วันอาทิตย์, กรกฎาคม 31, 2554

ที่แท้กกต.รับรองจตุพรแล้วได้เฮจันทร์นี้ ขืนแจกใบแดงเท่ากับทำผิดกฎหมายโดนถอดถอนยกแก๊ง

มติกกต.ที่ออกมา คือให้ยกคำร้อง 2 เสียง ให้มีการสอบเพิ่มเติม 1 เสียง ให้ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย 1 เสียง และให้ใบแดง 1 เสียง เท่ากับตอนนี้นายจตุพร ได้รับการรับรองเป็นส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากถ้าจะให้ใบแดง กกต.จะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง แต่ตอนนี้มีถึง 2 เสียงที่ยกคำร้อง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554

หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับกรอบเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2554 พาดหัวข่าวว่า"ที่แท้กกต.รับรองแล้ว จตุพรเฮ เป็นส.ส.จันทร์นี้" โดยมีรายงานข่าวดังนี้

เผยกกต.รับรอง'ตู่'แล้ว

แหล่งข่าวจากกกต. เปิดเผยว่า กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติม ได้ส่งข้อมูลให้กกต.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเขียนคำวินิจฉัยของแต่ละคน และจะมีการขานมติในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค.

ต้องยอมรับว่าตอนนี้มีคนเข้าใจผิดกันมาก ว่ากกต.ต้องการจะแขวนหรือจะไม่รับรองให้นายจตุพร ให้เป็นส.ส. ทั้งที่ความจริง มติกกต.ที่ออกมา คือให้ยกคำร้อง 2 เสียง ให้มีการสอบเพิ่มเติม 1 เสียง ให้ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย 1 เสียง และให้ใบแดง 1 เสียง เท่ากับตอนนี้นายจตุพร ได้รับการรับรองเป็นส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากถ้าจะให้ใบแดง กกต.จะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง แต่ตอนนี้มีถึง 2 เสียงที่ยกคำร้อง

แหล่งข่าวจากกกต. กล่าวว่า สมมติว่าในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค. กกต.อีก 2 เสียงที่ให้สอบเพิ่มจะให้ใบแดง นายจตุพร ก็ยังได้รับการรับรอง เพราะจะเท่ากับเสียงให้ใบแดงมีเพียง 3 เสียงเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมาย การใบแดงก่อนรับรองผลการเลือกตั้งจะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง

อ้างช้า-รอทำสำนวนยื่นศาลรธน.

แหล่งข่าวจากกกต. กล่าวว่า สาเหตุที่กกต.ยังไม่ได้รับรองนายจตุพร ไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากกกต.อยากให้มีความชัดเจนเรื่องกระบวนการหลังจากรับรองไปแล้วว่า ควรทำสำนวนส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการเป็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพร ว่า สิ้นสุดลงหรือไม่อย่างไร ดังนั้น การจะให้กกต.รับรองโดยไม่มีแนวทางต่อไป กกต.ทำไม่ได้

"ไม่เข้าใจว่าทำไมมีแต่คนเข้าใจผิดกันไปหมดว่า กกต.แขวนนายจตุพร ทั้งที่ความจริงตามข้อกฎหมาย นายจตุพร ได้การรับรองไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. เพราะมีถึง 2 เสียงที่ให้ยกคำร้อง" แหล่งข่าวจากกกต. กล่าว

สดศรีแจงไม่ได้ยื้อ'จตุพร'

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรับรองความเป็นส.ส.ให้กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ กกต. ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เรื่องความคงอยู่ของการเป็นสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของนายจตุพร ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะพิจารณาในวันที่ 1 ส.ค.

นางสดศรี กล่าวว่า ยืนยันว่ากรณีนายจตุพร ทางกกต.ไม่ได้ยื้อในเมื่อกรอบรับรองคือ 30 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 1 ส.ค.นี้ และการโหวตเมื่อวันที่ 27 ก.ค. คะแนนออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ บางคนให้สอบเพิ่ม เมื่อต้องสอบเพิ่มก็ต้องมีการลงมติ กกต.จึงขอเวลาพิจารณาและคำสั่งของนายจตุพร ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผลออกมาอย่างไร จะมีการฟ้องร้อง กกต. แน่นอน

ชี้ใบแดงองค์ประกอบไม่ครบ

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะรับรองนายจตุพร ก่อนใช่หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ตามกฎหมายระบุว่าการจะให้ใบแดงบุคคลใด จะต้องมีการโหวตด้วยคะแนน 4 ต่อ 5 มันชัดอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเดือดร้อน เพราะคะแนนการโหวตครั้งที่ผ่านมา เป็น 3 ต่อ 2 และเราทำตามสำนวน ทั้งนี้ ตนไม่หนักใจที่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)กดดัน เพราะ กกต.ทำงานบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น เพราะถ้าเห็นเป็นอย่างอื่น กกต.จะถูกฟ้อง

อดีตสสร.ฟันธงกกต.เข้ามุมอับต้องรับรองจตุพรเท่านั้น แจกใบแดงเลื่อนตัวสำรองเสียบแทนผิดกม.

สรุป กกต.พลาดเอง ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากทำนอกจากนี้ผิดหมด

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนักกฎหมาย กล่าวในรายการประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ ทางโทรทัศน์Asia Update TV
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กรณีที่กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ยังไม่รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก

ประการที่ 1 รัฐธรรมนูญมาตรา 98 กำหนดชัดเจนว่า กกต.ต้องประกาศรับรองส.ส.ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองเรียงตามลำดับหมายเลขของพรรคการเมืองนั้น

แล้วทำไมไม่รับรองในเมื่อนายจตุพรมีชื่อในลำดับที่ 8

ประการที่ 2 เมื่อกกต.คำนวณว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส. 61 คน

ทำไมรับรองแค่ 60 คน ไม่รับรองนายจตุพร

ประการที่ 3 มาตรา 45 กฎหมายประกอบรธน.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากกกต.สงสัยว่าผู้ใดขาดคุณสมบัติ ต้องพิจารณาโดยเร็วและยื่นต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉนจะมายื่นเอาทีหลังเลือกตั้งเป็นเดือน กกต.จะใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ

ประการที่ 4 หากกกต.ให้ใบแดงจตุพร กกต.จะจัดเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร

ในเมื่อจัดการเลือกตั้งซ่อมในกรณีบัญชีรายชื่อไม่ได้ ตามที่กฎหมายกำหนด

ประการที่ 5 ในเมื่อกกต.ให้ใบแดงไม่ได้ หรือยื่นศาลฎีกาเพิกถอนไม่ได้ ก็เหลือช่องทางเดียวคือยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพของนายจตุพร หลังประกาศรับรองให้เป็นส.ส.แล้วเท่านั้น ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจศาลฎีกาเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้งกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศผลย่อมไม่มีแน่นอน

ประการสุดท้าย หากกกต.ไม่รับรอง โดยการให้ใบแดงไม่รับรองนายจตุพรแล้วเลื่อนผู้มีบัญชีรายชื่ออันดับที่ 62 ขึ้นมาแทน ย่อมไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แน่นอน

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 99 วงเล็บสอง รธน.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากจะเลื่อนขึ้นมาก็ต้องเป็นกรณีมีส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อว่างลง จึงเลื่อนขึ้นมาแทนได้

แต่กรณีนี้นายจตุพรยังไม่ได้เป็นส.ส. แล้วตำแหน่งจะว่างลงได้อย่างไร

และหากไปบอกว่านายจตุพรถูกเพิกถอนเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ต้องถามว่านายจตุพรถูกเพิกถอนไปเมื่อไหร่ เพราะศาลฎีกาไม่เคยเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.61ราย นายจตุพรอยู่ในลำดับที่8จะไม่รับรองได้อย่างไร

ดังนั้นการที่กกต.คิดจะไม่ยอมรับรองนายจตุพรเป็นส.ส.แล้วจะเลื่อนอันดับที่62ขึ้นมาแทนจึงผิดกฎหมาย

ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งกกต.ได้

**********
รายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ www.kaninboonsuwan.com

โต้แย้ง กกต. กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์


กรณีที่ กกต. มีมติด้วยเสียงข้างมากไม่รับรองการเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม นั้น ผมมีข้อโต้แย้ง ทั้งในทางวิชาการ และโดยหลักกฎหมาย ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ในเมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กกต. จะต้องประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลข ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง นั้น

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงไม่รับรองการเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับ ๘ ของบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ?

ประการที่สอง ในเมื่อ กกต. ได้คำนวณเกณฑ์คะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อว่าได้ ๖๑ คน

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงรับรองการเป็น ส.ส. ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ ๖๐ คน ?

ประการที่สาม ในเมื่อมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้า กกต. สงสัยว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงเพิ่งจะมาถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ฐานขาดคุณสมบัติ เนื่องจากขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เอาเมื่อผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วตั้งเกือบเดือน ถามว่า กกต. ใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ ?

ประการที่สี่ ในกรณีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้า กกต. จะให้ใบแดงผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง กกต. ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้น แต่ในกรณีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ถ้า กกต. ให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในอันดับ ๘ ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย

แล้ว กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร เมื่อจัดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใหม่ไม่ได้ แล้ว กกต. ไปให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อย่างไร ?

ประการที่ห้า การที่ กกต. บอกว่า ไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร เป็นผู้ถูกให้ใบแดงก็ไม่ใช่ เพราะล่วงเลยวันเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากอำนาจของ กกต. และศาลฎีกามาแล้ว ช่องทางทางกฎหมายที่จะเล่นงาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเหลืออยู่ทางเดียว คือ ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หลังประกาศให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. ไปแล้ว เท่านั้น

ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจของศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้ง กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังการประกาศผล ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน

ประการที่หก กรณีที่ กกต. อ้างว่า จะไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วจะเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๖๒ ของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน นั้น ถ้าดูตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๒) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรณีที่จะเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเดียวกันขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนได้ จะต้องเป็นกรณีที่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อพ้นจากตำแหน่งซึ่งทำให้ตำแหน่ง ส.ส. ว่างลงหนึ่งตำแหน่ง จึงเลื่อนขึ้นไปได้

แค่กรณีนี้ ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีตำแหน่งเป็น ส.ส. หรือยัง ถ้า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตำแหน่ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะว่างลงได้อย่างไร

ในทางกลับกัน ถ้าบอกว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร ก็ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกถอนการเป็นผู้สมัครไปตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้น ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่เคยถูกศาลฎีกาสั่งถอนการสมัครก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๖๑ คน กกต. จะไม่ให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ ๘ เป็น ส.ส. ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า การที่ กกต. ไม่ยอมให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. แล้วสั่งเลื่อนบุคคลในลำดับที่ ๖๒ ขึ้นมารับรองเป็น ส.ส. แทน จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด “หรือไม่ก็เข้าข่ายส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่เจ็ด กรณีที่ กกต. อ้างว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เนื่องจากถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล จึงขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทย และดังนั้น จึงต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น

คำถามง่ายๆ คือ ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว จะพ้นจาก ส.ส. ได้อย่างไร

และที่ กกต. อ้างว่า เนื่องจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะขาดจากสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๒๐ (๓) นั้น

ก็ถามง่ายๆ เช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๓)

ดังนั้น ในเมื่อตามรัฐธรรมนูญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามและได้เป็นผู้สมัครมาตลอดจนถึงวันเลือกตั้งและจนถึงทุกวันนี้
จะไปเอาข้อความในกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ?

และประการสุดท้าย กรณีที่คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. อ้างว่า เรื่อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องการขัดกันระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเสียก่อน นั้น

คุณสดศรี พูดเองนะครับว่า เป็นเรื่องขัดกันระหว่างกฎหมายลูกกับรัฐธรรมนูญ แล้ว กฎหมายลูกจะไปขัดกับกฎหมายแม่ได้อย่างไร

และการที่คุณสดศรี อ้างว่าจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น คุณสดศรี และ กกต. ทุกคน ย่อมทราบดีว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการชี้ขาดว่า ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑
คือ กกต. ส่งเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายจตุพร ก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว กกต. จะส่งเรื่องให้ใคร ?

สรุป กกต. พลาดเอง (หรืออาจจะไม่ได้พลาดก็ได้ เพราะรู้อยู่แล้ว) ที่ไม่ส่งเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อนวันเลือกตั้งตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ดังนั้น จะชอบหรือไม่ชอบ เต็มใจหรือไม่เต็มใจ หรือจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม กกต. ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่

กรณ์ จาติกวณิช:สู้กับทักษิณ

สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจกับผู้ที่ยังไม่รู้..ถ้าเรามองเขาว่าเขาไร้การศึกษา โง่ ฯลฯ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้โอกาสในการทำความเข้าใจกับเขายากขึ้นอีกด้วย .. เชื่อผมเถอะครับ พอถึงเวลาเสื้อแดงที่เขามีอุดมการณ์จริง ไม่ได้รับเงินใครมา เขาก็จะเคลือบแคลงใจว่าทำไมถึงต้องช่วยคนโกงแค่คนเดียว


ที่มา บันทึกจากเฟซบุ๊คกรณ์ จาติกวณิช

ผมได้คอยอ่านความคิดเห็นของทุกๆคนมาตลอด และรู้สึกได้ว่ามีความตื่นตัว เป็นห่วงเป็นใยกันอย่างมากต่อพิษภัยของอดีตนายกฯที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศที่จะมีต่อประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

การบ้านที่เราต้องทำร่วมกันมีอีกมาก และโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เรายังต้องปรับยุทธศาสตร์อีกในหลายๆเรื่องด้วยกัน

อย่างไรก็แล้วแต่มีประเด็นที่ผมอยากฝากให้ทุกคนพิจารณาทบทวน กล่าวคือ ผมไม่คิดว่าเราควรจะถากถางหรือดูหมิ่นดูแคลนเพื่อนร่วมชาติของเราที่เลือกพรรคเพื่อไทย

มากกว่านั้นผมไม่คิดแม้แต่ว่า เราควรมีอคติมากมายกับพวกที่มองตัวเองว่าเป็นพวกเสื้อแดง

ถ้าเรามองเขาว่าเขาไร้การศึกษา โง่ ฯลฯ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้โอกาสในการทำความเข้าใจกับเขายากขึ้นอีกด้วย และถ้าเราจะช่วยประเทศของเรา การทำความเข้าใจถือเป็นเรื่องที่จำเป็น

ไม่มีทางอื่นเลยครับ หลายๆครั้งผมได้ลบข้อความที่ดูหมิ่นฝั่งที่ไม่เลือกเราอย่างหยาบคายออกจากหน้า FB ของผม

ก็หวังว่าไม่โกรธกันนะครับ ผมเชื่อว่าผมเป็นสส.ที่มีหน้าที่ปกป้องประโยชน์ของคนไทยทุกคน

