วันอาทิตย์, กันยายน 30, 2555

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์

30 กันยายน 2555
ประชาไท "วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์"

สรุปการอภิปรายของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เพื่อให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ ดำรงอยู่ต่อหน้าได้ ถ้าเราต้องการการปรองดองที่สถานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ

30 ก.ย.55 นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ร่วมเสวนาหัวข้อ “การรัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ” ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่ากิจกรรมต่อไปของนิติราษฎร์คือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเวทีเสวนา วรเจตน์กล่าวว่า รัฐประหาร 2490 โดยผิน ชุณหวัณ เป็นต้นแบบของการทำรัฐประหารปัจจุบันคือ ล้มลางการปกครองแล้วเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว และจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ รัฐประหารครั้งที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิงคือจอมพลสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500 ตามด้วย รัฐประหารอีกครั้ง 2501 ใช้เวลายาวนานก่อนจะก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 รัฐประหารอีกครั้งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกฎเกณฑ์ตามกฎหมายในส่วนสถาบันพระ มหากษัตริย์ คือ รัฐประหารปี 2534 โดยพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2534 ขึ้นมา

รัฐประหารที่สำคัญๆ นั้นส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แม้บางช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะปกครองไปในเชิงอำนาจนิยมบ้าง แต่ก็มีกฎหมายเหนี่ยวรั้งอยู่จนถึง พ.ศ. 2489 แต่หลังรัฐประหาร โดยผิน ชุณหวัณ  เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีผลเป็นการสถาปนาการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ก่อน รัฐประหารปี 2490 กฎเกณฑ์การถ่วงดุลของสถาบันทางการเมืองได้มาตรฐานสากลพอสมควร แต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญหลายเรื่อง

ประการ แรก คือ การจตัดตั้งให้มีคณะอภิรัฐมนตรี ถ้าครม. จะเปลี่ยนแปลงนโยบายจากเดิมที่ทำไว้ ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อน

รัฐธรรมนูญปี 2492 ก็ได้เป็นต้นแบบให้รัฐธรรมนูญต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน คือ การกำหนดให้มีองคมนตรี และในกรณีที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการฯ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฯ กำหนดห้ามยกเลิก-แก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วนการสืบสันตติวงศ์ และอำนาจในการวีโต้กฎหมายของสถาบัน ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้สืบต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

นี่จึงเป็น ที่มาที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้กลับไปใช้แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางก่อนปี 2490 เพราะเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับองค์กรทางการเมือง ที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากที่สุด

แม้ปี 2517 รัฐธรรมนูญได้ถูกแก้ให้พระราชธิดาสืบสันตติวงศ์ได้ แต่หลายท่านก็ไม่ทราบยว่าหลังรัฐประหารปี 2534 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งแล้ว ให้เชิญรัชทายาทที่แต่งตั้งไว้โดยให้รัฐสภารับทราบ ต่างจากเดิมที่ให้รัฐสภาเห็นชอบ อีกประการคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญบางช่วงเช่น ปี 2492 จะถึงขนาดห้ามแก้ไขกฎมณเฑียรบาล แต่ปี 2517 ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีเดียวกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่กฎเกณฑ์นี้ได้รับการยกเลิกไปปี 2534 เพราะหลังรัฐประหาร รัฐธรรมนูญถาวรปี 34 เพิ่มเติมว่าการแก้ไขกฎมณเฑียรบาลเรื่องการสืบสัตติวงศ์กระทำได้โดยพระมหา กษัตริย์เท่านั้น และหลักดังกล่าวรับกันต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 คงไว้เหมือนเดิมทุกตัวอักษร

ขณะนี้กำลังมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ มีข้อห้ามในทางสาธารณะว่าจะไม่แตะต้องกฎเกณฑ์ในหมวดพระมหากษัตริย์ทั้งๆ ที่ไม่มีการห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงการแตะหรือเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ คำถามคือ การที่รัฐบาลยกร่างฯ แล้วไม่ให้แตะหมวดกษัตริย์ทั้งหมวดนั้นมากเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดห้ามแก้แค่ 2 ประเด็นคือ ห้ามแก้ไขรูปของรัฐ การห้ามแก้เรื่องพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับกับห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ได้ห้ามแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่มีการห้ามไม่ให้แก้ไขเรื่ององคมนตรี

การห้ามแก้ไขดังกล่าวในร่างแก้ไขฯ ที่กำลังจัดทำนั้น จึงเป็นสิ่งที่มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

วร เจตน์ พบว่าการรัฐประหารในระบบกฎหมายไทย ส่งผลในทาง tradition (จารีต) ในหมู่นักกฎหมายไทยตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมาว่า เมื่อผู้ใดยึดอำนาจรัฐแล้วสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างมั่นคง เขาก็เป็นรัฏาธิปัตย์ ศาลและวงการกฎหมายก็เดินตาแนวคิดแบบนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดการเดินตามแนวคิดแบบนี้ได้ก็ต้องมีการรัฐประหารสำเร็จ ไม่ได้แยกแยะการปฏิวัติในแง่การเปลี่ยนแปลงระบอบกับการแย่งชิงอำนาจรัฐออก จากกัน

อ.หยุด แสงอุทัย ได้เสนอไว้และตนมีความเห็นต่างคือ ประเด็นเรื่องความเป็นรัฎฐาธิปัตย์จากการทำรัฐประหาร โดยอ้างอิงจากศาลเยอรมันหลังสงครามโลกที่มีการสถาปนาอาณาจักรไรซ์ เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ ตอนเกิดสาธารณรัฐไวมาร์ มีปัญหาว่าตอนเปลี่ยนระบอบ ตัวอำนาจที่ก่อตั้งใหม่จะถูกโต้แย้งไม่ได้ เพราะได้ตั้งอำนาจขึ้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบการปกครองแบบใหม่ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ การปกครองไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลดังที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งมีความแตกต่างกัน

ถาม ว่าของเรามีคราวไหนที่เป็นการเปลี่ยนระบอบอย่างสิ้นเชิง ก็คือ การอภิวัฒน์ 2475 ในทางรัฐศาสตร์ชัดเจนว่าเป็นการปฏิวัติ แม้ไม่ได้เกิดจากการลุกฮือแต่ทำโดยกลุ่มคนคือคณะราษฎร เปลี่ยนระบอบและตั้งมั่นระบอบใหม่ขึ้น แต่การรัฐประหารโดยผิน ชุณหวัณ ไม่ได้เปลี่ยนความคิดผู้ทรงอำนาจรัฐ หรือระบอบการปกครอง แต่เป็นการแย่งชิงอำนาจรัฐบาล แต่นักกฎหมายไทยมักจะเอามาเทียบในระนาบเดียวกัน

