วันศุกร์, กรกฎาคม 12, 2556

บทความแปล: วิกิลีกค์ และ การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพรรคไทยรักไทยกับฝ่ายตรงข้าม

บทความแปล: วิกิลีกค์ และ การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพรรคไทยรักไทยกับฝ่ายตรงข้าม


โดย ดวงจำปา
ที่มา Doungchampa Spencer

อ้างอิง: Updated: Wikileaks and a TRT accusation of lese majeste
โพสต์ในเวปของ Political Prisoners in Thailand เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556
หมายเหตุ: บทความจากเวปนี้อาจจะถูกบล๊อกในประเทศไทย


  
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันแสนชั่วร้ายเข้ามาใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองในเมื่อระยะเวลาไม่นานมานี้ เราไม่ควรที่จะลืมถึงเรื่องการพยายามต่อสู้ระหว่างนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรของพรรคไทยรักไทย กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ถูกนำเข้ามาใช้กันเป็นครั้งคราว เวปของ Political Prisoners in Thailand (PPT) ขอทบทวนให้ท่านทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อทำการค้นคว้าในเคเบิ้ลของวิกิลีกค์อีกหลายฉบับ และเราได้พบเคเบิ้ลฉบับหนึ่งที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ราล์ฟ บอยซ์ ได้แสดงความคิดเห็นจากการอ้างถึงเรื่อง การลงบันทึกแจ้งความในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับบุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์ คือ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

ข้อคิดเห็นของเอกอัครราชทูตเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและในขณะนั้นเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงความเป็นมา เขาได้เริ่มความคิดเห็นของเขาดังนี้คือ:


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส) พรรคฝ่ายค้านที่น่ายกย่อง คือ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ถูกหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยทำการสอบถามปากคำเกี่ยวกับข้อกล่าวหาในเรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยังมีบุคคลอื่นๆ อีกสี่คนที่ถูกเรียกตัวเข้าไปสอบปากคำด้วย รวมไปถึง ผู้สมัครรับเลือกตั้งของรัฐสภา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์คือ คุณถนอม อ่อนเกตุพล ซึ่งพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ (พ.ศ. 2548) กับพนักงานที่ทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์อีกสามคน (คุณปรารถนา คงนาค, คุณภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ คุณอธิวัฒน์ จันทุมมี - ผู้แปล)ข้อกล่าวหานี้ มีรากฐานมาจากการร้องเรียนที่ยื่นเรื่องโดยผู้สมัครสังกัดฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท) ซึ่งเป็นคู่แข่งของคุณถนอม และเป็นผู้รายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อกลางเดือนมีนาคม ว่า ฉลากติดสติ๋๊กเกอร์ที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป) โดยคุณถนอมนั้น ถูกรายงานว่ามีการนำเอาคำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและคำของพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีมาใช้กันอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหานั้น เอกอัครราชทูตบอยซ์ได้บันทึกต่อไปว่า:

จากฉลากสติ๊กเกอร์ที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง (รายงานกล่าวต่อไปว่า มีขนาดเท่ากับที่ใช้แปะติดกันชนรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา) ได้ถูกพิมพ์และจ่ายเงินโดยสำนักงานท้องถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเลือกตั้งคลองเตยของจังหวัดกรุงเทพมหานคร พระราชดำรัสและพระราชเสาวนีย์สามเรื่องได้ถูกนำเข้ามาใช้อยู่บนฉลากสติ๊กเกอร์ ตามที่ลงรายละเอียดไว้ในหนังสือพิมพ์ ฉลากสติ๊กเกอร์ฉบับแรก เป็นการคัดตอนมาจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ว่า “ความยากจนไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าละอาย แต่ในขณะที่ความชั่วช้าคดโกงนั่นแหละ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจน่าละอายอย่างยิ่ง” (“Poverty is no disgrace, while evil and fraud are disgusting and disgraceful.” ) ส่วนอีกสองเรื่องเป็นการคัดนำเอาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมาใช้ “คนยิ่งรวยมากขึ้นเท่าไร ยิ่งโกงมากขึ้นเท่านั้น” (“The richer people are, the more they cheat,” ) และ “ผู้ใดที่โกง (หรือทุจริต) แม้เพียงจะน้อยนิด ก็ขอให้บุคคลผู้นั้นถูกสาบแช่ง” (“Anyone who cheats (or is corrupt), even just a little bit, may that person be cursed.”) ดูเหมือนว่าการร้องเรียนจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (นาวาอากาศตรี)ศิธา (ทิวารี) ที่กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับการขออนุญาตที่จะนำเอาพระราชดำรัสที่กล่าวไว้มาจัดพิมพ์ได้ และพรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเอาพระราชดำรัสอันเป็นที่สักการะของสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง คุณหญิงกัลยาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้สั่งการจัดพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจกฉลากสติ๊กเกอร์เหล่านี้ จากบทบาทของเธอที่เป็นนักการเมืองอาวุโสเพื่อช่วยการรณรงค์หาเสียงให้กับคุณถนอม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าทึ่งทีเดียวเมื่อเอกอัครราชทูตบอยซ์ได้กล่าวต่อไปว่า “มันไม่เป็นเรื่องที่ชัดเจนแต่อย่างใดกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายว่า เรื่องแบบนี้สามารถถูกตีความว่าเป็นการหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ตามคำที่กล่าวอ้างอิง ซึ่งนำมาจากพระราชดำรัสที่ทรงมอบให้กับสาธารณชนแต่อย่างไร และมันไม่มีข้อห้ามนำเอาคำพระราชดำรัสขององค์พระมหากษัตริย์หรือคำในพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีมาใช้โดยทั่วไปด้วย” เป็นที่เห็นได้อย่างแน่ชัดว่า คำกล่าว (ของเอกอัครราชทูตบอยซ์) นี้ ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ในปัจจุบันได้ ภายหลังที่ได้เห็นการนำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเข้ามาใช้กันทางการเมืองอย่างเป็นหน้าเป็นตากัน และรวมไปถึงอากัปกิริยาซึ่งศาลต่างๆ ได้ทำการตีความในคดีต่างๆ ด้วยการแถลงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอยู่เหนือการเมืองทั้งปวง

