วันศุกร์, ธันวาคม 31, 2553

1ภาพมีค่ากว่าพันคำประจำปี'53



ปีแห่งความสูญเสีย-สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จรดน้ำศพพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมแบกโลงสหายของพวกเขาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน และสุดจะกลั้นน้ำตาไว้ได้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 ธันวาคม 2553


1.ลงขันเข้ากรุง-คนเสื้อแดงพากันทอดผ้าป่าระดมทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปประท้วงใหญ่ที่กรุงเทพฯเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่

2.คนกรุงแห่รับเสื้อแดง-คนกรุงเทพฯพากันออกมาต้อนรับขบวนคนเสื้อแดงที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้มีการต่อต้านตามที่สื่อกระแสหลักที่สนับสนุนรัฐบาลยั่วยุ

3.เจรจาไทย2ฝ่าย-การประท้วงนำไปสู่การเจรจาของตัวแทนรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดงออกทีวี ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว ไม่สามารถหาข้อตกลงได้


4.จุดเปลี่ยน-ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปในรัฐสภาในวันที่ 7 เมษายน เพื่อกดดันรัฐบาล ถูกการ์ดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้อาวุธจ่อหัว จึงพากันปลดอาวุธการ์ดรายนี้ นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเย็นวันนั้น และสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรง

5.มือเปล่ากับรถถัง-ทหารซึ่งเคยปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งรัฐบาลสมัคร-รัฐบาลสมชายในการควบคุมการชุมนุมยึดทำเนียบฯ-ยึดสนามบินของพันธมิตร เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสลายการชุมนุมคราวนี้ ในภาพผู้ชุมนุมพากันขวางรถถังที่จะเคลื่อนเข้าปราบปรามที่ราชดำเนิน

6.ไตรรงค์ซับน้ำตา-ภาพผู้ชุมนุมสตรีเสื้อแดงหยิบผืนธงชาติไตรรงค์ขึ้นเช็ดน้ำตาจากการถูกทหารใช้แก๊สน้ำตายิงสลายการชุมนุม 10 เมษายน เป็นภาพที่อาจสื่อความหมายเป็นตัวแทนของเหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ตลอดทั้งปี
7.คนละประเทศเดียวกัน-หลัง10เมษาฯ ผู้ชุมนุมยกระดับไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทำให้กลุ่มคนกรุงเทพฯส่วนหนึ่งใส่ชุดหลากสีออกมาต่อต้าน ในภาพเด็กน้อยด้านซ้ายมือเข้าร่วมการชุมนุมกับผู้ชุมนุมหลากสีกดดันให้รัฐบาลเร่งปราบปรามเสื้อแดงคืนชีวิตปกติให้คนกรุง เด็กน้อยเสื้อแดงในภาพขวาวิ่งเล่นซนในม็อบเสื้อแดงกลางแยกราชประสงค์


8.นาทีเปลี่ยนจุดสมดุลการศึก-มือสไนเปอร์ยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกล เพื่อเด็ดหัวขบวนของฝ่ายยุทธวิธีของกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมือสไนเปอร์ได้ยิงสังหารผู้ชุมนุมอีกหลายศพ เพื่อกดดันไม่ให้ประชาชนเข้าสมทบการชุมนุมที่ราชประสงค์ และกระชับพื้นที่เพื่อให้แกนนำประกาศยอมจำนนในที่สุด

9.ผู้ก่อการร้ายพ่อ..ง-ผู้ชุมนุมรายหนึ่งได้ถอดเสื้อผ้าออกแล้วตะโกนบอกทหารว่า ผู้ชุมนุมไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่มีอาวุธ อย่างมากก็มีแค่หนังสติ๊ก หรือพลุตะไล อย่างมากก็เผายางรถอำพรางไม่ให้โดนยิง หรือมีแค่ตัวเปล่าๆ ทหารต้องหยุดสังหารหมู่ผู้ประท้วงได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ไร้ผล
10.เสื้อแดงคนสุดท้าย-หลังแกนนำนปช.ประกาศยอมจำนนเข้ามอบตัว และเกิดจลาจลหลายจุดทั่วประเทศ สตรีรายนี้นั่งยืนหยัดอยู่หน้าเวทีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ หลังจากนั้นเสื้อแดงที่ไม่ยอมแพ้ก็ทยอยตามเธอออกมายืนหยัดต่อสู้ต่อไป แม้ไร้แกนนำ แต่ก็มีแกนนอนเกิดขึ้นมาแทน


11.ที่นี่มีคนตาย-ผู้ชุมนุมนอนเสียชีวิตอยู่ที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เสมือนตอกย้ำว่าที่นี่มีคนตาย แต่หลัง19พ.ค.คนกรุงส่วนหนึ่งได้ออกมาปัดกวาดล้างคราบเลือดแล้ว และจะจัดฉลองปีใหม่ ณ บริเวณที่ผู้ชุมนุมรายนี้นอนตายอยู่ในค่ำวันนี้ ( ที่นี่มีคนตาย!...แต่ไม่เห็นเป็นไรพร้อมกระจายความสุขสู่ชาวกรุง ความทุกข์มีแค่ว่าตกลงใครเผาห้าง? )

12.สิ่งที่ประเทศได้หลังความสูญเสีย-หลังการสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ มีการตามล่าสังหารเสื้อแดงอีก 5 ศพ รวมเป็นเกือบ 100 ศพ ระบอบปกครองอำมาตย์ โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหุ่นเชิดยังลวงโลกต่อไปว่า นี่คือประชาธิปไตย ขณะที่ผลงานของรัฐบาลไม่โดนใจประชาชน ไม่สนองปฏิกริยาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นกรณีน้ำท่วมใหญ่ ล่าสุดการจับ7คนไทยของกัมพูชา แต่อภิสิทธิ์ก็ยังจะพาครอบครัวไปเที่ยวปีใหม่ที่น้ำตกทีลอซูตามปกติ
**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ที่สุดแห่งปีของท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์

ที่สุดแห่งปีของท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 ธันวาคม 2553



1.เหตุการณ์สำคัญแห่งปี'53-อำมาตย์ปราบม็อบนองเลือดเม.ย.-19พ.ค.

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเหตุการณ์สำคัญแห่งปี'53 มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจจำนวน 1,818 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-เหตุการณ์อำมาตย์ปราบม็อบนองเลือด เม.ย.-19 พ.ค.53 จำนวน1,508 ท่าน คิดเป็น 82%
-รองลงมาคือกรณีที่ ศาลตลก.รธน.ไม่ยุบประชาธิปัตย์ 183 ท่าน (10%)
-เหตุการณ์ยึดทรัพย์+ไล่ล่าทักษิณ 67 ท่าน(3%)
-ฟิล์มทำแอนนี่ท้องแล้วทิ้ง 16 ท่าน(0%)
-เคอิโงะตามหาพ่อ 14 ท่าน (0%)
-หลินปิงเกิดมาน่ารัก 12 ท่าน (0%)
-พสกนิกรแห่ถวายพระพรในหลวงให้หายประชวร 8 ท่าน (0%)
-น้ำท่วมใหญ่ 7 ท่าน (0%)
-เหตุการณ์อื่นๆ 3 (0%)


Note:แม้แต่สำนักข่าวCNNก็จัดให้เหตุการณ์ประท้วงใหญ่ของคนเสื้อแดงในประเทศไทย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดอันดับ 1 ในการจัดอันดับข่าวที่CNNถือว่าเป็น"20เหตุการณ์เปลี่ยนโลกในปี2553"

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์อื่นๆก็นับว่าสำคัญไม่น้อย สำนักวิจัยสวนดุสิตโพลล์เปิดเผยว่าที่สุดแห่งปี2553ได้แก่เหตุการณ์ประชาชนสุขใจในหลวงหายพระประชวร อย่างไรก็ตามจากการจัดสำรวจของเรา มีผู้อ่านตอบแบบสำรวจข้อนี้ไม่ถึง 1%

2.บุคคลแห่งปี53-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง


มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,832 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง จำนวน 1,203 ท่าน (42%)
-ทักษิณ ชินวัตร 540 ท่าน(19%)
-คนเสื้อแดง 517 ท่าน (18%)
-บก.ลายจุด 246 ท่าน (8%)
-3เกลอ+แกนนำนปช. 229 ท่าน (8%)
-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 41 ท่าน(1%)
-สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 33 ท่าน(1%)
-ประยุทธ์ จันทร์โอชา 11 ท่าน (0%)
-สรรเสริญ แก้วกำเนิด 6 ท่าน (0%)
-อื่นๆ 6 ท่าน (0%)


Note:ในการชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนั้น เราเห็นผู้ไปชุมนุมรำลึกตะโกนคำขวัญว่า"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง" ซึ่งป่านนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยกับอีห่านั้นหมายถึงบุคคลใด แต่ท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจมาว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลแห่งปี และน่าจะเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์สำคัญแห่งปีในข้อ1ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเป็นบุคคลแห่งปีจากการสำรวจของเราในปีกลาย หล่นลงมาอยู่ในอันดับ 2 โดยที่ท่านผู้อ่านยกให้มวลชนคนเสื้อแดงมาเป็นอันดับที่ 3 ส่วนแกนนำนปช.ที่ต้องติดคุก กับบก.ลายจุดที่เข้ารับภารกิจแทนนั้นมีคะแนนสูสีกัน


3.ฉายารัฐบาล-สมุนรับใช้ทรราชเหี้ยสั่งฆ่า

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจหัวข้อนี้ทั้งสิ้น 2,069 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-สมุนรับใช้ทรราชเหี้ยสั่งฆ่า 1,220 ท่าน (58%)
-เส้นมาม่าบลูต้มยำเลือด 289 ท่าน (13%)
-เส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว 218 ท่าน (10%)
-นาธานเรียกพี่ 173 ท่าน(8%)
-หุ่นพิฆาตอำมาตย์ทมิฬ 163 ท่าน (7%)
-อื่นๆ 6 ท่าน(0%)


Note:ขณะที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลซึ่งเคยตั้งฉายารัฐบาลดุเดือดทุกปี มาปีนี้ถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบเอาใจช่วยสุดๆ โดยให้ฉายาว่า"รัฐบาลรอดฉุกเฉิน" ท่านผู้อ่านของเราลงมติท่วมท้นให้ฉายา"รัฐบาลสมุนรับใช้ทรราชย์เหี้ยสั่งฆ่า"อันสอดคล้องกับข้อ 1 และข้อ 2

4.วาทะแห่งปี'53-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีหมาสั่งยิง ไอ้เหี้ยสั่งเผา

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,170 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีหมาสั่งยิง ไอ้เหี้ยสั่งเผา 1,413 ท่าน (65%)
-คนเจ็บถูกใส่ร้าย คนตายถูกกล่าวหา คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล 560 ท่าน (25%)
-ที่นี่คือบ้านของพ่อ ไม่รักพ่อก็ออกไปจากบ้านซะ 73 ท่าน (3%)
-รู้สึกเสียดายที่ต้องเสียพ.อ.ร่มเกล้า เป็นทหารที่ดี 46 ท่าน (2%)
-ศอฉ.ขอพื้นที่คืน กระชับพื้นที่ กระชับวงล้อม 63 (2%)
-เสื้อแดงฆ่ากันเอง พรรคเผาไทยเผาประเทศ 10 (0%)
-อื่นๆ 5 (0%)