เคยมีคนเสียดสีเมื่อ ครั้งนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหารว่า ทำไมไม่เสนอให้ล้มล้างการอภิวัฒน์ 2475 เสียเลย นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่า 2475 คือการเปลี่ยนตัวระบอบรัฐ มีคุณค่าที่แตกต่างไปจากการยึดอำนาจหรือล้มอำนาจรัฐบาลเฉยๆ เพื่อเปลี่ยนตัวรัฐบาล

วรเจตน์ กล่าวต่อว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดนี้ก็ฝังแนบแน่นในทางกฎหมาย ทำให้เมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ต้องห้ามเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันฯ ส่งผลให้แก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่ององคมนตรีไม่ได้ นี่เป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของการรัฐประหารปี 2490 และรัฐธรรมนูญปี 2492 ที่ได้ทำให้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญปักหลักฝังแน่น ไม่มีใครตั้งคำถามว่าสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ไม่มีใครตั้งคำถามนี้อีกจนถึงปัจจุบัน แนวคิดนี้ก็ดำรงอยู่และจะดำรงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่เราไม่สามารถพูดให้มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด โดย strict แค่การไม่แตะต้องรูปแบบการปกครอง

วร เจตน์ กล่าว่า สิ่งที่ปรากฏทุกวันนี้มันรุนแรงกว่า หรือมากกว่าการเขียนห้ามแก้รัฐธรรมนูญเสียอีก เพราะถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่ได้ห้ามแก้ในเชิงลายลักษณ์ แต่ที่สุดแล้วทุกคนจะไม่กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่ารัฐธรรมนูญให้แก้ไขหมวดสถาบันฯ ได้อย่างสันติ ผลคือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เหนือการเมืองก็จะปรากฏเป็นจริงไม่ได้ เพราะถูกล็อกไว้โดยสำนึกที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492

เขา กล่าวว่า สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหารนั้นเป็นเพียงเทคนิค แต่เราไม่ได้เสนอเลยไปถึงเรื่องสำนึกเพราะไม่สามารถเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ความสำเร็จของการทำรัฐประหารในสังคมไทยไม่ได้สำเร็จเพียงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎ เกณฑ์รัฐธรรมนูญ แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 ก่อเกิดธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 2492 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์

“เพื่อ ให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้า เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ต่อหน้าเราได้ ถ้าเราต้องการการปรองดอง ที่สมานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ” วรเจตน์ กล่าว

เขากล่าวว่า แต่ตราบที่สำนึกเช่นนี้ยังมีอยู่ การเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ได้ทำได้ง่ายนัก การรัฐประหารไม่ได้สำเร็จได้ด้วยอำนาจทหาร แต่สำเร็จได้โดยการไม่ต่อต้านหรือมองเห็นกฎเกณฑ์ที่เป็นผลผลิตของการ รัฐประหาร

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์ให้ย้อนไปสู่กฎเกณฑ์ก่อนปี 2490 คือ ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เขาเห็นเป็นอย่างอื่นได้มีโอกาสพูดในที่สาธารณะ และมาอภิปรายกันว่า อะไรดีกว่า แล้วให้คนส่วนใหญ่ได้เลือกทางของเขาที่จะเดินต่อไปในวันข้างหน้าอย่างดี ที่สุดกับสังคมและประเทศชาติ

“ผมตั้งใจพูดกับท่านเป็นประเด็นหลักประเด็นเดียวเพราะผมเห็นว่าเป็น เรื่องสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้”วรเจตน์ กล่าว

นายกฯไทยชูสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาทต่อที่ประชุมใหญ่UN




นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงชูประเด็นสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาท ความมั่นคงต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองต้องครอบคลุมและทั่วถึงทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

วันที่ 28 กันยายน เวลา 19.00 น. ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 67 ในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาของโลก สรุปดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาของความท้าทาย ต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจและการเงินของโลก และหาทางแก้ปัญหาระยะยาวของวิกฤติเศรษฐกิจยูโร  ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพ ความรุ่งเรือง และประชาธิปไตย รวมทั้ง การส่งเสริมความอดทนอดกลั้น การเคารพซึ่งกันและกัน และความเข้าใจในสังคม เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสันติภาพอย่างยั่งยืน จะต้องแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ทันสมัย และการคิดแบบใหม่ รวมทั้ง การเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ความตั้งใจจริงทางการเมือง และธรรมาภิบาล  ข้อพิพาทต่างๆ จะต้องแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติ  ที่สำคัญไปกว่านั้น จะต้องคิดถึงการปฏิบัติเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทตั้งแต่ต้น ที่สำคัญที่สุด จะต้องพิจารณาถึงการพัฒนาและสันติภาพที่ครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพราะสันติภา ความมั่นคง และการพัฒนานั้นเชื่อมโยงกัน

การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง  การพัฒนาระดับภูมิภาคที่ทั่วถึงเพื่อการเติบโต และการพัฒนาที่ต่อเนื่องและทั่วถึงในระดับระหว่างประเทศ เพราะ ประชาคมระหว่างประเทศ ถือเป็นวาระการพัฒนาต่อจากปี 2558ในยุคโลกาภิวัตน์ แนวคิดเรื่องความมั่นคง ไม่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียวแต่ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนา

เราไม่สามารถแสวงหาสันติภาพผ่านความมั่นคงและเสถียรภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในแต่ละภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเชื่อว่า สันติภาพของเพื่อนบ้าน คือ ของเราเช่นกัน

ดังนั้นประเทศไทยจึงให้การสนับสนุนเมียนมาร์อย่างเต็มที่ ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย  เราต้องร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรเพื่อช่วยให้เมียนมาร์สามารถเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ต่อไป  ซึ่งในที่สุดทุกคนจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและจากการรวมตัวกัน

เราทุกคนอยู่ท่ามกลางโลกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความไม่มั่นคงจากความท้าทายข้ามเขตแดน  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความมั่นคงต้องเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขณะเดียวกันความท้าทายต่างๆเหล่านี้ ต้องถูกบรรจุอยู่ในวาระแห่งชาติ   โดยประชาคมโลกต้องร่วมกันต่อสู้อาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมโยงระหว่างกันในโลก

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการหยามเกียรติของมนุษย์  คือ การค้ามนุษย์ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเป็นสูงสุด และเรายึดมั่นที่จะกำจัดให้หมดไป เพราะ ทั้งการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลต่อหลักประกันของความเป็นนิติรัฐ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะบุคคลที่ด้อยโอกาส เด็ก ผู้สูงวัย และคนพิการ

แต่ความท้าทายเหล่านี้ ไม่อาจสำเร็จได้โดยรัฐบาลแต่ลำพัง  เราต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ด้วยส่งเสริมค่านิยมและมาตรฐานระดับสากล  ผ่านองค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างหลักนิติรัฐ ให้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคงของโลก หลักสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน   เราต้องร่วมกันยึดมั่นต่อหลักสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและในระดับโลก โดยต้องเริ่มที่บ้านของเราก่อน ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและกระบวนการปรองดองในชาติ  ที่สำคัญคือ เราต้องทำงานร่วมกันแบบหุ้นส่วนในฐานะสมาชิกในประชาคมโลกที่มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกันผ่านสหประชาชาติ เพื่อเข้าถึงผู้ที่ด้อยสิทธิทางกฎหมาย และปราศจากแรงบันดาลใจ

