วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 30, 2554

แผนลับวอร์รูมสี่เสาจำใจฆ่าปชป.บูชายัญ

นี่เป็นฉากจำลองตัวแบบอีกแบบหนึ่งที่War room สี่เสาและ กกต.สุมหัวไว้ หากข้อตกลงลึกลับระดับสูงไม่บรรลุผล แต่หากพรรคเพื่อไทยชนะแบบฟ้าถล่ม Land slide แผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

โดย หรี่ฟุน
30 มิถุนายน 2554

ข่าวทางลึกจาก War room สี่เสาและ กกต. มีดังนี้ครับ

- กรณีหากยุบพรรคเพื่อไทย บ้านเมืองจะบรรลัยจากการต่อต้านของมวลชนคนเสื้อแดง

- กรณีหากยุบพรรคประชาธิปัตย์ ความร้อนแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองจะน้อยลง แต่......จะเกิดทางเลือกใหม่ นั่นคือ รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ ดังกล่าว เกิดจากความคิดของคนสองกลุ่มใน War Room สี่เสา คนกลุ่มแรกก็คือบรรดานายทุนนักธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่ง คือทหาร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ

ประเด็นสำคัญ แนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ของกลุ่มบุคคลชั้นสูง บุคคลในกองทัพ และจากฝ่ายการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลเพียงเพื่อ เตรียมการแก้โจทย์ใหญ่ เตรียมการรับมือภยันตราย จากบุคคลที่มองว่าเป็นมหันตภัย นั่นคือ “ทักษิณ”

แต่สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจในการวางแผนครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า หากพรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น นั่นย่อมหมายถึงแผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดแผนล้มการเลือกตั้ง หลังวันที่ 3 กรกฏา ผมขอท้าวความไปยังเหตุการณ์ในอดีต ที่กำลังจะนำมาใช้ในการเลือกตั้ง 54 ในครั้งนี้

ขอเริ่มจาก คดียุบพรรคการเมืองเนื่องจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ที่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ในคดีกลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ 2 ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการไต่สวนพยานครบถ้วนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละคน ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกลางในช่วงบ่ายจนถึงเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เริ่มจากคดีกลุ่มที่ 2 ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุตลอดการอ่านคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4 พรรค มีกำหนด 5 ปี

เรื่องราวดังกล่าวเกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชนอยู่แล้ว แต่มาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ที่ส่งผลให้ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าตื่นตัวทางการเมือง หวงแหนประชาธิปไตย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ
เมื่อ 10 ก.พ.2553 นายสุขสันต์ ชัยเทศ พยานสำคัญในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2550 ร่วมกับนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ จัดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงินที่นายสุขสันต์ อ้างว่าเป็นเงินค่าจ้างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จ่าย เพื่อให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย เป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรค

โดยนายสุขสันต์ ได้เปิดเผยรายละเอียดการรับเงินจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าเริ่มได้รับเงินค่าจ้างครั้งแรกเมื่อวั นที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เป็นเงินสามแสนบาท หลังจากนั้น นายสุเทพก็จะจ่ายเพิ่มมาให้เรื่อย ๆ โดยผ่านทางนางพรเพ็ญ เลขาส่วนตัวของนายสุเทพ ซึ่งเงินที่ได้รับทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 5,869,362 บาท ซึ่งตนมีหลักฐานการรับและโอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

ส่วน สาเหตุที่ต้องออกมาแถลงข่าวในครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเป็นพยานในคดียุบพรรคไทยรักไทยนั้น นายสุเทพ ได้สัญญากับตนไว้ว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างให้เป็นเงิน 15 ล้านบาท พร้อมช่วยเหลือด้านคดีในคดีที่ตนปลอมแปลงบัญชีรายชื่อสมาชิกพรรค พัฒนาชาติไทย อีกทั้งยังสัญญาว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะมอบตำแหน่งเลขารัฐมนตรีให้ แต่นายสุเทพไม่ทำตามสัญญา ตนจึงเกิดความเจ็บแค้นจึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องทั้งหมด

อีกประการหนึ่งตนได้สำนึกผิดที่ได้ให้การใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยจนถูกยุบพรรคจึงยอมเปิดเผยเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้ ว่าใครมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ตนขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์หรือ พรรคเพื่อไทยมีส่วนร่วมในการแถลงข่าวครั้ง นี้แต่อย่างใด โดยขณะแถลง ข่าวครั้งนี้นายสุขสันต์ ได้สวมใส่เสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมยืนยันว่าถึงแม้จะถูกดำเนินคดีฐานให้ การณ์อันเป็นเท็จต่อศาลและตุลาการ รัฐธรรมนูญ ต้องติดคุก ตนก็พร้อม ซึ่งหลังจากที่ตนออกมาแฉเรื่องนี้ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ติดตามตนตลอดเวลาอีกด้วย

ติดตามรายละเอียดตามคลิปดังกล่าว http://77.nationchannel.com/playvideo.php?id=76601



ท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? เจ้าเทพเทือกจะไม่ใช้วิชามารแบบนี้อีก…?? (เรื่องนี้ผมอดเป็นห่วงแดงเทียม หรือลูกพรรคเพื่อไทยบางคนจะเผลอไผลไปขายตัวเข้า เงินเป็นสิบล้าน มันไม่เข้าใครออกใคร )


หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 กกต. ได้ยกคำร้องกรณีพยานกลับคำให้การคดียุบพรรคไทยรักไทย

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 113/2553 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ได้พิจารณากรณีที่ นายวุฒิ สุนทรเดช,พลตำรวจตรี มณเฑียร ประทีปวนิช และนายบุญมี วงศ์สีดา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งอ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทยไปแล้ว

กล่าวคือได้เปิดเผยว่า นายสุขสันต์ ชัยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคชาติไทย และ นายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่าข้อเท็จจริงที่ได้เบิกความต่อศาลและที่ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความเท็จทั้งหมด โดยนายสุขสันต์ฯ และนายชวการฯ ได้รับการจ้างวานจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้วางแผน ซึ่งในตอนแรกให้การว่ารับสินบนจาก พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อันเป็นมูลเหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยในที่สุด โดยบุคคลทั้งสามดังกล่าวได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่างวาระกัน

ทั้งนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนของบุคคลทั้ง 3 เป็นประเด็นเดียวกันจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องคัดค้านและปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 8 เป็นคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้มีกระบวนการ ไต่สวนโดยเชิญพยานผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำหลายครั้ง โดยคณะกรรมการไต่สวนได้มีความเห็นสรุปดังนี้

1. แม้คำให้การของนายสุขสันต์ โตสวัสดิ์ หรือ นายสุขสันต์ ชัยเทศน์ ที่ให้การต่อคณะกรรมการไต่สวนจะแตกต่างไปจากคำให้การต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยก็เป็นเพียงกรณีที่พยานกลับคำให้การนอกศาลในภายหลังมิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด

2. ยังไม่มีคำพิพากษาในคดีอาญาที่พิพากษาถึงที่สุดว่า นายชวการ โตสวัสดิ์ และนายสุขสันต์ ชัยเทศ ให้การเท็จต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือเบิกความเท็จต่อศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย

3. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และมาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าให้ผู้ใดหรือองค์การใดสามารถอุทธรณ์ ฎีกา เปลี่ยนแปลง หรือรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้

คณะกรรมการไต่สวนจึงมีความเห็นว่าควรยกคำร้องของทั้ง 3 กรณี ที่ประชุม กกต. พิจารณาแล้ว มีความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่าพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องและพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนตามข้อกล่าวหาอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ประกอบมาตรา 94 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 จึงมีมติให้ยกคำร้องตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวน

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? กกต.จะไม่ใช้วิธีพิจารณาคดีในลักษณะแบบนี้อีก หากพรรคเพื่อไทยเจอใบแดง หลังการเลือกตั้ง

เหตุการณ์ต่างๆดังกล่าวข้างต้น มันกำลังจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสาร การบ้านการเมือง คงจะนึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่วันที่ นายอภิสิทธิ์ฯประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554

ความผิดปกติประการแรก นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.54 การเข้าพบครั้งนี้จะมีจริงหรือไม่ เข้าพบด้วยเรื่องอะไร? มีการสั่งการอะไร? ไม่มีใครทราบได้ นอกจากตัวนายอภิชาตฯเท่านั้นที่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เข้าพบจริง

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? นายอภิชาตฯไม่ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม

ความผิดปกติประการที่สอง นับเป็นปรากฎการณ์แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ที่พรรคการเมืองระดับเซียนของการวางแผนชั่ว จะมาเสียท่ากับไอ้เรื่องกระจอกๆในการแจกซีดีและเอกสารโจมตีพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งถูกจับกุมพร้อมหลักฐานถึง 3 เหตุการณ์ ทั้งที่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวมันผิดกฎหมายเลือกตั้งถึงขั้นยุบพรรค
โดยเฉพาะการปราศรัยหาเสียงของพลพรรคประชาธิปัตย์ และการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ นายชวน นายสุเทพ ที่ระบุว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ครอบครัวและปกป้องทักษิณนั้น ถือเป็นการใส่ความเท็จ ผิดมาตรา 53(5) พ.ร.บ.การเลือกตั้ง การที่ระบุว่าเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้พวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกก่อการร้าย ก็เข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสี เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้วยังไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมว่าใครเป็นคนเผาบ้านเผาเมืองมีความผิดฝ่าฝืนมาตรา 53(5) พ.ร.บ.เลือกตั้งเช่นกัน ที่สำคัญมีผลเกี่ยวโยงถึงมาตรา 237 ตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 94 ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มีโทษถึงขั้นยุบพรรค !

