วันอาทิตย์, มีนาคม 10, 2556

ดีเบตแห่งปี:สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

รูปภาพ : ตอบโจทย์ประเทศไทย ตลอดทั้งสัปดาห์ 11-15 มีนาคม 2556 พบข้อถกเถียงทางวิชาการว่าด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ 
วันจันทร์ พบอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย 
วันอังคาร พบการออกรายโทรทัศน์สาธารณะครั้งแรกของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
วันพุธ พบอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร 
วันพฤหัสบดีและศุกร์ พบดีเบตของเหตุและผลระหว่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับปัญญาชนสยาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 
อย่าพลาดสัปดาห์ประวัติศาสตร์แห่งวงการโทรทัศน์ไทย ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว กับตอบโจทย์ประเทศไทยและภิญโญ ไตรสุริยธรรมา 21.45-22.30 น. ทางไทยพีบีเอส

ตลอดทั้งสัปดาห์ 11-15 มีนาคม 2556 พบข้อถกเถียงทางวิชาการว่าด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในรายการตอบโจทย์ประเทศไทย

วันจันทร์ พบอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย 
วันอังคาร พบการออกรายโทรทัศน์สาธารณะครั้งแรกของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันพุธ พบอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร
วันพฤหัสบดีและศุกร์ พบดีเบตของเหตุและผลระหว่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับปัญญาชนสยาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 


อย่าพลาดสัปดาห์ประวัติศาสตร์แห่งวงการโทรทัศน์ไทย ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว กับตอบโจทย์ประเทศไทยและภิญโญ ไตรสุริยธรรมา 21.45-22.30 น. ทางไทยพีบีเอส



สรุปแบบสั้นๆทีสุดนะ ที่ผมโต้แย้ง อ. Sulak Sivaraksa

.............

ประเด็นจริงๆ ไมใช่อยู่อย่างที่อาจารย์อ้างว่า เพราะอาจารย์ต้องการ "รักษาสถาบันกษัตริย์" จึงมีท่าทีแบบนี้

แต่อยู่ทีว่า อาจารย์ต้องการ "รักษาสถาบันกษัตริย์" หรือ ให้มีสถาบันกษัตริย์ แบบไหนกันแน่ ต่างหาก

ถ้าอาจารย์ต้องการให้มีสถาบันกษัตริย์ทีสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ตามที่บางครั้ง อาจารย์อ้างไว้ (ตรวจสอบ วิพากษ์ โจมตีได้ โปร่งใส ไม่โฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ)

อาจารย์ก็จะ

- เชียร์ ประชาธิปัตย์
- กล่าวหาคนอืน โดยเฉพาะกรณีทักษิณ ว่า "ต้องการทำลายสถาบันฯ"
- อ้างว่าในหลวง ทรงมีท่าทีอย่างนั้นอย่างนี้

ไม่ได้

เพราะการทำแบบนี้ ล้วนแต่คือการ "รักษาสถาบันกษัตริย์" ในแบบที่เป็นอยู่ นั่นคือ ในแบบที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

เพราะการทำแบบนี้ คือการอาศัย สถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯแบบที่เป็นอยู่ มาเล่นงานคนอืน หรือ อ้างในลักษณะทีคนอืนไม่สามารถโต้แย้งได้ (ถ้าโต้แย้งจะติดคุก) และสนับสนุน การเล่นการเมืองที่โหนเจ้า อิงเจ้า อย่างที่เป็นอยู




หมายเหตุ: นี่เป็น "ตอนที่ 1" ตอนที่ 2 (และน่าจะเป็นตอนจบ) จะพยายามโพสต์ ให้ทันบ่ายนี้ เพราะ 18.00 น.เป็นต้นไป อาจจะเข้าข่าย "ให้คุณให้โทษ" ผู้สมัครได้ (จริงๆ ผมเห็นว่า กฎหมายนี้ มัน "ตลก" และไร้เหตุผล ผมเอง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับพรรคการเมืองใดทั้งนั้น แต่ตาม กม. เขียนไว้แบบครอบจักรวาลว่า "ผู้ใด" ด้วย "วิธีการใดๆ" ที่ทำการ "ให้คุณให้โทษ" หลังเวลา 18.00 น. มีความผิด)

ผมไม่รอให้เขียนเสร็จแล้วโพสต์ในคราวเดียว เพราะเผื่อว่า เกิดเขียนเสร็จทั้งหมดไม่ทัน 18.00 น. และเห็นว่า ทั้งหมดจะยาว สู้ ตัดมาเป็นตอน ให้ทะยอยแยกอ่านดีกว่า ซึง "ตอนที่ 1" นี้ ก็สามารถอ่านจบ ได้ความในตัวเอง

........................


