วันอังคาร, กรกฎาคม 31, 2555

'อาย'คำที่สื่อลิ้มสะกดไม่เป็น ให้นู๋ปางน้ำฟ้าช่วย



อดีตนักโทษ 112 เปิดใจ "ถ้าใครไม่ติดคุก ควรจะซาบซึ้งกับอิสรภาพ ไม่ต้องไปถูกกักขังเหมือนสัตว์"

เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112




31 กรกฎาคม 2555

ที่มา ประชาไทบล็อกกาซีน "คุยกับณัฐ: 112 คุก กับความหมายของการนอนตื่นสาย"
 
ณัฐเอ่ยซ้ำไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้งตลอดการสนทนา ว่าเขาไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่าทำไมแค่การส่งลิงก์ให้เพื่อนถึงเป็นความผิดในข้อหานี้ --ลิงก์จากเนื้อหาซึ่งเขาไม่ได้เป็นคนทำเอง และไม่ได้มีส่วนใดๆ กับมันเลย -- ความไม่เข้าใจและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตยังอยู่มาจนวันที่ผ่านการจำคุกเป็นเวลากว่า 2 ปี และพ้นโทษออกมาแล้วก็ตาม

ณัฐ ชายหนุ่มอายุ 29 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ พ่อฆ่าตัวตายตอนเขาอายุ 2 ขวบ เนื่องจากธุรกิจที่ทำล้มเหลว แม่ก็มาเป็นมะเร็งเสียชีวิตตอนเขาอายุ 22 ปี เหลือคนในครอบครัวเพียงน้องชายคนเดียว อาม่าที่เลี้ยงดูมา และญาติห่างๆ อีกบางส่วน ณัฐเคยไปเรียนทางด้านการเงินการธนาคาร แต่เลิกกลางคันไม่จบการศึกษา เนื่องจากนิสัยไม่ชอบห้องเรียนมาตั้งแต่เด็ก หันมาเอาดีทางการทำธุรกิจในโลกออนไลน์ (E-Commerce) และเริ่มสนใจการเมืองหลังการรัฐประหาร 2549 เพราะอยากรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง อันนำไปสู่การติดตามข่าวสารทางการเมืองจากแหล่งต่างๆ

ไม่ เคยไปร่วมชุมนุมที่ไหนหรือยุ่งกับพรรคการเมืองใดๆ หากณัฐติดตามข่าวสารด้วยความกระตือรือร้น โดยเฉพาะจากเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แหล่งรวมความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญเวบหนึ่งในโลกออนไลน์เวลานั้น  จนกลางปี 2552 หลัง จากมีการเผยแพร่ลิงก์ของคลิปและภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันในเวบบอร์ด โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ณัฐได้ส่งลิงก์ดังกล่าวทางอีเมล์ไปให้เพื่อนชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ที่สเปน ซึ่งเขามีโอกาสรู้จักผ่านโลกอินเตอร์เนต

ฝรั่งคนดังกล่าวซึ่งใช้นามแฝงว่า stoplesemajeste ได้นำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในเวบไซต์ของตนเอง จนทางดีเอสไอและกระทรวงไอซีทีของไทยถึงกับส่งตำรวจติดตามไปสอบสวนฝรั่งคน นั้นถึงสเปน ด้วยนำสิ่งที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมขึ้นสู่ระบบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากกฎหมายครอบคลุมไปไม่ถึงต่างประเทศ หากจากการสอบสวน ตำรวจก็ได้เข้าถึงอีเมล์ของฝรั่งคนนั้น จึงได้ติดตามมาถึงอีเมล์ของณัฐ ที่ส่งลิงค์มาจากเมืองไทย

13 ตุลาคม 2552 ดีเอสไอยกกำลังราว 10 คน มาจับเขาที่คอนโด โดยณัฐไม่ได้มีโอกาสรู้ล่วงหน้าว่าตนถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ เขาเล่าฉากนั้นอย่างตื่นเต้นว่าบ่ายวันนั้น ได้ยินเสียงทุบประตูห้องตัวเอง ดังมากๆอย่างที่คนทั่วไปไม่น่าเคาะกัน เขาตอบรับ และเดินไปเปิดประตู ก็พบชายหญิงเป็น 10 คนยืนอยู่ข้างหน้า ในชุดแบบพนักงานออฟฟิศ หลังจากนั้นเขาก็อยู่ในอาการงุนงง เจ้าหน้าที่แสดงหมายอะไรสักอย่าง แล้วก็แจ้งว่าเขาได้ส่งคลิปที่มีเนื้อหาหมิ่นฯ และใช้คำเกี่ยวกับสถาบัน พอได้ฟังณัฐก็ตกใจ ก่อนที่จะถูกล็อกตัวแล้วใส่กุญแจมือ ตามด้วยการค้นห้องพักจนหมด พร้อมยึดเอกสาร ซีดี คอมพิวเตอร์ ไดอารี่ สมุดต่างๆ ไป

หลังจากถูกจับ เขาถูกนำตัวไปสอบสวนที่กรมสืบสวนคดีพิเศษ ตอนนั้นตำรวจแจ้งข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ --ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบหรือเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามก -- เพียง เท่านั้น ณัฐถูกสอบสวนและคุมตัวอยู่ที่ดีเอสไอนานสองคืน ถูกซักจากเจ้าหน้าที่เป็นวันๆ ตั้งแต่เรื่องวิธีการเข้าเวบไซต์ วิธีการโพสต์ รวมทั้งต้องเปิดเผยการเข้าอีเมล์ของตนเองให้เจ้าหน้าที่ ก่อนถูกส่งตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นอนอยู่ที่นั่นอีก 12 คืน ก่อนได้ประกันตัวในปลายเดือนตุลาคมนั้นเอง ด้วยเงินสด 2 แสนบาทที่ญาตินำมาช่วยประกัน

หนึ่ง เดือนต่อมาเรื่องไปไกลยิ่งกว่านั้น เขาถูกหมายเรียกไปที่กรมสืบสวนคดีพิเศษอีกครั้ง โดยไม่ทราบว่าเรียกไปทำอะไร เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มเติมจากข้อหาเดิม หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้าย -- คดี เริ่มไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป ณัฐรู้สึกอย่างนั้น กลับมาพร้อมความเครียดหลังทราบข้อกล่าวหาเพิ่ม และตระหนักในตอนนั้นเองว่าคงต้องติดคุกแน่ๆ

“ผม ถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่น แม้จะไม่ได้สร้างเวบ ไม่ได้ทำคลิปโดยตรง แต่ได้เอาอะไรที่ไม่บังควรไปเล่า ส่งต่อ จะหาว่าหมิ่นให้ได้ แต่คลิปนั้นมันมีในเวบมาแล้ว ผมไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นคลิปที่ไม่ได้แต่ง มันเป็นของจริง มันอยู่ในอินเตอร์เนทเรียบร้อยแล้ว”

14 ธันวาคม 2552 ณัฐ จำวันได้แม่นยำ มันเป็นวันที่เขารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิต วันที่ศาลออกหมายนัดให้ไปรายงานตัว เขาไปคนเดียว ไม่มีทนาย ไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียวไปด้วยเพราะไม่รู้จะติดต่อใครในคดีแบบนี้ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ศาลถามเขาว่าจะเอาอย่างไร จะรับสารภาพหรือไม่ ถ้ารับก็ตัดสินเลย

ณัฐ บอกว่าตอนนั้นเขารู้สึกมืดมัวมาก ไม่รู้เลยว่าจะสู้อย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เพราะตระหนักว่าที่ผ่านมาคดีแบบนี้แทบไม่มีใครชนะ หรือหากรับสารภาพไปแล้วจะมีโทษเท่าไร จะได้ลดโทษขนาดไหน สมองเขาเวลานั้นทำงานอย่างเคร่งเครียด

สุดท้ายเขาตัดสินใจรับสารภาพด้วยไม่รู้จะทำอะไรได้ ศาลจึงพิพากษาทันทีในวันนั้นเอง ตัวเลขของโทษคือจำคุก 9 ปี แต่เมื่อรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง จึงเหลือ 4 ปี กับอีก 6 เดือน “ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาสั้นๆ บอกว่าโทษของจำเลย 3 ปี 18 เดือน ผมอึ้งตกใจ ศาลต้องพูดซ้ำสองครั้ง เพราะเห็นผมเหมือนฟังไม่รู้เรื่อง ซีดและยืนนิ่งอยู่ คิดว่าต้องอยู่ในคุกเป็นปีๆ เลยหรือ เจ้าหน้าที่ศาลก็มาพาเข้าห้องขัง รู้สึกแย่และกลัว”  

