วันพุธ, มิถุนายน 30, 2553

ขำๆ สเปนมีดีอะไร..!?



โดย ทีของเสือ
ที่มา กระดานสนทนาประชาไท

วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ก่อนการแข่งขันคู่สเปนVSโปรตุเกส

v
"สเปนมีดีอะไร"...นายกฯย้อนถามผู้สื่อข่าว หลังจากนักข่าวบอกว่าสเปนจะชนะโปรตุเกส
ซึ่งโปรตุเกสเป็นทีมที่นายกฯเชียร์..

คืนนี้สเปนจะเป็นอย่างไร..นักข่าวถามต่อ
"คืนนี้ก็ไปแล้ว"...นายกฯไทยฟันธง ไล่ส่งให้ไปไกลๆ..สเปนตกรอบแน่นอน..
.
00000
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:20:33 น. มติชน รายงานผลแข่งขันคู่นี้พร้อมสีสันข่าว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277861755&grpid=00&catid=

โปรตุเกสปราชัย ให้กับสเปน 0-1 ชวดเข้ารอบ 8 ทีม
"โรนัลโด้"โชว์ถ่อยฉุนสุดขีด แพ้กระทิงดุ 0-1 ตกรอบ16ทีม ถุยน้ำลายใส่ช่างภาพโทรทัศน์
หลังจากเสร็จสิ้นเสียงนกหวีดขณะที่โรนัลโด้กำลังเดินออกจากสนามด้วยความโมโห และมีช่างภาพโทรทัศน์ติดตามถ่ายภาพ..


.
^
^
นักข่าวทุกสำนักสรุปตรงกัน หลังจากถอดคำสบถตามนั้นแล้วว่า..
โด้..น่าจะมีเจตนาถ่มน้ำลายข้ามทวีปมาให้ใครบางคนมากกว่า อาจโมโหตัวเองที่ไปหลงเชื่อฆาตกรร้อยศพว่า..สเปนไม่มีอะไร..
เลยเดินเล่นแบบสบายๆ...ผลคือแพ้ ตกรอบ...

............................................................................

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ระบุถึง 4 ทีม ที่จะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศว่าจะมี โปรตุเกส อุรุกกวัย บราซิล และอาร์เจนติน่า
แต่สุดท้าย ทีมที่จะเป็นแชมป์ คือ อาร์เจนติน่าอย่างแน่นอน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยิ้มด้วยความชอบใจ..
http://siamrath.co.th/?q=node/39178

v
v



พรุ่งนี้..ประธานาธิบดีของอาร์เจนติน่า คงจะแถลงข่าว เรื่องสะเดาะเคราะห์ ทำบุญประเทศแบบฉุกเฉิน อย่างเป็นทางการ..
งุงิ งุงิ..

หรือ อาร์เจนฯ อาจจะถึงขั้นขอศาลคุ้มครอง ชั่วคราวห้ามไอ้เ...่ย นี่เชียร์

ก้าวต่อไปของ“คนเสื้อแดง” ว่าด้วย “ปฏิรูปประเทศไทย”


การ“ปฏิรูปประเทศไทย” ที่สำคัญเป็นการปฏิรูปทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อนำสู่การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม เพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง มิใช่เพื่ออำมาตย์อย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน ที่มีประเวศ วะสีและอานันท์ ปันยารชุณ ดำเนินการอยู่


โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง

“คนเสื้อแดง” คงเข้าใจกันดีว่า ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน ที่มีเหล่าเครือข่ายอำมาตย์ ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุณ เป็นผู้นำที่อ้างว่า เป็นตัวแทนภาคประชาชน รับภารกิจนี้ เพื่อกลบกระแส หลีกหนี “มือเปื้อนเลือด” “ฆาตรกรสั่งฆ่าประชาชน” ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และคงอำนาจอำมหิตของระบอบอำมาตย์ให้มั่นคงไว้

แม้ว่า เครือข่ายอำมาตย์ จะอ้างว่า มีเจตจำนงค์ที่จะ“ปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคมไทยก็ตาม แต่เนื้อแท้แล้วเป็นเพียงการซื้อเวลาในการคงอยู่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน ที่จะไม่ยุบสภา ไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมท่ามกลางกฎเหล็กพรบ.ภาวะฉุกเฉิน ในการข่มขู่ปราบปรามคนเสื้อแดง และการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดงเป็น “ผู้ก่อการร้าย” พร้อมๆกับหมายจับแกนนำคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม การ“ปฏิรูปประเทศไทย” นั้น เป็นสิ่งที่คนเสื้อแดงได้ต่อสู้เรียกร้องมาโดยตลอด เพราะ คนเสื้อแดง ต้องการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ให้สังคมไทยก้าวไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย มีความเสมอภาค มีความเป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่า
“คนเราเท่ากัน”

การ“ปฏิรูปประเทศไทย” ของคนเสื้อแดง จึงมีข้อสรุปรวบยอด อยู่ที่ว่า “การปฏิรูปทางการเมือง” ให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอธิปไตยต้องมาจากปวงชน อำนาจนอกระบบ(องคมนตรี ศาล ทหาร ฯลฯ)ต้องไม่แทรกแซงทางการเมือง ทุกคนหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากันในการเลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศ ที่มีวาระการขึ้นสู่อำนาจมีกฏกติการ่วมกัน มีกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุล

ประชาชน-สื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในการรวมกลุ่ม เสียงส่วนน้อยต้องเคารพเสียงส่วนมาก ขณะที่เสียงส่วนมากต้องเคารพเสียงส่วนน้อยเช่นกัน

รูปธรรมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา จึงเสนอให้มีการยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ตลอดทั้งเรียกร้องให้ยกเลิกพรบ.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมในสถานการณ์ปัจจุบัน

ท่ามกลางกระแส “ปฏิรูปประเทศไทย” การต่อสู้ขับเคลื่อนของคนเสื้อแดง คงชัดเจนว่า คนเสื้อแดงไม่เข้าร่วม “ปฏิรูปประเทศไทย” ของฝ่ายอำมาตย์ เพราะ “ปฏิรูปประเทศไทย” ของฝ่ายอำมาตย์ โดยอำมาตย์ ก็เพื่ออำมาตย์ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของคนเสื้อแดงภายในข้อจำกัดของพรบ.ฉุกเฉิน และสถานการณ์ความรุนแรง คนเสื้อแดงซึ่งก่อตัวจัดตั้งกันขึ้นมาหลากหลายกลุ่มต่างๆ คงได้มีการจัดสรุปบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมาในด้านต่างๆทั้งปัจจัยภายในปัจจัยภายนอก จุดอ่อนจุดแข็ง ปัญหาอุปสรรคของขบวนการคนเสื้อแดง บทบาทศูนย์การนำ ประชาธิปไตยในองค์กร และอื่นๆ ตลอดทั้งจะขยายคนเสื้อแดงให้มากขึ้นได้อย่างไร เพื่อก้าวต่อไปที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ผู้เขียนมีข้อเสนอว่า กลุ่มจัดตั้งคนเสื้อแดง ก็ควรชวนกันแลกเปลี่ยน ถกเถียง ขบคิด ถึงทิศทางอนาคตของสังคมประชาธิปไตยที่มีความเสมอภาคและเป็นธรรม โดยมีจุดยืนเพื่อคนส่วนใหญ่ในสังคม ในเชิงรายละเอียดมากขึ้น เพื่อเป็นเค้าโครงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนยกต่อไปของคนเสื้อแดง เหมือนเช่น การเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจสังคมไทยของคณะราษฎรภายหลังการปฏิวัติ 2475 ภายใต้บริบทที่ต้องการยุติบทบาทระบอบอำมาตยธิปไตยเพิ่มอำนาจระบอบประชาธิปไตย ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

การปฏิรูปทางการเมืองหรือ ประชาธิปไตยทางการเมือง ที่สำคัญ เช่น มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นต้องลดอำนาจของนายอำเภอปลัดอำเภอต่อบทบาทในการบริหารเทศบาล มีระบบลูกขุนในกระบวนการยุติธรรม และอื่นๆที่ต้องระดมความคิดเห็นกัน

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น เก็บภาษีมรดก ภาษีก้าวหน้า (ก้าวหน้าจริงๆ) กระจายการถือครองที่ดิน การสร้างรัฐสวัสดิการ สาธารณูปโภคฟรี การศึกษาฟรี การรักษาพยาบาลฟรี (ฟรีจริงๆ) การจัดสรรงบประมาณกองทัพให้น้อยที่สุด และอื่นๆที่ต้องระดมความคิดเห็นกัน

การปฏิรูปด้านวัฒนธรรม-การศึกษา ที่สำคัญเช่น การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ไม่คลั่งชาติ ความสำคัญของวันชาติ 24 มิถุนายน 2475 บทบาทของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่เพื่อประชาธิปไตย การเคารพกลุ่มชาติพันธุ์ คนต่างชาติ และอื่นๆที่ต้องระดมความคิดเห็นกัน

การ“ปฏิรูปประเทศไทย” ของคนเสื้อแดง จะประมวลสังเคราะห์ได้ก็จากการที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆได้ช่วยกันระดมความคิดเห็น มิใช่หล่นมาจากฟากฟ้า หรือใครผู้ใดประทานให้มา

และแน่นอนว่า การ“ปฏิรูปประเทศไทย” ที่สำคัญเป็นการปฏิรูปทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อนำสู่การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม

และเป็นการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง มิใช่เพื่ออำมาตย์อย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน ที่มีประเวศ วะสีและอานันท์ ปันยารชุณ ดำเนินการอยู่

บันทึกสีแดงจากที่คุมขังถึงมาร์ค



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาไท
30 มิถุนายน 2553

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย อดีตผู้ถูกคุมขังคดีฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะไปยื่นหนังสือต่อสำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ดำเนินการเคลื่อนไหวปล่อยตัว"บก.ลายจุด"นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งให้ยกเลิกประกาศฉุกเฉินด้วย

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าเยี่ยมนายสมบัติเปิดเผยภาพถ่ายบันทึกลายมือของนายสมบัติเขียนด้วยปากกาสีแดงหลายฉบับ ระหว่างถูกควบคุมตัวในที่คุมขัง ค่ายตชด.ปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อหาบางตอน ดังนี้

เบื้องบนมีเพดาน
เบื้องล่างมีพื้นปูน
เบื้องหน้ามีลวดหนาม
เบื้องลึกยังมีความคิดจักยังต่อสู้

ยุงกินเลือดเราแต่น้อยเพื่อมันดำรงอยู่
กระสุนกินเลือดเราหมดร่างเพื่ออำนาจผู้สั่งการดำรงอยู่

ห้ามฉันพูด ฉันก็จะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันก็จะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็จะคิด
หากห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน

ขอบคุณที่อภิสิทธิ์พาฉันมาปรองดองที่ค่ายตำรวจตระเวณชายแดน วันหนึ่งคุณคงได้มีโอกาสมานอนปรองดองที่นี่บ้าง ฉันจะรอ

ฉันคว้าปากกาสีแดง แล้วเดินไปที่ป้ายที่ติดไว้บนตึกนอน หาพื้นที่ว่างบนป้ายนั้น แล้ววาดรูปพระอาทิตย์หกแฉกลงไป ข้างๆตัวอักษรเขียนว่าประกาศ

ฉันหยิบเสื้อแดงตัวเก่าที่ยังไม่ได้ซักมาใส่ เพื่อต้อนรับคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม มันคงไม่สกปรกไปกว่ามือที่เปื้อนเลือดของใครบางคนที่ล้างไม่มีทางออก

นายตำรวจยศพล.ต.ต.ท่านหนึ่งขอนั่งคุยกับผมในฐานะหัวหน้าชุดอะไรสักอย่าง เขาเป็นผู้ฟังที่ดีมากคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย เขาเรียกการสนทนานี้ว่า"การซักถาม"ไม่ใช่การสอบสวน ส่วนผมบอกกับเขาว่า ผมเรียกสิ่งนี้ว่า"การสนทนา" เพียงแต่ว่าบทสนทนานี้จะถูกเขียนเป็นรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา

อย่ามาบอกผมว่า ผมมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอะไร
สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ผมมีมาตั้งแต่เกิด
แต่สิ่งที่คุณต้องพูดคือ คุณละเมิดสิทธิของผมอย่างไรต่างหาก

ความคิดที่เสรีบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกควบคุม
ความคิดและการกระทำในการละเมิดสิทธิของประชาชนต่างหาก ที่ต้องถูกควบคุม

via;@สมบัติ บุญงามอนงค์



ทนายยื่นคำร้องปล่อยตัวบก.ลายจุด ศาลนัดไต่สวน 2 ก.ค.