ประเด็นดังกล่าวฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีการแนะนำคนในพรรคประชาธิปัตย์ ว่าหากจะพูดถึงแกนนำคนเสื้อแดงในช่วงเลือกตั้งห้ามระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ให้เลี่ยงไปใช้คำว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อไม่ให้มีปัญหาฟ้องร้องตามมา ก็ตาม

แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่า..?? บรรดาแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์เหล่านั้น มันโง่เง่าปัญญาควาย ถึงขนาดไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่พวกมันปราศรัยหาเสียง การให้สัมภาษณ์ตามสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงการใช้ Face book ของนายอภิสิทธิ์ ที่ใช้โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี พรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร มันมีโทษทางกฏหมายมากน้อยแค่ไหน

ความผิดปกติประการที่สาม

หลังจากการปราศรัยที่ราชประสงค์ ที่หวังจะสร้างสถานการณ์รุนแรงแล้วโยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดงแต่แผนดังกล่าวถูกสั่งห้ามเสียก่อน กอปรกับเสียงตอบรับในการปราศรัยไม่ได้ส่งผลถึงคะแนนเสียงทีเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ กทม.แต่อย่างใด เพราะครึ่งหนึ่งของจำนวนประชาชนที่มาฟังการปราศรัยในวันนั้น มันเป็นมวลชนจัดตั้งที่เดินทางมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฏร์ธานี

ความผิดปกติทั้งสามประการ กอปรกับผลโพลทุกค่ายและของพรรคประชาธิปัตย์เอง สรุปในแนวทางเดียวกันคือแพ้การเลือกตั้งอย่างย่อยยับ ดังนั้น มันจึงเป็นที่มาของแผน ยุบพรรค


ข่าวทางลึกจาก War room สี่เสาและ กกต. มีดังนี้ครับ

- กรณีหากยุบพรรคเพื่อไทย บ้านเมืองจะบรรลัยจากการต่อต้านของมวลชนคนเสื้อแดง

- กรณีหากยุบพรรคประชาธิปัตย์ ความร้อนแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองจะน้อยลง แต่......จะเกิดทางเลือกใหม่ นั่นคือ รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ ดังกล่าว เกิดจากความคิดของคนสองกลุ่มใน War Room สี่เสา คนกลุ่มแรกก็คือบรรดานายทุนนักธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่ง คือทหาร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนายทหารอาชีพที่เคารพรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่หมายถึงทหารที่แทรกแซงการเมืองจนเป็นอาชีพ

ประเด็นสำคัญ แนวทางการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ของกลุ่มบุคคลชั้นสูง บุคคลในกองทัพ และจากฝ่ายการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลเพียงเพื่อ เตรียมการแก้โจทย์ใหญ่ เตรียมการรับมือภยันตราย จากบุคคลที่มองว่าเป็นมหันตภัย นั่นคือ “ทักษิณ”

แต่สิ่งที่สำคัญหรือหัวใจในการวางแผนครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า หากพรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น นั่นย่อมหมายถึงแผนการทั้งหมดต้องถูกยกเลิกในทันที

สรุป วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฏา ปวงประชาชาวไทย มวลชนคนเสิ้อแดง ที่รักความยุติธรรม หวงแหนประชาธิปไตยยิ่งชีวิต ท่านต้องออกถล่มทลายในการเข้าคูหาเพื่อกาบัตรเลือกตั้งหมายเลข 1 เท่านั้น

แผนชั่วทั้งหลายมันก็จะกลายเป็นกระดาษชำระในทันที ประชาชนจงเจริญ..........

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ปูดข้อตกลงลับ3ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร91ศพ-หยุดหมิ่น

ปูดข้อตกลงลับ3ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร91ศพ-หยุดหมิ่น

3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มิถุนายน 2554

Shawn W Crispin เขียนรายงานข่าวเรื่อง"เบื้องหลังข้อตกลงการเลือกตั้งในไทย"ลงใน เวบไซต์Asiatimesเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน อ้างแหล่งข่าวว่ามีการเปิดเจรจากันระหว่างนายวัฒนา เมืองสุขคนของทักษิณ กับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีกลาโหมที่บรูไนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

และได้หารือกันอีกหลายครั้ง รวมทั้งที่นครดูไบ ซึ่งทักษิณลี้ภัยอยู่ โดยกองทัพตกลงที่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง แลกกับคำมั่นสัญญาของทักษิณที่จะไม่แก้แค้นทางการเมือง หรือ ดำเนินคดีกับบรรดาผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นคนสนิทของราชสำนักจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี รวมทั้งฝ่ายทักษิณจะต้องห้ามปรามพวกที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะบรรดาคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย

นอกจากนี้ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

จากข่าวดังกล่าว มีความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

ยิ่งลักษณ์อ้างเป็นเพียงข่าวลือ-สุรเกียรติ์บอกไม่รู้เรื่อง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองแล้ว

นายสุรเกียรติ์ ให้สัมภาษณ์TPBS กล่าวปฏิเสธข่าวเรื่องที่ว่า เขารับตำแหน่งเป็นประธานการปรองดองชุดใหม่ เพราะคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร ก็ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ก็ควรให้ดำเนินการต่อไป
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ key personของการเจรจาต่อรองครั้งนี้(แฟ้มภาพ:ไทยอีนิวส์)

ต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน นำเสนอรายงานข่าวอ้างอิงจากข่าวดังกล่าวในหัวข้อเรื่อง ปูดปฏิญญาบรูไน ‘ทักษิณ-กองทัพ’ตกลงซูเอี๋ยพท.ตั้งรัฐบาล-เลิกโจมตีเจ้า

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คของเขาให้ความเห็นต่อข่าวดังกล่าว ดังต่อไปนี้

บทความล่าสุดของ Shawn Crispin เรื่อง "การตกลงลับ" ระหว่าง ทักษิณ-กองทัพ และ yyyyy ผมขอแนะนำ ให้หาฉบับจริงอ่านดีกว่า เพราะละเอียดกว่า ตั้งแต่ว่า ใครบ้างที่เข้าเจรจา (ไทยโพสต์ เสนอในลักษณะ "เจรจา 2 ฝ่าย" จริงๆ Crispin เขียนว่า 3 ฝ่าย แต่ ไทยโพสต์ เซ็นเซอร์ตัวเอง)

Crispin บอกว่าการประชุม เจรจาลับที่ว่านี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาฯ ปีนี้ ที่บรูไน หลังกุมภาฯ มีกรณ๊สำคัญคือ การชุมนุมครบรอบ 10 เมษา (ที่จตุพร และ นปช.ถูกตั้งข้อหา "หมิ่น") และเกิดการ "ตบเท้า" ของทหารติดกันถึง 3 สัปดาห์

Crispin เองเขียนไว้ยาวเหมือนกันในบทความวันนี้ว่า การเจรจาตกลงในลักษณะนี้ ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ล้มเหลวภายหลัง จากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึง หรือทั้งสองไม่ทำตามข้อตกลง และที่ผ่านมาในอดีตการเจรจาลักษณะนี้ก็ "ล้มเหลว" ภายหลังบ่อย (Crispin ใช้คำว่า meltdown)

โดยส่วนตัว ผมสงสัยว่า ถ้ามีการเจรจาที่ว่าจริงๆ เหตุการณ์ช่วงเมษา ที่ผ่านมา น่าจะทำให้ meltdown ไปแล้ว แต่ Crispin ก็อ้างว่า การที่ นปช. ไม่รณรงค์ประเด็นจตุพรติดคุกอยู่นี้ หรือที่ ธิดา ออกมายืนยันเรื่อง constitutional monarchy (ผมไม่แน่ใจเขาหมายถึงครั้งไหน ที่ว่า อ.ธิดา พูดเรื่องนี้) เป็นการ "ส่งซิก" ว่า ฝ่ายทักษิณ ยังคงยึดมั่นกับข้อตกลงของการเจรจาอยู่

........

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Crispin เขียนบทความเรื่องหนึ่งทำนอง "ปูด" เรื่องการเจรจาลับ ระหว่างฝ่ายทักษิณกับฝ่าย "establishment" เหมือนกัน มีข้อมูลรูปธรรมบางอันคลาดเคลื่อน เช่น การพูดถึง บ.ก.ลายจุด ... แต่เรื่องเนื้อหาของการเจรจา (แลกเปลี่ยนระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว แกนนำ นปช.ในคุก กับ การไม่ยกระดับการเคลื่อนไหว ของ นปช. เพื่อเข้าสู่ "โหมดเลือกตั้ง") ก็มีส่วน "เข้าเค้า" อยู่ และผมก็ได้ยินมาทำนองเดียวกัน (แต่บางเรื่องสำคัญ อย่างการอนุญาติให้ทักษิณเคลื่อนย้ายเงินจำนวนหนึงที่ถูกอายัดไว้ในบัญชีธนาคารออกไป ผมไม่สามารถทราบได้)

ที่ผมอยากเสนอคือ บทความ "ปูด" ในลักษณะนี้ ก็มีส่วนคล้ายพวก "ข่าวกรอง" ที่มีอยู่ใน โทรเลขวิกิลีกส์ คือ มักจะมีด้านที่ตรงความจริงบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด

เฉพาะเรื่องล่าสุดนี้ อย่างที่ผมเขียนข้างต้นว่า ผมออกจะรู้สึกว่า ถ้ามีการเจรจาอะไรกันจริง เหตุการณ์ช่วง เมษายน ก็น่าจะทำให้ deal off ไปแล้วมากกว่า (แต่ในส่วนของประเด็นที่ ทำไม นปช.ไม่เคลื่อนไหวกรณีจตุพร จะถือเป็นการ "ส่งซิ้ก" ว่า ยังคงยึดข้อตกลงของฝ่ายทักษิณ ตามที่ Crispin อ้างหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ)
จบ.
******
ข่าวไทยโพสต์เสนอ ในหัวข้อข่าวเรื่อง ปูดปฏิญญาบรูไน ‘ทักษิณ-กองทัพ’ตกลงซูเอี๋ยพท.ตั้งรัฐบาล-เลิกโจมตีเจ้า

"ฌอน คริสพิน" ปูดแผนเกี้ยเซี้ย อ้าง "วัฒนา" ตัวแทน "ทักษิณ" ดอดเจรจาลับกับ "ปิ๊กป้อม" ที่บรูไนเปิดทางเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แลกไม่ดำเนินคดีผู้นำกองทัพ ให้ทักษิณปรามพวกต่อต้านสถาบัน ระบุ "สุรเกียรติ์" รับนั่งประธานปรองดอง

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ เอเชียไทมส์ ได้เผยแพร่รายงานข่าวเจาะ โดยฌอน คริสพิน ผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติที่คร่ำหวอดกับสถานการณ์ของประเทศไทยมานานนับทศวรรษ ภายใต้ชื่อเรื่อง "ข้อตกลงเบื้องหลังการเลือกตั้งของไทย" ระบุว่า กองทัพ และอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดการเจรจาลับกันมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าทหารจะไม่เข้ายึดอำนาจ แต่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

รายงานได้อ้างแหล่งข่าววงในระบุว่า นายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะตัวแทนของทักษิณ และรัฐมนตรีกลาโหม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เจรจาต่อรองกันที่ประเทศบรูไนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และได้หารือกันอีกหลายครั้ง รวมทั้งที่นครดูไบ โดยกองทัพตกลงที่จะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งแลกกับคำมั่นสัญญาของทักษิณที่จะไม่แก้แค้นทางการเมือง หรือ ดำเนินคดีกับบรรดาผู้นำทหารที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปีที่แล้ว

และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นคนสนิทของราชสำนักจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี รวมทั้งฝ่ายทักษิณจะต้องห้ามปรามพวกที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะบรรดาคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย

นอกจากนี้ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือกันถึงเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระชุดใหม่ ซึ่งจะให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรองดอง รวมถึงการนิรโทษกรรมแก่ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว และกองทัพ โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวจะถูกเสนอให้มีการลงประชามติ ทั้งนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ได้ตอบรับที่จะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้แล้ว

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามทักษิณมีความเป็นเอกภาพหรือไม่ในการทำข้อตกลงกับทักษิณเสนอให้นิรโทษกรรมแก่ทักษิณในคดีคอรัปชั่น และเปิดทางให้เขาเดินทางกลับประเทศ

มีรายงานว่า รายงานข่าวชิ้นดังกล่าวสะพัดมา 2 สัปดาห์แล้ว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่าเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

******
จากข่าวดังกล่าว มีความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

ยิ่งลักษณ์อ้างเป็นเพียงข่าวลือ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองแล้ว

นายสุรเกียรติ์ กล่าวปฏิเสธข่าวเรื่องที่ว่าเขารับตำแหน่งเป็นประธานการปรองดองชุดใหม่ เพราะคอป.ชุดศ.คณิต ณ นคร ก็ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ควรให้เดินหน้าต่อไป

RKK POLLที่จังหวัดชายแดนใต้

RKK POLL ได้ระบุว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทย แต่...จะพ่ายแพ้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทุกหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุ่มทุนอย่างสุดตัว โดยเฉพาะ ศอ.บต.งบเร่งด่วน หรืองบลับ ที่ผ่านไปยัง ผู้ว่าราชการทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ

โดย ปาแด งา มูกอ
30 มิถุนายน 2554

เรื่องการสำรวจโพลล์ว่าใครจะได้ส.ส.เท่าไหร่ พรรคไหนมาแรงนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่คอการเมืองติดตามใส่ใจ ทางชายแดนใต้นี่เขาก็มีโพลล์นะครับ เรียกว่า RKK POLL คงไม่เคยได้ยินกันใช่ไหมหละครับ...

ผมในฐานะว่าอยู่ชายแดนภาคใต้เลยขอนำโพลการเลือกตั้ง ของ อาร์เคเค โพล มาให้ท่านผู้อ่านในภาคอื่นๆของประเทศได้รับทราบว่า ทางสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งนอกจากจะมีโพลล์ทางการของ มอ.วิทยาเขตปัตตานีแล้วก็มีRKK POLLอย่างที่เกริ่นมาด้วยครับ

สำหรับโพลล์ของมอ.ปัตตานีนั้น ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. สุ่มสำรวจประชากรจำนวน 3,000 ตัวอย่าง ช่วงวันที่ 13-19 มิ.ย. พบว่าร้อยละ 98.9 ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ร้อยละ 1.1 ไม่ไปเลือกตั้ง

โดยร้อยละ 69.4 ตัดสินใจเลือกผู้สมัครและพรรคไว้แล้ว ร้อยละ 30.6 ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนพรรคการเมืองต้องการให้เป็นรัฐบาลมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 35.4 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 21.6 พรรคมาตุภูมิร้อยละ 8.3 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 4.8 และพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 2.1

และปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขหลังเลือกตั้งมากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องรายได้และค่าครองชีพ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความไม่สงบ ปัญหาด้านการศึกษาและปัญหายาเสพติด

ส่วนโพลล์ของ อาร์เคเค (เป็นชิ่อของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้) ที่ทางการไม่ยอมรับ และไม่กล้ารับ แต่คนในพื้นที่ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ เขารับรู้กันทุกคน

RKK POLL ได้ระบุว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทย แต่...จะพ่ายแพ้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทุกหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุ่มทุนอย่างสุดตัว โดยเฉพาะ ศอ.บต.งบเร่งด่วน หรืองบลับ ที่ผ่านไปยัง ผู้ว่าราชการทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ (ประเด็นนี้หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ควรตรวจสอบงบของ ศอ.บต.ในห้วงของเดือน พ.ค.-มิ.ย.54 ว่าใช้ไปในเรื่องอะไร)

ส่วนพรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิฯที่มีผู้ลงสมัครซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส ก็มิใช่จะชนะการเลือกตั้งอย่างง่ายๆ ซึ่งหมายรวมไปยังพรรคอื่นๆด้วย

ดังนั้น ปัจจัยตัวชี้วัดในการชนะเลือกตั้งของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับ “จำนวนเงิน” ว่าพรรคใดจะกล้าทุ่มมากกว่ากัน

ถามว่า RKK POLL ทำไมถึงกล้าฟันธงเช่นนี้ คำตอบ คือ กลุ่มขบวนการนี้มันคือหัวคะแนนตัวจริงเสียงจริง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องมือบวมไปตามๆกันของเหล่าบรรดาแกนนำกลุ่ม RKK ……

งบ ลับ ไหล
นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ให้มาก ทางจังหวัดยะลาจึงได้ ตั้งรางวัลให้กับหมู่บ้าน ที่มีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเต็ม100% จะได้รับเงินอุดหนุนในการพัฒนาหมู่บ้านจำนวน 300,000 บาท และ อำเภอใดมีผู้มาใช้สิทธิ 100% จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ 500,000 บาท ทั้งนี้เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจต่อทุกฝ่ายโดยตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ประมาณ 90%

ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ ในส่วนของจังหวัดยะลา ยังได้วางแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้ 4 เรื่อง คือ ให้ทุกส่วนราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งร้องขอ พร้อมร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 70 %ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นอกจากนี้ได้สั่งการนายอำเภอ ปลัดอำเภอ เข้าดูแลการเลือกตั้งในระดับตำบลโดยใช้กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน และอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน ในการดูแลหน่วยเลือกตั้ง


กอ.รมน.หนุนพลังสตรีชายแดนใต้

อีกข่าวที่อยากนำมาเล่าให้ฟังก็คือข่าวตามที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้น ซึ่งเห็นข่าวนี้แล้วก็พลอยยินดีไปกับเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นานๆครั้งจะได้เห็นความเข้าท่าในการปฎิบัติงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งดีกว่า กอ.รมน.ส่วนกลางใน กทม.ที่มัวบ้าอยู่กับแผน 315 เป็นไหนๆ

นี่แสดงว่า เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวมีวิสัยทัศน์ หรือพูดง่ายๆว่าทันเกมสามารถจับกระแสทางการเมืองถูก
ต้องยอมรับว่า ภายหลังจาก ยามีละห์ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเปิดตัวในสามจังหวัดชายแดนใต้ นั้น กระแสการตอบรับของสตรีชาวไทยมุสลิม มันพุ่งขึ้นอย่างมากมาย สามารถทำเอาบรรดานักเลือกตั้งเขี้ยวลากดินชายอกสามศอกทุกพรรคการเมืองผวาไปตามๆกัน จนถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สารพัดวิธีรวมถึงการทุ่มเงินเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้

จากนโยบายเพื่อพัฒนาสตรี ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้ประกาศนโยบายด้านสตรี ในวันเข้าเยี่ยมหารือกับสภาสตรีแห่งชาติ

1. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายส่งเสริมสตรีทั้งในเรื่องของสิทธิ บทบาทความเท่าเทียมในสังคม และศักดิ์ศรี

2. พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่จะตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี โดยจะตั้งงบเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของรายได้และเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้กับสตรี ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลก็จะทำงานร่วมกับสภาสตรีฯ และกลุ่มแม่บ้านในแต่ละจังหวัดควบคู่กันไปด้วยทั้งนี้โอท็อปถือเป็นการแสดงถึงความสามารถของสตรี ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมอาชีพให้กับผู้หญิง และเพื่อให้องค์กรสตรีสามารถขับเคลื่อนได้ มีความคล่องตัวในการตอบโจทย์และวัตถุประสงค์ของสตรีอย่างแท้จริง

3. พรรคเพื่อไทยจะเทียบโอนหน่วยกิตให้กลุ่มแม่บ้านที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับ ม.6 แต่มีความรู้ความสามารถ สามารถสอบซ่อมและเชื่อมหน่วยกิตที่เคยเรียนในอดีตเพื่อเป็นการยกระดับให้กับกลุ่มแม่บ้านภายใน 1 ปี เพื่อจะได้มีวุฒิไปใช้สมัครงานได้

4. เพิ่มและพัฒนาศักยภาพของศูนย์พึ่งได้ OSCC (One Stop Crisis Center) 24 ชั่วโมง

5. 1 อำเภอ 1 Day care Center สถานที่ดูแลเด็กในที่ทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมไปถึงในชุมชน

6. การประยุกต์กฎหมายการละเมิดสตรีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยังเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาป้องกัน ด้วยการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความรุนแรงในครอบครัว พัฒนาสตรีให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากับชาย โดยการได้รับความคุ้มครองจากรัฐในการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการถูกกระทำรุนแรง และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ด้วยนโยบายอันนี้นี่เอง ที่โดนใจบรรดาสตรีชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะไม่เคยปรากฎพบเห็นกับนโยบายในรูปแบบนี้จากพรรคการเมืองใดๆมาก่อน พูดง่ายๆว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยอันนี้ สามารถซื้อใจและวัดใจสตรีไทยทั้งประเทศได้เลยทีเดียว

รายละเอียดข่าวกอ.รมน.ภาค4กนุนพลังสตรีชายแดนใต้ มีดังต่อไปนี้ครับ

กอ.รมน.หนุนพลังสตรีนราฯ ช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ดับไฟใต้ สร้างสมานฉันท์ ปชช.ในพื้นที่

นราธิวาส:ที่ห้องประชุมโสภาพิสัย โรงแรมตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.อ.สมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) จ.นราธิวาส(ฝ่ายทหาร) เป็นประธานในการเปิดการเสวนาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาชน

โดยได้มีการระดมพลังกลุ่มสตรีในพื้นที่ 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส จำนวนกว่า 50 คนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มสตรีได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งยุทธศาสตร์รอง 6 ด้านเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสันติสุขแบบยั่งยืน

โดยการเสวนามี พ.อ.(ญ)วันทนา ท้าวลา หัวหน้าคณะทำงานภาคประชาสังคม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นแกนนำในการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประมวลเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่

โดยให้กลุ่มสตรีนำสิ่งที่สะท้อนในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการสร้างสมานฉันท์ของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งปฏิบัติการณ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีและตรงกัน

โดยให้กลุ่มสตรีนำไปต่อยอดสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์

ขณะเดียวกันการประชุมครั้งนี้ ได้เน้นให้กลุ่มสตรีกลับไปช่วยกันรณรงค์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนในระดับรากหญ้าที่มีความรู้น้อยได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้ผู้มีสิทธิ์ออกไปทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งแบบหมากัดกัน


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
29 มิถุนายน 2554

การต่อสู้แย่งชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรกันอย่างดุเดือดในขณะนี้ ทำให้ผมนึกถึงนิทานอิสปเรื่อง เรื่อง หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอก ที่แย่งถ้ำที่เก็บเสบียงอาหารไว้อย่างอุดมสมบูรณ์กัน แต่สุดท้ายถูกคนเลี้ยงแกะฆ่าตายทั้งคู่

ที่ผมนึกถึงนิทานอีสปเรื่องนี้เพราะว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฏาคมที่จะถึงนี้ เป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ดังที่เราทราบกัน

คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการต่อสู้ระหว่างหมาป่ากับสุนัขจิ้งจอก ซึ่งมีลักษณะของการเป็นคนพาลทั้งคู่
พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เก่าแก่มีพฤติกรรมที่อิงกับอำมาตย์และพรรคราชการมาโดยตลอด เป็นพรรคที่คุ้นชินกับการใช้อำนาจ ไม่มีผู้นำเดี่ยว ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนหมาป่า ชอบหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองอย่างข้างๆคูๆอยู่ตลอดมาเมื่อต้องการจะใช้อำนาจ ดังเช่น นิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ เป็นต้น

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดในการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯที่เป็นที่มาของการตั้ง ศอฉ.หาเหตุดำเนินกับฝ่ายตรงกันข้ามกับตัวเอง ทำได้แม้กระทั่งการจับแพะมาชนแกะในกรณีของผังล้มเจ้าที่เขียนขึ้นเพียงเพราะเหตุที่จะนำไปหาเรื่องกับลูกแกะทั้งหลาย

หรือแม้แต่ในเรื่องของกรณี 91 ศพที่โยนความผิดไปให้คนชุดดำก็เช่นเดียวกัน แต่ที่พิเศษกว่าการเป็นหมาป่าก็คือลักษณะของการ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”(หลักฐานอ้างอิง คือ เฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ฉบับ 1-7) ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์เอง

ที่พิเศษกว่าหมาป่าคือ หมาป่าเพียงแต่เอาชั่วใส่ลูกแกะเพื่อจะสำเร็จโทษ แต่ไม่เคยเห็นหมาป่าเอาดีใส่ตัวแต่อย่างใด
พรรคเพื่อไทยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นพรรคเพื่อทักษิณโดยเฉพาะ มีการใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งในด้านธุรกิจ และการเมืองทุกท่วงท่าในการล่าเหยื่อ ซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกที่ชอบหากินเพียงลำพัง ถึงแม้จะมีการรวมฝูงกันก็เป็นฝูงที่ขึ้นอยู่กับจ่าฝูงหรือผู้นำเท่านั้น หากขาดผู้นำเสียก็เละเทะ ก็เหมือนพรรคเพื่อไทยหากขาดเสียซึ่งทักษิณ(ซึ่งตอนนี้ก็ยังคือทักษิณในร่างของยิ่งลักษณ์นั่นเอง)ก็ย่อมที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

ลักษณะของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยรักไท ยหรือพลังประชาชนเดิม ขึ้นอยู่กับตัวผู้นำเหมือนสุนัขจิ้งจอก ทำทุกอย่างเพื่อด้วยเล่ห์กล ไม่ว่าจะเป็นการซุกหุ้น ซ่อนหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำงบประมาณของหลวงไปไล่แจกชาวบ้าน โดยทำให้ผู้คนเข้าใจว่าเป็นเงินของตัวเอง จนระบบวินัยการเงินการคลังป่นปี้มาจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นยาเสพย์ติดขนานใหม่ที่ชื่อว่า”ประชานิยม” ที่พรรคการเมืองต่างๆ และผู้คนต่างติดยาเสพย์ติดชนิดนี้กันอย่างงอมแงม และยอมทำทุกอย่างไม่ว่าจะด้วยเล่ห์กลใดเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐกลับคืนมาให้ได้ หลังจากพ่ายแพ้เกมของหมาบ้าที่ตนเองแต่งตั้งมากับมือทำการรัฐประหารเตะออกจากเก้าอี้ไปตั้งแต่กันยายน 2549

ตอนนี้หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย งัดทุกกลวิธีออกมาเพื่อกำชัยชนะให้ได้ เช่น การทำลายป้ายพรรคการเมืองตรงข้ามและของตัวเอง(ขอย้ำว่าของตัวเองเพื่อเรียกคะแนนสงสาร) การส่งมือปืนไปข่มขู่จนกระทั่งถึงการลอบทำร้ายเพื่อตัดกำลังคู่ต่อสู้ การสาดโคลนให้ชายชุดดำในกรณี 91 ศพ

และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในการเลือกตั้งคราวนี้ก็คือการซื้อเสียงอย่างมหาศาล จนพระรักเกียรติ สุขธนะผู้ที่เคยสำเร็จวิชามาร จนถูกศาลฎีกาาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 15 ปีได้พูดขึ้นในวงเสวนาเมื่อไม่นานมานี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างมโหฬารยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านๆมา
แล้วเราจะทำอย่างไรดี

ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะทั้งหมาป่า และสุนัขจิ้งจอกต่างก็เลือดเข้าตาแล้ว ส่วน กกต.ที่ถือได้ว่าหมดน้ำยาไปนานแล้ว ยิ่งล่าสุดการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผลการดำเนินการก็ออกมาอย่างที่เราทราบๆกันนั่นแหล่ะครับว่าโหลยโท่ยและห่วยแตกเป็นที่สุด คนเข้าคิวรอใช้สิทธิยาวเป็นกิโล ฯลฯ มีแต่ก้อนอิฐและเสียงด่าเป็นผลตอบแทน

ซึ่งก็เป็นอันว่าสิ้นหวังในการบริหารจัดการการเลือกตั้งสำหรับองค์กรนี้ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้การจัดการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่สามารถป้องกันหรือจับกุมผู้กระทำความผิดในการทุจริตซื้อเสียงขายได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเป็นเสียงที่บริสุทธิ์อยู่ และควรที่จะต้องได้การยอมรับและเคารพในการตัดสินใจของผู้ที่ไปลงคะแนน ไม่ว่าจะกาช่องใดก้ตาม

สิ่งที่เราจะทำได้ในตอนนี้ก็คือ เราต้องสร้างวิกฤติเป็นโอกาส นั่นก็คือ นำข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่เคยเสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็คือการเลือกตั้งแบบหมากัดกัน ซึ่งหมายความว่า เมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หมามันมีสันดานชอบกัดกันกันอยู่แล้ว แทนที่เราจะปล่อยให้มันกัดกันตามใจชอบ แต่เราต้องให้มันกัดกันตามคำสั่งของเรา
ซึ่งก็หมายความว่า กูสั่งให้มึงกัดใคร ไม่ใช่มึงกัดกันเองตามใจชอบ ฉะนั้นการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจึงมีความสำคัญ แต่ว่าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อเลือกเครื่องมือทางการเมืองของเรา ไม่ใช่เลือกตัวแทนของเรา คนที่เราสามารถสั่งได้ ไม่ใช่คนที่ไปคิดหรือทำอะไรแทนเราไปหมดทุกอย่าง

ฉะนั้น เราจะต้องใช้สันดานหมาที่มันชอบกัดกัน เพื่อแย่งอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการเมืองภาคประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ผมว่านี้ก็คือ เมื่อปล่อยหมาออกไปแล้ว เราไม่สามารถบังคับหมาได้ มันจะกัดกันเพื่อแย่งอาหารของมันเองเท่านั้น แต่เราก็ต้องมียุทธศาสตร์ว่า เราจะปล่อยหมาออกไปเพือให้มันไปกัดกันในสภาอย่างไร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ถึงมันจะแย่งอาหารกันเองก็ตาม แต่ผลที่ได้จะตกแก่ประชาชนมากที่สุด

ถ้าเราทำให้อำนาจในสภาของหมาป่าหรือสุนัขจิ้งจอกไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนเกินไปนัก ก็จะทำให้มันไม่กล้าที่จะมาปิดปากผู้คนในสังคม ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเสรี ถูกคุกคามจากรัฐบาลที่เข้มแข็งได้น้อยลง

ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่อ่อนแอจะคุกคามประชาชนไม่ได้นะครับ แต่เราจะสามารถตอบโต้กับมันได้ดีขึ้น ได้ถนัดมากขึ้น รัฐบาลที่อ่อนแอก็ตีหัวประชาชนมาตลอดเวลาเหมือนกัน ดังเช่นสองปีกว่าที่ผ่านมา เราจึงต้องการรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งจนเกินไป เพื่อว่าพื้นที่ภาคประชาชนจะได้เปิดกว้างขึ้น โดยให้นักการเมืองเป็นแต่เพียงเครื่องมือทางการเมืองของประชาชน

อย่าปล่อยให้หมาป่ากับสุนัขจิ้งจอกมานั่งบนหัวเรา ให้มันเป็นเพียงเครื่องมือของเราเท่านั้นก็พอ

------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2554

วันพุธ, มิถุนายน 29, 2554

รายงานข่าวเชิงสืบสวน:หลักฐานทั้งหมดและรายงานคอป.ชี้ชัดไม่มีชายชุดดำ มีแต่ชายใจดำสังหาร92ศพ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2554

1.เป็นที่ทราบกันดีว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยยอมรับแม้สักครั้งเดียวว่า ทหารภายใต้คำสั่งศอฉ.ที่เขารับผิดชอบสูงสุดเป็นผู้สังหารผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ 10 เมษายน -19 พฤษภาคม (ดูจากบันทึกเฟซบุ๊คทั้ง 8 ฉบับของเขา และคำปราศรัยที่ราชประสงค์ 23 มิถุนายน 2554)และได้โยนให้ชายชุดดำเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหาร แต่ก็ไม่เคยปรากฎความคืบหน้าว่ามีการดำเนินคดีต่อชายชุดดำ

2.เอ่ยปากครั้งแรก"เสียใจ"แต่ไร้คำขอโทษ โยนให้เหยื่อสังหารโดนลูกหลง

ต่มาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นางคำจันทร์ แสงจันทร์ ชาวบ้าน อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ แม่ของเหยื่อ 1 ใน 92 ศพ ร่ำไห้เข้าสอบถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างไปหาเสียงใกล้บ้าน ว่าใครกันแน่ฆ่าลูกชาย ? โดยที่นายอภิสิทธิ์เอ่ยคำว่า"เสียใจ"เป็นครั้งแรกต่อเหยื่อสังหาร แต่ยังไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าคงตายเพราะโดนลูกหลง

