วันเสาร์, เมษายน 30, 2554

1 พฤษภาคม - วันกรรมกรสากล


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 พฤษภาคม 2554
เพื่อรำลึกพลังการต่อสู้ของกรรมกรเพื่อปลดแอกการกดขี่ขูดรีด ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอบทความและข้อเสนอต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับวันกรรมกรสากลตลอดวันที่ 1 พฤษภาคม 2554

การต่อสู้ของกรรมกรในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั้วทั้งในยุโรป รัสเซีย ออสเตรเลีย และอเมริกา แต่การขยายการต่อสู้จนเป็นวันกรรมกรสากลได้ถูกจุดประกายโดยการต่อสู้ของคนงานที่รับรู้กันว่า "การสังหารหมู่ที่เฮย์มาร์เก็ต (Haymarket massacre)" ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2429 (1886) เป็นการประท้วงยืดเยื้อมานับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2429 ซึ่งเป็นวันที่มีการกำหนดกันไว้เมื่อสองปีก่อนว่าขบวนการแรงงานที่สหรัฐฯ จะประท้วงทั่วประเทศเรียกร้องระบบการทำงาน 3 แปด (8 ชั่วโมงการทำงาน - 8 ชั่วโมงศึกษาเรียนรู้ และ - 8 ชั่วโมงนอนหลับพักผ่อน)

ขบวนการแรงงานรวมกันหลายแสนคนประท้วงในทุกหัวเมืองอุตสาหกรรมและการค้าหลัก โดยจุดประท้วงหลักคือการสไตรค์ของคนงานที่ชิคาโกหลายหมื่นคนที่ประท้วงการปิดงานของนายจ้าง

แกนนำคนงานได้ทำแผ่นป้ายแจกจ่ายจำนวนมากเพื่อนัดประท้วงสนับสนุนคนงานที่สไตรค์ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2429 เหตุการณ์รุนแรงเมื่อมีคนโยนระเบิดแป็บเข้าไปยังตำรวจที่กดดันให้ผู้ประท้วงสลายตัว ส่งผลให้นายตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ตำรวจระดมยิ่งใส่ฝูงชนทันที และในความสับสนก็ยิงใส่กันเองโดยไม่ตั้งใจด้วย การปะทะกินเวลาประมาณ 5 นาที ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บกว่า 60 คน และผู้ประท้วงเสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน เพราะคนบาดเจ็บไม่กล้าไปหาหมอเพราะกลัวถูกจับกุม

ตำรวจจับแกนนำ 8 คน และศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตแกนนำ 7 คน และสั่งขังแกนนำ 1 คนเป็นเวลชา 15 ปี ขบวนการแรงงานทั่วสหรัฐฯและทั่วโลกประท้วงไม่พอใจการพิจารณาคดีครั้งนี้ ที่เอียงกะเท่เร่เข้าข้างนายทุนและตำรวจ มีการอุธรณ์คดีอย่างเต็มที่ แต่ในศาลสุดท้ายก็ยังคงสั่งตัดสินประหารชีวิต 5 คน(หนึ่งคนฆ่าตัวตายในคุกก่อนวันประหาร) และจำคุกตลอดชีวิต 2 คน

การตัดสินคดีครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินอย่างไร้ความยุติธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

ภาพ 7 คน ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในศาลชั้นแรก

และนี่ก็คือจุดกำเนิดของขบวนการกรรมกรสากล เมื่อชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น แต่ทั่วโลกรวมตัวกันเพราะสุดทนกับความอยุติธรรมของกระบวนการการเมืองที่กำกับโดยชนชั้นสูง และการกดขี่ขูดรีดกรรมกรอย่างไร้มนุษยธรรมของนายทุนทั้งหลาย อันมีจุดเริ่มมาตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2429

ภาพงานลำลึก 100 ปี เหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่เฮย์มาร์เก็ต ที่ Waldheim Cemetery, Forest Park (outside Chicago) เดือนพฤษภาคม 2529 1986

ที่มา Wikipedia, Haymarket_affair

ด้านหลังรอยยิ้ม

1 พฤษภาคม“วันกรรมกรสากล”:สามัคคีคนเสื้อแดงสร้างประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ

ขบวนการแรงงานส่วนหนึ่งก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ”ผู้นำขุนนาง” ที่ชักชวนคนงานให้นิยมชมชอบสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยมและระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งๆที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการสร้างขบวนการแรงงานให้ก้าวหน้า ดังนั้น ผู้ใช้แรงงานจึงต้องอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย กรรมาชีพจึงต้อง “สีแดง” เท่านั้น

โดย เปลวเทียน ส่องทาง
30 เมษายน 2554


1.“วันกรรมกรสากล” มิใช่ “วันแรงงานแห่งชาติ”

“วันกรรมกรสากล”กำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2433 เพื่อรำลึกถึงจิตใจกล้าสู้กล้าเสียสละแม้กระทั่งชีวิตของชนชั้นแรงงานทั่วโลก เป็นการรำลึกถึงและสืบทอดเจตนารมณ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้

เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเป็น “ระบบสามแปด” หมายถึงทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง อันเป็นการสะท้อนถึงชีวิตมนุษย์ที่ต้องการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ได้รับความยุติธรรม มีเวลาพักผ่อนร่างกายจิตใจ และพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์

“วันกรรมกรสากล” ถูกชนชั้นปกครองอำมาตย์ไทย ได้บิดเบือนให้กลายเป็น “วันแรงงานแห่งชาติ” เพื่อให้ผู้ใช้แรงงาน ถูกครอบงำด้วยอุดมการ “พระเดชพระคุณ” เหนือกว่าว่า อุดมการ “ชนชั้น” เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก

และเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานสยบยอมจำนนต่ออำนาจที่เหนือกว่า มากกว่าการตระหนักถึงการกดขี่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “หุ่นยนต์” หรือ “สินค้า” ในระบบทุนนิยม

ยุทธศาสตร์การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานไทย(ทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม แรงงานภาคบริการ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ แรงงานภาคเกษตรกรรม) ในขั้นตอนเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงดำรงอยู่ในสังคมไทยทางภววิสัย

ผู้ใช้แรงงานจึงต้องเข้าร่วมต่อสู้สามัคคีกับชนชั้นต่างๆในการสร้าง”ประชาธิปไตย” เพื่อลดทอนอำนาจของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ปลดปล่อยสิทธิเสรีภาพ

“ประชาธิปไตย” เป็นการปกครองที่ประชาชนทุกคนเลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศได้ด้วยตนเอง

ทุกคนเท่ากัน หมายถึงทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ไม่ว่าเป็นเศรษฐีหรือยาจก เป็นนายทุนหรือผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นชาติกำเหนิดผู้ดีหรือไพร่ผู้ยากไร้

อำนาจสูงสุดในการปกครองบริหารประเทศ หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มาจากประชาชน

ประชาธิปไตยจักควบคู่กับสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ในการพูด การเขียน ในการรวมกลุ่มจัดตั้ง จึงสำคัญสำหรับผู้ใช้แรงงานที่มีสิทธิจัดตั้งองค์กรตนเองได้อย่างเสรี

ถ้ามีการปกครองแบบอำนาจนิยมเผด็จการ ปกครองแบบอำมาตยาธิปไตย ผู้ใช้แรงงานมักจักถูกริดรอนสิทธิ์ เช่น

ยุคสมัยการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ที่มีการจับกุมคุมขังนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยุคหลังรัฐประหาร 23 กุมพาพันธ์ 2534 ที่มีการออกกฎหมายทำลายสหภาพแรงงานโดยแยกแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากแรงงานภาคเอกชน

ยุคสมัยรัฐบาลอำมาตย์สุรยุทธ์-รัฐบาลอภิสิทธิ์ชนปัจจุบัน ก็เคยใช้พระราชบัญญัติฉุกเฉินกำจัดขอบเขตการชุมนุม ตลอดทั้งมีการใช้อุปกรณ์ทำลายโสตประสาทริดรอนสิทธิการชุมนุมของผู้ใช้แรงงานและประชาชน

ดังนั้น ผู้ใช้แรงงานจึงต้องอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย

กรรมาชีพจึงต้อง “สีแดง” เท่านั้น

2. รัฐสวัสดิการคืออะไร? สำคัญต่อผู้ใช้แรงงานและสังคมไทยอย่างไร?

มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในรัฐๆหนึ่ง ไม่ว่ามีอาชีพ ฐานะ ชนชั้นใดๆก็ตาม ล้วนเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมสร้างบ้านแปลงเมือง รัฐในฐานะผู้เก็บภาษี และเกณฑ์ทหาร จึงต้องมีหน้าที่สร้างหลักประกันพื้นฐานให้พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

หลักประกันพื้นฐาน ตั้งแต่จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ที่รัฐต้องมีหน้าที่ เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การรักษาพยาบาล รายได้ สาธารณูปโภค เป็นต้น

โดยการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีรายได้ มิใช่เก็บจากภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างที่เป็นอยู่ และต้องลดการใช้จ่ายงบประมาณกองทัพที่เกินตัว งบประมาณที่ไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม งบความมั่นคงที่เอามาใช้ทำลายฝ่ายประชาธิปไตย งบประมาณที่ฟุ่มเฟือยทั้งหลาย

หลักประกันพื้นฐานนี้มิใช่ “ประกันสังคม” ที่ผู้ใช้แรงงานต้องจ่ายเงินสมทบ

มิใช่ “สวัสดิการชุมชน” ตามแนวทางขุนนางเอ็นจีโอ

หลักประกันพื้นฐานนี้ เรียกว่า “รัฐสวัสดิการ”

หลักประกันพื้นฐานนี้มิใช่ “ประชานิยม” ที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการ

แต่ “รัฐสวัสดิการ” เป็นหลักประกันพื้นฐานที่เป็นระบอบเดียว ครบวงจร เท่าเทียม และเสมอภาคสำหรับทุกคน

3. รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น?

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่มีผู้ใช้แรงงานเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิด “รัฐสวัสดิการ” นั้น เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าในประเทศอังกฤษ อเมริกา สแกนดิเนเวีย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซูเอล่า

การเมืองการปกครองในประเทศนั้นๆ ล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ทำให้พรรคการเมืองได้แข่งขันนโยบายหาเสียง หรือทำให้ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิเสรีภาพรวมกลุ่มเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการต่อพรรคการเมือง หรือผู้ใช้แรงงานจัดตั้งพรรคแข่งขันลงเลือกตั้งเอง

ดังนั้น รัฐสวัสดิการจึงเกิดขึ้นได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น มิอาจเกิดขึ้นได้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมเผด็จการและระบอบอำมายาธิปไตย

4. ยกระดับการต่อสู้ จาก “ลัทธิสหภาพ” สู่ “จิตสำนึกทางการเมืองทางชนชั้น”

สภาพการดำรงอยู่ที่เป็นจริงของขบวนการแรงงานไทย มีความโน้มเอียงที่ต่อสู้เพียงการต่อสู้ในชีวิตประจำวันและในทางเศรษฐกิจ ระดับโรงงาน หรือตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ”ลัทธิสหภาพ”

แม้ว่าจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของขบวนการแรงงาน แต่ก็มิอาจเพียงพอในการต่อสู้ที่ก้าวหน้าและต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อรัฐสวัสดิการ เพื่ออนาคตชีวิตที่ของผู้ใช้แรงงานที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับชนชั้นอื่นๆ

ขณะที่ขบวนการแรงงานส่วนหนึ่งก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ”ผู้นำขุนนาง” ที่ชักชวนคนงานให้นิยมชมชอบสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยมและระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งๆที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการสร้างขบวนการแรงงานให้ก้าวหน้า และคัดง้างกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนไปข้างหน้า

รวมทั้งผู้ใช้แรงงานที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้นำแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยการเอาผู้ใช้แรงงานเป็นเพียงฐานสมาชิกเพื่อการไต่เต้าตำแหน่งในรูปแบบต่างๆ โดยเป็นผู้รับใช้รัฐมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน ผู้นำแรงงานบางคนบางส่วนภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากเอ็นจีโอขุนนาง เช่น สสส. ก็เป็นเพียงการสร้างภาพ ใช้การต่อสู้แบบล๊อบบี้ ประนีประนอมในประเด็นข้อเรียกร้องที่ผู้ใช้แรงงานมักจะเสียเปรียบ มากกว่าการคิดการสร้างขบวนการแรงงานให้เป็นองค์กรนำรวมหมู่ มีประชาธิปไตยขององค์กร และมีพลังอย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้น ขบวนการแรงงานสายก้าวหน้า จักสืบทอดเจตนารมณ์ของ “วันกรรมกรสากล” จึงต้องจัดองค์กร จัดตั้ง จัดศึกษา ขยายสมาชิก ช่วงชิงมวลชนพื้นฐานที่ถูกกรรมกรผู้นำกรรมกรขุนนางครอบงำอยู่ เปิดโปงธาตุแท้ผู้นำกรรมกรขุนนางเหล่านั้น

ช่วงชิงมวลชนพื้นฐานองค์กรแรงงานที่ขุนนางเอ็นจีโอฉวยใช้อยู่

ขยายมวลชนผู้ใช้แรงงานให้เติบใหญ่ทั้งปริมาณและคุณภาพ ยกระดับสู่ “จิตสำนึกทางการเมืองทางชนชั้น”

แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกับฝ่ายประชาธิปไตย

“สามัคคีคนเสื้อแดงเพื่อสร้างประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ”

………………

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อนิจจังวัฏสังขารา พันธมารพะงาบๆเจียนตาย เห็บสหภาพรัฐวิสาหกิจโดดหนีล้อฟรีพร้อมเคราแพะ

-ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:วันกรรมกรสากล และวันจอดับ

จับสมยศยัดข้อหาหมิ่นฯสกัดล่า1หมื่นชื่อเลิก112


คลิปการแถลงข่าวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในนามเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) หยุด 112 หยุดคุกคามประชาชน เราต้องการเสรีภาพ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 ณ สำนักงาน Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยจะรวบรวมรายชื่อ 10,000ชื่อยกเลิกม.112 ล่าสุดโดนจับด้วยม.112


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 เมษายน 2554

สมยศ พฤกษาเกษมสุข (กลาง)ขณะประชุมเครือข่ายประชาธิปไตยเพื่อรณรงค์ยกเลิกม.112 แต่ล่าสุดโดนจับกุมด้วยข้อหานี้เสียเอง

คลิปวิดิโอการจับกุมสมยศ

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และเลขาธิการเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.)ถูกตำรวจจับกุมเช้าวันนี้ ขณะพากลุ่มนักท่องเที่ยวไปทัวร์กัมพูชาบริเวณด่านปอยเปต โดยตำรวจแจ้งข้อหากระทำผิดมาตรา 112 ขณะที่กรุ๊ปทัวร์ที่เหลือตำรวจปล่อยให้เข้าไปท่องเที่ยวในกัมพูชาได้

ตำรวจควบคุมตัวนายสมยศเข้ากรุงเทพฯ คาดว่าจะนำมาดำเนินคดีที่DSI ราว16.00น.วันนี้ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้นัดรวมตัวกันให้กำลังใจ และเรียกร้องปล่อยตัวที่หน้าDSI

ทั้งนี้สำนักข่าวTPNewsรายงานว่า ตำรวจตั้งข้อหาเขาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น อาจสืบเนื่องมาจากการจัดทำหนังสือ"Voice of Taksin"ซึ่งถูกปิดตัวไปนานแล้วจากการที่ตำรวจเข้ายึดโรงพิมพ์ โดยกล่าวหาว่าหนังสือดังกล่าวทำผิดต่อม.112

นายสมยศ กล่าวเปิดเผยทางโทรศัพท์ภายหลังถูกจับกุมว่า เขาถูกกักตัวที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ปอยเปต(ฝั่งไทย)และ ตม.กำลังประสานงานกับ DSI อยู่ ระหว่างถูกควบคุมตัวเขาสบายดี ถ้า DSI เป็นฝ่ายแจ้งข้อหาให้จับกุม ก็คงจะติดคุกซักสาม-สี่วัน แล้วก็จะประกันตัวออกมา แต่ถ้ามันไม่ให้ประกันตัวก็คงติดคุกยาว และกล่าวทิ้งท้ายว่า"ไม่เป็นไร คนอยู่ข้างนอก ก็สู้กันต่อไป..ที่จะรวบรวมรายชื่อ10,000ชื่อยกเลิก112ก็ยังมี คปต.ดำเนินงานกันต่อไป"

นายสมยศกำลังอยู่ในช่วงรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 โดยเพิ่งจัดแถลงข่าว"หยุด 112 หยุดคุกคามประชาชน เราต้องการเสรีภาพ"เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ณ สำนักงาน Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยประเด็นสำคัญในการแถลงข่าวคือ

1. คัดค้านการคุกคามเสรีภาพประชาชนในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นเชิงสาธารณะภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย และการกระทำใดๆ ก็ตามที่ขัดต่อหลักกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2. เรียกร้องและผลักดันให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งในปัจจุบันฝ่ายเผด็จการได้ใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม สิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยทางเครือข่ายฯ ได้จัดทำแบบให้ประชาชนร่วมลงชื่อขั้นต่ำ 10,000 ชื่อ (ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) เพื่อยกเลิกมาตรา 112 ผ่านทางรัฐสภา

3. คปต. จะจัดเวทีปราศรัยในวันครบรอบ 1 ปี การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ณ ลานบริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี เวลา 17.00–23.00 น.

นายสมยศเคยถูกจับครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม 2554 พร้อมกับดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ข้อหาขัดพรก.ฉุกเฉิน โดยถูกนำไปขังไว้ในค่ายทหารราว 10 วันก่อนได้รับการปล่อยตัว

เขากล่าวในการแถลงข่าวเมื่อ 25 เมษายนที่ผ่านมาว่าการเคลื่อนไหวยกเลิกม.112ด้วยการรวบรวมรายชื่อ 10,000รายชื่อเสนอผ่านทางรัฐสภา เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็หวังว่าตำรวจจะไม่ดำเนินคดีกับเขาด้วยม.112 แต่ท้ายสุดก็มีการดำเนินคดีนายสมยศในคดีดักงล่าว

กลุ่มผู้สนับสนุนนายสมยศได้นัดหมายกันทางเฟซบุ๊คไปรวมตัวกันรอที่หน้าDSIเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมยศ "ข่าวด่วนพี่สมยศถูกจับข้อหา 112 ที่ด่านอรัญ ตอนนี้ตำรวจกำลังนำตัวมาที่ดีเอสไอ ใครว่างเจอกันหน้าดีเอสไอ"เฟซบุ๊คของผู้ใช้นามว่าคำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลงระบุ

*******


ข่าวเกี่ยวเนื่อง:สมยศไม่ได้ประกันคดีหมิ่นฯยันสู้ต่อยกเลิก112 ทนายเผยเกมการเมืองช่วงเลือกตั้งเจตนาโยงทักษิณ


-กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ย้ำดันต่อล่าชื่อยกเลิก ม.112 -จี้องค์กรสื่อออกโรงป้องคนทำสื่อ

แดงชิคาโกถึงแดงทั่วโลกเตรียมต้านภัยรัฐประหาร


จดหมายเปิดผนึกจากสหพันธ์เพื่อประชาธิปไตยไทย ณ นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา
เรียน พี่น้องเสื้อแดง และมวลมิตรแห่งประชาธิปไตยไทยทั่วโลก


จดหมายฉบับนี้เขียนวิงวอนขอความร่วมมือจากท่านทั้งหลายอย่างเร่งด่วน ช่วยกันรณรงค์โน้มน้าวต่อรัฐบาลในประเทศที่ท่านพำนักอยู่ทั่วโลก ให้ไม่ยอมรับรองรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหากจะเกิดขึ้นใหม่ในเมืองไทย ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง

ท่านทั้งหลายคงทราบดีว่า ระหว่างที่เราเฝ้ารอการเลือกตั้งที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในสองเดือนข้างหน้า ก็ปรากฏกระแสการยึดอำนาจทางการเมืองขึ้นอย่างร้อนแรง เพื่อที่ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พรรรคเพื่อไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงนั้น จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้

ความเป็นไปได้เช่นนั้นทำให้กลุ่มผู้ครองอำนาจเกิดความหวาดระแวง อันเนื่องมาจากพวกทหาร และอำมาตย์ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนเอาไว้มากมาย เหมือนคนขี่หลังเสือกลัวว่าถ้าโดดลงแล้วจะถูกเสือกิน เช่นนี้ขบวนการประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงจึงเป็นเป้าหมายเพื่อการทำลายล้าง

ขณะเดียวกันปรากฏสัญญานของการข่มขู่ก้าวร้าวต่อขบวนการประชาธิปไตย โดยการที่ทหารออกมาตบเท้าสำแดงพลังตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่เพียงกรณีคุกคามต่อ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และบรรดาผู้ที่ต่อต้านกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น แต่เป็นไปได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมทางทหารเพื่อกระทำการลึกล้ำบางอย่าง

การปะทะที่บริเวณชายแดนระหว่างกำลังทหารไทย และเขมร ไม่เพียงเป็นปัญหาขัดแย้งรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน หากเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างสถานการณ์ที่เป็นปัญหาภายในประเทศ วิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงนับสิบแห่งถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปตรวจค้น

ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางว่าจะมีการรัฐประหาร จะทำกันเพื่ออะไร เพราะเป็นไปได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรจะกลับคืนสู่อำนาจเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และจะทำให้พวกแม่ทัพนายกองทั้งหลายตกที่นั่งลำบากต่อปัญหาการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เราทราบกันดีว่า เราจะยอมให้การเมืองไทยเหลวแหลกลงไปกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว เราขอวิงวอนท่านทั้งหลายได้โปรดช่วยกันรณรงค์ และเรียกร้อง มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ไปทั้งโลก ในการสกัดกั้นไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้นอีก

เรามีความยินดีจะเรียนให้ทราบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ระหว่างที่ดร.สุนัย จุลพงศธร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง และ ดร. จรัล ดิษฐาอภิชัย ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้มีโอกาสพบกับกลุ่มฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติเพื่อกิจการระหว่างประเทศ (เอ็นดีไอ) มูลนิธิเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นอีดี) และสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน ได้มีการสนทนากันในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งความวิตกต่อผลของรัฐประหารที่คาดว่าจะเกิด และความปรารถนาที่จะเห็นการเลือกตั้งอันบริสุทธิ์ยุติธรรม

ทั่วโลกตระหนักกันอย่างถ่องแท้แล้วว่าในยุคสมัยแห่งโลกาวิวัฒน์นี้ เพียงประชาธิปไตยแท้จริงเท่านั้นที่เป็นหลักประกันให้แก่ความมั่นคง ความเชื่อล้าหลังที่สนับสนุนแนวทางเผด็จการ และราชาธิปไตยสุดโต่งควรสิ้นสลายไร้คุณค่าไปนมนานแล้ว

พี่น้องที่รักทั้งหลาย เราไม่สามารถรั้งรออะไรอีกต่อไปได้ เราจำเป็นต้องประกาศให้โลก และรัฐบาลในประเทศของท่านรับทราบความจริงโดยถ้วนทั่ว

โปรดเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกับพี่น้องเสื้อแดงในอเมริกาประกาศไม่เอารัฐประหาร ต่อต้านเผด็จการทหาร และโอบรับการเลือกตั้ง

เราเข้าใจดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็มั่นใจเสมอว่าถ้าเราร่วมมือกันได้ก็จะประสพความสำเร็จ หวังว่าทุกท่านจะตอบรับอย่างเต็มใจ

ด้วยความปรารถนาดี

สหพันธ์เพื่อประชาธิปไตยไทย (เสื้อแดงอิลลินอยส์ เป็นองค์การไม่ค้ากำไร -เอ็นพีโอ และองค์กรเอกชน –เอ็นจีโอ ของอเมริกา)โดยการสนับสนุนของเสื้อแดงอเมริกา

*******
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Union for Thai Democracy Chicago, Illinois U.S.A.
April 26, 2011
Dear Red Shirt Brothers and Sisters, and Friends of Thai Democracy:


Please take this letter as an urgent appeal for your help in Lobbying, Campaigning the governments throughout the world NOT TO RECOGNIZE the Coup Government, should there be one. We believe this is a strong possibility.
As you know--- while the People in Thailand and abroad are anxiously waiting for the upcoming elections, there is a strong possibility that a coup might happen soon to prevent any elections. This is due to the fact that the Red Shirts supported Pheu Thai Party has a good chance of winning the upcoming elections.

This prospect scares the ruling elite in many concrete ways. Sins, including massacre have been committed by the military and the ruling elite. They are riding a tiger and cannot back down. The Red Shirts and pro-democracy movement are likely to be targeted.

Couple with these--- there are signs of wide spread intimidation of pro-democracy movement with threats. The military showdown in the past week may not be about Dr. Somsak Jeamteerasakul or those alleged critics of Les Majeste Laws or anti-monarchy movement. It could be a show of forces in preparation for a much more serious matter.

The clashes at the border in the past week are not about the conflict with Cambodia. It appears to be part of the plan for a serious domestic situation. Red Shirts radio stations also have been raided.

The rumors of coup are widespread, but for what purposes--- because the prospect of former PM Thaksin returning when Pheu Thai wins; this would create trouble for the military top brass including Tharit Phendit; Succession issues?

One thing we know, we cannot afford to see more regression of Thai politics. We urge you to form Lobbying and Campaigning groups throughout the world to do what you can to prevent another coup.

We are happy to report that while visiting Washington DC this past week with Dr. Sunai Chulapongsatorn, Dr. Tanet Charoenmuang, and Dr. Jaran Ditapichai; we had opportunities to meet Human Rights Watch, National Democratic Institute for International Affairs (NDI), National Endowment for Democracy (NED), and the U.S. – ASEAN Business Council. We discussed a wide range of issues. Most dear to us, we expressed our concerns on the prospect of coup, and our deep desire to see elections that are free and fair.

The world knows now that in the age of Globalization, only true democracy can ensure stability. The old model of supporting dictatorship and/or absolute monarchy for stability is obsolete.

Dear Brothers and Sisters, there is no time to waste. We need to educate the public and the government sectors in your countries now.
Please join force with Red Shirts in America to say NO TO COUP; NO TO MILITARY DICTATORSHIP; YES TO ELECTIONS.

We know it is not easy but if we work together, we can achieve it. We thank you for your time and your kind consideration.

