วันจันทร์, เมษายน 30, 2555

จดหมายจากทหารเกณฑ์:เวรกรรม91ศพตามหลอน



หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555 ตีพิมพ์จดหมายของผู้ใช้ชื่อ"ทหารเกณฑ์" ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ขออโหสิกรรม 91 ศพ

เรียน บรรณาธิการ น.ส.พ.ข่าวสดที่นับถือ 

ผมในฐานะทหารเกณฑ์ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เข้าสลายการชุมนุมปราบปรามผู้ก่อการร้าย ที่รับทราบมาว่าจะมาเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ กระสุนที่ผมยิงโดนหัวผู้ก่อร้ายล้มลงดิ้นตาย เป็นภาพติดตาที่น่าสังเวชใจ

เมื่อผมปลดประจำการไปอยู่บ้านนอกแล้ว จึงรู้เรื่องจริงว่า พวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและไม่มีทางสู้ จะเป็นบาปกรรมแค่ไหนไม่รู้ บ้านนอกอย่างพวกผมเขาเชื่อว่า บาปที่ผู้ทำกรรมที่ผู้ใช้ (ผู้ใช้คือผู้สั่ง) ผมได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศล เพื่อขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณ แม้ไถ่ถอนบาปได้ไม่หมด แต่ก็ทำให้ผมสบายใจได้ในระดับหนึ่ง 

คุณคิดว่าผมควรทำอย่างไรดี เพื่อให้หลุดพ้นจากกรรมที่ต้องมาฆ่าคนไทยด้วยกันเองครับ 

ด้วยความเคารพ

ทหารเกณฑ์ 

ตอบทหารเกณฑ์ 

ในทุกครั้งที่มีคำสั่งจากผู้มีอำนาจให้ทหารเข้ามาปราบม็อบในกรุงเทพฯ จะต้องแจ้งว่าเป็นการเข้ามาปราบปรามผู้ก่อการร้าย ซึ่งจะก่อการกบฏ เป็นพวกคอมมิวนิสต์อะไรทำนองนี้ ลงเอยก็จะพบว่าที่แท้เป็นประชาชนที่ชุมนุมทางการเมือง เพียงแต่คิดต่างไปจากรัฐบาล การอุทิศส่วนกุศลให้กับคนบริสุทธิ์ที่เสียชีวิตก็เป็นเรื่องดี แต่คดีที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติตามคำสั่งของศอฉ. ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ถ้าหากพนักงานสอบสวนตำรวจเรียกไปสอบสวน ก็ควรร่วมมือในฐานะพยานที่ดี ให้ปากคำตรงไปตรงมา

ผู้หญิงก้าวหน้าจาก 50 ประเทศทั่วโลกชูป้าย “NO มาตรา 112″ เรียกร้องไทยยอมรับ “เสรีภาพในการแสดงออก”





30 เมษายน 2555

 ที่มา timeupthailand.net


เราเลือกที่จะเผยแพร่โปสเตอร์นี้ไนวันที่ 30 เมษายน ด้วยสองเหตุผล
ตั้งแต่การถูกจับครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2552 และขออนุญาตประกันตัวหลายครั้ง ในวันที่ 30 เมษายนนี้ จีรนุช เปรมชัยพร เวบมาสเตอร์ของสำนักข่าวประชาไท ผู้ได้รับรางวัล “ผู้หญิงกล้าหาญประจำปี 2555" จะต้องรับฟังคำตัดสินคดีเธอที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ภายใต้พระราชบัญญัติิว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ศ.2550) ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาเพื่อควบคุมเสรีภาพทางอินเตอร์เนต และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
ภายใต้มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย เมื่อ 30 เมษายน 2554 สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักแรงงานที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ถูกจับกุมด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และถูกส่งเข้าเรือนจำโดยทันที เขาถูกกลั่นแกล้ง บีบบังคับโดยหลายฝ่ายเพื่อให้ยอมสารภาพผิด สมยศยืนยันจะสู้เพื่อความยุติธรรมจนถึงที่สุด ศาลปฏิเสธคำขอประกันตัวเขามาแล้วถึง  8 ครั้ง
ARTICLE 19 (อาร์ติเคิล 19 หรือ มาตรา 19) องค์กรที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดที่เคยมีมาจนถึงตอนนี้ว่าทำไมกฎหมายหมิ่น พระบรมเดชานุภาพของไทยจึงละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ในความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรขององค์กร ARTICLE 19 ที่มีความยาว 18 หน้า เกี่ยวกับคดีของสมยศ พฤกษาเกษมสุข อาร์ติเคิล 19 ได้สรุปว่า "--จากความคิดเห็นที่ได้กล่าวมาในเอกสารชิ้นนี้ ด้วยความเคารพ พวกเราขอนำเสนอความคิดเห็นว่า ศาลควรจะยุติทุกคดีฟ้องร้องต่อนายสมยศ และสั่งให้ปล่อยตัวเขาออกจากเรือนจำโดยปราศจากเงื่อนไข ในการกระทำเช่นนี้ ศาลควรจะทำความคิดเห็นออกมาด้วยว่า บทลงโทษกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคดี ควรจะได้มีการทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญของไทย และดำเนินการเพิกถอนโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติของไทย”

ในเวทีผู้หญิงนานาชาติครั้งที่ 12 ที่จัดโดย AWID (สมาคมเพื่อการพัฒนาผู้หญิงนานาชาติ) ที่อีสตันบูล ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 19-22 เมษายน 2555 มีผู้หญิง (และผู้ชายจำนวนหนึ่ง) ร่วม 2,500 คน จาก 154 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมในเวทีนี้พร้อมด้วยความวิตกกังวลกับวิกฤติเศรษฐกิจของคน 99% มาพร้อมกับเรื่องราวมากมายของการถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ และวิตกห่วงใยเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤติโลกร้อน การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงและแนวการเมืองแบบทหาร

เวทีการประชุมนานาชาตินี้ ได้เปิดพื้นที่ให้การการดูแลชีวิตที่ดีขึ้นของผู้หญิง และจะทำอย่างไร ผู้หญิงในฐานะประชากรครึ่งหนึ่งของโลกจะสามารถมีส่วนร่วมในการนำโลกไปสู่ สภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม พลังแห่งการสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ และการเข้ารวมของผู้หญิงจากภาคตะวันออกกลางและอาฟริกาเหนือ (MENA) ในเวทีนี้เป็นที่ประทับใจของทุกคน

ภายใต้คำขวัญของ AWID “แปรเปลี่ยนอำนาจทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างความก้าวหน้าทางเรื่องสิทธิและสังคมที่ยุติธรรมต่อผู้หญิง” เวที AWID ครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่ให้ทั้ง LGBTQI และหญิงชายทั้งหลายได้พูด แลกเปลี่ยน แสดงนิทรรศการ และลงมือปฏิบัติการร่วมกัน วิทยากรหลายคนพูดย้ำกันมากเรื่อง “หยุดกลัว” กันได้แล้ว

ในวันสุดท้าย ผู้เขียนตัดสินใจทำป้าย 'NO มาตรา 112' และชาร์ตแบตกล้องจนเต็ม เพื่อเดินไปหาเพื่อนๆ และผู้เข้าร่วมประชุม ให้ถือป้ายนี้สำหรับถ่ายรูปเพื่อทำโปสเตอร์ เพื่อร่วมสนับสนุนการต่อสู้ที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ในประเทศไทย ผู้เขียนตื่นเต้นมากที่พบว่าหลายคนรู้เรื่องพิษภัยของมาตรา 112 มาบ้างแล้ว และบางคนยังได้ทักทายผู้เขียนด้วยคำ “สวัสดี” และ “ขอบคุณค่ะ/ครับ” บางคนทำงานองค์กรที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ ก็ยังขอมีส่วนร่วมด้วยการชูป้าย “NO มาตรา 112” ขึ้นบังหน้าเพื่อให้ถ่ายรูป

ผู้เขียนยินดีมากที่ได้พูดคุยกับคนเยอะมากช่วงถ่ายรูปเหล่านี้ ทั้งเพื่อนเก่่าเพื่อนแก่ที่รู้จักและเห็นหน้ากันมาหลายปี หรือไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้คุยกับคนรุ่นใหม่ที่พากันช่วยเพื่อนๆ มาถ่ายรูปด้วย จำได้ขึ้นใจต่อคำพูดของสาวน้อยคนสวยผู้หญิงที่ชูภาพด้วยความมั่นใจและถามว่า “นี่คือประเทศที่เหยียบธนบัตรก็ติดคุกได้ใช่ไหม?” และยังบอกว่า “ถ้ามีอะไรที่ฉันทำได้อีกบอกมาได้เลย” 

ขอบคุณทั้ง 150 หญิงชาย ผู้เปิดหน้าและถือป้ายเพื่อยืนยันในเสรีภาพในการแสดงออก  ขอบคุณทุกคนด้วยหัวใจ


ในนามกลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตย
จรรยา ยิ้มประเสริฐ 


ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้อง Petition: ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ

นอกจากโปสเตอร์แล้ว ทางผู้เขียนและองค์กร CCC ได้ทำแฟลชม๊อบ ‘Free Somyot‘ ในที่ประชุมแห่งนี้อีกด้วย

 

 

เอกสารเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย
มาตรา 112
The Librarian of Bangkok Prison
จีรนุช เปรมชัยพร and Prachatai:
การรณรงค์กรณีของจีรนุช Asian Human Right Commission has an appeal for Chiranuch
ARTICLE 19
Association of Women in Development (AWID)

* * * * * * * * *

“Women step forward for Freedom of Speech in Thailand”


30 April 2012



We choose April 30 to publish this poster for two reasons.

Arrested in March 2009 and bailed many times since, now, on April 30, Chiranuch Premchaiyaporn, the Prachatai.com Webmaster, a receiver of the 2012 Women of Courage Award , will face the verdict of a Public Prosecutor working for the Thai Computer Crime Act (2007) that was invented to control freedom of the Internet and protect the reputation of the Monarchy.

Under Article 112 of the Thai Criminal Code, on 30 April 2010 Somyot Pruksakasemsuk, a well-known labour activist, was arrested, charged with lès majesté and jailed. Harassed and pressured by authorities attempting to force him to plead guilty, Somyot has stood firm.  Eight requests for bail have been denied.

ARTICLE 19, a world-wide organisation championing freedom of expression and information, has provided us with the clearest explanation to date of  how the Thai laws of  lèse majesté violate the Universal Declaration of Human Rights and the International Covenant on Civil and Political Rights.

The 18-page ‘Written Comment’ (24.04.2012) from ARTICLE 19 on   Somyot’s case concludes as follows: “On the basis of the above arguments, we respectfully submit that the Court should dismiss all charges against Mr Pruksakasemsuk and order his unconditional release from detention. In doing so, the Court should recommend that all lèse-majesté provisions should be constitutionally reviewed by the Thai Constitutional Court and repealed by the Thai legislature.”

At the12th AWID Forum in Istanbul (19-22 April) nearly 2500 women from 154 countries arrived with their concerns for the economic hardships of the 99%, with their stories of oppression and worries about the impacts of climate change, rising militarism and violence.

The Forum gave space to the well-being of women and to how  women, as half the citizenry, can share in leading the world to a better future. The Forum gave strong recognition to the energy and participation of the young generation and to the high level of attendance from the Middle East and North Africa (MENA region).

Under the AWID Forum’s theme of ‘Transforming Economic Power’ through the advancement of justice and women’s rights, the Forum made space for LGBTQI women and men to speak, share, exhibit and act together. Many presentations talked about ‘fearlessness’.

On the last day I decided to make a placard with ‘NO to Article 112’, charge my camera and invite friends and comrades at the 2012 AWID Forum to show support  for the struggle in Thailand to abolition LM 112. To my joy I found that many already knew about LM 112, and some even came forward with ‘sawasdi’ and  ‘khob kun ka’.  Women who work in organisation that are not allowed to express political views were more than happy to pose with the ‘NO to Article 112’ placard covering their faces.

I greatly enjoyed taking these pictures and to talking with friends of many years, and of recent years, and with all the new young faces who gathered to hold the placard.  Taking hold of the placard with glee, one girl said: “This is the law that sends people to jail for stepping on a bank note . . right?” “Tell us what else we can do.”

There’s 150 people on the poster. Deepest thanks to all . .

On behalf of ACT4DEM.
Junya Yimprasert


PS: With CCC we have also organized a ‘Free Somyot‘ flash mob at the  AWID Forum 2012, and posted in Youtube

ACT4DEM's petition:   PETITION for the abolition of Article 112 – the Thai law of lèse  majesté 



* * * * * * * * * *

Further reading:

About Action for People’s Democracy in Thailand (ACT4DEM)
About Article 112
The Librarian of Bangkok Prison
Chiranuch Premchaiyaporn and Prachatai:
www.prachatai.com and . .
Asian Human Right Commission has an appeal for Chiranuch
ARTICLE 19
Association of Women in Development (AWID)

This post is also available in: Thai

วันอาทิตย์, เมษายน 29, 2555

โพลล์ไทยอีนิวส์: นายกยิ่งลักษณ์พาครม.รดน้ำขอพรเปรม 26 เม.ย.

ผลสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ในหัวข้อเรื่อง "นายกยิ่งลักษณ์พาครม.รดน้ำขอพรเปรม 26 เม.ย." ระหว่างวันที่ 23-29 เมษายน 2555 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 2,522 ท่าน

บทความ: เพลงรอรักวันแรงงาน


โดย อรรคพล สาตุ้ม
29 เมษายน 2555

วันแรงงานแห่งชาติหมุนเวียนมาครบรอบอีกครั้ง และผู้เขียนสนใจทบทวนเนื้อเพลงคนใช้แรงงาน ซึ่งแง่มุมของการวิจัยเนื้อร้องของเพลง และอุดมการณ์ของการเมืองยังปรากฏไม่มากนัก ในแง่น่าสนใจวรรณกรรมแรงงาน รสนิยมเพลง และเพลงเกี่ยวกับวันแรงงานอย่างเพลง “ลูกจ้างอย่างเรา” ที่ดุสิต ดุริยศักดิ์ ขับร้อง ท่อนจบเขาว่า “...ชาตินี้มีแต่เพื่อนแท้ก็คือกำลัง หากสิ้นสิ่งนี้มีหวัง คงสิ้นคนจ้าง มีหวังตกงาน” ฟังดูหดหู่ และน่าสงสารเนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง ถ้าเป็นเพลงของผู้ใช้แรงงานผู้หญิง ก็จะนึกถึงเพลง “ฉันทนาที่รัก” ที่รักชาติ ศิริชัย ร้อง ครูสุชาติ เทียนทอง แต่ง โดยชื่อ ฉันทนา กลายมาเป็นคำเรียกที่หมายถึงสาวโรงงานทอผ้ากันไปแล้ว

การเปรียบเทียบเพลงของลูกทุ่งย่อมแตกต่างจากเพลงเพื่อชีวิต หรือเพลง รำวงวันเมย์เดย์ เนื้อร้อง/ทำนอง จิตร ภูมิศักดิ์ ภายใต้อิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เพลงลูกทุ่ง ก็มีการสร้างภาพแทนความจริงต่อสังคม ซึ่งเกิดจินตนาการร่วมในแง่การจัดตั้งตนเองถึงองค์กรกรณีสหภาพแรงงานต่างๆ นานา แต่มนต์เสน่ห์มายาเพลงลูกทุ่งก็มีปรากฏของแมน เนรมิต ชื่อ “ลูกจ้าง” แต่เพลงนี้ออกเป็นแนวกุ๊กกิ๊กประเภทหลงรักลูกสาวนายจ้าง “ขอรับใช้ใกล้เจ้านายไม่ห่าง ขอเคียงข้างกับนายจ้างจริงใจ ฝากชีวิตให้เป็นสิทธิ์ของนาย...” เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อความรักนั่นเอง

เมื่อบทเพลงสะท้อนเกี่ยวกับกรรมกร ยังมีอีกหลายเพลงที่เป็นที่จดจำเช่น "กรรมกรวอนแฟน” ยอดรัก สลักใจ “อกหนุ่มกรรมกร” สุนารี ราชสีมา “กรรมกรสอนลูก” ร้องโดยนักร้องเสียงดีชื่อ นัดดา จันทร์ฉาย อยู่ในชุด “ชิมรัก ชิมรส” หรือมีเพลงชื่อ “จากแม่มูลสู่เจ้าพระยา” ที่ เสรี รุ่งสว่าง กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ เคยร้องไว้ แต่งโดย ธีระพันธ์ ชูพินิจ เป็นเพลงเกี่ยวกับคนใช้แรงงาน

แต่ถ้าเป็นยุคหลังๆ เพลงแนวนี้เราก็นึกถึงเพลง “ลูกสาวนายจ้าง” ที่ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนใช้แรงงานขับร้อง ซึ่งไมค์ร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตผู้ใช้แรงงานมากมายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และไม่ใช่มีเพลงประเภทรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างคนชั้นแรงงานเท่านั้นโดยเพลง “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในชุดแรกๆ ของเขาที่ขึ้นต้นมาก็ถามสะกิดใจกันเลยว่า “ตึกนี้สูงใหญ่ มือไผเล่าสร้าง...” ถือเป็นเพลงดีเด่นอีกเพลงหนึ่ง ที่สัก ลานไทร เป็นคนแต่ง แต่อาจจะไม่โด่งดังเท่ากับเพลง “ละครชีวิต” ที่ว่า “จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน...” ที่วิเชษฐ ห่อกาญจนา แต่งไว้ (1) เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากวันแรงงานแห่งชาติ ช่วยให้แรงงานหลุดพ้นจากความทุกข์ยากจน เป็นคำถามต่อผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นมือของผู้สร้างตึก และโอกาสของแรงงานสร้างสรรค์สังคม

ประเด็นของอุดมการณ์ในเพลงรอรักวันแรงงาน

เนื้อเพลง รอรักวันแรงงาน
..คำวอนจากใจลูกผู้ชายที่ขายแรงงาน ส่งไปถึงเธอผู้นั้นได้พบกันที่หน้าโรงทอ
ได้คุยแรกเห็นรู้ว่าเป็นคน ต.จ.ว. เหมือนกันกับพี่เลยหนอ คุยถูกคอเฝ้ารออยากเจอ จ.ม.ส่งไปถักหัวใจนำพา บางวันแอบโทรไปหาอยากจะมาพบหน้าเสมอ ลูกจ้างงานหลายเจ้านายไม่ได้มาเจอ อย่าลืมที่พี่เสนอนัดเจอที่วันแรงงาน พี่จะไปตามนัดด้วยใจจดจ่อ วันที่หนึ่งพอคอให้ไปรอตรงที่นัดกัน จะพาไปเที่ยวขันเกลียวน็อตใจผูกพัน มอบใจให้เป็นของขวัญวันแรงงานเพื่อสานใจต่อ ขอให้จริงจังที่พี่เฝ้าคอยจริงใจ ไม่มีโบนัสจากนายพี่ขอใจพบเธอก็พอ อย่าลืมคนดีให้ โอ.ทีสัมพันธ์เราต่อ จดจำวันที่หนึ่งพอ.คอ. พี่จะรอแก้มแดงแรงงาน..(2)

การต่อสู้ของแรงงานหายไปจากเนื้อเพลงของไมค์ ภิรมย์พร โดยผูกพันเพลงขายแรงแต่งนาง……ความรู้ต่ำ แรงงานก็ราคาถูก อดทนปนทุกข์ เดินบุกเดินลุยทุกวัน เปลี่ยนแรงเป็นเงิน เผชิญกับความร้าวรานจะไปให้ถึงความฝัน ฝันถึงงานวันแต่ง ขอแรงคนดีให้คอยพี่บ้าง ได้โปรดถนอมใจนาง อย่าจืดจางระวังแก้มแดง รักจริง อย่าให้ใครชิงตำแหน่งเก็บรักษาแก้มแดง รอคนขายแรงจะไปแต่งนาง…. และเพลงเดินตามพ่อ…พ่อ เป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในใจเรื่อยมาเป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา เป็นแรงศรัทธา แรงกล้าอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้านลูกขอตั้งปณิธาน สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้จะเดินตาม รอยเท้าของพ่อต่อไป เหนื่อยยากเพียงไหนจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง..

จะเห็นได้ว่านี่เป็นประเด็นสะท้อนภาพของชาตินิยม ในฐานะลักษณะเชิงซ้อนของจินตนาการของภาพพ่อ ในฐานะของวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันชาติไปด้วย นี่เป็นจุดเกี่ยวพันเชิงประวัติศาสตร์ของบริบทแรงงาน ในแง่ความนิยมของเพลงลูกทุ่งไทย(Thailand) ซึ่งสะท้อนจินตภาพของการเมืองเชิงซ้อนของเนื้อเพลงคล้ายการสร้างอุดมการณ์ของเพลงชาติไทย แต่ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ในภาวะแบบไทยๆ เป็นรูปธรรม เพราะการเมืองถูกผลึกหลอมรวมผ่านวันชาติ วันพ่อ วันแรงงาน ขายแรงแต่งนางเป็นการแต่งงานรวมชาตินิยม และเพลงในอัลบั้มนี้ กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างอุดมการณ์ของครอบครัวแห่งชาติ

จากหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในด้านหนึ่งของความตื่นตัวต้องการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ก็คาดหวังต่อรัฐบาลพลเรือน จนกระทั่งถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลว ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง จึงเป็นความรู้สึกร่วมไม่น้อย และประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนประชาธิปไตยทางตรง ก็เป็นข้อเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำศัพท์ถึงประชาสังคม,ประชาพิจารณ์,ประชาคมชุมชน,ประชามติ,เวทีประชาพิจารณ์ ฯลฯ ต่างจากคำศัพท์ เช่น สามัคคีทุน-ตีทหาร หรือการวิเคราะห์แนวทุน-วัง-ปืน ซึ่งด้านดีเป็นทางเลือกของสังคมไทย โดยความเป็นจริงเกิดการประท้วงของแรงงานไทย ต่อโรงงานในบริบทปี2542-43 เป็นช่วงเวลาบริบทของเพลงรอรักวันแรงงานด้วย

เมื่อกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องเจ้าของโรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานถูกบอกไม่มีความจำเป็นกับโรงงานด้วย(3) โดยผลกระทบของยุควิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และรัฐธรรมนูญ2540 ในกระแสชาตินิยม-ชุมชนนิยม ที่มีปรากฏเป็นหนังสือ และสื่อสารมวลชน เป็นต้นมา สะท้อนภาพของการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย กำลังปรับตัวสภาพการจ้างงาน และค่าจ้าง รวมทั้งคนตกงาน ในยุคโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม ภายใต้กระแสการสร้างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และบริบทของเพลงเผยแพร่ 2542 ก็มีเพลงรอรักวันแรงงาน(4) และเพลงเดินตามพ่อ ในอัลบั้มขายแรงแต่งนาง และการสร้างรางวัลมาลัยทอง ปี 2543 จากคลื่นวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดการประกาศรางวัลมาลัยทองสำหรับคนลูกทุ่ง ในแง่รางวัลเพลงสร้างสรรค์

แต่เพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็มีการกล่าวถึงชีวิตหนุ่มสาวโรงงาน และคนทำงานระดับกรรมกรมากมาย โดยเฉพาะเพลงในค่ายแกรมมี่โกลด์ นักร้องเกือบทุกคนจะมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนใช้แรงงานทั้งสิ้นและเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่มีโทรศัพท์มือถือและไม่ได้ฟังวิทยุทรานซิสเตอร์แบบดั้งเดิมเสียแล้ว เมื่อสาวโรงงาน และผู้ใช้แรงงานรุ่นใหม่นี้ มีความสามารถในการดาวน์โหลดเพลงและส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปในรายการวิทยุ ค่ายเพลงก็มักมีการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพื่อกลุ่มคนใช้แรงงานกันบ่อยๆ และกลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของคนทำคลื่นวิทยุลูกทุ่งเวลานี้อีกด้วย(5)


โดยประเด็นที่สำคัญที่พูดถึงงานเพลงจากบริษัทแกรมมี่โกลด์  คือ ความเกี่ยวพันของความสัมพันธ์ในอำนาจของเพลง ธุรกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม สะท้อนความจริงทางสังคมผ่านศิลปะ ดนตรีเพลงพ่อของแผ่นดิน สะท้อนพ่อแห่งไทย (6) หรือ เพลงข้าวของพ่อโดยไมค์ ภิรมย์พร (7) และกรณีไหมไทย ใจตะวัน ก็ออกอัลบั้ม ที่มีชื่ออัลบั้ม  บ่มีสิทธิ์เหนื่อย 2553 เพลงที่ 1.บ่มีสิทธิ์เหนื่อย เป็นภาพสะท้อนมิวสิควิดิโอ และเนื้อเพลงเกี่ยวกับแรงงานก่อสร้าง ในบริบทช่วงหลังเหตุการณ์ทางการเมือง และอัลบั้มต่อมา คือ อัลบั้มชื่อสังกัดพรรคเพื่อเธอ 2555  ซึ่งเพลงสนุกๆ คือ เพลงที่ 1.สังกัดพรรคเพื่อเธอ ส่วนประเด็นสำคัญต้องการสะท้อนต่อเนื่องในเพลงที่ 2. ของอัลบั้ม คือ เพลงคนอ่อนไหว..กำลังใจสำคัญที่สุด

ในที่สุด ท่อนเพลงสำคัญสอดคล้องกับภาพมิวสิควิดิโอ ที่แรงงานปกขาว คือ แรงงานแต่งตัวเป็นชายหนุ่มออฟฟิศแต่งตัวเสื้อเชิตทำงานหนักโดนเจ้านายด่า ท่ามกลางน้ำท่วม ซึ่งต่อมาเขาไปช่วยคนน้ำท่วมแถวโรงงาน และเขาก็ช่วยเด็กไว้ ทำให้เขาโดนไฟช็อตล้มลง ขณะนั้นโทรศัพท์มือถือจากแฟนโทรมาหาเขาช่วยเขาฟื้นคืนชีพได้ พร้อมเพลงประกอบมิวสิควิดิโอว่า ….ฉุดคนใกล้ตายมีแรงลุกขึ้น มาหายใจต่อ…

แต่ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับคนงานดังที่ได้กล่าวไปในปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงถึงปัญหาของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในวันแรงงาน หรือประเด็นผลกระทบน้ำท่วม ที่สร้างความยากลำบากให้คนงาน อาทิ การย้ายคนงาน ปรับลดคนงาน ฯลฯ ที่เป็นปัญหาแก่นแท้ของผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย

หมายเหตุ
บทความเพลงรอรักวันแรงงาน สะท้อนเพลงลูกทุ่ง -lukthung [Thai country song] ปรับปรุงแก้ไขพร้อมใส่หมายเหตุสำหรับพื้นที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ เป็นบันทึก เนื่องจากความสัมพันธ์ของผู้เขียนเคยเผยแพร่รายการเชียงใหม่ มุมใหม่-มุมตากล้องพาทัวร์ ที่มีมิวสิควิดิโอทดลอง เป็นช่องทีวีในยูทูบที่นี่ โดยใส่เพลงลูกทุ่งต่างๆ  คือ ผู้เขียนได้ติดตามข่าวการเมือง และกิจกรรมการเมือง ในด้านหนึ่งของบางกรณีรักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย และเล่าบริบทบทความของผู้เขียนในช่วงสงการนต์บางกรณีเพลงlet it beเป็นเบื้องหลังการเขียนชิ้นนี้  และต่อมาผู้เขียนทบทวนบทความของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย เมษายน ๓ 2528 ในศิลปวัฒนธรรม สะท้อนแง่ด้านชนบทกับเมืองฯลฯ และความน่าสนใจบางด้านของชาตินิยม ในแง่การจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นการพลัดถิ่นของผู้คนข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนผ่านบทความของวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา  เส้นทางสายคิดฮอด:นิราศแห่งความจำนน,วารสารอ่านปีที่ 3 ฉ.4 ต.ค.2554-มี.ค.2555โดยสรุปย่อแบบผม คือ การอ้างอิงผลงานของธงชัย-James Mitchell,Red and Yellow songs : a historical analysis of the use of music by the united front fo Democracy against Dictatorship(UDD)and the people’s Alliance for Democracy(PAD) in Thailand”,South East Asia Research 19:3,p.482 อธิบายถึงการเชื่อมโยงเพลงลูกทุ่งเป็นห้วงยามย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเทพฯ หรือการพลัดพรากจากพี่น้องลาวฝั่งเหนือของแม่น้ำโขง และมองย้อนกลับเพลงลูกทุ่งอาจจะเป็นเสียงสะท้อนวรรณกรรรมสยามอย่างนิราศมันหมายถึงบทกลอนที่เขียนเพื่อบอกเล่าถึงการเดินทางไกล และตามที่ธงชัย วินิจจะกูล ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้าครึ่งหลังศต.ที่19นั้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพลิดเพลินสำหรับคนไทยชนชั้นแรงงานด้วยแล้วนั้น เพลงลูกทุ่งได้แสดงให้เห็นภาพการสูญเสียและการถูกทำให้พลัดพลาดโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ…(ลองอ่านดูเพิ่มเติม)

เชิงอรรถ
1. ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงาน

2. รอรักวันแรงงาน

3. ผู้เขียนเรียบเรียงเพิ่มเติมจากศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 284-306

4. ชุดที่ 6 ขายแรงแต่งนาง (พ.ศ. 2542)

5. จากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงาน,เพิ่งอ้าง

6. พ่อแห่งแผ่นดิน

7. ข้าวของพ่อ (2555) 

Primary Vote: ก้าวย่างสำคัญของพรรคเพื่อไทย


โดย สุวิมล    นฤวรรณะ
29 เมษายน 2555

ภายหลังจาก พรรคเพื่อไทย แพ้การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จังหวัดปทุมธานี โดยที่มีประเมินกันว่า คนเสื้อแดง ฝ่ายประชาธิปไตยไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้น้อย

สาเหตุสำคัญ เนื่องจากว่า ไม่เห็นด้วยที่สมาชิสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานีได้ลาออก ทั้งที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรแล้ว แต่กลับไปลงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  เท่ากับว่า เป็นการดูถูกประชาชนที่ได้เลือกเขาไปแล้ว และไม่เห็นคุณค่าหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่ประชาชนเลือก

นอกจากนี้แล้ว  ได้มีการตั้งคำถามกัน ถึง พรรคเพื่อไทยถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครลงเลือกตั้งอย่างไร ? ว่า มีกระบวนการการตัดสินใจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่สนใจฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าเขาคิดเช่นไรหรือไม่ ? ประชาชนผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย อยากเสนอใครลงเลือกตั้งได้หรือไม่ ? อำนาจตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่สมาชิกพรรค อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ?

ตามหลักการพรรคของมวลชน พรรคที่เป็นประชาธิปไตยนั้น  มวลชนสมาชิกพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร  พรรคส่งผู้สมัครตามแนวทางสมาชิกมวลชน ซึ่งมิใช่ “พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค”   แต่ “ประชาชนมีส่วนในเลือกคน  พรรคฟังเสียงของประชาชน”

การเลือกตั้งสมัยที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยที่สนุบสนุนเลือกพรรคเพื่อไทย แม้ว่า พรรคเพื่อไทยในบางจังหวัด บางพื้นที่ ประชาชนที่เลือกอาจจะไม่นิยมชื่นชมผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยสักเท่าใดนัก  เนื่องจากผู้สมัครบางคนไม่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

บางคนยังติดความคิดแบบอำมาตย์  ชอบสั่งการแบบราชการ รวมศูนย์  เผด็จการ ไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย  มองประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือสู่อำนาจ

บางคนเป็นพวกฉวยโอกาสตามกระแสประชาธิปไตย ที่ไม่ยอมปรับตัวเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็มีให้เห็น

แต่คนเสื้อแดงฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องเอาไว้ก่อน เพื่อชนะพรรคฝ่ายอำมาตยาธิปไตย  

ปรากฎการณ์ ดังกล่าว ทำให้ การเลือกตั้งซ่อมจังหวัดเชียงใหม่เขต 3 จะมีขึ้นอีกไม่นานนี้   คนเสื้อแดง เชียงใหม่ ส่วนหนึ่ง ได้เสนอกันว่า  พรรคเพื่อไทย ควร มี Primary Vote  เพื่อความก้าวหน้าของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย  อย่าให้เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่ครั้งหนึ่งมีการกล่าวกันว่า  “พรรคส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้”  

แม้ว่า  การพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดปทุมธานี จะเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่   และแม้ว่า พรรคเพื่อไทย ส่งใครลงที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนก็เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อยู่เป็นแน่

แต่ถ้าคำนึงถึงคุณภาพใหม่ ของพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายประชาธิปไตย ระบบ Primary Vote   เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่ง

Primary Vote    นั้นหมายถึง การเลือกตั้งขั้นต้นที่สมาชิกของพรรคทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกคน ที่เสนอตัวเป็นผู้สมัคร หรือแคนดิเดตของพรรค ให้ได้รับสิทธิจากชัยชนะ เพื่อไปเป็นตัวแทนในการลงเลือกตั้ง เป็นวิธีการเลือกตั้งขั้นต้นที่นิยมกันมากที่สุด และส่วนใหญ่มักจะเป็นการเลือกตั้งไพรมารี แบบปิด คือ ให้สิทธิสมาชิกพรรคเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนน

ประกายไฟความคิดของคนเสื้อแดง เชียงใหม่ กลุ่มนี้   ได้ท้าทายพรรคเพื่อไทยยิ่งนัก ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย  จึงควรส่งเสริมประชาธิปไตย มิใช่ปล่อยให้คนไม่กี่คนตัดสินใจในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และควรเป็นแบบอย่างให้กับการเมืองไทยในอนาคต มิใช่หรือ?

แม้แต่  พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อปี 2542 ว่าจะนำระบบ Primary Vote  มาใช้

Primary Vote  จึงเป็นก้าวย่างสำคัญของพรรคเพื่อไทย  เพื่อสร้างพรรคเป็นพรรคที่มีประชาธิปไตยในองค์กร  และสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็ง เพราะมวลสมาชิก เป็นเจ้าของพรรคได้อย่างแท้จริง  และยิ่งยุคสมัยปัจจุบันที่มวลสมาชิกล้วน “ตาสว่าง” เติบโตทาง”คุณภาพ”  จึงท้าทายยิ่งนัก
…………………….

โพลล์ไทยอีนิวส์: หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด(สำรวจความเห็นรอบใหม่)


ผลการสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ ในหัวข้อ "หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด(สำรวจความเห็นรอบใหม่)" ระหว่างวันที่ 22-28 เมษายน 2555 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 3,179 ท่าน อนึ่ง ไทยอีนิวส์ได้เคยจัดทำผลสำรวจในหัวข้อดังกล่าวนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจ 4,066 ท่าน เราจึงได้นำผลสำรวจทัั้งสองครั้งมาทำตารางและแผนภูมิเปรียบเทียบดังนี้

ชมสารคดีโลกตลึงเวอร์ชั่นใหม่ซับไทยชัดแจ๋วขึ้น กับคำสัญญาที่ลางเลือนลงของยิ่งลักษณ์ตามกาลเวลา












โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2555


มีผู้นำสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน)ออกเผยแพร่อีกครั้่งทางYoutube(ดูที่http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=sdffMC1UEUQ อัพโหลดโดย minitau1)โดยในคราวนี้ได้ปรับปรุงซับภาษาไทยให้มีความคมชัดยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิม 

ความน่าสนใจของสารคดีชุดนี้ที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์BBCที่ออกเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม2554 ก็คือว่า แม้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า หากพบหลักฐานทหารสังหารประชาชน พวกเขาก็ต้องติดคุก โดยผู้พิพากษาจะตัดสินคดีเหล่านี้ ซึ่งBBCกล่าวว่า หากยิ่งลักษณ์ทำตามที่พูดได้จริงๆมันจะเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของไทยเลยทีเดียว

แต่BBCตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นจริงไปได้เพียงไหน เพราะประวัีติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ ไม่เคยมีการดำเนิืนคดีต่อกองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการเลย ไม่ว่าจะในตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภาทมิฬ 2535 สุดท้ายก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมยกเว้นความผิดให้

ในคราวเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 จากการทำข่าวสารคดีของBBCก็พบว่า มีความพยายามจะปกปิดความผิดให้กองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการ อย่างคดีสังหารผู้สื่อข่าวช่างภาพชาวอิตาลี คือนายฟาบิโิอ โพเลงกีนั้น ทางสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งกับพี่สาวของผู้ตาย คืออิซา โพเลงกี โดยอ้างว่าำ ไม่มีทหารในที่เกิดเหตุขณะที่มีการยิงฟาบิโอในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เลยซักคน 

ทาง BBC ได้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเ้ทศที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น 3 คน คนแรกคือ BRAD COX ยืนยันว่า DSI โกหกทั้งเพ ขอยืนยันว่ามีกองทหารอยู่ตรงนั้น อย่างน้่อยที่สุดก็ 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสลายการชุมนุม 

มิเชล มาส นักข่าววิทยุเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกยิงบาดเจ็บเวลาเดียวกับฟาบิโอ ก็ยืนยันว่า การยิงมาจากทิศทางกองทัพ พวกเราหลบอยู่ กระสุนมาจากทิศทางทหารตั้งอยู่ 

ขณะที่ผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่นอีกรายที่เห็นฟาบิโอถูกยิงล้มลงและเข้าไปลากตัวออกจากที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่าทหารยิงใส่แน่ เพราะเขาเห็นกับตา

BBCรายงานว่า แกนนำเสื้อแดงได้แนะนำให้BBCสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใน DSI สองคน ให้สัมภาษณ์โดยไม่เปืดเผยชื่อ และใบหน้า แต่บันทึกเทปสัมภาษณ์ไว้(ดูในคลิปYoutubeนาทีที่ 33) 

เจ้าหน้าที่ 2 คนนี้ยืนยันว่า่ "เราเชื่อว่าการเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้่น เกิดขึ้นโดยการยิงของทหาร แต่หลังจากที่เรามีข้อสรุปในคดีก่อนว่า ประชาชนถูกสังหารโดยกองทัพ คดีต่อมาที่มีข้อสรุปแบบเดียวกันก็ถูกขัดขวาง DSIถูกสั่งให้ปกปิดเรื่องกองทัพสังหารประชาชน เราถูกสั่งให้พูดว่า ในตอนนี้ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำ แม้เราเชื่อว่า การเสีียชีวิตนั้นเกิดขึ้่นโดยการยิงของทหาร"

่เช่นเดียวกับคดีการตายของผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่น คือนายฮิโรยูกิ มูรามูโต้ ซึ่งถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ตอนแรก DSI สรุปว่า เขาถูกฆ่าโดยทหาร ซึ่งตรงกับการสอบสวนของรอยเตอร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเขา แต่แล้วในเวลาต่อมาDSIได้เปลี่ยนแปลงรายงานว่า เขาอาจถูกฆ่าโดยฝา่ยเสื้อแดง

"มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ ยังมีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง อธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่งนั้น"

"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆกับ BBC

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.กล่าวปฏิเสธกับBBC เรื่องผู้นำทหารไปพบอธิบดี DSI และสั่งว่า"อย่าเข้ามายุ่ง ต้องให้ทหารไม่มีความผิด" และปฏิเสธกรณี 6ศพวัดปทุมฯ ว่าอาจถูกยิงมาจากข้างนอกแล้วแบกเข้ามาในวัด 

แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวแคนาดา มาร์ค แมคคินนอน (Mark MacKinnon) ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวยืนยันว่า หลังสลายชุมนุม คนจำนวนมากหลบเข้าไปในวัด มีทหารตามมายิง และมีคนจุดบั้งไฟขึ้น จากนั้นทหารก็ยิงมาใส่อย่างถล่มทลายแบบไม่หยุดยั้ง โดยทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าเหนือวัดปทุมฯ ทั้งที่ผู้ตายมีเครื่องหมายพยาบาล และอยู่ในวัดพุทธศาสนา เป็นเขตอภัยทาน ในกลางกรุงเทพฯ

"วัฒนธรรมการปกปิดความผิดและการโยนความรับผิดแบบไทย หากนายกฯยิ่งลักษณ์จะเอาผู้่กระทำผิดลงโทษได้ตามที่ให้สัมภาษณ์เรา ก็จะกลายเป็นกรณีแรกของประวัติศาสตร์ประเทศนี้"BBCระบุ

วันเสาร์, เมษายน 28, 2555

ลับลวงคราง35นาทีที่สี่เสา:A deal has been done!

โดย แหล่งข่าวระดับสูง

ป๋า:เอ่อ ดูใกล้ๆนี่นู๋สวยกว่าที่ป๋าเคยเห็นแต่ทางจอทีวีนะ
ปู:แหมป๋าชมมากไปป่าวคะ อ่า ความจริง เราเพิ่งเจอกันแหม่บๆที่ทำเนียบนะคะ
ป๋า:นั่นสิ ป๋าก็เลือนๆ คนแก่ก็งี้แร๊ะนู๋เอ๊ย..แล้วลูกเต้นไม่มาเหรอ
ปู:เต้นไหนคะป๋า?
ป๋า:ก็ณัฐวุฒิหนะ..ลูกเต้น..
ปู:อ๋อ นัดวุด เค๊าบอกติดงานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงนครค่ะ
ป๋า:อืมม..ลูกตู่ก็ไม่ว่างมาอีกคนหละซี้?!
ปู:ค่า ติดขึ้นศาลค่า
ป๋า:คดีอะไรเหรอลูกตู่หนะ
ปู:คดีบุกบ้านสี่เสาตอนปี51ค่า!
ป๋า:ลูกตู่เค๊าเป็นคนดี หวังดีกับบ้านเมือง พระสยามท่านคงไม่เอาตายเอาถึงคุกตะรางหรอก
ปู:กราบขอบพระคุณค่า ป๋าใจดีจัง เหมือนใครๆก็พูดกัน
ป๋า:พระสยามคงแค่ให้ศาลรัดทำนูนเอาหลุดส.ส. หึหึ
ปู:(หุบ!)
ป๋า:พี่ชายนู๋หละเป็นไงมั่ง สบายดีน้ะ
ปู:ค่า พีชายนู๋ฝากสวัสดีและขมาป๋ามาด้วยค่า ป๋าอภัยนะคะๆ นะค้ะป๋า
ป๋า:โถ!ป๋าไม่มีเรื่องโกรธเคืองพี่ชายนู๋เล้ย
ปู:ป๋าช่างเป็นผู้ใหญ่ใจดีมีเมตตาอะไรยังงี้ (ก้มกราบ)
ป๋า:น่าเห็นใจนะ เมียก็ทิ้ง เฮ้อ..
ปู:อ่า พี่ชายนู๋ก็แค่หย่าหลอกๆกับคุณหญิงอ่ะค่ะ แต่ยังไงก็กราบขอบพระคุณป๋าค่า
ป๋า:เห็นว่าเมียทิ้งไปอยู่เมกาไม่ใช่เหรอ? ลาวงการไปเลย
ปู:เอ๋ ก็ป่าวนี่คะ ก็ยังอยู่เมืองไทย โอ๊ก เอม อุ๊งอิ๊งอยู่ครบ
ป๋า:ลูกพายัพหนะ ข่าวว่าลูกสิเรียมทิ้ง หนูนี่ไม่รู้รัยเล้ย...เซี้ยว!
ปู:อ่า แคร่ะ..แหะๆน่าสงสารแคร่ะ คือว่าพี่ทักษิณฝากขมานะค่ะป๋า
ป๋า:กองไว้นั่นแหระ!
ปู:ป๋าใจร้ายยยอ่ะ..
ป๋า:ป่าว คือว่ากระเช้าผลไม้ที่หิ้วมาฝากหนะ บอกให้ทส.เค๊ากองไว้ตรงนั้นแหละ
ปู:ตกลงว่าป๋าให้อภัยพี่ชายนู๋นะคะ
ป๋า:พี่ชายคนไหนหละ พายัพหรือทักษิณ?
ป๋า:ก็ต้องพี่ทักษิณสิคะป๋าก็..
ป๋า:ก็ขึ้นกับพระสยามท่านหนะน้ะ ทำดีพระสยามก็คุ้มครอง ทำชั่วพระสยามก็ลงโทษ
ปู:แล้วตกลงเคสพี่ชายนู๋ พระสยามท่านจะออกแนวไหนคะป๋า..?
ป๋า:อันนี้ป๋าก็ไม่รู้นะ ช่วงนี้ร้อนเหลือเกิน พระสยามท่านไปพักร้อนไม่ได้เจอกันนานแร๊ะ
ปู:อ่า...มาวันนี้เลยไม่ได้เรื่องอะไรเลย
ป๋า:เอ้า ทำบ่น อย่างน้อยก็ได้เป็นข่าวแหละว่ามาปรองดองแล้ว จะอะไรอีก...
ปู:แล้วนู๋จะไปบอกนักข่าวที่รอหน้าบ้านว่าไงดีหละคะเนี่ย
ป๋า:บอกว่า..ป๋าฝากนู๋ให้ดูแลประเทศชาติ ห่วงใยใต้
ปู:ค่ะ ป๋า
ป๋า:บอกว่าป๋าชมนู๋ว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้ปูเป็นนายกฯ
ปู:จะดีหรอค้ะป๋า...?
ป๋า:ง่า ทำไมจะไม่ดี
ปู:ครือว่า มันคุ้นๆอ่ะค่ะ....
ป๋า:งั้นก็บอกนักข่าวว่า...
ปู:ว่าไงค้ะป๋า
ป๋า:กลับบ้านเถอะลูก
ปู:ขอบคุณค่า งั้นนู๋ไปนะค๊ะ
ป๋า:รีบไปจัง ว่าจะถามหน่อยทำงัยจะถ่ายรูปขึ้นแบบนู๋มั่ง เห็นลูกธีรยุทธเค๊าชม
ปู:มันหลอกด่าหรอกค่า..
ป๋า:งั้นไว้ว่างๆคุยกันคราวหน้า กลับบ้านเถอะลูก
ปู:ไม่ได้กลับบ้านค่ะป๋า จะไปราชประสงค์ต่ออ่ะค่า
ป๋า:ตกลงว่าจะไปรดน้ำกระดูกน้องเกดต่อ? หลังจากรดน้ำป๋าว่างั้น...เจริญ!
ปู:ป่าวค่า จะไปดูกระเป๋าแบรนด์ที่เกสรค่า เพิ่งมาคอลเล็กชั่นใหม่ไว้ออกแขกเมืองค่า
ป๋า:อ่อ เหรอ ฝากป๋าซักใบน้ะ นะๆๆน้ะ
ปู:ดูป๋าอย่างว้อนท์เลยค่า งั้นจะช็อปมาฝากใบนึงค่า
ป๋า:แหล่มเลย เพราะป๋ามีแค่ใบเดียวมานานแร๊ะ...
ปู:หรอคะ มัยมีแค่ใบเดียวอ่ะค้ะ?
ป๋า:คือเรื่องมันก็นานมาแล้ว อีกใบ เอ่อคือไข่ดันป๋าอีกใบอ่ะน้ะ...
ปู:อะไรนะคะdone ..ดัน?
ป๋า:ไข่ดัน...เซี้ยวหล่อนนี่!
ปู:ค่า ดันค่า
ป๋า:ไข่ดันป๋าใบนึงหนะ ม้าแม่งดีดใส่ แตกละเอียดสมัยเป็นทหารม้าตอนหนุ่มๆ...อูยยยย!
ปู:โถ!ถึงกับคราง น่าสงสารมว้ากอ่ะ โอ๋ๆๆๆงั้นจัดให้ค่า จะได้มีครบ2ใบกะเค๊าซะที
ป๋า:ขอบคุงค่า
ปู:ป๋าจะออกหญิงไปหน่อยแร๊ะนะค๊า คริคริๆ กราบสวัสดีค่า
ป๋า:ไหว้พระ ขอให้พระสยามคุ้มครองนะลูกน้ะ

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>


ที่หน้าบ้านสี่เสามีนักข่าวสี่แสนคนกรูเข้าสัมภาษณ์ (สมจิตต์7สีนำทีม)


สมจิตต์7สี:ทั่นนายกฯคุยกับป๋าเรื่องรัยอ่ะคะ
ปู:ท่านฝากให้ปูดูแลประเทศชาติ และห่วงใยใต้ค่า
สมจิตต์7สี:เห็นว่าคุยกันลับๆ35นาทีคุยอะไรเป็นพิเศษเหรอ มีเรื่องพี่ชายนายกฯมั้ย?
ปู:ค่า ท่านฝากถามข่าว และเป็นห่วงพี่ชายปูมากค่า บอกเห็นใจที่ต้องหย่ากับเมียค่า ซึ้งมากเลยค่า
นักข่าวฝรั่ง:A deal has been done?
ปู:ค่า ดัน ค่า...

วันศุกร์, เมษายน 27, 2555

คนเน็ตฮือจับผิดศิริโชค เอารูปตัดต่อกลบเกลื่อนความลามกของสส.ณัฎฐ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 เมษายน 2555

รายงานจากกระดานข่าวเว็บไซต์พันทิป และเฟซบุ๊ค นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่านายศิริโชคพยายามนำภาพตัดต่อที่ไม่เนียนมากลบเกลื่อนหลักฐานความลามกของเพื่อนสมาชิกพรรคของตน หลังจากที่สื่อมวลชนและคนออนไลน์พากันแฉความไม่เหมาะสม กรณีนายณัฐ บรรทัดฐาน สส.ประชาธิปัตย์ และเป็นลูกชายของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ดูรูปโป้ในห้องประชุมสภา ผ่านทางโทรศัพท์ไอโฟนของตนเองเมื่อวันก่อน พร้อมกับถูกจับผิดต่อเนื่องว่านายณัฏฐ์นั้นโกหกที่ออกแถลงข่าวว่าภาพดังกล่าวได้รับมาทางเฟซบุ๊ค โดยที่จริงแล้วหลักฐานชี้ว่าเป็นภาพที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์ของนายณัฏฐ์เอง (อ่านเพิ่ม : คนพันทิปจับโกหก "ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน" ภาพมันฟ้อง รูปโป๊เก็บไว้ในมือถือ)
ภาพอธิบายจาก"สเต๊กลูกครึ่ง"ที่ชี้ว่ารูปโป้ที่นายณัฏฐ์ สส.หนุ่มวัยคึกกำลังดูอยู่นั้นอยู่ในโทรศัพท์ของตนเอง สร้างความเสื่อมเสียให้กับสภา เพราะไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ประเด็นถูกเปิดโดยคุณ witta_mariah_mymom โดยนำภาพที่นายศิริโชคโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊คของตนเองมานำเสนอ (ซึ่งขณะนี้นายศิริโชคได้ลบการเข้าถึงภาพดังกล่าวแล้ว) โดยนายศิริโชคกล่าวว่า
"หลังจากโดนด่าไปหลายวัน วันนี้มีผู้หวังดีส่งรูปแสดงให้เห็นว่า สส ณัฎฐ์ ลบภาพจริง สังเกตุปุ่มแดง นั่นคือปุ่มลบภาพ ดังนั้นข้อเท็จจริงก็คือว่า มีคนส่งรูปให้สส ณัฎฐ์ ทาง what apps และเมื่อเขาเปิดรูปภาพมา เขาก็ลบทิ้ง"


หลังจากนั้นสมาชิกที่ชื่อ มาลัยดำ ก็ได้นำภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางสื่อก่อนหน้านี้มาแสดงเปรียบเทียบกับภาพที่นายศิริโชคตัดต่อมาแสดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นภาพจากกล้องตัวเดียวกันนี้เอง แต่รายละเอียดเป็นคนละเรื่อง

เมื่อหลักฐานปรากฏชัด สมาชิกเว็บไซต์ดังกล่าวก็ได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองต่อว่าความไร้ศีลของนายศิริโชค
แถจนชำนาญ แบบเดียวกับถูกจับได้เรื่องสั่งการให้ทหาร ที่มีใบอนุญาตฆ่าคน ใช้วิธีอำมหิต มีคลิป ออกมาเปิดเผยให้ ปชช ฟังได้รับรู้ถึงความใจดำ อำมหิตของคนสั่ง แต่ แมงสาป ว่าเป็นคลิป ตัดต่อไม่ได้พูด อันที่จริงเสียงแมงสาปนะจริงทุกประโยคแต่เขาตัดเสียงคนที่คัดค้าน คำสั่งในที่ประชุมออกเท่านั้น 2วันก่อนมี กระทู้หนึ่ง บอกจะนำ คลิปนั้น แบบไม่ตัดต่อเลยมาเปิดเผยความเลวของแมงสาป เพื่อกระชากหน้ากาก ให้ เห็นตัว มนุษย์แต่ใจซาตานรออยู่ได้โปรด นำมาเสนอเร็วๆด้วย
จากคุณ : ออสก้าอินเดีย 
เห็นว่าโชคเค้าลบภาพทิ้งแล้วคับ คงบัดสีตัวเองพอสมควร
จากคุณ : คนอัดแก๊ส 
ตอนแรกนึกว่าเป็นรูปจริง เพราะในเฟสเป็นรูปมุมกว้างมาก แต่ที่เอามาลงข่าวกันจะซูมแล้วนิดนึง

แต่ลองไปหาดูปรากฎว่ารูปมุมกว้างจากสื่อก่อนหน้านี้ก็มี แต่ก็ยังไม่กว้างมากเท่ากับที่สิริโชคเอามาโพส แถมติดเบลอที่จอมือถือเป็นส่วนใหญ่

เลยสงสัยว่าคนที่ตัดต่อรูปนี้ แล้วเอามาให้สิริโชค อาจจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์สลิ่มเองก็ได้ เพราะฝีมือก็ไม่ได้ขี้เหร่มาก อีกอย่างสื่อพวกนี้ ตัดต่อใส่ดาบ ใส่มืด มันก็เคยทำมาหมดแล้ว

ที่สำคัญที่สุดคือ ทำไมคนที่ตัดต่อถึงมีรูปมุมกว้าง ของภาพนี้??? ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ต้องเอารูปมาจากเน็ต ซึ่งเท่าที่หาดูไม่มีรูปไหนมีมุมกว้างเท่านี้เลย

ดังนั้นคนที่มีภาพมุมกว้าง มีภาพใหญ่ขนาดนี้ ก็คงเป็นสื่อ หรือไม่ก็คนที่ถ่ายรูปนั่นเอง
จากคุณ : มาลัยดำ
ถ้าศิริโชคไม่โดนพวกสลิ่มแหกตามา ก็แสดงว่า ศิริโชคตั้งใจสตอบอแ_หลครับ

รูปที่ลงในสื่อครั้งแรก เป็นรูปที่เซพไว้ในเครื่องแน่นอน และเปิดดูจาก Photo Library ของเครื่อง
สังเกตุที่มีตัวอักษรเหนือภาพ ถ้าภาพมีความละเอียดมากพอ จะเห็นตัวเลขแสดงลำดับที่ของภาพและจำนวนภาพทั้งหมดที่เก็บไว้ในเครื่อง

แต่ถ้าเป็นภาพที่มีผู้อื่นส่งให้ทาง WhatsApp จะมีตัวอักษรอยู่ใต้ภาพ แสดงวันที่และเวลาที่ส่งภาพเข้ามาให้ครับ

สรุปคือ คนพวกนี้สามารถโกหกได้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีความละอายใจเลย เพราะคิดว่าประชาชนโง่นั่นเอง
จากคุณ : One Putt
สงสัยไอ้โชค กลัวน้อยหน้า เลยขอ ตอแล ออกมาช่วย คงเห็นคนไทยเป็น:-)มั้ง ถึงคิดอะไรได้แบบนี้
จากคุณ : Darksiders

ทหารเหลวล้างสมองหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นสีขาวล่ม







เป้าหมายทหาร5หมู่บ้านเสื้อแดงยุคบุกเบิก





พอทหารมาถึงก็ทำเนียนใส่เสื้อแดงแล้วแขวนป้ายเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านสีขาว



นายทหารชี้แจงโครงการหมู่บ้านสีขาว
"ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 เรามีความชำนิชำนาญในการทำงานมวลชน ในกระบวนการของวิทยากรกระบวนการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้ชุมชนมาศึกษาอดีต พิจารณาปัจจุบัน  และมองหาอนาคต ในการแก้ปัญหาของชุมชนเอง วิทยากรกระบวนการมีหน้าที่ในการจัดการ จัดระเบียบความคิดให้ ตามที่พ่อแม่ พี่น้อง ประชาชน ในแต่ละชุมชน ในแต่ละหมู่บ้าน พร้อมกันนั้นก็อาจจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกิดเป็นเครือข่ายกัน ในการแก้ปัญหาร่วมกัน" พ.ต.สุภัทร ชูติภัทร หน.ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กอ.รมน.ภาค2

มาอบรมต้านยาเสพติดยังไงไม่ทราบ เครื่องมือสื่อสารเพียบ
ปฏิบัติการจิตวิทยา ปจว.ทหารรักเด็ก แต่ดูสีหน้านี่ไม่ได้ทั้งคู่..

ตอนชาวบ้านเผลอก็ไปแอบซุ่มป่าละเมาะรายงานข่าวนาย

แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดงไปให้ความรู้ทหาร ฟังเสร็จเปลี่ยนมาใส่เสื้อแดง


ผู้สื่อข่าวว้อยซ์ทีวีไปทำข่าว ทหารบอกมาตามนายสั่งครับ
"นายสั่งมาให้ประจำการ หมู่บ้านเสื้อแดง จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ครับ"

สุดท้ายอ้ายเสือ..ถอย!

ให้ถอยก่อนเหรอครับ ครับนายครับ

ที่มาภาพข่าว : facebook อานนท์ แสนน่าน แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง

365วันแห่งพันธนาการสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ขอเชิญร่วมงาน "365 วันแห่งพันธนาการ สมยศ พฤกษาเกษมสุข"
13.00 - 21.00 น. อาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2555 อนุสรณ์สถาน14ตุลา แยกคอกวัว
รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/events/282729301804620/

วันพฤหัสบดี, เมษายน 26, 2555

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: จากปทุมธานี ถึงพรรคเพื่อไทย

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
27 เมษายน 2555

การพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยทั้งในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 ปทุมธานี และการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.) ได้ให้บทเรียนที่สำคัญยิ่ง

สาเหตุเฉพาะหน้าของความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ก็คือ มวลชนคนเสี้อแดงปทุมธานีจำนวนมาก “พร้อมใจกัน” ไม่ไปลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยนั่นเอง เป็นผลให้ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์แม้จะไม่ได้คะแนนเสียงเพิ่ม แต่ก็สามารถชนะการเลือกตั้งในที่สุด


นัยหนึ่ง คนเสื้อแดงปทุมธานีกำลัง “สั่งสอนบทเรียนสำคัญ” ให้กับพรรคเพื่อไทย

สาเหตุสำคัญคือ ปัญหาระบบของพรรคเพื่อไทยในการคัดสรรคนเพื่อลงสมัครเป็น สส. ที่ยังเต็มไปด้วยระบบอุปถัมป์และลัทธิพรรคพวก ในแต่ละเขต จะมี “เจ้าของพื้นที่” อยู่ไม่เพียงกี่คนที่งุบงิบตัดสินใจกันเองว่า จะเอาญาติ พี่น้อง ลูกเมียใครลงสมัครบ้าง โดยไม่สนใจความคิดความรู้สึกของประชาชนในท้องถิ่น

ผลที่ได้คือ ในหลายพื้นที่ พรรคเพื่อไทยจะได้แต่ประเภท “สส.หลังยาว” ที่เกาะกระแส พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามา โดยแทบไม่ได้หาเสียงด้วยตนเอง ไม่มีผลงานอันใด ไม่ใส่ใจประชาชนในพี้นที่ ไม่เป็นที่พึ่งพาของประชาชนในยามเดือดร้อน เอาแต่วิ่งเต้นในพรรค คอยเดินตามรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี เพื่อตำแหน่งต่าง ๆ ให้ตนเองหรือพรรคพวกญาติพี่น้อง

ในการเลือกตั้งใหญ่ 3 กรกฎาคม 2554 ประชาชนจำต้องกล้ำกลืนทั้งน้ำตา ยอมลงคะแนนให้ “สส.หลังยาว” พวกนี้เข้าไปเพราะต้องการเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นตัวแทนเผด็จการจารีตนิยม ให้พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยชนะคะแนนเด็ดขาดแล้วได้จัดตั้งรัฐบาล

แต่ในการเลือกตั้งซ่อมและเลือกตั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นคนละปริบท ประชาชนสามารถตัดสินใจได้กว้างขึ้นโดยรู้ดีว่า จะไม่กระทบภาพใหญ่ระดับประเทศ พวกเขาจึงเลือก สส.ตามลักษณะและคุณภาพอย่างแท้จริง ในกรณีเขต 5 ปทุมธานี สส.ที่ลาออกไปคือพวกหลังยาว ซึ่งประชาชนเอือมระอาเต็มทน ส่วนผู้ที่มาลงแทน ก็ถูกคัดสรรมาจาก “เจ้าของพื้นที่” โดยไม่สนใจความคิดเห็นของประชาชน ดูถูกประชาชนว่า นี่คือพื้นที่สีแดง ต่อให้พวกตนเอา “เสาไฟฟ้า” มาลง คนเสื้อแดงก็ต้องเลือกวันยังค่ำ เพราะถึงอย่างไร มวลชนก็จะไม่หันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขาหารู้ไม่ว่า คนเสื้อแดงเป็นมวลชนที่ตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างสูง ฟันฝ่ากระสุน ระเบิด และกองเลือดเพื่อประชาธิปไตยมาแล้ว มวลชนจึงคิดได้ว่า พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดจากพรรคเพื่อไทย แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่กำหนดชะตากรรมของพรรค

บทเรียนสำคัญคือ พรรคเพื่อไทยจะต้องปฏิรูปกระบวนการคัดสรรตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง ลดเลิกระบบอุปถัมป์และลัทธิพรรคพวก ให้ประชาชนระดับฐานรากเข้ามามีส่วนโดยตรงในการเสนอชื่อและคัดสรรผู้สมัคร สร้างให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง ค่อย ๆ ลดความเป็นพรรคเถ้าแก่ใหญ่ แน่นอนว่า สิ่งนี้จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มก๊วนต่าง ๆ ในพรรค แต่นี่คือปัจจัยชี้ขาดข้อเดียวว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคการเมืองเชิงสถาบันในระยะยาวต่อไปได้หรือไม่เมื่อพ้นยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว

พรรคเพื่อไทยแม้จะชนะเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระดับชาติ แต่กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในระดับท้องถิ่น คือพ่ายแพ้การเลือกตั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในเกือบทุกท้องที่ โดยมี อบจ. ปทุมธานี เป็นกรณีล่าสุด การเมืองระดับชาติกับการเมืองระดับท้องถิ่นนั้น มีลักษณะเนื้อหาที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน จะเอาวิธีการของการเลือกตั้งระดับชาติไปใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้ คือไม่สามารถชูภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนางสาวยิ่งลักษณ์แล้วชนะเลือกตั้ง

การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องผลประโยชน์โดยตรงของคนพื้นที่และการพัฒนาท้องถิ่น ประชาชนจึงต้องการคนพื้นที่ที่ทำงานทุ่มเทให้กับการพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ได้ต้องการคนที่เป็น “เพื่อไทย” หรือ “เสื้อแดง” การเมืองระดับชาติแทบไม่มีผล ระบบการคัดสรรคนของพรรคเพื่อไทยจึงใช้ไม่ได้กับการเมืองท้องถิ่นอีกเช่นกัน เพราะไปตัดสินกันที่ความสัมพันธ์โยงใยกับ “เจ้าของพื้นที่” เป็นหลัก โดยมีผลงานและความสัมพันธ์กับประชาชนในท้องถิ่นเป็นประเด็นรอง

บทเรียนจากกรณี อบจ.ปทุมธานีจึงเป็นเรื่องของความเข้าใจต่อการเมืองท้องถิ่น ซึ่งแบบวิธีคิด วิธีการทำงาน การหาเสียง การจัดตั้งเครือข่ายและสร้างผลงานในท้องถิ่น เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้องเรียนรู้ หัวใจสำคัญจึงยังคงอยู่ที่ระบบการคัดสรรคนของพรรคเพื่อไทยอีกนั่นเอง

แต่ยังมีเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่ปทุมธานี และเป็นเหตุผลที่ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ปฏิเสธเสียงแข็งและไม่ยอมพูดถึง นั่นคือ นโยบายปรองดองของพรรคเพื่อไทยและท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมุ่งประนีประนอมกับฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมโดยไม่คำนึงถึงหลักการความยุติธรรม  เป็นการ “หย่าศึก” “ลืมอดีตทุกอย่าง” “ยกโทษให้ทุกฝ่ายทุกคน” บนกองเลือดและความเจ็บช้ำของมวลชนคนเสื้อแดง

คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เสียมเรียบ ที่บอกให้ แม่น้องเกด (นางพะเยาว์ อัคฮาค มารดานางสาวกมนเกด อัคฮาค พยาบาลอาสาที่ถูกทหารพลแม่นปืนฆ่าอย่างโหดเหี้ยมขณะปฏิบัติหน้าที่ในวัดปทุมวนาราม) และญาติผู้เสียชีวิตควร “เสียสละ” “เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม” นั้น เป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจคนเสื้อแดงอย่างสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับญาติพี่น้องของคนที่ตาย บาดเจ็บ พิการ และติดคุกถึงทุกวันนี้ เป็นนัยว่า เขาเหล่านี้ไม่รู้จัก “เสียสละ” ที่ไม่เห็นด้วยกับ “การปรองดอง” ของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยอย่าได้คิดว่า “ให้เงินเยียวยาไปคนละหลายแสนหรือหลายล้าน แล้วจบกัน” จะต้องเข้าใจว่า การที่คนเหล่านี้ก้าวออกมาต่อสู้ ฝ่ากระสุน ระเบิด และความตาย เสียชีวิตและอวัยวะ สูญทรัพย์สิน เงินทอง อาชีพการงาน ต่อเนื่องมาหลายปีนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน แต่จุดหมายหลักคือ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่วนเรื่องอื่น ๆ เป็นผลพลอยได้ เขาเหล่านี้แหละที่ “เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริงมาตลอดหลายปี” สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องในวันนี้ไม่ใช่การล้างแค้น พวกเขาต้องการแค่ “ความยุติธรรม” เท่านั้น และก็ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์มาบอกให้พวกเขา “เสียสละ” เพิ่มขึ้นอีก ยิ่งไม่มีสิทธิ์มาบอกพวกเขาว่า “ให้นึกถึงส่วนรวม”

การปฏิเสธความจริงข้อนี้คือ “การทรยศ” ต่อการเสียสละอันใหญ่หลวงของพวกเขา ถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยและแกนนำยังไม่เข้าใจอยู่อีกหรือ?


เรื่อง “การปรองดอง” ที่ไร้หลักการและไม่ยุติธรรมนี้แหละคือความคับแค้นใจอย่างแท้จริงในหัวใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ พวกเขารู้สึกว่า “ถูกหักหลัง” นี่จะเป็นเครื่องชี้ชะตากรรมหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า จะยังคงได้รับการอุ้มชูและคุ้มครองจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อไปหรือไม่

หากปราศจากมวลชนคนเสื้อแดงแล้ว อย่าว่าแต่จะชนะเลือกตั้งเลย แม้แต่ตัวพรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท.ทักษิณเอง ก็ไม่อาจอยู่รอดได้แม้แต่วันเดียวในกรงเล็บของเผด็จการจารีตนิยม!

กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก 55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 2)

โดย กานดา นาคน้อย
ที่มา เว็บไซต์ประชาไท
25 เมษายน 2555

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

กานดา นาคน้อย: เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก 55 ปีทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 1)

นปช.แสดงจุดยืนหนุนงานรดน้ำกระดูกน้องเกด เตือนปูปรองดองอำมาตย์เปรมต้องยุติธรรมกับประชาชน




ความเหมือนที่แตกต่าง-(ภาพบนจากfacebook Yingluck Shinawatra)นายกฯยิ่งลักษณ์พารองนายกฯเข้าพบพลเอกเปรมที่บ้า่นสี่เสาอวยพรสงกรานต์ (ภาพกลาง)นายอภิสิทธิ์ พาครม.ทั้งคณะเข้าขอบคุณพลเอกเปรมหลังจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปลายปี2551 (ภาพล่าง)ส.ส.น้องเดียร์ ลูกสาวเสธ.แดง ร่วมงานรดน้ำกระดูกน้องเกดที่แยกราชประสงค์(ภาพ:เจเจสาทร)



มื่อเวลา 15.20 น. วันนี้ (26 เม.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สวนเสื้อสีชมพู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก รวมด้วยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง และพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกเดินทางจากอาคารรัฐสภา โดยรถตู้ป้ายแดง ทะเบียน 3438 ไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สี่เสา เทเวศร์ เพื่อรดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ไทย ตามที่ได้นัดหมายไว้ โดยเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเข้าพบผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพื่อขอพรในเทศกาลสำคัญ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธได้เตรียมกระเช้าผลไม้และพวงมาลัยดอกไม้และขนมหวานไปเป็นของขวัญให้กับ พล.อ.เปรมในครั้งนี้ด้วย
       
       ทั้งนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า เหตุที่ไม่ได้สวมเสื้อสีชมพูเหมือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายยงยุทธ เนื่องจากไม่มี (ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)


      รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง 3 รายงานว่าคณะนายกรัฐมนตรีออกจากบ้านสี่เสาในเวลา 16.00 โดยนายยงยุทธให้สัมภาษณ์ว่า พลเอกเปรมได้กล่าวอวยพรคณะ และให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ และได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายกฯ โดยฝากให้สนับสนุนโครงการที่พลเอกเปรมดูแลอยู่ เช่น โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ และโครงการอื่นๆของพลเอกเปรม

     สถานีโทรทัศน์TPBSรายงานว่า งานนี้ไม่ได้อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวภายในบ้านสี่เสา และได้สัมภาษณ์พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีผู้ใกล้ชิดพลเอกเปรมว่า การเข้าขอพรผู้ใหญ่เป็นประเพณีอันดีของไทย    

               

   

   

   

   

     

         

โอ๊คโพสต์ลงเฟซบุ๊คศรัทธาในวีรกรรมความกล้าหาญน้องเกด


ขอระลึกถึงน้องเกดเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่27นะครับ น้องเกดยอมเสียสละชีวิตเพื่อเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องที่บาดเจ็บจากการชุมนุมและเข้าไปพักรักษาตัวในวัดปทุม ถึงแม้ผมจะไม่เคยมีโอกาสได้เจอน้องเกดมาก่อนแต่ก็มีความศรัทธาเมื่อได้ทราบในวีรกรรมความกล้าหาญของน้อง ขอให้น้องเกดไปสู่สุขคติครับ (ที่มาfacebook:Oak Panthongtae Shinawatra)
42 ·  · 



 แม่น้องเกดบอกไม่ได้จัดงานประชันปูรดน้ำเปรมเพราะตรงวันเกิดน้องเกด   

ภาพจัดงานรดน้ำกระดูกน้องเกดที่แยกราชประสงค์ท่ามกลางสื่อมวลชนมุง (ภาพ:เจเจสาทร)



กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานว่า คนเสื้อแดงเดินทางร่วม "รำลึกน้องเกด" ที่แยกราชประสงค์ อย่างต่อเนื่อง แม่น้องเกดเผยไม่เกี่ยว "ยิ่งลักษณ์" พบ "พล.อ.เปรม"

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ฝั่งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์เริ่มคึกคัก บรรดาคนเสื้อแดงรวมถึงนักวิชาการต่างเดินทางถึงบริเวณที่ชุมนุม เพื่อเตรียมขึ้นเวทีปราศรัยในเวลา 17.00 น.



โดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน้องเกด เปิดเผยว่า การชุมนุมในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงน้องเกดที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 รวมถึงเป็นวันคล้ายวันเกิดของน้องเกดอีกด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกฯเดินทางเข้ารดน้ำ พล.อ.เปรม แต่อย่างใด แต่ต้องถามกลับไปถึง 'พล.อ.เปรม' ว่าทำไมถึงตอบรับรัฐบาลให้เข้าพบในวันนี้

ขณะเดียวกันมีกลุ่มคนเสื้อแดงต่างทยอยเดินทางมายังบริเวณที่ชุมนุมอย่างต่อเนื่องโดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นาย ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด



แม่น้องเกดเผยกระซิบบอกทักษิณไม่เอานิรโทษกรรม


นางพะเยาว์กล่าวบนเวทีช่วง19.00น.ว่า มีคนมาบอกให้ลืมๆกันไป ก็เพราะลูกคุณไม่ได้ตายเหมือนลูกฉัน ส่วนพวกส.ส.พูดว่าหากไม่ลืมไม่ก้าวผ่านไปประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ เป็นการพูดเห็นแก่ตัว เพราะตอนคนเสื้อแดงต่อสู้ก็ไม่เคยออกมาต่อสู้ด้วยเลย "ประชาชนเพิ่งผ่านความเจ็บปวดสุญเสียมา ก็มาพูดต้องปรองดองๆ ก็ได้แต่มีข้อแม้อย่ายกความผิดให้คนที่ต้องถูกดำเนินคดี และได้บอกกับคุณทักษิณตอนสงกรานต์ที่กัมพูชาว่า คุณทักษิณ ดิฉันไม่เอานิรโทษกรรม พูดบอกไปแบบนี้โดยไม่ต้องฟังคำตอบ" หากนิรโทษกรรมก็ให้เฉพาะประชาชนผู้ร่วมชุมนุม แต่ไม่รวมพวกคนสั่งฆ่า และสั่งฆ่าประชาชน ดิฉันยังรอให้โซ่ตรวนคล้องคอสุเทพกับอภิสิทธิ์ก่อน

ส่วนการจัดงานรดน้ำกระดูกน้องเกดก็ไม่ได้เพื่อประชันกับการที่นายกฯยิ่งลักษณ์ไปรดน้ำพลเอกเปรม "งานนี้รดอัฐิน้องเกด แต่ที่นักข่าวถามว่าจัดรดกระดูกเปรมนั้น ก็ไม่นานหรอกคงได้รด ไม่ได้ตั้งใจจัดงานชนกัน แต่วิญญาณคงแรงเลยบังเอิญมาลงวันเดียวกัน"

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามว่าคนเสื้อแดงแตกแยกกันนั้นไม่จริง เพราะเราไม่เคยทอดทิ้งกัน โดยเฉพาะคนที่ติดคุกอยู่ ตอนนี้มีข่าวดีจะได้ประกันตัวออกมาหลายคน



คำแถลงการณ์ นปช.: นปช. ปฏิเสธข่าวจาก Bangkok Post

อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์นปช.แดงทั้งแผ่นดินปฏิเสธข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

26 เมษายน 2555

Bangkok Post: Tida warns against Prem meet 

นปช. ขอชี้แจงข่าวจาก Bangkok Post ที่ระบุว่า นปช. ตำหนิรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรองนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปรดน้ำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในวันนี้ และการที่ นปช. เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกิด น.ส.กมนเกด อัคฮาด (น้องเกด) นั้น โดย นปช. ขอชี้แจงว่า
1. นปช. ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆต่อเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจทำ แต่ นปช. ยอมรับว่า มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจกับเรื่องนี้ ซึ่ง นปช. ฝากเตือนรัฐบาลว่า การรดน้ำ พล.อ.เปรม เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ นปช. ขอให้รัฐบาลบริหารความขัดแย้งให้ลงตัว ระหว่างความยุติธรรมที่ ปชช. ได้รับกับการปรองดองกับชนชั้นนำเครือข่ายอำมาตย์
2. นปช.ไม่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกิด น.ส.กมนเกด อัคฮาด (น้องเกด) แต่อย่างใด แต่ นปช. รู้สึกเห็นใจ และสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้



“ธิดา” เตือนรัฐบาลคิดให้รอบคอบ พบ “พล.อ.เปรม”


สำนักข่าวอสม.รายงานว่า “ธิดา” ระบุ “ยิ่งลักษณ์” นำรองนายกรัฐมนตรีพบ “พล.อ.เปรม” เป็นความพยายามที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่เตือนคิดให้รอบคอบ ไม่ให้เกิดเป็นปัญหารอบใหม่ ขณะที่ ไม่แปลกใจ “พล.อ.เปรม” ยอมพุดคุย ชี้เป็นผู้มีประสบการณ์ อาจตัดสินใจแบบที่คนคาดไม่ถึง ย้ำปรองดองจะเกิดได้ต้องช่วยคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในคุก

นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำรองนายกรัฐมนตรีเข้ารดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ว่า เป็นความพยายามของนายกรัฐมนตรีที่จะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองราบรื่น เกิดความปรองดอง ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการ

 “แม้ นปช. หรือคนเสื้อแดงจะเป็นผู้ชื่นชมสนับสนุนรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แต่คงไม่สามารถไปกำหนด หรือชี้นำแนวทางให้กับรัฐบาลได้ แต่การไปเจรจาประสานไมตรี ต้องดูว่าเรื่องไหนมาก่อนหรือหลัง รัฐบาลต้องตระหนักเพื่อไม่ให้การดำเนินการดังกล่าวนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ” นางธิดา กล่าว

นางธิดา ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าจะช่วยให้เกิดการปรองดองมากขึ้น ขอให้มีการพิจารณาให้ประกันตัวคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง และยังถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งมีกว่า 40 คน และในช่วงเวลานี้ต้องการให้ย้ายไปคุมขังในเรือนจำที่เหมาะสมกว่านี้ เช่น ที่ห้องคุมขังโรงเรียนตำรวจนครบาล บางเขน และไม่ต้องมีการตีตรวน เพราะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นเพียงนักโทษการเมืองเท่านั้น

 “ญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอาจไม่เห็นด้วย แต่เราก็ต้องใช้ความอดทน เพราะการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ไม่ใช่ยึดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่ต้องการทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่มีการทำรัฐประหาร รวมทั้งต้องการทำให้ความจริงปรากฏและเกิดความยุติธรรม” นางธิดา กล่าวและว่า แม้คนเสื้อแดงจะเชื่อมั่นในรัฐบาล แต่รัฐบาลเองก็ต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องของการสร้างความยุติธรรมภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม เพราะหากยังนิ่งเฉย ในอนาคตรัฐบาลก็อาจมีปัญหา

ต่อข้อถามว่า เคยสอบถามเรื่องนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือไม่ นางธิดากล่าวว่า ทั้งสองคนอาจเน้นที่ชนชั้นนำ แต่ นปช. ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในส่วนนั้น เพราะคนเสื้อแดงมาจากหลายระดับ แต่ส่วนใหญ่มาจากคนระดับล่าง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ พล.อ.เปรม ยอมที่จะพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ดังนั้น พล.เปรม อาจจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งโดยที่คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึง

ส่วนเสียงเรียกร้องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ขอขมา พล.อ.เปรม นางธิดา กล่าวว่า เป็นวิธีคิดของคู่กรณีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ในข้อเท็จจริง หากจะสร้างความปรองดองต้องให้ผู้ที่ทำรัฐประหาร หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะผู้ที่สั่งการให้ใช้อาวุธกับประชาชนออกมาขอโทษมากกว่า


ย้อนรอยเหตุการณ์เสียสละของน้องเกดในวัดปทุมฯ

ย้อนดูเหตุการณ์การสูญเสียนางสาวกมนเกด อัคฮาด อาสาสมัครพยาบาล วัย 25 ปี ขณะปฎิบัติหน้าที่
ในวัดปทุมวนาราม ระหว่างการสลายการชุมนุม เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 (ที่มา Youtube:
Published on Apr 26, 2012 by  )

แม่น้องเกดนำฝ่ายประชาธิปไตยรดน้ำกระดูกลูกสาว


"ดิฉัน ไม่เอานิรโทษกรรม ค่ะ"เสียงกระซิบข้างหู คุณทักษิณ ชินวัตร จากแม่น้องเกด ณ เสียมราฐ

 (ที่มา:facebook)
 
ขอเรียนเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงผู้ร่วมชะตากรรมทุกท่านร่วมงาน วันคล้ายวันเกิดของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ในวันที่ 26 เมษายน 2555 บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 15.00น. ถึง 24.00น. ภายในงานจะมีการร่วมกันรดน้ำไว้อาลัยเถ้ากระดูกของน้องเกด พร้อมกับร่วมกันเป่าเค้กวันเกิดครบรอบอายุ 27 ปี ของน้องเกด และครอบครัวอัคฮาดทุกคน จะกล่าวไว้อาลัยให้กับน้องเกด และมาร่วมฟังทัศนคติของบรรดาญาติผู้สูญเสียคนในครอบครัวจากการสลายการชุมนุม ร่วมฟังการปราศัยจากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่จะมาร่วมกล่าวไว้อาลัย และพบกับวงดนตรี ทับทิมสยาม และวง"ไฟเย็น"

กลุ่มเวทีเสรีราษฎร(นำโดยแม่น้องเกด)เผยว่า ขอเชิญฝ่ายประชาธิปไตยร่วมจัดงานรดน้ำเถ้ากระดูกอาสาพยาบาลกมนเกด อัคฮาด ในโอกาสครบรอบวันเกิดอายุครบ 27 ปี (หากไม่ถูกทหารยิงเสียชีวิตในวัดปทุมฯ) ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากญาติวีรชนในประเด็น"จะปรองดองอย่างไร ให้เกิดความยุติธรรม"

พบกับการปราศัยโดยแขกรับเชิญพิเศษคับคั่ง อาทิ อ.หวาน/อ.ตุ้ม อ.ยิ้ม(สุธาชัย) ดร.ประแสง มงคลสิริ ดร.สุนัย จุลพงศธร นางพะเยาว์ อัคฮาด ณัทพัช อัคฮาด ฟุ้งฟิ้ง เรดนนท์ สหายเดียร์ หัวกบฏ ฯลฯ
ร่วมอ่านแถลงการณ์จุดยืนของกลุ่มต่อแนวทางการปรองดอง พบกับวงดนตรีน้องใหม่ "วงทับทิมสยาม" และวงดนตรีปฏิวัติวัฒนธรรม "วงไฟเย็น"

พบกันเวลา 15.00น. - 24.00น. ณ ราชประสงค์