ประชาไท รายงานว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด หรือหนูหริ่ง นักกิจกรรมซึ่งถูกคุมตัวตามหมายควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ที่บก.ตชด. คลอง5 ปทุมธานี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวเนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบ ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทนายความได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำร้องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจร้องต่อศาลเพื่อขอหมายควบคุมตัวนายสมบัติ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ดูหรือคัดถ่ายสำเนาดังกล่าว

คำร้องขอปล่อยตัว ระบุว่า วันที่ 26 มิ.ย.เวลาประมาณ 17.20 น.ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวผู้ร้องที่ทำกิจกรรมผูกผ้าแดงรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมอยู่ที่แยกราชประสงค์ โดยแสดงหมายควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ 116/2553 ลงวันที่ 21 พ.ค.53 อ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้ต้องสงสัยตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้กระทำการหรือร่วมกระทำการอันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ให้นำผู้ร้องไปควบคุมตัวที่ บก.ตชด. ซึ่งการควบคุมตัวดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เพราะการออกหมายดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จและบิดเบือน ผู้ร้องมิได้มีพฤติการณ์ที่จะกระทำการหรือร่วมกระทำการอันจะทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังที่เจ้าพนักงานกล่าวอ้าง

นอกจากนี้การควบคุมตัวดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เพราะตั้งแต่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลได้กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรงหลายประการอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น การปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ซึ่งมิได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้แต่อย่างใด, การห้ามมิให้ประชาชนชุมนุมทางการเมืองอันเป็นสิทธิพื้นฐาน โดยรัฐบาลพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้การชุมนุมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย, มีการใช้กำลังสลายการชุมนุมอย่างอำมหิต ไร้มนุษยธรรม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก, มีการจับกุม ควบคุมตัวประชาชนผู้เห็นต่างกับรัฐอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการคุกคามประชาชนผู้เห็นต่างกับรัฐบาล ใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง พยายามดำเนินคดีโดยตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งล้วนเป็นการใช้อำนาจไปตามอำเภอใจของรัฐบาล ขัดต่อหลักนิติธรรม เป็นการลุแก่อำนาจซึ่งศาลทราบดีอยู่แล้ว

คำร้องระบุอีกว่า คำร้องขอควบคุมตัวผู้ร้องนั้น มิได้เป็นดังที่เจ้าพนักงานกล่าวอ้าง เพราะรัฐบาลได้สลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 14-19 พ.ค.โดยใช้กำลังทหารทั้งที่การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหลายเหล่านี้ศาลทราบดีอยู่แล้ว ผู้ร้องเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ไม่อาจนิ่งดูดาย ในวันที่ 21 พ.ค.ผู้ร้องและประชาชนจำนวนหนึ่งจึงนัดพบปะทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร นำภาพถ่ายมาแสดงในเชิงนิทรรศการโดยมิได้ก่อความรุนแรงแต่อย่างใด และการแสดงความคิดเห็นก็เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การจงใจใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาควบคุมตัวผู้ร้องจึงเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต

นอกจากนี้การจะจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นก็ต้องทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธินั้นไม่ได้ ซึ่งอำนาจตุลาการเป็นองค์กรเดียวที่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ร้องได้ จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเรียกและเบิกตัวผู้ร้องมาไต่สวนต่อหน้าศาล ไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้องเนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่ผู้ร้องและประชาชนผู้ถูกจับและควบคุมตัวอีกเป็นจำนวนมากสืบไป

วันอังคาร, มิถุนายน 29, 2553

บก.ลายจุด:ในคุกไม่น่ากลัว ความน่ากลัวของคุกคือเราไม่สามารถเอาตัวเองออกไปจากมันได้


เป็นยุคที่ความดีเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นยุคที่ความดีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ คุณเป็นพวกเผด็จการความดี
คุณพูดปรองดองได้ยังไง มันไม่จริง อ้างคำพระ น่าสะอิดสะเอียน คุณจะอ้างทำไม ในเมื่อมันไม่จริงอย่างที่คุณเชื่อ พูดมาตรงๆดีกว่า ให้หยุด มิฉะนั้นราชการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการปราบปราม อย่างนี้ซะยังจะน่าสะอิดสะเอียนน้อยกว่า


ที่มา ประชาไท

หมายเหตุไทยอีนิวส์:จากรายงานข่าวดั้งเดิมชื่อ สัมภาษณ์ บก.ลายจุด: จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม สัมภาษณ์โดย วิจักขณ์ พานิช ร่วมสนทนาโดยวัชรินทร์ สังขาระ


0000000000000000
ในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคม น้อยคนที่จะไม่รู้จัก “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ หลายคนรู้จักเขาในนาม บก.ลายจุด ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา และอโชก้าเฟลโลว์ หรือนักประกอบการทางสังคมดีเด่นปี ๒๕๔๓

หลังจากที่คร่ำหวอดในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคมมากว่ายี่สิบปี หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง อย่างไม่สนใจคำครหาที่ว่า “หนูหริ่งเปลี่ยนไป” โดยเข้าร่วมต่อสู้กับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยที่เขาเป็นแกนนำรุ่นที่ ๒ ภายหลังที่แกนนำ นปก.รุ่นแรกถูกคุมขัง

จากนั้น นปก.ก็พัฒนากลายมาเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหนูหริ่งก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงมาจนถึงปัจจุบัน

จากโลกอุดมคติของงานเพื่อสังคมมาสู่โลกของการต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง ที่ไม่ได้หอมหวนชวนโรแมนติก เช่นเคยที่หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าปะทะกับความขัดแย้ง เพราะสำหรับเขาแล้ว นั่นดูจะเป็นสถานที่ที่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทรงพลังที่สุด

การพูดคุยกับหนูหริ่งในครั้งนี้มีขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ และในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ เพียงหนึ่งวันก่อนที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะถูกนำออกเผยแพร่ หนูหริ่งได้ถูกตำรวจสน.ลุมพินี เข้าจับกุมตัว ข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ขณะที่เขากำลังเตรียมงาน “วันอาทิตย์สีแดง” บริเวณสี่แยกราชประสงค์
00000000000

ความน่ากลัวมันไม่ได้อยู่ตอนที่อยู่ในคุก ความน่ากลัวของคุกเนี่ย มันน่ากลัวตรงที่เราไม่สามารถเอาตัวเองออกจากมันได้


วิจักขณ์: พี่รู้สึกมั๊ยว่า ในสังคมไทยตอนนี้ช่องว่างระหว่างศาสนากับชีวิตคนมันห่างกันมาก

สมบัติ: อือ ใช่ เพราะศาสนาชอบพาไปหลีก...หลีกเร้นออกจากปัญหาของมนุษย์ไง มันก็เลยหลุด ใช้เทคนิคการหลุดออกไปทีละคน ทีละคน ใช่มะ เหมือนกับว่าพอคนจะเข้าสู่ศาสนาได้ ก็ต่อเมื่อมันทุกข์จนแบบหมดสภาพ จนต้องเลือกที่จะหลีกหนีออกจากสังคมไป ก็มักจะเป็นไปในทางนั้น แต่ว่ามันก็เป็นแค่การพ้นทุกข์ในระดับปัจเจก

วิจักขณ์: หรือแม้แต่กระทั่งท่าทีของศาสนาเพื่อสังคม เช่น ไปช่วย ไปสอน ไปดึงเค้าให้ออกมาจากความทุกข์ใจที่กำลังเจออยู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับสังคม แต่ผมว่ามันก็ยังเป็นมิติแบบปัจเจกนิยมอยู่ ออกแนวสังคมสงเคราะห์มากกว่า แทนที่จะลงไปทำความเข้าใจความทุกข์ในมิติที่ลึกกว่านั้น

สมบัติ: อย่างงี้ ต้องไปอยู่ในคุกซักพัก

วิจักขณ์: (ยิ้ม)

สมบัติ: ชีวิตของคนในนั้น มันจริงและมันก็ซับซ้อนมาก ทำไมคนมันถึงมีวิญญาณแบบนั้น ความทุกข์ที่อยู่ตรงนั้นจะทำให้มุมมองเราจะเปลี่ยนเลยล่ะ มันจริงมาก

ริน (เพื่อนร่วมสนทนา): มันไม่น่ากลัวเหรอพี่

สมบัติ: ความน่ากลัวมันไม่ได้อยู่ตอนที่อยู่ในคุก ความน่ากลัวของคุกเนี่ย มันน่ากลัวตรงที่เราไม่สามารถเอาตัวเองออกจากมันได้ แต่ว่าลำพังแค่ในคุกเองไม่น่ากลัว อย่างคราวที่แล้วผมเข้าไป ผมไปในภาวะที่สามารถจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ผมไม่ประกันตัว อยากจะเข้าไปดูว่าเป็นยังไง ก็...มีแรงกดดันพอสมควรนะ แต่มันก็ไม่ถึงขนาด...

คือผมไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับพวกนักโทษคนอื่น ยังไงผมก็สามารถจะกำหนดตัวเองได้ว่าจะออกเมื่อไหร่ ในคุกเนี่ย คนที่ดิ้นรนจะออกจะทุกข์มาก ยิ่งดิ้นรนจะออกเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ใครที่ยอมรับได้ และปรับตัวได้กับตรงนั้น ...ก็ทุกข์เหมือนกัน เพราะยังโดนกดอยู่ แต่ก็ไม่ทุกข์เท่าพวกที่ดิ้นรน

เพราะฉะนั้น ลองหาเรื่องติดคุกดูสิ แล้วหาทางออกมา (หัวเราะ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ)

สมบัติ: ดีกว่าพวกไปดูงาน ตอนที่นักศึกษามาดูงานนะ โคตรตลกเลย จัดฉากทุกอย่าง ไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรเลย คนละเรื่อง

วิจักขณ์: เคยได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนที่เข้าไปทำงานในคุกเหมือนกัน แต่ถึงจะลงไปในบทบาทผู้รับฟัง ผู้เยียวยา สอนภาวนา ทำอบรมให้คนในคุกเนี่ย มันก็ไม่เหมือนกัน คือเราก็ได้เรียนรู้จริง อะไรจริง แต่เราก็ยังอยู่ในโลกของเราอยู่ดี มันจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเราไปอยู่ในคุกจริงๆ ธรรมะที่เราเรียนๆมามันจะยังใช้อะไรได้บ้าง ถ้าจิตไม่แข็งจริง มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ

คุกเป็นที่ที่ว่า ถ้าจะทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม ลงไปที่นี่เลย ศึกษากันให้ลึก แล้วโยงปัญหาพวกนี้ขึ้นมา มันจะโยงขึ้นไปข้างบนหมดเลย


สมบัติ: รั่วใช่มั๊ย มี [วิจักขณ์: ใช่ ใช่] พวกรั่ว มี

แต่ยังไงมันก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ ชีวิตมันจะกร้าน มันจะตายด้าน มันจะแห้ง คุกมันจะดูดความชุ่มชื้น ความมีชีวิตชีวาของเราไป ก็ไม่ถึงกับไม่มีความอารีอะไรกันเลยนะ แต่บางสิ่งบางอย่างมันจะหายไป

ภาวะตรงนั้นมันเป็นภาวะที่ซับซ้อนมาก เราจะเรียนรู้จิตวิญญาณของเราในอีกมิติหนึ่ง มิติทางศาสนาก็ว่ากันไปนะ แต่อีกมิติหนึ่งก็คือ ความทุกข์มันกดคุณจน... มันจะรีดไอ้ความดิบข้างในคุณออกมา อย่างเช่น วันที่ผมโดนย้ายห้องขัง จากห้องรวมไปห้องแยก คือเราอยู่ได้สองสามวันแล้วก็จะต้องถูกแยกห้อง

ห้องแรกนี่ก็ใหญ่ๆดูแลดีหน่อย พอถูกแยกไป อยู่กันประมาณ ๖๐ คน แทบพลิกตัวไม่ได้ มั่นแน่นมาก คนป่วยไอ ไม่สบาย พัดลมเป่า หัวหน้าห้องที่เป็นแบบอาชญากรอะไรงี้ พัดลมเป่า ก็เสนอขอให้ปิดพัดลมบางตัว เพื่อนอีกคนก็เอาผ้าห่มไปให้

ไอ้หัวหน้าก็ตะโกนบอกว่าไม่ต้อง ให้มันตายไปซะ ไอ้คนป่วยคนนั้นเป็นคนลาว ไม่ค่อยพูด ถูกจับเพราะเป็นคนเร่รอน มันเข้าไปนอนในจุฬาฯ ตรงระเบียงชั้นหนึ่ง ก็ถูกยามจับ พร้อมข้อหาพยายามลักทรัพย์ ในคุกเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เป็นใครที่มาคอยดูแลจิตใจหรอก เป็นยังไงบ้าง อะไรแบบนี้ไม่มีหรอก ไม่มีซักแอะ บางคนอยู่ๆไปก็รั่ว วันๆเอาแต่ร้องไห้ไม่ทำอะไร ว่างก็ร้องไห้ ว่างก็ร้องไห้

มีสารพัดเลย อีกคนก็คนแก่เป็นอัลไซเมอร์ ถูกจับเพราะว่าไปขโมยรถ จริงๆที่บ้านก็มีฐานะนะ แต่อยู่ๆก็ไปเจอรถคันนึง แล้วไปขับ แล้วไม่รู้จะเอาไปคืนที่ไหน

ที่มูลนิธิกระจกเงา ผมก็ทำเรื่องอัลไซเมอร์นะ ผมเข้าใจเรื่องแบบนี้เลย อ้าวแล้วไอ้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ที่จะมายืนยันล่ะไปไหน นี่เค้าทำอะไรไม่ได้เลย สภาพของเค้าเหมือนคนจะตายแล้ว พูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนคนที่เดินข้างถนนแบบนี้แหละ นึกดูสิ มีคนแบบนี้เข้าไปอยู่

คุกเป็นที่ที่ว่า ถ้าจะทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม ลงไปที่นี่เลย ศึกษากันให้ลึก แล้วโยงปัญหาพวกนี้ขึ้นมา มันจะโยงขึ้นไปข้างบนหมดเลย ไอ้ปัญหาสังคมไทยที่เราเห็นทำๆกัน แตะๆกัน มันทำไปในเชิงป้องกัน สร้างคนดีอะไรกัน มันก็ส่วนนึงนะ แต่ถ้าจะไปแก้กันจริงๆ ต้องลงไปที่นี่เลย มันเป็นท่อระบายน้ำ ทุกอย่างมันจะไปรวมกันที่นั่น แล้วคุณก็สังเคราะห์ ไล่ขึ้นมา เหมือนโครงการแยกขยะน่ะ คุณต้องศึกษาก่อนว่าในขยะมันมีอะไรบ้าง มันเป็นปลายท่อของระบบระบายน้ำ คุณจะรู้เลยว่าอะไรถูกทิ้งลงมาบ้าง

วิจักขณ์: ในแวดวงจิตจิต น้อยคนที่จะสนใจมองไปยังคนเหล่านั้น

สมบัติ: ใช่ พวกจิตนิยมก็มักจะไปสนใจที่เรื่องภายในของบุคคลว่าทำไมเค้าถึงเป็นแบบนั้น แต่ในสายสังคมมันต้องการกระบวนการการจัดการทางสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหาทางจิตใจได้แค่นั้นแล้วจบ ความยากจนมันจะไม่จบลงง่ายๆตรงนั้น คนที่ไปอยู่ในคุกไม่ได้เป็นคนเลวในแง่ของจิตใจทั้งหมด แต่เค้าขาดโอกาส ขาดระบบการช่วยเหลือ การพัฒนามันต้องการกลไกทางสังคม คุณแก้ไม่ได้โดยการนั่งสมาธิ เยียวยา หรือทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แค่นั้นมันแก้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ)

วิจักขณ์: ในสถานการณ์แบบนั้นมันชัด เพราะเป็นภาวะที่คนเราถูกกด ถูกต้อนจนมุม ภาวะบีบคั้นได้รีดเอาจิตวิญญาณทั้งหมด ทุกสิ่งที่แอบซุกไว้ใต้พรม

สมบัติ: มันจะปรากฏทั้งหมด มันจะเอาตัวตนของคุณข้างในออกมา ทุกอย่าง ทั้งความดิบ หรือแม้แต่สติปัญญา มันจะบีบเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมาหมด ทุกอย่างที่มี ที่คุณเก็บซ่อนมันไว้

วิจักขณ์: ที่พี่ชอบเอาตัวเองไปลองตรงนั้นตรงนี้ ลงไปปะทะกับปัญหาทางสังคม พี่หลงเสน่ห์ภาวะบีบคั้นตรงนั้นด้วยรึเปล่า

สมบัติ: เป็นไปได้ ตอนแรกไม่เป็น แต่พอใช้ชีวิตไปแล้วมันไปปะทะกับความทุกข์จำนวนมาก ระดับนึงนะ ไม่ถึงกับว่าหนักมากนะ พอถึงระดับนึงเนี่ย มันหลงเสน่ห์ความจริงตรงนั้น เวลาเผชิญความทุกข์ ผมไม่มีกระบวนการมาก ผมก็ซึมซับเข้ามา รับมาเลย พอเห็นปัญหาปุ๊บ ก็รับมันเข้ามา ดูดรับเลย พอรับเข้ามาแล้วก็ใคร่ครวญขบคิด ดูว่าเราจะตอบโต้กับปัญหานั้นยังไง

อย่างคุณจะเห็นว่า งานของกระจกเงาเนี่ย มาจากสภาวะแบบนี้ทั้งนั้น คือเราไม่สนใจเลยว่ามันเป็นเรื่องเหี้ยอะไร ขอให้มันเป็นปัญหา ถึงขนาดที่เราประกาศปรัชญาว่า “เราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้” เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามว่ากระจกเงาทำอะไร เพราะเป็นเรื่องที่อธิบายยากมาก (หัวเราะ)

หนึ่งเราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้ คือ ถ้าคุณอยาก ก็ในเมื่อคุณมีแรงบันดาลใจ เราก็จะส่งเสริมให้คุณได้ทำ ซึ่งก็ต้องทำได้ด้วยนะ ถ้าเสือกทำไม่ได้ก็ต้องใจเย็นนิดนึง เพราะว่ามันต้อง realistic ด้วย

อยากทำนี่มันเป็นเรื่องอัตวิสัยใช่มั๊ย แต่การทำได้นี่มันจะต้องตั้งอยู่พื้นฐานของความเป็นจริง คุณจึงต้องคิดมากกว่าการอยากทำ

เอ็นจีโอส่วนใหญ่มักจะมาจากการอยากทำ เอ็นจีโอกับพวกศิลปินนี่ใกล้กันมาก ผมเคยทำละครมาก่อน ผมจึงเข้าใจพวกเพื่อนที่เป็นศิลปิน เค้าจะคิดใหญ่ จะอะไรต่ออะไร เค้าไม่ได้คิดผิดนะ แต่เค้าขาดวิธีการบริหารจัดการความรู้ นี่คือสิ่งที่ขาดไปของพวกactivist คือมันใช้ใจแต่ไม่ค่อยมีความรู้ในการจัดการ หรือมีความรู้ในการจัดการ พอทำไประดับนึงปุ๊บ ก็จะทำเล็ก แล้วก็จะไปเกาะกับวาทกรรมเรื่อง “small is beautiful”

พอไปเกาะมันมาก ก็เป็นปัญหา เพราะมันจะกลายเป็นกำแพง กลายเป็นว่าคุณบอก small is beautiful ก็เพราะว่า ที่คุณต้องเล็กเนี่ย เพราะคุณใหญ่กว่านี้ไม่ได้ใช่มั๊ย คุณไม่สามารถสร้าง impact กว่านี้ได้ใช่มั๊ย คุณเลยกำหนดตัวเอง เพื่อป้องกันอะไร? เพื่อป้องกันความเจ็บปวด เพราะคุณกลัวเจ็บ คุณเลยไปไกลกว่านั้นไม่ได้ ทั้งๆที่คุณมองเห็นปัญหาใหญ่กว่านั้นเยอะ แต่คุณก็เลือกที่จะลดลิมิตของตัวเองลงมา เพื่อลดความเจ็บปวด

แล้วคุณก็สร้างความสุข มันก็กลับไปสนองตัวคุณอีก พอคุณบล็อกว่าคุณทำแค่นี้ เพื่อสนองสิ่งที่คุณต้องการได้แล้ว คุณก็บอกตัวเองว่าคุณทำได้แล้ว อย่างน้อยที่สุดชั้นก็ได้ทำแล้ว และชั้นก็ทำได้แล้ว
000000000000

ผมทำสิ่งที่ผมเลือกแล้ว ส่วนผลกระทบทั้งหลายที่มีคนกังวล มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้านิดหน่อย เอาจริงๆแล้วมันไม่ตายหรอก ถ้าตายนั่นก็อีกเรื่องนึง


