วันเสาร์, ธันวาคม 31, 2554

โพลล์: ฉายามอบให้กับสื่อไทย ประจำปี 2554


ผลโพลล์จากผู้อ่านไทยอีนิวส์ จากการสำรวจระหว่างวันที่ 26 -30 ธันวาคม โดยมีผู้โหวตทั้งสิ้น 1,531 ท่าน โดยผู้โหวตสามารถโหวตได้มากกว่าหนึ่งตัวเลือก

หัวข้อตัวเลือกมาจากเว็บไซต์ ITF

blognone: ความเห็นเชิงเทคนิคต่อคดีนายอำพล (อากง SMS)

ที่มา เว็บไซต์ blognone
30 ธันวาคม 2554

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงานเสวนา "สิทธิพลเมืองกับหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์" ที่จัดโดย Thai Netizen การพูดครั้งนั้นมีผลมากกว่าที่ผมคิด คือหนังสือพิมพ์และสื่อหลายฉบับนำข้อมูลไปอ้างอิง เช่น กรุงเทพธุรกิจ, The Nation, และเจาะข่าวตื้น ข้อมูลในงานนั้นเป็นข้อมูลที่ได้ผ่านทาง iLaw ที่นัดแนะให้ผมเข้าไปดูเอกสารสำนวนคดีที่ทางฝั่งจำเลยได้รับมา เนื่องจากเวลาในงานนั้นมีจำกัด และกลุ่มผู้ฟังไม่ใช่คนในสายวิชาการนัก ผมจึงตัดสินใจมาเขียนบทความอีกครั้งใน Blognone

บทความนี้เป็นการชี้ว่าด้วยหลักฐานเท่าที่มี มันมีความเป็นไปได้อื่นๆ อีกจำนวนมาก และหากยึดมาตรฐานว่าหลักฐานเท่านี้เพียงพอต่อการดำเนินคดีและลงโทษ อาจจะทำให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีหรือการสวมรอยบุคคลอื่นๆ ทำความผิดตามมาได้อีกมากมาย

ข้อเท็จจริงในคดี

หลายคนอ่านจากหลายที่แล้วอาจจะเจอข้อเท็จจริงไปแบบต่างๆ อย่างใน Blognone เองที่คุยกันก็มีความสับสนมาก จึงข้อไล่ข้อเท็จจริงกันก่อน

  1. หลักฐานข้อความคือภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์จำนวน 4 ภาพ เป็นภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์
  2. การส่งมีขึ้นในวันที่ 9, 11, 12, 22 พฤษภาคม 2553 จากหมายเลข "-3615" ในเครือข่าย DTAC เป็นหมายเลขไม่ลงทะเบียนชื่อผู้ใช้ ภายหลังตรวจพบว่ามีข้อความที่หมายเลขนี้ส่งข้อความไปมากกว่านั้น แต่ไม่มีข้อมูลว่าเป็นข้อความอะไร
  3. หมายเลข IMEI ที่ใช้งานกับหมายเลข -3615 นั้นคือ 358906000230110
  4. เจ้าหน้าที่ค้นหาว่าหมายเลข 358906000230110 มีการใช้งานกับหมายเลขใดอีกบ้าง จึงพบว่ามีการใช้งานกับหมายเลข "-4627" ในเครือข่าย True แบบไม่ลงทะเบียนผู้ใช้อีกครั้ง
  5. แต่จากการตรวจสอบการใช้งานของหมายเลข "-4627" พบว่ามีการติดต่อกับอีกหมายเลขหนึ่ง เป็นหมายเลขลงทะเบียน ภายหลังจึงทราบว่าเป็นหมายเลขของลูกสาวคุณอำพล
  6. Cell ID ของ DTAC ที่ใช้ส่ง SMS คือ Cell ID หมายเลข 23672 กินพื้นที่ซอยวัดด่านสำโรง ซอย 14 ถึง 36 โดยบ้านนายอำพลอยู่ที่ซอย 32 และ Cell ที่หมายเลข -4627 ใช้งานนั้นอยู่บริเวณเดียวกัน
  7. หมายเลข -3615 และ -4627 ใช้งานในเวลาใกล้เคียงกัน และไม่เคยใช้งานในเวลาเดียวกัน
  8. log เป็น log การใช้งานบันทึกช่วงเวลาที่มีการรับส่งต่างๆ โดยตลอดทั้งวันมี SMS เข้าหมายเลข -4627 เป็นช่วงๆ ในเรื่องนี้คำพิพากษาฉบับเต็ม (PDF) ได้ระบุไว้ว่าหมายเลข -4627 นั้นมีการส่ง SMS จำนวนมาก ผมไม่แน่ใจว่าเอกสารที่ผมเห็นครบถ้วนหรือไม่ แต่เท่าที่เห็นคือมีแต่การรับเท่านั้น
  9. ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวเครื่องไปเพื่อหาว่ามีการแก้หมายเลข IMEI หรือไม่ และหาข้อความที่อาจจะเหลือหลักฐานในเครื่อง แต่เครื่องเสียหายจนไม่สามารถตรวจสอบหมายเลข IMEI จากเครื่องได้ (ตรวจได้จากสติกเกอร์หลังเครื่องเท่านั้น) ทำให้ไม่สามารถตรวจหน่วยความจำในเครื่องได้อีกเช่นกัน ที่เหลือคือข้อมูลในการ์ด micro SD ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าได้ดัมพ์ลง CD ให้แล้ว (ไม่พบเอกสารว่ามีข้อมูลอะไรภายใน)

หมายเลข IMEI


ประเด็นว่าหมายเลข IMEI ว่าปลอมได้หรือไม่นั้นคงเป็นประเด็นที่มีการพูดกันมากแล้วว่าปลอมได้ ในบางรุ่นแทบไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดๆ มากไปกว่าสาย USB และซอฟต์แวร์ เท่านั้น


ประเด็นที่ควรกังวลอีกประเด็นหนึ่งคือแม้เราจะไม่รู้หมายเลข IMEI ของคนทั่วไปเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน แต่ในทางปฎิบัติแล้วหมายเลข IMEI ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด เครื่องส่วนมากสามารถดูหมายเลข IMEI ได้ด้วยการกด *#06# ในส่วนสติกเกอร์นั้นมักติดอยู่ใต้แบตเตอรี่ ตัวกล่องโทรศัพท์เองมักมีหมายเลข IMEI บอกไว้ภายนอกกล่อง หมายเลขนี้จะผ่านตาคนจำนวนมาก เช่น พนักงานขาย โทรศัพท์มือถือ หรือคนซ่อมโทรศัพท์ ฯลฯ ต่างจากหมายเลขที่เป็นความลับเช่นรหัสบัตรเอทีเอ็ม ที่จะส่งมาในซองดำที่คอมพิวเตอร์ถูกออกแบบให้พิมพ์ตรงออกมายังซองปกปิด ไม่มีใครเห็นรหัส แม้แต่ตัวพนักงานผู้สั่งพิมพ์เอง

ภาพหน้าจอ

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งว่าภาพหน้าจอไม่ใช่หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเซฟหน้าจอโดยตรง หรือเอากล้องมาถ่ายภาพหน้าจอก็ตามที ในความเป็นจริงคือเราสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในได้จนไม่เหลือพิรุธใดๆ และการกระทำเช่นนี้ใช้เวลาไม่นาน

การเปลี่ยนแปลงข้อความใน SMS ที่ได้รับมาเป็นหัวข้อที่ทำได้ไม่ยากในโทรศัพท์หลายรุ่น (Nokia, Android, iPhone) เมื่อผ่านการแก้ไขด้วยกระบวนการเหล่านี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อความว่าเป็นข้อความจริงด้วยภาพหน้าจอ

ความถูกต้องของ Log การใช้งาน

ในคำพิพากษามีส่วนหนึ่งระบุถึงความถูกต้องของ log ว่ามีผลสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ แต่หากใครทันยุคโทรศัพท์อนาล็อก (ระบบ AMPS) อาจจะจำได้ว่ายุคหนึ่งฝันร้ายของคนใช้โทรศัพท์มือถือคือการถูกจูนโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากเหยื่อที่ไม่ได้ใช้งาน ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการอยู่ต่อเนื่อง แม้แต่ในปัจจุบันนี้เอง ปัญหาการคิดค่าบริการผิด (ซึ่งก็คิดมาจาก log การใช้งานเหล่านี้) ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญที่สบท. และกสทช. ต้องรับเรื่องแก้ไขกันเรื่อยมาจนเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของวงการโทรคมนาคมไทย ในยุโรปเองเริ่มมีรายงานผู้ใช้ถูกจูนโทรศัพท์ในระบบ GSM กันบ้างแล้ว ปัญหาความไม่น่าเชื่อถือก็ยังอยู่กับวงการโทรคมนาคมต่อไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

ในด้านความปลอดภัยนั้น การโจมตีผู้ให้บริการเพื่อให้เกิด log ที่ผิดพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เช่น การจูนโทรศัพท์ในระบบ GSM ที่เพิ่งมีรายงานไม่กี่วันมานี้, การโจมตีด้วย De-Registration Spoof ที่มีรายงานมาตั้งแต่กว่าสิบปีก่อน ทำให้ผู้ให้บริการเข้าใจว่าเครื่องปลายทางมีการปิดเครื่องไป