Note:วาทะแห่งปีที่ท่านผู้อ่านVoteนี้ยังสอดคล้องกับ3ข้อเบื้องต้น โดยเป็นคำขวัญที่คนเสื้อแดงใช้ตะโกนในที่ชุมนุมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม คำขวัญนี้เริ่มแพร่หลายเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงในมหานครลอสแองเจลีส(แอลเอ)สหรัฐอเมริกา ได้พากันเดินขบวนรำลึกวีรชนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และตะโกนคำว่า"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า"และมีสร้อยต่อท้ายในเวลาต่อมา

5.สื่อกระแสหลักยอดเยี่ยมแห่งปี'53-เครือมติชน+ข่าวสด

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้จำนวน 1,830 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้

-เครือมติชน+ข่าวสด 1,285 ท่าน (70%)
-โลกวันนี้ 253 ท่าน(13%)
-ไทยรัฐ 118 (6%)
-สรยุทธ์ สุทัศนจินดา+ข่าว3 จำนวน 73 ท่าน (3%)
-สื่ออื่นๆ 74 ท่าน (4%)
-เครือผู้จัดการ+ASTV 19 ท่าน (1%)
-เครือเนชั่น+คมชัดลึก 8 ท่าน (0%)


Note:ผู้ใดยึดกุมสื่อผู้นั้นกุมอำนาจ คำกล่าวนี้ยังเป็นจริง ท่านผู้อ่านของเราโหวตให้เครือมติชน+ข่าวสด เป็นสื่อกระแสหลักยอดเยี่ยมในปีนี้ ซึ่งปีนี้ยังนับว่าดีที่ยังพอมีเครือมติชน และข่าวสดที่มีทัศนะค่อนมาทางเห็นอกเห็นใจเสื้อแดงเพิ่มขึ้นค่ายหนึ่ง และพยายามนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(Investigative news)อย่างดีในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง หากเทียบกับตอนเหตุการณ์ชุมนุมสงกรานต์เลือดปี2552ที่แทบจะไม่มีสื่อกระแสหลักค่ายใดเลยที่มีทัศนะท่าทีเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง

ข้อที่น่าสังเกตอีกประการคือเครือเนชั่นก้าวขึ้นมายึดที่โหล่แทนเครือASTVผู้จัดการในปีนี้ ซึ่งเป็นฝีมือแท้ๆไม่ใช่โชคช่วย ด้วยอคติที่ยากจะเรียกว่าเป็น"นักวิชาชีพสื่อ"ของสุทธิชัย หยุ่น กนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญญไพบูลย์ เป็นตราบาปสำคัญ

6.เสื้อแดงผิดพลาดอะไรที่สุดปี53-ทักษิณ+แกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการปฏิวัติประเทศ

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,035 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-ทักษิณ+แกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการปฏิวัติประเทศ 629 ท่าน (30%)
-ทักษิณสู้ไปกราบไป 362 ท่าน(17%)
-แกนนำไม่มีเอกภาพขาดสามัคคี 259 ท่าน (12%)
-มีข้อเรียกร้องยุบสภา ทำไมไม่ยอมยุติม็อบเมื่อมาร์คยอมจะยุบแล้ว 201 (9%)
-แกนนำให้ความหวังลมแล้ง เช่น UNจะช่วยให้ชนะ 175 ท่าน (8%)
-แกนนำปลุกให้มวลชนยอมสละชีวิต แต่ยังแพ้ 21 ท่าน (1%)
-ทักษิณ+แกนนำพาเจ็บตายคิดคุกไม่เยียวยา 18 ท่าน (0%)
-แกนนำไม่ถนอมรักษามวลชน 15 ท่าน (0%)
-ทำผิดทุกข้อที่ว่ามา 275 ท่าน(13%)
-อื่นๆ 80 ท่าน (3%)


Note:เราได้ตั้งแบบสำรวจนี้เพื่อให้คนเสื้อแดงได้ทบทวนว่า ผิดพลาดตรงไหน จึงเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้มาโดยตลอด ทั้งที่อ้างว่ามีจำนวนมวลชนจำนวนมากกว่า มีผู้สนับสนุนค่อนประเทศ

ความจริงเราได้วิพากษ์วิจารณ์ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นระยะๆ รวมทั้งเสนอให้แกนนำถนอมรักมวลชนให้มากกว่าที่เป็น ไม่เคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตการสูญเสีย และเสียหายพ่ายแพ้ทั้งขบวน(อ่าน จุดยืนไทยอีนิวส์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน:โปรดให้โอกาสสุดท้ายแก่สันติภาพ เปิดเจรจาหาทางออก เมื่อ 7 เม.ย.53)

อย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงที่เรียกตนว่า"แดงแท้"บางรายก็ไม่สบใจนักกับท่าทีดังกล่าวของเรา โดยบริภาษมาอย่างสาดเสียเทเสีย ซึ่งเรายินดีรองรับอารมณ์ของท่านไว้ แต่ลองพิจารณาซักนิดก็จะพบว่า นี่คือท่วงทำนองของมิตร เราไม่ใช่ศัตรูของท่าน..

ผลการสำรวจที่ชี้ว่าทักษิณและแกนนำล้าหลังมวลชนนั้น อาจชี้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าสุกงอมสำหรับการปฏิวัติประเทศ ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ดี ขึ้นกับผู้กุมอำนาจรัฐว่าโง่หรือฉลาดที่จะถอดชนวนเงื่อนไขการปฏิวัติประชาชน หรือยังจะสุมเพลิงเร่งไฟให้ถึงหายนะไวขึ้น


7.เสื้อแดงควรไปทางไหนปี'54-ปรับยุทธศาสตร์ เน้นตีตรงเป้าที่ศัตรูตัวใหญ่

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 1,809 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-ปรับยุทธศาสตร์ เน้นตีตรงเป้าที่ศัตรูตัวใหญ่ 843 (46%)
-ก้าวพ้นทักษิณ+จัดองค์นำการต่อสู้ใหม่ 372 (20%)
-ปรับยุทธวิธีไม่เน้นชุมนุม เช่น เน้นบอยคอต,นัดสไตรค์ 276 (15%)
-ใจเย็นๆประคองตัวอย่าให้แพ้ รอ'เวลา'ทำงาน 263 (14%)
-เหนื่อยหน่ายเต็มที ยกประเทศให้พวกมันเถอะ พอแล้ว 28 (1%)
-ไปตายๆซะ ไอ้พวกเสื้อแดงเผาเมืองขี้ข้าเหลี่ยม 14 (0%)
-อื่นๆ 13 (0%)


Note:ผลการสำรวจนี้ น่าจะต่อเนื่องจากข้อ 7 คือ คนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณและแกนนำยังล้าหลังมวลชน ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเผยชื่อของศัตรูคนสำคัญของขบวนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในประเทศไทย ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเล่นทุกไม้ ทั้งสังหารหมู่ ลอบสังหาร ตามไล่ล่า ขังคุก คุกคาม แล้วจะไปชนะได้อย่างไร..

นี่อาจชี้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าสุกงอมสำหรับการปฏิวัติประเทศ ไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ดี ก็ขึ้นกับผู้กุมอำนาจรัฐว่าโง่หรือฉลาดที่จะถอดชนวนเงื่อนไขการปฏิวัติประชาชน หรือยังจะสุมเพลิงเร่งไฟให้ถึงหายนะไวขึ้นในปีใหม่นี้อีกด้วย


8.ปีใหม่นี้อยากได้ปฏิทินคนเสื้อแดง

มีท่านผู้อ่านตอบแบสำรวจนี้ทั้งสิ้น 2,573 ท่าน ผลเป็นดังนี้

-ปฏิทินคนเสื้อแดง 1866 (72%)
-ปฏิทินโป๊ 306 (11%)
-ปฏิทินวิวทิวทัศน์,ดอกไม้ 200 (7%)
-ปฏิทินธรรมะ 90 (3%)
-ปฏิทินในหลวง-ราชินี,ราชวงศ์ 57 (2%)
-อื่นๆ 35 (1%)
-ปฏิทินดารา 19 (0%)

Note:แบบสำรวจนี้เป็นการสุ่มสำรวจทัศนคติแบบเบาๆ แต่ผลที่ออกมานั้น ก็คงไม่อาจดูเบาได้ทีเดียว..

ช็อตเด็ดวันนี้:มาร์คไม่ว่างมาดู7คนไทยนอนคุกเขมร



ชะตากรรม-พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ และวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวพันธมิตร พร้อมคนไทยรวม 7 คน ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวไปขึ้นศาล เมื่อ30ธ.ค. ซึ่งศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 6 เดือน ฐานรุกล้ำดินแดนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และบุกรุกสถานที่ราชการ นายกฯฮุนเซ็นของกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาช่วยเหลือทางการทูตให้พ้นโทษ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรชาตินิยมขวาจัด ยั่วยุให้รัฐบาลไทยเปิดสงครามชิงตัวนักโทษ (ภาพข่าว:AFP)

พนิชเขียนในนface book ของเขาล่าสุดว่า "ผมยังคงอยู่ในกัมพูชา ผมปลอดภัยดีนะครับ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ถามไถ่ผ่านเลขาผมเข้ามา ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผมทำเพื่อประเทศชาติที่ผมรัก ( สำหรับ twitter มีคนถามกันว่าตัวจริงหรือปลอมผมยืนยันว่าตัวจริงนะครับแต่ในช่วงนี้ผมได้ update ผ่านเลขาผม ) ขอบคุณอีกครั้งจากใจจริงครับโดยเฉพาะพี่น้องเขต 6 ของผม"

พอดีว่าไม่ค่อยว่าง-ระบอบปกครองอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับว่าทั้งเจ็ดรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริง และจะตั้งทนายความต่อสู้คดี ขณะที่วันเดียวกันอภิสิทธิ์ติดราชการอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งต้อนรับนักเทนนิสสาวจากเบลเยี่ยมและเดนมาร์คที่ทำเนียบรัฐบาล 2นักเทนนินสาวสวยมีโปรแกรมแข่งขันเทนนิสที่ชายหาดหัวหินในวันที่ 1 มกราคมนี้ (ภาพข่าว:REUTERS)

มติชนออนไลน์ รายงานช่วงวันหยุดปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2553 -3 มกราคม 2554 นายอภิสิทธิ์ ได้พาครอบครัวไปพักผ่อน จ.ตาก ซึ่งมีน้ำตกทีลอซูใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลว่า "จะไปพักผ่อนส่วนตัว ไม่ต้องตามไป เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาลวันที่ 4 มกราคม ปีหน้า ประชุม ครม."

