sulak Sivaraksa คุณสมศักดิ์พึ่งจะโดนนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง อย่าพึ่งมาเผยอพูดเลยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม.. แล้ววันที่17เรามาดวลกันได้ ตัวต่อตัว หรือของคุณ 3 รุม1ก็ได้ พวกคุณ 3 คน ผมคนเดียว วันที่ 17


อ้อ นิดนึงนะครับ เผื่อมีใคร "รอ" อยากอ่าน ที่ผม "ดีเบต" กับ อ.Sulak Sivaraksa

ผมจะตอบที อ.สุลักษณ์ "ตอบ" ผม ("ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม" -- 555 ความจริง ผมใกล้เกษียณอายุแล้วนะ อีก 5 ปีเอง)

แต่บังเอิญ หลายวันนี้ ผมต้องออกข้อสอบ และยังออกไม่เสร็จเรียบร้อยดี (ต้องทบทวนหลายรอบอยู่) ทำให้ไม่มีเวลา หรือสมาธิยาวๆ พอจะเขียนตอบ อาจารย์

ต้องรอหน่อย สัก 1-2 วันนะครับ


**********


หมายเหตุ: นี่เป็น "ตอนที่ 1" ตอนที่ 2 (และน่าจะเป็นตอนจบ) จะพยายามโพสต์ ให้ทันบ่ายนี้ เพราะ 18.00 น.เป็นต้นไป อาจจะเข้าข่าย "ให้คุณให้โทษ" ผู้สมัครได้ (จริงๆ ผมเห็นว่า กฎหมายนี้ มัน "ตลก" และไร้เหตุผล ผมเอง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับพรรคการเมืองใดทั้งนั้น แต่ตาม กม. เขียนไว้แบบครอบจักรวาลว่า "ผู้ใด" ด้วย "วิธีการใดๆ" ที่ทำการ "ให้คุณให้โทษ" หลังเวลา 18.00 น. มีความผิด)

ผมไม่รอให้เขียนเสร็จแล้วโพสต์ในคราวเดียว เพราะเผื่อว่า เกิดเขียนเสร็จทั้งหมดไม่ทัน 18.00 น. และเห็นว่า ทั้งหมดจะยาว สู้ ตัดมาเป็นตอน ให้ทะยอยแยกอ่านดีกว่า ซึง "ตอนที่ 1" นี้ ก็สามารถอ่านจบ ได้ความในตัวเอง

........................


ตอบ อาจารย์ Sulak Sivaraksa


ประเด็นวิจารณ์ของผมง่ายๆ และ ที่อาจารย์เขียน "ตอบ" ผมมา ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวยังไง ก็ไม่เห็นว่า จะได้โต้แย้งหักล้างข้อวิจารณ์ของผมเลยแม้แต่น้อย

นั่นคือ ผมเสนอว่า

ถ้าใครต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในทิศทางประชาธิปไตยจริงๆ (เช่นที่ผมหรือหลายคนเข้าใจว่า อาจารย์ต้องการ)

(1) จะเชียร์ให้เลือก ประชาธิปัตย์ ไปพร้อมๆกันไม่ได้

(2) จะเที่ยวกล่าวหาใครต่อใครเรือง "ทำลายสถาบัน" "ล้มล้างสถาบัน" ไม่ได้ และ

(3) ไม่ควรที่จะอ้างว่าในหลวงทรงมีความเห็นอย่างโน้นอย่างนี้เรือง กฎหมายหมิ่นฯ

แต่อาจารย์ได้ทำทั้ง 3 อย่างนี้ พร้อมๆกับอ้างว่า อาจารย์ต้องการเห็นสถาบันฯมีลักษณะประชาธิปไตย

มันขัดแย้ง โมฆะกันเอง โดยสิ้นเชิงครับ

...................

เรื่องแรก การเชียร์ให้เลือกประชาธิปัตย์นั้น ความจริง เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ และเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า

ถ้าอาจารย์ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ "โปร่งใส" วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ ฯลฯ ได้ อย่างที่เคยพูดจริงๆ และไม่ต้องการ ให้มีการเล่นการเมืองแบบ "โหนเจ้า" จริงๆ จะเชียร์ให้เลือก ปชป. ไปพร้อมกันด้วยไม่ได้

เพราะในหลายปีที่ผานมา ปชป เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ ทั้งเล่นการเมือง แบบโหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า และทั้งขัดขวางปราบปราม การเคลื่อนไหวที่ไปในทิศทางที่จะให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปสถาบันฯ

ที่ "ตลก" มากๆในคำตอบของอาจารย์ต่อข้อวิจารณ์ของผม คือ การที่อาจารย์โจมตีทักษิณเรื่องต้องการล้มล้างสถาบันฯ (ซึงผมจะแยกพูดอีกทีข้างล่าง) โดยยก "เหตุผล" มาสนับสนุนว่า เพราะทักษิณใช้กฎหมายหมิ่นฯ (โดยเฉพาะใช้ กฎหมายหมิ่นฯกับอาจารย์)

ที่ "ตลก" เพราะใครๆก็รู้ว่า ถ้าใช้ "บรรทัดฐาน" แบบนี้ มาตัดสินว่า ใครต้องการทำลายสถาบันฯ - กรณีประชาธิปัตย์ มิยิ่ง "ทำลาย" มากมายกว่าหรือ?

ใครๆก็รู้ว่า สถิติ การใช้กฎหมายหมิ่นฯ พุ่งพรวด ในสมัย รัฐบาลประชาธิปัตย์ จากไม่กีสิบ เป็นร้อยๆ

และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ของการพุ่งพรวดของคดีหมิ่นฯนี้ ก็เพราะผู้คนมีปฏิกิริยาต่อการเมืองแบบ โหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า ของประชาธิปัตย์ แล้วแสดงความไม่เห็นด้วยออกมา และต้องเจอกับการตั้งข้อหา และใช้กฎหมายหมิ่นฯ ภายใต้รัฐบาล ปชป อย่างขนานใหญ่

ถ้าใช้บรรทัดฐานว่า ไม่เลือกพรรคทักษิณ หรือ (ตามคำของอาจารย์) "ทักษิณ เหี้ย" เพราะทักษิณต้องการทำลายสถาบันฯ โดยดูจากการใช้ กม.หมิ่นฯ
การเชียร์ให้เลือก ปชป ที่ใช้ กม.หมิ่น ชนิดพร่ำเพรื่อ มากกว่า สมัยทักษิณ หลายสิบเท่า ไม่เป็นอะไรที "ตลก" หรือครับ?

ตกลงว่า อาจารย์เอง สนับสนุน หรือไม่สนับสนุน การใช้ กม.หมิ่นฯ กันแน่นะครับ?

ถ้าไม่สนับสนุน มิหนำซ้ำยังโจมตีเรื่องทักษิณใช้ กม.หมิ่นฯ ว่าเป็นการทำลายสถาบันฯ จะเชียร์ให้เลือก ปชป ทีใช้ กม.หมิ่นฯ มากมายยิ่งกว่า ได้ยังไงนะครับ?