วิจักขณ์: อะไรที่ทำให้พี่หลงใหลในการเข้าปะทะกับปัญหา

สมบัติ: เรื่องจิตวิญญาณสำหรับผม มันไม่ใช่เพื่อการหลีกเร้นออกจากสังคม ผมยังมีแรง แม้ผมจะอยู่ในวัย ๔๐ แต่ผมคิดว่าผมยังมีพลังความเป็นหนุ่มสาวอยู่ ผมคิดว่าในวัยนี้ ผมต้องเป็น “ผู้กระทำการ” หรือผู้ขับเคลื่อนต่อสังคม

ในขณะเดียวกันก็อาจมีภารกิจในแง่ปัจเจก ที่มันจะต้องไปจัดการเรื่องจิตวิญญาณภายใน แต่การดูแลจิตวิญญาณภายใน ก็มีสภาวะที่เป็นไปได้อยู่หลายสภาวะ สภาวะหนึ่งก็อาจจะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่เราเข้าสู่แนวปะทะ คือเข้าไปอยู่ในปัญหา แล้วให้ปัญหามันสอนเรา แล้วเราก็ได้ดูตัวเราเอง

อย่างในสถานการณ์ช่วงนี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเยอะนะ ใช่มะ ผมก็ต้องถามตัวเอง คนที่ต้องถามมากและตอบมาก ก็คือต้องถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ ไอ้สังคมจะแคร์ไม่แคร์ผมเนี่ยไม่สำคัญ เนื่องจากผมใช้ชีวิตสายนี้มายี่สิบกว่าปี ดังนั้นผมได้ตอบคำถามสังคมไปเยอะมาก แล้วไม่ว่าจะยังไง คุณจะเห็นผมเป็นคนแบบไหน ผมไม่ค่อยแคร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่แคร์เลยทีเดียว แต่คนที่แคร์ที่สุดคือ ตัวผมเอง เพราะผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เมื่อวันนึงในอนาคต เรื่องราวเหล่านี้มันผ่านไป ผมต้องตอบตัวเอง ณ วันนั้นให้ได้ ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาวันนี้ ผมทำอะไร และผมจะเคารพตัวเองได้มั๊ย

วิจักขณ์: คือมองย้อนกลับมาแล้ว ไม่รู้สึกเสียดาย หรือเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ

สมบัติ: ถูก ถูก การก้าวเดินมันเป็นเรื่องของการเลือก และความรับผิดชอบใช่มั๊ย เมื่อเราตัดสินใจเลือก เราเป็นผู้เลือกนะ เลือก และผมเป็นผู้กระทำ ผมเป็นคนเขียนบทละคร ผมมีปรัชญาในเรื่องละครกับชีวิตอยู่ว่า ในการเขียนบทละครชีวิต เราเขียนบทได้ครึ่งหนึ่งของละครเรื่องนี้ ผมจะไม่ยอมให้ชีวิตผมเดินไปตามใครไม่รู้มาเขียนบทละครให้ผมเดิน ผมไม่ยอม ผมจะต้องเขียนบทละครนี้อย่างน้อยที่สุดครึ่งเรื่อง นี่เป็นบทละครของผมนะ

ซึ่งพอจริงๆเรื่องของผมมันก็จะมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่อย่างน้อย ครึ่งนึงผมต้องเป็นคนกำหนด วันนึงในอนาคตผมจะต้องย้อนกลับมาวันนี้ให้ได้ว่า ผมทำสิ่งที่ผมเลือกแล้ว ส่วนผลกระทบทั้งหลายที่มีคนกังวล มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้านิดหน่อย เอาจริงๆแล้วมันไม่ตายหรอก ถ้าตายนั่นก็อีกเรื่องนึงนะ คือ เราก็รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ความยากลำบาก การใช้ชีวิตแปลกๆ หรือชีวิตที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา แต่ผมเคยเหวี่ยงแล้วไง ชีวิตผมก็เหวี่ยงมาจนไม่รู้จะเหวี่ยงยังไงแล้ว

วิจักขณ์: ถึงแม้มันจะเหวี่ยง พี่ก็ยังพอใจที่ได้ขีดเส้นของตัวเอง ได้ทำอะไรออกมาที่เป็นรูปธรรม เป็นประสบการณ์ตรง

สมบัติ: ได้ครึ่งหนึ่ง ในบทละครเรื่องนี้ผมเขียนบทได้ครึ่งหนึ่ง

วิจักขณ์: ชีวิตที่พี่เลือกแบบนี้ เป็นที่ที่พี่ค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่ใช่ที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรม?

สมบัติ: ผมไม่ได้คิดเรื่องที่จะออกจากความทุกข์ ออกจากประเด็นปัญหาทางสังคม ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่วันนึง ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นเรื่องศาสนาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมสนใจเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภายใน ผมเชื่อว่าในสภาวะบางสภาวะจำเป็นที่จะต้องมีความเงียบพอสมควร เพื่อจะได้คุยกับตัวเอง

วิจักขณ์: พี่ยังมองว่า ช่วงวัยหนุ่มสาวยังเป็นช่วงของการเก็บทุนอยู่หรือเปล่า

สมบัติ: ไม่ใช่เก็บทุน ผมใช้ทุนที่ผมมี พลังงาน เงื่อนไขทางสังคม มันเป็นทรัพยากรที่เราใช้ได้ในเวลานี้

วิจักขณ์: แล้วมันถือว่าเป็นการเก็บต้นทุนทางจิตวิญญาณรึเปล่า

สมบัติ: ไม่ใช่เลย ผมไม่คิดแบบนั้น หนุ่มสาวเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันแร๊งงส์ มันจะมีพลัง ความแรงของผมตอนนี้ก็ลดลงไปมากนะ ถ้าเทียบกับสมัยสิบ ยี่สิบปีก่อน ที่ผมสุดโต่งมาก เรียกได้ว่า hardcore เลยแหละ แรงส์เลยฮะ (หัวเราะ)

วิจักขณ์: แต่ถึงพี่จะบอกว่าเป็นช่วงของการใช้ทุนที่มี ใช้พลังหนุ่มสาวกระทำต่อสังคม แต่เท่าที่ฟังดูมันก็เหมือนจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเรื่องทางจิตวิญญาณอยู่

สมบัติ: ผมอธิบายอย่างนี้ ผมคิดว่าผมเติบโต และเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณภายในจากสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์วิกฤต หรือการเดินเข้าสู่การปะทะกับปัญหาทางสังคม หรือปัญหาของผู้อื่น ...ซึ่งมันก็ทำให้ตัวเองก็มีปัญหาไปด้วย แต่ถ้าเราสามารถที่จะอยู่ตรงนั้นได้ สำหรับผมมันจะเป็นโอกาสของการเติบโตทางจิตวิญญาณมาก

มนุษย์มันมีช่องทางทางจิตวิญญาณที่ไม่ต้องใช้ภาษา มีอยู่จริงเลย คุณใช้สมองสั่งไม่ได้เลย มันอธิบายไม่ได้ มันไม่ใช่การสื่อสารกันในระดับคำพูด คุณอาจจะฟังดนตรี หรือเข้าถึงงานศิลปะ มันเป็นการเชื่อมต่อกันทางจิตวิญญาณ ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกอย่าง เหมือนกัน ในทางสังคม ในบางสภาวะ เหมือนเวลาคุณเข้าไปในป่าดงดิบ ไม่เคยมาที่นี่นะ แต่ทำไมเราขนลุกวะ มันแปลกๆ มีคนอธิบายว่ามันเป็นการสื่อสารของธรรมชาติกับเซลล์ มันเคยเป็นของประเภทเดียวกัน มันเคยกลมกลืนกันอย่างที่สุด มันไม่ใช่ความคิด แต่เป็นความรู้สึก ภาวะแบบนี้มันมีอยู่จริง คือตัวจิตวิญญาณมันทำงาน

วิจักขณ์: พี่เคยรู้สึกอย่างนี้ เวลาที่ทำกิจกรรม พูดคุย หรือปฏิสัมพันธ์กับคนมั๊ย

สมบัติ: ผมพยายามทำให้มิติทางจิตวิญญาณกับสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งเดียวกัน คือถ้าผมพบว่าจิตวิญญาณของผมเป็นเช่นนี้ ผมก็จะพยายามใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับสิ่งสิ่งนั้น เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตไม่ขัดแย้งกับตัวเอง ถ้าเรามีชีวิตที่ไม่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของเรา เราจะปลดปล่อยพลังของตัวเองได้อย่างมหาศาล คนที่สามารถเข้าถึงตัวเองได้ เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองได้ มันจะมีพลังมหาศาล

มันเป็นเรื่องของคุณค่า เป็นการตอบคำถามตัวเองได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เรื่องเกิดมาทำไมผมไม่สงสัยแล้ว คำถามก็คือเมื่อตอนนี้เราเกิดมาแล้ว แล้วเราจะใช้วันนี้ให้มีคุณค่าสูงสุด จนถึงวันที่เราไม่มีได้อย่างไร เราจะดำรงอยู่อย่างไร อันนั้นเป็นโจทย์สำคัญ

วิจักขณ์: ซึ่งการตอบคำถามนั้นมันเหมือนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น

สมบัติ: มันทำให้ทิศทาง หรือเข็มมุ่งนี้มันชัด มีทิศ มีทาง มีเข็มมุ่งก่อน ทำได้ไม่ได้นี้อีกเรื่องนึง พอโตขึ้น เราก็ได้เรียนรู้ว่า แค่ความตั้งใจดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ มันต้องการความสามารถ มันต้องการการวางแผน การเตรียมการ ทรัพยากร เพื่อเข้าสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้ ความเฉลียวฉลาดที่จะเรียนรู้ระหว่างทาง สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลกระทบ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

พอเราได้ค้นพบคุณค่าบางอย่างของเรา มันเป็นการยอมรับว่าเราจะตายยังไง คนที่มีทัศนะของนักปฏิวัติ คนที่มองเรื่องของการปลดแอก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันจะต้องยึด เกาะเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ไม่งั้นเราจะตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมเราจะต้องเอาตัวเองไปใกล้ความเจ็บปวด หรือความเสี่ยงตาย ทำไมต้องเอาตัวเราเข้าไปใกล้กับความทุกข์ที่หนักหนา มันจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตายใช่มั๊ย เราถึงจะเอาตัวเองเข้าไป แล้วถ้าความตายมันเป็นที่สุด มันมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตาย?