ช่องโหว่ของระบบ GSM นั้นมีจำนวนมาก และความผิดพลาดในการออกแบบจำนวนหนึ่งได้รับการแก้ไขไปในระบบ 3G รายงานช่องโหว่ส่วนมากปรากฏอยู่ในรายงานเชิงเทคนิคของ 3GPP (PDF) ซึ่ง 3GPP เป็นหน่วยงานออกมาตรฐานในระบบ 3G เอง

การใช้งานสลับกัน

การใช้งานสลับกันเป็นหัวข้อที่คงพูดถึงกันมากที่สุดต่อจากการปลอม IMEI ในคดีนี้คือการใช้งานสลับกัน อย่างที่ได้กล่าวในหัวข้อที่แล้วว่าการ "หลอก" ผู้ให้บริการว่าเครื่องออกจากระบบนั้นทำได้ แต่หากต้องการกระทำเช่นนั้นจริง มีวิธีที่ง่ายกว่ามากคือการรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ



เครื่องรบกวนสัญญาณมือถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในระบบการควบคุมการนำเข้าอุปกรณ์วิทยุในประเทศไทย ขณะที่การปล่อยคลื่นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากกสทช. เช่นนี้ทำไม่ได้ตามกฏหมาย แต่อุปกรณ์เหล่านี้กลับมีวางขายอยู่ทั่วไปในหลายขนาดหลายราคา ตั้งแต่ 10-100 เมตร และมีการใช้งานทั่วไปตามห้องประชุม หรือสถานที่ต่างๆ

การที่ log ไม่แสดงว่ามีการใช้งานทับช่วงเวลากัน แล้วถือว่า log เช่นนั้นเป็นการยืนยันว่าข้อความถูกส่งออกมาจากเครื่องเดียวกันจริง ทั้งที่ไม่สามารถตรวจสอบจากตัวเครื่องได้ จะสร้างคำถาม และเปิดช่องให้มีการโจมตีกันได้อีกมาก เช่น หากมีคนมีความตั้งใจจะโจมตีใส่ร้ายผู้อื่นว่าเป็นผู้กระทำความผิด เขาต้องการเพียงรู้หมายเลข IMEI แล้วจัดหาเครื่องตัดสัญญาณที่แรงพอ เดินออกไปนอกเขตทำการของเครื่องตัดสัญญาณแล้วใช้เครื่องที่ปลอมแปลงมาส่งข้อความออกไป ทั้งหมดไม่ต้องแตะต้องเครื่องที่ถูกโจมตีหรือใช้ความรู้พิเศษไปกว่าความรู้ทั่วไปที่ช่างซ่อมโทรศัพท์ทั่วไปสามารถทำได้

การพิสูจน์ตัวตน

ด้วยข้อสงสัยทั้งหมด ผมยังคงตั้งคำถามว่าหากเราสามารถหาหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเครื่องที่ใช้กระทำความผิดนั้นเป็นเครื่องที่จับกุมได้จริง เจ้าหน้าที่ควรต้องหาหลักฐานยืนยันตัวผู้กระทำเพิ่มเติมหรือไม่ ก่อนหน้านี้คดีทางคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่เคยระมัดPublish Postระวังในเรื่องพิสูจน์ตัวบุคคลถึงกับซุ่มจับขณะที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หน้าเครื่อง แม้จะมีประเด็นคำถามอื่นๆ ต่อความถูกต้องในการจับกุมว่าผู้ต้องหาได้รับสิทธิต่างๆ อย่างครบถ้วนหรือไม่ แต่คำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำความผิดที่คดีนี้ใช้เพียง log ที่ชี้ไปยังโทรศัพท์เครื่องหนึ่งเท่านั้น

คำถามสำคัญต่อเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้คือมาตรฐานของหลักฐานว่าเพียงพอต่อการดำเนินคดีหรือไม่นั้นอยู่ตรงไหน และคำถามสำคัญต่อสังคมคือเราจะเอามาตรฐานนี้จริงๆ หรือเปล่า?

วันศุกร์, ธันวาคม 30, 2554

อานนท์ นำภา: บุคคลแห่งปีสำหรับผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ พี่หนุ่ม เรดนนท์


30 ธันวาคม 2554

โดย อานนท์ นำภา
ที่มา เฟสบุค อานนท์ นำภา

บุคคลแห่งปีสำหรับผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ พี่หนุ่ม เรดนนท์

พี่หนุ่มเป็นคนเสื้อแดงขนานแท้ที่ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงมาตลอด

พี่หนุ่มถูกจับกุมในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ที่ห้องพักและถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าโพสข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป้นแอดมินของเว็ป นปชยูเอสเอ. ศาลพิพากษาจำคุกเขา ๑๓ ปี โดยลงโทษข้อหมิ่นโพสข้อความหมิ่นฯ ๒ กรรม กรรมละ ๕ ปี และฐานเป็นแอดมินของเว็ปไซต์ ๓ ปี

กระดาษที่ถูกปริ้นออกมาจากหน้าเว็ปไซต์ที่มีข้อความที่แสดงความคาดหวังว่าในหลวงจะออกมากอบกู้สถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงเหมือนเหตุกาณ์เดือนพฤษภา ๓๕ และบทความที่ อ.ใจ ได้โพสในเว็ปไซต์ รวม ๓ แผ่น คือการกระทำที่ทำให้เขาติดคุกถึง ๑๓ ปี

อะไรที่ทำให้ผมคิดและเลือกให้พี่เขาเป็นบุคคลแห่งปีนะหรือ...

พี่หนุ่ม นอกจากจะมีความเข้มแข็งมากๆ แล้ว พี่หนุ่มยังคงคอยแบ่งปันความเข็มแข็งและหัวใจนักสู้ไปยังเพื่อนๆผู้ต้องขังด้วยกันด้วย ก็นั่นแหละ ด้วยความมีน้ำใจของแกที่รับอาสาไปทั่ว หลายครั้งที่แกโดนซ้อมจากผู้คุมที่หัวขวาจัดที่ชื่อเสวียน หรือหัวหน้าเหวียน แดน ๘ แต่แกก็ยังยืนหยัด และเป็นความหวังของเพื่อนๆในเรือนจำ

พี่หนุ่มจะคอยดูแลเพื่อนๆเสื้อแดงและเพื่อนๆคดีหมิ่น อากง , พี่หมี , สุรภัคดิ์ ,ณัฐ และอีกหลายๆคน คือครอบครัวของพี่หนุ่ม รวมทั้งยังคอยส่งข้อมูลผู้ต้องขังเสื้อแดงในเรือนจำออกมาเพื่อให้คนข้างนอกได้รับรู้ข่าวคราวของคนข้างใน รายชื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดมาจากเขา

จดหมายนับร้อยถูกส่งออกมาบอกเล่าเรื่องราวร้อยพัน เขาทำไปทำไม...

" คุณอานนท์ หากผมพอจะช่วยพี่น้องเราได้ขอให้บอกผม ผมจะทำเต็มที่และทำด้วยชีวิตของผม และหากผมเป็นอะไรไป ช่วยบอกพี่นกให้ดูแลน้องเว็ปแทนผมด้วย ผมสู้มามาก เหนื่อยมามาก หากผมขอได้ ผมขอออกไปอยู่ดูแลลูกผม ผมอยากออกไปดูลูกชายวัยที่ลำลังเติบโต ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และหากคนข้างนอกสู้กันต่อไปไม่ไหว ให้บอกผม... อย่าปิดผมเลย"

พี่หนุ่มคือคนที่คิดโครงการ "ของขวัญสีแดง" ที่ให้มีกิจกรรมเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทุกวันที่ ๑๙ บัญชีเงินฝากเขาจะถูกใช้อย่างน่าตกใจเพราะเขาคือที่พึ่งเดียวของเพื่อนๆในเรือนจำ...เขาไม่เคยบ่น

แน่นอนว่าทั้งหลายทั้งปวงล้วนถูกแลกมาด้วยอิสระภาพ และคราบน้ำตาของเขา ผมยังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ที่ทำให้เขาติดคุก ผมนึกถึงประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง ชอล์แชงค์

"ทนายผมมันห่วย"

แทนที่ผมจะเป็นคนที่ไปให้กำลังพี่หนุ่ม พี่หนุ่มกลับเป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจผม และน่าจะรวมถึงเพื่อนร่วมงานของผมอีกหลายคนที่คอยเข้าไปแวะเวียนเยี่ยมเยือนพี่หนุ่มในเรือนจำ... เขาทำได้ไง...

เรื่องราวของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ความซับซ้อนและความกลัวที่ถูกทำลายลง ผมขอคารวะหัวใจ และน้ำใจอันงดงามของพี่หนุ่ม เรดนนท์

จนกว่าเราจะพบกันอีก....