หนังสือพิมพ์ ข่าวสดรายงานคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่พูดกับแม่ของเหยื่อสังหารว่า

"ความจริงผมได้อ่านรายงานอยู่ แต่ไม่มีโอกาสได้มาพบ ใจของผมจริงๆ อยากมาพบ แต่ส่วนใหญ่จะมีปัญหา เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเขาก็ไม่อยากให้พบ เพราะเขามีปัญหากับผม มาวันนี้ก็ขอแสดงความเสียใจ ยืนยันได้ว่าสำหรับผมและรัฐบาล มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำ ให้คนไทยด้วยกันต้องมาเสียชีวิต เท่าที่ฟังผู้ตายน่าจะโดนลูกหลงมากกว่า เพราะอาศัยอยู่ที่บ่อนไก่ ผมจะติดตามและเร่งรัด แต่จะให้ผมไปยุ่งกับการสอบมากไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็จะมากล่าว หาผมว่าไปสั่งอีกก็จะทำให้มันยาก แต่รับปากว่าจะตามเรื่องให้ เพราะเรื่องนี้ต้องค้นหาความจริงต่อเนื่องต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

3.รายงานจากคอป.ซึ่งอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งระบุอย่างน้อย13ศพฝีมือเจ้าหน้าที่ ไม่มีตอนไหนเอ่ยว่าเป็นฝีมือชายชุดดำ

รายงานอะไร? ที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาได้อ่านอยู่

คงจะเป็นรายงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ที่ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน และคอป.นี้นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งมากับมือ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 20 เมษายน 2554 รายงานความคืบหน้าของการสอบสวน

รายงานฉบับนี้(อ่านรายละเอียดหนังสือที่คอป.ส่งถึงนายกฯอภิสิทธิ์และรายละเอียดผลการสอบสวนที่ลิ้งค์ http://www.thaitruthcommission.org/thaitruth/Pages/result.aspx)

หนังสือเรียนนายกรัฐมนตรี เรื่องรายงานความคืบหน้า 6 เดือนแรก

รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

สาระสำคัญคือ คอป.รายงานเอกสารชุดนี้มีความยาว 134 หน้า ที่สำคัญคือหัวข้อที่3.4.4 ในหน้า 14 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ตรวจพบเบื้องต้นในขณะนี้คือ

(๑) มียอดผู้เสียชีวิตรวม ๙๒ ราย๑๓ โดยเสียชีวิตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๘๙ ราย เสียชีวิตที่จังหวัดอุดรธานี ๒ ราย และเสียชีวิตที่จังหวัดขอนแก่นอีก ๑ ราย

(๒) จากการตรวจสอบจนถึงขณะทำรายงานนี้พบว่าอย่างน้อย ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ซึ่งข้อนี้ตรงกับการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในเอกสารของคอป.ที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้ง และสรุปเสนอต่อนายอภิสิทธิ์เมื่อ 20 เมษายน 2554 ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553

4.เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

นอกจากรายงานของคณะกรรมการที่อิสระเป็นกลาง(แต่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้ง)อย่างคอป.แล้ว ลองอ่านเอกสาร 2 ฉบับของฝ่ายทหาร ก็จะแจ่มชัดขึ้น


เอกสารฉบับที่ 1 การปฏิบัติการข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อเพื่อออกใบอนุญาตฆ่า
พ.อ.บุญรอด ศรีสมบัติ จากสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง เขียนเปิดเผยปฏิบัติการข่าวสารของทหาร(IO)ช่วงนปช.ชุมนุม มี.ค.-พ.ค.2553 ว่า มีปฏิบัติการสำคัญคือ มุ่งทำให้ทีวีเสื้อแดงจอมืด ปิดเวบไซต์-วิทยุชุมชน เพิ่มความน่าสะพรึงกลัวชายชุดดำแฝงในที่ชุมนุม สร้างผังล้มเจ้าเชื่อมโยงผู้ชุมนุม ตัดต่อคลิปแกนนำมาเรียงภาพใหม่ว่าชี้นำให้เผาบ้านเผาเมือง ชี้ให้สังคมเห็นว่า สถานการณ์สุกงอมที่ต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด สุดท้ายคือหาอาวุธมาแสดงว่ายึดได้จากผู้ชุมนุม และชี้ว่าทหารไม่มีการสังหารประชาชน

ผลสำเร็จคือประชาชนและสังคมสนับสนุนรัฐบาลให้ดำเนินมาตรการเฉียบขาดในการจัดการต่อผู้ชุมนุมในที่สุด หลังการดำเนินการยังมีมีสาวๆกรี๊ดกร๊าดพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ตามเฟซบุ๊คว่าเป็น"ผู้ก่อการรัก"
โดยมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ ๖๐ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๔ ( คลิ้กลิ้งค์เพื่ออ่านรายละเอียดต้นฉบับที่สมบูรณ์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y60%20b1%202554/AW-SP-69-81.pdf )

AW-SP-69-81


เอกสารฉบับที่ 2 ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค.53 "มาร์ค"สั่งกระชับวงล้อมเพื่อ"ยุติ"ไม่ใช่"เจรจา" ยอมรับใช้กระสุนจริง และพลซุ่มยิงสไนเปอร์ รบเต็มอัตราศึก

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 เป็นบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการจัดทำ”เอกสารแนวทางในการปฏิบัติทางทหาร: กรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง” จากความริเริ่มของพล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เพื่อกำหนดบทบาทของกองทัพบกในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในเมืองรูปแบบใหม่
วารสารเสนาธิปัตย์ ฉบับที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ ท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับนี้ได้ที่ลิ้งค์ http://www.cdsd-rta.net/images/stories/valasan/valasan%20y59%20b3%20year2553/lesson7.pdf


Lesson 7

โดยมีใจความสำคัญระบุตอนหนึ่งว่า

นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง จากกำลังหน่วยรบหลักของเหล่าทหารราบ เหล่าทหารม้า และหน่วยส่งกำลังทางอากาศ อย่างเช่น ร.31 รอ.ในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบในเมืองที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ หน่วยยานเกราะ ซึ่งการปรับกำลังและการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีที่สำคัญครั้งนี้ก็เป็นผลสะท้อนจากบทเรียนเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ.2553 นั่นเอง

ควรมีการศึกษาค้นหาตัวแบบที่เหมาะสมในการกำหนดพื้นที่ที่ใช้กระสุนจริง เพราะปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีประเทศใดในระดับนานาชาติที่ได้นำมาปฏิบัติในการสลายการชุมนุมที่ได้รับการยอมรับ
**********
พึงระลึกว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้ วันรุ่งขึ้นเกิดเหตุการณ์สไนเปอร์สังหารเสธ.แดง และการสังหารที่ชุมชนบ่อนไก่ และขยายวงลุกลามมาจบที่ 19 พฤษภาคม 2553

รายงานเชิงสอบสวน(Investigative news)ของไทยอีนิวส์ฉบับนี้ ไม่ขอจบลงด้วยบทสรุป หรือคำถามใดๆ ในเมื่อความจริงแต่ละบันทัดชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

"ไก่อู"แสลงใจ91ศพห่วงโยนบาปทหารฆ่า-ยันชุดดำมีตัวตนจริง

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

-เปิดคลิปจตุพรอภิปรายเอกสารลับDSIใครต้องรับผิดชอบความตาย 91 ศพ

-น้ำตาจรเข้เทพเทือกแหลที่ราชประสงค์ ผมเป็นคนสั่งการเองไม่เกี่ยวกับอภิสิทธิ์ หากผิดมาเอาผมเข้าคุกคนเดียว

-คลิป รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน ม.มหิดล วิเคราะห์1 ปี ความยุติธรรมที่หายไป

ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1จ่อเปิดแชมเปญฉลองชัย ดึงนานาชาติสังเกตโกงเลือกตั้ง-กดดันพลังพิเศษ

ดึงนานาชาติกดดัน-(บน)นปช.สหภาพยุโรปยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภายุโรปเข้าสังเกตโกงเลือกตั้ง 3 กรกฎา ซึ่งรัฐสภายุโรปพร้อมร่วมสังเกตการณ์ตามคำเชิญแล้ว (ล่าง)อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช.ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยในฝรั่งเศสพร้อมกับคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เข้าพบมองซิเออร์ฟรองซัว ซิมเมอเรย์ เอกอรรครัฐทูตด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลฝรั่งเศส เรียกร้องนานาชาติจับตาการโกงเลือกตั้ง และการฝืนเจตนารมณ์มติมหาชนของพลังพิเศษ กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2554


ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นปช.สหภาพยุโรป (UDD THAI OF EUROPE-นปช.อียู)แจ้งว่า ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ มีนัดกันที่ Brandenburger Tor ประเทศเยอรมนี ในเวลา 12.00น.เป็นต้นไป โดยได้รับเกียรติจากทนายความนปช. Mr. Robert Amsterdam เข้าร่วมกิจกรรมลุ้นผลการนับคะแนนและฉลองชัยชนะกับพี่น้องเสื้อแดงในยุโรป
UDD THAI OF EUROPE (นปช.อียู)จึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านในประเทศเยอรมนีและประเทศใกล้เคียงร่วมแสดงพลังประกาศชัยชนะของประชาชนครั้งสำคัญในประเทศไทย พร้อมทั้งประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจในประเทศไทยต้องยอมรับผลการเลือกตั้งอันเป็นเสียงส่วนใหญ่และเป็นพลังบริสุทธิ์ของประชาชนซึ่งต้องการให้พรรคการเมืองที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นที่จะก่อให้เกิดการปฎิวัติ-รัฐประหาร

ขณะที่เสื้อแดงอเมริกา(RED USA)แจ้งว่า จะจัดกิจกรรม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมาที่แอลเอ โดยมีพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาร่วมงาน รวมทั้งคุณลัดดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ และคุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล ก็ได้Skype-inจากเมืองไทยเข้ามาสนทนา ปิดท้ายด้วยการโฟนอินของอดีตรัฐมนตรีพงษ์เทพ เทพกานจนา

ทั้งนี้ทุกท่านก็มีความกังวลเหมือนกันต่อการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ว่าอาจมีรายการไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ดังนั้นคนไทยในต่างประเทศก็จะเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้นัดหมายพบปะกันเพื่อฉลองชัยชนะในหลายเมือง หลายมลรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเตรียมแชมเปญไว้พร้อมแล้ว เพราะมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง แต่หากถูกบิดเจตนารมณ์จากผู้มีอำนาจและสมุนบริวาร ก็พร้อมเคลื่อนไหวใหญ่ในระดับนานาชาติร่วมกดดันต้องเคารพมติของผู้ออกเสียงชาวไทย
บรรยากาศงานเสื้อแดงแอลเอกาเบอร์1รวมตัวเมื่อ26มิ.ย. สำหรับวันที่ 3ก.ค.จะมีงานฉลองชัยหลายรัฐทั่วUSA


