วันจันทร์, ตุลาคม 31, 2554

ภาพหลักฐานปล่อยน้ำท่วมทำลายรัฐบาล?..

คลิกภาพขยายใหญ่
ปริศนา ปล่อยน้ำในเขื่อนสิริกิติ์จนแห้งผาก ข้อมูลสภาพน้ำเวลา22.00วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2554 (ที่มา:facebook)
ภาพเพิ่มเติมล่าสุด-สภาพเขื่อนสิริกิตต์วันนี้เวลา 6.13 น.(2 พ.ย.54) บริเวณท้ายเขื่อน

ภาพจากกล้องวงจรปิดตัวที่ 2 ที่บริเวณท้ายเขื่อนวันนี้ เวลาประมาณ 6 โมงเช้า จากนั้นก็จะปล่อยน้ำจากสันเขื่อนลงมาอีกในช่วงสายๆวันนี้ น้ำก็จะเต็มอีกในภาพนี้ แล้วพรุ่งนี้ เวลาโดยประมาณคือช่วงเช้าๆพรุ่งนี้ก็จะถูกระบายออกอีกจนแห้ง สลับไปมาอยู่อย่างนี้ครับ ปัญหาในประเด็นนี้คือน้ำในเขื่อนยังถูกระบายออกมาเรื่อยๆครับ

เข้าไปดูในลิงค์นี้ http://www.sirikitdam.egat.com/water-situation-Sirikit-Dam.html จะมีกล้องถ่ายสดๆไว้ตลอดเวลา แล้วพรุ่งนี้ใครตื่นเช้าๆก็ให้มาดูอีกทีครับ ทั้งสามจุดเลยนะครับ ต้องวานให้ผู้เกี่ยวข้องมาอธิบายครับ(ที่มา:facebook Jim Bandon)


-คลิ้่กลิ้งค์นี้ http://www.sirikitdam.egat.com/cctv1.php เพื่อดู CCTV บริเวณท้ายเขื่อน1

-คลิ้กลิ้งค์นี้ http://www.sirikitdam.egat.com/cctv3.php เพื่อดูCCTV บริเวณท้ายเขื่อน2

-คลิ้กลิ้งค์นี้ http://www.sirikitdam.egat.com/cctv2.php เพื่อดูCCTVบริเวณบนสันเขื่อน

ที่มา:ryt9 , 30 ตุลาคม 2554

***********
หมายเหตุไทยอีนิวส์:รายงานข่าวนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ยังต้องสืบค้นข้อเท็จจริงอีกมาก เราจึงยังตั้งคำถาม?ในพาดหัวข่าวอยู่ ขอแนะนำให้อ่านรายงานเกี่ยวเนื่อง ระหว่างฝ่ายที่ไม่เชื่อเรื่องฤษฎีสมคบคิดนี้ กับฝ่ายที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเพิ่มเติมด้านล่างนี้

-สมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่เชื่อมีแผนปล่อยน้ำทำลายรัฐบาล

-12ข้อสังเกตทฤษฎีสมคบคิด คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต

-สุดท้ายชายชุดดำผิดภัยพิบัติน้ำถล่มกรุง

พระเจ้าสร้างโลกก็จริงอยู่แต่คนดัตช์สร้างประเทศฮอลแลนด์เอง ส่วนเมืองไทยนั้นต้องว่ากันวันต่อวัน

ประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา วิศวกรชาวดัตช์ได้เสนอแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ แต่คนไทยปฏิเสธ ผมคิดว่าประสบการณ์จากภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ จะเป็นความทรงจำที่เลวร้าย และทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่อยากแก้ปัญหามันในอนาคต

แต่ก็เราก็เคยเห็นมาแล้ว ว่าความสนใจในเรื่องนี้อาจจะหมดไปอย่างรวดเร็ว อีก 2-3 เดือนคนไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาฤดูร้อน ความแห้งแล้ง

โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษไทยอีนิวส์ ในฮอลแลนด์
31 ตุลาคม 2554

น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร

หนังสือพิม พ์NRC Handelsblaad ตีพิมพ์เป็นภาษาดัตช์ รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กินบริเวณกว้างในเขตชานเมืองทางเหนือและทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงของไทย และกำลังหายนะจากน้ำท่วม รวมทั้งสนามบินสนามบินดอนเมือง เช้าวันนี้นักโทษเกือบ 800 คนต้องได้รับการย้ายให้ไปพักชั่วคราวที่สนามบินเพราะเรือนจำ 3 แห่งถูกคุกคามโดยน้ำท่วม

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่าเช้านี้มีโอกาสที่ 50% ของเมืองชั้นในของกรุงเทพฯจะได้รับน้ำท่วม เมื่อวานนี้เธอประกาศว่าผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้จะต้องคำนึงถึงระดับน้ำใน ท้องถนนที่จะขึ้นสูงครึ่งเมตรถึงหนึ่งเมตรครึ่ง

แม้ว่าส่วนใหญ่พื้นที่อาจจะยังแห้งอยู่ แต่ประชาชนก็ได้เตรียมพร้อมตุนอาหารและสิ่งที่จำเป็นแล้ว ร้านค้าบางแห่งดำเนินการให้มีการปันส่วนให้กับผู้ซื้อข้าวและไข่ และน้ำดื่มจำนวนมาก ซึ่งจัดจำหน่ายน้ำดื่มที่มีตราที่ประชาชนยอมรับ เพราะเกรงว่าจะมีสิ่งปนเปื้อนในน้ำ ร้านค้าบางแห่งก็ขายสินค้าหมดไปแล้ว

หน่วย งานที่มีหน้าที่ก็เร่งทำงานอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่สำคัญไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่น พระบรมมหาราชวังที่จะถูกน้ำท่วม อีกทั้งสถานที่ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่นโรงงานผลิตไฟฟ้า ก็เสริมกระสอบทรายเป็นคันป้องกันน้ำมากขึ้น (ข่าว Reuters, AP, AFP)

วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญชาวดัตช์ได้ให้คำปรึกษาคณะรัฐบาลที่กรุงเทพฯเกี่ยวกับวิธีการ จัดการกับสถานะการณ์น้ำที่กำลังท่วมในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศขณะนี้ : โดยแนะว่า คนไทยจำเป็นต้องขยายพื้นที่ในแม่น้ำทุกสาย

สถาณการณ์น้ำท่วมในไทยครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านๆมา และเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ การสร้างและต่อเติมอาคารจนเกิดความแออัด การตัดป่าไม้และการขุดลอกคลอง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้น - ผู้เชี่ยวชาญชาวดัตช์กล่าว

********
บทความเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการ Floris VAN STRAATEN จาก Rotterdam
ประเทศฮอลแลนด์พยายามช่วยด้านความรู้ในการบริหารจัดการน้ำแก่ประเทศไทยซึ่งอาจใช้ ความรู้นี้ให้เป็นประโยชน์กับสถานะการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปีและพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯอาจจะเกิดน้ำท่วม

วิศวกร ของสถาบัน Deltares ในประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำโครงการ Deltarกำลังให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลไทยตั้งแต่หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนบัดนี้ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม Adri Verwey ได้อยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่สนามบินดอนเมือง,ทั้งวันและคืน และสนามบินนี้ก็ถูกน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อวาน และระงับการการบริการการบินแล้ว

เพื่อน ร่วมงานของ Verwey คือ Tijtte Nauta เพิ่งกลับมาจากประเทศไทย แต่เขาก็ยังติดตามสถานะการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในระหว่างการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เขาตอบคำถามว่า

คุณคิดว่าในวันสองวันนี้สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายหรือไม่?

"ใช่..ปริมาณ น้ำจำนวนมากจากจังหวัดอยุธยามีจะต้องไหลมาทางใต้ สัปดาห์หน้าระดับน้ำในทะเลจะสูงขึ้น และคันกั้นน้ำบางส่วนเปราะบาง แม่น้ำเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 3.700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น น้ำที่เหลือควรจะต้องไปที่ไหนสักแห่งนั่นคือปัญหาที่จะเกิดขึ้น"

2-3ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสถานะภาพที่จะเกิดความเสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่?

"แน่ นอน..ไม่เพียงแต่ประเทศไทย รวมทั้งฮอลแลนด์ด้วย ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นและเรากำลังจัดการกับสถานการณ์นี้ สิ่งหนึ่งจะต้องพิจารณาให้มีแผนเพิ่ม"พื้นที่ในแม่น้ำ" ในประเทศไทยแม่น้ำตื้นเขินมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมากได้เข้ามาอยู่อาศัยจนแออัด คลองหรือน้ำสายเล็กๆจากหลายแห่งไหลลงสู่แม่น้ำแม่น้ำและนอกจากนี้การโค่นป่า ถางป่าจำนวนมากเป็นเหตุให้น้ำที่ไหลจากป่าสู่ชุมชนได้เร็วขึ้น โอกาสสำหรับน้ำท่วมก็มากขึ้น แต่ก็ผมก็ต้องบอกว่าปีนี้เรามีฝนตกหนักมากด้วย"

อะไรที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีกครั้ง?

"เรา ได้บอกเขาตั้งนานมาแล้วว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนระดับชาติ เพื่อดำเนินการบริหารจัดการน้ำและจัดการพื้นที่ แบบบูรณาการ แผนดังกล่าวไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรในชั่วข้ามคืน แน่นอนว่าจะต้องมีผู้รับปัญหานำไปสู่การดำเนินตามวัตถุประสงค์ไม่ว่าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว"

ทางการไทยเห็นด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่?

"ใน ขณะนี้เขาเห็นด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้ซึ่งผมได้คุยด้วยเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้วที่กรุงเทพฯ ทราบรายละเอียดและเห็นความจำเป็นในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่ก็เราก็เคยเห็นมาแล้ว ว่าความสนใจในเรื่องนี้อาจจะหมดไปอย่างรวดเร็ว อีก 2-3 เดือนคนไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาฤดูร้อน ความแห้งแล้ง และคุณภาพของน้ำ เพราะอ่างเก็บน้ำในทะเลสาบแห่งหนึ่ง ที่เก็บน้ำเพื่อการชลประทานและผลิตกระแสไฟฟ้า ระดับน้ำได้สูงปริ่มขอบอ่างเก็บน้ำแล้ว ก่อนที่จะมีฝนตกหนัก นี่ก็เป็นกรณีของการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ดี"

สถาบันDeltares จะช่วยให้การดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติดังกล่าวนี้หรือไม่?

"เราต้องการที่จะช่วยนะ องค์กรหนึ่งของอเมริกันก็ได้ช่วยจัดหาเงินทุนสำหรับการเริ่มต้นเริ่มต้นของแผนนี้มาให้แล้ว"

ประมาณ 40 ปีที่ผ่าน(คศ.1970)มาวิศวกรชาวดัตช์ได้เสนอแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพ มหานครและสภาพแวดล้อม แต่คนไทยปฏิเสธ นี้หมายความว่าเราจะต้องเสียใจเกี่ยวกับโอกาสในการวางแผนดำเนินการครั้งใหม่ นี้หรือไม่?

