วันพุธ, กุมภาพันธ์ 29, 2555

แถวนี้แม่งเถื่อน!บุกทำร้ายวรเจตน์ถึงธรรมศาสตร์



รอยฟกช้ำบนใบหน้าของดร.วรเจตน์ กับคำประกาศของเพื่อนร่วมคณะนิติราษฎร์( ที่มา:facebook)

โฉมหน้าคนร้ายและรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาก่อเหตุแล้วหลบหนีไป เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด

ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานว่า นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิก "กลุ่มนิติราษฎร์" ถูกคนร้ายชก ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยคนร้ายมาดักรอทำร้ายร่างกาย ที่บริเวณ ลานจอดรถของคณะนิติศาสตร์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รอง ผกก.ป.สน.ชนะสงคราม ได้เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบและดูภาพจากกล้องวงจรปิด

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Siri Wut

นายธนาพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ระบุว่า ทราบว่ามีคนร้ายจำนวน 2 คน ได้ขี่รถมอร์เตอร์ไซต์ มาดักซุ่มรอทำร้ายร่างกายนายวรเจตน์ หลายวันแล้ว เมื่อสบโอกาสจึงรัวหมัดชกนายวรเจตน์ หลายครั้ง จนกระทั่งเลือดออก แว่นแตก แล้วขึ้นรถมอร์เตอร์ไซต์หลบหนีไปทันที

ทางด้านนายวรเจตน์ ได้ขับรถไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรีทันที

โดยในทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า บก.ลายจุด‏(@nuling) ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้ทวีตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

"คนร้าย 2 คนขี่มอเตอร์ไซค์ทะเบียน มธ 684 มาดักและต่อย อ.วรเจตน์ นักวิชาการนิติราษฏร์"

พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานเหตุคนร้ายรุมทำร้ายนายวรเจตน์แล้ว ขณะนี้อยู่ ระหว่างไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรีเบื้องต้นทราบว่าคนร้ายเป็นชาย2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ก่อเหตุแล้วหลบหนี สั่งให้ชุดสืบสวนของกองบังคับการสืบสวนสอบสอน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) และกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุ ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถสันนิษฐานได้ ขอตรวจสอบจากพยานหลักฐานก่อน

เวลา 16.00 น. วันเดียวกัน นายวรเจตน์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" ทางโทรศัพท์ ว่า ถูกทำร้ายร่างกายจริง ขณะยืนคุยอยู่กับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลอีก 1 คน ที่ลานจอดรถ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จู่ๆ มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ตรงเข้ามาจากด้านหลัง และเข้ามาชกบริเวณใบหน้าตนจนล้มลง และหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ทำให้จำรูปพรรณสัณฐานคนร้ายไม่ได้ แต่คาดว่าอาจารย์อีกคนน่าจะพอจำได้

"ขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลธนบุรี และได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้เชิญไปสอบปากคำที่โรงพัก คาดว่าน่าจะเป็น สน.ชนะสงคราม เพราะอยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ" นายวรเจตน์กล่าว

สำหรับนายวรเจตน์ เป็นแกนนำนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ผ่านมามีบทบาทอย่างสูงในการขับเคลื่อนรณรงค์ให้มีการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาตรา 112

ก่อนหน้านี้ ช่วงปลายเดือนม.ค. 55 ที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจในการแก้ ม.112 ว่าทำเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดนำสถาบันไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง หลังจากมีบางฝ่ายออกมาต่อต้านถึงขั้นขู่นำไปตัดหัวว่า "ภายหลังจากคณะนิติราษฎร์เข้าร่วมงานเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" (ครก. 112) ในวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่ออธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 เพื่อประโยชน์ต่อการรวบรวมรายชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่รัฐสภา และภายหลังจากที่คณะนิติราษฎร์จัดงาน อภิปราย ′ลบล้างผลพวงรัฐประหาร - นิรโทษกรรม - ปรองดอง′ ขึ้นเองในวันที่ 22 มกราคม 2555 เพื่อเสนอรูปแบบองค์กร และกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เกิดกระแสเสียงจากสังคมทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ปรากฎว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลักวิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน

"คณะนิติราษฏร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอฯ ทราบและสบายใจว่า ข้อเสนอฯ ทุกข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการและอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสนอให้แก้ไข มาตรา 112 นั้น ไม่ถือเป็นความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของมาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ปรับปรุงแก้ไขเสีย

"การรวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไป ไม่ยุติ จนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวม คือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่ โดยคลิ๊ก แบบฟอร์ม ข.ก.๑ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน แนบ 1) สำเนาบัตรประชาชน และ 2) สำเนาทะเบียนบ้าน (ที่มีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทั้งสองฉบับ) ส่งไปรษณีย์ไปที่ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200"

ล่าสุด นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อหาว่า "ขอประณามคนที่ทำร้ายอ.วรเจตน์"


0 0 0 0 0

ขณะเดียวกัน ไทยอีนิวส์ ได้เห็นสเตตัสเถื่อนในโลกเฟสบุคของพวกคลั่งเจ้า ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า คนไทยรวมพลังปกป้อง กม.อาญา มาตรา 112 ต่อเหตุการณ์รุมทำร้ายอาจารย์วรเจตน์ครั้งนี้อย่างเถื่อนถ่อยไม่แพ้กัน และยังมีการโพสต์ทำนองว่าสองคนร้ายเป็นฮีโร่ และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์อีกต่างหาก

หลายคนสะท้อนใจกับพฤติกรรมคลั่งเจ้า อย่างเถื่อนถ่อยนี้ที่รังแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียพระเกียรติ และระคายเคืองเบื้องสูงอันเป็นที่รักของพสกนิกร



โฉมหน้า "ฮีโร่" ของพวกคลั่งรักสถาบันฯ


24ชั่วโมงที่กระบอกเสียงลิ้มเงียบฉี่ข่าวคุก20ปี แสร้งว่าNOTHING HAPPENมันคือPROPAGANDAชนิดหนึ่ง



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประหลาด สื่อเครือASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของกลุ่มกดดันการเมืองปฏิกริยา่ล้าหลังขวาจัดพันธมิตรฯ ไม่ได้นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตรและนายใหญ่เครือผู้จัดการASTVถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และให้ประกันตัวในวงเิงิน 10 ล้านบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งเวลา13.57 น.ของวันนี้(29ก.พ.)ค่อยนำเสนอข่าวพาดหัวเรื่องนี้

ตลอดเมื่อวานนี้ืที่ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงสายเมื่อศาลตัดสินจำคุกนายสนธิ 20 ปี สื่อแขนงต่างๆพากันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนสนใจทั่วประเทศ แต่ไม่ปรากฎข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้ซักแอะ ตลอดจนช่วงบ่ายไปยันค่ำที่นายสนธิยื่นขอประกันตัวและได้ประกันตัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆอย่างคึกโครม ก็ไม่ปรากฎวี่แววข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้แต่นิดเดียว

จนถึงเช้าวันต่อมา ก็ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระบอกเสียงที่สนธิเป็นเจ้านายใหญ่เลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นในโลก เดชะบุญชาวพันธมิตรที่ประกาศจะเสพเฉพาะสื่อค่ายนี้ก็ไม่ถึงกับตกข่า่วซะทีเดียว เพราะยังมีกระโถนปากแตรอีกรายทำหน้าที่แทนในจังหวะนี้พอดี ผ่านทางเฟซบุ๊คของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

แต่สาวกของพันธมิตรพากันตามหาข่าวนี้กันระงม ในที่สุดเมื่อเวลา 13.57 น.วันนี้เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ ได้นำเสนอข่าวพาดหัวเรื่อง คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจ หลังศาลสั่งจำคุกกรณีผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ผู้จัดการASTVไม่ได้บอกว่า ตกข่าว หรือทำแบบสื่อกระบอกเสียงของประเทศเผด็จการทั้งหลายที่มักปิดข่ืาวด้านลบของเจ้านายสูงสุดของตน แต่ขึ้นมาลอยๆ ดังต่อไปนี้
ASTVผู้จัดการ - “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดใจเคารพศาลและกระบวนการยุติธรรม ยอมรับความผิดหลังศาลสั่งจำคุกกรณีทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ยืนยันไม่เคยหนีแม้จะมีคำสั่งจำคุก 20 ปี เผยอุทธรณ์ขอความเมตตาต่อศาลต่อไป เพราะไม่ได้ “ค้ายา-ปล้นสะดม-เผาเมือง” ชี้ถ้าคนไทยไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมประเทศชาติไปไม่รอด

จากกรณีที่วานนี้ (28 ก.พ.) ศาลอาญารัชดา พิพากษาจำคุก 20 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ จากกรณีการกระทำเมื่อครั้งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในปี 2539 หลังศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวเมื่อช่วงเย็นวานนี้ นายสนธิได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยมีรายละเอียดดังนี้


“คดีความนี้เป็นคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เป็นคดีความเรื่องของผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องของการเอาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันอีกบริษัทหนึ่ง คดีนี้ได้มีการดำเนินคดีมาสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2539 จนกระทั่งถึงวันนี้ ในการต่อสู้คดีนั้นผมปฏิเสธที่จะต่อสู้คดี ผมยอมรับผิด ผมจะไม่พูดเบื้องหลังว่าใครเป็นคนทำก็แล้วกัน เอาเป็นว่าผมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทย วันนี้เป็นวันที่พิสูจน์ชัดเจน ว่าผมพร้อมจะเดินเข้าศาล

ผมโดนลงโทษทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 84 ปี (หัวเราะ) 84 ปี (ปานเทพ : 85 ปี) 85 ปี แล้วในที่สุดก็ลดเหลือ 20 ปี ก็เพราะว่าในกฎหมายไม่ให้เกิน 20 ปี ผมใช้สิทธิของผมในการอุทธรณ์เพื่อขอความเมตตาต่อศาลว่า คดีความผมไม่ใช่คดีความค้ายาเสพติดหรือไม่ใช่คดีความของการปล้นสะดม ฆ่าผู้คน เป็นคดีที่ผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไม่มีโจทก์ร่วม ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือว่า ผมได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่า ผมยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

ระหว่างที่ผมฟังคำพิพากษานั้น ผมอดไม่ได้ที่จะขำ ผมขำตรงที่ว่าโดนตรงโน้น โดนตรงนี้ ผมนึกในใจว่า เอ๊ะ! เอาให้ถึงร้อยปีเลยดีไหม ผมเป็นเพียงแต่ขำอย่างเดียวเท่านั้นเอง ว่าผมผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติที่จะพิพากษาผมอย่างไร ผมก็ยอมรับในคำพิพากษานั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็น ว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด

และเมื่อต้องคดี ศาลพิพากษามาจะอย่างไรก็ตามที่ศาลพิพากษามา จะยอมรับหมดทุกเรื่อง ไม่มีข้อแม้ ไม่เคยที่จะต้องมาประท้วงศาลว่าศาลไทยไม่ยุติธรรม ไม่เคยที่จะมาตั้งกลุ่มชุมนุมติดป้ายด่าศาล ผมเป็นคนที่เคารพศาลไทยมาตั้งแต่ต้น มาศาลผมก็มา ผมไม่เคยหนีศาล ไม่เคยเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผมต้องการทำตัวอย่างหลักนิติรัฐให้คนเห็น ว่าถ้าคนยอมรับหลักนิติรัฐแล้วทุกอย่างแก้ปัญหาได้ เพราะว่าคดีผมยังมีอุทธรณ์และฎีกาต่อ และผมก็เชื่อว่าในการอุทธรณ์ของผมนั้นจะมีผลที่ดีขึ้น หรือเลวลง หรือเท่าเดิม ผมก็ยอมรับ

ถ้าผมไม่พอใจผลของศาลอุทธรณ์ ผมก็จะฎีกาต่อไป ในที่สุดศาลฎีกามีผลอย่างไรก็ตาม ผมจะยืดตัวเชิดหน้ายอมรับคำพิพากษาของศาลอย่างไม่ยี่หระ และยอมรับไปทุกกรณี วันนี้ผมออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ทราบว่า ผมเคารพในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ผมไม่เคยตีโพยตีพาย ไม่ว่าผมจะโดนคดีกี่คดี โดนสั่งจำคุกมาแล้วกี่คดี ผมไม่เคยตีโพยตีพาย ผมถือว่านี่คือที่พึ่งสุดท้ายของประเทศ
แล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมซึ่งคนไทยจะต้องพึ่ง แล้วคนไทยไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม ประเทศชาติไปไหนไม่รอด ในขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็ต้องมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพร้อมที่จะให้ความยุติธรรมอย่างยุติธรรมจริงๆ ด้วยความเมตตาธรรมนะครับ ผมมีเพียงแค่นี่ล่ะครับ ขอบคุณมากครับ”

จากนั้นท้ายข่าวก็เปิดให้คนอ่านเขียนแสดงความเห็น แน่นอนว่าเป็นความเห็นที่สื่อค่ายนี้กรองมาแล้วว่าเชียร์นายสนธิเป็นวีรบุรุษทั้งนั้น อาทิเช่น


ความคิดเห็นที่ 42

ยังไงก็เชียร์ต่อไปครับเพราะ

1. คดีนี้ไม่ใช่การโกงประเทศ ขายชาติ
2. คดีนี้เกิดตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว เป็นไปได้ที่คนทำธุรกิจอาจจะมีการกระทำใดๆที่ผิดพลาดกันได้โดยสุดวิสัย หรือถ้าผิดจริงแต่กลับตัวกลับใจถ้าไม่ได้กระทำซ้ำๆเป็นนิสัยเหมือนคนที่หนีไปดูไบ

รีบๆมาสู้เร็วคับ

ส่วนใครเขียนวิจารณ์ แม้แต่ถามว่าทำไมเพิ่งมานำเสนอข่าว ก็ถูกกรองด้วยการลบเกลี้ยง

นี่คือสื่อกระบอกเสียงของพันธมิตร เลือกที่จะนำเสนอเฉพาะอยากที่ให้ผู้รับสื่ออยากรู้ ปิดข่าวที่เป็นด้านลบแก่ผู้นำของตนเอง เป็นสื่อประเภทที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในบางประเทศ เช่น เกาหลีเหนือ เป็นต้น เราเรียกว่าเป็นpropaganda หรือกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่สื่อสารมวลชน

เสียดายว่าเรื่องนี้มาเกิดในเมืองไทย สื่อสารพัดค่ายเลยนำเสนอไปหมดตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร

เสียดายว่าหากอำนาจรัฐอยู่ในมือพันธมิตร ประเทศนี้ก็คงจะเพิ่งรู้ข่าวชั่วๆของสนธิลิ้มเอาก็เมื่อ 24 ชั่วโมงผ่านไป หรืออาจจะไม่เลย

ลิ้มขื่นขำศาลจำคุก20ปี ที่ขำกว่าคือASTVปิดข่าวสนิท ลิ่วล้อครางเหมือนโลกจะล่มสลายก็ไม่ปา่น



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประหลาด สื่อเครือASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของกลุ่มกดดันการเมืองปฏิกริยา่ล้าหลังขวาจัดพันธมิตรฯ ไม่ได้นำเสนอข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดพันธมิตรและนายใหญ่เครือผู้จัดการASTVถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และให้ประกันตัวในวงเิงิน 10 ล้านบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งเช้าวันนี้(29ก.พ.)

ตลอดเมื่อวานนี้ืที่ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ช่วงสายเมื่อศาลตัดสินจำคุกนายสนธิ 20 ปี สื่อแขนงต่างๆพากันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนสนใจทั่วประเทศ แต่ไม่ปรากฎข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้ซักแอะ ตลอดจนช่วงบ่ายไปยันค่ำที่นายสนธิยื่นขอประกันตัวและได้ประกันตัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆอย่างคึกโครม ก็ไม่ปรากฎวี่แววข่าวนี้ในเครือผู้จัดการASTVแม้แต่นิดเดียว

จนถึงเช้าวันต่อมา ก็ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระบอกเสียงที่สนธิเป็นเจ้านายใหญ่เลย ราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นในโลก เดชะบุญชาวพันธมิตรที่ประกาศจะเสพเฉพาะสื่อค่ายนี้ก็ไม่ถึงกับตกข่า่วซะทีเดียว เพราะยังมีกระโถนปากแตรอีกรายทำหน้าที่แทนในจังหวะนี้พอดี

ลิ่วล้อเผยพร้อมนอนคุก อ้างศาลให้ประกันเพราะไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ลิ่วล้อใกล้ชิดนายใหญ่พันธมิตรและนายใหญ่ค่ายผู้จัดการ ยืนประกบเจ้านายแจด้านหลังตอนไปศาลวานนี้

มีเพียงการโพสต์ลงบนเฟซบุ๊คของนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรและคนใกล้ชิดนายสนธิเท่านั้นที่ให้ร่องรอยว่า ชาวพันธมิตรก็ได้รับรู้ข่่าวนี้กับคนอื่นเขาเหมือนกััน แม้กระบอกเสียงASTVผุ้จัดการจะปิดปากสนิท

ผมได้มีโอกาสนั่งอยู่กับคุณสนธิในระหว่างรอการประกันตัว คุณสนธิดูนิ่งสงบ และเตรียมตัวที่จะนอนในเรือนจำโดยไม่สะทกสะท้าน คุณสนธิบอกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะมันแค่ "เปลี่ยนที่นอน"เท่านั้น และชีวิตก็ผ่านความตายที่ถูกยิงมากว่า 200 นัดมาแล้ว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคุณสนธิสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวันอย่างต่อเนื่อง จึงพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ

นายปานเทพรายงานพร้อมกับกล่าวแก้ให้เจ้านายว่า หลังได้รู้คำพิพากษาของศาลอาญาในวันนี้แล้ว ในระหว่างการรอประกันตัวพวกเราได้คิดต่อว่าหากไม่ได้รับการประกันตัว ขบวนการที่แข็งแรงพอต่อกรกับระบอบทักษิณก็คงจะจบลงโดยทันที เพราะ ASTV มีรายได้หลักจาการหาเงินโดยคุณสนธิเป็นหลักเดือนละ 20 ล้านบาท หากคุณสนธิต้องติดคุกและออกมาไม่ได้ ก็เชื่อได้ทันทีว่า ASTV คงต้องปิดตัวลง พนักงานหลายคนจำเป็นต้องแยกย้ายออกไปที่อื่น แม้แต่ขบวนการของพันธมิตรฯก็จะอ่อนแอลง ในขณะที่ภาคประชาชนกลุ่มอื่นๆก็ยังไม่แข็งแรง ดุลอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่โดยทันที

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ถูกดำเนินคดี M Group ที่ไปค้ำประกันบริษัทในเครือโดยที่ไม่แจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2538 แม้ว่าในเวลานั้นคุณสนธิ จะไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องเอกสารโดยตรง แต่เมื่อมีการลงนามจากคุณสนธิ คุณสนธิจึงกันกรรมการทุกคนออกจากปัญหานี้และรับเรื่องเอาไว้เอง เมื่อเข้่าสู่กระบวนการในชั้นศาลคุณสนธิจึงยอมรับสารภาพผิดเองในชั้นศาลเช่นเดียวกับกรรมการที่ลงนาม วันนี้ศาลตัดสินจำคุกคุณสนธิสูงสุด 20 ปี คุณสนธิก็ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อในโทษที่ได้รับ และประกาศว่าพร้อมรับคำตัดสินท้ายสุดไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาระบบนิติรัฐให้ดำรงอยู่ต่อไป

เราได้คำนวณเงินที่คุณสนธิ ต้องหามาหล่อเลี้ยง ASTV เดือนละ 20 ล้านบาท ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคุณสนธิหาเงินลงกับ ASTV ไปแล้วประมาณเกือบ 2 พันล้านบาท (ทั้งขายทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน) ทั้งๆที่สมัยหนึ่งนักการเมืองในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือแต่ขอให้เครือผู้จัดการหยุดโจมตี หรือสมัยรัฐบาลทักษิณมีความพยายามจะเข้ามาซื้อ ASTV แลกกับการหยุดโจมตีรัฐบาล แต่คุณสนธิกลับเลือกหนทางอย่างที่เป็นอยู่ แค่คิดเล่นๆว่าหากเพียงแค่คุณสนธิไม่มาทำ ASTV คุณสนธิคงจะเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศไทย คดีต่างๆที่นักการเมืองเสนอตัวอาสาที่จะเคลียร์ให้ก็คงจบลง แต่คุณสนธิบอกว่าถ้าชีวิตเป็นเช่นนั้นคงมีแต่การมุ่งแสวงหาเงินตราและคงไม่ได้มีความสุขอะไร และสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือได้่เจอคนอย่างพวกเราที่เงินซื้อไม่ได้

วันนี้คุณสนธิได้รับอนุญาตจากศาลอาญาให้ประกันตัว เพราะไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และแสดงออกในการเคารพกระบวนการยุติธรรมโดยตลอด คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จึงขอฝากขอบพระคุณเป็นอย่่งสูงสำหรับกำลังใจทุกท่านที่ส่งให้มา ณ โอกาสนี้ ด้วยครับ

"สนธิ" บอกหลุดขำ หลังศาลตัดสินจำคุก

Voicte TV รายงานโดยนำเสนอคลิปข่าวจากมติชนออนไลน์ประกอบว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวต่อศาลอาญารัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหลักทรัพย์จำนวน 10 ล้านบาทการยื่นประกันตัวต่อศาลอาญา รัชดา ในคดีฐานผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีรับรองเอกสารในฐานะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ไปกู้เงินกับธนาคารกรุงไทยฯจำนวน1,078 ล้านบาท ศาลสั่งจำคุก85ปีนายสนธิรับสารภาพและโทษสูงสุดในฐานความผิดดังกล่าวจำคุกไม่เกิน20ปี ว่า คดีความนี้เป็นคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เป็นคดีความเรื่องของผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องการนำบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกันอีกบริษัทหนึ่ง คดีนี้ดำเนินคดีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2539 กระทั่งถึงวันนี้(28 ก.พ.)

"ในการต่อสู้คดีนั้น ผมปฏิเสธที่จะต่อสู้คดี ผมยอมรับผิดจะไม่พูดเบื้องหลังว่าใครเป็นคนทำ เอาเป็นว่าผมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทย วันนี้เป็นวันที่พิสูจน์ชัดเจน ว่าผมพร้อมจะเดินเข้าศาล ผมโดนลงโทษทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 85 ปี แล้วในที่สุดลดเหลือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายไม่ให้เกิน 20 ปี ผมใช้สิทธิ์ของผมอุทธรณ์ ขอความเมตตาต่อศาลว่า คดีความผมไม่ใช่คดีความค้ายาเสพติด หรือไม่ใช่คดีความของการปล้นสดมภ์ ฆ่าผู้คน เป็นคดีที่ผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ไม่มีโจทก์ร่วม ไม่มีผู้เสียหายมาฟ้องร่วม ในขั้นอุทธรณ์ต้องชี้ให้เห็นประเด็นหลักๆ หลายประเด็น แต่ประเด็นการอุทธรณ์กลับไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผม ประเด็นสำคัญสำหรับผมก็คือว่า ผมได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าผมยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ระหว่างที่ฟังคำพิพากษานั้น อดไม่ได้ที่จะขำ ขำตรงที่ว่าโดนตรงนู้นโดนตรงนี้ เอาให้ถึง 100 ปี เลยดีไหม

"ผมเป็นเพียงแต่ขำเท่านั้นเองว่าผมผิด พรบ.หลักทรัพย์ ผมโดนไป 80 ปี ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่คนที่ค้ายาเสพติด หรือไม่ได้ไปเผาบ้านเผาเมืองใคร แต่ไม่เป็นไร ในฐานะที่ผมรับสารภาพก่อนการสืบคดีสิ้นสุด ศาลสถิตยุติธรรมมีมติจะพิพากษาผมอย่างไร ผมยอมรับในมตินั้น ไม่ตัดพ้อต่อว่า เพราะผมต้องการทำให้ผมเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อผิดต้องยอมรับผิด และเมื่อต้องคดี ศาลพิพากษามา จะอย่างไรก็ตามที่ศาลพิพากษามาจะยอมรับหมดทุกเรื่อง ไม่มีข้อแม้ ไม่เคยที่จะต้องมาประท้วงศาลว่าไม่ยุติธรรม ผมเป็นคนที่เคารพศาลไทยมาตั้งแต่ต้น มาศาลผมก็มาผมไม่เคยหนีศาล ไม่เคยเลยแม้แต่นิดเดียว"นายสนธิกล่าว

นายสนธิกล่าวว่า ต้องการทำตามหลักนิติรัฐให้คนเห็น ว่าถ้าคนยอมรับหลักนิติรัฐแล้ว ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ เพราะว่าคดีนี้ยังมีอุทธรณ์และฎีกาต่อและเชื่อว่าในการอุทธรณ์นั้น จะมีผลที่ดีขึ้น หรือเลวลง หรือเท่าเดิม ก็ยอมรับ ถ้าไม่พอใจผลของศาลอุทธรณ์ จะฎีกาต่อไป ในที่สุดศาลฎีกามีผลอย่างไรก็ตาม จะยืดตัวเชิดหน้ายอมรับคำพิพากษาของศาล อย่างไม่ยี่หระ และยอมรับไปทุกกรณี

"วันนี้ออกมาแถลงข่าวเพื่อให้ทราบว่าผมเคารพในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยไม่เคยตีโพยตีพายไม่ว่าจะโดนคดีกี่คดีโดนสั่งจำคุกมาแล้วกี่คดี ไม่เคยตีโพยตีพาย ผมถือว่านี่คือที่พึ่งสุดท้ายของประเทศ แล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมซึ่งคนไทยจะต้องพึ่ง แล้วคนไทยไม่เคารพกระบวนการของศาลยุติธรรม ประเทศไทยไปไม่รอด ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมต้องมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพร้อมให้ความยุติธรรมจริงๆ ด้วยความเมตตาธรรม ผมมีเพียงแค่นี้ครับ"แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวทิ้งท้าย

เปิดเส้นสนกลในคดีฉาวก่อนตัดสินจำคุกลิ้ม20ปี
แทนที่จะถูกลงโทษคดียึดสนามบิน สนธิกลับโดนคดีนี้ ความเป็นไปเป็นมาของคดีเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปรู้จักเส้นทาง และเส้นสนกลไนของคดีนี้ อันนับเป็นจุดตายของสนธิลิ้มกันครับ

คดีนี้ สนธิ ลิ้ม (โกตั๊บ) ประมุขคนสำคัญของกลุ่มมวลชนขวาจัดเสื้อเหลือง ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาโทษตัดสินจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา กับความผิดถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต ลงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากรอวันถูกลบชื่อทิ้งในตลาดหลักทรัพย์

โกตั๊บ ตกเป็นจำเลยร่วมกับพวกอีก 3 คน ในคดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีระหว่างวันที่ 8-31 ตุลาคม39 โดยร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท

คดีนี้ เป็นคดีฉ้อโกงที่เกิดจากเมื่อครั้งโกตั๊บทำการฉ้อฉลโดยมีหลักฐานพร้อมเพรียง และก็รู้ดีว่า หมิ่นเหม่ที่จะถูกลงโทษอย่างยิ่ง จึงได้พยายามดิ้นรนซื้อเวลาเพื่อหาทางหลุดพ้นอย่างสุดฤทธิ์

โดยมีทนายคู่ใจคือสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นทนายคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองมาตลอดคอยแก้ต่างให้ ทั้งในการสืบพยาน และมีกระแสข่าวเรื่องล็อบบี้ทั้งบนโต๊ะ-ใต้โต๊ะให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงการใช้เพทุบายในการพิจารณาความในศาลอ้างเหตุเลื่อนยื้อมายาวนาน

จนกระทั่งล่าสุด ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าโกตั๊บ ได้ส่งทนายมาขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยอ้างว่าต้องเดินทางไปรักษาตัวด้วยวิธีฝังเข็มที่ประเทศจีน (จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปรักษาตัว แต่ไปดูแลกิจการที่ซุกเอาไว้ในจีน หลังจากที่ล้มบนฟูก และฉ้อฉลเจ้าหนี้ไปจำนวนมาก เพราะไม่ต้องการใช้หนี้ และข่าวนินทาไล่หลังว่าพากิ๊กสาวคนใหม่ไปทัวร์จีนตามประสาคนวัยทองที่ยังมีไฟราคะ)

แต่ศาลเห็นว่าจำเลยเลื่อนฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายสนธิ พร้อมนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 ก.พ. เวลา 09.00 น.

หลังจากถูกออกหมายจับ สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องจำยอม เข้ามอบตัวต่อศาล เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม โดยศาลมีคำสั่งปรับเงินนายสนธิจำนวน 4,000 บาท พร้อมกำชับให้ไปฟังคำพิพากษาตามวันที่นัดหมายด้วย

ก่อนเข้ามอบตัวต่อศาลหลังถูกออกหมายจับโกตั๊บ ยังออกลีลาดิ้นรนครั้งใหม่แบบเดิม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการโกหกคำโตชูการเมืองขึ้นมากลบเกลื่อนเสมอ โดยครั้งนี้ได้โทรศัพท์จากจีนมาปราศรัยกับแกนนำพันธมิตรที่สุมหัวกันอย่างเบาบางแบบแผ่นเสียงตกร่อง ในงานตรุษจีนปีใหม่ที่ลานสำนักงานASTVถนนพระอาทิตย์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม เรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีอาญาดังกล่าว

คำพูดทางโทรศัพท์อันชาชินมายังพลพรรคที่สุมหัวกันอยู่
”...ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ และสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่ประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาปตีกินพวกเราอีก......"
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเขาเจ้าเล่ห์มากพอที่รู้ดีว่าสื่อมวลชนไทยกระแสหลักนั้นโง่เง่า และหวาดกลัวอิทธิพลของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเขามากเพียงใด

ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นแค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของสุนัขที่จนตรอกเท่านั้น ไม่มีอะไรพิสดาร การพยายามจุดเชื้อไฟของผู้โหยหาการรัฐประหารเพื่อเสวยสุขจากอำนาจดิบ โดยอาศัยปมเงื่อนสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.สร้างเงื่อนไขเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

2. สร้างความหวาดระแวงเรื่องจะโดนปลดให้เกิดกับนายทหารที่กุมอำนาจอยู่ เป็นพฤติกรรมที่สิ้นมนต์ขลังไปนานแล้วเพราะมีคนรู้เท่าทันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การดิ้นรนของโกตั๊บเพื่อหลุดจากคดีอาญาที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำการยักยอกเงินหลายพันล้านไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวยผ่านความพินาศของกลุ่ม เอ็ม กรุ๊ป เมื่อครั้งฟองสบู่เศรษฐกิจ เป็นความพยายามทำให้คนไทยที่โง่เขลาและไร้เดียงสาลืมความผิดอันร้ายแรงที่เขาและพวกก่อขึ้นมาอย่างดื้อรั้นมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผ่านวิชามารในการสร้างความเป็นจริงเทียมอย่างช่ำชอง

ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2539-2540 โดย สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท รวม 4 คน ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ( MGR) เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ(ปัจจุบันแปลงร่างมาเป็นเอเอสทีวี) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ

เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป คือบริษัทส่วนตัวของโกตั๊บ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโฮลดิ้งของกลุ่มมีภารกิจลงทุนเพื่อสร้างอาณาจักรของ โกตั๊บทั้งในและต่างประเทศในวงเงินหลายพันล้านบาททั้งในธุรกิจสื่อ (Asia Inc, Asia Times, Buzz และ A&M) และโรงแรม โทรคมนาคม ทั้งในจีน ลาว เวียดนาม และไทยหลายโครงการซึ่งล้มเหลวทั้งหมด

โดยที่เมื่อถึงเวลาขาดสภาพคล่อง ก็ใช้วิศวกรรมการเงินเอาสินทรัพย์ของบริษัทในเครือมาค้ำประกันกันจ้าละหวั่นอย่างซับซ้อนเพื่อหลอกลวงเจ้าหนี้

เมื่อเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ใกล้จะล่มสลายโดยเริ่มผิดนัดชำระเงินกู้ โกตั๊บ ได้พยายามให้บริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีช่องทางระดมเงินได้สะดวกกว่าบริษัททั่วไปที่อยู่ในโครงข่ายของตนเอง เข้าไปค้ำประกันหนี้ของสถาบันการเงินอย่างสุดฤทธิ์ โดยการใช้ข้อความเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัท และตลาดหลักทรัพย์

แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถกอบกู้ได้ พร้อมกับเกิดปฏิบัติการ”ชักดาบ”ล้มบนฟูกของโกตั๊บ อันเป็นที่ทราบกันดีในวงการการเงินและธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน
จนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินที่ไหนๆได้อีก ยกเว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ทางอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลและที่มาของพฤติกรรมการเข้ามาเป็นประมุขของพันธมิตรฯเสื้อเหลืองจนถึงปัจจุบัน

กรณีอื้อฉาวนับจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 โดย ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษสุรเดช มุขยางกูร ลิ่วล้อคนสำคัญผู้นั่งบัญชาการในฐานะตัวแทนของโกตั๊บ ในวิศวกรรมการเงินหลายครั้งในช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)
หรือIEC ที่โกตั๊บ และทักษิณ ชินวัตร ร่วมซื้อกันต่อมาจากกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยที่ขายทิ้งออกมาเพื่อเอามาปั้นแต่งเข้าจดทะเบียนในตลาดทำกำไรหลายพันล้าน ก่อนที่จะแตกหักกับทักษิณในครั้งแรก (แล้วมาคืนดีกันหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อแตกหักกันต่อมาในปี 2548อีกครั้ง)

ในยุคนั้น สุรเดช กร่างถึงขนาดชมชอบแสดงท่าทีอหังการตามนายอย่างสามหาวไม่ผิดแผกกัน ถึงขนาดเล่ากันเป็นตำนานว่า เวลามีการเจรจาธุรกิจหรือประชุมบริษัท สุรเดชจะนั่งยกเท้าพาดขอบโต๊ะและสูบซิการ์ควันโขมง พร้อมกับสบถถ้อยคำถ่อยๆ แบบเดียวกับ"เจ้าพ่อตลาดหุ้น"กอร์ดอน เก็กโก้ ในภาพยนตร์เรื่อง วอลล์ สตรีท ของฮอลลีวูดทีเดียว

ก.ล.ต. กล่าวหาว่า กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่าที่ ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้ IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทย ในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อนระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,198 ล้านบาท

ที่น่าสนใจ การกู้เงินรายนี้ของเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วยอีกวงเงินหนึ่ง 1,078 ล้านบาท ลงนามโดยคน 4 คน รวมทั้งสุรเดช ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม โดยเรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว

บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกัน

ในกรณีของ IEC นั้น การสอบสวนพบว่า เป็นการดำเนินงานของสุรเดช เพียงผู้เดียว โดยยอมรับว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 เพราะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางสุรเดช และตัดสินใจโดยพลการว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใน เครือเดียวกัน

ในช่วงเวลานั้น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น) และเป็นประธานกรรมการ IEC ซึ่งถนัดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะกุนซือคนสำคัญของโกตั๊บมายาวนาน ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ

สุรเดช หายหน้าไปจากสังคม หลังจากที่ลาออกจากตำแหน่งใน IEC ก่อนที่จะโผล่มาอีกครั้งเป็นบางเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษาเครือสหวิริยา ในขณะที่การดำเนินคดีทั้งสองกรณี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างล่าช้า

(หมายเหตุ ต่อมา IEC ได้ถูกสนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ผ่องถ่ายขายกิจการต่อไปให้กับกลุ่มเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ไปดำเนินการต่อ และก็กลายเป็นซากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันเช่นกัน)

จนกระทั่งวันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาออกมาลงโทษในฐานะอาชญากรทางเศรษฐกิจล่าสุด

คำพิพากษาระบุว่าสุรเดช มีความผิดหลายมาตรานับแต่มาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษหลายฐานความผิด ได้แก่

(1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท

(2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล

(3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

ชะตากรรมของลิ่วล้อคนสำคัญอย่างสุรเดช ยังน้อยเกินไป เพราะกรณีของแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปนั้น สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ไม่สามารถดิ้นรนหนีข้อกล่าวหาไปได้

พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน ก.ล.ต. กล่าวหา สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ พร้อมกับ สุรเดช จำแลยคดี IEC เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เลขาหน้าห้องของสนธิ ที่กุมความลับและความริยำทุกอย่างไว้ในกำมือ และ ยุพิน จันทนา สมุหบัญชีคนเก่าแก่ ในฐานะกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540

การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 และ 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

หลังพนักงานอัยการ และ ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของโกตั๊บ และบริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ในคดีนี้ก็เงียบหายไปจากหน้าสื่ออย่างมีเจตนา นานกว่า 10 ปี แต่การดำเนินการในศาลอาญายังไม่จบสิ้น พร้อมกับความพยายามยืดเวลาการสืบพยานออกไปให้ล่าช้าที่สุด


โดยมีเรื่องการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองเข้ามากลบเกลื่อน โดยโผล่มาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 มีข่าวเล็กๆระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยในเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยโกตั๊บ มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ

การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาทั้งปรับและจำคุกลิ่วล้ออย่างสุรเดชในคดีที่เชื่อมโยงกันถึง 5 ปี ต่อเนื่อง ถึงการที่สุรเดชยังเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกับสนธิ ลิ้ม โกตั๊บด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องลุ้นระทึกอย่างหนัก เพื่อมิให้ คดีของตัวเองจะออกมาเช่นเดียวกับลิ่วล้อเก่าอย่างสุรเดช

หลายครั้งที่ต้องมาขึ้นศาลในคดีอาญาเรื่องนี้โกตั๊บ จะออกมาให้ข่าวหน้าศาลในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี โดยกล่าวถึงความชั่วช้าของทักษิณ ชินวัตร หรือ การปกป้องเขาพระวิหาร เพื่อเลี่ยงประเด็นให้สื่อนำไปพาดหัวข่าวใหญ่ กลบเกลื่นความชั่วที่ตนเองถูกกล่าวหาอย่างซ้ำซาก และที่น่าสนใจก็คือ มักจะได้ผลเสียด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ย่ามใจเสมอมา

คำพูดชี้ชวนให้ทหารออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารครั้งล่าสุด จึงเป็นหมากตาจนที่งัดขึ้นมาใช้แก้ขัด ก่อนจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่คงจะไม่ใช่หมากเดียวในหน้าตักของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โกตั๊บอย่างแน่นอน

เมื่อผลคำตัดสินของศาลออกมาฉะนี้แล้ว ก็อย่าได้คาดหวังมากนักว่า มวลชนเสื้อเหลืองจะตาสว่างเพิ่มขึ้นสักกี่คน

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 28, 2555

เปิดเส้นสนกลในคดีฉาวก่อนตัดสินจำคุกลิ้ม20ปี ไม่ต้องนอนคุกให้ประกันฉลุยศาลไม่อ้างซักแอะโทษสูง

ศาลเมตตาลิ้ม แต่ไม่เมตตาสุรชัย-อากง...สนธิ ลิ้มทองกุล มาขึ้นศาลคดีที่มีเส้นสนกลในอันฉาวโฉ่ ก่อนถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวออกมาในวงเงิน 10 ล้านบาท (ภาพ:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)

เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีสุรชัย แซ่ด่าน ถูกตัดสินจำคุกวันเดียวกัน 7 ปี 6 เดือนไม่ได้ประกันตัว และ กรณีอากงถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเช่นเดียวกับนายสนธิ ไม่ได้ประกันตัว ศาลอ้างว่าอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนี

โดย ฤทธิ์ วิษณุ
28 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีคำพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลย เป็นเวลา 20 ปี ฐานผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีรับรองเอกสารในฐานะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองถือ หุ้นอยู่ไปกู้เงินกับธนาคารกรุงไทยฯ จำนวน 1,078 ล้านบาท

โดยศาลลงโทษจำคุกรวม 17 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 85 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 42 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายลงโทษสูงสุดได้ไม่เกิน 20 ปี โดยคดีนี้ศาลไม่รอลงอาญา

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายสนธิ ไปไว้ที่ห้องพักจำเลย โดยนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความนายสนธิ ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 10 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี

ต่อมาเวลา 17.45 น. ศาลมีคำสั่ง ให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายสนธิ โดยตีราคาประกัน 10 ล้านบาท

แทนที่จะถูกลงโทษคดียึดสนามบิน สนธิกลับโดนคดีนี้ ความเป็นไปเป็นมาของคดีเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปรู้จักเส้นทาง และเส้นสนกลไนของคดีนี้ อันนับเป็นจุดตายของสนธิลิ้มกันครับ

คดีนี้ สนธิ ลิ้ม (โกตั๊บ) ประมุขคนสำคัญของกลุ่มมวลชนขวาจัดเสื้อเหลือง ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาโทษตัดสินจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา กับความผิดถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต ลงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากรอวันถูกลบชื่อทิ้งในตลาดหลักทรัพย์

โกตั๊บ ตกเป็นจำเลยร่วมกับพวกอีก 3 คน ในคดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง ในความผิดในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีระหว่างวันที่ 8-31 ตุลาคม39 โดยร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท

คดีนี้ เป็นคดีฉ้อโกงที่เกิดจากเมื่อครั้งโกตั๊บทำการฉ้อฉลโดยมีหลักฐานพร้อมเพรียง และก็รู้ดีว่า หมิ่นเหม่ที่จะถูกลงโทษอย่างยิ่ง จึงได้พยายามดิ้นรนซื้อเวลาเพื่อหาทางหลุดพ้นอย่างสุดฤทธิ์

โดยมีทนายคู่ใจคือสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นทนายคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองมาตลอดคอยแก้ต่างให้ ทั้งในการสืบพยาน และมีกระแสข่าวเรื่องล็อบบี้ทั้งบนโต๊ะ-ใต้โต๊ะให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงการใช้เพทุบายในการพิจารณาความในศาลอ้างเหตุเลื่อนยื้อมายาวนาน

จนกระทั่งล่าสุด ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าโกตั๊บ ได้ส่งทนายมาขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยอ้างว่าต้องเดินทางไปรักษาตัวด้วยวิธีฝังเข็มที่ประเทศจีน (จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปรักษาตัว แต่ไปดูแลกิจการที่ซุกเอาไว้ในจีน หลังจากที่ล้มบนฟูก และฉ้อฉลเจ้าหนี้ไปจำนวนมาก เพราะไม่ต้องการใช้หนี้ และข่าวนินทาไล่หลังว่าพากิ๊กสาวคนใหม่ไปทัวร์จีนตามประสาคนวัยทองที่ยังมีไฟราคะ)

แต่ศาลเห็นว่าจำเลยเลื่อนฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายสนธิ พร้อมนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 ก.พ. เวลา 09.00 น.

หลังจากถูกออกหมายจับ สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องจำยอม เข้ามอบตัวต่อศาล เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม โดยศาลมีคำสั่งปรับเงินนายสนธิจำนวน 4,000 บาท พร้อมกำชับให้ไปฟังคำพิพากษาตามวันที่นัดหมายด้วย

ก่อนเข้ามอบตัวต่อศาลหลังถูกออกหมายจับโกตั๊บ ยังออกลีลาดิ้นรนครั้งใหม่แบบเดิม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการโกหกคำโตชูการเมืองขึ้นมากลบเกลื่อนเสมอ โดยครั้งนี้ได้โทรศัพท์จากจีนมาปราศรัยกับแกนนำพันธมิตรที่สุมหัวกันอย่างเบาบางแบบแผ่นเสียงตกร่อง ในงานตรุษจีนปีใหม่ที่ลานสำนักงานASTVถนนพระอาทิตย์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม เรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีอาญาดังกล่าว

คำพูดทางโทรศัพท์อันชาชินมายังพลพรรคที่สุมหัวกันอยู่
”...ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ และสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่ประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด ผมเป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาปตีกินพวกเราอีก......"
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเขาเจ้าเล่ห์มากพอที่รู้ดีว่าสื่อมวลชนไทยกระแสหลักนั้นโง่เง่า และหวาดกลัวอิทธิพลของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังเขามากเพียงใด

ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นแค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของสุนัขที่จนตรอกเท่านั้น ไม่มีอะไรพิสดาร การพยายามจุดเชื้อไฟของผู้โหยหาการรัฐประหารเพื่อเสวยสุขจากอำนาจดิบ โดยอาศัยปมเงื่อนสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.สร้างเงื่อนไขเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

2. สร้างความหวาดระแวงเรื่องจะโดนปลดให้เกิดกับนายทหารที่กุมอำนาจอยู่ เป็นพฤติกรรมที่สิ้นมนต์ขลังไปนานแล้วเพราะมีคนรู้เท่าทันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การดิ้นรนของโกตั๊บเพื่อหลุดจากคดีอาญาที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำการยักยอกเงินหลายพันล้านไปใช้เพื่อสร้างความร่ำรวยผ่านความพินาศของกลุ่ม เอ็ม กรุ๊ป เมื่อครั้งฟองสบู่เศรษฐกิจ เป็นความพยายามทำให้คนไทยที่โง่เขลาและไร้เดียงสาลืมความผิดอันร้ายแรงที่เขาและพวกก่อขึ้นมาอย่างดื้อรั้นมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ผ่านวิชามารในการสร้างความเป็นจริงเทียมอย่างช่ำชอง

ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2539-2540 โดย สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท รวม 4 คน ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ( MGR) เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ(ปัจจุบันแปลงร่างมาเป็นเอเอสทีวี) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ

เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป คือบริษัทส่วนตัวของโกตั๊บ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโฮลดิ้งของกลุ่มมีภารกิจลงทุนเพื่อสร้างอาณาจักรของ โกตั๊บทั้งในและต่างประเทศในวงเงินหลายพันล้านบาททั้งในธุรกิจสื่อ (Asia Inc, Asia Times, Buzz และ A&M) และโรงแรม โทรคมนาคม ทั้งในจีน ลาว เวียดนาม และไทยหลายโครงการซึ่งล้มเหลวทั้งหมด

โดยที่เมื่อถึงเวลาขาดสภาพคล่อง ก็ใช้วิศวกรรมการเงินเอาสินทรัพย์ของบริษัทในเครือมาค้ำประกันกันจ้าละหวั่นอย่างซับซ้อนเพื่อหลอกลวงเจ้าหนี้

เมื่อเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ใกล้จะล่มสลายโดยเริ่มผิดนัดชำระเงินกู้ โกตั๊บ ได้พยายามให้บริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีช่องทางระดมเงินได้สะดวกกว่าบริษัททั่วไปที่อยู่ในโครงข่ายของตนเอง เข้าไปค้ำประกันหนี้ของสถาบันการเงินอย่างสุดฤทธิ์ โดยการใช้ข้อความเท็จหลอกลวงผู้ถือหุ้น ผู้ตรวจสอบบัญชี กรรมการบริษัท และตลาดหลักทรัพย์

แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถกอบกู้ได้ พร้อมกับเกิดปฏิบัติการ”ชักดาบ”ล้มบนฟูกของโกตั๊บ อันเป็นที่ทราบกันดีในวงการการเงินและธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน
จนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินที่ไหนๆได้อีก ยกเว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ทางอำนาจการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลและที่มาของพฤติกรรมการเข้ามาเป็นประมุขของพันธมิตรฯเสื้อเหลืองจนถึงปัจจุบัน

กรณีอื้อฉาวนับจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 โดย ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษสุรเดช มุขยางกูร ลิ่วล้อคนสำคัญผู้นั่งบัญชาการในฐานะตัวแทนของโกตั๊บ ในวิศวกรรมการเงินหลายครั้งในช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)
หรือIEC ที่โกตั๊บ และทักษิณ ชินวัตร ร่วมซื้อกันต่อมาจากกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยที่ขายทิ้งออกมาเพื่อเอามาปั้นแต่งเข้าจดทะเบียนในตลาดทำกำไรหลายพันล้าน ก่อนที่จะแตกหักกับทักษิณในครั้งแรก (แล้วมาคืนดีกันหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อแตกหักกันต่อมาในปี 2548อีกครั้ง)