แดงนานาชาติ4ทวีปเคลื่อนไหวคึกคัก

ทั้งนี้มีความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในต่างประเทศต่อการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม เป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งการยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกกต.ที่เดินทางไปดูงานในอเมริกา การสังเกตการณ์การเลือกตั้งในออสเตรเลีย กิจกรรมรณรงค์ไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 ในสหภาพยุโรป และแกนนำจากญี่ปุ่นบุกถิ่นปชป.ที่ตรัง รวมไปถึงการเรียกร้องให้นานาชาติสังเกตโกงเลือกตั้ง และกดดันให้พลังพิเศษยอมรับมติของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้
แดง4ทวีปคึกรับเลือกตั้ง-คนเสื้อแดงใน4ทวีปออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก เสื้อแดงสหภาพยุโรปชูคำขวัญ"ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1ทั้งคนทั้งพรรคให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ" และขอให้รัฐสภายุโรปสังเกตโกงเลือกตั้งสำเร็จ(บนสุด) ขณะที่เสื้อแดงอเมริกายื่นหนังสือต่อประพันธ์ นัยโกวิท ที่แว้บไปดูงานLAขอให้นับคะแนนเสียงที่เมืองนอกป้องกันโกง และเตรียมจัดฉลองชัยหลายรัฐทั่วUSA(ภาพที่2) แดงออสเตรเลียไปสังเกตการณ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ซิดนีย์(ภาพที่3) ส่วนแกนนำแดงญี่ปุ่นบุกบ้านนายชวนให้กำลังใจแดงตรังสู้ในถิ่นปชป.

จรัลพบทูตสิทธิมนุษยชนฝรั่งเศสหนุนขบวนประชาธิปไตยไทย-ยุติละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช.ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยในฝรั่งเศสพร้อมกับคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบM.Francois Zimeray l'Ambassadeur pour les droits de l'homme (มองซิเออร์ฟรองซัว ซิมเมอเรย์ เอกอรรครัฐทูตด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลฝรั่งเศส) เพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การเลือกตั้งทั่วไปใน 3 กรกฎาคม ว่าประชาชนไทยมีตวามตื่นตัวทางการเมือง และสิทธิเลือกตั้งอย่างมาก มีพรรคการเมือง 40 พรรคส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะชูนโยบายเศรษฐกิจ การปรองดองชาติ และความสงบสุขของสังคม

อาจารย์จรัลได้ให้ข้อมูลว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคู่แข่งขันหลักเพิ่มประเด็นการปราบปราม การสังหารหมู่เมื่อเดินเมษายนและพฤษภาคม ปีที่แล้ว แนวโน้มผลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างแน่นอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มปกครองที่มีอำนาจแท้จริงๆ คงจะพยายามขัดขวางการตั้งรัฐบาล อันเป็นการละเมิดสิทธิกำหนดใจตนเองของประชาชน และหลักการประชาธิปไตย ขอให้เอกอรรคทูตสนใจติดตามและมีท่าทีสนับสนุนการตัดสินใจของประชาชนไทยในัวันที่๓ กรกฎาคม ด้วย

ประเด็นที่ 2 และ 3 เกี่ยวกับการสังหารหมู่ 2553 เรื่องแรก จนถึงวันนี้ การสอบสวนและดำกเนินคดีกับผู้สั่งและผู้กระทำการเข่นฆ่าประชาชนยังไม่คืบหน้า แม้ทางแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)จะฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศมากว่า 3 เดือนแล้ว

"เราของเรียกร้องให้ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศเคารพสิทธิมนุษยชนสนใจคดีประเทศไทยด้วย มิใช่แต่ลิเบีย ซีเรีย และเยเมน"อาจารย์จรัลกล่าวกับเอกอรรครัฐทูตด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลฝรั่งเศส ทั้งนี้จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวในปารีสที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ในคราวนี้

ประเด็นสุดท้าย การใช้กฎหมายดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาจำกัดเสรีภาพทางความคิด จับกุมคุมขังนักประชาธิปไตย และทำลายฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมือง ซึ่งหนักขึ้นทุกวัน

แม้ทั้ง 3 ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องภายในประเทศไทย แต่เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อปฏิญญาสากล กติกา และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ของสหประชาติ ซึ่งบรรดารัฐสมาชิกรับรอง ให้สัตยาบัณว่าจะร่วมกันส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของพลเมืองทุกคนบนพื้นภิภพ จึงหวังว่า ประเทศฝรั่งเศสจะสนับสนุนความพยายามของนปช. หรือของบุคคลและองค์การสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

สุดท้าย คณะคนไทยได้มอบขนมชั้นและขนมเม็ดขนุนเป็นขอที่ระลึก สร้างความประทับใจแก่คณะเอกอรรคทูตด้านสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง

แดงอเมริกายื่นหนังสือกกต.ที่แว้บไปดูงานLAให้นับคะแนนที่เมืองนอกป้องกันโกง-จัดงานเตรียมฉลองชัยเพื่อไทยล่วงหน้า

เสื้อแดงอเมริกาได้ยื่นหนังสือต่อกรรมการการเลือกตั้ง นายประพันธ์ นัยโกวิท เพื่อขอให้นับคะแนนเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ณ สถานที่เลือกตั้ง เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนหีบบัตร ซึ่งนายประพันธ์ยืนยันว่าจะดำเนินการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส
เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา คนเสื้อแดงในนครลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา ได้ยื่นหนังสือต่อนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ฝ่ายบริหารการเลือกตั้ง ระหว่างเดินทางไปดูงานที่แอลเอ และผ่านสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส เรื่อง ขอเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส โดยมีรายยละเอียดดังต่อไปนี้

ตามที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา และเข้าสู่การเตรียมการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ที่จะถึงนี้นั้น โดยช่วงระยะเวลาการส่งบัตรเลือกตั้งสำหรับคนไทยที่อาศัยในเขตอาณาสถานกงสุลแอล.เอ. คือระหว่างวันที่ ๑๗-๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๔

เราในนามของประชาชนคนเสื้อแดงที่พำนักอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐต่างๆในเขตอาณาของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ขอใช้สิทธิร้องเรียน ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกประเทศเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมตามเจตนาแห่งรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงความไม่สงบสันติอันอาจจะเกิดจากการประท้วงและชุมนุมเรียกร้องของฝ่ายประชาชนที่ถูกคดโกงและบิดเบือนผลแห่งการลงคะแนนเสียง โดยการกระทำอันเห็นแก่ได้ของกลุ่มการเมือง และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลและจัดการเลือกตั้ง

จากผลของการประชุมสมัชชาคนเสื้อแดงแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๔ ในนครลอส แองเจลีส ที่ประชุมได้มีมติเป็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๕ ประการ เกี่ยวพันถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ซึ่งในมติข้อที่ ๔. ความว่า “๔. ให้มีการเลือกตั้งอย่าง บริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อให้ได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนมาบริหารประเทศ”

จึงขอเรียกร้องให้ทำการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง หลังจากสิ้นสุดระยะเวลารับบัตรเลือกตั้ง ณ สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ. อย่างเปิดเผย ต่อหน้าพยานซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ไม่ต้องส่งบัตรเลือกตั้งกลับประเทศไทย ส่งเพียงตัวเลขผลการนับคะแนนไปยังกกต. เมืองไทยเท่านั้น อีกทั้ง ขอให้ทางสถานกงสุลฯ ประกาศผลการนับคะแนนให้คนไทยที่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้รับรู้โดยทั่วกัน

พวกเรา ในนามของประชาชนคนเสื้อแดง ที่พร้อมเพรียงกันเตรียมใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งนอกประเทศ ไม่ต้องการที่จะให้การบิดเบือนและคดโกงผลการลงคะแนนเกิดขึ้นอีก ดังเช่น ที่เคยเกิดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนหีบคะแนนระหว่างการนำส่งจากต่างจังหวัดสู่ศูนย์กลาง มีการเผาบัตรเลือกตั้ง มีบัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศยังไม่ผ่านการนับตกค้างอยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์แห่งประเทศไทย และมีการนำบัตรคะแนนมาเพิ่มก่อนปิดกล่องที่หน่วยเลือกตั้งบางขุนเทียน เป็นต้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเรียกร้องนี้จะได้รับการตอบสนอง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งนอกประเทศ ในท้องที่สหรัฐอเมริกา เป็นผลสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างน้อย เป็นเครื่องแสดงว่าเราได้มาอาศัยอยู่ในสังคมที่มีจิตสำนึกแห่งประชาธิปไตยอย่างสูงส่งแล้ว เราได้ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามวัฒนธรรมทางการปกครองอันดีงามนั้นด้วย มิได้พกพาเอาความประพฤติอย่าง ไร้ยางอายที่เรียกว่าวิชามารทางการเมืองมาใช้ ให้เป็นที่อับอายแก่ชาวโลก ด้วยความต้องการเปี่ยมล้น ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ

ขอแสดงความนับถือ

คนเสื้อแดงในเขตอาณาสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส

นอกจากนั้นเสื้อแดงอเมริกาได้เตรียมงานฉลองไทยของฝ่ายประชาธิปไตยไว้ล่วงหน้า โดยขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านร่วมรับประทานอาหาร ในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค 2554 เวลา 5.00 น.(5 โมงเย็น) เพื่อร่วมฉลองชัยชนะประชาธิปไตย ฟังโฟนอินจากเมืองไทยโดย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ สส จากพรรคเพื่อไทยอีกหลายท่าน สถานที่ร้านอาหารไทยดามาการ์เด้นท์ 3109 West Irving Park Road Chicago, IL 60618-3405
(773) 588-9140

นอกจากนั้นที่แอลเอได้เตรียมการเปิดร้านอาหารไทยเปิดแชมเปญฉลองชัย เลี้ยงฉลองยาวในวันที่ 3-4 กรกฎาคม คือนอกจากฉลองชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยแล้วก็จะถือโอกาสฉลองวันชาติอเมริกาไปพร้อมกัน โดยเจ๊หน่อยสั่งลุย เจ้าของร้านอาหารไทยในแอลเอ