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 30, 2553

ทนายคนเสื้อแดง:หากใครเห็นความจำเป็นว่าต้องสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยไปตามมีตามเกิด ก็มาร่วมกัน


จดหมายซื่อๆจากคุก-ผมคงไม่มีโอกาสออกจากคุกนี้แน่นอน พ่อแม่ผมเสียใจทุกวัน แฟนผมก็ออกจากงานมาเยี่ยมผมทุกวัน เดิมเราวางแผนจะแต่งงานกันปีนี้ ผมบอกให้เธอไปหาคนใหม่ได้แล้ว ผมขอตายดีกว่า


ค่าทนายเราไม่มีครับ นอกจากนั้นยังต้องตามไปดูแลญาติๆของลูกความด้วย เราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมา มารับใช้ชาวบ้าน เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า”ด้วย มีอยู่กรณีหนึ่งลูกความคดีเผาศาลากลางพยายามฆ่าตัวตาย โชคดีส่งโรงบาลทัน ได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล ..ตอนนี้ผมเทหมดหน้าตักออกจากงานเก่ามาตั้งศูนย์ทำคดีนักโทษทางการเมืองอย่างเดียวให้เต็มที่ในปีใหม่นี้ เพราะไม่อยากให้เป็นไปตามมีตามเกิดอีกต่อไป หากท่านใดที่เห็นว่ามีความจำเป็นเหมือนกันก็ให้มาร่วมกันครับ.. แต่ถึงไม่มีใครยินดีช่วยเลย ผมก็จะลุยของผมเต็มที่อยู่แล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2553

สัมภาษณ์เปิดใจทนายเสื้อแดง อานนท์ นำภา:'ผมเทหมดหน้าตัก เพราะไม่อยากให้สู้คดีตามมีตามเกิด'

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์อานนท์ นำภา ทนายความที่ช่วยเหลือคดีผู้ต้องหาคดีการเมืองกรณี 19 พฤษภาคม และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในทุกแง่มุมที่ผู้รักคววามเป็นธรรมอยากจะรู้ เช่น เข้ามาเกี่ยวข้องคดีต้องห้ามในวงการทนายนี้ได้อย่างไร ใครให้เงินมาว่าความ ทักษิณให้เงินไหม? ความหนักเบายากง่ายในคดีประเภทนี้ และอนาคตลูกความของเขา..รวมทั้งการเปิดตัวศูนย์ช่วยเหลือคดีนักโทษการเมือง โดยตอนนี้มีแต่"ใจ"ล้วนๆ ที่จะช่วยคดีเหล่านักโทษการเมือง ซึ่งพวกเขาได้อุทิศตัวต่อสู้และไปติดคุกแทนพวกเราๆ ที่ยังเป็นอิสรชนอยู่นอกกำแพงคุก และกำลังเพลิดเพลินฉลองปีใหม่อยู่ในเวลานี้
**********

ลูกความของอานนท์-ลูกความของอานนท์คือผู้ต้องหาที่ทนายทั่วไปไม่อยากรับทำคดี คือผู้หาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีการเมืองทั้งต้องหาว่าเผาห้าง เผาศาลากลาง ลูกความบางรายรอความยุติธรรมไม่ไหวก็พยายามฆ่าตัวตาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือไม่ตาย ทั้งที่พยายามฆ่าตัวตายในวันเกิดลูก ทนายความอย่างเขาต้องหาเทียนวันเกิดมาให้ลูกเป่าในโรงพยาบาล และต้องเขียนบทกวีให้แม่ผู้ต้องขังที่ไปแอบรั้วคุกดูลูกชายที่ถูกคุมขังโดยอยุติธรรม

Q:อยากให้ทนายอานนท์ นำภา เล่าให้ฟังความเป็นไปเป็นมาที่ได้มาเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองด้วยว่า มีจุดเริ่มต้นจากไหน


A: เรื่องนี้ต้องเริ่มจากตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยครับ จริงๆ ตอนที่ผมสอบเอ็นทรานซ์ ผมเลือกลงคณะนิติศาสตร์เป็นอันดับแรก แต่มันคะแนนสอบไม่ถึง เลยจับพลัดจับผลู ไปเรียนสังคมวิทยาฯที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียนได้แค่เทอมเดียวก็ต้องออก เพราะรู้ว่าตนเองชอบเรียนกฎหมายมากกว่า จึงออกมาเรียนกฎหมายที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แต่ช่วงที่ได้มีโอกาสได้ไปเรียน และเข้าไปทำกิจกรรมกับเพื่อนที่ธรรมศาสตร์นี่แหละ ที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับคนในวงการกิจกรรมนักศึกษา เช่น พี่โชติศักดิ์ (ที่ถูกดำเนินคดีไม่ยืนในโรงหนัง) พี่สงกรานต์ และรู้จักเพื่อนๆอีกหลายคน

ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นนักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เราเป็นน้องใหม่ก็ได้ซึมซับมาด้วย และตอนเรียนที่รามฯก็มีโอกาสได้ออกค่ายบ่อยๆ ทำให้เห็นปัญหาสังคมมากขึ้น รวมทั้งก็ได้ร่วมขบวนชุมนุมของชาวบ้านหลายๆที่

กระทั่งเรียนจบที่รามฯสามปี ก็ฝึกงานที่ออฟฟิศกฎหมายที่ทำคดีทางสังคม เช่น คดีชาวบ้านที่จ.ประจวบฯ ,จ.สระบุรี , คดีท่อแก๊ซไทย – มาเลเซีย และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกหลายคดี

เหตุการณ์มาพลิกผันเข้าสู่การทำคดีการเมืองอย่างจริงจังก็ตอน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก ยังเป็นน้องเล็ก(นักกิจกรรมรุ่นเล็ก) ก็ได้ไปประชุมกับพี่ๆ และเริ่มจัดตั้งกลุ่ม “ เครือข่าย ๑๙ กันยา ต้านรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักกิจกรรมหลายๆรุ่น
เช่น พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด) พี่อุเชนทร์ เชียงแสน (อดีตเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย-สนนท.) พี่โฉด (โชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีไม่ยืนในโรงหนัง) รวมทั้งพี่ๆนักกิจกรรมเก่าๆอีกหลายคน

เดิมเราตั้งเวทีปราศัยในธรรมศาสตร์ และภายหลังก็มีการชุมนุมทุกวันอาทิตย์ และย้ายมาชุมนุมต้านการรัฐประหารที่สนามหลวงในเวลาต่อมา

ตอนนั้นผมมีหน้าที่เขียนบทกวีขึ้นไปอ่านครับ อันนี้ก็เป็นกวีจำเป็นทำนองนั้น ( เรื่องประกอบ:อ่านบทกวีชื่อ เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้ามาสุดทาง )

ส่วนคนที่ขึ้นพูดบนเวทีก็จะเป็นรุ่นใหญ่บ้าง กลางบ้าง เล็กบ้าน เช่น หมอเหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม-ฮาตะ พี่หนูหริ่ง และอีกหลายคน และหลังจากนั้น คดีการเมืองก็คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตผมอย่างเป็นทางการ

Q:ได้ทำคดีการเมืองไปกี่คดีก่อนจะมีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม มีคดีอะไรบ้าง ลองเล่าตัวคดีให้ฟังคร่าวๆ

A: ก่อน ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คดีส่วนใหญ่ที่ทำเป็นคดีชาวบ้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นหลัก

จริงๆ ต้องบอกว่าหัวหน้าออฟฟิศเป็นนักกฎหมายทางสังคม (พี่ทอม สุรชัย ตรงงาม) คดีเหล่านี้จึงได้รับการไว้วางใจให้ออฟฟิศผมทำ

เช่น คดีชาวบ้านที่ จ.ประจวบฯที่ค้านโรงถลุงเหล็ก ,ชาวบ้านที่สระบุรี ที่ต้านโรงไฟฟ้า และที่ จ.สงขลา ที่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตาม ม.๑๑๒ ที่ทำก็เช่น คดีนายสุวิชา ท่าค้อ , คดีเวบไซต์ประชาไท และเป็นคนช่วยดูคดีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง(กรณีไม่ยืนในโรงหนัง) และคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน


ซึ่งแน่นอนว่าเรายังเป็นวัยรุ่นก็ช่วยเป็นตัวประสาน ที่ทำเป็นตัวหลัก็คดีนายสุวิชา ท่าค้อ และคดีประชาไท ส่วนคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็เป็นการร่วมงานกับทีมทนายอาวุโสของสภาทนายความ

ส่วนคดี นายโชติศักดิ์ ต้องบออกว่าเป็นคดีรุ่นพี่ที่รู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัย คร่าวๆ น่าจะประมาณนี้

อ้อ ยังมีคดีของสหภาพแรงงานไทรอั้มพ์ของพี่หนิง(จิตรา คชเดช)อีกคดี ซึ่งเป็นคดีที่สหภาพไปชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่โดนข้อหา ชุมนุมมั่วสุม และถูกสลายการชุมนุมโดยเครื่องแอลแลต (เครื่องทำลายประสาทหู) อันนี้รับผิดชอบหลัก

แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นศาล ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ

Q:คดีการเมืองที่มาทำในกรณี19พฤษภาคม ทำกี่คดี ที่ไหนบ้าง หากสะดวกช่วยเล่าทีละกรณีให้ฟังด้วยก็ดีว่า แต่ละคดีเป็นอย่างไร ตั้งแต่ตัวความ โดนคดีแบบไหน เจอเหตุการณ์อะไรบ้าง

A:ต้องเริ่มจากตอนที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีการปิดเว็ปไซท์ประชาไทในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ที่ออฟฟิศก็งานเข้า เราได้ฟ้อง นายกรัฐมนตรีกับ ศอฉ. ต่อศาลแพ่งให้เปิดเว็ปประชาไท ซึ่งคดีอยู่ศาลอุทธรณ์ในขณะนี้

ต่อมาภายหลังจากมีการสลายการชุมนุม รัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และคนเสื้อแดง ประเภทที่เรียกว่ากวาดจับก็ว่าได้ ซึ่งหลังเหตุการณื ๑๙ พฤษภาคม ใหม่ๆ ศอฉ. ได้จับและควบคุมตัวนักกิจกรรมคือ พี่หนูหริ่งไปควบคุมตัวที่ค่ายตชด. คลอง ๕ จังหวัดปทุทธานี

ซึ่งตอนนั้นเองพี่หนูหริ่งก็มิได้เป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงเลย ผมกับพี่ๆ อดีตนักกิจกรรมได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเป็นทนายความให้พี่แก ๒ คดี คือคดีชุมนุมมั่วสุมก่อความวุ่นวาย


อันนี้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำคดีแกนนำเลย ที่เราเข้าไปตอนแรกๆ ก็เพราะพี่หนูหริ่งเป็นนักกิจกรรมที่รู้จักกัน แต่ภายหลังแกมีบทบาทนำมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าผมกับพี่ๆ เพื่อน ๆ ทำคดีแกนนำไปโดยปริยาย

อีกคดีอันนี้ตลก แบบเศร้า ๆ เป็นคดีลุงบัง ลุงบังถูกควบคุมตัวเข้ามาที่ค่ายเดียวกับพี่หนูหริ่งไล่เลี่ยกัน แกไม่มีคนรู้จักและมมีคนไปเยี่ยมเลย

พี่หนูหริ่งอีกนั่นแหละที่ขอให้เราช่วยเหลือแก คือแกน่าสงสารมาก เราเลยให้ความช่วยเหลือโดยยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัว แต่พระเจ้า ต่อมาภายหลังแกถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๑๙ ในคดีก่อการร้าย คดีเดียวกับแกนนำเสื้อแดง ก็เลยทำให้เราต้องเข้าไปทำคดีเดียวกับแกนนำโดยปริยาย

ซึ่งสองคดีนี้แหละที่เป็นเหมือนประตูของการเข้ามาทำคดีของคนเสื้อแดงอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นที่รู้จักโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ประการใด

แต่ต้องบอกว่าที่มาทำไม่ได้ในฐานะทนายอะไรหรอกครับ แต่ผมเห็นด้วยกับพี่หนูหริ่งต่างหาก และเห็นด้วยกับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงด้วย