"เรา แน่ใจว่าจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าประสบการณ์จากภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ จะเป็นความทรงจำที่เลวร้าย และทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่อยากแก้ปัญหามันในอนาคต มันเลวร้ายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังคงเพิ่มขึ้น และระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นจะสูงต่ออีก 3 ถึง 4 สัปดาห์ รัฐบาลจะต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สูตรแก้น้ำท่วมระยะยาว:ตัวอย่างจากฮอลแลนด์

ฮอลแลนด์เป็นประเทศที่เคยเจอปัญหาภัยภิบัติทางน้ำ มาอย่างหนักที่ตึกทรุดจมลงในน้ำ และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,500 คนมาเล้ว

จนภายหลังรัฐบาลฮอลแลนด์ก็ได้ใช้ Deltar Plan ป้องกันภัยนี้อย่างเบ็ดเสร็จ

ซึ่งใน Deltar Plan ก็มีส่วนหนึ่งคือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นน้ำทะเลเป็นแนวยาวตามชายฝั่งทะเลด้วย บางส่วนนั้นเขื่อนถมดินขึ้นสูง แต่ละท้องที่ก็จะมีวิธีดูแลเขื่อนต่างๆกัน ปลูกหญ้าคลุมบ้าง

ที่Callantsoogสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีต แนวเขื่อนตกแต่งด้วยอิฐบล็อกแข็ง ถนนผสมหินปูเป็นเส้นทางยาวเลียบตามฝั่งทะเล กลายเป็นที่ท่องเที่ยว พักผ่อนของประชาชนและนักท่องเที่ยว

จนมีคำกล่าวเป็นสำนวนฝรั่งว่า
"ถึงพระเจ้าสร้างโลกก็จริงอยู่ แต่คนดัตช์สร้างประเทศเนเธอร์แลนด์เอง"

การเมืองท้องถิ่นพ่นพิษเผาเสื้อแดงทิ้งประท้วงแกนนำ ตู่แจงเป็นละครการเมืองก๊วนภูมิใจห้อยหลังฉาก

เผาทิ้งเลิกเป็นเสื้อแดง-ชมรมพะเยาอาร์มี่ พากันถอดเสื้อแดงโยนทิ้งและเผาประท้วง ประกาศเลิกเป็นคนเสื้อแดง หลังจากไม่พอใจที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ไปหาเสียงเลือกตั้งนายกอบจ.พะเยา ช่วยฝั่งตรงกันข้าม เผยเข้าร่วมเป็นร่วมตายทั้งผ่านฟ้า ราชประสงค์ จนโดนศอฉ.เรียกตัว กลับไปเอาคนอื่นลงสมัคร ผลักมิตรเป็นศัตรู ไม่ขอร่วมสังฆกรรม (ภาพ:เดลินิวส์)

ผู้สมัครนายกอบจ.พะเยา แกนนำเก่าเสื้อแดงไม่พอใจจตุพร-ก่อแก้วลงพื้นที่หาเสียงช่วยคู่แข่ง กล่าวหา่ว่าไปอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้ว นำทีมเผาเสื้อแดงประชดต่อหน้า ประกาศจะเลิกใส่เสื้อแดงและจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เรียกร้องการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องให้คนในท้องถิ่นมีอิสระในการเลือกคนมาบริหารท้องถิ่นเอง ส่วนการเลือกตั้งระดับชาติพวกเราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้แต่ชีวิตก็ยังเสียสละไปกินนอนกันมาแล้วทั้งสี่แยกคอกวัว และที่ราชประสงค์

มติชนออนไลน์ รายงานการสัมภาษณ์นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในเรื่องนี้ ในหัวข้อข่าว "จตุพร" ปัดแดงพะเยาแตกคอชิงนายก อบจ. อ้างเผาเสื้อแค่สร้างสถานการณ์หวังตัดคะแนนเมื่อค่ำวันที่ 31 ตุลาคมว่า นายจตุพร กล่าวถึงกรณีถูกกลุ่มคนเสื้อแดง จ.พะเยา นำโดยนายอนุรักษ์ โป่งสุยา ประธานชมรมพะเยาอาร์มี่ เผาเสื้อประท้วงเพราะไม่พอใจที่ลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ให้กับนายวรวิทย์ บุรณศิริ ผู้สมัครหมายเลข 1 ทั้งที่ผู้แข่งขันอีก 2 หมายเลขก็มาจากกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า คนเสื้อแดงมีหลายกลุ่มและแข่งขันชิงตำแหน่งนายก อบจ.พะเยา ก็มีผู้สมัครถึง 3 เบอร์

โดยนายวรวิทย์เป็นผู้สมัครที่พรรค พท.ส่งลงสมัครับเลือกตั้ง ตนพร้อมด้วยแกนนำพรรคจึงลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียง ส่วนอีก 2 เบอร์นั้น มีอยู่คนหนึ่งที่เคยลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ปัญหาความแตกแยกหรือไม่สำคัญว่าแดงแท้หรือแดงเทียม เพราะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่จัดประชาชนมาต่อต้านและสร้างสถานการณ์เผาเสื้อแดงเพื่อหวังตัดคะแนนคู่แข่ง ซึ่งคนในพื้นที่ทราบดีว่าใครอยู่เบื้องหลัง และชาว จ.พะเยา จะสั่งสอนในวันเลือกตั้ง

"หากเป็นเป็นเสื้อแดงจริงก็ต้องเคารพเสียงของประชาชน โดยรอผลตัดสินจากประชาชนในวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การสร้างสถานการณ์เผาเสื้อแดงให้ดูเหมือนว่าเสื้อแดงแตกแยกนั้น เป็นเพียงเหลี่ยมคูทางการเมืองและเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอีกหลายจังหวัด แต่มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา " นายจตุพรกล่าว

ก่อนหน้านี้เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายงานเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ว่า เสื้อแดง อ.ปง.กว่า 300 ฮือไล่ 'จตุพร-ก่อแก้ว' สองแกนนำใหญ่ นปช.ยัวะพรรคเพื่อไทยสนับสนุนเสี่ยอี๊ด-วรวิทย์ บุรณศิริลงสมัครชิงชัยเก้าอี้นายก อบจ.พะเยา สู้คนเสื้อแดงเคยผ่านศึกราชประสงค์ที่มาลงสมัครเช่นกัน แถมยังไปดึงอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยถากถางเพื่อไทยมาเป็นเลขาฯ เลยกลายเป็นแดงฟัดแดง ประธานพะเยาอาร์มี่ชี้ การเมืองระดับชาติทำลายวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่น สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนที่ต้องเลือกข้าง นำทีมราดน้ำมันจุดไฟเผาเสื้อ ประกาศเลิกใส่สีแดง ซัดแกนนำ นปช. ไม่มีอุดมการณ์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณตลาดนาปรัง ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา ซึ่งเป็นย่านการค้าหลักของ อ.ปง นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายวรวิทย์ บุรณศิริ ผู้สมัคร นายก อบจ.พะเยา หมายเลข 1 และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน โดยการขึ้นรถยนต์กระบะแห่ผ่านหน้าตัวตลาด ซึ่งระหว่างที่กลุ่มของนายจตุพรกำลังหาเสียงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มเสื้อแดงพะเยาอาร์มี่ ประมาณ 300 คน นำโดยนายอนุรักษ์ โป่งสุยา ประธานชมรมฯ พร้อมรถยนต์กระบะติดตั้งเครื่องขยายเสียง กล่าวโจมตี นายจตุพร และก่อแก้ว หาว่าทั้งสองคนทิ้งอุดมการณ์ นปช. กลายเป็นคนเพื่อไทยไปแล้วที่มาหาเสียงให้นายวรวิทย์ ผู้สมัครหมายเลข 1 ที่ไปเด้งนายธนสรร ธรรมสอน อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 สมัยที่แล้ว ซึ่งเคยกล่าวโจมตีพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงเคยเหยียดหยามคนเพื่อไทยว่าอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงมาเป็นเลขาฯ

ทั้งนี้กลุ่มพะเยาอาร์มี่ ได้โห่ร้องขับไล่ขบวนรถหาเสียงของนายจตุพร ที่มีนายวรวิทย์ ผู้สมัคร นายก อบจ. เบอร์ 1 ยืนอยู่บนรถด้วย แต่นายจตุพรไม่ได้ตอบโต้อะไรกลุ่มพะเยาอาร์มี่ มีเพียงนายก่อแก้วเท่านั้นที่ยังประกาศผ่านไมโครโฟนขอเสียงสนับสนุนให้กับนายวรวิทย์ โดยมีขบวนรถคนเสื้อแดงกว่า 10 คัน ที่สนับสนุนนายวรวิทย์ขับตามหลัง เมื่อกลุ่มพะเยาอาร์มี่ เห็นว่า นายจตุพร ไม่ยอมลงมาเจรจาด้วย กลุ่มคนเสื้อแดงพะเยาอาร์มี่ จึงพร้อมใจถอดเสื้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงออก แล้วปาใส่รถในขบวนรถของสองแกนนำ นปช. และนำเสื้อที่ถอดรวมกันกว่า 50 ตัว ราดน้ำมันเผากลางถนนต่อหน้าขบวนรถของนายจตุพร จนเกือบเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย

ด้านนายอนุรักษ์ โป่งสุยา ประธานชมรมพะเยาอาร์มี่ กล่าวว่า ที่พวกตนออกมาประท้วงครั้งนี้ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวแกนนำ นปช.ที่ไม่มีอุดมการณ์ นปช.หลงเหลืออยู่ เนื่องจากการเลือกตั้งนายก อบจ. เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคเพื่อไทย ไม่ควรลงมาสนับสนุนผู้ใดอย่างออกหน้าออกตาโดยใช้กระแสคนเสื้อแดง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชุมชน ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องให้คนในท้องถิ่นมีอิสระในการเลือกคนมาบริหารท้องถิ่นเอง ส่วนการเลือกตั้งระดับชาติพวกเราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้แต่ชีวิตก็ยังเสียสละไปกินนอนกันมาแล้วทั้งสี่แยกคอกวัว และที่ราชประสงค์ อีกทั้งยังมีผู้สมัคร นายก อบจ.เบอร์ 3 คือนายจิรโรจน์ กีรติศักดิ์สกุล ก็ลงสมัครในนามคนเสื้อแดง เคยร่วมหัวจมท้ายกับแกนนำ นปช.มาก่อนที่จะถูกสลายการชุมนุม

ประธานชมรมพะเยาอาร์มี่ กล่าวอีกว่า นายไพรัตน์ ตันบรรจง อดีต นายก อบจ.พะเยา ที่ลงสมัคร หมายเลข 2 ก็เคยสนับสนุนคนเสื้อแดงมาตลอด ดังนั้นจึงมีมวลชนที่ซ้ำซ้อนกัน และการที่นายจตุพร นายก่อแก้ว มาหาเสียงให้อีกคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง พวกตนจึงต้องออกมาประท้วง ซึ่งหลังจากที่เผาเสื้อแดงไปแล้ว พวกตนซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อใน อ.ปง ทั้งหมด จะเลิกใส่เสื้อแดงและจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ตลอดจนกระบวนการ นปช.ทั้งหมด เพราะรู้เนื้อแท้ของแกนนำแล้วว่า ไม่ใช่ทองแท้อย่างที่เข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงชมรมพะเยาอาร์มี่เผาเสื้อเสร็จแล้ว ก็ได้เคลื่อนขบวนไปดักหน้าขบวนของนายจตุพร ที่บริเวณเยื้องกับ สภ.ปง บนถนนสายขุนยม เมื่อขบวนสวนกันก็มีการใช้เสียงตอบโต้กัน แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานในวันนี้ว่า “แดงพะเยาอาร์มี” ขอสลายตัว หลัง “ตู่” เผยธาตุแท้-ชี้แกนนำมีที่ยืนกลับหมิ่นรากหญ้า โดยรายงานตอนหนึ่งว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ชมรมพะเยาอาร์มีซึ่งเป็นเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ขอประกาศสลายตัวและไม่มีเสื้อแดงใน อ.ปง อีกต่อไป ขอกลับมาเป็นชาว อ.ปง คนพะเยาที่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกในเครือญาติพี่น้องอีกต่อไป

