วันพุธ, ตุลาคม 31, 2555

Hurricane Sandy: The Superstorm

 After cutting a destructive path through the Caribbean, Hurricane Sandy caused extensive damage along the East Coast this week. Sandy made landfall in southern New Jersey and brought with it major flooding, travel disruption, structural damage, and power outages. New York City was especially hard hit. The storm system was so large ­-- nearly 1,000 miles wide at times -- it brought blizzard conditions to West Virginia and 20 foot waves to Lake Michigan. It is projected Sandy will have caused about $30 billion in damages in the United States. To date, the storm claimed more than 100 lives. -- Lloyd Young ( 57 photos total) Source- Boston.com/bigpictures

Drama-addict: ลุงใจดีแทนคุณแผ่นดิน!!


เรื่องมันมีอยู่ว่าพริตตี้สาวหน้าตาดีคนนึงในเฟซบุ๊ค เขาเอารูปที่มีลุงใจดีคนนึงส่งข้อความมาหา

  เนื้อหาของหลังไมค์ที่หลุดมาก็ประมาณนี้ 



(อ่านต่อที่เว็บดราม่า - กดลิงก์)

สืบทอดเจตนารมณ์ “นวมทอง ไพรวัลย์” และภาระกิจต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด


โดย เปลวเทียน  ส่องทาง
สำหรับคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ นวมทอง ไพรวัลย์” ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย
คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) 
โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร

นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี “เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ” ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี2475 แต่อย่างใดเลย

อย่างไรก็ตาม    สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความขัดแย้ง ระหว่าง ฝ่ายอำนาจอำมาตยาธิปไตย” กับ ฝ่ายพลังประชาธิปไตย” ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย อำมาตยาธิปไตย” และเพื่ออำมาตยาธิปไตย

แม้ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีขึ้นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลพลเรือนก็ยังไม่สามารถควบคุมกองทัพได้โดยตรงเนื่องจากมีพรบ.กลาโหมเป็นอุปสรรคขัดขวาง

ขณะเดียวกัน คณะนิติราษฎร์” ได้มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ ซึ่งรวมทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีเช่น อากง”  “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคน  จึงต้องยึดหลักนิติรัฐคู่กับนิติธรรม มิใช่ปล่อยให้บุคคลใดฟ้องร้องกล่าวโทษก็ได้ ควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับสิทธิ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์มิใช่ยุคป่าเถื่อนอีกแล้ว  รวมทั้งเพื่อมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายผู้รักชาติรักประชาธิปไตยเหมือนเช่นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา    ตลอดทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ดังนั้น   ภาระกิจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังไม่เสร็จสิ้น   ผู้เขียนมีข้อเสนอดังนี้
1.ปล่อยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมคุมขังทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องให้สิทธิประกันผู้ต้องขัง ตามหลักการสิทธิมนุษยชนที่กระบวนการยุติธรรมพึงมีดั่งอารยะประเทศ   เช่น  กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคนทั้งหมด เพราะพวกเขามิใช่อาชญากร เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และพวกเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง

2.นำคนสั่งฆ่าสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมและเพื่อมิให้ฆาตรกรลอยนวล” เหมือนเช่นที่ผ่านมาตลอดอีกทั้งเพื่อทำความจริงให้ปรากฎ มิใช่ปรองดองอย่างไร้ความยุติธรรม

3.รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้ไขพรบ.กลาโหม และดำเนินการปฏิรูปกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยสอดรับกับยุคสมัยสันติภาพเพื่อนไร้พรมแดน พร้อมกับลดงบประมาณให้เหมาะสม

4.ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าทั้งมวลของปัญหาการเมืองไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นภาระกิจที่รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนินกระบวนการต่างๆตามกลไกรัฐสภา ให้บรรลุเป็นรูปธรรม

5.ขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550  โดยมีหลักการสำคัญของ ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” “อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน” “เคารพสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” คือรูปธรรมต้องลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอำนาจขององคมนตรี กองทัพและกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งส่งเสริมสิทธิพื้นฐานของสถาบันต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกรและอื่นๆด้วยเช่นกัน

6. ขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ตาม หลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง คนเท่ากัน เสียงส่วนน้อยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยตามหลักอารยะประเทศประชาธิปไตย ก่อนที่ความขัดแย้ง ความเกลียดชังจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมไทยอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น
**********
นวมทองรำลึก:กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตยขอเชิญชวนนำดอกไม้ พวงมาลาร่วมวางรำลึกอุดมการณ์ประชาธิปไตยในวันครบรอบ 6 ปี กับการจากไปของ "นวมทอง ไพรวัลย์" วันพุธที่ 31 ตุลาคม 2555 เวลา 9 โมงเช้าที่สะพานลอยไทยรัฐ ถ.วิภาวดี-รังสิต และเวลา 5 โมงเย็น พบกันในงาน ถ้อยคำรำลึก วัน "นวมทอง ไพรวัลย์" ดนตรี กวี และการบอกเล่าเรื่องราวของรูปปั้น ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232 / 081-5517017 

รำลึก 6 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ หนึ่งชีวิตต้านรัฐประหารเพื่อหลายล้านตื่น

 โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เชิญนำดอกไม้ พวงมาลา
ร่วมวางรำลึกอุดมการณ์ประชาธิปไตย "นวมทอง ไพรวัลย์"
วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม 2555 (วันที่ลุงนวมทองเสียชีวิต)
9 โมงเช้า ณ สะพานลอยหน้าไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต
5 โมงเย็น ณ อนุสรณ์สถาน14ตุลา แยกคอกวัว 
กิจกรรม ถ้อยคำรำลึก บทกวี ดนตรี ฯลฯ 
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ จ.เจตน์ ชินวัฒน์ หาบุญพาด ฮาเมอร์ ซาลวาลา ไม้หนึ่ง ก.กุนที อ้น ชัยนรินทร์ วาดดาว สุดา รังกุพันธุ์ ตุ้ม เสือดาว พริมเรด กลุ่มกวีราษฎร์ และทีมสร้างภาพยนตร์ นวมทอง ไพรวัลย์
สอบถาม ลูกตาล 089-5007232 เจน 081-5517017
 

เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์" 

ที่มา Youtube เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์"
เผยแพร่ 7 พฤษภาคม 2554 

 เพลง "นวมทอง ไพรวัลย์" นี่เป็น 1 ใน 3 เพลง ที่ศิลปินชาวเชียงใหม่ ได้ออกผลงานชื่ออัลบั้ม กิโยติน The Symbol of Revolution โดยประกอบด้วยเพลง 3 เพลงคือ
1. กิโยติน : http://www.youtube.com/watch?v=0Twol-8HRhg
2. นวมทอง ไพรวัลย์ : http://www.youtube.com/watch?v=aJiwVBfohaY
3. มือที่มองไม่เห็น : http://www.youtube.com/watch?v=NIM7n36K-fM

และผลงานล่าสุด เพลง ปีศาจ : http://www.youtube.com/watch?v=r-ssiTygSLc



เพลง The Last Letter (นวมทอง ไพรวัลย์) 

ที่มา Youtube เพลง The Last Letter (นวมทอง ไพรวัลย์) 
เผยแพร่ 30 ตุลาคม 2555

แต่งโดย วิศรุต บุญญา
ขับร้องโดย ป๋าจอมตั๊ป

  


Nithiwat Wannasiri


เพลง The last letter
คำร้อง/ทำนอง วิศรุต บุญญา(ขุนแก้ว รอ ริน&มิตรสหาย)
ขับร้อง นิธิวัต วรรณศิริ

...เพียงจดหมายทิ้งฝากไว้ หลังความตายที่หยัดยืน ร่างไม่อาจปลุกให้ฟืนตื่น แต่วิญญาณยังปลุกคน

...เพียงคนไม่ลืมหาย หัวใจไม่ลืมเลือน ความทรงจำยังย้ำเตือน เช่นเสมือน วีรชน
...เปลวไฟที่ไหม้ผลาญ แหลกราญสิทธิ์เสรี เผด็จการมันบัดสี คนดีต้องมอดมลาย
...ความจริงใช่เลือนหาย ความตายใช่สิ้นค่า คนใช่อยู่ค้ำฟ้า มองหา ปรารถนาสิ่งใดกัน
...บ้านเมืองจะดิ่งลงเหว คนเลวยิ้มกระหยิ่มใจ ย่ำยีประชาธิปไตย ทำลายด้วยปลายกระบอกปืน
...อีกกี่สิบร้อยพันครั้งที่จะหยุดยั้งวงจรอุบาทว์
อำนาจเป็นของประชาชน อำนาจมันของประชาชน
ตะโกนร้องด้วยความตาย เพียงหวังคนไทยจะได้ยิน
...เพียงจดหมายทิ้งฝากไว้ หลังความตายที่หยัดยืน ยังคงปลุก ให้คนตื่น ลุกยืนต่อสู้กันต่อไป แต่เสียงคนอยู่ข้างหลัง ร้องดังปานจะขาดใจ เสาหลัก(นวมทอง)ต้องตายไป ใต้เงาเผด็จการ