ตัวอัตตามันก็ต้องอธิบายว่าอะไรที่จะมีความหมายมากกว่าความตาย อย่างเช่น โอเค บอกว่าเพื่อความรักเนี่ยเราตายได้ ฉันรักเธอนะ ฉันสามารถตายแทนเธอได้ สำหรับคนที่มีความกตัญญู ก็อาจจะบอกว่าฉันตายได้เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว

วิจักขณ์: แล้วจุดที่ความบ้าของพี่เพิ่มสูงขึ้น จนไปถึงการเป็นนักปฏิวัติ จู่ๆมันคงไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดใช่มั๊ย

สมบัติ: ใช่ คือ ผมเห็นโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางการเมือง ก็เรียนรู้สั่งสมมาเรื่อยๆ ถามคำถาม มีประสบการณ์มากขึ้น วันๆมันก็เอาแต่ตั้งคำถาม แล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงที่มีการตีโจทย์เรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา งานของผมก็ค่อนข้างว่าง ไม่ยุ่งกับเอกสาร เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องของความคิดหรือตัวที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นข้อเท็จจริงมาก มันก็มีโอกาสสั่งสม เห็นเรื่องพวกนี้

ผมก็เคยนะที่คิดว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ขลุกอยู่ ๕ ปี ๗ ปี จนมีพี่คนนึงมาเคาะประตูบ้านผม ไปนอนคุยกัน “หนูหริ่ง สิ่งที่เธอทำน่ะดีนะ ชาวบ้านแถวนี้ได้สัญชาติ” ผมแม่งโคตรภูมิใจ ตอนนั้นผมทำงานตำบลเดียว เอ็นจีโอต่างจังหวัดแม่งทั้งภาคเหนือ ของผมตำบลเดียว ตำบลเดียวจริงๆ ผมช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีสัญชาติเข้าสู่กระบวนการสัญชาติ แล้วได้สัญชาติ ผมตั้งเป้าไว้สามถึงสี่พันคน มันเป็นความภูมิใจในชีวิตได้แล้ว

จากวันแรกที่คิดว่าจะทำยังไงให้เด็กคนนึงได้สัญชาติ พอทำงานแล้วยกกำลังเป็นพันนะ แต่คำถามก็คือว่า ไอ้ความรู้ที่เรามีอยู่ทั้งหมดกับปัญหาสังคมที่มันกว้าง ทำยังไงเราถึงจากสร้าง impact ที่มากขึ้นได้ ถ้าเรายังคงอยู่แต่ในหมู่บ้าน เราก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบเหล่านั้นได้

วิจักขณ์: ช่วงชีวิตที่กระจกเงาทำให้พี่ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

สมบัติ: การทำกระจกเงาทำให้ผมเรียนรู้ว่า ปัญหาในระดับจุลภาคนั้นมันเชื่อมโยงไปในระดับมหภาค ตอนแรกเราคิดว่าไปทำการจัดการพื้นที่เล็กๆที่นึงได้ก็จบ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ปัญหามันเชื่อมโยงกัน ไม่มีชุมชนใดที่สามารถหลีกเร้นจากโลกาภิวัตน์ แล้วไม่ต้องสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ไม่มีเลย

คุณจะไปหาชุมชนที่ว่านี้ที่ไหน เผ่าตองเหลืองอะไรงี้ เค้าจะวิวัฒนาการไป มึงยังต้องไปบอกเค้า อย่าเปลี่ยนนะ อย่าไปเปลี่ยน ซึ่งมันก็ไปกระทบเค้าอยู่ดี คือ คนเหล่านั้นถูกค้นพบหมดแล้ว ถูกกระทำหมดแล้ว แล้วเรื่องนโยบายมันก็ตามมาหมด เรื่องสัญชาติแต่ก่อนไม่สำคัญ แต่วันนึงมันสำคัญ เรื่องที่ดินทำกิน แต่ก่อนสำหรับชาวเขาไม่สำคัญ แต่วันนี้สำคัญ

วิจักขณ์: มันเริ่มไม่โรแมนติคอย่างที่คิดไว้ตอนแรกหรือเปล่า

สมบัติ: มันได้ไปค้นพบความจริง เช่น ตอนอยู่เชียงรายตอนแรกนี่ชอบมาก มันหนาว ชาวบ้านเค้าบอกว่ามันเย็น ซึ่งในความรู้สึกผมตอนฟังเค้าดูแล้วความเย็นของเค้านี่มันยิ่งกว่าหนาว แล้วความเย็นของเค้ามันไม่ใช่แบบคนกรุงเทพฯที่ในปีนึงจะมีช่วงเวลาหนาวๆซักสองสามวัน เราก็หยิบเอาเสื้อหนาวที่มีฮู้ดมาใส่ ตอนผมเป็นนักเรียนก็จะเก็บเสื้อตัวนี้เอาไว้ ดีใจมากเวลาหนาว เราจะได้เอาเสื้อตัวโปรดออกมาใส่ ...มันไม่จริงน่ะ

ความงามมันมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีความจริง และความจริงบางทีมันก็ท้าทาย ขมขื่น ยากลำบาก พอเป็นความจริงนั้นเราจะปัดได้ยังไง เราจะอยู่ได้ยังไงในโลกที่ไม่มีความจริง เราจะใช้ชีวิตแบบไหน โอเคเราอาจจะอยู่ได้ บางคนอาจจะสามารถเลือกสร้างเงื่อนไขของตัวเองให้ไปอยู่ในภาวะที่ไม่ต้องไปเผชิญความจริงที่เจ็บปวดได้

ความทุกข์นี่เป็นความจริงแบบนึงหรือเปล่า หรือไม่ใช่ความจริง?

วิจักขณ์: (หัวเราะ) เป็นดิพี่ ความทุกข์นะ

สมบัติ: เป็นใช่มั๊ย? (ทำหน้าใสซื่อ)

วิจักขณ์: (หัวเราะ) นี่มุขป่าวเนี่ย (หัวเราะ)

สมบัติ: ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ บางคนเค้าบอกเอาทุกข์ออกได้ แล้วมันเป็นความจริง สัจจะอะไรบางอย่าง ผมก็งงๆ แต่คำถามของผมก็คือว่า มีคนอีกกี่คนล่ะที่ออกไปไม่ได้ แม่งเยอะมากกก... คนจำนวนมากเลยที่อยู่ในความทุกข์

อย่างอาสาสมัครของผมที่ทำงานอยู่ที่เชียงราย ทำงานไปซักพักก็เดินมาบอกผม หนูประทับใจพี่มาก งานที่พี่ทำน่ะค่ะ แต่หนูไม่สามารถมาทำอย่างพี่ได้ เพราะหนูต้องกลับไปอยู่ในโลกของความเป็นจริง (หัวเราะ) แม่ง กูอยู่นี่หลายปี มึงจะกลับแล้วมาบอกกูว่า กูไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง แล้วนี่กูอยู่ที่ไหนวะเนี่ย (หัวเราะก๊าก)

เมื่อว่ากันด้วยโลกของความเป็นจริงเนี่ย ผมก็สงสัยว่าอะไรคือโลกของความเป็นจริง เวลาผมเจอคำพวกนี้นะ แม่ง..มันชิบหายเลย มันก็จะนำไปสู่การขบคิด ตั้งคำถาม อะไร ยังไง มันจริง ไม่จริงยังไง หรือมันจริงทั้งนั้น อ้าวถ้ามึงจริง กูไม่จริง หรือจริงเหมือนกันยังไง แล้วเราก็คิดไปเรื่อยว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยังไง

ที่กระจกเงาผมค้นพบเรื่องงานอาสาสมัคร พบว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่ง ตอนนั้นผมตีโจทย์ออกแล้ว ว่าเราไม่มีทางไปได้สุดทาง มันเป็นเรื่องของกระบวนการ วิวัฒนาการทางสังคม และสิ่งที่เราต้องทำคือ “ส่งไม้ต่อ” แต่เวลาส่งไม้ต่อ อย่าไปส่งหนึ่งต่อหนึ่ง มันต้องส่งทีนึงแบบแจกไม้ไปเลย แจกไม้แล้ววิ่งกันออกไป อันนี้แหละคือสิ่งที่ต้องทำ ชวนคนให้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นอาสาสมัคร หรือมีวิธีคิดที่อยากจะเห็นบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลง

ไม่ต้องทุกอย่างหรอก ไม่ต้องเรื่องใหญ่ๆก็ได้ เท่าที่เค้าพอจะมีศักยภาพ หรือมีการปลดปล่อยอะไรบางอย่างในตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วเราก็เชื่อมกับเค้าเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า ถ้าเราผ่านกระบวนการปลดปล่อยตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะทำเรื่องอะไรที่ซับซ้อนขึ้นได้ หรือมี impact ที่มากขึ้นได้

วิจักขณ์: ดูเหมือนแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพี่ พี่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ลักษณะของการส่งไม้ต่อก็ไม่ใช่ว่าชั้นต้องเก่ง มีเพื่อนเยอะ เป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียง แต่พี่ได้สร้างตัวงานของพี่ให้มันเป็นที่เชื่อมต่อกับคนได้

สมบัติ: ใช่ คือถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของคนที่อยากมีชื่อเสียง คุณต้องวาง positioning ของคุณอีกแบบนึง คุณต้องขาย คุณต้องโชว์ ชิบหายวายป่วงหมด แต่มันก็จะซ้อนทับกันระหว่างประโยชน์ของตัวเองกับประโยชน์สาธารณะ ถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของคนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม คุณก็จะต้องเลยจากตัวเองให้ได้ แต่คุณต้องใช้ตัวเองเป็นทุนนะ

คือถ้าคุณไม่มีทุนของตัวเอง คุณจะทำสิ่งนั้นลำบาก [วิจักขณ์: จะไปยืมมือคนอื่น มันก็ไม่ได้] ใช่ คืออย่างผมเนี่ยก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอด กับเพื่อนผมหลายคนเวลาทำงานมากๆเข้าก็จะถูกพูดถึงว่า ไอ้ที่ทำเยอะๆเนี่ยอยากเอาหน้า อย่างผมก็โดนมาก หลังจากรัฐประหาร ๓๕ ผมเดินเข้ามาทำงานการเมือง ก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์มาก คือมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เพื่อนหรือคนในสังคมจะตั้งคำถามว่า เฮ้ย ไอ้หนูหริ่งมันเตรียมสร้างตัวเองเข้าสู้เส้นทางทางการเมือง มันง่ายที่จะถูกอธิบายไปแบบนั้น แต่เมื่อเป็นแบบนั้น คุณต้องกลับมาถามตัวคุณเองก่อนว่า คุณกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองแบบไหน ใช่มะ คุณอาจจะถูกกล่าวหาว่า มึงถูกซื้อไปแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว ...