โดยรัฐบาลไทยหวังให้ ข้อพิพาทต่างๆ ในประชาคมโลก มีทางออกโดยสันติวิธีและไม่ใช่ความรุนแรง ทั้งความขัดแย้งระหว่างอิสลาเอลและปาเลสไตน์  รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเราห่วงกังวลต่อผลกระทบทางมนุษยธรรมจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน  โดยไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางออกโดยช่องทางที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนได้รับประโยชน์

การค้นหาสันติภาพและความมั่นคง จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ ไม่เพียงแต่ในขอบเขตประเทศของตน ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันต่อความยึดมั่นในภารกิจการรักษาสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นในติมอเลสเต ฮิติ ดาร์ฟู อ่าวเอเดน ซึ่งนอกจากการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ประเทศไทยยังได้เข้าไปช่วยเรื่องการพัฒนาในท้องถิ่นและชุมชนที่เรามีความถนัด ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ

โดยประเทศไทยยึดมั่นต่อการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกผ่าน 3 เสาหลักของสหประชาชาติ ได้แก่ ด้านสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน โดยการบริหารจัดการในประเด็นที่มีความเชื่อมโยงจะช่วยนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่เพียงแต่ เป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งผ่านกระบวนการสันติวิธีและยังสำหรับป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ประเทศไทยจะคงยึดมั่นต่อการเป็นสมาชิกที่แข็งขันของสหประชาชาติ และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความท้าทายต่อมนุษยชาติต่อไป

วันเสาร์, กันยายน 29, 2555

เก็บตกจากเฟซบุ๊ค: เขาแชร์อะไรกันบ้าง

Toto Cornucopia เละทุกวัน เอ๋อ..!!! •••••••••••••• มาดูป้ายที่เค้าพูดกัน...บนทางด่วน ของ เอ๋อ ณ.รังแมงสาปปป... โดย : จอมยุทธเสเพล / บ้านราษฎร์ ภาพนี้สามารถตีความได้ สองแนวทางคือ ๑. ชาวกรุงเทพรักในหลวงโดยไม่เปลี่ยนใจไปรักใครอื่น ก็ถือว่าไม่ใช่ป้ายหาเสียง ๒. หากทำให้เข้าใจว่าถ้าคนกรุงเทพรักในหลวงก็ต้องเลือกสุขพันธ์เป็นผู้ว่า ไม่เปลี่ยนไปเลือกคนอื่น แบบนี้ผมถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นการสื่อแบบนี้ จึงต้องดูเจตนาที่แท้จริงว่าต้องการหาเสียงโดยดึงสถาบันมาอ้าง ราวกับว่าผู้สมัครคนอื่นไม่รักท่าน หรือรักน้อยกว่าสุขพันธ์หรือไร ........ ไม่บังควรเลยนะครับ

Toto Cornucopia ชั่วชนิดครบครัน ทุกดอกทุกเม็ดทุกเรื่อง ทั้งหัวหงอกหัวดำ...  แล้วก็ไม่มีสำนึกหรือความละอายใดๆ ทั้งสิ้น โคตรด้าน... ต้อง "พรรคแมงสาบนรก" โอนลี่ อิน ทร๊วยส์แลนด์...
 

MaysaaNitto Org-home กรรมหนัก ถุึงทรายในท่อระบายน้ำ รองผู้ว่า กทม. ยังโยงไปถึง คนดูไบได้55555555555555+

สนับสนุนคณะราษฎร นิติราษฎร์ ครก.112 อ.สมศักดิ์ และวิจารณ์ด้านมืดของทักษิณ ทีมผู้ว่าฯกทม. มามุกเก่า โทษท่อตัน เพราะ ทักษิณ 

จอนคูโบต้า ประชาไท อ่ะ..... มาต่อด้วยภาพนี้ครับ


ราษฎร์ ประสงค์ Fan Page อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ลูกหลานอำมาตย์ไม่อยากเห็นชาวนาเงยหน้าอ้าปาก ให้ชาวนาขายข้าวให้อำมาตย์ และนายทุนเกียนละ 8 พัน พวกอำมาตย์ฟันฟรีๆไป 7 พัน ถ้าจำนำข้าว ชาวนาจะได้มากกว่า 1.5 หมื่น มีโอกาสปลดหนี้ มีอนาคตบ้าง อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นนักวิชาการเห็นแก่นายทุนหน้าเลือดขูดรีดชาวนา ถึงเวลาแล้ว ที่ชาวนาต้องปฏิวัติ อย่าให้อำมาตย์นายทุนกดขี่อีกต่อไป

ร่วมกันเชียร์ คุณยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย รัฐบาลสู้เพื่อชาวนาจะได้ลืมตาอ้่ปาก แล้วคนพวกนี้เอาอะไรมาคิด อยากถามความเห็นเพื่อนๆค่ะ เราควรจัดการคนพวกนี้ยังไงดี สงสารชาวนา ตากหน้าสู้ฟ้า สู้เเดด ให้เค้าได้มีกินมีใช้บ้างเถอะนะคะ
ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่มีอิทธิพลอเมริกาครอบงำ บรรยายภาพ--จะกดขี่บีบคั้น และ ขูดรีด ไปถึงไหน?


MaysaaNitto Org-home รูปนี่ คง จี๊ดดด เข้าไปในหัวใจอำมาตย์ 555+
Go6 TV Community Page คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน
Go6 TV Community Page  หากพบเขาทำงานสาธารณะที่ไหน สละเงินซื้อน้ำ ขนม ให้พวกเขาทานกันดีไหมครับ เพราะเขาทำงานเหนื่อยทั้งวัน อาหารเรือนจำก็รู้ๆอยู่ มีแต่ข้าวต้มกับผัก ซึ่งไม่ได้ให้พลังงานอะไรเล
คำหยาบ ช่วยได้ สามเหลี่ยม มหัศจรรย์
Oak Panthongtae Shinawatra
 วันนี้ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 เป็นวันครบรอบวันเกิด 6 ปี ของสนามบินสุวรรณภูมิ ครับ
มหาวิทยาลัยประชาชน พ่อของใคร ใครก็รัก พ่อคำนี้มีความหมายนักนะคะ พ่อผู้ให้กำเนิดชีวิตค่ะ พ่อของเรา พ่อคนนี้ไม่มีวันฆ่าลุกค่ะ

MaysaaNitto Org-home ฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯ


วันศุกร์, กันยายน 28, 2555

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: คอป. หรือ คณะอุ้มอภิสิทธิ์ปกปิดความจริง?