ต่อมาก็ลงพื้นที่ไปจ.อุบลฯ โดยไปเก็บข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งภายหลังทนายความในพื้นที่ก็รับไปทำต่อ

แล้วเราก็ได้รับการประสานให้ลงพื้นที่ที่ จ.มุกดาหาร เพราะได้ข่าวว่าทนายความเดิมที่นั่นไม่เวิร์ค ก็เป็นไปตามที่คาด ภายหลังจากทนายความคนเดิมที่มุกดาหารถอนตัวออก เราก็เลยเข้าไปทำอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงเรียงคดี ซึ่งมีจำเลยกว่า ยี่สิบคน

คดีก็ยุ่งยากมากเพราะต้องทำงานประสานกับหลายฝ่าย และนอกจากงานคดีแล้ว เรายังได้ลงปูเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของจำเลยแต่ละคนด้วย เรียกว่าลงไปคลุกคลีกับเขาเลยทีเดียว


ที่มุกดาหารนี้มีความน่าสนใจตรงที่ชาวบ้านที่นี่เป็นเสื้อแดงแท้ครับ ประเภท “ไม่ได้จ้าง กูมาเอง” เลยทีเดียว แต่ที่เป็นปัญหาคือ ชาวบ้านที่นี่มีฐานะยากจน หลักประกันไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยครับ เราในฐานะทนายความก็ต้องหาเงินไปเช่าหลักประกันให้ ก็หยิบยืมกันมาเป้นส่วนตัวหละครับ


แต่ก็อีกนั่นแหละ เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดีอีกเช่นเคย จนเราสามารถประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางออกมาได้ถึง ๓ คน ซึ่งจังหวัดอื่นไม่สามารถประกันได้

และที่เรารู้สึกผูกพันกับชาวบ้านเสื้อแดงที่นี่คือ เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า” ของที่นี่ ประเภทตามไปดูบ้านของจำเลยทั้ง ๒๐ คนเลยทีเดียว ซึ่งมีน้องทนายคนนึงถึงกับบอกว่า “เหลือแค่กวาดบ้านให้เท่านั้นหละพี่”


อันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟังนิดนึงครับ คือเคสของนายวินัย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ทางทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยที่ป่วยไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต จนเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องทำการส่งไปเสียเอง ผมกับน้องทนายความอีกสองคนก็ตามไปดูที่เรือนจำ ปรากฎว่า พอไปถึงเรือนจำ ได้มีจำเลยอีกคนนึง “กินน้ำยาปรับผ้านุ่ม” เพื่อฆ่าตัวตาย คือนายวินัยนี่เองครับ ประเภทพอเราไปถึงก็นอนกองที่พื้นแล้ว เลยพากันนำตัวขึ้นรถพยายบาลไปที่โรงพยาบาล ดีที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ทัน

ขณะอยู่ที่โรงบาลได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล


รายละเอียดของเรื่องนี้ผมขอเล่าให้ฟังในครั้งหน้านะครับ

คดีต่อมาที่ผมรับผิดชอบอยู่ คือ คดีขัดพรก. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คดีรองเท้าแตะ อันนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไปตีความเรื่องวัตุถุที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไปถึงขนาดห้ามไม่ให้ขายรองเท้าแตะที่มีภาพใบหน้าของนายกฯและนายสุเทพ คดีนี้อยู่ระหว่างชั้นพนักงานอัยการ

ที่จังหวัดเชีบงใหม่ และเชียงรายเราก็ได้ลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน เช่น ที่เชียงใหม่ได้เข้าเยี่ยมจำเลยและให้ความช่วยเหลือครอบครัวจำเลย

โดยเฉพาะที่ จังหวัดเชียงราย เราได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ ๓ คดี คือคดีที่นักเรียน นักศึกษา ชูป้าย ๕ คน ตามที่เป็นข่าว ซึ่งคดีจบไปแล้วโดยตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้อง

และคดีที่มีนักเรียนไปขายรองเท้าแตะหน้านายกฯกับสุเทพ ซึ่งคดีอยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานตำรวจ

และสุดท้ายคดี เผายางรถยนต์ที่เกาะกลางถนน อีกหนึ่งคดี

ส่วนในกรุงเทพฯ นอกจากคดีพี่หนูหริ่ง และคดีลุงบังแล้ว ภายหลังจากที่เราเข้าเยี่ยมจำเลยในเรือนจำปรากฎว่า มีจำเลยคดีต้องหาว่าเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และปล้นทรัพย์แจ้งความประสงค์มายังเราให้เราไปช่วยคดีอีกเป็นจำนวน ๙ คน ในคดีนี้

Q:นอกจากคดีการเมือง 19 พฤษภาคมแล้ว ได้ทราบว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ทะลักมาหา?
หนุ่ม เมืองนนท์ หรือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม 1 ในผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ

A:คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีอยู่หลายคดีที่ผมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น คดี ประชาไท ( ทำเป็นคณะทำงานใหญ่), คดีพี่หนุ่ม เมืองนนท์ ( ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม )ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน และเป็นผู้ดูแลเว็บ นปช.ยูเอสเอ คดีนี้สืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์หน้า , คดีพี่หมี สุริยันต์ กกเปือย ที่โทรศัพท์ไปขู่วางระเบิดศิริราช คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน , คดีพี่ คธา จำเลยคดีที่โพสข้อความเกี่ยวกับพระอาการประชวร แล้วถูกกล่าวหาว่าทำให้หุ้นตก คดีนี้อยู่ชั้นอัยการ ,คดีลุง อากง ที่ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามือถือนายกฯ อันเป็นข้อความหมิ่นฯ คดีนี้จำเลยได้รับการประกันตัว และอยู่ชั้นพนักงานอัยการ


คดีของคนเสื้อแดงนับวันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีเสื้อแดงนะครับ ถ้าถามว่าทิศทางของคดีเป็นยังไง ผมต้องขอบอกว่าเป็นคดีการเมืองแทบทั้งสิ้น การทำคดีก็ต้องทำแบบคดีการเมืองด้วย และเราก็คงต้องสู้กันต่อไป

Q:มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้างในการช่วยว่าความ

A: ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักคือ คดีมันเยอะ และเราต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นทนาย และทำหน้าที่คอยดูแลครอบครัวเขาด้วย กล่าวคือ นอกจากต้องเข้าเยี่ยม สอบข้อเท็จจริงจำเลยในเรือนจำแล้ว เรายังต้องดู และ หรืออย่างน้อยก็ดูแลครอบครัวของจำเลยด้วย


แรกๆตอนลงพื้นที่มักมีปัญหาจุดนี้ครับ คือ ครอบครัวของคนเลื้อแดงส่วนใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัดเป็นคนยากจน พอคนที่ถูกจับเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็เลยไปกันใหญ่

บางครอบครัวแทบไม่มีจะกิน จำนวนทนายความอาสาก็มีน้อย ก็ต้องช่วยๆกันไปเท่าที่ทำได้

ที่ผมทำเป็นหลักก็คือเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา คนเสื้อแดงต่างจังหวัดเวลาพูดมันเสียงไม่ดังครับ แต่ถ้าพูดผ่านปากทนายความมันก็จะดังขึ้น ( ดูfacebookทนายอานนท์ )


เวลาลงพื้นที่เสร็จ เราก็นำเอาความเดือดร้อนเหล่านั้นมาตีแผ่ และเป็นเหมือนคนส่งสาร ระหว่างคนเสื้อแดงต่างจังหวัดกับเสื้อแดงในเมือง

อย่างที่มุกดาหาร ก่อนที่เราลงไปก็ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามีคดีอะไรที่นั่น จนกระทั่งทีมทนายความ( อันประกอบด้วยผม น้องทนายอีกสองคน และเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของ ศปช.-ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ) ลงไปในพื้นที่ จึงได้มีการนำเสนอสู่สังคมมากขึ้น

และถ้าพูดถึงเรื่องความยากลำบากของพี่น้องเสื้อแดงแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัวด้วย ชาวบ้านเข้าไม่มีหรอกครับหลักทรัพย์ประกันเป็นล้านเป็นแสนขนาดนั้น แค่ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย


ปัญหาประการที่สองคือทนายในพื้นที่มีปัญหาในแนวสู้คดี และมีบางที่ไม่ได้ใส่ใจคดีชาวบ้านเสื้อแดงเท่าที่ควร มีกระทั่งเข้าไปแนะนำจำเลยในเรือนจำให้รับสารภาพ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันจะกระทบการสู้คดีของคนเสื้อแดงทั้งระบบ

แน่นอนว่า แม้แต่ส่วนกลางเอกก็มิได้เป็นเอกภาพเท่าที่ควร ยิ่งตอนหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ยังมั่วมากๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยแล้ว

อย่างที่ผมเรียนข้างต้น เราทำงานทางการเมืองกับสื่อกับชาวบ้านด้วย อันนี้เป็นงานที่เพิ่มขึ้นแต่ก็สำคัญและจำเป็น

และเมื่อทำมันอย่างจริงจัง มันก็ชักเริ่มจะสนุกกับมันมากกว่างานคดีเสียอีก เพราะมันถึงเนื้อถึงหนังดี แต่ก็ต้องถือว่าหนัก หากเราแบกรับทั้งสองบ่า แต่ยังยืนยันครับว่ามันมีความสุขจริงๆ


ปัญหาประการสุดท้ายเห็นจะอยู่ที่ตัวทนายความเองนั่นแหละ คือ ทนายอาสาทุกคนก็จะมีงานประจำของตัวเอง การทำงานจึงมักจะเป็นการใช้เวลาว่าง หรือเจียดเวลามาทำงานอาสากันเสียส่วนใหญ่ อันนี้ยกเว้นผมกับน้องอีกสองคนที่เข้ามาช่วยงานนะครับ เพราะผมเทเวลามาทำคดีของชาวบ้านเสื้อแดง และน้องสองคก็เพิ่งจบเนติฯ ยังไม่ได้บรรจุ หรือสอบที่ไหน

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมเลือกออกจากงานเดิม เพื่อมาทำคดีชาวบ้านเสื้อแดงโดยเฉพาะ

Q:เรียนถามตรงๆว่าได้ค่าทนายความในการว่าความนจากใคร ตัวความ,ญาติ,พรรคเพื่อไทย,ส.ส.พื้นที่ หรือจากคุณทักษิณ
ทนายอานนท์กับทีมทนายความที่ริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร

A: 555 พูดเรื่องค่าทนายเราไม่มีครับ เวลาลงพื้นที่ถ้าเป็นในกรุงเทพฯได้ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยง ๕๐๐ บาท ถ้าออกต่างจังหวัดได้ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร ๓ มื้อ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนหลังมันต้องไปถี่และมีน้องทนายมาช่วยงานเพิ่ม จึงต้องลดลงเหลือ ๕๐๐ บาท/วัน


แต่อย่าไปคำนวนว่า วันละ ๕๐๐ เดือนนึงได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะเราไม่ได้ทำงานกันทุกวัน มันก็ได้แต่วันที่ทำเท่านั้น บางที่ก็เดือนละ ๕- ๖ วัน ไอ้นั่งทำเอกสารที่ออฟฟิศนั้นไม่ได้นะครับ 555 แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าต้องถือว่ามันเป็นงานอาสา

