วันอังคาร, มกราคม 31, 2555

กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์"

31 มกราคม 2555

รวบรวมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

อย่างรวดเร็ว กระแสท่าทีและการต่อต้านคำประกาศของ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขยายวงกว้างไปสู่สังคม ทั้งฝ่ายหนุนและในจำนวนมากกว่าคือฝ่ายต้านคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

ไทยอีนิวส์ขอร่วมเผยแพร่กิจกรรมและร่วมนำเสนอกำหนดการกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้สนใจจะได้จัดเวลาเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ เพื่อพิทักษ์ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์จะ update กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว" เป็นระยะๆๆ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อช่วยเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ และในฐานะที่เป็นสิื่อมวลชนที่รักอิสระภาพทุกลมหายใจเช่นกัน

0 0 0 0 0

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที ย้ำที่นี่มีนศ.ตายเพราะความคลั่ง

ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที:เตือนความจำ ว่าที่นี่มีนักศึกษาตายจากค
วามคลั่ง

เป็นกิจกรรม "เงียบๆเล็กๆ ไม่มีเสียง เจียมเนื้อเจียมตัว"
เวลา วัน พฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.55 14.00 - 15.30 น.
สถานที่ : ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

รูปแบบกิจกรรม
1. ร่วมกันกราบกนกและเก้าอี้หันหน้าไปทางธรรมศาสตร์ที่ขณะนั้นมีกลุ่มคุณกรนมายื่นคัดค้านคณะนิติราษฎร เป็นเวลา 112 นาที

2. แจกภาพให้กับคนที่สนใจ และนักศึกษา รวมถึงสื่อมวลชนบริเวณนั้น เพื่อเตือนความทรงจำความโหดร้ายของอุดมกาณ์คลั่งชาตินี่ที่เคยมาเข่นฆ่านักศึกษาที่คิดต่าง(ตัวอย่างภาพ http://4.bp.blogspot.com/-ELn8C14hm5k/TeVseqcm8PI/AAAAAAAAA1A/fokXgKYCgVs/s1600/5000120044_bf0db2d9ff_b.jpg)

3. แจกสุนทรพจน์ของ ปรีดี พนมยงค์ ให้กับสื่อและผู้สนใจว่า "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..."

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าเป็นผลมาจากที่ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ ส่งห้ามไม่ให้มีการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 เมื่อวันที่ 30 ม.ค.55 (ดู http://www.prachatai.com/journal/2012/01/39005)

แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มที่อ้างว่าเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมและนายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรชื่อดัง ในฐานะตัวแทนศิษย์เก่าได้นัดรวมพลหน้าคณะวารสาร ในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.เวลา 14.00 น.ได้ โดยมีกิจกรรมเดินขบวนแสดงพลังประกาศเจตนารมณ์ที่ลานปรีดี ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีที่ตึกโดม และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการร้องเพลงถวายพระพร หันหน้าไปยังโรงพยาบาลศิริราช โดยในเอกสารยังเชิญชวนให้ลูกแม่โดมและผู้จงรักภักดีเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ด้วย(ดู http://www.thairath.co.th/content/pol/234832)

0 0 0 0 0





“ปรีดี พนมยงค์ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 เวลา 14.00-17.00 น.
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ชั้น 2 อาคารเอนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
อ.พนัส ทัศนียานนท์
ดร.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์

0 0 0 0 0


ชิญชวนทุกกลุ่มที่รักประชาธิปไตย ร่วมกัน
วางพวงหรีด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอาทิตย์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลาบ่ายสองตรง
โดยพร้อมเพรียงกัน

จากม. ธรรมศาสตร์ สู่ ม. มหาสารคาม ไฟแห่งความกลัวลามทุ่ง

จดหมายเปิดผนึกจากนักศึกษา ม. มหาสารคาม

วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕

เรื่อง ขอเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้จัด
เวทีเสวนาวิชาการ
เรียน คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตามที่กลุ่มนิสิตที่สังกัดวิทยาการเมืองการปกครอง ร่วมกับอาจารย์ในวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีความสนใจที่จะจัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” โดยเป็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยและถกเถียงปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในสังคม ให้แก่นิสิตและผู้ที่สนใจทั่วไป ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ณ ตึก D วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

แต่กระนั้น เมื่อทีมผู้จัดงานได้ทำเรื่องขออนุญาตขอใช้สถานที่และจัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” ผลปรากฏว่า คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครองไม่อนุญาตให้ใช้ ตึก D วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นสถานที่จัดงานดังกล่าว

ในขณะที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะองค์กรทางวิชาการ ดำเนินงานตามพันธกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ที่เกี่ยวกับ การเมืองการปกครองและกฎหมาย รวมทั้งการเมืองท้องถิ่นในอีสาน เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ และแสวงหาข้อเท็จจริง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิติด้านการเมืองการปกครอง) ให้เป็นไปอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่าด้วยข้อมูลและองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจของนิสิตและสาธารณชน

ซึ่งประเด็นเรื่องกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กำลังเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง จึงเป็นสิ่งที่สมควรยิ่งที่วิทยาลัยการเมืองการปกครองจะเป็นพื้นที่ที่สร้างความรู้ ความเข้าใจแก่นิสิตและผู้ที่สนใจ ผู้ซึ่งเป็นคณะบริหารและคณาจารย์ควรจะเห็นถึงความสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการเป็นพื้นที่เปิดที่สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม การเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างเปิดกว้าง
และยิ่งไปกว่านั้น วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง และมีจิตสำนึกที่รับใช้สังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงที่อำนวยประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติ

ดังนั้นในฐานะของนิสิต, คณาจารย์, ศิษย์เก่า แห่งวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้รักในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ที่ลงมติในการไม่อนุญาตให้ใช้ วิทยาลัยการเมืองการปกครองเป็น พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” ออกมาชี้แจงและให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจดังกล่าวด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดขวางความหลากหลายทางความคิดและปิดกั้นโอกาสในการพูดคุย ถกเถียง ประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่ให้นักศึกษาและคณาจารย์แสดงเสรีภาพทางความคิด

เชื่อมั่นแห่งอุดมการณ์ สิทธิและเสรีภาพเป็นของทุกค

ฯพณฯณัฐวุฒิไม่ลับลวงพรางฟันธงโชะไม่แก้112 แดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย

(ดูวิดิโอข่าว คลิ้กที่นี่)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มกราคม 2555

ณัฐวุฒิยันเพื่อไทยชัดเจนไม่แก้มาตรา 112

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯและแกนนำ นปช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงโจมตีพรรคเพื่อไทย ว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ว่า เป็นรูปธรรมที่ทำให้ประชาชนเห็นชัดอีกครั้ง ว่ามีคนบางกลุ่มบางพวก นำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเอ่ยอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมายาวนาน จนกลายเป็นสถานการณ์ความไม่เข้าใจกัน

และใช้เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังคงดำรงอยู่ในสังคม เพราะท่าทีและจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายหรือมีคำถามใด ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

" เพราะว่ารัฐบาลโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วเช่นกัน อีกทั้งมติการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่หลักในการพิจารณาแก้ไขข้อกฏหมาย ก็มีความชัดเจนว่าไม่มีแนวทางและแนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 เพราะฉะนั้น หากมองย้อนหลังไป ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมีความชัดเจน ยกเว้นแต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาที่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากพื้นที่ทางการเมือง"นายณัฐวุฒิ กล่าว

เชื่อว่ากรณีดังกล่าวนี้ประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณได้ แล้วพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลก็มีการออกมาระบุชัดเจนตรงไปตรงมา แน่ใจว่าประเด็นนี้ได้ข้อยุติลงแล้ว

นอกจากนั้นทางสภาฯ ยังมีท่าทีชัดเจนว่าไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรานี้ จะเห็นว่าทุกอย่างชัดเจน มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อจะได้เป็นพื้นที่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง แต่ประชาชนรู้เท่าทัน และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวเรื่องนี้

"ประเด็นนี้ได้ข้อยุติแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จงใจที่จะไม่ให้มีข้อยุติ ผมขอฝากข้อคิดถึงประชาธิปัตย์ว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะท่านเที่ยวพูดเที่ยวทำอยู่อย่างนี้ มันมีข้อกล่าวหาหรือวิธีการใดอีกที่ไม่เคยกล่าวหา หรือใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดความเสียหาย และในท้ายที่สุดประชาชนสามารถแยกแยะเหตุผลและข้อเท็จจริงได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มองย้อนเหตุการณ์ 4-5ปี ที่ผ่านมาก็น่าจะได้ข้อคิดและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานทางการเมืองเสียใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยเกาะหรือทอดทิ้งกลุ่มนิติราษฎร์ อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามกล่าวหา แต่เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่มีการผูกยึดกับบุคคลหรือองค์กร นอกจากเหตุผลหรือข้อเท็จจริงในแต่ละสถานการณ์ บางข้อเสนอสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สังคมขานรับ และบางข้อเสนออาจไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้อง และอาจทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีการตั้งข้อสังเกต และแสดงความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือรับฟังทุกฝ่ายและยอมรับความจริงว่าประเทศนี้ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วทุกฝ่ายยุติการเอ่ยอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตามนายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้ฝ่ายต่อต้านการแก้ไข112บอกว่าทำไปเพื่อปกป้องสถาบัน แต่ฝ่ายเสนอแก้ไขนั้นก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า แก้ไขเพืิ่อปกป้องสถาบัน ไม่มีฝ่ายใดคิดจ้องล้มสถาบันดังที่มีการโจมตีกัน เป็นเพียงความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตย

คนขอนแก่นฮึ่มเตือนเพื่อไทยสมัยหน้าไม่เลือก จะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์แทน


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน ซึ่งคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นที่เข้าร่วมในงาน ได้พากันอภิปรายว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุด แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สนองเจตนารมณ์คนเสื้อแดง และชาวขอนแก่้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112

ได้มีการกล่าววิจารณ์ในที่ประชุมเสวนาว่า พรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขายึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน

ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ข้อเสนอแก้ไข112จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ยอมสนับสนุน แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งวาด รวี 1 ในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)กล่่าวตอบในที่เสวนาว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีส.ส.สนับสนุน หรืออาจจะไปแท้งตั้งแต่ถึงมือประธานสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประชาชนจะเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายก็ได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่หากประธานสภาตีความว่า 112 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ก็อาจจะไม่บรรจุเข้าสู่วาระการแก้ไข ก็จะแท้งแต่ต้น "ซึ่งหากไม่ผ่าน เพราะแท้งตั้งแต่ต้น หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภา ทางครก.112ก็จะรณรงค์ทางสังคมต่อไป"

ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า หากประธานรัฐสภาทำเช่นนั้นก็ถือว่าไม่เคารพเสียงประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็เป็นส.ส.ที่คนขอนแก่นเลือกไป คราวหน้าก็อย่าหวังจะได้เข้าสภาอีก และขอบอกไปยังประชาชนจังหวัดอื่นๆว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 การเลือกตั้งหนหน้าก็ต้องมีการลงโทษทางสังคมด้วยการยุติการสนับสนุน แล้วไปเลือกพรรคการเมืองอื่นที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และข้อเสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหาร19กันยาของคณะนิติราษฎร์แทน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส)

โพลล์ไทยอีนิวส์เผยจะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์

ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? ผลสำรวจในช่วง 2 วันที่ผ่านมากว่า 65% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 28% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กาลครั้งหนึ่งเมื่อไวๆนี้กับเสนาบดีณัฐวุฒิ:อย่าทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง มิเช่นนั้น เราขาดกัน

ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตาของพี่น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมาเป็นรัฐบาล แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

นศ. มธ. ประท้วง และแถลงเกรียนโหดสัดส่งมาโปรดแด่ผู้บริหารมธ.:แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!