อานนท์ นำภา
๒๙ ธ.ค.๕๔
สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ตามมติชน ไปเยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว"... ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย

ส่งท้ายปีเก่า ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอข่าวรูปธรรมวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วม และมีการเชื่อมประสานกันระหว่างชุมชน อ่านแล้วอิ่มเอมใจ ด้วยเห็นประกายแห่งความหวัง

เพราะแม้เมืองกรุงจะวุ่นวายกันเรื่อง ไล่จับคนเข้าคุกด้วยมาตรา 112 แต่ชนบทไกลปืนเที่ยง เขาขยับก้าวหน้า ในการดำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และสร้างทางเลือกการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างเข็มแข็ง ที่สอดประสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ในวิถีชีวิตเกษตรผสมผสานและปลอดสารพิษ เสริมรายได้ด้วยอาชีพจากฝีมือช่างพื้นบ้าน ตามปรัชญาชาวบ้านที่บอกว่า "ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"

ขอบคุณมติชน ที่นำเสนอข่าวดีๆ จุดประกายแห่งความหวัง และทำให้ชาวไทยอีนิวส์ มีเรื่องราวนำมาเผยแพร่ต่อ


30 ธันวาคม 2554
ที่มา มติชน
เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์


คริสต์มาสที่ผ่านมา คุณผู้อ่านไปทำอะไรมาบ้าง?
ไปถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส หรือว่าไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ?

แต่สำหรับชาวตำบลนาบัว จังหวัดพิษณุโลกนั้น พวกเขามีงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" กันละ

อยากรู้ใช่ไหมว่า "เวทีวิชาการชาวบ้าน" เป็นอย่างไร
วันนี้ มติชนออนไลน์จะพาไปรู้จักกัน

แต่ก่อนอื่นๆเรามารู้จักกับ "ตำบลนาบัว" อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กันก่อนดีกว่า

ตำบลนาบัวมีหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน โดยหมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือ "บ้านภูขัด" นั้นมีชาวม้งอาศัยอยู่ "ภูขัด" ยังเป็นชุมชนชาวม้งที่ใหญ่โตใช่เล่น เพราะมีประชากรอาศัยอยู่ถึงพันกว่าคน

ชุมชนเขาใหญ่ไหมล่ะ ?

คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไม ตำบลนี้ถึงต้องชื่อ "นาบัว"

ที่มาก็คือ นาข้าวของตำบลนี้ เวลาปลูกข้าวจะมีดอกบัวดอกเล็กๆผุดขึ้นมาเต็มท้องนา แทรกไปกับต้นข้าวมากมาย

ทำให้ใครต่อใครพากันเรียกที่แห่งนี้ว่า "นาบัว"

แต่พอไปถามชาวบ้านว่า "นาบัว" ที่ว่านี้ อยู่ที่ไหน อยากจะเห็นสักครั้ง

ก็ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้นาที่มีบัวผุดแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะชาวนาใช้รถไถทำนา "ไถที่นาแต่ละทีก็ไปทำลายรากบัวในดินตายหมด"

นอกจากที่มาของชื่อซึ่งน่าสนใจแล้ว ตำบลนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ

พื้นที่บางส่วนของตำบลนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากแถบนี้เป็นภูเขาสลับซับซ้อน แถมยังอยู่ติดกับภูหินร่องกล้าอีกด้วย

เห็นไหมว่า ตำบลนี้มีแต่เรื่องน่าสนใจ

- - -

เมื่อวันที่ 25 - 26 ธันวาคมที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ได้มีโอกาสติดตามคณะสสส.ที่มีนายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) เป็นผู้นำคณะเพื่อไปร่วมงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน"

ชาวนาบัว


เวทีวิชาการชาวบ้าน คืออะไร?

เรามาทำความรู้จักกับ "เวที" ที่ว่ากันดีกว่า

เวทีวิชาการชาวบ้าน ณ ตำบลนาบัว เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในตำบลได้มาแสดงความคิดเห็น นำเสนอปัญหา และนำเสนอผลงานของแต่ละหมู่บ้าน

ให้คนในหมู่บ้านอื่นได้รับรู้ และยังได้เสนอปัญหาไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองในตำบล อำเภอ จังหวัด ให้รับรู้ปัญหาและเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่อไปให้อีกด้วย

เวทีวิชาการชาวบ้านจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มกราคมของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 15 แล้ว

โดยเจ้าภาพที่จัดจะเวียนกันไป ปีละ 1 หมู่บ้าน

หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะต้องรับหน้าที่จัดการงานทุกอย่างให้เรียบร้อย

มีเวลาเตรียมตัว-เตรียมความพร้อม 1 ปี

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นอย่างมาก

- - -


ในปีนี้หมู่บ้านที่ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานคือ หมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือบ้านภูขัดนั่นเอง

แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆก็คือ ชาวภูขัดได้ขอจัดงานในวันที่ 26 ธันวาคม

เนื่องจากในวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันปีใหม่ม้ง ซึ่งต้องมีการจัดงานเลี้ยงฉลองกัน

หากจะจัดงานวันเวทีวิชาการชาวบ้าน ในวันที่ 8 มกราคม เหมือนเช่นทุกปีนั้น
ทางผู้ใหญ่บ้านภูขัด บอกว่า ทางชาวภูขัดไม่สะดวก

เพราะการเดินทาง จัดหาของจำเป็นขึ้นไปจัดงานที่ภูขัดนั้น ทำได้ลำบาก เนื่องจากทางขึ้นไปยังยอดภูยังเป็นทางดิน ที่ไม่ง่ายต่อการเดินทาง

หากจะจัดนั้น ก็ขอจัดให้ติดกับวันปีใหม่ม้งเลย
จะได้จัดให้เสร็จเรียบร้อยไปภายในระยะเวลาใกล้ๆ กัน

ซึ่งชาวนาบัว ก็ไม่ขัดข้อง

- - -


ก่อนที่เราจะไปพบกับบรรยากาศของงานเวทีวิชาการชาวบ้านในวันที่ 26 ธันวาคม

ทางชาวนาบัวได้พา มติชนออนไลน์และคณะไปพบกับศูนย์การเรียนรู้ของชาวนาบัว ซึ่งมีอยู่ 3 ศูนย์ด้วยกัน

ศูนย์การเรียนรู้แรกที่เราได้ไปคือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน"

ศูนย์นี้จะมีการสาธิตและแสดงผลงานอยู่หลายอย่าง ได้แก่


การแทงหยวก

การแทงหยวกมีวิทยากรคือลุงมงคล สีดารักษ์ คุณลุงได้สาธิตการแทงหยวกประดับบน "แลแห่นาค" ที่มีไว้ให้นาคได้ขึ้นไปนั่งแห่ไปที่วัด

หยวกที่ใช้สำหรับแลแห่นาคนั้น จะต้องแทงเป็นรูปพญานาค (แต่หากประกอบงานอื่นๆก็เป็นรูปอื่นๆแล้วแต่กันไป)

ลุงมงคล


แล 1 แล ใช้ได้แค่ครั้งเดียว เพราะระหว่างที่แห่แลไป คนแบกแลก็จะเขย่าแลไปตลอดทาง
นาคก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกแล และพอใช้เสร็จส่วนมากแลก็จะพัง เพราะโดนเขย่านี่แหละ

แต่ลุงบอกว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครทำแลกันแล้ว
เพราะการจะแห่ด้วยแลนั้น ต้องมีการจัดงานฉลอง 3 วัน 3 คืนคู่กันไป
ทำให้สิ้นเปลืองมาก คนจึงไม่นิยมแห่ด้วยแล

แต่ถ้าจะให้ลุงทำ ลุงก็คิดค่าทำแค่ถูกๆนะ ลุงมงคลว่า

และเมื่อมีคนถามว่า แลนี้นั่งได้กี่คน ลุงแกตอบกลับมาว่า นั่งได้คนเดียว แฟนนาคห้ามนั่ง!

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแลอีกอย่างหนึ่งก็คือ
แลแห่นาคนั้นห้ามผู้หญิงจับ ห้ามคนที่ไม่ได้รับอนุญาตจับ
ไม่งั้นหัวจะล้าน! ลุงเคยเห็นมาแล้ว


อีกผลงานหนึ่งที่มีการนำมาโชว์ คือ การทำเครื่องดนตรีไทย เช่น ซออู้ ซอด้วง

ลุงสำราญ หมื่นพันธ์ ได้เล่าถึงวิธีการทำซออย่างน่าสนุก พร้อมกับเล่าว่า สายซอนั้น ลุงเอาสายเบรกจักรยานที่ทิ้งแล้วมาทำ

เมื่อถามว่า แล้วถ้าเค้าไม่ทิ้งล่ะ ลุงจะทำอย่างไร?

ลุงแกตอบว่า ถ้าเขาไม่ทิ้ง เราก็ไม่ได้ทำ
เป็นซอที่ขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตจักรยานจริงๆ

เมื่อถามต่อว่า ทำไมลุงถึงทำซอ?
ลุงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ก็เพราะใจรัก ตนเล่นซอมาตั้งแต่เด็ก เลยหัดทำ

การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักนี่มันช่างดีจริงๆ ว่าไหม ?