ตอบ อาจารย์ Sulak Sivaraksa

ประเด็นวิจารณ์ของผมง่ายๆ และ ที่อาจารย์เขียน "ตอบ" ผมมา ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวยังไง ก็ไม่เห็นว่า จะได้โต้แย้งหักล้างข้อวิจารณ์ของผมเลยแม้แต่น้อย

นั่นคือ ผมเสนอว่า

ถ้าใครต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในทิศทางประชาธิปไตยจริงๆ (เช่นที่ผมหรือหลายคนเข้าใจว่า อาจารย์ต้องการ)

(1) จะเชียร์ให้เลือก ประชาธิปัตย์ ไปพร้อมๆกันไม่ได้

(2) จะเที่ยวกล่าวหาใครต่อใครเรือง "ทำลายสถาบัน" "ล้มล้างสถาบัน" ไม่ได้ และ

(3) ไม่ควรที่จะอ้างว่าในหลวงทรงมีความเห็นอย่างโน้นอย่างนี้เรือง กฎหมายหมิ่นฯ

แต่อาจารย์ได้ทำทั้ง 3 อย่างนี้ พร้อมๆกับอ้างว่า อาจารย์ต้องการเห็นสถาบันฯมีลักษณะประชาธิปไตย

มันขัดแย้ง โมฆะกันเอง โดยสิ้นเชิงครับ

...................

เรื่องแรก การเชียร์ให้เลือกประชาธิปัตย์นั้น ความจริง เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ และเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า

ถ้าอาจารย์ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ "โปร่งใส" วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ ฯลฯ ได้ อย่างที่เคยพูดจริงๆ และไม่ต้องการ ให้มีการเล่นการเมืองแบบ "โหนเจ้า" จริงๆ จะเชียร์ให้เลือก ปชป. ไปพร้อมกันด้วยไม่ได้

เพราะในหลายปีที่ผานมา ปชป เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ ทั้งเล่นการเมือง แบบโหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า และทั้งขัดขวางปราบปราม การเคลื่อนไหวที่ไปในทิศทางที่จะให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปสถาบันฯ

ที่ "ตลก" มากๆในคำตอบของอาจารย์ต่อข้อวิจารณ์ของผม คือ การที่อาจารย์โจมตีทักษิณเรื่องต้องการล้มล้างสถาบันฯ (ซึงผมจะแยกพูดอีกทีข้างล่าง) โดยยก "เหตุผล" มาสนับสนุนว่า เพราะทักษิณใช้กฎหมายหมิ่นฯ (โดยเฉพาะใช้ กฎหมายหมิ่นฯกับอาจารย์)

ที่ "ตลก" เพราะใครๆก็รู้ว่า ถ้าใช้ "บรรทัดฐาน" แบบนี้ มาตัดสินว่า ใครต้องการทำลายสถาบันฯ - กรณีประชาธิปัตย์ มิยิ่ง "ทำลาย" มากมายกว่าหรือ?

ใครๆก็รู้ว่า สถิติ การใช้กฎหมายหมิ่นฯ พุ่งพรวด ในสมัย รัฐบาลประชาธิปัตย์ จากไม่กีสิบ เป็นร้อยๆ

และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ของการพุ่งพรวดของคดีหมิ่นฯนี้ ก็เพราะผู้คนมีปฏิกิริยาต่อการเมืองแบบ โหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า ของประชาธิปัตย์ แล้วแสดงความไม่เห็นด้วยออกมา และต้องเจอกับการตั้งข้อหา และใช้กฎหมายหมิ่นฯ ภายใต้รัฐบาล ปชป อย่างขนานใหญ่

ถ้าใช้บรรทัดฐานว่า ไม่เลือกพรรคทักษิณ หรือ (ตามคำของอาจารย์) "ทักษิณ เหี้ย" เพราะทักษิณต้องการทำลายสถาบันฯ โดยดูจากการใช้ กม.หมิ่นฯ
การเชียร์ให้เลือก ปชป ที่ใช้ กม.หมิ่น ชนิดพร่ำเพรื่อ มากกว่า สมัยทักษิณ หลายสิบเท่า ไม่เป็นอะไรที "ตลก" หรือครับ?

ตกลงว่า อาจารย์เอง สนับสนุน หรือไม่สนับสนุน การใช้ กม.หมิ่นฯ กันแน่นะครับ?

ถ้าไม่สนับสนุน มิหนำซ้ำยังโจมตีเรื่องทักษิณใช้ กม.หมิ่นฯ ว่าเป็นการทำลายสถาบันฯ จะเชียร์ให้เลือก ปชป ทีใช้ กม.หมิ่นฯ มากมายยิ่งกว่า ได้ยังไงนะครับ?