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555



ในที่สุด คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ได้นำเสนอรายงานขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งผลก็เป็นไปตามความคาดหมาย คือ เต็มไปด้วยเรื่องปกปิดบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้น ฟอกขาวให้กับทั้งฝ่ายทหารและรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คนที่เจ็บปวดกับผลงานของ คอป.ในครั้งนี้ก็คือ ครอบครัวและบรรดาญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายพันคนในเหตุการณ์ รวมไปถึงประชาชนที่เข้าร่วมต่อสู้ที่ถือว่า บรรดาผู้สูญเสียเหล่านั้นคือพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน

นายอภิสิทธิ์ทำหน้าทำตาพิรุธ ระหว่างอยู่กับนายคณิต 

ผลงานอัปยศของ คอป.ในครั้งนี้ ทำให้สมควรได้รับขนานนามใหม่ว่า คณะอุ้มอภิสิทธิ์ปกปิดบิดเบือนความจริงเพื่อความแตกแยกแห่งชาติ โดยแท้!

ผู้ที่ติดตามการทำงานของ คอป.มาโดยตลอดจะไม่แปลกใจเลย เพราะคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตัวบุคคลทั้งระดับกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงาน และที่ปรึกษา หลายคนเป็นพวกอีแอบพรรคประชาธิปัตย์และ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เป็นศัตรูโดยตรงกับฝ่ายประชาชน

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ค
ในคอป.จึงมีตั้งแต่คนที่เคยร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเปิดเผย แล้วมานั่งทำงาน “รวบรวมข้อเท็จจริง”  ไปจนถึงกรรมการบางคนที่เป็นเอ็นจีโอ เพียรสร้างภาพเปลือกนอกเป็นนักสิทธิมนุษยชน รณรงค์เรื่องประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับมีเนื้อแท้เป็นพวกสนับสนุนเผด็จการในประเทศไทย

รายงานของ คอป. มีเนื้อหาที่ดูถูกสติปัญญาของคนอ่านอย่างยิ่ง เพราะเต็มไปด้วยการเล่านิทานเหตุการณ์ที่ปราศจากพยานหลักฐาน เลี่ยงไม่ตอบคำถามสำคัญ ๆ ขณะที่อีกหลายคำถามที่จำต้องตอบก็โยนไปให้ “ชายชุดดำ” ซึ่งกลายเป็น “หลุมดำ” ที่ คอป. จับเอาบรรดาคำถามที่ไม่อยากตอบ โยนใส่ลงไปเท่านั้น ทั้งหมดนี้ มีจุดประสงค์เดียวคือ ล้างบาปและคราบไคลเลือดออกจากเนื้อตัวของทหารและรัฐบาลอภิสิทธิ์ โยนความผิดทั้งหมดไปให้ “ชายชุดดำ” และประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย

ทำราวกับว่า คนอ่านไม่มีสติปัญญาพอที่จะรู้เท่าทัน คอป. คนอ่านจึงได้แต่กังขาว่า ถ้าเอายี่ห้อ คอป.ออกไปจากรายงานชุดนี้ คนอ่านอาจเผลอนึกไปว่า กำลังอ่านสกู๊ปรายงานของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีอยู่ก็ได้!
ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ค
คำถามสำคัญที่สุดคือ คนเสียชีวิตเฉพาะที่รู้แน่นอนจำนวน 90 กว่าคนนั้น ตายอย่างไร? ในรูปแบบอาการอย่างใด? ใครเป็นคนกระทำ? ทหารนับพันที่ติดอาวุธหนักเบาตั้งแต่หัวถึงเท้าที่อยู่ในบริเวณนั้น กระหน่ำยิงกระสุนไปเป็นแสนนัด มีคลิปวิดีโอภาพการยิงอย่างเมามันนับไม่ถ้วน ทหารเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบแค่ไหน? นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่ รายงานของ คอป.ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนจนไร้ข้อสงสัย

ส่วนกรณีการเสียชีวิตที่ปฏิเสธไม่ได้ รายงานของ คอป. ก็มี “แพะ” ที่แสนจะสะดวกสบายคือ “ชายชุดดำ” ที่ถูกตั้งธงให้รับผิดชอบการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนจำนวนหนึ่ง และมีส่วนในการบาดเจ็บเสียชีวิตของฝ่ายทหาร แค่นั้น? โดยที่ คอป.ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ถ้าชายชุดดำเป็นกองกำลังของฝ่ายประชาชนผู้ชุมนุมจริง แล้วทำไมจึงไม่มีหลักฐานการมีอยู่ของคนพวกนี้เลย และก็ไม่มีความพยายามที่จะสืบสวนติดตามจับกุมแต่อย่างใดตลอดสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์?

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ปรากฏเป็นตรงข้ามคือ มี “ชายชุดดำติดอาวุธ” ปฏิบัติการอยู่เคียงข้างฝ่ายทหารที่ปราบปรามประชาชนในขณะนั้น!
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ภายในห้างเซ็นทรัลเวิรล์ แสดงให้เห็นทหารกำลังทำการงัดห้างร้านค้า 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ชายชุดดำถือปืนกลอยู่ปะปนกับทหารไทย
 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต: ชายชุดดำสวมหมวกไอ้โม่ง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นชุดหน่วยสวาทของทหาร ออกมาคุมกำลังบริเวณถนนวิภาวดี

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต: บุคคลสวมใส่ชุดแดงเป็นพวกเดียวกับพวกทหาร ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการพรางตัว การลวง เป็นกลยุทธ์ที่ทหารนำมาใช้ทั่วไปในการปราบปรามเสื้อแดง
แต่ความเลวร้ายที่ไม่อาจให้อภัยได้และถือว่า เป็นอยุติธรรมอย่างยิ่งก็คือ การที่ คอป. โยนบาปไปให้คนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีทหารพลแม่นปืนยิงคนตายถึงหกศพในบริเวณวัดปทุมวนารม ซึ่งรายงาน คอป. กลับ โยนไปให้ “ชายชุดดำที่ยิ่งต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร” ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยานใด ๆ เกี่ยวกับ “ชายชุดดำ” ในบริเวณนั้นเลย รวมทั้งยังมีหลักฐานทางนิติเวชที่แสดงชัดว่า ผู้ตายทั้งหกศพเสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูงที่ยิงจากมุมสูงเข้าที่ศรีษะหรือหน้าอก ทุกศพ!