31 มกราคม 2555

มติชนออนไลน์ รายงานข่าวว่า


หลังจากที่เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัย คณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณี ประมวลกฎหมายมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยหรือ มหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จนมหาวิทยาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยได้

ในคืนวันเดียวกัน มีนักศึกษาจากหลากหลายกลุ่มรวมตัวกันประท้วงมติของคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการติดป้ายข้อความต่างๆ ทั่วทั้งอาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ (ตึก SC)

ทั้งนี้มีรายงานว่ากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยจะทำการวางพวงหรีดเพื่อ คัดค้านการห้ามรณรงค์เกี่ยวกับมาตรา 112 และไว้อาลัยให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ทำลายตัวเองด้วยการปิดกั้น เสรีภาพดังกล่าว ที่รูปปั้นอ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เวลาบ่ายสองโมง และที่รูปปั้นอ.ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสองโมง


แถลงเกรียนโหดสัดส่งมาโปรดแด่ผู้บริหารมธ.:แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!





ภาพโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)


อ่าน "แถลงเกรียนชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีมาตรา 112" แล้วก็เห็นว่าสมควรจะช่วยเผยแพร่เพื่อให้ข้อความนั้นไปถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้รีบตอบสนองต่อแถลงการณ์โดยพลัน โดยเฉพาะ ข้อเรียกร้องมาตรา 6 เราอ่านแล้ว เราชอบมาก

"6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว"


โดย ชัชชวย คนทน
31 มกราคม 2555


สืบเนื่องจากที่คณะผู้บริหารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกรณี มาตรา 112 เพราะเกรงว่าสังคมภายนอกจะเข้าใจผิดคิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันทรง เกียรติจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ อีกทั้งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังถือเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ อาจนำมาซึ่งความรุนแรง เพราะเป็นการแสดงความคิดต่างทางการเมือง

การประกาศดังกล่าวมีนัยยะเป็นการประกาศมาตรฐานใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทางคณะผู้บริหารฯ คาดว่าจะมีนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เนื่องจากนักศึกษามักจะมีความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตนเองสูงจนเกินควร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการชี้แจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้นักศึกษามีความสำนึกใน เจตนารมณ์ใหม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังต่อไปนี้

1. มหาวิทยาลัยขอประกาศยกเลิกการรำลึก ฟื้นฟูสถานะ ตลอดจนอ้างอิงถึงผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ และอาจาร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ด้วยเกรงว่านักศึกษาจะยึดเอาคุณธรรมและความกล้าหาญของบุคคลทั้งสองเป็น เยี่ยงอย่าง

2. ขอประกาศยกเลิกวันงานธรรมศาสตร์สามัคคี เพราะการเดินขบวนของนักศึกษาเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหารเมื่อ พ.ศ. 2494 เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งตามมาตรฐานใหม่ เนื่องจากเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ในทางกลับกัน ในภาวะสุ่มเสี่ยงทางการเมืองเช่นนี้นั้น ทางเลือกเดียวที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยได้ ย่อมต้องอาศัยการรักษาความปลอดภัยโดยทหาร

3. เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอประกาศและยืนยันใหม่ว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของนักศึกษาบางส่วนกับประชาชนภายนอกที่รู้ เท่าไม่ถึงการ ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในพื้นที่สาธารณะ จนก่อให้เกิดความรุนแรง และบาดเจ็บล้มตายในท้ายที่สุด

4. เช่นเดียวกับข้อ 3 ในกรณี 6 ตุลา 2519 ให้ถือเป็นความผิดพลาดของผู้บริหารในยุคนั้นที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ จึงทำให้ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจออกคำสั่งห้ามนักศึกษาใช้สถานที่

5. สืบเนื่องจากข้อ 2, 3, และ 4 ทางคณะผู้บริหารจึงห้ามจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมือง ของมหาวิทยาลัย เพราะทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเหตุการณ์เหลวไหลไร้สาระ ไม่ได้มีส่วนส่งเสริมให้นักศึกษาได้ดิบได้ดีในสังคมในภายภาคหน้า

6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว

7. คำขวัญใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ “แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!”

จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะผู้บริหารร่างกายในยามวิกฤติ

0 0 0 0 0

ปิดท้ายด้วยการเตือนความจำจากเทวฤทธิ์ มณีฉาย



โดย Bus Tewarit

"คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดี เพื่อขออนุญาตเผยแพร่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร "
25 พ.ย.48
ที่มา วิทยุธรรมศาสตร์ร้องขอถ่ายทอด “เมืองไทยรายสัปดาห์”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤศจิกายน 2548 04:40 น. http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000162791

"ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการกระทำของคณะนิติราษฎร์ ที่ใช้ชื่อของมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวสถาบัน"
ศิษย์เก่าและปัจจุบันของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมรวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องสถาบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกเอกสาร
31 ม.ค.55
ที่มา ศิษย์เก่าลูกแม่โดมสุดทน นัดรวมพลตะเพิดนิติราษฎร์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2555 13:30 น. http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000013855

0 0 0 0 0

เตรียมเข้าแถวรอซื้อโดยพลัน "ฟ้าเดียวกัน # 33 “จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา?”


กองทัพสมัยใหม่ของสยามนั้นกำเนิดขึ้นมาในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจที่แท้จริงคือการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรักษาความมั่นคง ของราชบัลลังก์ ดังภารกิจของทหารประจำการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมให้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองให้บรรดาทหารได้รับความร่มเย็น เป็นสุข เป็นผู้พระราชทานเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เครื่องใช้สอยให้ทหาร ดังนั้นหน้าที่ของทหารจึงต้องพร้อมที่จะพลีชีพจนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อเป็น ประโยชน์และเกียรติยศแห่งสิ่งที่รักและนับถืออยู่เสมอทุกเมื่อ”

ขณะที่กองทัพของสยามไม่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกอย่างจริงจัง นอกจากรบกับ “ศัตรูภายใน” หน้าที่หลักของกองทัพในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงความทันสมัยอวดโลกภายนอก หรือเป็น “ทหารพระราชา” นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในเวลาไม่นานเชื้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็บ่มเพาะขึ้นในกองทัพเสียเอง นั่นคือ นายทหารคณะ ร.ศ. 130 ซึ่งเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ก้าวสู่ภาวะ “ศรีวิลัย” ซึ่ง “ราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่น” แม้ว่าจะล้มเหลว แต่อีก 20 ปีต่อมา นายทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรกระทำการยึดอำนาจจากกษัตริย์ และประกาศกลางพระนครว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”

ช่วงเวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ทหารได้เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ปกป้องระบอบใหม่ของคณะราษฎรจากการโต้กลับของคณะเจ้า แต่ภารกิจดังกล่าวก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเมืองยุคคณะราษฎร เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง (เครือข่าย) สถาบันกษัตริย์กับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก

2 วันหลังรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ เอกราช ได้พาดหัวข่าวว่า “ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว” โดย พล.ท. กาจ กาจสงคราม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาส่งโทรเลขลับรายงานแผนการไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนรัฐประหาร

การ รัฐประหาร 2490 นำไปสู่การฟื้นฟูอำนาจทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ผู้นำกองทัพกลายเป็น “ขุนศึก” ซึ่งสามารถขึ้นมาเป็นผู้ปกครองและตัวแสดงที่มีฐานอำนาจทางการเมืองและ เศรษฐกิจเป็นของตนเองในเวลาต่อมา

ถึงยุคสงครามเย็น คอมมิวนิสต์กลายเป็นศัตรูหลักที่คุกคามความมั่นคงของชาติ ด้วยการสนับสนุนจากมหามิตรอเมริกัน อำนาจและบทบาททางการเมืองของทหารขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ในฐานะหุ้นส่วนและแหล่งอ้างอิง ความชอบธรรมของกองทัพ

ในระหว่างการทำสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ กองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังได้ขยายบทบาทไปทำงาน “พัฒนา” ในฐานะเป็นยุทธวิธีสู้กับภัยคุกคามในชนบท และภายหลังได้หันมาใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นยุทธวิธีในการสู้กับคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของนโยบาย 66/2523

หลังสงครามเย็นยุติลง ดูเหมือนภารกิจของกองทัพจะไม่มีความชัดเจน ขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของตนก็ถูกลดทอนลงตามลำดับ แม้ผู้นำทหารจะก่อการรัฐประหารอีกในปี 2534 แต่ก็ต้องล่าถอยไปอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางให้แก่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย

แต่แล้ว เมื่อการเมืองในระบบการเลือกตั้งเข้มแข็งขึ้นจนท้าทายเครือข่ายอำนาจเก่าที่ รวมศูนย์อยู่ที่สถาบันกษัตริย์ กองทัพจึงหวนคืนสู่เวทีการเมืองเต็มตัวอีกครั้งในฐานะ “ทหารของพระราชา” กระทั่งก่อการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อรักษา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จนนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยืดเยื้อและลงลึกถึงราก

ปัจจุบัน แม้กองทัพจะได้มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ถูกท้าทายมากขึ้น รวมถึงสถาบันกษัตริย์ที่เป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพก็ถูกตั้ง คำถามด้วยเช่นกัน

ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมใหม่ทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้จัดวางบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของกองทัพเสียใหม่ด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับ (รัฐบาล) พลเรือน ดูเหมือนว่ากองทัพไทยจะยังคงยึดมั่นกับบทบาทการเป็น “ทหารพระราชา” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่สำนึกประชาธิปไตย สำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนลงลึกถึงระดับรากหญ้าในขณะนี้ แต่กองทัพไทยที่เริ่มต้นจากการเป็น “ทหารพระราชา” จะยินดีที่จะเป็น “ทหารพระราชา” อยู่เช่นเดิม

สิ่งที่น่าตระหนักคือไม่เพียงแต่สำนึกทางการเมืองของกองทัพกลับย้อนไปสู่ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอใจอยู่กับการเป็น “ทหารของพระราชา” เท่านั้น แต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะแหล่งอ้างอิงความชอบธรรม ก็อาจจะพอใจที่จะให้กองทัพดำรงสถานะเช่นนี้ตลอดไป ราวกับว่า 80 ปีของปฏิวัติสยาม ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย



แถลงเกรียนโหดสัดส่งมาโปรดแด่ผู้บริหารมธ.:แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!

ภาพโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)


อ่าน "แถลงเกรียนชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกรณีมาตรา 112" แล้วก็เห็นว่าสมควรจะช่วยเผยแพร่เพื่อให้ข้อความนั้นไปถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้รีบตอบสนองต่อแถลงการณ์โดยพลัน โดยเฉพาะ ข้อเรียกร้องมาตรา 6 เราอ่านแล้ว เราชอบมาก

"6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว"


โดย ชัชชวย คนทน
31 มกราคม 2555


สืบเนื่องจากที่คณะผู้บริหารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกรณีมาตรา 112 เพราะเกรงว่าสังคมภายนอกจะเข้าใจผิดคิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันทรงเกียรติจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ อีกทั้งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังถือเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่อาจนำมาซึ่งความรุนแรง เพราะเป็นการแสดงความคิดต่างทางการเมือง

การประกาศดังกล่าวมีนัยยะเป็นการประกาศมาตรฐานใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งทางคณะผู้บริหารฯ คาดว่าจะมีนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เนื่องจากนักศึกษามักจะมีความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตนเองสูงจนเกินควร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการชี้แจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้นักศึกษามีความสำนึกในเจตนารมณ์ใหม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังต่อไปนี้

1. มหาวิทยาลัยขอประกาศยกเลิกการรำลึก ฟื้นฟูสถานะ ตลอดจนอ้างอิงถึงผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ และอาจาร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ด้วยเกรงว่านักศึกษาจะยึดเอาคุณธรรมและความกล้าหาญของบุคคลทั้งสองเป็นเยี่ยงอย่าง

2. ขอประกาศยกเลิกวันงานธรรมศาสตร์สามัคคี เพราะการเดินขบวนของนักศึกษาเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหารเมื่อ พ.ศ. 2494 เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งตามมาตรฐานใหม่ เนื่องจากเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ในทางกลับกัน ในภาวะสุ่มเสี่ยงทางการเมืองเช่นนี้นั้น ทางเลือกเดียวที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยได้ ย่อมต้องอาศัยการรักษาความปลอดภัยโดยทหาร

3. เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอประกาศและยืนยันใหม่ว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของนักศึกษาบางส่วนกับประชาชนภายนอกที่รู้เท่าไม่ถึงการ ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในพื้นที่สาธารณะ จนก่อให้เกิดความรุนแรง และบาดเจ็บล้มตายในท้ายที่สุด

4. เช่นเดียวกับข้อ 3 ในกรณี 6 ตุลา 2519 ให้ถือเป็นความผิดพลาดของผู้บริหารในยุคนั้นที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงทำให้ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจออกคำสั่งห้ามนักศึกษาใช้สถานที่

5. สืบเนื่องจากข้อ 2, 3, และ 4 ทางคณะผู้บริหารจึงห้ามจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองของมหาวิทยาลัย เพราะทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเหตุการณ์เหลวไหลไร้สาระ ไม่ได้มีส่วนส่งเสริมให้นักศึกษาได้ดิบได้ดีในสังคมในภายภาคหน้า

6. ต่อจากนี้ไปหากนักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองให้นักศึกษาไปแสดงออกในห้องส้วมขณะขับถ่าย โดยสามารถขีดเขียนฝาผนังได้ตามใจชอบ ทางมหาวิทยาลัยจะได้จัดปากกาเคมีชนิดลบไม่ออกให้อย่างพอเพียงทุกตารางนิ้ว

7. คำขวัญใหม่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือ “แม้โลกนี้จะมีเสรีภาพ แต่ธรรมศาสตร์ไม่เกี่ยวข้อง!”

จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะผู้บริหารร่างกายในยามวิกฤติ

วันจันทร์, มกราคม 30, 2555

ตอบโต้ทันควันต่อการ "ปิดฉากแล้ว'ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว' ต่อไปนี้เป็นสถานที่ราชการห้ามเข้า(เฉพาะพวกแก้112)"

แถลงการณ์คัดค้านการปิดกั้นเสรีภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สืบเนื่องจากสเตตัสล่าสุดของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ในเฟสบุ๊ก ใจความว่าด้วยเรื่องของการจะห้ามใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการเคลื่อนไหวทางความคิดและการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพทางวิชาการ ในมหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันโดดเด่นว่า เสรีภาพทุกตารางนิ้ว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นผลผลิตของคณะราษฎรที่จะมุ่งหวังในการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย มหาวิทยาลัยผ่านประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองมาโดยตลอดตั้งแต่ ขบวนการ11ตุลาคม2494 ในการเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากจอมพล ป., ขบวนการ14ตุลา 2516, ขบวนการ 6ตุลา2519, ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นพื้นที่สาธารณะในการส่งเสริมความคิดทางการเมือง และประชาธิปไตย การเปิดให้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่แหลมคมควรจะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยพึงกระทำโดยไม่มีการกีดกันและคัดค้าน คงจะมิเป็นการกล่าวเกินจริงว่าพื้นที่ทางวิชาการที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่มติเอกฉันท์ของผู้บริหารเพียงไม่กี่คนนำมาซึ่งการทำลายเสรีภาพในมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง การจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวกรณีมาตรา112 เป็นการปิดกั้น ปิดปาก นักศึกษาและประชาชน ผู้กระหายในเสรีภาพทางวิชาการและความถูกต้อง เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของผู้ประศาสน์การที่มีความมุ่งหวังว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเป็น “ บ่อบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพ ของการศึกษา.”

นักศึกษา, คณาจารย์, ศิษย์เก่า แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประชาชนผู้รักในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารทั้งหลายที่ลงมติในการไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกรณีการแก้ไขมาตรา112 กลับไปทบทวนว่าความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่การก่อตั้งในปี พ.ศ. 2478 เป็นต้นมา เป็นพื้นที่ที่ยอมรับความหลากหลายทางความคิดและเปิดกว้างให้มีการใช้เพื่อพูดคุย ถกเถียง ประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่เคยมีครั้งไหนนอกจากยุคเผด็จการที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีนโยบายปิดกันไม่ให้นักศึกษาและอาจารย์แสดงเสรีภาพทางความคิด

เราขอเรียกร้องให้ผู้บริหารยกเลิกมติข้างต้น หากมหาวิทยาลัยยังมีคำขวัญที่ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” อธิการบดีและผู้บริหารมหาวิยาลัยควรจะเห็นถึงความสำคัญของธรรมศาสตร์ในการเป็นพื้นที่สำคัญในการทำให้ความขัดแย้งบรรเทาลงและยอมให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เปิดที่สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม การเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงอย่างเปิดกว้างอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ด้วยความเคารพ

รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/ นักศึกษาชั้นปีที่3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ อดีตสมาชิกสภานักศึกษาและศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2544 - 2548)
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์
จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
เพียงคำ ประดับความ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จีรนุช เปรมชัยพร อดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รหัส 29
ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อดีตกรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2553-2554)
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา รหัส 256280
บริภัทร ตั้งเสรีกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกปรัชญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (class of 2013)
ศรวิษฐ์ โตวิวิชญ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พัชรี แซ่เอี้ยว อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ รหัส48
สุเจน กรรพฤทธิ์ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ รหัส 43
พันธุ์ภูมิ ผุดผ่อง กรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2554-2555)
ธันย์ ฤทธิพันธ์ ประชาชน
ภูริพัศ เมธธนากุล มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คุปต์ พันธ์หินกอง อดีตนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์
พันธกานต์ ตงฉิน อดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รหัส 48
อนุธีร์ เดชเทวพร อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 49, อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551-2552, อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2552-2553
วันเพ็ญ ก้อนคำ/ ประชาชน
น้ําฝน ลิ่วเวหา วารสารศาสตร์48
รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร (นิรันดร์ สุขวัจน์ มธ 159101) / ลาออกปีการศึกษา 2519 "รัฐศาสตร์ ทฤษฎีและปรัชญาการเมือง"
นุชจรีย์ วิริยางกูรภาพ อดีตนักศึกษาคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี
วรวิทย์ ไชยทอง ภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬา ฯ
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล /ประชาชน
พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รหัส 46
ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์, นิสิตเกษตรศาสตร์, รหัส ๒๕๒๕
พิศาล ธรรมวิเศษ ชาวบ้าน
ศิรดา วรสาร อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 50
ธนุต มโนรัตน์ รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
เทพวุธ บัวทุม คนไท
มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม ราษฎร
สุเทพ ศิริวาโภ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น/ประชาชน
นายนิคม โชติพันธ์ ประชาชน
ธนพล พงศ์อธิโมกข์ CCP/ประชาชน
อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วรัญญา เกื้อนุ่น รหัส 37 คณะนิติศาสตร์ มธ
วรรษชล ศิริจันทนันท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิวัฒน์ วัฒนพงษ์ อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 49
สุริยัน สินธทียากร ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ คณะเศรฐศาสตร์ รุ่น 24
ศิริวุฒิ บุญชื่น SEAS, ศิลปศาสตร์ '46
นวภู แซ่ตั้ง นักศึกษาปริญญาตรี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
วีระพันธุ์ ตรีรัตน์พันธุ์ ราษฎร
ธนากร ปัสนานนท์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี3
อาดีช วารีกูล รัฐศาตร์การเมืองการปกครองม.รามและมานุษยวิทยาสาขาไทยคดีศึกษาปริญญาโท ม.ทักษิณ สงขลา
นครินทร์ วิศิษฎ์สิน บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พีระพล เวียงคำ นักกิจกรรม, นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ รหัส 4903610147,อดีตอุปนายกฯ อมธ.ปี 2551-2552
ประวิทย์ พันสว่าง นักเขียน ชาวบ้าน
แวววิศาข์ ณ สงขลา นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
ราชาวดี สิริโยธิน อักษรศาสตร์ จุฬา ฯ เกียรตินิยม
สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นักศึกษา ป.โท คณะนิติศาสตร์ รหัส 2551
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ศิลปินอิสระ
วินัย ผลเจริญ อดีตนักศึกษาปริญญาโทคณะศิลปศาสตร์ และปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พลิศ ลักขณานุรักษ์ อดีตกรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2553-2554)
สิทธา แสนสมบูรณ์สุขนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาเยอรมัน รหัส53
นาย พิเศษ นภาชัยเทพ ราษฎร
ยศวัฒน์ ปานโต ประชาชนคนไทยที่ไม่ได้จบธรรมศาสตร์ แต่รู้จักธรรมศาสตร์จากสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาในการแสดงออก และปรารถนาให้ธรรมศาสตร์มียึดมั่นในอุดมการณ์ในสิทธิเสรีภาพของการแสดงออก
ประชาเลิศ แซ่เจ็ง ม.รามคำแหง
พัธรพงศ์ เลิศปัญญาธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประภาภูมิ เอี่ยมสม นักศึกษาชั้นปีที่2 คณะมนุษยศาสตร์ เอกอังกฤษ สถาบันการศึกษานานาชาติ ม.รามคำแหง ผุ้ซึ่งเคยชื่นชมมธ.ในฐานะมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนการแสดงออกทางการเมือง
ก้าวหน้า เสาวกุล ศิลปศาสตรบัณฑิต มธ. รหัส 47
นางกนกวรรณ เกิดผลานันท์ (นางสาวกนกวรรณ โยธาทิพย์) ศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัสนักศึกษา 3207610746
ธนพล ฟักสุมณฑา
อนุพันธุ์ หงษาชัย รัฐศาสตร์บัณฑิต ม. รามคำแหง ผู้เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักอย่างแท้จริง
อิทธิพล โคตะมี
อชิรวิชญ์ อันธพันธ์
วรยุทธ ยอดบุญ นิสิตปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พรเทพ กมลเพชร เศรษฐศาสตร์บัณฑิต รหัส 48
ปองภพ บูรพกิจลาภา นักศึกษาปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ลิขิต เครือบุญมา ศิลปศาสตร์ ปี2
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ราษฎร
เกศริน เตียวสกุล นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์รหัส ๒๐
ชัยพฤกษ์ พัฒน์ดำรงจิตร
คมลักษณ์ ไชยยะ บัณฑิตอาสาสมัคร ม.ธรรมศาสตร์รุ่น 32
ดร.อิสราภรณ์ พิศสะอาด
ลงชื่อค่ะ นารีรัตน์ นิลพิศุทธิ์ บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ณัฐญา เกิดเพชร,วารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์
แคน อุดมเจริญชัยกิจ ธรรมศาสตร์ รหัส52
วีระ หวังสัจจะโชค รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
อรุณี พูลสวัสดิ์ ประชาชน
ตันติกร เตริยาภิรมย์ บัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
เธนศก์ ล้ำเลิศ / ราษฎร
วสวัตติ์ เถื่อนคำ ประชาชน