- - -


จากฐานการเรียนรู้นี้ เรายังได้รู้จักพิธีการเลี้ยงผีปู่ของชาวนาบัว

ชาวนาบัวจะเลี้ยงผีปู่ประมาณ เดือน 4 - เดือน 7 ในช่วงฤดูทำนา แต่ละหมู่บ้านจะเลี้ยงผีปู่ไม่พร้อมกัน

ในการเลี้ยงผีปู่นั้น จะมีการแก้บนของชาวนาบัวในงานอีกด้วย
ชาวนาบัวจะแก้่บนในพิธีเลี้ยงผีปู่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น (ไม่ว่าจะบนไว้กี่ครั้งก็ตาม)

นอกจากนี้ ยังมีพิธีปักธงของแต่ละหมู่บ้าน

จากการสอบถามนายประเจตน์ หมื่นพันธ์ นายกอบต.นาบัว ว่าประเพณีนี้เป็นอย่างไร

นายประเจตน์ บอกว่า ในช่วงวันสงกรานต์ ชาวนาบัวจะนำธงไปปักไว้ที่วัด

เมื่อสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ แต่ละหมูบ้านจะเลือกธงจากที่ปักไว้มาเพียงหมู่บ้านละ 1 ธง เพื่อนำไปปักไว้ที่เนินเขาของแต่ละหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีเนินที่สูงที่สุดประจำหมู่บ้าน 1 เนิน

เป็นการแสดงให้เห็นว่า ใครจะไปตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้นไม่ได้

เพราะป่าคือซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้าน
เป็นแหล่งอาหารที่ชาวบ้านหวงแหน

หากปีใด หมู่บ้านไหน ไม่นำธงไปปัก ปีนั้น หมู่บ้านนั้นจะได้รับภัยพิบัติ ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล

เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ดีจริงๆ


- - -


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 2 คือ "ศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสาน" ของลุงทวี สีดารักษ์ หรือลุงแปว

สวนของลุงเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างแท้จริง

เช่น เมื่อหมดหน้านา ลุงก็ปลูกข้าวโพดบนที่นาแทน

บ่อเลี้ยงปลาของลุง มีเล้าไก่อยู่ข้างบน

มีการเพาะพันธุ์กบ เพาะพันธุ์ปลาจำนวนมาก

มีวิธีเพาะเห็ด โดยไม่ต้องทำโรงเพาะ

วิธีการไล่แมลงศัตรูพืชก็ใช้วิธีการรมควัน ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น

บ่อกบ

บ่อกบ (2)

บ่อเพาะพันธุ์ปลา

ลุงได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานมาตั้งแต่ปี 2539

พอทำสำเร็จก็มีคนเข้ามาศึกษา เริ่มมีคนมาขอพันธุ์ปลา พันธุ์กบ
ลุงแกก็ให้ไปฟรีๆ

ลุงแปวบอกว่า สวนของลุงเป็นสวนปลอดสารเคมี
ลุงมีพอกินพอใช้ ไม่ต้องไปซื้อหา อยู่อย่างพอเพียง

ลุงยังบอกปรัชญาดำเนินชีวิตของแกอีกด้วยว่า
"ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"

แน่ะ .. คำคมลุงเท่มาก

อ้อ ที่สวนของลุงแปว ยังมีกระท่อมเล็กๆเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักด้วยนะ
น่าจะได้บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย

เพาะเห็ด

ทุ่งข้าวโพดบนนาข้าว

ลุงแปว

- - -


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 3 "กลุ่มดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน" ของนางเตือนใจ ขุมขำ

ศูนย์นี้เป็นศูนย์แนะนำสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

มีทั้งใบหนาด ที่นอกจากจะใช้ไล่ผีได้แล้ว (?) ยังใช้ขับลม แก้ปวดท้อง แก้โรคทางเดินหายใจต่างๆ
ต้มให้ผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆใช้ดื่มขับเลือดเสียได้ด้วย

อีกทั้งใบพลับพลึงที่สามารถใช้แก้บวม แก้ฟกช้ำ และใบต่างๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำสมุนไพรให้ทดลองชิม

นอกจากสมุนไพรแล้ว ยังมีบริการนวดแผนไทย
ใครเมื่อยก็ลองไปนวดดูได้

ศูนย์สมุนไพร


ศูนย์การเรียนรู้นี้ ไม่ได้เป็นศูนย์ที่ให้บริการโดยตรงเหมือนกับโรงพยาบาล

ถ้าเจ็บป่วยเป็นอะไรมาก็จะดูแลให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วแต่ศรัทธาของผู้มาใช้บริการ ศรัทธาให้เท่าไรกัน


- - -


เมื่อชาวนาบัวพามติชนออนไลน์และคณะเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้ของตำบลจนจบแล้ว

ก็ถึงเวลาที่จะเดินทางขึ้นไปพักยัง "ภูขัด" หรือ "บ้านบน" ในคำเรียกของชาวนาบัว (ชาวนาบัวจะเรียกชาวม้งที่อาศัยอยู่บนภูขัดว่า บ้านบน เพราะการเรียกบ้านบน-บ้านล่าง จะให้ความรู้สึกสนิทสนมและไม่เป็นการดูถูกเชื้อชาติกัน)

รถที่จัดมารับขึ้นยอดภูขัดครั้งนี้
นายกอบต.ประเจตน์บอกว่า ได้จัด "รถเปิดประทุน" มาให้

เป็นรถเปิดประทุนหลายที่นั่ง ให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย
ใช่แล้ว... "รถกระบะ" นั่นเอง

เหตุเพราะทางขึ้น ภูขัด นั้นลาดชัน (เกือบ) มาก
รถตู้ รถเก๋ง และรถที่ไม่ใช่โฟร์วีล ขึ้นไปไม่ได้

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทางขึ้นภูขัด กว่าครึ่งเป็นถนนดิน
มั่นใจได้ว่า หากใครได้นั่งกระบะเปิดประทุนไป รับรอง "ผมแดง ตัวแดง" กันทุกราย

นั่งรถออกจากศูนย์การเรียนรู้

ระหว่างทางขึ้น ไปบนยอดภูนั้น นายกประเจตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า
ทางขึ้นยอดภูนี้ แต่เดิม เป็นถนนดินตลอดทั้งสาย เดินทางลำบากมาก
ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง จากบ้านล่างไปบ้านบน

แต่พอทางชาวภูขัดรู้ว่ากำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีวิชาการชาวบ้านครั้งที่ 15 นี้
ผู้ใหญ่บ้านภูขัดก็ได้พยายามของบมาทำถนนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ จากเดิมถนนนี้เป็นทางดินล้วน
ตอนนี้มีทางลาดยางเพิ่มขึ้นมาหลายกม.
เหลือทางดินเพียง 8 กม. เท่านั้น

ถึงยอดภูขัด ก็ตกค่ำพอดี อากาศที่นี่ก็เย็นไม่ใช่น้อย
ลมก็แรงไม่ใช่เล่น ฝุ่นบนนี้ก็เยอะไม่แพ้ถนนที่เดินทางมา

ทุกคนที่อยู่ที่นี่เลยได้ผมแดง ตัวแดง กันถ้วนหน้า (นึกว่าจะรอดแล้วเชียว!)

อ๊ะ พื้นที่หมดแล้ว... โปรดติดตามงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่บ้านภูขัด ต่อได้ในตอนหน้า

แล้วพบกันใหม่


0 0 0 0 0

เฉย



เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสุรชัยไปเข้าคุก
ฉันนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์เก่าแบบสุรชัย

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสมยศไปเข้าคุก
ฉันก็ยังนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่นัีกสหภาพแรงงานที่ซ่าล่าชื่อเลิกกฎหมายหมิ่นแบบสมยศ

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากอากงไปยัดคุก20ปี
ฉันก็ไม่เกี่ยว ฉันเล่นเน็ตอย่างเดียว
เพราะฉันไม่เคยส่งSMSแบบอากง

เมื่อพวกคลั่งเจ้ามาลากฉันไป..
มันไม่ควรเลย ฉันก็แค่กดlike facebookเฉยๆ
มันไม่ถูกเลย ทำไมใครต่อใครยังนั่งเล่นเน็ตกันเฉย


ปีกซ้าย

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 29, 2554

จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ


ภาพล่าสุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูปดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัดว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทน แม้แต่กลไกที่เรียกว่า"แดงฆ่าแดง"ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป
0 0 0 0 0
หมายเหตุไทยอีนิวส์: หลัง จากแกนนำนปช.ในต่างประเทศได้พากันเดินทางกลับบ้านกันเกือบหมดทุกคนแล้ว ล่าสุดคือ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากไม่นับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเพียงจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี อดีตโฆษกรัฐบาล และแกนนำนปช.เท่านั้น

เราได้ สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งพำนักลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเปิดเผยทัศนะจุดยืนของเขาต่อสถานการณ์การเมืองไทยตลอดห้วง 3 ปีที่เขาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และทิศทางแนวโน้มในปี 2555


1.คนสนใจกันมากว่าแกนนำที่ไปพักพิงลี้ภัยในต่างประเทศก็กลับมาหมดแล้ว ล่าสุดคือคุณอริสมันต์ ไม่ทราบว่าคุณจักรภพประเมินสถานการณ์อย่างไร และพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?