ดังที่ผมจะอธิบายต่อไปข้างหน้า อันที่จริง ข้ออ้างหรือ "เหตุผล" ของอาจารย์ในการกล่าวหาใครต่อใครว่า ต้องการ "ทำลาย สถาบันฯ" ด้วยการยกเรื่องการใช้ กม.หมิ่นฯนั้น
เป็นข้ออ้างหรือเหตุผลที่ผิดแต่แรก
ในทีนี้ ผมเพียงต้องการชี้ว่า ถ้าใช้ข้ออ้างหรือเหตุผลนี้เอง การเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ ก็เป็นอะไรที่ "ไม่ make sense" เลย แม้แต่น้อย

แต่ที่สำคัญ และกว้างไปกว่านั้น คือประเด็นที่กล่าวข้างต้นว่า การเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ เท่ากับการเชียร์ให้เลือกพรรคการเมือง ที่เล่นการเมืองแบบอิงเจ้า โหนอำนาจเจ้า และปราบปรามขัดขวางการเปลี่ยนแปลงสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของเจ้าในปัจจุบัน

การใช้ กม.หมิ่นฯ อย่างทำลายสถิติ พร่ำเพรื่อ ของ ปชป อันที่จริงก็เป็นส่วนหนึงของการรักษาสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯไว้

เหตุการณ์ พฤษภา 53 ที่คนตายเป็นร้อย บาดเจ็บหลายพัน ประชาธิปัตย์ ก็ทำไป ภายใต้ข้ออ้าง ปราบปราม พวก "ล้มเจ้า" ใน "ผังล้มเจ้า"

หรือ แม้แต่ล่าสุด ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เอง สุขุมพันธ์ ก็ทำการเริ่มต้น "หาเสียง" (ตั้งแต่ยังไม่ได้รับเลือกจากพรรคตัวเองเป็นทางการ) ด้วยการทำบิลบอร์ดขนาดยักษ์ หลายจุดในกรุงเทพ ประกาศ "คนกรุงเทพ รักในหลวง ไม่เปลี่ยน" นันคือ เริ่มต้น ก็ด้วยวิธีเล่นการเมืองแบบโหนเจ้า แล้ว

ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องอาศัยปัญญาชนระดับอาวุโสอะไร แค่เด็กมัธยมทีสนใจการเมิองหน่อย ก็รู้ว่า ประชาธิปัตย์ คือตัวแทนสำคัญที่สุดของการเมืองแบบขัดขวางการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือตัวแทนของการเมือง แบบรักษาสถานะสถาบันฯ ทีไม่เป็นประชาธิปไตยไว้ (อันทีจริง ประชาธิปัตย์ เอง แสดงออกอย่างภาคภูมิใจ ในวิธีเล่นการเมืองของตนแบบนี้ ด้วยซ้ำ)

คำถามคือ ตกลงว่า อาจารย์เอง ต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันฯไปในทิศทางประชาธิปไตย แน่หรือไม่? ตกลงว่า อาจาย์ไม่ต้องการเห็นการเมือง แบบโหนเจ้า แบบใช้ กม.หมิ่นฯ อย่างพร่ำเพรื่อ หรือไม่กันแน่?

เพราะการเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ คือการเชียร์ให้เลือก พรรคทีเล่นการเมืองแบบนี้นั่นแหละ

การที่อาจารย์เชียร์ให้เลือกประชาธิปัตย์ คือการเชียร์หรือสนับสนุน การเมืองแบบโหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า สนับสนุนการเมืองแบบใช้ 112 อย่างพร่ำเพรื่อกว้างขวาง และการปราบปรามคนที่ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

อาจารย์จะไม่เชียร์ พรรคทักษิณ ผมไม่มีปัญหาอะไร (แต่ไมใช่ด้วยข้ออ้างเรื่องทำลายสถาบันฯ ดังจะกล่าวต่อไป) ผมก็ไม่ได้เชียร์เช่นกัน

แต่อาจารย์จะอ้างว่า ต้องการเห็นการปฏิรูปสถาบันฯ แต่ขณะเดียวกัน ก็เชียร์ให้เลือก พรรคอันดับหนึง ที่เล่นการเมือง แบบขัดขวางการปฏิรูปสถาบันฯ แบบนี้ ไม่ได้ครับ


[จบ "ตอนที่ 1"]

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 27, 2556

เว็บดราม่า:รักปชป. เลือกสุหฤทนะเธอว์เบอร์17


[เลือกตั้งผู้ว่ากทม2013]ถ้ารักประชาธิปัตย์เลือกเบอร์17!!




