วันพฤหัสบดี, มกราคม 31, 2556

บันทึกว่าด้วยการ "แบน" ฟ้าเดียวกัน (อีกครั้ง)



โดย ฟ้าเดียวกัน


ที่ผ่านมาการนโยบายการทำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เราพยายามเลี่ยงที่จะพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือ 

โดยหวังว่าจะใช้ผลงานเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ตัวเอง  แม้ว่าตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น เราจะโดน “เล่นงาน”  ทั้งโดยใช้วิธีการทางกฎหมาย  วิธีการนอกกฎหมาย  รวมทั้งมาตรการทางธุรกิจ (ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย)  อยู่เนือง ๆ  

บรรยากาศเหล่านี้เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ในทุกรัฐบาลนับตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  นายสมัคร สุนทรเวช  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หรือแม้แต่สมัยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (เหตุที่ต้องยกรายชื่อมานั้นเพื่อจะบอกว่าฟ้าเดียวกันไม่เคยเป็นข้อยกเว้นแม้แต่รัฐบาลไหนก็ตาม)

การต่อสู้กับวิธีทางกฎหมายนั้นแม้จะหนักหนาอยู่บ้างเนื่องจากมีโทษทางอาญา แต่ก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่น่ากลัวอะไรเพราะรัฐในฐานะคู่กรณีต้องให้เหตุผลในการอ้างอิงความชอบธรรมในการใช้อำนาจ ขณะเดียวกันการทำงาน “บนดิน” อย่างน้อยเป็นเกราะป้องกันการใช้อำนาจนอกกฎหมายได้ระดับหนึ่ง   และเนื้อหาที่นำเสนอเราก็เชื่อว่ามีความหนักแน่นในตัวเอง

ส่วนวิธีการนอกกฎหมายนั้น  ส่วนใหญ่มักเริ่มจากการใช้ “เสรีภาพ”  ดังเช่นกรณี คาราวานคนจน ในปี 2549  ที่เริ่มจากการเผาวารสารฟ้าเดียวกัน แจ้งจับบรรณาธิการ  และข่มขู่ที่จะบุกสำนักพิมพ์,  กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ในปี 2548-2551 ที่รณรงค์ว่าฟ้าเดียวกันเป็นพวก “ล้มเจ้า” เป็นเวลานานนับเดือน  หรือกรณี “ผังล้มเจ้า”  ของ ศอฉ.  ที่แม้จะทำโดยการอาศัยกฎหมาย แต่ก็ลงท้ายด้วยการเป็นเรื่องโจ๊ก  ผลของวิธีการปลุกระดมเช่นนี้ มีแนวโน้มในการนำ “มวลชน” มาถล่ม สำนักพิมพ์และผู้เกี่ยวข้อง

ส่วนมาตรการทางธุรกิจ  นั้นเป็นการเริ่มต้นจากการ “แบน” หนังสือของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่เริ่มตั้งแต่ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร้านซีเอ็ด   ร้านนายอินทร์ ฯลฯ  

                ศูนย์หนังสือจุฬา แบนหนังสือฟ้าเดียวกันฉบับ รัฐประหาร 19 กันยาฯ
                http://prachatai.com/journal/2007/02/11536

                เมื่อเผชิญกับมาตรการทางธุรกิจ ซึ่งอยู่ในอำนาจที่จะทำได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลทารองรับ ก็ป่วยการที่จะสู้ด้วยเหตุผล   เพื่อความอยู่รอดสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็ต้องหาทางรอดด้วยการ “ขายตรง” ให้มากขึ้นโดยที่เราเน้นไปที่ตลาดมหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ซึ่งก็มิได้ทำให้เราพบเส้นทางที่ราบรื่นแต่อย่างใด ยังมีอุปสรรคอีกมาที่ต้องเผชิญ เช่นกรณีการไปขายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ท่ามกลางกระแสสูงของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“ฟ้าเดียวกัน” ตีตลาดขยายแนวร่วม ม.ขอนแก่น http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132235

                หรือที่การประชุมวิชาการระดับชาติ: เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย  ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2552 ก็มีคำสั่งห้ามมิให้ขายวารสารฟ้าเดียวกันในงาน  โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของสำนักพิมพ์ว่ามิให้วางจำหน่ายบนแผง

                บรรกาศความความกลัว/รังเกียจ ต่อสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมีให้เห็นตลอดระยะเวลที่ผ่านมา  แต่เราก็ยังอดทน ด้วยความตั้งใจจะใช้ผลงานคือหนังสือเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเอง

                ล่าสุดที่ร้ายแรงที่สุดก็เกิดขึ้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นกัน เมื่อทางคณะแจ้งว่าไม่อนุญาตให้กลุ่มที่จะนำหนังสือไปขายใต้ตึกบรมราชกุมารีไปจำหน่ายทั้งหมด (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็เป็นสมาชิกที่ไปขายด้วย) เนื่องจาก “กลัวหนังสือประเภทล้มล้างสถาบัน” 

                ที่เรียกว่าร้ายแรงที่สุดก็เป็นเหตุว่าคนที่เดือดร้อนก็มิได้เป็นเพียงแค่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสำนักพิมพ์อื่น ๆ ด้วยที่ต้องมารับเคราะห์จากที่มิได้เกี่ยวข้องด้วย  และแน่นอนคือบรรดา นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองที่จะไม่ได้มีทางเลือกในการเลือกซื้อ/อ่านหนังสือ ด้วยเช่นกัน

                ทางคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คงลืมไปแล้วว่าเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเปิดตัวหนังสือปากไก่และใบเรือฉบับที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันอยู่เลย
                http://www.youtube.com/watch?v=Uo6X5JLF0tw

                เหตุที่ต้องเขียนเป็น “บันทึก” ไว้ในที่นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า  สังคมนี้นับวันพื้นที่ที่ให้กับความเห็นที่แตกต่างนั้นวันจะลดลง  

เปิดตัวตนและแนวคิดดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์4วิพากษ์นโยบายขายฝันผู้สมัครตัวเต็ง




ที่มา บล็อก www.sopon4.blogspot.com

พฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2556
 ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4 แถลงประเด็นนโยบาย กทม. ที่พึงทบทวน

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4 วิพากษ์แนวคิดด้านนโยบายการพัฒนากรุงเทพมหานครที่มีผู้สมัครนำขึ้นเสนอ แต่ไม่หวังโจมตีใคร เพียงป้องกันการเข้าใจผิดสำหรับประชาชน โดยมีประเด็นดังนี้:

            การเพิ่มพื้นที่สีเขียว  ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครไปเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตรอบนอก ซึ่งไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะในเขตชานเมืองก็มีลักษณะเป็นพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว และในหมู่บ้านจัดสรรก็จัดพื้นที่สีเขียวอยู่พอสมควร  แต่ที่ไปทำในเขตชานเมืองเพราะหาที่ดินได้ง่าย  ประเด็นสำคัญของพื้นที่สีเขียวก็คือในใจกลางเมืองมีความขาดแคลนเป็นอย่างยิ่งสร้างความตึงเครียดแก่ประชากรที่อาศัยและทำงานอยู่ใจกลางเมืองนับล้านๆ คน เป็นอย่างยิ่ง  ปกติ กทม. ก็จะขอ เช่า หรือซื้อที่ดินเพื่อการทำสวนสาธารณะตามแผนปกติอยู่แล้ว

            ดร.โสภณ พรโชคชัย เสนอแนวทางการสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติมด้วยการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยในเขตใจกลางเมืองได้อนุญาตให้ก่อสร้างประมาณ 5-10 เท่าของขนาดที่ดิน เช่น ที่ดินแปลงหนึ่งขนาด 1,000 ตารางวา หรือ 4,000 ตารางเมตร ก็สร้างได้ประมาณ 20,000 – 40,000 ตารางเมตร  แต่หาก กทม. ออกระเบียบให้สามารถสร้างได้มากกว่านั้น เช่น 15 เท่า แต่ให้เว้นพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อประชาชนได้ใช้ร่วมกัน ก็จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองได้อีกมหาศาล นอกจากนี้ในหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ ที่มักมีพื้นที่สีเขียวประมาณ 10-15% ของที่ดิน ก็อาจได้รับการส่งเสริมหรืองดเว้นภาษีหากเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็น 25-40% เป็นต้น  ข้อเสนอนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์นโยบายที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำได้จริง