Sincerely,

Union for Thai Democracy (Red Shirts Illinois, a non-profit, non-governmental organization)
On Behalf of Red Shirts in America

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:วันกรรมกรสากล และวันจอดับ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการที่นี่ความจริง ตอนล่าสุด ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

ประเด็นที่ 1 : วันแรงงานสากล


สัมภาษณ์คุณจิตรา คชเดชผู้ที่ชูป้าย ‘ดีแต่พูด’ ในวันสตรีสากล และอดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ในเรื่องเกี่ยวกับวันกรรมกรสากลและความพยายามของรัฐไทยในการที่จะดึงขบวนการแรงงานในไทยออกจากการเรียกร้องสิทธิในระดับสากล และจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง การหลอกลวงกรรมกรเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง

และกิจกรรมของกลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย และกล่าวสืบเนื่องถึงการเลือกสว.แต่งตั้งที่เคยบอกว่าจะเลือกจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แต่กลับไม่มีกลุ่มผู้ใช้แรงงานเลย กลับมีแต่กลุ่มทหารและนักธุรกิจและไม่ยอมรับผิดชอบในสัญญาที่ว่าจะให้สว.เลือกตั้งเป็นประธานวุฒิสภา ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากกลุ่มผู้แต่งตั้งสว.ที่ล้วนมาจากองค์กรอิสระและศาล



ประเด็นที่ 2 : กระบวนการล้มล้างประชาธิปไตย

การยึดอำนาจจากประชาชนทั้งจาก Military Coup คือยึดด้วยกำลังทหาร

Judicial Coup คือยึดด้วยศาล

Academic Coup คือยึดด้วยการเสนอความคิดของนักวิชาการบางคน

และ Media Coup คือการยึดอำนาจด้วยสื่อมวลชน ที่พากันสร้างให้สังคมเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการยึดอำนาจ เช่นสื่อ ASTV และสื่อกระแสหลัก

ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างร่วมกันสกัดขัดขวางสิทธิเสรีภาพทั้งในด้านการเมืองและด้านการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

นอกจากนี้สามอาจารย์ยังได้โจมตีวาทะกรรมหลัก ๆ ของสื่อและชาวสลิ่มคือต้องเป็นกลาง ทั้ง ๆ ที่มีฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมให้เห็นโจ่งแจ้ง และวาทะกรรมไม่ยุ่งการเมือง ที่สหประชาชาติสนับสนุนให้คนยุ่งกับการเมือง

และในขณะเดียวกันทหารก็แห่กันออกมาตบเท้าคุกคามประชาชนอยู่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงการจัดการความสงบภายในประเทศเป็นหน้าที่ของตำรวจ

และสามอาจารย์ยังได้พูดถึงศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากดาวเทียมไทยคมดับและคนเสื้อแดงได้แสดงพลัง ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าการสู้รบที่ชายแดนอาจเป็นแผนของฝ่ายเผด็จการไทย ตรงกับการรายงานของสื่อต่างชาติที่กล่าวว่าทหารไทยเป็นฝ่ายบุกเข้าไปก่อน

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแผนที่ต้องการจะทำให้ประเทศอยู่ในภาวะปั่นป่วน เพื่อจะได้ทำการรัฐประหาร ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กิจกรรมวันแรงงานสากลกับกลุ่มประกายไฟและสหพันธ์สิ่งทอฯ




เชิญร่วมเสวนาแรงงานสากล : "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"
May Day 2011 : กิจกรรมวันแรงงานสากล 2011 แรงงานกับประชาธิปไตย

เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแรงงานสากล ซึ่งมีการเริ่มมากว่า 100 ปีแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 ที่หลายประเทศได้เริ่มฉลองวันแรงงานเป็นครั้งแรก และในวันดังกล่าวทั่วโลกคนงานก็จะออกมาเฉลิมเฉลองเพื่อให้สังคมตระหนักถึง ความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน รวมถึงเป็นวันที่มีการรณรงค์เรียกร้องในสิทธิและความเป็นธรรมต่างๆ

สำหรับ ในสังคมไทยในปัจจุบันประเด็นที่มีการพูดถึงหรือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องคือ เรื่อง "ประชาธิปไตย" แน่นอนประเด็นนี้บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งในสังคมโลกและสังคมไทยที่ ผ่านมาเราคงปฏิเสธบทบาทของขบวนการแรงงานไม่ได้ โดยเฉพาะในสังคมโลก เช่น กรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยในอิยิปต์เมื่อเร็วๆนี้และยังดำเนินอยู่ ขบวนการแรงงานได้รับการยกย่องเป็นกระดูกสันหลังของการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเครื่องมือของคนงาน อย่างการนัดหยุดงาน

ดังนั้น ในกระแสสังคมไทยที่มีการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่าง มากในปัจจุบัน ทางกลุ่มประกายไฟและองค์กรเลี้ยวซ้ายจึงใช้โอกาสวันแรงงานสากลนี้ จัดเสวนาในหัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย" เพื่อทบทวนบทบาทความสำคัญของขบวรการแรงงานที่มีต่อการเรียกร้องประชาธิปไตย ของไทยในปัจจุบัน


เช้า เดินรณรงค์

เวลา 9.00 น.
เริ่มเดินรณรงค์ สิทธิแรงงานและประชาธิปไตย จากลานพระบรมรูปทรงม้าเดินไปอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย


บ่าย เสวนา

หัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม 2554 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา(ตึกหน้าชั้นใต้ดิน) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

กำหนดการ

12.30 ลงทะเบียน
13.00 - 16.00 น. เสวนา หัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"

วิทยากร

อ.วิภา ดาวมณี องค์กรเลี้ยวซ้าย
อ.ตะวัน วรรณรัตน์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จิตรา คชเดช กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
รัชพงษ์ โอชาพงษ์ กลุ่มเยาวชนคนงาน(YCW)


ดำเนินรายการโดย กลุ่มประกายไฟ

จัดโดย กลุ่มประกายไฟ และองค์กรเลี้ยวซ้าย


แสดงความประสงค์เข้าร่วมและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=211270105563795
----------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่089-2583641 บัส ประกายไฟ

ศพฟัดศพ!ลิ้มแฉล้านรับงานทำลายพธม. ส่งสาวกยึดพรรคการเมืองม้วยคืนโดนสมุนเคราแพะผลักอก



เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตรฯรายงานว่า วานนี้ (29 เม.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นกล่าวปราศรัย ถึงหนังสือการลาออกจากพันธมิตรของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสาวิทย์ แก้วหวาน ว่า พล.ต.จำลองก็พูดไปแล้ว นายพิภพ อ.สมเกียรติ ก็พูดไปแล้ว ทำไมต้องฆ่าศพ ทุกอย่างคนที่ถูกพูดก็เป็นศพไปเรียบร้อยแล้ว ทำไมต้องไปเหยียบย่ำศพ แต่ตนจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้เพื่อทวนความจำคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข

"คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข มาขอแกนนำพันธมิตรฯ ว่าขอเป็นหัวหน้าพรรค เราก็ตัดสินใจส่งคุณสมศักดิ์ไปเป็นตัวแทนพันธมิตรฯ เพื่อไปเป็นหัวหน้าพรรค และก่อนส่งไปผมมีหน้าที่ต้องพูดกับผู้สมัครหลายคนให้ถอนตัว เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้ง คุณสมศักดิ์ถึงได้รับเลือกโดยไม่มีใครแข่ง แล้วผมนั่งคุยกับคุณสมศักดิ์ตัว-ตัว ผมบอกว่า พี่อยากเป็นหัวหน้าพรรคเหรอ - ใช่น้อง พี่อยากเป็น ผมก็ถามว่า แล้วพี่จะเป็นนานมั้ย - พี่เป็นชั่วคราวเอง - ถ้างั้นพี่รับปากผมได้มั้ยว่า ก่อนถึงวันเลือกตั้งพี่น่าจะลาออก ควรจะลาออก - พี่รับปาก" นายสนธิ กล่าวชี้แจง

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่จำเป็นต้องพูด เพราะว่าการที่ส่งจดหมายมาแบบนี้ โดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เขียนมา สาวิทย์ แก้วหวาน จะคิดเขียนจดหมายแบบนี้มาไม่ได้ถ้าไม่ใช่คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข อยู่เบื้องหลังสาวิทย์ แก้วหวาน

พวกเราสู้กันมาทุกเรื่อง มีเรื่องไหนบ้างที่พวกเราลุกขึ้นสู้แล้วไม่มีประโยชน์ต่อสังคม แล้วทำไมคุณสมศักดิ์ไปให้สัมภาษณ์ว่ายังอยู่กับพันธมิตรฯ แต่ว่าจะเข้าร่วมชุมนุมก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จริงๆ แล้วดังที่แถลงการณ์พันธมิตรฯ ออกมาชัดเจน ถ้าอยากจะลาออก ก็ลาออกไปเลยเงียบๆ ไม่มีใครเขาว่าอะไร แต่จงใจทำเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทำลายกระบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย หรือว่ารับงานพรรคการเมืองไหนเพื่อทำลายความสามัคคีของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ความลับอันนี้จะไม่มีวันปิดได้ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องเปิดมาว่าไปพบกับใครมาบ้าง

นายสนธิ กล่าวว่า หวังว่าการร่อนตะแกรงครั้งนี้จะเป็นการร่อนตะแกรงครั้งสุดท้าย เหมือนอย่างอาจารย์สมเกียรติ และทุกคนพูด ขอให้เหลือแต่ทองคำแท้เท่านั้น ตนรับไม่ได้ กับคำพูดที่บอกว่า จะเข้าร่วมชุมนุมต่อเมื่อการชุมนุมครั้งนั้นจะมีประโยชน์ต่อสังคม แสดงว่าที่เราชุมนุมมาตลอดนั้น มีประโยชน์ต่อสังคมมาตลอด จนกระทั่งเขาไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ พอเราโหวตโน เขาก็เลยบอกว่าไม่มีประโยชน์ต่อสังคม อาจารย์สมเกียรติบอกว่า อย่าลาออก เราต้องปฏิวัติพรรคการเมืองใหม่ ยึดพรรคการเมืองใหม่คืนมา และไล่หัวหน้าพรรคออกไป

เขาบอกว่า 10% ของจำนวนสมาชิกแค่ 1,000 กว่าคน หรือ 2,000 คน เชื่อว่าสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ที่ฟังพูดอยู่ทุกวันนี้ เราล่าชื่อได้ 2,000 คนแน่นอน ด้านหนึ่งต้องเดินหน้า เพื่อไล่กรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคชุดนี้ ให้หลุดพ้นจากพรรคการเมืองใหม่ อีกด้านหนึ่ง ไม่ต้องสนใจมติเขา อาทิตย์หน้าอย่าไปใส่ใจ เดินหน้าโหวตโนลูกเดียว และก็โหวตโนทุกพรรค ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคการเมืองใหม่ พันธมิตรที่ดูโทรทัศน์อยู่ทั่วประเทศไทย พันธมิตรฯที่ยังคิดว่า เป็นพันธมิตรอยู่ คนที่เห็นด้วยกับโหวตโน อย่าเลือกพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วย เขาอยากเป็นปาร์ตี้ลิสต์นัก ก็ให้เขาลงไปเป็นปาร์ตี้ลิสต์ โดยไม่มีใครโหวตให้เขา

วิธีเดียวที่จะแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองใหม่ คือพรรคของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ถ้าใครมาทรยศต่อจิตวิญญาณของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราต้องโหวตโนไม่ให้เขาได้เลยแม้แต่คนเดียว พลังที่แท้จริงอยู่ที่นี่ อยู่ที่หน้าจอทีวี ไม่ใช่พลังที่เอาคนของสหภาพการรถไฟ แล้วไปนั่งทำตัวเป็นการ์ดอยู่ที่พรรคการเมืองใหม่

วันนี้พี่น้องคนใต้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่าไปโหวตให้ใครเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองใหม่ก็ต้องไม่โหวตให้ ตนขอประกาศเป็นสัจจวาจา พร้อมกับแกนนำพันธมิตรฯ อีก 3 คนว่า เราจะเดินหน้าโหวตโนลูกเดียวพี่น้อง ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองใหม่

นายสนธิ ยังกล่าวอีกว่า คิดได้อย่างไร ระหว่างอยากเป็น ส.ส. กับมาใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่พี่น้องพันธมิตรฯ คิดได้อย่างไร วันนี้จะมีคนหลายคน แม้กระทั่งคนที่ อ.สมเกียรติ พูดถึง นายประเสริฐ เลิศยโส ที่คอยด่าพล.ต.จำลอง และตน ในพรรคการเมืองใหม่ และอีกหลายคน มาห้อยมาโหนเหมือนกันไม่มีผิดเลย คนพวกนี้ต้องสั่งสอนหรือเปล่า