หลังจากวันนั้น อิสรภาพของเขาก็หมดสิ้นลง  
ณัฐถูกจำแนกไปอยู่ในแดน 4 ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงครึ่งปีแรก เขาต้องไปใช้แรงงานปั่นถ้วย 5 กิโลกรัม ต่อวัน เป็นเวลากว่าครึ่งปี เขาเล่าว่าผู้คุมคิดว่าให้นักโทษทำงานเพื่อไม่ให้เครียดจากการอยู่เฉยๆ แต่สำหรับเขากลับยิ่งเครียดมากขึ้นจากการทำงานเหล่านี้
จนกลางปี 2553 มี การประกาศรับสมัครคนงานฝ่ายการศึกษา โดยเปิดรับนักโทษที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้มาสมัคร ณัฐไปกรอกใบสมัครไว้เพราะทนปั่นถ้วยไม่ไหว หลังจากนั้นก็ถูกเรียกไปทดสอบการพิมพ์ดีด การใช้โปรแกรมต่างๆ จนผ่านและได้รับการบรรจุในฝ่ายการศึกษา เข้าไปทำหน้าที่หานักโทษเข้ามาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และเป็นผู้ช่วยสอนการใช้คอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมต่างๆ แกนักโทษในเรือนจำ ซึ่งทำให้งานในคุกของเขาเบาลง

ช่วงติดคุก เขารู้สึกว่าเป็นวันเวลาที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต ณัฐยอมรับว่าตัวเองปรับตัวไม่ได้เลยตลอดเวลาที่อยู่ในคุก เนื่องจากนิสัยชอบอยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัว แต่เรือนจำมิใช่สถานที่ที่มีพื้นที่แบบนั้น เขาบอกให้ลองนึกภาพการอยู่ในสถานที่แบบโรงเรียนรวมกับตลาดสด ในโรงเรียน เราถูกบังคับให้เข้าแถว นับยอดทุกๆ วัน ขณะตลาดก็เต็มไปด้วยผู้คนและเสียงจอแจหนวกหูอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับความแออัดยัดเหยียดของผู้คนในจำนวนที่ล้นปริมาณที่รับได้ของคุก จนแทบหาความสงบไม่ได้ มิหนำซ้ำยังเดินหนีไปไหนก็ไม่ได้เนื่องจากรั้วกรงล้อมทุกด้าน
“ตอน เข้าไปติดใหม่ๆ ผมคิดว่าจะตายในคุกด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ แต่ก็อยู่มาได้แบบทุกข์ทรมาน ผมปรับตัวไม่ได้ตลอดเวลาที่อยู่ในคุก ผมจะเป็นโรคหดหู่ ซึมเซา สีหน้าจะแย่ตลอด หลายคนในคุกจะถามว่ามึงไหวหรือเปล่า” 
ท่าทางอาการเช่นนั้น ทำให้ณัฐถูกนักโทษร่วมคุกบางคนเรียกว่า “ไอ้รั่ว” อันเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่ปรับตัวเข้ากับคุกไม่ได้ พวกอยู่ในคุก แต่ใจอยู่นอกคุก หรือจิตหลุดนิดหน่อย เช่น พวกถูกเมียที่อยู่ข้างนอกทิ้งหรือไม่มีใครมาเยี่ยม

สำหรับ ณัฐ ญาติรอบตัวไม่ค่อยได้มาเยี่ยม ไม่ค่อยได้ช่วยเหลือ อาจด้วยความไม่เข้าใจ คิดว่าไปว่าเขาไปหาเรื่อง ไปมีปัญหากับสถาบัน จึงมีแต่น้องชายและอาม่ามาเยี่ยมบ้างนานๆ ที ความโดดเดี่ยวและปรับตัวไม่ได้ทำให้เขายอมรับตรงๆ ว่าเคยคิดจะฆ่าตัวตายในคุกอยู่เหมือนกัน หากที่สุดเขาก็ทนอยู่มาโดยไม่เคยทำผิดอะไร จนได้สถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม

จากตัวคนเดียว เขาเริ่มได้รู้จักนักโทษคดี 112 คน อื่นๆ เริ่มจากลุงวันชัย ที่อยู่ในแดนเดียวกันเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมคนแรกที่เขาได้รู้จัก ตามด้วยสุชาติ นาคบางไทร ที่ถูกจำแนกเข้ามาในแดน 4 เช่นเดียวกันในช่วงต้นปี 2554 หลัง จากนั้นก็ได้รู้จักกับหนุ่ม เรดนนท์ ที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้หลายคนในคุก หนุ่มได้แจ้งข่าวกับคนภายนอกคุกว่ายังมีณัฐและลุงวันชัยเป็นนักโทษคดี 112 อยู่ในคุกด้วย  ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2554 เป็นต้น มา จากที่ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมนัก ก็มีคนเสื้อแดงหรือผู้สนใจคดีนี้ซึ่งกำลังเป็นกระแสสังคมไปเยี่ยมเขามากขึ้น ทำให้ณัฐเริ่มสบายใจขึ้น มีความหวังว่าคนข้างนอกจะไม่ทิ้งกัน

แต่ความเป็นนักโทษใน “คดีหมิ่น” ก็ไม่ใช่จะอยู่ได้ง่ายๆ แม้แต่ภายในคุกเอง แม้นักโทษคดีอื่นๆ หลายคนจะเข้าใจ มองว่าเรื่องนี้ถูกทำให้มีโทษหนักเกินไป ไม่เป็นธรรม แต่บางคนก็มองผู้ต้องหาคดีนี้ว่าเป็นพวก “จัญไร” มีการดูถูกและด่าว่าต่อหน้าจากนักโทษกันเองว่าเป็นพวกเลวร้ายและไม่มีค่าที่ จะมีชีวิตอยู่  บางคนบอกว่า 112 เป็น สิ่งเลวร้ายกว่าการฆ่าข่มขืนเสียอีก ขณะเดียวกันผู้คุมบางคนก็พูดจาไม่ดีและหยาบคาย พูดขึ้น “มึง” ขึ้น “กู” ด้วย และปฏิบัติต่อนักโทษอย่างไม่ให้เกียรติ
“ผมต้องนั่งคุกเข่า เขาก็ยืน นักโทษกับเจ้าหน้าที่จะเหมือนชนชั้นวรรณะ ตอนนั่งทำประวัตินักโทษใหม่ๆ นักโทษนั่งกับพื้น เจ้าหน้าที่จะนั่งเก้าอี้...การนั่งกับพื้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ มันน่าสมเพชตัวเอง ประชาชนทั่วไปไปติดต่อราชการยังไม่ทำแบบนี้เลย แล้วเขาพูดจาดูถูกและหยาบคาย”
โทษทัณฑ์เช่นนี้ณัฐยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว้าเหว่ เหมือน 112 เป็น ข้อหาที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่อง ทั้งโทษก็ไม่เหมือนชาวโลก เพราะขัดกับหลักสิทธิและมนุษยธรรม เขาบอกว่าพี่สมยศยังเคยล้อกันเล่นกับนักโทษคดีนี้ที่รวมกลุ่มกันในคุก ว่าน่าจะตั้งเป็นคณะ 112 ในเรือนจำเสียเลย

ถ้าวันที่ไปศาลเป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิต วันที่ 19 เมษายน 2555 ก็เป็นวันที่เขาดีใจที่สุดวันหนึ่งในชีวิต หลังจากชีวิต 2 ปี 4 เดือน ในเรือนจำ ณัฐได้รับการลดโทษเนื่องจากความเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม และผ่านวาระสำคัญที่มีการอภัยโทษใหญ่สองครั้ง ณัฐจึงได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดในวันนั้น

หลังออกจากคุกมา ณัฐก็ยังต้องไปรายงานตัวที่ศาล เพื่อควบคุมความประพฤติตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กระทั่งล่าสุด เขาเพิ่งได้รับ “ใบบริสุทธิ์” จากเรือนจำ อันเป็นใบแสดงว่าผู้ต้องขังพ้นโทษอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใช้ชื่อนี้ แต่เป็นตลกร้ายเหมือนกันที่ “ความบริสุทธิ์” จะได้มาเมื่อการลงทัณฑ์สิ้นสุดแล้ว

ช่วงที่ผ่านมา ณัฐยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเพื่อนนักโทษในเรือนจำ เขาบอกว่ารู้สึกแย่ ที่เพื่อนๆ ที่ร่วมทุกข์สุขกันมายังอยู่ในคุก ถ้าไม่ได้รู้จักเพื่อน 112 และ คดีอื่นๆ มาเลย เขาอาจไม่เคลื่อนไหวอีกแล้ว แต่เพื่อนเหล่านั้นก็ให้กำลังใจกันมา จะทำเป็นไม่รู้จักกันเลยก็ไม่ได้ เลยยังอาลัยอาวรณ์อยู่
บทเรียนสำคัญในคุกที่ณัฐอยากบอกกับสังคม คือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งหมด คดีส่วนใหญ่ที่เขาได้พบในเรือนจำเป็นคดีคนจน คดีหลักทรัพย์โดยคนไม่มีกิน ไม่มีงานทำ ในคุกทำให้เห็นว่าระบบยุติธรรมของไทยเลวร้ายมาก เพราะเล่นงานแต่คนจน  มีคนที่จนมากๆ และไม่ได้ทำผิด แต่ติดคุก เพราะไม่มีเงินสู้คดี คนจนจึงติดคุกง่ายมาก ขณะที่คนรวยๆ ดูง่ายกว่าที่จะชนะคดี และมีโอกาสสู้คดีได้มากกว่า รวมทั้ง “เคลียร์” ตัวเองได้ง่ายกว่า เขาสรุปบทเรียนว่าระบบกฎหมายมันเอื้อให้เฉพาะกลุ่มคนมีเงินและมีอำนาจ

หรือแม้แต่นักโทษคดี 112 เท่าที่ได้สัมผัส เขาเชื่อว่าคนอย่างอากง หรือโจ กอร์ดอน ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เพราะต่างไม่ได้เป็นคนส่งข้อความหรือคนแปลเอกสารตามที่ถูกกล่าวหา หากกลับต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น ณัฐบอกว่าตามความเข้าใจของเขา สื่อเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมาก การประโคมข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับโฆษณาที่เปิดซ้ำๆ ทำให้คนเราสามารถไปเกลียดคนที่ก่อคดีต่างๆ โดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้
ที่สุดแล้ว เขาบอกว่าอยากให้สังคมคำนึงถึงความเป็นคนให้มากกว่านี้ เห็นค่าของความเป็นคนของทุกๆ คน อย่ามองคนเป็นแค่เศษฝุ่นหรือเศษอะไร...