ทำไมแอดมินถึงพูดว่าควรเลือกผู้สมัครอิสระเบอร์ 17 สุหฤท สยามวาลา
ถ้าคุณรักพรรคประชาธิปัตย์?แทนที่จะเลือกคุณชายสุขุมพันธุ์ผู้สมัครจากพรรค ปชป. เบอร์ 16
ก่อนอื่นในฐานะแฟน ปชป ตัวยง คุณๆทั้งหลายลองแจกแจงกับตัวเองก่อนดีกว่าว่าเกือบสี่ปีที่ผ่านมา
คุณชายสุขุมพันธุ์เคยสร้างความเจริญใดๆ ให้ชาวกรุงเทพได้ชื่นใจหรือไม่
ถ้าคุณคิดไม่ออกก็ไม่เป็นไร แต่ลองนึกถึงผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองของทั่นดู
ไล่มาตั้งแต่กล้อง CCTV ดัมมี่ที่พอมีคนออกมาแฉว่ากล้อง CCTV หลายๆตัวใน กทม เป็นกล้องปลอม
ทำพิธีไสยศาสตร์ไล่น้ำในขณะที่น้ำกำลังจะเข้าท่วม กทม
วีน ศปภ ที่มีคำสั่งให้ซ่อมคันกั้นน้ำจนคุณชายต้องนอนดึกดื่นตีหนึ่งตีสอง
สนามฟุตซอลสุดอัปยศที่นอกจากจะสร้างเสร็จไม่ทันแล้วยังมีหน้าไปขู่
จะฟ้องฟีฟ่าอีกต่างหาก นอกจากนั้นผลงานเห่ยๆอีกสารพัด
อันที่จริงก่อนที่จะถึงฤดูเลือกตั้งผู้ว่าหนนี้ ผมเชื่อว่าแฟนๆ ปชป เกือบทุกท่าน
ก็คงคาดหวังให้ ปชป ส่งสมาชิกคนอื่นในพรรคที่เก่งกว่า มีความสามารถมากกว่า
และมีวุฒิภาวะมากกว่าคุณชายลงสมัครเลือกตั้ง แต่ทำไปทำมา
สุดท้ายคุณชายผู้ว่าที่คนยี้กันทั่วบ้านทั่วเมืองก็ลงสมัครเป็นตัวแทน ปชป อีกสมัยจนได้
ได้ข่าวมาว่าอันนี้เป็นเพราะปัญหาภายในของ ปชป ที่มาร์คเองก็อยากจะหนุนคนอื่นๆ
ที่มีความสามารถมากกว่าคุณชายลงสมัครรับเลือกตั้งเหมือนกัน แต่ทำไปทำมา
เทพเทือกแกไปล๊อบบี้กรรมาธิการพรรคตัวใหญ่ๆจนในที่สุดคุณชายก็ลงเลือกตั้งอีกสมัย
แน่นอนครับว่าถ้าพรรค ปชป ส่งคนอื่นที่ไม่ใช่คุณชายลงสมัครรับเลือกตั้ง
เช่น รุ่นเก๋าอย่าง กรณ์ จาติกวณิช  ลงเลือกตั้งแทน ปชป แม่งก็ชนะไปตั้งแต่ไก่โห่แล้วสัส
เผลอๆถ้าส่งคนหนุ่มอย่าง อี้ แทนคุณ ลงเลือกตั้งแทนยังจะมีหวังยิ่งกว่าส่งคุณชายลงด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย ปชป ก็ตัดสินใจส่งคนที่ประชาชนยี้ที่สุดลงเลือกตั้ง แล้วจากนั้นมันเป็นยังไงก็อย่างที่พ่อแม่พี่น้องเห็นๆกัน
ฝั่งที่เชียร์ ปชป ออกมาขู่ประชาชนสารพัดว่า เราต้องเลือกคุณชายนะ เพราะถ้าไม่เลือกคุณชายเป็นผู้ว่า
พรรคเพื่อไทยมันจะชิงฐานที่มั่นแห่งสุดท้ายของเราไป จนทั้งประเทศกลายเป็นรัฐเสื้อแดงไปเสียฉิบ
รวมไปถึงการสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนต่างๆนานาจากแนวร่วม ของ พรรค ปชป
เช่น นักวิชาการที่ตบเท้ากันออกมาพูดให้ประชาชนคิดว่าถ้าคุณไม่ชอบพรรคเผาไทย เอ๊ย เพื่อไทย
คุณมีหนทางเดียวเท่านั้นคือต้องเลือกคุณชายเบอร์ 16
หรือคอลัมนิสต์ที่เชียร์พรรค ปชป ก็ออกมาผสานเสียงกันว่าต่อให้คุณชายจะห่วยแตกเพียงใด
เราก็จำเป็นต้องเลือกคุณชายเป็นผู้ว่า เพื่อเป็น “ไม้กันหมา”
สรุปผู้ว่าไม่ใช่คนที่เราเลือกมาเพื่อบริหารกรุงเทพ แต่เลือกมาเพื่อเป็นไม้กันหมางั้นเหรอครับ?
กระทั่งคนในวงการบันเทิงอย่างบิลลี่โอแกน ที่ปากก็บอกว่าชอบนโยบายของเบอร์ 17
แต่จำใจต้องเลือกคุณชายเบอร์ 16 เพราะกลัวว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ
แล้วคะแนนเสียงจะแตก จนพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในที่สุด
สรุปว่าคนที่เชียร์ ปชป มันก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าคุณชายแม่งห่วยแตกสุดๆ แต่จำใจต้องเลือกเพื่อเป็นไม้กันหมา
ถามตรงๆ ทำไมประชาชนต้องมาแบกรับภาระตรงนี้แทนพรรค ปชป ด้วยวะครับ
อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าถ้า ปชป ส่งคนอื่นที่เก่งกว่า มีความสามารถมากกว่าคุณชาย
ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า พวกมึงก็ชนะไปตั้งนานแล้ว แต่นี่ปัญหามันเกิดจากการเมืองภายในของ ปชป
จนไม่อาจส่งคนดีมีฝีมือลงเลือกตั้ง ได้แต่ส่งคนที่ประชาชนยี้ทั้งบ้านทั้งเมืองลงเลือกตั้งเพื่อเสถียรภาพภายในพรรค
แล้วทำไมมึงต้องผลักขี้มาให้ประชาชนเลือกคนห่วยๆ เข้าไปทำงาน แทนที่มึงจะส่งคนดีมีฝีมือมาให้ประชาชนเลือกตั้งแต่แรก
หลังๆนี่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ มีการสร้างวาทกรรมประมาณว่าเลือกผู้สมัครอิสระ จะได้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ว่าอย่างแน่นอน!?
คือแม่งไม่คิดจะสู้กันด้วยนโยบายอีกแล้วครับ นี่มันเป็นการสร้างความกลัวให้ประชาชน
และบังคับให้เขาเลือกผู้สมัครจากพรรค ปชป ด้วยความกลัวที่ ปชป สร้างขึ้นมาครอบหัวประชาชนชัดๆ
แถมไม่ใช่แค่คนที่สนับสนุนพรรค ปชป อย่างเดียวนะ กระทั่งคนในพรรค ปชป เองก็เล่นมุขนี้
เช่น จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ขึ้นปราศัยว่าอย่าไปเลือกผู้สมัครอิสระเป็นอันขาดเพราะจะทำให้คุณชายแพ้การเลือกตั้ง
ถ้าพ่อแม่พี่น้องไม่ได้หูหนวกตาบอก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะมองรูปแบบการหาเสียงของ ปชป ในหนนี้เหมือนๆกันว่ามัน “โสมม” อย่างยิ่ง
คือคุณมึงจะโจมตีจูดี้ของพรรคเพื่อไทยมันยังพอเข้าใจ แต่นี่มึงสิ้นคิดถึงขั้นโจมตีผู้สมัครอิสระ
หาว่าเขาจะทำให้ “เสียงแตก” หรือ เลือกผู้ว่าอิสระแล้วพรรคเพื่อไทยจะครอบงำกรุงเทพ บลาๆ
มันไม่ทุเรศกันเกินไปหน่อยเรอะ? อีกอย่างผมสงสัยมากว่ามึงเอาข้ออ้างที่ว่าไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยยึดกรุงเทพ
มาเป็นข้ออ้างให้คนเลือกพรรคป ปชป เพราะมันเป็นฐานที่มั่นที่สุดท้ายของคนที่ไม่เอาพรรคเพื่อไทยได้ยังไง
ในเมื่อการบริหารหรือนโยบายภายในกรุงเทพ มันไม่ได้เกี่ยวห่าอะไรกับนโยบายโดยภาพรวมของทั้งประเทศเลย
ต่อให้จูดี้เป็นผู้ว่า กทม แต่ ปชป ก็ยังมีสิทธิที่จะสู้รบปรบมือหรือเอานโยบายเน่าๆของเพื่อไทยมาแฉกลางสภาได้เต็มที่
แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ พ่อแม่พี่น้องเคยเห็น สส จาก พรรค ปชป คนไหนที่เด็ดพอจะทำเรื่องแบบนั้นเพื่อประชาชนมั้ย
ผมเห็น สส ปชป ที่เรียกว่าคนดีมีฝีมืออยู่แค่ไม่กี่คน ยกตัวอย่าง เช่น หมอวรงค์ เดชวิกรม
ที่หาข้อมูลมาแฉนโยบายจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทยได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโคตรๆ
แต่นอกจากนี้ คุณเคยเห็น สส ปชป ทำอะไรที่มันเข้าท่า สมกับเป็น สส ฝ่ายค้านของประชาชนซักกี่คนกันวะครับ
ผมเห็นแต่ สส ปชป เปิดประเด็นโง่ๆโจมตีรัฐบาลในประเด็นที่ไร้สาระ อย่างเอาเรื่องโฟร์ซีซั่นมาด่านายกเรื่องใต้สะดือ
แทนที่มึงจะไปโฟกัสเรื่องที่นายกเข้าพบกับนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อคุยห่าเรื่องอะไรกันไม่รู้
บางทีอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ปันน้ำในนโยบายป้องกันน้ำท่วมก็ได้
นโยบายของพรรคเพื่อไทยนี่ผมบอกเลยว่าแม่งไม่ได้ดีเด่ห่าเหวอะไรเลย ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สาธารณูปโภค ยันสิทธิประกันสุขภาพ
แต่แทนที่ฝ่ายค้่านจะเอาประเด็นพวกนี้มาชำแหละเพื่อประเทศชาติ พวกมึงกลับเอาแต่จีบปากจีบคอ
ออกรายการบลูสกาย ด่านายกว่าอีปูโง๊โง่ เป็นนายกภาษาอะไรดีแต่อ่านโพย
หรือเอาเรื่องงี่เง่าฉิบหายอย่างนายกถ่ายคลิปโอปป้ากังนัมสไตล์มานินทาออกสื่อไปวันๆ
พูดตรงๆนะครับ ผมว่ารัฐบาลแม่งเหี้ยครับ นโยบายหลายๆอันเหี้ยจนผมไม่รู้จะด่ายังไงดีแล้ว
แต่ฝ่ายค้านแม่งก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากันหรอกครับ พวกมึงก็ค้านแบบเหี้ยๆไปวันๆเหมือนกันล่ะวะ
กรูต่อให้เอาพรรค ปชป ทั้งพรรคมารวมร่างกัน พวกมึงยังแฉรัฐบาลได้ไม่เท่าเสี่ยชูวิทย์แฉคนเดียวเลยสัส
ถามแฟนๆของ ปชป นะครับ พวกคุณคิดว่าปล่อยให้ ปชป ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน
อย่างเหี้ยๆ อย่างไร้คุณภาพ อย่างไร้ความสร้างสรรค์ต่อไปแบบนี้ มันดีแล้วจริงๆเหรอวะครับ?
อย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้น ต่อให้ ปชป แพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร
ปชป ก็ยังสามารถที่จะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านทั้งฝนและนอกสภาต่อไปได้
แต่ถ้าปล่อยให้ ปชป เล่นการเมืองแบบเหี้ยๆ และทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบเหี้ยๆอย่างนี้ต่อไป
คุณคิดว่าอีกกี่ชาติ ปชป ถึงจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล และอีกกี่สิบชาติคุณมึงทั้งหลายถึงจะสู้กับพรรคเพื่อไทยได้
ถ้าพวกคุณทั้งหลายอยากสู้กับพรรคเพื่อไทยที่โคตรจะเหม็นขี้หน้าจริงๆ  มันต้องทำให้ ปชป เปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่านี้!
ถ้าคุณเลือกคุณชายเบอร์ 16 ตามที่พรรค ปชป ชี้นำ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่อย่างเดียว
เพราะ ปชป จะยังคงเข้าใจว่าแนวทางการเล่นการเมือง การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของตนจนทุกถึงวันนี้มันเป็นเรื่องถูกต้อง
การเลี้ยงเด็ก เราไม่สามารถที่จะตามใจเด็กไปเสียหมดทุกเรื่อง เพราะมันจะทำให้เด็กเคยตัวจนเสียคน
มันต้องฟาดด้วยไม้เรียวกันบ้างเพื่อให้เด็กหลาบจำ และเข้าใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร
และผมคิดว่านี่คือเวลาอันสมควรแล้วที่แฟนๆของ ปชป จะสั่งสอนพรรค ปชป ดูซักตั้ง
โดยการเลือกผู้ว่าอิสระ ที่เน้นนโยบาย และไม่เน้นสร้างความหวาดกลัวโง่ๆให้กับประชาชนเหมือน ปชป
ผมขอแนะนำให้แฟน ปชป ที่รักพรรค ปชป และอยากเห็น ปชป ก้าวไปในทางที่ดีกว่านี้
เลือกเบอร์ 17 สุหฤท สยามวาลา เป็นผู้ว่า กทม ครับ
หรือจะเลือกผู้สมัครอิสระคนอื่นๆก็ได้ ถ้าคุณเลือกเขาเพราะถูกใจนโยบาย ไม่ได้เลือกเพราะความหวาดกลัว
ที่ถูกครอบหัวมาอีกทีนึง แต่โดยส่วนตัวแอดมินโดนใจนโยบายของเบอร์ 17 มากที่สุดจ้า
ปล.อย่าลืมไปอ่านและฟังนโยบายของเจ้าตัวก่อนตัดสินใจนะพวกเธอว์

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

“Searching for Sugar Man”จากแรงบันดาลใจยุคเผด็จการเหยียดผิว อาพาเต้ (Apartheid) สู่... ร๊อกสตาร์ แรงบันดาลใจสำหรับผู้เรียกร้องประชาธิปไตย



ตามที่ได้คาดการณ์ไว้แล้ว หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลสาขาสารคดียอดเยี่ยม ในมหกรรมรางวัลภาพยนต์ออสก้า Oscar Awards ในคืน อาทิตย์ 24 กุมภาพันธ์ 2013 ในนคร Los Angeles รัฐ California และผู้เขียนหวังว่าบทเพลงต่างๆ ของรอด จะทำให้มีแรงดลใจ ให้กับผู้รักประชาธิปไตย ในประเทศไทย ให้ได้รับชัยชนะ ในที่สุด
โดย Anthony Chai 

ถ้าพูดถึงนักร้องที่ชื่อว่า Sixto Rodriguez ซิกซ์โตร์ รอดดริกัซ (ในที่นี้ผู้เขียนขอเรียกท่านว่า “รอด” ) ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะไม่รู้จักชื่อนี้ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะไม่รู้จักชื่อนี้  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว รอด ลูกชาวแม็กซิกัน อาศัยอยู่ในแหล่งสลัมของเมืองดีทรอยส์ มลรัฐมิชิแกน  เป็นนักร้องนักแต่งเพลงที่มีผลงานอัลบั้มออกมา 2 ชุด คือ Cold fact และ Coming from reality แต่ขายไม่ได้ถึง 10 แผ่น  บริษัทที่ทำสัญญาผลิตแผ่นเสียงจึงได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างเขา รอดจึงต้องยกเลิกความตั้งใจที่จะเป็นนักร้อง ความฝันที่จะเป็นร๊อกสตาร์ของเขาจึงหมดไป เขาจึงจำเป็นจะต้องหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูกสาวอีก 3 คน เพื่อประทังชีวิต เช่น เป็นกรรมกรแบกหาม ช่างซ่อมหลังคา หรือพูดอีกนัยหนึ่งทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
            แต่หารู้ไม่ว่าแผ่นเสียงทั้ง 2 แผ่นของเขานั้น กลับเป็นที่นิยมและโด่งดังมากในประเทศอัฟริกาใต้ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เนื่องจากในสถานการณ์ในขณะนั้น ประชาชนหนุ่มสาวในประเทศอัฟริกาใต้ ได้มีการต่อสู้กับเผด็จการ นโยบายอาพาเต้ ซึ่งเป็นนโยบายเหยียดผิว และชนชั้น ดูถูกคนจน ซึ่งในเนื้อหาของเพลงเป็นที่โดนใจและเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวเหล่านั้น ซึ่งรักความยุติธรรมและประชาธิปไตย  ต่อสู้กับเผด็จการ รอดเองก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นนักร้องยอดนิยมในประเทศแอฟริกาใต้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ บริษัทฯจำหน่ายแผ่นเสียง ก็ไม่เคยจ่ายค่าลิขสิทธิ์ของเพลงที่แต่งขึ้นเลย

            บรรดาแฟนเพลงของรอดดริกัซ ต่างกล่าวว่า  เพลงเขานั้นเทียบเท่าหรือดีกว่างานเพลงของ Bob Dylan หรือ Elvis  เสียอีก  ที่น่าเสียดายที่เขาไม่ทราบว่าเขาได้มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศอัฟริกาใต้ รวมทั้ง ซิมบับเว (Zimbabwe)ประเทศโรนีเชีย (Rhonesia)นิวซีแลนด์ (New Zealand)และออสเตรเลีย(Australia)ซึ่งขณะนั้นประชาชนก็ทำการต่อสู้ปลดปล่อยจากเผด็จการคน
กลุ่มน้อยที่ปกครองคนส่วนใหญ่ของประเทศ

            จนกระทั่งวันหนึ่งมีแฟนเพลงพันธุ์แท้ ของรอดดริกัซจากประเทศอัฟริกาใต้ 2 คน คือ สตีเฟน ซีเกอร์แมน(Mr.Stephen  Segerman ) เจ้าของร้านจำหน่ายแผ่นเสียง และ เครก บาร์โธโลมิว สไตรด้อม( Mr.Craig Bartholomew Strydom)แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ในผลงานของเขา ได้พยายามค้นหานักร้องที่เขาชื่นชอบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า  จากคำเล่าลือจากแหล่งข่าวต่างๆ เช่น กล่าวอ้างว่า รอดได้ฆ่าตัวตายไปนานแล้ว หรือบางข่าวก็กล่าวว่า เขาติดยาเสพติดและได้เสียชีวิตไปแล้ว และที่น่าตกใจกับข่าวลืออีกข่าวหนึ่งคือ กล่าวว่ารอดได้ทำการฆ่าตัวตาย โดยใช้น้ำมันราดตัวเองในขณะทำการแสดงบนเวที แต่ข่าวลือต่างๆ นั้นก็เป็นเพียงข่าวลือ...

            ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของแฟนเพลงทั้ง 2 คน เขาได้สร้างเวปไซด์ขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า The Great Rodriguez Hunt  เพื่อตามหารอด..    และแล้วปาฏิหารก็เกิดขึ้น เมื่อลูกสาวคนหนึ่งของรอดได้พบเวปไซด์นี้โดยบังเอิญ และได้ทำการติดต่อกลับไปยังเจ้าของเวปไซด์และแจ้งข่าวว่า คุณพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่  และได้เปิดเผยว่ารอดมีสถานความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ยังคงมีอาชีพเป็นกรรมกร แต่ตัวรอดก็ภูมิใจในวิถีชีวิตที่ซื่อสัตย์สุจริต  เมื่อเจ้าของเวปไซด์ได้ทราบข่าวก็ดีใจเป็นอย่างมาก และได้ทำการติดต่อและบินไปหารอดถึงดีทรอย และก็บอกกับรอดเป็นครั้งแรกว่า ผลงานเพลงของรอดเป็นเพลงที่ดีที่สุด เพราะเป็นเพลงที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการต่อต้านนโยบายเหยียดผิว อาพาเต้ และต่อต้านคนกลุ่มน้อยที่ปกครองคนส่วนใหญ่ของประเทศอัฟริกาใต้
            ในที่สุด เขาทั้งสองได้ทำการติดต่อและนำรอด ไปยังประเทศอัฟริกาใต้และจัดคอนเสิร์ตให้แก่เขาเป็นครั้งแรกอย่างสมศักด์ศรี หลังจากนั้นรอดได้เดินทางกลับบ้านที่ดีทรอยส์ และใช้ชีวิตเหมือนเช่นดังเดิม และเป็นที่น่าประหลาดใจที่ข่าวคราวของเขาไม่ได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมเพลงของอเมริกาแม้แต่น้อย

            ชีวิตของรอด เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อ มาลิค เบนจเลา (Mr.Malik Bendjellou)นักสร้างหนังสารคดีจากสวีเดน ได้เดินทางไปอัฟริกาใต้และได้พบเรื่องราวของรอด จึงเกิดความสนใจเรื่องราวของเขาเป็นอย่างมาก  และต้องการนำเรื่องราวของรอดมาสร้างเป็นภาพยนต์สารคดี มาลิคแทบจะไม่เชื่อเลยว่าบุคคลที่มีความสามารถอย่างรอด จะไม่ได้รับความสนใจจากผู้ผลิตแผ่นเสียงจากอเมริกา  มาลิคได้ใช้เวลาในการสร้างภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับรอด ถึง 4 ปี จนทุนทรัพย์ของเขาเกือบจะหมดสิ้น  แต่ก็ยังมีความโชคดีที่ในที่สุดเขาได้รับความอุปภัมภ์จากผู้อำนวยการสร้างหนังของอังกฤษ ทำให้ภาพยนต์เรื่อง “”Searching for Sugar Man สำเร็จลุล่วงไปได้ และได้มีโอกาสนำภาพยนต์สารคดีเรื่องนี้   ไปทำการฉายที่มหากรรมภาพยนต์ Sundance Film Festival ที่มลรัฐยูท่าห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา   และภาพยนต์เรื่อง   ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนต์สารคดีดีเด่น (Documentary Audience Award) และหลังจากนั้นภาพยนต์เรื่องนี้ได้ส่งเข้าประกวดในเทศกาลภาพยต์ในประเทศอื่นๆ และได้รับรางวัลอีกหลายรางวัล

            ถึงวันนี้... รอด ได้มีอายุปาเข้าไปถึง 70 ปีแล้ว เขากล่าวว่า “ผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ถ้าไม่มีแฟนเพลงจากอัฟริกาใต้ ผมก็ไม่มีวันนี้”  ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาถึง 40  ปี กว่าจะรู้ว่างานเพลงของเขาได้รับความนิยมเทียบเท่า Bob Dylan, Donovan, Elvis และThe Beatles แต่เขาก็ไม่เสียใจ เขากล่าวว่า “ผมก็จะทำหน้าที่ต่อไป และถือว่าถึงจะช้าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าไม่มีโอกาสเลย  ผมยังรักในเสียงเพลงและงานเพลงของผม”

            นโยบายเหยียดผิวและชนชั้น อาพาเต้ ของประเทศอัฟริกาใต้ ได้รับการประนามจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และผลงานเพลงของรอด ในหลายเพลงก็มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้ประเทศอัฟริกาใต้ต้องยกเลิกนโยบายเหยียดผิวลงในที่สุด  และส่งผลให้มีการเลือกตั้งใหม่ จนทำให้แมนดาล่า (Nelson Mandela)ได้เป็นประธานาธิบดีคนดำคนแรกของประเทศอัฟริกาใต้ 

            เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นที่ได้เล่ามา ดูแล้วก็คล้ายกับเหตุการณ์ปัจจุบันในเมืองไทยของเรา ที่เผด็จการชนกลุ่มน้อยปกครองคนส่วนใหญ่ของประเทศ ควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ     

ก็หวังแต่ว่า ผลงานเพลงของรอดดีกัซ อาจจะเป็นแรงดลใจให้หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ทำการต่อต้านกฏหมายเผด็จการบางฉบับ เช่น กฎหมายหมิ่น เป็นต้น และเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่คุมขังอย่างไร้เหตุผล เพียงแต่ว่าเขามีความคิดเห็นแตกต่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวสุนทรพจน์ปีใหม่เมื่อปี 2005 ทรงให้พระราชดำรัสว่า คนเราสามารถคิดแตกต่างกันได้แต่ต้องมีเหตุผลที่ดี

ผลงานเพลงของรอดดริกัซ น่าจะใช้ได้กับเหตุการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทยได้ดี    เพลงที่โด่งดังและเข้ากับเหตุการณ์ในประเทศไทยได้ ได้แก่เพลงRich Folk Hoax, Crucify Your Mind, Cause, Establish Bluesและ Sugar Man   และรอดยังมีผลงานเพลงอีกหลายเพลง ที่มีความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้ง ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย   ท่านจะสามารถฟังเพลงเพราะของรอดดริกัส ได้จาก YouTubeและท่านอาจจะไม่เชื่อหูของตัวเองว่า ทำไมเพลงเพราะๆ อย่างนี้ จึงได้หลุดรอดไปจากนักฟังเพลงชาวอเมริกันไปถึง 40 ปี

            เนื่องจากภาพยนต์สารคดีเรื่อง Searching For Sugar Man  ทำให้รอดดริกัส ได้รับการเรียกร้องจากแฟนภาพยนต์ ส่งผลให้รอดดริกัส ต้องเดินสายเล่นคอนเสิร์ต ไปเกือบทุกประเทศในยุโรป และเช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเซีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ต่างก็ให้ความสนใจและรอคอยการเดินทางไปเปิดการแสดงเช่นเดียวกัน 

และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลเป็นภาพยนตร์ดีเด่นยอดเยี่ยมจากองค์กรต่างทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30 รางวัลแล้ว รางวัลที่ได้รับ ได้แก่ Writers Guild, Producers Guild, Directors Guild, the American Cinema Editors and BAFTA, the IDA — International Documentary Assn.’s award — and Critics’ Choice and the National Board of Review

และตามที่ได้คาดการณ์ไว้แล้ว หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลสาขาสารคดียอดเยี่ยม ในมหกรรมรางวัลภาพยนต์ออสก้า Oscar Awards ในคืน อาทิตย์ 24 กุมภาพันธ์ 2013 ในนคร Los Angeles รัฐ California และผู้เขียนหวังว่าบทเพลงต่างๆ ของรอด จะทำให้มีแรงดลใจ ให้กับผู้รักประชาธิปไตย ในประเทศไทย ให้ได้รับชัยชนะ ในที่สุด

ติดต่อได้ที่ผู้เขียนได้ที่: achaiusa@gmail.com

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ตายแล้วเกิดใหม่ จากแรงบันดาลใจยุคเผด็จการเหยียดผิว อาพาเต้ (Apartheid) สู่... ร็อกสตาร์

นิธิ:สังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน


งานศิลปะเพื่อเสรีภาพ กล่าวเปิดงานโดย รศ.ดร.กฤตยา อาจวนิจกุล และแสดงปาฐกถาโดย ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหัวข้อ "เสรีภาพ ประชาธิปไตยกับสังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556( เครดิต:PITVFANPAGE·) 


อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป



ในงานศิลปะเพื่อเสรีภาพ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556

ในงานศิลปะเพื่อเสรีภาพ ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 26, 2556

วิวาทะสมศักดิ์เจียมVSป๋าส.:ปากยังไม่สิ้ินกลิ่นน้ำนม



บางท่าน อาจจะได้เห็นแล้ว แต่ผมขอ copy ข้อความทั้งหมด 2 กระทุ้ ทีผมเขียนที วอลล์ ของ เพจ Sulak Sivaraksa กรณี ที อ.สุลักษณ์ เขียร์ ให้เลือก ปชป เพื่อให้เห็นกันทั่วๆ และชัดๆง่ายๆ (กว่าการตามอ่านที่เพจนั้น)

..........................

[กระทู้ที่ 1]

ผมไม่มีปัญหาที่ อ. Sulak Sivaraksa จะไม่เลือกเพื่อไทย ผมก็ไม่ได้เลือกเหมือนกัน คร้้งนี้
(ถ้าผมจะมีข้อให้บ่น คือ อ.สุลักษณ์ ไม่ได้ให้เหตุผลจริงๆว่า ทำไมจึงไม่เลือก หรือไม่ควรเลือก นอกจากบอกว่า "พรรคทักษิณเหี้ย" ผมคิดว่า ในฐานะปัญญาชน ถ้าจะเลือก หรือไม่เลือก ควรให้เหตุผลประกอบ ไม่ใช่เพียงแค่ด่าเท่านี้)

แต่ที่ผมมีปัญหาจริงๆคือ การเสนอว่า ถ้ามีตัวเลือกระหว่าง เพื่อไทย กับ ปชป จะต้องเลือกเลือก ปชป

ปัญหาของผม ไมใช่ว่า อ.สุลักษณ์ จะถือว่า ปชป เป็น lesser evil (คือ แย่น้อยกว่า) โดยตัวเอง ที่ไมใช่ปัญหานี เพราะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่า evil ในทีนี้ อธิบายยังไง เนืองจาก ว่า อ.สุลักษณ์ ไม่ได้อธิบาย ว่า "พรรคทักษิณเหี้ย" นั้น อย่งไร (และดังนั้นจะว่า ปชป "เหี้ย" "น้อยกว่า" (คือ lesser evil) ยังไง ก็เลยไม่รู้ หรือไม่มีเหตุผลเหมือนกัน

แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เป็นปัญหาจริงๆ คือ โดยการ ignore เมินเฉย ต่อการที ปชป เล่นการเมือง โดยการเชียร์เจ้า อิงอำนาจเจ้า (หรือในหลายด้าน เป็นการเพิ่มอำนาจเจ้า) ในระยะไม่กี่ปีนี้

ถ้า อ.สุลักษณ์ เลือก เทากับเป็นการขัดแย้งกับ ข้อเสนอของ สุลักษณ์ เอง ที่พูดเรือง "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" (เรือง ต้องโปร่งใส วิพากษ์วิจารณ์ได้ ฯลฯ)

การเสนอให้เลือก ปชป เท่ากับขัดแย้งกับข้อเสนอ เรือง ปฏิรูปสถาบันฯ ที อ.สุลักษณ์ ว่าไว้เองดังกล่าว

เพราะ ในหลายปีนี้ จนถึงบัดนี้ ปชป เป็นตัวแทนสำคัญของการทิศทาง ตรงข้าม กับการปฏิรูปสถาบันฯ

(แน่นอน ผมตระหนักว่า เพือไทย หรือ "พรรคทักษิณ" เอง ก็ไม่สามารถ เคลม ว่า มีทิศทาง ปฏิรูปสถาบันฯ โดยแท้จริง แต่อย่างน้อย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พรรคนี ยังไมใช่ พรรคที่ อาศัยอำนาจเจ้า อิงเจ้า และเสริม สถานะเจ้า อย่างที ปชป เป็น ในหลายปีนี้)

.......................

[กระทู้ที่ 2]


เสริมจากที่เขียนเมื่อครู่

ที่ผมมีปัญหามาก ในการที่ อ. Sulak Sivaraksa เสนอให้เลือก ปชป

คือ ในทางปฏิบัติ เท่ากับ อาจารย์กำลัง เล่นเกมส์ "อิงอำนาจเจ้า" (ทั้งๆที เสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์)

นี่ไมใช่อะไรทีไม่เคยเกิดมาก่อน

อันทีจริง นี่เป็นสิ่งที อาจารย์ทำเป็นระยะๆ ในระยะหลายปีนี้ (และ เป็นประเด็นใหญ๋ ทีผมตั้งใจจะพูดในงาน "80 ปี" ของอาจารย์ ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ... เรืองนี้ คิดไว้หลายสัปดาห์แล้ว ตังแต่ถูกชวนให้พูด และรับปากไป คือ ก่อนกรณีล่าสุด เรืองเชียร์ ปชป นี้หลายวัน)

ทีว่า ทำเป็นระยะๆ แบบนี้ เช่น การขึ้นเวทีพันธมิตร ในปี 2549 ในช่วงที พันธมิตร ชูคำขวัญ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" (เรืองนี้ อาจารย์ย่อมจำได้ดีว่า ผมมี "จดหมายเปิดผนึก" แสดงความไม่เห็นด้วยตั้งแต่ตอนนั้น)

หลังจากนั้น ก็ยังมีบทสัมภาษณ์ ทีเปรียบเทียบว่า ทักษิณ เลวกว่า สฤษดิื เพราะอย่างน้อย สฤษดิ์ ยังจงรักภักดี (ทักษิณ จะเลว กว่าสฤษดิ์ โดยตัวเอง ไมใช่ประเด็นของผม ประเด็นในทีนี้ คือ การที ว่า ทักษิณ เลว ด้วยเรือง "ไม่จงรักภักดี" นี่คือ การ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า")

มาถึงเรืองทีสร้างความฮือฮา ทีกล่าวหาทักษิณตรงๆว่า ล้มเจ้า (คราวที่ อาจารย์ ไปฟังข่าวลือเรือง มีการเล่นละครหมิ่นเจ้า ในการชุมนุม นปช ตอนหลัง อาจารย์ ถอนเรืองละคร แต่ไม่เคย ถอนคำกล่าวหาเรืองทักษิณล้มเจ้า)

มาถึงการกล่าวหา (ในการเดินยาตรา อะไร เมือ ปีทีแล้ว และในการพูดครังอืนอีก) ทำนองว่า การมีการใช้ 112 มาก เป็น "แผน" ทักษิณ ทีจะบ่อนทำลาย สถาบันฯ (นี่คือการ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า" เช่นกัน)

มาถึงล่าสุด เรืองเชียร์ ปชป นี้ ซึงแม้ อาจารย์จะไม่ได้ให้เหตุผลจริงๆ แต่ใครทีติดตามการเมือง โดยเฉพาะใครที มีความตั้งใจเรือ่งปฏิรูปสถาบันฯจริง ก็ควรรู้ว่า จุดที่สำคัญมากๆ ของการเมือง ของ ปชป ในระยะหลายปีนี้ คือการ อิงเจ้า สงเสริม สถานะ ที ตรวจสอบไม่ได้ ของสถาบันกษัตริย์

และดังนั้น การเชียร์ ปชป. จึงเทากับเป็นการ เล่นเกมส์ อิงอำนาจเจ้า ไปด้วยโดยปริยาย



ทั้งหมดนี้ (เพราะอย่างทีเขียนมา ไมใช่ คร้้งเดียว) เป็นอะไรที่ disturbing (ชวนวิตก รบกวนใจ) มาก

และอย่างทีบอกว่า ผมตั้งใจจะ raise ประเด็นนี้ อยู่แล้ว ในการสัมมนาวันที่ 17

นี่เรียกว่า อาจารย์ มา เพิ่มประเด็นตัวอย่างรูปธรรม ถึง disturbing behavior ของ อาจารย์ ในเรืองการ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า" เข้ามาให้อีกเรืองหนึง
รูปภาพ : บางท่าน อาจจะได้เห็นแล้ว แต่ผมขอ copy ข้อความทั้งหมด 2 กระทุ้ ทีผมเขียนที วอลล์ ของ เพจ Sulak Sivaraksa กรณี ที อ.สุลักษณ์ เขียร์ ให้เลือก ปชป เพื่อให้เห็นกันทั่วๆ และชัดๆง่ายๆ (กว่าการตามอ่านที่เพจนั้น)

..........................

[กระทู้ที่ 1]

ผมไม่มีปัญหาที่ อ. Sulak Sivaraksa จะไม่เลือกเพื่อไทย ผมก็ไม่ได้เลือกเหมือนกัน คร้้งนี้
(ถ้าผมจะมีข้อให้บ่น คือ อ.สุลักษณ์ ไม่ได้ให้เหตุผลจริงๆว่า ทำไมจึงไม่เลือก หรือไม่ควรเลือก นอกจากบอกว่า "พรรคทักษิณเหี้ย" ผมคิดว่า ในฐานะปัญญาชน ถ้าจะเลือก หรือไม่เลือก ควรให้เหตุผลประกอบ ไม่ใช่เพียงแค่ด่าเท่านี้)

แต่ที่ผมมีปัญหาจริงๆคือ การเสนอว่า ถ้ามีตัวเลือกระหว่าง เพื่อไทย กับ ปชป จะต้องเลือกเลือก ปชป

ปัญหาของผม ไมใช่ว่า อ.สุลักษณ์ จะถือว่า ปชป เป็น lesser evil (คือ แย่น้อยกว่า) โดยตัวเอง ที่ไมใช่ปัญหานี เพราะ ผมไม่รู้เหมือนกันว่า evil ในทีนี้ อธิบายยังไง เนืองจาก ว่า อ.สุลักษณ์ ไม่ได้อธิบาย ว่า "พรรคทักษิณเหี้ย" นั้น อย่งไร (และดังนั้นจะว่า ปชป "เหี้ย" "น้อยกว่า" (คือ lesser evil) ยังไง ก็เลยไม่รู้ หรือไม่มีเหตุผลเหมือนกัน

แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เป็นปัญหาจริงๆ คือ โดยการ ignore เมินเฉย ต่อการที ปชป เล่นการเมือง โดยการเชียร์เจ้า อิงอำนาจเจ้า (หรือในหลายด้าน เป็นการเพิ่มอำนาจเจ้า) ในระยะไม่กี่ปีนี้ 

ถ้า อ.สุลักษณ์ เลือก เทากับเป็นการขัดแย้งกับ ข้อเสนอของ สุลักษณ์ เอง ที่พูดเรือง "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" (เรือง ต้องโปร่งใส วิพากษ์วิจารณ์ได้ ฯลฯ)

การเสนอให้เลือก ปชป เท่ากับขัดแย้งกับข้อเสนอ เรือง ปฏิรูปสถาบันฯ ที อ.สุลักษณ์ ว่าไว้เองดังกล่าว

เพราะ ในหลายปีนี้ จนถึงบัดนี้ ปชป เป็นตัวแทนสำคัญของการทิศทาง ตรงข้าม กับการปฏิรูปสถาบันฯ

(แน่นอน ผมตระหนักว่า เพือไทย หรือ "พรรคทักษิณ" เอง ก็ไม่สามารถ เคลม ว่า มีทิศทาง ปฏิรูปสถาบันฯ โดยแท้จริง แต่อย่างน้อย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พรรคนี ยังไมใช่ พรรคที่ อาศัยอำนาจเจ้า อิงเจ้า และเสริม สถานะเจ้า อย่างที ปชป เป็น ในหลายปีนี้)

.......................

[กระทู้ที่ 2]


เสริมจากที่เขียนเมื่อครู่

ที่ผมมีปัญหามาก ในการที่ อ. Sulak Sivaraksa เสนอให้เลือก ปชป 

คือ ในทางปฏิบัติ เท่ากับ อาจารย์กำลัง เล่นเกมส์ "อิงอำนาจเจ้า" (ทั้งๆที เสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์)

นี่ไมใช่อะไรทีไม่เคยเกิดมาก่อน

อันทีจริง นี่เป็นสิ่งที อาจารย์ทำเป็นระยะๆ ในระยะหลายปีนี้ (และ เป็นประเด็นใหญ๋ ทีผมตั้งใจจะพูดในงาน "80 ปี" ของอาจารย์ ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ... เรืองนี้ คิดไว้หลายสัปดาห์แล้ว ตังแต่ถูกชวนให้พูด และรับปากไป คือ ก่อนกรณีล่าสุด เรืองเชียร์ ปชป นี้หลายวัน)

ทีว่า ทำเป็นระยะๆ แบบนี้ เช่น การขึ้นเวทีพันธมิตร ในปี 2549 ในช่วงที พันธมิตร ชูคำขวัญ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" (เรืองนี้ อาจารย์ย่อมจำได้ดีว่า ผมมี "จดหมายเปิดผนึก" แสดงความไม่เห็นด้วยตั้งแต่ตอนนั้น)

หลังจากนั้น ก็ยังมีบทสัมภาษณ์ ทีเปรียบเทียบว่า ทักษิณ เลวกว่า สฤษดิื เพราะอย่างน้อย สฤษดิ์ ยังจงรักภักดี (ทักษิณ จะเลว กว่าสฤษดิ์ โดยตัวเอง ไมใช่ประเด็นของผม ประเด็นในทีนี้ คือ การที ว่า ทักษิณ เลว ด้วยเรือง "ไม่จงรักภักดี" นี่คือ การ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า")

มาถึงเรืองทีสร้างความฮือฮา ทีกล่าวหาทักษิณตรงๆว่า ล้มเจ้า (คราวที่ อาจารย์ ไปฟังข่าวลือเรือง มีการเล่นละครหมิ่นเจ้า ในการชุมนุม นปช ตอนหลัง อาจารย์ ถอนเรืองละคร แต่ไม่เคย ถอนคำกล่าวหาเรืองทักษิณล้มเจ้า)

มาถึงการกล่าวหา (ในการเดินยาตรา อะไร เมือ ปีทีแล้ว และในการพูดครังอืนอีก) ทำนองว่า การมีการใช้ 112 มาก เป็น "แผน" ทักษิณ ทีจะบ่อนทำลาย สถาบันฯ (นี่คือการ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า" เช่นกัน)