คนบาดเจ็บนับพัน ตายอีกร่วมร้อยศพ พวกเขาถูกทหารฆ่าตายยังไม่พอ ยังถูกสื่อมวลชนกระแสหลักสามานย์กระหน่ำซ้ำเติมมาตลอดสองปี แล้วในท้ายสุด ยังมาถูก คอป.กระทืบแล้วแทงซ้ำอีกในวันนี้! คอป.กล้าทำเพราะคนตายไปแล้ว คอป.จะโยนอะไรใส่ก็ได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้แย้งกับ คอป.ได้อีกแล้ว

คนที่รับผิดชอบสั่งการฆ่าประชาชนนั้น โดยธรรมชาติ ย่อมแก้ตัว เพื่อหลบหลีกความผิด แต่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเสวยงบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการแสวงหาความจริงและให้ความยุติธรรม กลับมาปกปิดบิดเบือนความจริงเสียเอง แล้วล้างบาปให้กับฆาตกรตัวจริง เจ้าหน้าที่อย่างนี้ย่อมเลวกว่าคนที่กระทำผิดจริงเสียอีก

ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่แสดง “ความใจกว้าง” ยอมให้ คอป.ทำงานต่อไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่า พวกนี้คือ “ไข่ประชาธิปัตย์” เพราะรัฐบาล ต้องการแสดงความจริงใจในการปรองดอง และมองในแง่ดีว่า คนพวกนี้น่าจะมี “จิตสำนึก” มากพอที่จะทำงานอย่างเที่ยงตรง


รัฐบาลจะต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ปฏิเสธและไม่รับรองรายงานของ คอป.ทั้งหมด ในทางตรงข้าม รัฐบาลจะต้องหันมาสนับสนุนการรวบรวมข้อเท็จจริงที่กระทำโดยประชาชนเอง คือ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช. ซึ่งได้ทำหน้าที่รวบรวมความจริงทั้งหมดจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้บาดเจ็บ มิตรสหาย ครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต ละเอียดเป็นรายบุคคล ปัจจุบัน ได้สำเร็จลุล่วงเป็นรายงานหนากว่าหนึ่งพันหน้าออกเผยแพร่แล้ว

สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำคือ สนับสนุนการจัดพิมพ์และเผยแพร่รายงานฉบับ ศปช.ให้กว้างขวางที่สุด ไปสู่ห้องสมุดประชาชนและสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ

อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หนึ่งในคณะทำงาน ศปช.
ท้ายสุดคือ บทเรียนซ้ำซากที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหลับหูหลับตา ปฏิเสธที่จะยอมรับตลอดมาคือ พวกเผด็จการไม่เคยมีความคิดแม้แต่กระผีกริ้นที่จะ “ปรองดอง” กับพวกคุณ พวกเขาจะดิ้นรนต่อต้านประชาธิปไตยไปจนถึงที่สุด ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะหาทางบ่อนทำลายพรรคและรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยทุกวิถีทาง รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะต้องเลือกระหว่าง “เพ้อฝันปรองดองไปจนถูกทำลายในที่สุด” หรือจะยืนหยัดอยู่ข้างประชาชนอย่างเหนียวแน่นไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้จริงด้วยกัน

แดงอเมริกาจัดงาน36ปี6ตุลาอินUSA


Horror in Pink (2001) - 2
Horror in Pink (2001) - 1
ขอเชิญร่วมงาน
“อัมสเตอร์ดัม พบพี่น้องเสื้อแดง in U.S.A.
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555 เวลา 5:00 P.M.–10:00 P.M.


 ณ. Universal Freedom Garden เมือง Studio City, CA 91604 เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี “6 ตุลามหาวิปโยค” ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียและมลรัฐอื่นๆเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา และร่วมต้อนรับ Robert Amsterdam ทนายความหัวใจสีแดง ผู้ที่จะมาให้ความกระจ่างในเรื่องความคืบหน้าของคดีสังหารประชาชน ศาลอาญาระหว่างประเทศ ร่วมรับประทานอาหารขันโตกดินเนอร์กลางสวนอันร่มรื่นกับรอเบิร์ต กิจกรรมปราศัย 
  • รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความเพื่อคนเสื้อแดง 
  • Mary Christian : Human Rights Lawyer/ Winner of 2012 WLALA Woman Lawyer of The Year 
  • Anthony Chai : Human Rights Advocate (U.S.-Thai Peoples Friendship Association) กิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 
  • เสวนา “6 ตุลา ทำไมต้องฆ่า” 
  • จุดเทียนรำลึก และพิธีกรรมทางสงฆ์ อุทิศบุญให้แก่เหยื่อเผด็จการ กิจกรรมทั่วไป 
  • ขันโตกดินเนอร์ 
  • ให้ความบันเทิง โดยทีมฟาร์โรห์ และขวัญรัก(จ่าประสิทธิ์ แอล.เอ.) 
  • เล่นเกมส์ ร้องคาราโอเกะ 

หมายเหตุ 
  1. มีบริการล่ามไทย-อังกฤษ ถาม-ตอบ โดย Anthony และ EarnUSA
  2. พิกัดสถานที่จัดงานจะแจ้งให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนมาร่วมงานเท่านั้น 
  3. ร่วมงานไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ประสงค์นำอาหารมาร่วมงาน ติดต่อ คุณเอิน 


สนับสนุนโดย Anthony Chai จาก (USTPFA), EarnUSA(Red Orange County),ใจแดง กลุ่มRed Freedom In U.S.A. ,กลุ่ม Pharaoh Hollywood, กลุ่ม Tu Dang North Hollywood กลุ่ม Sanan Melrose กลุ่ม Benja Gardena, กลุ่ม Paul+Pat L.A. , กลุ่ม Sam+Tom+Ngo,กลุ่มSatian Chino Hills, กลุ่มพลังไทย 

สนใจร่วมงานและขอข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 

EarnUSA 714-709-3445  
Jai Dang 760-217-1554

*ภาพประกอบ:Pink Man โดยมานิต ศรีวานิชภูมิ

วันพฤหัสบดี, กันยายน 27, 2555

มิเชล มาส' นักข่าวดัตช์ ให้ปากคำดีเอสไอ เชื่อตนถูกทหารยิง

27 กันยายน 2555

ประชาไทรายงาน " 'มิเชล มาส' นักข่าวดัตช์ ให้ปากคำดีเอสไอ เชื่อตนถูกทหารยิง"



นักข่าวเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้บาดเจ็บเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อพ.ค. 53 ให้ปากคำดีเอสไอในฐานะพยาน ระบุหลักฐานต่างๆ ชี้ว่าทหารเป็นผู้ยิง ย้ำไม่เห็นชายชุดดำ  

26 ก.ย. 55 - มิเชล มาส ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โฟลกส์ครานต์ (Volkskrant) และสถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นโอเอสของเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระสุนปืนยิงในเหตุการณ์การ สลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. 53 ได้เข้าให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยในช่วงเช้าวันนี้ได้ชี้จุดเกิดเหตุที่ตนเองถูกยิงบริเวณถนนราชดำริใกล้ กับสวนลุมพินี และระบุว่าตนถูกยิงเข้าที่บริเวณด้านหลังในขณะที่กำลังรายงานข่าวทาง โทรศัพท์ มาสกล่าวว่า ทิศทางของกระสุนมาจากบริเวณที่ทหารประจำการอยู่บริเวณสี่แยกราชดำริ พร้อมระบุ ไม่เห็นชายชุดดำหรือกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในบริเวณดังกล่าว จึงค่อนข้างมั่นใจว่าทหารน่าจะเป็นผู้ยิง