หลังออกมาสูดกลิ่นอากาศภายนอก ณัฐยังฝันร้ายบ้างเป็นบางคืน อาการซึมเศร้ายังมีอยู่บ้าง ซึ่งคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องเยียวยาต่อไป หากแต่เขาก็ได้ตระหนักชัดถึงคำว่าอิสรภาพดีขึ้น ในเรือนจำนั้น ณัฐแทบไม่เคยนอนตื่นสายเลย ทุกๆ เช้า 6 โมง นักโทษทุกคนต้องตื่น และทำการเช็คยอดทุกวัน ก่อนลงมือปฏิบัติกิจซ้ำซากในแต่ละวัน หากเมื่อออกมาจากที่นั้นแล้ว ช่วงนี้ณัฐบอกว่าเขาสามารถนอนตื่นสายได้ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนตลอดเวลา 2 ปี 4 เดือน มันทำให้เขาตระหนักถึงส่วนหนึ่งของความหมายของอิสรภาพ

“รู้สึกเสียดายเวลา 2 ปีกว่าในคุก เวลาซื้อกลับคืนไม่ได้ ถ้าใครไม่ติดคุก ควรจะซาบซึ้งกับอิสรภาพ ไม่ต้องไปถูกกักขังเหมือนสัตว์ อย่างนักโทษในเรือนจำ”


วันจันทร์, กรกฎาคม 30, 2555

หม่อมเต่านาจัดหนักไล่มาร์คพบจิตแพทย์




แม่งเกิดบ้าอะไรขึ้นมาวะ?
69 ·  · 

ใส่เสื้อแดงแขวนกระดิ่งยิงคนกลางวันดันบอก'กูเปล่า'


Posted Image

ดูมันทำ-
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใส่เสื้อแดงปราศรัยค่ำวานนี้ขอทวงคืนสีแดงมาเป็นของคนไทยทุกคน ปัญหาบ้านเมืองที่วุ่นวายจนมีการเสียชีวิต เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยั่วยุปลุกกระดม วันนี้คนใส่เสื้อแดงจะต้องตัดสินใจ ถ้าเป็นเสื้อแดงที่ยึดอุดมการณ์ต้องรู้แล้วว่าใครชักชวนให้มาต่อสู้เพียงเพื่อเป็นเครื่องมือให้เขาแต่ไม่มีความจริงใจต่อกัน และไม่แม้แต่หยิบยื่นความเป็นธรรม ให้ ทั้งนี้แม้ตนถูกล่าวหายกป้ายเป็นฆาตกร แต่ไม่เคยเรียกร้องให้นิรโทษกรรมเพราะไม่ได้ทำ แต่คนที่รู้แก่ใจว่ามีการฝึกฝนให้คนติดอาวุธใส่ชุดดำแฝงตัวกับกลุ่มผู้ชุมกำลังจะให้นิรโทษกรรมแก่ตัวเอง พี่น้องเสื้อแดงต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้คนๆนั้นล้างผิดของตนเอง แต่ถ้าใส่เสื้อแดงแล้วไม่ยอมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ตาย ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากเป็นขี้ข้าทักษิณ


     ถ้ามีใครใส่เสื้อแดงเพราะไม่ชอบสองมาตรฐาน ก็ต้องใส่เสื้อแดงที่เขียนว่าหยุดปรองดองจอมปลอมเหมือนกัน เพราะประเทศไทย หรือประเทศไหนก็ตามไม่เคยทำให้คนร่ำรายเท่ากันได้ แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอ่างเสมอภาคกัน  ถ้าใส่เสื้อแดงไม่ชอบสองมาตรฐานแล้วมาชุมนุมต่อสู้แล้วต้องติดคุก แต่กลับยอมคนที่ปลุกระดมแต่กลับไม่ต้องติดคุก แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าสองมาตรฐาน



10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด



By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน

On this December 8-9, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, leader of the Democrat Party, and his then deputy PM Suthep Thaugsuban said they would meet the police investigators on their roles in the death of the 16 Red Shirt protesters during the April-May 2010.

Since both of them were not remorseful, and further accused the current government of ‘Payback politics’


Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.

They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.

1. The following document is the Internal ‘Top Secret’government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.




The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.

2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.
AW-SP-69-81

The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.

3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.
Lesson 7
The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.

This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.

4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.








The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.

5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.


6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request


The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.

Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.

He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.


7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’



Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.

He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.

“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.

8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.



In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:

“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.


9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek


On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.

He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.

10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.

During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.



I ordered everything I am responsible

..

From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?





เปิดหลักฐานชัดมัดคอฆาตกรมาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ ชดใช้หนี้เลือดสังหารหมู่91ศพ


อภิสิทธิ์บอกว่าจำไม่ได้ว่าเคยมีชื่อในทะเบียนบ้านผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อังกฤษ ส่วนศิริโชคแถว่าแค่เคยลงสมัครประธานนักเรียน งั้นไปดูกันเอกสาร 3 ฉบับด้านล่างนี้ เผื่อจะหายความจำเสื่อม แล้วเลิกแถซะที

เอกสารระบุชื่อนายมาร์ค เวชชาชีวะ กับนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในอังกฤษปี 2527-2528 (สะกดชื่อถูก คือ VEJJAJIVA,MARK A. หรือ อภิสิทธิ์ มาร์ค เวชชาชีวะ)

เอกสารระบุชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี2529 ระบุชื่อนายมาร์ค วาชชาชีวะ(สะกดเพี้ยนเป็นVAJJAJIVA , MARK A. )

เอกสารระบุชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี2529 ระบุชื่อนายมาร์ค เวย์ชาชีวะ(สะกดเพี้ยน เป็น VEYYAYIVA, MARK A.)

ตอนผมเรียนหนังสือที่ประเทศอังกฤษ หากผมอยากได้ประโยชน์จากการเป็นคนอังกฤษ ผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ผมก็แสดงตนตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมเป็นนักเรียนต่างชาติ คุณแพ่คุณม่อ คุณพ่อคุณแม่ผมก็เป็นออกค่าใช้จ่าย

เว็บไซต์ นปช.นิวส์ http://uddred.blogspot.ca/2012/03/blog-post_2596.html ได้นำหลักฐานจากนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนชป.ที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศอังกฤษ เพราะเขาเป็นคนอังกฤษมานำแสดง ซึ่งนี่จะเป็นหนทางสำคัญในการนำคนผู้นี้ขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ ฐานสั่งการสังหารหมู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เมษา-19 พฤษภา 53

นชป.นิวส์รายงานว่า หลักฐานแสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ได้ถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นผู้มี สิทธิ์เลือกตั้ง (การเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งท้องถิ่นและอื่นๆ) ในเขตวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ใน พ.ศ. 2527-28, 2529-2530, 2530 หลักฐานทั้งหมดแสดงว่าพวกเขาลงคะแนนเลือกตั้งได้ปีไหน วันไหน เขตไหน

สภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบอกเราว่าวิทยาลัยจะเป็นผู้ส่ง ชื่อนักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมาให้ และคุณจะมีสิทธิ์เลือกตั้งต่อเมื่อคุณถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช หรือสัญชาติจากประเทศอาณานิคมของอังกฤษ สภายังบอกว่าพวกเขาต้องทำการตรวจสอบรอบที่สองกับทางมหาลัยเพื่อจะได้แน่ใจ ว่าคนนั้นมีสิทธิ์เลือกตั้งจริงๆ นั้นหมายความว่านายอภิสิทธิ์และนายกรณ์สมัครเข้าเรียนโดยใช้สัญชาติอังกฤษ ดังนั้นชื่อของพวกเขาจึงอยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

เมื่อเช้าวันที่ 30 มีนาคมนี้ ทนายโรเบิร์ตได้โทรถามวิทยาลัยว่า ทางวิทยาลัยจะทราบได้อย่างไรว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้ง เขาบอกว่าในต้นเทอมการศึกษาทุกครั้ง สภาเทศบาลออกว์ฟอร์ดจะขอให้ทางวิทยาลัยส่งรายชื่อนักศึกษาที่มีสิทธิ์เลือก ตั้งไปให้สภา เราถามว่าจะรู้ได้ยังงัยว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้ง ทางวิทยาลัยตอบว่า จากสัญชาติที่ระบุในใบสมัครเรียนของนักศึกษา เราถามต่อว่านักเรียนต้องส่งไบเกิดให้ทางวิทยาลัยดูเพื่อยืนยันว่านักศึกษา ถือสัญชาติอังกฤษจริงใช่หรือไม่ ทางวิทยาลัยตอบว่าใช่

นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทะเบียนให้มีสิทธิ์เลือกตั้งของอังกฤษในฐานะพลเมือง

ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษอย่าง “ แข็งขัน” เขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เกือบ  30ปี และโกหกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่นั้น

ดูหลักฐานทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีรายชื่อนายอภิสิทธิ์และนายการณ์ได้ที่นี่
เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม รายงานว่า เราวิจัยประเด็นเรื่องการถือสองสัญชาติ (ของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์) อย่างต่อเนื่อง เพราะประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา และจะมีการยื่นเอกสารนี้และตีพิมพ์ประเด็นนี้ในไม่ช้า ในการทำงาน เราได้เปิดโปงหลักฐานชัดเจนที่ระบุว่าอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้อ้างการใช้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษ เพราะปรากฎหลักฐานชื่อของเขาลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลาสามปีเต็มในขณะที่เขาศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักรตามเอกสารข้างล่าง
หลักฐานชิ้นนี้ขัดกับคำแถลงการณ์ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์หลายครั้ง และโดยเฉพาะคำยืนยันอันแน่วแน่ของเขาที่ว่า “เขา” ศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในฐานะนักเรียนไทย นายอภิสิทธิ์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายกรณ์ จติกวณิชถูกลงทำเบียนว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเขตวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2526  ทำให้เขามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ถึงวันที่ 15กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528  และมีรายชื่อในทำเบียนเลือกตั้งอีกครั้งในพ.ศ. 2529 และพ.ศ. 2530
สภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดทำ “รายชื่อเลือกตั้ง” หรือ “ทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ได้แจ้งกับเราว่าวิทยาลัยเป็นผู้ส่งรายชื่อของนักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมาให้ทางสภา นักเรียนจะมีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษ สภาเทศบาลยังแจ้งเราว่าพวกเขาต้องทำการตรวจสอบถึงสองครั้งกับทางวิทยาลัยหากพวกเขาไม่แน่ใจว่านักเรียนบางรายมีสิทธิ์เลือกตั้งจริงหรือไม่ตามที่วิทยาลัยระบุ หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองของผู้ลงคะแนนเสียง นั้นหมายความว่านายอภิสิทธิ์ (และนายกรณ์) ลงทำเบียนเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดโดยใช้สัญชาติอังกฤษ และวิทยาลัยเซ็นต์จอห์นซึ่งเป็นที่อยู่ทางการของนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นทะเบียนนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
วิทยาลัยเซ็นต์จอห์นยังยืนยันว่ากระบวนการนี้บอกเราว่าในช่วงเริ่มแรกของปีการศึกษาในแต่ละปี (ปลายเดือนกันยายนของทุกปี) ทางสภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ดจะขอให้วิทยาลัยเซ็นต์จอห์นส่งรายชื่อนักศึกษาที่มีสิทธิ์เลือกตั้งไปให้สภาเทศบาล วิทยาลัยสรุปว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้งโดยพิจารณาจากสัญชาติที่นักศึกษาระบุในการลงทะเบียนเรียน ดังนั้นนักศึกษาจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษเมื่อสมัครลงทะเบียนเรียน นั้นหมายถึงว่านายอภิสิทธิ์ได้ระบุว่าตนเองเป็นพลเมืองอังกฤษโดยเจตนาและแข็งขันเมื่อเขาลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในปี  2526
ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษอย่าง “ แข็งขัน” เขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เกือบ  30ปี และโกหกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่นั้น นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทำเบียนให้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในประเทศสหราชอาณาจักรในฐานะพลเมือง

มาร์คอ้างจำไม่ได้-หริโชคแถเคยแค่สมัครประธานนักเรียน


เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์สั้นๆ กรณีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความคนเสื้อแดง ระบุมีหลักฐานว่า นายอภิสิทธิ์ใช้สิทธิเลือกตั้งที่อังกฤษเพราะมีสัญชาติอังกฤษ และสามารถนำกรณีนี้ยื่นเรื่องความรุนแรงทางการเมืองเข้าสู่ศาลโลกได้ ว่าไม่ทราบ จำไม่ได้

ด้านนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา ปชป. คนใกล้ชิด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ตนรู้จักนายอภิสิทธิ์ที่เป็นนักการเมืองก็ไม่เคยไปใช้สิทธิที่อังกฤษ หากนายโรเบิร์ต มีข้อมูลก็สามารถไปยื่นต่อศาลโลก แล้วก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง ว่าศาลโลกจะมีขอบเขตอำนาจในการที่จะเอานายอภิสิทธิ์ไปขึ้นศาลโลกหรือไม่


   “เอกสารที่นายโรเบิร์ตพูดถึงคืออะไร ผมก็ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร และไม่รู้ว่าเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งหมายถึงอะไร เพราะถ้าถามว่า นายอภิสิทธิ์เคยสมัครเป็นประธานนักเรียน ก็ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมไม่รู้ว่าคำว่าสิทธิเลือกตั้งของนายอัมสเตอร์ดัมสะท้อนให้เห็นว่าไปใช้สิทธิระดับไหน ถามว่าคุณอภิสิทธิ์เคยลงเลือกตั้งสมัครเป็นประธานนักเรียนหรือไม่ ก็เคย ก็ไม่ได้หมายว่ามีสัญญชาติอังกฤษ และผมคิดว่าตัวคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้กลัวการขึ้นศาลโลกอยู่แล้ว เพียงแต่นายอัมสเตอร์ดัม พยายามสร้างเงื่อนไข สร้างเรื่องมาโดยตลอด รอมาตั้งนานแล้วก็ไม่เห็นทำเสียที"

*************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ชิบหายแล้วมาร์ค!หลักฐานมัดคอมีสิทธิ์เลือกตั้งอังกฤษ3หน หนีไม่พ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ







อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนักเรียนในอังกฤษ นอกจากเกิดที่อังกฤษ เขายังเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งถึง 3 หนในประเทศนั้นด้วย นี่จึงเป็นหลักฐานเพียงพอที่จะส่งตัวขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 29, 2555

โพลล์ไทยอีนิวส์: ไทยควรลงสัตยาบรรณICCหรือไม่?



ผลการสำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2555 ในหัวข้อเรื่อง "ไทยควรลงสัตยาบรรณICCหรือไม่?" โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 1895 ครั้ง

อ่านเพิ่ม

คณะผู้แทนไทยพบICCขณะที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายรอบใหม่ และจดหมายจากอดีตนักโทษ6ตุลา / 1 กรกฎาคม 2555

ต้องอ่าน เมื่อนักเขียนแดงเข้ม 'วิวาทะ' นักเขียนรางวัลซีไรท์

 ขอบคุณภาพ คมชัดลึก


29 กรกฎาคม 2555

ที่มา วัฒน์ ท่าเสา

จดหมายถึง วิมล ไทรนิ่มนวล 

โดย วัฒน์ วัลยางกูร

ความเป็นมา 

 ปกติผมไม่ได้เข้า fb จนสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกไม่ลืมหูลืมตา ผมไปนั่งเล่นอยู่บ้าน คุณ เล่ ท่าเสา ก็เลยให้เขานำข้อเขียนจากคอลัมน์ประจำใน ข่าวสดวันอาทิตย์ มาแบ่งกันอ่านทาง fb ปรากฏว่า ได้ผลครับ นายจอมตั๊บ ซึ่งตอนนี้ผมขอเรียกว่า นายจอม (น่า)ตื้บ –ฮา (ที่จริงเขาเป็นน้องชายที่น่ารัก)   ได้ตัดตอนบางส่วนของข้อเขียนนั้น ไปทำโปสเตอร์เสียดิบดี เลือกรูปของผม ที่ “ถ่ายขึ้น” ดูดีกว่าตัวจริง มันก็เลยไปล่อเหยื่อตัวค่อนข้างใหญ่อย่าง วิมล ไทรนิ่มนวล...งานเข้า

 ดูก็รู้ว่า วิมล อ่านแต่ข้อความในโปสเตอร์นั้น ไม่ได้อ่านข้อเขียนทั้งหมด  แค่นายจอมเขาวงเล็บว่า ( สหายร้อย)  วิมลก็คิดเป็นตุเป็นตะไปถึงเรื่อง อุดมการณ์ “ซอมบี้”  ซึ่งหากวิมลอ่านข้อเขียนเต็มชิ้นในข่าวสด ก็น่าจะไม่คิดไปแบบนั้น

ตุ๊กตุ๋ย ลูกชายคนโต ซึ่งวิมล คงจำได้ เพราะตุ๊กตุ๋ยนั้น เมดอินประตูน้ำพระอินทร์  บ้านผมกับวิมลห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร (พ.ศ. 2529) ลูกชายซึ่งเรียนจบ มาสองปีแล้ว บอกว่า (อาวิมล) เค้าไปอยู่ที่ไหนมา (จึงไม่รู้ว่า พ่อ คิดอะไร)