ส่วนวันอาทิตย์ ที่ 26 มิ.ย ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ถึง เที่ยงคืน จะมีกิจกรรมหารายได้เป็นทุนสนับสนุนกิจกรรมคนเสื้อแดงผ่านทางสไกป์ ผู้สนใจโปรดสละเวลาอันมีค่าของท่านมาร่วมสแดงความคิดเห็น ติดต่อสอบถามได้ที่คุณ สนั่น เมลโรส โทร 323-286-8722

นอกจากนั้นก็มีการเตรียมการร่วมเฉลิมฉลองชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยอีกหลายเมือง หลายรัฐทั่วอเมริกา

"คนเสื้อแดงทั่วโลก ล้อมเมืองไทยจับตาดูผลการเลือกตั้งอยู่..เวลานี้ แดงทั่วโลกนัดเวลาพร้อมกันให้ตรงกับเมืองไทยคือ เที่ยงวันอาทิตย์ 3 กค. เพื่อฉลองชัยชนะ ที่เมืองไทยจะมีนายกหญิง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร."คนเสื้อแดงในต่างประเทศแจ้งประกาศทางกระทู้ในเวบบอร์ดInternet Freedom
*******

ตัวแทนภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าสังเกตการณ์ การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย


กลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย รายงานว่า เมื่อวันที่18-19 มิถุนายน 2554 ทางกงศุลใหญ่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้จัดให้มีการเลือกตั้งตามกฤษฎีกาการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดยมี ตัวแทนผู้สังเกตุการณ์ได้มีส่วนเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเป็นไปตามกฏหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 5 (อ้างอิงตามเว็บไซด์สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง(http://www.ect.go.th/newweb/th/cooperate/) วันที่ 18 มิถุนายน 2554 ณ Metro Sydney Hotel เวลา 10:00น. ถึง 22:00น. และวันที่19 มิถุนายน ณ. วัดพุทธรังสี Anandale เวลา 9:30น. ถึงเวลา 15:30น.

โดยมีตัวแทนเข้าสังเกตการณ์ทั้งสองวันตั้งแต่ต้นจนจบ จำนวน5คน รวมถึงวันคัดแยกบัตรเพื่อจะส่งกลับไปที่เมืองไทยในวันที่22 มิถุนายน 2554 นี้ด้วย

โดยครั้งนี้นับเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งนอกราชฯ ประจำนครซิดนีย์ เฉพาะวันแรกก็มากกว่าทุกๆครั้งที่เคยมีมาแล้ว

ผู้มาใช้สิทธิส่วนมาเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน โดยบางส่วนมีปัญหาเรื่องของการลงทะเบียนและการตรวจสอบไม่พบรายชื่อ บางส่วนลงทะเบียนไ้ว้แต่ชือกลับไปปรากฏที่ประเทศอื่น ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้

จากการเข้าขอสังเกตุการณ์ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง จากกงศุลใหญ่นครซิดนีย์(พีรวิช สุวรรณประเทศ‏) และจากเจ้าหน้าที่กงศุลทุกท่าน

หมายเหตุ: ภาพถ่ายทั้งหมด ถ่ายจากนอกเขตเลือกตั้ง หรือ ก่อน หรือหลังจากกำหนดเวลาเลือกตั้ง จึงไม่ได้ผิดกฏหมายเลือกตั้งแต่อย่างใด
******

นปช.ยุโรปปลื้มEUร่วมสังเกตการเลือกตั้งตามที่ยื่นหนังสือขอ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยพร้อมให้ สหภาพยุโรป(อียู) เข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้ง

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่ทางสหภาพยุโรป(อียู)จะขอเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งว่า เท่าที่ทราบยังไม่ได้ขอมาโดยตรง แต่ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาดูกฎหมายการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องของเราในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งก็ให้ความร่วมมมือกับอียู ในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนั้นยังสามารถสอบถามอะไรกกต.ก็ได้ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ในเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกทั้งประเทศที่ขอเข้ามาก็ได้จัดให้ไปแล้ว ซึ่งก็มีบางประเทศที่อยู่ในเอเชีย ก็จัดให้ลงไปเป็นคณะหรือชุดลงไปดูกันเลยในรอบรัศมีรอบ ๆ 100 กิโลเมตร ของ กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้นปช.สหภาพยุโรป ได้ยืนหนังสือถึง ประธานสภายุโรปคือ Monsieur le President Herman Van Rompuy เรียกร้องให้ทางสภายุโรปเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากพี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ เกิดความวิตกกังวลเรื่องการโกงคะแนนเลือกตั้ง และใช้วิชามารทุกวิถีทาง รวมทั้งข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชนผู้รักประชาธิปไตยที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยที่ได้รับเสียงข้างมาก ที่มีฝ่ายประชาธิปไตยสนับสนุนเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล

สหภาพยุโรป:ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1ทั้งคนทั้งพรรคได้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ


ฝ่ายประชาสัมพันธ์ุ UDD THAI OF EUROPE (นปช.อียู)รายงานว่า UDD THAI OF EUROPE ร่วมรณรงค์เลือกทั้งคนทั้งพรรค ได้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯไพร่อินเตอร์ กาเบอร์1. ที่ประเทศเดนมาร์ก
โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีงานผ้าป่าประชาธิปไตยไทย ครั้งที่ 4 ที่ประเทศเดนมาร์ก เพื่อสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ได้ผลกระทบจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ มีพี่น้องจากเดนมาร์ก เยอรมัน ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สวีเดน เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก และเมื่อ เวลา 20.00 น.นายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินมาให้กำลังใจและร่วมทำบุญผ้าป่าด้วยเป็นเงิน 2,000 ยูโร

ช่วงนี้เป็นวาระการเลือกตั้งในประเทศไทย ทางคณะกรรมการ นปช.อียู จึงได้เน้นให้ความรู้ และวิธีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งบางคนไม่เคยใช้สิทธิ์มาก่อนจึงต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้า และได้มีการรณรงค์ให้พี่น้อง อย่านอนหลับทับสิทธิ์ร่วมออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ซึ่งพี่น้องที่มาร่วมงานในวันนั้น ทุกคนต่างต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเหมือนประเทศในยุโรปที่พวกเราอาศัยอยู่ โดยเฉพาะกระแสนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย กำลังเป็นที่จับตามองของชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก

มีการแนะนำและวิธีการลงคะแนน จากนั้นได้รับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมสนุกสนานกับการแสดงมินิคอนเสิร์ต ของศิลปินเสื้อแดง คุณแป๊ะ บางสนาน

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ได้ร่วมกันทอดผ้าป่าประชาธิปไตย ถวายวัดเป็นจำนวนเงิน 16,663โครน (เดนมาร์ก) เข้ากองทุนเยียวยาพี่น้องที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนเงิน 10,810 โครน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำไปรวมกับยอดที่ได้รับจากผ้าป่าครั้งที่ 2 , 3 ที่ผ่านมา และอีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม ที่ประเทศสวีเดน จากนั้น ทางคณะกรรมการจะเดินทางลงไปมอบให้กับพี่น้องที่เมืองไทยด้วยตนเอง

ทางเจ้าภาพ UDD THAI OF EU (เดนมาร์ก) ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องร่วมอุดมการณ์ทุกกลุ่ม ทุกเขต ทุกประเทศที่ให้เกียรติมาร่วมงาน ถ้ามีอะไรที่ทางเจ้าภาพให้การดูแลไม่ทั่วถึง และขาดตกบกพร่องไป กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้ผลบุญทั้งหมดที่ทำส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ โดยอำนาจอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง

และจบลงด้วย ไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 และประโยคฮิต ( เลือกทั้งคนทั้งพรรค ได้ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ) ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1ที่ฟินแลนด์
ก่อนหน้านี้นปช.อียูสัญจรพบปะพี่น้องที่ประเทศฟินแลนด์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรณรงค์ให้พี่น้องที่อยู่ในประเทศฟินแลนด์ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
จากการสัญจรครั้งนี้พบว่า มีพี่น้องคนไทยในประเทศฟินแลนด์จำนวนมากที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คือ คนเสื้อแดง ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องขอคืนอำนาจให้ประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่เผด็จการซ่อนรูปเหมือนที่ผ่านมา ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และร่วมกันเชิญชวนพี่น้องคนไทยในทั่วโลกให้ออกมาแสดงพลังครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาชน ไม่ใช่พรรคที่ออกมาฆ่าประชาชน

ตอนนี้กระแสผู้หญิงทั่วโลกมาแรง การที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าการเลือกตั้งในวันที่3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะฝ่าฟันกระบวนการจ้องทำลาย กลโกงต่างๆของฝ่ายเผด็จการอำนาจมืดไปได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าคะแนนจะมาเป็นอันดับหนึ่งก็ต้องลุ้นกันอีกยกหนึ่งว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยได้หรือไม่ ดังนั้นคนไทยในทุกมุมโลกจึงจะร่วมกันจับตามองและเคลื่อนไหวกดดันให้ชนชั้นนำคายอำนาจ และยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หากมีการขัดขวางโดยมิชอบ เราก็จะออกมารณรงค์ทั่วโลกต่อไป

ก่อนจบงานแยกย้ายกันกลับที่พัก ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า เข้าคูหากาเบอร์ 1 และไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

แกนนำแดงญี่ปุ่นบุกบ้านชวนที่ตรังหวั่นโกงเลือกตั้ง

นายรัตน์ ภู่กลาง แกนนําคนเสื้อดงจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า คุณฌมารินทร์ ฮะตะ หรือ “เจี๊ยบ เจเปน” แกนนำThai Red Japan กลุ่มเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น ซึ่งมีอาชีพเป็นล่ามอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาเยี่ยมกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดตรัง โดยมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของคนเสื้อแดงในประเทศญี่ปุ่น และจังหวัดตรัง ด้วยการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นางฌมารินทร์กล่าวว่า อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่า 27ปี มีอาชีพเป็นล่าม เดิมเป็นคนจังหวัดราชบุรี รักและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มานานมาในระยะหลังมีการเคลื่อนไหวจะจัดตั้งกลุ่มคนเสื้อแดงขึ้น โดยตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธาน “กลุ่มไทยเรดเจเปน”ขณะนี้มีสมาชิกแบ่งไปตามจังหวัดต่างๆรวม 5 จังหวัด กว่า 400คน มีการจัดกิจกรรมพบปะประสานให้ความรู้ด้านกิจกรรมทางการเมืองแก่สมาชิกด้วยการพบปะและโพนอินแก่กัน