นายมิเชล มาส ขณะชี้จุดเกิดเหตุบริเวณถนนราชดำริ กับดีเอสไอ
 
ในการเข้าให้ปากคำเป็นพยานในครั้งนี้ มาสมาในฐานะพยานเหตุการณ์ในคดีการเสียชีวิตของนักข่าวชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลนกี ในเหตุการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 53 และมาในฐานะผู้เสียหาย เนื่องจากเขาถูกกระสุนปืนยิงเข้าบริเวณหลังด้านขวา ซึ่งผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กระสุนดังกล่าวเป็นกระสุนจากปืนเอ็ม 16 
 
ภาพกระสุนปืนเอ็ม 16 ที่พบหลังการผ่าตัดจากร่างกายนายมิเชล มาส
(ที่มาภาพ จากมิเชล มาส)
 
ทั้งนี้ มาสเป็นผู้บาดเจ็บเพียงคนเดียวในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.- พ.ค. ปี 53 ที่ยังคงมีกระสุนเป็นหลักฐานชัดเจน แต่ในครั้งนี้ เขากล่าวว่า ยังไม่ได้นำกระสุนมามอบให้ทางดีเอสไอเนื่องจากยังเก็บรักษาไว้ที่บ้านในกรุง จาการ์ตา อินโดนีเซีย แต่จะนำมาให้ถ้าหากจำเป็นต่อการสืบสวนคดี
 
มาสกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาให้ปากคำแก่ทางการไทย และบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้สามารถค้นหาความจริงว่าใครเป็นผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว และหวังว่า การให้ปากคำในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคดีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลนกีด้วย 
 
มิเชล มาส เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้กับหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ของเนเธอ แลนด์มากว่า 10 ปี โดยรายงานข่าวจากพื้นที่สงครามต่างๆ มากว่า 10 ปี ทั้งการสู้รบในโคโซโว บริเวณยุโรปตะวันออก เขตการสู้รบของชนกลุ่มน้อยในพม่า และรายงานข่าวในประเทศไทยมาได้ 9 ปีแล้ว แต่มาสกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการรายงานข่าว 
 
นักข่าวดัตช์ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า ในระหว่างที่ตนรายงานข่าวบริเวณถนนราชดำริบริเวณใกล้กับสวนลุมพินีเมื่อวัน ที่ 19 พ.ย. 53 ไม่คิดเลยว่าตนเองจะถูกยิง เนื่องจากคาดหวังว่าน่าจะมีสัญญาณเตือนจากทหารในการเคลียร์พื้นที่ เช่น การประกาศโดยใช้ลำโพง การใช้กระสุนยาง หรือการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งตนมองว่าเป็นมาตรการที่ทหารมักจะใช้ในหลายๆ ประเทศเมื่อต้องการสลายการชุมนุมประชาชน แต่ทหารก็กลับยิงปืนโดยใช้กระสุนจริง ซึ่งทำให้เขาเองแปลกใจมาก 
 
เอกสารทางการแพทย์ แสดงการผ่ากระสุนปืนออกจากร่างกายของนายมิเชล มาส
(ที่มาภาพ จากมิเชล มาส)

เทปบันทุกเสียงการรายงานสดของมิเชล มาส ให้สถานีวิทยุเอ็นโอเอสในขณะที่ถูกยิง
โดยในตอนท้ายคลิปเสียง เป็นช่วงที่เขาถูกยิง และพูดทางโทรศัพท์ว่า "I'm hit. I'm hit."

อภิสิทธิ์รอดจตุพรหมิ่น "หนีทหาร" จตุพรเจอคุก 6 เดือน (รอลงอาญา) เพราะหมิ่นอภิสิทธิ์ "สั่งฆ่าประชาชน"

27 กันยายน 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


ข่าวภาคเที่ยง DNN รายงาน "27 9 55 ข่าวเที่ยงDNN ศาลสั่งจำคุก 6 เดือนคดี 'จตุพร' หมิ่น 'อภิสิทธิ์'"



มติชนรายงาน " ด่วน!! ศาลตัดสินยกฟ้อง"จตุพร"คดีหา"มาร์ค"หนีทหาร ส่วนคดีหมิ่นสั่งฆ่าประชาชน จำคุก6เดือน รอลงอาญา"

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2553 ถึง15 ก.พ. 2553 นายจตุพร ขึ้นเวทีปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ผ่านโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนแนว กล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งคดีนี้จะเป็นสำนวนที่ 2 ที่นายจตุพร ถูกนายอภิสิทธิ์ ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท และจะมีคำตัดสิน

โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องนายจตุพรกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์หนีทหาร  ส่วนกรณีกล่าวหาสั่งฆ่าประชาชน ศาลสั่งจำคุก 6 เดือนปรับ 5 หมื่นบาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน


* * * * ** * 






ภาพ ข่าวสด

  ทั้งนี้ข่าวสดมีรายละเอียดข่าวดังต่อไปนี้  

  "ศาลยกฟ้อง‘จตุพร’หมิ่น‘มาร์ค’หนีทหาร


  เวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา  ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาท อ.1008/53 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา โดยโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 53 ระบุความผิดสรุปว่า

 เมื่อ วันที่  29 ม.ค.- 15 ก.พ.53 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้กล่าวปราศรัยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อหน้า ประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง และประชาชนที่รับฟังและชมโทรทัศน์ช่องพีเพิล แชนแนล ที่มีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ทำนองว่า โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร  และข้อความอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ


 การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชังว่า โจทก์เป็นคนมีจิตใจโหดเหี้ยม สั่งฆ่าประชาชน หนีทหาร เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  328,326,332

 คดีนี้หลังจากศาลไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ

 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าที่จำเลยกล่าวปราศรัย เมื่อวันที่ 29 ม.ค.53 ทำนองว่า นายอภิสิทธิ์จะขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ต้องถูกดำเนินคดีหนีทหาร ใช้เอกสารเท็จสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.นั้นเมื่อบุคคลทั่วไปรับฟังย่อมเข้าใจและรู้สึกว่าโจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงและจงใจหนีการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคน โจทก์จึงไม่มีความน่าเชื่อถือศรัทธาไม่มีความเหมาะสมสง่างามที่จะดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยจำเลยย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่า การกล่าวปราศรัยนั้นจะกระทบชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ ข้อความที่จำเลยกล่าวจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์