นายอนุรักษ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้ที่กรุงเทพฯ พวกตนได้ไปร่วมต่อสู้จนต้องถูกหมายเรียกไปที่ ศอฉ.ก็เพราะสู้เพื่ออุดมการณ์ของคนเสื้อแดง แต่เวลานี้ แกนนำมีที่อยู่ที่ยืน ขณะที่เสื้อแดงบ้านนอกยังยึดมั่นอุดมการณ์อย่างมั่นคง กลับต้องมาถูกดูหมิ่นน้ำใจด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ ตนและเสื้อแดง อ.ปง จึงรับไม่ได้ ประกาศตัวสลายตัวเสื้อแดงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เวทีแดงพะเยาเกือบวงแตก-แกนนำเก่าเผา “เสื้อแดง” ไล่

ขณะที่เว็บไซต์ผู้จัดการASTVรายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมว่า เวทีเสื้อแดงหนุนผู้สมัครนายก อบจ.เมืองกว๊านฯ เกือบวงแตก เจอแกนนำเก่า-ว่าที่ผู้สมัครฯ ท้าทาย “เผาเสื้อแดง” ไล่กลางวง จนต้องเคลียร์กันวุ่น แถมถล่มผู้สมัครรายอื่นอ่วม ด้าน ส.ส.แดง เตรียมยกทีมขึ้นเวทีที่เชียงรายต่อวันนี้ (30 ต.ค.)

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทย จ.พะเยา และแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้จัดเวทีปราศรัยเพื่อหาเสียงสนับสนุนให้กับนายวรวิทย์ บูรณะศิริ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา ณ บริเวณสนามกีฬาเทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา ค่ำวานนี้ (29 ต.ค.)

โดยมีการจัดให้แกนนำ นปช.และมีฐานะเป็น ส.ส.ของพรรคหลายคนไปปราศรัย เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายดนุพล ปุณณกัณฑ์ รวมทั้งนางเรืองวัลย์ บัวนุช อดีตผู้ว่าราชการ จ.พะเยา, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.อรุณี ชำนาญ สอง ส.ส.พะเยา เข้าร่วมด้วยท่ามกลางประชาชนที่ไปฟังการปราศรัยประมาณ 700-800 คน

การปราศรัยครั้งนี้ได้พยายามเชิญชวนให้ประชาชนได้เลือกนายวรวิทย์เป็นนายก อบจ.พะเยา หลังจากที่ในอดีตที่ผ่านมานายไพรัตน์ ตันบรรจง ผูกขาดการดำรงตำแหน่งนี้มาอย่างยาวนาน โดยอ้างว่านายวรวิทย์ เป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยตัวจริง ส่วนคนอื่นแม้จะเป็นมาแล้วหลายสมัย ก็ไม่เป็นที่นิยมของชาวบ้านระดับรากหญ้าที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันยังโจมตีว่า บุคคลอื่นมาจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพึ่งแพ้การเลือกตั้ง ส.ส.พะเยาด้วย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายจตุพรกำลังปราศรัยอยู่นั้นได้มีนายจิรโรจน์ กีรติศักดิ์วรกุล หรือโย ประธานกลุ่มพะเยารักประชาธิปไตย และผู้ประสานงาน นปช.ซึ่งเป็นแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญอีกคนหนึ่ง แต่ได้หันจะไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.พะเยา ในนามกลุ่มอิสระ เดินทางไปยังบริเวณสถานที่ปราศรัยด้วย และได้ทำการเปิดเครื่องเสียงใกล้เวทีปราศรัย ก่อนที่จะมีการประกาศเรียกร้องท้าทายให้นายจตุพรลงมาพบตัวเองด้วย เพราะต้องการจะสอบถามกรณีที่นายจตุพรได้กล่าวโจมตีผู้สมัครคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรกลับไม่กล้าลงไปพบ ทำให้นายจิรโรจน์นำเสื้อแดงของตัวเองออกมาเผาทิ้ง ก่อนที่จะมีคนห้ามปรามและเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ท่ามกลางความสนใจของผู้เข้ารับฟัง

ทั้งนี้ นายจิรโรจน์ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในนามแกนนำมวลชนคนเสื้อแดงใน จ.พะเยา มาอย่างยาวนาน เคยจัดเวทีปราศรัยช่วงที่คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้ทางการเมืองหลายครั้ง และแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้อำนาจรัฐไปแล้ว แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวในทางหมิ่นเหม่โดยมีกระแสว่ามีส่วนในการจัดประชุมอย่างลับๆ ในหมู่บุคคลที่มีพฤติกรรมกระทบต่อเบื้องสูงในพื้นที่หลายครั้งด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังจากเวทีที่ จ.พะเยา สิ้นสุดลงแล้ว นายจตุพรและคณะมีกำหนดจะไปร่วมเวทีปราศรัยของกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงรายนำโดย น.ส.จิรนันท์ จันทวงษ์ ณ บริเวณร้านอาหารวังลิ้นจี่ เลขที่ 219 ถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ม.6 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งมีการติดป้ายสนับสนุนนายสุวิทย์ แก้วพนัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่กรณ์ ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เชียงราย ในเย็นวันนี้ (30 ต.ค.) โดยคาดว่าจะมีการปราศรัยสนับสนุนนายสุวิทย์ เหมือนกรณีสนับสนุนนายวรวิทย์อีกเช่นเคย

ยิ่งน้ำท่วมสูง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ยิ่งปรากฎสู่ผิวหน้า

ไมเคิล มอนเตซาโน นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ เขียนบทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมไทยว่า ยิ่งอุทกภัยครั้งนี้รุนแรงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในไทย ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย และ ‘อุดมการณ์จารีตนิยมแบบเก่า’ ในสังคมที่ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น

โดย ไมเคิล มอนเตซาโน
ที่มา The JakartaGlobe
แปลโดย นักแปลอิสระ


As the Floodwaters Rise in Thailand, an Ideological Debate Comes to the Surface-ยิ่งน้ำท่วมสูง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ยิ่งปรากฎสู่ผิวหน้า

ภัยพิบัติน้ำท่วมที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างมาก ทั้งในแง่ของขนาดและผลกระทบ มันนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในประเทศไทย ที่อาจจะยังเข้าใจได้ยากในหลายมิติ

งานหลายแสนตำแหน่งตกอยู่ในความเสี่ยง และผู้คนหลายล้านคนที่พึ่งพิงอยู่กับการมีงานทำของคนงานเหล่านี้ ก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 350 คนจากอุทกภัยครั้งนี้ และคาดการณ์ว่าโรคต่างๆ ที่มาพร้อมน้ำท่วม เช่น ท้องร่วง ไทฟอยด์ ฉี่หนู และโรคติดเชื้อทางผิวหนัง จะมาซ้ำเติมวิบัติดังกล่าวให้แย่ลงไปอีกในอีกหลายอาทิตย์และหลายดือนที่จะมาถึง

คาดว่า รัฐบาลไทยน่าจะต้องใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ในการจัดการบ้านเมืองหลังอุทกภัย ทั้งในการทำความสะอาด กู้ภัย และซ่อมแซมก่อสร้างใหม่

แต่วิธีในการจัดการจะเป็นอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน และนักลงทุนต่างชาติจะมีความเชื่อมั่นหรือไม่ในการกลับมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น อยุธยา ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป

ทั้งหมดนี้ก็แย่พออยู่แล้ว หากแต่การรายงานของสื่อไทยเรื่องน้ำท่วม ได้ละเลยถึงมิติที่สำคัญมากที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่

ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ ได้จุดประเด็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและทางอุดมการณ์เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทย โดยสภาวะการช่วงชิงนี้ เห็นได้จากหลายประการ

ประการแรก เกี่ยวกับบุคคลผู้สำแดงความเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ในภาวะวิกฤติ เมื่ออาทิตย์ที่สองของเดือนสิงหาคม นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางเยี่ยมพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิษถ์ แพร่ และน่าน ซึ่งนับเป็นการปรากฏตัวอย่างชัดเจนของเธอต่อสาธารณะหลังจากเข้ารับตำแหน่ง


ในช่วงแรกของการเข้าเยี่ยมจังหวัดเหล่านั้น เธอถูกจับภาพในขณะเดินลุยน้ำในรองเท้าบู้ตยาง ซึ่งในขณะที่การกระทำเช่นนี้ของผู้นำรัฐบาลในประเทศอื่นๆ เป็นเรื่องที่ปกติและสมควร แต่ในบริบทของประเทศไทย มันกลับแปลได้เป็นความหมายอื่น

เนื่องจากในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำประเทศที่ประชาชนไทยคุ้นชินกับการเดินทางเยี่ยมประชาชนในต่างจังหวัด คือ พระมหากษัตริย์ แต่ในวันนี้ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มาถึงพระชนมมายุที่ไม่อาจทรงทำการเช่นนั้นได้อีกแล้ว

และในขณะเดียวกัน พระบรมวงศานุวงศ์รุ่นถัดมา คือราชโอรส ราชธิดา และราชนัดดานั้น ก็เลือกที่จะเดินในสายอื่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยวิทยาศาสตร์ การบินทางทหาร งานวิชาการ วรรณกรรม ดนตรี แฟชั่น และกฏหมาย ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของชนบทไทยมากเท่าพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันอีกแล้ว

ในแง่หนึ่ง การแสดงความเป็นผู้นำของยิ่งลักษณ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น นับว่าเป็นมิติที่น่ายินดี เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศนั้น พร้อมที่จะแบกรับความรับผิดชอบในยามที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ

หากแต่ในอีกแง่หนึ่ง มันนำเสนอภาพที่อาจจะขัดหูขัดตาต่อชาวไทยที่คุ้นชินกับสถานะของอำนาจเก่าที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานในประเทศของตนเอง

ประการถัดมา เหตุการณ์ต่างๆ นับวันจะยิ่งเป็นการเมืองมากขึ้น กล่าวคือ ประชาชนไทยที่ไม่ยอมรับชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้พยายามเอาภาวะยากลำบากที่รัฐบาลต้องประสบ มาฉวยประโยชน์ใช้ในทางการเมือง

พวกเขาวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีทำงานเพื่อเอาหน้ามากกว่าที่จะหามาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้วิกฤติ และอ้างว่ายิ่งลักษณ์มัวแต่ดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมแต่พรรคพวกของตัวเอง มากกว่าจะมาจัดการกับภัยพิบัติน้ำท่วมที่กำลังถาโถมสู่ประเทศอย่างไม่หยุดหย่อน