ไม่มีการดำเนินการฟ้องร้องทำการฟ้องใดๆ เมื่อเคเบิ้ลฉบับนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมา และเวป PPT ก็ไม่ทราบว่ามีคดีใดๆ ที่มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป คิดว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะทราบถึงรายละเอียดเรื่องนี้มากกว่าเราเป็นแน่

จากนั้น เอกอัครราชทูตบอยซ์ได้บันทึกว่า คุณหญิงกัลยา “มีตำแหน่งของ ‘คุณหญิง’ ซึ่งได้รับพระราชทานเนื่องจากงานกิจกรรมของเธอที่กระทำมามากกว่า 10 ปีที่ผ่านพ้นไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกล่าวขวัญในความเป็นผู้มีใจบุญสุนทานกับงานของเธอที่มีส่วนร่วมอยู่กับโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่งเกี่ยวกับหนังสือและสารานุกรม (encyclopedias) ของเด็กเยาวชน…” และยังมีข้อคิดเห็นเสริมต่อด้วยว่า:

การงัดเอา “อาวุธลับ” (arcane) ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในหลักการของกฎหมายอาญาไทยโดยบุคคลที่เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลเพื่อทำการจองเวรกันทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง กลยุทธนี้ ซึ่งมีแนวโน้มมาว่าได้รับการอนุมัติจากบุคคลที่อยู่ในระดับผู้นำสูงสุดของพรรคไทยรักไทยให้ดำเนินการมาถึงขั้นตอนนี้ ดูเหมือนว่ามันไม่มีความจำเป็นเลยและแถมเป็นเรื่องของการอาฆาตพยาบาทอีกด้วย...... เรากำลังเฝ้าสังเกตุดูอย่างใกล้ชิดเมื่อบุคคลบางคนที่อุทิศตนเองให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยและรับใช้ประชาชนอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง ได้ถูกลากตัวนำมาเข้ามาปรากฎให้เห็นในเรื่องการฟ้องร้องทางกฎหมาย จากการสนทนากันอย่างส่วนตัว ประชาชนคนไทยหลายคนได้กล่าวให้เราฟังว่า พวกเขาหวังว่า ความสัมพันธ์ของคุณหญิงกัลยากับทางฝ่ายวังจะสามารถหาหนทางที่ทำให้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ให้ถูกถอนฟ้องและยุติลงไปได้
และเท่าที่เราได้ตระหนักรับรู้มา คดีนี้ไม่ถูกสั่งฟ้อง แต่การร้องเรียน (อย่างผิดๆ) ที่อ้างว่าทางฝ่ายวังเองไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับข้อกล่าวหาเหล่านี้ เป็นเพียงแค่แว่บเดียว (puff of smoke) เมื่อ “ความสัมพันธ์กับทางฝ่ายวัง” ได้ถูกยกอ้างขึ้นมา และมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นเดียวกันที่ เอกอัครราชทูตบอยซ์ได้กล่าวข้อหานี้อย่างจริงจังและถึงกับต้อง “เฝ้าสังเกตุดูอย่างใกล้ชิด” มันยังบ่งบอกเราต่อไปอีกว่า เขาใช้คำว่า “อาวุธลับ” เพื่ออธิบายถึงกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเรื่องที่ได้รับการรับรู้อย่างกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย

เสริมข้อมูล: ท่านผู้อ่านท่านหนึ่งชี้ให้เราเห็นคำแถลงเกี่ยวกับคำกล่าวเรื่อง “ประชาชนยิ่งรวยมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งโกงมากขึ้นเท่านั้น” (ยิ่งรวยยิ่งโกง) เป็นการโยงถึงพระราชดำรัสขององค์พระมหากษัตริย์เอง และควรจะลิ้งค์ไปที่โพสต์ชิ้นนี้

------------------------------

 ความคิดเห็นของผู้แปล:


วิกิลีกค์จากเวป PPT ฉบับนี้ ไม่มีลิ้งค์เอกสารให้ แต่จากการไปค้นหามา สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่:05BANGKOK1774, OPPOSITION MEMBER OF PARLIAMENT FACES LESE MAJESTE

เคเบิ้ลฉบับนี้ เขียนโดยเอกอัครราชทูตบอยซ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ที่พรรคไทยรักไทย กวาดที่นั่งได้ถึง 375 ที่นั่ง (อ้างอิง: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548

เรื่องนี้ต้องพูดกันตามเนื้อผั้า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะลืมไปแล้วว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นผู้นำเรื่องนี้มาใช้ทางการเมืองกันบ้างในรอบ 7-8 ปีที่ผ่านมาจากบทความวิกิลีกค์ มันได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พรรคไทยรักไทย เป็นฝ่ายเริ่มเอา "อาวุธลับ" เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้นำเข้ามาใช้ กับพรรคประชาธิปัตย์ก่อน เนื่องจากพรรคไทยรักไทย เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และทางผู้นำระดับสูงของพรรคอาจจะคิดว่า สามารถถล่มพรรคประชาธิปัตย์ให้ "จมธรณี" ลงไปได้ ด้วยการ "งัด" เอากฎหมายฉบับนี้ (ที่เก็บไว้ในหิ้งอย่างเป็นเวลานาน) เข้ามาใช้

ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาทางศาลหรือทางฝ่ายไหนก็ตาม ตัวเอกอัครราชทูตบอยซ์ ซึ่งฝีกใฝ่กับฝ่ายอำมาตย์อยู่แล้ว พยายามอย่างยิ่งที่จะ Dscredit การใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อเป็นการอาฆาตทางการเมือง เนื่องจากตัวเอกอัครราชทูตบอยซ์เป็นผู้ฝักใฝ่และโอนเอียงไปกับพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายอำมาตย์ทั้งหมดอยู่แล้ว

ท่านผู้อ่านก็คงได้ทราบกันแล้วว่า อัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง เนื่องจากเป็นเรื่องของ "การแสดงความบริสุทธิ์ใจ"

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เหตุการณ์พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 เอง ซึ่งพออ่านเหตุการณ์ของวิกิลีกค์ฉบับนี้ ถึงต่อ jigsaw ได้ว่า เหตุที่มีพระราชดำรัสเรื่อง การให้วิจารณ์พระเจ้าแผ่นดินว่า ทรงตรัสไว้ว่าอย่างไรบ้าง

ยิ่งอ่านๆ ดูตอนหลังๆ แล้ว ก็ฉุกคิดเลยว่า นายกฯ ทักษิณ กำลัง "โดนติ" ในทางอ้อมอีกด้วย แต่ในขณะนั้น ไม่คิดที่จะทำการแก้ไขกฎหมายแต่อย่างหนึ่งอย่างใดพระราชดำรัสกล่าวว่า:

".....อันนี้นักฎหมายก็สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ นี่ขอสอนนายกฯ ว่า ใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเค้า ลงโทษไม่ไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน หรืออยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ก็ไม่รู้นะ..."
เมื่อไม่ได้ตีเหล็กในขณะที่กำลังร้อน และสถานการณ์ผันแปร ทำให้อำนาจอยู่กับฝ่ายตรงข้ามหลังการรัฐประหาร ทางฝ่ายนั้น ก็เห็นช่องทางที่จะ "กำจัด" คู่ต่อสู้ทางการเมืองด้วยวิธีเดียวกัน โดยการอ้างเหตุผลว่า เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันฯ เพียงเท่านี้ ก็พอแล้วที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องถูกจำคุก ถูกทำลายให้หมด เรื่องการจับกุมด้วยการโยนเอา "คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เข้ามาใช้เป็นว่าเล่น

ที่หนักที่สุดคือ ฝ่ายตนเองและประชาชนที่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่างโดน "หางเลข" กันไปอย่างถ้วนหน้า

"อาวุธลับ" ที่คิดว่าจะเป็น "ไม้ตาย" เพื่อกำจัดศัตรู กลับถูกย้อนศรเข้ามาอย่างหนักกว่าเก่าเสียอีก แถมเรื่องระบบสองมาตรฐานที่เห็นๆ กันอยู่จากศาลยุติธรรม มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ขยายต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด คดีเหล่านี้ไม่มีบรรทัดฐานที่มาตรฐานและตัดสินกันด้วยข้อหา "ความมั่นคงของประเทศ" กัน

ผลเป็นอย่างไร ก็ทราบๆ กันอยู่

เรื่องนี้จะไปโทษใครไม่ได้ เนื่องจากว่า พรรคไทยรักไทย เป็นผู้งัดนำเอากฎหมายนี้มาใช้ก่อน แต่ในขณะนี้ ทางพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรกับนักโทษการเมืองที่ติดคุกกันอยู่เนื่องจากผลพวงจากกฎหมายฉบับนี้ ที่ถูกนำมาบังคับใช้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์?

จะต้องรอดูกันต่อไปอีกไม่รู้กี่เดือนหรือกี่ปี ความอดทนของคนเรามันก็มีที่สิ้นสุดเหมือนกันนะคะ...