0 0 0 0 0



ปิดฉากแล้ว'ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว' ต่อไปนี้เป็นสถานที่ราชการห้ามเข้า(เฉพาะพวกแก้112)"


เข้าพบสวัสดีปีใหม่ท่านอดีตนายกสภาสุเมธ ตันติเวชกุล ( สถานะบนเฟซบุ๊ค Somkit Lertpaithoon-สมคิด เลิศไพฑูรย์๋ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว)


ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัย
คณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัยหรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้ (สถานะบนเฟซบุ๊คของสมคิดเมื่อ 48 นาที่แล้ว)


เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-อุ๊ยตาย!โดนจับได้อายจัง กร่างเป็นนิติมธ.2501ไล่นิติราษฎร์พ้นธรรมศาสตร์ ที่แท้เป็นลิ่วล้อเผด็จการ

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน:มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง

ณ ที่แห่งนั้น เราจะไม่มีน้ำตา



30 มกราคม 2555
โดย เก้อ น่ะ

----------------
เชิงอรรถออกแบบ
----------------

1. มิได้สนับสนุนลัทธิยึดถือตัวบุคคล สิ่งที่กล่าวถึงคือสัญลักษณ์แทน"ความคิด"ชนิดหนึ่ง ผ่านบุคคลๆหนึ่งเท่านั้น ความจำเป็นในการใช้บุคคลแทนความคิดเป็นข้อจำกัดทั่วไปของการออกแบบเพื่อการสื่อสารกับคนหมู่มาก

2. ชาติ คือชุมชนจินตกรรม(Imagined Community - อ.เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน) เราสร้างจินตนาการในขอบเขตพื้นที่ของรัฐดังที่ปรากฏในรูปของแผนที่ เรายึดถือบางสิ่งเป็นคุณค่าสูงสุดร่วมกัน กร่อนความหลากหลายทั้งมวลสู่คุณค่าส่วนกลางที่รัฐยึดถือ เรามีชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และค่านิยมประกอบอื่นๆที่ก่อความเป็นชาติขึ้น และเป็นความจริงสูงสุดที่ชีวิตสมาชิกในรัฐนั้นยึดถือ(รวมถึงควบคุมสมาชิกรัฐด้วยวิธีดังกล่าว ในนามระเบียบของสังคม)

แต่แค่เพียงเราก้าวเท้าข้ามเขตพื้นที่บนเปลือกโลกของรัฐเราออกไป ความจริงสูงสุดก็จะเป็นอื่น ก้าวเท้าเพียง 1 ก้าวข้ามไปที่ลาว มาเลเซีย ฯลฯ ความจริงสูงสุดก็จะไม่เหมือนที่เราเชื่อแล้ว

3. ทั้งหมดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในชุมชนจินตกรรมนี้ ซึ่งอาจเหมาะสมกับความเป็นจริงในบริบทของสังคมและปัจจัยในช่วงเวลานั้นๆ (และเราก็ยังควรที่จะต้องตั้งคำถามและตรวจสอบย้อนกลับไปได้อีกเช่นกัน ว่าเหมาะสมจริงหรือไม่อย่างไร)

4. เราสามารถสร้างจินตนาการใหม่ได้เรื่อยๆ ขยายขอบเขตคุณค่าเหล่านั้นให้กว้างขวางออกไปได้เรื่อยๆ เพราะยิ่งกว้างขวางเท่าไหร่ สังคมยิ่งมีทางเลือกในการปรับตัวให้เข้ากับพัฒนาการของโลกมากเท่านั้น รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบระหว่างความคิดต่างๆในสังคมเองก็จะมีมากขึ้น ทั้งหมดเพื่อนำพาสังคมไปในทิศทางบวก -เราสามารถจินตนาการให้เป็นอะไรได้ทั้งนั้น-

5. คุณค่าที่ควรยึดถือขึ้นกับปัจจัยในสังคมนั้นๆก็จริง แต่ถ้าความจริงใดครอบครองสถานะสัจธรรมสูงสุดเฉพาะพื้นที่บนเปลือกโลกขอบเขตรัฐนั้นๆ เป็นไปได้ว่าจินตนาการชนิดนั้นอาจคับแคบและขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ ...จินตนาการที่ยิ่งห่างไกลจากธรรมชาติของมนุษย์อันเป็นสากลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะฉุดรั้งเราไว้มากเท่านั้น เมื่อโลกเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

6. และนี่คืออีกจินตนาการหนึ่ง...

สำนักงานออกแบบเพื่อชีวิต
ออกแบบไว้ ณ วันที่ 22 มกราคม 2555

ช็อตเด็ดวิวาทะมาตราร้อน

แย่งกันจงรักภักดี..เสด็จพี่-พร้อมพงศ์ โฆษกเพื่อไทย ผนึกมืิอติ่ง-มัลลิกา รองโฆษกปชป. ที่DSI โดยรายแรกไปเร่งรัดให้ปราบพวกโพสต์ข้อความหมิ่นตามเน็ตและโซเชียล เน็ตเวิร์ค ฝ่ายหลังไปจี้ให้เอาผิดรัฐบาล ฐานจับเว็บหมิ่นฯช้า เป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่











ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ให้สัมภาษณ์กรณีนิติราษฎร์เสนอแก้ไขมาตรา 112

อุ๊ยตาย!โดนจับได้อายจัง กร่างเป็นนิติมธ.2501ไล่นิติราษฎร์พ้นธรรมศาสตร์ ที่แท้เป็นลิ่วล้อเผด็จการ


นายสุชาติ สหัสโชติ ที่อ้างตัวเป็นเป็นประธานชมรมนิติมธ.2501 ขับไล่คณะนิติราษฎร์พ้นจากการเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ ที่แท้เป็นลิ่วล้อเผด็จการ เคยได้ปูนบำเหน็จเป็น สสร. สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกวุฒิสภาลากตั้ง ยุคคมช.หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ

นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นศิษย์้เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รุ่นพ.ศ.2501ด้วย ในวันที่นายสุชาติออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นิติราษฎร์ นายชวนก็ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นคอหอยลูกกระเดือกรับลูกกันเป็นทอดๆ (ดูข่าวประกอบ)

นิติมธ.01 จี้ปลดอาจารย์ "นิติราษฎร์" ร้องอธิการบดีห้ามใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่รณรงค์แก้ม.112

ชมรมนิติ มธ. 01 นำโดยนายสุเทพ นิรันดร และนายสุชาติ สหัสโชติ ประธานชมรมชมรมนิติ มธ. 01 ได้ออกแถลงการณ์และทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ดำเนินการห้ามไม่ให้มีการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย ในการรณรงค์ยกเลิกหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ที่จาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเรียกร้องให้กลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ และคณะอื่นอีกบางคณะยุติการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ทันที เพื่อไม่ให้นักศึกษารับความคิดมาเป็นแบบอย่าง พร้อมกับให้มีการดำเนินการสอบสวน เพื่อลงโทษทางวินัยกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ หลังแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ไม่นิยมเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

นายชวน หลีกภัย หนึ่งในรุ่นนิติ มธ.01 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนมีจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว รณรงค์ยกเลิก หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ แม้กลุ่มนิติราษฎร์จะมีสิทธิเสนอความเห็นทางวิชาการได้ แต่การแก้ไขแก้ไขจะต้องดำเนินการผ่านรัฐสภา โดยเรื่องดังกล่าวไม่มีทางการผ่านสภาฯ ได้แน่นอน

สนทนากับทักษิณ “ผู้ต้องสงสัย” แห่งประเทศไทย


โดย ทอม เพลท
ที่มา เจแปน ไทม์

พากย์ไทยโดยไทยอีนิวส์

หมายเหตุไทยอีนิวส์: บทสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “Conversations with Thaksin: From Exile to Deliverance”, ซึ่งเป็นซีรี่หนึ่งของ Tom Plate’s “Giants of Asia” series.


รัฐประหารที่เขย่าขวัญ: “สถานการณ์ไม่ค่อยดี”


ดูไบ – “มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา” รัฐมนตรีระดับสูงคนหนึ่งบอกกับท่าน “เรามีเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะลงมือ” รัฐมนตรีอีกคนหนึ่งกล่าว “เวลาเราเหลือไม่กี่วัน”

ก่อนที่วันที่ ๑๗ กย. ๒๕๔๙ จะมาถึง ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แม้แต่ทักษิณขณะที่รอที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในนามของประเทศต่อที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ก็ยังกระสับกระส่าย “ผมคิดว่าคุณถูก” เขากล่าวกับผู้ร่วมงาน “ผมควรจะกลับไป สถานการณ์ไม่ดี”

แต่ทุกอย่างได้สายไปเสียแล้ว

ที่กรุงเทพฯ ในตอนเช้าตรู่ของวันอังคารที่ ๑๙ กย. ๒๕๔๙ อากาศร้อนอบอ้าว ผู้คนรู้แล้วว่ามีอะไรไม่ปกติ

เวลาประมาณ ๒ ทุ่มของคืนนั้น การรัฐประหารกำลังดำเนินไปอย่างเต็มพลัง

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารบ่อยครั้ง แต่การเข็นรถถังออกมายังท้องถนนครั้งนี้ ห่างจากครั้งก่อนหลายปี เวลา ๔ ทุ่ม กองกำลังทหารได้โอบล้อมทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รุ่งอรุณ กองกำลังทหารได้ปิดล็อคจุดสำคัญ ตั้งป้อมตรวจค้นรถที่เดินทางตามถนนราชดำเนิน

เวลา ๙.๑๖ นาฬิกาของวันถัดไป คณะรัฐประหารออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ การรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ในแถลงการณ์กล่าวว่าทักษิณ “ได้สร้างความขัดแย้งแบ่งฝ่ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน, การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวาง, หน่วยงานอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหา ถ้าปล่อยให้รัฐบาลทักษิณปกครองบ้านเมืองต่อไป จะทำให้ประเทศเสียหาย และพวกเขายังมีพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระ มหากษัตริย์ ดังนั้นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขจึงทำการยึดอำนาจ”

และนั่นคือวิธีที่ทำให้วาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสิ้นสุด ลง โดยการใช้รถถัง ในความเป็นจริงแล้วการรัฐประหารครั้งนี้ไม่มีความรุนแรงที่ร้ายแรง คนไทยจำนวนมากอยู่ในบ้าน และรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเพราะสถานีโทรทัศน์หยุดการถ่ายทอดโปรแกรมตามปกติ แต่เปิดเพลงรักชาติ

กระสุนไม่ได้ถูกยิงแม้แต่นัดเดียว ไม่มีใครตาย มันเป็นการรัฐประหารที่เงียบเชียบมาก

ตอนจบแล้วก็ยังเงียบ... ยกเว้นอาชีพทางการเมืองของนายกทักษิณที่ถูกทำให้จบลงแต่ยังมีเสียงคึกโครม ดังเหมือนเสียงรถถังที่วิ่งบดตามท้องถนน

ในบ่ายวันนั้น ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด เห็นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทักษิณจบแน่
อย่างน้อย ผู้นำรัฐประหารคิดเช่นนั้น

ความขัดแย้งของทักษิณ: “ครอบครัวของผมมีความปราถนาดี”

ทักษิณพูดว่า “ตอนนั้นผมโกรธมาก...เต็มไปด้วยความโกรธ และการที่ผมเป็นคนโกรธง่าย มันโชว์ให้ทุกคนเห็นว่า ผมเป็นคนโกรธง่ายเกินไป” เขาพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“นี่คือคุณลักษณะที่ไม่ดีของผม ส่วนดีของผมคือคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเมื่อใดผมไม่สามารถรับเพรสเชอร์ได้ ผมจะโกรธ”

นี่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เขารู้สึกเสียใจกับการที่มีอารมณ์เช่นนี้


ฉันถาม: “ตอนนี้เขาบอกว่าศาลไทยได้ฟ้องร้องคุณ คุณทักษิณ ขณะที่คุณไม่ได้อยู่ในประเทศ กรณีบทบาทของคุณที่ยั่วเย้าให้เกิดการประท้วง คุณเคยถูกฟ้องร้องจากศาลไทยบ้างหรือเปล่า?”

“ไม่เคย ผมไม่เคยถูกฟ้องร้องเรื่องนี้ ผมถูกฟ้องร้องเรื่องคดีที่ดิน”

“คดีที่ดินของภรรยาคุณเมื่อปี ๒๕๔๖?”

“ครับ ภรรยาผมชนะการประมูลซื้อที่ดินสาธารณะที่มาจากสมัยวิกฤตการณ์ทางการเงิน”

“โอเค”

“ซึ่งเปิดให้ทุกคน ต่อมาพวกเขาบอกว่า โอ เธอเป็นภรรยาของนายกฯ เธอต้องโกง ตอนหลังศาลพิพากษาตัดสินให้คดีนี้เป็นโมฆะ คืนเงินให้ภรรรยาผมแต่ยังไม่ยอมปล่อยผมจากคำพิพากษา”

“คุณถูกกล่าวหา และถูกพิพากษาขณะที่ไม่อยู่ในเมืองไทยด้วยข้อหาอะไร?”
(การที่สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกับคดีคอรัปชั่นนั้น ไม่ถูกต้อง)

“พวกเขาบอกว่าผมทำผิดกฏหมายที่ว่าด้วยสมาชิกคณะรัฐมนตรีห้ามมีส่วนร่วมเป็น คู่สัญญากับรัฐ เจตนาของกฏหมายคือห้ามพวกเราไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่แฟร์ในสัญญาหรือ สัมปทานใด ๆที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ แต่ข้อกล่าวหานี้มาจากการประมูลซื้อที่ดินที่กองทุนพื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ซื้อต่อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่มีปัญหา ซึ่งที่ดินเหล่านี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล”

“และภรรยาของคุณซื้อในนามของเธอเอง?”

ในความเป็นจริง การซื้อขายนี้ ซื้ออย่างซื่อตรง เธอไม่ได้ซ่อนอะไร เธอเซ็นต์เช็ค ๒๔ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปิดไม่ได้ เงินจำนวนมากเช่นนี้อาจทำให้คนอิจฉา

ทักษิณตอบต่อ “ไม่หรอก ถ้าเธอต้องการปกปิด เธอสามารถใช้ชื่อคนอื่นเป็นตัวแทน หรือใช้ชื่บริษัท”

“แต่เธอไม่ได้ทำ เธออาจจะทำถ้าเธอต้องการปกปิด ดังนั้นถ้าผิดอย่างเลวร้ายที่สุดก็เป็นเรื่องทางเท็คนิค”
เขาพยักหน้า

“ตอนนี้ มีคนเขียนว่าคุณถูกศาลตัดสินคดีคอรัปชั่นอื่น ๆอีกขณะที่ลี้ภัยนอกประเทศ”

“ไม่มี พวกเขากล่าวหา เป็นข้อกล่าวหา”

“ที่ตัดสินแล้วมีคดีเดียว คดีที่ดิน”

“คดีเดียว คดีเดียวเท่านั้น”

มันเป็นการยากที่จะบอกว่าทักษิณเป็นผู้ร้ายทางการเมืองที่เลวร้ายของโลก เพียงแค่เป็นจำเลยคดีที่ดิน ในความเป็นจริง เขาไม่มีชื่อติดอยู่ในหมายจับใดๆ ขององกรณ์ตำรวจสากล

แน่นอน ยังมีข้อกล่าวหาอีกหลายข้อหา ซึ่งยากที่จะบอกว่ามาจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบเขาฝ่ายเดียว

“ยกตัวอย่างเรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ ถ้าคุณรู้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหาย คุณจะทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมหรือเปล่าในวันนี้?”

การซื้อขายขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในปี ๒๕๔๙ เป็นเรื่องการขายหุ้นจำนวนมหาศาลของเขาในบริษัทด้านสื่อสารโทรคมนาคมของไทย กับสิงคโปร์เทเลคอม มันเป็นรายการขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยจำนวนมากมีความรู้สึกไม่พอใจ ดูเหมือนเป็นการขายความมั่นคงของการสื่อสารแห่งชาติให้กับต่างชาติ ชาติใดก็ได้ที่ยอมจ่ายค่าประมูลสูงสุด และการซื้อขายนี้ถูกนักวิจารณ์พบว่าเป็นการทำธุรกรรมแบบทักษิณ คือ ให้หลีกเลี่ยงภาษี

แม้ว่าการจัดการนี้จะถูกต้องตามกฏหมาย แต่มันสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีจากนายกรัฐมนตรีที่ร่ำรวย

ทักษิณฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ และตอบว่า “พวกเราทุกคนในครอบครัวผมมีความปราถนาดี ลูกๆมาหาผมและบอกว่า ‘คุณพ่อกำลังถูกโจมตีเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ ถ้าเราขายหุ้นของบริษัท และคุณพ่อไม่มีบทบาทในการบริหารแล้ว คุณพ่อคงไม่ถูกโจมตีอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการขายหุ้นนี้อาจจะเป็นผลดีกับเรา’ ดังนั้นพวกเราตกลงที่จะขาย แต่ด้วยเหตุที่ศัตรูของผมต้องการที่จะจัดการผม ความตั้งใจดีที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของผลประโยชน์ถูกนำมาโจมตี ถ้าผมรู้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความยุ่งยากมากมายเช่นนี้ ผมคงแนะนำเขา ‘นี่ เธอเก็บไว้เองเถอะ และนี่เธอเก็บส่วนนี้ให้ฉัน ฉันไม่ต้องการยุ่งกับมัน’ แต่เนื่องจากเรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมจะไม่เสียใจกับมันต่อไป มันจบแล้ว”

ถึงแม้ว่าคำอธิบายนี้จะดูจริงใจ แต่อาจจะมองได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมสำหรับบุรุษที่มีความทะเยอทะยาน ที่จะให้ประเทศไทยขึ้นติดอยู่บนแผนที่โลกเพื่อให้เขากลายเป็นรัฐบุรุษของโลก คนหนึ่ง ยอดสุทธิของเรื่องชินคอร์ปสำหรับผู้ที่เริ่มฟังเรื่องนี้ คือบางครั้งมันทำให้ทักษิณเป็น “ผู้น่าสงสัย” (prime suspect) พอๆกับการเป็น prime minister (นายกรัฐมนตรี)

บางทีมันเป็นความจริงที่ว่าบ่อเกิดของการไม่ได้รับความเป็นธรรม เกิดจากการดำรงพฤติกรรมเช่นเดิมของเขา ซึ่งศัตรูของเขาใช้ป้ายสีว่าเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างสม่ำเสมอ แม้ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เขายังคงทำงานอย่างนักธุรกิจ สิ่งซึ่งนักวิจารณ์ คนไทยจำนวนมาก รวมทั้งผู้สังเกตการณ์ภายนอก เห็นว่าเขารับเอารูบแบบ

“ซีอีโอ โมเดล” มาใช้มากเกินไป

และฉันสงสัยว่าว่าเขาจะตอบเช่นไรกับคำถาม “คุณคิดว่าวงการใหนโหดกว่ากันระหว่างธุรกิจกับการเมือง? หรือมันพอ ๆกัน? หรือไม่สามารถตอบได้?”

คำตอบเขา: “ในแวดวงธุรกิจมีกฏระเบียบการเล่นที่ชัดเจนที่ทุกคนเคารพยอมรับ แต่ในการเมืองโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยปลอม กฎระเบียบยังไม่ได้รับการเคารพยอมรับ และกรรมการผู้ตัดสินไม่เคยมีความยุติธรรม”

คนรวย คนจน: “ผมรักที่จะแก้ปัญหาให้คน”

“ตามที่ผมเข้าใจความคิดของคุณ คุณเชื่อว่าปัญหาความยากจนสามารถทำให้ลดน้อยลงได้อย่างมาก หากไม่สามารถกำจัดมันให้หมด นี่เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ?”

เขาพยักหน้า

“คุณรู้ใหมว่าคุณปู่ผมเคยพูดว่า ‘ความยากจนจะอยู่ตลอดไป’ แต่คุณเป็นคนมองเรื่องนี้ในแง่ดี เพราะเหตุใด?”

ทักษิณตอบว่า “ลองคิดถึงคนจนที่เกิดในชนบท ที่พ่อแม่เขาก็ยากจน มันไม่จำเป็นที่ลูกหลานเขาในรุ่นต่อไปที่จะต้องยากจนตามไปด้วย ถ้าเขาถูกเลี้ยงดูด้วยสภาพสังคมที่ดีกว่าในสมัยของพ่อแม่ หรือไม่ก็พ่อแม่เขาสามารถเลี้ยงดูให้ดีกว่าสมัยปู่ย่าของเขา สภาพเขาก็จะดีขึ้น ผลของโภชนาการที่ดี การศึกษาที่ดี และโอกาสที่ดีมีผลมหาศาล

“แต่มันต้องใช้เงิน”

เขาพยักหน้า “ครับ ต้องใช้เงิน แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องได้เงินมาก คุณไม่จำเป็นต้องให้เงินครอบครัวละ ๑ ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้เขาร่ำรวย และเราไม่ต้องการให้เขาเป็นคนรวยอย่างง่าย ๆเช่นนั้น เราต้องการให้เขาสามารถหายใจและเจริญได้ แต่ในขณะนี้ที่เมืองไทยเขากำลังจมน้ำตาย ถ้าเราสามารถไปถีงเขาพยุงหัวให้สูงให้เขาหายใจ เขาก็จะหาทางว่ายกลับถึงฝั่งเอง เมื่อเขามีแรงแล้ว เขาจะใช้แรงของตัวเอง เขาจะไม่ยอมจมน้ำอีก เพราะเขารู้แล้วว่าการจมน้ำหายใจไม่ออกเป็นอย่างไรทรมาณแค่ใหน”

การพูดเรื่องนี้แบบไม่ต้องหายใจแสดงถึงความเชื่อมัน่ในเรื่องนี้ของทักษิณ

เขาขยับตัวแล้วกล่าวต่อ “ด้วยการช่วยพวกเขา มันไม่ใช่เหมือนกับว่าเราให้เขาทุกอย่างอย่างเปล่า ๆ ตอนนี้

เขาเหมือนผู้ป่วยพวกเขาไม่แข็งแรงแล้วเราจะให้เขาแบกน้ำหนักที่หนัก อึ้งทำไม รัฐบาลตัวโตกว่าสามารถที่จะรับน้ำหนักแทนเขาได้ระยะหนึ่ง เมื่อเขาแข็งแรงแล้วเราก็คืนน้ำหนักไป”

นี่คือประเด็นที่ทักษิณคิดเรื่องคนจน: พยายามช่วยเหลืออย่างเป็นขั้นตอนจะมีผลระยะยาว เช่นการให้เด็กที่ไม่มีปัญญาซื้อคอมพิวเตอร์แทปเบล็ต

ทักษิณบอกว่า “คุณต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคคนรากหญ้า คุณต้องช่วยให้ชนบทเจริญขึ้น ถ้าคุณจะยกภาคใดภาคหนึ่งให้สูงขึ้นที่สามารถทำให้อีกภาคหนึ่งสูงตาม ไม่ใช่เฉพาะบางส่วนของเศรษฐกิจ คุณต้องยกจากด้านล่างสุด ถ้าคุณยกจากข้างล่างสุด ข้างบนก็สูงตาม วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณละเลยเมือง ถ้าเศรษฐกิจของชนบทดีขึ้น ทุกอย่างแม้แต่การท่องเที่ยวจะดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าเราเปรียบเทียบทั้งองค์กรของสังคมเหมือนกับร่างกาย ถ้ามีบางส่วนกำลังจะตาย ร่างกายทั้งหมดจะแข็งแรงได้อย่างไร? เราต้องเสริมกำลังความเข้มแข็งให้แต่ละภาค นั่นคือต้องพยายามช่วยเหลือคนจนจากชนบท”

ฉัน: “คุณเข้าใจคนยากคนจนได้อย่างไร?”