            การจัดแผงตลาดโบ๊เบ๊  สิ่งที่พึงเข้าใจเกี่ยวกับตลาดโบ๊เบ๊ลึก ๆ แล้วก็คือชาวตลาดไม่ต้องการให้ทางราชการเข้ามาจัดระเบียบใหม่ เพราะอาจกระทบการค้า  สำหรับคนภายนอกอาจมองเห็นความรกรุงรัง ดุสภาพคล้ายไม่เป็นระเบียบ  แต่ลักษณะเช่นนี้คือธรรมชาติของตลาดโบ๊เบ๊  ข้อเสนอของบางท่านที่จะเพิ่มพื้นที่ขายให้กับตลาดด้วยการใช้พื้นที่คลองผดุงกรุงเกษม เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะคลองนี้เป็นคลองขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร จะทำให้คลองตื้นเขินได้ด้วย

            ในสมัยที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรียนอยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2517 ก็มีการรื้อถอนเรือที่จอดระเกะระกะในคลองผดุงกรุงเกษมและคลองมหานาคมาครั้งหนึ่งแล้ว  ข้อเสนอที่ ดร.โสภณ นำเสนอก็คือ การปิดถนนกรุงเกษม ช่วงตั้งแต่สะพานกษัตริย์ศึก (ยศเส) ถึงถนนดำรงรักษ์ระยะทาง 600 เมตร เพื่อเปิดให้ค้าขายในยามค่ำคืนตั้งแต่เวลา 20:00 – 05:00 น.  แล้วจัดระเบียบแผงที่มาขายของของกลุ่มแม่ค้าในช่วงตลาดเช้าและตลาดกลางวันเสียใหม่

            การเปิดสวนสาธารณะ 24 ชั่วโมง กรณีนี้อาจเป็นไปไม่ได้เพราะต้นไม้ใบหญ้าในสวนควรได้พักในยามค่ำคืนบ้าง และทำการบำรุงรักษาสวนสาธารณะในเวลาค่ำคืน  หากเปิดไฟสว่างไสวก็จะเป็นการสิ้นเปลือง สัตว์โดยเฉพาะนก กระรอก ฯลฯ ในสวนสาธารณะไม่ได้พักผ่อนเช่นกัน  ปกติกลางคืนต้นไม้จะคายคาร์บอนไดออกไซต์ ไม่เหมาะที่คนจะอยู่ใต้ต้นไม้  ที่สำคัญคงมีคนจำนวนน้อยมากที่คิดจะใช้สวนสาธารณะในเวลา 21:00 – 04:00 ของวันใหม่

            จากประสบการณ์ดูงานนครนิวยอร์ก ลอนดอน และมหานครขนาดใหญ่ทั่วโลกของ ดร.โสภณ พรโชคชัย สวนสาธารณะชั้นนำทั่วโลกก็ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง    แม้แต่กรณีสนามกอล์ฟในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกิจกรรมในเชิงพาณิชย์ของอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ ก็เปิดใช้ถึง 20:00 – 21:00 น. เป็นสำคัญ

            ปัญหาเทศกิจกับแม่ค้า  มีการนำเสนอนโยบายให้ “เจ้าหน้าที่เทศกิจ เลิกจับพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของบนทางเดินเท้าที่ผิดกฎหมาย โดยจะมีการจัดระเบียบพ่อค้า แม่ค้าให้ถูกต้อง”  กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะอาจกระทบฐานเสียงคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็เป็นปัญหาตำตาที่สร้างความหนักใจให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นอย่างยิ่ง

            การไม่จัดการการกระทำผิดกฎหมายคงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ในการบริหารรัฐกิจ การยึดแต่หลักรัฐศาสตร์โดยขาดการนำพาต่อหลักนิติศาสตร์ ก็จะทำให้เกิด “ลัทธิเอาอย่าง” และกลายเป็นข้ออ้างในการกระทำผิดกฎหมายจนเกิดสภาพทางเท้ามีไว้ขายของ ชาวบ้านต้องเดินลงไปบนถนน กีดขวางการจราจร  และยิ่งผ่อนผันมากก็ยิ่งมีการรุกล้ำนำทางเท้าบนถนนสายต่าง ๆ มาค้าขายเพิ่มขึ้น

            สิ่งที่ควรดำเนินการในเบื้องต้นก็คือการจัดระเบียบและช่วงเวลาการขายสินค้าใหม่ ที่สำคัญ เงินค่าเช่าที่มีราคาสูงถึงประมาณ 100-200 บาทต่อตารางเมตรหรือต่อแผงนั้น ควรลดราคาลง เพื่อช่วยให้ผู้ค้าสามารถลดราคาสินค้าให้กับผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็นำเงินมาดูแลพื้นที่ รักษาความสะอาดและนำมาพัฒนาท้องถิ่นต่อไปโดยไม่ให้รั่วไหลเข้ากระเป๋าหรือส่งส่วยใคร  และในระยะยาว ควรจัดพื้นที่ค้าขายให้ถูกสุขลักษณะ และสร้างนิสัยการซื้อขายสินค้าที่ไม่ใช่เพียงคำนึงถึงความสะดวกเฉพาะตัว แต่คำนึงถึงส่วนรวม

            ผม ดร.โสภณ พรโชคชัย ขอย้ำว่าการนำเสนอข้อคิดข้างต้นนี้ ไม่ได้หวังโจมตีใคร แต่หวังใจไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด และนำนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมานำเสนอ ซึ่งจะทำให้กรุงเทพมหานครเดินไร้ทิศผิดทางต่อไป

 
ติดต่อ ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครหมายเลข 4 ได้ที่ 08.9922.9899 หรือ คุณอัจฉรา 08.6628.2817 อีเมล์: sopon@trebs.ac.th thaiappraisal@gmail.com  เว็บไซต์หาเสียงที่www.sopon4.blogspot.com Facebook: www.facebook.com/dr.sopon4  Twitter:www.twitter.com/Pornchokchai

ติดตามเพิ่มเติมได้ใน www.sopon4.blogspot.com

ในประเทศไทย อำนาจมาด้วยความช่วยเหลือของ "สไก๊ป์"



"สิ่งที่มีลักษณะขัดแย้งกันเองในตัวอย่างที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ก็คือ ทั้งๆ ที่วิธีจัดการบริหารปกครองประเทศชนิดพิลึกพิลั่นเพียงใด ดูเหมือนคนในประเทศชักจะพอใจ...

ขณะที่บทบาทของคุณทักษิณในการแต่งตั้งทางการเมือง และกำหนดนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องไม่ธรรมดาโดยมาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยในที่อื่นๆ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งก็รู้ว่าพวกเขาจะได้อะไร" 

โดย ธอมัส ฟุลเลอร์ หนังสือพิมพ์นิยอร์คไทม์ ๒๙ มกราคม ๒๐๑๓

กรุงเทพฯ คนนับล้านๆ ทั่วโลกสามารถลดขอบข่ายการใช้สำนักงานด้วยการใช้ระบบสื่อสารทางไกลในการทำงานจากบ้าน จากสนามบิน หรือไม่ว่าจากที่ใดๆ ซึ่งสามารถต่อเชื่อมกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ แต่พรรคการเมืองที่ปกครองประเทศไทยอยู่ได้ใช้ระบบโทรคมนาคมให้เป็นประโยชน์ในมิติใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา ด้วยการยอมรับของพรรคเอง การตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในประเทศที่มีประชากร ๖๕ ล้านคนนี้มาจากนอกประเทศ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งลี้ภัยตนเองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ เพื่อหลบเลี่ยงข้อหาคอรัปชั่น

เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองเล่าว่า ทักษิณ ชินวัตร ผู้หลบหนีคดีที่โด่งดังที่สุดนี้ เดินทางรอบโลกด้วยเครื่องบินส่วนตัว สนทนากับบรรดารัฐมนตรีของเขาด้วยโทรศัพท์มือถือ เขียนข้อความสื่อสารผ่านทางกระดานสนทนาอีเล็คโทรนิคแบบต่างๆ และอ่านเอกสารราชการซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐส่งให้แก่เขาทางอีเมล

อาจจะเรียกการนี้ว่า ปกครองด้วยสไก๊ป์ หรือรัฐกิจโดยเอสเอ็มเอส (ส่งข้อความทางโทรศัพท์) หนทางที่คุณทักษิณช่วยบริหารประเทศโดยไม่ต้องถูกออกหมายจับกุมในคดีที่หลายๆ คนเชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งเขาทางการเมือง