มันง่ายน่ะที่จะพูดเรื่องแบบนี้ แต่ว่าผมอยู่ยาวพอที่จะพิสูจน์สิ่งที่คนพูดได้ ผมคิดว่าผมอยู่ยาวได้และผมมั่นคงพอที่ผมจะบอกได้ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่ออะไร
0000000000

ผมไม่มีเงิน คนคิดว่าผมแม่งรับเงินทักษิณ แต่เรื่องจริงคือผมไม่มีเงิน ผมไม่มีห่าอะไร ผมไม่มีคนมาช่วยอะไร แต่ถ้าผมมีทุน ผมมีอะไรล่ะ ผมมีเฟซบุ๊คในฐานะช่องทางการสื่อสาร ผมมีเครดิตบางอย่าง เครดิตก็เป็นทุนอย่างหนึ่ง


วิจักขณ์: พี่ช่วยขยายความอีกนิด ตรงที่บอกว่าเราเริ่มต้นด้วยการเอาตัวเองเป็นทุน

สมบัติ: ในการประกอบการทางสังคมนี่ เราต้องเอาตัวเองเป็นทุนด้วย คุณต้องสะสมทุนในเรื่องของความรู้ สติปัญญา ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ คุณทำอะไรไปคุณต้องสะสมทุนตลอด เวลาคุณคิดอะไรขึ้นมาอย่างนึง คุณก็ต้องดูทุนที่มี

อย่างเช่นตอนนี้ผมไม่มีเงิน คนคิดว่าผมแม่งรับเงินทักษิณ แต่เรื่องจริงคือผมไม่มีเงิน ประเด็นก็คือผมไม่มีทุน ผมไม่มีห่าอะไร ผมไม่มีคนมาช่วยอะไร แค่ตอนนี้จะเอาเสื้อไปส่งต่อ ยังไม่มีมือไม้เลย แต่ถ้าผมมีทุน ผมมีอะไรล่ะ ผมมีเฟซบุ๊คในฐานะช่องทางการสื่อสาร ผมมีเครดิตบางอย่าง เครดิตก็เป็นทุนอย่างหนึ่ง

ผมก็บริหารทุนที่ผมมีจากตรงนี้ แล้วก็สร้างimpact ที่นี้ในแง่การจัดการ การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นผู้ประกอบการคนเดียว

โจทย์ของผมก็คือว่า ผมอยากจะทำเป็นตลาด เหมือนตลาดมอเตอร์โชว์ ผมชอบมากเลย ไอ้คนทำมอเตอร์โชว์เนี่ย มันไม่ได้เอารถมาขายนะ มันทำแค่ตลาด เหมือนทำตลาดไทเงี้ยะ คุณเปิดพื้นที่ พื้นที่ตลาด แล้วคุณให้ผู้ประกอบการมาทำ

โจทย์ผมก็คือว่าทำยังไงมันถึงจะมีผู้ประกอบการทางสังคมจำนวนมากที่ไปใช้พื้นที่ตรงนั้น คุณเห็นคนอื่นทำ คุณก็อยากทำด้วย ผมกำลังพยายามตีโจทย์นี้อยู่ ว่าทำยังไงให้คนเล็กคนน้อย ที่แม่งวันๆเอาแต่ไปนั่งฟังเค้าปราศรัย

นี่เลยคือจุดที่แย่ที่สุดจุดหนึ่งในขบวน คือ ช่วงเวลาสามสี่ปีในการต่อสู้เนี่ย มันไม่ได้ส่งสัญญาณหรือสร้างความรู้ในการเป็นผู้นำของตัวเอง ในการสร้างกิจกรรมของตัวเองขึ้นมา ผมพยายามจะบอกว่า คนเล็กคนน้อยต้องสร้างกิจกรรมของตัวเอง ผมจะเชียร์ให้คนตั้งวงแชร์ ส่งเสริมให้คนคิดทำโน่นทำนี่ ผมกำลังจุดประกายให้เกิดสิ่งนี้อยู่ แล้วก็ทำตลาด สร้างตลาดนัดของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือเพื่อประชาธิปไตย ให้คนได้มาปะทะสังสรรค์กัน

ในมุมมองของผู้ประกอบการทางสังคม คุณจะต้องจัดการตัวเอง ทุกคนต้องฝึกที่จะเป็นผู้นำของตัวเอง ผมเพียงแค่จุดประกาย แล้วคนก็รับเอาไปต่อยอด

วิจักขณ์: ทุนที่พี่มี ทุกอย่างที่มี สามารถให้คนเอาไปใช้ต่อได้ ให้เค้าเอาไปเป็นทำทุนได้ โดยที่เราไม่ได้ผูกมัดเค้าไว้

สมบัติ: ใช่ ผู้ประกอบการทางสังคม กับผู้ประกอบการทางธุรกิจต่างกันตรงนี้ ผู้ประกอบการทางธุรกิจจะคิดเรื่องที่ว่าตัวเองจะครอบ จะมีทัศนะเรื่องการครอบตลาดสูง แต่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมมันกลับตาลปัตรเลย เรามีทัศนะของการให้ คุณต้องปลดปล่อย

ทัศนะของเราเป็นทัศนะของการปลดปล่อย คุณต้องปลดปล่อยคน จากมวลชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าเขียน ไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้าไปเข้าร่วมทางการเมือง ไม่เคยไปร่วมชุมนุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณจะทำยังไงที่จะยกระดับ ส่งเสริมศักยภาพของเค้าให้เค้าได้ปลดปล่อยพลังในตัวเองออกมา

วิจักขณ์: การส่งไม้ของพี่ มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องจิตวิญญาณอย่างหนึ่งด้วยมั๊ย

สมบัติ: โอ แน่นอน ส่วนหนึ่งผมก็จะสื่อสารสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาด้วย

วิจักขณ์: ซึ่งนั่นก็คือทุนของพี่ ที่คนสามารถเอาไปต่อยอดได้

สมบัติ: ถูก ถูก ส่วนใหญ่คนก็จะก็อปปี้ข่าว นอกจากก็อปปี้ข่าว ผมก็จะมีเขียนเรื่องทัศนะต่อข่าว ปรากฏการณ์ทางสังคม หรือบางทีก็สื่อสารภาวะข้างใน ผมนั่งอยู่นิ่งๆ จู่ๆมันก็ปรากฏ ผมก็เล่าเป็นเรื่องราวออกมา ถ่ายทอดให้คนได้ร่วมรับรู้ไปกับผม

วิจักขณ์: แล้วในทัศนะของผู้ประกอบการทางสังคม คนรับไม้อาจจะถูกจุดประกาย หรือได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ไป แล้วพอเค้าออกไปทำด้วยตัวเอง เค้าก็อาจหลงลืมจิตวิญญาณตรงนั้นไป หรือเค้าอาจจะเอาไปต่อยอดคนละทิศคนละทาง ไม่ได้เคารพที่มาคือตัวพี่ซักเท่าไหร่ ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่จะรู้สึกอะไรมั๊ย

สมบัติ: คือ มันก็มีสิทธิ์ที่เค้าจะไปตกผลึกในภาวะของตัวเค้าเองได้ เราต้องเข้าใจว่าความคิดของเรามันไม่ได้เป็นของเรา ความคิดของเราเกิดจากความคิดของคนจำนวนมากที่เรารับเข้ามา และมันมาตกผลึกเป็นความคิดของเราในภาวะนั้นๆ สิ่งที่เป็นตัวผมเองจริงๆมันก็ไม่ได้มาจากตัวผม เท่านั้นเอง ผมเพียงแค่รับอิทธิพลทางความคิดของผู้อื่นมา แล้วมันก็มาตกผลึกในตัวผม แล้วผมก็ตอบโต้ออกไปในสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน ในบริบทแบบนี้ เท่านั้นเอง

วิจักขณ์: ตัวคนจุดประกายก็ยังคงพัฒนาต่อไป คือเราไม่ต้องไปนั่งกอดความคิดแจ๋วๆของเราไว้ หวงว่าคนอื่นจะเอาไปใช้ เพราะตัวของนักประกอบการทางสังคมก็ยังคงพัฒนาตัวเองต่อไปท่ามกลางเหตุปัจจัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สมบัติ: อันนี้เป็นความมันส์ส่วนตัวเลยนะ ในฐานะเป็นคนที่ชอบแข่งขันกับตัวเอง ผมไม่แคร์หรอกว่าใครจะเอาความคิดของผมไปทำอะไร หรือว่าเก็ทไอเดียอะไรจากผม เพราะผมก็เชื่อว่าผมก็เก็ทไอเดียมาจากคนอื่น มันไม่ได้เกิดจากเราโดยลำพัง

นวัตกรรมที่ว่า มันมีได้สองอย่างคือ ใหม่เลย ซึ่งผมไม่เชื่อ แต่ผมเชื่อว่ามันจะเกิดจากการต่อยอด แล้วก็จัดวางในพื้นที่ที่เหมาะสม ถ้าคุณวางผิด ก็จบ ขณะเดียวกัน อย่างที่คุณพูดก็คือว่า เราก็ยังสนุกกับการต่อยอด คือ ผมไม่สนใจหรอก (หัวเราะ) เดี๋ยวผมก็จะไปทำสิ่งใหม่ มันก็เป็นความสนุกส่วนตัว แต่มันก็ไม่ได้ทำเพื่อความสนุกอ่ะนะ ความสนุกเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายคือเป้าหมาย

0000000000000000
ผมวิเคราะห์แล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้มันจำเป็นต้องมีองค์กรอยู่หลายองค์กรนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดไปมากที่สุดในการต่อสู้รอบนี้ก็คือ การบริหารจัดการขบวน


วิจักขณ์: สิ่งที่ทำให้สนใจ คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

สมบัติ: ....จดจ่อ ผู้ประกอบการสังคมข้อแรกคือคุณต้องจดจ่อ คุณล็อคเป้าเลย ปัญหาของผมก็คือ ผมดันมีเป้าเยอะ มันเลยล็อคลำบากหน่อย (หัวเราะ) แต่พอมาช่วงหลังผมเรียนรู้ว่า ถ้าผมจะสร้างimpact ผมต้องสร้างคนที่ทำ ผมไม่ใช่คนทำแล้วต่อไปนี้ ผมสร้างคนที่ทำ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งผมต้องทำ ผมจะพิสูจน์ให้ได้ว่าผมทำได้ ผมพิสูจน์กับการทำองค์กรมาหลายรอบ คือผมออกมาตัวเปล่าๆได้เลย

ต้นทุนที่ผมมีอยู่ผมเชื่อว่าผมมาตัวเปล่าๆพอ ก็อาจจะใช้เวลานิดนึง แต่ถ้าผมจะทำการทดสอบอีกครั้ง ผมจะทำให้ดูว่าผมทำได้ แล้วมันจำเป็นมากเลย เพื่อจะดูว่าเรายังเป็นสิ่งนั้นอยู่รึเปล่า

วิจักขณ์: แต่ตอนนี้ก็เหมือนเป็นบททดสอบใหม่ ที่อยากจะลอง อาจจะไม่ได้เป็นการสร้างองค์กร แต่เป็นการสร้างคน

สมบัติ: สร้างขบวน ผมวิเคราะห์แล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้มันจำเป็นต้องมีองค์กรอยู่หลายองค์กรนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดไปมากที่สุดในการต่อสู้รอบนี้ก็คือ การบริหารจัดการขบวน การบริหารจัดการวัฒนธรรมของขบวน มันไม่มีการคิดเชิงขบวน

คือมันเกิดขบวนแต่ไม่มีการบริหาร เมื่อเราไม่มีการบริหารปุ๊บ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่สามารถปรากฏศักยภาพที่มีอยู่ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือถ้าเราคิดตีโจทย์นี้แตกนะ คุณจะเห็นว่าดีไซน์ที่ผมทำกิจกรรมที่ผมทำในสองสามปีนี้ ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองอย่างเดียว ไม่เลย เพราะผมจดจ่ออยู่กับเรื่องพวกนี้ ผมจดจ่ออยู่กับเรื่องขบวน ถ้าผมสนใจจะเอาชนะทางการเมือง วันนั้นผมต้องเข้าไปแล้ว เข้าไปชาร์จ เข้าไปตีแล้ว โจทย์ของผมที่ขบคิดมาโดยตลอด คือการปรับจากข้างล่างขึ้นมา ถ้าโจทย์นี้ถูกตีแตก ผมเชื่อว่ามันจะมีพลังมหาศาล

วิจักขณ์: เหมือนพี่กำลังปลุกอะไรบางอย่างในตัวคนที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ขึ้นมายัดเยียดให้เค้า

สมบัติ: มันคือการปลดปล่อยตัวเอง ถ้าคุณไม่กลัว ไม่กลัวตาย ไม่กลัวจน ไม่กลัวคนอื่นดูถูก คุณลองนึกดู ถ้าคุณกล้าเปิดเผยตัวเอง โดยที่คุณไม่กลัวคนอื่นเค้าจะตำหนิคุณ เพื่อนฝูงจะตำหนิคุณ คุณไม่ได้อดตายหรอก ไปหาข้าวกินเอายังพอได้อยู่ คุณไม่มีที่นอน ไม่จริงหรอก คุณยังหาที่นอนได้อยู่ จริงๆเราเป็นอย่างนั้นน่ะ เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น แต่ถ้าคุณไม่กลัวที่จะสูญเสียสถานะ หรือสภาพการณ์บางอย่าง คุณลองคิดดู พลังของคุณจะขนาดไหน คุณแค่ปลดปล่อยกรอบ กำแพง เพดาน เอามันออกไป แล้วคุณก็แสดงพลังที่คุณมี คุณปล่อยไปได้อีกชั้นนึง คุณก็โตขึ้นได้อีก

วิจักขณ์: ฟังดูไม่ต่างกับมิติทางศาสนาเท่าไหร่ แต่ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆศาสนากลับพยายามไปสร้างกรอบเรื่องความดี การปลดปล่อยศักยภาพก็เลยถูกจำกัดแค่ตรงที่ภาพของความดีนั้น มันไม่ได้ไปต่อถึงสิ่งที่เป็นเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม แล้วข้ามพ้นไปสู่ความจริงบางอย่างที่เป็นพื้นฐานกว่า ฟังดูแล้วพี่ทำงานกับอะไรที่มันพื้นฐานกว่านั้นเยอะ ...มันคือความดีมั๊ย (หัวเราะ)

สมบัติ: ไม่ใช่ มันคือภารกิจ เมื่อเราพบว่าเราเป็นใคร เราเป็นมนุษย์ เราเป็นสิ่งมีชีวิต ต้นไม้ก็เหมือนกัน คือ มันมีหน้าที่ มันมีภารกิจ มันมีภารกิจตายด้วยนะ การเกิดมาแปลว่าอะไร ผู้มาใหม่คือคือผู้รับไม้ และผู้ต่อยอด แล้วคุณจะต้องดำรงอยู่ถึงจุดหนึ่ง แล้วคุณต้องตายนะ

การตายเป็นภารกิจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นความผิดพลาดของธรรมชาติ ไม่ใช่ เพราะถ้าคุณไม่ตาย โลกหรือสังคมไม่สามารถที่จะมีผู้มาใหม่ได้ [วิจักขณ์: หรือถ้ามีมันก็ไม่โต] ใช่ ไม่โต คุณต้องรู้จักตาย รู้จักถอยออกมา เปิดทางให้เกิดการงอกใหม่

อย่างในป่าเนี่ย เราดูไม่ออกเลย มีไม้ใหญ่ล้ม ก็มีไม้อื่นโผล่ขึ้นมาเป็นไม้ใหญ่ต่อได้เลย คุณต้องตาย คุณต้องตาย มันถึงจะมีพื้นที่ให้คนข้างหลังได้

คนมักจะบอกว่าเรามีภารกิจแค่การมีชีวิตอยู่ ถูก เราใช้พลังชีวิตกระทำในภารกิจนี้จนถึงที่สุดเลย ทุกคนดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด คนส่วนใหญ่แล้วใช้ทัศนะนี้ ทำภารกิจนี้ คือทำเพื่อให้ตัวตนมีชีวิตรอด ทำภารกิจนี้เพื่อจะมีชีวิตรอด แต่ว่าภายใต้การมีชีวิตรอดนั้น มันมีภารกิจการส่งต่อ คุณต้องไม่ลืม ซึ่งภารกิจส่งต่อนี้คนมักจะคิดออกตอนแก่

วิจักขณ์: ก็จริงนะที่เป็นภารกิจของคนแก่ แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่ทำอะไรบางอย่างถึงขนาดที่ยอมตายเพื่อสิ่งนั้นได้ มันก็ส่งไม้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

สมบัติ: ถูก ถูก ถูก ไอ้ภารกิจนี้มันถูกฝังไว้ในตัวคนทุกคนเลยนะ ผมเคยเจอชาวบ้านคนนึงที่สึนามิ เค้าเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเค้าวิ่งหนีน้ำนะ คลื่นแม่งมา ก็วิ่งหนีน้ำไปไกลมากตอนคลื่นลูกแรก พอมีคนบอกว่าคลื่นลูกสองกำลังจะมา แต่ว่ามีคนเจ็บอยู่ตรงนั้น เค้าเล่าให้ผมฟังนะ พี่ หนูนะแม่ค้าคนนึง ชีวิตเกิดมานะไม่เค้ยคิดเรื่องงานที่จะไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ทัศนะของหนูนะคือทำยังไงให้เลี้ยงผัวเลี้ยงลูกเนี่ยให้รอด หนูนะไม่เคยคิดจะไปช่วยเหลืออะไรสังคมเล้ย ทั้งชีวิตนี้เอาแค่ชีวิตตัวเองรอดเท่านั้นแหละ แต่วันนั้นหลังจากลูกแรกแล้ว หนูวิ่งหนีตาย แต่พอหันหลังกลับไป แม่งเห็นคนเจ็บอยู่ แล้วมีข่าวลือว่าจะมีลูกสอง ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้หนูทำไปได้ไง หนูวิ่งกลับไป ไปเอามันออกมา

คุณจะวิเคราะห์ว่ายังไง คนที่ไม่ได้ผ่านกิจกรรมทางสังคม ผ่านกิจกรรมทางการเมือง ผ่านการศึกษาทางปรัชญา ศึกษาทางพุทธศาสนา คุณที่ใช้ชีวิตอีกแบบนึง เอาแค่ตัวเองรอด สถานการณ์แบบนั้น คือภาวะที่ปะทะ มันเข้าตีความเป็นมนุษย์ที่อยู่ข้างในที่สุด มันเกิดการต่อสู้กันข้างใน ว่ากูกับไอ้นั่นคนเดียวกันรึเปล่า เมื่อไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น มันเกิดความเป็นร่วม ความเป็นเรา ภาวะร่วม นี่คือสาระสำคัญ เราเกิดภาวะนี้ขึ้น ภาวะร่วม เมื่อไรก็ตามที่มันเกิดภาวะร่วมนี้ขึ้นได้ คุณค้นพบว่ามันเป็นสิ่งที่ร่วมกันได้ มีความเป็นเรา เราต่างเป็นกันและกัน

เมื่อมันมีแรงกดดันถึงจุดนึง อย่างตอนนี้เนี่ย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นคุณไม่ควรไปเสียใจที่มันเกิดขึ้น หรือบอกว่าเลิกคิดเถอะ ถ้าคิดแบบนั้นงี่เง่ามาก
0000000000000

แม่ง เหี้ยมจริงๆ อย่างตอนนี้ก็ไล่ฆ่า ไล่เก็บ แบบนี้มันเกินไป มันไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองแล้ว คือความสกปรกทางการเมืองมันเรื่องนึง ถ้าคุณจะเล่นกันทางกฎหมาย คุณจะจับ มันก็ยังพอรับได้ คุณใช้คำบิดเบือน ปกปิด โกหก ใส่ร้ายอะไรกัน นั่นก็ยังพอทน แต่นี่มันถึงฆ่ากัน ไล่ล่ากันแบบนี้ มันเป็นขีดที่ผมรับไม่ได้


วิจักขณ์: ในช่วงเวลาปะทะ หรือวิกฤต ผมว่ามันก็เป็นช่วงของการช่วงชิงด้วย ถ้าเราสัมผัสถึงจุดที่ว่าเรากับเค้าเป็นคนเหมือนกันแล้วรู้สึกร่วมได้ มันก็มีพลังบางอย่างเกิดขึ้น แต่ถ้าในจุดที่วิกฤตแล้วเราถูกทำให้คิดไปอีกแบบ ว่ามันต่าง มันไม่เหมือนเรา จนถึงกับว่ามันไม่ใช่คนเหมือนเรา จนกลายเป็น เกลียดมัน ฆ่ามันเลย ปราบมันซะ วินาทีของการปะทะนั้นมันก็เป็นจุดของการช่วงชิง

สมบัติ: ถูก ผมจะมีขีดจำกัด เรื่องของการรักษาไว้ซึ่งความแตกต่าง หรือการปะทะ เพราะว่ามันเป็นการต่อสู้ มันก็ต้องมีการปะทะกันเป็นธรรมดา ผมเชื่ออย่างที่ปริญญา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล)เค้าพูดไว้นะ เค้าบอกว่าเหลืองแดงเป็นคุณูปการต่อสังคม ถ้าดำรงอยู่ต่อไปโดยที่ไม่ฆ่ากันจะเป็นคุณูปการอย่างสูง เราต้องใช้ทั้งเหลืองทั้งแดง ผมว่าจริง

ความขัดแย้งนี่ก็จริง เสียดายที่มันมีการสูญเสีย ถ้าไม่สูญเสียแล้วเนี่ย ผมคิดว่าถ้ามองระยะยาว มันมีประโยชน์มาก ผมพร้อมที่จะชวนคนทะเลาะ ผมว่าเราต้องชวนกันทะเลาะ แต่ว่าเราจะทะเลาะกันยังไง นี่ก็หาทางทะเลาะอยู่ (หัวเราะ)

ส่วนพวกแนวร่วมเดียวกัน ก็ต้องมีการปะทะให้เกิดการเรียนรู้ หรือการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ฝึกหลักการ ความรู้ ความคิดให้แหลมคม อันนี้มันต้องปะทะกัน งานที่ผมทำก็คือทำในมิติแบบนี้

วิจักขณ์: คือชวนคนทะเลาะยังไง ให้มันสร้างสรรค์ มองความขัดแย้งเป็นเรื่องดี โดยที่ยังสามารถมองกันเป็นมนุษย์ ไม่เกลียดกันจนถึงต้องฆ่ากัน

สมบัติ: ใช่

วิจักขณ์: แต่คนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจ ก็ต้องมองการชวนทะเลาะแบบนี้ว่าเป็นการคุกคามถูกมั๊ย
[สมบัติ: ถูก] เป็นการก่อความไม่สงบ ก่อการร้ายอะไรก็ว่าไป ซึ่งมันก็จริงของเค้า แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการทางสังคม ก็คือการปะทะกันทางความคิดนั้นก็เป็นสิ่งที่พี่ต้องการอยู่แล้ว เพราะพี่ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความตื่นของคน

สมบัติ: ถูก เค้าก็ต้องคิดอย่างนั้นแหละ คือทั้งสองฝ่ายก็มีพวกสุดโต่ง และพวกที่ล้าหลังอยู่ด้วย คุณต้องฉุดดึงเค้าให้กลับมาให้ได้ แม้แต่ในปีกของเสื้อแดงเอง ผมก็พยายามดึงเค้ากลับมา แต่ผมยอมรับเลยว่าคราวนี้ผมโกรธชิบหายเลย ผมป่วยเลย ความมั่นคงทางจิตวิญญาณภายใน กับการตอบคำถามในสถานการณ์แบบนี้ ผมเขวเลย แม่ง เหี้ยมจริงๆ