แม้ว่าเราอาจจะเห็นอยู่ว่าแกนนำเขาหลอกลวง พูดความเท็จต่างๆนานา และ ประชาชนฝั่งเขาก็ได้รับฟังความข้างเดียวมานาน เราก็ต้องอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องอดทนแม้แต่อคติที่ฝั่งเขาอาจจะยังมีจากการปลุกระดมโดยแกนนำ

เราอาจจะได้คะแนนเสียงน้อยกว่าก็จริง แต่ไม่ได้หมายความเลยว่าความคิดความเชื่อของเรานั้นผิด

ดังนั้น ผมคิดว่า หน้าที่ของเราคือชี้แจงอธิบายและในขณะเดียวกันคอยฟังและทำความเข้าใจกับความคิดของเขาด้วย

ส่วนจุดยืนของผม เคยเป็นอย่างไรนั้น ขอเรียนว่า ไม่เปลี่ยนแปลงครับ การล้างผิดให้ใครเพียงเพราะเขามีอำนาจเป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันยอม

และเชื่อผมเถอะครับ พอถึงเวลาเสื้อแดงที่เขามีอุดมการณ์จริง ไม่ได้รับเงินใครมา เขาก็จะเคลือบแคลงใจว่าทำไมถึงต้องช่วยคนโกงแค่คนเดียว

การเดินบนเส้นทางนี้อาจจะไม่โลดโผนและต้องใช้ความอดทน อย่าลืมครับว่าเป้าหมายเราคือ เสียงข้างมาก และ ความสมัครสามัคคีบนพื้นฐานความถูกต้อง

ฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจกับผู้ที่ยังไม่รู้ ไม่ใช่ไปด่าว่าเขานะครับ

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เสื้อแดงไม่ได้มีแต่คนบ้านนอกแบบที่กรณ์คิดหรอกนะ
นี่อาจเป็นภาพที่คนแบบกรณ์และปชป.ไม่เคยคิด คนเสื้อแดงเปิดแชมเปญฉลองชัยเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเหนือประชาธิปัตย์อยู่หลายมุมโลก ทั้งซิดนีย์ แอลเอ นิวยอร์ก ชิคาโก้ ลอนดอน เบอร์ลิน มิวนิค โตเกียว โคเปนเฮเก้น เฮลซิงกิ ออสโล แน่นอนรวมทั้งบ้านโคกหินเหิบ และหมู่บ้านเสื้อแดง อุดรฯที่เปิดสาโทฉลองในวาระเดียวกันนี้ด้วย






-พท.ชนะฟ้าถล่ม เสื้อแดงฉลองชัยทั่วไทยทั่วโลก

ผู้หญิงยิงฮ. หัวใจเธอมันน่ากราบ

อยากฝากความคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน ขอให้สู้กันต่อไปนะ คนข้างในนี้ก็ยังสู้อยู่ ฉันโดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนนี้ ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน-ปากคำนักโทษหญิงเสื้อแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554

อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ เขียนลงในเฟซบุ๊คว่า ปัญหาการเยียวยาที่ผ่านมา ทั้่ง นปช. มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และพรรค ได้เยียวยาคนเสียชีวิต บาดเจ็บไปพอสมควร ถ้าขาดไปบ้างคงน้อยมาก แต่ที่มีข้ออ่อนคือ ผู้ถูกคุมขัง ซึ่ง ส.ส. ในพื้นที่รับงานไปดูแลยังไม่ทั่วถึง แม้ นปช. ก็เช่นกัน

โดยเฉพาะคนที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีคนแจ้งเรื่องและติดตามเรื่อง ผู้หญิง 3 คนที่ทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม เพิ่งได้ชื่อมา 2-3 วันนี้ ให้ทีมเลขาไปตรวจดู จึงได้เยี่ยมเพียงคนเดียวชื่อนางนฤมล อรุณรุ่งโรจน์ ซึ่งถูกตั้งข้อหายิงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมมีอาวุธสงคราม โดยต้องอยู่ในเรือนจำมาหนึ่งปีกว่าแล้ว และจะตัดสินในวันที่ 10 ส.ค. 54 ที่ศาลแขวงพระโขนง

ยังขาดเยี่ยมอีก 2 คนคือ นางเจียน ทองมาก และนางพยอม บุญสูงเนิน ซึ่งทาง นปช. จะทยอยเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ทั้งหมดนี้มาจากการขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจน และคณะผู้ติดตามดูแล นี่จึงเป็นที่มาที่ต้องทำ "กองทุนยุติธรรม" เพื่อคนเหล่านี้ รวมทั้งคนตาย บาดเจ็บ ทั้งต่อสู้คดีและเรียกร้องความเสียหาย

ผู้หญิงยิงฮ.?


ทั้งนี้มีรายงานข่าวช่วงการชุมนุม10เมษายน2553 ในเวลา 17.50 น.เฮลิคอปเตอร์ทิ้งแก๊สน้ำตา 2 ลูก ใกล้บริเวณพื้นที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้า โดยลูกแรกตกที่สี่แยกหน้าหอศิลป์ ลูกที่ 2 ตกบนสะพานหน้าวัดสระเกศ ซึ่งห่างจากสะพานผ่านฟ้า 100 เมตร หลังจากนั้นมีกลุ่มควันแก๊สน้ำตากระจัดจายปกคลุมทั่วบริเวณสะพานผ่านฟ้า ทำให้ผู้ชุมนม แกนนำแดง และผู้สื่อข่าว แตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจาย พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความปวดแสบปวดร้อน เนื่องจากพิษของแก๊สน้ำตาทำให้ผิวหนังแสบร้อน ต่างวิ่งหาน้ำมาล้างตาและผิวหนัง

ภายหลังจากที่แกนนำแดง และผู้ชุมนุมได้บรรเทาอากาศแสบร้อนจากแก๊สน้ำตาแล้ว แกนนำได้ขึ้นปราศรัย เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมแตกตื่น และสั่งให้ปล่อยโคมลอยและลูกโป่งสวรรค์ เพื่อสกัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งนี้มีเฮลิคอปเตอร์บินวนไปวนมาอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้า
CRY FREEDOM-สตรีเสื้อแดงยกผืนธงชาติไตรรงค์ขึ้นเช็ดน้ำตา หลังจากถูกฮ.ของทหารโปรยแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมเมื่อ 10 เมษา 53 ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญภาพหนึ่งของการชุมนุมปี 53 ในฐานะเป็นภาพที่แพร่หลายที่สุดภาพหนึ่ง


เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้มีการจัดกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแก่นักโทษเสื้อแดง"ขึ้น โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รายงานว่า มีนักโทษเสื้อแดงชายที่มีภรรยาติดคุกคดีก่อการร้ายพร้อมกัน แต่ติดอยู่คนละแดน ได้ร้องขอให้กลุ่มที่ทำกิจกรรมได้ไปเยี่ยมนักโทษหญิงด้วย เพราะอยู่ในสภาพถูกหลงลืม

โดยผู้ใช้ชื่อว่า ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎรเขียนบันทึกใน เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯว่า

หลังจากเข้าเยี่ยมและมอบของขวัญแด่นักโทษการเมืองเสื้อแดง 49 คนในเรือนจำชายเรียบร้อยแล้ว (อ่านรายละเอียด:เสียงเล็กๆจากคนเสื้อแดงหลังลูกกรง บทสัมภาษณ์นักโทษการเมืองคดี 112 จากกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง")

ทางทีมงานกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง" นำโดยทีมทนายจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ และพี่นกแดง ก็เดินทางต่อมายังทัณฑสถานหญิง เพื่อตีเยี่ยมนักโทษการเมืองหญิงที่เหลืออยู่ 4 คน
ในเรือนจำหญิงแห่งนี้แต่ละคนแต่ละสายก็แบ่งหน้าที่กันเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกันชุดละสามคน ทั้งพี่ดา ตอร์ปิโด และคนอื่นๆอีก3คน

ตัวผม พี่บี้ อัฐพล และพี่เอก เอกชัย(ผู้ต้องหาคดี112ที่ได้ประกันตัวออกมาสู้คดี) ได้ตีเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงเสื้อแดง ที่ต้องโทษคดีพกพาวัตถุระเบิด คุณพยอม หนูสูงเนิน ชาวจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งศาลพิพากษายืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

พวกเราได้พูดคุย สอบถาม ให้กำลังใจ รวมทั้งขอสัมภาษณ์สั้นๆมาเพื่อนำสาส์นนี้มาเผยแพร่ให้กับพี่น้องเสื้อแดงภายนอกได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

พี่พยอมเล่าว่า สามีของพี่เขา ชื่อพี่โชค (โชคอำนวย สุรการ) ติดคุกคดีก่อการร้าย ที่ฝั่งเรือนจำชายเช่นกัน พี่โชคถูกจับในวันที่ 17 พ.ค. 53 ส่วนพี่พยอมถูกจับในวันที่ 18 ที่บริเวณคอนโด หลังจากแวะกลับไปอาบน้ำ

พี่เอกชัยได้แจ้งกับพี่พยอมว่า เมื่อเช้าเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำชาย พี่โชคก็ฝากความคิดถึงมา ฝากมาบอกว่าพี่โชคยังไม่ลืม และยังเป็นห่วงพี่พยอมเสมอ ให้อดทนเอาไว้ พี่โชคก็จะอดทนเช่นกัน พี่พยอมก็ตอบว่าก็มีแต่พี่โชคนี่แหล่ะที่ยังเป็นกำลังใจให้กันและกัน เขียนจดหมายคุยกันข้ามกันไปข้ามกันมาในสองเรือนจำนี่แหล่ะ


ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์พี่พยอม หนูสูงเนิน นะครับ


ผม : สภาพความเป็นอยู่ข้างในเป็นอย่างไรบ้างครับ?

พี่พยอม : ตอนนี้ก็ลำบาก จริงๆก็ลำบากมาตลอด อยู่เฉยๆไม่ได้เลย มันคิดมาก มันฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะทำยังไง ตอนหลังนี่เขาก็ให้พี่ไปปูกระเบื้อง ไปช่วยบำเพ็ญประโยชน์อยู่ข้างในนี้

ผม : ตอนนี้ขาดเหลืออะไรบ้างมั๊ยครับ พวกผมจัดกิจกรรมช่วยเหลือคนข้างในจะพยายามจัดส่งเข้าไปให้ครับ

พี่พยอม : ตอนนี้หน้าฝน ลำบากมากเรื่องเสื้อผ้า ก็ขอเป็นชุดผ้าบาง(แบบไม่มีแถบ) ชุดชั้นใน กางเกงใน ผ้าถุง ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก สบู่ แชมพู ผ้าอนามัย พวกนี้ ยังไงก็ขอบคุณพวกเรามากนะที่ยังไม่ลืมกัน

ผม : ที่ผ่านมามีใครมาเยี่ยมพี่พยอมบ้างมั๊ยครับ

พี่พยอม : ...(ไม่พูดอะไร แต่หยิบผ้าปิดปากขึ้นมาซับน้ำตา ร้องไห้... ผมอดน้ำตาซึมไปด้วยไม่ได้) ... 4 เดือนแล้ว ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย วันนี้นกแดงเขามาด้วยมั๊ย พี่คิดถึงนกแดง มีแต่เขาที่คอยมาเยี่ยมคนในนี้อยู่ตลอด

ผม : ตอนที่พี่พยอมอยู่ในที่ชุมนุมเป็นการ์ดนปช.เหมือนกันใช่มั๊ยครับ ?

พี่พยอม : ตอนแรกน่ะนะ พี่กับพี่โชค ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อแดงธรรมดานี่แหล่ะ ไปๆมามาพอรู้จักคนเยอะเข้า ก็เริ่มมีลูกน้อง แล้วก็เข้าไปทำงานกับการ์ดส่วนกลาง ไปขึ้นตรงกับพี่อารีย์(อารีย์ ไกรนรา) แล้วพอดีว่าในลูกน้องที่เป็นการ์ดนั้น มันมีสายจากฝั่งตรงข้ามมาแฝง คอยรายงานนายมัน ชื่อไอ้โต้ง กับไอ้ตี๋ แล้วก็ยังมีอีกหลายคน ส่วนใหญ่ที่โดนจับกันก็เพราะไอ่ที่เป็นสายมาแฝงตัวนี่แหล่ะ

ผม : แล้วพี่พยอมได้รับความช่วยเหลือจากทางนปช.หรือทางพรรคบ้างมั๊ยครับ หรือมีใครจากทางนั้นมาเยี่ยมบ้างไหม?

พี่พยอม : ...ตั้งแต่ติดคุกมา 1 ปี 3 เดือน ได้จากพรรคช่วยเหลือมา 600 บาท ตอนนั้นให้ญาติไปทำเรื่อง ไปเซ็นต์ไปขอเบิกมา โอ๊ย ยากเย็นจริงๆน่ะ เรื่องคนจะมาเยี่ยมก็ได้แต่รอคอยความหวังกันไป

ผม : ทางคุณอารีย์ ไกรนรา หัวหน้าการ์ดที่พี่พยอมเคยทำงานให้นี่เขาได้ส่งข่าวคราวหรือแวะมาเยี่ยมบ้างรึยังครับ?

พี่พยอม : ไม่เคยนะ

ผม : พี่พยอมอยากฝากอะไรถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ยังร่วมกันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้วยกันอยู่ข้างนอกมั๊ยครับ ?

พี่พยอม : ก็อยากจะฝากความคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน ขอให้สู้กันต่อไปนะ คนข้างในนี้ก็ยังสู้อยู่ ฉันโดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนนี้ ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน

ผม : วันที่ 14 พ.ย. นี้พี่พยอมจะพ้นโทษแล้วใช่มั๊ยครับ มีญาติๆรู้ข่าวกันบ้างรึยังครับ มีใครจะมารับรึปล่าวครับพี่ ?