พวกเขายังได้ถือโอกาสใช้จังหวะความสับสนวุ่นวายมาโจมตีรัฐบาลซ้ำ หลังจากที่น้ำไหลเข้าท่วมศูนย์บรรเทาภัยพิบัติที่ดอนเมือง

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม นับเป็นเรื่องปรกติสำหรับประเทศที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นไปตามมีตามเกิดเช่นประเทศไทย

แต่ในกรณีนี้ การวิจารณ์มีอีกนัยยะหนึ่งโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพาดพิงถึงยิ่งลักษณ์ว่า เธอล้มเหลวในการนำภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญของพระมหากษัตริย์ในด้านการจัดการน้ำมาปรับใช้ หรืออย่างน้อย ก็ไม่ใช้ภูมิปัญญาดังกล่าวอย่างเพียงพอ ดังนั้น จึงนับเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์

ส่วนชาวไทยที่อยู่ฝั่งเสื้อเหลืองและต่อต้านทักษิณนั้น ก็ได้พยายามบอกกล่าวต่อๆ กันในอินเตอร์เน็ตว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัดตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติอีกแห่งหนึ่งเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม

และในการพิสูจน์หลักฐานดังกล่าว พวกเขาก็ได้เผยแพร่รูปของในหลวงที่กำลังประชุมอยู่กับเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังกางแผนที่อยู่อย่างขะมักเขม้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า ภาพถ่ายดังกล่าว มาจากรายงานข่าวโทรทัศน์ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งในหลวงกำลังมีพระราชดำรัสกับผู้บริหารของโรงพยาบาล (ศิริราช) ซึ่งพระองค์ยังคงประทับอยู่ เพื่อหารือการสร้างถนนและการระบายน้ำในบริเวณรอบโรงพยาบาล

ธรรมชาติของการโจมตีเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายต่อต้านทักษิณและต่อต้านเสื้อแดงในการเมืองไทย ที่ยังยืนกรานกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และสิ่งที่มาเสริมน้ำหนักการโจมตีดังกล่าวให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ก็เห็นจะเป็นความสนพระทัยในเรื่องการจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีมาอย่างยาวนาน

และบางที ยิ่งลักษณ์ก็ชิงป้องกันการโจมตีดังกล่าว ด้วยการเข้าเฝ้ากับในหลวงในปลายเดือนกันยายน เพื่อรายงานสถานการณ์ของรัฐบาลในการจัดการน้ำท่วม และปรึกษากับพระองค์ในเรื่องมาตรการต่างๆ

ประการที่สาม วิกฤติการณ์น้ำท่วม ซึ่งแสดงถึงการช่วงชิงทางอุดมการณ์เหนือสถาบันกษัตริย์ ในหลายแง่มุมแล้ว เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสนพระทัยที่ยาวนานในการจัดการน้ำของพระองค์ รวมถึงการมีส่วนในการจัดการทรัพยากรน้ำด้วย

พระมหากษัตริย์ได้ทรงเสนอแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำหลายครั้งผ่านพระราชดำรัสวันคล้ายพระราชสมภพของพระองค์ เขื่อนใหญ่ๆ ในภาคเหนือของไทยตั้งชื่อตามพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในขณะที่เขื่อนในภาคอีสานก็ตั้งชื่อตามราชธิดาทั้งสามพระองค์

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 พระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ. 2530 ด้วยการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรน้ำ ซึ่งจัดทำโดยผู้อำนวยการของกรมชลฯ ในขณะนั้น ผู้ซึ่งภายหลังได้มาเป็นที่ปรึกษาในพระองค์เรื่องการจัดการน้ำ

ในปีพ.ศ. 2549 มีการจัดงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี และจัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพลังงานน้ำ”

และในปีเดียวกัน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ยังได้ตีพิมพ์รูปถ่ายที่มีคำบรรยายใต้ภาพว่า
“ในช่วงที่พระองค์เล่นอยู่ในป่าสวิสฯ ตอนเป็นเด็ก พระองค์ทรงแสดงความสนใจเรื่องการจัดการน้ำด้วยการสร้างเขื่อนจำลองด้วยดินเหนียว”

นอกจากนี้ ในธนบัตรราคาหนึ่งพันบาท ยังแสดงรูปภาพของในหลวงที่อยู่หน้าเขื่อนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขื่อนที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์อยากให้สร้าง โดยใช้ข้อความที่ตรงไปตรงมาอย่างไม่ธรรมดาในพระราชดำรัสวันคล้ายวันราชสมภพของพระองค์ในปี 2536

สมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาพูดเร็วๆ นี้ว่า วิกฤติการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น สะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้ำของประเทศไทย และในหมู่คนไทยตอนนี้ ก็มีความเข้าใจมากขึ้นว่า ปัจจัยระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการแปรสภาพของพื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่รับน้ำ การเจริญเติบโตของเมือง และการทำอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการน้ำของข้าราชการที่ไม่ยืดหยุ่น และการขาดความรู้ในการจัดการเขื่อน ต่างเป็นสาเหตุที่ชัดเจนของภัยพิบัติครั้งนี้ มากกว่าที่จะโทษเพียงปริมาณน้ำฝนที่มีมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา

เหล่าผู้สังเกตการณ์การเมืองไทยมีข้อกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จะมาเชื่อมโยงกับความสนพระทัยส่วนพระองค์ในด้านการจัดการน้ำ และอิทธิพลของพระองค์เหนือการจัดการทรัพยากรน้ำ

หลายคนกังวลว่า ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในเรื่องนี้ อาจนำไปสู่สิ่งที่มีพลานุภาพทำลายล้างมากพอๆ กับภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้ได้ทีเดียว

******
รายงานเกี่ยวเนื่อง

-ร้าวลึกการเมืองเรื่องน้ำท่วมนับถอยหลังพังกันไปข้าง

-สื่อฝรั่งเศส:น้ำท่วมไทยและอุทกรัฐประหาร

เวิลด์แบงก์:ไทยที่13ของโลกเสี่ยงภัยธรรมชาติ


ที่มา เว็บไซต์Where is Thailand?

ไทยมีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติระดับไหนของโลก

การจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นงานวางแผนระดับนโยบาย ซึ่งต้องประมวลผลข้อมูลและประเมินค่า เพื่อจัดการป้องกันและเตรียมการฟื้นฟูหากเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง

กลุ่มธนาคารโลก ได้จัดเก็บข้อมูลและวางแผนจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยพิบัติ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984 เนื่องจากกลุ่มธนาคารโลก นำโดยธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและบูรณะ(IBRD) จะเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศต่างๆ นำไปฟื้นฟู พัฒนา และสร้างโครงสร้างเพื่อป้องกันภัยพิบัติ จึงได้ประเมินผลความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติอันจะกระทบกระเทือนต่อประชากรในประเทศต่างๆ ไว้เป็นอันดับดังนี้

อันดับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ 20 อันดับแรก (คิดจากความเสียหายโดยรวมต่อGDP เป็น % หากเกิดภัยพิบัติขั้นร้ายแรงที่สุดขึ้นจริงมากกว่า 2 เหตุการณ์)

1. เอล ซัลวาดอร์ 96.4
2. จาไมก้า 96.3
3. สาธารณรัฐโดมินิกัน 95.6
4. กัวเตมาลา 92.2
5. เวียดนาม 89.4
6. อัลบาเนีย 88.5
7. คอสตาริกา 86.6
8. โคลัมเบีย 86.6
9. บังกลาเทศ 86.5
10. ฟิลิปปินส์ 85.2
11. ตุรกี 83.3
12. ตรินิแดดและโตเบโก 83.1
13. ไทย 81.2
14. บาร์เบโดส 79.9
15. เอกวาดอร์ 72.2
16. เม็กซิโก 71.1
17. โดมินิกา 68.3
18. นิคารากัว 67.9
19. ชิลี 67.7
20. อิหร่าน 66.5

โดยสำหรับประเทศไทย หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งประเมินว่าจะเกิดจากอุทกภัยเพียงอย่างเดียวนั้น จะทำลายพื้นที่ 47.8% ของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชน 70.1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มที่มีอัตราความเสี่ยงสูง

ข้อมูลนี้บอกอะไร ?

ข้อมูลนี้บอกกับเราว่า GDP ของแต่ละประเทศ “เสี่ยง” ต่อภัยพิบัติมากแค่ไหน ซึ่งพอพูดถึงความเสี่ยงก็มี 2 สิ่งที่ควรทำคือ

1. กระจายความเสี่ยง
และ 2. ลดความเสี่ยง

กระจายความเสี่ยง สามารถทำได้ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เช่น กระจายความเจริญให้ทั่วพื้นที่มากกว่าให้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ไม่กี่แห่ง หรือในเชิงการผลิต เช่น ผลิตสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น หรือผลิตสินค้าภูมิปัญญาให้มากขึ้น (เช่นธุรกิจ software)

แต่สิ่งที่ทำได้เร็วกว่านั้นคือการพยายามลดความเสี่ยง ซึ่งหมายถึงการสร้าง “ระบบ” บริหารภัยพิบัติให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ และจำเป็นต้องทำให้เป็นระบบอย่างแท้จริง (เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน กฏหมาย การสื่อสาร การเงิน การศึกษาให้ความรู้ การบริหารระบบข่าวสาร กลไกการเมืองและระบบราชการ ฯลฯ) มากกว่าจะมองไปที่ด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ท่านสามารถอ่านรายงานการจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของธนาคารโลกฉบับเต็มได้ที่ http://goo.gl/IIuTp

และข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติได้ที่

http://www.worldbank.org/ieg/naturaldisasters/

นวมทอง ไพรวัลย์:ประวัติศาสตร์ของสามัญชน สัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพ-รัฐประหาร

5ปีวีรชนนวมทองรำลึก-คนเสื้อแดงจัดทำบุญรำลึกลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครบรอบ 5 ปีการเสียชีวิตที่สะพานลอยหน้าสำนักงานนสพ.ไทยรัฐ ถนนวิภาวดี รายรอบด้วยน้ำท่วม แกนนำหลายคนรวมทั้งอ.ธิดา ถาวรเศรษฐ น.พ.เหวง โตจิราการ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจรัล ดิษฐาภัย มาร่วมงาน(ที่มา:facebook ป๋าจอมตั๊บ กลุ่มสหายสีแดง เรารักราษฎร)


โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
31 ตุลาคม 2554

วันที่ 31 ตุลาคม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สำหรับหัวใจของ “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของคนธรรมสามัญชน ผู้รักประชาธิปไตย ที่ชื่อ

“นวมทอง ไพรวัลย์”

แม้ว่าหลักสูตรการอบรมบ่มเพาะครอบงำทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครองอำมาตย์ศักดินา มักจักให้ผู้คนในสังคมไทยจำในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาอยากให้จำ และลืมในเรื่องในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ลืม

แต่นับจากนี้ไป เราพบเห็นว่า “คนเสื้อแดง” “คนรักประชาธิปไตย” “ผู้ตาสว่าง” ได้สร้างประวัติศาสตร์ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมาแล้ว

เราจึงได้ยินการเอ่ยถึง จิตร ภูมิศักดิ์ เตียง ศิริขันธ์ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พระยาพหล พยุหเสนา ถวัติ ฤทธิเดช พ่อหลวงอินถา และอีกหลายคน ผู้มีความใฝ่ฝันถึง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

