แม้ฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคเพื่อไทยจะได้รับ “ชัยชนะเล็ก ๆ” ในเฉพาะหน้านี้ แต่ในระยะยาว ฝ่ายประชาธิปไตยได้สูญเสียทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ความเป็นเอกเทศและอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา โลกวันนี้วันสุข 20 กรกฎาคม 2555
ฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคเพื่อไทยดูเหมือนว่า จะได้รับ
“ชัยชนะเล็ก ๆ” เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ให้ยกคำร้องเรื่อง
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 เป็นการ
“ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ
ผลก็คือ
ผู้ถูกร้องหรือผู้ที่เสนอร่างแก้ไขฯ จึงไม่มีความผิดตาม ม. 68
และผลอันเลวร้ายที่คาดกันไว้ก่อนคือ “ยุบพรรคการเมือง” ตามมาด้วยคดีอาญาและการถอดถอนตำแหน่งจึงไม่เกิดขึ้น
ในการรุกครั้งนี้
ฝ่ายเผด็จการได้ “ลงแรง” ไปมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาวะที่องค์กรตุลาการได้ทำลายเกียรติภูมิ
ความศักดิ์สิทธิ์ และความน่าเชื่อถือของตนเองไปจนหมดสิ้น ไปปรากฎตัวเปลือยเปล่าอยู่บนเวทีต่อชาวโลกว่า
มิได้เป็นองค์กรที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
ต้องวินิจฉัยกรณีทั้งปวงบนหลักการแห่งนิติรัฐและระบอบรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นเครื่องมือทางการเมือง
เป็นคู่ขัดแย้งตรงข้ามกับประชาธิปไตย อ้างอิงหลักเหตุผลและข้อกฎหมาย นำประเด็นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อพรรคฝ่ายประชาธิปไตย
ความจริงข้อนี้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนทุกฝ่าย แม้แต่ผู้ที่ไม่นิยมพรรคเพื่อไทยแต่ยังมี
“จิตใจที่เป็นธรรม” อยู่บ้างก็ไม่อาจยอมรับการกระทำเช่นนี้
พวกเขาสูญเสียเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือไปจนหมด
แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามที่หวังไว้ได้
จึงกล่าวได้ว่า พวกเผด็จการได้ “ยอมถอยชั่วคราว” ในการรุกใหญ่ครั้งนี้
ซึ่งก็มิได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่ก่อการรุกในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคตอันใกล้
แม้ฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคเพื่อไทยจะได้รับ
“ชัยชนะเล็ก ๆ” ในเฉพาะหน้านี้ แต่ในระยะยาว ฝ่ายประชาธิปไตยได้สูญเสียทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ
ความเป็นเอกเทศและอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
ในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ
2550 ฝ่ายบริหารก็มีข้อจำกัดอย่างมากมายในการใช้อำนาจอยู่แล้ว
โดยถูกควบคุมและคุกคามจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ
ซึ่งล้วนแต่อยู่ในมือของพวกเผด็จการจารีตนิยม
องค์กรเหล่านี้กุมอำนาจเฉพาะด้านที่จะ “ถอดถอน”
นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ด้วยข้อกล่าวหาต่าง ๆ สารพัดทั้งคดีเลือกตั้ง
คดีพรรคการเมือง คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และคดีอาญาอื่น ๆ แล้วแต่จะสรรหามาให้
จึงเหลืออยู่เพียงสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนอำนาจนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
แม้ประธานสภาและสส. อาจถูกถอดถอดเป็นรายบุคคลโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
แต่สภาผู้แทนราษฎรโดยรวมนั้น
มีแต่ต้องถูกยุบโดยนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ
หรือถูกรัฐประหารโดยตรงเท่านั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่สุดและเป็นอำนาจอันน้อยนิดที่มีอยู่ของฝ่ายประชาธิปไตยและของพรรคเพื่อไทย
เหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยเนื้อแท้แล้วคือ การสถาปนาระบอบการเมืองใหม่ที่มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจสูงสุดเหนืออำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ
ศาลรัฐธรรมนูญได้สถาปนาอำนาจนั้น ด้วยการตีความ “ยืดและหด” นัยของกฎหมายตามที่ตนต้องการ
เพื่อไปบรรลุเป้าประสงค์ทางการเมืองของตน
เช่น ม. 68
ระบุให้คำร้องต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความว่า
ตนมีอำนาจรับคำรองได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งขัดกับปริบทและเจตนารมณ์ของ