การกลับสู่อำนาจด้วยรีโหมดคอนโทรลที่แม้แต่บางกรณีมีข้อจำกัดด้วยความห่างไกล เป็นการพลิกผันอันน่าทึ่งสำหรับมหาเศรษฐีพันล้านกิจการโทรคมนาคมที่ถูกโค่นล้มด้วยรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๖ ซึ่งเป็นชนวนของการสั่นคลอนเป็นเวลาหลายปีระหว่างฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายคัดค้านเขา อันนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลถึงสี่ครั้ง และการประท้วงบนท้องถนนที่มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อย

โดยทางการแล้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของเขาเป็นนายกรัฐมนตรี (เขาเสนอเธอเข้าสู่ตำแหน่งในปี ค.ศ. ๒๐๑๑) แต่จากบ้านพักในดูไบ และลอนดอน จากเหมืองทองของเขาในอาฟริกา และระหว่างการเยี่ยมเยือนประเทศในเอเซียอย่างสม่ำเสมอ คุณทักษิณ วัย ๖๓ ปีได้รวบเอาเทคโนโลยี่ด้านอินเตอร์เน็ต และระบบสื่อสารเคลื่อนที่นำมาอนุวัฒน์เป็นกรรมวิธีบริหารปกครองประเทศชนิดที่ไม่ธรรมดาอย่างที่สุด

เราสามารถติดต่อท่านได้ทุกเวลา จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเลขาธิการพรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณกล่าว โลกเปลี่ยนไปแล้ว เป็นโลกไร้พรมแดน ไม่เหมือนกับเมื่อร้อยปีที่แล้วที่ยังใช้โทรเลขกันอยู่

เพื่อแสดงให้เห็นประเด็นที่เขาอ้าง จารุพงษ์ดึงเอาโทรศัพท์ไอโฟนของเขาออกมาปาดหน้าปัดหารายการหมายเลขโทรศัพท์ต่างๆ ของคุณทักษิณ (เจ้าหน้าที่พรรคบอกว่าคุณทักษิณให้เบอร์โทรศัพท์แก่แต่ละคนต่างๆ กัน โดยมักขึ้นอยู่กับระดับความอาวุโส)

ถ้าเรามีปัญหาอะไร เราก็โทรถึงท่านได้ คุณจารุพงษ์บอก

คุณทักษิณเองนั้นปฏิเสธที่จะให้ความเห็นแก่บทความนี้ผ่านทางโทรศัพท์ หรือสไก๊ป์

การบริหารราชการแผ่นดินรายวันนั้นตกอยู่ในความรับผิดชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้มีความคมคาย ถ่ายรูปขึ้น และอ่อนวัยกว่าคุณทักษิณถึง ๑๘ ปี เธอออกงานพิธีตัดริบบิ้น และกล่าวปาฐกถา

บางครั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์วัย ๔๕ แสดงตนว่าอยู่นอกเหนือบทบาทของพี่ชาย ทันทีหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เมื่อคุณทักษิณเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ผ่านทางสไก๊ป์ ผู้สื่อข่าวถามว่าใครกันแน่ที่สั่งการรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันว่าเธอเองเป็นผู้มีอำนาจเต็ม และบอกว่าคุณทักษิณเข้าร่วมประชุมเพื่อให้กำลังใจแก่รัฐบาล เธอย้ำอยู่เสมอแต่นั้นมาว่าเธอเป็นหัวหน้าควบคุมทั้งหมด

แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทั้งพวกฝ่ายตรงข้าม และผู้สนับสนุนคุณทักษิณเห็นพ้องต้องกันก็คือ เขาเป็นคนเดียวที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญขั้นสุดท้าย

ท่านเป็นผู้ที่คิดนโยบายของพรรคเพื่อไทย นพดล ปัทมะ เจ้าหน้าที่อาวุโสระดับสูงในพรรคของคุณทักษิณซึ่งปฏิบัติงานเป็นทนายความประจำตัวของเขาพร้อมกันไปด้วย เกือบจะทุกนโยบายที่ประกาศออกไประหว่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มาจากท่านทั้งนั้น

สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำขบวนการ เสื้อเหลือง ซึ่งทำการประท้วงบนท้องถนนต่อต้านทักษิณหลายต่อหลายครั้งเห็นพ้องด้วยว่า เขาเป็นคนบงการทุกสิ่ง

ถ้าคุณอยากได้โครงการในประเทศไทยมูลค่าเป็นพันๆ ล้านละก็ คุณต้องไปคุยกับทักษิณ สนธิผู้ที่ดูเหมือนจะวางมือไปในช่วงที่สภาวการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปนี้พูดให้สัมภาษณ์ในตอนหนึ่ง

นอกเหนือจากสไก๊ปืแล้ว คุณทักษิณยังใช้แอ็พพลิเกชั่นทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ รวมทั้ง WhatApp และ Line สำหรับติดต่อกับแกนนำของพรรค ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของพรรคกล่าว

มีการสนทนาผ่านสไก๊ป์หลายเรื่องที่ได้รับการรายงานเป็นข่าวออกสู่สื่อมวลชนไทย ในเดือนนี้ก็มีวิดีโอการสนทนาของคุณทักษิณเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงเทพมหานครออกมา วิดีโอสนทนาหนึ่งชั่วโมงของคุณทักษิณกลายเป็นข่าวก็เพราะเจ้าหน้าที่เล่าว่า เขาบอกแก่ลูกพรรคว่าจะส่งใครลงสมัครไม่สำคัญหรอก แม้แต่ส่งเสาไฟฟ้าลงก็จะชนะคู่ต่อสู้

คุณทักษิณยังคงเป็นบุคคลสาธารณะสำคัญท่ามกลางปัญหาความแตกแยก เขายังเป็นผู้ได้รับการยกย่องจากมวลชนขนาดใหญ่โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทของประเทศซึ่งมอบให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจ ขณะที่อีกฝ่ายอันเป็นกลุ่มชนชั้นสูงในเมืองก็ต่อต้านเขาอย่างสาดเสีย คนพวกนี้ยังมีความหวาดหวั่นว่าเขา และพรรคของเขาจะพลิกผันสถานะเดิมที่เป็นประโยชน์แก่พวกตน พร้อมไปกับความโกรธแค้นต่อกลวิธีผสมผสานงานบริหารรัฐกิจเข้ากับการขยายกิจการส่วนตัว และบุคคลิกภาพการเป็นผู้นำที่เด่นครอบงำเหนือคนอื่นๆ ของเขา

แต่ว่าด้วยเหตุที่เศรษฐกิจของประเทศไทยยังดำเนินไปด้วยดีท่ามกลางความตกต่ำทั่วโลก และไม่กระทบกระเทือนต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้วยังดีขึ้นกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเสียอีก ฝ่ายต่อต้านเขาไม่สามารถดึงคนลงไปสร้างสถานการณ์บนท้องถนนได้ ทั้งๆ ที่รู้ดีแก่ใจว่าคนที่พวกตนพยายามมาเนิ่นนานที่จะผลักไสออกไปจากศูนย์อำนาจนั้นกำลังบงการมาจากแดนไกล

การคืนสู่อำนาจของคุณทักษิณนั้นเข้ากันได้เหมาะเจาะกับวิถีการเมืองในประเทศไทย ซึ่งยากที่จะอธิบายให้คนภายนอกเข้าใจได้เพราะบางครั้งดูเหมือนจะยากอย่างยิ่งที่จะเป็นจริงได้ นายทหายศพลเอกคนที่เป็นหัวหน้าในการยึดอำนาจจากคุณทักษิณในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ บัดนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นประธานกรรมาธิการเพื่อความปรองดองแห่งชาติ และอดีต ราชาอาบอบนวด ผู้ที่สร้างความร่ำรวยจากกิจการสถานนาบนอกกฏหมายบัดนี้กลายเป็นนักต่อต้านคอรัปชั่นตัวยง เที่ยวเปิดโปงผ่อนการพนันเป็นรายวัน

สิ่งที่มีลักษณะขัดแย้งกันเองในตัวอย่างที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้ก็คือ ทั้งๆ ที่วิธีจัดการบริหารปกครองประเทศชนิดพิลึกพิลั่นเพียงใด ดูเหมือนคนในประเทศชักจะพอใจ กับสิ่งที่ธิตินันท์ พงษ์สุทธิลักษณ์ ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักคิดทางการเมืองของไทยที่โดดเด่นคนหนึ่งบอกว่าเป็น การเอื้ออำนวยชนิดที่ไม่ค่อยจะอุ่นใจนัก