" ไม่มีวิธีใดที่จะสั่งสอนเขาได้ดีกว่าการเผยแพร่กระจายโหวตโน พี่น้องที่ดูทีวีอยู่ทั่วประเทศไทยเป็นล้านๆ คน ถ้าเห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรฯ หรือถ้าไม่เป็นพันธมิตรฯ แต่คิดว่าการโหวตโนนั้นคือการประท้วงนักการเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองแล้ว กรุณาแจ้งญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงทุกคน เจอคนก็พูดสั้นๆ เลือกมันไปทำไมไอ้พวกนักการเมืองชั่วๆ เขาถาม จะให้ทำอย่างไร จะไม่ให้ไปลงคะแนนเสียง ไม่ต้องไป แล้วไปกาไม่เลือกพรรคใด เขาถามว่า จะมีประโยชน์อะไร มีสิ เพราะว่าถ้าคะแนนเสียงไม่เลือกพรรคใดนั้นสูง ก็เท่ากับว่าพรรคโหวตโนชนะทุกพรรค" นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า นายพิภพสารภาพกับตนว่า เมื่อกี๊ตอนขึ้นเวทีน้ำตาแทบไหลเพราะว่าเสียใจ ในใจตนบอกว่าไปเสียน้ำตากับเรื่องเชี้ยๆ นี้ได้อย่างไร ในใจยังบอกทำไมพี่พิภพไม่นึกถึงเมียอาลีบาบา ซึ่งขอให้เปิดถ้ำ

วันนี้คนที่ไปพรรคการเมืองใหม่แล้วถูกกีดกัน ถูกริบโทรศัพท์ ถูกผลักดันออกมา ไม่ต้องเสียใจ ทางหนึ่งเราเดินหน้าโหวตโน แน่นอน อีกทางหนึ่งอย่าลาออก สมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่เข้าใจและต้องการโหวตโน อย่าลาออก ไม่มีอะไรในการกำชัยชนะ ดีกว่าการสู้กับเขาในพรรคและยึดพรรคคืนมาให้เรา ถ้าเขาต้องการพรรคแรงงาน ให้เขาไปตั้งพรรคแรงงานของเขาเอง ตนเข้าใจมานานแล้ว แต่เป็นตัวอย่างของคำโบราณพูดว่า เสียคนตอนแก่

แฉ“โจร”ยึด ก.ม.ม.-ส่งแก๊งเถื่อนขวางสมาชิกเข้าฟังประชุม




นางชญาดา ศริญญามาศ (ซ้าย)และนางชญาบุญ เพชรพรหม (ขวา) เล่าถึงเหตุการณ์พยายามยึดพรรคการเมืองใหม่คืนตามบัญชาของสนธิลิ้ม แต่ถูกลูกน้องสมศักดิ์หัวล้านเคราแพะผลักไสไล่ออกมาจากพรรค

ASTVผู้จัดการ รายงานเพิ่มเติม แฉพฤติกรรมเถื่อนแก๊งนักเลือกตั้ง ส่งชายฉกรรจ์ขวางทางเข้าห้องประชุม ก.ม.ม. ห้ามสมาชิกพรรคเข้าฟังมติกรรมการบริหาร “เจ๊กอบ เกาะสมุย”โดนผลักอกจนเซถลาพร้อมพันธมิตรฯ หญิงจากโคราช ทั้งที่เป็นสมาชิกพรรค หลังพยายามเข้าพบ “สมศักดิ์”เพื่อถามเหตุผลห้ามสมาชิกเข้าห้องประชุม เผยรู้สึกเหมือนโจรเข้ายึดบ้าน เป็นกรรมการก่อตั้งพรรคแท้ๆ ยังถูกกระทำแบบนี้ แล้วชาวบ้านจะมาพึ่งได้อย่างไร

นางชญาดา ศริญญามาศ อายุ 53 ปี พันธมิตรฯ นครราชสีมา และกรรมการศูนย์ของพรรคการเมืองใหม่ จ.นครราชสีมา ได้เล่าเหตุการณ์ที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์มาผลักอกขณะที่ขอขึ้นไปฟังมติที่ประชุมบริหารพรรคการเมืองใหม่ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 เม.ย. ว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ตนได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ เพื่อรอฟังมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่าจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้หรือไม่ เมื่อไปถึงที่บริเวณชั้น2 พบว่า มีกลุ่มคนซึ่งตนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน นั่งขวางบันไดทางขึ้นไปยังห้องประชุมชั้น 4 โดยหนึ่งในกลุ่มคนดังกล่าวได้ห้ามไม่ให้ตนขึ้นไปยังห้องประชุม อ้างว่าวันนี้เป็นการประชุมของกรรมการบริหารพรรค และกรรมการสาขาของพรรคเท่านั้น สมาชิกพรรคไม่เกี่ยว เขาไม่ได้เชิญมาจึงขึ้นไปไม่ได้ ตนจึงขอถ่ายรูปกลุ่มคนที่มาขัดขวาง แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิ

นางชญาดา กล่าวต่อว่า ระหว่างนั้นได้มีผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวต่อว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตนไม่เห็นด้วยจึงได้เกิดการโต้เถียงกันขึ้น กระทั่งต่อมานางชญาบุญ เพชรพรหม อายุ 50 ปี พันธมิตรฯ เกาะสมุย และเป็นกรรมการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ทราบข่าวได้เดินทางมาสมทบ พร้อมกับบอกให้ตนสงบสติอารมณ์ พร้อมไปพูดคุยกับกลุ่มคนดังกล่าว จากนั้นนางชญาบุญได้ขอขึ้นไปยังชั้น 4 เพื่อรอฟังมติพรรค เมื่อเดินขึ้นบันได้ขั้นที่สองได้ถูกผู้หญิงคนหนึ่งผลักออกจนเซถลา ตนจึงพยายามเข้าช่วย แต่ถูกชายฉกรรจ์อีกคนผลักเช่นเดียวกัน จากนั้นได้มีการ์ดมาช่วยแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน

“โดยส่วนตัวที่ถูกผลักพี่ไม่รู้สึกเจ็บ แม้แต่น้อย แต่มันเจ็บใจ เพราะพรรคการเมืองใหม่ก็เหมือนบ้านของเรา แต่กลับให้ใครก็ไม่รู้มาทำกับพวกพี่ซึ่งเป็นกรรมการก่อตั้งพรรค และปัจจุบันก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ถึงขณะนี้”นางชญาดา กล่าว

ด้านนางชญาบุญ กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคการเมืองใหม่เมื่อเวลา 17.30 น.เพื่อมารอฟังมติกรรมการบริหารพรรค เมื่อมาถึงบริเวณชั้น 2 ก็พบสมาชิกพรรคที่เป็นพันธมิตรฯ กว่า 40 คนที่มารอฟังมติพรรคเช่นเดียวกัน และเห็นนางชญาดานั่งร้องไห้เพราะทนไม่ได้ที่มีคนในพรรคมากล่าวโจมตีนายสนธิ และ พล.ต.จำลอง กระทั่งเวลา18.00 น.ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่รออยู่ ได้ให้ตนเป็นตัวแทนขึ้นไปถามผลการลงมติ เพราะแต่ละคนมารอตั้งแต่ช่วงบ่ายยังไม่ได้รับประทานอาหาร หากยังไม่ลงมติจะรับประทานอาหารก่อน ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีการห้ามไม่ให้เข้าฟังมติพรรค จึงได้เดินขึ้นบันได และพบว่ามีคนนั่งขวางทางขึ้นอยู่ 3 แถว โดยแถวแรกเป็นชายฉกรรจ์ 4 คน แถวที่สองเป็นผู้หญิง 4 คน และแถวสุดท้ายเป็นผู้หญิง 3 คน ตนจึงขอทางกลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งในตอนแรกคิดว่า เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ เช่นเดียวกับตนที่มานั่งรอฟังมติพรรค แต่มานั่งรอที่บันได

นางชญาบุญ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มคนดังกล่าวได้สอบถามว่าตนเป็นใครจะไปไหน ตนจึงบอกว่าตนเป็นกรรมการก่อตั้งพรรค จะไปพบนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าเพรรคการเมืองใหม่ เพื่อสอบถามมติพรรค กลุ่มคนดังกล่าวจึงได้ขอดูบัตร ตนบอกว่าขณะนี้ตนพกมาเพียงบัตรสมาชิกพรรค บัตรกรรมการพรรคอยู่ที่บ้าน จึงถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้น ตนจึงถามกลับว่าคนพวกนี้เป็นใครซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นกรรมพรรคจากต่างจังหวัด มาคอยป้องกันไม่ให้มีใครไปรบกวนการประชุมของกรรมการบริหารพรรค ตนจึงได้ถามกลับไปว่า เดี๋ยวนี้เขาเอาคนมากั้นคนกันแล้วหรือ นี่ตนเองเป็นสมาชิกพรรค เป็นกรรมการก่อตั้งพรรคยังถูกห้าม แล้วประชาชนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค ไม่ใช่พันธมิตรฯ จะหวังเข้ามาพึ่งพาพรรค จะยากลำบากแค่ไหน นายสมศักดิ์ เป็นนายกฯ หรืออย่างไรจึงเข้าพบไม่ได้ เมื่อได้ยินดังนั้นผู้หญิงซึ่งยืนขวางอยู่ได้ผลักอกตนจนเซถลา ก่อนจะมีการโต้เถียง เมื่อเห็นดังนั้น นางชญาดา และคนอื่นๆ จึงพยายามเข้ามาช่วยจึงถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ผลักอกเช่นเดียวกัน แต่โชคดีที่นายจาตุรันต์ บุญเบญจรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจนเหตุการณ์สงบลง

“เสียใจตรงที่ เดินเข้าไปความรู้สึกเหมือนบ้านโดนยึด เหมือนมีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้าน มีโจรมาขึ้นบ้านแล้วปล้นบ้านไปต่อหน้าต่อตา ดิฉันเป็นกรรมการรุ่นแรก รุ่นก่อตั้งพรรคซึ่งที่ผ่านมาทุกคนในพรรคต่างรู้จักเป็นอย่างดี ยังถูกกระทำถึงขนาดนี้ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่หวังพึ่งพรรคจะถูกกระทำขนาดไหน แล้วจะสามารถหวังพึ่งพาพรรคการเมืองใหม่ได้อย่างไร ”นางชญาบุญ กล่าว

นางชญาบุญ กล่าวอีกว่า แม้จะรู้สึกผิดหวังกับ พรรคการเมืองใหม่ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตนจะไม่ลาออก จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไป เพื่อนำพาพรรคไปในแนวทางที่ถูกต้องและจะเดินหน้าโหวตโนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-"สมศักดิ์" ประกาศฟ้อง "ยะใส" แถลงก.ม.ม.ไม่ลงเลือกตั้ง อ้างขัดรธน.

-อนิจจังวัฏสังขารา พันธมารพะงาบๆเจียนตาย เห็บสหภาพรัฐวิสาหกิจโดดหนีล้อฟรีพร้อมเคราแพะ

วันศุกร์, เมษายน 29, 2554

"กำลังใจ"จากพระองค์ภาฯ





ที่มา เวบไซต์whoweeklymagazine

รอยยิ้มที่เบ่งบานไปด้วย ความหวัง และแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขคือภาพที่ปรากฏบนใบหน้าของผู้ต้อง ขังหญิงทั่วทุกขอบเขตของประเทศไทยในยามที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปทรงเยี่ยมและประทานกำลังใจแก่เธอผู้พลาดพลั้งเหล่านั้น

แม้จะมีพระกรณียกิจมากเพียง ใด ทว่าก็ยังทรงห่วงใยชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง โดยเมื่อไม่นานนี้ “พระองค์ภาฯ” เสด็จไปทรงเป็นประธานในโครงการกำลังใจฯ ภายใต้กิจกรรม “สร้างกำลังใจ สร้างชีวิตใหม่ แดนหญิงระยอง” ณ เรือนจำกลางระยอง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

จากนั้นสัปดาห์ถัดมาพระองค์ภาฯ ได้เสด็จไปทรงเป็นประธานในโครงการกำลังใจ ภายใต้กิจกรรม “จากเวทีตรัง สู่เวทีโลก” ณ เรือนจำจังหวัดตรัง

ทั้งสองกิจกรรมล้วนเป็น ส่วนหนึ่งของโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อช่วยเหลือเด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังสตรีตั้งครรภ์ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ โดยเหล่าสตรีผู้ก้าวพลาดทั้ง 2 เรือนจำ 2 ภูมิภาค นอกจากจะได้รับประทานถุงของขวัญอุปกรณ์เด็กอ่อน พระองค์ภาฯ ยังมีรับสั่งถามไถ่ทุกข์สุขทั้งของแม่และเด็กด้วยความใส่พระทัย ทั้งยังทรงพระกรุณาประทานการฝึกอาชีพเพื่อเป็นความรู้ติดตัวก่อนออกไปผจญโลก กว้างเมื่อถึงวันที่เธอเหล่านั้นหลุดพ้นจากพันธนาการ

สำหรับกิจกรรม “สร้างกำลังใจ สร้างชีวิตใหม่ แดนหญิงระยอง” นั้น พระองค์ภาฯ ได้ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงานของผู้ต้องขังหญิงจากเรือนจำ 9 แห่ง ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกลาง ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ทัณฑสถานหญิงชลบุรี เรือนจำกลางอุดรธานี เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และเรือนจำกลางระยองโดย ทรงเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น พร้อมทั้งประทานคำแนะนำและมีพระวินิจฉัยในการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ ราชทัณฑ์ไปสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ Princess Pa เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ต้องขังอีกทางหนึ่ง

....