“ที่ผ่านมาคนไทยในประเทศญี่ปุ่นเมือจากบ้านเกิดเมืองนอนมา การมาอยู่ต่างแดนไกลบ้าน จึงอยากฝากพ่อแม่พ่อแม่พี่น้องรวมถึงญาติมิตรให้แผ่นดินกับรัฐบาลนั้นๆ และควรเป็นรัฐลบาลที่ดี โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นเอาคนที่ทำงานได้จริง คนทำงานไม่จริงจะไม่เอา ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจญี่ปุ่นรู้จักกันเป็นอย่างดี มีการพัฒนาประเทศสู่ระดับอินเตอร์ คนไทยในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจีงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อสนับสนุนใหก้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้”

เจี๊ยบ เจเปน กล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มเรดเจเปน เป็นห่วงต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็คือ วิธีการเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ตนเชื่อมั่นในสถานทูต แต่ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าใบเลือกตั้งที่ส่งทางไปรษณีย์มายังประเทศไทย จะเป็นบัตรเดียวกันหรือไม่ จึงรณรงค์ให้กลุ่มคนเสื้อแดงในญี่ปุ่นอย่าใช้สิทธิ แต่ก็ถือเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลว่าจะเลือกตั้งหรือไม่

นายรัตน์กล่าวว่า ได้เปิดซอยโรสอินเป็นที่รวมกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดตรัง ต่อไปจะเป็นสัญญลักษณ์ของคนเสื้อแดง ตนจะทำทุกอย่างเพื่อพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีความศรัทธาในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก จะทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามคนเสื้อแดงจังหวัดตรังอย่าต่อเนื่อง ทั้งก่อน ขณะและหลังเลือกตั้ง คนกลุ่มเสื้อแดงในซอยโรสอิน มีทั้งนักธุรกิจ มอเตอร์ไซค์รับจ้างรวมไปถึงหมอนวด ขณะนี้มาสมาชิกกว่า 1,000 คนแล้ว

พวกมึงเป็นใคร?แก๊งชะนีกับลูกอีแอบ


โดย หรี่ฟุน
29 มิถุนายน 2554


พี่น้องประชาชนคนไทยทั่วโลกและลูกไพร่ในแผ่นดินไทย ที่มีใจเป็นธรรม รักษาประชาธิปไตยด้วยชีวิต ขอให้ทุกท่านจงจดจำบุคคลเหล่านี้ไว้ และคอยดูว่าประเทศไทยเป็นของพวกกระจอกพวกนี้หรือเป็นของประชาชนกันแน่?

วันที่ 28 มิถุนายน ที่โรงแรมสยามซิตี กลุ่มสยามสามัคคี นำโดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายสมชาย แสวงการ พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายวรินทร์ เทียมจรัส อดีต ส.ว.สรรหา นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย นายสันติสุข โสภณสิริ นักวิชาการ (ผัวนางรสนา โตสิตระกูล กลุ่ม40สว.)พล.อ.ภาษิต สนธิขันธ์ อดีตรอง ผอ.คมช. ร่วมกันออกมารณรงค์แจกใบปลิวสติ๊กเกอร์ โดยใช้สโลแกนว่า

"3 กรกฎา ไปเลือกตั้ง ไม่ให้คนเลวปกครองบ้านเมือง
ไม่เลือก...คน...เผาบ้านเผาเมือง ไม่เลือกพวก...เคืองแค้นสถาบัน"

พร้อมกับออกแถลงการณ์ว่า "3 หายนะ 3 ข้อเรียกร้อง " คือ
1. หายนะอันเนื่องมาจากการคุกคามสถาบัน
2.หายนะภัยจากการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากอาศัยคะแนนเสียงจากประชาชนมาลบล้างความผิด และ
3.หายนะภัยจากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่มีการเผาบ้านเผาเมือง

ตอนนี้ยิ่งลักษณ์ว่าที่นายกฯหญิงเขาประกาศวิสัยทัศน์2020ล่วงหน้าไปอีก 10 ปี เวรตะไลพวกนี้ยังวนเวียนอยู่แถวตาตุ่มอำมาตย์ คอยรับงานหาเศษหาเลย

ทยอยออกมาให้หมด จากแก้วสรร หมอตุลย์ ประยุทธ์เหล่ ซีดีโจมตีทักษิณ มายันดร.อาทิตย์ สยามสามัคคี...ไหนมีอีกมั๊ย? ก่อนถึงวันที่ 3กรกฎา ใครแอบเสาไฟฟ้าอยู่ ให้โชว์ตัวให้หมด ชาวบ้านเขาอยากดูน้ำหน้า

อยากท้าทาย อยากวัดใจ ประชาชน วันที่ 3 กรกฏา พบกัน หลังจากนั้นประเทศชาตจะเดินไปสู่เส้นทางไหน สิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะรู้ แต่พวกมึงไม่มีสิทธิที่จะรู้....

รหัยนัยจากสงค์เสี้ยมแอนด์เดอะแก๊งส์ชะนีกับอีแอบ

เหตุที่ซีไอเอสงค์หน้าเสี้ยมฟันดำออกมาเขย่าขวัญหนนี้ แล้วคนหันมาเงี่ยหูฟัง ก็เพราะเคยออกมากระแอมกระไอหนก่อนงแล้วเกิด"แม่นขึ้นมาเหมือนตาเห็น" เนื่องจาก"การข่าว"วงในดี

ช่วงนี้ไปอีกไม่กี่วันก็จะเลือกตั้ง นับเป็นห้วงเวลาสุกดิบ แต่ก็มีพวกสุกๆดิบๆยังเพ้อฝันจินตนาการจะล้มเลือกตั้ง เพราะเดินหน้าไปยังไงก็แพ้ ก็ขอล้มกระดานมันเสียเลย

ตอนแรกเป็นนายประพันธ์ คูณมี ไปพ่นไว้บนเวทีพันธมิตร ณ มัฆวานมาเป็นเวลานานสองนานว่า อย่าได้ปักใจไปเสียทีเดียวว่าจะมีเลือกตั้ง เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ พลิกผันไปได้ตลอด แต่หากมีเลือกตั้งจริงๆก็โหวตNOนะพี่น้องเอ๊ย..( ฮา ! )

ล่าสุดนี่เป็นลูกพี่ของนายประพันธ์ คือนต.ประสงค์ สุ่นศิริ ฉายา ซีไอเอหน้าเสี้ยม ออกมาพ่นว่า

"การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นแสงสว่าง หากจะให้ทุกอย่างคลี่คลายต้องเป็นหลังการควบคุมสถานการณ์ และมีเหตุการณ์ชั่วคราวเกิดขึ้น เพราะอยู่ดีๆ จะให้ดีขึ้นมาทันทีไม่ได้ ซึ่งผมขอไม่พูดต่อ

อยากให้รอดูก่อนการเลือกตั้ง อาจมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ยังมองปรากฏการณ์เลือกตั้งครั้งนี้อีกว่า เป็นการแข่งขันระหว่างคน 2 พวก คือ พวกแก้ไข ไม่แก้แค้น และพวกไม่ทำอะไร ดีแต่พูด หรืออีกชื่อคือพวกที่ทำแพลงกิ้งไปวันๆ ส่วนพรรคอื่นเป็นเพียงพรรคไม้ประดับ ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งจะเป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าไม่กี่วันจะเป็นวันลงคะแนนเสียงแล้วก็ตาม แต่เราไม่ทราบว่า 2-3 วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง "

พูดง่ายๆว่า มาชักใบให้เรือเสียว่าจะมีการล้มการเลือกตั้ง แต่ก็อุตส่าห์กั๊กไว้ว่า ถึงจะมีเลือกตั้งแล้ว ก็จะมีเรื่องตามมาได้อีก

ผมเชื่อว่าภายหลังการเลือกตั้งบ้านเมืองยังไม่สงบ เพราะไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะมีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหว เช่น นักวิชาการที่ไม่เอาระบอบทักษิณออกมาต่อต้านหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และมีประชาชนเสื้อแดงออกมาหากมีรัฐบาลชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนการยุติความไม่สงบนั้น ผมมองว่าแนวทางการปฏิวัติต้องเกิดขึ้นแต่จะเป็นรูปแบบใหม่คือทหารหนุนหลังประชาชนทำปฏิวัติ

เหตุที่ซีไอเอสงค์หน้าเสี้ยมฟันดำออกมาเขย่าขวัญหนนี้ แล้วคนหันมาเงี่ยหูฟัง ผิดกับการที่ไม่ใคร่ใส่ใจไยดีกับการพ่นของนายประพันธ์ผู้เป็นสมุนก็เพราะเคยออกมากระแอมกระไอหนหนึ่งแล้วเกิด"แม่นขึ้นมาเหมือนตาเห็น"

ก็หนก่อนจะมีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไงครับ หนนั้นมีการยุบสภา เตรียมเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคม นายกฯทักษิณบินไปประชุมสหประชาชาติแบบสบายใจ อยู่ทางเมืองไทยซีไอเอสงค์เสี้ยมให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า "อย่าว่าแต่จะได้เลือกตั้งเลย ไปUNหนนี้ทักษิณไม่ได้กลับเมืองไทยซะด้วย!"...แม่นเพราะ"การข่าววงใน"ครับ

มาหนนี้ใช่ว่าจะไร้มูลซะทีเดียว จากการกรองข่าวแล้ว ผมได้เบาะแสมาว่า ซีไอเอสงค์เสี้ยมได้ไปพบเจ๊ราชนิกูลคนดัง คือ ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ที่บ้าน แล้วก็มีเจ๊ๆไฮโซอย่างกาญจนี วัลยะเสวี และเจ๊ๆคุณหญิงคุณนายอีก 4-5 คนที่เคยออกมาทำหนังสือทูลเกล้าฯขอนายกฯม.7 และต่อมาร่วมมือกับพันธมิตรไล่ทักษิณ มาสุมหัวคุยสถานการณ์การเมืองกัน
คล้อยหลังได้ 3-4 วัน ประสงค์เสี้ยมก็โผล่ออกมาให้สัมภาษณ์ ในลักษณะดังกล่าวคือ อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง หรือหากมีก็เจอปฏิวัติประชาชนที่ทหารหนุนหลังในภายหลังอีก

ก็ถือโอกาสบอกเล่าเก้าสิบสู่กันฟังแล้วกันครับ และขอถือโอกาสเตือนสงค์เสี้ยมแอนด์เดอะแก๊งส์ไว้เสียในโอกาสนี้ว่า ทำผิดคิดชั่วอะไรไว้ หน้าต่างมีหูประตูมีตา คราวนี้ไม่หมูเหมือนคราวนั้น

เหตุการณ์ผ่านมา 5 ปี ประเทศไทยที่พวกเอ็งปู้ยี่ปู้ยำไว้นั้น มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว