วันอาทิตย์, ธันวาคม 09, 2555

เปลวเทียน ส่องทาง: บทความวันรัฐธรรมนูญ


วันรัฐธรรมนูญ 2555   ลงมติวาระ 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ทั้งฉบับ 
โดยกระบวนการมีส่วนร่วมแบบรัฐธรรมนูญ 40 แต่ก้าวหน้ากว่า

โดย เปลวเทียน  ส่องทาง

วันที่ 10 ธันวาคม   เป็นวันที่ทางราชการไทยกำหนดให้เป็นวันรัฐธรรมนูญ และปีนี้ครบรอบ 80 ปี ภายหลังการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศ เป็นกติกาสูงสุดในสังคม ซึ่งได้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของอำนาจกลุ่ม สถาบันต่างๆ  บอกถึงระบอบการปกครองของประเทศนั้น ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ไหน  รวมทั้งสะท้อนถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่ามีมากน้อยอย่างไร   เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการอำนาจนิยม โดยดูที่เนื้อหาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิเพียงรูปแบบเท่านั้น

ความขัดแย้งทางการเมืองยุคปัจจุบันระหว่างฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกับฝ่ายประชาธิปไตย มีประเด็นหัวใจสำคัญมากอยู่ที่รัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งเป็นผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549   แม้ว่าประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารประเทศ แต่ผู้บริหารประเทศมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจ หรือบางครั้งอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเหนืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายประชาธิปไตย ได้เดินหมากทางการเมืองเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ผ่านกระบวนการรัฐสภายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่ 291 เพื่อนำสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ต่อไป จนถึงวาระการพิจารณาที่ 2   แต่ถูกฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยมิบังอาจเดินหน้าลงมติวาระ 3 โดยทันที

จนทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยหลายส่วน ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของรัฐสภาโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยว่าเกรงกลัวอำนาจนอกระบบมากกว่าดำเนินตามนโยบายดั่งที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา

ณ ขณะนี้   ดร.โภคิน พลกุล ประธานคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291    ได้มีแนวทางจะเดินหน้าลงมติวาระที่ 3 เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50    

ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเองก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่แน่นอนว่าจะยืนยันแนวทางนี้หรือไม่   หรือจะเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา   ท่ามกลางการคัดค้านของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 40 สว. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการบางส่วน  เช่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นต้น  

นอกจากนี้แล้วยังมีสื่อมวลชนบางองค์กร เช่น เครือข่ายเนชั่น  ผู้จัดการ  ไทยโพสต์   ฯลฯ  รวมทั้งสถาบัน  กลุ่มอนุรักษ์นิยมต่างๆ  ซึ่งล้วนเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหารของคมช.และได้ประโยชน์จากการรัฐประหารของคมช.ทั้งสิ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 มิใช่เป็นการแก้ไขเพียงเพื่อคนๆเดียว อย่างที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกล่าวหา   แต่หากปรารถนาให้สังคมไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เช่นอารยประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแก้ไขเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ เนื่องเพราะความหมายของประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

หนทางข้างหน้า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 จึงต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเหมือนเช่นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี 40 ภายหลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนที่ขับไล่อำนาจกองทัพเมื่อเดือนพฤษภา 2535 และครั้งนี้ควรก้าวหน้ากว่าด้วย โดยเฉพาะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด  ส่วนนักวิชาการ นักกฎมาย ซึ่งมีความจำเป็นในการเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นเล่ม  ก็เป็นเพียงนักเทคนิคมีหน้าที่บริกรจัดทำรัฐธรรมนูญจากเสียงประชาชน หากพวกเขาไม่สมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง หรือไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ก็ไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ชนแต่อย่างใด

แน่นอนว่า  การร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้ คงมีหลายประเด็นที่ประชาชนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เช่น บทบาทของกระบวนการยุติธรรม ภาระกิจของพรรคการเมือง หน้าที่ขององคมนตรี   อำนาจที่มาขององค์กรอิสระ สมาชิกวุฒิสภาควรมีหรือไม่ ? ควรมาอย่างไร ?  ฯลฯ ซึ่งคงมีการณรงค์ถกเถียงกันขนาดใหญ่ของกลุ่มต่างๆ เพื่อเสนอความคิดเห็นไปยังประชาชนเจ้าของประเทศ

แต่หากว่า  เมื่อหาจุดลงตัวไม่ได้ก็ต้องทำประชามติเป็นรายประเด็นขึ้น โดยหลักการประชาธิปไตยต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ ฟังเสียงส่วนน้อย

ถึงเวลา  รัฐสภาจึงต้องเดินหน้าลงมติวาระ 3  สร้างกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรนูญฉบับใหม่

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ต้องแก้ไขให้อำนาจนอกระบบประชาธิปไตยหมดไปเสียที เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์