วันอังคาร, ตุลาคม 30, 2555

HotLine สายตรงจากดูไบ


โดย แหล่งข่าวระดับสูง

ตู้ดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ดูไบ:โหลๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตู่ใช่มั้ย......?
ตู่:อ่าครับ...ใครเรียนสายครับ?
ดูไบ:คนแดนไกล ๆ...
ตู่:อ้อ ครับ มีรัยเหรอครับ?
ดูไบ:แหม่..ตู่ทำเสียงห่างเหินจัง ยังโกรธอยู่เหรอ..?
ตู่:เอ๊ะ ก็ป่าวนะ ผมเฉยๆ
ดูไบ:คือ ก็รู้นะว่าตู่คงน้อยใจอยู่ ก็ไม่รู้จะพูดยังไง...
ตู่:จะพูดรัยพูดมาเถอะครับ ผมเฉยๆ
ดูไบ:คือกลัวตู่จะไม่เข้าใจไง ก็เลยโทรมา...
ตู่:ผมไม่เข้าใจอะไรท่านเหรอครับ....ผมไม่มีอะไร
ดูไบ:คือเรื่องปรับครม.หนะนะ ตู่ต้องเข้าใจหนะนะ...
ตู่:ครับ.....
ดูไบ:คือก็ไม่อยากให้เป็นประเด็นไง ทางเค๊าก็จ้องๆอยู่
ตู่:เค๊าจ้องเรื่องอะไรครับ ผมก็เฉยๆนะ
ดูไบ:คือเรื่องที่ตู่เคยพูดปราศรัยหนะ เรื่องกระสุนพระทานอะไรหนะนะ เรื่องทหาร รอ.อะไรหนะ มันยังคาๆใจกันอยู่ ก็ไม่อยากให้เป็นประเด็นไง...
ตู่:แล้วไงครับ
ดูไบ:คือ ตู่คงไม่เข้าใจว่ามันเป็นประเด็น คือมันไม่เกี่ยวกับว่าทางนี้ไม่อยากให้ขวัญกำลังใจนักรบอะไรของเรา ไม่ใช่สร้างตึกไม่เสร็จแล้วรื้อนั่งร้านอะไรอย่างที่ตู่ว่า...ตู่ก็ไปดูมีอะไรบ้างที่ไม่ดูแลกันใช่มั้ย ก็ดูแลตลอดใช่มั้ย...?
ตู่:ครับ คือ...
ดูไบ:อีกอย่างทางปู เอ่อ นายกฯหนะนะ เค๊าก็ไม่สบายใจ เพราะทาง ส.เค๊าก็มาบอกว่ายังไม่อยากให้เป็นประเด็น
ตู่:ส.ไหนอีกเนี่ย สอรายู๊ด? ส.เทียนทอง หรือว่าส.ศิวรักษ์
ดูไบ:คือรายหลังนี่ตู่อย่าไปยุ่งกับแกมันจะยุ่งไปกันใหญ่...
ตู่:อ่า ครับ ว่าแต่มันเป็นปัญหาตรงไหนครับ?
ดูไบ:คือตอนนี้รัฐบาลก็ยังไม่แข็งแรง ยังโดนหน้าโดนหลังอยู่ เค๊าก็อยากให้มันแข็งๆกว่านี้ก่อน คือตู่ต้องเข้าใจหนะนะ อย่างที่เคยบอกแม้เราจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็แบ่บว่า เรามีอำนาจอยู่ซัก30% ที่เหลืออำมาตย์เค๊าก็คุมอยู่หมดหนะนะ...มันก็เลยแบ่บทำอะไรก็ทำลำบาก...นี่พูดจริงอะไรจริง
ตู่:ครับ
ดูไบ:ก็ดีที่ตู่เข้าใจ ก็กลัวว่าจะไม่เข้าใจ ตอนนี้ก็อยากให้ืทำอะไรอย่างอื่นไปก่อน
ตู่:ทำตรงไหนครับ?
ดูไบ:คืองี้ก่อนจะพูดอะไร บอกไว้ก่อนว่า ทั้งชีวิตตู่พี่ดูแล...
ตู่:ซึ้งครับ
ดูไบ:จริง ไม่เชื่อถามแจ๊สเค๊าได้ ทั้งชีวิตพี่ดูแลจริง อะไรจริง
ตู่:แล้วจะให้ผมอยู่ตรงไหนครับ
ดูไบ:ก็ที่เดิมหนะน้ะ
ตู่:ไชโย ไชโย ไชโย!
ดูไบ:ตู่ไม่ต้องประโช้ดดด..
ตู่:ผมไม่ได้ประชด ผมดีใจจริงๆครับท่านนายกฯที่ให้ผมอยู่ที่เดิม ไม่ต้องโยกต้องย้าย ...ไม่โดนเด้ง
ดูไบ:เออ ไม่เด้ง อยู่ที่เดิม แล้วถามจริงมันน่าดีใจตรงไหนวะ?!!
ตู่:อ้าว ท่านนายกฯครับก็ลือกันหึ่งว่าจะเด้งผมออกจากตำแหน่งผบ.ทบ.อ่ะ ไม่ดีใจตายห่าได้ไง ให้ผมอยู่ที่เดิมหนะ
ดูไบ:อ้าว กรำ!นี่โทรผิดป่้าวเนี่ย ถามจริงอย่าอำ นั่นตู่ใช่มั้ย?
ตู่:ก็เออสิครับ ผมตู่ตัวจริงเสียงจริง จะอำไปทำแมว...
ดูไบ:ตู่ไหนวะเนี่ย ถึงว่าเสียงมันไม่ค่อยคุ้นมาแต่ต้น
ตู่:ผมบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาครับพ้ม
ดูไบ:อ่า-อ้าว ชิบหาย!........โทษทีต่อสายผิด

ตู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

วิวาทะรัฐบาลของใคร เพื่อใคร?


ระหว่างความไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลVS กลุ่มที่ไม่ชอบให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล อาจถึงทางแยกที่ต้องเผชิญหน้ากันเองหรือไม่? ข้อกังขาที่ต้องหาคำตอบให้กับตัวเอง เสวนาบาทวิถีโดยกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ณ หน้าศาลอาญา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 โดยใบตองแห้ง (เครดิต:Prainn Rakthai)

จักรภพเปิดตัวหนังสือบางทีมีสัมผัส:คนเสื้อแดงต้องหาฉันทามติร่วมกันเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกัน



ที่มา เว็บไซต์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายจักรภพ เพ็ญแข เปิดตัวหนังสือ "บางทีมีสัมผัส" ณ ร้าน TPNews ชั้น 4 อิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

โดยนายจักรภพ สไกป์จากต่างประเทศแสดงความขอบคุณ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพาที่มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือในครั้งนี้ และกล่าวว่า วัฒน์ได้ใช้ประสบการณ์ของตัวเองบอกเล่าให้สังคมรับรู้ว่า การปฏิวัติทางการเมืองในประเทศไทยมักต้องเจอกับศัตรูในเงามืด ซึ่งมักจะออกมาสกัดขัดขวางเป็นประจำ จนทำให้ชีวิตของนักต่อสู่ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร


หากชีวิตทุกคนเกิดมาได้แค่ครั้งเดียว พวกเราไม่ควรเสียดายที่จะใช้มัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น บทกลอนของตนเองที่นำมารวบรวมจนเป็นหนังสือเล่มนี้ ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะเป็นมากกว่า "คนเขียนกลอน" กลอนที่ตนเองเขียนขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงการถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเอง 


ส่วนชื่อหนังสือที่มีคำว่า "สัมผัส" นั้นมีความหมาย 2 นัยยะคือ บทกลอนที่มีสัมผัส และกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งบางอาจมีความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องหา "ฉันทามติ" ร่วมกัน เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกัน ท่ามกลางความแตกต่างของแต่ละบุคคล

วันจันทร์, ตุลาคม 29, 2555

ช็อตเด็ดวันนี้:ก็สมองยังงี้ถึงได้โดนลิ้มฉีดไบก้อน





จตุพร:ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ตาย แต่...



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2555

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงกล่าวในงานเปิดโรงเรียน นปช.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ในวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯครม.ชุดใหม่ โดยไม่มีชื่อของเขาเป็นรัฐมนตรี ประเด็นสำคัญ

-ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ตาย เพราะได้รับกำลังใจจากเสื้อแดงท่วมท้นยิ่งกว่าได้รับตำแหน่ง
-ยังสนับสนุนรัฐบาลต่อไป ตราบเท่าที่ไม่คอรัปชั่น ทำเพื่อประชาชน ไม่ทรยศต่อประชาชน
-เผยเบื้องหลังวืดรัฐมนตรีเพราะบางคนที่ไม่เคยร่วมต่อสู้ เอาตัวรอดตอนมีรัฐประหาร19กันยาฯ แล้วกลับมามีอิทธิพลชี้นำรัฐบาลว่าไม่ควรให้จตุพรเป็นรัฐมนตรีอ้างว่ามีรอยตำหนิ มีบาดแผล
-นี่ไม่ใช่การวิจารณ์รัฐบาลแบบสาดเสียเทเสีย แต่เตือนแบบคนรักกัน แต่หากเตือนแล้วไม่ฟังก็ต้องมาคิดว่าจะจัดการกับคนที่เรารักอย่างไร
-คนเสื้อแดงต่อสู้มาเพื่อประชาธิปไตยแต่รัฐบาลแทนที่จะฟังเสียง16ล้านคนที่เลือกมากลับต้่องไปฟังเสียงอวค์กรอิสระของอำมาตย์ ถึงขั้นมาบอกว่ารายชื่อรัฐมนตรีใหม่ไม่ให้มี"ไอ้ตู่"
-ต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดแอกอำมาตย์ ไม่ใช่มัวแต่จะใส่แอกอำมาตย์เอาไว้เพราะอยากอยู่ในตำแหน่งรัฐบาลต่อไป แอกมีไว้ใส่คอวัวคอควายไม่ใช่คอคน ทั้งที่คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปลดแอกจากอำมาตย์ไปสู่ประชาธิปไตย และคนตั้งรัฐบาลก็เสียสละแลกเลือดเนื้อ เสียอิสรภาพ
-น้ำทำให้เรือลอยอยู่ได้ แต่ก็ทำให้เรือคว่ำได้ หากรัฐบาลทรยศประชาชน ไม่ต้องรอให้เสธ.อ้าย ม็อบสนามม้ามาไล่ พวกเราจะจัดการกับรัฐบาลที่เราแลกเลือกเนื้อให้มีรัฐบาลนี้ขึ้นมาเอง
-ผมไม่มีวันยอมแพ้ ตำแหน่งไหนก็ไม่ใหญ่เท่ากับเป็นคนเสื้อแดง ยังมีพลังกว่าเดิม

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-เหตุผลที่จตุพรพลาดเก้าอี้รัฐมนตรี

-งานเปิดโรงเรียนนปช.อุตรดิตถ์

วันเสาร์, ตุลาคม 27, 2555

28ตุลานี้คนเสื้อแดงมีชุมนุมไม่ใหญ่ ที่ไหนมั่ง?




ประชาสัมพันธ์: เชิญร่วมกิจกรรมเปิดตัวหนังสือใหม่ "จักรภพ เพ็ญแข"




เชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดของ “คุณจักรภพ เพ็ญแข”
วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555
เวลา 13.00-16.00 น.                     
ร้านทีพีนิวส์ (TPNewsชั้น 4 (หน้าลิฟต์แก้ว) อิมพีเรียลลาดพร้าว

วิทยากรรับเชิญ... คุณวัฒน์ วรรลยางกูร
 พูดคุยในประเด็น “นักเขียนกับเสรีภาพทางการเมือง”
และวิดีโอลิ้งค์ “คุณจักรภพ เพ็ญแข” เจ้าของผลงาน

ผู้ดำเนินรายการรับเชิญ...คุณสุมาลัย มัชแมน
(โปรดิ๊วเซอร์รายการโทรทัศน์/นักพากย์อิสระ)

                               แขกรับเชิญ... แม่น้องเกด, คุณสุชาติ นาคบางไทร, ฯลฯ

ที่ชิคาโก้ อเมริกา

วันศุกร์, ตุลาคม 26, 2555

หัวโจกม็อบนอมินีพ้อจุดไม่ติดยกประเทศให้แม้ว เหล่หงาสนองร่วมไล่-คนเสื้อแดงลงมติไม่เฉียดสนามม้า


เสธ.อ้าย

หงา คาราวาน

โดย ทีมข่้าวไทยอีนิวส์
26 ตุลาคม 2555

พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ "เสธ.อ้าย"แกนนำม็อบ "รวมพลคนทนไม่ไหว นัดชุมนุมใหญ่หยุดวิฤตและหายนะชาติ 28 ต.ค.55" ประกาศทิ้งทวนวันนี้ว่าหากการชุมนุมวันที่ 28 จุดไม่ติืดดังคำปรามาสก็คงต้องเลิกกลับบ้าน แสดงว่าคนรักทักษิณ ชินวัตรกันทั้งประเทศ ก็ต้องยกประเทศให้ทักษิณกับพวกรักทักษิณไป ตนสู้ไปก็คงไม่เกิดอะไรขึ้น และตนไม่มีน้ำยาจะทำอะไรได้ หากคนไทยไม่ยอมออกมากัน