พี่พยอม : ก็อยากให้มีคนมารับเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าญาติๆพี่ที่ชัยภูมิเขาจะสะดวกมากันรึปล่าวจ้ะ

ผม : ถ้าอย่างนั้นพวกผมทั้งพี่นกแดงแล้วก็พี่น้องเสื้อแดงจะมาต้อนรับพี่ออกจากเรือนจำด้วยกันครับ เช้าวันที่ 14 พ.ย.นี้ นะครับ

พี่พยอม : ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่าขอบคุณทุกๆคนที่มาเยี่ยมพี่มากๆเลยนะ


จากนั้นเราทั้ง 3-4 คนก็ร่ำลากัน แล้วก็แยกย้ายกันออกมา ข้าวของเครื่องใช้ที่ขาดเหลือจะให้ทางสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ส่งเงินเพื่อจัดซื้อสิ่งของที่ยังขาดอยู่เข้าไปให้กับพี่พยอมและนักโทษคนอื่นๆต่อไปครับ

ทั้งนี้ ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคนที่สนใจไว้ล่วงหน้า เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ต้อนรับเพื่อนเรากลับบ้าน ในวันที่ 14 พ.ย. 54 นี้ เวลา 9 โมงเช้า ขอเชิญร่วมแสดงความยินดีกับอิสรภาพที่พี่น้องเรากำลังจะได้รับ แม้จะยังไม่ครบทุกคน

********
ขอมั่งดิ

ส่วนผู้ใช้นามว่าบี้ อัฐพล ก็เขียนลงในเฟซบุ๊คเล่าเรื่องนี้ว่า

25 ก.ค. 2554
12.30 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


ผมยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเพื่อน ๆ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ส่วนใหญ่แต่งเครื่องแบบสีแดงกันเต็มยศ

แทบทุกคนกำลังพยายามสื่อสารสื่อสารข้ามแผ่นกระจกหนาขนาดใหญ่ที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากับผู้ชายในเครื่องแบบสีเหลืองกลุ่มหนึ่ง

บางคนได้ใช้โทรศัพท์พูดคุย หลายคนตะโกน บ้างก็ชูมือชูไม้ส่งสัญลักษณ์สื่อความหมาย ให้กำลังใจกับคนอีกฟากฝั่งหนึ่ง เสียงดังเซ็งแซ่เหมือนนกกระจอกแตกรัง

"สู้!...สู้!"
"เราชนะแล้วนะ เดี๋ยวก็จะได้ออกมาแล้ว"
"อดทนหน่อย ข้างนอกกำลังช่วยอยู่"
"ทำไมวันนี้ใส่สีเหลืองล่ะ?"...(ฮา)

การเข้าเยี่ยมวันนี้ อาจจะเป็นวันที่มีคนเข้าเยี่ยมและคนถูกเยี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

ผมยืนมองชายชุดเหลืองฝั่งตรงข้าม เห็นหลายคนพูดคุยผ่านโทรศัพท์กับคนที่มาเยี่ยมด้วยความตื่นเต้น ดีใจ

ถึงแม้พวกเขาแทบจะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม หลายคนยืนยิ้มโบกไม้โบกมือกับคนชุดแดงฝั่งนี้ แต่มีหลายคนยืนชิดผนังด้านหลัง สีหน้าเรียบเฉย ยากจะเดาความรู้สึก

"พวกนั้นมันน้อยใจน่ะ ยังไม่ได้คุยกับใครเขาเลย" พี่นกแดงที่คุ้นเคยกับพวกเขาดี อธิบายเวลามีน้อย โทรศัพท์ก็มีน้อยไปในวันนี้

ขณะที่ผมกำลังยืนสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่นั่นเอง พี่ชายผมสีดอกเลา รูปร่างค่อนข้างบึกบึนในชุดเหลืองคนหนึ่ง สบตาผมแล้วชี้มือชี้ไม้มาที่กระจกพร้อมกับป้องปากพูดอะไรบางอย่าง

ผมตรงเข้าไปใกล้กับกระจก พยายามฟัง แต่ความหนาของมันทำให้เราทั้งคู่ไม่ได้ยินเสียง

พี่ชายคนนั้นหาทางสื่อสารกันใหม่ แกก้มตัวลงพูดผ่านแถบโลหะที่ปิดไว้ด้านล่างสุดของกระจก ผมก้มลงฟัง คราวนี้ได้ยินชัดขึ้น

"ไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วยนะ!"
ผมทำหน้างง ๆ "อะไรนะพี่?"
"ช่วยไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วย แฟนผมอยู่ฝั่งโน้น ผมเป็นห่วง" สีหน้าดูกังวลด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

ผมรับปาก แต่ในใจไม่มั่นใจนัก...

14.30 น.
ฑัณทสถานหญิงกลาง


พี่นกแดงพาพวกเรามาเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง

ผม,จอม และเอกชัย(ผู้ถูกกล่าวหา 112 แต่ได้ประกันตัว) ได้เข้าเยี่ยมพี่พยอม โชคดี...พี่พยอมเป็นคนที่พี่ชายฝั่งโน้นฝากให้มาเยี่ยม

จอมกับเอกชัยพูดคุยกับพี่พยอมผ่านไมโครโฟน (ไม่เหมือนฝั่งโน้นที่ใช้โทรศัพท์) การพูดคุยคราวนี้เรียกน้ำตาจากทั้งสองฟากกระจก โดยไม่ต้อง"บิ้วด์" อารมณ์ หวังเรตติ้งคนดู แบบเดียวกับรายการทอล์คโชว์งี่เง่าทั้งหลาย (ของผมกับจอมแค่น้ำตาซึมนะ... เพื่อรักษาภาพความเป็นแมน แหะ แหะ)

ถึงคิวผม

"พี่ครับ พวกผมมาให้กำลังใจพี่นะครับ เมื่อกี้ผมไปฝั่งโน้นมา แฟนพี่เค้าฝากให้มาเยี่ยมพี่ให้ได้ พี่เค้าเป็นห่วงพี่มากนะครับ ส่วนพี่เค้าสบายดี"

"พี่เค้าฝากบอกให้พี่ดูแลตัวเองให้ดี เค้าคิดถึงพี่มากนะครับ"...
เอ่อ...ประโยคหลังนี่ พี่ผู้ชายไม่ได้ฝากมานะครับ ผมขออนุญาตพูดแทนก็แล้วกัน แหะ แหะ (คิดว่าพี่เค้าคงอยากบอกแหละน่า แต่ตามธรรมชาติคนต่างจังหวัด มักจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกดราม่าซักเท่าไหร่ มันจะเขินเขินน่ะ -> สรุปจากตัวเองหรือเปล่าเว้ย?)

หลังจากส่งสาร ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากพี่พยอม เห็นแต่หยาดน้ำใส ๆ ที่เริ่มเอ่อออกมาซึมดวงตาอีกครั้ง พร้อม ๆ กับเห็นความพยายามอย่างมากที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้เป็นปกติ

ผมเชื่อว่า ตอนนี้ในใจของพี่พยอม คงเต็มไปด้วยกำลังใจที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหวาน ๆ ซึ้ง ๆ ไม่จำเป็นต้องจ้องหน้าสบตากัน ทั้งสองคนได้รับรู้ว่าในช่วงเวลาที่แสนเลวร้าย ยังคงมีคนที่คอยยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเสมอและตลอดไป

เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว

ผมจากที่นั่นมา พร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำตามสัญญา ขณะเดียวกันก็มีอาการแปลก ๆ เกิดขิ้นกับผม มันเป็นอาการแสบ ๆร้อน ๆ ที่บริเวณขอบตา

มันเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังคิดในใจว่า
"ขอมั่งดิ ขอมั่ง...ขอฟิลโรแมนติกประมาณนี้กับกรูบ้าง อะไรบ้าง จะได้ไหม?...แต่ขอแบบไม่ต้องมีรั้วคอนกรีตหนา ๆ ไม่ต้องมีลูกกรง ไม่มีลวดหนามมากั้นนะเว้ย...กรูป๊อดดด!"...
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์:กิจกรรม“ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง” ทะลุเป้า ! : คำขอบคุณที่แทรกผ่านลูกกรงจากเพื่อนสู่เพื่อน

-เสียงร้องหาความเป็นธรรมจากเรือนจำมหาสารคาม


-ผู้ตาย บาดเจ็บ ถูกคุมขัง และสูญหายจากเหตุการณ์


ดร.กฤตยา อาชานิจกุล รองผอ.สถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทนศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณีเม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) แสดงข้อมูลไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต 92 ราย

นางกฤตยา กล่าวว่า รัฐบาลไม่สมควรสั่งทหารใช้ปืนสไนเปอร์กับประชาชน และยังมีข้อเท็จจริงจากศปช.ด้วยว่า มีการใช้จำนวนกระสุนปืนสไนเปอร์ในเหตุการณ์ทั้งหมด 2,000 กว่านัด จาก 3,000 กว่านัด ทั้งๆ ที่สิทธิการใช้ปืนชนิดนี้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่ทหารทุกคนจะสามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงคลี่คลายได้ยาก หากความจริงกับการพูดของแต่ละฝ่ายยังบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจ ยังล่าช้าไม่มีความคืบหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารของศปช.ระบุว่า จากการติดตามรวบรวมข้อมูลของศปช. จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีทั้งสิ้น 92 ราย แบ่งเป็นขอคืนพื้นที่ วันที่ 10 เม.ย. 26 ราย กระชับพื้นที่ วันที่ 14-19 พ.ค. 57 ราย ในจำนวนนี้มี 3 ราย ไม่ทราบชื่อ เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 9 ราย ในเหตุการณ์ปะทะย่อยรวมถึงเหตุปะทะในต่างจังหวัด

นอกจากนี้ข้อมูลของศปช. ณ วันที่ 1 เม.ย. 2554 ยังระบุว่า ภายหลังจากประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7 เม.ย. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้วนั้น พบว่าปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวทั่วประเทศอีก 133 ราย เป็นชาย 121 ราย หญิง 12 ราย ชาวต่างด้าวอีก 3 ราย ซึ่งข้อหาส่วนใหญ่ คือ การละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป การร่วมวางเพลิง สถานที่ราชการ และก่อการร้าย อีก 5 ราย ฯลฯ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการออกหมายจับ และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มนปช. ต่อ สาธารณะ อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ศปช.ยังได้รับข้อมูลคนหายในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวจากมูลนิธิกระจกเงา จำนวน 20 ราย ซึ่งบางส่วนพบว่ามีการทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย

แต่เราก็ยังคงต้องยืนหยัดสู้ร่วมกันต่อไป

คลังเตรียมหลักทรัพย์ไว้ไถ่โบอิ้งแล้วหากแพ้คดี พิเชียรยุยึดรถเบ๊นซ์-บีเอ็มที่ส่งมาขายในไทยแก้เผ็ด

จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด -อัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้จัดเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554


จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เผย ศาลนัดสืบพยาน คดียึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ในเดือน สิงหาคมนี้

สำนักข่าวINN ร ายงานว่า นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ที่ผ่านมานี้ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเครื่องบินบอิ้ง 737 ถูกอายัดที่ประเทศเยอรมนี ว่า ศาลแลนด์ชุท (Landshut) ประเทศเยอรมนี จะมีการนับสืบพยานในช่วงเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งอัยการสูงสุด ย้ำว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้เสร็จสิ้น ในการนำเครื่องบินลำดังกล่าวกลับ

ส่วนข่าวการอายัดเตรียมเครื่องบินลำที่ 2 หากเกิดขึ้นจริง จะต้องดำเนินการตอบโต้ เนื่องจากเครื่องบินลำที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศแต่อย่างใด

ส่วนกรณีคดีที่บริษัท วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย และขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทางไทยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลนิวยอร์กไปแล้วเมื่อวานนี้ และจะมีการนัดสืบพยานในช่วงปลายปี ทั้งนี้ ทางอัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้จัดเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี และจะมีการฟ้องกลับบริษัท วอลเตอร์ บาว อย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด

นอกจากนี้ กรณีที่ทางการเยอรมัน ได้มีการถอนคำสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศนั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบกับคดี เนื่องจากเป็นสิทธิของแต่ละประเทศในการให้บุคคลใดเข้าออกก็ได้

น้ำพระทัยสมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกคนไทย

ก่อนหน้านี้เมื่อ 22 กรกฎาคม นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แถลงความคืบหน้าการถอนอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ โบอิ้ง 737 ว่า "สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกของคนไทย อยากให้คนไทยเข้าใจว่าพระองค์ท่าน ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎการบิน ทรงทำถูกต้องทุกอย่าง พระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับคดี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะเอาเงินวางเพื่อจะนำเครื่องบินออกมาเพื่อถวายพระองค์ท่านทรงใช้งาน แต่พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่ต้องวางเงินประกัน พระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้นำเงินของรัฐบาลไทยไปวาง ทั้งนี้จากการรายงานข่าวของASTVผู้จัดการ

สถานทูตเยอรมันแถลงคดีสิ้นสุดแล้วไทยควรจ่ายหนี้

ในวันที่ 22 กรกฎาคม สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์กรณีโบอิง 737 บอกคำตัดสินของศาลเป็นอันสิ้นสุด และจะไม่มีการสืบพยานใด ๆ อีกที่จะเปลี่ยนแปลงคำตัดสินดังกล่าว วอนไทยชำระเงินที่ค้าง เพื่อคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจากรายงานข่าวของINN

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่สั่งให้ประเทศไทยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 36 ล้านยูโร และแสดงความคาดหวังให้ประเทศไทยชำระเงินดังกล่าว เพื่อเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเยอรมัน และจากประเทศอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกครั้ง และจะส่งสัญญาณทางบวกสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมัน-ไทยต่อไปด้วย

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่นิวยอร์ก เป็นไปเพื่อร้องขอคำตัดสินว่า การบังคับคดีในเรื่องนี้ สามารถกระทำในสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการสืบพยานใดเพิ่มเติมอีก ที่จะทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามคำตัดสินได้ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลเมืองลานด์ชูต ใกล้เมืองมิวนิค ได้มีคำตัดสินให้ถอนอายัดเครื่องบินโบอิง 737 โดยมีเงื่อนไขคือ ทางการไทยต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันธนาคารมูลค่า 20 ล้านยูโร แต่รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะไม่นำเงินประกันไปแลกกับการนำเครื่องบินออกมาจากสภาพการถูกอายัด การสืบพยานที่ศาลประจำรัฐเมืองลานด์ชูต จะมีขึ้นอีกครั้งประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม และยังคาดการณ์ไม่ได้ว่ากระบวนการพิจารณาทั้งหลายจะสิ้นสุดเมื่อไร

โบอิง 737 ถูกอายัด หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ตัดสินเมื่อกลางปี 2552 ว่า รัฐบาลไทยต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้กับบริษัท วอลเตอร์ บาว ซึ่งคำตัดสินถือเป็นสิ้นสุด

ไทยโต้คดียังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันคดีความระหว่างบริษัทวอลเตอร์ บาว กับรัฐบาลไทย ยังไม่สิ้นสุดตามที่สถานทูตเยอรมนีออกแถลงการณ์ และรัฐบาลเยอรมนีไม่ได้ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคดีหลัก ไม่ใช่การอายัดเครื่องบิน และในส่วนของรัฐบาลไทยยังอยู่ในการต่อสู้ทางคดีที่จะมีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งอนุญาโตตุลาการ ที่นครนิวยอร์ก วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือชี้แจงไปที่รัฐบาลเยอรมนีแล้ว และยืนยันเมื่อคดีสิ้นสุด รัฐบาลไทยพร้อมรับผิดชอบ แต่จะมีการบีบรัฐบาลไทย ในช่วงนี้ไม่ได้

ทั้งนี้ เห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลเยอรมนีมาจากการติดตามข้อมูลจากเอกชน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปใช้จ่ายเงิน โดยมีการติดต่อปลายทาง และต่อรองให้ประนีประนอม ชดใช้เงิน ก่อนมีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่มีการเสนอลดดอกเบี้ยให้เป็นการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะดำเนินการฟ้องร้องกับเอกชนรายนี้ โดยจะเปิดเผยรายละเอียดหลังอัยการสูงสุดเข้าพบในวันพรุ่งนี้