คืนวันที่ 31 ตุลาคม “นวมทอง ไพรวัลย์” คนขับแท็กซี่ อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า
ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้


ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ (คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 )และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา ประโยชน์เข้าเฉพาะตน

กล่าวได้ว่า การขับรถแท็กซี่ชนรถถังครั้งนั้นของ “นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นการต่อสู้กับอำนาจนอกระบบของอำมาตย์ ที่ทำลายประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคขัดขางหนทางประชาธิปไตยในสังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย

การกระทำดังกล่าวของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จึงเป็นสัญลักษณ์ต้านอำนาจกองทัพและรัฐประหารของระบบอำมาตย์ นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเมษา –พฤษภา 53 อำมหิต กองทัพได้เป็นกลไกหลักในการล้อมปราบประชาชนครั้งนั้น จึงต้องนำคนฆ่า คนสั่งฆ่าดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้ถูกกระทำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสังคมไทย ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการที่ลดทอนการเติบโตของพลังประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่ง “ต้องปฏิรูปกองทัพไทย” เหมือนเช่นประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกที่กระทำกัน

กล่าวสำหรับกองทัพไทย ภายใต้บริบทการเมืองไทย ภาวะ“รัฐซ้อนรัฐ” ดำรงอยู่ปัจจุบัน ผู้เขียนมีข้อเสนอ 3 ประการ ในการปฏิรูปกองทัพ คือ

1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนิกระบวนการ แก้ไขพรบ.สภากลาโหม เพื่อให้อำนาจในการบังคับบัญชากองทัพ กลับมาอยู่กับผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

2 รัฐประชาธิปไตยต้องทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหาร งบประมาณก็ต้องลดลง เพื่อนำงบประมาณใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่มีประโยชน์กว่า ท่ามกลางยุคที่หมดสมัยการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน

3 รัฐประชาธิปไตย ต้องสร้างระบบการศึกษาและวัฒนธรรมกองทัพให้ทันสมัย เป็นประชาธิปไตยทั้งความคิดและการจัดองค์กร ที่ไม่เน้นระบบสายบังคัญชาแบบแบบสั่งการ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด

การปฏิรูปกองทัพ คงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของ “นวมทอง ไพรวัลย์”
ขอคารวะดวงวิญญาณ “นวมทอง ไพรวัลย์”
อุดมการณ์ประชาธิปไตย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” จงเจริญ

********



เรื่องเกี่ยวเนื่อง:5ปีสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ขับTAXIขยี้รถถัง


ที่มา เฟซบุ๊ค Bus Tewarit

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "แท้กซี่ขยี่รถถัง" วันแห่งการต่อสู้เชิงสัญญาลักษณ์ เมื่อรถแท็กซี่ สัญญลักษณ์สามัญชนผู้ให้บริการประชาชน ชนรถถังผู้ยึดอำนาจประชาชน 30 กันยายน พ.ศ. 2549
นายนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากนั้น พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ได้ปรามาสลุงไว้ว่า
"ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

1 เดือนต่อมา คืนวันที่ 31 ตุลาคม นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค.

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหน้า เป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และ ด้านหลัง เป็นบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้อความว่า
"อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน"

เพลงวันของเรา โดยจิ้น กรรมาชน ซึ่งจิ้น ได้จึงส่งผ่านบทเพลง ‘วันของเรา’ ให้ประชาไท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับลุงนวมทอง และเพื่อจะบอกว่า ‘วันของเรา’ ไม่ควรจะต้อง ‘รอ’ อีกต่อไป ฟังเพลงที่ http://www.youtube.com/watch?v=ibRwZ1ApIeI&feature=player_embedded



ฟังเสียงลุงนวมทอง(ก่อนเสียชีวิต)



รำลึกลุงนวมทอง


source : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=31-10-2007&group=22&gblog=20

งานถ้อยคำรำลึก " ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "

31 ตุลาคม นี้ เวลา · 8:00 - 22:00

[เช้า]สะพานลอยไทยรัฐ - [เย็น]อนุสรณ์สถาน14ตุลา
สร้างโดย
Thailand Mirror
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=171482992930658

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังลุงนวมทอง ได้เสียสละเพื่อประชาธิปไตยไป 5 วัน ไทยอีนิวส์ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานภารกิจสามัญชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นการอุทิศให้แก่วีรประชาชนท่านนี้

*********


เขาชื่อ..นวมทอง

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเื่พื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม


ด้วยจิตคารวะ
จิ้น กรรมาชน
2 พ.ย. 2549

*******

เชิญร่วมกิจกรรม 5 ปีนวมทอง ไพรวัลย์

กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย - จัดทำบุญครบรอบ 5 ปีวันลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2554


ภาคเช้า [9.00 น.-12.00 น.]-ทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระเพล 10 รูป ถ้อยคำรำลึก อ่านบทกวี ฯลฯ ณ สะพานลอยนวมทอง หน้า สำนักงาน นสพ.ไทยรัฐ


เย็น [17.00 น. เป็นต้นไป]-งานถ้อยคำรำลึก ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ดนตรี บทกวี จุดเทียนแดง ดอกไม้แดง ฯลฯ เพื่อการรำลึกวีรชนผู้กล้าประชาธิปไตย

และขอประกาศเลื่อนงานหล่อรูปลุงนวมทองตอนเย็นออกไปก่อน วัน และเวลา จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สอบถามโทร 089-5007232 081-104884

วันอาทิตย์, ตุลาคม 30, 2554

บทความ: คนเมืองหลวงตอแหลแลนด์...ใจจิ๋มมด



โดย ดาบมะเขือเทศ
ที่มา เว็บบอร์ดประชาทอล์ค
30 ตุลาคม 2554

วันนี้ผมได้มีโอกาสเจอพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงงาน ที่ลงทุนอยู่ในตอแหลแลนด์ ระดับหลายร้อย หลายพันล้านบาท นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคนนี้พูด-ฟังภาษาไทยได้ ดีกว่าคนไทยบางคนซะอีก อาศัยใช้ชีวิต-ทำธุรกิจ ไปๆ-มาๆ นานมากกว่าผู้นำประเทศของตอแหลแลนด์บางคน ได้แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นพูดคุยถึงสถานะการณ์การเมือง-เรื่องนัำท่วมตอแหลแลนด์

สรุปย่อๆง่ายๆนักธุรกิจญี่ปุ่นคนนี้บอกว่า "คนเมืองหลวง(ส่วนใหญ่)ตอแหลแลนด์ใจจิ๋มมด" แค่น้ำท่วมเรื่องเล็กๆทำเป็นจะเป็นจะตายกัน ดัดจริต-วิตกจริตเกินเหตุโดยเฉพาะประชาชนคนเมืองหลวง สู้คนต่างจังหวัดอย่างนครสวรรค์ อยุธยา สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง ฯลฯ ไม่ได้ ชาวบ้านต่างจังหวัดเหล่านั้นต้องผจญกับน้ำท่วมเป็นแรมเดือน ก็ยังทนรับกับสภาวะกับน้ำท่วมได้

ทั้งที่มีเวลาเตรียมตัวเป็นแรมเดือน คนเมืองหลวงยังขาดการเตรียมตัวสู้กับภัยน้ำท่วมที่มีโอกาสจะเกิด(แน่ๆ)สื่อควายๆ "ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่"เสนอข่าวสารเกินความจริง ประชาชนคนเมืองหลวงกิน(แดก)ไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะงมงายเชื่อการเสนอข่าวของสื่อเสี้ยมบางตัว ขาดจิตสำนึก ขาดความเอื้อเฟื้อ แย่งชิงทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ชีวิตตัวเองให้ได้รับแต่ความสุขสบาย แย่งกันกักตุนหาซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งๆที่ยังที่ไม่ขาดแคลนอย่างจริงๆ (ไม่มีใครยอมใครสันดานเลวความคิดของผม) โรงงานผลิตสินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภคที่ไม่ได้ผลกระทบกับน้ำท่วมเท่าไหร่ ฉวยโอกาสหยุดหรือลดการผลิตสินค้าน้อยลง ห้าง-ร้านค้าฉวยโอกาสกักตุน-ขึ้นราคาสินค้า ซ้ำเติมประชาชน

เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น ข้าวปลาอาหาร-น้ำดื่ม ขาดแคลน คนญี่ปุ่นยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ รอซื้ออาหาร-น้ำดี่ม เป็นเวลาเกือบครึ่งวัน แต่ทุกคนก็ซี้อไว้เพื่อใช้กิน-ดื่มแต่พอดีใช้ประทังชีวิต เพื่อแบ่งปันให้คนร่วมชาติที่ประสบชะตากรรมเหมือนกัน ประเทศญี่ปุ่นเจอสึนามิ 1 ครั้ง(สุดท้าย)เค้าบอกว่าบ้านเมืองเค้าถอยหลังไปถึง 30 ปี การเกิดเหตุสีนามิหรือแผ่นดินไหว แต่ละครั้งกลับทำให้คนในประเทศเค้า "รัก-สามัคคีกัน" เรื่องความขัดแย้งทุกอย่าง"หยุด"หมด ทุกคนร่วมมีอ-ร่วมแรงกัน ช่วยกันบูรณะประเทศ

สื่อในประเทศญี่ปุ่นก็ร่วมมือร่วมใจกัน มีแต่เสนอข่าวในทางสร้างสรรค์ให้กำลังใจคนในชาติ การเสนอข่าวด้านลบของประเทศที่จะออกสู่สายตาชาวต่างประเทศ สื่อเค้าจะทำให้น้อยที่สุด(ต่างจากตอแหลแลนด์)

นักการเมืองของญี่ปุ่น(แทบ)ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน"หยุดเรื่องการเมือง" จับมือกัน ร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูพัฒนาประเทศ ซึ่งต่างจาก"เดรฉานนักการเมือง(ฝ่ายค้าน)ตอแหลแลนด์" ทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิง ใส่ร้ายการทำงานของรัฐบาล ทุกวิธีการเท่าที่จะทำได้ "เพื่อแย่งชิงอำนาจ"เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล(ใต้ส้นตีนอำมาตย์)

ดูความโหดร้ายของธรรมชาติที่ชาวปลาดิบได้รับ ร้ายแรงกว่าคนเมืองหลวงตอแหลแลนด์ร้อยเท่าพันเท่า

ทำดีแล้วโดนด่าไม่ทำห่าแล้วด่าคน12เรื่องในรอบ2สัปดาห์ คนเอือมตัวอิจฉาหันมาหนุนรัฐบาลสู้


ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ กับชุดเฉพาะกิจของรัฐบาลก่อนที่ศปภ.จะย้าย และน้ำท่วมดอนเมือง เข้าใจว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชน ข่าวที่ขายดี คือข่าวที่สะใจคนอ่านแต่ในสภาวะวิกฤติอย่างนี้ ผมว่าบางข่าวมันก็เกินไป ผมคงไม่อยากอธิบายอะไรมาก ลองชมภาพเอาดีกว่าครับ-คุณArchipopulus ผู้อัพโหลดคลิปนี้ลงYoutube