ขอบคุณครับ ผมทราบว่าพี่น้องมวลชนหลายท่านห่วงใยผม และอยากเห็นผมกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้แข่งขันกับโลกเขาได้ ยิ่งเห็น “แกนนำ” เดินทางกลับกันจนหมดแล้วอย่างนี้ก็ยิ่งห่วง กลายเป็นกลัวว่าจะถูกโดดเดี่ยวจนอยู่ไม่ได้และมีอันตราย

ขออาศัยโอกาสนี้กราบขอบคุณต่อพี่น้องทุกท่านเสียก่อนครับ ขอยืนยันว่ากำลังใจอย่างนี้มีความหมายและมีความสำคัญต่อผมมาก และทำให้สู้ต่อได้อีกนาน

ผมประเมินว่าเมืองไทย ณ วันนี้มีบรรยากาศคล้ายวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือวันรุ่งขึ้นหลังการปฏิวัติสยามโดยคณะราษฎร สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัชกาลที่ ๗ ถูกยึดอำนาจไปแล้วหลังเวลา ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ ด้วยความอ่อนแอหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรก็ตาม แต่ปฏิสัมพันธ์ในช่วงหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตร พระปกเกล้าฯ เสด็จฯ กลับจากหัวหินคืนสู่พระนคร และผู้แทนของคณะราษฎรก็ได้เฝ้าฯ เกือบจะในทันที

ผมเข้าใจว่าความกลัวสถาบันกษัตริย์ในส่วนลึกของหัวใจของผู้ปฏิวัติ ประกอบกับความประหลาดใจที่กษัตริย์ไม่ขอลี้ภัย (ซึ่งน่าจะเป็นเพราะห่วงใยพระราชวงศ์ที่ถูกกักขังเป็นตัวประกันอยู่) ทำให้บางคนในคณะราษฎรเกิดความคิดในทางประนีประนอม และยังเผลอคิดต่อไปว่าการ “ปรองดอง” เช่นนั้นจะนำไปสู่ความสงบของบ้านเมือง และทำให้พลเมืองได้รับโอกาสร่วมปกครองบ้านเมืองโดยอัตโนมัติ

แม้มีลางบอกเหตุหลายอย่างก็กลับไม่สังเกตเห็นหรือมองข้ามไปเสีย อาทิ การที่พระปกเกล้าฯ ขอเติมคำว่า “ชั่วคราว” หลังธรรมนูญการปกครองสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรอุตส่าห์เสี่ยงหัวขาดเสนอขึ้นมา

จนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญแบบ “ปรองดอง” ขึ้นมาแทนในวันที่ ๑๐ ธันวาคมของปีเดียวกันนั้น

ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น

ผมเห็นว่าถ้าพวกเราใน พ.ศ. นี้ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและมองสถานการณ์แค่ปลายจมูก โดยไม่มองโครงสร้างรวมของระบอบการเมืองการปกครองแล้วล่ะก็ ประวัติศาสตร์การเมืองส่วนนี้จะซ้ำรอยให้เราได้เจ็บใจกันแน่

อย่าลืมว่าการลุกฮืออย่างเงียบๆ ของพลเมืองไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙-ปัจจุบัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก หากเราไม่ตระหนักให้ดีว่าเหตุที่่เขาขอ “ปรองดอง” ก็เพราะเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดเรานั่นแหละที่จะกลายเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำเสียเอง ความคิดนี้ทำให้ผมยังไม่กลับเมืองไทย ขออยู่นอกพื้นที่อำนาจเพื่อทำงานไปตามอุดมการณ์และเป้าหมายไปจนถึงวันที่เป็นไปไม่ได้เสียก่อนครับ

2.คุณจักรภพประเมินสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างไรนับแต่เดินทางออกนอกประเทศมาจะครบ 3 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนต่อสู้ไปเพียงใด


ก้าวหน้ามากครับ ก้าวหน้าทั้งปริมาณและคุณภาพ

ในแง่ปริมาณผมนึกขอบคุณ นปช.ฯ และกลุ่มพลังประชาธิปไตยทุกกลุ่ม ไว้ว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์ตรงกันหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่แต่ละกลุ่มช่วยสร้างและเสริมในเชิงกิจกรรมการเมือง ส่งผลให้เราขยายจำนวนสมาชิกของขบวนประชาธิปไตยมาถึงขนาดนี้ และเหนียวแน่นกันระดับนี้ได้

ส่วนคุณภาพเราต้องขอบคุณปัญญาชน นักวิชาการ นักคิด และพลเมืองภิวัฒน์จำนวนมาก ที่ทำงาน “ปิดลับ” โดยผ่านไซเบอร์ และการจัดตั้งด้วยวิธีการอันสร้างสรรค์ต่างๆ จนเรายกระดับแนวคิดขึ้นมาขั้นนี้ได้

ความสำเร็จทั้งปริมาณและคุณภาพของขบวนประชาธิปไตยในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นความสำเร็จที่เพียงไม่กี่ปีก่อนยังนึกว่าเป็นฝันกลางวัน โดยไม่อาจเป็นจริงได้เลย

แต่วันนี้ทุกอย่างประจักษ์แก่สายตาและจิตใจแล้วว่าบ้านเมืองกำลังถึงคราวปรับเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งใหญ่กว่า ร.ศ.๑๓๐ และ พ.ศ.๒๔๗๕ เสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือการยกตัวขึ้นของขบวนประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด ยังยกขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเพดานจำกัด

3.ประเมินสถานการณ์ในปีใหม่2555และสถานการณ์การเมืองในระยะต่อไปอย่างไร และขบวนการประชาธิปไตยกับแนวร่วมขบวนประชาธิปไตยในภาพใหญ่ควรกำหนดจังหวะก้าวอย่างไร

เรามีทางเลือกใหญ่ๆ สองทางสำหรับการทำงานประชาธิปไตย

ทางแรกคือต่างคนต่างทำตามอุดมการณ์และความถนัดของตน หรือต่างคนต่างเดินไปสู่เป้าหมาย (ที่เชื่อว่า) เป็นเป้าหมายเดียวกัน จนกว่าจะพบว่าเป็นคนละเป้าหมายหรือกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ทางที่สองคือทำงานร่วมกันโดยกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีร่วมกันขึ้นมา โดยต่างคนต่างทำตามความถนัดและความสามารถของตนเช่นเดิม เพียงมีพิมพ์เขียว (blueprint) ขึ้นมาสักฉบับหนึ่งเท่านั้น

พิมพ์เขียวนี้ก็มิได้มาจากคำสั่งของนายทุนหรือผู้ที่วางตัวเป็นชนชั้นที่สูงส่งกว่า แต่มาจากการทำงานร่วมกันเพื่อให้เป็นกรอบการทำงานที่เราวัดผลและเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้

ผมคงไม่ก้าวล่วงถึงขั้นไปชี้นำว่า ใครควรทำอะไรและทำอย่างไร แต่บอกได้ว่าการทำงานแบบที่สองคือร่วมมือกันตามยุทธศาสตร์นั้น จะเกิดขึ้นแน่ เริ่มต้นอาจจะไม่กี่ราย และใครรู้ในภายหลังก็เข้าร่วมในภายหลังได้ ไม่ควรคิดน้อยใจหรือคิดอาละวาดสร้างความสำคัญ

ปัญหาอัตตาสูง (ego) เป็นเรื่องที่ถ่วงงานของเราเรื่อยมา จนบางคนกลายเป็นมนุษย์ที่ขอกันดีๆ ไม่ได้ แต่กลายเป็นถูกสั่งได้ เพราะได้เผยจุดอ่อนจนถูกมนุษย์คนอื่นเขาเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไม่รู้ตัว

ผมคิดว่าคนในขบวนประชาธิปไตยนั้น แบ่งประโยชน์ออกได้เป็น ๒ แนวทางตามคำตอบของผมในข้อที่แล้ว ทางหนึ่งคือปริมาณ และอีกทางหนึ่งคือคุณภาพ ซึ่งไม่ได้แปลว่าฝ่ายปริมาณจะไร้คุณภาพหรือฝ่ายคุณภาพจะไร้ปริมาณโดยสิ้นเชิง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นว่าใครเฉดไหนเท่านั้นเอง แต่ละคนจะได้สร้างดวงดาวในสไตล์ของตัวเองขึ้น ขบวนประชาธิปไตยของเราทุกวันนี้ใช้วิธีแบ่งงานกันทำ (division of labor) ได้อย่างสบาย

4.ประเมินสถานการณ์ในปี2555และระยะต่อไปของฝ่ายอำมาตย์อย่างไร และขบวนประชาธิปไตยต้องกำหนดจังหวะก้าวรับ ก้าวรุก อย่างไร

ผมคิดว่าศักดินา-อำมาตย์มาถึงระยะหมดเครื่องมือใหม่ในการรักษาอำนาจ และเริ่มงัดเอาของเก่ามาใช้ประโยชน์ แล้ว ไม่ว่าอำนาจกองทัพ อำนาจศาล-ตุลาการ อำนาจองค์กรอิสระ อำนาจผ่านภาคธุรกิจ อำนาจผ่านสื่อมวลชนในสัมปทานรัฐ อำนาจกำหนดควบคุมทรัพยากรธรรมชาติอย่างมวลน้ำในเขื่อน ใช้มาเรื่อย

จนกลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่งพร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง
5.ทางเลือกของสังคมไทยระหว่างการปรองดองกับการปะทะกันอย่างถึงรากถึงโคนสิ่งใดจะเป็นแนวโน้มหลัก

“ปรองดอง” เป็นคำที่ดีและไพเราะ แต่ไม่สอดคล้องต่อธรรมชาติของระบอบการเมืองการปกครองแบบอำนาจสูงสุด (absolutism) ระบอบอำนาจสูงสุดไม่ยอมรับการแบ่งปันในอำนาจและผลประโยชน์ แต่มองตนเองว่าเป็นผู้จัดการอำนาจและผลประโยชน์นั้นเอง

ผู้กุมอำนาจในลักษณะนี้จะไม่เห็นว่าการแข่งขันทางอำนาจเป็นเรื่องปกติ แต่เห็นว่าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดกวาดล้างโดยสิ้นเชิง

หลักฐานในการเมืองไทยบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “การปรองดอง” ในอดีตไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในระยะต้นและระยะกลาง อาจมีประโยชน์บ้างในระยะปลาย ที่ผู้แพ้และชนะต่างรู้ชะตาของตนเองอย่างค่อนข้างเด็ดขาดแล้ว

ผมไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ

6.คุณจักรภพใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างไร และเป็นไปได้ไหมที่ขบวนการปฏิวัติหรือปฏิรูปอาจก่อตัวมาจากต่างประเทศคล้ายกับคณะราษฎรเมื่อปี2475

ผมขอรวมคำถามนี้มาตอบพร้อมกันตรงนี้นะครับ การปฏิวัติใดๆ ในอดีตเกิดขึ้นจากความคิดทางอุดมการณ์ก็ได้ จากตำรับตำราหรือลัทธิใดๆ ก็ได้ แต่จะไม่ยกขึ้นเป็นสถานการณ์ปฏิวัติหากไม่เกิดความฉุกเฉินอย่างฉับพลัน (immediacy) ขึ้นก่อน

สถานการณ์โดยรวมจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิวัติในแต่ละสังคม ไม่ใช่ถูกชี้นำโดยเอกเทศจาก “ผู้นำปฏิวัติ” โดยอัตวิสัยเท่านั้น

สังคมไทยเราถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมปฏิรูป เพราะไม่ชอบการเผชิญหน้าและไม่ชอบความยืดเยื้อ โดยปกติคงไม่อยากปฏิวัตินัก แต่คำถามคือเรากำลังถูกผลักไสให้ดาหน้าไปสู่สถานการณ์เช่นว่านั้นหรือไม่

ผมคิดว่าเงื่อนไขแบบนั้นกำลังปรากฏขึ้นอย่างช้าๆในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบไทย ศูนย์กลางจะอยู่ที่ใดน่าจะไม่สำคัญนัก ซ่อนตัวอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศก็ได้ เพราะขบวนปฏิวัติต้องปรับตัวอีกนับครั้งไม่ถ้วนในสถานการณ์จริง

แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.

สเปนเปิด"รายได้"ราชวงศ์เป็นครั้งแรก หลังกระแสสังคมกดดัน คิงคาร์ลอสรับ"12 ล้านบาท/ปี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

มติชนรายงานข่าวการเปิดเผยเงินเดือนราชวงศ์ของสเปนเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ "กษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ"

อนึ่งกษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ได้รับการยกย่องทั่วโลกว่า "เป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตย" เพราะทรงนำประชาชนสเปนปฎิเสธรัฐประหาร (ครั้งสุดท้ายในสเปน) เมื่อปี 2524 ทำให้ประชาชนสเปน ไม่ต้องกังวลว่าทหารจะทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นตนมา

ขอร่วมสดุดีแซ่ซร้องในพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่รักของปวงชนชาวไทย!


ที่มา มติชน

29 ธันวาคม 2554

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ว่า สเปนซึ่งต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดเผยรายได้เงินเดือนของราชวงศ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสกดดันของสังคมที่ต้องการให้มีการเปิดเผยสถานภาพด้านการเงินของ ราชวงศ์ ในห้วงประเทศประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยการเปิดเผยดังกล่าวระบุว่า กษัตริย์"ฮวน คาร์ลอส"ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ

ส่วนเจ้าหญิงเฟลิปเป้ ทรงมีรายได้เงินเดือนเป็นเงิน70,260 ยูโร หรือราวกว่า 2.8 ล้านบาท และเงินค่าใช้จ่ายปฎิบัติกรณียกิจ 71,117 ยูโร หรือราวกว่า 2.9 ล้านบาท

ส่วนพระราชินี"โซเฟีย",เจ้าหญิง"ลาติเซีย"และเจ้าหญิงคริสติน่า และเจ้าหญิงอีเลนา ไม่มีรายได้เงินเดือน ที่ถูกระบุเฉพาะ แต่มีค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ เป็นจำนวนรวมกัน 375,000 ล้าน หรือราว 15.37 ล้านบาท

รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ทางการสเปนได้ระงับงบประมาณหลวงเมื่อปี 2010 ลง 470,000 ยูโร หรือราวกว่า 19.27 ล้านบาท และได้ตัดลดงบประมาณหลวงของปี 2011 จากจำนวน 8.43 ล้านยูโร หรือราว 345,630,000 ล้านบ.ลง 5% คือ 470,000 ยูโร หรือราว 19.27 ล้านบาท

0 0 0 0 0

ไทยอีนิวส์ ขอน้อมนำพระสุรเสียงพระเจ้าฮวน คาร์ลอส ที่ ๑ ที่ทรงมีพะระราชดำรัสปฏิเสธการรัฐประหาร ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวสเปน


หมาแก่ดับคาจอต่อจากตั้ว-อ๊อฟ โปรแกรมหน้าท้าพิสูจน์พลังคว่ำบาตรกับหนัง'กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์'

"กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใครข้องใจเจอได้ทุกเวลา..พวกมึงไม่รู้สำนึกยังหน้าด้านอยู่ประเทศไทยทำไม"

ท่าทีของบิณฑ์ตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา จนมาถึงประโยคร้อนๆข้างต้น วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยคงต้องจัดหนักอีกครั้ง ช่างประจวบเหมาะจังหวะเวลาจริงๆ กับหนัง ปัญญา เรณู 2 ที่เตรียมเข้าฉาย 26 มกราคม 55 นี้

ช่วยกันกระจายกระแสคว่ำบาตรนี้ให้ลุกลามทั่วประเทศ ให้หนังปัญญาเรณูดับ ตามรอยคนโขนของตั๊ว อุโมงค์ผาเมืองของอ๊อฟ และหมาแก่อันตรายของเทพ พวกดารานักแสดงเหล่านี้ ควรได้รับบทเรียนอย่างสาสมจากคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตย(ที่มา:facebook)



เวรกรรมCOMING SOON!
แชร์กัน ช่วยกันคิด!

หนัง "ปัญญาเรณู ๒" ของบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ จะเข้าฉายเดือนหน้า เราควร แบนหนังนี้หรือไม่ครับ


คนโขนของตั้ว อุโมงค์ผาเมืองของอ๊อฟ หมาแก่ของป๋าเทพ ต่อไปถึงคิวปัญญาเรณูของพี่บิณฑ์สินะ

ดึงสถาบันมาแอบแฝงผลประโยชน์ ให้ตัวเอง เพื่อโปรโมท หนังกำลังจะเข้า โลง [ โรง ]

หนังมันตั้งเป้ารายได้ไว้ 100 ล้านบาท ในกรณีที่"สลิ่ม"แห่กันไปดูล้านคน หนังชนบทอีสาน แต่เสือกเห่าหอนเอาใจอำมาตย์

ให้มันไปทำหน้าที่เก็บศพดีแล้วหละ ไม่ต้องมาสาระแน




กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใครข้องใจเจอได้ทุกเวลา..พวกมึงไม่รู้สำนึกยังหน้าด้านอยู่ประเทศไทยทำไม










ไอ้พวกสัตว์นรกชอบทำความแตกแยกคนไทยด้วยกัน..คนที่แม่่งพูดบอกว่าประชาชนปลดรูปลงหมดแล้ว..ปลดรูปโคตรพ่อโคตรแม่มึงนะลงเอากระทืบไงไอ้สัตว์..พวกมึงไม่รู้สำนึกแล้วยังมาหน้าด้านอยู่ประเทศไทยทำไม..กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ถ้าใครข้องใจ..แต่อย่าหน้าตัวเมียน่ะเจอกูได้ทุกเวลา..เปิดตัวออกมาไอ้เหี้ย!!