ขณะที่เกิดกระแสในหมู่คนเสื้อแดงว่าจะไม่ไปใกล้กรายงานชุมนุมของกลุ่มเสธ.อ้ายที่สนามม้านางเลิ้งในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เนื่องจากเกรงจะมีการสร้างสถานการณ์ให้บานปลาย หากใครไปถือว่าไม่ใช่คนเสื้อแดง ล่าสุดนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่เคยประักาศจะัไปสังเกตการณ์ชุมนุมได้ประกาศยุติแล้ว

"เพื่อยุติสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลผมขอยกเลิกการไปสนามม้านางเลิ้ง โดยวันดังกล่าวจะเดินทางไปร้าน TPnews ชั้น 4 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เพื่อเปิดหนังสือเล่มใหม่ของคุณจักรภพ เพ็ญแข และจำหนายบัตรเดี่ยวโทรโข่งที่เหลือด้วยตนเองอีกด้วย"นายสุชาติแจ้งทางเว็บบอร์ดประชาทอล์ก ท่ามกลางการสนับสนุนของคนเสื้อแดงว่าหากไปอาจทำให้สถานการณ์บานปลายได้

หน้าเพจ ThaiTVD - ไทยทีวีดี สถานีเติมปัญญา หาความจริง รายงาน กำหนดการการชุมนุม รวมพลัง คนทนไม่ไหว หยุดวิกฤตและหายนะชาติ วันที่ 28 ตุลาคม 2555 ณ สนามม้านางเลิ้ง 

*************

10.00 น. เปิดรายการโดย ผู้ดำเนินรายการ
10.05-10.20 น. วงดนตรี 1 โดย เดชอัสดง
10.20-10.25 น. สลับผู้ดำเนินรายการ
10.25-10.40 น. ผู้ปราศรัย 1 โดย เยาวชนพิทักษ์สยามขึ้นอ่านแถลงการณ์
10.40-11.00 น. ผู้ปราศรัย 2 โดย สหายบัญชา/สหายเติ้ล
กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอ่านแถลงการณ์
11.00-11.15 น. ดนตรี 2 โดย แมน สติงเกอร์
11.15-11.30 น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 3 โดย รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค
11.30-11.45 น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 4 โดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
11.45-12.05 น. ดนตรี 3 โดย หงา คาราวาน
12.05-12.20น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 5 โดย คุณสมเกียรติ หอมละออ
12.20-12.35น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 6 โดย คุณแซมดิน เลิศบุษย์
12.35-12.50น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 7 โดย คุณชัยวัฒน์ สุรวิชัย
12.50-13.10 น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 8 โดย ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
13.10-13.30น. ***พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่าย กล่าววัตถุประสงค์การชุมนุม
13.30-13.45น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 9 โดย พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคเนย์
13.45-14.00 น. ดนตรี 4 โดย ไก่ แมลงสาบ/วสันต์ สิทธิเขต
14.00-14.20น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 10 โดย คุณพิเชฎฐ พัฒนโชติ

*********** VTR รับจำนำข้าว****************

14.20-14.40น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 11 โดย คุณนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน
14.40-15.00น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 12 โดย อ.ประสิทธิ์ ไชยทองพันธ์
15.00-15.20 น. ดนตรี 5 โดย ประทีป ขจัดพาล
15.20-15.40 น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 13 โดย คุณสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตนักการทูต
15.40-16.00 น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 14 โดย พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุกร์
16.00-16.20 น. ผู้ดำเนินรายการ และผู้ปราศรัย 15 โดย ดร.เสรี วงษ์มณฑา

************ VTR ขบวนการล้มเจ้า****************

16.20-16.40 น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัย 16 โดย
16.40-17.00 น. ผู้ดำเนินรายการและผู้ปราศรัยปิดท้าย โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ
17.00-17.20 น. พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
แถลงการณ์ กล่าวคำปฏิญาณพลีชีพเพื่อชาติ ทำสงครามกับ
- ขบวนการล้มเจ้า
- ทวงคืน ปตท. แก้ปัญหาข้าวยากหมากแพง
- หยุดการทุจริต คอร์รัปชั่น

ผู้ดำเนินรายการ 1.นายขจรศักดิ์ เชาว์เจริญรัตน์ 2. นายทศพล แก้วทิมา
3.นายพิมพล แสงเมือง

ประชาสัมพันธ์: เชิญร่วมกิจกรรมเปิดตัวหนังสือใหม่ "จักรภพ เพ็ญแข"




เชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดของ “คุณจักรภพ เพ็ญแข”
วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555
เวลา 13.00-16.00 น.                     
ร้านทีพีนิวส์ (TPNewsชั้น 4 (หน้าลิฟต์แก้ว) อิมพีเรียลลาดพร้าว

วิทยากรรับเชิญ... คุณวัฒน์ วรรลยางกูร
 พูดคุยในประเด็น “นักเขียนกับเสรีภาพทางการเมือง”
และวิดีโอลิ้งค์ “คุณจักรภพ เพ็ญแข” เจ้าของผลงาน

ผู้ดำเนินรายการรับเชิญ...คุณสุมาลัย มัชแมน
(โปรดิ๊วเซอร์รายการโทรทัศน์/นักพากย์อิสระ)

                               แขกรับเชิญ... แม่น้องเกด, คุณสุชาติ นาคบางไทร, ฯลฯ

ช็อตเด็ดวันนี้:ม็อบนอมินีที่มีเงาตะคุ่มๆอยู่เบื้องหลัง

หน้าปกสยามรัฐ สัปดาหวิจารณ์ฉบับใหม่ล่าสุด...."เสธ.อ้าย"....นอมินีของใคร?

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 25, 2555

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: เผด็จการไทยใกล้หมดตาเดิน




รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
จาก “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2555

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ากุมอำนาจบริหารมาได้ปีเศษ นับว่า เกินกว่าความคาดหมายของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และพวกเสื้อเหลืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยเชื่อว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ได้ไม่เกินหกเดือน เนื่องจากความเข้มแข็งของกลไกเผด็จการในรัฐธรรมนูญ 2550 และการขาดประสบการณ์ของนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะทำให้รัฐบาลบริหารงานผิดพลาด จนเป็นเงื่อนไขให้ถูกโค่นล้มลงโดยง่ายดาย ดังเช่น รัฐบาลพรรคพลังประชาชน

แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ยืนหยัดมาได้ ภายหลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ก็สามารถสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นคือ สามารถสร้างผลงานทางการบริหารตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการวางตัวของนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแต่ถ่ายเดียว ไม่เล่นการเมืองรายวัน จนถูกขนานนามว่า “ดีแต่ทำงาน” ไม่ใช่จำพวก “ดีแต่พูด” เล่นสำบัดสำนวนเอาแต่ตีกินทางการเมืองไปวัน ๆ แต่ทำงานเป็น อันเป็นแบบฉบับของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์

จนถึงปัจจุบัน นางสาวยิ่งลักษณ์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคะแนนนิยมสูงสุดเท่าที่เคยมีมานับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ฝ่ายเผด็จการแฝงเร้นของไทยยังคงประกอบไปด้วยผู้บงการวางแผนกลุ่มเดิม ผู้รับคำสั่งปฏิบัติการและกลไกแขนขาที่ครบถ้วนเหมือนเดิม ประกอบด้วยสี่ขาหยั่ง ได้แก่ ตุลาการและบรรดา “องค์กรอิสระ” ในรัฐธรรมนูญ กองทัพ พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนพวกนี้ยังคงติดกับอยู่ในโลกทัศน์ วิธีคิดและประสบการณ์เดิม ๆ ยุทธวิธีของพวกเขาจึงยังคงซ้ำซากเหมือนกับที่เคยใช้มาแล้วในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลพรรคพลังประชาชน คือ สร้างกระแสต่อต้านรัฐบาล ใช้ข้ออ้างสามประเด็นหลักคือ ทุจริตคอรัปชั่น แก้รัฐธรรมนูญ และหมิ่นกษัตริย์ ให้กลุ่มอันธพาลการเมืองรับจ้างออกมาเคลื่อนไหว ใช้ความรุนแรงก่อจลาจลบนท้องถนน ประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ที่คอยก่อกวนอยู่ในสภา ให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้และกำลังถูกต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก จากนั้น ก็ใช้กลไกตุลาการในรัฐธรรมนูญเข้ามาทำลายรัฐมนตรีรายบุคคลไปจนถึงตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทั้งคณะ ตามด้วยเครื่องมือสุดท้ายคือ ใช้กองทัพเข้าแทรกแซงโดยตรงด้วยการรัฐประหารทั้งอย่างเปิดเผยหรือซ่อนรูป

แต่ทว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ทำให้การเดินหมากของฝ่ายเผด็จการไทยเข้าสู่สภาพ “เข้าตาจน หมดตาเดิน” เพราะก่อนการเลือกตั้ง พวกเขายังเพ้อฝันไปว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถบริหารประเทศประสบความสำเร็จ และ “ซื้อใจประชาชน” จนสามารถชนะเลือกตั้งได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภาฯ แต่การณ์กลับเป็นว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ได้คะแนนเสียงเด็ดขาดเกินครึ่งหนึ่งของสภา

นี่เป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่ห้าในระบอบการเมืองแบบเลือกตั้งของพวกเขา และในเฉพาะหน้านี้ ก็เป็นการปิดประตูตายในเวทีรัฐสภาของฝ่ายเผด็จการ การที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินครึ่งในสภา ย่อมหมายความว่า การทำ “รัฐประหารด้วยตุลาการ” ที่สำเร็จมาแล้วกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน คือ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ถอดนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทั้งคณะ แล้วใช้กองทัพเข้าข่มขู่พร้อมยื่นผลประโยชน์เข้าล่อ ให้พรรคแตกแยก เกิดเป็น “งูเห่า” มาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้จำนวนเสียงในสภาเกินครึ่งแล้วจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จอีกนั้น ทั้งหมดนี้ทำได้ยากเสียแล้ว เพราะถึงยุบพรรคเพื่อไทยและถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ แต่ถ้าดุลคะแนนเสียงในสภายังคงเดิมหรือเปลี่ยนไปไม่มากพอ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาล “งูเห่า” ได้อยู่ดี และรัฐบาลใหม่ก็จะยังคงเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นัยหนึ่ง การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 มีเสียงเกินครึ่งในสภา ทำให้การเปลี่ยนมืออำนาจบริหารให้กลับมาเป็นของฝ่ายเผด็จการอีกครั้งภายในกรอบรัฐสภานี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะถึงอย่างไร ตุลาการและ “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถเปลี่ยนดุลคะแนนเสียงในสภาได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยด้วยวิธีการที่ “ไม่ใช่การเลือกตั้งและจำนวนคะแนนเสียงในสภา”

รูปแบบการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกสภาที่พวกเขาเคยกระทำมานับสิบครั้งก็คือ รัฐประหาร แต่ทว่า การรัฐประหารในวันนี้จะถูกต่อต้านจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศอย่างแน่นอนและจะเป็นรัฐประหารที่นองเลือดยิ่งกว่าครั้งใดในอดีต นอกจากนั้น ประชาคมโลกในหลายปีมานี้ ก็เหมือนกับประชาชนไทยจำนวนมากคือ “รู้ความจริง” เข้าใจปัญหาถึงรากเง่าความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้ชัดว่า อะไรคือปัญหาที่แท้จริงที่ขัดขวางประชาธิปไตยในไทยตลอดหลายสิบปีมานี้ รัฐประหารไม่ว่าจะเปิดเผยหรือซ่อนรูป รวมทั้งรัฐบาลเผด็จการที่คลอดออกมาจะถูกปฏิเสธจากประชาคมโลกและประชาคมอาเซียนอย่างแน่นอน

แต่ฝ่ายเผด็จการแฝงเร้นไม่เคยลดละที่จะบั่นทอนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การรุกครั้งใหญ่ล่าสุดของพวกเขาคือ กรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ม.291 ให้สามารถจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ที่บรรลุไปถึงการพิจารณาในวาระสาม ก็ได้ถูกทั้งพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้เป็นข้ออ้างเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กระโดดเข้ามารับคำร้องคัดค้าน ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นกระแสสูงที่จะให้ยุบพรรคเพื่อไทยและดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุด การรุกครั้งใหญ่นี้ ก็ “ฝ่อ” ไปเสียก่อน

บัดนี้ ดูเหมือนว่า การรุกครั้งใหม่ของฝ่ายเผด็จการกำลังก่อตัวขึ้นอีก จากการเคลื่อนไหวนอกสภาอย่างคึกคักของพรรคประชาธิปัตย์ที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายเดือน การก่อกระแสต่อต้านโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการรับจำนำข้าว ที่ประสานร่วมมือกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการเสื้อเหลือง กลุ่มนายทุนพ่อค้าที่เสียประโยชน์ กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นสมุนเผด็จการ ความพยายามของคนพวกนี้เข้าขั้น “จนตรอก” เมื่อไม่สามารถหาเรื่องจริงมาบิดเบือนได้อีก ก็ใช้วิธีกุเรื่องไซฟ่อนเงิน 16,000 ล้านบาทที่ฮ่องกง อันเป็นการสร้างเรื่องขึ้นจากอากาศธาตุโดยแท้ กระทั่งล่าสุด ความพยายามที่จะก่อการชุมนุมของมวลชนเพื่อขับไล่รัฐบาลในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

แต่การเคลื่อนไหวรุกในขอบเขตใหญ่โตอย่างทรงพลงและเป็นระบบทั่วด้าน ดังเช่นในกรณีการแก้รัฐธรรมนูญวาระสามนั้น จะกระทำได้ยากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยังเข้มแข็ง นายกรัฐมนตรีก็เป็นที่นิยมของประชาชนอย่างสูง และเครือข่ายอำนาจเผด็จการแฝงเร้นที่ได้อ่อนแอและเสื่อมทรามลงไปอย่างมากในช่วงปีเศษมานี้

หนทางของพวกเผด็จการแฝงเร้นภายในกรอบรัฐสภานั้นตีบตัน ขณะที่หนทางนอกรัฐสภาก็สุ่มเสี่ยงและเต็มไปด้วยอุปสรรค การรุกครั้งนี้จึงเป็นการกระเสือกกระสนที่สิ้นหวังและไร้อนาคต ยิ่งถ้าพวกเขาเกิดอาการ “วิปลาส” ดันทุรังไปจนถึงการทำรัฐประหาร ฝืนความต้องการของประชาชนไทยและประชามติโลก พวกเขาก็จะมุ่งไปสู่จุดจบที่เด็ดขาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น

มุมประวัติศาสตร์: สายลับซีไอเอคนแรกในไทย และคนแต่งหนังสือ Anna and the King of Siam


เชิญชวนมารู้จักประวัติของซีไอเอคนแรกๆของสหรัฐฯในประเทศไทย เคนเนท แลนดอน และภรรยาของเขา มาร์กาเร็ต แลนดอน ผู้แต่งหนังสือขายดีระดับโลก Anna and the King of Siam ที่ฮอลลีวู๊ดนำไปสร้างหนังเรื่อง The King and I


แอนดรูว์ มาร์แชล นักข่าวอิสระและนักศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ได้เชิญชวนอ่านประวัติของเขาในเว็บบล็อกส่วนตัว โดยเราขอนำบางส่วนมาเผยแพร่ดังนี้
เคนเนทและมาร์กาเร็ต แลนดอน คือคู่สามีภรรยาที่พิเศษกว่าธรรมดา ทั้งคู่เป็นคู่รักในมหาวิทยาลัยและแต่งงานกันในปี 1926 ทั้งคู่ได้เดินทางมาประเทศสยามในปี 1927 โดยทำหน้าที่มิชชั่นนารี หลังจากหนึ่งปีการเรียนภาษาไทยในกรุงเทพฯ พวกเขาได้ย้ายไปอยู่ในภาคใต้ จังหวัดตรัง ที่ซึ่งพวกเขาได้บริหารโรงเรียนคริสเตียนนับสิบปีก่อนที่จะเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา เคนเนท แลนดอนได้ศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และในปี 1939 ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับไทยคือ "สยามในทางแพร่ง: ประวัติย่อการสำรวจทิศทางของวัฒนธรรมในห้าปีนับแต่การปฏิวัติ 1932".


ในปี 1941, การคุกคามของสงครามจากญี่ปุ่นได้ขยายตัว, เคนเนท แลนดอน ได้ถููกแต่งตั้งโดยนายพลบิล โดโนแวน ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียอาคเนย์ภายใต้หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ, ที่ทำการเพื่อการประสานงานข่าวสาร, ที่ซึ่งต่อมาได้พัฒนาตัวเป็นหน่วยโอเอสเอส และต่อมากลายเป็นซีไอเอ. ในปี 1943 เขาได้เข้าร่วมงานกับหน่วยงานของสเตทดีพาร์ทเม้นต์โดยทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อด้านการเมืองในประเทศไทย ที่ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนของภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - อ่านต่อได้แต่เราไม่มีลิงก์ให้


ในคลิปเสียงที่ชื่อ "Landon Chronicles (1946): Kenneth on partying in Bangkok" หรืออัตชีวะประวัติของแลนดอน (1946) : เคนเนธในปาร์ตี้ในกรุงเทพ" มีรายละเอียดคร่าวๆจากอินเตอร์เน็ตว่า "มีปาร์ตี้มากมายระหว่างเวลาที่เคนเนธอยู่ในกรุงเทพฯ เขาไปเต้นรำเกือบทุกคืน เมื่อตอนที่ญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศ ตอนนั้นไม่มีไนท์คลับสักแห่ง แต่เมื่อกองกำลังพันธมิตรเข้ามา เรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปหมด ตอนที่เคนเนธมาถึง มีไนท์คลับกว่า 130 แห่งเปิดอยู่ เที่ยวทุกคืน ดึกดื่นทุกค่ำคืน".

Landon, Kenneth (1903-1993)

ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112


ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่กับน้อง  พี่ชายหยิบช่องโหว่กฎหมายมาตรา 112 "ใครก็ฟ้องร้องใครก็ได้" ว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"แจ้งจับน้องชายหลังจากมีปากเสียงกันเรื่องธุรกิจ 




รายงานข่าวสถานการณ์ 112 ประจำวันนี้
 
ศาลชั้นต้นยกคำร้องการขอประกันตัวครั้งที่ 2 คดี พี่แจ้งจับน้อง ของนาย ยุทธภูมิ มาตรนอก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากพี่ชายของตนเอง ซึ่งขัดแย้งและมีปากเสียงกันจากเรื่องธุรกิจมาก่อน

ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่ง"ไม่ให้ประกัน"

"พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยศาลระบุเหตผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
ยกคำร้อง!!"

จากคำวินิจฉัยเดิมแบบเดียวกับคดี"อากง" นั่นคือ"คดีความมั่นคง อัตราโทษสูง เกรงจำเลยจะหลบหนี"

Note จากทนายจำเลย : เมื่อพี่ชายแท้ๆมีเหตุขัดแย้งกับน้องชายแล้วแกล้งแจ้งจับด้วย ม.๑๑๒

วันนี้เพิ่งยื่นประกันตัวจำเลยคดีหมิ่นฯคดีหนึ่งที่ศาลอาญา ซึ่งน่าสนใจถึงการขยายความขัดแย้งไปสู่ครอบครัวเสียแล้ว เหตุเกิดเมื่อปี ๕๓ เมื่อพี่ชายมีเหตุทะเลาะกับน้องชายเรื่องส่วนตัวและธุรกิจไปแจ้งความจับน้องชายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ผมได้สอบถามจำเลย จำเลยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เกิดจากกการกลั่นแกล้งของพี่ชายแท้ๆ โดยได้แสดงหลักฐานเป็นบันทึกการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าพี่ชายเคยจะใช้มีดทำร้ายและหนังสือข่มขู่ ซึ่งได้เสนอเข้าสู่สำนวนเพื่อให้ศาลเห็นแล้ว รวมทั้งได้เพิ่มเงินประกันจากเดิม ๓๖๐,๐๐๐ บาทเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภักดี แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยพี่ชายซึ่งมีความความขัดแย้งกันข้างต้น ทั้งนี้จำเลยโดนขังที่เรือนจำมาแล้ว เกือบสองเดือน จะขึ้นศาลนัดแรก ๑๒ พฤศจิกายนนี้

--------------------------------------------------
 
ครั้งนี้พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่ากฎหมายหมิ่นกษัตริย์นั้นนอกจากตอกย้ำความ"ไม่เท่ากัน"ในความเป็นมนุษย์แล้ว ยังสามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งของตนเองได้ไม่เว้นแม้แต่ทำลาย"สถาบันครอบครัว"ให้ย่อยยับแหลกสลายได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถึงเวลายกเลิกแล้วหรือยัง?