 แต่มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำดังกล่าว จำเลยได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมตามวิสัยของประชาชนที่จะ กระทำได้หรือไม่เห็นว่า ตามที่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายความจำเลย ฟังได้เพียงว่า โจทก์เป็นนักศึกษาในความดูแลของ ก.พ. โดย ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการผ่อนผันให้โจทก์โดยมีแบบหนังสือผ่อนผันการตรวจเลือกเข้ารับ ราชการทหาร (สด.41) แต่โจทก์ไม่มีหนังสือผ่อนผันดังกล่าวมาแสดงประกอบ ส่วนที่โจทก์ตอบคำถามค้านอีกว่าโจทก์เคยแสดงเอกสารเกี่ยวกับการผ่อนผันเป็น บัญชีรายชื่อนักเรียนที่ไปศึกษาต่างประเทศซึ่งได้ยกเว้นหรือผ่อนผัน (สด.20) ต่อประธานรัฐสภา เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวพบว่ามีชื่อโจทก์อยู่ลำดับที่ 3 ระบุว่าได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผันเมื่อวันที่ 4 พ.ย.29 เพื่อไปศึกษายังประเทศอังกฤษระหว่างปี 2530-32 แต่เอกสารดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือผ่อนผันการตรวจฯที่ถูกต้องตาม กฎหมาย เพราะหนังสือผ่อนผันฯที่ถูกต้องจะต้องเป็น สด.41 ที่ลงนามโดย รมว.มหาดไทย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้นในส่วนที่โจทก์ไม่ไปตรวจเลือกเข้ารับเกณฑ์ทหารโดยอ้างว่าได้รับการ ผ่อนผันจึงยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยพอสมควร ส่วนที่โจทก์สมัครเข้าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร. โจทก์เบิกความว่าไม่เคยใช้เอกสารเท็จในการสมัครเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีเอกสารพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน

 ซึ่งขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็นบุคคลสาธารณะย่อมตกเป็น เป้าการวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติรวมถึงประวัติชีวิตความเป็นมาตามสมควร เพราะเป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่วนจำเลยเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน จึงเป็นปกติที่จำเลยจะต้องตรวจสอบเรื่องราวฝ่ายรัฐบาลและตัวโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิจะตรวจสอบแสดงความเห็นโดยสุจริต เพราะหากเป็นไปตามที่จำเลยปราศรัยย่อมแสดงว่าโจทก์จงใจประพฤติตนฝ่าฝืน กฎหมาย ซึ่งจะขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.และนายกรัฐมนตรีได้ จำเลยซึ่งมีสิทธิวิจารณ์เรื่องของโจทก์ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยสร้างขึ้นมาเอง โดยจำเลยได้ตั้งคำถามต่อโจทก์ก่อนจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่โจทก์กลับไม่ได้ชี้แจง จึงแสดงให้เห็นเจตนาจำเลยชัดเจนว่าจะตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว แม้โจทก์อาจจะได้รับการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารและไม่ได้ใช้เอกสารเท็จใดๆในการ สมัครเข้าเป็นอาจารย์ แต่เอกสารที่เกี่ยวข้องมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการและยังไม่ปรากฏว่าเอกสาร ที่จำเลยนำมาอ้างนั้นโจทก์ได้โต้แย้งว่าเป็นเอกสารปลอมหรือเท็จ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงมีเหตุตามสมควรที่ทำให้จำเลยมีความสงสัยและ เชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยปราศรัย การกระทำนั้นจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อาญา ม.329 (1) (3)

 ส่วนที่จำเลยกล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 15 ก.พ.53 ทำนองว่าโจทก์เป็นประธานนั่งประชุมวางแผนล้อมปราบประชาชน วางแผนสั่งปราบปรามประชาชนนั้นเห็นว่า การกล่าวปราศรัยดังกล่าวทำให้คนเสื้อแดงอาจมีความคิดคล้อยตามไปได้ว่าโจทก์ กระทำการดังกล่าวจริงซึ่งจะทำให้บุคคลทั่วไปรู้สึกว่าโจทก์จิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต เจ้าเล่ห์เพทุบายจนรู้สึกเกลียดชังโจทก์ ขณะที่จำเลยนำสืบกล่าวอ้างเพียงลอยๆไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุนว่าโจทก์กับพวก รวมประชุมวางแผนปราบปรามประชาชน ซึ่งแม้โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การกล่าวถ้อยคำของจำเลยเป็นการกล่าวยืนยันข้อเท็จจริงโดยไม่มีมูลความ จริงใดๆและเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายโจทก์ จึงไม่เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการปราศรัยเพื่อยั่วยุปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชังในตัวโจทก์ ซึ่งจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่จำเลยปราศรัยเป็นความจริง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

 พิพากษาว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือนและปรับ 50,000 บาท ตาม ม.328 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี 

ภาพชุดยิ่งลักษณ์ผู้นำไทยสง่างามอินนิวยอร์ก แฉหัวโจกลิ้มสั่งพันธมารUSAป่วนข้ามโลกไม่ระคายผิว



ที่มา เฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra
ภารกิจนายกฯปู-ยิ่งลักษณ์ วัน พุธที่ 26 กันยายน 2555 (เวลา ที่นิวยอร์ก)
-เช้านายกฯยิ่งลักษณ์ เยี่ยมชมสถานีรถไฟ Grand Centralขนาดใหญ่ 
-เยี่ยมชม HighlineParkAsia Society
-ตอนค่ำ นายกฯยิ่งลักษณ์ กล่าวสุนทรพจน์  "ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
-การพัฒนาAEC

นายกฯปู   เยี่ยมชม HighlinePark นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแปลงสถานีรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณาลอยฟ้า มีพื้นที่สีเขียว และสนามเด็กเล่น






นายกฯปู  พบหารือร่วมภาคเอกชนไทยระหว่างอาหารเช้า ณ โรงแรม Plaza Athenee    นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา




นายกฯปู ให้สัมภาษณ์หนังสื่อพิมพ์ Wall Street Journal นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา




นายกฯปู ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยที่เดินทางมาร่วมทำข่าวการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่67 นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา



อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...การต่อต้านนายกฯยิ่งลักษณ์ใน NY มาจากขบวนการพวกเลวๆในเมืองไทยนี่เอง......