จู่ๆบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ก็โพสต์ดังข้างต้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่อมาเขาได้โพสต์ในเฟซบุ๊คว่า



สวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกคน..ผมขอโทษในเรื่องคำพูดที่พูดออกไปผมรู้ว่ามันไม่เหมาะสม แต่ผมเอาไม่อยู่จริงๆผมเทิดทูนและรัก(เซ็นเซอร์)ไม่แพ้เพื่อนๆทุกคน..ผมขอโทษครับ

อย่างไรก็ตามบิณฑ์ไม่ได้บอกที่ไปที่มาที่ทำให้เขาออกตัวแรงขนาดนี้แต่อย่างใด

ที่มา:เฟซบุ๊ค  Bin Banloerit


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:






วันพุธ, ธันวาคม 28, 2554

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

แม้ว่า ". . .ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้" แต่งานเสวนา "เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย" ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนล้นห้องประชุม

ไทยอีนิวส์ขอสนับสนุนกิจกรรมคนหนุ่มสาว เพื่อร่วมเดินไปกับประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำเสรีภาพมาสู่สังคมไทย

แต่ขออนุญาตถกเถียงประเด็นนี้กับน้องๆ นักศึกษาสักนิดเพื่อชีวิตคนรุ่นก่อน จะได้กระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหน่อย ต่อประเด็นที่ว่า "หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น" ทางเราขอชวนถกเถียงต่อว่า "เพราะไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ สังคมจึงเต็มไปด้วยการประจบประแจง" ชิมิๆ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพิจารณา นำไปถกเถียงต่อไป!



28 ธันวาคม 2554

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 เมื่อเวลา 17.00 น. ห้อง 207 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน จัดเสวนาในหัวข้อ “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ รักชาติ วงศ์อธิชาติ รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และ ศรันย์ ฉุยฉาย สมาชิกกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (ซีซีพี) โดยมีนิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมวงเสวนากว่า 150 คน
ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ อธิบายภาพรวมของอำนาจสถาบันพระมหากษัตริยในสังคมไทย โดยชี้ว่า สถานะของสถาบันฯ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย มิได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลายๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40-50 ปีของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น เช่นเดียวกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองจากการเลือกตั้ง และฝ่ายจารีตนิยมที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินไปของสนามที่ต่อสู้เชิงความ คิดที่ยังไม่สิ้นสุดในสังคมไทย
เพื่อที่จะสร้างและรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ธำรงอยู่ ปิยบุตรชี้ว่า สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใดๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึง การไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และการสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ด้านรักชาติ วงศ์อธิชาติ นศ. ปีที่ 3 จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของนิสิตนักศึกษาที่ถูกจำกัดลงจากอดีต โดยชี้ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อความเท่าเทียม และเสรีภาพในการหาความรู้ อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่รับเอาอุดมการณ์กษัตริย์นิยมมาใช้ ผ่านพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมหาวิทยาลัย การให้นักศึกษาเข้ารับฟังการทรงแสดงดนตรี ในขณะเดียวกันก็ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประสาสน์การมหาวิทยาลัยกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องบูชากราบไหว้ ซึ่งรักชาติมองว่า แทนที่สถาบันการศึกษาจะทำให้คนตั้งคำถามเรื่องสิทธิเสรีภาพ กลับเป็นเบ้าหลอมให้คนต้องอยู่ในกรอบที่คิดและเชื่อเหมือนๆ กัน
นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังกล่าวถึงระเบียบต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่สะท้อนถึงระบบอำนาจนิยม เช่น ระบบโซตัส หรือการบังคับให้แต่งกายถูกระเบียบตามแบบอย่างชุดนิสิต “ในพระปรมาภิไธย” โดยสภาพดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว สังคมไทยล้วนอยู่ในพระปรมาภิไธย ซึ่งประชาชนไม่สามารถคิดและเห็นต่างได้ มิหนำซ้ำ นอกจากจะ “ห้าม” พูดและคิดแล้ว ยัง “ถูกบังคับให้พูด” เนื่องจากมีกลไกทางสังคมและทางกฎหมายดำรงอยู่ที่พร้อมจะคว่ำบาตรต่อผู้ที่ เห็นต่างทันที ซึ่งพิริยะดิศ มานิตย์ อาจารย์จากภาควิชาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าฟังการเสวนาดังกล่าวชี้ว่า การถูกบังคับให้พูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด ก็เปรียบเสมือนกับการข่มขืนดีๆ นี่เอง
“สังคมที่คนถูกบังคับให้คิดให้เชื่อเหมือนๆกัน ก็เปรียบเสมือนสังคมนกเพนกวินที่ไม่ได้ใช้ความคิด อย่างนั้นมันไม่ใช่มนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์ต้องสามารถคิดและเห็นต่างได้” พิริยะดิศกล่าว
รักชาติ กล่าวถึงการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่เพียงแต่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยรวม ซึ่งกรณีการตัดสินจำคุก 20 ปีของนายอำพล หรือ “อากง” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวมีปัญหา อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า การรณรงค์เพื่อตระหนักรู้ความไม่เป็นธรรมของกฎหมายนี้ ไม่ควรมาจากความน่าสงสารหรือน่าเห็นอกเห็นใจต่อคดีอากงเท่านั้น เนื่องจากยังมีนักโทษการเมืองหลายคนยังถูกจำคุกด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข “สุรชัย แซ่ด่าน” และ”ดา ตอร์ปิโด” ซึ่งควรได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้
ดิน บัวแดง หนึ่งในกลุ่มผู้จัดงานให้ความเห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่าในรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีเสรีภาพให้พูดคุยและถกเถียงใน ประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อนาคตของสังคมไทย ทั้งๆ ที่นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ควรจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะในคณะที่เกี่ยวกับ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ หากแต่เขารู้สึกว่า ในมหาวิทยาลัย กลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วย “ความกลัว” และนอกจากจะไม่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้ว กลับห้ามมิให้นิสิตนักศึกษาใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์อีกด้วย
ดิน บัวแดง นิสิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และหนึ่งในผู้จัดงานเปิดเผยว่า สาเหตุที่จัดงานเสวนาดังกล่าวขึ้นมา เพื่อต้องการให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์
หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น
เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย
เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย
เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย
เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่ออดีตผู้นำประเทศต้องคำพิพากษาให้จำคุก

ภาพประกอบ Reuters
เมื่อศาสฝรั่งเศสพิพากษาจำคุกอดีตประชาธาธิบดี Jacques Chirac (ณากส์ ชีรัก) "จากคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้ชีรักกลายเป็นอดีตผู้นำสูงสุดรายแรกของฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินว่ามีความ ผิดในคดีอาญานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา" ชำนาญ จันทร์เรือง นำมาเปรียบเทียบกับการเมืองไทยได้อย่างน่าฟัง

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
28 ธันวาคม 2554

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมาศาลฝรั่งเศสได้มีคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ ว่าอดีตประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก วัย 79 ปี มีความผิดข้อหายักยอกเงินหลวง ละเมิดความไว้วางใจของประชาชนและมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการใช้ภาษีประชาชนจ่ายเงินให้สมาชิกพรรคการเมืองและหัวคะแนนของตน โดยการทำสัญญาจ้างงานปลอมขึ้นมา 19 ตำแหน่ง ทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริง ในสมัยที่ชีรักดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครปารีส ระหว่างปี 2533-2538 ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งทำให้นครปารีสเสียหายคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านยูโร หรือประมาณ 54 ล้านบาท โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ หลังจากใช้เวลาในการค้นหาความจริงมาอย่างยาวนาน


จากคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ชีรักกลายเป็นอดีตผู้นำสูงสุดรายแรกของฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ขณะที่จำเลยร่วมในคดีนี้อีก 9 คน ศาลตัดสินไปก่อนหน้านี้แล้วให้ 2 คนพ้นผิด ส่วนอีก 7 คนที่เหลือถูกตัดสินว่ามีส่วนช่วยให้ชีรักใช้ระบบตำแหน่งงานปลอมในเทศบาลนครปารีส เพื่อนำเงินจากเทศบาลนครปารีสไปจ่ายแก่คนใกล้ชิดที่มาช่วยงานการเมือง และหนึ่งในจำนวนนี้ คือ นายอแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 14 เดือนโดยให้รอลงอาญาเมื่อปี 2547 และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 1 ปี ก่อนกลับเข้าสู่การเมืองจนก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในปัจจุบัน

เหตุที่คดีของอดีตประธานาธิบดีชีรักเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเพราะชีรักได้ใช้เอกสิทธิ์ของการเป็นประธานาธิบดีของตนคุ้มกันมาโดยตลอดทำให้อายุความได้สะดุดหยุดอยู่ เมื่อเขาลงจากตำแหน่งจึงสามารถดำเนินคดีต่อไป

ชีรักเริ่มเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสสมัยแรกเมื่อปี 2538 และได้เป็นประธานาธิบดีสมัย 2 อีกในปี 2545 ด้วยคะแนนนิยมอย่างถล่มทลายถึง 82% ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และที่โด่งดังที่สุดก็คือ การงัดข้อกับ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาคัดค้านการบุกอิรักในปี 2546 และหลังจากพ้นวาระประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2550 แล้วเขายังได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกตลอดชีพของสภารัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศสอีกด้วย


ที่ผมยกกรณีของอดีตประธานาธิบดีชีรักขึ้นมานี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความเป็นอิสระของศาลฝรั่งเศส และแสดงให้เห็นว่าแม้ผู้นำของเขาจะได้รับความนิยมสักปานใดก็ตาม ก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ แม้ว่าในระหว่างดำรงตำแหน่งจะไม่สามารถดำเนินคดีได้ก็ตาม แต่เมื่อลงจากตำแหน่งแล้วคดีก็ว่ากันต่อไป เพราะความนิยมทางการเมืองกับการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือท่าทีของอัยการที่ขอให้ศาลยกฟ้องคดีพัวพันคอร์รัปชั่นของชีรัก โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าตำแหน่งงานผีเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา แต่ศาลยืนยันที่จะนำคดีเข้าสู่การพิจารณา เพราะภายใต้กฎหมายฝรั่งเศส ผู้พิพากษาสามารถนำคดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนได้ แม้อัยการจะคัดค้านก็ตาม

จากกรณีของประธานาธิบดีชีรักในข้อกล่าวหาว่าทุจริตนั้นไม่ได้แตกต่างจากคดีของคุณทักษิณเท่าใดนัก แต่ที่แตกต่างก็คือฝรั่งเศสใช้กระบวนการของศาลปกติธรรมดา ไม่ได้มีการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มเพื่อเอาออกจากตำแหน่งแล้วตั้งคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่เป็นอริกับผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนเพื่อหาความผิด มิหนำซ้ำยังมีการออกกฎหมายของคณะรัฐประหารย้อนหลังไปยุบพรรคการเมืองเสียอีกด้วย

ภายหลังที่ศาลยุติธรรมฝรั่งเศสมีคำพิพากษา ชีรักออกแถลงการณ์ว่าเขาจะไม่อุทธรณ์ต่อในคดีนี้ เพราะสุขภาพและพละกำลังที่ถดถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ทำให้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายที่อาจกินเวลายาวนาน แต่เขาก็ยังยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง(ตามฟอร์ม) และหวังว่าความรู้สึกของประชาชนฝรั่งเศสที่มีต่อเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แต่กรณีของคุณทักษิณกลับตรงกันข้ามเพราะมีการดำเนินการทั้งสับขาหลอก ทั้งสับขาจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งการนิรโทษกรรม ตลอดจนการจุดประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งผมเห็นด้วยบางส่วนและไม่เห็นด้วยบางส่วน

ที่เห็นด้วยก็คือการถูกรัฐประหารเตะออกจากตำแหน่งแล้วตั้งคณะกรรมการที่เป็นอริกันมาสอบสวนแล้วยังมีการใช้กฎหมายย้อนหลังไปยุบพรรคการเมืองนั้นยอมรับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และไม่มีประเทศไหนที่เจริญแล้วสามารถยอมรับได้เช่นกัน และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เพื่อลบล้างผลพวงของรัฐประหารให้หมดสิ้นไป ไม่ให้กลายเป็นตราบาปฝังใจอยู่ดังเช่นในปัจจุบันนี้

ที่ไม่เห็นด้วยก็คือการพยายามผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณและยอมแม้กระทั่งจะนิรโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี 91 ศพ เพียงเพื่อคุณทักษิณเพียงคนเดียว

ความหมายของผมก็คือ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยกเลิกกระบวนการที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยา 49 เสียทั้งสิ้น แล้วดำเนินคดีไม่ว่าจะกี่คดีก็ตามกับคุณทักษิณในช่องทางปกติเช่นเดียวกับคดีของอดีตประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศส หากคุณทักษิณมีความผิดจริงก็ย่อมสมควรที่จะได้รับโทษไม่ว่าจะได้รับความนิยมทางการเมืองสักปานใดก็ตาม

ที่สำคัญที่สุดนอกจากการนำเอาตัวคุณทักษิณมาพิจารณาคดีในกระบวนการปกติแล้ว ย่อมต้องดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี 91 ศพ เพื่อเป็นตัวอย่างในการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุจนทำให้มีคนเสียชีวิตอย่างมากมายเช่นนี้

เมื่อทำได้ดั่งนี้แล้ว คงไม่ต้องให้ใครมากล่าวอ้างถึงความเป็นนิติรัฐหรือนิติธรรมให้เปลืองน้ำลาย เพราะสิ่งที่ผมเสนอนี้คือการเป็นนิติรัฐและนิติธรรมอยู่อย่างสมบูรณ์ในตัวแล้วอย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

0 0 0 0 0

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554


‘อริสมันต์"พ้นคุกปุ๊ปโดนล็อกปั๊ป!-ตร.อายัดตัวส่งศาลคดีหมิ่นศิริโชค


ที่มา ข่าวสดออนไลน์
28 ธันวาคม 2554

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย โดยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกันจำนวน 6 ล้านบาท ทั้งนี้ห้ามจำเลยออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือก่อความไม่สงบในบ้านเมือง

ด้าน นางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภรรยาของนายอริสมันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวว่า เราได้พยายามต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เมื่อศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ก็ถือเป็นของขวัญรับปีใหม่ที่มีค่ามากๆสำหรับครอบครัวของเราที่เฝ้ารอมาแสน นานกว่าที่จะได้พบกันอยู่กันพร้อมหน้าในครอบครัวซึ่งจากนี้ไปก็จะต่อสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปอย่างไรก็ตาม วันก่อนลูกอายุแค่ 9 ขวบ มาถามว่า แม่ๆ คุณพ่อจะมีโทษถึงประหารชีวิตเลยหรือ เพราะเห็นเพื่อนๆเขามาพูดกันอย่างนั้น พอได้ยินรู้สึกสะท้อนใจมากๆเลย ไม่นึกว่าลูกอายุแค่นี้จะมาถามอย่างนี้ จึงบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นแต่เราจะต้องต่อสู้คดีต่อไป

เวลา 18.00 น. เรือนจําพิศษกรุงเทพฯ ปล่อยตัวนายอริสมันต์ ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เดินทางมาอายัดตัวนายอริสมันต์เพิ่มเติมในคดีหมิ่นประมาทนายศิริโชค โสภา ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทําให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ตั้งใจมารอรับนายอริสมันต์ต่างไม่พอใจ ตะโกนต่อว่าตํารวจ และด่าทอนายศิริโชคอย่างรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากประตูเรือนจําเปิด นายอริสมันต์เดินออกมาในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาว เมื่อเห็นหน้านายเฮงและนางน้ำผึ้งถึงกับน้ำตาคลอเบ้าก้มลงกราบเท้าพ่อแม่ จากนั้นเดินไปขึ้นรถเมอร์เซเดซเบนซ์สีดําของทนายความไปยังสน.ประชาชื่น ระหว่างรถแล่นมาถึงหน้าประตูทางออก นายอริสมันต์พูดผ่านเครื่องขยายเสียงกล่าวขอบคุณผู้พิพากษาและพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจว่า ตนเป็นผู้ชาย อยากให้ประเทศมีความสุข มีประชาธิปไตย เราได้เรียนธรรมะ รู้ธรรมะและเห็นธรรมะแล้วว่าบ้านเมืองจะสงบสุขได้ต้องมีคำว่าให้อภัย และขอสวัสดีปีใหม่ทุกคน

จากนั้นคนเสื้อแดงบางส่วนเคลื่อนขบวนตามนายอริสมันต์ไปยังสน.ประชาชื่น โดยเมื่อถึงสน. ตำรวจรีบนําตัวแกนนำนปช.เข้าห้องสืบสวน พร้อมห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ยกเว้นญาติ

เบื้องต้นคาดว่านายอริสมันต์ต้องนอนพักค้างอยู่ที่สน.ประชาชื่น 1 คืนเพื่อรอส่งตัวไปดําเนินคดีต่อที่ จ.สงขลา



229ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้







ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันรำลึกถึงพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ธันวาคม 2554

แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325  พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม

ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก

ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"

ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก

หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย

วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?


ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา

แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*


" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"



"ชำแหละแผนรัฐประหารยึดกรุงธนบุรี"

ในบทความเขียนโดยปรามินทร์ เครือทอง ได้ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารไว้ว่า:



แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้

แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุญนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อกบฎขึ้น ชักชวนกันซ่องสุมประชาชนจะไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อมกำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ทรงผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว

แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกองทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป

จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี

เมื่อมาถึงก็ชำระความถึงการกบฏ และอ้างอิงไปถึงว่าต้นเหตุเกิดจากความวิปลาสของพระเจ้าตากฯ จึงให้ชำระโทษไปเสียทั้งหมดโดยนำตัวไปประหารชีวิต และปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์




ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)

ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน

พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในบทความเรื่อง พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า

“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง

หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้



มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง




ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่  หม่อมเจ้าชายสุวรรณ  หม่อมเจ้าชายหนูเผือก  หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์  หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 229 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

“แต้อ๊วง”ในมุมมองลูกหลานจีนVSพระเจ้าตากสินบวชเป็นพระที่เมืองนครตามการโฆษณาชวนเชื่อ