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น ถึงเหตุผลที่เยอรมนีจะดำเนินการกับไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และไม่ทราบกระแสข่าวเยอรมนีอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าประเทศได้ รวมถึงที่จะเดินทางมาที่ลาวในช่วงปลายปีนี้ด้วย

บัวแก้วออกแถลงการณ์ ซัดกลับรัฐบาลเยอรมันอย่าพาดพิง 'ราชพาหนะ'

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์ ต่อเอกสารแถลงข่าวของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยมีเนื้อหาใจความว่า ตามที่สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยได้ออกเอกสารแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2554 เรียกร้องให้รัฐบาลไทย รีบดำเนินการชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทวอลเตอร์ บาว โดยมีข้อความพาดพิงถึงการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นั้น กระทรวงการต่างประเทศ ขอแถลงเป็นการย้ำอีกครั้งว่า กรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวอลเตอร์ บาวเป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับผู้ลงทุนเอกชน ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบในนามของรัฐบาลไทย โดยกรณีพิพาทนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่ประการใดกับสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และทรัพย์สินส่วนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่พิพาทในกรณีดังกล่าว และเช่นเดียวกัน รัฐบาลเยอรมนีก็ไม่ใช่คู่กรณี

กระทรวงการต่างประเทศขอแถลงด้วยว่า ฝ่ายไทยได้แจ้งข้อเท็จจริงข้างต้นให้แก่รัฐบาลเยอรมนีแล้วในทุกระดับตั้งแต่ต้น ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีก็น่าจะตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงนี้ และด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลเยอรมนี ดังเอกสารแถลงข่าวล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ซึ่งยังคงพาดพิงถึงการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร โดยใช่เหตุ และโดยมิบังควร กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและดำรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร รวมทั้งกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ เรื่องเกี่ยวกับการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ยุติลงอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ปลุกกระแสรักชาติให้ไทยยึดทรัพย์สินเยอรมันโต้ตอบ


นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการวิทยุและโทรทัศน์ ได้กล่าวทางรายการวิทยุFM92.25เมื่อวันศุกร์ว่า การที่สถานทูตเยอรมันออกมาเร่งให้ไทยใช้หนี้บริษัทเอกชนเยอรมันเป็นการกระทำที่ผิด เพราะเป็นเรื่องคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน ทางการเยอรมันทำผิดมารยาท หากตนเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะเรียกทูตมาตำหนิแล้วเนรเทศ

"ผมขอถามกลับไปว่า หากเป็นแบบนี้เยอรมันทำถูกหรือ เครื่องบินเป็นของสมเด็จพระบรมฯเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทยซักหน่อย แล้วเยอรมันมายึดไว้เพื่อขัดหนี้ หากทางการไทยจะเอาคืนบ้างด้วยการยึดทรัพย์สินของเอกชนเยอรมันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเบ๊นซ์ รถบีเอ็มดับบลิว หรือเคมีภัณฑ์ของบริษัทไบเออร์ที่ส่งมาขายในเมืองไทย เราก็ยึดมั่ง โดยเราบอกว่าขอยึดบ้างจะได้ไหมหละ เพราะเยอมันทำไม่ถูกกับเราก่อน เอาไหมแบบนี้"นายพิเชียรกล่าว

เสียงร้องจากเรือนจำมหาสารคาม:คุก5ปี8เดือนกับภาพอยุติธรรมที่ตำตา เบื้องหลังแพ้คดีที่ตำใจ



โดย สุระวิทย์ กลุ่มเรดแคมฟร๊อก
ที่มา Internet Freedom

ผมได้เข้าไปเยี่ยมนักโทษคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 54 ที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม ตามคำร้องขอของน้องนกแดง เรดแคมฟร๊อก

น้องนกแดงเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือ เยี่ยมเยียนผู้ต้องขังคนเสื้อแดงที่กรุงเทพอย่างสม่ำเสมอในนามบ้านกบแดง ช่วยเหลือผู้ต้องขังคนเสื้อแดงแม้จะพ้นข้อกล่าวหาหรือได้ประกันตัวแล้วก็ตาม ให้ที่พักก่อนกลับบ้าน ให้อาหาร ประสานงานกับองค์กรช่วยเหลือต่างๆ

น้องนกแดงได้เล่าให้ผมฟังว่า หลักฐานในคำฟ้องผู้ต้องหาเผาศาลากลางมหาสารคามอ่อนมาก แต่ทำไมผลการตัดสินของศาลจึงออกมาให้จำคุกถึง 5 ปี 8 เดือนได้ ทั้งๆที่หลักฐานมีเพียงภาพที่พวกเขาเข้าร่วมชุมนุม และพยานบุคคลที่เป็นตำรวจ ก็ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ในที่ชุมนุมเท่านั้น

จากที่ผมได้เยี่ยมและพูดคุยกับผู้ต้องขังคนเสื้อแดงในเรือนจำจังหวัดมหาสารคามทั้ง 9 คนก็พบว่าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดมากกับคำตัดสินเช่นนี้ พวกเขาจำผมได้ครั้งที่เป็นตัวแทนกลุ่มเรดแคมฟร๊อก นำเงินที่ทำกิจกรรมหารายได้จากการโยนโบลิ่งช่วยเหลือผู้ต้องขังคนเสื้อแดงและนำเงินมาแบ่งปันให้คนเสื้อแดงมหาสารคามคนละ 2,000 บาทรวมเป็นเงินที่ช่วยเหลือผู้ต้องขังเรือนจำมหาสารคามครั้งนั้น 20,000 บาท และเขายังจำผมได้

ในครั้งที่ทำกิจกรรมกลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตยเมื่อผมและสมาชิกกลุ่มนำโดยคุณแป๊ะ บางสนานได้ไปปั่นจักรยานให้กำลังใจเยี่ยมเยียนคนเสื้อแดงทั่วภาคอีสาน โดยกิจกรรมในครั้งนั้น ทางกลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตยจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังเสื้อแดงทุกจังหวัดที่มีการคุมขังคนเสื้อแดง

แต่ในการเยี่ยมของผมครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง สีหน้าพวกเขาเหมือนหมดหวัง พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่า พอรู้ว่าจะได้ขึ้นศาลพิจารณาคดีของพวกเขา พวกเขารู้สึกตื่นเต้น ดีใจ มีความหวัง พวกเขามั่นใจมาก มั่นใจเพราะเขารู้ว่าเขาไม่ได้ทำอย่างที่โดนกล่าวหา ศาลากลางจังหวัดก็ไม่ได้ถูกเผา และหลักฐานพยานต่างๆที่ฝ่ายกล่าวหาพยายามให้พวกเขาเป็นคนเผาศาลากลางนั้น ไม่มีอะไรเลยที่เชื่อมโยงได้ว่าพวกเขาเป็นคนเผาหรือพยายามเผาเลย ศาลน่าจะยกฟ้อง

แต่เมื่อคำพิพากษาออกมาส่วนใหญ่ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 8 เดือน อารมณ์ของคนที่มีความหวังมันแตกสลายไปในทันที และความผิดที่พวกเขาเข้ามาร่วมชุมนุม เพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ฆ่าพี่น้องคนเสื้อแดงนั้น มันต้องจำคุกตั้ง 5 ปี 8 เดือนเชียวหรือ

อย่างกรณีนายภานุพงษ์ พลเสน เล่าให้ฟังว่า ผมเห็นมีคนชุมนุมและตำรวจทหารปิดถนน ก็เลยเข้าไปร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553เวลาจวนจะค่ำ ที่บริเวณศาลากลางเก่าจังหวัดมหาสารคาม มีชายแต่งกายคล้ายทหารใส่กางเกงลายพลาง ใส่เสื้อยืดมีเป็นจำนวนมาก เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม นายภานุพงษ์ไม่หนี เพราะเขาคิดว่าแค่มาร่วมการชุมนุมเท่านั้น ก็โดนชายที่แต่งกายคล้ายทหารเข้าจับเขาให้ล้มลง แล้วก็เตะเขา เตะแล้วเตะอีก จนเขาต้องยอมให้จับกุม

ภานุพงษ์มารู้ทีหลังว่าชายที่แต่งกายคล้ายทหารเหล่านั้นได้นำเอาขวดใส่น้ำมันมาวางข้างๆเขาเพื่อถ่ายรูป และรูปดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นหลักฐานว่าเขาเป็นคนเตรียมการเผาสถานที่ราชการ ทุกคนที่ผมไปเยี่ยมพยายามที่จะอธิบายเล่าความอีดอัดให้ผมฟัง จนผมต้องบอกให้เขาเล่าทีละคน

นายสมโภชน์ สีกากูล เล่าว่า ทำไมผมไม่ได้ประกันตัว ผมอยากเข้ารับปริญญา ตอนนั้นผมก็พึ่งเรียนจบ อีกสามเดือนผมจะได้เข้าพิธีรับปริญญา เขาเป็นคนเสื้อแดงเพราะเขาเห็นความไม่ยุติธรรม แต่ตอนนี้เขาได้สัมผัสความไม่ยุติธรรมเข้าอย่างเต็มๆ กฎหมายเขามีไว้เพื่อเหยียบคนชั้นล่างเท่านั้นหรือ ทำไมไม่ให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

หลักฐานที่จับกุมผมก็คือ ภาพที่เห็นผมในที่ชุมนุมเท่านั้นไม่ได้มีหลักฐานใดๆที่แสดงให้เห็นว่าผมมีส่วนในการเผาเลย ถึงผมไม่ได้เรียนกฎหมายแต่ผมก็รู้ในใจผมอย่างที่สุดคือผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย คนเสื้อแดงมาเป็นพันคนวิ่งหนี ผมไม่วิ่งหนีเพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมจึงโดนจับ ที่ผมทำในตอนนั้นก็คือผมต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้มีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น สิ่งที่ผมอยากได้คือได้โอกาสประกันตัว อย่ามัดมือชกกันแบบนี้ ทุกวันนี้ผมเจ็บปวดมากครับ

นายสุชน จันปัญญา ผมอยากออกไปดูแลแม่และพ่อ พ่อผมป่วยหนักและก็พิการด้วยตอนนี้พ่อก็ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล แม่ผมต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหารายได้

นายมนัส วรรณวงษ์ ผมเป็นคนขายไอศกรีมวอล เขาว่าผมเป็นคนเสื้อแดง ตำรวจว่าผมเข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงทำไม ผมบอกว่าผมไม่ได้ไปชุมนุม ผมไปขายไอศครีม มีคนเยอะที่ไหนผมก็จะไปขายที่นั่นแต่ในส่วนตัวผมแล้วถ้าหากผมชอบเสื้อแดงมันก็ไม่น่าจะผิด ผมใส่เสื้อแดงเพราะมันเป็นฟอร์มของไอศกรีมวอลซึ่งมันเป็นสีแดง หลักฐานที่เอาผิดผมก็เป็นแค่คลิปผมวิ่งไปวิ่งมาเท่านั้น หลักฐานที่บอกว่าผมเผาก็ไม่มี และพยานบุคคลที่เป็นตำรวจอ้างในศาลก็บอกว่าเห็นผมวิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้บอกว่าผมเผาเลย แล้วตัดสินออกมาได้ยังไงว่าผมผิดแต่หลักฐานที่บอกว่าผมกระทำผิดมันไม่มี ผมสงสัยว่าทำไมทนายของเรา ไม่ให้ผมเอาพยานมายืนยันเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ผมมีพยานทั้งเป็นสิ่งของและพยานบุคคล ทำไมทนายจึงเอาแค่คำซักค้านของทนายเป็นพยานเท่านั้น

นายไพรัช จอมพรรษา ผมมีอาชีพปั่นสามล้อ มีคนขอให้ผมไปขนยางรถยนต์ใส่สามล้อผม ผมก็ไปขนยางให้เขา เอายางไว้ที่กลางถนนหน้าโรงเรียนผดุงนารีเท่านั้นห่างจากศาลากลางเป็นร้อยเมตร แต่ทำไมผมต้องโทษคดีเผาสถานที่ราชการ ศาลากลางเองก็ไม่ได้ถูกเผา ผมขอขอบคุณท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกผม ผมอยากออกจากคุกครับ

เขาน่าจะพอแล้วเขาจองจำพวกผมมาก็นานมากแล้ว น่าจะพอได้แล้ว หากจะพิจารณากันตามหลักฐานอย่างเป็นธรรม พวกเขาไม่มีทางที่จะจำคุกพวกผมได้เลย ให้ความเป็นธรรมพวกเราด้วยเถอะครับ

เวลาสั้นๆที่ผมเข้าเยี่ยมมันทำให้ผมพูดคุยกับทุกคนได้ไม่หมด จนเจ้าหน้าที่เรือนจำมายืนที่ประตูห้องเยี่ยมที่ผมใช้เยี่ยมผู้ต้องขังครั้งเดียว 9 คน เหมือนจะส่งสัญญาณให้ผมรู้ว่านะจะหมดเวลาเยี่ยมแล้วนะ

ผมจึงขอให้ทุกคนเขียนถึงความในใจกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นเอามาให้ผมในวันหลัง เนื่องจากเวลาที่ผมได้เข้าไปคุยกับพวกเขามันน้อยเกินไป แล้วผมก็จะได้นำเอาสิ่งที่พวกเขารู้สึกคับแค้นใจนั้นมาให้สังคมภายนอกได้รับรู้ร่วมกันว่า มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ

ผมจึงเข้าไปถามทนายอาสาท่านนึงที่เคยดูแลผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดนี้เพื่อขอทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผลการตัดสินมันจึงเป็นแบบนี้

ทำไมผู้ต้องขังคนเสื้อแดงต้องถูกคำพิพากษาจำคุกถึง 5ปี 8 เดือนทั้งๆที่หลักฐานกระทำผิดไม่มีหรือมีก็อ่อนมาก ก็ได้คำตอบว่า เดิมนั้นพวกเขา(ทนายเสื้อแดงอาสา) ก็จะทำคดีนี้อยู่แล้ว แต่ทางพรรคเพื่อไทยได้จัดหาทนายและมีงบประมาณสำหรับดำเนินการมาด้วย ทนายอาสาจึงให้โอกาสทนายที่พรรคจัดหามาให้ดำเนินการ

ซึ่งทนายที่พรรคจัดหามาให้ครั้งนี้ผ่านผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ชื่อสส.พิชิต ชื่นบาน เป็นผู้จัดหาทนายผู้หญิงอยู่จังหวัดร้อยเอ็ดมาทำคดีนี้ และทนายท่านนี้ สส.ในพื้นที่อย่างเช่นสส.สุรจิต ยนต์ตระกูล สส.ชัยวัฒน์ ตินรัตน์ ก็เห็นชอบสนับสนุนให้มาทำคดีเพราะมีงบประมาณจากพรรค ทนายอาสาหลายคนอยากเข้ามาช่วยคดีนี้

บางคนติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้น หลายคนอยากช่วยเพราะความที่มีหัวใจแดงก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยทำคดีนี้ได้เลยเพราะถูกกีดกันจากทนายหญิงและสส.ที่สนับสนุน

ทนายอาสาท่านนี้ยังบอกอีกว่า สิ่งที่มันผิดพลาดในคดีนี้คือ คดีว่าความของคนเสื้อแดงงานนี้เป็นงานใหญ่ ควรใช้ทนายที่มีทีมงานที่เข้มแข็ง ไม่ควรใช้ทนายอ่อนหัด เปรียบเหมือนเรากำลังจะซ่อมรถยุโรป เราก็ควรจะใช้ช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทางและทีมงานที่มีระบบทำงานที่ดี ไม่ควรใช้ช่างซ่อมรถอีแต๋นมาซ่อมรถเบ็นซ์ ถึงแม้จะเป็นช่างซ่อมรถยนต์เหมือนกันก็ตาม มีการกีดกันไม่ให้ทนายกลุ่มอื่นเข้ามาช่วย

เนื่องจากในระหว่างนั้นกำลังจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ผู้สมัครสส.ในจังหวัดมหาสารคามและสส.บัญชีรายชื่อบางคนจึงพยายามโชว์ความสามารถเพื่อให้นายทักษิณได้เห็น แต่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้ต้องขัง

พวกเขาไม่ได้คิดที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ต้องขัง แต่เป็นการใช้เรื่องการทำคดีของคนเสื้อแดงเพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้หน้าเท่านั้นเอง ยังมีพฤติกรรมไม่ปรกติของสส.พรรคเพื่อไทยในจังหวัดมหาสารคามบางคนที่มีส่วนในการทำคดีของผู้ต้องขังเสื้อแดง

คือ หลังจากเลือกตั้งสส.แล้วก็มีการเลือกตั้งซ่อมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม แต่สส.ของพรรคเพื่อไทยบางท่านนี้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนของพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยขัดขวางการช่วยเหลือผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวังคนที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุน

ก่อนออกจากเรือนจำผมก็ได้เจียดเงินจากเงินเดือนของผม เอาไว้ให้เขาใช้คนละ 300 บาท รวม9 คนก็เป็น 2,700 บาท คุณแม่อรแม่ของน้องภานุพงษ์ ซึ่งมาเยี่ยมลูกชายทุกวันรู้สึกดีใจมาก เขาคงไม่ได้ดีใจที่ได้เงิน 300 ร้อยบาทจากผมหรอก แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้รับรู้ว่ายังมีคนเสื้อแดงอีกหลายๆคนเป็นห่วงพวกเขา ไม่ได้ทอดทิ้งเขา ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ข้อน่าสังเกต

1. จังหวัดมุกดาหาร ศาลากลางโดนเผา แต่ทำไมนักโทษผู้ต้องขังคนเสื้อแดงมุกดาหารได้รับการประกันตัว ซึ่งเปรียบเทียบแล้วคดีของมหาสารคามความร้ายแรงอ่อนกว่ามาก เพราะไม่มีสถานที่ราชการในจังหวัดมหาสารคามถูกเผาเลย

2. ตามที่นายมนัส วรรณวงษ์ ตั้งข้อสังเกต ทำไมทนายของจำเลยไม่ยอมให้จำเลยใช้พยานที่มีทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคลใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี

3. ผู้ต้องหาและญาติทั้งหมด ขอเปลี่ยนทนาย

4. การช่วยเหลือผู้ต้องขังหากทำเพื่อหวังจุดประสงค์อื่น ผลเสียก็จะตกกับผู้ต้องหา ท่านหวังจะได้หน้าแต่ผู้ต้องหากับต้องติดคุกอย่างไม่เป็นธรรม

5. ผู้ต้องขังเล่าว่า ตำรวจที่เป็นพยานชี้ตัวของฝ่ายโจทย์ เป็นตำรวจในพื้นที่ แต่ในวันที่เกิดเหตุคนที่ซ้อมและจับกุมผู้ต้องขัง กลับไม่ใช่ตำรวจเหล่านี้เลย แต่เป็นผู้แต่งกายคล้ายทหาร

6. หลังจากตัดสินคดีแล้ว ญาติผู้ต้องขังพยายามโทรหาทนาย แต่ทำไมทนายจำเลยบ่ายเบี่ยงที่จะไม่พูดกับญาติผู้ต้องขัง

7. การให้ความช่วยเหลือจากองค์กรหลักของเสื้อแดงมีน้อยมาก ญาติเคยไปถามหาความช่วยเหลือจากพรรค และตัวแทนพรรคเพื่อไทยคนนึงบอกกับญาติว่า ให้รอพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะได้เงินช่วยเหลือเป็นหลักล้านบาทเลย แต่ความใส่ใจผู้ต้องขังในปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีเอาเสียเลย

8. เงินบริจาคศูนย์เยียวยาฯของนปช. เจียดมาให้ผู้ต้องขังทั่วประเทศร้อยกว่าคน คนละพันบาทต่อเดือนได้หรือไม่ เห็นวิทยากร นปช.เบิกกันครั้งละหลายหมื่น ค่าเครื่องบินเยอะไปหรือเปล่า ไปปราศรัยต่างจังหวัดเบิกค่าจัดเวทีก็มี ทั้งๆที่แกนนำต่างจังหวัดเป็นคนจัดทำทั้งหมด

• หากปัญหาพวกนี้ไม่ยอมแก้ไข ก็เป็นเรื่องยากที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังของพวกเราได้อย่างเต็มที่

วันเสาร์, กรกฎาคม 30, 2554

บทความ: เหล่..จอมว๊ากก จะโดนมาดามปู....จัดหนัก

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวพร้อมชี้นิ้ว

โดย สลึมสลือ
ที่มา เว็บบอร์ด Internet Freedom
30 กรกฏาคม 2554

อาการนิ่ง ไม่ช่างเจรจา ไม่ตอบโต้หรือแสดงอาการดีใจออกนอกหน้าหลังจากที่ได้รับชัยชนะ และการไม่ออกหน้าสื่อบ่อยๆเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของฝ่ายต่างๆ ถือเป็นความยอดเยี่ยมของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

มันได้ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองในส่วนของพรรคเพื่อไทยพลอยดีขึ้นอย่างทันตาเห็น...นิ่งสงบ กลับกลายเป็นว่า “ฝ่ายตรงข้าม”เองที่คอยโหมกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีต่างๆ ต้องหมดเรี่ยวแรง และกลายเป็นฝ่าย บ้าไปเอง โดยพรรคเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ทำอะไรเลย...สะดุดปากตัวเองล้มทับกันระนาว

ดังเช่นทหารกล้าแห่งกองทัพบกไทย นามว่าประยุทธ(เหล่)จอมว๊ากกก ขี้โมโห..เจ้าอารมณ์..วันก่อนคุณปู ขอเข้าพบ กลับถูกปฎิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย อาจเพราะไม่ว่างจริงๆเพราะต้องไปคอยบีบสิวให้แม่..หรืออาจปวดไข่ดัน..หรือแดกงบลับมากไปเลยเป็นพิษ..ฯลฯแต่กระนั้นท่านว่าที่นายกฯหญิง..ก็ไม่ได้ว่ากระไรเพราะคิดเสมอว่าตัวเองบุญน้อย

แต่กาลกลับตาลปัตรเมื่อผลการเลือกตั้งจบผลคะแนนชนะแบบถล่มทลาย ท่านนายก ญ..ก็ไม่รีบร้อนที่จะไปขอคุยกับไอ้เหล่ตาหวานให้มันเมื่อยก้นอันสวยๆ เพราะตนเองได้กลายเป็นว่าที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของไอ้เหล่ตาหวานไปแล้ว... “จอมว๊ากกก”จึงเริ่มกระสับกระส่าย

ยังๆๆ ไม่วายส่งเสียงเอะอะโวยวาย..อยู่ตลอดเวลา คงหวังเรียกร้องความสนใจจากนายกฯหญิง..เพียงหวังเผื่อจะได้ขอเข้าพบอีกจะได้รีบทำข้อตกลงกัน..แต่ขอโทษตอนนี้ว่าที่นายก ญ..ของเราก็ทำตัวไม่ค่อยว่างเหมือนกัน อาจต้องรีบไปเสริมสวย..ทำโน่นทำนี่เพราะช่วงหาเสียงเดินมากไม่มีเวลาสวย...ไม่ว่างจริงๆนะเหล่..โทษทีๆ

ตามมาติดๆเมื่อบรรดาทูตานุฑูตทั้งหลาย..ต่างดาหน้ามาขอเข้าพบโดยไม่เว้นแต่ละวัน..ทั้งฑูตเล็ก..ฑูตน้อย..ฑูตปานกลาง..ฑูตเป็นหย่อมหย่อม..สารพัดฑูต ได้มาขอเข้าพบเช้าสายบ่ายเย็น จะมีก็แต่พวกขี้ฑูต กับยมฑูตที่วิ่งเข้าหาไอ้พรรคเปรตเนี่ยทุกวัน และต่างก็ออกมาสำทับดังๆว่า..ประเทศไทยอย่าได้มีปฎิวัติอีกนะ ..ถ้ามีอีกจะโดนมิใช่น้อย

เหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการ ติดเบรก ไอ้จอมว๊ากกก..อย่างประยุทธ์ให้หยุด และหันมาค้อนปะหลับปะเหลือก...ทำปากขมุบขมิบ..อาจคิดอยู่ในใจว่า พ่อมึงเป็นเหี้ยไรวะ...แต่ในใจอาจร้อนรน นั่งรอโทรศัพท์จากยิ่งลักษณ์..ไม่เป็นอันหลับอันนอน..ตาอาจเหล่มากขึ้นไปอีก ออกอาการงุ่นง่าน พาลน้ำลายยืดตาเริ่มขวาง

แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด..ขณะกำลังรอโทรศัพท์(หวังลมแล้งๆ) ฮ.ทบ.ทะลึ่งตกไป3ลำรวด ไอ้จอมว๊ากกก แทบช็อค ลูกน้องตายไป17 ตัว ฉิบหายละสิ ทุกฝ่ายต่างจับจ้องมองมาที่ ผบ.ทบ.ตัวเดียว โดยมีคำถามตามมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเป็นอย่างนี้ มันเกิดทุจริตกันภายในกองทัพหรือเปล่า ใครจะรับผิดชอบ ผบ.ทบ.ต้องรับผิดชอบมั๊ย..คราวนี้ “จอมว๊าก”เริ่มตาขวาง พร้อมเดินตูดบิดๆ

เมื่อถูกรุกเข้าหนักๆ เพราะเจอแต่คำถามยากๆ หรือถามแล้วตอบไม่ได้ไม่รู้จะตอบยังไง หรือทำไมไมไม่ถามไอ้ที่กูอยากตอบวะ พอเจอแบบนี้เข้า ฟิวส์ขาดสิ กลายเป็นองค์ลง ว๊ากกกเหมือนเดิม ชี้หน้าด่ากราดไปทั่ว ทั้งนักข่าว นักวิจารณ์ นักวิชาการ เว็ปไซท์ วิทยุ ทีวี ..มียกเว้นหน่อยก็ เมียที่บ้าน กับเมียที่เหล่ชอบเลีย

วาทะสวยปนเลือดที่ว่า “อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องอยู่” หากดูตามบริบทและวิแคะ กันแล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายไรหรอก เพราะดูจากคนพูดแล้ว พูดไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ประเภทปากหมาพาไป ปากโป้ง ปากหมาพูดไม่ทันคิด อารมณ์ติดพัน...แต่ในใจคงไม่ได้คิดอะไรมากหรอก

แต่วาทะกรรม นี้ทำให้ประยุทธ ย่ำแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม จากนักเลง กลับกลายเป็นอันธพาล หากดูตามสายตา ตอนนี้ “จอมว๊าก”อย่างไอ้เหล่ได้ถูกกุมสภาพไว้หมดแล้ว โดยมาดามปูไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย จะสู้ก็สู้ไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่ออก แดรกไม่เข้า สำรอกไม่ออก เสือกทำตัวเอง ...นี่แหละความเป็นคนเจ้าอารมณ์


จะปฎิวัติ ก็ทำไม่ได้เพราะสายตาของชาวโลก ที่ล้อมประเทศอยู่เฝ้ามองอยู่อย่างรู้เท่าทัน จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยที่มาตามครรลองประชาธิปไตย บุคลิกของผู้นำกองทัพที่อาจไม่เอื้อต่อการบริหารประเทศในภาวะเช่นนี้...“จอมว๊ากกก” กำลังตกเป็นรอง อย่ากระพริบตา

อริสมันต์โชว์รูปถ่ายล่าสุดเผื่อให้ธาริตไว้ดูต่างหน้า ตัวเป็นๆค่อยมาปลายปีอธิบดีDSIคงเป็นคนใหม่แล้ว

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เปิดเผยภาพถ่ายล่าสุดของเขา ลงในเฟซบุ๊ค Arisman ปลดแอกประเทศไทย

โดยภาพถ่ายระบุวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 ไม่ปรากฎสถานที่แน่ชัด โดยเขียนบรรยายว่า
ขอขอบคุณ! ทุกๆคอมเมนท์ และกำลังใจ จากเพื่อนๆ และ พี่น้อง รากหญ้าทุกคน ที่ให้ผมมาตลอด นะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งกันครับ รักและคิดถึงทุกคน จากใจจริง อริสมันต์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2554

นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยาของ “กี้ร์-อริสมันต์” แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ว่า การเข้ามอบตัวของนายอริสมันต์ นั้นคาดว่าจะเดินทางเข้ามอบตัวปลายปี 2554 โดยต้องรอให้รัฐบาลใหม่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลและทำงานแก้ปัญหาปากท้องประชาชนไปก่อนค่อยว่ากัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายอริสมันต์ยังคงอาศัยอยู่กับญาติสนิทในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง และยืนยันว่านายอริสมันต์ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา

ก่อนหน้านี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีที่มีข่าวว่า นายอริสมันต์ ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย จะเดินทางติดต่อขอเข้ามอบตัวกับทางดีเอสไอ ว่า ยืนยันในเรื่องดังกล่าว ยังไม่มีการติดต่อเข้ามอบตัวจาก นายอริสมันต์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนขของผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รายอื่นๆ ทางดีเอสไอ กำหนดวันนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหา คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ (คดีล้มเจ้า) ในวันที่ 17 ส.ค. ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีผู้ทำเรื่องขอเลื่อนนัด

ล่าสุดเฟซบุ๊คของนายอริสมันต์ได้วิจารณ์กกต.กรณีแขวนจตุพรว่า กกต.รับงานมาจากพวกอำมาตย์ให้ปล​่อย ส.ส. พรรคประชาธิปัติย์ทุกคน แม้กระทั้งนายสุเทพ ที่ได้กล่าวปราศรัยใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย"ว่าเผาบ้านเผาเมือง" ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งผิดกฏหมายเลือกตั้งมาตรา ๕๓ อย่างชัดเจน เป็นการกระทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนน เป็นการทำลายชื่อเสียงของพรรคเพ​ื่อไทย ด้วยความจงใจ คนอย่างนี้ทำทุกอย่างได้ เพื่อเอาชนะโดยไม่สนผิดชอบชั่วด​ี แต่ กกต. ดันรับรองให้เป็น ส.ส. เพราะเชื้อชั่วพวกเดียวกัน

นี่คืออำนาจนอกระบบที่สามารถสังได้ จะให้ใครเป็น ส.ส. ไม่เป็น ส.ส. ก็ได้ เพราะต้องการที่จะบอกกับแนวร่วมฮาร์ดคอร์ ไม่มีความเป็นธรรมให้นักสู้ ไม่มีความปราณีต่อนักต่อสู้ผู้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หมดเวลาอำมาตย์เผด็จการแล้ว องค์กรอิสระที่เป็นเชื้อชั่วของอำมาตย์ต้องออกไป พี่น้องแดงยอมให้มันขังจตุพรมานานแล้ว อำนาจชั่วควรต้องหมดเสียที พลังแดงต้องออกแรงอีกครั้งหนึ่งหรือไม่?