ดังที่ผมจะอธิบายต่อไปข้างหน้า อันที่จริง ข้ออ้างหรือ "เหตุผล" ของอาจารย์ในการกล่าวหาใครต่อใครว่า ต้องการ "ทำลาย สถาบันฯ" ด้วยการยกเรื่องการใช้ กม.หมิ่นฯนั้น
เป็นข้ออ้างหรือเหตุผลที่ผิดแต่แรก
ในทีนี้ ผมเพียงต้องการชี้ว่า ถ้าใช้ข้ออ้างหรือเหตุผลนี้เอง การเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ ก็เป็นอะไรที่ "ไม่ make sense" เลย แม้แต่น้อย

แต่ที่สำคัญ และกว้างไปกว่านั้น คือประเด็นที่กล่าวข้างต้นว่า การเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ เท่ากับการเชียร์ให้เลือกพรรคการเมือง ที่เล่นการเมืองแบบอิงเจ้า โหนอำนาจเจ้า และปราบปรามขัดขวางการเปลี่ยนแปลงสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของเจ้าในปัจจุบัน

การใช้ กม.หมิ่นฯ อย่างทำลายสถิติ พร่ำเพรื่อ ของ ปชป อันที่จริงก็เป็นส่วนหนึงของการรักษาสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯไว้

เหตุการณ์ พฤษภา 53 ที่คนตายเป็นร้อย บาดเจ็บหลายพัน ประชาธิปัตย์ ก็ทำไป ภายใต้ข้ออ้าง ปราบปราม พวก "ล้มเจ้า" ใน "ผังล้มเจ้า"

หรือ แม้แต่ล่าสุด ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เอง สุขุมพันธ์ ก็ทำการเริ่มต้น "หาเสียง" (ตั้งแต่ยังไม่ได้รับเลือกจากพรรคตัวเองเป็นทางการ) ด้วยการทำบิลบอร์ดขนาดยักษ์ หลายจุดในกรุงเทพ ประกาศ "คนกรุงเทพ รักในหลวง ไม่เปลี่ยน" นันคือ เริ่มต้น ก็ด้วยวิธีเล่นการเมืองแบบโหนเจ้า แล้ว

ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องอาศัยปัญญาชนระดับอาวุโสอะไร แค่เด็กมัธยมทีสนใจการเมิองหน่อย ก็รู้ว่า ประชาธิปัตย์ คือตัวแทนสำคัญที่สุดของการเมืองแบบขัดขวางการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือตัวแทนของการเมือง แบบรักษาสถานะสถาบันฯ ทีไม่เป็นประชาธิปไตยไว้ (อันทีจริง ประชาธิปัตย์ เอง แสดงออกอย่างภาคภูมิใจ ในวิธีเล่นการเมืองของตนแบบนี้ ด้วยซ้ำ)

คำถามคือ ตกลงว่า อาจารย์เอง ต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันฯไปในทิศทางประชาธิปไตย แน่หรือไม่? ตกลงว่า อาจาย์ไม่ต้องการเห็นการเมือง แบบโหนเจ้า แบบใช้ กม.หมิ่นฯ อย่างพร่ำเพรื่อ หรือไม่กันแน่?

เพราะการเชียร์ให้เลือก ปชป. ของอาจารย์ คือการเชียร์ให้เลือก พรรคทีเล่นการเมืองแบบนี้นั่นแหละ

การที่อาจารย์เชียร์ให้เลือกประชาธิปัตย์ คือการเชียร์หรือสนับสนุน การเมืองแบบโหนเจ้า อิงอำนาจเจ้า สนับสนุนการเมืองแบบใช้ 112 อย่างพร่ำเพรื่อกว้างขวาง และการปราบปรามคนที่ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

อาจารย์จะไม่เชียร์ พรรคทักษิณ ผมไม่มีปัญหาอะไร (แต่ไมใช่ด้วยข้ออ้างเรื่องทำลายสถาบันฯ ดังจะกล่าวต่อไป) ผมก็ไม่ได้เชียร์เช่นกัน

แต่อาจารย์จะอ้างว่า ต้องการเห็นการปฏิรูปสถาบันฯ แต่ขณะเดียวกัน ก็เชียร์ให้เลือก พรรคอันดับหนึง ที่เล่นการเมือง แบบขัดขวางการปฏิรูปสถาบันฯ แบบนี้ ไม่ได้ครับ







หมายเหตุ : ขออภัย ที่ "ตอนที่ 2" และตอนจบนี้ ค่อนข้างยาว และอาจจะ "ยาก" สักหน่อย ในการทำความเข้าใจ เพราะอภิปรายปัญหาในลักษณะค่อนข้างนามธรรมในเชิง "กรอบโครง" (conceptual) มากหน่อย

........................