ปีนั้น วิมลต้องกินยาพาราเซตตามอล แก้อาการปวดหัวข้างเดียว ปีนี้ ผมขอให้ยาวิมลในเรื่องความคิดการเมือง

กวี คือใคร 

สำหรับคนไทย ที่เอาเข้าจริงก็ไม่ละเอียดพิถีพิถันกับภาษาไทยนัก มักเหมารวมคนที่มีอาชีพทางเขียนหนังสือทั้งหมดว่า “ กวี”  หรือไม่ก็เรียกตามความเข้าใจว่า “พวกกวีซีไรต์” เขาไม่สนใจหรอกว่า คุณจะเขียนบทกวี เรื่องสั้น หรือนิยาย  หรือเคยซีไรต์ ไม่ซีไรต์

ฉะนั้น ถ้าบอกว่า “กวีโง่”  ย่อมหมายรวมถึง นักเขียนนิยายโง่...ก็ได้ และหมายถึง วัฒน์โง่ วิมลโง่ ได้ทั้งนั้น
เมื่อใดคุณโง่ และตระหนักได้ว่า ตัวเองโง่ วันนั้นคุณเริ่มฉลาด

 เป็นกวี นักเขียน แต่ไม่ใส่ใจ สนใจ ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองต้องแสดงความคิดเห็น ย่อมมีโอกาสเสียค่าโง่ได้

ที เวลา ตั๊ก บงกช เสียค่าโง่ แสดงความเห็นในเรื่องที่ตนเองไม่ได้ศึกษา เช่น ที่ด่าอากง เหยื่อคดี 112 สังคมยังถล่มยับ แล้วจะต่างอะไรกับกวีนักเขียน ที่ชอบแสดงความเห็นทางการเมือง โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้

 นี่คือปัญหาของ ปัญญาชนคนชั้นกลาง ที่หลงคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น ขาดข้อมูล ไม่ศึกษาค้นคว้า  ก็เลยเหมารวมคนอื่นด้วยฐานข้อมูลเก่าๆ เช่นที่ วิมล กล่าวหาผมว่า มีความคิดแบบซอมบี้...เดี๋ยวจะขยายความ

นายเหนือหัวพวกคุณ 

 เป็นการกล่าวหาอย่างพล่อยๆ

ไม่มีเหตุผล ไม่มีพยานหลักฐาน  ไม่มีความเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง  ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายเหนือหัว วัฒน์ วรรลยางกูร เมื่อไร

สิ่งที่เรียกว่า ทักษิณ ผมมองโลกตามความเป็นจริง มองทักษิณตามที่เขาเป็นจริง ไม่ได้มองตามการใส่ร้ายป้ายสี และไม่มองตามความคลั่งไคล้เฉพาะกลุ่ม

ส่วนที่ดีของ ทักษิณ มีมาก ส่วนบกพร่องของ ทักษิณ ก็มี ...มองตามเสียงสะท้อนของชาวบ้านใกล้เรือนเคียง

 สมัยปี 2522 ที่ภูพาน อีสานเหนือ จากการเดินป่าหาหน่อไม้ ผมเขียนกลอนไว้

กินหน่อไม้หลังตรงเหมือนหน่อไม้  
ไม่ต้องยอมค้อมไหล่รับใช้เขา   
ให้กินหมูกินไก่ก็ไม่เอา   
หากต้องเฝ้าหมอบราบกราบคนพาล  

 ผมไม่ใช่คนเย่อหยิ่งไร้เหตุผล  กับคนดี น่าเคารพ ผมกราบได้

 แต่ถ้าเป็นคนพาล เที่ยวระรานประชาชนด้วยการรัฐประหาร เข่นฆ่าล่าสังหาร ไม่เคารพ

อุดมการณ์ซอมบี้ 

 นี่คือสิ่งสะท้อนความสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ของคนชั้นกลางส่วนหนึ่ง รวมทั้งความสับสนของวิมล

คล้ายกับเมื่อ วิมล ไทรนิ่มนวล ว่า วัฒน์ ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ยืดยาว 17 ข้อ แต่พอลงท้าย ก็บอกว่า วัฒน์ก็ดีอยู่นะ …อ้าว

หรือบอกว่า “ไม่เอารัฐประหาร” แต่ก็บอกว่า ผู้คนโล่งใจเมื่อมีรัฐประหาร จนถึงกับเอาดอกไม้ไปมอบให้รถถัง ...อ้าว มึงเอารัฐประหารนี่หว่า

หรือ บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนเสื้อแดง แต่ก็บอกว่า คนเสื้อแดงมันรุนแรงอย่างนั้นอย่างนี้ รนมาหาที่ตาย หรือทำเพื่อนายเหนือหัว อ่านเสร็จต้องบอกว่า วิมลเห็นดีกับการฆ่าคนเสื้อแดง
นี่คือตัวคุณ  มีอะไรก็ว่ากันซื่อๆตรงๆดีกว่า จะซ้าย จะขวา จะแดง จะเหลือง แล้วจะได้ปฏิสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าหลบเลี่ยงสับสน แอบไปแอบมา

ประหลาด ใจ  คิดได้ไง ว่าคนเสื้อแดงยอมกระทั่งวิ่งไปให้เขายิงตาย “เพื่อทักษิณ” คนเหล่านี้ เขาเป็นมนุษย์(เหมือนคุณ) หรือเปล่าครับ หรือยอมตายเพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ 7 ล้าน ค่าเยียวยา  

วิมลคิดเหมือนพวกพรรคแมลงสาบ ที่ว่า ให้ทักษิณควักเงินจ่ายเอง ถามว่า ใครสั่งฆ่า
เหี้ยสั่งฆ่า ห่าสั่งยิง ใช่ไหม

อย่ามาอ้างเรื่องแดงยั่วยุ เพราะมันจะเหมือนพวกฆาตกรฆ่าข่มขืน อ้างเรื่องว่าเหยื่อแต่งตัวโป๊ เลยถูกฆ่าข่มขืน

 การกล่าวหาว่า ผมมี “อุดมการณ์ซอมบี้” สะท้อนว่า นักเขียนซีไรต์ จากนิยายเรื่อง อมตะ  วิมล ไทรนิ่มนวล ไม่อ่านหนังสือ

ใน ช่วงปี –สองปี นี้  ผมให้สัมภาษณ์ วรพจน์ พันธ์พงศ์ รวมเล่มอยู่ในหนังสือพ็อกเกตบุ๊ค ชื่อ แสงสว่างกลางความมืด  พิมพ์ไปเมื่อไม่เกินหนึ่งปี  ถ้าวิมลได้อ่าน ก็จะไม่กล่าวหาผมอย่างนี้

วิมล ว่าผมมีอุดมการณ์ซอมบี้  น่าจะเป็นการเหมารวมจากคำว่า “สหายร้อย” ทำนองว่า วัฒน์ยังเป็นคอมมิวนิสต์หลงยุค แล้วสถานการณ์ทักษิณเอื้อให้คอมฯหลงยุค มาเพ่นพ่าน  ซึ่งที่จริง ภาพนี้มันน่าจะเป็น กรณีของ “กองทัพปลดแอก” มาชักธงแดงหนุน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่า   คือเป็นการทำอะไรทะเล่อทะล่า  ผิดที่ผิดทาง ผิดยุคสมัย

ถ้าวิมลอ่าน ข้อเขียนเต็มในข่าวสด วันอาทิตย์ 29 กค. 2555 ผมพูดถึงว่า การที่มีคนเสื้อแดงตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาเป็นหลายล้านคนนั้น  น่าจะเป็นภาพฝันของคนรุ่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อปี พ.ศ. 2475  แล้ววิมลจะเข้าใจได้ (มั้ง)

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์สังคมนิยม เป็นกระแสความคิดในยุคสงครามเย็น ระหว่างฝ่าย อเมริกา กับ โซเวียตรัสเซีย และจีน ซึ่งจบไปแล้ว

ขบวน คอมมิวนิสต์ไทย หรือ พคท. ซึ่งก็จบไปพร้อมกับการยุติสงครามเย็น  แน่นอนว่า โดยส่วนอุดมการณ์รวม ประสบปัญหาจนต้องยุติไป  แต่ในส่วนจิตใจของสมาชิกขบวนการในยุคนั้น จิตใจของบรรดาสหายส่วนใหญ่ ที่ผมสัมผัสมากว่าสี่ปี (2519 – 2524) เป็นจิตใจที่น่านับถือ คือมุ่งหวังสร้างสังคมที่ดี (คุณจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม)  เพียงแต่เป็นไปไม่ได้  ก็เลยต้องยุติ

เป็นไปไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริง พคท. ในยุคนั้น ฝ่ายมีอำนาจนำส่วนหนึ่ง  ยังติดยึดลัทธิคัมภีร์เหมา  ห่างเหินความเป็นจริงของสังคมไทย  นั่นคือข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ ที่มีรายละเอียดอีกมาก...
ยังมีอุดมการณ์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งฝ่าย พคท. ยุคโน้น มองไม่เห็น  แต่คนที่ตื่นตัวทางการเมืองยุคนี้มองเห็น คืออุดมการณ์ปฏิวัติประชาธิปไตย ของคณะราษฎร