ในยุคนั้น สุรเดช กร่างถึงขนาดชมชอบแสดงท่าทีอหังการตามนายอย่างสามหาวไม่ผิดแผกกัน ถึงขนาดเล่ากันเป็นตำนานว่า เวลามีการเจรจาธุรกิจหรือประชุมบริษัท สุรเดชจะนั่งยกเท้าพาดขอบโต๊ะและสูบซิการ์ควันโขมง พร้อมกับสบถถ้อยคำถ่อยๆ แบบเดียวกับ"เจ้าพ่อตลาดหุ้น"กอร์ดอน เก็กโก้ ในภาพยนตร์เรื่อง วอลล์ สตรีท ของฮอลลีวูดทีเดียว

ก.ล.ต. กล่าวหาว่า กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่าที่ ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้ IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทย ในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อนระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,198 ล้านบาท

ที่น่าสนใจ การกู้เงินรายนี้ของเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วยอีกวงเงินหนึ่ง 1,078 ล้านบาท ลงนามโดยคน 4 คน รวมทั้งสุรเดช ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม โดยเรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว

บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกัน

ในกรณีของ IEC นั้น การสอบสวนพบว่า เป็นการดำเนินงานของสุรเดช เพียงผู้เดียว โดยยอมรับว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 เพราะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางสุรเดช และตัดสินใจโดยพลการว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทใน เครือเดียวกัน

ในช่วงเวลานั้น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น) และเป็นประธานกรรมการ IEC ซึ่งถนัดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะกุนซือคนสำคัญของโกตั๊บมายาวนาน ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ

สุรเดช หายหน้าไปจากสังคม หลังจากที่ลาออกจากตำแหน่งใน IEC ก่อนที่จะโผล่มาอีกครั้งเป็นบางเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษาเครือสหวิริยา ในขณะที่การดำเนินคดีทั้งสองกรณี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างล่าช้า

(หมายเหตุ ต่อมา IEC ได้ถูกสนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ผ่องถ่ายขายกิจการต่อไปให้กับกลุ่มเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ไปดำเนินการต่อ และก็กลายเป็นซากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันเช่นกัน)

จนกระทั่งวันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาออกมาลงโทษในฐานะอาชญากรทางเศรษฐกิจล่าสุด

คำพิพากษาระบุว่าสุรเดช มีความผิดหลายมาตรานับแต่มาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษหลายฐานความผิด ได้แก่

(1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท

(2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล

(3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

ชะตากรรมของลิ่วล้อคนสำคัญอย่างสุรเดช ยังน้อยเกินไป เพราะกรณีของแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปนั้น สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ไม่สามารถดิ้นรนหนีข้อกล่าวหาไปได้

พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแทน ก.ล.ต. กล่าวหา สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ พร้อมกับ สุรเดช จำแลยคดี IEC เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เลขาหน้าห้องของสนธิ ที่กุมความลับและความริยำทุกอย่างไว้ในกำมือ และ ยุพิน จันทนา สมุหบัญชีคนเก่าแก่ ในฐานะกรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540

การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 และ 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

หลังพนักงานอัยการ และ ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของโกตั๊บ และบริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ในคดีนี้ก็เงียบหายไปจากหน้าสื่ออย่างมีเจตนา นานกว่า 10 ปี แต่การดำเนินการในศาลอาญายังไม่จบสิ้น พร้อมกับความพยายามยืดเวลาการสืบพยานออกไปให้ล่าช้าที่สุด


โดยมีเรื่องการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯเสื้อเหลืองเข้ามากลบเกลื่อน โดยโผล่มาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 มีข่าวเล็กๆระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยในเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยโกตั๊บ มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ

การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาทั้งปรับและจำคุกลิ่วล้ออย่างสุรเดชในคดีที่เชื่อมโยงกันถึง 5 ปี ต่อเนื่อง ถึงการที่สุรเดชยังเป็นจำเลยร่วมในคดีเดียวกับสนธิ ลิ้ม โกตั๊บด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ต้องลุ้นระทึกอย่างหนัก เพื่อมิให้ คดีของตัวเองจะออกมาเช่นเดียวกับลิ่วล้อเก่าอย่างสุรเดช

หลายครั้งที่ต้องมาขึ้นศาลในคดีอาญาเรื่องนี้โกตั๊บ จะออกมาให้ข่าวหน้าศาลในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี โดยกล่าวถึงความชั่วช้าของทักษิณ ชินวัตร หรือ การปกป้องเขาพระวิหาร เพื่อเลี่ยงประเด็นให้สื่อนำไปพาดหัวข่าวใหญ่ กลบเกลื่นความชั่วที่ตนเองถูกกล่าวหาอย่างซ้ำซาก และที่น่าสนใจก็คือ มักจะได้ผลเสียด้วย ทำให้สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ ย่ามใจเสมอมา

คำพูดชี้ชวนให้ทหารออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารครั้งล่าสุด จึงเป็นหมากตาจนที่งัดขึ้นมาใช้แก้ขัด ก่อนจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แต่คงจะไม่ใช่หมากเดียวในหน้าตักของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โกตั๊บอย่างแน่นอน

เมื่อผลคำตัดสินของศาลออกมาฉะนี้แล้ว ก็อย่าได้คาดหวังมากนักว่า มวลชนเสื้อเหลืองจะตาสว่างเพิ่มขึ้นสักกี่คน

ข่าวใหญ่ขนาดนี้ แต่สื่อกลับเขียนแบบสงบปากสงบคำมาก กลัวอะไรกัน?

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2555

วันนี้มีข่าวใหญ่หลายข่าว ทั้งข่าวตัดสินคดีสุรชัย แซ่ด่าน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 17 ปี แต่รับสารภาพจึงได้ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 7 ปี 6 เดือน และถูกส่งเข้าไปนอนต่อในคุก (หลังจากถูกจับส่งเข้าคุกเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2554) และก็ร้องเพลง "รอ" ไปก่อนจนกว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ . .

อีกข่าวใหญ่ไม่แพ้กันคือการตัดสินจำคุก 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา กับแกนนำพันธมิตรฯ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่ใช่คดียึดสนามบินดันโด่งดังแต่เป็นความผิด "ฐานผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ" ทั้งนี้ข่าวไม่ได้มีการนำเสนอแต่ประการใดว่า ศาสดาสนธิ ลิ้มฯ ได้เข้าไปอยู่ในคุกเป็นเพื่อนสุรชัย แซ่ด่านหรือไม่?

เป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดดีแท้ ที่ทั้งมติชน, Sanook, ประชาชาติธุรกิจ หรือแม้แต่ Voice TV ต่างก็ลงข่าวที่มีเนื้อหาเดียวกันทุกฉบับ โดยไม่มีใครเขียนคอมเมนต์หรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากเนื้อข่าว ทั้งนี้ ไม่มีสำนักข่าวใดระบุเพิ่มเติมว่า มีการดำเนินการอย่างไรบ้างกับสนธิ ลิ้มทองกุล หลังจากคำตัดสินจำคุก 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา - เขาถูกส่งเข้าคุกไหม หรือได้รับอนุญาตประกันตัว?

เป็นหนึ่งในเหตุการณ์แปลกแต่จริง ที่นี่ประเทศไทย จริงๆ พับพ่าซิ!




ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีคำพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลย เป็นเวลา 20 ปี ฐานผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีรับรองเอกสารในฐานะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองถือ หุ้นอยู่ไปกู้เงินกับธนาคารกรุงไทยฯ จำนวน 1,078 ล้านบาท โดยศาลลงโทษจำคุกรวม 17 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 85 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 42 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายลงโทษสูงสุดได้ไม่เกิน 20 ปี โดยคดีนี้ศาลไม่รอลงอาญา

ถูกพิพากษาจำคุก "7 ปี 6 เดือน" สุรชัย แซ่ด่านบอก "ถือว่าศาลเมตตา"

ขอบคุณภาพจาก AFP

ทีมา ประชาไท
28 มีนาคม 2555

28 ก.พ.55 ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา รัชดา เวลา 10.45 น. ผู้พิพากษา นำโดยนายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ พร้อมองค์คณะนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีที่อัยการฟ้องนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) อายุ 69 ปี กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ใน 3 คดี ซึ่งเป็นการปราศรัยใน 3 จุด ได้แก่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว, อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ และ จ.อุดรธานี ซึ่งนายสุรชัยได้ร้องขอต่อศาลให้พิจารณาพร้อมกันทั้งหมดและได้รับสารภาพใน ทุกคดีแล้ว ทั้งนี้ ในวันนี้มีผู้เข้าฟังผลการตัดสินจนเต็มห้องพิจารณาคดี



เจ้าหน้าที่ศาล ภรรยาและนายสุรชัย ขณะที่เดินเข้าห้องพิจารณาคดีเพื่อฟังคำพิพากษา

ศาลได้อ่านคำพิพากษาแต่ละคดีโดยไม่ได้อ่านทวนเนื้อหาที่โจทก์ฟ้อง ระบุเหตุผลว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการสืบเสาะแล้วเห็นว่าแม้จะกระทำความผิด ขณะอายุ 68 ปี แต่จำเลยมีบทบาททางการเมืองมายาวนาน และจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยเป็นสมาชิก อบจ.นครศรีธรรมธรรม เป็นผู้มีวุฒิภาวะ อีกทั้งช่วงเกิดเหตุสังคมกำลังมีความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวยิ่งทวีความขัดแย้งให้มากขึ้น และเป็นการให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์

ศาลพิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลยใน 3 คดี คดีละ 5 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือคดีละ 2 ปี 6 เดือน ศาลระบุอีกว่า เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่หลาบจำ ไม่สมควรรอการลงโทษ คงเหลือโทษจำคุกทั้งสิ้น 7 ปี 6 เดือน

“ผมมีประสบการณ์การเมืองมา 40 ปี ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้จะไม่พูดได้อย่างไร และเราก็เลี่ยงที่สุดแล้ว คดีทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาจากการพูดที่ผมได้เลี่ยงที่สุดแล้ว จะให้ทำอย่างไร” นายสุรชัยให้สัมภาษณ์พร้อมระบุด้วยว่าผลการตัดสินในวันนี้ก็ถือว่าศาลเมตตา

นายคารม พลพรกลาง ทนายความจำเลย กล่าวว่า หากอัยการไม่อุทธรณ์ก็ถือว่า 3 คดีนี้จบ แต่ยังเหลือคดีของ สน.วังทองหลางอีกที่ยังอยู่ในชั้นสอบสวน หากส่งฟ้องเมื่อไรนายสรุชัยก็เตรียมจะรับสารภาพ ส่วนอีกคดีคือ คดีของ สน.ชนะสงคราม ซึ่งจำเลยตัดสินใจสู้คดี เพราะเห็นว่ามีการตีความความผิด เกินเลยไปจากความเป็นจริง และจะมีการสืบพยานกันในวันที่ 5-8, 12-15 มิ.ย.55

ทั้งนี้ นายสุรชัยถูกจับกุมเมื่อกลางดึกวันที่ 22 ก.พ.54 และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพจนวันพิพากษา โดยทนายได้ยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ศาลปฏิเสธ ขณะที่นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัยเคยให้สัมภาษณ์ว่านายสุรชัยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เป็นโรคประจำตัว ทั้งความดัน เบาหวาน เส้นเลือดหัวใจอุดตัน และต่อมลูกหมากอักเสบ จึงตั้งใจจะรับสารภาพเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ

ลำบาก (คู่แข่้งองค์บาก)

ลำบาก
องค์บาก


ที่มา:facebook

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 27, 2555

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: จาก ครก.ถึงตุลาการ และพรรคเพื่อไทย


โดย
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
27 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา ประชาไท

คำถามถึงรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย อย่าลืมว่า ผู้ที่ต้องคดี 112 จำนวนมาก เคยต่อสู้มาด้วยกัน การวางเฉยต่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเช่นนี้ จะให้ความหมายว่าอย่างไร

ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมานี้ เป็นระยะเวลาแห่งการรวบรวมรายชื่อประชาชนของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพื่อที่จะให้มีการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรานี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่กรณีนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย แม้ว่าจะเป้าหมายของการรณรงค์จะเป็นไปเพื่อสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย และเพื่อให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตคือ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้แสดงท่าทีไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหว และบางส่วนถึงกับแสดงท่าทีคัดค้าน แต่การเคลื่อนไหวของ ครก.112 และคณะนิติราษฎร์ก็ยังดำเนินต่อไป

ความจริงแล้ว การแสดงท่าทีไม่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยของพรรคเพื่อไทยในกรณีปฏิรูปกฏหมาย มาตรา 112 นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก กลับเป็นการตอกย้ำด้วยซ้ำไปว่า ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยกฏ หมายมาตรา 112 นั้น เป็นปัญหามากกว่าเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างทางความคิดของชนชั้นนำไทย ที่ครอบงำประชาชนด้วยแนวคิดอนุรักษ์นิยมเจ้า (royalist conservative) ซึ่งมีลักษณะนิยมเจ้าเกินจริงยิ่งกว่าราชา เน้นความศรัทธายิ่งกว่าเหตุผลและความชอบธรรม และทำให้เกิดการตีความกฎหมายจนเกินขอบเขต จึงก่อให้เกิดความวิตกและหวาดกลัวในทุกเรื่องที่จะไปแตะต้องเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

จึงกลับกลายเป็นว่า ทั้งที่กฎหมายอาญามาตรา 112 มีเป้าหมายเพียงการคุ้มครอง พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้อยู่ในฐานะล่วงละเมิดมิได้ แต่พวกขวาอนุรักษ์นิยม ตีความให้กฎหมายอาญามาตรานี้ เป็นสิ่งแตะต้องไม่ได้ไปด้วย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่กล้าแตะต้อง และพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีไม่สนับสนุน เพราะเมื่อคณะนิติราษฎร์เสนอข้อเสนอนี้ ก็ถูกพวกสลิ่มสารพัดสี พวกแมงสาบ และพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัด รุมถล่มโจมตีด้วยข้อหาล้มเจ้าโดยทันที ดังนั้น ถ้าหากว่า รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีสนับสนุนการรณรงค์ ก็จะถูกโจมตีทันทีว่าเข้าร่วมขบวนการล้มเจ้า และจะเป็นการ ”เรียกแขก”มาถล่มรัฐบาลแทน ซึ่งมีผลต่อเสถียรภาพ ทำให้ชนชั้นนำไทยมีข้ออ้าง ที่จะล้มรัฐบาลประชาธิปไตยก่อนวาระ ด้วยวิธีการอันไม่ศิวิไลซ์ทั้งหลาย

แต่ที่เหลือเชื่อก็คือ แม้ว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะแสดงท่าทีปฏิเสธการรณรงค์ของ ครก.112 มาแต่แรก พวกสลิ่ม พวกแมงสาบและพวกขวาจัด ก็ยังอุตส่าห์โจมตีว่า ครก.กับพรรคเพื่อไทยเป็นกลุ่มเดียวกันอยู่นั่นเอง โดยอ้างว่า ทั้งนิติราษฎร์ พรรคเพื่อไทย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. ต่างก็เป็นเครือข่ายทักษิณ การดำเนินการของนิติราษฎร์เป็นเพียงยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันตี” เพื่อล้มเจ้าตามแนวคิดทักษิณ ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็ไม่เคยแสดงท่าทีแม้แต่ครั้งเดียว ที่จะเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ข้อกล่าวของพวกขวาจัดนี้ จึงเป็นข้อกล่าวที่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักฐานและข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย

และจากการที่รากฐานแนวคิดแบบนิยมเจ้าเกินกว่าราชา (ultra royalism) วางรากฐานอยู่บนศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยอารมณ์ความรู้สึกยิ่งกว่า เหตุผลและข้อเท็จจริงเช่นนี้เอง จึงทำให้การต่อต้านข้อเสนอของนิติราษฎร์ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา จึงแทบจะไม่ได้มีการผลิตคำอธิบายหรือเหตุผลที่เป็นระบบมาอธิบายตอบโต้ข้อ เสนอของคณะนิติราษฎร์ได้เลย และต่อมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เมื่อ ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เสนอปาฐกถาในหัวข้อ “ระบบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลง คืออันตรายที่แท้จริง” ชี้ให้เห็นว่าปัญหาทางการเมืองปัจจุบันที่เกิดจากการที่พวกกษัตริย์นิยมขัด ฝืนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยลดทอนหลักประชาธิปไตยแล้วเพิ่มพระราชอำนาจ และจะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เอง ก็มิได้มีนักวิชาการฝ่ายขวาคนใดมาตอบโต้ในทางเหตุผลให้เกิดความกระจ่างแจ้ง เลย

ความจริงแล้วในประวัติศาสตร์ ผลร้ายของความศรัทธาอย่างงมงายก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนมาแล้ว เช่น กรณี 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ที่ขบวนการนักศึกษาถูกกล่าวหาว่า จัดทำละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลไกรัฐและกลุ่มฝ่ายขวาได้ปลุกระดมประชาชนขึ้นมา ก่อการทำร้ายนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนำกำลังตำรวจปฏิบัติการพิเศษเข้ามาดำเนินการกวาดล้างปราบปราม จนทำให้มีนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารชีวิตด้วยิธีการอันเหี้ยมโหด จำนวนกว่า 40 คน การเข่นฆ่าสังหารเกิดขึ้น โดยไม่ต้องไต่ถามเหตุผล และโดยไม่ต้องพิจารณาเลยว่า นักศึกษาคนที่ถูกฆ่านั้นเป็นผู้กระทำผิด หรือเกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ หรือถ้าเกี่ยวข้องจริง ในฐานะที่บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย การใช้ศาลเตี้ยฆ่าคนเสียเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และการเข่นฆ่านักศึกษาในเช้าวันที่ 6 ตุลานั้น เป็นเงื่อนไขนำมาสู่การก่อรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยในเย็นวันเดียวกัน ซึ่งเป็นการสถาปนาระบอบเผด็จการขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือ รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร และคณะรัฐประหารชุดนี้เอง ที่ออกคำสั่งเผด็จการ เพิ่มโทษในกฎหมายมาตรา 112 ให้เป็นโทษสูงเช่นในปัจจุบัน ปัญหาคือเมื่อเวลาผ่านไป ก็เป็นที่ทราบกันชัดเจนว่า กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของฝ่ายนักศึกษานั้นเป็นเหตุการณ์ไม่จริง เป็นเรื่องของการใส่ร้ายป้ายสี แต่การเข่นฆ่าสังหารก็เกิดขึ้นไปแล้ว การรัฐประหารก็ผ่านไปแล้ว ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฆ่าเมื่อ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับการชดเชยจนถึงทุกวันนี้ และชนชั้นนำไทยก็ไม่เคยสรุปบทเรียน จึงทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังต้องตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 เรื่อยมา

ประเด็นต่อมา ด้วยหลักคิดแบบอนุรักษ์นิยมเจ้าจนเกินงามนี้เอง ได้ครอบงำความคิดของศาลไทย ทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดการไขว้เขวบิดเบือนอย่างหนักไปด้วย เพราะบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลาย ต่างก็ถูกครอบงำด้วยความคิดกษัตริย์นิยมอันเน้นแต่ศรัทธาและอารมณ์ความ รู้สึกภักดี จึงไม่เคยมีใครเลยในกระบวนตุลาการ ที่จะออกมาวิพากษ์ความบกพร่องและความไม่เป็นธรรมของกฎหมายมาตรา 112 ทั้งที่เป็นกฎหมายเผด็จการ เป็นผลิตผลของการรัฐประหาร มีระบบคำอธิบายที่ไร้เหตุผล และมีมาตราการลงโทษที่สูงเกินจริง ผู้พิพากษาทั้งหลายต่างก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน และนำเอาหลักกฎหมายป่าเถื่อนเช่นนี้ ไปตัดสินลงโทษประชาชนผู้บริสุทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า และยังใช้เป็นเครื่องมือในการริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะสิทธิการประกันตัว คณะตุลาการกลายร่างเป็นพวกใจดำอำมหิต เห็นการติดคุกของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ

ประเด็นปัญหาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยต่อกรณีนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่ไม่เห็นด้วบกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ ก็ไม่สามารถที่จะอธิบายในเชิงเหตุผลในการโต้แย้งกับนิติราษฎร์ได้เลย จึงกลายเป็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีที่แสดงบทบาทในการคัดค้านนิติราษฎร์มากที่สุด ก็ต้องไปนำเอาเหตุผลแบบพวกขวาจัดมาใช้ ทำให้จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ ไม่มีความแตกต่างกับพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายพันธมิตร นอกจากนี้ ก็คือการประกาศเพียงแต่ว่า จะไม่รับข้อเสนอของ ครก. แม้ว่าจะมายื่นต่อรัฐสภา พวก ส.ส.ทั้งหลายก็จะไม่พิจารณา

ในวันนี้ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยเสนอให้แก้มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกกันว่า สสร. ในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย จะให้ สสร.นั้นมาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด เป็น 77 คน และให้มีนักวิชาการด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์อีก 22 คน ต้องขอกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่รู้จักเข็ด เพราะข้อเสนอแบบนี้ก็จะเปิดทางให้พวกเนติบริการ และรัฐศาสตร์บริการหน้าเดิม ที่เคยรับใช้เผด็จการและร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กลับมาใหม่ คือถ้าไม่มีมาตรการป้องกัน ก็จะได้นักกฎหมายอนุรักษ์นิยมเจ้า และนักวิชาการฝ่ายขวามาแก้รัฐธรรมนูญเช่นเดิมอีก และบางส่วนยังพยายามเสนอด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในทางประชาธิปไตยเลย เพราะถ้าหากว่าไม่มีการยุบเลิกองคมนตรี ก็จะเป็นการเปิดทางให้อภิสิทธิ์ชนพวกนี้ อ้างสถาบันแล้วหนุนฝ่ายทหารก่อการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยได้อีก

ต่อกรณีมาตรา 112 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลเพื่อไทย ที่ย้ำในจุดยืนว่า จะไม่สนับสนุนการแก้ไข แต่ไม่เคยแสดงท่าทีหรืออธิบายเลยว่า ต่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ที่ต้องติดคุกและถูกลงโทษอย่างไม่ถูกต้อง จะมีการช่วยเหลือหรือไม่ และอย่างไร อย่าลืมว่า ผู้ที่ต้องคดี 112 จำนวนมาก และโดยเฉพาะ คุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข และประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง ก็เคยต่อสู้มาด้วยกัน การวางเฉยต่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเช่นนี้ จะให้ความหมายว่าอย่างไร

ช็อตเด็ดวันนี้:เห็นแล้วความดันมันสูงปรี๊ด!

ภาพเก็บตกเสื้อแดงชุมนุมโบนันซ่า เขาใหญ่, 25 กุมภาพันธ์ 2555


เห็นแล้ว ถึงกับต้องวัดความดัน

ที่มา:เว็บบอร์ดประชาทอล์ก

เก็บตกคอนเสิร์ต โบนันซ่า จากวงไฟเย็น









Uploaded by Tuxillaplanet

สยามบนทางสองแพร่ง : ๑ ศตวรรษปฏิวัติ ร.ศ.๑๓๐


หากนึกไม่ออกว่าบ้านเมืองเมื่อ 100 ปีที่แล้วตอนที่คณะทหารหนุ่มรศ.130 คิดทำปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงประเทศเป็นสาธาณรัฐ หน้าตาเป็นอย่างไร.. ให้ดูจากภาพยนตร์สารคดีนี้เป็นภาพของกรุงเทพฯเมื่อขวบ 100 ปีที่แล้ว ในภาพจะเห็๋นห้างขายยา"ศรีจันทร์"อยู่ด้วย ส่วนจะเกี่ยวข้องกับร้อยเอกนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ร.ศ.130 หรือไม่ ยังไม่แจ้ง

ในวาระครบรอบ ๑ ศตวรรษของความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ ( ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) เหตุการณ์นี้ไม่เป็นแต่เพียงความเคลื่อนไหวทางการเมืองสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดฉากวิวาทะระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษากับฝ่ายมุ่งเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองที่จินตภาพถึงอนาคตของสยามที่วางอยู่บนทางสองแพร่ง

ระหว่าง "ซิวิไลซ์หรือศรีวิลัย" "ความเสื่อมหรือความเจริญ" "อนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม" "ราชาธิปไตยหรือประชาธิปไตย" หรือแม้กระทั่ง "ลิมิตเต็ด มอนากี้ หรือรีปับบลิ๊ก"

แม้สยามจะเดินผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมานานถึง ๑๐๐ ปีแล้วก็ตาม แต่การวิวาทะถึงความเปลี่ยนแปลงของไทยยังคงดำเนินต่อไปบนเส้นทางของความไม่สิ้นสุดของภาวะสมัยใหม่


โดย ณัฐพล ใจจริง
ที่มา ศิลปวัฒนธรรม กุมภาพันธ์ 2555


แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ถูกสถาปนาขึ้น จากกระบวนการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองกลับเข้าสู่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรากฏผลสำเร็จขึ้นในปี ๒๔๓๕ แต่เพียงราว ๒ ปี ภายหลังรัชกาลของพระผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระผู้ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสยามได้สิ้นสุดลง (๒๔๕๓) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นพระราชมรดกของพระองค์ได้ถูกท้าทายอย่างหนักหน่วง จากกระแสความคิดสมัยใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนชั้นใหม่ภายในสังคมสยาม
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๐ (๒๔๕๕) รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เข้าจับกุมกลุ่มนายทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

กล่าวอย่างกระชับแล้ว เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๓๐ ที่เกิดเมื่อ ๑ ศตวรรษ (๒๔๕๕) นั้น คือความพยายามปฏิวัติทางการเมืองครั้งแรกในสยาม

เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นการปรากฏตัวของความพยายามปฏิวัติทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นพลังของภาวะสมัยใหม่ที่ผลักดันให้นายทหารรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่เรียกตนเองในเวลาต่อมาว่า "คณะ ร.ศ. ๑๓๐"

โดยพวกเขามีความสำนึกว่าพวกเขาเป็นทหารของชาติและมองเห็นความเสื่อมของการปกครองแบบเดิมจึงต้องการปฏิวัติเพื่อสถาปนาการปกครองอย่างใหม่และผลักดันให้สยามเคลื่อนสู่ภาวะ "ศรีวิลัย"

ดังนั้นการกระทำของพวกเขาจึงเปรียบเสมือนกองหน้าในการเพรียกหาการปกครองอย่างใหม่ที่วางอยู่บนอำนาจของประชาชนและหลักการประชาธิปไตย เช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค และการจำกัดอำนาจรัฐให้เกิดขึ้น

ในขณะที่เวลานั้นสยามยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตามความพยายามผลักดันให้สยามเคลื่อนตามคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงตามสากลสมัยของพวกเขาประสบความล้มเหลว

ที่ผ่านมามีการศึกษาประวัติศาสตร์ของความพยายามปฏิวัติทางการเมืองในช่วงดังกล่าวหลายชิ้น เช่น แถมสุข นุ่มนนท์ (๒๕๒๒) มุ่งเน้นการศึกษาเหตุการณ์ที่เรียกว่า "กบฏ ร.ศ. ๑๓๐"

อัจฉราพร กมุทพิสมัย (๒๕๔๐) ได้ศึกษาการปรับตัวของกองทัพสยามสมัยใหม่ ส่วน กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด (๒๐๐๓) ได้ศึกษาการล่มสลายของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามโดยพินิจไปที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จากรัฐศักดินามาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเคลื่อนไปสู่รัฐประชาชาติในเวลาต่อมานั้นเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนชั้นศักดินากับกลุ่มคนชั้นใหม่ที่กำเนิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

สำหรับ วรางคณา จรัณยานนท์ (๒๕๔๙) ได้ศึกษาการจัดองค์กรและภาพรวมอุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขา ตลอดจนการศึกษาของ ณัฐพล ใจจริง (๒๕๕๔) ที่ได้ศึกษาเป้าหมายของการปฏิวัติและความคิดทางการเมืองของพวกเขาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ของไทย

ในวาระครบรอบ ๑ ศตวรรษของความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ บทความนี้จะพิจารณาถึงปัญหาของการเคลื่อนสู่ภาวะสมัยใหม่ (Modernity) ของสยาม โดยนำหลักฐานพระราชหัตถเลขา และเอกสารเกี่ยวข้องที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดทางการเมืองและพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

กับเอกสาร "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ" ที่ถือเป็นแก่นแกนความคิดทางการเมืองของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" มาพิจารณาในประเด็นการเมืองของการเคลื่อนสู่ภาวะสมัยใหม่ของสยามภายใต้รัชสมัยของพระองค์

โดยมุ่งพินิจแง่วิวาทะทางภูมิปัญญาที่แตกต่างกันระหว่าง "พวกหัวเก่า" กับ "พวกหัวใหม่" (The Quarrel Between Ancient and Moderns) ในสยาม

โดยทั้ง ๒ ฝ่ายพยายามตีความภาวะสมัยใหม่ที่แตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมีโลกทรรศน์ที่ชื่นชอบความมีเหตุผล และต้องการที่จะผลักดันสยามให้ก้าวไปสู่ภาวะสมัยใหม่ที่มีความเจริญก้าวหน้า มีเสรีภาพและความเสมอภาค

โดยความคิดใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสยามนี้ได้เป็นเสมือนหนึ่งอาชญากรรมทางความคิดที่ท้าทายขัดแย้งต่อโลกทรรศน์และความต้องการของคนชั้นปกครองเดิมที่พยายามยื้อยุด ตีความ ปฏิเสธภาวะและการเมืองสมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นอันทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจ

การพยายามสร้างสภาวะ "ศรีวิลัย" ให้กับสยามของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐"

ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) ผู้นำของคณะนักปฏิวัติ พ.ศ.2455 หรือ 100 ปีที่แล้ว

ไม่แต่เพียงคลื่นพลังของภาวะสมัยใหม่ที่พุ่งทะยานสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสำคัญในยุโรปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๘ ได้ถั่งโถมสาดซัดเข้าสู่คาบสมุทรในภูมิภาคเอเชียด้วยการซัดกลบการปกครองอันเสื่อมทรามของจีนโดยราชวงศ์ชิงด้วยการปฏิวัติสาธารณรัฐในต้นศตวรรษที่ ๒๐ (๒๔๕๔) เท่านั้น

แต่สยามก็เป็นอีกประเทศหนึ่งเช่นกันที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ภาวะ "ความเสื่อมซาม" ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามที่เกิด ณ เวลานั้น ได้กลายชนวนเหตุให้เกิดแสงสว่างทางปัญญาในสยาม

เมื่อนายทหารชั้นผู้น้อยหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งได้เริ่มพูดคุยกันถึงการสร้าง "สมัยแห่งความเจริญก้าวหน้าของโลกทุกด้าน" หรือสภาวะ "ศรีวิลัย" ให้สยามทัดเทียมกับสากลโลก พวกเขาได้เคลื่อนไหวเพื่อทำให้ประกายความฝันของพวกเขากลายเป็นความจริงด้วยการประชุมจัดตั้งคณะนักปฏิวัติ ซึ่งเรียกกันในเวลาต่อมาว่า "คณะ ร.ศ. ๑๓๐"

พวกเขาได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายของระบอบการปกครองของสยามในอนาคต วิธีการเปลี่ยนแปลง การขยายแนวร่วม และวันเวลาที่จะลงมือปฏิวัติผลักดันสยามให้มีความก้าวหน้า โดย ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้นำของคณะนักปฏิวัติที่มีเป้าหมายชูธงความเปลี่ยนแปลงสยามไปพร้อมกับขบวนของนานาชาติที่มีความ "ศรีวิลัย" ทั้งปวง