ตอบ อ Sulak Sivaraksa (ตอนจบ)

สิ่งที่อาจารย์ทำ ก็เหมือนการหยิบสิ่งของ มาด้วยมือซ้าย แล้วคืนกลับไปด้วยมือขวา

คือ วิจารณ์สถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ผลิตซ้ำ ส่งเสริม และใช้ประโยชน์ จากสถานะแบบนั้น

ใครที่้ต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามแนวทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ต้องไม่กล่าวหาคนอื่นเรือง "ล้มเจ้า" "เกลียดเจ้า" "ไม่เอาเจ้า" และไม่ควรอ้างในหลวง ในลักษณะที่่คนอื่น ไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง แบบที่อาจารย์ทำ


......................


ดังที่ผมเขียนในตอนต้น กรณีอาจารย์เชียร์ให้เลือก ประชาธิปัตย์ พรรคที่เล่นการเมืองแบบอิงอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของเจ้า เป็นอะไรที่ ผิดวิสัย ของคนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ - เรือ่งนี้ อันที่จริงเป็นอะไรที่เห็นกันได้ชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายๆมาก (แปลกที่อาจารย์ไม่เข้าใจ)

แต่ที่ผมเสนอว่า การเชียร์ ประชาธิปัตย์ ของอาจารย์นี้ ชวนให้ไม่สบายใจ เป็นพิเศษ ก็เพราะนี่เป็น ส่วนหนึ่งของ "แบบแผน" (pattern) การกระทำของอาจารย์ ในเรื่องนี้ ที่กว้างออกไป นั่นคือการกระทำในลักษณะที่ ด้านหนึง ก็พูดบ่อยว่า ต้องปฏิรูปสถาบันฯ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ทำอะไรในลักษณะ ตรงข้ามกับทิศทางที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปสถาบันฯ เสมอ

ที่สำคัญมีอยู่ 2 เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน


...........................


เรื่องหนึ่ง คือ การที่อาจารย์ใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง "ต้องการทำลายสถาบันกษัตริย์" ต่อคนอืน โดยเฉพาะกรณีทักษิณ เสมอๆ

(แม้แต่ในข้อเขียนตอบผมของอาจารย์ที่วา ผม "เกลียดเจ้า" "อยู่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการทำลายสถาบัน" - อาจารย์ใช้คำว่า "ถ้า" ก็จริง แต่ว่า ในการเขียน อาจารย์อ้างว่า ตัวเองอยู่ฝ่าย "ต้องการรักษาสถาบัน" "จุดยืนเราต่างกัน" ดังนั้น โดยนัย ของการทีผมเห็นตรงข้ามกับการกระทำของอาจารย์ ก็ต้องอยู่ "ฝ่ายทีต้องการทำลาย" หรือฝ่ายที่ ไม่ต้องการรักษาสถาบันฯเอาไว้ ฯลฯ)

อันที่จริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ อาจารย์ "อยู่ฝ่ายที่ต้องการรักษาสถาบันฯ" ด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่วา "รักษา" ไว้อย่างไรต่างหาก

ถ้าคำว่า "รักษาสถาบันฯ" หมายถึงว่าข้อเสนอทางการเมืองต่างๆ ยังมีสถาบันกษัตริย์ อยู่ด้วยหรือไม่ ผมก็ไม่เคยเห็นใคร รวมทั้งผมเอง ทีจะพูดในลักษณะว่า ข้อเสนอทางการเมืองของตน ไม่มีกษัตริย์อยู่ (แม้แต่ทักษิณ ก็ไม่เคยเห็น)

ดังนั้น การที่อาจารย์ยกประเด็นนี้ ขึ้นมาเสมอๆ ในลักษณะว่า ตัวเอง "รักษาสถาบัน" คนอื่น (เช่นทักษิณ) ต้องการ ทำลายสถาบัน หรือ ผม "มีจุดยืนต่างกัน" (นัยยะคือ ไม่ต้องการรักษาสถาบันฯ เหมือนอาจารย์)

จึงเป็นการใช้วิธีการกล่าวหา ที่อิงอยู่กับสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ แบบเดียวกับ ที่พวกที่ต่อต้านการปฏิรูปสถาบันฯ ชอบทำกัน

นั่นคือ อาจารย์กำลังอาศัยสถานะสถาบันฯ ที่มีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตย มาสร้างข้อกล่าวหาเรือ่ง "ต้องการเลิกสถาบันฯ" กับคนอื่น แบบเดียวกัน