วันพุธ, ตุลาคม 24, 2555

ช็อตเด็ดวันนี้:ขอเป็นทาสทุกชาติไป



ดี้ นิติพน ห่อนาค เขียนในfacebook โดยมีคนกดถูกใจทะลุ27,000คลิ้กแล้ว (ด้านบนคือเพลง ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไปที่ดี้แต่ง)


Nitipong Honark · 27,066 คนถูกใจสิ่งนี้
22 ชั่วโมงที่แล้ว · 
  • แผ่นดินสยามครั้งที่ยังอยู่ในพระหัตถ์ปิยกษัตริย์ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีประปา เลิกทาสได้อย่างนิ่มนวล มีรถไฟพร้อมญี่ปุ่น ฯลฯ ต่อเมื่อแผ่นดินอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน เปลี่ยนมือกันไปมา ก็ก้าวหน้าตามที่เห็นแล อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ายังไม่เปลี่ยนการปกครอง ป่านนี้อาจมี 6G ใช้แล้วก็ได้...กษัตริย์ไทย บารมีพระมากพ้น รำพันโดยแท้

พระบรมราชวินิจฉัยรัชกาลที่5 6 7 ต่อประชาธิปไตย



ป่วยการกล่าวไปถึงความคิดที่จะตั้งปาลิเมนต์ ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะคิดราชการ นอกจากที่อยากจะเอาอย่างประเทศยุโรปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น …ถ้าจะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในเมืองไทย เอาความคิดราษฎรเป็นประมาณในเวลานี้แล้ว เชื่อว่าจะไม่ได้จัดการอันใดได้สักสิ่งหนึ่งเป็นแน่แท้ที่เดียว คงจะเถียงกันป่นปี้ไปเท่านั้น...ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองไทยทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์กล่าวคือ ฉันจะให้เขามีปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น"-พระบรมราชาธิบายรัชกาลที่5


ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งรู้สึกว่าเบื่อหน่ายในลัทธิเอาอย่าง การที่จะแก้ไขความไม่เสมอหน้ากัน ก็เห็นจะมียาอยู่ขนานเดียวที่จะแก้ได้ คือ การจัดลักษณการปกครองเปนอย่างประชาธิปไตย แต่ยาขนานนี้ก็ได้มีชาติต่างๆ ลองใช้กันมาหลายรายแล้ว มีจีนเปนที่สุด ก็ยังไม่เห็นว่าเปนผลได้จริง ส่วนที่ว่าคนสยามจนนั้น ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเขาไม่จนเลย รถไฟของสยามยังบรรทุกคนหัวเมืองเข้ามายังกรุงเทพฯ ตลอดเวลา คนเหล่านั้นเข้าเมืองมาเพื่อมาเล่นการพนันและหวย  เงินมีประโยชน์สำหรับชาวสยามเพียง ๒ ประการเท่านั้น คือ (๑) เสียภาษีและ (๒) เล่นการพนัน"-พระบรมราชวินิจฉัยรัชกาลที่ 6 



ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีผู้แทน ?-"ตามความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่า ไม่”-พระราชกระแสรัชกาลที่ 7ตอบคำถามพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกัน

วันอังคาร, ตุลาคม 23, 2555

เรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ ๕

ในหนังสือกราบบังคมทูล ได้เสนอความเห็นให้เปลี่ยนการปกครองจากแอบโสลูดโมนากี (Absolute Monarchy) ให้เป็นการปกครองที่เรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี (Constitutional Monarchy) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานของบ้านเมือง มีข้าราชการรับสนองพระบรมราชโองการ เหมือนสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการเองทั่วไปทุกอย่าง 
Rama V Known as Chulalongkorn King of Siam and His Wife Giclee Print
 ป่วยการกล่าวไปถึงความคิดที่จะตั้งปาลิเมนต์ ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะคิดราชการ และไม่เป็นความต้องการของคนทั้งปวง นอกจากที่อยากจะเอาอย่างประเทศยุโรปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น …ถ้าจะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในเมืองไทย เอาความคิดราษฎรเป็นประมาณในเวลานี้แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะไม่ได้จัดการอันใดได้สักสิ่งหนึ่งเป็นแน่แท้ที่เดียว คงจะเถียงกันป่นปี้ไปเท่านั้น-พระบรมราชาธิบายรัชกาลที่5

โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ที่มา นิตยสารศิลปวัฒนธรรม 
ปีที่ 24 ฉบับที่ 12 วันที่ 01 ตุลาคม 2546

พระประวัติของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (๒๓๙๔-๒๔๗๕) เป็นพระโอรสองค์สุดท้ายของกรมขุนราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) อธิบดีกรมช่างศิลป์หมู่แลช่างศิลา และหม่อมน้อย ในรัชกาลที่ ๓ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๓กุมภาพันธ์ ๒๓๙๔ (ค.ศ. ๑๘๕๒) เมื่อเด็กได้ตามเสด็จพระบิดาไปดูสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอในคณะของรัชกาลที่ ๔ จนทรงจับไข้ด้วย แต่ไม่ร้ายแรง

ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ เป็นนักเรียนหลวงส่งไปเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนราฟเฟิลล์ เมืองสิงคโปร์ได้ ๖ เดือน จากนั้นได้เสด็จไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ใช้เวลาเตรียมตัวและศึกษาชั้นมัธยมราว ๓ ปีจึงสอบเข้าศึกษาในคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในแผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ (Applied Science and Engineering Department) สมัยโน้นเรียกว่าจบวิชาช่างกล

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เป็นนักศึกษาที่เรียนดี ได้รับรางวัถ่ายในวันลาผนวชที่กรุงเทพมหานคร แกลดสตัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น ถึงกับชมว่า"มิสเตอร์ปฤษฎางค์ ชุมสายเป็นผู้ที่มาจากประเทศไกลยิ่ง มีนิสัยน่ากลัวอย่างในการรับเหมาเอารางวัลเสียแต่ผู้เดียวสิ้น"

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ทรงกลับมายังเมืองไทย เป็นที่ชื่นชมในสติปัญญายิ่ง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์พากันออกพระโอษฐ์ว่า "ปฤษฎางค์ดูเป็นไทยๆ ดี ไม่เป็นฝรั่งอย่างพวกที่ไปเรียนเมืองนอก" รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขอกลับไปเรียนและฝึกความรู้สาขาวิศวกรรมโยธาเพิ่ม และเรียนด้านการจัดการทำโรงกษาปณ์ในอังกฤษอีกด้วย

แต่การฝึกงานในบริษัทวิศวกรรมโยธาไม่สำเร็จ เพราะในปี ๒๔๒๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นล่ามและตรีทูตไปในคณะของเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี เพื่อไปเฝ้าพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งกรุงอังกฤษ แล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตไทยคนแรกประจำสำนักเซนต์เจมส์แห่งกรุงอังกฤษ และประจำประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริการวมถึง ๑๒ ประเทศ ได้เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อไปเฝ้าพระเจ้าราชาธิราชแห่งกรุงออสเตรียและกรุงปรัสเซียก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูต

ทันทีที่ทรงเป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส ยังไม่ทันส่งพระราชสาส์นตราตั้งแก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็เกิดเหตุการณ์อังกฤษยึดเมืองมัณฑะเลย์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงทำรายงานถึงกระทรวงการต่างประเทศ และแปลหนังสือพิมพ์ที่พูดเรื่องเมืองพม่าให้ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงต่อไป

รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริ "เห็นเป็นการร้ายแรงน่าหวาดหวั่น" จึงได้มีพระราชหัตถเลขาตรงถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ให้แสดงความเห็นต่อปัญหาเรื่องดังกล่าวเข้าไปด้วย

ครั้งแรกพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่กล้ากราบบังคมทูล เพราะอ่อนในทางความรู้ในทางราชการสากลการเมือง และไม่มีความสามารถจะกราบทูลได้"เกรงพระราชอาชญาว่าอาจเปนการเหลือเกินไปด้วย"

ในหลวงจึง "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตอบออกมาว่า อย่าให้เกรงกลัวที่จะพูดจาแสดงความคิดความเห็นได้ ให้กราบบังคมทูลได้ทุกอย่าง ให้เต็มปัญญาความคิด" พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงนำ "พระราชหัตถ์เลขาและคำกราบบังคมทูลไปประชุมพระเจ้าน้องยาเธอทั้ง ๓ พระองค์ แลข้าราชการผู้ใหญ่ในสถานทูต ทั้งที่ประจำสถานทูตกรุงลอนดอนแลปารีส (รวมทั้งพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ผู้เปนที่ปฤกษาราชการทูตลอนดอน แลพระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ ด้วย) 


เพราะพระองค์ท่านเปนพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ย่อมรอบรู้กิจราชการบ้านเมืองสูงกว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ก็ได้ตกลงกันเปนอันจะทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นรวมกัน รับผิดชอบด้วยกัน ซึ่งเป็นความเห็นของพระองค์เจ้าสวัสดิ์โสภณโดยมากข้อ ข้าพเจ้า (หมายถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์-ผู้เขียน) เป็นผู้รวมเรียบเรียง กรมหมื่นนเรศร์ฯ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตฯ พระองค์เจ้าสวัสดิ์ฯ เปนผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เสร็จแล้วก็พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์พื้นตะไบ ๔ ฉบับ สำหรับส่งเข้าไปให้สมาชิกสโมสรหลวง สุดแต่จะมีผู้ใดเต็มใจลงนามร่วมเห็นพ้องด้วย ทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ ฉบับ สำหรับพวกราชทูตลงนามทูลเกล้าฯ ถวาย ๑ สำหรับสำนักทูตทั้ง ๒ เมืองสำนักละ ๑ ฉบับ ให้นายเสน่ห์ หุ้มแพร นำเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายแลชักชวนผู้อื่นให้ลงนามด้วย"

นั่นคือที่มาของเอกสารประวัติศาสตร์ 
"คำกราบบังคมทูลฯ ร.ศ. ๑๐๓" 


หลังจากทำคำกราบบังคมทูลฯ เสร็จและเผยแพร่ระดับหนึ่งแล้ว พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงคิดถึงการที่ทำให้ความเห็นเรื่องนี้เป็นการเปิดเผย "จึงรู้สึกว่าได้คิดผิดไป เพราะเปนเรื่องที่ทรงหาฤาข้าพเจ้าแต่เฉพาะผู้เดียว แลหาใช่การเปิดเผยเปนกิจการอันผู้อื่นจะควรเกี่ยวข้องด้วยไม่ แต่มารู้สึกโทษต่อเมื่อพ้นเวลาที่จะยั้งตัวได้เสียแล้ว"

ในปีรุ่งขึ้นนั้นเอง ก็โปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตกลับ แล้วไม่นานโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ คือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ มีคำสั่งออกมายังอัครราชทูตทั้ง ๒ และพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณให้กลับกรุงเทพฯ "โดยมีเหตุผลหลายประการที่ยุ่งๆ อย่างไม่ควรมีได้เกิดขึ้น เข้าใจกันว่าเป็นการส่วนตัวทั้งนั้น"

แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่กลับในทันใดนั้นเลย เพราะกาลังติดราชการเกี่ยวกับการทำสัญญาสุรา กำลังจะเซ็นสัญญาบ้างก็มี และก็มีการประชุมแก้สัญญาไปรษณีย์สากล สัญญาโทรเลขสากล และติดราชการเร่งด่วนอีกมาก ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ทั้งสิ้น จึงเชื่อว่าไม่เป็นการผิดที่ยังไม่เสด็จกลับ ต่อเมื่อเสร็จราชการต่างๆ ทั้งหลายแล้ว พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงเดินทางกลับสยามประเทศพร้อมกับพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๒๙

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงคิดว่าเป็นการกลับไปชั่วคราว แล้วจะโปรดเกล้าฯ ให้กลับไปรับราชการอีก แต่มีเหตุขัดแย้งที่ไม่เปิดเผย ทำให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่อาจยอมรับฉลองพระเดชพระคุณได้อีก