คุณจะมองเรื่องนี้ได้สองทาง คุณอาจมองว่ามันเป็นการอำพราง เป็นสภาพที่สุดเขลา และเป็นเรื่องตลกมากมายชนิดขำไม่ออก ที่พี่ชายเป็นคนกดปุ่มบัญชาการให้น้องสาวเป็นหุ่นเชิด คุณธิตินันท์ให้สัมภาษณ์ แต่ผมก็เริ่มที่จะมองภาพที่แตกต่างออกไปบ้างแล้ว นี่อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะบริหารประเทศไทย

คนไทยจำนวนมากคิดว่าน่าจะเป็นการดีต่อทั้งคุณทักษิณ และประเทศชาติถ้าหากเขาอยู่นอกประเทศ เพื่อที่ความปักใจต่างๆ จะไม่จุดประกายขึ้นมาใหม่อีก

รมว. มหาดไทย จารุพงษ์บอกว่าการอยู่ห่างไกลของคุณทักษิณทำให้เขาได้รับเอาทัศนคติที่เป็นประโยชน์มากกว่า เปรียบประดุจดังโค้ชทีมฟุตบอล (ในกรณีนี้คือคณะรัฐมนตรี)

จารุพงษ์ให้อัตถาธิบายเพิ่มเดิมของข้อดีที่มีทีมพี่ชาย-น้องสาวควบคุมสั่งการว่า เหมือนเรามีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งอยู่ในประเทศ อีกคนหนึ่งอยู่นอกประเทศ แล้วเราทำงานร่วมกัน นี่เป็นความเข้มแข็งของเรา

ในการตัดสินใจบางอย่าง คุณทักษิณเน้นที่จะต้องพบกันต่อหน้า เขามักเรียกให้ไปพบที่บ้านในดูไบ หรือโรงแรมในฮ่องกง ซึ่งเขาเดินทางไปเป็นประจำ และมันเป็นสิ่งจำเป็นในการเมืองไทยทุกวันนี้ ใครที่ต้องการตำแหน่งหน้าที่สำคัญในรัฐบาลจะต้องบินไปพบคุณทักษิณ

ขณะที่บทบาทของคุณทักษิณในการแต่งตั้งทางการเมือง และกำหนดนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องไม่ธรรมดาโดยมาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยในที่อื่นๆ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งก็รู้ว่าพวกเขาจะได้อะไร พรรคของคุณทักษิณใช้สโลแกนที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ ว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ

วันพุธ, มกราคม 30, 2556

เนเธอแลนด์: ควีนประกาศสละราชสมบัติ มอบบัลลังก์พระราชโอรส

30 มกราคม 2556
ที่มา ประชาไท "'ควีนเบียทริกซ์' แห่งฮอลแลนด์ สละราชสมบัติ มอบบังลังก์แก่พระราชโอรส"

            (NOS Television/Peter Dejong)              

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์วัย 75 พรรษา มีกำหนดสละราชสมบัติ 30 เม.ย.นี้ แก่เจ้าฟ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ ตรัสภาระรับผิดชอบต่อประเทศควรถูกส่งต่อแก่คนรุ่นใหม่
สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทรงมีพระราชดำรัสเผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศวานนี้ว่า ในวโรกาสที่พระองค์จะทรงมีพระชนมายุครบ 75 พรรษาในวันพฤหัสบดีนี้ และในปลายปีนี้เนเธอร์แลนด์จะฉลองครบรอบการสถาปนาประเทศนาน 200 ปีซึ่งจะเป็นการก้าวสู่ศักราชใหม่ของประวัติศาสตร์ประเทศ จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติในฐานะสมเด็จพระราชินีนาถ องค์พระประมุขแห่งเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 30 เมษายนนี้ พร้อมกับตรัสว่า ภาระรับผิดชอบต่อประเทศชาติควรถูกส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่
            (Peter Dejong)              
พระองค์จะทรงมอบราชบัลลังก์ให้พระราชโอรสองค์โต เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ องค์มกุฎราชกุมาร ที่มีพระชนมายุ 45 ชันษา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีในวันเดียวกัน ซึ่งจะทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์แรกในรอบ 122 ปี นับตั้งแต่การสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม ที่ 3 เมื่อปี 2433
พระราชวงศ์แห่งเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในพระราชวงศ์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในทวีปยุโรป สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2523 เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนา พระมารดาทรงสละราชสมบัติ แม้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่ในพระราชพิธี แต่พระองค์ก็ทรงเป็นที่รักของผสกนิกรชาวดัทช์
 
สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ได้เผชิญความเศร้าโศกเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว หลังจากที่เจ้าชายฟรีโซ พระราชโอรสองค์ที่สองของพระองค์ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกีในออสเตรีย ทำให้อยู่ในอาการโคม่า หลายฝ่ายจึงคาดว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระองค์ตัดสินใจสละราชสมบัติในช่วงนี้ 
 
ถึงแม้พระองค์จะอยู่ในตำแหน่งที่เป็นพระราชพิธีส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ชุดที่แล้วก็ได้ปลดอำนาจของพระองค์ที่มีอยู่ไม่กี่อย่างออกไป นั่นคือการเสนอชื่อผู้ตั้งคณะรัฐมนตรีหลังจากการเลือกตั้งรัฐสภา 
 
ทั้งนี้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระราชินีเบียทริกซ์ทรงลี้ภัยไปอยู่แคนาดากับสมาชิกในราชวงศ์ และเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมของรัฐในเมืองออตตาวา ก่อนที่จะกลับมาสู่ฮอนแลนด์หลังสงครามสิ้นสุดลง 
 
พระราชสวามีของพระองค์ เจ้าชายเคลาส์ ได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2545 พร้อมกับความโศกเศร้าเสียใจของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่การเสกสมรสของพระองค์ได้รับการต่อต้านในช่วงแรก เนื่องจากเจ้าชายคลาวส์เคยเป็นทหารของนาซีเยอรมนี และการเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ของกองทัพนาซีก็ยังคงเป็นแผลใจของประชาชนส่วนใหญ่ 
 
เจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ ทรงเสกสมรสกับสาวสามัญชน แมกซิมา ที่มีถิ่นกำเนิดในอาร์เจนตินาเมื่อปี 2545 และทรงมีพระธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ เจ้าชายทรงเป็นองค์ปาฐกในการประชุมเกี่ยวกับเรื่องน้ำบ่อยครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศที่ประสบภัยภัยแล้ง
 
ขณะที่เจ้าหญิงแมกซิมา ทรงเคยเป็นนักการธนาคารฝ่ายการลงทุน และสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ตรัสแสดงความเชื่อมั่นว่า ทั้งเจ้าชายวิลเลมอเล็กซานเดอร์และเจ้าหญิงแมกซิม่าทรงมีความพร้อมสำหรับพระราชกรณียกิจในอนาคต และจะทรงปกครองประเทศด้วยความทุ่มเทเสียสละ

วันอังคาร, มกราคม 29, 2556

ภาพงาน "29 มกราฯ 10,000 ปลดปล่อย"



เครดิตคลิบ : CBN...น้องกิ๊บเก๋...และท่าน Easy rider

 ดูเพิ่ม 29มกราฯออกมาร่วมเป็น1ใน10,000ปลดปล่อยเพื่อน

เก็บตกความเห็นและภาพเพิ่มเติมจากเฟซบุ๊ค


Wattana Van
29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ก้าวแรกของการปฏิวัติรอบสอง

ผมไปร่วมชุมนุม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ด้วยความกระตือรือร้น และอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง การชุมนุมในครั้งนี้ มันมีนัยะทางการเมืองหลายอย่าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกพูดบนเวที แต่มันเป็นสิ่งที่ก่อเกิดขบวนแบบนี้ขึ้นมา ใครๆ ก็รู้ว่า เสื้อแดงกลุ่มอิสระต่างๆ ทั้งที่รู้จักกัน และไม่รู้จักกัน มันโครตจะอิสระเลย รวมกลุ่ม รวมตัวกันได้อยากมาก หลายคน หลายกลุ่ม เกียดขี้หน้ากันก็มี แต่วันนี้ก็มาเจอกัน