ม. 68 และขัดกับหลักปฏิบัติที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญเองอีกด้วย
หลักการของระบอบรัฐธรรมนูญคือการแบ่งแยกอำนาจทั้งสาม
อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นตัวแทนโดยตรงของประชาชนเท่านั้น
ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความว่า
ตนมีอำนาจนั้นโดยอ้างว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ “อาจเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง”
ซึ่งเข้าเงื่อนไข ม. 68 เป็นต้น
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมยิ่งเป็นตัวอย่างชัดแจ้งที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่มิได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นในคำร้องคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291
เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ แต่กลับถูกลากไปโยงกับอีกประเด็น คือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่?” ในการนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ “แนะนำ” ว่า ให้แก้ไขเป็นรายมาตรา โดยอ้าง
“เจตนารมณ์ของ ม.191” ทั้ง ๆ ที่ ม. 291
มิได้ห้ามการแก้ไขทั้งฉบับ อีกทั้งผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550
รวมทั้งตุลาการบางคนในศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันเอง ก็เคยแสดงทรรศนะไว้หลายแห่งว่า
สามารถยกร่างใหม่ทั้งฉบับได้
ศาลรัฐธรรมนูญยังมี “คำแนะนำ” ต่อไปอีกว่า
ถ้าจะร่างใหม่ทั้งฉบับ “ก็ควรที่จะไปทำประชามติก่อน” ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับนักกฎหมายโดยทั่วกัน
เพราะในรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ ไม่มีบทบัญญัติใดเลยที่ระบุให้ต้องทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่ตามหลักการแห่งระบอบรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อย่างแคบและจำกัดอยู่ที่การตีความและวินิจฉัยกฎหมายรัฐธรรมนูญเฉพาะในประเด็นเท่าที่มีผู้ร้องมาเท่านั้น
ไม่มีหน้าที่ออกความเห็นหรือให้ “คำแนะนำ” ที่นอกเหนือไปจากประเด็นทางกฎหมายเฉพาะที่พิพาทกันอยู่แต่อย่างใด
นัยหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่และไม่ใช่อำนาจของตน
สิ่งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำในกรณีทั้งหมดนี้ก็คือ
“เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทุกวัน” ตามแต่จุดประสงค์ทางการเมืองของตน นี่จึงมิใช่เป็นเพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญได้สถาปนาอำนาจใหม่เหนืออำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น
แต่ยังเป็นอำนาจใหม่ที่ “อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ทั้ง ๆ
ที่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่พวกเผด็จการรวมหัวกันร่างขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่น่าเศร้าคือ
ท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยและของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องต่อสู้ปกป้องอำนาจนิติบัญญัติที่มาจากประชาชน
กลับไปยอมสยบ แสดงความหวาดกลัวจนลนลาน จำนนให้กับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้
ยอมให้เกิดเป็นบรรทัดฐานใหม่ขึ้น ด้วยความต้องการแต่เพียงประการเดียวคือ
เป็นรัฐบาลให้นานที่สุด แต่แก้ตัวให้ดูดีว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดของประชาชน”
สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคเพื่อไทยจะเผชิญนับแต่นี้ไปคือ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ้างอำนาจในการรับคำร้องโดยตรงตาม ม. 68 เข้ามา “แนะนำ”
แทรกแซง และสั่งห้ามการกระทำใด ๆ ของรัฐบาลและของสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างบรรทัดฐานที่ได้เกิดขึ้นแล้วจากกรณีล่าสุดนี้
นี่คือ “ระบอบรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญ”
โดยแท้ ที่ซึ่งตุลาการจะหยิบจับข้อกฎหมายต่าง ๆ ใช้ตรรกะตามปรารถนา
เปิดพจนานุกรมไทย อ้างภาษาต่างชาติ
อิงความเชื่อหรือความกังวลส่วนตัวในเรื่องการเมือง มาแสดงความคิดเห็นนอกศาล
กระทั่งไปมีผลต่อการวินิจฉัย โดยมีจุดประสงค์คือ ทำลายฝ่ายประชาธิปไตย