เดาจากข้อมูลตอนนี้ แสดงว่ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงกริ้วไม่น้อยเหมือนกัน ดังที่คัดเลือกผู้อื่นให้ไปแทนพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ โดยเห็นว่า "ใครๆ ก็เปนราชทูตได้ เพราะเปนแต่ผู้สื่อสารรับคำสั่ง ทำตามคำสั่งเท่านั้น" พระองค์เจ้าปฤษฎางค์แสดงความรู้สึกค้านด้วยการบันทึกว่า (หากเป็นเช่นนั้นทูตก็) "เปนผู้รับบาปแทนรัฐบาลเท่านั้น"

ความขัดแย้งและปัญหาครั้งนี้ทำให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงโทมนัสเสียใจอย่างยิ่ง เท่ากับคนที่ตายจากโลกราชการเสียแล้ว จึงไปซื้อปืนโก (โคลต์) มาลาภรรยา พระญาติผู้หญิงต่างๆ มาร้องไห้อ้อนวอนขอให้เลิกคิดฆ่าตัวตาย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงเอาปืนทิ้งน้ำ เลิกล้มความคิดนั้นอีกต่อไป

จากช่วงนี้ต่อไป กล่าวได้ว่าชีวิตและการงานของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ไม่ได้มีความหมายเด่นอะไรอีกต่อไป ได้รับมอบหมายให้ทำหรือช่วยราชการงานต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีอะไรที่เป็นหลักเป็นฐานและได้รับผิดชอบราชการอะไร เช่นกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการทรงพระดำริจะจัดตั้งกรมโยธาธิการขึ้นมา แรกใครๆ ก็คิดว่าพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงมีความเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้บัญชาการโยธา แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัชกาลที่ ๕ ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวก็พับไป

ในที่สุดพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็ทูลลาออกจากราชการในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ด้วยความทอดอาลัยในชีวิตและการงาน

ในปี ๒๔๓๙ ก็เดินทางไปบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่ลังกา ทรงใช้ชีวิตในพระพุทธศาสนาอยู่ถึง ๑๕ ปี จนเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต จึงได้เดินทางกลับมาถวายบังคมพระบรมศพ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเขียนกระดาษพันรูปเทียนไว้หน้าพระบรมศพความว่า "เกิดชาติใดฉันใดให้ได้เปนข้าเจ้ากัน ขออย่าให้มีศัตรูมาเกียดกันระหว่างกลาง เช่นชาตินี้เลย"

ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทยไม่มีอะไรดีขึ้น พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงไปรับเป็นบรรณาธิการแผนกภาษาไทยให้กับหนังสือพิมพ์ "สยามออบเซอร์เวอร์" ซึ่งมีพระอรรถการประสิทธิ์เป็นเจ้าของ แต่ก็ถูกไล่ออก เพราะไปด่าฝรั่งและพม่าที่ประพฤติหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในคำนำของหนังสือพิมพ์ ไม่มีแม้บ้านที่เป็นของพระองค์เอง เพราะไม่ได้ทำราชการอยู่ในประเทศนานพอ ต้องอาศัยบ้านเช่าของกรมหลวงราชบุรีฯ อยู่ เมื่อพระองค์สิ้นบุญ ก็ถูกไล่ออก กระทั่งมีความขึ้นศาลเรื่องมรดกกับหม่อมเจ้าหญิงประภาผู้เป็นพี่หัวปีและมารดาบุญธรรม ที่ได้โอนให้ไว้เมื่อเวลาบวชอยู่ที่ลังกา คดีนี้ก็ไม่ชนะ เลยต้องเป็นหนี้สินรุงรังต่อมา


"รอยร้าวของมรกต" : การปะทะกันทางความคิด

ระยะแรกๆ ของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความคิดการเมืองดั้งเดิมของสยามกับความคิดการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ เกิดขึ้นในปริมณฑลของการต่อสู้และขัดแย้งระหว่างรัฐราชวงศ์กับรัฐประชาชาติตะวันตก ระหว่างองค์อธิปัตย์ที่ยังแสดงออกผ่านพระมหากษัตริย์ กับอำนาจอธิปไตยที่มาจากประชาชนทั้งชาติ ระหว่างพื้นที่การเมืองที่เป็นสมบัติส่วนตัวกับพื้นที่การเมืองที่เป็นสาธารณะ จึงเดาได้ไม่ยากว่า การอธิบายถึงความหมายและนัยไปถึงการปฏิบัติในทฤษฎีการเมืองตามปรัชญาแสงสว่าง (Enlightenment) ของยุโรปนั้น เป็นเรื่องที่ดูแปลกประหลาดและยอมรับว่าถูกต้องนั้นยากลำบากยิ่งสำหรับชนชั้นนำสยาม หากไม่มีเรือปืนมาจ่อหลังและได้ยิงทำลายอาณาจักรเพื่อนบ้านให้แตกฉานซ่านเซ็นเป็นเมืองขึ้นไปตามๆ กัน

ดังนั้นแม้นักคิดนักเขียนปัญญาชนสยามยุคนั้น เริ่มอ่านและคิดตามพัฒนาการทางการเมืองและการปกครองของยุโรปและอเมริกาได้ก็ตาม แต่ก็ไม่กระจ่างว่ามูลเหตุที่มาของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาจากอะไรและมีปรัชญาอะไรรองรับ เช่น ในกรณีของเทียนวรรณนั้น เขามองเห็นลักษณะเด่นของ "การจัดการและการบริหาร" ของตะวันตกในด้านการปกครอง แต่เขาไม่อาจอธิบายถึงที่มาทางปรัชญาของความมีเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ คงปล่อยไว้ในลักษณะที่เป็น "ความอัศจรรย์"ของระบบตะวันตก ในขณะที่กลุ่มนักคิดชั้นสูง เช่น คณะเจ้านายและข้าราชการ ที่ถวายคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๓ สามารถอธิบายแนวคิดการเมืองตะวันตกได้มากกว่า เนื่องจากเคยศึกษาหรือทำราชการใช้ชีวิตในสังคมยุโรปมาระยะหนึ่ง จึงพูดได้ว่าชนชั้นนำเหล่านี้มีความคุ้นเคยและเข้าใจความคิดและการปฏิบัติทางการเมืองสมัยใหม่ของยุโรปค่อนข้างมาก

ประเด็นที่ผมสนใจติดตามก็คือ นักคิดสยามคิดอย่างไรต่อแนวความคิดการเมืองสมัยใหม่ต่างๆ เหล่านั้น ดังเห็นได้จากข้อเขียนในเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ถึงความคิดและความเข้าใจของปัญญาชนสยามชั้นสูงที่มีต่อความคิดการเมืองตะวันตก

ความยุติธรรมคืออะไร : การปะทะกันระหว่างวาทกรรมไทยดั้งเดิมกับวาทกรรม "แสงสว่าง"

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เรียกระบบคิดและการจัดการในแบบเป็นเหตุเป็นผลของยุโรป ซึ่งในทางการเมืองใช้ในการอ้างความชอบธรรมที่เข้าปกครอง (จัดการ) ประเทศที่ไม่มีอารยธรรมว่า "ยุติธรรม" ดังข้อความในคำกราบบังคมทูลฯ ตอนหนึ่งว่า

"ภัยอันตรายที่จะมีมานั้นต้องมาแต่ข้างนอกพระราชอาณาเขต แลจะมาจากประเทศที่มีอำนาจมากกว่ากรุงสยาม มีประเทศหนึ่งประเทศใดในยุโรปเป็นต้น ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงทราบแล้วว่า ชาติยุโรปหนึ่งชาติใดจะต้องประสงค์เมืองหนึ่งเมืองใดแล้ว ต้องมีทางที่เขาเรียกว่ายุติธรรมที่จะเอาเมืองนั้นๆ ได้ ทางธรรมดาที่ชาติยุโรปใช้อยู่นั้นมีอยู่เป็นต้น"

"ทางยุติธรรม" หรือความเป็นเหตุผลของยุโรปในการเอาเมืองอื่นประกอบไปด้วย

ประการที่หนึ่ง "อ้างว่าเป็นธรรมดาผู้มีความกรุณาต่อมนุษย์ด้วยกันทั่วไป ต้องประสงค์ที่จะให้มนุษย์มีความสุขความเจริญ แลได้รับความยุติธรรมเสมอทั่วกัน"

ข้อนี้เทียบได้กับความคิดว่าด้วยมนุษย์มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และความต้องการในการมีสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคเป็นสิทธิธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ดังนั้นการที่ยุโรปอ้างว่ามาช่วยทำให้คนในเมืองอื่นได้รับสิทธิธรรมชาติเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ยุติธรรมด้วยเหมือนกัน การยอมรับในทฤษฎีเรื่องมนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาตินี้ กลุ่ม ร.ศ. ๑๐๓ และนักคิดไทยอื่นๆ ด้วย ไม่มีข้อโต้แย้ง แม้จะไม่อาจอธิบายได้ด้วยแนวคิดเชิงพุทธทรรศน์ก็ตาม แต่เป็นการยอมรับด้วยข้อเท็จจริงในความเหนือกว่าทุกๆ ด้านของยุโรปและอเมริกามากกว่า

ประการที่สอง คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เสนอว่ายุโรปอ้างถึงความเจริญความศิวิไลซ์ของชาวยุโรป ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเดินทางต่อไปในทุกประเทศ การกีดขวางความเจริญเป็นเหตุที่ยุโรปอ้างการเข้ามาปกครองจัดการบ้านเมืองนั้นให้เจริญต่อไป ข้อนี้เป็นแนวคิดว่าด้วยความก้าวหน้า ซึ่งแพร่หลายมากในสมัยนั้น

ประการที่สามและสี่ คือการรักษาผลประโยชน์ของคนต่างชาติในประเทศนั้นๆ รวมถึงการเปิดการค้าขายของประเทศนั้นๆ ให้กับคนอื่นๆ ด้วย หากไม่ทำ ยุโรปก็จะเข้ามาเปิดการค้าขายและทำให้ทรัพยากรเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป ข้อนี้ตรงกับแนวคิดลัทธิการค้าเสรี กล่าวได้ว่าคณะ ร.ศ. ๑๐๓ ยอมรับและมองเห็นตรรกะของระบบการค้าเสรีและระบบทุนนิยมได้ค่อนข้างชัดเจน เมื่อวิเคราะห์มูลเหตุปัจจัยทั้งหมดของการที่ยุโรปจะเข้ามาครองประเทศอื่นแล้ว ก็เห็นว่าปัญหาใจกลางในการแก้ไขนั้นอยู่ที่การปกครองบ้านเมืองว่าเป็นอย่างไร

คณะเจ้านายและข้าราชการ ร.ศ. ๑๐๓ จึงเสนอความเห็นอันเป็นทางออกของกรุงสยาม ในอันที่จะไม่ทำให้ฝรั่งอ้างความล้าหลังในประเทศมาบังคับเอาเป็นเมืองขึ้นได้ ก็โดยการที่สยามจะต้องมีระบบการปกครองที่เป็นแบบศรีวิไล โดยมีรัฐบาลที่สามารถปกครองทำให้บ้านเมืองปราศจากโจรผู้ร้าย การค้าปลอดภัยทั่วพระราชอาณาจักร กล่าวโดยรวมก็คือ มีรัฐบาลที่สามารถจัดการทำให้ผลประโยชน์และความสุขเกิดแก่คนจำนวนมากในแผ่นดินให้ได้ ดังรายละเอียดในคำกราบบังคมทูลฯ นั้นว่า