เราสามารถเข้าใจโลกทรรศน์และประเด็นการถกเถียงของที่ประชุมเหล่านักปฏิวัติในครั้งนั้นผ่านหลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญ คือ บันทึกที่ชื่อ "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ" เอกสารชิ้นนี้เป็นลายมือของ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยึดได้จากบ้านของเขาในช่วงแห่งการจับกุมเมื่อ ๑ ศตวรรษที่แล้ว

คาดว่า สาระสำคัญในเอกสารชิ้นนี้ถูกใช้เป็นแนวทางในการอภิปรายถกเถียงกันในที่ประชุมนักปฏิวัติที่กำลังจะตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตทางการเมืองสมัยใหม่ของสยามให้บังเกิดขึ้น แต่แผนการปฏิวัติของพวกเขามิได้ปรากฏขึ้นในสยาม เนื่องจาก พวกเขาถูกจับกุมก่อนการลงมือปฏิวัติไม่กี่วัน

สาระสำคัญของบันทึกดังกล่าวนี้ปรากฏการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองของสยามภายใต้โลกทรรศน์สมัยใหม่ที่ต้องการสร้างภาวะ "ศรีวิลัย" ให้กับสยามอันวางอยู่บนความคิดเสรีนิยม (Liberalism) ที่เชื่อมั่นในหลักการความมีเหตุมีผล (rationality) ความมีเสรีภาพ (liberty) ความเสมอภาค (equality) และการจำกัดอำนาจรัฐ (limited government)

บันทึกดังกล่าวได้ให้ภาพเส้นทางไปสู่ภาวะ "ศรีวิลัย" ของสยาม โดยได้แยกแยะให้เห็นว่า การปกครองของโลกขณะนั้นมี ๓ แบบ คือ

แบบแรก "แอ็บโซลู๊ด มอนากี้" ซึ่งเป็นรูปแบบที่สยามปกครองขณะนั้น

กับทางเลือกในการปกครองรูปแบบใหม่ระหว่าง "ลิมิตเต็ด มอนากี้" กับ "รีปับบลิ๊ก" โดยแนวความคิดทางการเมืองอย่างใหม่ที่ปรากฏนั้นวางอยู่บนความต้องการของพวกเขาที่จะทำให้อำนาจของประชาชนที่อยู่เบื้องล่างลอยขึ้นไปสถิตอยู่เบื้องบนแทนแบบเดิม และการจำกัดอำนาจรัฐมิให้ใช้อำนาจเกินขอบเขตอันกระทบต่อเสรีภาพและความเสมอภาคของมนุษย์

อาจเป็นเรื่องปกติที่การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องเผชิญหน้ากับทางสองแพร่งของเป้าหมาย
แผนการปฏิวัติของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ก็ตกอยู่บนทางสองแพร่งที่สำคัญระหว่างการปฏิวัติที่กระทำเพียงครึ่งทางซึ่งเป็นการประนีประนอมเพื่อการสถาปนาระบอบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้"

กับอีกทางเลือกหนึ่ง คือ การปฏิวัติไปให้สุดทางซึ่งถือเป็นการถอนรากถอนโคนการปกครองระบอบ "แอ็บโซลู๊ด มอนากี้" เพื่อการสถาปนาระบอบ "รีปับบลิ๊ก" ขึ้นแทน

ทางสองแพร่งของการปฏิวัตินี้นำไปสู่การถกเถียงกันในที่ประชุมอย่างกว้างขวางซึ่งนำไปสู่การแกว่งไปมาของความคิดระหว่างแนวทางประนีประนอม และแนวทางถอนรากถอนโคนขึ้นเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอถึงรูปแบบการปกครองชนิดใหม่ให้กับสยามที่ไม่มีพื้นที่ให้กับผู้ปกครองแบบจารีตอีกต่อไป

จากบันทึกความทรงจำที่หลงเหลืออยู่นั้น พวกเขาบันทึกว่า มติการประชุมครั้งแรกๆ ที่พวกเขาร่วมกันกำหนดอนาคตของการปกครองสยามนั้น สมาชิกกลุ่มที่สนับสนุนแนวถอนรากถอนโคนมีชัยเหนือแนวประนีประนอม

สมาชิกบางคนของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ได้บันทึกบรรยากาศในการประชุมเมื่อครั้งนั้นว่า
"ที่ประชุมเอนเอียงไปในระบอบแผนการปฏิวัติของประเทศจีน เนื่องจาก [จีน] มีฐานะและสภาพไม่ต่างจากเรา[สยาม]"
สอดคล้องกับ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ หนึ่งในสมาชิกได้ย้อนความทรงจำว่า แนวทางในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของพวกเขาได้แบบจากจีน แต่แนวความคิดในการปกครองได้มาจากตะวันตก

จากการศึกษาหลักฐานคำให้การของพวกเขาภายหลังการถูกจับกุมพบว่า สมาชิกที่ "โหวต" ให้การปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน ประกอบด้วย ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ร.ต. เจือ ศิลาอาสน์ ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. วาส วาสนา พ.ต. หลวงวิฒเนศประสิทธิ์วิทย์ (อัทย์ หะสิตเวช) ร.ต. เปลี่ยน ไชยมังคละ และ นายอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นต้น

โดยพวกเขาได้ให้เหตุสนับสนุนการปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคนในการประชุมลงมติในครั้งนั้น ดังนี้ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์(เหล็ง) ผู้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติให้เหตุผลว่า สยามเหมาะกับการปกครองแบบ "รีปับบลิ๊ก" มากกว่า "ลิมิตเต็ด มอนากี้" เนื่องจาก หากสยามปกครองแบบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" กษัตริย์อาจกลับไปอยู่เหนือกฎหมายแบบเดิมได้อีก

ร.ท. จรูญสนับสนุนว่า ระบอบ "รีปับบลิ๊ก" มีคุณต่อสยามมากกว่า "แอ็บโซลู๊ด มอนากี้" ดังนั้นสยามควรมีการปกครองแบบ "รีปับบลิ๊ก" เฉกเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส หรือจีน และทหารควรรักชาติและกตัญญูต่อชาติสูงสุด เขาต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม ต้องทำอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันมิให้เกิดการหมุนกลับไปสู่ระบอบเดิมอีก

ส่วน ร.ต. วาสสนับสนุนการปกครองแบบ "รีปับบลิ๊ก" เพราะประชาชนสยามมีอำนาจสามารถถอดถอนผู้ปกครองได้ อีกทั้งประชาชนไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ และประหยัดงบประมาณในการบริหารประเทศ เนื่องจากราชสำนักใช้งบประมาณมาก เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป เหตุผลของกลุ่มที่ต้องการปฏิวัติไปให้สุดทางนั้น เนื่องจากพวกเขาต้องการทำให้ประชาชนสยามมีความเสมอภาคอย่างแท้จริง และเป็นการเปลี่ยนแปลงสยามไปสู่สังคมที่ "ไม่มีใครเป็นค่าเจ้าบ่าวนาย" อีกต่อไป เนื่องจากระบอบใหม่ชนิดนี้ ประชาชนเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีเป็นผู้ปกครอง โดยระบอบใหม่ชนิดนี้จะทำให้สยามมีความก้าวหน้ามากกว่าและไม่ต้องกังวลกับการที่สยามหวนกลับไปปกครองตามระบอบเดิมได้อีกต่อไป

ในขณะที่ เหตุผลกลุ่มสนับสนุนแนวทางประนีประนอมให้เหตุผลว่า ประชาชนสยามยังคง "โง่เขลา" ดังนั้นสยามจึงเหมาะกับระบอบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" มากกว่า เนื่องจากกษัตริย์มีพระเดชพระคุณเหนือประชาชนจะทำให้สยามมีความเจริญ และพวกเขา
"ไม่ต้องการให้เกิดความชอกช้ำมากเกินไป [จนทำให้] ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล"

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเมื่อคณะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นทำให้เกิดกลุ่มประนีประนอมมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้การประชุมครั้งสุดท้ายก่อนการลงมือปฏิวัติ ที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนไปในทาง "ลิมิตเต็ด มอนากี้" มากกว่าทาง "รีปับบลิ๊ก" เพียงเล็กน้อย

ในที่สุดที่ประชุมได้ตกลงยืนมตินั้น และได้มีการเตรียมแผนการลงมือปฏิวัติเพื่อสร้างภาวะ "ศรีวิลัย" ให้กับสยามในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ๒๔๕๕

แต่ทว่าการดำเนินการปฏิวัติแบบประนีประนอมตามที่สมาชิกตกลงกันนั้นก็หาได้เกิดขึ้นบนสยาม เนื่องจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้จับกุมเหล่านักปฏิวัติก่อนลงมือ "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" ไม่กี่วัน

ต่อมาเมื่อรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ตัดสินลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรงซึ่งมีอัตราโทษตั้งแต่การประหารชีวิต การจำคุกตลอดชีวิต จนถึงจำคุก ๑๒ ปี

สมาชิกแกนนำคนหนึ่งที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตได้บันทึกถึงความมั่นคงในความคิดของเขาก่อนถูกส่งตัวไปลงทัณฑ์ว่า
"เมื่อเป็นฝ่ายแพ้อำนาจก็ต้องตายหรือรับทัณฑ์ แต่เมื่อวิญญาณของประชาธิปไตยยังไม่ตาย ลัทธิประชาธิปไตยก็คงคลอดภายในแผ่นดินไทยได้สักครั้งเป็นแน่"
อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลดหย่อนโทษและอภัยโทษพวกเขาในปลายรัชกาล

วิวาทะของ "พวกหัวเก่า" กับ "พวกหัวใหม่" ว่าด้วย "Civilization" : ความเสื่อม ฤๅ ความก้าวหน้า

รัชกาลที่6ทรงฉายกับคณะเสือป่า

แม้ความพยายามปฏิวัติของ "คณะร.ศ. ๑๓๐" ที่จะนำพาสยามไปสู่ภาวะ "ศรีวิลัย" จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่มิได้หมายความว่า จินตนาการถึงภาวะอุดมคติของพวกเขาจะปราศจากคุณค่าในการศึกษา

จากหลักฐานที่เกี่ยวข้องระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษาสภาพเดิมกับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทำให้เราสามารถตีความขัดแย้งทางความคิดในความพยายามปฏิวัติครั้งนั้นได้ว่า มีความคล้ายคลึงกับการเผชิญหน้ากันระหว่าง "พวกหัวเก่า" (Ancient) ที่ต่อต้านภาวะสมัยใหม่กับ "พวกหัวใหม่" (Modern) ที่เชื่อมั่นในภาวะสมัยใหม่อันเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของยุโรป

วิวาทะระหว่าง "พวกหัวเก่า" กับ "พวกหัวใหม่" เป็นความขัดแย้งทางภูมิปัญญาระหว่าง "พวกหัวเก่า" ที่เชื่อว่า ภูมิปัญญาของมนุษยชาติในอดีตได้ค้นพบ "ความจริง" อันประเสริฐในยุคโบราณแล้ว ไม่จำเป็นต้องแสวงหาของใหม่ใดๆ อีก "ความจริง" อันประเสริฐมีเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาและเชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่แตกต่างกันหรือความไม่เสมอภาคกันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

แต่ "พวกหัวใหม่" กลับเห็นว่า "ความจริง" จะถูกค้นพบได้มากขึ้นในอนาคตด้วยความสามารถของมนุษย์ ด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญา ความเป็นเรื่องทางโลก (secularity) ความมีเหตุมีผล (rationality) ของมนุษย์และวิทยาศาสตร์จะนำพามนุษย์ไปสู่ภาวะที่มีความก้าวหน้า (progress) อย่างไม่สิ้นสุด ภาวะดังกล่าว มนุษย์ทุกคนย่อมมีความเสมอภาคกัน (equality) ด้วยเหตุนี้ "พวกหัวใหม่" จึงมิอาจทนต่อภาวะหยุดนิ่งและความไม่เสมอภาคให้ปรากฏอยู่บนโลกได้ส่งผลให้พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการเปลี่ยนแปลงโลกให้เคลื่อนไปข้างหน้า

ดังนั้นหากพิจารณาในความคิดทางการเมืองของทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว "พวกหัวเก่า" เชื่อในความสามารถของอภิชน และอำนาจในการปกครองย่อมสถิตอยู่ที่เบื้องสูงตามจารีตการปกครองแบบโบราณ

กล่าวให้ถึงที่สุดคือ พวกเขาชื่นชมในการปกครองโดยกษัตริย์ หรือชนชั้นสูงผู้ทรงภูมิปัญญา ในขณะที่ "พวกหัวใหม่" กลับปฏิเสธการปกครองโดยอภิชนตามจารีต แต่กลับชื่นชมในการปกครองสมัยใหม่ที่มีที่มาแห่งอำนาจมาจากเบื้องล่างหรือจากมวลชนที่มีความเสมอภาคเท่าเทียม พวกเขาเชื่อว่าระบอบการเมืองที่มีรากฐานจากอำนาจเบื้องล่างเป็นสิ่งที่พึงสถาปนาขึ้นและภาวะที่จะเกิดขึ้นอนาคตมีความก้าวหน้ามากกว่าอดีต

หากนำแก่นแกนการวิวาทะข้างต้นมาพิจารณาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ แล้ว จะพบว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์งานขึ้นหลายชิ้นหลังเหตุการณ์ความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ ที่สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์มีพระราชดำริคล้ายคลึงกับวิวาทะข้างต้นในฝ่าย "พวกหัวเก่า"

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจของพระองค์หรือกลับหัวกลับหางที่มาแห่งอำนาจ หรือการทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแทนที่ด้วยระบอบ "รีปับบลิ๊ก"

ตลอดจนการทำลายจารีตการถือครองทรัพย์สินของ "โสเชียลลิสต์" นั้น ทรงแสดงพระราชดำริโต้แย้ง "โสเชียลลิสต์" ด้วยการทรงพาหวนกลับไปยังแหล่งอ้างอิงในอดีต ไม่ว่าอาณาจักรสุโขทัย ศาสนาและตำราโบราณเก่าแก่ ("ancient book") เช่น ทรงไม่เห็นว่า "โสเชียลลิสต์" เป็น "ของใหม่" ที่จะนำไปสู่การสร้าง "สยามใหม่" ("Modern Siam") แต่อย่างใด หากแต่จะนำไปสู่ความเสื่อมมากกว่า

สำหรับ "ของใหม่" ที่เรียกกันว่า "โสเชียลลิสต์" นั้น ทรงพระบรมราชวินิจฉัยว่า
แท้จริงแล้ว "โสเชียลลิสต์" คือความคิดเก่าที่พบได้ในตำราเก่าแก่โบราณของสยามที่ชื่อ "ไตรภูมิพระร่วง" ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพุทธศาสนาที่ถูกแต่งขึ้นโดยกษัตริย์นักปราชญ์แห่งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ในตำราเก่าแก่โบราณนี้ได้กล่าวถึงภาวะอุดมคติที่เรียกว่าดินแดน "อุตรกุรุ" ที่ผู้คนไม่ต้องทำงาน เนื่องจากมีต้นกัลปพฤกษ์ดลบันดาลให้หมดทุกอย่าง
รวมทั้งทรงยกประเด็นศีลธรรมและระเบียบของสังคมขึ้นมาพิจารณาว่า การที่ชายและหญิงที่อยู่ในดินแดนนี้อยู่กินกันเพียง ๗ วันแล้วเลิกร้างกันไปและพ่อแม่ไม่ต้องเลี้ยงดูบุตร ภาวะดังกล่าวนั้น พระองค์ทรงตั้งคำถามเทียบเคียงกับภาวะอุดมคติของ "โสเชียลลิสต์" ที่มีนัยว่า ภาวะนั้นเป็นภาวะความเจริญจริงๆ หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ พระองค์ทรงตั้งคำถามต่อ "ของใหม่" ที่คล้ายคลึงกับ "พวกหัวเก่า" ที่เชื่อว่า ตำราอันเก่าแก่โบราณของพุทธศาสนาได้กล่าวถึงภาวะความเสื่อมดังกล่าวนานมากแล้ว และไม่มี "ของใหม่" แท้จริงใดที่ไม่มีรากฐานจาก "ของเก่า" ดังนั้นจึงไม่มี "ของใหม่" ใดที่น่าตื่นเต้น

พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยเรียกชาวสยามที่ต้องการภาวะสมัยใหม่ตามสากลโลกว่า "พวกบ้าของใหม่" ("New Mania") โดยคนเหล่านี้เป็นพวกที่นิยมชมชอบในภาวะความเสื่อมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าตามคำทำนายในตำราเก่าแก่โบราณ

ความแตกต่างกันของการมองไปข้างหน้าในประเด็นภาวะ "Civilization" ของสยามระหว่าง "พวกหัวเก่า" กับ "พวกหัวใหม่" คือ ความขัดแย้งไม่ลงรอยกันในคุณลักษณะของภาวะดังกล่าวว่าเป็นเช่นไรกันแน่ระหว่างความความเสื่อม หรือความเจริญก้าวหน้า และสยามควรเดินไปสู่ทิศทางใดนั้น ภาวะดังกล่าวได้กลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างผู้ที่หวาดวิตกในความเปลี่ยนแปลงกับผู้ที่ชื่นชอบความก้าวหน้าของการเปลี่ยนไปแห่งสยาม

การติดตามความเข้าใจของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ที่มีต่อความหมายของคำว่า "Civilization" นั้น เราสามารถเข้าใจความคิดของพวกเขาได้จากบันทึก "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ"

พวกเขาใช้ทับศัพท์ด้วยคำว่า "ศรีวิลัย" โดยในบันทึกได้กล่าวถึงภาวะดังกล่าวในความหมายเชิงบวกว่า
"ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใด รู้จักจัดการปกครองดี โดยใช้กฎหมายแลแบบธรรมเนียมที่ยุติธรรมซึ่งไม่กดขี่และเบียดเบียนให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประเทศนั้นก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองแลศรีวิลัยยิ่งขึ้นทุกที เพราะราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่นดังเช่นประเทศซึ่งอยู่ในยุโหรปแลอเมริกา…"
ดังนั้นความหมายของคำว่า "ศรีวิลัย" ของพวกเขา จึงหมายถึงภาวะความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมสยามอย่างลึกซึ้งที่ทำให้ชาวสยามทุกคนมีเสรีภาพและความเสมอภาค ไม่มีความสูงต่ำในสังคมอีกต่อไป ภาวะใหม่นี้จะเคลื่อนพ้นไปจากภาวะเดิมที่ดำรงอยู่ไปสู่ความเจริญให้กับสยามเหมือนดั่งสากลโลก

แต่ในทางกลับกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีจินตนาการถึงภาวะข้างต้นสวนทางกับจินตนาการของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" พระองค์ทรงใช้ทับศัพท์ด้วยคำว่า "ซิวิไลซ์" มีพระบรมราชวินิจฉัยความหมายของคำว่า "ซิวิไลซ์" ในความหมายเชิงลบ กล่าวคือ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ภาวะดังกล่าวจะนำมนุษย์ไปสู่ความตกต่ำเสื่อมทรามทั้งคุณธรรมและจริยธรรม ภาวะเสื่อมทรามดังกล่าวเกิดจาก
"โทษของความเจริญตามแบบแผนยุโรป"
เนื่องจากคนสยามคบหาสมาคมกับชาวยุโรปจึงเลียนแบบ "ความประพฤติชั่วจากชาวยุโรปมามากแล้วหลายประการ ที่แลเห็นถนัด คือ ในทางกินเหล้าจัดอย่าง ๑ การเที่ยวเล่นผู้หญิงอีกอย่าง ๑ จริงอยู่ความชั่ว ๒ ประการนี้ ไม่ใช่เปนที่เกิดขึ้นใหม่ ถึงในเวลาก่อนๆ ก็เคยมีอยู่แล้ว แต่ต้องนับว่าเปนส่วนน้อยและไม่สู้เห็นปรากฏมากเช่นสมัยนี้...แต่มาในชั้นหลังๆ นี้ เมื่อได้คบค้ากับชาวยุโรปมากขึ้นและเมื่อคนไทยที่ไปเรียนที่ประเทศยุโรปกลับมามากขึ้น ชักจูงให้คนไทยประพฤติเมาเหล้าและเปนคนเล่นผู้หญิงมากขึ้น โดยอ้างว่าเปนของเก๋ เปนคน ‘ซิวิไลซ์’ อย่างฝรั่ง เรื่องนี้ทำให้เราวิตกอยู่มาก เพราะถ้าปล่อยให้เปนไปเช่นนี้แล้วก็แลเห็นอยู่ถนัดว่า ชาติไทยกำลังจะเดินไปสู่ทางพินาศฉิบหายแน่แล้ว..."

ในสายพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว "พวกหัวใหม่" หรือคน "ซิวิไลซ์" คือผู้ตกต่ำทางคุณธรรมและจริยธรรม คนเหล่านี้เป็นพวกคนขี้ขลาด พระองค์ทรงอรรถาธิบายคนชนิดนี้ว่าเป็นพวก "ขุดอุโมงค์วางดินระเบิดมากกว่าการประจัญบานด้วยดาบปลายปืนหรือยิงต่อสู้ด้วยปืนใหญ่" ทรงเห็นว่า "พวกหัวใหม่" มีพฤติกรรมและความคิดหยุมหยิม นอกจากนี้พระองค์มีพระบรมราชวิจารณ์คุณค่าของ "พวกหัวใหม่" ว่า มิอาจเปรียบได้กับวีรกรรมของเหล่ากษัตริย์ในอดีต เช่น พระร่วงและพระเจ้าอู่ทองที่ทรงไม่ยอมสยบต่อขอม หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้กู้เอกราช หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุโลกมหาราชที่ทรงสถาปนากรุงเทพฯ

ตลอดจนมีพระบรมราชวิจารณ์การนำเข้าความคิดทางการเมืองจากต่างประเทศของ "พวกหัวใหม่" ชาวสยามว่า คนเหล่านี้เป็นพวก "ลัทธิเอาอย่าง" ความว่า
"ลัทธิเอาอย่างมีอยู่แพร่หลายในสยามประเทศเรา มีรากเง่าฝังอยู่มาช้านาน...เมื่อข้าพเจ้าได้กล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอสารภาพเสียต่อท่านโดยตรงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งรู้สึกว่าเบื่อหน่ายในลัทธิเอาอย่างนี้มานานแล้ว..."
สุดท้ายแล้วมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ผู้ใดที่เอาอย่างฝรั่งนั้น ทรงเห็นว่าผู้นั้นเป็นเสมือน "ลูกหมา" ให้ฝรั่งเขาตบหัวเอ็นดู

ดังนั้นโลกทรรศน์และการเสนอข้อโต้แย้งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความคล้ายคลึงกับ "พวกหัวเก่า" ที่มีลักษณะต่อต้านภาวะสมัยใหม่อันเห็นได้จากการที่พระองค์มีพระบรมราชวิจารณ์ชาวสยามผู้ "ซิวิไลซ์ยิ่ง" ("highly civilized") และมีความต้องการความทันสมัย ("up-to-date") ผู้ที่แสดงความเย้ยหยันต่อ "ของเก่า" ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คนแก่ จารีตโบราณ สถาบันจารีต และความคิดจารีตให้มีตกต่ำด้อยค่าว่า คนเหล่านี้เป็น "พวกบ้าของใหม่" ("New Mania") ที่มีอาการของ "โรคบ้าของใหม่" ("New Maniacal Plague")

พระองค์ทรงพระบรมราชวินิจฉัยอีกว่า ในโลกนี้ไม่มี "ของใหม่" ในสารัตถะใดนอกจากเพียงชื่อเท่านั้นที่ใหม่ แต่ "ของเก่า" มีประโยชน์มากกว่า "ของใหม่" นอกจากนี้ในสายพระเนตรของพระองค์ทรงเห็นว่า "พวกบ้าของใหม่" มีอาการของโรคเรียกร้องการปฏิรูปสังคม และชอบอ้างว่า พวกเขาเป็นผู้รักมนุษยชาติหรือเป็นผู้หยั่งรู้การฟื้นฟูชาติ ทรงพระราชวิจารณ์คนเหล่านี้ว่าเป็นเพียงพวกนักปลุกระดมมวลชน ("demagogues") เท่านั้น

ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นประมุขของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรงประทับอยู่บนจุดสูงสุดของปิระมิดทางการเมืองของสยาม ผู้ทอดพระเนตรลงมาเห็นความเป็นไปของพสกนิกรในราชอาณาจักรของพระองค์ ทรงพระบรมราชวินิจฉัยคุณลักษณะพสกนิกรของพระองค์ว่าเป็นโรคริษยาที่ "…ฝังอยู่ในสันดานคนไทยหลายชั่วมาแล้ว..." ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ต่อต้าน "ซิวิไลซ์" ความว่า "เรานี้ก็กลัวโรค ‘ซิวิไลซ์’ นี้และยิ่งกว่าโรคอื่น ไทยเรายังมิทันจะได้ทลึ่งขึ้นไปเท่าเทียมเขา เราจะมาเริ่มเดินลงเสียแล้วฤา อย่างไรๆ ก็จะยอมนิ่งไม่ได้...ต้องพยายามแก้ไขต่อสู้โรคนั้นจนเต็มกำลัง..."

แม้พระองค์มีแนวพระราชดำริในการสร้าง "ชาติ" แต่ความหมายของคำว่า "ชาติ" ของพระองค์จำกัดเฉพาะเพียงผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์เท่านั้น ส่งผลให้การสร้าง "ชาติ" ด้วยการใช้เสือป่าของพระองค์กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักจาก "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" จนทำให้ทรงพระราชวิจารณ์ตอบโต้ว่า
"อ้ายพวกคิดกำเริบกลับยกเอาไปอ้างเปน พยานอัน ๑ แห่งความที่เรากดขี่ข่มเหงคนไทย...มีผู้หน้าด้านพอที่จะแสดงมาแล้วก็ยังมีอีกหลายข้อ เช่น ข้อที่ว่าฝึกหัดมากเกินไปและไปซ้อมรบมีความเหน็จเหนื่อยฉนี้เปนต้น"

อีกทั้งทรงพระบรมราชวินิจฉัยเพิ่มเติมถึงความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ ว่า "
ชาติไทยเรามีความเน่าเปื่อย มีโรคร้ายเข้ามาแทรกอยู่ คือ โรคฤศยาซึ่งกันและกันในการส่วนตัวและพวกพ้อง แม้อ้ายพวกฟุ้งสร้านซึ่งคิดการกำเริบนั้น ก็มีฤศยาส่วนตัวนั้นเปนพื้น และเปนแม่เหล็กเครื่องฬ่อให้คนนิยมในความคิดของมันมาก..."

ดูประหนึ่งว่า แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงพยายามโปรยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและในกองทัพ แต่ปรากฏว่านายทหารใน "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" กลับประกอบขึ้นจากนายทหารที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์หลายหน่วยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง ๑ ใน ๓ ของนักปฏิวัติในครั้งนั้น

ช่น ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. วาส วาสนา ร.ต. บุญ แตงวิเชียร สังกัดกรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ ร.ต. สอน วงษ์โต ร.ต. ปลั่ง บูรณโชติ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ สังกัดกองปืนกลที่ ๑ รักษาพระองค์ ร.ต. อาจ ร.ต. บรรจบ สังกัดกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์ ร.ต. ลี้ ร.ต. แฉล้ม ร.ต. สอน สังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ ร.ต. นารถ ร.ต. ประยูร ร.ต. ช่วง สังกัดกรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ เป็นต้น

ดังนั้น คำถามจึงเกิดขึ้น คือ เกิดอะไรขึ้นกับความคิดของนายทหารในขณะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การปะทะกันของความคิดทางการเมืองบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสยาม
ต้นแบบ-หมอซุนยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติพ.ศ.2454 ต้นแบบของหมอเหล็งแลเะคณะในปีต่อมา

ไม่แต่เพียงความเข้าใจการตีความหมายที่แตกต่างกันของผู้มีโลกทรรศน์แบบ "พวกหัวเก่า" และ "พวกหัวใหม่" ครั้งนั้นผ่าน "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ" ของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" กับพระราชนิพนธ์หลายชิ้นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เปิดฉากการวิวาทะจนทำให้เราสามารถเข้าใจความคิดที่อยู่เบื้องหลังแรงผลักดันกับแรงเหนี่ยวรั้งสยามบนคลื่นของความเป็นสมัยใหม่เท่านั้น

แต่เรายังสามารถเข้าใจความขัดแย้งของความคิดทางการเมืองระหว่างความคิดเสรีนิยม (Liberalism) กับอนุรักษนิยม(Conservative) ที่ปรากฏบนแผ่นดินสยามเมื่อ ๑ ศตวรรษที่แล้วได้ด้วยเช่นกัน

ความคิดทางการเมืองที่ปรากฏอยู่ใน "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ" ของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" นั้นได้วิจารณ์การปกครองแบบ "แอ็บโซลู๊ด มอนากี้" ว่าเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของสยาม เนื่องจากกษัตริย์มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย "กระษัตริย์จะทำชั่วร้ายอย่างใดก็ทำได้" จะกดขี่แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้รับความทุกข์ได้ทุกประการ เงินภาษีอากรจะถูกนำมาบำรุงความสุขให้ส่วนตัว พระราชวงศ์และบ่าวไพร่ เงินบำรุงบ้านเมืองจึง "ไม่เหลือหรอ" ด้วยเหตุที่สยามปกครองในระบอบดังกล่าว และมีพวกที่คอย "ล้างผลาญ" ภาษีอากรที่เข้ามา "กัดกันกินเลือดเนื้อของประเทศ" จะทำให้สยามทรุดโทรมและถึงแก่กาลวินาศ ความคิดทางการเมืองเช่นนี้สะท้อนออกมาในคำให้การของสมาชิกคนหนึ่งที่กล่าวว่า
"พระเจ้าแผ่นดินหาง่าย บ้านเมืองหายาก"

อย่างไรก็ตามในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามได้ทรงเห็นความพยายามปฏิวัติของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" นั้น พระองค์ทรงได้มีพระราชวิจารณ์ความคิดทางการเมืองเหล่านักปฏิวัติว่าเป็นผู้มี "ความคิดฤศยาหยุมหยิม" ความว่า
"...คนยังมีความคิดฤศยาหยุมหยิมอยู่ฉนี้ฤาจะเป็นผู้ที่จัดการปกครองบ้านเมืองอย่างรีปับลิคได้ อย่าว่าแต่ริปับลิคเลย ถึงแม้จะปกครองอย่างลักษณเจ้าแผ่นดินมีคอนสติตูชั่นก็ไม่น่าจะทำไปได้…"

ในสายของเหล่านักปฏิวัติการปกครองแบบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" หมายถึงการปกครองที่ "กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย" เมื่อกษัตริย์ไม่มีอำนาจจะทำให้ "พวกเต้นเขนและพวกเทกระโถนตามวังเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นขุนนางเลย" และพวกเขามีวิจารณ์เพิ่มเติมว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่แบบใหม่ได้เกิดขึ้นไปทั่วโลกแล้ว คงเหลือแต่ประเทศสยามเท่านั้นที่ยังคงระบอบการปกครองที่ทำให้ "พวกกระษัตริย์ได้รับความสุขสนุกสบายมากเกินไปจนไม่มีเงินจะบำรุงประเทศ"

สำหรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ของสยามที่จะมีระบอบการปกครองแบบ "ลิมิตเต็ด มอนากี้" หรือ "กระษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎหมาย" ว่า สยามไม่สามารถปกครองแบบที่มี "คอนสติตูชั่น" ที่จำกัดอำนาจของกษัตริย์ได้ เนื่องจากประชาชนไม่มีความรู้ และหากให้ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ประชาชนจะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด

ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ประชาชนไม่มีความสามารถที่จะถืออำนาจและใช้อำนาจได้ทุกคน แต่เมื่อต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนฯ จะทำให้เกิดการเกลี้ยกล่อม "ฬ่อใจ" ประชาชนด้วยถ้อยคำ การเลี้ยงดู จัดยานพาหนะให้ และติดสินบนประชาชน