วันที่ 24 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา จึงมีคนจำนวนมากตื่นตัวเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกวันชาติ 24 มิถุนายน 2475 ...วิมล รู้ข่าวพวกนี้บ้างหรือไม่

รวมทั้งการรวมตัวของนักกฎหมายหนุ่มสาว “นิติราษฎร์” และกลุ่มนักศึกษาที่ประกาศตัวเป็น คณะราษฎร 2

อะไร คืออุดมการณ์ของคณะราษฎร  ก็คืออุดมการณ์สร้างประชาธิปไตย ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางษ์ เรียกร้องระบอบ “ประชาธิปไตย โดยกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ”

สืบเนื่องมาถึง กบฏ ร.ศ. 130 ในปี พ.ศ. 2455 สมัยรัชกาลที่หก  ที่เรียกร้องถึงขั้นเป็น “รีปั๊บลิค” เพราะเบื่อระอากับระบบเอกาธิปไตย คนเป็นใหญ่คนเดียวทำกิจการบ้านเมืองไปตามอำเภอใจ จนกระทั่งเงินหมดท้องพระคลัง รวมทั้งการสืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยระบบสายเลือด ที่เสื่อมทรามลงด้วยปัญหา “เลือดชิด”   จึงนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

คณะราษฎร โดยนายปรีดี พนมยงค์ ยังคิดเรื่องสวัสดิการสังคม จึงร่างสมุดปกเหลือง ในปี 2475 แต่ถูกคณะเจ้าขัดขวาง จึงทำอะไรไม่ได้

สมุดปกเหลือง มีรายละเอียดอย่างไร กวีจะต้องอ่านให้ประจักษ์ถ่องแท้แล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จะได้ไม่เสียค่าโง่

ผม ให้สัมภาษณ์ วรพจน์ พันธ์พงศ์ ไปว่า โมเดลของคณะราษฎร น่าจะลงตัวดีแล้ว คือเป็นประชาธิปไตย กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  มีสวัสดิการสังคม เช่น เรียนฟรี เจ็บป่วยก็รักษาพยาบาลฟรี มีหลักประกันตอนตกงาน กระจายการถือครองที่ดิน เก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินในอัตราสูงเพื่อนำมาใช้จ่ายในสวัสดิการข้างต้น ฯลฯ

อุดมการณ์ของคณะราษฎร เป็น “ซอมบี้” หรือครับ คุณวิมล ไทรนิ่มนวล

 แปด สิบปียังทำอะไรไม่ได้ เพราะฝ่ายคณะเจ้าขัดขวางตลอด  ใส่ร้ายป้ายสีจนนายปรีดี ต้องไปตายที่ฝรั่งเศส  คณะเจ้าคอยป่วนระบบการเมืองจนพังยับ  ระบบการเมืองที่ยังอ่อนแอ แทนที่จะช่วยกันประคับประคองให้เติบโตเข้มแข็ง ก็ถูกทำให้เละเทะ  ขยายภาพด้านที่เลวร้ายของนักการเมือง เป็นข้ออ้างเพื่อเข้ามาแทรกแซง ด้วยอำนาจทหาร ตุลาการ  ถึงขั้นบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป...อย่างทุกวันนี้

คณะ ราษฎร อยู่ได้แค่ปี 2490 และสืบทอดมาอีกในยุค ป. พิบูล ที่เป็นกึ่งๆ ไม่เต็มใบ จนถึงปี 2500 ก็เรียบร้อยคณะเจ้า โดยการรัฐประหารของ สฤษดิ์ ธนรัชต์  นี่คือกว่า 55 ปี แห่งการสถาปนาอำนาจคณะเจ้าอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เหนือเศรษฐกิจไทย(ผูกขาดแม่งเกือบทุกกิจการใหญ่ๆ) เหนือวัฒนธรรมไทย โดยการโปรปะกันดาอย่างหนักหน่วง ไม่ลืมหูลืมตา

วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนฝีมือฉกาจที่เคยเขียนนิยายเรื่อง คนทรงจ้าว “รู้ทัน” เรื่องพวกนี้ไหม
 หรือว่ารู้ แต่ทำเป็นไม่รู้ เพราะเป็นคนฉลาดแต่ในทางเอาตัวรอด

“อ้าย ขาม” คนทรงจ้าว มีกลเม็ดหลอกลวงผู้คนในตำบลโคกพระนาง อย่างไร  วิมลเอ๋ย..ศึกษาเบื้องลึกการเมืองไทยวันนี้  แล้วจะได้ข้อมูลเขียน คนทรงจ้าว ภาคสอง ได้เด็ดเผ็ดมันกว่าของเดิมมากนัก เพื่อนเอ๋ย

ข้อมูล ลึกด้านนี้ เด็กเมื้อวานซืน รุ่นตุ๊กตุ๋ย ตั๊กแตน  เขาอ่านกันถล่มทลาย  แล้วพวกกวีคนฉลาดไปทำอะไรอยู่ที่ไหน  อ่านหนังสือ เดอะ..K .เนเว่อร์  S หรือยัง  ( เห็นไหมว่า แค่พูดชื่อหนังสือยังต้องเลี่ยง)

รุนแรงไม่รุนแรง  

 การประกาศไม่เอาความรุนแรงแบบลอยๆนั้น พูดอีกก็ถูกอีก

 การจะอหิงสาแบบ มหาตมะ คานธี โปรดพิจารณาเงื่อนไขแตกต่าง  คานธี สู้กับอังกฤษ ที่กำลังอ่อนแอด้วยภาวะสงครามรุมล้อม  และอังกฤษก็โดนไฟท์บังคับว่าต้องทำตัวมีกติกามารยาท

 ส่วนอหิงสาไทย  คุณต้องเจอกับความรุนแรงบ้าระห่ำของ ไดโนเสาร์โรคจิต เงื่อนไขต่างกัน
เรื่อง เสื้อแดงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ มีหลักฐานแล้วว่า ไม่จริง แกนนำมอบตัวแล้ว ทหารของ ศอฉ.คุมพื้นที่หมดแล้ว เสื้อแดงสลายไปแล้ว จึงมีการเผา  ส่วนการเผาในต่างจังหวัด เป็นไปได้ทั้งการ “ล่อเผา” และมั่วเผา ผมขี้เกียจเถียงเรื่องพวกนี้ ดูข้อมูลเถอะ

 ถามกลับว่า สมัย 14 ตุลาคม 2516 และ 18 – 19 พฤษภาคม 2535 ฝ่ายประชาธิปไตย “เผา” หรือเปล่า   ปรากฏว่า เผากรมประชาสัมพันธ์ เผากรมสรรพากร เผาตึก กตป. (สี่แยกคอกวัว) เผากองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า

 14 ตุลา เผาแหลก แล้วได้เป็นวีรชน

แต่ 19 พค. 53 ไฟไหม้ ใครเผาให้ดูข้อมูลลึก เสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย

เผาแล้ว ไฟไหม้แล้ว ใครจะเป็นวีรชน หรือเป็นผู้ก่อการร้าย  อยู่ที่ว่า “คณะเจ้า” ได้ประโยชน์หรือไม่

 หลัง 14 ตุลาคม 2516 คณะเจ้าได้ประโยชน์ คือตั้งองคมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์  เป็นนายกฯ  แล้วจึงทำพิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน ในเดือนตุลาคม 2517

หลัง 18 -19 พฤษภา 35 คณะเจ้า ได้ประโยชน์  จึงตั้ง อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ ทุกวันนี้ ธีรยุทธ บุญมี ก็อยู่ในเครือข่ายของ อานันท์ ปันยารชุน ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ ธีรยุทธ จะหุบปากเงียบในสมัยนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ (เขาพวกเดียวกัน) แล้วใส่เสื้อกั๊กออกมาวิพากษ์นายกฯคนอื่นๆ

 ส่วน 6 ตุลาคม 2519 (จำได้ว่า วิมล ไทรนิ่มนวล เคยเอารูปภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา มาให้ผมดู ในช่วงปี 2528 – 2529 เหมือนกับกลัว วัฒน์ จะลืม 6 ตุลา)“คณะเจ้า” อำนวยการสร้าง เขียนบท และร่วมแสดงนำ เบื้องหลังเรื่องนี้ หาอ่านได้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

 รุนแรงไม่รุนแรง หลัง 6 ตุลา 2519 ผมเขียนเพลงว่า “สู้กับปืนต้องมีปืนยืนกระหน่ำ” เขียนทั้งที่ยืนยันว่า รักสันติ อหิงสา

ถ้า เราสู้กับ “คน”  ไม่ใช่สู้กับ “ปืน”  สู้กับคน ก็ใช้เหตุผล อย่างที่ผมสู้กับคุณวิมลอยู่นี้  แต่ถ้าสู้กับปืน...ปืนเผด็จการที่มาปล้นอำนาจประชาชน  แค่โจรมาปล้นบ้าน เราก็ต้องมีอาวุธสู้กับมัน แล้วนี่ไม่ใช่โจรกระจอก เป็นโจรปล้นบ้านเมือง ใช้กองทัพ ใช้รถถัง