"แต่ทางทั้ง ๔ ข้อซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลพระกรุณามานี้ ต้องมารวมอยู่ในข้อเดียวว่า ทางให้ความสุขแก่มนุษย์เสมอกันก็ดี อ้างความเจริญของประเทศยุโรปก็ดี ทางระงับโจรผู้ร้ายฤาเปิดทางค้าขายก็ดี ต้องประกอบไปด้วยการปกครองรักษาแผ่นดินของเมืองนั้นๆ ทั้งสิ้น เมื่อเมืองใดมีแผ่นดินมีทรัพย์ในแผ่นดิน แลมีราษฎรอยู่ในแผ่นดินนั้นตามสมควร แต่เมืองนั้นไม่มีอำนาจแลความคิดที่จะจัดแจงปกครองบ้านเมืองของตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตนแลท่านได้แล้ว ก็ไม่ควรที่จะยึดเหนี่ยวเอาแผ่นดินแลทรัพย์ ซึ่งเป็นของสำหรับให้มนุษย์ทั้งโลกได้ส่วนประโยชน์แลความสุขในนั้นด้วยให้ไปเสียๆ เปล่าๆ ความซึ่งยุโรปคิดดังนี้ เป็นการถูกโดยทางยุติธรรมของโลกอันยิ่ง เหมือนหนึ่งกฎหมายไทยซึ่งมีอยู่ข้อ ๑ ว่าถ้าผู้จับจองไร่นาไว้มิอาจสามารถที่จะทำให้เป็นผลประโยชน์ได้ เมื่อพ้นพระราชกำหนดแล้วผู้หนึ่งผู้ใดจะมาจับจองไปทำให้เป็นประโยชน์ ผู้ที่เป็นเจ้าของเดิมก็ไม่มีอำนาจที่จะขัดขืนได้"

ประเด็นที่เป็นหัวใจซึ่งคณะ ร.ศ. ๑๐๓ มองเห็นจากอันตรายของยุโรปที่ต้องการ "บำรุงความเจริญ "ศิวิไลเซชั่น" ของโลกให้มนุษย์มีความสุขเสมอทั่วกัน" ก็คือความสามารถของเมืองนั้นๆ ในการปกครองรักษาแผ่นดินเอาไว้อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นๆ ด้วย การที่จะบำรุงรักษาบ้านเมืองในกรณีของกรุงสยามนั้น ไม่อาจทำได้ด้วยระบบการปกครองแบบเก่า ซึ่งการปกครองทุกอย่างอาศัยอยู่ที่พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว การปกครองระบบเก่านั้น "อุปมาเหมือนอุบะที่แขวนไว้ด้วยเชือกเส้นเดียว พวงอุบะซึ่งอาศัยเชือกอยู่นั้น ถ้ามีอันตรายเชือกขาดก็จะต้องตกถึงพื้น ถึงแก่ฟกช้ำเปลี่ยนแปลงรูปพรรณไปได้ต่างๆ ฤาบางทีทำลายยับเยินสิ้นทีเดียว"

พูดในภาษาปัจจุบันก็คือ คำกราบบังคมทูลฯ เสนอว่าสยามต้องจัดการให้มีรัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยความยุติธรรม รักษาและสร้างผลประโยชน์ให้แก่คนทั้งประเทศ และรัฐบาลนั้นต้องไม่ใช่อาศัยแต่อำนาจและสิทธิ์ขาดของคนคนเดียวดังแต่ก่อน จะพูดว่างั้นก็คือรัฐบาลประชาธิปไตยแบบที่เราเพิ่งกำลังสร้างและทะเลาะกันอยู่ในปีนี้ก็คงได้

จากปีโน้นมาถึงปีนี้ก็ปาเข้าไปร้อยกว่าปีแล้ว กว่าที่ระบบรัฐบาลใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยจะสามารถก่อตัวขึ้นมาได้อย่างจริงจัง ลองไปดูรายละเอียดในคำเสนอนั้นดูอีก


รูปแบบ "ชุมชนการเมือง" ใหม่ในทรรศนะไทย (เดิม)

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ เสนอลักษณะการปกครองใหม่ ที่จะรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากอันตรายได้ ประการแรกคือ "ต้องทำให้เป็นที่นับถือวางใจซึ่งกันแลกัน ที่เห็นชั่วเห็นดีเห็นผิดเห็นชอบทางเดียวกัน จึ่งนับได้ว่าเป็นผู้เห็นทางชอบธรรมเสมอกันได้" การจะทำเช่นนี้ได้ก็จะต้องมีระเบียบแบบแผนกฎหมายที่เรียกว่า "คอนสติติวชัน ซึ่งประกอบไปด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎรเป็นการพร้อมเพรียงกันเป็นประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ามียุติธรรมทั่วถึงกันจะทำการสิ่งใดก็สำเร็จได้แน่จริง" (๖๘) แนวคิดอันนี้กล่าวได้ว่าเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของอุดมการณ์และการปฏิบัติระบบประชาธิปไตย นั่นคือการที่คนทั่วไปจะนับถือวางใจซึ่งกันและกันได้นั้น ก่อนอื่นคนทั้งหลายต้องมีความเสมอภาคกัน เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เสมอกันที่สุด ไม่ใช่ในฐานะสังคมและทรัพย์สินหรือความฉลาดหลักแหลมของคนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนย่อมไม่อาจเท่าเทียมกันได้

ในชั้นนี้ผมไม่ยืนยันว่าคณะ ร.ศ. ๑๐๓ คิดและตีความอย่างเข้าใจเช่นเดียวกับที่ผมวิเคราะห์ข้างบนนี้หรือเปล่า แต่ถึงไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด ก็คงใกล้เคียงบ้าง เพราะเงื่อนเวลาสมัยโน้นก็ยังเป็นระบบอาญาสิทธิ์อยู่ เศรษฐกิจก็ยังจำกัดแต่เกษตรกรรม สังคมและชนชั้นก็ยังไม่ก่อรูปและหลากหลาย โลกทัศน์จึงน่าจะถูกจำกัดไม่น้อย แต่กระนั้นก็เห็นร่องรอยของการเกิดวาทกรรมความคิดการเมืองสมัยใหม่ที่แตกต่างไปจากของเดิมอย่างเห็นได้ชัด

น่าสนใจคือคนรุ่นนั้นไม่ได้ตระหนกตกใจกับแนวคิดการเมืองสมัยใหม่มากเท่าไรนัก หากพยายามสานต่อแนวคิดเหล่านั้นเข้ามาอย่างเป็นระบบและระเบียบที่สยามอยู่ในวิสัยที่จะทำตามอย่างบ้าง หากองค์อธิปัตย์เห็นด้วยทั้งหมด ผมคิดว่าจุดสำคัญได้แก่การทำให้แนวคิดการเมืองตะวันตกแบบปรัชญา "แสงสว่าง" กลายมาเป็นความคิดการเมืองแบบไทยตามคติพุทธได้ ดังเห็นได้จากแนวคิดที่ยังคงทำให้ศูนย์กลางแห่งอำนาจและรัฐที่เป็นของพระมหากษัตริย์ยังดำรงและมีความชอบธรรมอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมากมาย ในขณะที่ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายในไม่ค่อยมีหรือมีอย่างไม่มีนัยสำคัญอะไรมากนัก

คณะ ร.ศ. ๑๐๓ จับตรรกะของความคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมได้ ทำให้ยังเสนอต่อไปถึงว่า ผู้ที่เป็นเสนาบดีก็เป็น "ผู้แทนของราษฎรซึ่งเลือกมาต่อๆ ขึ้นไปเป็นชั้นๆ ทั้งต้องรับผิดชอบทั่วกัน เหมือนอาศัยปัญญาแลความคิดความยุติธรรมของคนมากด้วยกัน" การที่จะมีระบบเช่นนี้ได้ต้อง "จัดการบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีของเก่าให้เป็นประเพณีฤาคอนสติติวชันใหม่ ตามทางชาวยุโรป" 

ในชั้นต้นนี้คณะ ร.ศ. ๑๐๓ กล่าวว่าไม่ได้ต้องการที่จะให้มีปาลิเมนต์ในเวลานี้ไม่ หากแต่เรียกร้องให้มี ข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงว่าการในทุกเรื่องไป อันเป็นแบบที่อังกฤษเรียกว่า "แอบโสลุดโมนากี" ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า "คอนสติตูชาแนลโมนากี" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น "มหาประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัย มีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกๆ พระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์ทั่วไปทุกอย่าง" (๖๙)

ข้อที่สองคือการสร้างระบบคาบิเน็ต ทำหน้าที่ปกครองดุจเครื่องจักรเอง รวมถึงระเบียบการรับข้าราชการบนพื้นของความสามารถ ป้องกันการคอร์รัปชั่นหรือที่เรียกว่า "ทางสินบน" ให้หมดทุกทาง

ข้อที่สามซึ่งเกี่ยวกับปรัชญาแสงสว่างคือ "ต้องให้มนุษย์มีความสุขเสมอกัน แลถือกฎหมายอันเดียว แลในเรื่องเก็บภาษีแลสักเลข ต้องให้ความยุติธรรมที่จะไม่เป็นที่ลำเอียงฤาติเตียนได้ทั้งไทยและฝรั่ง" ไปถึงการให้เปลี่ยน "ขนบธรรมเนียมแลกฎหมายแผ่นดิน" ที่ล้าหลังกีดขวางความเจริญของบ้านเมือง หรือที่ไม่เป็นประโยชน์แท้

อีกข้อที่สำคัญยิ่งในบทวิเคราะห์นี้ คือข้อเสนอที่ว่า "ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎรทั่วพระราชอาณาเขต ต้องมีโสตในถ้อยคำและความคิดความเห็นของตน ที่เป็นประโยชน์แลมีอำนาจที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏ ในท่ามกลางที่ประชุมก็ดี ฤาในหนังสือพิมพ์ก็ดี แต่การใส่ถ้อยความที่ไม่จริงนั้น จึ่งจะมีโทษานุโทษตามพระราชกำหนดกฎหมาย" (๗๐) ผมนั่งอ่านประโยคนี้อยู่หลายวันและหลายคืน เพราะรู้สึกว่าความหมายคุ้นๆ กับอะไรบางอย่างที่เราก็รู้สึกอยู่ แต่สำนวนภาษาเท่านั้นที่เก่าและโบราณจนทำให้ในชั้นแรกเพียงผ่านไปเฉยๆ ไม่สะกิดใจอะไรนัก