แถลงการณ์แนวร่วมแดงสยามฯ:ปฏิเสธการปรองดองจอมปลอมและเสนอต้อง 5 ปฎิรูป 3 ปฎิวัติ


แนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย : แถลงการณ์ ปฏิเสธการปรองดองจอมปลอมและเสนอต้อง 5 ปฎิรูป 3 ปฎิวัติ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแห่งสันติภาพ

บรรยากาศทางการเมืองโดยรอบที่เกิดขึ้นในช่วงขณะเวลา แห่งการปรองดอง เพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง แม้จะมีการเปิดศึกจากหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการให้ DSI ยื่นถอนประกันตัวแกนนำ นปช. จนกระทั้งไล่ปิดวิทยุชุมชน ก็เป็นเพียงเกมแสดงแสนยานุภาพอำนาจของฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐขณะนี้

แต่แล้วการตัดสินใจที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย คือผู้มีบารมีนอกรัฐสภา และเพื่ออะไรๆที่เกิดขึ้นในช่วงแห่งการประลองกำลังที่เหลืออยู่

แนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย จึงได้ขอปฎิเสธเส้นทางเดินแห่งการปรองดองจอมปลอม แต่สนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง ซึ่งได้รวบรวมแนวคิดหลักแห่งการปฏิรูปและปฏิวัติ ซึ่งในแนวทางของเรามีดังนี้

1 สิทธิในการยกเลิก มาตรา 112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่ฝ่ายการเมืองนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากที่สุด และทำให้การตีความของหน่วยงานยุติธรรมไม่ยืนอยู่บนหลักอุดมการณ์ประชาธิปไตย สูญเสียความชอบธรรมแห่งหลักการนิติรัฐ

2 สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองและกันเอง เพื่อยืนยันหลักการรับผิดชอบตัวเองและสังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักแห่งการสร้างแนวทางปฏิบัติความเสมอภาค อันที่แท้ ความเสมอภาคต้องสร้างจากการเคารพในตนเองให้ได้ก่อน เป็นการสร้างจริยธรรมขั้นพื้นฐาน เละการสร้างหลักประกันแก่สังคมว่าจะไม่สร้างลัทธิกู ลัทธิผู้วิเศษ หรือลัทธิหลงตัวเอง จนเป็นเหตุให้สังคมตกอยู่ในโรคความล้มเหลว งมงายไร้เหตุผล ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์กันเองอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นเป้าหมายหนึ่ง ในงานการปฏิรูป

3 สิทธิในการป้องกันตัวเอง ในเวลาที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งสิทธินี้อยู่ประมวลกฎหมายอาญา(ไทย)มาตรา๖๗มาตรา๖๘มตรา๖๙มาตรา๗๒ มาตรา ๓๗๔ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อาทิ สิทธิพื้นฐานของบุคคล สิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่27 กันยายน 2539 และเป็นการยืนยันหลักการสากล แห่งกฏบัตรสหประชาชาติ มาตรา 42 มาตรา43 มาตรา 45 มาตรา51

4 สิทธิ ในการป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง หลักการเคารพความหลากหลายในวิถีแห่งชีวิตแห่งชุมชน และท้องถิ่น ทางเชื้อชาติ ทางเพศ ทางวัฒนธรรม และการเลือกโอกาสช่องทางทำหากินอย่างสุจริตชน

5 สิทธิในไต่สวนถามหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ในการล้อมปราบประชาชน ในปี2553 และเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคม2519 ซึ่งในเหตุการณ์การล้อมปราบ2553รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลในอนาคต ต้องมีหน้าที่ร่วมมือให้การสนับสนุน ในเฉพาะหน้าต้องให้งบประมาณ ชดเชยผู้ที่เสียชีวิตและหรือทุพพลภาพ 10 ล้านบาทขึ้นไปแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและ5 ล้านบาทขึ้นไปแก่ผู้ทุพพลภาพ

ในแนวทางการปฎิวัติ มีดังนี้

1 ปฎิวัติการศึกษา สร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางความคิด
2 ปฎิวัติเศรษฐกิจ สร้างระบบเศรษฐกิจ คู่ขนานระหว่างชาติกับภูมิภาคและสร้างฐานชนชั้นกลางใหม่เพิ่มขึ้น
3 ปฎิวัติการเมือง สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรี และสร้างการเมืองเพื่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทนักการเมือง เพื่อสร้างรากฐานสถาบันการเมืองเพื่อสังคมใหม่แห่งสันติภาพ

29 เมษายน2554

กิจกรรมวันแรงงานสากลกับกลุ่มประกายไฟและสหพันธ์สิ่งทอฯ



โดย กลุ่มประกายไฟ
29 เมษายน 2554

เชิญร่วมเสวนาแรงงานสากล : "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"
May Day 2011 : กิจกรรมวันแรงงานสากล 2011 แรงงานกับประชาธิปไตย

เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแรงงานสากล ซึ่งมีการเริ่มมากว่า 100 ปีแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 ที่หลายประเทศได้เริ่มฉลองวันแรงงานเป็นครั้งแรก และในวันดังกล่าวทั่วโลกคนงานก็จะออกมาเฉลิมเฉลองเพื่อให้สังคมตระหนักถึง ความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน รวมถึงเป็นวันที่มีการรณรงค์เรียกร้องในสิทธิและความเป็นธรรมต่างๆ

สำหรับ ในสังคมไทยในปัจจุบันประเด็นที่มีการพูดถึงหรือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องคือ เรื่อง "ประชาธิปไตย" แน่นอนประเด็นนี้บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งในสังคมโลกและสังคมไทยที่ ผ่านมาเราคงปฏิเสธบทบาทของขบวนการแรงงานไม่ได้ โดยเฉพาะในสังคมโลก เช่น กรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยในอิยิปต์เมื่อเร็วๆนี้และยังดำเนินอยู่ ขบวนการแรงงานได้รับการยกย่องเป็นกระดูกสันหลังของการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเครื่องมือของคนงาน อย่างการนัดหยุดงาน

ดังนั้น ในกระแสสังคมไทยที่มีการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่าง มากในปัจจุบัน ทางกลุ่มประกายไฟและองค์กรเลี้ยวซ้ายจึงใช้โอกาสวันแรงงานสากลนี้ จัดเสวนาในหัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย" เพื่อทบทวนบทบาทความสำคัญของขบวรการแรงงานที่มีต่อการเรียกร้องประชาธิปไตย ของไทยในปัจจุบัน


เช้า เดินรณรงค์

เวลา 9.00 น.
เริ่มเดินรณรงค์ สิทธิแรงงานและประชาธิปไตย จากลานพระบรมรูปทรงม้าเดินไปอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย


บ่าย เสวนา

หัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม 2554 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา(ตึกหน้าชั้นใต้ดิน) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

กำหนดการ

12.30 ลงทะเบียน
13.00 - 16.00 น. เสวนา หัวข้อ "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"

วิทยากร

อ.วิภา ดาวมณี องค์กรเลี้ยวซ้าย
อ.ตะวัน วรรณรัตน์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จิตรา คชเดช กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย
รัชพงษ์ โอชาพงษ์ กลุ่มเยาวชนคนงาน(YCW)


ดำเนินรายการโดย กลุ่มประกายไฟ

จัดโดย กลุ่มประกายไฟ และองค์กรเลี้ยวซ้าย


แสดงความประสงค์เข้าร่วมและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/event.php?eid=211270105563795
----------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
089-2583641 บัส ประกายไฟ (เบอร์คนที่ส่งต่อนะฮ๊าฟฟฟ)

ช็อตต่อช็อตโจกลิ้มหลบอะไรบนเวทีพันธมาร



มีคนตาดีสังเกตจากคลิปในYoutubeว่า เหตุการณ์ที่สนธิลิ้มมีอาการหลอน โดดหลบบนเวทีพันธมิตรนั้น อาจเป็นเพราะมีลำแสงคล้ายเลเซอร์ไปปรากฎที่กบาลขณะกำลังปราศรัยด่ารัฐบาลว่า"ขี้ขลาด"ในกรณีขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดีคนตาดีอีกฝ่ายมองว่า ไม่น่าใช่แสงเลเซอร์ แต่เป็นรูปฉากหลังเวที ที่โจกลิ้มโดดหลบเป็นพัลวันเพราะประสาทหลอนไปเอง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2554



สนธิ ลิ้มทองกุล บนเวทีพันธมิตร คืนวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา คลิป จาก youtube ขณะที่กำลังปราศรัยโจมตีเรื่องไทย-กัมพูชาว่ารัฐบาล"ขี้ขลาด"นั้น นายสนธิได้โดดหลบไปทางซ้ืายทีพร้อมนำมือป้องหัว ทำสีหน้าตกใจ แล้วโดดหลบไปทางขวาอีกที ท่ามกลางความตื่นตลึงของผู้ชุมนุมพันธมิตรที่ส่งเสียงฮือฮา นายสนธิถามว่า"อะไรพี่น้อง"พอผู้ชุมนุมตอบมาเขาพูดว่า "ไม่ได้ยืิน"แล้วนายสนธิก็ปราศรัยต่อไป

สนธิ หลบอะไร แสงเลเซอร์สีแดงล็อกเป้าที่กบาล? หรือว่า ประสาทหลอน ????
ดูชัดๆคลิปลิ้มโดดหลบ"กูจะยิงมึงๆ"เป็นแสงเลเซอร์ หรือรูปในฉากหลัง

อนิจจังวัฏสังขารา พันธมารพะงาบๆเจียนตาย เห็บสหภาพรัฐวิสาหกิจโดดหนีล้อฟรีพร้อมเคราแพะ

ดูอัลบั้มภาพสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเมื่อครั้งยังหวานชื่นกับพันธมิตร(ลิ้งค์)ล่าสุดเตียงหักซะแล้ว แต่กว่าจะเตียงหักก็รอจนกระทั่งสนธิลิ้มหักดิบไม่ให้สมศักดิ์เคราแพะนำพรรคการเมืองใหม่ลงเลือกตั้ง อนิจจัง วัฏสังขารา อกุสลา ธรรมา..


ที่ประชุมกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้แกนนำสรส. ถอยออกมาเพื่อทบทวนท่าทีการเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการขึ้นเวที ซึ่งจะไม่ให้กรรมการบริหารสรส. ขึ้นเวทีปราศรัย หรือทำกิจกรรมอื่นบนเวทีการชุมนุมพันธมิตร รวมทั้งให้นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษาสรส. ถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รุ่นที่ 1 และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ถอนตัวจากแกนนำพธม.รุ่นที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2554

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. กล่าวถึงกรณีถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามมติที่ประชุม สรส.ว่า ยืนยันจิตวิญญาณตนคือพันธมิตรฯ โดยจะไปเข้าร่วมกิจกรรมที่มีประโยชน์เท่านั้น พร้อมปฏิเสธแตกคอกับแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่น

ขณะเดียวกันยอมรับด้วยว่า นายพิเชฐ พัฒนโชติ รองหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคอื่น

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยันว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตร ในฐานะที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส.ได้ลาออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรฯ แล้วแต่ยังไม่ทราบเหตุผลอย่างเป็นทางการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศถอนตัวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่พันธมิตตรฯกดดันให้พรรคการเมืองใหม่ที่นำโดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทำให้นายสมศักดิ์ไม่พอใจ และมีกระแสข่าวว่านายสุริยะใส กตะศิลา และนายสำราญ รอดเพชร ก็อาจจะถอนตัวออกจากพันธมิตรด้วย แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน

ทำไมต้องแต่งเครื่องแบบมารบกัน


โดย ปาแด งา มูกอ
29 เมษายน 2554


เมื่อวานนี้ทั้งวันผมไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่ว่าจะมีธุระสำคัญอะไรก็ตาม

เพราะผมต้องทำตามคำแจ้งเตือนของหน่วยงานรัฐที่สุดยอดที่สุดในโลกของด้านการข่าวว่า วานนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ จะมีการรำลึกด้วยคาร์บอมย์เอย มอเตอร์ไซด์บอมบ์เอย

แล้วอย่างนี้คนที่อยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบผม ใครมันจะกล้าเสี่ยงออกไปนอกบ้านล่ะครับ ก็หลวงท่านบอกมา อ่ะ..