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-อริสมันต์เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง เปิดใจถึงแม่ยกรัฐบาลหากหมายหัวจะเอาชีวิตก็ให้บอกมาเลย

-คลิปรายการอาจารย์ยิ้ม+หวาน องค์กรอิสระ(แน่นะ?)



-จดหมายจากโพ้นทวีปสู่เรือนจำ:พวกอสัตย์อธรรมขี้ขลาดได้ทำให้จตุพรกลายเป็นวีรบุรุษจากลหุโทษ

ถามชำนาญ จันทร์เรือง:เรื่องออกพรก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ไปใช้ปี ๔๐ ไม่ได้



คำถาม:เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วเหตุใดคณะรัฐประหารจึงประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญได้

โดย ผศ.เอกพิชัย สอนศรี


เรียน คุณชำนาญ จันทร์เรือง


ผมได้อ่านข้อเขียนของท่านเรื่อง “ออก พรก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ไปใช้ปี ๔๐ ทำไม่ได้” ทำให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับศักดิ์ของกฎหมายมากขึ้น

ซึ่งแม้กระผมเองแม้ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้กฎหมายอย่างทนายความ อาจารย์ทางนิติศาสตร์ และอื่นๆ ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ และสงสัยไม่น้อย ผมจึงขอเรียนถามเป็น ดังนี้

มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้

คำถาม :เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วเหตุใดคณะรัฐประหารจึงประกาศยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ และ/หรือมีใช้อำนาจตามความในมาตราใด (ทำไมคณะรัฐประหารทำอะไรก็ได้)?

หากท่านอ่านแล้วพิจารณาตามเนื้อหานี้ แล้วท่านยังจะเชื่อถืออำนาจ ตามประกาศของคณะรัฐประหาร และยอมรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะหากยอมรับเท่ากับเราจะยอมให้มีการกระทำรัฐประหารในประเทศนี้อีก เหตุที่ต้องให้รัฐประธรรมนูญสิ้นสุดลงเพราะรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด การใดๆที่ได้มาโดยไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ถือว่าเป็นกบฏ เมื่อกระทำความผิดสูงสุดและไม่ต้องรับโทษก็คือ สั่งให้กฎหมายสูงสุดนั่นแหละสิ้นสุดลง

หลังประกาศคปค. ฉบับที่ ๑ อำนาจอธิปไตยของปวงชน อยู่ภายใต้ คปค. และประกาศคปค. ฉบับที่ ๓ อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ถูกแทนที่ด้วยคปค. เรียบร้อยแล้ว กฎหมายสูงสุดที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ไม่สูงอีกต่อไป มาตรา ๖ มีไว้อ่านเล่นให้เพลินใจเท่านั้น

แม้แต่ประกาศ คปค. ก็ถูกละเมิดกฎหมายสูงสุดของตัวเอง ในระหว่างที่รัฐธรรมนูญปี ๔๐ สิ้นสุดลง เช่น ประกาศ คปค. (ที่อ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว) แต่งตั้งนายสวัสดิ์ โชติพานิช (ขออภัยที่เอ่ยนามพาดพิง) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธาน คตส. ภายหลังได้ลาออกไป

ถามว่า:“นั่นเป็นการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือไม่” และ “เมื่อแต่งตั้งแล้วบุคคลนั้นไม่ยอมรับ ตำแหน่งหัวหน้า คปค. หรือผู้ถูกแต่งตั้งควรเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญนั้น”?

การปฏิเสธ กฎ ข้อบังคับของคณะรัฐประหาร ที่กระทำตนเองเป็นผู้เหนือกฎหมายสูงสุดได้ ตอนนั้นประชาชนจะรอใครออก พ.ร.ฎ., พ.ร.ก., พ.ร.บ. เมื่อรัฐสภาถูกยุบ คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ในเมื่อประชาชนมือเปล่าคนหนึ่ง เขาออกมายืนยันสิทธิของอำนาจของเขา “ผมไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจการประกาศของคุณ” (จะฉบับใดก็ตาม)

ทีนี้ ผมขอยกตัวอย่าง “องค์กรที่เป็นการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร” และที่มีการถกเถียงกันอยู่พักหนึ่ง แล้วเรื่องก็เงียบหายไป พร้อมๆกับการสิ้นสุดของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ผมได้เขียนบทความนี้เมื่อปี ๒๕๕๑ ที่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง องค์กรนี้ เพราะนี่คือ องค์กรอิสระ ที่มีกฎระเบียบว่าด้วย “การห้ามรับของกำนัลเกิน ๓,๐๐๐ บาท” ของบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย แต่องค์กรนี้กลับนำเข็มกลัดช่อสะอาดไปแสดงความยินดีกับผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แม้ว่าเข็มกลัดช่อสะอาดจะมีราคาเพียงไม่กี่บาทก็จริงอยู่ แต่ใช้งบประมาณว่าด้วยการใช้จ่ายเรื่องอะไร แล้วองค์กรอื่นๆ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐ และอื่นๆ ควรจะมอบอะไรเพื่อแสดงความยินดีกับ สส. สว.เหล่านั้น

การแต่งตั้งป.ป.ช. เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์: เมื่อคปค.กระทำผิดกฎหมายตนเอง

ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้จัดทำสมุดปกขาวโชว์หนังสือ “ราชเลขาธิการ” ชี้แจงที่มาของคณะกรรมการ ถูกต้องตามประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๙ และฉบับที่ ๓๑ ข้อ ๘ บรรดาบทบัญญัติใดของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน

ข้อเท็จจริงมีว่า

ประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๙ ข้อ ๓ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบด้วย

คำว่า “ให้คณะกรรมการ...ประกอบด้วย” (ประกาศฉบับที่ ๑๙) ในที่นี้ถือว่ามีความสมบูรณ์โดยการแต่งตั้งแล้วหรือไม่? เนื่องจากประกาศคปค. ฉบับที่ ๓๑ ข้อ ๑ และให้ถือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒

๑. การแต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

๒. ประกาศคปค.ฉบับที่ ๑๙ เรื่อง ให้กรรมการประกอบด้วย

๓. มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียกโดยย่อว่า “ คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

๓. มาตรา ๗ (๒) วรรค ๓ ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการ

๔. มาตรา ๑๒ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่ง ได้เพียงวาระเดียว

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ประกาศของคปค. ฉบับที่ ๓๑ (โดยยังไม่พิจารณาตามข้อ ๘) อย่างน้อย ๔ ข้อข้างต้น นั้นขัด หรือแย้ง ประกาศฉบับ ๓๑ นี้ ให้ใช้ฉบับ ๓๑ นี้แทน

การแต่งตั้งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามคำแนะนำของ “รัฐสภา”

ด้วยรัฐสภา เป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติไว้ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ตามคำแนะนำของรัฐสภา เช่น

มาตรา ๒๐๔ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้ง ตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลดังต่อไปนี้

มาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามคำแนะนำของรัฐสภา......

ให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๔๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวนสามคน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามคำแนะนำของรัฐสภา ..................

มาตรา ๒๕๒ การตรวจเงินแผ่นดิน........

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ............

ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการ........

มาตรา ๒๕๕ พนักงานอัยการ........................

การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งอัยการสูงสุด

มาตรา ๒๕๖ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน...........

ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในเมื่อประกาศคปค. ฉบับที่ ๓ ข้อ ๒.วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญไปแล้วนั้น ใคร คือ รัฐสภา

คำตอบ คือ หัวหน้าคปค. ตามประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๖

ประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๖

เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่องในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีประกาศดังต่อไปนี้

ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้การดำเนินการเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการให้ความเห็นชอบแทนรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ในเรื่องนั้น

ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ดังนั้น ประกาศคปค. ฉบับนี้ (และฉบับอื่น) ที่ถือเป็นกฎหมายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา หัวหน้าคปค. คือผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ ตามที่คปค.ร่างขึ้น ลงนามและประกาศใช้ ตามอำนาจนั้นประธานวุฒิสภาจึงเป็นผู้ที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะตีความเป็นอย่างอื่นมิได้

การที่เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ดี หรือ ความเห็นจากสำนักราชเลขาธิการว่า คณะกรรมการป.ป.ช. ที่ได้รับการแต่งตั้งตามประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๙ และประกาศคปค. ฉบับที่ ๓๑ (ที่อ้างว่า) เป็นไปโดยชอบแห่งประกาศของ “รัฏฐาธิปัตย์” ขณะนั้น และข้อ ๘ ยังรับรองประกาศฉบับนี้อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็มิใช่อำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ/หรือ มิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒

ประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๖ เมื่อหัวหน้าคปค. มิได้ปฏิบัติหน้าที่รัฐสภา ในการถวายคำแนะนำ ตามมาตรา ๖ และ/หรือ มิได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามมาตรา ๗ (๒) วรรค ๓ โดยอำนาจ หน้าที่ตามกฎหมาย (ตามประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๖ ที่ร่างขึ้น ลงนาม และประกาศใช้เอง) แล้ว จักถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

หากว่ารัฏฐาธิปัตย์สามารถละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วมีประกาศการว่าการใดที่ขัด หรือแย้งนั้นใช้มิได้ แล้วเหตุใดรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ในหลายมาตราจึงมีบทบัญญัติ “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา” และ “ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”

หรือกฎหมายมิให้ใช้บังคับกับหัวหน้าคปค. และคปค. เท่านั้น โดยแท้ที่จริงการสรรหาโดยวุฒิสภา เป็นอำนาจประกาศคปค. ฉบับที่ ๑๖ แต่การแต่งตั้งเป็นพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๖ ที่หัวหน้าคปค. มิได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล และตามมาตรา ๗ (๒) วรรค ๓หัวหน้าคปค. มิได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

ผู้ออกกฎหมาย กลายเป็นผู้ฝ่าฝืนเสียเอง มิได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้วจะอ้างอำนาจว่า นี่คือประกาศของรัฏฐาธิปัตย์ ได้อย่างไร ในเมื่อพร่ำสอนแก่ประชาชนว่า

“ประชาชนจะทำผิดกฎหมาย โดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้”

1ตำบล1ครูฝรั่ง/อาชีวะต้องก้าวสู่หลักสูตรอินเตอร์



โดย ส.ส.สุนัย จุลพงศธร

ก่อนและหลังการเลือกตั้งนโยบายหาเสียงของทุกพรรคการเมือง ถูกกลบด้วยนโยบายลดแลกแจกแถม ที่เรียกว่า นโยบายประชานิยม จนทำให้นโยบายการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของทุกพรรคการเมืองถูกบดบังไปหมด

เมื่อวันที่ 22 เดือนนี้ นายแอนดริว มอริส ตัวแทนองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือที่รู้จักในนามยูนิเซฟ และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทย โดยแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการศึกษาของเด็กไทย

ผมจึงขอถือโอกาสนี้บอกเล่ามายังประชาชนในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในนามสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อให้พี่น้องประชาชนทราบถึงความห่วงใยและแนวคิดของพรรคบางด้านเกี่ยวกับการศึกษา

แต่ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่า ที่กระผมนำเสนอนี้มิใช่เพื่อเสนอตัวแข่งขันที่จะเป็นรัฐมนตรีศึกษากับเขา ในเทศกาลจัดตั้งคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นปกติหลังเลือกตั้งที่ประชาชนค่อนข้างจะรู้สึกเบื่อหน่ายต่อข่าวแย่งกันเป็นรัฐมนตรี

แต่กระผมขอเสนอในฐานะที่เคยนั่งบริหารอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งนั่งอยู่ในกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ดังนี้

หากจะดูแผนการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 จนมาถึงวันนี้ถือว่ามีจุดอ่อนอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญ และแม้รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ได้ผ่านแผนการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ในโอกาสครบ 1 ทศวรรษนับแต่ปี 2542

จุดอ่อนประเด็นสำคัญนี้ก็ยังไม่มีการพูดถึง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ก้าวทันโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งทางสังคมในลักษณะชนชั้นที่เป็นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ขยายตัวกว้างขวางมากขึ้น

ปัญหาสำคัญที่จะขอกล่าวในที่นี้มี2 ประเด็นที่รัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ จะต้องให้ความสนใจ โดยไม่ว่ากระทรวงศึกษาจะเป็นโควต้าของพรรคชาติไทยพัฒนาก็ตามคือ

1.ปัญหาระบบการบริหารการศึกษาที่ไม่ยอมกระจายอำนาจถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.ปัญหาความล้มเหลวของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่เราใช้จ่ายงบประมาณไปอย่างมากในแต่ละปีแต่ไม่บังเกิดผล ด้วยกรอบวิธีคิดของความเชื่อโบราณว่า
“ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ของเรา และที่เราพูดและใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นความภาคภูมิใจของเราเพราะประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง”

วาทะกรรมข้างต้นนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคทางวัฒนธรรมการเรียนรู้ของครูส่วนข้างมากและนักเรียนส่วนข้างมาก และเกิดผลกระทบต่อการเรียนวิชาชีพในระดับ ปวช. และ ปวส. อย่างน่าเสียดายโอกาสยิ่ง

ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วในวันนี้ยุคนี้ภาษาอังกฤษมิใช่ภาษาต่างประเทศ หากแต่เป็นภาษากลางภาษาหนึ่งของมนุษยชาติที่ใครๆก็ต้องเรียนรู้และใครๆก็ต้องใช้

ปัญหาประเด็นที่ 1 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ ที่กระทรวงศึกษาขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญถูกฉีกและรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีกำหนดไว้ก็ยิ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวทางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของจังหวัดต่างๆ

โดยเฉพาะจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนมาก ซึ่งหากมีการถ่ายโอนก็จะช่วยให้เกิดการปรับตัวได้ง่ายขึ้น

ปัญหาประเด็นที่ 2 เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน เชื่อหรือไม่ว่านโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล ในโรงเรียนของรัฐยังไม่สอนภาษาอังกฤษให้เด็กในระดับ ป.1 – ป.4 และเมื่อขึ้นประถม 5 จึงจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่เป็นไวยากรณ์อังกฤษเป็นหลักและเรียนไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เป็นผลให้เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกปิดกั้นทางโอกาสที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เป็นจริง ปัญหาเหล่านี้พ่อแม่ผู้มีฐานะรู้ดี และแก้ด้วยวิธีส่งลูกเข้าโรงเรียนหลักสูตรอินเตอร์ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษเกือบทุกวิชา ด้วยค่าเล่าเรียนที่แพงสูงลิ่ว

กระแสความต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของประชาชน กลายเป็นกระแสที่เป็นจริงแต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่สนใจ

วันนี้ครูโรงเรียนรัฐบาลก็รับรู้ปัญหานี้หลายโรงเรียนของรัฐได้เปิดหลักสูตรพิเศษเช่นเดียวกับโรงเรียนอินเตอร์ และก็เก็บค่าเล่าเรียนเป็นพิเศษที่ลูกคนจนเรียนไม่ได้

แน่นอนที่สุดอีก 10 ปี ต่อไปในอนาคต เด็กที่รู้ 2 ภาษา ทั้งเขียนได้,พูดได้,ใช้ได้ ย่อมได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าเด็กที่รู้ภาษาไทยภาษาเดียว

ดังนั้นลูกคนรวยจึงยิ่งรวยขึ้นในขณะเดียวกันลูกคนจนยิ่งจนลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอนาคตอีก 10 ปี ช่องว่างทางสังคมจะยิ่งกว้างขึ้น ความยากจนจะกลายเป็นวิกฤติความขับข้องใจ หรือ “วิกฤติแห่งการก้าวไม่ทันทางวัฒนธรรม” ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรงและยากที่จะแก้ไข ซึ่งส่วนหนึ่งมีปรากฏการณ์อยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยในขณะนี้

ที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ การตื่นตัวเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นไปเองโดยรัฐไม่ได้ให้ความสนใจเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของโรงเรียนสายสามัญ แต่ไม่เกิดขึ้นในโรงเรียนอาชีวะหรือวิทยาลัยอาชีวะ เลย ดังจะเห็นได้จากหาโรงเรียนอาชีวะอินเตอร์ยากมากทั้งภาคเอกชนโดยเฉพาะภาครัฐ

เด็กอาชีวะส่วนใหญ่เป็นลูกคนยากคนจนที่มาเรียน ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยคนจนเป็นฝ่ายข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับสายสามัญ ดังนั้นความเป็นจริงที่คนรวยส่วนน้อยจะยิ่งรวยขึ้น และคนจนส่วนใหญ่จะยิ่งจนลง โดยสืบต่อความยากจนถึงชั้นลูกชั้นหลาน จากความล้มเหลวของระบบการศึกษานี้

จากบทความนี้ยังคงไม่สามารถจะนำเสนอการแก้ไขทั้งระบบได้ คงต้องหารือจากนักการศึกษาหลายฝ่าย แต่เฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาจุดอ่อนเรื่องการศึกษาในประเด็นนี้ ผมขอนำเสนอนโยบายเร่งด่วนก้าวกระโดด 2 โครงการใหญ่คือ

1.โครงการ 1 ตำบล 1 ครูฝรั่ง ซึ่งจะใช้ครูฝรั่งอาสาสมัครจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ประมาณ 7,000 คน เท่านั้น ด้วยต้นทุนต่ำสุดด้วยการประสานงานกับหน่วยงานทางสากลที่ผมได้เคยทาบทามไว้แล้วในครั้งเมื่อทำงานด้านนโยบายในกระทรวงศึกษา

2.ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ของอาชีวะศึกษาทั้งหมดทันทีเป็น 2 ภาษา คือ ไทย – อังกฤษ เพื่อเร่งรัดยกระดับประสิทธิภาพของแรงงานไทยเพื่อก้าวสู่แรงงานทางสากลที่จะได้รับผลตอบแทนสูง ทั้งแรงงานในประเทศและที่จะส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยตรง

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เพียงแต่ใช้การบริหารเชิงนโยบายเท่านั้น และจะต้องเร่งให้เรื่องการศึกษางอกขึ้น

ให้พ้นจากการปกคลุมด้วยนโยบายประชานิยม ปาก – ท้อง โดยเร่งด่วน

อดีตสสร.ฟันธงกกต.เข้ามุมอับต้องรับรองจตุพรเท่านั้น แจกใบแดงเลื่อนตัวสำรองเสียบแทนผิดกม.


สรุป กกต.พลาดเอง ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากทำนอกจากนี้ผิดหมด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV


นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนักกฎหมาย กล่าวในรายการประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ ทางโทรทัศน์เอเชียอัพเดต เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กรณีที่กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ยังไม่รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก

ประการที่ 1 รัฐธรรมนูญมาตรา 98 กำหนดชัดเจนว่า กกต.ต้องประกาศรับรองส.ส.ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองเรียงตามลำดับหมายเลขของพรรคการเมืองนั้น

แล้วทำไมไม่รับรองในเมื่อนายจตุพรมีชื่อในลำดับที่ 8

ประการที่ 2 เมื่อกกต.คำนวณว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส. 61 คน

ทำไมรับรองแค่ 60 คน ไม่รับรองนายจตุพร

ประการที่ 3 มาตรา 45 กฎหมายประกอบรธน.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากกกต.สงสัยว่าผู้ใดขาดคุณสมบัติ ต้องพิจารณาโดยเร็วและยื่นต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉนจะมายื่นเอาทีหลังเลือกตั้งเป็นเดือน กกต.จะใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ

ประการที่ 4 หากกกต.ให้ใบแดงจตุพร กกต.จะจัดเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร

ในเมื่อจัดการเลือกตั้งซ่อมในกรณีบัญชีรายชื่อไม่ได้ ตามที่กฎหมายกำหนด

ประการที่ 5 ในเมื่อกกต.ให้ใบแดงไม่ได้ หรือยื่นศาลฎีกาเพิกถอนไม่ได้ ก็เหลือช่องทางเดียวคือยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพของนายจตุพร หลังประกาศรับรองให้เป็นส.ส.แล้วเท่านั้น ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจศาลฎีกาเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้งกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศผลย่อมไม่มีแน่นอน

ประการสุดท้าย หากกกต.ไม่รับรอง โดยการให้ใบแดงไม่รับรองนายจตุพรแล้วเลื่อนผู้มีบัญชีรายชื่ออันดับที่ 62 ขึ้นมาแทน ย่อมไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แน่นอน

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 99 วงเล็บสอง รธน.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากจะเลื่อนขึ้นมาก็ต้องเป็นกรณีมีส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อว่างลง จึงเลื่อนขึ้นมาแทนได้

แต่กรณีนี้นายจตุพรยังไม่ได้เป็นส.ส. แล้วตำแหน่งจะว่างลงได้อย่างไร

และหากไปบอกว่านายจตุพรถูกเพิกถอนเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ต้องถามว่านายจตุพรถูกเพิกถอนไปเมื่อไหร่ เพราะศาลฎีกาไม่เคยเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.61ราย นายจตุพรอยู่ในลำดับที่8จะไม่รับรองได้อย่างไร

ดังนั้นการที่กกต.คิดจะไม่ยอมรับรองนายจตุพรเป็นส.ส.แล้วจะเลื่อนอันดับที่62ขึ้นมาแทนจึงผิดกฎหมาย

ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งกกต.ได้

**********
รายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ www.kaninboonsuwan.com

โต้แย้ง กกต. กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์


กรณีที่ กกต. มีมติด้วยเสียงข้างมากไม่รับรองการเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม นั้น ผมมีข้อโต้แย้ง ทั้งในทางวิชาการ และโดยหลักกฎหมาย ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ในเมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กกต. จะต้องประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลข ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง นั้น

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงไม่รับรองการเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับ ๘ ของบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ?

ประการที่สอง ในเมื่อ กกต. ได้คำนวณเกณฑ์คะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อว่าได้ ๖๑ คน

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงรับรองการเป็น ส.ส. ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ ๖๐ คน ?

ประการที่สาม ในเมื่อมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้า กกต. สงสัยว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงเพิ่งจะมาถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ฐานขาดคุณสมบัติ เนื่องจากขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เอาเมื่อผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วตั้งเกือบเดือน ถามว่า กกต. ใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ ?

ประการที่สี่ ในกรณีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้า กกต. จะให้ใบแดงผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง กกต. ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้น แต่ในกรณีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ถ้า กกต. ให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในอันดับ ๘ ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย

แล้ว กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร เมื่อจัดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใหม่ไม่ได้ แล้ว กกต. ไปให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อย่างไร ?

ประการที่ห้า การที่ กกต. บอกว่า ไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร เป็นผู้ถูกให้ใบแดงก็ไม่ใช่ เพราะล่วงเลยวันเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากอำนาจของ กกต. และศาลฎีกามาแล้ว ช่องทางทางกฎหมายที่จะเล่นงาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเหลืออยู่ทางเดียว คือ ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หลังประกาศให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. ไปแล้ว เท่านั้น

ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจของศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้ง กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังการประกาศผล ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน

ประการที่หก กรณีที่ กกต. อ้างว่า จะไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วจะเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๖๒ ของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน นั้น ถ้าดูตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๒) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรณีที่จะเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเดียวกันขึ้นมาเป็น ส.ส. แทนได้ จะต้องเป็นกรณีที่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อพ้นจากตำแหน่งซึ่งทำให้ตำแหน่ง ส.ส. ว่างลงหนึ่งตำแหน่ง จึงเลื่อนขึ้นไปได้

แค่กรณีนี้ ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีตำแหน่งเป็น ส.ส. หรือยัง ถ้า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตำแหน่ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะว่างลงได้อย่างไร

ในทางกลับกัน ถ้าบอกว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร ก็ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกถอนการเป็นผู้สมัครไปตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้น ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่เคยถูกศาลฎีกาสั่งถอนการสมัครก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๖๑ คน กกต. จะไม่ให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ ๘ เป็น ส.ส. ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า การที่ กกต. ไม่ยอมให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. แล้วสั่งเลื่อนบุคคลในลำดับที่ ๖๒ ขึ้นมารับรองเป็น ส.ส. แทน จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด “หรือไม่ก็เข้าข่ายส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่เจ็ด กรณีที่ กกต. อ้างว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เนื่องจากถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล จึงขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทย และดังนั้น จึงต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น

คำถามง่ายๆ คือ ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว จะพ้นจาก ส.ส. ได้อย่างไร

และที่ กกต. อ้างว่า เนื่องจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะขาดจากสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๒๐ (๓) นั้น

ก็ถามง่ายๆ เช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๓)

ดังนั้น ในเมื่อตามรัฐธรรมนูญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามและได้เป็นผู้สมัครมาตลอดจนถึงวันเลือกตั้งและจนถึงทุกวันนี้
จะไปเอาข้อความในกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ?

และประการสุดท้าย กรณีที่คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. อ้างว่า เรื่อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องการขัดกันระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเสียก่อน นั้น

คุณสดศรี พูดเองนะครับว่า เป็นเรื่องขัดกันระหว่างกฎหมายลูกกับรัฐธรรมนูญ แล้ว กฎหมายลูกจะไปขัดกับกฎหมายแม่ได้อย่างไร

และการที่คุณสดศรี อ้างว่าจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น คุณสดศรี และ กกต. ทุกคน ย่อมทราบดีว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการชี้ขาดว่า ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑
คือ กกต. ส่งเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายจตุพร ก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว กกต. จะส่งเรื่องให้ใคร ?

สรุป กกต. พลาดเอง (หรืออาจจะไม่ได้พลาดก็ได้ เพราะรู้อยู่แล้ว) ที่ไม่ส่งเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อนวันเลือกตั้งตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ดังนั้น จะชอบหรือไม่ชอบ เต็มใจหรือไม่เต็มใจ หรือจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม กกต. ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่

เสียงเล็กๆจากนักโทษหญิงเสื้อแดง:อีก3เดือน14วันตอน9โมงเช้า14พ.ย.ฉันจะได้ออกไปสู้ร่วมกับพี่น้อง


โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
ที่มา บันทึกจากเฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯ

หลังจากเข้าเยี่ยมและมอบของขวัญแด่นักโทษการเมืองเสื้อแดง 49 คนในเรือนจำชายเรียบร้อยแล้ว (อ่านรายละเอียด:เสียงเล็กๆจากคนเสื้อแดงหลังลูกกรง บทสัมภาษณ์นักโทษการเมืองคดี 112 จากกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง")

ทางทีมงานกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง" นำโดยทีมทนายจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ และพี่นกแดง ก็เดินทางต่อมายังทัณฑสถานหญิง เพื่อตีเยี่ยมนักโทษการเมืองหญิงที่เหลืออยู่ 4 คน
ในเรือนจำหญิงแห่งนี้แต่ละคนแต่ละสายก็แบ่งหน้าที่กันเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกันชุดละสามคน ทั้งพี่ดา ตอร์ปิโด และคนอื่นๆอีก3คน

ตัวผม พี่บี้ อัฐพล และพี่เอก เอกชัย(ผู้ต้องหาคดี112ที่ได้ประกันตัวออกมาสู้คดี) ได้ตีเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงเสื้อแดง ที่ต้องโทษคดีพกพาวัตถุระเบิด คุณพยอม หนูสูงเนิน ชาวจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งศาลพิพากษายืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

พวกเราได้พูดคุย สอบถาม ให้กำลังใจ รวมทั้งขอสัมภาษณ์สั้นๆมาเพื่อนำสาส์นนี้มาเผยแพร่ให้กับพี่น้องเสื้อแดงภายนอกได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

พี่พยอมเล่าว่า สามีของพี่เขา ชื่อพี่โชค (โชคอำนวย สุรการ) ติดคุกคดีก่อการร้าย ที่ฝั่งเรือนจำชายเช่นกัน พี่โชคถูกจับในวันที่ 17 พ.ค. 53 ส่วนพี่พยอมถูกจับในวันที่ 18 ที่บริเวณคอนโด หลังจากแวะกลับไปอาบน้ำ

พี่เอกชัยได้แจ้งกับพี่พยอมว่า เมื่อเช้าเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำชาย พี่โชคก็ฝากความคิดถึงมา ฝากมาบอกว่าพี่โชคยังไม่ลืม และยังเป็นห่วงพี่พยอมเสมอ ให้อดทนเอาไว้ พี่โชคก็จะอดทนเช่นกัน พี่พยอมก็ตอบว่าก็มีแต่พี่โชคนี่แหล่ะที่ยังเป็นกำลังใจให้กันและกัน เขียนจดหมายคุยกันข้ามกันไปข้ามกันมาในสองเรือนจำนี่แหล่ะ


ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์พี่พยอม หนูสูงเนิน นะครับ


ผม : สภาพความเป็นอยู่ข้างในเป็นอย่างไรบ้างครับ?

พี่พยอม : ตอนนี้ก็ลำบาก จริงๆก็ลำบากมาตลอด อยู่เฉยๆไม่ได้เลย มันคิดมาก มันฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะทำยังไง ตอนหลังนี่เขาก็ให้พี่ไปปูกระเบื้อง ไปช่วยบำเพ็ญประโยชน์อยู่ข้างในนี้

ผม : ตอนนี้ขาดเหลืออะไรบ้างมั๊ยครับ พวกผมจัดกิจกรรมช่วยเหลือคนข้างในจะพยายามจัดส่งเข้าไปให้ครับ

พี่พยอม : ตอนนี้หน้าฝน ลำบากมากเรื่องเสื้อผ้า ก็ขอเป็นชุดผ้าบาง(แบบไม่มีแถบ) ชุดชั้นใน กางเกงใน ผ้าถุง ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก สบู่ แชมพู ผ้าอนามัย พวกนี้ ยังไงก็ขอบคุณพวกเรามากนะที่ยังไม่ลืมกัน

ผม : ที่ผ่านมามีใครมาเยี่ยมพี่พยอมบ้างมั๊ยครับ

พี่พยอม : ...(ไม่พูดอะไร แต่หยิบผ้าปิดปากขึ้นมาซับน้ำตา ร้องไห้... ผมอดน้ำตาซึมไปด้วยไม่ได้) ... 4 เดือนแล้ว ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย วันนี้นกแดงเขามาด้วยมั๊ย พี่คิดถึงนกแดง มีแต่เขาที่คอยมาเยี่ยมคนในนี้อยู่ตลอด

ผม : ตอนที่พี่พยอมอยู่ในที่ชุมนุมเป็นการ์ดนปช.เหมือนกันใช่มั๊ยครับ ?

พี่พยอม : ตอนแรกน่ะนะ พี่กับพี่โชค ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อแดงธรรมดานี่แหล่ะ ไปๆมามาพอรู้จักคนเยอะเข้า ก็เริ่มมีลูกน้อง แล้วก็เข้าไปทำงานกับการ์ดส่วนกลาง ไปขึ้นตรงกับพี่อารีย์(อารีย์ ไกรนรา) แล้วพอดีว่าในลูกน้องที่เป็นการ์ดนั้น มันมีสายจากฝั่งตรงข้ามมาแฝง คอยรายงานนายมัน ชื่อไอ้โต้ง กับไอ้ตี๋ แล้วก็ยังมีอีกหลายคน ส่วนใหญ่ที่โดนจับกันก็เพราะไอ่ที่เป็นสายมาแฝงตัวนี่แหล่ะ

ผม : แล้วพี่พยอมได้รับความช่วยเหลือจากทางนปช.หรือทางพรรคบ้างมั๊ยครับ หรือมีใครจากทางนั้นมาเยี่ยมบ้างไหม?

พี่พยอม : ...ตั้งแต่ติดคุกมา 1 ปี 3 เดือน ได้จากพรรคช่วยเหลือมา 600 บาท ตอนนั้นให้ญาติไปทำเรื่อง ไปเซ็นต์ไปขอเบิกมา โอ๊ย ยากเย็นจริงๆน่ะ เรื่องคนจะมาเยี่ยมก็ได้แต่รอคอยความหวังกันไป

ผม : ทางคุณอารีย์ ไกรนรา หัวหน้าการ์ดที่พี่พยอมเคยทำงานให้นี่เขาได้ส่งข่าวคราวหรือแวะมาเยี่ยมบ้างรึยังครับ?

พี่พยอม : ไม่เคยนะ

ผม : พี่พยอมอยากฝากอะไรถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ยังร่วมกันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้วยกันอยู่ข้างนอกมั๊ยครับ ?

พี่พยอม : ก็อยากจะฝากความคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน ขอให้สู้กันต่อไปนะ คนข้างในนี้ก็ยังสู้อยู่ ฉันโดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนนี้ ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน

ผม : วันที่ 14 พ.ย. นี้พี่พยอมจะพ้นโทษแล้วใช่มั๊ยครับ มีญาติๆรู้ข่าวกันบ้างรึยังครับ มีใครจะมารับรึปล่าวครับพี่ ?

พี่พยอม : ก็อยากให้มีคนมารับเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าญาติๆพี่ที่ชัยภูมิเขาจะสะดวกมากันรึปล่าวจ้ะ

ผม : ถ้าอย่างนั้นพวกผมทั้งพี่นกแดงแล้วก็พี่น้องเสื้อแดงจะมาต้อนรับพี่ออกจากเรือนจำด้วยกันครับ เช้าวันที่ 14 พ.ย.นี้ นะครับ

พี่พยอม : ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่าขอบคุณทุกๆคนที่มาเยี่ยมพี่มากๆเลยนะ


จากนั้นเราทั้ง 3-4 คนก็ร่ำลากัน แล้วก็แยกย้ายกันออกมา ข้าวของเครื่องใช้ที่ขาดเหลือจะให้ทางสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ส่งเงินเพื่อจัดซื้อสิ่งของที่ยังขาดอยู่เข้าไปให้กับพี่พยอมและนักโทษคนอื่นๆต่อไปครับ

ทั้งนี้ ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคนที่สนใจไว้ล่วงหน้า เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ต้อนรับเพื่อนเรากลับบ้าน ในวันที่ 14 พ.ย. 54 นี้ เวลา 9 โมงเช้า ขอเชิญร่วมแสดงความยินดีกับอิสรภาพที่พี่น้องเรากำลังจะได้รับ แม้จะยังไม่ครบทุกคน

********
ขอมั่งดิ

โดย บี้ อัฐพล
ที่มา เฟซบุ๊ค

25 ก.ค. 2554
12.30 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


ผมยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเพื่อน ๆ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ส่วนใหญ่แต่งเครื่องแบบสีแดงกันเต็มยศ

แทบทุกคนกำลังพยายามสื่อสารสื่อสารข้ามแผ่นกระจกหนาขนาดใหญ่ที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากับผู้ชายในเครื่องแบบสีเหลืองกลุ่มหนึ่ง

บางคนได้ใช้โทรศัพท์พูดคุย หลายคนตะโกน บ้างก็ชูมือชูไม้ส่งสัญลักษณ์สื่อความหมาย ให้กำลังใจกับคนอีกฟากฝั่งหนึ่ง เสียงดังเซ็งแซ่เหมือนนกกระจอกแตกรัง

"สู้!...สู้!"
"เราชนะแล้วนะ เดี๋ยวก็จะได้ออกมาแล้ว"
"อดทนหน่อย ข้างนอกกำลังช่วยอยู่"
"ทำไมวันนี้ใส่สีเหลืองล่ะ?"...(ฮา)

การเข้าเยี่ยมวันนี้ อาจจะเป็นวันที่มีคนเข้าเยี่ยมและคนถูกเยี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้

ผมยืนมองชายชุดเหลืองฝั่งตรงข้าม เห็นหลายคนพูดคุยผ่านโทรศัพท์กับคนที่มาเยี่ยมด้วยความตื่นเต้น ดีใจ

ถึงแม้พวกเขาแทบจะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม หลายคนยืนยิ้มโบกไม้โบกมือกับคนชุดแดงฝั่งนี้ แต่มีหลายคนยืนชิดผนังด้านหลัง สีหน้าเรียบเฉย ยากจะเดาความรู้สึก

"พวกนั้นมันน้อยใจน่ะ ยังไม่ได้คุยกับใครเขาเลย" พี่นกแดงที่คุ้นเคยกับพวกเขาดี อธิบายเวลามีน้อย โทรศัพท์ก็มีน้อยไปในวันนี้

ขณะที่ผมกำลังยืนสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่นั่นเอง พี่ชายผมสีดอกเลา รูปร่างค่อนข้างบึกบึนในชุดเหลืองคนหนึ่ง สบตาผมแล้วชี้มือชี้ไม้มาที่กระจกพร้อมกับป้องปากพูดอะไรบางอย่าง

ผมตรงเข้าไปใกล้กับกระจก พยายามฟัง แต่ความหนาของมันทำให้เราทั้งคู่ไม่ได้ยินเสียง

พี่ชายคนนั้นหาทางสื่อสารกันใหม่ แกก้มตัวลงพูดผ่านแถบโลหะที่ปิดไว้ด้านล่างสุดของกระจก ผมก้มลงฟัง คราวนี้ได้ยินชัดขึ้น

"ไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วยนะ!"
ผมทำหน้างง ๆ "อะไรนะพี่?"
"ช่วยไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วย แฟนผมอยู่ฝั่งโน้น ผมเป็นห่วง" สีหน้าดูกังวลด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

ผมรับปาก แต่ในใจไม่มั่นใจนัก...

14.30 น.
ฑัณทสถานหญิงกลาง


พี่นกแดงพาพวกเรามาเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง

ผม,จอม และเอกชัย(ผู้ถูกกล่าวหา 112 แต่ได้ประกันตัว) ได้เข้าเยี่ยมพี่พยอม โชคดี...พี่พยอมเป็นคนที่พี่ชายฝั่งโน้นฝากให้มาเยี่ยม

จอมกับเอกชัยพูดคุยกับพี่พยอมผ่านไมโครโฟน (ไม่เหมือนฝั่งโน้นที่ใช้โทรศัพท์) การพูดคุยคราวนี้เรียกน้ำตาจากทั้งสองฟากกระจก โดยไม่ต้อง"บิ้วด์" อารมณ์ หวังเรตติ้งคนดู แบบเดียวกับรายการทอล์คโชว์งี่เง่าทั้งหลาย (ของผมกับจอมแค่น้ำตาซึมนะ... เพื่อรักษาภาพความเป็นแมน แหะ แหะ)

ถึงคิวผม

"พี่ครับ พวกผมมาให้กำลังใจพี่นะครับ เมื่อกี้ผมไปฝั่งโน้นมา แฟนพี่เค้าฝากให้มาเยี่ยมพี่ให้ได้ พี่เค้าเป็นห่วงพี่มากนะครับ ส่วนพี่เค้าสบายดี"

"พี่เค้าฝากบอกให้พี่ดูแลตัวเองให้ดี เค้าคิดถึงพี่มากนะครับ"...
เอ่อ...ประโยคหลังนี่ พี่ผู้ชายไม่ได้ฝากมานะครับ ผมขออนุญาตพูดแทนก็แล้วกัน แหะ แหะ (คิดว่าพี่เค้าคงอยากบอกแหละน่า แต่ตามธรรมชาติคนต่างจังหวัด มักจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกดราม่าซักเท่าไหร่ มันจะเขินเขินน่ะ -> สรุปจากตัวเองหรือเปล่าเว้ย?)

หลังจากส่งสาร ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากพี่พยอม เห็นแต่หยาดน้ำใส ๆ ที่เริ่มเอ่อออกมาซึมดวงตาอีกครั้ง พร้อม ๆ กับเห็นความพยายามอย่างมากที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้เป็นปกติ

ผมเชื่อว่า ตอนนี้ในใจของพี่พยอม คงเต็มไปด้วยกำลังใจที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหวาน ๆ ซึ้ง ๆ ไม่จำเป็นต้องจ้องหน้าสบตากัน ทั้งสองคนได้รับรู้ว่าในช่วงเวลาที่แสนเลวร้าย ยังคงมีคนที่คอยยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเสมอและตลอดไป

เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว

ผมจากที่นั่นมา พร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำตามสัญญา ขณะเดียวกันก็มีอาการแปลก ๆ เกิดขิ้นกับผม มันเป็นอาการแสบ ๆร้อน ๆ ที่บริเวณขอบตา

มันเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังคิดในใจว่า
"ขอมั่งดิ ขอมั่ง...ขอฟิลโรแมนติกประมาณนี้กับกรูบ้าง อะไรบ้าง จะได้ไหม?...แต่ขอแบบไม่ต้องมีรั้วคอนกรีตหนา ๆ ไม่ต้องมีลูกกรง ไม่มีลวดหนามมากั้นนะเว้ย...กรูป๊อดดด!"...
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์:กิจกรรม“ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง” ทะลุเป้า ! : คำขอบคุณที่แทรกผ่านลูกกรงจากเพื่อนสู่เพื่อน

-เสียงร้องหาความเป็นธรรมจากเรือนจำมหาสารคาม


-ผู้ตาย บาดเจ็บ ถูกคุมขัง และสูญหายจากเหตุการณ์


ดร.กฤตยา อาชานิจกุล รองผอ.สถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทนศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณีเม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) แสดงข้อมูลไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต 92 ราย

นางกฤตยา กล่าวว่า รัฐบาลไม่สมควรสั่งทหารใช้ปืนสไนเปอร์กับประชาชน และยังมีข้อเท็จจริงจากศปช.ด้วยว่า มีการใช้จำนวนกระสุนปืนสไนเปอร์ในเหตุการณ์ทั้งหมด 2,000 กว่านัด จาก 3,000 กว่านัด ทั้งๆ ที่สิทธิการใช้ปืนชนิดนี้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่ทหารทุกคนจะสามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงคลี่คลายได้ยาก หากความจริงกับการพูดของแต่ละฝ่ายยังบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจ ยังล่าช้าไม่มีความคืบหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารของศปช.ระบุว่า จากการติดตามรวบรวมข้อมูลของศปช. จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีทั้งสิ้น 92 ราย แบ่งเป็นขอคืนพื้นที่ วันที่ 10 เม.ย. 26 ราย กระชับพื้นที่ วันที่ 14-19 พ.ค. 57 ราย ในจำนวนนี้มี 3 ราย ไม่ทราบชื่อ เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 9 ราย ในเหตุการณ์ปะทะย่อยรวมถึงเหตุปะทะในต่างจังหวัด

นอกจากนี้ข้อมูลของศปช. ณ วันที่ 1 เม.ย. 2554 ยังระบุว่า ภายหลังจากประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7 เม.ย. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้วนั้น พบว่าปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวทั่วประเทศอีก 133 ราย เป็นชาย 121 ราย หญิง 12 ราย ชาวต่างด้าวอีก 3 ราย ซึ่งข้อหาส่วนใหญ่ คือ การละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป การร่วมวางเพลิง สถานที่ราชการ และก่อการร้าย อีก 5 ราย ฯลฯ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการออกหมายจับ และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มนปช. ต่อ สาธารณะ อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ศปช.ยังได้รับข้อมูลคนหายในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวจากมูลนิธิกระจกเงา จำนวน 20 ราย ซึ่งบางส่วนพบว่ามีการทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย

แต่เราก็ยังคงต้องยืนหยัดสู้ร่วมกันต่อไป