และอีกอย่าง ทนายอาสาทุกคนก็มิได้หวังจะมาร่ำรวยกับงานพวกนี้หรอก แต่อยากทำในเนื้องานจริงๆ ถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ ถือว่าเราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมามารับใช้ชาวบ้าน ( อารมณ์มันเป็นแบบ ฮีโร่ ของชาวบ้านนะครับ) ซึ่งนี่แหละที่เป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเรามาโดยตลอด อันนี้พูดเผื่อไปถึงอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นทนายแต่อาสามาช่วยงานนะครับ ต้องขอกราบหัวใจคนเหล่านี้เลยทีเดียว


ส่วนที่มาของเงินนั้น มาจาก ศปช. ครับ

ซึ่งศปช.เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสารของคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฯ แต่อันนี้ก็ยังเกิดความไม่ค่อยแน่นอนในเรื่องการทำคดีเท่าไหร่ เพราะศูนย์ฯเองก้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ว่าจะทำคดีเป็นหลัก

ถ้าจะพูดกันจริงๆก้คือ งานคดีเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ต้องช่วยเหลือเท่านั้น งานหลักของศูนย์ฯคืองานข้อมูลครับ โดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนที่มาของเงินมาจากการบริจาคของพี่น้องเสื้อแดงครับ เคยจัดคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์หาทุนหนนึง ได้มาหลักแสนมังครับ เทียบกับคณะกรรมการปฏิรุปที่รัฐบาลตั้งงบเป็นพันล้าน คนละเรื่องกันเลย

Q:มีทีมทนายอื่นๆอีกไหมนอกจากทนายอานนท์ที่ทำคดีพวกนี้ อย่างทนายคารม พลทะกลาง หรือทนายพวกเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

A: ทนายความเสื้อแดงผมขอแยกออกเป็น ๓ ส่วนครับ

ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง คือทนาย นปช.ซึ่งก็น่าจะเป็นทีมทนายของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละครับ อันนี้รับผิดชอบคดีส่วนกลาง

ส่วนที่สองคือทนายในพื้นที่ต่างจังหวัด อันนี้จะเป็นทนายความที่ ส.ส.ในพื้นที่จัดหา ซึ่งก็ได้รับเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง ส่วนจำนวนผมไม่ทราบที่แน่นอน

และส่วนที่สามส่วนสุดท้ายคือ ทนายความอาสา ซึ่งก็น่าจะได้แก่ ศปช. คือพวกผมสามคน เป็นต้น

Q:ปัญหาอุปสรรคที่เจอในการทำคดีพวกนี้มีอะไรบ้าง

A: สำหรับผมไม่ค่อยมีครับ คงเพราะเราทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาก่อนอยู่แล้ว และมีทนายความที่ไม่สะดวกมาช่วยคดีเสื้อแดงเป็นที่ปรึกษาอีกทาง อีกอย่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องเสื้อแดงเป็นอย่างดี

Q:มีโครงการหรือแผนการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้างหน้า ในกรณีนักโทษการเมืองติดยาว หรือยังมีนักโทษทางความคิดอย่างคดีหมิ่นฯ หรือคดีทางการเมืองทะลักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ทนายอานนท์กับทีมทนายความอีกสองในสำนักงาน

A: ใจผม ผมอยากทำสำนักงานที่เป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายให้เป็นชิ้นเป็นอัน จัดระบบคดีให้สามารถเช็ค และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และทั่วถึง โดยใช้ระบบทนายเครือข่าย และมีทนายความประจำ ๓ คน ทำหน้าที่ประสานงาน และเป็นเหมือนผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลา เพราะผมคิดว่าคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีเสื้อแดงยาวแน่ และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีหมิ่น ม.๑๑๒ ซึ่งจะว่าไปแล้วตอนนี้เองก็ถือว่าเยอะมาก

ที่สำคัญ แต่ละคดีก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทนายความเองก็ต้องหาตรงนั้นทีตรงนี้ที และคดีพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีทนายความที่รับทำสักเท่าไหร่

หลังปีใหม่ ผมตัดสินใจออกจากออฟฟิศเดิม เพื่อออกมาทำคดีให้เต็มที่ โดยที่ยังไม่ได้มีสำนักงานอะไรรองรับเป็นกิจลักษณะ คือได้เทหน้าตักแล้วก็ต้องทำให้ให้มันสุดๆ อะไรจะเกิดข้างหน้าก็ต้องยอมรับเพราะเราเลือกแล้ว แต่คงไม่ต้องบอกว่ามันเป็นอุดมกงอุดมการณ์อะไรหรอก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องการสนุกในการทำงาน และเห็นว่างานที่ทำมันให้อะไรกับสังคม อีกอย่างก็อาจเป็นเพราะการโลดโผนของทนายความหนุ่มอายุแค่ ๒๖ ปีด้วยกระมัง 555


อย่างไรก็ตาม ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่างานที่ทำมันมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็เงินที่ซื้อข้าวใส่ปากนี่แหละ ผมคิดไว้ว่า ถ้ามีออฟฟิศ และมีทนายความประจำโดยมีเงินเดือนจำนวนนึง ก็น่าจะพอไปได้

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายหลักๆก็คือ ออฟฟิศกับค่าตอบแทนทนายความ ออฟฟิศนั้นผมอาจพอหาได้แล้ว แต่ต้องใช้เงินปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ติดกระจกด้านหน้า ซื้อแอร์ และอุปกรณ์สำนักงานจำพวกโต๊ะทำงาน ตู้ เครื่องปริ๊นต์ถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่น่าจะเกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท

ค่าจัดการออฟฟิศต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนทนายความ ๓ คน คือผม ๑๕,๐๐๐ บาท และน้องอีกสองคน คนละ ๑๒,๐๐๐ บาท รวม ๓๙,๐๐๐ บาท และค่าเดิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในคดีเช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยงทนายความเครือข่ายที่เข้ามาทำคดี ทั้งปีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

รวมจากเค้าโครงงานทั้งงานคดี และงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน่าจะอยู่ประมาณ ล้านเศษๆ

Q:ทางศปช.ก็ไม่น่ามีงบให้ จะไปหาแหล่งทุนยังไงมาทำศูนย์ช่วยเหลือคดีการเมือง คดีหมิ่นฯ

A: 555 อันนี้ก็ขำๆนะครับ ในวงการนักกิจกรรมมักแซวกันว่า เราชอบคิดชอบทำชอบไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาไม่มีที่พึ่ง ครั้นพอจะมาพูดเรื่องว่าจะให้ใครมาช่วยให้เราได้ทำงานนี่ ไปไม่เป็น พูดไม่ออก คือมันเขินครับ พูดว่าจะไปขอทุนใครมาทำงานนี่จริงๆ เขิน


แน่นอนว่าเรื่องหาทำศูนย์ช่วยคดีฯนี่ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินมาเป็นอันดับแรกครับ คิดว่าอยากช่วยคนที่เขาเดือดร้อนไร้ที่พึ่ง ทนายความโดยทั่วไปไม่มีใครอยากรับงานนี้ ต้องหาคนมีใจจริงๆ แต่ก็มีพี่สื่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยหลายที่ รวมทั้งจากไทยอีนิวส์ก็ให้ความเห็นว่า ลองระดมทุนจากคนที่รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมที่พอมีกำลังจะช่วยดีไหม? ...ผมก็ว่าหากพวกพี่ๆจะช่วยได้ก็ดี ก็จะทำให้งานที่เราอยากทำนั้น มันสะดวกขึ้น พอเลี้ยงตัวได้ ก็น่าจะดี

ซึ่งอันนี้ผมไม่ซีเรียสนะครับ เงินเดือนที่ตั้งไว้ผมหมื่นห้า น้องอีกสองคน คนละหมื่นสอง ก็สามารถปรับลดได้หากเห็นว่ามันสูงไป อย่าว่าแต่ลดเลย ขนาดไม่มีให้ก็ยังจะทำเลยครับ อันนี้เป็นคำสัญญาครับ คือผมก็ไม่แน่ใจเรื่องการระดมทุนสักเท่าไหร่ และเข้าใจว่าแต่ละท่านก็ช่วยเสื้อแดงมาพอสมควรแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราเห็นถึงความจำเป็นเหมือนกัน ก็เป็นอันว่า ท่านลงตังค์ ผมกับน้องลงแรง ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน


Q:อยากพูดถึงคดีการเมืองยังไงบ้าง เท่าที่ทำคดีมาพอสมควร และคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดงก็ปาเข้าไป7-8เดือน อะไรคือสิ่งที่ต้องตระหนักที่สุด

A : อันนี้ก็ต้องพูดกันตรงๆ อีกนั่นแหละครับ คือ ตัวแกนนำเองคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่จำเลยที่เป็นชาวบ้าน สิครับหนัก ไหนจะขาดรายได้ ไหนต้องเสียเวลามาสู้คดี ซึ่งแนวโนมก็จะมีการตามจับกุมเพิ่มอีก กล่าวคือ ที่เห็นๆ เป็นคดีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ถึงหนึ่งในสามของคนที่ออกถูกออกหมายจับนะครับ นั่นหมายความว่าที่เหลือก็อยู่ในระหว่างหลบหนี


ซึ่งก็จะเป็นปัญหาระยะยาวอีกส่วน และอีกส่วนที่ผมเป็นห่วงคือ คนเสื้อแดงเองก็มีแนวโน้มที่จะถูกดำเนินคดีมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์เมื่อร้อนระอุแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีหมิ่น ฯ ซึ่งรัฐเองก็มีการกวาดจับเพิ่มเป็นรายวัน

สำคัญคือ งานทางกฎหมายเอง นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นหลัก หรือเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่ผมเห็นก็มีแต่พี่น้องเสื้อแดงเราที่บางคนเป็นทนายความบ้าง หรือเป็นคนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ตามฐานะ ก็คอยช่วยเหลือกันไป แต่ผมไม่อยากเห็นว่า มันเป็นการช่วยเหลือกันแบบตามมีตามเกิด

Q:พอจะเรียกว่าเป็นทนายเสื้อแดงได้ไหม

อันนี้แล้วแต่จะเรียกครับ แต่สำหรับผม ผมกับน้องทนายอีกสองคนก็เป็นแค่คนอยากทำงานช่วยชาวบ้านเท่านั้น ที่เหลือก็ ... ใจล้วนๆครับ ! 555

***********
หมายเหตุ:ขอเชิญชวนท่านที่ยินดีร่วมสมทบทุนให้ทนายอานนท์ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือคดีนักโทษเสื้อแดง และนักโทษคดีทางความคิด ได้ร่วมกันสมทบด้วยการส่งเงินสนับสนุนที่ บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เลขที่บัญชี 183-238662-8 ชื่อบัญชี นายอานนท์ นำภา และ/หรือ นส.วริศา กิตติคุณเสรี และ/หรือ นส.ไอดา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา
กรุณาระบุมาด้วยว่า ท่านบริจาคสมทบเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก คือ เป็นค่าใช้จ่ายในการทำคดี,ลงพื้นที่ติดตามคดี+ดูแลญาติ หรือมอบให้แก่ตัวจำเลย


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

*ติดต่อทนายอานนท์ นำภา อีเมล์ anonnumpa@gmail.com , peangor@hotmail.com เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021#!/profile.php?id=100000942179021

วันพุธ, ธันวาคม 29, 2553

สัมภาษณ์เปิดใจทนายเสื้อแดง อานนท์ นำภา:'ผมเทหมดหน้าตัก เพราะไม่อยากให้สู้คดีตามมีตามเกิด'



ลูกความของอานนท์-ลูกความของอานนท์คือผู้ต้องหาที่ทนายทั่วไปไม่อยากรับทำคดี คือผู้หาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และคดีการเมืองทั้งต้องหาว่าเผาห้าง เผาศาลากลาง ลูกความบางรายรอความยุติธรรมไม่ไหวก็พยายามฆ่าตัวตาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือไม่ตาย ทั้งที่พยายามฆ่าตัวตายในวันเกิดลูก ทนายความอย่างเขาต้องหาเทียนวันเกิดมาให้ลูกเป่าในโรงพยาบาล และต้องเขียนบทกวีให้แม่ผู้ต้องขังที่ไปแอบรั้วคุกดูลูกชายที่ถูกคุมขังโดยอยุติธรรม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ธันวาคม 2553

ค่าทนายเราไม่มีครับ นอกจากนั้นยังต้องตามไปดูแลญาติๆของลูกความด้วย เราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมา มารับใช้ชาวบ้าน เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า”ด้วย มีอยู่กรณีหนึ่งลูกความคดีเผาศาลากลางพยายามฆ่าตัวตาย โชคดีส่งโรงบาลทัน ได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้สัมภาษณ์อานนท์ นำภา ทนายความที่ช่วยเหลือคดีผู้ต้องหาคดีการเมืองกรณี 19 พฤษภาคม และผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในทุกแง่มุมที่ผู้รักคววามเป็นธรรมอยากจะรู้ เช่น เข้ามาเกี่ยวข้องคดีต้องห้ามในวงการทนายนี้ได้อย่างไร ใครให้เงินมาว่าความ ทักษิณให้เงินไหม? ความหนักเบายากง่ายในคดีประเภทนี้ และอนาคตลูกความของเขา..พวกเขาที่อุทิศตัวต่อสู้และไปติดคุกแทนพวกเราๆ ที่ยังเป็นอิสรชนอยู่นอกกำแพงคุก และกำลังเพลิดเพลินฉลองปีใหม่อยู่ในเวลานี้
**********

Q:อยากให้ทนายอานนท์ นำภา เล่าให้ฟังความเป็นไปเป็นมาที่ได้มาเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองด้วยว่า มีจุดเริ่มต้นจากไหน

A: เรื่องนี้ต้องเริ่มจากตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยครับ จริงๆ ตอนที่ผมสอบเอ็นทรานซ์ ผมเลือกลงคณะนิติศาสตร์เป็นอันดับแรก แต่มันคะแนนสอบไม่ถึง เลยจับพลัดจับผลู ไปเรียนสังคมวิทยาฯที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียนได้แค่เทอมเดียวก็ต้องออก เพราะรู้ว่าตนเองชอบเรียนกฎหมายมากกว่า จึงออกมาเรียนกฎหมายที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แต่ช่วงที่ได้มีโอกาสได้ไปเรียน และเข้าไปทำกิจกรรมกับเพื่อนที่ธรรมศาสตร์นี่แหละ ที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับคนในวงการกิจกรรมนักศึกษา เช่น พี่โชติศักดิ์ (ที่ถูกดำเนินคดีไม่ยืนในโรงหนัง) พี่สงกรานต์ และรู้จักเพื่อนๆอีกหลายคน

ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นนักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เราเป็นน้องใหม่ก็ได้ซึมซับมาด้วย และตอนเรียนที่รามฯก็มีโอกาสได้ออกค่ายบ่อยๆ ทำให้เห็นปัญหาสังคมมากขึ้น รวมทั้งก็ได้ร่วมขบวนชุมนุมของชาวบ้านหลายๆที่

กระทั่งเรียนจบที่รามฯสามปี ก็ฝึกงานที่ออฟฟิศกฎหมายที่ทำคดีทางสังคม เช่น คดีชาวบ้านที่จ.ประจวบฯ ,จ.สระบุรี , คดีท่อแก๊ซไทย – มาเลเซีย และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกหลายคดี

เหตุการณ์มาพลิกผันเข้าสู่การทำคดีการเมืองอย่างจริงจังก็ตอน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก ยังเป็นน้องเล็ก(นักกิจกรรมรุ่นเล็ก) ก็ได้ไปประชุมกับพี่ๆ และเริ่มจัดตั้งกลุ่ม “ เครือข่าย ๑๙ กันยา ต้านรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักกิจกรรมหลายๆรุ่น
เช่น พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด) พี่อุเชนทร์ เชียงแสน (อดีตเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย-สนนท.) พี่โฉด (โชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีไม่ยืนในโรงหนัง) รวมทั้งพี่ๆนักกิจกรรมเก่าๆอีกหลายคน

เดิมเราตั้งเวทีปราศัยในธรรมศาสตร์ และภายหลังก็มีการชุมนุมทุกวันอาทิตย์ และย้ายมาชุมนุมต้านการรัฐประหารที่สนามหลวงในเวลาต่อมา

ตอนนั้นผมมีหน้าที่เขียนบทกวีขึ้นไปอ่านครับ อันนี้ก็เป็นกวีจำเป็นทำนองนั้น ( เรื่องประกอบ:อ่านบทกวีชื่อ เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้ามาสุดทาง )

ส่วนคนที่ขึ้นพูดบนเวทีก็จะเป็นรุ่นใหญ่บ้าง กลางบ้าง เล็กบ้าน เช่น หมอเหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ๊งทรงธรรม-ฮาตะ พี่หนูหริ่ง และอีกหลายคน และหลังจากนั้น คดีการเมืองก็คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตผมอย่างเป็นทางการ

Q:ได้ทำคดีการเมืองไปกี่คดีก่อนจะมีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม มีคดีอะไรบ้าง ลองเล่าตัวคดีให้ฟังคร่าวๆ

A: ก่อน ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คดีส่วนใหญ่ที่ทำเป็นคดีชาวบ้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นหลัก

จริงๆ ต้องบอกว่าหัวหน้าออฟฟิศเป็นนักกฎหมายทางสังคม (พี่ทอม สุรชัย ตรงงาม) คดีเหล่านี้จึงได้รับการไว้วางใจให้ออฟฟิศผมทำ

เช่น คดีชาวบ้านที่ จ.ประจวบฯที่ค้านโรงถลุงเหล็ก ,ชาวบ้านที่สระบุรี ที่ต้านโรงไฟฟ้า และที่ จ.สงขลา ที่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตาม ม.๑๑๒ ที่ทำก็เช่น คดีนายสุวิชา ท่าค้อ , คดีเวบไซต์ประชาไท และเป็นคนช่วยดูคดีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง(กรณีไม่ยืนในโรงหนัง) และคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน


ซึ่งแน่นอนว่าเรายังเป็นวัยรุ่นก็ช่วยเป็นตัวประสาน ที่ทำเป็นตัวหลัก็คดีนายสุวิชา ท่าค้อ และคดีประชาไท ส่วนคดีของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันก็เป็นการร่วมงานกับทีมทนายอาวุโสของสภาทนายความ

ส่วนคดี นายโชติศักดิ์ ต้องบออกว่าเป็นคดีรุ่นพี่ที่รู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัย คร่าวๆ น่าจะประมาณนี้

อ้อ ยังมีคดีของสหภาพแรงงานไทรอั้มพ์ของพี่หนิง(จิตรา คชเดช)อีกคดี ซึ่งเป็นคดีที่สหภาพไปชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่โดนข้อหา ชุมนุมมั่วสุม และถูกสลายการชุมนุมโดยเครื่องแอลแลต (เครื่องทำลายประสาทหู) อันนี้รับผิดชอบหลัก

แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นศาล ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการ

Q:คดีการเมืองที่มาทำในกรณี19พฤษภาคม ทำกี่คดี ที่ไหนบ้าง หากสะดวกช่วยเล่าทีละกรณีให้ฟังด้วยก็ดีว่า แต่ละคดีเป็นอย่างไร ตั้งแต่ตัวความ โดนคดีแบบไหน เจอเหตุการณ์อะไรบ้าง

A:ต้องเริ่มจากตอนที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ และมีการปิดเว็ปไซท์ประชาไทในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ที่ออฟฟิศก็งานเข้า เราได้ฟ้อง นายกรัฐมนตรีกับ ศอฉ. ต่อศาลแพ่งให้เปิดเว็ปประชาไท ซึ่งคดีอยู่ศาลอุทธรณ์ในขณะนี้

ต่อมาภายหลังจากมีการสลายการชุมนุม รัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และคนเสื้อแดง ประเภทที่เรียกว่ากวาดจับก็ว่าได้ ซึ่งหลังเหตุการณื ๑๙ พฤษภาคม ใหม่ๆ ศอฉ. ได้จับและควบคุมตัวนักกิจกรรมคือ พี่หนูหริ่งไปควบคุมตัวที่ค่ายตชด. คลอง ๕ จังหวัดปทุทธานี

ซึ่งตอนนั้นเองพี่หนูหริ่งก็มิได้เป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงเลย ผมกับพี่ๆ อดีตนักกิจกรรมได้เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเป็นทนายความให้พี่แก ๒ คดี คือคดีชุมนุมมั่วสุมก่อความวุ่นวาย


อันนี้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำคดีแกนนำเลย ที่เราเข้าไปตอนแรกๆ ก็เพราะพี่หนูหริ่งเป็นนักกิจกรรมที่รู้จักกัน แต่ภายหลังแกมีบทบาทนำมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าผมกับพี่ๆ เพื่อน ๆ ทำคดีแกนนำไปโดยปริยาย

อีกคดีอันนี้ตลก แบบเศร้า ๆ เป็นคดีลุงบัง ลุงบังถูกควบคุมตัวเข้ามาที่ค่ายเดียวกับพี่หนูหริ่งไล่เลี่ยกัน แกไม่มีคนรู้จักและมมีคนไปเยี่ยมเลย

พี่หนูหริ่งอีกนั่นแหละที่ขอให้เราช่วยเหลือแก คือแกน่าสงสารมาก เราเลยให้ความช่วยเหลือโดยยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัว แต่พระเจ้า ต่อมาภายหลังแกถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ ๑๙ ในคดีก่อการร้าย คดีเดียวกับแกนนำเสื้อแดง ก็เลยทำให้เราต้องเข้าไปทำคดีเดียวกับแกนนำโดยปริยาย

ซึ่งสองคดีนี้แหละที่เป็นเหมือนประตูของการเข้ามาทำคดีของคนเสื้อแดงอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นที่รู้จักโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ประการใด

แต่ต้องบอกว่าที่มาทำไม่ได้ในฐานะทนายอะไรหรอกครับ แต่ผมเห็นด้วยกับพี่หนูหริ่งต่างหาก และเห็นด้วยกับการชุมนุมและการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงด้วย


ต่อมาก็ลงพื้นที่ไปจ.อุบลฯ โดยไปเก็บข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งภายหลังทนายความในพื้นที่ก็รับไปทำต่อ

