วันพฤหัสบดี, กันยายน 30, 2553

'ตูนGag Lasvegas:ทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อ..

หมิ่นสถาบันกษัตริย์ในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน มีชัย ฤชุพันธุ์เตือนถ้าเจ้าของไม่ลบทิ้งอาจมีความผิดเสียเอง



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สูททักซิโดสีดำ เสด็จฯลงจากชั้น 16 ร.พ.ศิริราช ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีออร์เคสตรา ที่เชิญเพลงพระราชนิพนธ์รวม 19 เพลงมาแสดงเบื้องพระพักตร์ ซึ่งคณะแพทย์ร.พ.ศิริราชจัดถวาย เมื่อค่ำวันที่ 29 ก.ย. งานคอนเสิร์ตดังกล่าวเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงพระเกษมสำราญ และเพื่อรำลึกถึง วันที่ 29 ก.ย.2516 ที่เสด็จฯมาทรงดนตรีที่หอประชุมราชแพทยาลัย (ภาพข่าว:รอยเตอร์)


ที่มา มติชนออนไลน์


มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ในเวบไซต์ www.meechaithailand.com ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา อดีตมือกฎหมายรัฐบาลหลายสมัย และประธานกรรรมการกฤษฎีกา คณะ 1 ได้ตอบคำถามกฎหมาย ในคอลัมน์ ถาม-ตอบกับมีชัย ในประเด็นเรื่องข้อความหมิ่นสถาบัน ซึ่งถามโดย “ไกรวัลย์ เกษมศิลป์”

ประเด็น คำถาม เรื่อง ข้อความหมิ่นสถาบัน ของ ไกรวัลย์ เกษมศิลป์ ถามว่า

“ ผมได้เข้าไปใช้ห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน พบเห็นการเขียนข้อความให้ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ อยากจะถามว่าเจ้าของสถานที่จะมีความผิดไหมครับที่ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้ ถ้าหากจะเอาผิดกับเจ้าของสถานที่หรือให้เจ้าของสถานที่เขาลบข้อความเหล่านี้เสีย จะทำอย่างไรครับ ถ้าหากว่าเจ้าของสถานที่ไม่ทำอะไรเลยแล้วก็ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้อยู่ต่อไป จะไปแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของสถานที่ได้ไหมครับ”


นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ตอบคำถามว่า
“ ถ้าเจ้าของเขารู้เห็นข้อความนั้นแล้วยังไม่ลบทิ้งเจ้าของสถานที่ก็อาจมีความผิดเสียเองได้ ถ้าใครพบเห็นก็ควรช่วยกันแจ้งให้เจ้าของเขาลบทิ้ง หรือแจ้งกับตำรวจให้ไปดู”

สัมภาษณ์จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.ประชาไท:คำถามที่ไม่มีคำตอบ ทำไมสมาคมสื่อ-องค์กรสิทธิฯเงียบเฉย


คุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซต์ประชาไท ระหว่างถูกสอบสวนที่สภอ.เมืองขอนแก่น กลางดึกวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เธอถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะเดินทางกลับจากไปประชุมเรื่องเสรีภาพอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ ด้วยข้อหาที่ผู้อ่านประชาไทแสดงความเห็นในท้ายข่าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ตำรวจให้ประกันตัวในกลางดึกวันนั้น ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวเนื่องกรณีดังกล่าว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กันยายน 2553

Q:คุณจีรนุชช่วยเล่าเหตุการณ์วันที่ถูกควบคุมตัวที่สนามบินให้ฟังหน่อย ลำดับเหตุการณ์เป็นยังไงมั่ง ตั้งแต่ลงสนามบินมาเจออะไร ไปจนถูกควบคุมตัวขึ้นรถไปขอนแก่น(แล้วก็ทำไมเขาไม่พาขึ้นเครื่องบินไปขอนแก่น...) และเมื่อไปถึงขอนแก่นเหตุการณ์เป็นไงมั่งช่วยเล่าให้ฟังด้วย จนถึงขั้นได้ประกันตัว

ดิฉันไปประชุมเรื่องเสรีภาพอินเตอร์เน็ตที่ต่างประเทศ พอกลับประเทศ มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนบ่ายสอง กว่าจะถึงตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ก็บ่ายสองครึ่ง เขาก็แจ้งว่ามีปัญหานิดหน่อย โดยยังไม่ได้บอกปัญหาอะไร ให้เรานั่งรอ บอกแค่ว่าอาจจะมีหมาย มีอะไรอยู่ และกำลังตรวจสอบว่าเราตรงกับคนตามการแจ้งรึเปล่า ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงมาบอกว่าตรงกัน แล้วจึงแจ้งว่ามีหมายจับ ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น

ตำรวจตม.ไม่รู้รายละเอียดคดีมากนัก เขาบอกว่าเขามีหน้าที่ที่จะคุมตัวส่งให้กับสภ.เมืองขอนแก่นเท่านั้นเอง ตอนนั้นก็ประมาณบ่ายสามโมงกว่า ทำบันทึกการจับกุมที่นั่น ถึงประมาณห้าโมงครึ่งก็ออกเดินทางไปขอนแก่น ตำรวจ ตม.ส่งครึ่งทาง ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นมารับไปต่ออีกครึ่งทาง นัดเจอกันที่ปั๊มปตท.ตรงโคราช ประมาณสามทุ่มเศษอยู่ตรงนั้น

จากนั้นก็ไปขอนแก่นด้วยรถปิ๊กอัพเหมือนเดิม นั่งตรงแค็ป ถึง สภ.เมืองขอนแก่นประมาณห้าทุ่มสิบห้า

พอรู้ว่ามีปัญหาก็ติดต่อแจ้งทนายและทีมงานเพื่อให้ตามมาตั้งแต่ตอนอยู่กรุงเทพฯแล้ว และให้ทนายสอบถามเรื่องการประกันตัว ตอนแรกตำรวจขอนแก่นบอกว่าคงไม่ได้ประกันคืนนี้หรอก น่าจะเป็นวันรุ่งขึ้น ซักพักหนึ่งทนายโทรบอกว่า ตำรวจโทรบอกใหม่ว่าให้ประกันคืนนี้

ก็อยากให้ทนายไปถึงเร็วๆ เพราะทนายไปแยกอีกคัน ก็ใช้เงินสดสองแสนในการประกัน เพื่อนช่วยหยิบยืมมาให้ก่อน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามสัญญาประกันตอนหนึ่งนาฬิกา แล้วก็สอบปากคำผู้ต้องหา เราให้การปฏิเสธขอให้การชั้นศาล เสร็จประมาณตีสองครึ่ง ก็กลับคืนนั้นเลย

Q:ระหว่างทางไปขอนแก่น เจ้าหน้าที่หน่วยไหนพาไป มีสอบถามหรือสนทนาอะไรบนรถ

ไม่ได้มีลักษณะข่มขู่อะไร เจ้าหน้าที่ตำรวจมีท่าทีที่ดี เนื่องจากตำรวจก็ไม่รู้รายละเอียดคดีเท่าไร่ แต่เพื่อนที่กลับมาจากต่างประเทศด้วยกัน และขอติดรถตำรวจเป็นเพื่อนก็ได้คุยกับตำรวจบ้าง เป็นบรรยากาศคุยกัน ไม่ได้อึดอัด บทสนทนาไม่ได้มีอะไรเป็นการพิเศษ

ส่วนตำรวจขอนแก่นที่มารับตัวครึ่งทางที่โคราช แทบจะไม่ได้คุยอะไรมาก ไม่ได้เป็นทีมสืบสวนด้วย เป็นตำรวจหนุ่มแค่ขับมารับ

Q:เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาพรบ.คอมพิวเตอร์เขาได้ตามเอาผิดคนที่postความเห็นท้ายกระทู้ด้วยไหม หรือมีการตามไปเอาความผิดเวบมาสเตอร์ฟ้าเดียวกันด้วยไหม(เพราะลงข่าวที่เป็นปัญหาเช่นกัน)

ตรงนี้ไม่ทราบ

Q:ปฏิกริยาของสื่อมวลชนต่างประเทศ หรือองค์กรด้านสื่อต่างประเทศดูจะactiveในการติดตาม หรือรณรงค์ปล่อยตัวมาก แต่องค์กรสมาคมสื่อในประเทศไทย และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดูจะเงียบเฉย น่าจะเพราะอะไร และอยากพูดอะไรถึงทั้งพวกที่รณรงค์ปล่อยตัว กับพวกที่เงียบเฉยบ้าง

โดยส่วนตัวขออนุญาตที่จะไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนนี้ แต่เข้าใจได้ว่าองค์กรแต่ละที่มีสิ่งที่ต้องวางน้ำหนัก ให้ความสำคัญ เรื่องต่างๆ แตกต่างกัน ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรพิเศษ เป็นสิทธิของแต่ละองค์กรที่จะดำเนินการอย่างไร

Q:เกี่ยวกันไหมว่าที่องค์กรสื่อกระแสหลัก(สมาคมนักข่าว)ที่ไม่รณรงค์เคลื่อนไหวใดๆในกรณีคุณจีรนุชเพราะเห็นประชาไทมีจะจุดยืนนำเสนอข่าวที่ดูเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง หรือต่อต้านรัฐบาล คล้ายๆกับการเงียบเฉยกรณีหนังสือRED POWERถูกปิดแท่นพิมพ์ หรือคุณจอม เพชรประดับถูกบีบออกจากวิทยุอสมท.

ถ้าจะให้ดี ไทยอีนิวส์ลองสอบถามสมาคมสื่อดูก็น่าจะได้คำตอบ

Q:มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคดีตั้งนานเพิ่งมาจับ แล้วก็จับเสร็จพานั่งรถไป400กิโล จับวันศุกร์ซึ่งอาจยุ่งยากไม่ได้ประกัน เป็นการทำเพื่อกดขวัญคุณจีรุชหรือประชาไทหรือเปล่า

เรื่องนี้ก็ยังหาคำอธิบายที่ชัดเจนไม่ได้เหมือนกัน ก็อยากฟังคำอธิบายอยู่ว่าทางรัฐจะอธิบายอย่างไร เช่น การไม่ได้รับรู้หมายจับล่วงหน้า ทั้งที่ผ่านมาก็เดินทางเข้าออกประเทศอยู่หลายรอบ

Q:กรณีที่เกิดขึ้นอยากบอกถึงฝ่ายต่างๆว่าไงมั่ง(รัฐบาล,สื่อ,องค์กรสิทธิมนุษยชน,ฝ่ายต่างๆที่เคลื่อนไหวทางการเมือง,ประชาชน)
( - )

Q:สื่อแบบประชาไทมีทางรอดในสังคมไทย โดยได้รับการอุดหนุนจากผู้อ่านอย่างกรณีwikileaksหรือไม่

ประชาไทกับวิกิลีกส์อาจจะไม่ใช่ข้อเปรียบเทียบกัน เพราะวิกีไม่ได้มีกองบก.แบบประชาไท ส่วนเรื่องทางรอดก็เป็นเรื่องที่เรากำลังเรียนรู้และพยายาม คงยังตอบไม่ได้ แต่ที่เรายังทำอยู่นี้ก็เชื่อว่ายังทำได้ คงต้องลองทางต่างๆ ดู

Q:อยากพูดอะไรถึงกรณีที่โดนจับกุมตัวในคดีนี้อีก

การที่ตัวเองได้รับการประกันตัวในคืนนั้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าควรเป็นสิทธิของคนโดยทั่วไป ไม่ว่าดึกแค่ไหน วัดหยุด วันนักขัตฤกษ์หรืออะไรก็ตาม ผู้ต้องหาควรได้สิทธิในการประกันตัว อยากเห็นมันเป็นสิทธิโดยทั่วไปของคนทุกคน ของคนที่ถูกจับไม่ว่าจะเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปหรือไม่

ในกรณีของตัวเอง ต้องบอกว่าวันนั้นคิดว่าที่ตัวเองได้รับการประกันตัวในวันนั้น เข้าใจว่ามาจากการที่หลายส่วนช่วยกันพยายามติดตามเรื่อง ทำให้เป็นที่รับรู้และมีการติดต่อประสานงานไปยังบุคคลต่างๆ เท่าที่รู้จัก เช่น คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ก็ถือเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการช่วยติดต่อประสานงานกับองค์กรสื่อและองค์กรด้านสิทธิทั้งในและต่างประเทศ ก็ต้องขอบคุณ รวมทั้งขอบคุณบุคคลอื่นๆ ที่ช่วยกันโดยไม่ได้เอ่ยนาม

อีกอย่างคือ คดีแบบนี้มีปัญหาในกระบวนการดำเนินคดีอยู่หลายประการ แต่อันหนึ่งที่สำคัญคือ ใครก็ทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับใครก็ได้ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมันสามารถกลั่นแกล้งกันได้ไม่ยาก

วันพุธ, กันยายน 29, 2553

RED OTOPแดงซื้อแดงขาย1-3ตุลาฯอิมพีเรียลลาดพร้าว ช็อปไปเพลินไปกับดนตรี+อภิปราย



ตารางสัมมนา งาน Red Together โอทอปคนเสื้อแดง

วันที่ 1 ตุลาคม 2553



10.30 - 12.00 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟค์ซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน
13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “ประชาชนต้องเตรียมใจรับกรรม กับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้” โดย วิทยากร ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานกรรมาธิการการคลังการธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำเนินรายการ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข

15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 21.00 น. พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดย คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พบคุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณจตุพร พรหมพันธ์ , พลโทมะ โพธิ์งาม, คุณนพดล ปัทมะ , คุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์, คุณต่อพงษ์ ไชยสานส์, คุณวรชัย เหมะ, ดร.ประแสง มงคลศิริ, คุณสมหวัง อักษราศรี, คุณวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และ อีกหลาย ๆ
ท่าน โดยพิธีกร คุณอนุสรณ์ (โอปอ)และ คุณนารีรัตน์

ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน ,ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิกและอื่น ๆ อีกมากมาย

วันที่ 2 ตุลาคม 2553

10.00 - 12.00 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟล์คซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน

13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “คืนความสุขให้คนเสื้อแดง” โดย วิทยากร
รศ.สุดสงวน สุธีสร
อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ. ดร.สุดา รังกุพันธุ์
อาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ. ดร.จารุพรรณ กุลดิลก
อาจารย์พิเศษภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
คุณอรรถชัย อนันตเมฆ
ดารานักแสดง เสื้อแดง
ผู้ดำเนินรายการ คุณสายลมรัก


15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 17.30 น.-คุณวัฒน์ วรรลยางกูร “กวีสีแดง” นักเขียนรางวัล ศรีบูรพา

17.30 -21.00 น.-ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน และ
ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย, ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิก, และอื่น ๆ อีกมากมาย


วันที่ 3 ตุลาคม 2553

10.00 - 11.30 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟล์คซองเพื่อชีวิตหลากหลายสถาบัน

11.30 - 12.00 น.-การเดินแฟชั่นโชว์ โดย Miss Princess UDD

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน

13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “ทิศทางโอทอปไทย ในปัจจุบัน”

โดย วิทยากร ดร.สุชาติ ธาราธำรงเวช
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
คุณวัชระ แววดำ
ผู้ดำเนินรายการหมุนทวนโลก ช่องพีเพิลชาเนล
คุณนรินทร์ จิยารมณ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
(มหาชน)และนายกสมาคมแฟรนไชส์
ผู้ดำเนินรายการ คุณตรีณปรางค์


15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 21.00 น.-ละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟค์ซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน ,ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน และ ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย, ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิก, ไมเคิล เชิญยิ้มและอื่น ๆ อีกมากมาย

แถลงการณ์ของจักรภพ เพ็ญแข ในเหตุไฟไหม้บ้าน



แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข ในเหตุไฟไหม้บ้าน
วันพุธที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓



ผมได้ทราบข่าวไฟไหม้บ้านคุณพ่อคุณแม่ของผมในช่วงสายของวันอังคารที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ไฟได้ทำลายบ้านและทรัพย์สินในบ้านที่สะสมไว้ตลอดชีวิตของพวกเราเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะชั้นบนของบ้าน

ถึงคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวของผมจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากเหตุร้ายนี้ แต่ก็ได้รับความกระเทือนใจอย่างสูงเมื่อบ้านที่คุณพ่อคุณแม่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงและมีอายุถึง ๔๔ ปีแล้ว มีอันต้องถูกทำลายลง โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของผมสูงวัยถึง ๘๓ ปี และ ๗๓ ปีแล้วอย่างนี้ ตัวผมเองอยู่ไกลบ้าน ไม่อาจเดินทางไปร่วมทุกข์กับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวได้ ก็รู้สึกเศร้าใจและหาทางบรรเทาความทุกข์ร้อนของท่านตามประสาที่คนลี้ภัยการเมืองจะทำได้

สาเหตุของไฟไหม้ยังคงไม่แน่ชัด อาจเป็นอุบัติเหตุ หรือการวางเพลิงโดยเจตนาก็ได้ หลายท่านมีความเห็นว่า วิกฤติการเมืองที่ระอุขึ้นทุกทีในขณะนี้ อาจเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่ง ผมเองยังไม่อาจสรุปได้ และขอรอดูหลักฐานการสอบสวนตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์และอื่นๆ ก่อน

แต่ขอใช้โอกาสนี้เตือนพวกเราที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้ระมัดระวังตนเอง ครอบครัว คนที่รัก และทรัพย์สินไว้ให้ดี สถานการณ์เช่นนี้เปราะบาง และอาจมีผู้คิดร้ายกระทำการทำร้ายและทำลายเราด้วยวิธีการต่างๆ ได้ โปรดถือเหตุการณ์บ้านคุณพ่อคุณแม่ผมเป็นตัวอย่าง และขออย่าได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย

ผมขอขอบคุณมวลชนชาวประชาธิปไตยทุกท่านที่มีน้ำใจไมตรีต่อครอบครัวของผม เมตตากรุณาในเรื่องต่างๆ มากมายนับตั้งแต่รู้ข่าว บางท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดกันเป็นกลุ่ม เสนอตัวช่วยเหลือทุกอย่าง แม้กระทั่งเสื้อผ้าและอาหาร ทำให้ผู้ชราทั้งสองท่านมีกำลังใจดีขึ้น

ขอขอบคุณเช่นกันต่อพี่น้องสื่อมวลชนที่เสนอข่าวนี้อย่างกว้างขวาง โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และช่วยตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องจริงอาจจะซับซ้อนกว่านั้น

ผมขอให้พวกเราชาวประชาธิปไตยทุกๆ คนมีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง พร้อมรับมือกับความท้าทายทุกอย่างจากฝ่ายผู้มุ่งทำลายประชาธิปไตย เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมืองของเราไปสู่ความตาสว่างทั้งแผ่นดินด้วยเทอญ


ด้วยความเคารพรักมวลมหาประชาชนและชาติบ้านเมืองเป็นอย่างสูง

จักรภพ เพ็ญแข


********
Statement of Mr. Jakrapob Penkair On the Fire Incident at His Bangkok Home
Wednesday, September 29, 2010



I was kept informed, as it happened concerning the disastrous fire that consumed my parent’s home in Bangkok late morning of Tuesday, September 28, 2010. The fire completely destroyed the house and most of my all family’s life-long possessions. The entire upper floor of the structure is completely gone. Though my parents and sister were not harmed, they are greatly disheartened to realize that the house they built and lived in for over 44 years is now gone. It was quite a blow for a 83 and 73 year-old couple like my parents. Away from Thailand and unable to be with them during this time of great distress, I am deeply saddened and am trying to do my utmost in assisting them any way I can.

The exact source of the fire is not yet clear. It could have been an accident or perhaps sabotage. The ever-heating political situation may have been a contributing factor. I will not rush into any conclusion, but rather follow up on the forensic investigative procedures. Nevertheless, let me take this opportunity to warn all of us who fight for democracy to be extra careful in regards to yourself, your family, your loved ones, and your property. The overall political situation is quite fragile. We can be vulnerable to danger and risk at any turn. Please learn from this tragic incident which affect me and my parents’ home.

I would like to express my deep appreciation for the generosity expressed so overwhelmingly by the supporters of our democratic movement. Many have offered help in various ways since the news broke. Some groups took an extra effort travelling from their hometowns to support my parents and my sister, offering everything from clothes to food products, boosting the morale of two elderly persons whom are cherished in my heart.

Let me thank the media for distributing the news without prejudging this personal issue, and for an observation that there could have been something more sinister.
May I wish all of us in the democratic movement a strong and stable mind, ready to accept all kinds of challenges now and ahead, in order to lead this country to true democracy.


With respect to the will of the people and with deep love of my country,

Jakrapob Penkair

จำแนกกลุ่มต่างๆ ในขบวนการประชาธิปไตยแดงทั้งหลาย



โดย ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานแดงสยาม

หมายเหตุ:บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งที่คุณชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานกลุ่มแดงสยาม บรรยายให้นักศึกษาฟัง ที่คณะนวตกรรมสังคมท มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่17 กันยายนที่ผ่านมา

ด้วยความคิดแว้บแรกสืบจากการได้เห็นความสนใจในหลายๆผู้คนที่พบปะแลกเปลี่ยนกับผู้เขียน และมักจะถามถึงว่าขบวนการคนเสื้อแดงว่าเป็นมาเป็นไปอย่างไร?

ผมจึงตกลงใจว่าจะลองประมวลข้อมูลในหลายๆมิติที่ผู้เขียนเข้ามาอยู่ในขบวนการเสื้อแดงตั้งแต่ต้นแ ละตรวจสอบจากแหล่งวัตถุดิบที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตทั้งหลาย หวังว่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างต่อพี่น้องเสื้อแดง แม้ศอฉ. สันติบาล ทั้งหลายจะทำเป็นรายงานเสนอเจ้านายก็ไม่ว่ากัน ซึ่งข้อเขียนนี้ ผู้เขียนขอรับผิดชอบหากผิดพลาด แต่หากสมประโยชน์ก็อย่านำไปบิดเบือน แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ

กลุ่มแรกขอเรียกว่ากลุ่มประชานิยม มีความหลากหลายและแตกต่างด้าน เศรษฐกิจ สังคม อาชีพ การศึกษา แต่มีส่วนร่วมทางการเมืองเหมือนกัน คือชมชอบนโยบายประชานิยม รักเชื่อมั่นผู้นำ ยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตย รัฐสภา

หัวขบวนการ คือแกนนำแดงสามเกลอ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ประกอบไปด้วย คุณวีระ มุกสิกพงษ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย กลุ่มบ้านเลขที่111 ซึ่งจะมาเป็นบุคคล หรือกลุ่มเพื่อน กลุ่มวิทยุชุมชนในเมืองและต่างจังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มพีเพิลแชลแนล กลุ่มไซเบอร์เนต

ช่วงก่อนเหตุการณ์19 พ.ค.2553 กลุ่มประชานิยมคุมเสียงใหญ่สุดในการขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่หลังเหตุการณ์19 พ.ค.2553 เมื่อแกนนำที่มีบทบาทการนำถูกจับกุมและอีกส่วนหนึ่งหลบภัยกบดาน เท่ากับว่าได้ยุติการนำโดยปริยาย แม้จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยแ ต่การขยับทางการเคลื่อนเหมือนครั้งที่ผ่านมาคงทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

กลุ่มที่สองมีสองกลุ่มหลักๆที่แตกต่างในทิศทางการต่อสู้และเคลื่อนไหว ซึ่งมีประสบการณ์ต่อสู้ภาคประชาชนมายาวนาน แต่มีความสับสนในเรื่องการสร้างมวลชนแต่เริ่มแรก และเคยเข้าร่วมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายแพทย์เหวง โตจิรการและ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม

2.1กลุ่มสันติวิธีจัดตั้งโดยหมอเหวง (นายแพทย์เหวง โตจิราการ) สายปฏิรูปอ่อนๆคือ เชื่อมั่นในกลไกรัฐ แต่ก็พยายามเสนอความคิดของตัวเองผ่านการชุมนุมบนเวทีและโรงเรียน นปช. ซึ่งมวลชนใช้แนวคิดการพึ่งพาตัวเอง และได้ทะยานเป็นอาสาสมัครแถวหน้าที่มีจำนวนแม่บ้านเสื้อแดงมากที่สุด

2.2 กลุ่มเลี้ยวซ้าย มีอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ เป็นผู้นำความคิดมาร์กซิตส์ สายทรอตสกี้ เชื่อมั่นการปฎิวัติไม่ปฎิเสธความรุนแรงโดยชนชั้นกรรมาชีพแดงปฎิวัติ แม้การปรากฎตัวบนเวทีเสื้อแดงครั้งแรกของเขาจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม แต่อิทธิพลทางความคิดอันแหลมคม และบุคลิกภาพโดดเด่นได้ทำให้เสื้อแดง กรรมาชีพในเมือง แม่บ้านเสื้อแดง ตื่นตัวและฝากความหวังลึกๆกับเขาในกระแสที่ผ่านมา และกลุ่มนี้มีสื่อสิ่งพิมพ์ของตัวเองใช้ในการจัดตั้งเผยแพร่ความคิดของกลุ่มตน รวมถึงต่อกลุ่มอื่นๆซึ่งฐานสมาชิกของกลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมีนักสหภาพแรงงานบางส่วนเข้าร่วม

2.3 กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย มีสมยศ พฤษาเกษมสุข และส.ส. สุนัย จุลพงศธร มีแนวคิดเชิงปฎิรูป มีรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบนักกิจกรรมทางการเมือง NGO คือมีลักษณะเชิงรับต่อสถานการณ์ เคลื่อนเป็นประเด็น มีสื่อของตัวเอง Red Power ในการประชาสัมพันธ์ข่าวการเคลื่อนไหวต่างๆ และพยายามก่อตั้งสมัชชาประชาธิปไตย โดยนำตัวแทนคนเสื้อแดงในกลุ่มภูมิภาคต่างๆตั้งขนานเป็นกลุ่มปฏิรูปคู่ขนานคณะปฎิรูปของรัฐบาลอภิสิทธิ์

กลุ่มที่สาม น่าจะเป็นกลุ่มแดงสยาม มีคุณจักรภพ เพ็ญแข เป็นศูนย์กลางเชื่อมประสานงานความคิด อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีแนวทางการลุกขี้นสู้ลักษณะปฎิวัติ และแกนนำยังคงเชื่อมั่นในตัวคุณทักษิณ ชินวัตร มวลชนกลุ่มนี้มีจุดยืนอุดมการณ์ลักษณะแรงกล้า แต่ขาดไร้การจัดตั้งที่ชัดเจน ไม่มีการทำงานในรูปกลุ่มงานทางการเมือง หากว่าการปรับองค์กรขับเคลื่อนภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.2553 น่าสนใจว่า ทั้งในส่วนแกนนำและมวลชนซึ่งต่างรอคอยสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า องค์กรนำใหม่ของคนเสื้อแดง นามว่า แดงสยาม จะนำเสนออะไรต่อสังคมและอนาคตใหม่เสื้อแดงจะเป็นอย่างไร?

กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่ไม่ได้ปฏิเสธการใช้กำลังในการปกป้องมวลชนเสื้อแดง จะเป็นทั้งการ์ดของคุณอารีย์ การ์ดของเสธ.แดง(พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล) ซึ่งที่มีประสิทธิภาพการใช้กำลังที่สุดคือ อาสาทหารพราน กลุ่มนักรบพระเจ้าตากฝึกการป้องกันตัว ไม่มีการฝึกใช้อาวุธ จะเป็นการ์ดอาสาสมัครทั่วไป

กลุ่มที่ห้า กลุ่มเสรีชน ชนชั้นกลางบน กลางล่าง กลางๆ รวมตัวแบบหลวมๆ สร้างกิจกรรมขึ้นมาเอง และพอใจกับสีสันที่ตัวเองแต่งแต้มขึ้น แต่ก็ยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในมวลชนเสื้อแดง เช่น กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เครือข่ายเฟชสบุค กลุ่มกาแฟต่างๆ รักประชาธิปไตยแบบหลากหลาย ซึ่งไม่มีแนวคิดชี้นำ ชอบกิจกรรมท้าทายแต่ออกแนวรสนิยมไฮเปอร์ เสียดสีล้อเลียน คล้ายเด็กดื้อแบบลูกคนชั้นกลาง ไม่รุกเร้าและไม่ขนาดท้าทายต่ออำนาจชนชั้นนำ แต่หากมีกิจกรรมใหม่ขึ้นมา กลุ่มนี้ก็จะเข้าไปเป็นแนวร่วมได้ไม่ ซึ่งทั้งนี้ กลุ่มที่ห้าจะโยกตัวเองไปอยู่กลุ่มใดๆได้ทุกกลุ่มที่มีสถานการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นใหม่

กลุ่มที่หก คือกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเฉพาะตัวไม่นิยมฝักใฝ่ฝ่ายใด ขี้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวเร่งการทำงานของกลุ่ม เช่น กลุ่มพลังรวมใจ กลุ่มประกายไฟ กลุ่มเสรีปัญญาชน กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า ฯลฯ และการจัดตั้งจะหนักไปในรูปแบบจัดวงเสวนาต่างๆมีความเป็นนักกิจกรรมและปัจเจกชนค่อนข้างสูง

การเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ปัจจุบันและความแพ้พ่าย บอบช้ำของคนเสื้อแดง อาจจะทำให้พลังขับเคลื่อนกลุ่มต่างๆมีความพลวัตรในเชิงเทคนิค การปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ กำลังสร้างให้พวกเขามิใช่แค่คนเสื้อแดงในการรับฟังความคิดชี้นำจากแกนนำเพียงอย่างเดียว ซึ่งจากจุดเริ่มต้นนี้จะนำไปสู่ คุณภาพใหม่ และปริมาณใหม่ แต่ก็ยังรักษาปรัญชาการต่อสู้ในหลักทางสากลต่อไป

อย่างไรก็ตามผู้เขียนมิได้กล่าวถึงกลุ่มอื่นๆที่เป็นพลังสนับสนุนการทำงานในด้านต่างๆ เพราะ คนเสื้อแดงต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เขาคือ ประชาชนอาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตย ออกทุนเองมิใช่ม็อบรับจ้างทั่วไป

คุณละอยู่กลุ่มไหน?

สมเด็จพระเทพฯเสด็จเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า เมื่อวันที่ 27กันยายน เวลา 18.24 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากวังสระปทุม ไปทรงเปิดโรงแรมสยามเคมปินสกี้ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

โดยมีมร.ไมเคิล เซลบี้ ประธานกลุ่มโรงแรมเคมปินสกี้ พร้อมด้วยมร. เรโต้ วิตเวอร์ ประธานและประธานกรรมการบริหาร โรงแรมเคมปินสกี้ เฝ้ารับเสด็จ โดยแขกผู้มีเกียรติจะได้ท่องไปในประวัติศาสตร์ของเคมปินสกี้กับกิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน อาทิ นักรบเผ่ามาไซ จากประเทศแทนซาเนีย การแสดงจากแอนนิก้า ลุนด์ และแองเจิล อีมาร์ ผู้ปลุกวิญญาณดาวค้างฟ้า “มาลีน ดีทริค” และ “ชาลี แชปลิน” นักแสดงตลกชื่อก้องโลก

เวบไซต์วิกิพิเดีย รายงานว่า Kempinski เป็นเจ้าของโรงแรมระดับ5 ดาวจำนวน 62 แห่ง ใน 41 ประเทศ และอีก 43 โรงแรมอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นสุดท้าย หรือการก่อสร้างในยุโรป, ตะวันออกกลาง,แอฟริกา, เอเชีย

ปัจจุบัน Kempinski มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

เวบไซต์ของKempinskiระบุว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่และเป็นเจ้าของKempinskiโดยทางอ้อมการสนับสนุนอย่างมั่นคงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นคำมั่นว่าการขยายตัวของบริษัทในระดับนานาชาติจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


สำหรับโรงแรมสยามเคมปินสกี้นั้น ทางโรงแรมระบุข้อมูลว่า โรงแรมสยาม เคมปินสกี้" เป็นโรงแรมในรูปแบบรีสอร์ทหรูในใจกลางเมืองติดกับวังสระปทุม ภายใต้เครือโรงแรม “เคมปินสกี้” ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป มีห้องพักสวีทกว่า 303 ห้อง ห้องพักทุกห้องสามารถมองเห็นสวนที่รายล้อมด้วยน้ำ อีกทั้งมีห้องพัก 22 ห้อง เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำที่อยู่ในบริเวณสวนโดยตรง พร้อมห้องบอลรูมไร้เสาขวางกั้นขนาด 900 ตารางเมตร รองรับการจัดงานมากที่สุด 1,200 คน นอกจากโรงแรมยังมีเรสซิเดนส์รองรับลูกค้าพำนักระยะยาวอีก 98 ห้อง

สยาม เคมปินสกี้ ถูกออกแบบและตกแต่งด้วยมรดกทางศิลปะของไทยอันสวยงามอ่อนช้อย โดยได้รวบรวมงานศิลปะกว่า 1,500 ชิ้นมาจัดแสดง รวมถึงภาพวาดต้นฉบับกว่า 200 ภาพและงานประติมากรรมจากจากศิลปินไทยที่รังสรรค์เพื่อโรงแรมสยาม เคมปินสกี้โดยเฉพาะ

ชื่อของเคมปินสกี้นั้นคือความภาคภูมิใจที่ได้จากการการเติบโตและการขยายตัวของโรงแรมในหลายๆประเทศทั่วโลก และจากที่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มโรงแรมหรูหราที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป จึงทำให้เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำให้แก่แขกผ่านแรงบันดาลใจด้านการบริการแบบยุโรป เราเชื่อว่าเราควรมีชีวิตอยู่อย่างมีสไตล์

ในแต่ละปี จำนวนแขกที่เข้าพักในโรงแรมของเคมปินสกี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเนื่องจากเคมปินสกีได้ขยายโรงแรมสูจุดหมายปลายทางใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น อาทิ ยุโรป, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา และเอชีย และในขณะที่จำนวนโรงแรมที่เพิ่มมากขึ้น

สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสำเร็จของแบรนด์เคมปินสกี้ โรงแรมแต่ละแห่งของเคมปินสกี้นั้นก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยความพิเศษเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะหาใครเหมือน

จักรภพเศร้าใจไฟไหม้บ้านพ่อ-แม่





ที่มา เวบไซต์Democracy 100 percent

ข่าวเศร้านี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสาย ของวันอังคารที่ 28 กันยายน 2553 โดยคุณแม่ของคุณจักรภพ เพ็ญแข เล่าว่า "นั่งดูทีวีอยู่ในบ้านกับคุณพ่อ ซึ่งอยู่กันแค่ 2 คน น้องสาวไปทำงาน มีเพื่อนบ้านวิ่งมาบอกว่าเห็นควันขึ้นที่ชั้นบน พ่อกับแม่พยายามจะดับไฟ แต่ก็ไม่สามารถดับได้ เพราะเพลิงได้ลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็ว ความตกใจหอบทีวีได้เครื่องเดียว หนีเอาตัวรอดออกมานอกบ้าน" ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่

ด้าน "คุณจักรภพฯ" ทราบข่าวด้วยความเศร้าใจ แต่ก็ต้องเข้มแข็ง บอกว่า "บ้านหลังนี้ คุณพ่อปลูกสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงมา 44 ปีแล้ว ตัวเองก็เกิดและโตที่นี่ เห็นรูปแล้วใจหาย เมื่อตั้งสติได้ก็บอกว่า พ่อกับแม่ปลอดภัย ก็สบายใจแล้ว เรื่องอื่นก็ค่อยๆ คิดแล้วมาว่ากันใหม่ เป็นห่วงความรู้สึกทางด้านจิตใจของพ่อกับแม่มากกว่า"

พวกเรามวลชนคนเสื้อแดงขอแสดงความเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ค่ะ

วันอังคาร, กันยายน 28, 2553

ถูกใจให้กระจาย'ป้ายไพร่'ทั่วไทยทั่วโลก


ป้ายที่ติดบนเกาะกลางถนนในจังหวัดน่าน เจ้าของป้ายเผยไม่สงวนลิขสิทธิ์ พี่น้องอยากทำซ้ำเลียนแบบไปติดตามถนนหนทางที่จังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. หมู่บ้าน หรือซอยไหนตามสะดวก เพราะไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้หมิ่นประมาทใคร เว้นแต่ใครจะเดือดร้อนไปเอง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ที่มา เฟซบุ๊ค
28 กันยายน 2553










One world One poster-RED USA เสื้อแดงอเมริกาจัดทำโปสเตอร์อันหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ฟ้องประจานต่อชาวโลก ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทุกท่านช่วยเอาไปแปะตามเวปต่างๆ หรือดาวน์โหลดภาพไปทำป้ายโปสเตอร์เพื่อขึ้นป้ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ งานนี้เป็นการร่วมมือของเครือข่ายแดงทั่วโลก( "RED AROUND THE WORLD")

และถ้าเป็นไปได้ให้บอกชื่อประเทศ และเมืองต่างๆทั่วโลกที่โปสเตอร์แผ่นนี้จะไปปรากฎ เพื่อเป็น One World One Poster ประจานความโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ของรัฐบาลอำมาตย์ ที่ไล่ล่าเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง

ท่านที่อยากได้เป็นไฟล์PDFต้นฉบับเพื่อจัดทำโปสเตอร์ ขอไปได้ที่RED USA อีเมล์ tiffyseedang@gmail.com

”เสื้อแดง” อย่าทำผิดซ้ำซาก.!!!


'ตูน Gag Lasvegas:เสียดายคนตายไม่ได้ปรองดอง

โดย Schopenhauer
28 กันยายน 2553

วันเสาร์ที่ 25 ที่ผ่านมา มีกิจกรรม "เราไม่ทอดทิ้งกัน" ผู้จัด : ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ได้ฟังอภิปรายเรื่อง “การแสวงหาข้อเท็จจริงกับกระบวนการรับผิด: กรณีการสลายการชุมนุม เม.ย. – พ.ค. 53” ดำเนินรายการโดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มธ. – อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มช. พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ – อ. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มธ.

รายละเอียดการอภิปราย อ่านได้ที่นี่ และที่นี่

ช่วงท้ายของการอภิปราย ได้เปิดโอกาสให้ “พี่น้องเสื้อแดง” ที่เข้าร่วมรับฟังได้แสดงความคิดเห็น มีผู้แสดงความคิดเห็นร่วม 10 คน – ประเด็นสำคัญที่พี่น้องเสื้อแดง ได้พูดเชิงตัดพ้อ (ต่อผู้อภิปราย)ว่า

“ทำไมนักวิชาการ หรือใคร (พรรคเพื่อไทย/แกนนำเสื้อแดง) ที่มีศักยภาพในทางกฎหมาย ทำไมไม่มาช่วยชาวเสื้อแดงโดยตรง – ทำไมปล่อยให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก”
(หัวข้ออภิปรายวันนั้น มีการลงรายละเอียดในเรื่องการที่ประชาชนผู้เสียหายจากเหตุการณ์มีสิทธิ์ที่จะฟ้องคดีต่อรัฐ)

หลังจากช่วงเวลาแสดงความคิดเห็นของพี่น้องเสื้อแดงผ่านไป แบบน่าอึดอัดสำหรับผู้ที่อยู่บนเวที ผมก็รู้สึกเห็นใจพี่น้องเสื้อแดง พร้อม ๆ กับเข้าใจความรู้สึกของ อาจารย์ 3 ท่าน โดยเฉพาะ อ. สาวตรี สุขศรี

เรื่องทำนองนี้ แบบนี้ มันเคยเกิดขึ้นแล้วในท่ามกลางการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

เพียงแต่ว่า ใครจะได้รับผลกระทบอย่างไร – อึดอัดใจอย่างไร ลำบากใจขนาดไหน ในท่ามกลางสถานการณ์ของการต่อสู้ ที่ผ่าน ๆ มา

จนเลยกลายเป็นฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลืองเอา “สัญญาณนี้” ไปสร้างวาทกรรม (จอมวาทกรรมอยู่แล้ว)ว่า พวกเราเสื้อเหลือง ไม่มีทิ้งกัน - - ใครเจ็บป่วย พิการอย่างไร เราดูแลเต็มที่ - - ใครมีข้อหาคดีความ เรามีทนายความช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคดี - - - ไม่เหมือนพวกเสื้อแดง ทุกวันนี้เป็นอย่างไง มีใครไปช่วยเหลือบ้าง ที่บาดเจ็บก็เจ็บไป ที่ติดคุกก็ไม่มีใครเหลียวแล – มีคดีความก็ต้องช่วยตัวเอง!!!

ถ้าเรื่องจริงเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้ “พี่น้องเสื้อแดง” ตัดพ้อด้วยความช้ำจำได้อย่างไร???

พันธมิตรเสื้อเหลือง ยึดทำเนียบฯ เพราะอะไร? – ยึดสนามบินเพราะอะไร? เพราะกำลัง “มวลชนมีเท่านั้น” - - จึงต้องวางยุทธศาสตร์ไว้อย่างนั้น – สุดท้ายจะรุนแรงก็รุนแรง ดังนั้น จึงต้องมี “การ์ด” รักษาความปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วคือกองกำลังหน่วยลุยเสื้อแดง – ถึงเวลาชุมนุมก็ลอกเอาวิธีการนั้นมา – เรื่องการ์ด เป็นความผิดพลาดที่สุด!!!

เมื่อพันธมิตรเสื้อเหลือง มีกำลัง “มวลชนเท่านั้น” (ขยายฐานเพิ่มยากแล้ว)ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการใช้กำลัง – ใช้ความรุนแรง (ใช้กองกำลัง/เรียกชื่อให้น่าฟังว่าการ์ด)การยึดสถานที่สำคัญต่าง ๆ เชิงสัญลักษณ์ เป็นการประกาศให้รู้ทางนัยอยู่แล้ว

แต่สำหรับ “เสื้อแดง” ในบริบทของพลังมวลชน – ไม่ใช่เช่นนั้น มวลชนเสื้อแดงยังขยายฐานเพิ่มได้ตลอดเวลา

สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่วันนี้จะต้องทำ – เพื่อรักษาบาดแผล เพื่อเยียวยาจิตใจพี่น้องเสื้อแดง - - เป็นสิ่งที่ต้องรีบทำ!!!

อย่าทำผิดซ้ำซาก.!!!
...

“ขอคาราวะจิตวิญญาณการต่อสู้ของ ‘การ์ดเสื้อแดง’ ทุก ๆ คน ที่ได้อุทิศชีวิตให้กับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง.”

*********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อ่านข่าวและบทความชุด ปรับขบวนก้าวรุดไปมุ่งสู่ชัยชนะ

'ตูนGag Lasvegas:เสียดายคนตายไม่ได้ปรองดอง

ตำรวจชี้ช่องเสื้อแดงใช้สิทธิ์ฟ้องศาลโลก สื่อออสซี่ทึ่งขบวนการต่อสู้ฟื้นเติบใหญ่โดยไม่พึ่งแกนนำ


ที่มา บางกอกโพสต์ และเวบไซต์greenleft
แปลและเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2553

อภิปราย: เสื้อแดงควรจะฟ้องศาลโลก

บางกอกโพสต์รายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมของการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วง เมษายน-พฤษภาคม ได้รับการสนับสนุนให้ยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในการอภิปรายในเรื่องการใช้กำลังทางทหารเข้าสลายการชุมนุมต่อแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้ร่วมอภิปรายจากสำนักงานอุทธรณ์และฎีกาคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเมื่อวานว่า ญาติของผู้ตายในเหตุการณ์สามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลโลก

นายตำรวจท่านนี้กล่าวว่า คดีอาญาต่อมนุษยชน (crimes against humanity) ไม่มีอายุความ และเขาเชื่อว่าเหตุการณ์เสื้อแดงจะส่งฟ้องได้เพราะเป็นการสังหารหมู่ของพลเรือนจำนวนมาก เป็นกรณีที่ปฏิเสธไม่ได้

การอภิปรายนี้ มีผู้ร่วมเข้าฟังเป็นคนเสื้อแดงประมาณพันคน ซึ่งจัดโดยศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุมในช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์นี้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ที่เห็นใจกลุ่มเสื้อแดง นักเคลื่อนไหวทางสังคม และนักวิชาการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคนตายทั้ง 92 คน ในช่วงหลายเดือนที่มีการชุมนุม

พ.ต.ท. ศิริพล กล่าวว่าคนชนชั้นกลางที่ยังไม่ได้พูดเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดง เพราะว่าสื่อกระแสหลักเขียนภาพกิจกรรมของเสื้อแดงให้ออกมาในรูปที่ไม่เหมาะสม

ผู้ร่วมอภิปรายอีกราย สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าคนเสื้อแดงและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตที่ร่วมชุมนุมจะต้องใช้เวลายาวนานในการฟ้องร้องคดีสู้กับคนที่ทำร้ายพวกเขา หากคนชนชั้นกลางที่มีการศึกษาที่มีอำนาจทางสังคมไม่เรียกร้องให้พวกเขา

อาจารย์สมชายแนะนำให้คนเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของเหยื่อที่เสียชีวิตรวบรวมหลักฐานและคำให้การของพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การสลายชุมนุมของทหาร ให้เป็นระบบ

หลักฐานและข้อมูลจะเป็นประโยชน์ต่อการฟ้องร้องผู้ที่ทำร้ายพวกเขาในอนาคต

เวบออสเตรเลีย:ข้อพิสูจน์ต่อชนชั้นกลางว่าเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อคนๆเดียว


โดย ปีเตอร์ บอยล์ รายงานในเวบไซต์greenleftในออสเตรเลีย ว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมานี้ ผู้ชุมนุมประท้วงประมาณหนึ่งหมื่นคน ของการฟื้นคืนชีพของการเคลื่อนไหวเสื้อแดงในประเทศไทย (เป็นที่รู้จักในนามของแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ) บนท้องถนนท้าทายต่ออำนาจปกครอง

สำนักข่าว Green Left Weekly รายงานว่า “เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งจริง ๆ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ค่อนข้างที่จะแน่ชัดว่าจะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”

“ประมาณเที่ยง ค่อนข้างแน่ชัดว่าจะมีคนเข้าร่วมประมาณ 10,000 คน และสี่แยกจะมีคนเต็มไปหมด โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเบิกบานและสันติตลอดทั้งวัน คุณสามารถพบกลุ่มคนมาร้องเพลงและเต้นรำทำเพลง”

“ไม่มีใครถูกจ้างมา ทุกคนมาด้วยความตั้งใจโดยไม่มีการชักนำเรียกให้พวกเขามาที่นี่ เสื้อแดงหลายคนตอนนี้ทำตามคำขวัญ ‘ทุกคนคือผู้นำของตนเอง’ ”


“ข้อกล่าวหาของชนชั้นนำที่ว่า คนพวกนี้ไม่ใช่ผู้ประท้วงที่แท้จริง เพราะเสื้อแดงเป็นพวกที่ถูกจ้างมาช่วย [อดีตนายกรัฐมนตรี] ทักษิณ ชินวัตร ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง”

“ความคิดเดียวที่ผมเป็นห่วงตอนนี้คือ ชนชั้นนำจะนึกขึ้นได้ว่า พวกเขาไม่มีโอกาสในการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคตอีกต่อไป อาจจะมีการรัฐประหารจากพวกโบราณสุดโต่งรอบ ๆ ผบ.ทบ. คนใหม่”

“สิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นคือ เสื้อแดงจะสู้ต่อไป!”

คลิปร้อนเสื้อแดงนิวยอร์คตะโกนไล่ฆาตกรGo to hell


ชาวไทยในนิวยอร์ค สหรัฐฯรวมพลังประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าที่พักขณะไปประชุมUNเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แดงสยาม:มาร์คออกไปปรองดองถึงจะเกิด แก้รากเหง้าปัญหาผ่าวิกฤตเลิกดึงสถาบันฯพันการเมือง




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2553

เมื่อวานนี้"แดงสยาม"นำโดยนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้เปิดการเสวนาและแถลงข่าวเรื่อง"โรดแม็ปเพื่อแก้ปัญหาประเทศไทย"โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. สังคมไทยมาถึงจุดเปลี่ยนไม่อาจจะปฏิรูปซ่อมแซมได้อีกต่อไป ต้องปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์

2. การปรองดองไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลที่ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนรัฐบาลจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐบาลที่เป็นกลาง ที่ยอมรับได้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ

3. ความปรองดองจะต้องร่วมกันทุกฝ่ายไม่ใช่ทำฝ่ายเดียว และจะต้องทำในทุกระดับ ตั้งแต่ชนชั้นล่างจนถึงชนชั้นบนสุดของสังคม เพราะความขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งของชนชั้นบนสุดของสังคม ระหว่างชนชั้นบนใหม่กับชนชั้นบนเก่า ที่เป็นชนชั้นสูงซึ่งเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง

4. เมื่อมีรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นแล้วจะต้องออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาและถูกตัดสินลงโทษอันเนื่องมาจากวิกฤติความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาทุกคนทุกฝ่าย

5. เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อนอีกในอนาคตจะต้องมีการปฏิวัติรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงแก้ไขในหมวด 2 ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์โดยศึกษาจากประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้ว และมีการปกครองเช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุข เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก และเบลเยี่ยม เพื่อป้องกันมิให้มีบุคคลใดๆ ดีงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาแสวงหาผลประโยชน์และแสวงหาอำนาจอีกต่อไป

มีแต่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางปฏิวัติ เปลี่ยนผ่านแบบสันติเกิดขึ้นและรอดพ้นจากสงครามกลางเมือง

แดงสยาม

ชีวิตของ “เสกสิทธิ์ ช้างทอง”!!!



โดย Schopenhauer
28 กันยายน 2553

4 เดือนผ่านไป แต่ละวันผ่านไปด้วยความเจ็บปวด เจ็บทั้งร่างกาย และจิตใจ

ชายหนุ่มชื่อ “เสกสิทธิ์ ช้างทอง” อาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

เขาถูกยิงบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. บริเวณถนนพระราม 4 หน้าพรรคเพื่อไทย


วันนี้ “ดวงตาทั้งสองข้าง” ของเสกสิทธิ์บอดสนิท

เขาดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด ทุกเช้ามีอาการปวดที่เบ้าตา

ระหว่างวัน ปวดที่ต้นคอ และขมับ - กระสุนปืนยังฝังอยู่บริเวณหว่างคิ้วของเขา

โดยกระสุนปืนได้ตัดประสานตาทั้ง 2 ข้าง !!!



เสกสิทธิ์ กล่าวว่า

“หมอบอกว่า ให้ทำใจ แม้ผ่าตัดออกมา ก็คงจะเรียกคืนการมองเห็นไม่ได้”

“แต่ผมต้องการความช่วยเหลือในการผ่าตัดเอากระสุนออก เพราะกระสุนที่ค้างอยู่ทำให้

เวลาลืมตาแล้วน้ำตาไหล และปวดตา ปวดหัวมาก ต้องหลับตาตลอด นั่งรถยนต์ก็ทรมาน...”


อุดมการณ์ประชาธิปไตย และอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงเท่านั้น ที่เป็นเครื่องปลอบใจ

ทำให้ผมมีกำลังใจ ปลุกใจให้ผม สู้ สู้ !!!


“เสกสิทธิ์ ช้างทอง” ทำผิดอะไรหรือ-ทำบาปอะไรหรือ - เขาประกอบอาชญากรรมอะไรหรือ?

จึงถูกลงโทษ และทำร้ายเช่นนี้!!!


ในยามทุกข์ยากเช่นนี้ - ขอให้พวกเรา อย่าได้ทอดทิ้งเสกสิทธิ์ และพี่น้องผู้บาดเจ็บอีกนับพัน.


...


4 เดือนผ่านไป – “วิญญาณผู้บริสุทธิ์” ยังคงเรียกร้องหาความยุติธรรม

กระบวนการกฎหมาย - คดีความ, ความถูก - ความผิด - - ยังไม่ได้เริ่มต้น???

สามัญสำนึกแห่งความดีงาม – ศีลธรรม จริยธรรม, ความดี - ความชั่ว - - ยังคงนิ่งเงียบ???


โอ้พระเจ้า - - ได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วยเถิด.!!!



เสกสิทธิ์เล่าเหตุการณ์ฯ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - 25 ก.ย.53


น้องเบิร์ด-นายสันติพงษ์ อินทร์จัน ถูกกระสุนยางที่เบ้าตา บริเวณสี่แยกคอกวัว ปัจจุบันตาบอด 1 ข้าง กับ นายธงไชย เหงวียน หรือ “ลุงปลาทู” ถูกยิงเข้าที่สะโพกซ้าย-ขวา

******
หมายเหตุ:หากท่านใดประสงค์จะช่วยเหลือคุณเสกสิทธ์ ช้างทอง ช่วยเหลือได้ที่

คุณสุชญา (ภรรยา) ธนาคารกสิกรไทย สาขาเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 893-201-721-1

วันจันทร์, กันยายน 27, 2553

BEFORE & AFTERแกนนำแดงทั้งแผ่นดิน


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาล ยิ้มให้ผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจเขากับแกนนำคนอื่นๆที่ถูกนำตัวขึ้นศาลนัดแรก เพื่อสู้คดีถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย หลังจากพวกเขานำการชุมนุมที่ยุติลงด้วยความรุนแรง(ภาพข่าว:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ มติชนออนไลน์ และ เวบบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม

BEFORE

ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินก่อนจะถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย

AFTER

ภาพแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินหลังถูกยัดเยียดคดีผู้ก่อการร้าย

*กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม ได้พากันตั้งข้อสังเกตว่า แกนนำเสื้อแดงนปช.แต่ละคนดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด หลังถูกขังคุกมานานมากกว่า 4 เดือนหลังเหตุการณ์ที่พวกเขาเข้ามอบตัวภายหลังยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และไม่ได้รับการประกันตัว



ศาลเลื่อนนัดตรวจหลักฐาน19แกนนำแดง27ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 27 กันยายน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย,นายนิสิต สินธุไพร,น.พ.เหวง โตจิราการ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง,นายประมวล ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ฯลฯ มายังศาลอาญา ตามที่ศาลได้มีคำสั่งให้เบิกตัวมาตรวจพยานหลักฐานเตรียมความพร้อมคู่ความในคดีก่อการร้าย เพื่อสืบพยานในนัดต่อไป โดยมีแนวร่วม นปช.คนเสื้อแดงมาคอยต้อนรับและให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าห้องขัง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

นายวีระ ประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการประกันตัวเพียงคนเดียว ได้เดินทางมาศาล โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ ขณะที่นางกุลรัตน์ พิกุลทอง ภรรยาของนายก่อแก้ว พิกุลทอง อุ้มบุตรสาวมาให้กำลังใจนายก่อแก้ว จำเลยร่วมด้วย

ทั้งนี้ในการตรวจพยานหลักฐาน ทั้งอัยการโจทก์ และทนายจำเลยทั้งหมด ได้ทำการตรวจเอกสารหลักฐาน พร้อมทั้งบัญชีรายชื่อพยาน มาตลอดทั้งวันจนถึงเวลา 16.30 น. แต่การตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างบัญชีรายชื่อพยานที่จะเข้านำสืบจำนวนมาก ศาลจึงมีคำสั่งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทำบัญชีรายชื่อพยานส่งศาลภายในกำหนด 30 วัน โดยศาลจะพิจารณาตรวจดูรายชื่อพยานก่อนมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้แต่และฝ่ายนำพยานสืบได้กี่ปาก ซึ่งศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

สื่อเทศโฟกัสแกนนำเสื้อแดงขึ้นศาลนัดแรกคดีผู้ก่อการร้าย:รอรัฐบาลใหม่ที่กดขี่น้อยกว่านิรโทษฯ

สำนักข่าวอินเตอร์เพรส(IPS)รายงานก่อนหน้านี้ว่า การสอบสวนคดีทางการเมืองได้เริ่มขึ้นวันจันทร์ที่ 27 กันยายน เมื่อแกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เป็นที่รู้จักในนาม “เสื้อแดง” จะถูกคุมตัวขึ้นต่อหน้าศาลอาญาในข้อหาผู้ก่อการร้าย

“เราไม่เคยเจอกรณีอย่างนี้มาก่อนในกรุงเทพฯ” คารม พลทะกลาง ทนายของแกนนำเสื้อแดงกล่าวต่อ สำนักข่าว IPS “ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลจะดำเนินคดีอย่างไร”

การไต่สวนครั้งแรกในคดีทางการเมืองเริ่มขึ้นที่ศาลอาญาวันที่ 27 กันยายน โดยทนายจำเลยจะยื่นรายชื่อของพยานต่อหน้าศาล

เป็นเวลาเกือบเดือนหลังจากแกนนำทั้ง 17 คนถูกนำตัวมาที่ศาล เท้าเปล่าและถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ถูกตั้งข้อกล่าวหาข้อหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งพวกเขาปฏิเสธข้อหาดังกล่าว

รัฐบาลไทยกล่าวหาแกนนำ นปช. ว่าได้กระทำการก่อการร้ายในช่วงการประท้วงบนถนนใจกลางเมืองสำคัญ 2 แห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงพฤษภาคม 2553 การประท้วงซึ่งดึงผู้คนจากชนบทของประเทศไทยมาเข้าร่วมประมาณกว่าแสนคน ได้ถูกนำไปสู่จุดจบในสลายการชุมนุมที่สูญเสียเลือดเนื้อ ทำให้คนเสียชีวิตจำนวน 91 คน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และประมาณ 1,900 คนได้รับบาดเจ็บ

คนเสื้อแดง ซึ่งใส่เสื้อผ้าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ตอบโต้ด้วยความโกรธแค้น ตามด้วยการโจมตีสุดท้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธของกองทัพไทยในวันที่ 19 พฤษภาคม ในช่วงระหว่างการหลบหนีจากที่ชุมนุมซึ่งอยู่ใจกลางแหล่งสรรพสินค้า พวกเขาได้ทิ้งร่องรอยของการเผาอาคาร ณ ใจกลางเมืองและในอีกหลายที่ในต่างจังหวัด

ส่วนบทบาทของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีความพยายามที่จะปัดในเรื่องการเสียชีวิตจำนวนมากของกลุ่มผู้ประท้วง ไปที่กลุ่มมือมืดที่ติดอาวุธ “ชุดดำ” ที่เห็นว่ายิงจากแนวหลังของเสื้อแดงในช่วงการสลายการชุมนุมเดือนเมษายนและพฤษภาคม

การจัดการของอภิสิทธิ์เพื่อให้เป็นฝ่ายเหนือกว่า – รวมทั้งคดีของ 19 กันยายน – คือการกดข่มโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ต้นเมษายน พ.ร.ก. นี้ มุ่งที่จะกด นปช. ไว้ ซึ่งยังคงใช้ใน 7 พื้นที่ รวม กรุงเทพฯ ที่ซึ่งจะยังคงเห็นเหล่าทหารปรากฎในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลและกองทัพที่ทรงอานุภาพ ทำให้คำอ้างของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่าได้ยกระดับคุณค่าประชาธิปไตยนั้น หมดสง่าราศี นักวิจารณ์กล่าว

“แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีคนกว่าร้อยคนถูกคุมตัวและสอบปากคำภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในบริเวณควบคุม แต่ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังคงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขที่แน่นอนของผู้ที่ถูกจับกุมตัวและให้ตำแหน่งที่แน่นอนแก่ครอบครัวว่าถูกจับกุมอยู่ที่ใด” ฮิวแมนไรท์วอช (HRW) องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกที่นิวยอร์ก กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี

ศอฉ. เป็นคณะที่มีองค์ประกอบหลักเป็นทหาร จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล มีเป้าหมายอยู่ที่ นปช. – ผู้ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว นักวิเคราะห์อธิบายสถานการณ์ว่าเปรียบเหมือน “รัฐซ้อนรัฐ” แล้ว

ข้อหาผู้ก่อการร้ายนั้นมาจากอำนาจนี้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายกล่าว “รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกแกนนำเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วตำรวจก็ให้ข้อหาง่าย ๆ อย่างนั้นเลย” สมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว “การบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นอันตรายมาก หากรัฐบาลใช้กล่าวหาฝ่ายตรงข้าม”

“เป็นการทำให้ใครก็ได้สามารถใช้กฎหมายแล้วเรียกฝ่ายตรงข้ามว่า ‘ผู้ก่อการร้าย’” เขากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ IPS

ธรรมชาติทางการเมืองของคดีดังกล่าว ซึ่งตอกย้ำไปที่ความแตกแยกที่ร้าวลึกในอาณาจักรทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ได้ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับคดีทางกฎหมายของแกนนำนักศึกษา 18 คน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว เหตุการณ์ในปี 2519 เกิดขึ้นในยุคที่ขั้วทางการเมืองร้าวลึกเช่นกัน

“กรณีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำเสื้อแดงเช่นนี้หายากมากในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย” กล่าวโดย เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการของสหรัฐ ผู้ที่ชำนาญในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย “ไม่เคยมีกรณีไหนเช่นกรณีนี้ในการเมืองไทยที่ผ่านมา”

“นี่เป็นการเตือนความทรงจำกรณีในปี 2519 ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำนักศึกษา 18 คน ที่ถูกข้อหาร่ายยาว – คอมมิวนิสต์ ผู้ก่อการร้าย และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เขาบอกต่อ IPS “กรณีดังกล่าวถูกแก้ไขเมื่อรัฐบาลที่กดขี่น้อยกว่าให้การนิรโทษกรรม”

แต่สำหรับผู้สนับสนุนของแกนนำเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำ ที่รวมตัวกันทุกเช้าที่เรือนจำกลางกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคดี จะเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของ “ความเป็นผู้นำทางการเมือง” ของพวกเขา

“เราพูดกับพวกเขาและบอกเขาว่าต้องสู้ต่อไป” กล่าวโดย นันทิยา น้อมโคกสุนะ ชาวกรุงเทพฯ อายุ 51 ปี ที่เข้าร่วมขบวนเยี่ยมในช่วงเช้ากับคนประมาณ 100 คน เพื่อพบ คนที่เธอชื่นชมคือ ณัฐวุฒิ และ เหวง ที่อยู่ในเรือนจำ “นี่เป็นข้อหาทางการเมืองที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อทำให้เสื้อแดงเงียบ”

“พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์และจะใช้กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็น” เสริมโดย ธิดา โตจิราการ ภรรยาของหมอเหวง ในขณะที่เธอรอคิวที่กลับเข้าไปที่ห้องขังลูกกรงเทา “เป็นเรื่องน่าอายสำหรับรัฐบาลที่กล่าวหาว่าพวกเขาเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’

บก.ลายจุดเยี่ยมนักโทษการเมืองที่อุดรฯ

ช่วงสายวันนี้ (27 ก.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี พร้อมกับคนเสื้อแดงอีก 50 คนเพื่อเยี่ยมนักโทษกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง หลังจากเมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานรอบเมืองอุดรธานี นายสมบัติเปิดเผยก่อนเข้าเยี่ยมนักโทษในเรือนจำว่า ปกติแล้วตนจะไปเยี่ยมแกนนำที่ กทม. แต่ในการมาครั้งนี้เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และเรียนรู้ปัญหาต่างๆ หลังจากพี่น้องคนเสื้อแดงถูกจับกุม ทางครอบครัวได้ความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ แต่ในตอนนี้ยังหาทางออกยังไม่ได้

ในความคิดของตน ชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์มีหลายคนไม่ได้รับการประกันตัว หลังจากตนดูสถานภาพของแต่ละคนแล้วล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล โดยดีเอสไอให้สถานะชาวบ้านเป็นผู้ก่อการร้าย

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วยกตัวอย่าง เช่น 14 ตุลา, พฤษาคม ปี 35, เดือนเมษายน และพฤษาคมในปี 2553 การที่รัฐใดก็แล้วแต่ใช้อำนาจรัฐในการใช้อาวุธสงกรามทำร้ายประชาชน ทำให้ประชาชนโกรธแค้นและฝังใจอยู่ในตอนนี้ ซึ่งถือว่าในตอนนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของพี่น้องคนเสื้อแดงในการช่วยเหลือกันเองต่อไป

เวบไซต์ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของผู้ก่อการร้ายพันธมิตร รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวฝ่ายข่าวของทางการระบุ วันนี้ (27 ก.ย.) แกนนำคนเสื้อแดง นายขวัญชัย สาราคำ จะได้รับการประกันตัวออกมา โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 3 ล้านบาท และจะเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุดรธานีภายในค่ำนี้เช่นกัน

จะปรองดองกัน ถามคนเสื้อแดงก่อนนะ!



โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย(Action for People’s Democracy in Thailand )
27 กันยายน 2553

หลังเหตุการณ์สลายคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการทำลายสถิติการยิง ประชาชนตายบนท้องถนนมากที่สุดถึง 88 คน และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน รวมทั้งการทำให้กรุงเทพฯ คลุ้งไปด้วยควันไฟพวยพุ่งจากใจกลางเมืองหลวง ราวกับถูกละเบิดถล่มสัก 200 ตัน

ตามมาด้วยภาพทีวีฉายให้เห็นน้ำตาของคนเมืองที่หลั่งไหลให้กับตึกที่ถูกเผา การเรียกร้องความเชื่อมั่นประเทศไทยคืนมา การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และข้อเสนอเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

ทั้งนี้บทความและบทวิจารณ์ส่วนใหญ่ต่างพุ่งเป้าไปที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และแกนนำคนเสื้อแดงต่อการนำการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ‘แพ้’ และ ข้อถกเถียงเรื่อง ถ้ายอมลงในข้อเสนอเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน ก็อาจจะไม่เกิดการสูญเสียชีวิตและการเผาบ้านเผาเมือง


วิพากษ์การวิเคราะห์การเมืองแบบ ‘บนลงล่าง’

เมื่ออ่านการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการฝ่ายขวา ของพรรคประชาธิปัตย์และของชนชั้นสูง คนเสื้อแดงเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ถูกหลอกมา ที่เข้ามาสู่การต่อสู้กับแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พราะความหลงเชื่อ หลงผิดในทักษิณ หลงคารมโวหารของสามเกลอ ถูกปลุกระดมโดยสส. ของพรรคเพื่อไทย และที่ร้ายกว่านั้นถูกกล่าวหาว่า ‘ถูกจ้างมา’

ในขณะที่นักวิชาการที่พยายามทำความเข้าใจสีแดง หรือนักวิชาการสีแดง ตระหนักได้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนเสื้อแดง ‘ได้พัฒนาเติบโตมาไกลเกินกว่าทักษิณและต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง’ และ ‘ชาวบ้านเปลี่ยนไปแล้ว’ และถกเถียงว่าด้วยเรื่องคนเสื้อแดง ‘แพ้-ไม่แพ้’

รวมไปถึงการโจมตีเรื่องการจัดวางบทบาทของทักษิณ ที่ไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับอารมณ์ของมวลชนเสื้อแดง และบทบาทของสามเกลอที่ถูกกล่าวหาว่ารับคำสั่งทักษิณ และอ่อนด้อยประสบการณ์จัดการคลื่นมหาชนขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ฟังมติของที่ประชุมแกนนำ แม้จะปรับกระบวนยุทธชูธงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและ ‘ประชาชนมาไกลเกินทักษิณ’ ในช่วงหลังก็ตาม แต่มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

ทั้งนี้และทั้งนั้น บทวิจารณ์ทั้งหลายตั้งอยู่บนวิถีการวิเคราะห์จาก ‘บนลงล่าง’ และเป็นการวิจารณ์ที่ไม่นำประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์อันแนบแน่นของสี่-ห้ากลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทย หรือที่คนเสื้อแดงเรียกว่าพวกอำมาตย์ (ทหาร ชนชั้นสูง ทุนบางกลุ่ม พรรคประชาธิปัตย์ และสถาบันระดับสูง) มาเป็นองค์ประกอบในการวิเคราะห์เจาะลึกถึงต้นต่อของความบิดเบี้ยวทางการเมืองของไทย

อาจด้วยติดขัดในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 การวิพากษ์วิจารณ์จึงสงวนท่าที่ที่จะพูดถึงบทบาทและท่่าทีของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการชี้นำทางการเมือง ซึ่งมีความชัดเจนอย่างมากในการเมืองช่วงสี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

จริงๆ แล้วถ้าจะสาวให้ลึกลงไปจะเห็นว่ากลุ่มอำมาตย์ มีบทบาทในสังคมไทยมาตลอด 60 ปี นับตั้งแต่รัฐประหารโค่นรัฐบาลฝ่ายปรีดี พนมยงค์ได้สำเร็จในปี 2490 และเป็นกลุ่มอำนาจที่เล่นเกมการเมืองอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ และแม้จะเผชิญหน้ากับประชาชนที่ลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการมาหลายครั้ง รวมทั้งให้การรองรับคณะรัฐประหารถึง 7 คณะ ก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวความดีความชอบมาได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

จำต้องย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า สถิติการเมืองไทย 78 ปีที่ผ่านมา นั้นมีหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่เช่นไร ด้วยจำนวนนายกรัฐมนตรี 27 คน รัฐประหารและการปฏิวัติกว่า 20 ครั้ง การลุกขึ้นสู้ของประชาชนและถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดหลายครั้ง (2492 - 2495 – 2516 - 2519 - 2535 - 2552 - 2553) รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียวที่อยู่ครบเทอม (ทักษิณ 1, 2544-2548)

ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาอำมาตย์ประชาสัมพันธ์มอมเมาลัทธิประชาธิปไตยแบบไทยว่า การเลือกตั้งไม่สำคัญเพราะชาวบ้านเลือกแต่คนเลว คนโกงบ้านโกงเมือง รัฐประหารในนามปกป้องราชบัลลังก์กระทำได้ เพื่อช่วยจัดการนักการเมืองคอรัปชั่น และมอบอำนาจคืนให้พระมหากษัตริย์ช่วยคัดสรรคนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง แนวคิดเรื่อง ‘ประชาธิปไตยคนดี’ ‘แต่งตั้งโดยคนดี’ จึงได้ค่อยๆ กัดกร่อนทำลายความเชื่อเรื่องหลักการประชาธิปไตยตัวแทน และความสำคัญของการเลืิอกตั้งไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ


มองกลับมุม วิเคราะห์จากล่างขึ้นบน

ทั้งนี้เมื่อลองวิเคราะห์จาก ‘ล่างขึ้นบน’ หรือในตรรกะประชาธิปไตยจากฐานล่าง ‘Democracy from Below’ สังคมจำต้องวิเคราะห์ถึงที่มาของกลุ่มคนหลายแสนคนที่มาอยู่บนท้องถนนในช่วงเดือนมีนาคม จนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนท้องถนนในกรุงเทพฯ

คำถามคือ คลื่นคนทั้งสี่ห้าแสนคน และถ้ารวมกันทั้งประเทศก็นับล้านคน ออกมาประท้วงเพื่อทักษิณเพียงคนเดียวจริงหรือ? และถ้ามาเพราะรักทักษิณจริงๆ สังคมต้องตั้งคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่พยายามไปยัดเยียดคำตอบให้ชาวบ้าน เช่นที่นักวิชาการหลายคนกำลังทำกันอยู่ เพราะไม่ยอมรับความจริง?

ประเด็นที่นักวิชาการและนักวิเคราะห์ไม่ควรจะหลงลืม คือประชาธิปไตยในประเทศไทย แม้จะไม่เคยสมบูรณ์ ถูกปล้นและถูกครอบงำอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็กินระยะเวลามาถึง 78 ปี ระยะเวลานี้ ถือว่ายาวนานพอสมควรที่จะทำให้ประชาชนตระหนักได้ถึงอำนาจของสิทธิและเสียงของตัวเองอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

และถึงแม้ว่าชาวบ้านจะเออออห่อหมกไปกับระบบอุปถัมภ์และระบบเส้นสายในสังคมไทย พร้อมทั้งรับเงินซื้อเสียงในทุกระดับของการเลือกตั้ง แต่พวกเขาก็ยังคงต้องใช้เงินหลายหมื่นบาทไปกับการ ติดสินบนตำรวจเพื่อเอาลูกหรือเอาพ่อออกจากคุก จ่ายใต้โต๊ะเพื่อซื้อตำแหน่งงานให้ลูกสาว หรือเพื่อเป็นค่าติดสินบนโน่นนี่ที่เรียกกันว่า ‘ค่าอำนวยความสะดวก’ หรือ ‘ค่าน้ำร้อนน้ำชา’

พวกเขารู้ดีว่านั่นคือการคอรัปชั่น นั่นคือการเอาเปรียบคนจน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในหมู่บ้านไทย ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าการเมืองคืออะไร หรือคอรัปชั่นคืออะไร แต่ชาวบ้านไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อกรตามลำพัง เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีอำนาจ รักษาตัวรอด และเล่นไปตามกระแสจะปลอดภัยกว่า

ดังนั้นเมื่อเกิดปรากฎการณ์ ‘แตงทั้งแผ่นดิน’ ชาวบ้านในหลายจังหวัดโดยเฉพาะจากภาคเหนือ และภาคอีสานที่อยู่ไกลการพัฒนามากที่สุด จึงได้ระดมเงิน อาหาร และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมประท้วงกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ โดยแต่ละคนต้องควักกระเป๋าตัวเอง หรือใช้เงินที่เพื่อนบ้านช่วยกันรวบรวมให้มา

ปรากฎการณ์เสื้อแดงครั้งนี้มันจึงมีนัยยะสำคัญที่มากกว่าแค่การอธิบายเหมารวมว่าชาวบ้านมาเพื่อทักษิณ (และทักษิณและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ควรเหมารวมว่าตัวเองเป็นเจ้าของชาวบ้านด้วย) เพราะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของการเข้าร่วมสู้กับคนเสื้อแดงของชาวบ้านและคนเมือง คือความคับแค้นต่อความอยุติธรรมที่ต้องสยบยอมอยู่ใต้ฝ่าเท้ามาทั้งชีวิต และภาวะสุดทนต่อการถูกปล้นสิทธิและประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดังเราจะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดเมื่อท่าทีแกนนำและทักษิณอ่อนลง ชาวบ้านต่างหากที่บอกว่า เราไม่ยอม และจะยืนหยัดสู้แม้ว่าแกนนำจะถูกจับไปแล้วก็ตาม

จากการที่ได้คุยกับชาวบ้านหลายคนทั้งที่มาประชุมและในหมู่บ้านที่อีสาน และในภาคเหนือ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่อยู่ร่วมประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ยุค 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ เช่นเดียวกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลและธีรยุทธ บุญมี และร่วมในพฤษภาฯ 35 เช่นเดียวกับจำลอง ศรีเมืองและสมศักดิ์ โกศัยสุข

หลายคนยังคงเจ็บปวดจากการนำที่ผิดพลาด ของแกนนำมาหลายครั้งหลายครา กระนั้นก็ตามพวกเขาก็ยังคงเข้าร่วมในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตย เกือบทุกครั้ง และมีส่วนสำคัญยิ่งในการมาช่วยเสริมจำนวนคนให้เป็นหมื่น เป็นแสน และเป็นล้านคน

แต่กระนั้นก็ตาม ชาวบ้านทั้งหลายไม่เคยมีน้ำหนักในการชี้นำการต่อสู้ หรือได้ขึ้นปราศรัยถึงความคิดความต้องการของตัวเอง เมื่อได้ฟังเสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงที่ตอบสื่อเมื่อถูกถามว่าประชาธิปไตยคืออะไร มันเป็นคำถามย้อนกลับมายังหลายคนว่า ทำมันมันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับชาวบ้านที่เห็นการเลือกตั้งมาตลอดชีวิต ทุกปี ปีละหลายรอบ จะสามารถทำความเข้าใจได้ว่า แค่การเรียกร้องให้ยุบสภา แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ ทำไมรัฐบาลถึงกับต้องเข่นฆ่าสังหารพวกเขาอย่างเหี้ยมโหดด้วย?

พวกเขาไม่เข้าใจว่า ถ้าบอกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่แค่การเลือกตั้งยังให้พวกเขาไม่ได้ แล้วประชาธิปไตยที่สูงกว่านั้นคืออะไร ใครตอบพวกเขาได้ไหม?

นักวิชาการและนักวิเคราะห์ที่ยังมองว่าชาวบ้านไร้เดียงสา ไม่รู้จักการเมือง ไม่รู้จักประชาธิปไตย หรือรู้จักเพียงผิวเผินแค่ประชาธิปไตยกินได้ อาจจำจะต้องทบทวนวิธีคิดและการวิเคราะห์กันครั้งใหญ่ต่อ เหตุการณ์การปราบปราบคนเสื้อแดง และความอยุติธรรมต่างๆ ที่คนเสื้อแดงได้รับ ทั้งนี้การสูญเสีย และการยืนหยัดลุกขึ้นสู้แทบจะทันทีหลังจากถูกปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดเมื่อเดือนพฤษภาคม ของคนเสื้อแดง ทำให้ผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ลุกขึ้นมาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทและสังคมเมือง

ในขณะที่กลุ่มอำนาจเดิม (นักวิชาการเรียก ‘กลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม’) ทหารและยังใช้ยุทธวิธีรัฐประหารปี 2549 เช่นเดียวกับที่ใช้ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2490

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปครั้งนี้ที่อาจจะไม่ทำให้ประวัติศาสตร์่ซ้ำรอยเดิม คือ แม้อำมาตย์จะไม่เปลี่ยน ยุทธวิธี แต่ชาวบ้านเปลี่ยนไปแล้ว (มีการศึกษามากขึ้น มีบทเรียนแห่งความเจ็บปวดหลายครั้ง และมีช่องทางการเรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่รัฐไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมได้มากขึ้น ฯลฯ)


โลกก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน วิถึการเมืองแบบอำมาตย์ ในทศวรรษที่ 2490-2520 ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่ต้องการไทยให้ช่วยในสงครามเกาหลีและสงครามเย็น อาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะ

1) สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ไทยเป็นฐานในภูมิภาค เพราะการเจรจาการค้าทำได้โดยตรงกับจีนอยู่แล้ว และฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ในภูมิภาคอินโดจีนอยู่ที่เขมร ไม่ใช่ที่ประเทศไทย


2) สื่อทางเลือกและสื่ออิสระมีจำนวนมากขึ้น แม้รัฐบาลจะคุมสื่อกระแสหลักได้หมด แต่ก็ไม่สามารถคุมสื่ออินเตอร์เนตได้อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะบล๊อคเวบเพจกว่าแสนเวบก็ตาม

รวมทั้งรัฐไม่สามารถคุมสื่อนอกและสื่ออิสระของไทยที่เกาะติดสถานการณ์ และได้ฉายภาพความจริงประเทศไทยต่อประชาคมโลก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทย ถ้ายังอยากจะอยู่ในประชาคมโลก จะใช้ข้ออ้างการเมืองว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ และเป็นการเมืองแบบไทยๆ ได้อีกต่อไป

3) ที่สำคัญผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียชีวิตกล้าให้ปากคำข้อเท็จจริงกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้จะส่งผลทางด้านการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณชน ทั้งระดับหมู่บ้าน จนถึงระดับโลก

4) ในสภาวะการเมืองที่ไม่สามารถสร้างมาตรฐานเดียวแห่งความเป็นธรรมและการดูแลประชาชน การคอรัปชั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่มีเสถียรภาพ และไม่มั่นคง และท้ายที่สุดจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ารัฐบาลจะโหมประชาสัมพันธ์สร้างภาพฟื้นความเชื่อมันประเทศไทย และแม้แต่มนต์เสน่ห์แห่ง ‘สยามเมืองยิ้ม’ ก็ไม่สามารถลบภาพความจริงแห่ง ‘กระบอกปืน ความตาย และควันไฟ’ ให้หายไปจากใจคนเสื้อแดงได้

5) การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ที่มีประชาชนเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาตร์ และเมื่อชาวบ้านเขียนจดหมายถึงฟ้า ท้ายที่สุดถ้าอำมาตย์ไม่ปรับตัว ประชาชนจะลุกขึ้นสู้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามครรลองของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของทุกประเทศในโลก ที่ว่า “ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นย่อมมีการลุกขึ้นสู้’

หลังเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนพฤษภาคม 2553 แม้แต่คนที่ไม่เคยยุ่งกับการเมืองมาก่อน ยังได้ลุกขึ้นมาสนับสนุนคนเสื้อแดง ด้วยประจักษ์กับความจริงและความเจ็บปวดของคนเสื้อแดงมาต่อเนื่อง หลายปี ภายใต้การเมืองสองมาตรฐาน และเอียงกระเท่เร่อย่างชัดเจนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตำรวจ เหล่าทัพ และ(เซ็นเซอร์) ที่ปฏิบัติต่อคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแตกต่างกันจนเห็นได้อย่างชัดเจน อาทิ ภาพข่าวที่คนเสื้อเหลืองเสียชีวิตแล้วได้รับความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษจากบุคคลระดับสูง แต่คนเสื้อแดง 91 คน ที่เสียชีวิต ไม่มีการให้ความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษแม้แต่คนเดียว (ยกเว้นเสธ.แดง แต่ก็ไม่ได้มีการอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่งแบบกรณีงานศพเสื้อเหลืองอยู่ดี)

เรื่องการดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตร 80 คน ที่อืดอาดเชื่องช้ายิ่งกว่าเรือเกลือ ผ่านมาแล้วร่วมสองปี ยังไม่มีแกนนำคนได้ถูกดำเนินคดีและได้รับหมายจับแม้แต่คนเดียว ต่างกับแกนนำ นปช ที่ถูกจับ และยังอยู่ในคุก ห้ามประกันตัว และหลายสิบคนมีหมายจับอยู่บนหัว ต้องหลบหนีกันหัวซุกหัวซุน

แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีในฟากพรรคเพื่อไทยถึงสองคน จะขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนเมษายน เพื่อพระราชทานขอให้ทรงดับวิกฤตการณ์ แต่อดีตนายกฯทั้งสองคน กลับถูกสื่อและรัฐบาลออกมาโจมตีอย่างหนักว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่เคารพเบื้องสูง อาจเข้าข่ายเจอคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองท่านยังเข้าพบในหลวงไม่ได้ แล้วปัญหาของคนเสื้อแดงจะถูกนำเสนอถึงพระเนตรพระกรรณได้อย่างไร?

อดีตนายกรัฐมนตรีของฝากพรรคเพื่อไทย (พลังประชาชน, ไทยรักไทย) ถึงสามคนในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการทำรัฐประหารและจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

การผ่าทางตันทางการเมืองไทยต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อประชาธิปไตย ที่ก้าวหน้ากว่า ’14 ตุลาฯ และพฤษภาฯ ’35

เพียง 15 ปี หลังการปักหมุดประชาธิปไตยที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อปี 2475 ประชาธิปไตยของไทยก็ถูกปล้นคืนสู่อำนาจของเครือข่ายอำมาตย์ และกองกำลังทหารบก ที่ทำการปฎิวัติ 2490 ส่งผลให้ผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยของไทยหลายท่านต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศจนสิ้นชีวิต

การขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยถูกตีแตกพ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า จากกลุ่มอำนาจทางการเมืองกลุ่มเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง - กลุ่มคนเดียวกันที่โค่นอำนาจรัฐบาลฝ่ายปรีดี พนมยงค์ในปี 2490 และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรในปี 2549 - และภายใต้ข้อกล่าวหาที่ไม่ต่างกันเลยคือ ‘ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์’

สถาบันพระมหากษัตริย์แม้จะไม่ได้มีอำนาจอันเบ็ดเสร็จในกลุ่มอำนาจในการเมืองไทย แต่ก็เป็นสถาบันสูงสุดทางสัญญลักษณ์จนยากที่จะปฏิเสธได้ แม้แต่ตัวทักษิณเองก็ได้ใช้งบประมาณชาติจำนวนไม่น้อยไปกับการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเขาอาจหวังว่าจะได้เป็นที่รักและไว้ใจจากสถาบันแทนที่พรรคประชาธิปัตย แต่เขาประเมินผิดเพราะทั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายทุนชาติ ทหารบก ชนชั้นสูง (เลือดสีน้ำเงิน) และ(เซ็นเซอร์)เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นจนยากที่จะสั่นคลอนได้

มันจึงเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของทักษิณ ที่ประเมินสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า ต่ำเกินไป ทำให้ในยามที่เรืองอำนาจเขาไม่ได้พยามใช้อำนาจในรัฐสภาจัดการสลายขั้วอำนาจทางการเมืองเก่าให้สำเร็จ โดยเฉพาะไม่ยกเลิกกฎหมายที่เป็นกฎเหล็กที่คุ้มครองขั้วอำนาจนี้มาอย่างยาวนาน ซึ่งก็ได้แก่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ทักษิณก็ยังส่งเสริมการใช้กฎหมายตัวนี้กับประชาชน เสียด้วยซ้ำ)

เป็นเพราะแกนนำเสื้อแดงโดยเฉพาะทักษิณไม่ยอมรับและไม่ตระหนักถึงความแนบแน่นแห่งความสำพันธ์ของกลุ่มที่กุมอำนาจการเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่เขามีบทบาทสูงในการชี้นำการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ‘คลื่นพลังแดงทั้งแผ่นดิน’ จึงดูราวกับไม่มีวาระแห่งขบวนการที่ชัดเจน มุ่งเพื่อการได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อสร้างความเข้มแข็งแห่งระบอบประชาธิปไตยของชาติ จนนำมาซึ่งการถูกวิจารณ์ว่า ‘พ่ายแพ้’ พร้อมกับโศกนาฎกรรมสยามครั้งร้ายแรงที่สุดในการต่อสู้บนท้องถนน - การสังหารประชาชนร่วม 90 คน - ยิ่งถ้านับรวมประชาชนที่เป็นเหยื่อของการดำเนินงานทางการเมืองที่ผิดพลาดของทั้งทักษิณ และอภิสิทธิ์นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา รวมกันก็คงร่วมแปดพันคน (ทั้งเหยื่อจากนโยบายการปราบปราบ ยาเสพติด เหยื่อความรุนแรงที่ภาคใต้ที่ยังไม่ยุติ และผู้เสียชีวิตทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง)

นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ชาวบ้านที่ยอมรับและทนรับไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงการไร้มาตรฐานในทุกสถาบันของประเทศไทย และลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเปิดเผยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ถึงบทบาทที่ควรจะเป็นของ(เซ็นเซอร์)ในการเมืองไทย

ดังนั้นเมื่อทักษิณโฟนอินเมื่อวันที่ 19 กันยายน วันกิจกรรมรำลึกสี่ปีรัฐประหารว่ายินดีจะปรองดองเพื่อความสงบของบ้านเมือง คำพูดของทักษิณครั้งนี้ จึงไม่ใช่น้ำทิพย์ชโลมใจชาวบ้านอีกต่อไป แต่เป็นเช่นน้ำมันราดกองไฟ จนเกินกระแสไม่พอใจในหมู่่คนเสื้อแดงจำนวนมากต่อการโฟนอินของงทักษิณครั้งนี้

และกระแสทิ้งทักษิณไว้เบื้องหลังก็เป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

ก้าวต่อไปของการต่อสู้

คนเสื้อแดงจำต้องรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้คือการต่อสู้กับขั้วอำนาจทางการเมืองที่ทรงพลังยิ่งนัก กลุ่มอิทธิพลการเมืองไทยที่สั่งสมประสบการณ์ กองกำลัง อำนาจและบารมี มาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่ความผิดของแกนนำ หรือของคนเสื้อแดงที่ไม่สามารถแก้ปมการเมืองไทยที่มีมา 60 ปีได้

เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่ประเทศชาติยามนี้ต้องการเสียสละและปรองดองอย่างยิ่ง ไม่ใช่จากประชาชนที่ได้เสียสละมามากเกินพอแล้ว แต่จากกลุ่มอำมาตย์ที่กุมอำนาจและกำกับทิศทางของประเทศมากว่า 60 ปีแล้ว

ถึงเวลาที่อำมาตย์จะต้องเสียสละและคืนความสงบสุขให้กับบ้านเมือง ยกเลิกหรือยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับคนที่คิดต่าง รับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง หยุดเล่นการเมือง จำกัดบทบาทของทหาร และปล่อยให้ประชาชนสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยจากล่างขึ้นบน แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ประชาธิปไตยทางลัดที่เห็นและเป็นอยู่มากว่า 70 ปี ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งลัด-ยิ่งหลงทาง’

แต่มันไม่ง่ายแน่นอน ดังนั้นยุทธศาสตร์การต่อสู้นับแต่นี้ต่อไป จะต้องเป็นยุทธศาสต์ที่หลากหลายรูปแบบไม่ใช่เฉพาะการอยู่บนท้องถนนเท่านั้น แต่ต้องกระจายไปทุกหัวเมืองสำคัญ มีการเชื่อมประสานกิจกรรมในหมู่คนไทย และกับกลุ่มผู้ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติ ไม่ควรมีการรวมศูนย์อำนาจ และต้องช่วยกันจุดเทียนเล่มน้อยกระจายตัวทั่วทุกชุมชน และทั่วทุกประเทศในโลกนี้

ขณะเดียวกันต้องอ่อนไหวระหว่างกันในการประสานแนวร่วม-สงวนจุดต่างทางอุดมการณ์และยุทธวิธี บทบาทของทักษิณและพรรคเพื่อไทย ควรอยู่ในฐานะแนวร่วมหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เจ้าของคนเสื้อแดง

การเคลื่อนขบวนของคนเสื้อแดงต่อไปนี้จำต้องเปิดพื้นที่เสรีภาพให้กับความคิดสร้างสรรค์ด้าน กิจกรรมของแต่ละกลุ่มมากขึ้น และหรือจะเข้าร่วมกับกลุ่มกิจกรรมที่ประกาศโดยแกนกลาง หรือแกนนอน หรือแกนนำก็ได้ไม่ว่ากัน และควรจะเป็นการต่อสู้แนวราบ ไม่ใช่แนวดิ่ง

แน่นอนว่ายังจำเป็นที่จะต้องมีส่วนกลาง (อาจจะหลายกลุ่มก็ได้) ที่ทำหน้าที่ประสานเครือข่ายและกลุ่มเคลื่อนไหวจากทุกส่วนไว้ให้ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งเรื่องการกำหนดวันกิจกรรม ประสานกิจกรรมร่วม สร้างชุดคู่มือคำแนะนำต่างๆ ในการเตรียมตัวเข้าร่วมประท้วงและการป้องกันตัว ผลิตเอกสารวิชาการเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ คู่มือกฎหมายสำหรับผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อถูกตำรวจจับ สร้างทีมทนายอาสา ทีมแพทย์อาสา ทีมสาธารณูปโภค ที่เป็นส่วนกลาง เป็นต้น

การประสานงานต่อสู้ต่อไปนี้ต้องพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมประท้วงและส่งเสริมให้มีการเลืิอกตั้งตัวแทนของทุกกลุ่มที่เข้าประท้วงให้เข้าร่วมมีส่วนกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการต่อสู้ให้มากขึ้น และส่งเสริมให้้มีสัดส่วนหญิงและชายที่เท่าเทียมกัน

ในสังคมที่มีความหลากหลาย จำเป็นจะต้องยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้ว่า แต่ละกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยของชาติ นั้นสามารถมีความหลากหลายทางยุทธศาสตร์ การต่างระดับของเป้าหมาย และยุทธวิธีขับเคลื่อนที่ไม่เหมือนกัน

ในขณะเดียวกันในทุกด้านที่ทำได้ จำต้องส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นให้กับคนเสื้อแดง และประชาชนชาวไทยว่ามีสิทธิ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำหน้าที่ควบคุม เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นไม่ให้คอรัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบไปด้วย

ในขณะเดียวกัน ถ้าอยากได้ประชาธิปไตย ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับชาติ

และเมื่อนั้นคนเสื้อแดงจะสามารถเปล่งเสียงได้อย่างภาคภูมิใจ จะปรองดองกัน ถามคนเสื้อแดงก่อนนะ!

*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ว่าด้วยการ"ปรับขบวนก้าวรุดไปสู่ชัยชนะ"

วันอาทิตย์สีแดง@อุดรธานีเมืองหลวงคนเสื้อแดงคึกครื้น & เกลียดไก่อู กินไก่ย่าง แดงทั้งตลาด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กันยายน 2553

คุณ saiyakoa เขียนกระทู้รายงานภาพข่าวทางกระดานสนทนา บอร์ดเรารักประชาไท ถึงกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงที่อุดรฯว่า หลังจากที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ข่าวคราวคนเสื้อแดงอุดรธานี ก็เงียบหายพร้อมกับการที่แกนนำคนสำคัญของชาวอุดร ขวัญชัย ไพรพนา ถูกจับไปด้วย และสื่องของเราคือวิทยุชมรมคนรักอุดรถูกปิดสนิท แต่วันนี้เป็นการพิสูจน์แล้วว่าพวกเรายังไม่ตาย........

นี่คือภาพส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงของอุดร โดย บก.ลายจุด และคนเสื้อแดง













กิจกรรม เกลียดไก่อู กินไก่ย่าง และ แดงทั้งตลาด

คุณ ANT_REDARMY เวบไซต์konthaiuk รายงานภาพข่าวกิจกรรม เกลียดไก่อู กินไก่ย่าง ณร้านไก่ย่าง นปช.(น้าโอ)และ แดงทั้งตลาด ณ ตลาด AC ผมได้เป็นตัวแทน thaitiger(หรือ ป้าอุ๊ คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ประธานคนเวบไวต์คนไทยยูเค) โดย
มอบเสื้อ www.konthaiuk.info ให้แก่ คุณนุช พจมาน เพื่อเป็นกำลังใจ

คุณนุช พจมาน ฝาก ขอบคุณป้าอุ๊ และ ขอให้ คุณพระคุ้มครอง ป้าอุ๊ หายโดยเร็ววัน กลับมาต่อสู้ร่วมกันและป้าอุ๊ กลับมาเมืองไทย เมื่อไร มาฉลองชัยชนะ ร่วมกัน สามวันสามคืน ครับ ...

งานนี้ มี ดร.ประแสง มงคลศิริ และบรรดา พี่น้อง นปช.แดงทั้งแผ่นดินมากัน อย่างเนืองแน่น บรรยากาศ ภายในงาน อบอุ่นมีความสุข ทั้งผู้มาร่วมกิจกรรม และ คนขาย เพราะ คนเสื้อแดง มีแต่คนเสื้อแดง เท่านั้น ... !!!