นัยะทางเมืองที่ผมพูดถึง อะไรทำให้คนเหล่านี้ ที่เยอะเกินความคาดหมายของผมไปมาก มาชุมนุมในวันนี้ มันเกิดขึ้นเองโดยไร้การจัดตั้งกระนั้นเหรอ ป่าวเลย มันมีการทำงานจัดตั้ง ของคนกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยเต็มไปหมด เราสัมผัสได้ จากการได้พูดคุยกับหลายท่าน ผมทั้งเห็นด้วย และเห็นต่างจากหลายคน ที่คุย แต่ข้อความที่เราได้สื่อสารกัน มันสะท้อนว่า มีการศึกษาทางการเมืองมาดีพอสมควร และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาออกมา

งานในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ยินคำปราศรัย ที่ดูจะเกรงใจรัฐบาลไปบ้าง แต่ผมคิดว่ามีหลายคนที่ปราศรัย ไม่ได้เกรงใจรัฐบาลจริงๆ หรอก แต่น่าจะเกรงใจ ผู้มาร่วมชุมนุมมากกว่า สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับขบวนการปฏิวัติทั่วโลก ที่หลายขบวนนิยามปรากฎการณ์แบบนี้ว่า "การปฏิวัติรอบสอง" ซึ่งบรรยากาศมันจะผสมปนเปกัน ของกลิ่นอายจากการปฏิวัติรอบแรก นั่นหมายความว่า ถึงแม้หลายคนจะไม่พอใจรัฐบาล แต่ก็ยังแอบหวังลึกๆ ว่ารัฐบาลที่ร่วมสู้มาด้วยกัน จะช่วยผลักดันการปฏิวัติให้เดินหน้าไปได้ สำเนียงคำปราศรัย มันก็เลยฟังออกมาแปร่งๆ ฟังไม่ถนัดหูสำหรับใครหลายคนที่่ไม่พอใจรัฐบาล รวมถึงผมด้วย ดังคำที่กรัมชี่ นักปฏิวัติสังคมนิยม ชาวอิตาลี เคยพูดไว้ว่า "ในสมองของเรามักจะมีความขัดแย้งอยู่เสมอๆ ระหว่างแนวคิดกระแสหลักที่กล่อมเกลาเรา กับสภาพความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่" เราถูกกล่อมเกลาทำให้เชื่อว่า รัฐบาลเพื่อไทย จะช่วยนักโทษการเมือง แต่ความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่ นักโทษการเมืองยังอยู่ในคุก

จ. เจตน์
"อยากไปอยู่ลาว ว่ะ" ............................ เพิ่งกลับจากชุมนุมปล่อยนักโทษการเมือง ได้ความรู้สึก 2 อารมณ์ ด้านบวกคือ มวลชนตั้งใจออกมาช่วยเพื่อในเรือนจำนกันมากมาย เพราะรักความถูกต้อง ( ไม่ได้มาเพราะใครนำ ) แต่ที่เสียความรู้สึกจนโมโหคือ ตัวแทนรัฐบาล 2 คนที่มา เป็นรองเลขาธิการนายก ทั้งคู่ คนแรกเป็น นายตำรวจ คร่ำครวญว่า ตัวเองก็โดนพิษ 19/9/49 และทุกข์ใจเรื่องพี่น้องในคุกเปนอันมาก แต่พอพูดวนไปวนมาไม่ได้อะไร เสร็จแล้วก็ลงเวทีเดินจ้ำอ้าวโดยไม่คิดจะอยู่คุยกับญาตินักโทษเลย ส่วนแรมโบ้ พอลงเวทีรีบยกโทรศัพท์ มาแนบหูทันที เอามือโอบญาตินักโทษนิดหน่อยไม่คุยอะไรแล้วเดินจากไปเช่นกัน นี่หรือที่บอกห่วงคนในคุกจนแดกข้าวไม่ลง ..............///////ปล .. นี่คือวีดีโอที่ผมไปเที่ยวเวียงจันทร์ ผู้สาวที่ร้องเพลงกับผมเปน ภรรยา นายทหาร เจ้าของรีสอร์ท ในลาว

Phuttipong Ponganekgul
เพิ่งถึงบ้าน กลับมาจาก "ลานคณะราษฎร" (อ.สุธาชัย ตั้งชื่อให้ใหม่ จาก "ลานพระบรมรูปทรงม้า" เป็น "ลานคณะราษฎร" ฮ่าๆ) ตอนฟังฝ่ายรัฐบาลมาชี้แจงนั้น คนที่มาร่วมชุมนุมหลายๆคน ต่างก็ตะโกนเป็นระลอกๆ บ้างว่า "มาอีหลอบนี้อีกแล้ว", "รออีกแล้ว", "บอกมาเลยว่าวันไหน", "ว่าแล้ว" ฯลฯ ผมก็เดินจิบเบียร์ไปพลางๆ ละอองฝนเริ่มมาแล้วสักพักก็หยุด ซื้อไอติมโบราณรสช็อคโกแลตมากินดูเป็นครั้งแรก ก็พอใช้ได้, ทางกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล อ.หวาน ทำได้น่าเหลือเชื่อที่เพียงราว ๒ สัปดาห์นำคนมาได้เยอะขนาดนี้ โดยปราศจากการร่วมมือจากพวก "จัดตั้ง" หรือการสนับสนุนจากพวกแกนนำ นปช. (ที่มีแกนนำอย่าง ธิดาฯ นักเคลื่อนไหวช่วยผัวตัวเองออกจากคุก เที่ยวมาบลัฟคนอื่นแล้วให้ความสำคัญกะ "ตัวเอง" อย่างนั้นอย่างนี้ ตัวตลกเหลือเกิน พวกออกจากป่ามาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แม่งปัญญาอ่อนเยอะเหมือนกันนะ)

การช่วยนักโทษการเมืองมาถึงวันนี้นับว่าน่ายินดีอีกขั้น ที่นักโทษการเมืองไม่ถูกลืมไปจากสังคมนี้ คณะ อ.อุกฤษณ์ ก็รับจากรัฐบาลให้ทำร่างก็เพราะรับสถานการณ์นี้โดยเฉพาะ ก็หวังว่าจะจริงใจกันบ้าง ถ้าไม่จริงใจแล้ว ก็คงไม่น่าเชื่อถือไว้วางใจกัน คือทำถึงขนาดนี้แล้วจะส่งประชาธิปัตย์มาตอด บอกทำไม่ได้ แล้วรัฐบาลถอยอีก นี่มันละครซ้ำซาก พอได้แล้วนะ เอาร่างฯ ไหนก็ได้ให้ผ่านสภาฯให้ไว แล้วปล่อยๆ ออกมา บางคนไปช่วยดับเพลิง ก็หาว่าเขาไปเผา ติดคุกสามสิบปี นี่ก็บ้าบอพอแล้ว เลิกหน้าด้าน เห่อเหิมเรตติ้ง ครองอำนาจแบบนี้มันสบายใจหรือ? (บนกองซากศพ บนความเดือดร้อนของนักโทษการเมืองและลูกเมียญาติพี่น้องของพวกเขา) มีความละอายกันบ้างพวกรัฐบาล

พวกธิดาฯ แกนนำ นปช. ก็เลิกทำตัวสวะเถอะ เอาผัวธิดาฯไปยัดคุกอีกทีคงจะฮึดสู้มากกว่านี้ เบ่งเหลือเกิ๊น ทักษิณมันก็เห็น คนอย่างธิดาฯ มันห่วยแตก ก็เลยให้มาเป็นแกนนำ นปช. - นปช. จะได้เงียบๆอยู่เฉยๆ ถ้าจตุพร ไหนๆก็ตกงานแล้วมาเป็นแกนนำ ก็คงจะคึกมากกว่านี้ ซึ่งทักษิณชอบของห่วยๆแบบธิดาฯ มากกว่าเพราะเหมาะกับการ "ปรองดองกันเอง" แต่เลือกที่จะเฉยเมยต่อการ "ปองร้ายประชาชน"

Junya Lek Yimprasert
วันนี้ต้องชื่นชมทีมปฎิญญาหน้าศาลที่นำโดย อ.หวาน ที่จัดกิจกรรมต่อเนื่องมานับปี จนได้ใจแนวร่วมจัดการเคลื่อนขบวนระดับชาติได้อย่างนี้

และปรบมือให้ทุกองค์กรร่วมงาน 29 มกราฯ ปล่อยปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน ที่ประสานสมาชิกและร่วมจัดให้งานวันนี้ ออกมาได้อย่างมีพลัง

ที่สำคัญขอยกนิ้วหัวแม่โป้งให้กับผู้ร่วมสร้างพลังและสีสันในการร่วมเรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองวันนี้ทุกคน

ชอบสีสันป้ายประท้วงต่างๆ ที่จัดทำกันมาเอง ที่เก๋ไก๋และข้อความเด่น ซึ่งเมื่อป้ายเหล้านี้มาอยู่รวมกันแล้วทำให้เห็นว่าพลังของมวลชนนั้นมันสำคัญ และที่เห็นได้ชัดในวันนี้ คือ ไม่มีการเชิญชูเทวดาไม่ว่าจากค่ายไหน ..

แต่ก็เห็นการระมัดระวังภาษาป้ายกันมากขึ้น ใช้ภาษาคมคายแต่ไม่หยาบ ซึ่งเป็นพัฒนาการป้ายประท้วงที่น่าทึ่งจริงๆ

สำหรับเวทีเสวนาไม่ต้องพูดถึงเลย ได้ทั้งสาระและความมันส์ และเห็นเลยว่าผู้พูดทุกคนจริงจังและจริงใจ และไม่เล่นโวหารการเมือง ในการนำเสนอประเด็น ข้อคิดเห็น และมุมมองของแต่ละคนที่ผ่านการร่วมรณรงค์ ศึกษา เฝ้ามอง และวิเคราะห์การเมืองไทยมายาวนาน

ถ้า สส. เพื่อไทยและรัฐบาลจริงใจ ต้องหาเทปเวทีเสวนางานนี้มาฟังกันล่ะ

ถือเป็นความก้าวหน้าของภาคประชาชนไทยล่ะ ที่พิสูจน์อีกครั้งแล้ว่า ... ไม่ต้องมีแกนนำ นปช. ที่หนุนโดยพรรคเพื่อไทยเป็นโตโผจัดงาน แต่วิถีแกนนอน ตัวแทนแนวร่วม ก็สามารถจัดเวทีถกปัญหาชาติได้อย่างมีพลัง

สรุปจากงานวันนี้คือ ทุกคนรู้ว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียจากการเข้าร่วม "เกม" การเมืองคืออะไร - ความตาย การติดคุก และหมดเนื้อหมดตัว

มาวันนี้ทุกคนจึงระมัดระวังในการนำเสนอสาส์น ไม่มีล่อแหลม แต่ปักตรงใจเลย

เมื่อประชาชนระมัดระวังและรู้พิษภัยการเมือง แต่ไม่กลัวที่จะส่งเสียง
 เมื่อนั่นล่ะ รัฐบาลพึ่งตระหนักได้แล้วว่า "ประชาชนเอาจริง" และ"ประชาชนฉลาดแล้วจริงๆ"

รัฐบาลจะเล่นเกมการเมืองแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

ประชาชนจงเจริญ




คลิปที่เกี่ยวข้อง

29มกราฯออกมาร่วมเป็น1ใน10,000ปลดปล่อยเพื่อน

ติดตามชมถ่ายทอดสดรอบเย็น+ค่ำ http://www.thaivoice.org

29 มกรา 10,000ปลดปล่อย-ภาพเมื่อช่วง 6 โมงเช้า ณ หมุดคณะราษฎร ลานพระรูปทรงม้า (ภาพ:Nithiwat Wannasiri)







29 มกรา ออกมาร่วมเป็น1ใน10,000ปลดปล่อยเพื่อน-ภาพโดย Prainn Rakthai









ชุมนุมคู่ขนาน10,000ปลดปล่อยที่L.A. , U.S.A.


กำหนดการวันที่ 29 มกรา หมื่นปลดปล่อย... 08.00 น. พบกันที่หมุดคณะราษฎร รวมตัว จัดขบวน ทำกิจกรรมที่หมุดคณะราษฎร โดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ...มีการวางมาลัยดอกไม้ เคารพคณะผู้อภิวัฒน์สยาม 2475 และวีรชนประชาธิปไตย ...ร้องเพลงชาติสยาม 24 มิถุนา

ประมาณ 9-9.30 น. ออกเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล จัดพื้นที่การชุมนุม และยื่นร่างรธน.ว่าด้วยการนิรโทษกรรม ฉบับนิติราษฎร์ ต่อรัฐบาล แนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง

ทุกองค์กร ผลัดกันอ่านแถลงการณ์สนับสนุนการปลดปล่อยนักโทษการมเมือง ฟังเสวนาวิชาการ สลับดนตรี และการแนะนำองค์กรประชาชนที่มาเข้าร่วม

 ขอเวลาปิดเวทีไว้ ที่ 22.00 น. 

********

รายการเสวนาบนเวที มี 3 หัวข้อนะคะ 1) ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย 2) เศรษฐศาสตร์การเมือง 3) นักโทษการเมือง 

วิทยากร:

รศ ดร สุธาชัย ยิ้มปรเสิรฐ
รศ ดร พวงทอง ภวัครพันธ์
รศ ดร สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ศ. ดร พนัส ทัศนียานนท์
คุณ ประวิตร โรจนพฤกษ์
รศ ดร พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คุณธงไชย คงคาลัย
คุณวิเชียร พวงลำเจียก
ตัวแทนกรรมกร

 ดำเนินรายการโดย อ.ตุ้ม อ.หวาน ไม้หนึ่ง ก.กุนที

You may say I'm a dreamer but I'm not the only one. I hope someday you will join us. And the world will be as one.

วันนี้...ขอคนช่างฝัน อยากเห็นความเป็นธรรม ในสังคมที่การกดขี่ประชาชนเป็นเรื่อง "พึงทำ" และการล่ามคนแบบ "ทาส" ยังเป็นเรื่อง "สมควร" ใครฝันถึงวัน "ปลดปล่อย" ...

วันนี้ ไปด้วยกัน แม้เขาจะผิดคำพูด เล่นเกมส์การเมืองกับประชาชน เราก็จะไปยืนยันฝันถึง "อิสรภาพ" ให้เพื่อนในเรือนจำ 29 มกรา หมื่นปลดปล่อย!

*******




"สุดท้ายมึงก็ทิ้งกู" ข้อความนี้อยู่บนหน้าอกเสื้อของนักโทษการเมืองรายหนึ่งที่เรือนจำหลักสี่ ผมไม่รู้ว่าเขาเขียนข้อความนี้ถึงใคร แต่ผมเชื่อว่ามีคนอีกมากจะต่อสู้เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกทอดทิ้งครับ

รัฐบาลในปี 2553 เอาสิทธิ เสรีัภาพ เวลา และโอกาสในชีวิตของคนกลุ่มนี้ไปสามปีแล้ว หวังว่าร้ีฐบาลป้จจุบันจะได้ยินคำขอร้องของพวกเขา และคืนชีวิตให้กับพวกเขาจริงๆ สักที

อย่าปล่อยให้คนที่ครั้งหนึ่งอาจเคยเดิน เคยนั่ง เคยเคียงข้างกับพวกท่านต้องอยู่ในคุกด้วยความคับแค้นใจจนต้องเขียนข้อความแบบนี้อีกแม้แต่คนเดียว

วันจันทร์, มกราคม 28, 2556

สุดา รังกุพันธุ์ แกนนำปฏิญญาหน้าศาล เพื่อนนักโทษการเมือง ถึง29มกราฯ10,000ปลดปล่อย



รายการเสวนาบนเวที พรุ่งนี้ มี 3 หัวข้อนะคะ 1) ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย 2) เศรษฐศาสตร์การเมือง 3) นักโทษการเมือง

วิทยากร:
รศ ดร สุธาชัย ยิ้มปรเสิรฐ
รศ ดร พวงทอง ภวัครพันธ์
รศ ดร สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ศ. ดร พนัส ทัศนียานนท์
คุณ ประวิตร โรจนพฤกษ์
รศ ดร พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คุณธงไชย คงคาลัย
คุณวิเชียร พวงลำเจียก
ตัวแทนกรรมกร

ดำเนินรายการโดย อ.ตุ้ม อ.หวาน ไม้หนึ่ง ก.กุนที

You may say I'm a dreamer but I'm not the only one.
I hope someday you will join us.
And the world will be as one.

พรุ่งนี้...ขอคนช่างฝัน อยากเห็นความเป็นธรรม ในสังคมที่การกดขี่ประชาชนเป็นเรื่อง "พึงทำ" และการล่ามคนแบบ "ทาส" ยังเป็นเรื่อง "สมควร"

ใครฝันถึงวัน "ปลดปล่อย" ...พรุ่งนี้ ไปด้วยกัน
แม้เขาจะผิดคำพูด เล่นเกมส์การเมืองกับประชาชน เราก็จะไปยืนยันฝันถึง "อิสรภาพ" ให้เพื่อนในเรือนจำ

29 มกรา หมื่นปลดปล่อย!

***********


ที่มา มติชนออนไลน์

ขณะที่กระบวนการค้นหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้กับ "ผู้เสียชีวิต" จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 หรือ "คดี 99 ศพ" ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มคืบหน้าและปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง

ทว่าในพื้นที่สื่อกลับยังไม่ค่อยปรากฏเรื่องราวของ "ผู้ที่ยังมีชีวิต" แต่ต้องตกอยู่ในฐานะ "นักโทษการเมือง" 

การเสียชีวิตระหว่างอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมของ "อำพล ตั้งนพกุล" หรือ "อากง" เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 

การเสียชีวิตของ "วันชัย รักสงวนศิลป์" ผู้ต้องขังคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเผาสถานที่ราชการ ระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำหลักสี่ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 

และล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี กรณีตีพิมพ์บทความที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ท่ามกลางการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสื่อมวลชนต่างประเทศ คณะเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศ และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล

ทั้ง 3 กรณี จะส่งผลให้สปอตไลท์เริ่มฉายมาที่ปัญหา "นักโทษการเมือง" มากขึ้น แต่ความรับรู้และข้อมูลต่างๆ ก็ยังเผยแพร่อยู่ในพื้นที่จำกัด 

ไม่นับว่ากลุ่มการเมืองที่ขับเคลื่อนและรณรงค์เผยแพร่ข้อมูล ความคืบหน้า และต่อสู้เพื่อสิทธิของนักโทษการเมืองอย่างมุ่งมั่นจริงจังก็มีไม่มากนัก 

หนึ่งในนั้นคือกลุ่ม "ปฏิญญาหน้าศาล" ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญคือ "สุดา รังกุพันธุ์"หรือ "อาจารย์หวาน" นักวิชาการและอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พื้นเพเป็นชาว อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง แต่ต้องจากบ้านมาเรียนในเมืองหลวง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 

ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ภาควิชาภาษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนจากมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ในหลักสูตรต่อเนื่อง (Graduate Program) ไปศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก (State University of New York College) สาขาภาษาศาสตร์

ชีวิตในวัยเด็ก แม้จะเกิดและมีครอบครัวอยู่ในต่างจังหวัด แต่ต้องมาเรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำในกรุงเทพฯ ทำให้ไม่ค่อยมีความเป็นเด็กต่างจังหวัดมากนัก ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาเป็นเพียงนักเรียนคนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรมทั่วๆ ไป เช่น ชมรมเชียร์ หรือชมรมภาษาอังกฤษ 

ขณะที่ในระดับอุดมศึกษาเลือกเรียนด้านภาษาศาสตร์จนจบปริญญาเอก เพราะสนใจเรื่องความคิดของมนุษย์ และหลักภาษาศาสตร์เป็นวิธีการศึกษาภาษาตามหลักการวิทยาศาสตร์ ทำให้มองเห็นความซับซ้อนของระบบภาษา ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของความคิดมนุษย์ 

"ด้วยดีกรีดอกเตอร์ด้านภาษาศาสตร์บวกกับความสนใจด้านระบบภาษา จึงทำให้หลายคนต้องแปลกใจว่ามาเกี่ยวข้องหรือมาสนใจการเมืองได้อย่างไร?"

สุดาบอกว่า สนใจเรื่องสิทธิ เสรีภาพมานานแล้ว เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ เช่น พฤษภาทมิฬ ก็ติดตามข่าวสารต่างๆ และมีโอกาสได้เข้าร่วมบ้าง แต่ก็ไม่ได้กระตือรือร้นมากนัก เพราะติดปัญหาด้านการเรียน ส่วนการเข้ามาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น จุดเปลี่ยนความคิดครั้งสำคัญคือการเสียชีวิตของ "ณรงศักดิ์ กรอบไธสง" แนวร่วม นปช.ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะกับผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551

"ขณะนั้นเห็นปฏิกิริยาจากคนในแวดวงมหาวิทยาลัย บางคนพยายามอธิบายการฆ่าหรือทำร้ายกันจนถึงขั้นเสียชีวิตว่ามีความชอบธรรม หรือบางคนถึงขั้นแสดงความรู้สึกสะใจ เราก็รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ควรจะมองว่าคนบางคนสมควรตาย เรารู้สึกผิดหวัง และเริ่มมองคนเสื้อแดงว่าเขาเป็นใครกันแน่ เขาอาจจะกลายเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำก็ได้" สุดากล่าว

ก่อนจะเริ่มต้นลงไปทำความรู้จักคนเสื้อแดงในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" 

"อาจารย์หวาน" เฝ้าติดตามการปราศรัยในเวทีต่างๆ รวมถึงพูดคุยกับผู้ที่มาร่วมชุมนุม กระทั่งเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในฐานะ "คนเสื้อแดง" คนหนึ่ง หลังจากผ่านเหตุการณ์สลายการชุมนุมครั้งแรก หรือ "สงกรานต์เลือด" ในเดือนเมษายน 2552 จึงผันตัวมาเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในฐานะ "นักวิชาการเสื้อแดง" ผู้ช่วยสื่อสารและเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตย

สุดาเล่าอีกว่า ก่อนการชุมนุมใหญ่ครั้งสำคัญในวันที่ 13 มีนาคม 2553 ได้ชวนเพื่อนนักวิชาการตระเวนชี้แจงกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม เพื่อปกป้องไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงแต่ผลสุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

หลังจากผ่านเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ช่องโทรทัศน์ดาวเทียมของคนเสื้อแดงกลับมาอีกครั้งในชื่อ "Asia Update" สุดาเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ "ที่นี่ความจริง" ขณะที่แกนนำ นปช.ส่วนใหญ่กำลังถูกคุมขัง และปัจจุบันยังคงเป็นผู้ดำเนินรายการ "ทันเกมส์สื่อ" อยู่ในสถานีเดิม 

แต่บทบาทที่เพิ่มขึ้นมาคือเป็นกำลังหลักของกลุ่ม "ปฏิญญาหน้าศาล" ซึ่งล่าสุดจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ภายใต้คำขวัญ "หมื่นปลดปล่อย" โดยนัดรวมตัวประชาชน 10,000 คน ที่หมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 08.00 น. ก่อนจะเดินไปยังทำเนียบรัฐบาล

"เพื่อนำข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและขจัดความขัดแย้งฉบับคณะนิติราษฎร์ให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณา"

- กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลเกิดขึ้นได้อย่างไร?
จากการที่แกนนำติดคุกหลังจากการสลายการชุมนุม เราก็เห็นบทบาทของคนเสื้อแดงในการเข้าไปดูแล มาทำกิจกรรมที่เรือนจำ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ แต่หลังจากที่แกนนำ นปช.ถูกปล่อยตัว ก็ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมหรือทำกิจกรรมอะไร ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะยังมีคนอื่นที่ยังอยู่ในเรือนจำ เช่น อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เราก็ได้มาเจอกับคนที่ยังเยี่ยมคนเสื้อแดงอยู่ เขาทำมาก่อน ก็เห็นว่าน้องๆ ที่เขาทำ ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ก็ทำงานค่อนข้างลำบาก ไม่มีทุน คนภายนอกก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 

- จัดกิจกรรมอะไรบ้าง?
ทำกิจกรรมรณรงค์และพยายามเผยแพร่ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานักโทษการเมือง เริ่มตั้งกลุ่มก่อนจะมีน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2554 หลังจากนั้น คุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ก็ถูกจับในวันที่ 30 เมษายน 2554 จนถึงจังหวะที่น้องไท (ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข) ลูกชายคุณสมยศ มาอดอาหารที่หน้าศาลอาญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไปยื่นขอประกันตัว ศาลก็ไม่ให้ หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นมาอดอาหารต่อ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวได้