ถ้าสถานะของสถาบันกษัตริย์ไทย เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย แบบในหลายประเทศแล้ว คำว่า "ต้องการเลิกสถาบันฯ" "ล้มเจ้า" "เกลียดเจ้า" ก็ไม่มีความหมายใดๆเลย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ใครจะมีความเห็นอะไรเกี่ยวกับสถาบันฯ รวมถึงการเสนอให้เลิกเลย ก็ย่อมมีได้ หรือกระทั่ง รณรงค์ได้ ตามปกติ

และข้อกล่าวหาเหล่านี้ ก็จะไม่มีความหมายอะไร ไมใช่ข้อกล่าวหาเลยด้วยซ้ำ

แต่ที่อาจารย์ยังคงสามารถสร้างข้อกล่าวหาแบบนี้ได้ การที่ข้อกล่าวหาแบบนี้ของอาจารย์ยังคงมีนัยยะความหมาย (significance) บางอย่างได้ ก็ภายใต้ปริบทของการที่สถาบันฯ มีสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบในปัจจุบันเท่านั้น

การใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ของอาจารย์ จึงเป็นการใช่ประโยชน์ (utilize) และผลิตซ้ำ (reproduce) สถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯในปัจจุบัน ที่อาจารย์พูดในวาระอืนว่า ต้องมีการแก้ไข

ผมต้องย้ำว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า "ความจริง" ของเรื่องนี้ เป็นอย่างไร ด้วยซ้ำ

หมายถึงว่า อาจารย์จะอ้างว่า ทักษิณ (หรือผม) หรือใครก็ตาม "ต้องการยกเลิกสถาบันฯ" เป็น "เรืองจริง ไมใช่ข้อกล่าวหา" .. การอ้างเช่นนี้ ไมมีประโยชน์อะไร

เพราะภายใต้ปริบท ที่่่สถาบันกษัตริย์ มีสถานะไม่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้ ที่บังคับให้มีความเห็นแบบอื่นเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสถาบันฯ ไม่ได้นั้น

"ความจริง" ของเรืองนี้ ก็ไม่มีวันพิสูจน์ได้อยู่ดี

และอันทีจริง การที่ ประเด็นนี้ สามารถเอามาอ้างได้ว่า เป็น "ความจริง" (คืออ้างว่าทักษิณ หรือใครต้องการ "ทำลายสถาบันฯ" "จริงๆ") เป็นการสะท้อนให้เห็น สถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบัน ตั้งแต่แรก (in the first place) ต่างหาก

เพราะถ้าไม่มีสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯ อย่างในปัจจุบัน ใครจะ "ต้องการยกเลิกสถาบันฯ" หรือ "เกลียดเจ้า" ฯลฯ ก็ไม่ต้องเป็นประเด็นให้อาจารย์ยกมาเป็นข้อโจมตีได้แต่แรกแล้ว

การกล่าวหาว่า คนอื่น เกลียดเจ้า ไม่เอาเจ้า ทำลายสถาบันฯ ก็เหมือนกับการตั้งคำถาม (ทีเคยมีคนตั้งกันทางทีวี) ว่า "คุณเอาเจ้าหรือไม่?" คือ เป็นคำถามและข้อกล่าวหา ที่ไม่มีความหมายอะไรเลย

เพราะหาก ผู้ถูกถาม หรือผู้ถูกกล่าวหา "ไม่เอาเจ้า" จริง ก็ตอบไม่ได้ (ซึงจริงๆแล้ว ตามหลักการประชาธิปไตย ในสังคมประชาธิปไตย นี่ควรเป็นอะไรทีตอบได้ เสนอได้ รณรงค์ได้ ด้วยซ้ำ)

หรือถ้า เขาเอาเจ้า ไม่ได้ต้องการทำลายสถาบันฯ ตอบไปว่า เอาเจ้า และไม่ต้องการทำลายสถาบันฯ

จริงๆแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรเหมือนกัน เพราะในภาวะทีไม่เป็นประชาธิปไตย ในเมื่อ มีแต่การตอบเช่นนี้ได้เท่านั้น ที่กฎหมายอนุญาต การตอบเช่นนี้เอง ก็ไม่มีความหมายอะไร

(ใครจะยืนยันได้ว่า ทีตอบ ไม่ใช่เพราะในทางกฎหมายต้องตอบแบบนี้เท่านั้น อันนี แม้แต่ตัวอาจารย์เอง ทีอ้างนักอ้างหนา ว่า "ผมเอาสถาบันกษัตริย์" พูดไปจริงๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะจะตอบเป็นอย่างอื่น ก็ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น จะยืนยันว่า ทีตอบ คือ ความจริงโดยแท้ ก็ไม่ได้อยู่ดี)

สรุปแล้ว เรืองทั้งหมดนี้ คือการทีอาจารย์ชอบกล่าวหาคนนั้นคนนี้ โดยเฉพาะกรณีทักษิณ ว่า เกลียดเจ้า ต้องการทำลายสถาบันฯ จึงเป็นเพียงเรืองของ "วาทกรรม" หรือ ข้อกล่าวหา ที่อิงอยู่กับสถานะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันฯในปัจจุบัน

พูดอีกอย่างคือ สิ่งทีอาจารย์ทำ ในขณะกล่าวหา คนนั้นคนนี้ ว่า เกลียดเจ้า ทำลายสถาบันฯ คือ อาจารย์กำลัง "ผลิตซ้ำ" (reproduce) หรือ ทำให้ยั้่งยืน (perpetuate) ระบบเจ้า ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในปัจจุบัน

ที่การกล่าวหาว่า "ล้มเจ้า" "ทำลายสถาบัน" อย่างที่อาจารย์ทำ มีความหมายขึ้นมาได้ในระบบนี้ ก็เพราะลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของระบบนี้เท่านั้น (คือทำให้การกล่าวหาแบบนี้ make sense หรือ have any meaning / significance ขึ้นมาได้)

ซึง ถ้าอาจารย์ ต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ ตามแบบประชาธิปไตยจริง ก็จะต้องไม่ทำเช่นนี้ เพราะเป็นการ โมฆะ สิ่งทีอาจารย์พูดเอง เวลาเรียกร้องเรื่องให้สถาบันฯ "โปร่งใส" "ตรวจสอบ" "วิพากษ์" ฯลฯ ได้

ถ้าอาจารย์ต้องการเห็นสถาบันฯทีมีลักษณะประชาธิปไตยจริงๆ ก็ต้องหยุดทีจะใช้ วาทกรรม หรือข้อกล่าวหา เรือง "ล้มเจ้า" "ทำลายสถาบันฯ" "ไม่เอาสถาบัน" ที่วางอยู่บนสถานะสถาบันฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แบบนี้


........................


อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมยืนยันว่า การกระทำของอาจารย์เป็นการขัดแย้ง กับการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯของอาจารย์เอง

คือ การที่อาจารย์ยังอ้างตลอดเวลาในลักษณะว่า แท้ที่จริงแล้ว ในหลวงไม่ได้ทรงต้องการให้มีการดำเนินคดีหมิ่นฯ ทรงเห็นว่าคดีหมิ่นฯเป็นการทำร้ายพระองค์ "ทรงไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีหมิ่น" ไม่ต้องการให้ตำรวจจับ ("ตัวอย่าง" ทีอาจารย์ยกมาเรืองในหลวง บอก สนั่น "บอกตำรวจอย่าไปจับนะ" นี่คงหมายถึงเฉพาะคดีอาจารย์กระมัง?) บางครั้งก็ยกพระราชดำรัส ปี 2548 ขึ้นมา (กรณีพระราชดำรัสนั้น ผมเคยเขียนไปในทีอืนว่า ความจริง มีปัญหาอย่างยิ่งในทางเนื้อหา และไม่ควรใช้ ถ้าไม่ใช่จำเป็นจริงๆ ในกรณีจำกัดบางกรณี เช่น ในแง่การต่อสู้คดี 112)

(ผมควรบันทึกในที่นี้ด้วยว่า เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ในหนังสือ King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work ในบทที่ว่า ด้วย "กฎหมายหมิ่นฯ" ที่เข้าใจกันว่า ดร.เดวิด สเตร็กฟัสส์ เป็นผู้เขียนนั้น ก็มีข้อความอ้างในลักษณะนี้เหมือนกันว่า ในหลวงคือผู้วิจารณ์การใช้กฎหมายหมิ่นฯคนสำคัญทีสุด)

คำถามง่ายๆคือ การอ้างเช่นนี้ จะพิสูจน์ได้ยังไงครับ ว่าในหลวงทรงมีความเห็น หรือท่าที ต่อกฎหมายหมิ่นฯ และการดำเนินคดีหมิ่นฯ อย่างที่อาจารย์ชอบอ้างจริงๆ?



ผมจะใช้วิธี สมมุติเป็นตัวอย่าง นะ (จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นการยืนยันประเด็นที่กำลังพูดว่า การอ้างแบนที่ทำให้คนไม่สามารถโต้แย้งได้แบบนี้ ไม่มีความหมายอย่างไร)

สมมุติว่า "ทักษิณ" เกิดประกาศทำนองว่า "ผมเป็นคนใจกว้าง ผมยินดีรับฟังความเห็นคนอืน ผมเป็นประชาธิปไตย ไม่ปิดกั้น ....... บลา บลา บลา"

ผมเชื่อว่า เดาได้ไม่ยากเลยว่า ถ้าอาจารย์ได้ยินแบบนี้ อาจารย์สามารถและคงจะตอบโต้ ด้วยคำประเภท "ตอแหล"

หรือไม่อาจารย์ก็คงสามารถยกข้อมูล และเหตุผล จำนวนมาก มาโต้แย้งว่า ที่ทักษิณ "ประกาศ" ไปเช่นนั้น น่ะ "ไม่จริง โกหก ตอแหล สร้างภาพ ปากไม่ตรงกับใจ พูดอย่างทำอย่าง ฯลฯ" อย่างไรบ้าง

ต่อให้ สมมุติว่า "ทักษิณ" หรือผู้สนับสนุน ใช้วิธียก "ตัวอย่าง" มาเพื่อยืนยัน ข้ออ้างดังกล่าวของเขา อาจารย์ ก็ย่อมสามารถยกตัวอย่าง ที่เป็นการโต้แย้งขึ้นมาได้แน่ๆ โดยเสนอว่าตัวอย่างกรณีอืนๆ พิสูจน์ว่า ตัวอย่างทีฝ่ายสนับสนุนทักษิณยกมาสนับสนุน "ความใจกว้าง" ของตนน้น เป็นเพียง "ข้อยกเว้น" แต่โดยรวมแล้ว เป็นการไม่จริง โกหก ตอแหล ฯลฯ ที่ทักษิณ อ้างเช่นนั้น ได้อยู่นันเอง

ซึ่งเป็นธรรมดาทีอาจารย์หรือใคร ที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศเช่นนั้น ของทักษิณ จะทำได้

ปัญหาคือ ในการทีอาจารย์ชอบอ้างในหลวงมีความเห็นหรือท่าทีอย่างนั้นอย่างนี้ เรือง คดีหมิ่นฯ นั้น

อาจารย์กำลังอาศัยประโยชน์ จากสถานะของสถาบันกษัตริย์ ที่ทำให้ใครก็โต้แย้งไม่ได้ ยกเว้นแต่จะพูดในเชิงบวก (positive) แบบที่อาจารย์พูดเท่านั้น (ถ้าขืนโต้แย้งขึ้นมา อย่างในตัวอย่างสมมุติกรณีทักษิณ ก็มีหวังติดคุกแน่นอน)

นั่นคือ อาจารย์กำลังทำในสิ่งตรงข้าม กับการปฏิรูปสถาบันฯให้เป็นประชาธิปไตย ที่บางครั้งอาจารย์พูดว่าอยากเห็น

คือ อาจารย์กำลัง "ผลิตซ้ำ" ลักษณะที่ วิพากษ์ไม่ได้ โต้แย้งไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ของสถาบันกษํตริย์ (ในกรณีนี้ คือการที่อาจารย์อ้างว่า ในหลวง มีทัศนะหรือท่าทีอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไม่มีใครจะสามารถตรวจสอบ หรือโต้แย้ง วิพากษ์ข้ออ้างแบบนี้ได้ โดยไม่ติดคุก)

ซึ่งการทำเช่นนี้ของอาจารย์ เป็นการขัดแย้งโดยสิ้นเชิง กับทีบางครั้งอาจารย์เสนอว่า สถาบันฯ ต้องตรวจสอบได้ วิพากษ์ ได้ ฯลฯ

แต่อาจารย์กลับยกสถาบันฯมาอ้าง ในลักษณะทีใครก็ไม่สามารถโต้แย้ง ตรวจสอบ เสนอแบบตรงข้าม หรือวิพากษ์สิ่งที่อาจารย์นำมาอ้างนั้นได้เลย



[จบ]

********


ตอบสมศักดิ์ 1

ผมฟังถ้อยคำของคุณสมศักดิ์อย่างตั้งใจ และขอบใจที่เขามีแก่ใจ
ออกความเห็น แต่ถ้าจะใช้วิชาย่อความ คำพูดจะมีน้ำหนักมากกว่า
ที่โยกไป โย้มา คำตอบของผม เป็นเรื่องสั้น ๆ เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. สถาบันกษัตริย์ของไทยในเวลานี้ ไม่ใช่สถาบันในอุดมคติ หรือ อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เช่น ในยุโรป และญี่ปุ่น

2 ผมต้องการให้ปรับสภาพสถาบันกษัตริย์ ในปัจจุบัน และอนาคต ให้เป็นไป ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นในประเทศต่าง ๆ ที่เอ่ยมาแล้ว

3 เมื่อรับข้อเท็จ จริงดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 2 ก็ต้องดำเนินการไป ด้วยคำพูด และข้อเขียน เพื่อปลุกมโนธรรมสำนึกของผู้คน ให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เพื่อมีกาคปรับปรุงสถาบันอันสำคัญนี้ของไทย ให้เกิดการอภิวัฒน์ขึ้น

4 การอ้างพระราชดำรัส ที่ตรัสว่าคดีหมินพระบรมเดชานุภาพเป็นการทำร้ายพระองค์ท่าน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ความข้อนี้ ไม่มีพระมหากษัตริย์ใด ๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อ้างมาแล้ว จะสามารถแสดงออกมาสู่สาธารณะชนได้ โดยไม่มีผู้สนองพระราชบรมราชโองการ ในกรณีของๆไทย เมื่อพระราชดำรัสปรากฎชัดเช่น นี้ ก็ควรที่จะนำพระราชดำรัสนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพระองค์ท่าน และสถาบันกษัตริย์ ดังทีพระองค์ท่านมีพระราชกระแส กับคุณสนั่น ขจรประสาสน์ เมื่อเขาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ก็แสดงให้เห็นชัดว่าพระราชปรารภในที่สาธารณะ และในที่รโหฐาร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังคุณสนั่น รับพระราชดำรัสมาปฎิบัติตาม ดังจะเห็นๆด้ว่าในช่วงที่เขาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ไม่มีการจับกุม โดยใช้ กฎหมายอาญา ม. 112 เลยก็ว่าได้ พร้อมกัน นั้นก็ต้องตราไว้ด้วยว่า ทรางเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้จะอย่างไม่เคร่งครัดนัก แต่ก็ทรงมคพระสถานะในทางปกเกล้าฯ ไม่ใช่ในทางปกครอง เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่มีอำนาจในทางปกครอง จะสนองพระราชดำรัสหรือไม่ก็แล้วแต่รัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ทุกรัฐบาล อ้างถึงความจงรักภักดี แต่ทำไม่ไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัส ตามที่คุณสนั่นได้เคยกระทำมา ยิ่งกรณีของรัฐบาลทักษิณ และที่เป็นร่างทรงของรัฐบาลทักษิณด้วยแล้ว สามารถสั่งตำรวจตัว โต ๆ ในสถาบันนั้น ซึ่งขึ้นตรงกับทักษิณ ให้มีการจับกุมในสมัยดังกล่าว มากกว่าสมัยใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเอง ได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปออกความเห็นในเรื่องมาตรา 112 ซึ่งผมมีข้อเสนอ ซึ่งเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และผมบอกกับสมาชิกสภา จำนวนมากเหล่านั้น ว่าถ้าคุณจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง และต้องการ รักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ ต้องแก้ไขมาตา 112 ให้ถึงแก่น แต่ถ่าคุณเป็นเพียงร่างทรงของทักษิน โดยแต่ละคนขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม ผมพูดให้คุณฟังเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวาเท่านั้น เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ประกาศจะไม่แต่มาตรา 112 เป็นอันขาด ในช่วงรัฐบาลทักษิณ และร่างทรง ผมเองโดนจับถึง 3 ครั้ง ครั้งหนึ่งตำรวจกุมตัวผมไปที่ขอนแก่น กว่าจะๆด้รับประกันตัวก็ตีสองของวันใหม่


ตอบสมศักดิ์ 2

ใช่แต่เท่านั้น ผมยังต้องไปปรากฏตัวที่ศาลขอนแก่นอีกด้วย เพื่อยืนยันว่าไม่หนีประกัน ในช้วงน้ัน อภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งไปทาง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เลยผมถูกทรมานอยู่กว่าสองปี และตำรวจก็หาเอกสารไม่พอที่จะฟ้องร้องผมได้
นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนตัวจากผม แต่ทักษิณยังใช้เลห์เพทุบายต่าง ๆ อีกมากมายที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จนผมไม่มีทางเลือกที่จะต้องประกาศตัวเป็นศัตรูกับเขา ส่วนคนอื่น ๆ จะวาพากษ์วิจารย์สถาบันกษัตริย์อย่างไร ถ้าไม่มีอำนาจที่จะสั่งการใด ๆ ทางการเมืองๆ ได้ ผมเห็นว่า เราควร รับฟังทรรศนะนั้น ๆ ดังที่ผมรับฟังคุณสมศักดิ์เสมอมา แม้จะต้องใช้ความอดทนมิใช่น้อย โดยที่ถ้าคุณสมศักดิ์ย่อความเป็น จับประเด็นให้กระชับ ก็จะช่วยคนชราอย่างผม ไม่ให้เสียเวลาเกินไปนัก ผมก็คงขอบใจคุณอยู่นั่นเอง