ผมขอกราบเรียนถามท่านที่นั่งกินเงินเดือนในรัฐบาลชุดนี้ คนไหนก็ได้ว่ะ ว่าพวกคุณมึงรู้ได้ยังไงว่า ไอ้บ้าคนไหน ไอ้บ้ากลุ่มใด ที่มันจะฉลองครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์กรือเซะด้วยการวางระเบิด

ก็มีแต่พวกคุณมึงทั้งน๊าน..ที่ออกมาโพนทะนาให้ชาวบ้านอย่างผมต้องตกอกตกใจ อกสั่นขวัญแขวน โอ้ขวัญเอยขวัญมา มาอยู่กะเนื้อกะตัวน่ะ

ยังไม่ทันเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวครบ 100% ก็เหลือบไปเห็นข่าว ข่าวนี้แหล่ะครับ


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงวันครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์กรือเซะว่า อยากให้ไปทบทวนดูว่ากระบวนการยุติธรรมอยู่ตรงจุดไหนแล้ว จบไปหรือยัง แต่ตนคิดว่าน่าจะจบไปแล้ว หากจะรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องรื้อกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้มีวาระสำคัญเกิดขึ้นทุกปี ซึ่งเราเตรียมการเฝ้าระวังตลอดทั้งปี 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่อยู่ที่ว่าใครจะแพ้ใครจะเผลอ หากใครเผลอก็ต้องถูกยิงหรือถูกลอบวางระเบิด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราอยู่ในที่แจ้งแต่งเครื่องแบบทำงาน โจรไม่ได้แต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนเรา หากโจรแต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนทหาร ภายใน 2 วันก็น่าจะปราบปรามได้ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้แต่งเครื่องแบบ และทำร้ายประชาชน จะประณามว่าเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ได้ ต้องไปประณามผู้ก่อความไม่สงบด้วยว่าเขาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อย่างไร ในอดีตไม่มีใครมายิงชาวบ้าน แต่ปัจจุบันยิงทั้งพลเรือนที่นับถือศาสนาไทยพุทธและอิสลาม

โธ่.....เวรกรรมจริงๆ ท่าน ผบ.ทบ.นี่ท่านกินยาผิดอะไรหรือเปล่า ถึงได้ไปให้สัมภาษณ์แบบนี้ เอาเป็นข้อๆเลย

ข้อที่หนึ่ง “หากจะรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องรื้อกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่”

พูดผิดพูดใหม่ได้น่ะครับไอ้ที่จะไปรื้อ กระบวนการยุติธรรม

ข้อที่สอง “แต่อยู่ที่ว่าใครจะแพ้ใครจะเผลอ หากใครเผลอก็ต้องถูกยิงหรือถูกลอบวางระเบิด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา”

ประเด็นนี้พูดผิดพูดใหม่ไม่ได้ครับ ใคร..?แพ้ ใคร..?เผลอ ใคร..?ถูกยิง ใคร..?ถูกลอบวางระเบิด ก็มันลูกน้องท่านทั้งน้าน รวมทั้งตำรวจ และสารพัดอาสาสมัคร ส่วนครู ,ประชาชน ที่เสียชีวิตและพิการ พวกเขาเหล่านั้นแพ้และเผลออะไรกับคุณด้วย ข้อสำคัญมันไม่ใช่ เป็นเรื่องธรรมดา อย่างที่ท่าน ผบ.ทบ.พูด พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้โดนโรคระบาด หรือน้ำท่วมตายน่ะครับ โธ่...เวรกรรมจริงๆ

ข้อที่สาม “โจรไม่ได้แต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนเรา หากโจรแต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนทหาร ภายใน 2 วันก็น่าจะปราบปรามได้”

ฮั่นแน่ ข้อนี้ยอมรับสภาพแล้วสิ... ว่าสู้พวกผีไม่ได้ ถึงได้ไปท้าให้พวกผีมันแต่งเครื่องแบบมาเป้าหยิงฉบกัน ความคิดช่างเบบี้จริงๆ

ข้อสุดท้าย “จะประณามว่าเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ได้ ต้องไปประณามผู้ก่อความไม่สงบด้วย ว่าเขาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อย่างไร”

ฉิบหายล่ะวาข้อนี้ แล้วนี่ประชาชนเขาจะไปพึ่งใครล่ะทีนี้ ประชาชนทุกวันนี้ในจังหวัดชายแดนใต้ เขาไม่เคยประณามเจ้าหน้าที่เล้ย สาบานก็ได้ มีแต่ขอร้องขอวิงวอนอย่าให้ทหารถอนกำลังไปจากพื้นที่เลย รัฐบาลและพวกท่านมาถูกทางแล้ว สถานการณ์กำลังดีวันดีคืน ประชาชนทุกหย่อมหญ้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แล้วจู่ๆท่าน ผบ.ทบ.กลับให้ประชาชนไปประณามผู้ก่อความไม่สงบเสียอีก พวกผมก็เจอลูกปืนซิครับท่าน โธ่...เวรกรรมครั้งที่สาม

มา....ผมจะเล่าเรื่องแต่งเครื่องแบบ หรือไม่แต่งเครื่องแบบให้ฟัง เป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นจริง ในจังหวัดชายแดนใต้ คิดว่าเรื่องนี้ ท่าน ผบ.ทบ.คงจะมีอายุราวๆไม่เกิน 20 ยังคงไม่ได้เข้าโรงเรียนเตรียมทหารมั้ง

อดีตนักรบในเครื่องแบบ โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ไงละครับ นี่แหล่ะแต่งเครื่องแบบทหารเต็มที่เลย ต่อสู้กับทหารตำรวจของเราอยู่เกือบ 40 ปี โดยที่ไม่สามารถเอาชนะหรือปราบปรามให้ราบคาบได้


พูดถึงเรื่องนี้ อดคิดถึงพ่อใหญ่จิ๋วผู้ลาจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่บ้านไม่ได้ ท่านนี้และครับคือหัวหอกตัวจริงที่นำเอากำลังพลหน่วยนักรบในเครื่องแบบโจรจีนเข้ามา เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ไอ้ คำสั่ง 66/23 มันแค่น้ำจิ้มหรือผักชีโรยหน้าเท่านั้น หากพี่ใหญ่ทางจีนแผ่นดินใหญ่ไม่เปิดทางให้ อย่าหวังที่จะปราบกลุ่ม จคม.เหล่านี้ได้สำเร็จ

เข้าใจหรือยังจ๊ะ ท่าน ผบ.ทบ.

ดังนั้นการที่จะชนะข้าศึกที่มองไม่เห็น โหดเหี้ยม อำมหิต ไร้ร่องรอย (ซึ่งไม่เหมือนกับข้าศึกใน กทม.ที่ใส่เสื้อสีแดง ที่เที่ยวเลือกยิงได้ตามใจชอบ น่ะครับ ) มันจึงไม่ใช่อยู่ที่การแต่งเครื่องแบบหรือไม่แต่งเครื่องแบบมาสู้รบกัน แต่มันขึ้นอยูกับ FACULTIES ของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบว่า จะ PERSPICACIOUS หรือ FOOLISH เท่านั้น โปรดจำไว้ด้วยคร้าบ

วันนี้ขออนุญาตดัดจริตใช้ภาษาอังกฤษ 3 คำน่ะครับ แล้ววันหน้าผมจะนำเรื่องราวของอดีต จคม.(นักรบอุโมงค์) มาเล่าสู่กันฟังน่ะครับ.

ลิ้มหลอนโดดหลบกระสุน?บนเวทีพันธมาร



สนธิ ลิ้มทองกุล บนเวทีพันธมิตร คืนวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา คลิป จาก you tube ในนาทีที่ 21.31 - 21.34 ขณะที่กำลังปราศรัยโจมตีเรื่องไทย-กัมพูชา นายสนธิได้โดดหลบไปทางซ้ืายทีพร้อมนำมือป้องหัว ทำสีหน้าตกใจ แล้วโดดหลบไปทางขวาอีกที ท่ามกลางความตื่นตลึงของผู้ชุมนุมพันธมิตรที่ส่งเสียงฮือฮา นายสนธิถามว่า"อะไรพี่น้อง"พอผู้ชุมนุมตอบมาเขาพูดว่า "ไม่ได้ยืิน"แล้วนายสนธิก็ปราศรัยต่อไป
สนธิ หลบอะไร ? หรือว่า ประสาทหลอน ????
ฉายซ้ำชัดๆ"กูจะยิงมึงๆ"

ช็อตต่อช็อตโจกลิ้มหลบอะไรบนเวทีพันธมาร
มีคนตาดีสังเกตจากคลิปในYoutubeว่า เหตุการณ์ที่สนธิลิ้มมีอาการหลอน โดดหลบบนเวทีพันธมิตรนั้น อาจเป็นเพราะมีลำแสงคล้ายเลเซอร์ไปปรากฎที่กบาลขณะกำลังปราศรัยด่ารัฐบาลว่า"ขี้ขลาด"ในกรณีขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดีคนตาดีอีกฝ่ายมองว่า ไม่น่าใช่แสงเลเซอร์ แต่เป็นรูปฉากหลังเวที ที่โจกลิ้มโดดหลบเป็นพัลวันเพราะประสาทหลอนไปเอง



อนิจจังวัฏสังขารา พันธมารพะงาบๆเจียนตาย เห็บสหภาพรัฐวิสาหกิจโดดหนีล้อฟรีพร้อมเคราแพะ

ดูอัลบั้มภาพสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเมื่อครั้งยังหวานชื่นกับพันธมิตร(ลิ้งค์)ล่าสุดเตียงหักซะแล้ว แต่กว่าจะเตียงหักก็รอจนกระทั่งสนธิลิ้มหักดิบไม่ให้สมศักดิ์เคราแพะนำพรรคการเมืองใหม่ลงเลือกตั้ง อนิจจัง วัฏสังขารา อกุสลา ธรรมา..


ที่ประชุมกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้แกนนำสรส. ถอยออกมาเพื่อทบทวนท่าทีการเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการขึ้นเวที ซึ่งจะไม่ให้กรรมการบริหารสรส. ขึ้นเวทีปราศรัย หรือทำกิจกรรมอื่นบนเวทีการชุมนุมพันธมิตร รวมทั้งให้นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษาสรส. ถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รุ่นที่ 1 และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ถอนตัวจากแกนนำพธม.รุ่นที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2554

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. กล่าวถึงกรณีถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามมติที่ประชุม สรส.ว่า ยืนยันจิตวิญญาณตนคือพันธมิตรฯ โดยจะไปเข้าร่วมกิจกรรมที่มีประโยชน์เท่านั้น พร้อมปฏิเสธแตกคอกับแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่น

ขณะเดียวกันยอมรับด้วยว่า นายพิเชฐ พัฒนโชติ รองหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคอื่น

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยันว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตร ในฐานะที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส.ได้ลาออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรฯ แล้วแต่ยังไม่ทราบเหตุผลอย่างเป็นทางการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศถอนตัวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่พันธมิตตรฯกดดันให้พรรคการเมืองใหม่ที่นำโดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทำให้นายสมศักดิ์ไม่พอใจ และมีกระแสข่าวว่านายสุริยะใส กตะศิลา และนายสำราญ รอดเพชร ก็อาจจะถอนตัวออกจากพันธมิตรด้วย แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน

วันพฤหัสบดี, เมษายน 28, 2554

ธนาพล อิ๋วสกุล:ชี้แจงกรณีข่าวกองปราบฯแกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ผมคิดว่าเราไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป และพยายามคิดว่ามันเป็นงานรูทีนของตำรวจ เพราะมันเริ่มจากมีคนร้องเรียน ict แล้ว ict ต้องมาแจ้งความที่ตำรวจ แล้วตำรวจก็ดำเนินการตามปรกติ-ธนาพล อิ๋วสกุล (ภาพ:เนชั่น)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2554

นายธนาพล อิ๋วสกุล เขียนในเฟซบุ๊คสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ชี้แจงเพิ่มเติมตามที่มีข่าว กองปราบฯ แกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน เรียก บ.ก.ฟ้าเดียวกันให้ปากคำ ตามที่เผยแพร่ในเวบไซต์ประชาไท http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34259 ว่า ผมในฐานะ “พยาน” ขอให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทุกท่านดังต่อไปนี้

1. ในฐานะคนที่ดูแลกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน การต้องไปให้การในฐานะพยานนั้นเป็นกิจวัตรในชีวิตที่ผมต้องปฏิบัติเมื่อรับผิดชอบเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน เฉพาะกองปราบนี่ผมต้องเดินทางไปร่วม 10 ครั้งแล้ว

2. สูตรสำเร็จในการให้การเป็นพยานคือ เป็นเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันจริง แค่ไม่ทราบว่าข้อความที่โพสต์จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีเวลาดูทั้งหมด

3. ถ้าตำรวจขอไอพี ก็บอกว่าให้เอาหมายศาลมา (ซึ่งไม่เคยมีหมายศาลจากตำรวจ) ถ้าถามเรื่องเทคนิค ก็บอกว่าไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายเทคนิค (อันนี้ข้อเท็จจริง)

4. ถ้าถามว่าฝ่ายเทคนิคคือใคร บอกว่าเป็นอาสาสมัคร ติดต่อทางอีเมลล์เท่านั้น ไม่เคยเจอตัว

5. กรณีการไปให้การเมื่อวันที่ 27 เมษา แตกต่างจากกรณีอื่น ๆ คือ เมื่อวันที่ 4 เมษาที่ผ่านมาผมไปให้การในฐานะพยานเหมือนกับกรณีอื่น ๆ ก่อนหน้า แต่ตำรวจจะให้เซ็นชื่อในฐานะพยานโดยมีแค่ url จำนวน 46 url ผมบอกว่าเซ็นไม่ได้เนื่องจากผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าทั้ง 46 url นั้นมีเนื้อหาอะไร และในทางปฏิบัติคือเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันได้เปลี่ยนผู้รับผิดชอบ/เปลี่ยนชื่อ และยังโดน ict ปิดจนถึงปัจจุบัน

6. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนปราศรัยวันที่ 10 เมษาฯ ที่นำไปสู่การแจ้งความจับจตุพรและพวก รวมทั้งการตบเท้าของ ทหาร จึงไม่เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวการรัฐประหารแต่อย่างใด

7. การนัดหมายจึงมีอีกครั้งในวันที่ 27 เมษา ผมจึงให้ทางตำรวจเอารายชื่อและเนื้อหาทั้ง 46 url มาให้ดูก่อนลงชื่อรับทราบเป็นพยาน ในการนี้ผมขอความช่วยเหลือผ่านเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนให้ไปใช้ช่วยจดรายละเอียดมาเพื่อเผยแพร่ให้รับทราบ