- ประเด็นนักโทษการเมืองมีความอ่อนไหวและสำคัญอย่างไร?
มันเป็นความอยุติธรรมที่รุนแรงมากที่กระทำต่อประชาชน เพราะสิ่งที่เราพบจากคนที่ติดคุกเพราะคดีทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่าคดีเสื้อแดง เราพบว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจน เป็นคนที่ไม่ได้มีสันดานเป็นโจรแน่นอน จิตใจที่มาร่วมในการชุมนุม เป็นจิตใจของคนที่ตั้งใจดีที่จะมาร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เราก็เห็นว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สิทธิในการประกันตัว ทั้งที่หลายๆ คนก็เริ่มมีการยื่นเงินประกันจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักแสนแล้ว 

- การทำกลุ่ม "ปฏิญญาหน้าศาล" ถือว่าได้ผลไหม?
ถือว่าได้ผล คนเสื้อแดงที่ถูกทิ้งร้างไว้ในเรือนจำเป็นปีกว่าจะมีคนไปค้นพบว่าเขาถูกกระทำอะไรมา หลายคนติดเชื้อวัณโรค ไม่เคยมีทนาย และถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา และตัดสินใจสารภาพ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความผิด จากที่ไม่มีใครรู้สิ่งเหล่านี้เลย ก็ทำให้คนมารับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และเราคิดว่าการใช้เวลาทำความเข้าใจกับสังคม จะรีบร้อนคงไม่มีประโยชน์อะไร จึงตัดสินใจร่วมกันกับหลายๆ คน ริเริ่มกิจกรรม "เสวนาบาทวิถี" โดยการเชิญนักวิชาการ นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน มาพูดคุยกับประเด็นปัญหานักโทษการเมือง เป็นประจำทุกบ่ายวันอาทิตย์ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาฯ

- สถานการณ์ปัญหานักโทษการเมืองขณะนี้?
การต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิประกันตัวแทบไม่มีความหวังแล้ว กรณีอากงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวทำให้การหาพยานยืนยันต่างๆ เป็นไปได้ยาก เช่นดียวกับกรณีของคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนยากคนจนที่แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เงินที่วางหลักทรัพย์สำหรับคนยากคนจนเหล่านี้ ประกันหลักทรัพย์ขึ้นไปสูงถึง 2 ล้านบาทต่อคน ตำแหน่งของคนที่มีสถานภาพสูงในสังคมที่เป็นนักวิชาการหรือตำแหน่ง ส.ส. มีนับ 10 คน ที่สามารถเอาตำแหน่งมาเป็นหลักประกันให้ได้ แต่ศาลก็ยังไม่ยอมให้ประกัน 

ประเด็นที่หนึ่ง เมื่อไม่มีความหวังในการประกันตัว คดีต่างๆ ที่เดินหน้าสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาภายใต้สภาวะแบบนี้ ไม่มีทางที่ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรม 

ส่วนประเด็นที่สอง คือ การอยู่ในสถานะนักโทษเป็นเวลานาน ทำให้สังคมพิพากษาเขาเป็นคนผิด ทั้งๆ ที่เขายังอยู่ในระหว่างต่อสู้คดีอยู่ ซึ่งถือเป็นผู้ที่ไม่มีความผิด ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่สังคมได้ตีตราว่าเขาเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย หรือขบวนการล้มเจ้าไปแล้ว

- ก้าวต่อไปของปฏิญญาหน้าศาล?
เรามีร่างกฎหมายที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง ที่เสนอโดยคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเราเชื่อถือในการนำเสนอแนวทางที่จะออกจากวิกฤตการเมืองไทยตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เราก็จะนำร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มหมวด การขจัดความขัดแย้ง ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพื่อจะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่เข้าร่วมในการชุมนุม และแสดงออกในการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 

จะไปยื่นร่างนี้ให้กับรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาหาทางออกจากวิกฤตให้กับประชาชน โดยขั้นต้นคือให้นิรโทษกรรมกับผู้ชุมนุมทางการเมือง หลังจากเรายื่นไป ก็จะรอฟังคำตอบว่าจะมีการยื่นร่างกฎหมายนี้ให้กับสภาเมื่อไหร่ เมื่อเข้าสู่สภาเมื่อไหร่ ประชาชนก็จะไปรอฟังคำตอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน

- การผลักดันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมในครั้งนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่?
น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า แรงกดดันที่รัฐบาลตอนนี้ก็มีสูงขึ้น เพราะทาง นปช.เองไปในทิศทางเดียวกัน เพียงแต่รูปแบบของการนำเสนออาจจะต่างกับนิติราษฎร์เท่านั้น พูดได้ว่าทุกกลุ่มตอนนี้ก็เห็นร่วมกันว่าต้องมีการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน แต่อยู่ที่ว่าจะฝ่าด่านฝ่ายตรงข้ามได้ขนาดไหน เพราะสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการ คือ เหตุการณ์สลายการชุมนุมต้องมีคนผิด แน่นอน เขาก็ต้องให้ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายผิด ฉะนั้น การใช้อำนาจของรัฐบาลตรงนี้ต้องมีการอธิบายที่จริงจังในสภา แต่เราก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลมีความพร้อมหรือไม่

- ข้อดี-ข้อเสียระหว่างร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของนิติราษฎร์กับ นปช.?
ข้อดี คือ ความชอบธรรมของการเป็นร่างรัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์มีสูงกว่า เพราะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ได้ถกเถียง เราต้องยอมรับให้ความจริงทุกแง่ทุกมุมถูกนำมาเปิดเผยพูดคุย และยอมรับในกระบวนการที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ต้องอยู่บนหลักที่ว่าสังคมไทยมันเปลี่ยนผ่านจากอำนาจเผด็จการรัฐประหารสู่ความเป็นประชาธิปไตย การชุมนุมประท้วงต่อต้านอำนาจรัฐที่เป็นรัฐเผด็จการเป็นเรื่องธรรมดา 

การที่จะผ่านวิกฤตตรงนี้ไปได้ต้องมีการนิรโทษกรรม และจัดให้มีกระบวนการพิเศษขึ้นมา และที่มาขององค์กรพิเศษที่นำเสนอโดยนิติราษฎร์นั้นมีการยึดโยงกับสภาที่มาจากประชาชน มีความชอบธรรมสูง เพราะมีที่มาจากประชาชน จึงต่างกับองค์กรที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร 

- แต่การนำเสนอในรูปแบบ พ.ร.ก.ของ นปช.สามารถใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีก็ทำได้เลย?

ใช่ ดูเหมือนจะเร็วกว่า แต่ปัญหาคือมีความสุ่มเสี่ยงภายใต้ภาวะที่ยังมีการต่อสู้กันทางการเมืองโดยใช้เครื่องมือทางตุลาการภิวัฒน์ หรือการรัฐประหารโดยกฎหมาย เครื่องมือชุดเดิมยังไม่ได้เปลี่ยน องค์กรต่างๆ ยังมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ 

เพราะฉะนั้น โอกาสที่ประกาศออกมาในรูปแบบของ พ.ร.ก.แล้วจะถูกนำไปฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ทำให้ พ.ร.ก.นั้นไม่มีผลในทางกฎหมาย สุดท้ายทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม สมมุติปล่อยประชาชนออกไปได้ 2 เดือน อาจจะต้องกลับมาติดคุกใหม่ นี่คือประการที่หนึ่ง 

"ส่วนประการที่สอง อาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อ ป.ป.ช. หรือมีการบอกว่ารัฐบาลออกกฎหมายไม่ชอบ ก็สามารถล้มรัฐบาลได้อีก" 

******


29มกราฯ10,000ปลดปล่อย



กำหนดการวันที่ 29 มกรา หมื่นปลดปล่อย...

08.00 น. พบกันที่หมุดคณะราษฎร
รวมตัว จัดขบวน ทำกิจกรรมที่หมุดคณะราษฎร โดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ...มีการวางมาลัยดอกไม้ เคารพคณะผู้อภิวัฒน์สยาม 2475 และวีรชนประชาธิปไตย ...ร้องเพลงชาติสยาม 24 มิถุนา

ประมาณ 9-9.30 น. ออกเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล

จัดพื้นที่การชุมนุม และยื่นร่างรธน.ว่าด้วยการนิรโทษกรรม ฉบับนิติราษฎร์ ต่อรัฐบาล

แนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ทุกองค์กร ผลัดกันอ่านแถลงการณ์สนับสนุนการปลดปล่อยนักโทษการมเมือง

ฟังเสวนาวิชาการ สลับดนตรี และการแนะนำองค์กรประชาชนที่มาเข้าร่วม

ขอเวลาปิดเวทีไว้ ที่ 22.00 น.