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ตุลาคม 2554

ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สลิ่ม และฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลได้พยายามกุข่าวสร้างข่าวเสียหายให้กับศปภ.รวม 12 เรื่อง แต่ดูเหมือนยังไร้ผล เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์ล่าสุดกว่า62%ยังให้โิอกาสรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำงานต่อไป เพียง 12%ที่ไม่เชื่อมั่น

นี่เป็นความพยายามให้ร้ายล่าสุดของสลิ่ม ที่จัดเข้าข่ายพฤติกรรม"คนทำดีแล้วโดนด่า ไม่ทำห่าแล้วด่าคน"

ไม่ทำห่าแล้วด่าคน-เต็มตา!! ของบริจาคลอยน้ำเกลื่อน ศปภ.ดอนเมือง
ข่าวเว็บไซต์ASTVผู้จัดการ ชัดเจน!! มีของบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยค้างอยู่ใน ศปภ.เป็นจำนวนมาก ทั้งถุงยังชีพ เสื้อผ้า สุขาลอยน้ำ และกล่องโฟมอาหารซึ่งกำลังเริ่มเน่าเสีย

อีกข่าว ปชป.จวก ศปภ.ล้มเหลว ทิ้งของบริจาคเละ - จี้ “ปู” ปรามลูกหาบหยุดหาเรื่องกองทัพ

คำอธิบายเหนื่อยใจจากคนทำดีแล้วโดนด่า

ล็อกอินชื่อ Nuttaporn Voonglinhom ในเฟซบุ๊คที่ทำงานเป็นอาสาสมัครที่ศปภ.เขียนตอนหนึ่งว่า ทำงานไม่ได้ดูข่าว พอเมื่อคืนได้ดูข่าว(พักกลับบ้าน) มันเหมือนกับพวกผมที่ไปอยู่ตรงนั้นเป็นพวกคนไม่ดียังไงชอบกล

ผมเองด่ารัฐบาลจนเบื่อแล้วเหมือนกัน แต่ผมเซ็งคนที่ไม่ได้ทำอะไรแล้วเอาแต่ตำหนิโน่น นี่ นั่น

กองเสื้อผ้าที่โดนน้ำท่วมที่ ศปภ. คุณมองแค่ภาพก็ตัดสิน ผ้ากองนั้นเคยผ่านมือผมกับน้องๆ โปรแกรมเมอร์หลายคนมาแล้ว

- เราไปคัดแยกเสื้อผ้าหาให้คนทุกครั้งที่ลงพื้นที่ เราคัดเฉพาะผ้าสะอาด ไม่มีกลิ่น (ซักมาบ้าง)
- อันไหนไม่ซักมา ขาด มีกลิ่น ก็แพ็คถุงรวมโยนไว้มุมในสุด เพราะสภาพมันใช้ไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่เอาไปซัก ไม่เอาไปซ่อมแซม
- สุดท้ายพอย้ายคลัง ผ้าพวกนี้ไม่ได้ย้ายไปด้วย กลายเป็นกองผ้าเหม็นหึ่ง จนน้ำท่วม มีอาสาคนหนึ่งบอก ให้ช่วยเก็บก่อน ค่อยเอาไปซักไปซ่อมก็ได้
- คนที่ปฏิเสธจะขนผ้ากองนั้นในวันย้ายศูนย์ ก็คือ ทหารนั่นแหละ ทั้งๆ ที่คำสั่งออกมาให้ขนย้ายทั้งหมด แต่เค้าก็เว้นไว้ เอาไปเฉพาะแต่ดีๆ (ผมไม่ค้านนะตอนนั้น ผมเห็นด้วย) แต่สื่อเล่นนำเสนอข่าวแบบนี้ ผมในฐานะที่อยู่ตรงเหตุการณ์นั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไร


เคสคนที่มาพักที่ดอนเมือง แล้วสื่อบอกว่ารัฐลอยแพ (กระทรวงพัฒนาความมั่นคง) คือถ้ามาดูเองจริงๆ จะรู้ว่า เค้าไม่ย้าย ยังไงก็ไม่ย้าย น้ำไม่ไหลไฟดับ เค้าก็ไม่ย้าย เพราะศูนย์ก่อนหน้าทั้งที่วัด ทั้งมหาลัยที่รับเค้าไป ทำเหมือนเค้าเป็นฉากสติ๊กเกอร์

- วัยรุ่นส่วนมากไปศูนย์มองพวกเค้า แล้วเอาเป็น background ถ่ายภาพ
- อาสาบางคนก็ทำแบบเหนื่อยมาก ป้าอย่าขออะไรเพิ่ม คุณตาอย่าชวนคุยหนูรีบ ฯลฯ
- สรุปใจความว่ามียายคนหนึ่งหนีน้ำมาจากนครสวรรค์ ตอนนี้อยู่อยู่เต๊นท์แถว D14 ดอนเมือง
- แกบอกว่า "ยายไม่ได้อยากเป็นภาระใคร ไม่อยากให้ใครทำกับยายแบบเป็นตัวปัญหา ยายแค่ไม่มีบ้านให้กลับ บ้านยายน้ำท่วมหมดแล้ว ยายขออยู่ลำพังที่นี่"

สำหรับพวกเชียร์ทหาร ผมไปลงพื้นที่ ไปทำงานจริงๆแล้วจะรู้ว่าทหารเองก็ดราม่า แค่รถขนของ กำลังพลส่วนมากก็เป็น ทอ. ทร. แต่ ทบ.พี่เค้าทำ PR ดีกว่า แม้กำลังพลทหารจะน้อยกว่าแต่เด่นการ PR เหนือทุกเหล่า

ฉะนั้นจะเสพอะไร ก็ต้องได้ยินกับหู ไปดูกับตา สัมผัสเอาเอง ไม่ใช่เชื่อตามที่ข่าวบอก คนพูด

คำอธิบายจากศปภ.และรัฐบาล

รมต.สำนักนายกฯ ชี้แจงไม่มีของบริจาคค้างที่ดอนเมือง ยันย้ายไปสนามศุภฯ หมดแล้ว ด้านอธิบดี ปภ.ประสานเสียงไม่เคยกั๊กของไว้ ท้าเปิดบันทึกแจกจ่ายของ เตือน 1-2 วันนี้ โฆษก ศปภ.แจงของบริจาคตกค้างเหตุขนส่งลำบาก หลังน้ำทะลักดอนเมือง

วันนี้ (30 ต.ค.) ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารเอนเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวโน้มการประกาศวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่มเติมหลังจะครบกำหนดในวันที่ 31 ต.ค.ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการกำหนดที่แน่นอน คงต้องรอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศอีกครั้ง เพราะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งยังต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนเรื่องของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังตกค้างอยู่ที่ ศปภ.สนามบินดอนเมือง เป็นจำนวนมากนั้น ขณะนี้ย้ายไปเก็บไว้ที่สนามศุภชลาศัยเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการนำไปช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่จะต้องเฝ้าในช่วง 2-3 วันนี้ว่า พื้นที่บางส่วนของ จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมวลน้ำทางตะวันตกของ กทม.จะไหลลงผ่าน 2 จังหวัด เพื่อลงสู่ทะเล อย่างไรก็ตาม ทาง ปภ.ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ขอให้ประชานในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวัง เพื่อความไม่ประมาท

นายวิบูลย์กล่าวถึงกรณีของบริจาคที่ตกค้างอยู่ใน ศปภ.ดอนเมืองด้วยว่า ขอยืนยันว่าของบริจาคทั้งถุงยังชีพ เรือ และเครื่องสูบน้ำได้ขนย้ายออกมาไว้ที่สนามศุภชลาศัยทั้งหมดแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่ามีการเก็บเรือท้องแบนไว้ไม่ยอมนำไปให้ผู้ประสบภัยนั้น ได้กระจายแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่แล้ว โดยมีการบันทึกว่าพื้นที่ใดได้รับมอบไปจำนวนกี่ลำแล้ว เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน

ด้าน นายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สิ่งของบริจาคที่หลงเหลืออยู่ในอาคารคลังสินค้าท่าอากาศยานดอนเมืองนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่รัฐบาลไม่นำของไปแจกจ่ายให้ประชาชน แต่ที่ของบริจาคยังเหลืออยู่นั้นเป็นการล่าช้าในการขนส่งมากกว่า เนื่องจากการขนส่งเป็นไปด้วยความยากลำบากหลังจากน้ำทะลักเข้าบริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ส่วนกรณีสุขาลอยน้ำที่ถูกทิ้งลอยน้ำไว้บริเวณหน้าอาคาร 2 ที่ใช้เป็นอาคารรองรับประชาชนผู้อพยพนั้น ตนต้องขอเข้าไปสำรวจอีกครั้ง เพราะภายในอาคารคลังสินค้าไม่มีสุขาลอยน้ำหลงเหลืออยู่แล้ว


สรุปความล้มเหลวของสลิ่มในรอบ 2 สัปดาห์ในการพยายามกุข่าวโจมตีรัฐบาล

1. ธงของเรือผันน้ำเป็นสีแดง >> จริงๆเป็นสีส้ม
2. ยิ่งลักษณ์นั่งฮ.กดบีบีในขณะประชาชนเด­ือดร้อน >> ภายเก่าสมัยหาเสียงที่เชียงใหม่
3. ยิ่งลักษณ์ไปดูคอนเสิร์ต Yanni >> ไม่ได้ไป คนที่ไปคือบรรหารและสุรยุทธ์ (ผู้จัดงา่นยืนยัน)
4. ยิ่งลักษณ์ใส่ Burberry ลุยน้ำท่วม >> แล้วไงวรกร จาติกวณิชยังใส่ Chanel ได้เลย (แพงกว่าด้วย)
5. รมต.ช่วยเอาของประชาชนมาติดชื่อตัวเ­อง >> เป็นของบริจาคลูกๆรมต.ช่วย ติดชื่อให้พ่อ
6. ถุงบริจาคใบใหญ่มีชื่อรมต.จะเอาของประชาชนมาใส่ >> จริงๆเป็นถุงใส่ทรายกันน้ำ
7. ยิ่งลักษณ์ซดเหล้า >> แค่คนหน้าคล้ายจากฟิลิปปินส์
8. ต้องใส่เสื้อแดงช่วยงานศปภ. >> ภาพ+คลิปยืนยันชัดเจนมีเสื้อทุกสี
9. มาร์คอยู่เมืองไทยตลอด ขอร้องอย่าใส่ไฟ >> สุดท้ายโฆษกพรรคปชป.ยอมรับชัดเจนว่าไปมัลดีฟส์
10. กองทัพเรือสหรัฐถอนความช่วยเหลือจากไทย >> ท่านฑูตสหรัฐยืนยันว่าไม่จริง
11. สส.เสื้อแดงกั๊กน้ำดื่มที่ประชาชนบริจาคมา ห้ามเคลื่อนย้าย >> ชัดเจนน้ำดื่ม PPนคร เจ้าของเป็นเสื้อแดง ฝากบริจาคผ่านสส.เสื้อแดง
12.ศปภ.ลอยแพผู้อพยพที่ดอนเมือง ทิ้งของบริจาคเกลื่อน>>คนไม่ยอมอพยพไปไหนอีก ส่วนของเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น โดยเฉพาะเสื้อผ้า

"เอแบคโพลล์" เผยปชช.ร้อยละ61 ให้โอกาส "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ40 เริ่มเชื่อมั่นรบ.-กทม.

วันที่30ต.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความทุกข์ ความเสียสละ และการให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาส นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมต่อไป

นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 40.6 เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 22.8 เชื่อมั่น ร้อยละ 23.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 12.7 ไม่เชื่อมั่น ตามลำดับ(ที่มา:มติชน)

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ตบเกรียนสลิ่มไม่ทำห่าแล้วด่าคนช็อตต่อช็อต

Pizza1112ใจดีให้นำขวดเปล่าเติมน้ำฟรี30สาขา

เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ขอเชิญทุกท่านที่เดือดร้อน และต้องการน้ำดื่มบริสุทธิ์ โปรดนำขวดเปล่าของท่านไปเติมน้ำกรองที่ได้มาตรฐานและสะอาดบริสุทธิ์ จากร้าน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ของเรา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป(โปรดสังเกตร้านที่มีสัญลักษญ์ดังรูปนะครับ ร้านที่ให้บริการจะเป็นร้านนั่งทานครับ)

ที่มา หน้าเพจfacebookของ The Pizza Company 1112 Lovers

รายชื่อสาขาที่ ณ วันนี้ทุกท่านสามารถนำขวดน้ำไปกรอกน้ำได้ครับ

1. The mall บางกะปิ
2. ซีคอนสแควร์
3. Central แจ้งวัฒนะ
4. Avenue แจ้งวัฒนะ
5. สยามสแควร์
6. สยามเซ็นเตอร์
7. มาบุญครอง
8. เซ็นทรัลเวิลด์
9. นานาสแควร์
10. เซ็นทรัลลาดพร้าว
11. เซ็นเตอร์วัน
12. พาราไดซ์ พาร์ค
13. Max Value ตรงสี่แยก พัฒนาการ ตัดกับ ศรีนครินทร์
14. รอยัล การ์เด้น เจริญนคร บนนถนนเจริญนคร ใกล้สะพานกรุงเทพฯ เก่า
15. โลตัสกระทุ่มแบน
16. Lotus ทาวน์ อิน ทาวน์
17. Big C สะพานควาย
18. แฟชั่น ไอส์แลนด์
18. Lotus เจริญผล
19. Big C บางพลี
19. Big C เพชรเกษม
ฺ20. Central รัตนาธิเบทร์
21. Big C สมุทรปราการ
22. Lotus ศรีนคริทร์
ฺ23. เซ็ลทรัล พระราม 2
24. เซ็นทรัล บางนา
25. ซีพี ทาวเวอร์
26. เซ็นทรัล พระราม 3
27. the Mall ท่าพระ
28. เดอะมอลล งามวงศ์วาน
29. อิมพีเรียลสำโรง
30. บางลำภู

หรืออัพเดตเพิ่มเติมที่หน้าเพจของ The Pizza Company 1112 Lovers ตามลิ้งค์นี้ http://www.facebook.com/thepizzacompany?sk=wall

ส่วนร้านประเภทนั่งทานในต่างจังหวัด ให้บริการทั้งหมดแล้วครับ ส่วนร้านที่เหลือที่ไม่ได้แจ้งด้านบน จะสามารถให้บริการได้อย่างช้าพรุ่งนี้ครับผม

อย่างไรก็ตาม รบกวนทุกท่านต้องสังเกตสติ้กเกอร์หน้าร้านด้วยนะครับ ถ้าไม่มีสติกเกอร์หมายถึงว่าร้านนั้นไม่มีบริการครับผม แล้วยังไงถ้ามีข่าวเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบนะครับ

ดอะ พิซซ่า คอมปะนี 1112 ยังปักหลักอยู่ และพรอ้มที่จะช่วยเหลือทุกท่านที่เดือดร้อนครับ เป็นกำลังใจให้กันและกันครับ :)

น้ำมาปลากินมดน้ำลดมดกินปลา แต่อย่าเงื้อง่าต้องกดดันรัฐบาลเร่งลงสัตยาบันโรมลากคอฆาตกร

ปัญหาคือ รัฐบาลทำไมยังไม่ทำ เพราะเหตุใด หรือเพราะมีข้อตกลงลับใดๆกับฝ่ายเผด็จการหรือเปล่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ฯท่านต้องตอบคำถามนี้กับญาติวีรชนแล้ว

และพวกเราเสื้อแดงล่ะจะสร้างบทบาทกดดันรัฐบาลนี้อย่างไร จะเอาแค่รอ นปช.เรียกไปชุมนุมฟังพูด ฟังเพลงแล้วจบเท่านั้นเองจริงๆหรือ

โดย Pegasus

ตอนนี้น้ำหลากมา่ท่วมกลบทุกกระแสจริงๆครับ ผมขอโผล่หัีวพ้นน้ำอ้าปากเพรียกหายุติธรรม ก่อนจะถูกสายน้ำเชี่ยวกรากพัดหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่งซักหน่อย


ยังคงมีข้อโต้แย้งกันในหมู่ฝ่ายประชาธิปไตยว่า การให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสืบสวนหาคนผิดมาลงโทษนั้นจะทำกันอย่างไร

บ้างก็ว่าต้องผ่านรัฐสภา(ประชุมร่วม) บ้างก็ว่าผ่านเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรฯ เพราะรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ฯลฯ

วิธีการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190

เรื่องธรรมนูญกรุงโรมนี้ คือการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและสูญเสียในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่ราชประสงค์ แยกคอกวัว และที่อื่นๆ

ประเด็นความเป็นธรรมที่กระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรฐานเดียวนั้น เป็นเป้าหมายหลักของประชาชน และต้องผลักดันโดยประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง

ถ้าแกนนำหรือนปช.หรือพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนก็แสดงว่าหักหลังประชาชน ดังนั้นประชาชนอย่ารอ นปช. อย่ารอรัฐบาล อย่ารอนักการเมือง เพราะการตกลงลับทางการเมืองนั้นมีอยู่เสมออย่าได้ไว้ใจเป็นอันขาด

ดังนั้นประชาชนจึงต้องแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆว่า เอาจริงและกดดันให้รัฐบาลไม่มีทางเลือก นั่นแหละผลสำเร็จจึงจะเกิดขึ้นจริง

อย่ารอ นปช. เพราะ นปช.ก็เป็นฝ่ายการเมืองไปแล้ว การรีๆรอๆ ไม่ทำอะไรในช่วงนี้นอกจากแถลงข่าวและทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีผลกระทบอย่างสำคัญจึงยังคงดำรงอยู่

เพื่อความเข้าใจ จะขอยกรัฐธรรมนูญมาให้เห็นกันจะจะกัน ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีเจตนาอย่างไรกฎหมายชั้นรองลงไปต้องยึดถือตามนั้น และเรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในตัวบทเอง ไม่ต้องไปสืบสาวราวเรื่องที่ใดอีก

โดยคำถามว่ากฎหมายว่าด้วยสนธิสัญญาฯนี้กล่าวไว้ตรงไหน คำตอบคือมาตรา 136 ดังนี้

มาตรา ๑๓๖ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันฯลฯ

(๑๕) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ฯลฯ

ดังนั้นหนังสือสัญญาต้องมีความเห็นชอบของรัฐสภาซึ่งหมายถึงการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งหมายถึงฝ่ายลากตั้งด้วย จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จ

ตรงนี้กระมังที่ทุกฝ่ายยังรีรอเนื่องจากหากไม่ผ่านรัฐสภารัฐบาลต้องลาออก แต่ทว่าการไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ลองมาศึกษามาตรา 190 ที่มาตรา 136 ของรัฐธรรมนูญ 50 อ้างไปถึงจึงจะเข้าใจดังนี้

มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้อง ชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตาม หนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโล


จากมาตรา 190 เราจะเห็นได้ว่า ถ้ายังไม่มีการทำสัญญาแล้วประสงค์จะไปทำ จะเข้าองค์ประกอบของมาตรา 190 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

โดยสรุปก็คือ ถ้าเป็นเรื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจ ในกรณีนี้คือเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศดังนั้นก่อนทำสัญญาจึงต้องไปถามประชาชนและต้องชี้แจงรัฐสภาด้วยการประชุมร่วมสองสภาเสียก่อนและต้องเสนอมาให้ดูก่อนด้วยว่าจะไปลงนามหรือจะไปสัญญาอะไรกับใครอย่างไร

ซึ่งในกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับการให้สัตยาบันเพราะมีการลงนามไปเรียบร้อยแล้ว และจะมาอ้างว่าต้องเอามาเข้าสภาใหม่ก็ไม่ได้ เพราะการลงนามได้สำเร็จไปแล้ว ไม่ใช่กรณีก่อนทำสัญญาตามที่กล่าวมา และถ้าจะพูดอย่างกำปั้นทุบดินก็คือ ทั้งฝ่ายค้าน ฝายรัฐบาล ฝ่ายอำมาตย์ก็พูดตรงกันว่าไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาธรรมนูญกรุงโรมแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ดังนั้นประเด็นนี้จึงตกไป

จากนั้นในวรรคที่สามจึงจะพบคำว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งประเทศไทยก็ได้ลงนามในหนังสือสัญญานั้นแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันก็ต้องมาดูต่อว่าเป็นอย่างไร

จะพบอีกว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดถ้าหากอ่านหนังสือออกว่า ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คำว่าแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันนี่คือการให้สัตยาบัน เพราะสัตยาบันคือการให้มีผลผูกพันนั่นเอง และการนี้ใช้การแสดงเจตนาก็หมายถึงการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น และเท่านั้นจริงๆ

เพียงแต่ก่อนที่จะมีการแถลงการณ์นั้นต้องดำเนินกรรมวิธีบางอย่าง ได้แก่การให้ประชาชนได้ทราบถึงรายละเอียดของสัญญานั้น ซึ่งรัฐบาลก็ทำได้ง่ายๆเช่น แปลเป็นภาษาไทย แล้วออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นรายการพิเศษติดต่อกันสามวัน พิมพ์เป็นใบปลิวมอบให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2-3 ฉบับติดไปให้ประชาชนได้อ่านฟรีๆ เป็นต้น

ส่วนผู้ที่จะได้รับผลกระทบได้แก่เหล่าทหารที่ออกมาสังหารประชาชนนั้นคงให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นผู้เยียวยาน่าจะเหมาะกว่าใช้ภาษีของประชาชน อย่างนี้กระบวนการยุติธรรมจะกลับมา การสังหารประชาชนแล้วทำเป็นลืม ทำเป็นสมานฉันท์จอมปลอมจะได้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาดจากแผ่นดินไทยเสียที

การให้สัตยาบันด้วยการแถลงของรัฐบาลนี้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการทำตามข้อเสนอแนะของคณะนิติราษฎร์ เพราะเป็นหนทางในการยุติการใช้กำลังกับประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอย่างเด็ดขาด

ทั้งยังทำให้ผู้ที่ต้องการยึดอำนาจต่อไปต้องคิดหนัก รัฐบาลก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ข้าราชการที่ยังลังเล ยังไม่ยอมทำงาน หรือยังรับใช้เผด็จการด้วยการเสกน้ำมาท่วมบ้านเมือง ก็จะหันมาเป็นฝ่ายประชาชนมากขึ้น