8. ทั้งรายชื่อและเนื้อหาที่ออกมานั้น “ผิดคาด” ครับ สำหรับผมไม่เห็นมีอะไรที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องอะไรได้ เช่น กรณี ล็อกอินที่ใช้นามว่า“กลุ่มสมชายคัมแบ๊ค (SCCB)” หรือ “ผัวเผลอแล้วเจอกัน” เป็นเรื่องเฮฮา เล็ก ๆ น้อย ๆ กรณีล็อกอิน “อย่าว่าเราเจ้าข้า” ก็เป็นแค่การเอาข้อมูลสาธารณะมาเรียงต่อกัน หรือกรณี “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ก็เป็นบทความเรื่องพระสุรเสียง ซึงเผยแพร่ไปมากกว่าในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน

9. กรณีดังกล่าวทำให้หลายคนตื่นตระหนก รวมทั้งไปลบข้อมูลเก่าของตัวเลงในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันนั้น ผมคิดว่าไม่ต้องไปทำให้เสียเวลาครับ เพราะเขาไม่ได้เอาข้อมูลในปัจจุบัน แต่เอาข้อมูลเก่าที่เขาเซฟเก็บไว้เป็นหลักฐาน คือต่อให้ลบก็ไม่ช่วยอะไร

10. ผมคิดว่าเราไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องดังกล่าวมากเกินไป และพยายามคิดว่ามันเป็นงานรูทีนของตำรวจ เพราะมันเริ่มจากมีคนร้องเรียน ict แล้ว ict ต้องมาแจ้งความที่ตำรวจ แล้วตำรวจก็ดำเนินการตามปรกติ

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ ประชาไทเสนอรายงานข่าว "กองปราบฯ แกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน เรียก บ.ก.ฟ้าเดียวกันให้ปากคำ"
27 เมษายน 2554


ตำรวจกองปราบฯ เรียกธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน พบ 50 กว่ารายชื่อ 46 ยูอาร์แอล อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

วันนี้ เวลา 09.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ เรียกนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) จำนวน 46 ยูอาร์แอล อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เบื้องต้นนายธนาพลให้การว่า ไม่ทราบว่ามีข้อความดังกล่าวในเว็บบอร์ด และไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเว็บถูกปิดไปแล้ว

จากเอกสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบนามแฝงที่ใช้ล็อกอินเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันกว่า 50 รายชื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ นามแฝงของผู้โพสต์ข้อความหมิ่นเหม่ และกลุ่มที่สองคือนามแฝงของเจ้าของกระทู้และผู้แสดงความเห็นในกระทู้ที่มี ข้อความหมิ่นเหม่


โดยบุคคลทั้งสองกลุ่มมีรายชื่อดังนี้ (อนึ่ง มีบางรายชื่อที่ประชาไทไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากการตั้งชื่อผู้ใช้อาจ เข้าข่ายความผิดมาตรา 112)
1. fd35
2. กิ๊กผม...เธอเป็นยอดมนุษย์
3. Eluchada
4. ตาสว่าง
5. สหายดำเกิง
6. เอาม่าง
7. บหค02
8. Rommel
9. kuaycheng
10. สายฟ้า ขอนแก่น
11. สมเสร็จxxxx
12. สหายดอกหญ้า
13. คนประสาทที่เพิ่งสร้าง
14. Sympatique MD
15. Meteora
16. HereHere
17. landforce
18. แมลงปอ
19. gubannok
20.กxxxx
21. เมพเจ้า
22. เมพเจ้าเบจิต้า
23. ขอชื่อสมชายหลายๆชาติ
24. กลุ่มสมชายคัมแบ๊ค (SCCB)
25. sanooksanan
26. เรียบร้อยริมรัง
27. บัฟฟาโล่บอยคนเลี้ยงฟาย
28. อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
29. ผัวเผลอแล้วเจอกัน
30. นู๋เค
31. ผักกาดดอง
32. login 2099 (ในเอกสารมองไม่เห็นชื่อ)
33. ผู้มาเยือน
34. totoop
35. tanawat
36. ผัวxxxเมียxxx
37. anti fcudalism
38. quaycheng
39. สงสัย
40. อย่าว่าเราเจ้าข้า
41. บค.พ.02
42. สหายสิกขา
43. nothin
44. hhff
45. หมาร่าหมาหรอด
46. nothin
47. bumpboyslim
48. maqical
49. anais
50. เกลียดไอ้xxxxxxxxxxx
51.xxxฉีดxxxxใส่โซ่xxxx
52.JJB
53 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
54 ปิยบุตร

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับคนเหล่านี้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะบางรายชื่อเป็นเพียงเจ้าของกระทู้ซึ่งมีผู้เล่นเว็บบอร์ดรายอื่นเข้ามาตอบโดยอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดอาญามาตรา 112

เส้นทางของรัฐนาซีใหม่?

โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
28 เมษายน 2554




กรณีคุกคามเสรีภาพทางวิชาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ต่อ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนถึงการคุกคามหรือการปฏิเสธใน เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อย่างมีนัยสำคัญซึ่งตามมาด้วยการ "จู่โจม" ขบวนประชาธิปไตยประชาชนที่ก่อตัวและพัฒนาสืบเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัดขึ้น นับจากการรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน 2549

สัปดาห์ถัดมา คือในวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2554 ชุดปฏิบัติการร่วมซึ่งประกอบกำลังจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และตำรวจท้องที่ ได้นำหมายศาล กระจายกำลังกันเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสถานีวิทยุที่กระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 13 แห่ง ในพื้นที่ กทม. 7 แห่ง ซึ่งในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจาก กอ.รมน. ตรวจสอบพบว่ามีสถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งที่ดำเนินการเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้โดยข้อเท็จจริง ณ เวลาปัจจุบัน สถานีวิทยุชุมชน "ทั้งประเทศ" ไม่เพียงสถานีที่ดำเนินการโดย "คนเสื้อแดง" ล้วนกระจายเสียงโดยไม่มีกฎหมายรองรับแต่อย่างใด

และปฏิบัติการเยี่ยง "รัฐนาซี" ก็ตามมา เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 27 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ มีหมายเรียกตัวนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) จำนวน 46 url อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนายธนาพลให้การว่า ไม่ทราบว่ามีข้อความดังกล่าวในเว็บบอร์ด และไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเว็บถูกปิดไปแล้ว

สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างความมีอารยะกับความป่าเถื่อนลุแก่อำนาจยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ และหมายถึงการรณรงค์ระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังปฏิกิริยา กำลังจะผ่านพัฒนาการขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือบาดแผลและความเจ็บปวดของประชาชนผู้ใฝ่ในเสรีภาพ

ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ สอนให้มนุษย์รู้จัก "ผู้นำ" หนึ่งใน "คนบาปของมนุษยชาติ" คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "ฟือเรอร์ (Fuhrer)" หรือ "ผู้นำสูงสุด" ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน หรือพรรคนาซี (Nazi) ประมุขแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก ทั้งโดยอาศัยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสาธารณรัฐไวมาร์เป็นจักรวรรดิไรช์ที่สาม รัฐเผด็จการพรรคการเมืองเดียว ภายใต้แนวคิดนาซีอันเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จและอัตตาธิปไตย และต่อมามีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำสงครามของเยอรมนี และนโยบายด้านการต่างประเทศตามลัทธินาซี ซึ่งนำพาประชาชาติเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งทำให้ผู้บริสุทธิ์ตายไปอย่างน้อย 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน ทั้งนี้เครื่องมือสำคัญ 2 ประการของฮิตเลอร์และรัฐนาซี ประกอบด้วยบุคคล 2 คน

"โจเซฟ เกิบเบล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Ministry for Popular Enlightenment and Propaganda) ตั้งแต่ (1933-1945) ผู้ถือได้ว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดรองจากฮิตเลอร์ต่อการปลุกเร้าจิตใจของชาวเยอรมันต่อการรุกรานยุโรป ผลงานสำคัญของกระทรวงโฆษณาการของอาณาจักรไรช์ที่ 3 คือทำให้ประชาชนเยอรมันคลั่งชาติ ในช่วงท้ายของสงคราม ฮิตเลอร์ได้ระบุในพินัยกรรมให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเพียงแค่วันเดียว เกิบเบลก็สั่งให้ภรรยาและบุตรทั้งหมดกินยาพิษฆ่าตัวตาย ก่อนจะฆ่าตัวตายตามหลัง "ผู้นำสูงสุด" ไป

"ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์" ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสและหน่วยตำรวจลับเกสตาโป มีหน้าที่ตรวจค้นและกวาดล้างบุคคล แหละ/หรือกลุ่มบุคคลที่ต้อง สงสัยว่ามีพฤติกรรมต่อต้าน อำนาจรัฐนาซีเยอรมันในช่วง เหลื่อมและช่วงสงครามโลกครั้ง ที่สองในทวีปยุโรป มีอำนาจล้นฟ้าในรัฐเผด็จอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มีส่วนรู้เห็นต่อการสร้างค่ายกักกัน ทั้งหลายในทวีปยุโรป ผลงานที่มนุษย์ในสังคมอารยะไม่มีวันลืมคือเป็นผู้สร้างค่ายกักกันในเมืองที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า "เอาชวิทซ์ (Auschwitz)" ในประเทศโปแลนด์ที่กองทัพนาซีเยอรมันรุกรานเข้ายึดครองในปี 1939 อันเป็นที่สังหารชาวยิวกว่า 3 ล้านคน ผู้ประสบชะตากรรมเกือบทั้งหมดถูกสังหารใน "ห้องรมก๊าซ" โดยใช้ก๊าซ Zyklon B ตลอดจนจากความอดอยาก การบังคับใช้แรงงาน การขาดการดูแลทางสุขภาพ การถูกสังหารตัวต่อตัว และข้ออ้างใน "การทดลองทางแพทย์" หลังจากนาซีเยอรมันประสบความปราชัย ฮิมม์เลอร์ถูกพันธมิตรจับกุมตัวได้และฆ่าตัวตาย

ไม่ว่าในยุคที่การเผด็จอำนาจของพรรคนาซีเยอรมันภายใต้การนำของฮิตเลอร์จะเกรียงไกรแข็งแกร่ง โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเดินทางไปสู่จุดจบและกลายเป็นตราบบาปของประวัติอารยธรรมของมนุษยชาติเพียงใด…

แต่บั้นปลายของหนึ่งใน "ทรราชย์" ที่สามานย์ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ก็คือ การฆ่าตัวตายพร้อมๆกับ อีวา บราวน์ ภรรยาที่ไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ในกรุงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1945 ก่อนการยาตราทัพเข้ายึดครองโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเชื่อว่าฮิตเลอร์ใช้วิธียิงตัวตาย ขณะที่บราวน์เลือกใช้วิธีดื่มยาพิษ แม้ว่าการตายนั้นยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากไม่มีการพบศพของทั้ง 2 คนแต่อย่างใด.

อนิจจังวัฏสังขารา พันธมารพะงาบๆเจียนตาย เห็บสหภาพรัฐวิสาหกิจโดดหนีล้อฟรีพร้อมเคราแพะ

ดูอัลบั้มภาพสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเมื่อครั้งยังหวานชื่นกับพันธมิตร(ลิ้งค์)ล่าสุดเตียงหักซะแล้ว แต่กว่าจะเตียงหักก็รอจนกระทั่งสนธิลิ้มหักดิบไม่ให้สมศักดิ์เคราแพะนำพรรคการเมืองใหม่ลงเลือกตั้ง อนิจจัง วัฏสังขารา อกุสลา ธรรมา..