กลุ่มอาจารย์ คณะนิติราษฎร์ จึงได้เสนอว่า รัฐธรรมนูญควรบัญญัติ  เมื่อมีการรัฐประหาร  ประชาชนมีสิทธิ์สู้ได้ “ทุกรูปแบบ” โดยไม่ผิดกฎหมาย

สมมุติว่า คนเสื้อแดง ที่เขาไปร่วมเผาศาลากลางบางแห่งในภาคอีสาน  เพราะเหตุจูงใจว่า พี่น้องประชาชนของเขา ถูกยิงตายด้วยอาวุธสงครามโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล (นายกฯอภิสิทธิ์) ทำให้เกิดความคับแค้น  ผมคิดว่า ไม่ผิดครับ

และถึงอย่างไร การเผาสถานที่ ต่างจากการเข่นฆ่าชีวิตคน

แต่สำหรับสังคมไท้ย – ไทย  ทำอะไรแล้วจะถูกหรือผิด ไม่ใช่เรื่องเหตุผล เรื่องความเป็นธรรม แต่เป็นเรื่องว่า ใครได้ประโยชน์  หากทำแล้ว ฝ่ายคณะเจ้าได้ประโยชน์ ก็ไม่ผิด ได้เป็นวีรชน ไม่ต้องเป็นผู้ก่อการร้าย  นี่คือความจริงของประเทศไทย

ส่วนเรื่องอื่นๆ  ค่อยสนทนากันต่อไป

*********

คมชัดลึกนำเสนอข่าว "โซเชียลร้อน!นักเขียนวิวาทะอีกคู่" เมื่อวันที่  27 กรกฎาคม 2555  ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอโดยไม่ตัดทอน เพื่อให้ได้เห็น 'วิวาทะ'ของทั้งสองฝ่าย

นักเขียนเปิดศึก 'วิวาทะ' ร้อนอีกคู่ 'วิมล ไทรนิ่มนวล' นักเขียนซีไรต์ เปิดศึกปะทะ 'วัฒน์ วรรยางกูร' ร่ายยาว 17 ข้อผ่านเฟซบุ๊ค โต้ประเด็น 'กวีโง่' ไม่เข้าใจ 'นามธรรม-เสมอภาค-มนุษยธรรม'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดปรากฏการณ์วิวาทะทางความคิด อันสืบเนื่องจากทัศนคติทางการเมืองขึ้นอีกแล้ว ในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยครั้งนี้ เป็น "วิมล ไทรนิ่มนวล" นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้ออกมาร่ายยาว 17 ข้อ ผ่านเฟซบุ๊ค "wimonwriter" เพื่อตอบโต้ทัศนะความเห็นของ "วัฒน์ วรรยางกูร" นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นต่อการเขียนของกวีและนักเขียนบางท่านก่อน หน้านี้
 
  ทั้งนี้ "วิมล ไทรนิ่มนวล" ได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊ค โดยตั้งหัวเรื่องว่า "วิจารณ์ วาทะเท่ ของ วัฒน์ วรรลยางกูร (สหายร้อย) จั๊กกะนิด" โดยมีเนื้อหาทั้ง 17 ข้อ ดังนี้

1. ก่อนจะ “เคลียร์ร่วมกัน” กับ “สหายร้อย” ต้องบอกก่อนว่า เรื่องที่สหายร้อยพูดถึงนี้​เป็นประเด็นสาธารณะ แต่ถ้าผมเห็นต่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเข้ากับฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายสหายร้​อย ยุคนี้พูดอะไรสักประเด็นก็ก​ลายเป็นเรื่องเหมารวมไปหมด มันถึงวุ่นไม่จบ.

 2. ประเด็นที่สหายร้อยพูดนี้ (กวีโง่) ไม่เกี่ยวกับผม เพราะผมไม่ได้เป็นกวี เขียนกวีเป็นเรื่องอดิเรก แต่ก็ตั้งใจเขียน ผมเป็นคนเขียนนวนิยาย...ผมท​ราบดีว่า กวีโง่นั้น สหายร้อยหมายถึง..เนาวรัตน์​ พงษ์ไพบูลย์ เพราะไปแตะ “ซ้าย” (ที่มีสหายร้อยรวมอยู่ด้วย)​ สุรชัย จันทิมาทร และ ไพวรินทร์ ขาวงาม รวมทั้งคนอื่นๆที่เห็นต่างจ​ากพวกเสื้อแดงและนายเหนือหั​วของคุณ.

 3. กลับมาเรื่อง กวีบางคนโง่ ไม่เข้าใจเรื่องของ “นามธรรม” เช่นว่า “เสมอภาค” หรือ “มนุษยธรรม”..ผมเอาตัวเองเป็นตัววัด (ตัวอะไรก็ช่างเถอะ) ผมอ่านงานทั้งของวัฒน์ ไพวรินทร์ และเนาวรัตน์ รวมทั้งอ่านเพลงของสุรชัย ผมบอกได้ว่า “วัฒน์ วรรลยางกูร” เข้าใจเรื่องดังกล่าวน้อยกว่าสามคนนี้มาก... “นามธรรม - เสมอภาค –มนุษยธรรม” ของวัฒน์ก็แค่เห็นใจ สงสาร ที่บวกเอา “ความยุติธรรม” เข้าไปด้วย แต่ทั้งสามคำนี้ (น่าจะบวก ภราดรภาพเข้าไปด้วยจะได้ครบ​สูตร) แต่ละคนก็ “นิยาม” ต่างกัน ดังนั้นสหายร้อยต้องเคลียร์​ตรงนี้ก่อน จึงวิวาทะกันต่อไปได้ อย่าพูดคลุม.

4. ถ้า “นามธรรม เสมอภาค มนุษยธรรม” หมายถึง(หรือตัวอย่าง) คนเสื้อแดงถูกยิงด้วยสไนเปอ​ร์แล้วกวีโง่หัวเราะสะใจ ผมก็เห็นด้วยกับสหายร้อย...​และผมก็ไม่เห็นด้วยมาแต่ต้น​แล้ว.

5. แต่สิ่งที่ต้องถามต่อไปว่าก็คือ ทำไมคนเสื้อแดงถึงมาถูกยิงต​าย? อย่าล้อมกรอบหรือตัดทอนแค่ต​รงโดนยิง...คำถามของผมก็คือ​ คนที่ปลุกระดม(อย่างคุณ)เขา​คิดเรื่องนามธรรม เสมอภาค ความ มนุษยธรรมไหม? ทั้งกับคนเสื้อแดง เสื้อสีอื่น และพวกที่เหม็นเบื่อ-เดือดร้อนสาหัสจากการกระทำของพวกคุณ? ถ้าพูดแบบที่สหายร้อยยกตัวอ​ย่างเสื้อแดงโดนสไนเปอร์ ผมก็ถามว่า พวกแกนนำและฯพณฯของพวก คุณทำไมไม่ไปตายกับเขาบ้าง จะได้มีมนุษยธรรม หรือเอาเงินส่วนตัวจ่ายค่าบ​าดเจ็บล้มตายของคนเสื้อแดงแ​ทนภาษีก็ยังดี ผมยกตัวอย่างแบบนี้ก็เพื่อจ​ะแสดงให้เห็นว่า นิยามและเหตุผลนามธรรมของคุ​ณมันแข็งทื่อ และคุณเลือกที่จะใช้เฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายคุณเท่​านั้น.

6. พวกแกนนำปลุกระดม ยุให้มวลชนเสื้อแดงเผาศาลาก​ลางจังหวัด เผาเมือง “กรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิง” และก็เผาจริง คุณจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร? เรียกว่าความเสมอภาคหรือ? เรียกว่ามนุษยธรรมหรือ? กวีอย่างสามคนข้างต้นโง่หรื​อ?

7. แกนนำและนายเหนือหัวคุณยุให้เผา และเผาจริงนี้ คุณไม่ต้องปฏิเสธ เปิดคลิปดูวันไหนก็พบวันนั้​น ชัดเจน และผมก็ดูถ่ายทอดสดแบบต่อเนื่อง..อีกคำถามหนึ่งก็คือ ความเสมอภาค มนุษยธรรม มันมีเฉพาะพวกคุณหรือ? ผมล่ะ? ที่โดนผลกระทบจากการกระทำขอ​งพวกคุณไม่ต้องมีให้ใช่ไหม?

8. นามธรรมไม่ใช่มีแค่ปรากฏการ​ณ์ และมันก็ไม่ได้มีเป็นกรอบเห​มือนรูปภาพที่คุณจะเลือกเอา​มาแสดงหาประโยชน์ เข้าฝ่ายตน​ แต่เป็นความต่อเนื่อง คือ “สิ่งหนึ่งมี อีกสิ่งหนึ่งก็ย่อมมี” มันเป็นเหตุเป็นผลเนื่องกัน​ หรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน.​..ข้อเสนอแนะก็คือ แบ่งเวลาประดิดประดอยถ้อยคำ​ อ่านทฤษฎีปฏิวัติ หรือกลยุทธ์ไปอ่านเรื่อง “นามธรรม” ของจริงเสียบ้าง อย่าคิดเอาเองอย่างเดียว ไม่งั้นคุณจะโง่กว่ากวีที่คุณด่าเขา.

 9. เรื่องกวีไม่มีความรู้เรื่อ​งเศรษฐกิจทุนนิยม ได้แต่เจื้อยแจ้วเป็นนกแก้ว​นกขุนทองว่า “ทุนสามานย์ - ทุนสามานย์” ไม่สามารถแยกแยะว่า กลุ่มทุนที่เข้าสู่การเมือง​ด้วยวิธีการเลือกตั้ง กับกลุ่มทุนที่(แอบ) เข้าสู่อำนาจการเมืองโดยการ​รัฐประหาร และเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่านั้น ทุนไหนสามานย์กว่ากัน...ประ​เด็นนี้ผมกลุ้มใจกะคุณจริงๆ​..แต่ก็ชี้ให้เห็น ว่า คุณเลือกที่จะตัดทอนเหตุการ​ณ์ต่างกันแล้วเอามาต่อให้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน อย่างการรัฐประหารนั้น มีแต่คนโล่งใจ มีคนเอาดอกไม้ไปให้ทหาร เพราะเขาเหลือจะทนกับสภาพกา​รเมืองตอนนั้น

ย้ำ อย่า...อย่าเหมาว่าผมเห็นด้​วยกับการรัฐประหาร..คนอย่าง​พวกคุณและมนุษยธรรม อย่างพวก​คุณไว้ใจไม่ได้ ...จากนั้นพวกคุณก็ปลุกระดม​คนอยู่นานจนมีมวลชนคนเสื้อแ​ดงคับคั่งและสั่ง ได้ รวมทั้งคุณด้วย แต่คุณจะตะแบงเรียกว่าพวกคุ​ณทนต่อความอยุติธรรมไม่ไหว.​.ก็เรื่องของคุณ แต่ตอนที่มีการล้อมปราบ...ใ​ช้สไนเปอร์นั้นมันอีกตอนหนึ่ง ห่างกันถึง 3 ปี..แต่คุณเอามาผสานให้เป็น​เหตุการณ์เดียวกัน! นี่ก็มนุษยธรรมแบบพวกคุณอีก​ใช่ไหม?

10. พวกคุณและมวลชนบีบบังคับ..ด้วย “สันติ อหิงสา” แต่ความรุนแรงไม่ได้มีแค่กา​รใช้กำลังเข่นฆ่าทำลายล้างกัน แต่ การกดดัน การยั่วยุ การใช้วาจารุนแรงก็เป็นความ​รุนแรง และบางครั้งรุนแรงกว่าการใช้กำลังอีก เพราะมันสามารถใช้ให้คนทำอะ​ไรก็ได้ (ม็อบ แปลว่า ฝูงชนที่บ้าคลั่ง) และพวกคุณก็ทำ เมื่อพวกคุณรุนแรง ปรปักษ์ของคุณก็ย่อมรุนแรง.​..มันเป็นเหตุเป็นผลเนื่องกัน...(อย่างที่พูด แต่ต้นแล้​ว) คุณพูดเหมือนคุณลึกซึ้งเรื่​องนามธรรม ก็น่าจะกระจ่างใจประเด็นนี้​? ...ย้ำ..และผมไม่เห็นด้วยกั​บการใช้ความรุนแรงของทุกฝ่า​ย.

11. เรื่องทุนนิยมสามานย์ ถึงผมไม่ใช่กวีหน้าโง่ ผมก็เห็นว่าใช่! และหากคุณเงยหน้าจากอุดมการ​ณ์ของคุณ และหยุดก้มหน้ารับแต่คำสั่ง​จากนายเหนือหัวของคุณ คุณก็จะเห็นด้วยเช่นกัน

12. ทุนนิยมสามานย์หรือทุนนิยมแ​สนดีของคุณมันเป็นเรื่อง “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” ถ้าคุณเข้าใจนามธรรมดีก็ไม่​ต้องเอามาโยงกับ “วิธี” แย่งชิงอำนาจ คือ การรัฐประหาร..คุณอย่าเอาปา​กไปจูบก้น คืออย่าสลับหรือกลับหัวกลับ​หาง..นี่ก็เป็นมนุษยธรรมของ​คุณอีกใช่ไหม? ที่จะพูดตัดต่อ เพื่อ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”

13. สิ่งที่อยากถามก็คือ “ซ้ายอย่างคุณและพวกคุณ” คิดอย่างไรถึงไปรับใช้นายทุ​น จนถึงขนาดปกป้องแก้ต่าง สรรเสริญ อย่างออกหน้าออกตา..ตามหลัก​การแล้ว ซ้ายต้องต่อต้านทำลายทุนนิย​มไม่ใช่หรือ?

14. คำถาม...ย้ำ (กลัวมนุษยธรรมของคุณจริงๆ)​ คำถาม ก)...ไอ้วงเล็บ (สหายร้อย) ของคุณน่ะ หมายถึงประกาศเจตนารมณ์แล้ว​ใช่ไหมว่าจะปฏิวัติประเทศนี้ไปเป็นสังคมนิยม หรือคอมมิว​นิสต์? ไม่ต้องตอบก็ได้ ข) ถ้าใช่ กรุณาไปอ่าน ข้อ 13 อีกที...ถ้าคุณคิดว่าการสบค​บคิดกับนายอภิมหานายทุนนั้น​ คือการเป็นแนวร่วมชั่วคราวล​ะก็..เชื่อเถอะ คุณจะเป็นไปชั่วนิจนิรันดร์​ พร้อมกับส่งเสริมให้นายเหนื​อหัว –ทุนนิยมแสนดีของคุณครองประ​เทศนี้ได้สมใจ.

15. คำถาม...ถามว่าคุณรู้ตัวหรื​อไม่ว่า คุณเป็น “ซอมบี้” ที่เปื่อยเน่าไปแล้ว? และได้รับการปลุกเสกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเอาอุดมการณ์ที่ตายซาก​ไปแล้วของคุณไปกองหน้ากล้าต​ายให้ทุนนิยมแสนดี?

16. ประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยน​แปลงการปกครองไปเป็นสังคมนิ​ยมหรือคอมมิวนิสต์ นั้น คุณไม่เห็น -ไม่ได้เรียนรู้จากรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และยุโรปตะวันออกเลยหรือ ว่ามันโหดเหี้ยมอย่างไร? มันเป็นจริงหรือไม่ และทำไมมันถึงกลับมาเป็นทุน​นิยมอีก..ซ้ำกลับควบคุมเบ็ด​เสร็จ แล้วคนที่ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย พิการ บ้า ที่พลีเพื่ออุดมการณ์นี้กี่​สิบกี่ล้านคนล่ะ? ตายฟรีใช่ไหม สู้แทบตายเพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่ชั่วร้ายกว่า ย้ำ..ผมไม่ได้พอใจกับสภาพกา​รเมืองเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีของ​คุณและพวกคุณ มันมีวิธีที่ดีกว่านี้..วิธีอะไร กราบเรียนถามผมได้!

17. การต่อสู้ไม่ดีวิธีเดียว คือ การใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อคุณใช้ ปรปักษ์ของคุณก็ใช้ (แล้วอย่าโอดครวญขอความเป็น​ธรรม เพราะความรุนแรงมันคือสงครา​ม และพวกคุณก็ไม่ได้ให้ฝ่ายตร​งข้ามอยู่แล้ว ทั้งมนุษยธรรมและความเป็นธร​รม) เมื่อผู้คนใช้ความรุนแรง จิตสำนึกของเขาก็รุนแรง เขาก็จะสร้างสังคมที่รุนแรง​ โดยถ่ายทอดไปสู่กฎหมาย ระบบ ระเบียบต่างๆ คุณดูได้จากประเทศข้างต้นที่กล่าวมา.

ยังมีอีก แต่เมื่อยแล้ว และก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร​ นอกจากทำให้คุณและพวกคุณโกร​ธ.

อนึ่ง สำหรับ ทัศนะความเห็น ของ "วัฒน์ วรรยางกูร" ที่ทำให้ "วิมล ไทรนิ่มนวล" ออกมาเขียนแสดงทัศนะตอบโต้ มีดังนี้

 "กวี อาจเชี่ยวชาญในเรื่องถ้อยคำ ประดิดประดอยได้เก่ง แต่กวี(บางคน) ก็อาจโง่ในเรื่องของ "นามธรรม" กวีไม่เข้าใจนามธรรม เช่นคำว่า "เสมอภาค" หรือ "มนุษยธรรม"

ไม่เข้าใจคำว่า "มนุษยธรรม" ก็เลยสะอกสะใจ เมื่อคนเสื้อแดงถูกยิงด้วยปืนสไนเปอร์

กวีไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ว่าเจื้อยแจ้วเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า "ทุนสาม้านย์-ทุนสามานย์" ไม่สามารถแยกแยะว่า ระหว่างกลุ่มทุนที่เข้าสู่อำนาจการเมืองโดยการเลือกตั้ง กับกลุ่มทุนที่(แอบ)เข้าสู่อำนาจการเมือง โดยการรัฐประหาร และเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่านั้น ทุนไหน สามานย์กว่ากัน"
................
(หมายเหตุ : ที่มา https://www.facebook.com/#!/wimonwriter)