มาถึงล่าสุด เรืองเชียร์ ปชป นี้ ซึงแม้ อาจารย์จะไม่ได้ให้เหตุผลจริงๆ แต่ใครทีติดตามการเมือง โดยเฉพาะใครที มีความตั้งใจเรือ่งปฏิรูปสถาบันฯจริง ก็ควรรู้ว่า จุดที่สำคัญมากๆ ของการเมือง ของ ปชป ในระยะหลายปีนี้ คือการ อิงเจ้า สงเสริม สถานะ ที ตรวจสอบไม่ได้ ของสถาบันกษัตริย์

และดังนั้น การเชียร์ ปชป. จึงเทากับเป็นการ เล่นเกมส์ อิงอำนาจเจ้า ไปด้วยโดยปริยาย



ทั้งหมดนี้ (เพราะอย่างทีเขียนมา ไมใช่ คร้้งเดียว) เป็นอะไรที่ disturbing (ชวนวิตก รบกวนใจ) มาก

และอย่างทีบอกว่า ผมตั้งใจจะ raise ประเด็นนี้ อยู่แล้ว ในการสัมมนาวันที่ 17

นี่เรียกว่า อาจารย์ มา เพิ่มประเด็นตัวอย่างรูปธรรม ถึง disturbing behavior ของ อาจารย์ ในเรืองการ "เล่นเกมส์ อิงเจ้า" เข้ามาให้อีกเรืองหนึง


ถูกใจหน้านี้ · 10 ชั่วโมงที่แล้ว 

ตอบสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ตอบ: คุณสมศักดิ์ เป็นคนน่ารัก แต่ว่าคุณสมศักดิ์ต้องถามตัวเองบ้าง ว่าคุณเกลียดเจ้ามากไปหรือเปล่า 

คือเรื่องทักษิณอยู่ฝ่ายที่ทำลายสถาบันกษัตริย์มันชัดเจน ผมไปพูดที่รัฐสภาเลยเรื่องมาตรา112 คนฟังผมเต็มรัฐสภาเลย แล้วผมบอกว่า มาตรา112 เป็นมาตราซึ่งทำลายสถาบันกษัตริย์ พระเจ้าอยู่หัวเองก็รับสั่งว่าใครทำเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำร้ายพระองค์ท่าน และทำให้สถาบันเสื่อมทราม แน่นอน 

ถ้าเผื่อคุณอยู่ฝ่ายไม่ต้องการเจ้า คุณอาจจะเห็นด้วย แต่ผมนี่อยู่ฝ่ายที่ต้องการรักษาสถาบัน นี่จุดยืนผมชัดเจน แล้วผมก็พูดด้วย ผมพึ่งไปงานศพเสธ.หนั่น มาเมื่อเร็วๆนี้ผมก็บอกเสธ.หนั่นนี่เขาเคยพูดกับผมเลย ว่าพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับเขาเลยว่า คุณสนั่นบอกตำรวจอย่าไปจับนะ เรื่องคดีหมิ่น แล้วตลอดเวลาที่เสธ.หนั่นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ไม่มีคดีเลย เพราะเขาบอกตำรวจไม่ให้จับ 

แน่นอน พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เป็นพระเจ้าอยู่หัวสมบูรณาญาสิทธิ์ท่านสั่งไม่ได้ ท่านได้แต่เปรย แล้วเสธ.หนั่นเขาก็ทำตามพระราชดำรัส พอหมดเสธ.หนั่นแล้ว ทักษิณมาเป็นใหญ่ ตำรวจมันเป็นรัฐภายในรัฐ ตำรวจมันฟังทักษิณมากกว่าคนอื่นหมด สมัยที่ทักษิณเป็นใหญ่ผมถูกจับ3ครั้งคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจหาเรื่องจับผมทั้งนั้น แล้วผมหลุดทุกครั้ง 

คุณสมศักดิ์พึ่งจะโดนนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง อย่าพึ่งมาเผยอพูดเลยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มันจับผมไปที่ขอนแก่น ผมได้รับประกันตัวตี2 แล้วผมต้องขึ้นไปทุกเดือน ไปปรากฏตัวที่ขอนแก่น อภิสิทธิ์โทรศัพท์มาหาผมว่าจะช่วย ไม่ช่วยห่าอะไรเลย ผมไม่รู้เหรอ มันไม่เคยช่วยเลย ตีฝีปากทั้งนั้นผมไม่รู้หรือ ความเหี้ยของประชาธิปัตย์ 

ทุกคดีครับ 3 คดีสมัยทักษิณ ต้องการจะทำลายสถาบันกษัตริย์ชัดเจนที่สุด ถ้าคุณเห็นด้วยกับทักษิณต้องการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณก็เห็นไป แต่ผมเห็นชัดเจนทักษิณต้องการทำลายพระมหากษัตริย์ 

สำหรับผมนี่ ผมอยู่ฝ่ายที่รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันกษัตริย์มีอะไรจุดอ่อนเยอะเยาะ บกพร่องเยอะเยาะ แต่ผมเห็นรักษาไว้ดีกว่าไม่รักษา จุดยืนเราต่างกันเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องอิงเจ้าอะไรต่างๆ แล้วผมไม่ต้องการอิงเจ้า แต่ผมต้องการรักษาสถาบันเจ้าให้ดำรงคงอยู่ แล้วผมไม่ต้องการให้ใครไปอิง ใครจะอิงก็เรื่องของเขา ไอ้อภิสิทธิ์จะไปอิงใครจะอิงก็เรื่องของเขา ต้องแยกกันให้ชัดเจน

ใช่แต่เท่านั้น ทักษิณพูดด้วย ว่าคนของเขาแม้เสาไฟฟ้าลงก็ชนะ นี่มันปรามาสคนกรุงเ้ทพทั้งหมดเลย เอาเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ แล้วคุณจะให้มันชนะได้ยังไง เพราะฉะนั้นผมก็ต้องออกมาสิครับ ไม่ชนะมีทางเดียว ก็ต้องให้สุขุมพันธุ์ได้ เพราะถ้าคุณไปเลือกคนอื่นๆ ผมชอบคนอื่นเยอะเยาะเลย ไอ้สยามวาลา ผมชอบมันมากเลย คนรุ่นใหม่แล้วมันจะเล่นกับเด็กรุ่นใหม่ ถ้าเด็กรุ่นใหม่ไปเชื่อเลือกสยามวาลานี่ คะแนนเด็กรุ่นใหม่จะเสียหมดเลยครับ เพราะพวกไม่มีพรรคจะไม่มีทางได้ คุณอาจได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าคะแนนหัวแหลกหัวแตก ไอ้เบอร์9ได้แน่ๆ 

เบอร์9ได้หมายความว่าเสาไฟฟ้าก็ได้ ก็หมายความว่าสมตามคำที่ไอ้ทักษิณมันพูดเลยว่า คนของมันจะต้องได้แน่ๆแล้วมันจะใช้ทุกวิถีทาง ทั้งโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งปั่นโพลต่างๆ โกงต่างๆสารพัดที่มันจะทำได้ มันต้องการชนะ เพื่อจะพิสูจน์ว่ามันเป็นตัวสำคัญ 

เพราะฉะนั้นเราต้องพิสูจน์ให้มันเห็น ไม่ให้มันชนะ แล้ววิธีเดียวครับ ให้สุขุมพันธุ์มา สุขุมพันธุ์ไม่ใช่คนดีวิเศษ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเหี้ยมากเลย แต่ที่ผมยังยืนยันคำนี้ ว่า lesser evil ไอ้นั่นมัน greater evil คุณสมศักดิ์ไม่เข้าใจไม่เป็นไร 

แล้ววันที่17เรามาดวลกันได้ ตัวต่อตัว หรือของคุณ 3 รุม1ก็ได้ พวกคุณ 3 คน ผมคนเดียว วันที่ 17