วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 05, 2554

เปิดรายงานฉบับเต็มฮิวแมนไรท์ว็อช์ท ชี้การกระทำของรัฐบาลเสมือนการสังหารที่เลือดเย็น

รายงาน “Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirts Protest and the Government Crackdown”ฉบับเต็มของฮิวแมนไรท์วอท์ช

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤษภาคม 2554

ประชาไท รายงานว่า วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ฮิวแมนไรท์วอท์ช องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากลได้แถลงเปิดตัวรายงาน “Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirts Protest and the Government Crackdown” เกี่ยวกับกรณีการสลายการชุมนุมทางการเมืองในเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีที่แล้ว

ฮิวแมนไรท์วอท์ช กล่าวว่า จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการดำเนินการกระทำความผิดใดๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดให้มีการสืบสวนและสอบสวนอย่างโปร่งใส และให้จัดให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายผู้ชุมนุมก็ตาม

จากการเก็บข้อมูลของฮิวแมนไรท์วอท์ชพบว่า มีหลักฐานจริงที่ยืนยันว่าทหารได้ใช้สไนเปอร์ในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยรัฐบาลได้ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ แต่ในความเป็นจริง จากการลงเก็บข้อมูลบนรางรถไฟฟ้า การสัมภาษณ์พยานหลักฐานในวัดปทุมวนารามและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นที่ชัดเจนว่าทหารใช้สไนเปอร์ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสลงมาในวัดปทุม และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมใช้อาวุธยิงออกมาจากวัดปทุม แต่จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลประกาศใช้เขตกระสุนจริง (Live Firing Zone) ยังถือเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างร้ายแรง และไม่ว่าจะมีข้ออ้างหรือเงื่อนไขใด รัฐบาลก็ไม่สามารถประกาศ Live Firing Zone ได้

“เรามองว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการสังหารประชาชนที่เลือดเย็นมาก” นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอท์ชกล่าว “ถึงแม้ว่าทหารจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อใดที่ทหารส่องสไนเปอร์ไปยังผู้ชุมนุมมือเปล่าแล้วยังลั่นไกฆ่า นั่นถือว่าเป็นการจงใจฆาตกรรม”

นอกจากนี้ ฮิวแมนไรท์วอท์ชมองว่าฝ่าย นปช.เองก็มีส่วนก่อให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน เช่น ในกรณีของชายชุดดำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลเอกร่มเกล้า มีหลักฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับแกนนำนปช. และการที่ผู้ชุมนุมใช้อาวุธระเบิดทำมือ จรวด และการเผายางต่อสู้กับทหารในช่วงวันที่ 14-19 พฤษภาคม รวมถึงการเข้าค้นโรงพยาบาลจุฬา ก็นับว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายผู้ชุมนุมทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในระหว่างการแถลงข่าว แบรด อดัมส์ ยังได้เปิดคลิปวีดีโอการปราศรัยของอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธ์ ที่สื่อว่ามีเจตนายั่วยุผู้ชุมนุมให้ก่อความวุ่นวาย ทำลายข้าวของและการเผา

ในรายงานยังระบุถึงการที่รัฐบาลได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงการชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภาปีที่แล้ว ด้วยการปิดเว็บไซต์กว่า 1,000 เว็บ โทรทัศน์ดาวเทียม สิ่งพิมพ์ และวิทยุชุมชนอีก40 กว่าแห่ง นอกจากนี้ ภายหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุม รัฐบาลยังคงใช้มาตรการจัดการผู้ที่คิดเห็นต่างอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในประเด็นดังกล่าว แบรด อดัมส์กล่าวว่าเขาเสนอให้รัฐบาลทำการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวโดยเปลี่ยนให้ผู้กล่าวโทษเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง (private actor) มิใช่เปิดให้บุคคลใดก็ได้สามารถกล่าวโทษด้วยกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กำจัดผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า

ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียฮิวแมนไรท์วอท์ชกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์สาเหตุการประท้วง ทำงานล่าช้าเกินไป ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรับหน้าที่สอบสวนเหตุประท้วง ก็เหมือนถูกครอบงำโดยรัฐบาลและดูเหมือนว่า การสอบสวนของดีเอเอสไอคงไม่นำไปสู่การเปิดเผยความจริงใหม่ๆ ได้

รายงาน “Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirts Protest and the Government Crackdown” ของฮิวแมนไรท์วอท์ช (ท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบ: การชุมนุมเสื้อแดงและการปราบปรามประชาชนในปี 2553) มีความหนา 139 หน้า โดยประมวลข้อสรุปจากการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 94 คน จากกลุ่มผู้ชุมนุม เหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ พยานหลักฐาน นักวิชาการ นักข่าว ทนายความ นักสิทธิมนุษยชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยรักษาความปลอดภัย ตำรวจ และกลุ่มอื่นๆ

ธิดาประณามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้รู้จักอายมั่ง

นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช.แถลงว่า การที่องค์กรฮิวแมนไรต์วอชท์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)ออกมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการออกบทความ 139 กว่าหน้า จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 90 คนว่า รัฐบาลและกองทัพไทยเจตนาใช้อาวุธจริงและพลซุ่มยิงสังหารพลเรือน ยิงจุดสำคัญคือหัวและหัวใจ ไม่ใช่ยิงเพื่อหยุดผู้ประท้วง และการสอบสวนต่างๆก็ขาดความใปร่งใส ไม่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชนเลย

นางธิดากล่าวว่าแม้ในรายงานนี้แสดงทัศนะทำนองไม่เห็นด้วยกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และแกนนำนปช.โดยกล่าวหาว่าอาจมีส่วนยั่วยุผู้ชุมนุมให้ประท้วงด้วยความรุนแรง หรือพูดถึงชายชุดดำ แต่นั่นก็เพื่อแสดงจุดยืนว่าพวกเขาเป็นกลาง แต่ก็ยังดีกว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนของไทย อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรเกี่ยวกับการตาย 90 ศพ แต่เดือดร้อนกับการที่นายวีระ สมความคิดไปติดคุกเขมร จึงเป็นองค์กรสิทธิของอำมาตย์เท่านั้น

เทือกแถสีข้างถลอกโต้ฮิวแมนไรต์วอทช์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณี องค์กร เพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิว แมนไรต์ วอตช์ ออกมาระบุการตาย 91 ศพ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายทหารโดยการใช้อาวุธ ว่า ตนเห็นข่าวแล้วมีความเสียใจว่าองค์กรนี้ควรจะเป็นกลางและได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่เอนเอียง แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรออกไปให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรของประเทศไทย หรือภาพของประเทศโดยส่วนรวม ควรจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน น่าเสียดายตอนที่มีคดีอุ้มฆ่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วม 3,000 ศพ องค์กรนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนไม่เคยได้ยินเสียง

“ ผมคิดว่าองค์กรพวกนี้ต้องไปดูที่ประเทศของตนเอง ตอนประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกยิงตาย จนขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน หากประเทศไทยเกิดมีความยากลำบากในการทำหน้าที่ แล้วทำไมจะต้องลงโทษกัน ก็ยังทำหน้าที่ในการค้นหาข้อเท็จจริงกันอยู่ คณะกรรมการที่ค้นหาข้อเท็จจริงที่เป็นกลางเขาก็ทำหน้าที่ เช่น คณะของ อาจารย์คณิต ณ นคร เป็นต้น ทำไมเราไม่ฟังคนอย่างอาจารย์คณิต ณ นครหละ ทำไมเราต้องไปฟังฝรั่งมังค่าที่มากล่าวหาประเทศไทยล่ะครับ ” นายสุเทพ กล่าว

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แถขั้นเทพ!เทือกแถลแถเถือกโต้ฮิวแมนไรต์ว็อทช์ ทำรู้ดีทหารไทยสังหารเสื้อแดงแต่ไม่ยักรู้ใครฆ่าJFK