แล้วเราก็ได้รับการประสานให้ลงพื้นที่ที่ จ.มุกดาหาร เพราะได้ข่าวว่าทนายความเดิมที่นั่นไม่เวิร์ค ก็เป็นไปตามที่คาด ภายหลังจากทนายความคนเดิมที่มุกดาหารถอนตัวออก เราก็เลยเข้าไปทำอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงเรียงคดี ซึ่งมีจำเลยกว่า ยี่สิบคน

คดีก็ยุ่งยากมากเพราะต้องทำงานประสานกับหลายฝ่าย และนอกจากงานคดีแล้ว เรายังได้ลงปูเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของจำเลยแต่ละคนด้วย เรียกว่าลงไปคลุกคลีกับเขาเลยทีเดียว


ที่มุกดาหารนี้มีความน่าสนใจตรงที่ชาวบ้านที่นี่เป็นเสื้อแดงแท้ครับ ประเภท “ไม่ได้จ้าง กูมาเอง” เลยทีเดียว แต่ที่เป็นปัญหาคือ ชาวบ้านที่นี่มีฐานะยากจน หลักประกันไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยครับ เราในฐานะทนายความก็ต้องหาเงินไปเช่าหลักประกันให้ ก็หยิบยืมกันมาเป้นส่วนตัวหละครับ


แต่ก็อีกนั่นแหละ เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดีอีกเช่นเคย จนเราสามารถประกันตัวจำเลยคดีเผาศาลากลางออกมาได้ถึง ๓ คน ซึ่งจังหวัดอื่นไม่สามารถประกันได้

และที่เรารู้สึกผูกพันกับชาวบ้านเสื้อแดงที่นี่คือ เราได้เข้ามาสัมผัสถึงความยากลำบากแบบ “ดราม่า” ของที่นี่ ประเภทตามไปดูบ้านของจำเลยทั้ง ๒๐ คนเลยทีเดียว ซึ่งมีน้องทนายคนนึงถึงกับบอกว่า “เหลือแค่กวาดบ้านให้เท่านั้นหละพี่”


อันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟังนิดนึงครับ คือเคสของนายวินัย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ทางทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยที่ป่วยไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาต จนเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องทำการส่งไปเสียเอง ผมกับน้องทนายความอีกสองคนก็ตามไปดูที่เรือนจำ ปรากฎว่า พอไปถึงเรือนจำ ได้มีจำเลยอีกคนนึง “กินน้ำยาปรับผ้านุ่ม” เพื่อฆ่าตัวตาย คือนายวินัยนี่เองครับ ประเภทพอเราไปถึงก็นอนกองที่พื้นแล้ว เลยพากันนำตัวขึ้นรถพยายบาลไปที่โรงพยาบาล ดีที่แพทย์ช่วยชีวิตไว้ทัน

ขณะอยู่ที่โรงบาลได้มีโอกาสพูดคุย จึงรู้ว่า แกตั้งใจฆ่าตัวตายในวันเกิดของลูกสาวแก คือเรื่องนี้มันดราม่ามากๆ ก็อีกนั่นแหละครับ เราก็เลยพากันซื้อเค้กวันเกิดไปให้ลูกสาวแกเป่าในโรงพยาบาล


รายละเอียดของเรื่องนี้ผมขอเล่าให้ฟังในครั้งหน้านะครับ

คดีต่อมาที่ผมรับผิดชอบอยู่ คือ คดีขัดพรก. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คดีรองเท้าแตะ อันนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไปตีความเรื่องวัตุถุที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไปถึงขนาดห้ามไม่ให้ขายรองเท้าแตะที่มีภาพใบหน้าของนายกฯและนายสุเทพ คดีนี้อยู่ระหว่างชั้นพนักงานอัยการ

ที่จังหวัดเชีบงใหม่ และเชียงรายเราก็ได้ลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือเหมือนกัน เช่น ที่เชียงใหม่ได้เข้าเยี่ยมจำเลยและให้ความช่วยเหลือครอบครัวจำเลย

โดยเฉพาะที่ จังหวัดเชียงราย เราได้ให้ความช่วยเหลืออยู่ ๓ คดี คือคดีที่นักเรียน นักศึกษา ชูป้าย ๕ คน ตามที่เป็นข่าว ซึ่งคดีจบไปแล้วโดยตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้อง

และคดีที่มีนักเรียนไปขายรองเท้าแตะหน้านายกฯกับสุเทพ ซึ่งคดีอยู่ในชั้นสอบสวนของพนักงานตำรวจ

และสุดท้ายคดี เผายางรถยนต์ที่เกาะกลางถนน อีกหนึ่งคดี

ส่วนในกรุงเทพฯ นอกจากคดีพี่หนูหริ่ง และคดีลุงบังแล้ว ภายหลังจากที่เราเข้าเยี่ยมจำเลยในเรือนจำปรากฎว่า มีจำเลยคดีต้องหาว่าเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และปล้นทรัพย์แจ้งความประสงค์มายังเราให้เราไปช่วยคดีอีกเป็นจำนวน ๙ คน ในคดีนี้

Q:นอกจากคดีการเมือง 19 พฤษภาคมแล้ว ได้ทราบว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ทะลักมาหา?
หนุ่ม เมืองนนท์ หรือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม 1 ในผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ

A:คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีอยู่หลายคดีที่ผมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น คดี ประชาไท ( ทำเป็นคณะทำงานใหญ่), คดีพี่หนุ่ม เมืองนนท์ ( ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม )ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบัน และเป็นผู้ดูแลเว็บ นปช.ยูเอสเอ คดีนี้สืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์หน้า , คดีพี่หมี สุริยันต์ กกเปือย ที่โทรศัพท์ไปขู่วางระเบิดศิริราช คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นเดียวกัน , คดีพี่ คธา จำเลยคดีที่โพสข้อความเกี่ยวกับพระอาการประชวร แล้วถูกกล่าวหาว่าทำให้หุ้นตก คดีนี้อยู่ชั้นอัยการ ,คดีลุง อากง ที่ส่งเอสเอ็มเอสเข้ามือถือนายกฯ อันเป็นข้อความหมิ่นฯ คดีนี้จำเลยได้รับการประกันตัว และอยู่ชั้นพนักงานอัยการ


คดีของคนเสื้อแดงนับวันก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีเสื้อแดงนะครับ ถ้าถามว่าทิศทางของคดีเป็นยังไง ผมต้องขอบอกว่าเป็นคดีการเมืองแทบทั้งสิ้น การทำคดีก็ต้องทำแบบคดีการเมืองด้วย และเราก็คงต้องสู้กันต่อไป

Q:มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้างในการช่วยว่าความ

A: ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักคือ คดีมันเยอะ และเราต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นทนาย และทำหน้าที่คอยดูแลครอบครัวเขาด้วย กล่าวคือ นอกจากต้องเข้าเยี่ยม สอบข้อเท็จจริงจำเลยในเรือนจำแล้ว เรายังต้องดู และ หรืออย่างน้อยก็ดูแลครอบครัวของจำเลยด้วย


แรกๆตอนลงพื้นที่มักมีปัญหาจุดนี้ครับ คือ ครอบครัวของคนเลื้อแดงส่วนใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัดเป็นคนยากจน พอคนที่ถูกจับเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็เลยไปกันใหญ่

บางครอบครัวแทบไม่มีจะกิน จำนวนทนายความอาสาก็มีน้อย ก็ต้องช่วยๆกันไปเท่าที่ทำได้

ที่ผมทำเป็นหลักก็คือเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา คนเสื้อแดงต่างจังหวัดเวลาพูดมันเสียงไม่ดังครับ แต่ถ้าพูดผ่านปากทนายความมันก็จะดังขึ้น ( ดูfacebookทนายอานนท์ )


เวลาลงพื้นที่เสร็จ เราก็นำเอาความเดือดร้อนเหล่านั้นมาตีแผ่ และเป็นเหมือนคนส่งสาร ระหว่างคนเสื้อแดงต่างจังหวัดกับเสื้อแดงในเมือง

อย่างที่มุกดาหาร ก่อนที่เราลงไปก็ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามีคดีอะไรที่นั่น จนกระทั่งทีมทนายความ( อันประกอบด้วยผม น้องทนายอีกสองคน และเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของ ศปช.-ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ) ลงไปในพื้นที่ จึงได้มีการนำเสนอสู่สังคมมากขึ้น

และถ้าพูดถึงเรื่องความยากลำบากของพี่น้องเสื้อแดงแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัวด้วย ชาวบ้านเข้าไม่มีหรอกครับหลักทรัพย์ประกันเป็นล้านเป็นแสนขนาดนั้น แค่ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มีเลย


ปัญหาประการที่สองคือทนายในพื้นที่มีปัญหาในแนวสู้คดี และมีบางที่ไม่ได้ใส่ใจคดีชาวบ้านเสื้อแดงเท่าที่ควร มีกระทั่งเข้าไปแนะนำจำเลยในเรือนจำให้รับสารภาพ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันจะกระทบการสู้คดีของคนเสื้อแดงทั้งระบบ

แน่นอนว่า แม้แต่ส่วนกลางเอกก็มิได้เป็นเอกภาพเท่าที่ควร ยิ่งตอนหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ยังมั่วมากๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยแล้ว

อย่างที่ผมเรียนข้างต้น เราทำงานทางการเมืองกับสื่อกับชาวบ้านด้วย อันนี้เป็นงานที่เพิ่มขึ้นแต่ก็สำคัญและจำเป็น

และเมื่อทำมันอย่างจริงจัง มันก็ชักเริ่มจะสนุกกับมันมากกว่างานคดีเสียอีก เพราะมันถึงเนื้อถึงหนังดี แต่ก็ต้องถือว่าหนัก หากเราแบกรับทั้งสองบ่า แต่ยังยืนยันครับว่ามันมีความสุขจริงๆ


ปัญหาประการสุดท้ายเห็นจะอยู่ที่ตัวทนายความเองนั่นแหละ คือ ทนายอาสาทุกคนก็จะมีงานประจำของตัวเอง การทำงานจึงมักจะเป็นการใช้เวลาว่าง หรือเจียดเวลามาทำงานอาสากันเสียส่วนใหญ่ อันนี้ยกเว้นผมกับน้องอีกสองคนที่เข้ามาช่วยงานนะครับ เพราะผมเทเวลามาทำคดีของชาวบ้านเสื้อแดง และน้องสองคก็เพิ่งจบเนติฯ ยังไม่ได้บรรจุ หรือสอบที่ไหน

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมเลือกออกจากงานเดิม เพื่อมาทำคดีชาวบ้านเสื้อแดงโดยเฉพาะ

Q:เรียนถามตรงๆว่าได้ค่าทนายความในการว่าความนจากใคร ตัวความ,ญาติ,พรรคเพื่อไทย,ส.ส.พื้นที่ หรือจากคุณทักษิณ
ทนายอานนท์กับทีมทนายความที่ริมฝั่งโขง จังหวัดมุกดาหาร

A: 555 พูดเรื่องค่าทนายเราไม่มีครับ เวลาลงพื้นที่ถ้าเป็นในกรุงเทพฯได้ค่าเดินทางและเบี้ยเลี้ยง ๕๐๐ บาท ถ้าออกต่างจังหวัดได้ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร ๓ มื้อ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนหลังมันต้องไปถี่และมีน้องทนายมาช่วยงานเพิ่ม จึงต้องลดลงเหลือ ๕๐๐ บาท/วัน