เปิดโอกาสให้ฝ่ายประชาธิปไตยเดินงานได้ง่ายขึ้น รัฐบาลก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ลำพังข้อตกลงระหว่างคนแดนไกลกับฝ่ายเผด็จการนั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าประชาชนผู้สูญเสีย และฝ่ายประชาธิปไตยกดดันต่อรัฐบาล เอาจริงกับรัฐบาล และชี้ให้เห็นประเด็นการให้สัตยาบันที่ง่ายยิ่งกว่าแก้น้ำท่วมเสียอีกแล้วรัฐบาลไม่กล้าทำ

ก็คงต้องแยกทางกันเดินระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายประชาธิปไตย และถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐบาลคิดหรือว่าจะอยู่ได้กับเพียงการเจรจาลับๆกับฝ่ายเผด็จการที่จ้องจะเด็ดหัวรัฐบาลอยู่ทุกขณะจิต

อย่างไรก็ตามฝ่ายค้าน และฝ่ายลากตั้งก็คงจะดึงเรื่องไว้แน่ๆ ถ้าเข้ารัฐสภา ตามมาตรา 154 วรรคแรกดังที่จะเห็นต่อไปว่า ถ้ามีข้อขัดข้องเรื่องร่างพระราชบัญญัติใดๆ หรือร่างสัญญาใดๆสำหรับกรณีนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการให้สัตยาบันนั้นไม่สามารถจะมาถ่วงเวลาด้วยการตีความอะไรได้อีก เป็นเพียงการกล่าวออกมาของรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นต้องย้ำไว้อีกครั้งหนึ่งว่าไม่ต้องนำเรื่องนี้เข้าสภาทุกอย่างก็จบ อย่างไรก็ตามก็ยกมาไว้ให้เห็นกันชัดๆเท่านั้น ดังนี้

มาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำ ร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง

(๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา รวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า

สรุปแล้ว เป้าหมายของฝ่ายประชาธิปไตยได้แก่

การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัดเป็นกองหนุนโดยให้มวลชนต่างๆมีอุดมการณ์เหมือนกัน มีการริเริ่มและการใช้ชีวิตอย่างเป็นเสรีชนโดยปราศจากการสั่งการจาก นปช.โดยมีความพร้อมที่จะปกป้องประชาธิปไตยจากการยึดอำนาจให้ได้

เป้าหมายที่สองคือการแก้ไขกฎหมายทหารสิ่งนี้ต้องอาศัยรัฐบาลและส.ส.ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีเสียงข้างมากเด็ดขาดอยู่แล้ว

ประการที่สามคือการแก้รัฐธรรมนูญในหมวดสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของประชาชน การเขียนแก้คำพิพากษาศาลฎีกาโดยกำหนดใหม่ว่าการรัฐประหารไม่ใช่รัฎฐาธิปัตย์ และให้อำนาจประชาชนในการจับอาวุธสู้อย่างไม่สันติโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ประการที่สี่คือการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อย่างสันติและไม่สันติโดยไม่ทำผิดกฎหมาย

ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่สามารถดึงเอาพลังภายนอก ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษมาประสานกับพลังภายในได้แก่มวลชนคนเสื้อแดงอย่างเหมาะสม

องค์กรระหว่างประเทศต่างก็พูดแล้วพูดอีกให้ไทยให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม อย่างไรก็ตามเมื่อเราดูมาตรากฎหมายในรัฐธรรมนูญแล้วก็คงจะเห็นเหมือนกันว่าไม่ได้มีอะไรลำบาก ยากเย็นเลย

ปัญหาคือ รัฐบาลทำไมยังไม่ทำ เพราะเหตุใด หรือเพราะมีข้อตกลงลับใดๆกับฝ่ายเผด็จการหรือเปล่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ฯท่านต้องตอบคำถามนี้กับญาติวีรชนแล้ว

และพวกเราเสื้อแดงล่ะจะสร้างบทบาทกดดันรัฐบาลนี้อย่างไร จะเอาแค่รอ นปช.เรียกไปชุมนุมฟังพูด ฟังเพลงแล้วจบเท่านั้นเองจริงๆหรือ

ถ้าแค่นั้นก็คงไม่ใช่มวลชนที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตยที่ควรก้าวข้ามท่านทักษิณและนปช.ไปได้แล้ว

คิดเอง ทำเอง เป็นเสรีชน นี่คือเสรีภาพที่เราใฝ่หากัน มิใช่หรือ
*****************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:นานาชาติบีบไทยให้สัตยาบันกรุงโรม เปิดทางลากคอฆาตกรสังหารหมู่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

We Shall Overcome Someday-เราจะฝ่าข้ามไป


เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน-We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand We'll walk hand in hand someday Oh deep in my heart, I do believe That we shall overcome someday

โดย กวีศรีประชา
แปลจากเพลงของ Pete Seeger


เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

We Shall Overcome

We shall overcome, we shall overcome
We shall overcome someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand
We'll walk hand in hand someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall live in peace, we shall live in peace
We shall live in peace someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall brothers be, we shall brothers be
We shall brothers be someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

The truth shall make us free, truth shall make us free
The truth shall make us free someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We are not afraid, we are not afraid
We are not afraid today
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

"ท่านสู้นะ เก่งมากๆ สถานการณ์ตอนนี้ ท่านเข้มแข็งแม้จะเป็นผู้หญิงสู้กับปัญหา เช้าตื่นทำงานประชุมทั้งวัน ไปโน่นนี่ พอมีโทรศัพท์เข้ามา นายกฯ ท่านก็ใจหาย เครียดนะ ว่าจะต้องมีเรื่องมีปัญหารายงานเข้ามา" -พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ


"เอแบคโพลล์" เผยปชช.ร้อยละ61 ให้โอกาส "ยิ่งลักษณ์" แก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ40 เริ่มเชื่อมั่นรบ.-กทม.

วันที่30ต.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความทุกข์ ความเสียสละ และการให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาส นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมต่อไป

นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 40.6 เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 22.8 เชื่อมั่น ร้อยละ 23.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 12.7 ไม่เชื่อมั่น ตามลำดับ(ที่มา:มติชน)

หลบไปเลยดารานักร้องรั่วๆเมื่อฮีโร่ด่มด๋มปรากฎตัว

ช่วยหลบไปหน่อย ชิ้วๆ...เกะกะ

พระเอกกำลังมา...เอ๊ยไม่ช๊าย คนนี้จะหลุดมาแย่งซีนทำมั๊ย!


ครับ ต้องคนนี้เลย

ที่มา เฟซบุ๊คเดี่ยว 9 (โน้ต อุดม)
ลำดับภาพ-เรื่อง ไทยอีนิวส์
ความเดิมจากโพสที่แล้ว โบกเค้ามาเรื่อยๆ


วันนี้มาศูนย์พักพิงสนามราชมังคลาคับ มีน้องจิตอาสาไปชวนที่บ้าน บอกว่าผู้อพยพที่นี่กะลังประสบภาวะตึงเครียด ผมเลยไปทําให้เค้าเครียดกว่าเดิม(ที่มา:facebook โน้ต อุดม)
ไปทําภารกิจ สปภ(สร้างความปั่นป่วนให้ผู้ประสบภัย)และได้พบกับผู้ว่า การกีฬา(อันนี้จริง)ได้เสนอไอเดียนึงให้ท่านไปเกี่ยวกับกิจกรรมหย่อนใจ ท่านไฟเขียวให้ทําเต็มที่โดยไม่ออกค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทางเราปลื้มใจเป็นอันมาก จึงรีบกลับมาบ้านโทรชวนเพื่อนๆศิลปินที่ไม่สนรายได้ สนแต่รายจ่าย มาร่วมด้วยช่วยกัน คาดว่าไม่เกินรอคงจะได้เห็นดีกัน-facebook เดี่ยว9

มินิเดี่ยวไปอีกครึ่งชั่วโมง
เดี่ยวอยู่ดีๆฝนก็มาไล่ให้ให้กลับบ้าน แต่ดมก็ยังหน้าด้านไปต่อ คราวนี้มีอาสาสมัครตามมาเป็นพรวน ดูทรงแล้วคงใม่ได้ตั้งมาช่วย แต่อยากดูตลกฟรี 55
จบคืนนี้แบบ ไลท์ๆโฮมๆ(เบาๆบ้านๆ)กับภาพที่ไอ้เติงถ่ายให้บนกองทรายก่อนที่จะบรรจุไส่ถุงไปกั้นนํ้าในวันพรุ่ง

(นํ้าๆๆๆๆน้องเคยเห็นนํ้าหรือป่าว นํ้ามันมีมวลไม่เบา มันท่วมยาวๆตามบ้านเรือน มันท่วมเป็นเดือนที่บ้านเรา มีเรือหางยาวหรือยางงงงง)

พรุ่งนี้ด่มด๋มและด่างด๋าง(นอนเกาอยู่ด้านหลัง)ก็คงต้องสู้ภัยพิบัติกันต่อไป ตามสภาพที่ตนประสบอยู่ และก็คงเหมือนๆกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา มันมาแล้วก็ผ่านไป แต่สี่งนึงที่ผมสัมผัสได้จากอุทุกภัยครั้งนี้ นํ้าได้พัดพาการแบ่งแยกสีให้เจือจางลงไป นํ้าได้ทําให้เราหันมารักกัน คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่า(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)
ขากลับอาศัยรถอาสาสมัครป้องกั้นแนวกั้นนํ้ามาส่งเราที่จุดจอดรถเมื่อเช้า ฝนก็กระหนํ่ามาอีกระลอก บอกตรงตรงหนาวสั่นและปวดฉี่มัก แต่ไม่กล้าบอกให้รถจอด แหม ผู้หญิงเกือบทั้งคัน จะมายืนแอ่นฉี่ข้างทางท่ามกลางสายตาห่วงใยของสาวๆใครจะฉี่ออก ที่หนักกว่านั้น ข้างๆทางเป็นนํ้าล้วนๆยืนฉี่ในนํ้าก็ไม่ต่างจากฉี่รดขาตัวเอง หนักกว่าโรคฉี่หนูก็น่าจะเป็นฉี่ด่มด๋มนี่แหละ อั้นจนเป่งอ่ะ บอกตรงๆ(ที่มา:facebookโน้ต อุดม)



.
.
.
.
.
.
.
.

.
มารับคุณนายทองสุข หนีนํ้าไปเชียงใหม่ นางอิดออดไม่อยากไป ถ้าจะไปขอเป็นหลังวันที่1ตอนแรกนึกว่าห่วงบ้านเหมือนคนสูงอายุทั่วไป ถามไปถามมาคือแกจะขออยู่ลุ้นหวยงวดนี้ก่อนเป็นการทิ้งทวน

ผมจนปัญญาจะโน้มน้าววันนี้เลยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการชวนลูกน้องออกไปแจกนํ้าให้กําลังใจ สั่งมา2000ขวดมุ่งหน้าดุ่ยๆไปทางบางปะอิน รถไปได้แค่ด่านเก็บเงินวงแหวนรอบนอกก็ไม่สามารถไปต่อ (ไอ้เติงถ่ายภาพ)

ลูกรีบบินกลับมาด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเค้าสิคับ เธอกำลังซ้อมลอยตัวกรณีน้ำมาฉุกเฉิน
สู้เค๊าต่อไปเถอะน้ะ ขบวนการด่มด๋ม

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปวดตับกับแอ๊ด-หงามาดูโน้ตอุดมอำมาร์ค-ปู