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2554


ที่ประชุมกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้แกนนำสรส. ถอยออกมาเพื่อทบทวนท่าทีการเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ โดยเฉพาะการขึ้นเวที ซึ่งจะไม่ให้กรรมการบริหารสรส. ขึ้นเวทีปราศรัย หรือทำกิจกรรมอื่นบนเวทีการชุมนุมพันธมิตร รวมทั้งให้นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษาสรส. ถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รุ่นที่ 1 และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ถอนตัวจากแกนนำพธม.รุ่นที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2554

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. กล่าวถึงกรณีถอนตัวจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามมติที่ประชุม สรส.ว่า ยืนยันจิตวิญญาณตนคือพันธมิตรฯ โดยจะไปเข้าร่วมกิจกรรมที่มีประโยชน์เท่านั้น พร้อมปฏิเสธแตกคอกับแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่น

ขณะเดียวกันยอมรับด้วยว่า นายพิเชฐ พัฒนโชติ รองหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคอื่น

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยันว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และแกนนำพันธมิตร ในฐานะที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส.ได้ลาออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรฯ แล้วแต่ยังไม่ทราบเหตุผลอย่างเป็นทางการ

เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศถอนตัวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่พันธมิตตรฯกดดันให้พรรคการเมืองใหม่ที่นำโดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทำให้นายสมศักดิ์ไม่พอใจ และมีกระแสข่าวว่านายสุริยะใส กตะศิลา และนายสำราญ รอดเพชร ก็อาจจะถอนตัวออกจากพันธมิตรด้วย แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน

นักศึกษาธรรมศาสตร์เขียนถึงอธิการบดี ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ "นี่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ผมรู้จัก"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 เมษายน 2554

"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว" วิทยากร เชียงกูร, 2511




นี่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ผมรู้จัก

โดย Oh Wong-Arthichart

ผมมีความใฝ่ฝันมาตลอดว่าผมอยากเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้ให้ได้ เนื่องด้วยเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อที่สุดในด้านสังคมศาสตร์และการเืมือง ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จและก็ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในฐานะนักศึกษาคนหนึ่ง

ภาพแรกที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำคือแผ่นป้ายที่เขียนตัวเบ้อเริ่มว่า ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้ว รวมทั้งหลายๆคำขวัญที่ตราตรึงเช่นกันในหัวของพวกเราที่เป็นเพื่อนใหม่ การปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย รักประชาชน หรือการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพทางด้านความคิด เป็นสิ่งที่หล่อหลอมเพื่อนใหม่ๆหลายคนและจุดประกายความหวังที่อยากจะ เปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ในช่วงแรกเริ่มของชีวิตนักศึกษา

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างที่หวังไว้

คำขวัญ รักประชาชน เสรีภาพ สิทธิเท่าเทียม ประชาธิปไตย เป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อขายฝันที่ไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยคิดจะส่งเสริมอย่าง เป็นจริงเป็นจัง แม้แต่องค์การนักศึกษาที่มีประวัติอันยาวนานของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน ปัจจุบันก็เหลือเพียงแต่คนที่ไม่ได้สนใจประเด็นสังคมการเมืองอย่างจริงจัง เท่าไหร่นัก องค์การนักศึกษาหรือสภาในปัจจุบันไม่เคยแม้แต่จะกล้าแตะประเด็นทางการเมือง แต่ชอบอ้างว่าตนสนใจการเมือง อยากทำอะไรเพื่อสังคม อยากให้นักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ และการจัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นก็เห็นมีเพียงแต่กิจกรรมที่พร้อมจะมอบความไร้ สาระแก่น.ศ.ในทุกโอกาส

มหาวิทยาลัยเองก็ถูกกลืนหายไปกับ ทุนนิยมจนโงหัวไม่ขึ้น และแสร้งทำเป็นสนใจวิถีชีวิตแบบติดดินของชาวนาโดยการจัดกิจกรรมเกี่ยวข้าว โดยที่ไม่เคยใส่ใจกับรายละเอียดของกิจกรรมหรือให้ความรู้อย่างเป็นจริงเป็น จรังเกี่ยวกับความทุกข์ยากของชาวนา มีเพียงแต่ข้ออ้างลอยๆที่ฟังดูตลกๆอย่าง "เพื่อเป็นการให้รู้ว่านศ มธ ติดดิน"

และเมื่อมีกลุ่มอาจารย์หรือนักศึกษาที่พร้อมลุกขึ้นมาเขย่าความคิดของนักศึกษาให้ตื่นขึ้น อธิการบดีก็พร้อมที่จะปิดกั้นโอกาสนั้น

ดังวิสัยทัศน์ล่าสุดของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ที่กล่าวไว้ในสเตตัสของตัวเองว่า "ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้มธ.เป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้ไม่ผิดกฏหมาย แต่ฉวัดเฉวียน หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดใคร หรือสถาบันใดก็ตาม" (จากเฟสบุ๊ก Somkit Lertpaithoon)

นี่หรือคือความคิดของอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งเสรีภาพ? ถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้วการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือการออกมาวิจารณ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันต้องเกิดการพาดพิงในตัวของมันเองอยู่แล้วมิใช่หรือ ความหมิ่นเหม่ที่จะละเมิดใครไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมดาของการวิจารณ์หรอกหรือ?

ต้องยอมรับว่าผมผิดหวังในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก มหาวิทยาลัยที่ผมตั้งความหวังไว้ว่าจะมีอะไร กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีแต่ความกลวงปล่าว เสรีภาพ สิทธิ ความคิดทางการเมืองที่แหลมคม ถูกผลักให้ไปอยู่ขอบนอกของวิสัยทัศน์ที่แท้จริง และถูกทำให้กลายเป็นเครื่องประดับ เหมือนต้นคริสต์มาสต์ที่เต็มไปด้วยสิ่งประดับหลอกลวง

ถ้า อาจารย์จะพูดอย่างนี้แล้วผมว่าอย่าไปส่งเสริมมันเลยเสรีภาพหรือการเมืองอะไร นั่น ผมว่ายกเลิกการจัดกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดเหมือนที่หลายๆมหาวิทยาลัยเค้า ทำเถอะ จะได้ไม่ต้องมีฐานเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง จะได้ไม่ต้องมีฐานทางความคิดเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนทุกคนพึงมี

แล้วจะได้ไม่ต้องไปพูดกับใครอีกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเสรีภาพ อายเค้า

ด้วยความเคารพ

จากนักศึกษาคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งความเพ้อฝัน

ประชาไท: เผยรายชื่อกว่า 50 ชื่อผู้เล่นเวบฟ้าเดียวกันที่ถูกกองปราบตามสอย

ใครเป็นใครไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ หลายคนเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน และคงไม่มีทางที่กองปราบจะไปตามเอาผิดกับลมพัดผ่านเหล่านี้ได้ แต่กองปราบกล้าให้อาจารย์สมศักดิ์ และอาจารย์ปิยบุตร ขึ้นให้การในศาลไหมล่ะ กล้าวิวาทะในแง่ทางวิชาการกับอาจารย์ทั้งสองหรือไม่?



ที่มา ประชาไท "กองปราบฯ แกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน เรียก บ.ก.ฟ้าเดียวกันให้ปากคำ"
27 เมษายน 2554


ตำรวจกองปราบฯ เรียกธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน พบ 50 กว่ารายชื่อ 46 ยูอาร์แอล อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

วันนี้ เวลา 09.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ เรียกนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) จำนวน 46 ยูอาร์แอล อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เบื้องต้นนายธนาพลให้การว่า ไม่ทราบว่ามีข้อความดังกล่าวในเว็บบอร์ด และไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเว็บถูกปิดไปแล้ว

จากเอกสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบนามแฝงที่ใช้ล็อกอินเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันกว่า 50 รายชื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ นามแฝงของผู้โพสต์ข้อความหมิ่นเหม่ และกลุ่มที่สองคือนามแฝงของเจ้าของกระทู้และผู้แสดงความเห็นในกระทู้ที่มี ข้อความหมิ่นเหม่


โดยบุคคลทั้งสองกลุ่มมีรายชื่อดังนี้ (อนึ่ง มีบางรายชื่อที่ประชาไทไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากการตั้งชื่อผู้ใช้อาจ เข้าข่ายความผิดมาตรา 112)
1. fd35
2. กิ๊กผม...เธอเป็นยอดมนุษย์
3. Eluchada
4. ตาสว่าง
5. สหายดำเกิง
6. เอาม่าง
7. บหค02
8. Rommel
9. kuaycheng
10. สายฟ้า ขอนแก่น
11. สมเสร็จxxxx
12. สหายดอกหญ้า
13. คนประสาทที่เพิ่งสร้าง
14. Sympatique MD
15. Meteora
16. HereHere
17. landforce
18. แมลงปอ
19. gubannok
20.กxxxx
21. เมพเจ้า
22. เมพเจ้าเบจิต้า
23. ขอชื่อสมชายหลายๆชาติ
24. กลุ่มสมชายคัมแบ๊ค (SCCB)
25. sanooksanan
26. เรียบร้อยริมรัง
27. บัฟฟาโล่บอยคนเลี้ยงฟาย
28. อยากประหยัดให้ติดแก๊ส
29. ผัวเผลอแล้วเจอกัน
30. นู๋เค
31. ผักกาดดอง
32. login 2099 (ในเอกสารมองไม่เห็นชื่อ)
33. ผู้มาเยือน
34. totoop
35. tanawat
36. ผัวxxxเมียxxx
37. anti fcudalism
38. quaycheng
39. สงสัย
40. อย่าว่าเราเจ้าข้า
41. บค.พ.02
42. สหายสิกขา
43. nothin
44. hhff
45. หมาร่าหมาหรอด
46. nothin
47. bumpboyslim
48. maqical
49. anais
50. เกลียดไอ้xxxxxxxxxxx
51.xxxฉีดxxxxใส่โซ่xxxx
52.JJB
53 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
54 ปิยบุตร

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการกับคนเหล่านี้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะบางรายชื่อเป็นเพียงเจ้าของกระทู้ซึ่งมีผู้เล่นเว็บบอร์ดรายอื่นเข้ามาตอบโดยอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดอาญามาตรา 112

ธนาพล อิ๋วสกุล:ชี้แจงกรณีข่าวกองปราบฯแกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
ผมคิดว่าเราไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป และพยายามคิดว่ามันเป็นงานรูทีนของตำรวจ เพราะมันเริ่มจากมีคนร้องเรียน ict แล้ว ict ต้องมาแจ้งความที่ตำรวจ แล้วตำรวจก็ดำเนินการตามปรกติ-ธนาพล อิ๋วสกุล (ภาพ:เนชั่น)

นายธนาพล อิ๋วสกุล เขียนในเฟซบุ๊คสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ชี้แจงเพิ่มเติมตามที่มีข่าว กองปราบฯ แกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน เรียก บ.ก.ฟ้าเดียวกันให้ปากคำ ตามที่เผยแพร่ในเวบไซต์ประชาไท http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34259 ว่า ผมในฐานะ “พยาน” ขอให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทุกท่านดังต่อไปนี้

1. ในฐานะคนที่ดูแลกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน การต้องไปให้การในฐานะพยานนั้นเป็นกิจวัตรในชีวิตที่ผมต้องปฏิบัติเมื่อรับผิดชอบเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน เฉพาะกองปราบนี่ผมต้องเดินทางไปร่วม 10 ครั้งแล้ว

2. สูตรสำเร็จในการให้การเป็นพยานคือ เป็นเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันจริง แค่ไม่ทราบว่าข้อความที่โพสต์จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีเวลาดูทั้งหมด

3. ถ้าตำรวจขอไอพี ก็บอกว่าให้เอาหมายศาลมา (ซึ่งไม่เคยมีหมายศาลจากตำรวจ) ถ้าถามเรื่องเทคนิค ก็บอกว่าไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายเทคนิค (อันนี้ข้อเท็จจริง)

4. ถ้าถามว่าฝ่ายเทคนิคคือใคร บอกว่าเป็นอาสาสมัคร ติดต่อทางอีเมลล์เท่านั้น ไม่เคยเจอตัว

5. กรณีการไปให้การเมื่อวันที่ 27 เมษา แตกต่างจากกรณีอื่น ๆ คือ เมื่อวันที่ 4 เมษาที่ผ่านมาผมไปให้การในฐานะพยานเหมือนกับกรณีอื่น ๆ ก่อนหน้า แต่ตำรวจจะให้เซ็นชื่อในฐานะพยานโดยมีแค่ url จำนวน 46 url ผมบอกว่าเซ็นไม่ได้เนื่องจากผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าทั้ง 46 url นั้นมีเนื้อหาอะไร และในทางปฏิบัติคือเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันได้เปลี่ยนผู้รับผิดชอบ/เปลี่ยนชื่อ และยังโดน ict ปิดจนถึงปัจจุบัน

6. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนปราศรัยวันที่ 10 เมษาฯ ที่นำไปสู่การแจ้งความจับจตุพรและพวก รวมทั้งการตบเท้าของ ทหาร จึงไม่เกี่ยวข้องกับกระแสข่าวการรัฐประหารแต่อย่างใด

7. การนัดหมายจึงมีอีกครั้งในวันที่ 27 เมษา ผมจึงให้ทางตำรวจเอารายชื่อและเนื้อหาทั้ง 46 url มาให้ดูก่อนลงชื่อรับทราบเป็นพยาน ในการนี้ผมขอความช่วยเหลือผ่านเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนให้ไปใช้ช่วยจดรายละเอียดมาเพื่อเผยแพร่ให้รับทราบ

8. ทั้งรายชื่อและเนื้อหาที่ออกมานั้น “ผิดคาด” ครับ สำหรับผมไม่เห็นมีอะไรที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องอะไรได้ เช่น กรณี ล็อกอินที่ใช้นามว่า“กลุ่มสมชายคัมแบ๊ค (SCCB)” หรือ “ผัวเผลอแล้วเจอกัน” เป็นเรื่องเฮฮา เล็ก ๆ น้อย ๆ กรณีล็อกอิน “อย่าว่าเราเจ้าข้า” ก็เป็นแค่การเอาข้อมูลสาธารณะมาเรียงต่อกัน หรือกรณี “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ก็เป็นบทความเรื่องพระสุรเสียง ซึงเผยแพร่ไปมากกว่าในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน

9. กรณีดังกล่าวทำให้หลายคนตื่นตระหนก รวมทั้งไปลบข้อมูลเก่าของตัวเลงในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันนั้น ผมคิดว่าไม่ต้องไปทำให้เสียเวลาครับ เพราะเขาไม่ได้เอาข้อมูลในปัจจุบัน แต่เอาข้อมูลเก่าที่เขาเซฟเก็บไว้เป็นหลักฐาน คือต่อให้ลบก็ไม่ช่วยอะไร

10. ผมคิดว่าเราไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องดังกล่าวมากเกินไป และพยายามคิดว่ามันเป็นงานรูทีนของตำรวจ เพราะมันเริ่มจากมีคนร้องเรียน ict แล้ว ict ต้องมาแจ้งความที่ตำรวจ แล้วตำรวจก็ดำเนินการตามปรกติ