ทรงพระราชวินิจฉัยว่า ภายใต้การปกครองดังกล่าวจะเกิดพวก "ปอลิติเชียน" มาทำมาหากินในทางการเมือง อีกทั้งการปกครองดังกล่าวจะนำไปสู่ความแตกแยก เช่น การมี "ปาร์ตี ลิสเต็ม" ทำให้การปกครองไม่มั่นคง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง "เคาเวอร์เมนต์" เสมอ ทำให้บ้านเมืองยิ่งชอกช้ำมากขึ้น

ส่วนการปกครองแบบ "รีปับบลิ๊ก" ซึ่งเป็นแบบสุดท้ายที่ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" นำเสนอนั้น พวกเขานิยามว่า การปกครองชนิดนี้จะ
"ยกเลิกไม่ให้มีกระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีที่ประชุมสำหรับจัดการบ้านเมืองอย่างแข็งแรง โดยมีประธานาธิบดีเป็นประธานสำหรับการปกครองประเทศ"
พวกเขาเชื่อว่า ประชาชนในระบอบนี้จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันมากกว่าระบอบอื่น ดังนั้นการปกครองรูปแบบนี้
"ราษฎรทุกประเทศจึงอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นรีปับบลิ๊กทั้งหมด เวลานี้ประเทศใหญ่น้อยต่างๆ เป็นรีปับบลิ๊กกันเกือบทั่วโลกแล้ว" เช่น ประเทศในยุโรป อเมริกา และจี


ในกรณีที่ประเทศใดมีการปกครองแบบ "รีปับบลิ๊ก" แล้ว ประชาชนจะมีความเสมอภาคมากกว่าระบอบอื่นตามข้อเสนอของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าความเสมอภาคไม่มีอยู่จริง แม้จะมี
"...การเลิกเจ้าแผ่นดินเลิกเจ้าและเลิกขุนนางเสียให้หมด เปลี่ยนลักษณการปกครองเปนประชาธิปไตย (ริปับลิค) อันตามตำราว่าเปนลักษณการปกครองซึ่งให้โอกาสให้พลเมืองได้รับความเสมอหน้ากันมากที่สุด เพราะใครๆ ก็มีโอกาสจะได้เปนถึงประธานาธิบดี ข้อนี้ดีอยู่ (ตามตำรา) แต่พิจารณาดูความจริงก็จะแลเห็นได้ว่า ไม่มีพลเมืองแห่งใดในโลกนี้ที่จะเท่ากันหมดจริงๆ เพราะทุกคนไม่ได้มีความรู้ปัญญาเสมอกัน...เช่น จีนที่ได้เปนขบถต่อเจ้าวงษ์เม่งจูจนสำเร็จตั้งเปนริปับลิคขึ้นได้แล้ว ในชั้นต้นก็ได้เลือกซุนยัดเซนเปนประธานาธิบดี แต่ตัวซุนยัดเซนเองเปนคนที่ฉลาดพอที่จะรู้สึกตนว่าไม่มีความสามารถพอที่จะทำการในน่าที่ผู้ปกครองต่อไปได้จึ่งต้องมอบอำนาจให้ยวนซีไก๋เปนประธานาธิบดีต่อไป นี่เปนพยานอยู่อย่าง ๑ แล้วว่าคนไม่เท่ากัน..."
นอกจากนี้ พระองค์ทรงพระบรมราชวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกว่า ไม่มีทางสร้างความเสมอภาคให้บังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งใดในโลกได้ แม้แต่สถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย (รีปับบลิ๊ก) ขึ้นก็ตาม นอกเสียจากจะต้องแก้ไขความอิจฉาภายในตัวมนุษย์เสียก่อนว่า
"การที่จะแก้ไขความไม่เสมอหน้ากันและแก้ความไม่พอใจอันบังเกิดขึ้นแต่ความไม่เสมอหน้ากันนั้น ก็เห็นจะมียาอยู่ขนานเดียวที่จะแก้ได้ คือ การจัดลักษณการปกครองเปนอย่างประชาธิปไตย แต่ยาขนานนี้ก็ได้มีชาติต่างๆ ลองใช้กันมาหลายรายแล้ว มีจีนเปนที่สุด ก็ยังไม่เห็นว่าเปนผลได้จริง ไม่บำบัด ‘โรคอิจฉา’ และ ‘โรคมักใหญ่มักมาก’ แห่งพลเมือง จึ่งเปนที่จนใจอยู่…"

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ที่ได้วิจารณ์การบริหารราชการภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเหตุให้เกิดคนยากจนมากมายในราชอาณาจักรนั้น พระองค์ทรงพระบรมราชวินิจฉัยว่า ไม่มีหลักฐานใดชี้ว่าพสกนิกรของพระองค์อดตาย ทรงเห็นว่าพสกนิกรของพระองค์ไม่ยากจนดังข้อกล่าวหานั้น

พระองค์ได้ทรงยกตัวอย่างว่า ณ เวลานั้น รถไฟของสยามยังบรรทุกคนหัวเมืองหรือ "ชาวบ้านนอก" เข้ามายังกรุงเทพฯ ตลอดเวลา คนเหล่านั้นเข้าเมืองมาเพื่อมาเล่นการพนันและหวย ทรงพระบรมราชวินิจฉัยว่า หากพสกนิกรของพระองค์ที่หัวเมืองยากจนจริง พวกเขาจะไม่สามารถเดินทางเข้ามาเล่นการพนันในเมืองได้ นอกจากนี้ทรงยืนยันว่า "ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเขาไม่จนเลย" เนื่องจากพสกนิกรของพระองค์มีที่ดิน มีอาหารบริบูรณ์ สำหรับพระองค์แล้ว เงินไม่มีความสำคัญกับพวกเขา
ในสายพระเนตรของพระองค์นั้น เงินมีประโยชน์สำหรับพสกนิกรของพระองค์เพียง ๒ ประการเท่านั้น คือ "(๑) เสียภาษีและ (๒) เล่นการพนัน"

แม้การพยายามสร้างความ "ศรีวิลัย" ให้กับสยามด้วยการปฏิวัติทางการเมืองของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" เมื่อครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกของคณะฯ ถูกตัดสินลงโทษและหลายคนเสียชีวิตในคุก แต่การจองจำอิสรภาพของพวกเขามิได้ทำให้พวกเขาอับจนความใฝ่ฝันแต่อย่างใด

ดังที่ ร.ต. วาส วาสนา หนึ่งในสมาชิกได้กล่าวกับเพื่อนๆ ในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า
"เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"
กระนั้นก็ดี ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้พระองค์จะทรงพยายามรักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นพระราชมรดกให้สืบทอดต่อไปในสยาม แต่ไม่นานภายหลังการสิ้นรัชสมัยของพระองค์ (๒๔๖๘) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาของพระองค์ได้เผชิญพระพักตร์กับพลังของภาวะสมัยใหม่และความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ที่ผลักดันสยามไปสู่ปฏิวัติทางการเมืองอีกครั้งใน "การปฏิวัติ ๒๔๗๕"

"การปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐" ในบันทึกความทรงจำ
ทหารคณะราษฎรแจกจ่ายเอกสารประกาศคณะราษฎร พร้อมเปล่งเสียงไชโยให้กับการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

การหันกลับมาพิจารณาเอกสารทางประวัติศาสตร์ในวาระครบรอบ ๑ ศตวรรษความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ โดยเฉพาะการรวบรวมบันทึกความทรงจำถึงความพยายามปฏิวัติของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ที่มีความกระจัดกระจายให้ครบถ้วนนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีความเป็นได้ว่างานศพของสมาชิกที่จากไปในช่วงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจไม่มีหนังสือที่ระลึกงานศพของพวกเขา

เนื่องจากคงไม่มีผู้ใดอาจหาญประกาศตัวเขียนคำอาลัยถึงนักโทษการเมืองที่มุ่งโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกล้าเปิดเผยแพร่บันทึกการเตรียมการปฏิวัติทางการเมืองออกสู่สังคมสยามในขณะนั้น

แต่กระนั้นก็ดี เมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกโค่นล้มลงจาก "การปฏิวัติ ๒๔๗๕" และต่อมา "คณะราษฎร" ได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับพวกเขา ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกเป็นอิสระและได้เริ่มเขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวลงในหนังสืองานศพของสมาชิก งานเขียนที่พบมักเป็นคำอาลัยเฉพาะบุคคลซึ่งให้ข้อมูลเหตุการณ์เป็นห้วงๆ ตามบทบาทของผู้วายชนม์

อย่างไรก็ตามแกนนำสำคัญบางคนได้เริ่มลงมือบันทึกความทรงจำถึงเหตุการณ์นั้นในเวลาต่อมา ดังที่ผู้เขียนสามารถรวบรวมหลักฐานจำนวนหนึ่งจึงนำเสนอเรียงตามลำดับต่อไปนี้

บทความ "ชีวิตนักการเมืองและวิบากกรรมของคณะ ร.ศ. ๑๓๐" (๒๔๗๕) เป็นงานเขียนที่บันทึกถึง "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" ที่เก่าที่สุดที่พบขณะนี้ บทความชิ้นนี้เขียนโดย ร.ต. สอน วงษ์โต เขาเป็นหนึ่งในสมาชิก "คณะ ร.ศ. ๑๓๐"

บทความชิ้นนี้เขาได้เขียนลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ "สยามราษฎร์" ในเดือนสิงหาคม ๒๔๗๕ หรือหลังจากการปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไม่นาน

ต่อมาบทความนี้ถูกตีพิมพ์ซ้ำในหนังสืองานศพของ นายอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา เนติบัณฑิต สมาชิกกลุ่มพลเรือนที่มีความคิดสนับสนุนการปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคน

สาระสำคัญในบทความชิ้นนี้กล่าวเชิดชูวีรกรรมของ "คณะราษฎร" ในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความพยายามปฏิวัติใน ร.ศ. ๑๓๐ โดยสังเขป แต่ ร.ต. สอนเน้นเรื่องราวไปยังความทุกข์ทรมานของชีวิตนักโทษในเรือนจำเป็นพิเศษ

ในส่วนท้ายบท เขาได้วิจารณ์ความความเสื่อมทรามของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติฝรั่งเศส และความเสื่อมทรามและการแย่งชิงอำนาจและความเหลวแหลกในหมู่ชนชั้นปกครองในประวัติศาสตร์สยาม


สำหรับ ปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ (๒๔๘๔) ของ ร.อ. เหล็ง ศรีจันทร์, ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ และ สมจิตร เทียนศิริ เป็นบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ความพยายามปฏิวัติของพวกเขา เนื้อหาภายในเรียบเรียงมาจากบันทึกของ ร.ต. เนตรและความทรงจำของ ร.ต. เหรียญ

บันทึกเล่มนี้ได้รับการตรวจความถูกต้องจาก ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง) โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ ผลักดันให้พวกเขาเปิดเผยเรื่องราวในอดีตออกสู่สังคมภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้ถูกขยายและกลายเป็นส่วนหนึ่งใน "หมอเหล็งรำลึก"

บันทึกความทรงจำชิ้นต่อไป คือ คน ๖๐ ปี (๒๔๙๔) ของ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ งานชิ้นนี้มีลักษณะเป็นงานเขียนอัตชีวประวัติ ร.ต. เนตรได้เริ่มบันทึกเรื่องราวที่สะท้อนถึงโลกทรรศน์ของเขา โดยเริ่มจากสิ่งที่กว้างที่สุด คือ ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นจาก "องค์ธรรมชาติ" "องค์เหตุผล" และ "องค์ความดี"

ในบันทึกชิ้นนี้ เขาได้อธิบายสาเหตุของการตัดสินใจหมุนสยามให้ทันสมัย เนื่องจากเขาตระหนักถึงการวิวัฒน์ของโลกและมนุษย์ที่มุ่งสู่ความก้าวหน้า ดังนั้นสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเจริญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อมาเขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความพยายามผลักดันให้สยามเคลื่อนไปบนเส้นทางของความเป็นสมัยใหม่ทางการเมือง เริ่มจากฉากชีวิตนักปฏิวัติของสามัญชน ชีวิตของผู้พ่ายแพ้ในเรือนจำ การถูกปลดปล่อยในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามความใฝ่ฝันถึงอนาคตใหม่ของพวกเขายังคงแรงกล้าทำให้พวกเขาสนับสนุนให้การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และปิดท้ายด้วยเรื่องราวชีวิตใหม่ของเขาภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

บันทึกความทรงจำเล่มสุดท้ายที่จะเขียนถึง คือ หมอเหล็งรำลึก (๒๕๐๓) ของ ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ บันทึกความทรงจำร่วมของ ร.ต. เหรียญและ ร.ต. เนตร เขียนขึ้นเพื่ออุทิศเป็นอนุสรณ์งานศพของ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) หัวหน้า "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" เมื่อปี ๒๕๐๓

สาระภายในบันทึกถึงความเป็นมาของการก่อตัวของความคิดในการพยายามปฏิวัติทางการเมืองของ "คณะ ร.ศ. ๑๓๐" เป้าหมายของการปฏิวัติ การขยายแนวร่วม การทรยศหักหลัง น้ำใจของเพื่อนนักปฏิวัติ การถูกจับกุมและไต่สวนจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การถูกคุมขังลงทัณฑ์ ชีวิตนักโทษการเมืองในคุก ชีวิตนักปฏิวัติหลังการพ้นโทษ การสนับสนุนการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของพวกเขา

กล่าวได้ว่า บันทึกความทรงจำเล่มนี้ ถือได้ว่าเป็นงานเขียนที่สำคัญและถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาเหตุการณ์ในครั้งนั้นมากที่สุด

ในวาระครบรอบ ๑ ศตวรรษของความพยายามปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ (๒๕๕๕) เหตุการณ์นี้ไม่เป็นแต่เพียงความเคลื่อนไหวทางการเมืองสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดฉากวิวาทะระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษากับฝ่ายมุ่งเปลี่ยนแปลงอำนาจการเมืองที่จินตภาพถึงอนาคตของสยามที่วางอยู่บนทางสองแพร่งระหว่าง "ซิวิไลซ์หรือศรีวิลัย" "ความเสื่อมหรือความเจริญ" "อนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม" "ราชาธิปไตยหรือประชาธิปไตย" หรือแม้กระทั่ง "ลิมิตเต็ด มอนากี้ หรือรีปับบลิ๊ก" แม้สยามจะเดินผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมานานถึง ๑๐๐ ปีแล้วก็ตาม แต่การวิวาทะถึงความเปลี่ยนแปลงของไทยยังคงดำเนินต่อไปบนเส้นทางของความไม่สิ้นสุดของภาวะสมัยใหม่

ดังนั้น ณ ช่วงเวลานี้จึงอาจมีความเหมาะสมที่จะหวนกลับมาอ่านบันทึกความทรงจำของพวกเขาใน "หมอเหล็งรำลึก" ที่ทรงคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ถึงความพยายามและเหตุผลในการปฏิวัติครั้งนั้นควบคู่ไปกับเอกสารสำคัญร่วมสมัย เช่น "กฎข้อบังคับสำหรับสโมสร" "ว่าด้วยความเสื่อมซามและความเจริญของประเทศ" "คำให้การของนักปฏิวัติ" "จดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "ชีวิตนักการเมืองและวิบากกรรมของคณะ ร.ศ. ๑๓๐"

เพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ตลอดจนร่วมกันการประเมินความสำเร็จและล้มเหลวของเส้นทางสังคมไทยและการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอีกครั้ง
ร.ต.วาศ วาสนา (คนที่ 2 จากขวาแถวนั่งหน้าสุด)กับสหายคณะรศ.130ขณะถูกฝ่ายรัฐบาลพระมงกุฎเกล้าฯจับกุมสมาชิกหลายคนเสียชีวิตในคุก ร.ต.วาศ กล่าวกับสหายในวาระสุดท้ายของชีวิตนักปฏิวัติว่า "เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้ ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น"

หมายเหตุไทยอีนิวส์:อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ พร้อมเชิงอรรถและรูปภาพประกอบจำนวนมาก ได้ที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2555

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดเอกสารหายากที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130