วันจันทร์, กรกฎาคม 08, 2556

วรพล พรหมิกบุตร : การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับโครงการพัฒนากายภาพของรัฐ


หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้หรือยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะไม่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทั้งทางการเมืองและทางคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นที่พรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกกระทำในอดีต

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร

เมื่อรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย บริหารประเทศภายหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไป ๒ ครั้ง  โดยนำเสนอนโยบายใหม่ ๆ ที่ประสบผลสัมฤทธิ์ในการช่วยลดช่องว่างการกระจายรายได้และแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับมวลชนรากหญ้าขนบทได้แล้วระดับหนึ่ง รัฐบาลดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์โจมตีจากนักวิชาการและพรรคการเมืองคู่แข่งว่าเป็นการดำเนินนโยบายแบบ ประชานิยม ที่อ้างว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาด

ในทางปฏิบัติ  ภายในกรอบรวมของนโยบายบริหารของรัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้นมิได้มีแต่การส่งเสริมการยกฐานะทางเศรษฐกิจของชุมชนชนบทรากหญ้าเท่านั้น แต่มีการกระจายโอกาสและการแข่งขันเสรีทางเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มทุนเอกชนระดับล่างถึงบน (เล็ก-กลาง-ใหญ่) ด้วยเช่นกัน   

ในการดำเนินนโยบายส่งเสริมบทบาทของภาคทุนเอกชนนั้น  รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้วางรากฐานการผ่านกฎหมายรวมทั้งกรอบงบประมาณภาครัฐสำหรับการทำสัญญา การศึกษาความเป็นไปได้และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าหลายสายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินกู้และความชำนาญทางเทคโนโลยีจากรัฐบาลและกลุ่มทุนต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น  

หลังผ่านขั้นตอนดำเนินการเหล่านี้สำเร็จและเริ่มต้นดำเนินโครงการพัฒนาดังกล่าวนั้นไม่นานนัก แนวร่วมกลุ่มต่อต้านพรรคไทยรักไทยก็ยกระดับการต่อต้านและในที่สุดสามารถล้มล้างรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ด้วยการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙                   

ถึงแม้รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะถูกล้มล้างและยุบเลิก  แต่รากฐานทางกฎหมายและการดำเนินการต่าง ๆ ของภาครัฐเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาลดังกล่าวยังมีผลผูกพันตามกฎหมายต่อไป  

ซึ่งในทางปฏิบัติก็ปรากฏว่ารัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์และคณะรัฐประหาร ๒๕๔๙ มิได้สั่งให้ยุบทิ้งแต่กลับพยายามเข้าดำเนิการต่อไปโดยตนเองเข้าควบคุม  การดำเนินการสานต่อโดยรัฐบาลที่มาจากอำนาจเผด็จการดังกล่าวนั้นประสบอุปสรรคจากองค์กรเงินกู้และรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งผลให้เกิดการชะลอทั้งเงินกู้ต่างประเทศและความหยุดชะงักในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ่าสายสีต่างๆ ดังกล่าวเป็นเวลานาน   

แม้ว่าผู้นำกองทัพและเครือข่ายผู้ร่วมล้มล้างพรรคไทยรักไทยจะดำเนินยุทธศาสตร์ให้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จในปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่การพัฒนาโครงการมูลค่ามหาศาลที่พรรคไทยรักไทยริเริ่มวางรากฐานทางกฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างประเทศไว้ก่อนการรัฐประหารก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนผลักดันได้มากนักในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ 

แต่เริ่มปรากฏให้เห็นการขับเคลื่อนได้ชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างประเทศให้การต้อนรับมากขึ้นภายใต้การทำงานอย่างแข็งขันของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เดินทางไปเจรจากับต่างประเทศอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง                   

นอกเหนือไปจากการสานต่อโครงการพัฒนารถไฟฟ้าหลายสีหลายสายดังกล่าวได้ผลสัมฤทธิ์คืบหน้ามากขึ้น   รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังริเริ่มนำเสนอนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กว่าเดิมเข้าสู่การพิจารณาในภาครัฐเป็นร่างพระราชบัญญัติรองรับการกำหนดกรอบงบประมาณภาครัฐและเงินกู้ต่างประเทศวงเงิน ๒.๒ ล้านล้านบาท (สำหรับการพัฒนาโครงการระบบน้ำ  โครงการพัฒนารถไฟรางคู่ระบบเดิม  การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูงระบบใหม่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศอาเซียน  และโครงการพัฒนาระบบพลังงาน) 

ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลักดันดำเนินการให้มีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมายและในทางปฏิบัติก็อยู่ระหว่างขั้นตอนที่รัฐบาลอาจถูกทำให้พ้นจากตำแหน่งในเวลาต่อไปซึ่งกลุ่มอำนาจต่อต้านพรรคเพื่อไทยอาจมีอิสระในการเลือกกำหนดเวลาได้มากกว่าอำนาจในการยืดอายุเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลเอง                        

ประเทศไทยมีความจำเป็นตามพันธะผูกพันระหว่างประเทศต้องดำเนินการให้มีความพร้อมสำหรับการเข้าร่วม ประชาคมอาเซียน( Asean Economic Community) ภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ และประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจกายภาพที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอข้างต้นให้เหมาะสมทันต่อสถานการณ์อนาคต[i]  แต่พรรคเพื่อไทยและที่สำคัญกว่านั้นคือประชาชนชาวไทยควรคำนึงถึงด้วยว่าการร่วมมือกันผลักดันโครงการพัฒนามูลค่ามหาศาลที่ผูกพันผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาวนั้นต้องดำเนินไปควบคู่กับการป้องกันมิให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยถูกอำนาจอื่นล้มล้างก่อนการครบวาระตามรัฐธรรมนูญ  ป้องกันมิให้มีการ ยุบพรรคเพื่อไทย รวมทั้งการป้องกันและพร้อมจะต่อต้านการรัฐประหารซึ่งจะมีโอกาสความเป็นไปได้มากขึ้นตามลำดับตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ. ๒๕๕๖                   

นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งข้าราชการประจำในองค์กรกึ่งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา  ซึ่งต้องการผลักดันการดำเนินนโยบายพัฒนามูลค่ามหาศาลตามวงเงินกู้ภาครัฐ ๒.๒ ล้านล้านบาท (ซึ่งเป็นเงินกู้ที่ประชาชนตามกฎหมายจะต้องแบกรับภาระต่อไป) แม้ว่าจะมีความชอบธรรมทางการเมืองในการผลักดันการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีผลสัมฤทธิ์  

แต่ก็ควรจะต้องสามารถอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมให้ประชาชนมั่นใจด้วยว่านักการเมืองเหล่านั้นจะป้องกันไม่ให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรถูกถอดหรือถูกปลดออกจากตำแหน่งได้อย่างไรหรือไม่  สามารถป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยถูกศาลรัฐธรรมวินิจฉัยยุบพรรคได้อย่างไรหรือไม่   ป้องกันมิให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติถูกลงมติถอดถอนด้วยอำนาจวุฒิสภาได้อย่างไรหรือไม่,  หรือป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารได้อย่างไรหรือไม่

หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้หรือยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะไม่ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทั้งทางการเมืองและทางคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นที่พรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกกระทำในอดีต, 

ผู้เขียนมีข้อแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องใช้เงื่อนไขความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาลนั้นเป็นข้อเจรจาต่อรองทางการเมืองตามครรลองที่ถูกต้องตามกฎหมายให้สมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ร่วมกันลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ฉบับที่ค้างวาระการพิจารณาในรัฐสภาพร้อมจะให้ลงมติอยู่แล้วให้สำเร็จลุล่วงมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ  

รวมทั้งการผลักดันการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชนให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วในสมัยการประชุมรัฐสภาที่จะเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมนี้ก่อน  แล้วจึงเร่งผลักดันดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นตามลำดับต่อไป




[i]  ผู้เขียนขอย้ำว่าเห็นด้วยว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเหล่านี้และเห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถกำกับดูแลการใช้เงินกู้ในการพัฒนาได้อย่างโปร่งใสกว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารหรือรัฐบาลที่มีทหารและองค์กรสรรหาแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญหนุนหลังเช่นพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันผู้เขียนยิ่งเห็นว่าประเทศไทยมีความเป็นต้องสร้างหลักประกันความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยเป็นเบื้องต้นด้วย