แต่อย่าไปคำนวนว่า วันละ ๕๐๐ เดือนนึงได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะเราไม่ได้ทำงานกันทุกวัน มันก็ได้แต่วันที่ทำเท่านั้น บางที่ก็เดือนละ ๕- ๖ วัน ไอ้นั่งทำเอกสารที่ออฟฟิศนั้นไม่ได้นะครับ 555 แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่าต้องถือว่ามันเป็นงานอาสา

และอีกอย่าง ทนายอาสาทุกคนก็มิได้หวังจะมาร่ำรวยกับงานพวกนี้หรอก แต่อยากทำในเนื้องานจริงๆ ถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ ถือว่าเราโชคดีที่เรียนมาทางกฎหมาย และได้นำสิ่งที่เราเรียนมามารับใช้ชาวบ้าน ( อารมณ์มันเป็นแบบ ฮีโร่ ของชาวบ้านนะครับ) ซึ่งนี่แหละที่เป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเรามาโดยตลอด อันนี้พูดเผื่อไปถึงอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นทนายแต่อาสามาช่วยงานนะครับ ต้องขอกราบหัวใจคนเหล่านี้เลยทีเดียว


ส่วนที่มาของเงินนั้น มาจาก ศปช. ครับ

ซึ่งศปช.เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล และเผยแพร่ข่าวสารของคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฯ แต่อันนี้ก็ยังเกิดความไม่ค่อยแน่นอนในเรื่องการทำคดีเท่าไหร่ เพราะศูนย์ฯเองก้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ว่าจะทำคดีเป็นหลัก

ถ้าจะพูดกันจริงๆก้คือ งานคดีเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ต้องช่วยเหลือเท่านั้น งานหลักของศูนย์ฯคืองานข้อมูลครับ โดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนที่มาของเงินมาจากการบริจาคของพี่น้องเสื้อแดงครับ เคยจัดคอนเสิร์ตที่ธรรมศาสตร์หาทุนหนนึง ได้มาหลักแสนมังครับ เทียบกับคณะกรรมการปฏิรุปที่รัฐบาลตั้งงบเป็นพันล้าน คนละเรื่องกันเลย

Q:มีทีมทนายอื่นๆอีกไหมนอกจากทนายอานนท์ที่ทำคดีพวกนี้ อย่างทนายคารม พลทะกลาง หรือทนายพวกเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

A: ทนายความเสื้อแดงผมขอแยกออกเป็น ๓ ส่วนครับ

ส่วนแรกคือ ส่วนกลาง คือทนาย นปช.ซึ่งก็น่าจะเป็นทีมทนายของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละครับ อันนี้รับผิดชอบคดีส่วนกลาง

ส่วนที่สองคือทนายในพื้นที่ต่างจังหวัด อันนี้จะเป็นทนายความที่ ส.ส.ในพื้นที่จัดหา ซึ่งก็ได้รับเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง ส่วนจำนวนผมไม่ทราบที่แน่นอน

และส่วนที่สามส่วนสุดท้ายคือ ทนายความอาสา ซึ่งก็น่าจะได้แก่ ศปช. คือพวกผมสามคน เป็นต้น

Q:ปัญหาอุปสรรคที่เจอในการทำคดีพวกนี้มีอะไรบ้าง

A: สำหรับผมไม่ค่อยมีครับ คงเพราะเราทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาก่อนอยู่แล้ว และมีทนายความที่ไม่สะดวกมาช่วยคดีเสื้อแดงเป็นที่ปรึกษาอีกทาง อีกอย่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องเสื้อแดงเป็นอย่างดี

Q:มีโครงการหรือแผนการจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้างหน้า ในกรณีนักโทษการเมืองติดยาว หรือยังมีนักโทษทางความคิดอย่างคดีหมิ่นฯ หรือคดีทางการเมืองทะลักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ทนายอานนท์กับทีมทนายความอีกสองในสำนักงาน

A: ใจผม ผมอยากทำสำนักงานที่เป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายให้เป็นชิ้นเป็นอัน จัดระบบคดีให้สามารถเช็ค และให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และทั่วถึง โดยใช้ระบบทนายเครือข่าย และมีทนายความประจำ ๓ คน ทำหน้าที่ประสานงาน และเป็นเหมือนผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลา เพราะผมคิดว่าคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีเสื้อแดงยาวแน่ และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีหมิ่น ม.๑๑๒ ซึ่งจะว่าไปแล้วตอนนี้เองก็ถือว่าเยอะมาก

ที่สำคัญ แต่ละคดีก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทนายความเองก็ต้องหาตรงนั้นทีตรงนี้ที และคดีพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีทนายความที่รับทำสักเท่าไหร่

หลังปีใหม่ ผมตัดสินใจออกจากออฟฟิศเดิม เพื่อออกมาทำคดีให้เต็มที่ โดยที่ยังไม่ได้มีสำนักงานอะไรรองรับเป็นกิจลักษณะ คือได้เทหน้าตักแล้วก็ต้องทำให้ให้มันสุดๆ อะไรจะเกิดข้างหน้าก็ต้องยอมรับเพราะเราเลือกแล้ว แต่คงไม่ต้องบอกว่ามันเป็นอุดมกงอุดมการณ์อะไรหรอก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องการสนุกในการทำงาน และเห็นว่างานที่ทำมันให้อะไรกับสังคม อีกอย่างก็อาจเป็นเพราะการโลดโผนของทนายความหนุ่มอายุแค่ ๒๖ ปีด้วยกระมัง 555


อย่างไรก็ตาม ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่างานที่ทำมันมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็เงินที่ซื้อข้าวใส่ปากนี่แหละ ผมคิดไว้ว่า ถ้ามีออฟฟิศ และมีทนายความประจำโดยมีเงินเดือนจำนวนนึง ก็น่าจะพอไปได้

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายหลักๆก็คือ ออฟฟิศกับค่าตอบแทนทนายความ ออฟฟิศนั้นผมอาจพอหาได้แล้ว แต่ต้องใช้เงินปรับปรุงอีกสักเล็กน้อย ติดกระจกด้านหน้า ซื้อแอร์ และอุปกรณ์สำนักงานจำพวกโต๊ะทำงาน ตู้ เครื่องปริ๊นต์ถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่น่าจะเกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท

ค่าจัดการออฟฟิศต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าตอบแทนทนายความ ๓ คน คือผม ๑๕,๐๐๐ บาท และน้องอีกสองคน คนละ ๑๒,๐๐๐ บาท รวม ๓๙,๐๐๐ บาท และค่าเดิน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในคดีเช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยงทนายความเครือข่ายที่เข้ามาทำคดี ทั้งปีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

รวมจากเค้าโครงงานทั้งงานคดี และงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมน่าจะอยู่ประมาณ ล้านเศษๆ

Q:ทางศปช.ก็ไม่น่ามีงบให้ จะไปหาแหล่งทุนยังไงมาทำศูนย์ช่วยเหลือคดีการเมือง คดีหมิ่นฯ

A: 555 อันนี้ก็ขำๆนะครับ ในวงการนักกิจกรรมมักแซวกันว่า เราชอบคิดชอบทำชอบไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาไม่มีที่พึ่ง ครั้นพอจะมาพูดเรื่องว่าจะให้ใครมาช่วยให้เราได้ทำงานนี่ ไปไม่เป็น พูดไม่ออก คือมันเขินครับ พูดว่าจะไปขอทุนใครมาทำงานนี่จริงๆ เขิน


แน่นอนว่าเรื่องหาทำศูนย์ช่วยคดีฯนี่ผมไม่ได้คิดเรื่องเงินมาเป็นอันดับแรกครับ คิดว่าอยากช่วยคนที่เขาเดือดร้อนไร้ที่พึ่ง ทนายความโดยทั่วไปไม่มีใครอยากรับงานนี้ ต้องหาคนมีใจจริงๆ แต่ก็มีพี่สื่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยหลายที่ รวมทั้งจากไทยอีนิวส์ก็ให้ความเห็นว่า ลองระดมทุนจากคนที่รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมที่พอมีกำลังจะช่วยดีไหม? ...ผมก็ว่าหากพวกพี่ๆจะช่วยได้ก็ดี ก็จะทำให้งานที่เราอยากทำนั้น มันสะดวกขึ้น พอเลี้ยงตัวได้ ก็น่าจะดี

ซึ่งอันนี้ผมไม่ซีเรียสนะครับ เงินเดือนที่ตั้งไว้ผมหมื่นห้า น้องอีกสองคน คนละหมื่นสอง ก็สามารถปรับลดได้หากเห็นว่ามันสูงไป อย่าว่าแต่ลดเลย ขนาดไม่มีให้ก็ยังจะทำเลยครับ อันนี้เป็นคำสัญญาครับ คือผมก็ไม่แน่ใจเรื่องการระดมทุนสักเท่าไหร่ และเข้าใจว่าแต่ละท่านก็ช่วยเสื้อแดงมาพอสมควรแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเราเห็นถึงความจำเป็นเหมือนกัน ก็เป็นอันว่า ท่านลงตังค์ ผมกับน้องลงแรง ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน


Q:อยากพูดถึงคดีการเมืองยังไงบ้าง เท่าที่ทำคดีมาพอสมควร และคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดงก็ปาเข้าไป7-8เดือน อะไรคือสิ่งที่ต้องตระหนักที่สุด

A : อันนี้ก็ต้องพูดกันตรงๆ อีกนั่นแหละครับ คือ ตัวแกนนำเองคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่จำเลยที่เป็นชาวบ้าน สิครับหนัก ไหนจะขาดรายได้ ไหนต้องเสียเวลามาสู้คดี ซึ่งแนวโนมก็จะมีการตามจับกุมเพิ่มอีก กล่าวคือ ที่เห็นๆ เป็นคดีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ถึงหนึ่งในสามของคนที่ออกถูกออกหมายจับนะครับ นั่นหมายความว่าที่เหลือก็อยู่ในระหว่างหลบหนี


ซึ่งก็จะเป็นปัญหาระยะยาวอีกส่วน และอีกส่วนที่ผมเป็นห่วงคือ คนเสื้อแดงเองก็มีแนวโน้มที่จะถูกดำเนินคดีมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์เมื่อร้อนระอุแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีหมิ่น ฯ ซึ่งรัฐเองก็มีการกวาดจับเพิ่มเป็นรายวัน

สำคัญคือ งานทางกฎหมายเอง นอกจากพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานใดที่เป็นหลัก หรือเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่ผมเห็นก็มีแต่พี่น้องเสื้อแดงเราที่บางคนเป็นทนายความบ้าง หรือเป็นคนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ตามฐานะ ก็คอยช่วยเหลือกันไป แต่ผมไม่อยากเห็นว่า มันเป็นการช่วยเหลือกันแบบตามมีตามเกิด

Q:พอจะเรียกว่าเป็นทนายเสื้อแดงได้ไหม

อันนี้แล้วแต่จะเรียกครับ แต่สำหรับผม ผมกับน้องทนายอีกสองคนก็เป็นแค่คนอยากทำงานช่วยชาวบ้านเท่านั้น ที่เหลือก็ ... ใจล้วนๆครับ ! 555

***********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แดงแท้...เหมือนบอดใบ้ ไพร่ฟ้า มาสุดทาง

*ติดต่อทนายอานนท์ นำภา อีเมล์ anonnumpa@gmail.com , peangor@hotmail.com เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021#!/profile.php?id=100000942179021