“ผมเติบโตมาจากชนบท ผมรู้ ผมพูดคุยกับพวกเขาเมื่อตอนเป็นเด็ก คุณพ่อผมจ้างเขามาทำสวน เขาทำงานขุดดิน ตอนกลางวันเขาทำกับข้าวทานกันเอง ทานเสร็จก็ทำงานต่อ ผมดูอาหารการกินของเขา พวกเขาไม่ได้ไปตลาด เขาจับกบที่อยู่ตามทุ่งมาทำกับข้าวกิน พวกเขาไม่มีอะไรเลย มีแต่ข้าวเปล่า พวกเขามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?”

ถ้าเขาเสแสร้งความปราถนาดีนี้ แสดงว่าเขาเสแสร้งได้ดีมาก

“ผมเข้าใจ ผมเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อผมได้อำนาจมา ซึ่งไต่เต้ามาจากความสำเร็จทางธุรกิจมาก่อน ผมบอกว่า โอเค เราต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยพวกเขา”

“บางทีอาจเป็นเพราะผมยังมีความทรงจำที่ยังประทับใจของการอยู่ในชนบท และผมยังจำได้เมื่อตอนไปโรงเรียน ผมนั่งซ้อนท้ายข้างหลังรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อมองทุ่งนาข้าวตามรายทาง ผมยังสามารถจำมันได้ดี และด้วยเหตุนี้กระมังผมจึงสงสารคนชนบทที่แสนจนและด้อยโอกาส เราจะสามารถให้โอกาสเขาให้มากกว่านี้ได้อย่างไร เราจะให้ความหวังแก่เขามากกว่านี้ได้อย่างไร นี่คือความรู้สึกที่แรงกล้าที่ผมอยากจะทำ”

“นี่คือความรู้สึกที่จริงจังของคุณ?”

“ใช่ ความต้องการอย่างแรงกล้าของผมไม่ใช่การเป็นนายกรัฐมนตรี ความต้องการผมคือต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชน การเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นแค่เพียงยานพาหนะที่นำพาผมไปทำสิ่งที่ผมพยายามทำ”
บ่อเกิดคอรัปชั่น: “นั่นคือวิถีที่เขาทำกันในประเทศไทย”

ในวันนี้ ทักษิณยอมรับด้วยตัวเองแล้วว่า ไม่มากก็น้อยปัญหาที่เขาประสบในสมัยที่เขาปกครองประเทศนั้นมาจากตัวเขาเอง ธรรมชาติที่เขาไม่ค่อยอดทน ซึ่งโดยทั่วไปเป็นบวกในแวดวงธุรกิจ ได้กลายเป็นลบเมื่อเขาพยายามที่จะสรรหาฉันทามติสำหรับแนวทางของนโยบายอัน ใหม่

ฉันเริ่มต้นสนทนาในรอบนี้ดังนี้ “ขณะนี้ผมรู้จักคุณไม่นาน แต่ผมสามารถดูออกว่าคุณเป็นคนที่แข็ง ผมอยากทราบว่ามีใครในทีมงานของคุณหรือไม่ที่กล้าเข้ามาพูดกับคุณตรง ๆว่า ‘ท่านนายกฯ ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้หรือสิ่งเหล่านั้น เราจะมีปัญหาร้ายแรงอย่างแน่นอน’ ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่กล้าเสนอเช่นนั้นกับคุณ”

เขาถอนหายใจอย่างเบาๆ และพยักหน้า: “นี่คือจุดอ่อนของสังคมไทย คนไทยไม่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นเชิงลบกับเจ้านาย สิ่งที่เป็นเชิงลบหรือความเห็นที่เป็นลบที่อาจทำให้เจ้านายไม่พอใจ พวกเขาจะพยายามหลีกเลี่ยง”

“ใช่”

“แต่ผมมีคนคนหนึ่งที่คอยพูดในสิ่งที่จำเป็นจะต้องพูด แต่เธอไม่ได้อยู่กับผมตลอดเวลา เธอคือภรรยาของผม”

ผมหัวเราะอย่างเข้าใจ ผมก็มี สิ่งหนึ่งที่ทักษิณอยากให้มีการแก้ไขคือเรื่องค่าตอบแทนเรื่องเงินเดือนของข้าราชการ

“คุณรู้ใหมว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีเท่าไหร่? แค่ ๓ พันเหรียญสหรัฐ ไม่มีบำนาญ คุณรู้ใหมผมจ่ายค่า รปภ. เดือนละเท่าไหร่? เขาให้ รปภ.ผม ซึ่งเป็นข้าราชการ ผมเลยจ่ายเขาเพิ่ม ทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อเดือน เฉพาะ รปภ.”

“จากเงินส่วนตัวของคุณ?”

“และผมมีเงินเดือนแค่ ๓,๐๐๐ เหรียญต่อเดือนฐานะนายกรัฐมนตรี”

“คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้คือคนที่มีฐานะดีอยู่แล้วหรือเป็นคนที่มีรายได้ จากที่อื่น จะพูดอย่างไรดี จากที่ๆบอกหลักฐานไม่ได้ นั่นเป็นสูตรสำหรับรัฐบาลที่ไม่ดี”

“นี่คือวิถีที่เป็นในประเทศไทย”

“มันไม่ถูก ถ้าคุณไม่ให้เงินเดือนเขาอย่างเหมาะสม ไม่ใครก็ใครต้องจ่ายให้เขาให้พอ ผมว่ามันน่าหัวเราะ คุณอยู่ไมได้หรอกเงินเดือนแค่นี้ถ้าไม่รวยอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณไม่รวยอยู่แล้วไม่ใครก็ใครก็ต้องจ่ายให้เขาพออยู่ได้”

“เขาต้องทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และฐานะทางสังคม ถ้าเขาไม่มีรายได้พอพียง เขาก็จะหาจากที่อื่น ไม่อย่างนั้นเขาจะอยู่ได้อย่างไร? เราต้องรับความจริงข้อนี้”

“มันก็จะเป็นบ่อเกิดของการคอรัปชั่น”

“ถูกต้อง คุณกำลังบังคับเขาให้คอรัปฯ”

“และนี่คือสิ่งที่จะต้องแก้ไข?”

“ถูกต้อง”

สมานฉันท์เพื่อกลับบ้าน: “ร่างกายของผมอยู่ดูไบ จิตวิญญาณผมอยู่ที่เมืองไทย”

ทักษิณนั่งอยู่ด้านซ้ายของโซฟาในห้องนั่เล่น โดยปรกติเขาจะนั่งพิงหลังแต่ตอนนี้เขยิบมาอยู่ที่ขอบข้างหน้าแล้ว

“ดังนั้น ผมคิดว่ามีสิ่งเดียวที่เราสามารถทำในเรื่องนี้คือขอการสมานฉันท์ พวกเขากลัวผม พวกเขาไม่ไว้ใจว่าว่าผมไม่ต้องการแก้แค้น”

ฉันถาม: “เมื่อไหร่ที่คุณกลับไป คุณจะให้สัญญาได้ไหมกับทหาร พธม. และคนอื่นๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามเรื่อง นิรโทษกรรม? การไห้อภัยซึ่งกันและกัน?”

“ครับ ได้”

“ไม่มีการล่าแม่มด?”

“ไม่มีการล่าแม่มด ผมคิดว่าการให้อภัยเป็นกุญแจสำคัญ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ผมต้องการให้อภัยและอยากให้คนทั้งประเทศให้อภัยซึ่งกันละกัน เพราะถ้าคุณไม่มีการให้อภัย การประนีประนอมไม่เกิด ประเทศก็จะไม่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป”

ฉันถามต่อ “แต่มีบางคนบอกว่าสี่งที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นคือทักษิณบอกว่า ‘ผมจะไม่กลับประเทศไทยอีก’ แต่คุณไม่เคยพูดเช่นนั้นเพราะจริงๆแล้วคุณต้องการที่จะกลับไป”

“ผมต้องการกลับไปอย่างแน่นอน”

“เข้าใจ เพราะคุณคิดว่าการที่คุณกลับไปจะเป็นผลดีกับประเทศไทยกว่าการไม่กลับ?”

“ถ้าผมได้กลับไป กลุ่มคนที่ต่อต้านผมขณะนี้จะหยุด และถ้าผมกลับไปอย่างไม่มีการล้างแค้น ให้อภัยกับทุกคน คนที่ไม่ชอบผมก็จะรู้สึกดีขึ้น”

“ถ้าคุณกลับจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกลับไปเล่นการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีอีก? คุณสามารถเป็นแค่พี่เลี้ยงได้หรือไม่เหมือนลี กวนยูของสิงคโปร์ที่เคยเป็นปีๆ”

“ผมไม่จำเป็นต้องเป็นอะไร”

“คุณสามารถกลับไปเป็นแบบซอนเนีย คานธี ผู้มีอำนาจเบื้องหลังของของอินเดีย?”

เขาถอนหายใจ มองออกนอกหน้าต่าง: “คนบางคนอาจจะไม่สบายใจถ้าผมกลับและมีอำนาจทางการเมืองจะโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ผมสามารถเสนอว่าผมอยู่ในตำแหน่งไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องตัวเองกับการเมือง ผมต้องการพิสูจน์ว่าผมไม่รังเกียจแต่ผมต้องการที่จะพิสูจน์ว่าผมเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน”

(นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่แล้วที่ยกยิ่งลักษณ์น้องสาวเขาให้ เป็นนายกรัฐมนตรี สื่อได้รายงานว่าทักษิณเป็นผู้อยู่หลังฉากชักใยทางการเมือง)

“แต่ทำไม”

“เพราะผมห่วงคนจน และเพราะผมรู้สึกเป็นหนี้พวกที่สนับสนุนผมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจน และผมยังรู้สึกเสียใจต่อนักธุรกิจที่ต้องเดือดร้อนกับภาวะเศนษฐกิจไทยตกต่ำ ผมเป็นหนี้เขา เขาต่อสู้ให้ผม เขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมยังจะต้องมอบพลังของผมที่ยังเหลืออยู่ทำงานตอบแทนหนี้เขา”

เขาพูดต่อ: “ผมเชื่อว่าสถานะการณ์เช่นนี้ไม่สามารถถูกปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ออกไปนานๆ การปรองดองต้องเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าการปรองดองเกิด ซึ่งก็หมายความว่าผมกลับบ้านได้ เมื่อกลับไปแล้ว ผมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งอะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศ และประชาชน”

“คุณกำลังบอกว่าคุณจะมีความสุขมากที่ได้กลับไปเมืองไทยแม้ไม่ได้เป็นนายก รัฐมนตรี แต่มีตำแหน่งที่ต่ำกว่า กว่าการอยู่ที่ดูไบอีก ๑๐? ที่นี่รื่นรมย์นะ แต่จิตวิญญาณคุณเจ็บปวดอยู่ในความทุกข์ทรมานที่นี่”

“ถูกต้อง ถูกต้อง ร่างกายผมอยู่ที่ดูไป จิตวิญญาณผมอยู่เมืองไทย”