ผมคิดว่าหากพูดในภาษาปัจจุบัน ความข้อนี้คือการเสนอให้ราษฎรและขุนนางเจ้านายในขอบเขตทั่วประเทศ มีสิทธิและเสรีภาพในการพูด ในการแสดงความคิดความเห็นที่เป็นประโยชน์ การมี "อำนาจที่จะแสดง (ความคิด) ให้ปรากฏ" ก็คือสิทธิในทรรศนะสมัยใหม่นั้นเอง เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้ โดยไม่ใช่เป็นการกล่าวเท็จหรือแกล้งใส่ความผู้อื่น ซึ่งก็จะมีความผิดตามกฎหมายต่อไป

สังเกตว่ามโนทัศน์ไทยเดิม การที่คนธรรมดาจะทำอะไรต่อสาธารณะนั้น ต้องอาศัยหรือใช้ "อำนาจ" จึงจะเข้าไปทำได้ และอำนาจนั้นก็ต้องขอหรือถูกนำมาให้สำหรับไปใช้ในเรื่องนั้นๆ เป็นการเฉพาะ เพราะมีแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทำอะไรในสาธารณะหรือต่อสาธารณะได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว นอกนั้นแล้วไม่มีใครมีความชอบธรรมที่จะทำได้โดยลำพังหรือตามใจตนเอง

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ทำไมนายกรัฐมนตรีไทยสมัยไหนๆ ก็ตาม มักเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อถูกบรรดา "คนนอก" (คอก) ทั้งหลาย บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์และกระทั่งเสนอแนะวิธีการปกครองประเทศและประชาชนให้ "พวกมันมีอำนาจอะไรถึงมาสั่งสอนกูได้" ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนทั้งหลายก้าวขึ้นมาเป็น "เจ้าของตัวเอง" (subject) นั้น ก็ยังดำเนินไปท่ามกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจเชิงเหลื่อมล้ำอยู่ตลอดเวลา ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐไทยจึงต้องมีอำนาจทางกายและอำนาจทางใจ แสดงออกทั้งในฐานะสังคมและในการเมือง สังเกตบรรดาบริวารและผู้คนสรรพสิ่งรอบๆ ข้างผู้มีบุญของไทย จะเห็นปรากฏการณ์แห่งอำนาจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

หัวใจของข้อเสนอดังกล่าวนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงยกเลิกกฎหมายเก่า "เพิ่มเติมธรรมเนียมแลกฎหมายบำรุงความเจริญขึ้นใหม่" ไปจนถึงการทำให้ "ราษฎรมีความคิดรู้สึกตัว ว่าการกดขี่แลอยุติธรรมต่างๆ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว จึ่งจะมีความรักต่อบ้านเมือง จนเห็นชัดว่ากรุงสยามนั้นเป็นเมืองของราษฎรแลจะต้องบำรุงรักษา เพื่อได้ความสุขความเจริญความยุติธรรมเป็นโสตเสมอทั่วหน้ากันหมด"

ทั้งหมดนี้พูดในภาษาปัจจุบันก็คือ การสร้างสำนึกในความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นกับทุกคนในประเทศ แต่วาทกรรมของสมัยนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้ถูกมองในเรื่องของระบบใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องจักรของสังคม หากแต่ยังมองในกรอบของโลกทัศน์ไทยคือ ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงในประเพณีของบ้านเมืองเป็นสำคัญ และบุคคลที่สาคัญเป็นแกนของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมแน่นอนว่าต้องมาจากผู้นำสูงสุดหรือศูนย์กลางนั่นเอง การได้มาและเปลี่ยนแปลงในเรื่องอำนาจของราษฎรที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ยังเป็นเรื่องรอง และถ้าพิจารณาจากคำกราบบังคมทูลทั้งหมดและจากการปฏิบัติที่เกิดตามมา กล่าวได้ว่ายังเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญที่สุดในตัวมันเอง ทำนองว่าอาจเกิดขึ้นมาได้ด้วย หากมีการปฏิรูประบบการปกครองและกฎหมายใหม่ดังกล่าวแล้ว กล่าวโดยรวม แม้จะเกิดมีร่องรอยของความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในกลุ่มชนชั้นนำและนักคิดสยาม แต่ทั้งหมดยังห่างไกลจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ทั้งนี้เนื่องจากการครอบงำและกระบวนการทำให้วาทกรรมต่างชาติเข้ามาเป็นวาทกรรมการเมืองของชนชั้นปกครองที่เป็นอยู่ต่อไป 

กล่าวได้ว่าพร้อมๆ กับการนำเข้ามาของความคิดทางการเมืองและกฎหมายสมัยใหม่ เราก็สามารถเห็นความต้านตึง (tension) และการแปลให้เป็นท้องถิ่น (localization) ที่ก่อตัวขึ้นจากปัจจัยและพลังในระบอบเก่า ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม ดังตัวอย่างของการให้นิยามและความหมายของคำว่า "ที่สาธารณะ" ในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ที่อธิบายว่า "ที่สาธารณะคือที่ว่างเปล่าหรือสถานที่ซึ่งคนทั่วไปสามารถหรือมีอำนาจเข้าไปได้" สาธารณะในมโนทัศน์สังคมไทยระยะผ่านจึงยังไม่ใช่สถานที่หรือที่ซึ่งประชาชนเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจเหนือ หากแต่เพียงมีความสามารถในการเข้าไป (ใช้ประโยชน์?) ได้เป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องมาจากคติดั้งเดิมที่ว่าที่สาธารณะซึ่งแสดงออกในคำว่าแผ่นดินนั้นเดิมเป็นของพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง เมื่อมีการแยกกรรมสิทธิ์ออกจากการครอบครอง ทำให้ที่ดินกลายเป็นทรัพย์ที่มีค่าอย่างหนึ่ง (หรือคือทุนนั่นเอง) กษัตริย์จึงต้องระบุให้สิทธิในที่ดินยังเป็นของกษัตริย์อยู่ แม้จะให้ราษฎรไปครอบครองทำกินได้ก็ตาม เหตุผลมาจากปัญหาอำนาจการเมือง เพราะหากให้ราษฎรผู้ผลิตเป็นเจ้าของที่ดินได้อย่างเต็มที่ คือมีอำนาจเหนือที่ดิน ทำให้กลายเป็นปรปักษ์ต่ออำนาจของกษัตริย์ในฐานะเจ้าแผ่นดินได้ ดังนั้นจึงต้องตัดทอนและจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินลง มิให้เป็นการบั่นทอนหรือท้าทายต่ออำนาจเด็ดขาดขององค์พระมหากษัตริย์และเป็นการป้องกันรักษาระเบียบและผลประโยชน์ของบ้านเมืองแบบเดิมไว้ได้ด้วย๕ จึงทำให้คติสมัยใหม่ที่รัฐและแผ่นดินควรจะเป็นของ (หรือมาจาก) ราษฎรนั้นเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยไม่อาจคิดและยอมรับได้
กล่าวได้ว่าแนวคิดในเรื่องรูปแบบและระบบของรัฐบาลใหม่นั้น มีการอภิปรายกันในกรอบของ "ขนบธรรมเนียมประเพณี" ไม่ใช่เรื่องของระบบ ซึ่งเป็นมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และจะค่อยตามมาในระยะหลังๆ หากแต่ในระยะแรกของการริเริ่มพูดเรื่องรูปแบบรัฐบาลใหม่ ยังคงดำเนินไปภายใต้วาทกรรมการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบรัฐบาลเป็นเรื่องของการแก้ไขในขนบธรรมเนียมประเพณีการปกครองที่ดำเนินมาเท่านั้น

นัยของมันก็คือการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้ตั้งใจให้นาไปสู่การเปลี่ยนโค่นล้มผู้ปกครองและระบบเก่าที่ดำเนินมาทั้งหมดโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์และไม่ยุติธรรมลงไปเสีย ด้วยการเพิ่มเติมส่วนใหม่ที่เป็นประโยชน์ที่ยุติธรรมเข้ามาแทนที่

ทรรศนะและความต้องการของชนชั้นนำดังกล่าว มีส่วนทำให้การปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น ต้องเป็นการริเริ่มดำเนินโดยผู้ปกครองจากเบื้องบนเอง เนื่องจากข้าราชการและราษฎรและผู้อยู่ใต้การปกครองไม่มีอำนาจและหน้าที่ในขนบธรรมเนียมเก่าที่จะไปทำอะไรได้ หรือหากให้ความเปลี่ยนแปลงมาจากความเห็นและความต้องการของคนข้างล่างทั้งหลายก็จะเกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้นได้

นี่เป็นความขัดแย้งหรือขัดกันของแนวความคิดการเมืองสมัยใหม่ในสังคมไทย ที่ก่อรูปและพัฒนาขึ้นมาภายใต้บริบทและสัมพันธภาพทางอำนาจแบบระบอบเก่า

นี่เองที่ทำให้การก่อรูปขึ้นของภูมิปัญญาและความคิดสมัยใหม่ในสังคมสยามรับเอาความคิดและการปฏิบัติแบบสมัยใหม่ของตะวันตกมักมีแนวโน้มไปเป็นแบบอนุรักษนิยม ติดที่รูปแบบเสียเป็นส่วนมาก ส่วนเนื้อหาและลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ของความรู้ตะวันตกนั้นได้มาน้อยมากหรือไม่ได้เลย

ในระยะยาว สิ่งที่นักคิดและปัญญาชนสาธารณะจะรู้สึกต่อความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคือ ความหมดหวังและไม่ค่อยแน่ใจในอนาคตของบ้านเมือง เพราะการเปลี่ยนแปลงหลักๆ แทบทุกอย่างและความสำเร็จหรือล้มเหลวของมัน ต้องฝากหรือขึ้นอยู่กับความสามารถและสติปัญญาของพระมหากษัตริย์หรือผู้นำทางอำนาจในเวลาต่อมาเท่านั้น


เชิงอรรถ

๑. ในคำนำของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย เขียนว่าหม่อมหุ่น ดู ประมวลจดหมายของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ราชทูตองค์แรกของไทยประจำทวีปยุโรป (กรุงเทพฯ, คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี, ๒๕๓๔) แต่ในใบแทรก (ไม่ได้บอกว่าใบแก้คำผิด) ระบุว่าคือหม่อมน้อย ตรงกับในอัตชีวประวัติของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์เอง.

๒. ในคำนำของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ระบุวันเกิดว่าตรงกับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ดู ประมวลจดหมายของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ราชทูตองค์แรกของไทยประจำทวีปยุโรป (กรุงเทพฯ, คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี, ๒๕๓๔).

๓. ประวัติย่อ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (กรุงเทพฯ, หจก.นิยมวิทยา, ๒๕๑๓), หน้า ๔๗. ข้อความอ้างอิงต่อไปในประวัตินำมาจากหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้น.

๔. เพิ่งอ้าง. หน้า ๖๐.

๕. ร.แลงกาต์ ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เล่ม ๑ (กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๕).

๖. ทำนองเดียวกับการพยายามปฏิรูปการเมืองไทยปัจจุบัน ที่ฝากความหวังไว้ที่การแก้ไขหรือออกกฎหมายลูก เป็นนัยสำคัญ ซึ่งในทางปฏิบัติมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจริงๆ น้อยมาก.