ชมภาพชุดเพิ่มเติมที่กระทู้พันทิป 
 มันต้องอย่างนี้ซิ......................สะดวกใจมาหน่อย.....................นายกปูโบกมือทักทาย สลิ่ม แมงสาป




  ติดต่อทีมงาน
พอนายกปู ไปทำงาน สลิ่มก็กลับ

สรุป มารถบัสคันเดียว 5555+


บอกได้เลยว่าสันดานมันชาติชั่วเลวระยำมาก... ที่ส่ง forward mails กว่า 40 ฉบับไปยังเสื้อเหลืองในอเมริกาจากสนธิ ลิ้มทองกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ จากแกนนำพธม. และจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ
การกระทำเยี่ยงนี้มันทำให้ขายหน้าประเทศชาติแต่ในที่สุดผลร้ายก็จะตกกับพวกมันเอง
อย่างไรก็ดี...นายกฯยิ่งลักษณ์เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาให้ดำรงตำแหน่งด้วยเสียงท่วมท้น....
จะทำลายลงได้ก็มีวิธีเดียว...คือใช้ตำหรับเดิม “รัฐประหาร”
แต่คราวนี้ประชาชนจะไม่ยอมแน่.....ลองดูสิ.....
เชิญอ่านครับ:
สวัสดีครับคุณอาข่า
ขอรายงานเบื้องหลังการถ่ายทำ
กระบวนการเสื้อเหลืองที่ระดมพลมาต่อต้านนายกยิ่งลักษณ์ที่นิวยอร์ค
ให้ชาวโลกได้รับทราบ ว่าทุกอย่างทำกันอย่างเป็นขบวนการ
เริ่มจาก forward mails กว่า 40 ฉบับจากแกนนำ พธม. ในประเทศไทย
และจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องปลุกเร้าสาวกเสื้อเหลืองในอเมริกาทุกรัฐ
ให้ร่วมมือระดมสรรพกำลังไปประนามด่าทอประท้วงนายกยิ่งลักษณ์ในการมาเยือนอเมริกาครั้งนี้
ก็ได้สาวกหน้ามืดจากรัฐใกล้เคียงมาบ้างแต่ไม่มากเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
สาวกส่วนใหญ่ที่ร่วมประท้วงได้มาจากร้านอาหารที่เจ้าของร้านเป็นเสื้อเหลือง
โดยเจ้าของร้านได้ขอร้องแกมบังคับลูกจ้างของตนให้หยุดงานไปร่วมประท้วง
โดยจะได้รับค่าจ้างรายวันตามปรกติ
รวมผู้มาประท้วงทั้งหมดทั้งลูกจ้างในร้านอาหารของคนเสื้อเหลือง
และคนเสื้อเหลืองจากรัฐใกล้เคียงผู้ที่หลงเชื่อ forward mails ทั้ง 40 กว่าฉบับ
จากสนธิ ลิ้มทองกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพธม. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ
ทั้งหมดไม่เกิน 30 คน โดยมีนางไพลิน คำศิริ เป็นผู้ให้บริการรถบัสรับส่งทั้งไปและกลับ
นายกฯยิ่งลักษณ์ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของการประท้วงครั้งนี้ล่วงหน้า
แต่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะท่านเป็นแขกของรัฐบาลอเมริกันเค้าคงดูแลความเรียบร้อยให้เอง
ก็อย่างที่เป็นข่าว พวกที่มาประท้วงต้องยืนตากแดดตากลมอยู่ถนนฝั่งตรงข้ามโรงแรม
แต่คนเสื้อแดงเจ้าหน้าตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยอนุญาตให้เข้าไปนั่งพักในโรงแรมได้
บรรยากาศรื่นรมณ์ ร่วมทั้งห้องน้ำสะดวกสบาย ตามสไตล์โรงแรม 5 ดาว+
และตอนค่ำๆของวันนี้ คณะคนเสื้อแดงจะรวมตัวกันไปกล่าวอำลานายกยิ่งลัษณ์ที่โรงแรม
เนื่องจากท่านนายกได้เสร็จสิ้นภาระกิจและจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้

อีเมลล์ “ลิ้ม” โชว์หรา ! ส่งชิก “สาวกเหลือง” ชุมนุมไล่ “นายกฯ” เผยชื่อ “สมเกียรติ-ปานเทพ-มาลีรัตน์-เทิดภูมิ” เบื้องหลังกำกับการแสดง




วันที่ 24-29 กันยายน 2555 “น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 (67th Session of the United Nations General Assembly) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศไทย
แต่ปรากฎว่ายังไม่ทัน ที่จะไปถึงไหน “เครือข่ายเสื้อเหลือง” ที่อาศัยชื่อ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “พธม.” ที่เคยสร้างสถานการณ์ ชงให้มีการเคลื่อนกำลัง “รัฐประหาร” มาแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนทำให้ประเทศไทย เสียหายแทบทุกด้านมาแล้วครั้งหนึ่ง
ก็มีการเคลื่อนไหว นัดแนะเครือข่าย “ชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรี” ที่มาจากการเลือกตั้ง และดูเหมือนจะพยายามเชื้อเชิญ ให้เกิดการ “รัฐประหาร
โดยมีการส่ง “อีเมลล์ (Email)” ไปถึงบรรดาสมุนที่อยู่ในรัฐต่างๆ ให้ระดมพลกัฐมนมา “แสดงพลัง” ต่อต้าน “นายกรัฐมนตรี”
ซึ่งฉบับหนึ่งก็ส่งมาถึง  “SiamLeaks” ความประมาณว่า เชิญชวนไปขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยสามารถจับจองที่พักได้ล่วงหน้า ผู้ประสานงาน ตามอีเมลล์ผู้ประสานงานรัฐต่างๆ กว่า 40 อีเมลล์ 40 ผู้ประสานงาน  (เอาเข้าจริง  มีเครือข่าย น้อยนิด ไปร่วมพิธีน้อยกว่าจำนวนผู้ประสานงานแต่ละที่ซะอีก)
มองผ่านๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นรายชื่ออีเมลล์ธรรมดาๆ ที่ใช้คำขึ้นต้นชื่อว่า PAD อันเป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษ ของ “สาวกพันธมิตรฯ”
แต่เมื่อไล่เลียงจนมาถึงชื่อ “อีเมลล์” ท้ายๆ กลับต้องเอะใจ เพราะมากันหมด ตั้งแต่ “ศาสดา” – “โฆษก” ยัน “สาวก” ที่งมงายไม่โงหัว
จนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คำว่า “พลังประชาชน” ที่ “เสื้อเหลือง” เอามาอ้างนั้นตลอดนั้น แท้ที่จริงเบื้องหลัง ใครกำกับการแสดงอยู่ อย่างไร
เพราะอีเมลล์ที่ส่งมาเชิญชวน นั้น ระบุถึงทั้ง Somkiet Pongpaipul(somkietpad@yahoo.com), Terdphoom Jaidee (herojaidee@gmail.com), Maleerat Kaewka(mkaewka@hotmail.com), Parnthep Pourpongpan (parnthep.p@gmail.com)
และสุดท้าย ทีเด็ด Sondhi Limthongkul (sondhi@manager.co.th)
** คลิ๊กที่อีเมลล์ได้ทุกลิ๊งค์ขอรับ **
หน้าเดิมๆ ตัวกลั่นๆ ทั้งนั้น ตั้งแต่ก่อเหตุ 19 กันยายน 2549 มาจนถึงวันนี้
เห้อ…ความลับมันไม่มีในโลกหรอกขอรับ … ฯพณฯ ท่าน “ศาสดาลิ้ม” !!!