ปฏิบัติการของน้องสาว: “ผมมั่นใจทุกอย่างจบด้วยดี”

วันนี้ทักษิณ ชินวัตรจะเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าบุคคลที่เหมาะสมที่จะขับเคลื่อนระบอบทักษิณให้ก้าวหน้าอาจจะไม่ใช่คนชื่อทักษิณ

บุคคลที่ดีเลิศและเหมาะสมอาจจะเป็นน้องสาวคนสุดท้องที่ชื่อยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ทักษิณพูดว่าคำว่า “หุ่น”

ทักษิณกล่าวว่า: “เธอทำงานดีเกินคาด ซึ่งทุกคนรวมทั้งตัวผมเองและครอบครัวคิดไม่ถึง แม้แต่พรรคก็แปลกใจ”

ทุกวันนี้มองจากหลายๆ ด้านน้องสาวคนเล็กน่าสนใจกว่าพี่ชายคนโต ผู้เฝ้ามองเธออยู่ด้วยความชื่นชมและห่วงใย เขาบอกว่า เมื่อมองย้อนกลับไป เธอมีมนุษยสัมพันธ์ มีเสน่ห์ มีสัญชาตญาณทักษะการจัดการองค์กร ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แปลงเป็นประโยชน์ต่อการเมือง

เธอมีประสบการณ์เป็นผู้บริหารบริษัทอย่างกว้างขวางในบริษัทในเคลือทักษิณ ซึ่งอยู่ในอาณาจักรธุรกิจชิน ที่รู้จักกันดีคือเป็นประธานบริษัท AIS ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นบริษัทมือถือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เขารู้ว่ารากฐานที่โตมาจากชนบทไม่สามารถถูกชะล้างออกได้จากความสำเร็จของ เธอในทางธุรกิจ “เธอเข้าใจชนทุกชั้น” เขาว่า

“เธอคือแธทเช่อร์ที่นุ่มนวลและทันสมัย”

ทักษิณเป็นกองเชียร์ที่ใหญ่ที่สุดของเธอ แน่นอน: “เธอไม่มีสัมภาระทางการเมืองและเธอเป็นสุภาพสตรีด้วย เธอจึงสามารถพูดคุยกับทุกคนง่ายกว่าผู้ชายที่มีประวัติการเมืองอันยาวเหยียด ผมไม่อยู่ในฐานะที่ดีกว่าเธอที่จะเสนอเรื่องการสมานฉันท์”

แล้วเรื่องการลอบสังหารผู้นำหละ? การเป็นสุภาพสตรีไม่ได้ช่วยป้องกันเรื่องนี้เลย ดูอย่างเบนนาเซีย บูโตของปากีสถานที่ประสบจุดจบอันน่าเศร้าเช่นนั้น แต่ทักษิณคิดว่าวัฒนธรรมของสังคมไทย และเพศของเธอช่วยเป็นภูมิคุ้มกัน” เขาเพิ่มเติม “ยิ่งลักษณ์กล้าหาญมาก”

“ผมสามารถบอกคุณได้ว่าผมมองในแง่ดี ผมมั่นใจว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ผมหวังว่าอย่างงั้น เขาพยายามฆ่าผม ๔ ครั้ง ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมยังมีภาระกิจที่ยังทำไม่เสร็จ”

การที่ยิ่งลักษณ์ผงาดอยู่ในเวทีการเมืองระดับชาติอย่างน่าตื่นใจ มีรากฐานจากวัฒนธรรม(ทางการเมือง)ของครอบครัวเธอ เธอกำลังช่วยขัดภาพพจน์และมรดกครอบครัวของเธอ นี่เป็นสิ่งที่คนไทยหลายๆคนเคารพ พวกเขารู้ว่าเธอสามารถอยู่ข้างหลังฉากการเมืองได้โดยให้ผู้อื่นรับความร้อน แรงทางการเมืองแทน แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูเหมือนว่ายิ่งลักษณ์ จะลงเล่นเกมส์เองอย่างเต็มที่



วันอาทิตย์, มกราคม 29, 2555

สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส

นักศึกษาแพทย์ และคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามองค์กรแพทย์ขอนแก่น พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ร่วมออกแถลงการณ์ในนาม “ชาวขอนแก่นรักในหลวง” เพื่อแสดงจุดยืน คัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถือเป็นการลบหลู่สถาบันที่คนไทยทุกหมู่เหล่าเคารพเทิดทูนไว้เหนือหัว ล่าสุดถูกสนนท.ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการบิดเบือน

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548 ซึ่ง 1 ในคณะรณรงค์แก้ไขม.112 เห็นว่ายังไม่มีใครสนองเลย และชี้ว่าสิ่งที่คณะรณรงค์กำลังดำเนินการแก้ไขม.112นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองกระแสพระราชดำรัสอยู่ในเวลานี้

ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาในจังหวัดขอนแก่นได้เสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทนในการเลือกตั้งครั้งหน้า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2555


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน พร้อมกับออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง"ชี้แจงและโต้กลุ่มที่โจมตีการแก้ไขมาตรา 112 ว่าเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

ในการจัดการเสวนาครั้งนี้ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่นำโดยนายแพทย์ชวลิต ไพโรจน์กุล และสื่อเครือผู้จัดการได้ออกข่าวบิดเบือนความจริงและใส่ร้ายป้ายสีในการจัดกิจกรรมดังกล่าว (ดูข่าวเว็บASTVผู้จัดการ:นศ.-อาจารย์ มข.กลุ่มล้มเจ้านัดจัดเสวนาหนุนแก้มาตรา 112 บ่าย 29 ม.ค.นี้ และข่าว:“หมอขอนแก่น” ผนึกภาคประชาชน ค้านกลุ่มนิติราษฎร์จ้องล้มสถาบัน) เพราะสิ่งที่่ทางกลุ่มเรากระทำการรณรงค์แก้ไขม.112 มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด และได้มองเห็นปัญหาของมาตรา 112 ดังกล่าวว่าถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองที่เห็นแตกต่่างจากกลุ่มตน จนนำไปสู่การละเลยสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อันเป็นหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยสากล และสิ่งที่เราได้กระทำนั้นอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทุกประการ

สนนท.และสนนอ.จึงขอประณามการกระทำของกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่ให้ข้อมูลต่อสาธารณชนที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่กลับอ้างถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันเพื่อทำลายกลุ่มรณรงค์แก้ไขม.112ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว และขอประณามการกระทำของสื่อมวลชนของสื่อเครือผู้จัดการที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์แก้ไขม.112ที่ทั้งบิดเบือน และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอให้สื่อของท่านพิจารณาจรรยาบรรณในการเป็นนักข่าวด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ยิ่งทำให้สังคมแตกแยก ไม่มีทางปรองดองกันได้ อันนำมาสู่การนองเลือดในที่สุดอย่างครั้งประวัติศาสตร์เคยสอนสังคมไทย

สำหรับการจัดการเสวนาดังกล่าวนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่่า นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่นรายหนึ่งได้ถอนตัวการเป็นวิยากรอย่างกะทันหัน เนื่องจากถูกบีบอย่างหนัก จึงมีมีวิทยากรหลักจาก สนนท. สนนอ. นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความคดีดาร์ ตอร์ปิโด และวาด วรี กวีจากกลุ่มแสงสำนึก

นายพรชัย ยวนยี เลขาธิการสนนท.กล่าวอภิปรายว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขมาตรา112นั้น มีปัญหาเสรีภาพทางวิชาการมาก จะไปจัดงานที่ไหนก็ยากลำบาก ถูกกีดกัน ไม่ใช่เฉพาะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดเสวนาวิชาการที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯก็เคยเจอปัญหา ทางคณะไม่ให้ใช้ห้องประชุมคณะ เป็นต้น

ปัญหาส่วนหนึ่งของการรณรงค์แก้ไขม.112นั้นก็เนื่องจากสื่อไม่ทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพและขาดจรรยาบรรณ นำเสนอข่าวด้านเดียว เซ็นเซอร์ตนเองในข่าวฝ่ายความเคลื่อนไหวแก้ไขรณรงค์แก้ไข 112 หรือข่าวนิติราษฎร์ก็บิดเบือนนำเสนอข่าวด้านลบ อาจนำไปสู่การนองเลือดแบบกรณี 6 ตุลาคม 2519 เพราะบิดเบือนให้ร้ายว่าคณะนิติราษฎร์ และฝ่ายรณรงค์แก้ไขมาตรานี้เป็นพวกล้มล้างสถาบัน ซึ่งเป็๋นการบิดเบือนทั้งหมด ทั้งที่ความจริงเรารณรงค์แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ไม่นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ที่เรามาจัดงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็บิดเบือนให้ร้ายอันเป็นเท็จ สนนท.จึงได้ออกแถลงการณ์ประณาม เพราะที่ครก.112ทำอยู่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การล้มเจ้า

ทนายประเวศกล่าวถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ว่า หัวใจสำคัญคือผู้พิพากษาที่มีทัศนคติว่าพวกตนตัดสินคดีภายใต้พระปรมาภิไธยของในหลวง จึงอาจคิดไปว่าตนเป็นคู่กรณีของจำเลยซะเอง และบางครั้งก็อาจตัดสินคดีเลยไปไกลจากตัวบท เช่น หาว่า จำเลยกรณีนายบัณฑิต อานียา เขียนหนังสือชักจูงให้คนไม่รัก ทัี้งที่ไม่มีักำหนดไว้ในมาตรานี้เลย หรือหากเป็นจำเลยเสื้อแดงก็มักถูกตัดสินหนัก แต่หากเป็นเสื้อเหลืองแบบนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกดำเนินคดีนี้ ปานนี้เรื่องก็ยังไม่ไปถึงไหน หรือคดีนายโชติศักดิ์ ที่ไม่ยืนในโรงหนังมีการส่งฟ้อง แต่คนที่ทำร้ายนายโชติศักดิ์ในโรงหนังกลับไม่ถูกดำเนินคดี เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยเห็นว่าเป็นการปกป้องสถาบัน

วาด วรี กวีกลุ่มแสงสำนึก กล่าวว่า สถาบันตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาหลายกรณี และถูกทำให้ถลำลึกสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่คนในแวดวงราชสำนักก็กระทำการในทางที่ไม่สมควร เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เดินสายพูดให้ทหารทำรัฐประหาร 19 กันยา จากนั้นพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีคนหนึ่งก็มาเป็นนายกฯหลังรัฐประหาร แล้วก็ขึ้นเงินเดือนให้องคมนตรี ต่อมาพลเอกเปรมก็มาพูดเชียร์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าคนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ทั้งที่รัฐธรรมนูญตราไว้ว่ให้องคมนตรีต้องเป็นกลางทางการเมือง สถาบันฯจึงถูกทำให้ลงมาพัวพันกับการเมือง และถูกอ้างว่ามีการล้มเจ้า ขณะที่มาตรา112ถูกบังคับใช้ภายใต้บรรยากาศ 2 มาตรฐาน และขัดกับอุดมการณ์ที่เรียกว่า"ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" แต่สนองตอบอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ซึ่งข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นเสนอแก้ไขให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการสนองพระราชดำรัสในหลวงเมื่อ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสนองพระราชดำรัสมาก่อนเลย

ท้าให้ลงประชามติเลยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือค้านแก้112


ในช่วงแลกเปลี่ยนมีผู้ถามว่า หากลงชื่อแก้ไขมาตรา112จะผิดกฎหมายและถูกไล่ออกนอกประเทศหรือไม่ วิทยากรตอบว่า การเสนอแก้ไขเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่คนมาคัดค้านนั้นผิดกฎหมาย เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และอยากฝากผบ.ทบ.ที่ชอบอ้างว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายนั้น ก็ควรลงประชามติให้คนทั้งประเทศออกเสียงว่าควรแก้หรือไม่ควร

"ส่วนคนที่อ้างว่าคนที่ไม่รักสถาบันให้ออกนอกประเทศไป เดี๋ยวคนทั่วโลกที่เขาปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยมากกว่า80%จะไล่พวกคุณที่ไม่รักประชาธิปไตยไปอยู่นอกโลก มันจะแย่เอานะครับ"เลขา สนนท.กล่าว

คนขอนแก่นจี้ส.ส.เพื่อไทยให้หนุนแก้112ไม่งั้นคราวหน้าไม่เลือกอีก

นอกจากนั้นผู้ร่วมเสวนาชาวขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุดยังได้กล่าววิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขายึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เหลิมฟังทางนี้หน่อยอ๋อยเตือน:คนเสนอแก้112ไม่ผิดเพราะวิจารณ์กฎหมาย ไม่ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์

Thailand: Article 112 reform in the provinces

By The Isaan Record Feb 03, 2012

source:siancorrespondent.com

KHON KAEN – The Campaign Committee to Amend Article 112 of the Criminal Code (CCAA 112), the first aggressive, nationwide campaign to reform the world’s harshest lèse-majesté law, made its way to Khon Kaen this past Sunday with a panel discussion and petition-signing held at Khon Kaen University (KKU). Over 100 signatories gathered in the Kwan Mor Hotel to endorse the amendment drafted by the small group of Thammasat Law lecturers known as the Nitirat group.

Both CCAA 112 and the Nitirat group have come under intense criticism since the search for 10,000 signatures began on January 15. For many Thais, the proposal to amend the lèse-majesté law has been construed as a direct attack on long-reigning King Bhumibol Adulyadej himself, and in response, social media users and demonstrators have spared little vitriol for the movement.

Long considered the third rail of Thai politics, the lèse-majesté law has garnered increased media scrutiny and international attention in the past few years as the number of cases have grown by 1500%: from 33 cases in 2005 to 478 reported cases in 2010. Furthermore, the law’s minimum mandatory sentence is an exceptional three years long, with a maximum sentence of 15 years for a single count.

Though Sunday’s Khon Kaen discussion proceeded without incident, KKU’s academics were conspicuously absent, with much of the modest crowd composed of local Red Shirts, independent community members, and student activists.

Boonwat Chumpradit, a Khon Kaen Red Shirt villager in attendance, found the silence of KKU’s professors troubling. “Professors at the university should be the ones leading us,” she said. “We shouldn’t have to be the ones leading them.”

Still, the campaign is so politically treacherous that even a professor from the Nitirat group declined to attend Khon Kaen’s meeting, telling the event’s organizer that it might endanger his relationship with his employer, Thammasat University. His fears seem to have been justified. The following day, Thammasat University rector Somkit Lertpaithoon announced on his Facebook page that Nitirat was banned from meeting on university property.

Complicating matters is the second campaign launched by Nitirat on January 22 that, among other things, seeks to nullify the legal effects of the 2006 military coup that ousted former Prime Minister Thaksin Shinawatra. Critics, however, claim this is simply a veiled attempt to pardon Mr. Thaksin for his 2008 corruption conviction. As a result, the group is seen as unthinkably transgressive: both pro-Thaksin and anti-monarchy. Indeed, over 200 members of Khon Kaen Residents Who Love the King gathered at the city’s spirit house on Friday night to protest the group on these very grounds.

Sunday’s motley crew of attendees cut across social, if not political boundaries. There were out-and-proud Red Shirts (“I came because I’m a Red Shirt”), adamantly color-less university technicians (“The movement to correct the constitution is different from the Red Shirt movement.”), closeted Marxists, Yingluck apologists (“In truth Yingluck wants to change the law, but there are many factions in Thailand and she doesn’t want to fight with all these groups.”), and the likes of Ms. Boonwat, who came dressed to the nines in a floppy-brimmed red hat and flowing red dress.

At times, this audience grew rowdy and vocal as they were stirred to applause and cheers by the seminar’s three speakers: Prawet Praphanukul, lawyer to the anti-112 poster-child Da Torpedo, Wad Rawee from CCAA 112, and Phornchai Yuanyee, Secretary of the Thai Undergraduate Student Union. Together they addressed the history, contradictions, absurdities, and abuses surrounding the lèse-majesté law.

As Sunday afternoon’s seminar came to a close and the floor was opened up to audience members, one KKU student took the microphone and pleaded for more action. “After we sign the petitions, we need to get in touch with our Pheu Thai representatives,” he said. “We are the ones who elected these representatives and now we need to get in touch with them and get them to change this law.”

This outlook, however, is bleak. Late last week, numerous Pheu Thai representatives swore off making any changes to Article 112. “The government and the Pheu Thai Party will never change Section 112 of the Criminal Code,” Deputy Prime Minister Chalerm Yubamrung said. “Even the thought of it can send us to hell.”

The next anti-112 event to be held in Khon Kaen is tentatively scheduled for February 27.

The Isaan Record is run by a small team of American journalists based in Khon Kaen, Thailand. Follow us on Twitter @isaanrecord or friend us on Facebook.

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์: แด่เสียงของคนส่วนใหญ่ในโลก

29 มกราคม 2555

โดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
ที่มา Pipob Udomittipong

ก่อนที่การประท้วงเปลือยที่ทรงค่าจะถูกล้อเลียนจนกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป ผมอยากเล่าความรู้สึกให้ฟังถึงการเปลือยอกท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในที่ ประชุมของบรรดานายทุนและผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลียนถากถางกัน แต่เป็นการเรียกร้องด้วยความเสียสละ มีความเป็นมา และมีเป้าหมายยิ่งใหญ่เพื่อคนส่วนใหญ่ในโลก (คนจน+ผู้หญิง)

ผมหมายถึงการประท้วงในระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่กรุงดาวอสในขณะนี้

ดาวอสเป็นเมืองตากอากาศในภาคตะวันออกของเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรแค่ประมาณหมื่นเศษ ส่วนที่ประชุม World Economic Forum (WEF) นั้นเป็นการจัดงานขององค์กรที่อ้างตัวเองว่าเป็นองค์กรสากล และทุกปีจะเชื้อเชิญผู้นำธุรกิจ+การเมือง+นักวิชาการ (ยกเว้นคนยากคนจน) จากทั่วโลกมาประชุมกัน เพื่อหาทางทำให้ “โลกดีขึ้น”

WEF นั้นก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1971 แต่ไม่โด่งดังจนกระทั่งการประชุม WEF ในปี 2000 (2543) ซึ่งมีผู้ประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์นับพันคนเข้ามารณรงค์ ที่คนจำได้แม่นคือการถล่มร้านแม็คโดนัลด์ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้มีการประท้วงต่อเนื่องไประหว่างการประชุมธนาคารโลก ที่วอชิงตัน และประชุมของ IMF ในเดือนเมษายนกับกันยายน ปีเดียวกัน

ก่อนหน้านั้นในปี 1999 ก็มีการประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์ครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การการ ค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่ตอนนั้นมีบทบาทมากในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การประท้วงที่ดาวอสในสองปีต่อมาจึงถือเป็นความสืบเนื่องของความไม่พอใจต่อ ผลกระทบของการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนรวย แต่ไม่กระจายให้ทั่วถึงคนส่วนใหญ่ในโลก

ต่อให้พระมาพูดผมก็ ไม่เชื่อว่าบรรดาผู้นำการเมือง+นักธุรกิจที่ร่ำรวย 200 กว่าคนที่มาประชุมกันทุกปีที่เมืองตากอากาศในประเทศร่ำรวยสุดในโลกเหล่านี้ จะพยายามหาทางกระจายโภคทรัพย์ให้ทั่วถึงคนทุกคนในสังคม

ผลจากการประท้วงที่ดาวอสในปี 2000 เป็นเหตุให้ในปี 2001 (2544) ภาคประชาชนจัดการประชุมคู่ขนานขึ้นมาที่เราเรียกว่าเป็น World Social Forum หรือเวทีสังคมโลก (แทนที่จะพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจเหมือนนายทุน เราต้องพูดเรื่องของสังคมด้วย) และจัดงานนี้ขึ้นที่เมือง Puerte Allegre ประเทศบราซิล

ภาคประชาชนจัดงานเขามีคนเข้าร่วม 50,000 กว่าคนเป็นบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการประชุมของนายทุนที่ดาวอส ที่ WSF ไม่มีการปิดกั้นการประท้วง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก และทุกคนเสมอภาคกัน

แต่การประชุมของนายทุน+นักการ เมืองนั้น เขากีดกันคนที่เห็นต่างจากโลกาภิวัตน์ เลือกไปประชุมในเมืองแพงสุดในประเทศแพงสุดในโลก มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และสามารถทำได้ดีเพราะดาวอสเป็นเมืองขนาดเล็กในหุบเขา สามารถตั้งด่านสกัดบรรดาผู้ประท้วงได้เป็นอย่างดี พวกนายทุนเขามีบทเรียนมาแล้วจากการประท้วงที่ซีแอตเติล ต้องย้ายไปนิวยอร์ก ต่อมาก็ย้ายไปควีเบ็ค (ซึ่งถึงกับมีการกั้นด้วยแท่งปูนถาวรรอบที่ประชุม)

ในการประชุมครั้งที่ 42 ของ WEF นอกจากผู้ประท้วงกลุ่ม Occupy ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกแล้ว ยังมีสตรีสามท่านที่ทำการประท้วงอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแหวกวงล้อมอันแน่นหนาเข้าไปถึงประตูที่ประชุม

ผู้ประท้วงเปลือยอกทั้งสามท่านมาจากกลุ่ม Femen ประเทศยูเครน นำโดยคุณ Inna Shevchenko หลายคนอาจจำประเทศนี้ได้จากอดีตประธานาธิบดี Yulia Tymoshenko ที่สวยและสง่าที่นอกจากแพ้เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในข้อหาคอร์รัปชัน ข้อความประท้วงบนหน้าอกเปลือยของผู้ประท้วงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บถึงขั้นเป็นน้ำแข็งมีอาทิ

“เราจนเพราะพวกคุณ” (Poor because of you!)“วิกฤตเกิดขึ้นจากดาวอส” ("Crisis! Made in Davos) “ปาร์ตี้ของพวกแก๊งนายทุนในดาวอส” (Gangsters party in Davos)

ที่ประทับใจผมมากสุดคือที่คุณ Inna Shevchenko แกให้สัมภาษณ์ว่า “ในตึกที่ประชุมแห่งนี้ มีแต่ผู้ชาย มีผู้หญิงเพียงไม่กี่คน ในรัฐสภาทั่วโลกก็เป็นแบบนี้” เธอบอกต่อว่า “ในยูเครน รัฐมนตรีเป็นผู้ชายทั้งนั้น ไม่มีผู้หญิงเลย” ผู้หญิงเองก็ “ต้องการตัดสินชะตากรรมด้วยตนเอง”

“เรามาที่นี่เพื่อตะโกนก้อง ใช้เสียงของผู้หญิง ใช้ร่างกายของผู้หญิงเพื่อจะบอกว่าผู้หญิงก็ต้องการตัดสินชะตากรรมของตนเอง ด้วย” คุณ Inna Shevchenko กล่าวในท้ายสุด

ข่าวจาก

  • http://www.telegraph.co.uk/news/newsvideo/weirdnewsvideo/9046442/Feminist-group-take-topless-protest-to-Davos.html
  • http://www.huffingtonpost.com/2012/01/28/topless-protesters-at-davos_n_1238955.html