อย่างตอนนี้ก็ไล่ฆ่า ไล่เก็บ แบบนี้มันเกินไป มันไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองแล้ว คือความสกปรกทางการเมืองมันเรื่องนึง ถ้าคุณจะเล่นกันทางกฎหมาย คุณจะจับ มันก็ยังพอรับได้ คุณใช้คำบิดเบือน ปกปิด โกหก ใส่ร้ายอะไรกัน นั่นก็ยังพอทน แต่นี่มันถึงฆ่ากัน ไล่ล่ากันแบบนี้ มันเป็นขีดที่ผมรับไม่ได้

วิจักขณ์: เวลาเห็นพี่ในเฟซบุ๊คสื่อสารกับคนเสื้อแดง ผมชอบอย่างนึงคือ การสอนให้คนคิดเอง ไม่ได้ให้เชื่อในความดีของพี่หรือของใครนะ ที่สำคัญคือตัวละครที่เล่นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดูดีเท่าไหร่ ไม่มีใครที่มีภาพของความดีความงามอยู่แล้ว แล้วภาพที่สื่อออกมาของเสื้อแดงก็เสียดสีด้วยความต่ำต้อยทางสังคมในทุกๆทาง แต่ผลก็คือมันได้ปลุกให้คนที่มาร่วมชุมนุมกลับมาตระหนักถึงศักดิ์ศรีของตัวเอง ในสิทธิเสรีภาพของคนธรรมดาๆคนหนึ่งมากขึ้น

สมบัติ: โดยหลักการแล้ว ผมคิดว่ามีความชอบธรรมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย กับการที่คนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องและต่อสู้ อันนี้หมายถึงของคนทุกคนนะ ถึงแม้ขบวนเสื้อแดงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ และมีความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียวเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในบางเรื่อง เช่น เรื่องการมีอาวุธอยู่ การที่มีโครงข่ายอำนาจที่เข้าไปจัดการ อาศัยเจตนาดี ความมีอุดมการณ์ของผู้คน เอาไปร่วมกับผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง แต่ว่าบวกลบแล้วผมก็ยังคิดว่ามีความชอบธรรม แต่ถึงยังไงก็แล้วแต่ผมก็คิดว่าต้องมีการปรับขบวน

000000000000000

ผมเคารพถึงความสูญเสียของทหาร ผมเคารพถึงความสูญเสียของเจ้าของห้าง เจ้าของธุรกิจ ผมฟังได้ ปัญหาของผมตอนนี้ก็คือเสียงพวกนี้มันไม่ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเท่านั้นเอง ถ้าคุณครอบคลุมทุกกลุ่มเมื่อไหร่ปุ๊บเนี่ย โอเค แต่สิ่งที่ถูกเอามาใช้ในตอนนี้ มันได้ถูกเว้นวรรค หรือไม่ถูกนำมาพูดในบางเรื่อง ด้วยเหตุผลว่าต้องปรองดอง แต่จริงๆมันเป็นการกดขี่


วิจักขณ์: คืออย่างน้อยให้รูปขบวนมันนำไปสู่การเรียนรู้ พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ไหลไปตามความดำมืด

สมบัติ: ถูกๆ

วิจักขณ์: ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค้างคาใจกับพวกผมที่ทำงานเพื่อสังคม หรืองานด้านการศึกษามาก คืออย่างพวกผมเนี่ย จะเลือกทำงานอะไร เราก็จะต้องดูว่างานนี้มันเป็นงานที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคมจริง คนที่ทำเป็นคนที่ต้องมีจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นจริง ผู้นำเราก็ต้องเป็นแบบอย่างการอุทิศตน เป็นแรงบันดาลใจแบบพระไพศาล หมอประเวศ อ.สุลักษณ์ ประมาณนี้

แต่อย่างพี่ที่มาต่อสู้ทางการเมืองเนี่ย [สมบัติ: มีคนได้ประโยชน์ สู้ไป เราไม่ได้อะไรมาก คนอื่นเอาไปกิน] เออ เออ...คือมันไม่ pure นะ ทัศนะเรื่องการเป็นแนวร่วม การต่อรองผลประโยชน์อะไรต่อมิอะไร รับได้ยังไงตรงนี้ จากที่ทำงานกระจกเงา งานอุดมคติมา พี่ปรับทัศนคติตรงนี้ยังไง

สมบัติ: เวลาเจอเรื่องแบบนี้ คุณต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ คุณต้องตอบคำถามตัวเองก่อน ว่าคุณทำเพื่ออะไร คือเราขัดเกลาตัวเองก่อน เราบริสุทธิ์ใจพอมั๊ยที่จะเข้าไปร่วม กลับมาคำถามแรกเลยว่า ตกลงมึงไปทำเพื่อมึงจะไปตอบสนองให้กับนายใหญ่ หรือพวกต้องการป้อนอำนาจให้นักการเมืองหรือพวกอยู่ในอำนาจหรือยังไง

อย่างตอนที่ผมกา ผมก็ต้องกาเพื่อไทย ถูกมั๊ย จะไปกาไม่ออกเสียงอะไรก็ไม่ได้ ผมต้องไปกาเพื่อไทย ผมก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าผมกาไปเพื่ออะไรวะ กาไปเพื่อให้มันไปมีอำนาจหรือยังไง แต่อย่าลืมว่าระหว่างทางนี้คือขบวน สิ่งที่มันขาดจริงๆก็คือเรื่องของขบวน มันก็มีการเติบโตอยู่นะ กระบวนการทางความคิดอะไรก็เติบโต แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายจริงๆ เป็นประโยชน์จริงๆ ก็คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง คุณก็ใส่ฟืนไปเรื่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ แล้วรอบนี้นะ ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนหมดเลย

เรื่องซื้อเสียง ที่ชนชั้นกลางรังเกียจ และก็เป็นข้อเท็จจริงด้วย มันถึงพร้อมที่จะเปลี่ยน เรื่องทัศนะว่าอำนาจสูงสุดเป็นของใคร รอบนี้จะเปลี่ยน เรื่องการคิดเชิงยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจส่วนบน มันมีโอกาสที่จะโยงกันได้หมด การถกเถียงรอบนี้ มันเป็นโอกาสของการเข้าห้องเรียนครั้งใหญ่ เราไม่เคยดีเบตเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเลยในประวัติศาสตร์ชาติไทย

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ดีเบตในระดับชาติ ก่อนหน้านี้มันจบแล้วจบกัน รบกันทียิงกันตายแล้วก็เลิก แต่นี่ไม่ใช่ มันยืดเยื้อยาวนานพอที่จะทำให้เกิดการศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย มันยืดเยื้อยาวนานจนทำให้เกิดความรู้หรือทัศนะ ซึ่งอาจจะถูกอาจจะผิดบ้างไปตามเรื่อง เนื่องจากมันซับซ้อนมาก แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันเป็นการดีเบตครั้งใหญ่ในสังคมไทยว่าอะไรคือประชาธิปไตย

อ.สุลักษณ์เคยเล่าให้ฟังว่า ทั่วโลกเคยผ่านช่วงนี้หมด ช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันต้องผ่านช่วงนี้ ผมถึงถือหางปริญญาเรื่องการดำรงไว้ซึ่งเหลืองแดง และเรื่องการคงความขัดแย้ง (หัวเราะ)

ความขัดแย้งสำหรับผมไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่คุณยังไม่ฆ่ากัน และถ้ามีกติกา ถ้าเห็นต่างไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป

วิจักขณ์: ในภาวะความขัดแย้งมันอุดมสมบูรณ์ด้วย

สมบัติ: (หัวเราะ) ใช่มั๊ย มันไหล ข้อมูลมันไหล มีแง่มุม ได้มาถกเถียงกัน ผมก็เติบโตมาในภาวะแบบนี้ มันจริงดี

วิจักขณ์: ต่อสู้มาถึงตรงนี้ ผ่านความสูญเสีย ความเจ็บปวดมา พี่เยียวยาตัวเองยังไง ธรรมะหรือศาสนาจะช่วยเยียวยาพี่หรือคนเสื้อแดงได้ยังไงบ้าง

สมบัติ: ศาสนาต้องเป็นเรื่องอะไรที่คนยึดเหนี่ยวได้ ที่นี้ชีวิตผมไม่ได้มีคัมภีร์แบบนั้น คือผมไม่ได้มาจากพวกอ่านหนังสือธรรมะ ผมยึดหลักการของผม ไม่รู้ว่ามันตรงกับอะไรนะ มันเป็นหลักการเรื่องการเคารพความเป็นมนุษย์

ศาสนา คำสอนใด หรือหนังสือเล่มไหน ที่พูดถึงการเยียวยาคนที่อยู่ในฝ่ายที่เจ็บปวดนี้ได้ จะต้องสะท้อนถึงความเคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายคนที่ได้รับผลกระทบ คนชั้นกลางที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย แล้วได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง แล้วก็ละเลยต่อการมีอยู่ การดำรงอยู่ หรือการจะมีชีวิตต่อไป หรือจะสู้ต่อไป

ธรรมะที่ไม่เปิดให้เราสู้เลยผมคิดว่านั่นไม่ใช่ธรรมะ ไม่น่าจะเป็นหลักการที่เรายอมรับได้ แค่นี้แหละ ถ้าเคารพความเป็นมนุษย์ได้ก็จบ ผมเคารพถึงความสูญเสียของทหาร ผมเคารพถึงความสูญเสียของเจ้าของห้าง เจ้าของธุรกิจ ผมฟังได้ ปัญหาของผมตอนนี้ก็คือเสียงพวกนี้มันไม่ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเท่านั้นเอง ถ้าคุณครอบคลุมทุกกลุ่มเมื่อไหร่ปุ๊บเนี่ย โอเค แต่สิ่งที่ถูกเอามาใช้ในตอนนี้ มันได้ถูกเว้นวรรค หรือไม่ถูกนำมาพูดในบางเรื่อง ด้วยเหตุผลว่าต้องปรองดอง แต่จริงๆมันเป็นการกดขี่ กดทับ บอกให้เราเห็นความมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เขาไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเราเลย นั่นไม่ใช่การปรองดอง เมื่อคุณไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเรา คุณพูดกับเราในฐานะอะไร แล้วเราอยู่ในฐานะอะไร ในการที่จะต้องยอมรับหลักการของคุณ จำเลยหรือ?

วิจักขณ์: อันนี้เป็นสาเหตุนึงที่ทำให้คำว่าความสงบสุข หรือความดีมันใช้ไม่ได้เลยกับคนเสื้อแดงในตอนนี้

สมบัติ: เป็นยุคที่ความดีเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นยุคที่ความดีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ เมื่อไรก็ตามที่ความดีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระทำกับอีกฝ่าย ไอ้ธรรมาธิปไตยส้นตีน คำพวกนี้น่ารังเกียจ คุณเป็นพวกเผด็จการความดี หยาบกว่านั้นคือคุณเป็นความชั่ว คุณไม่ได้เชื่อเรื่องความดี แล้วคุณพูดความดีได้ยังไง คุณพูดปรองดองได้ยังไง มันไม่จริง อ้างคำพระ น่าสะอิดสะเอียน คุณจะอ้างทำไม ในเมื่อมันไม่จริงอย่างที่คุณเชื่อ แล้วคุณละเว้นด้วย คุณกำลังทำลายสิ่งที่เรียกว่าความดี อย่าใช้เลย

พูดมาตรงๆดีกว่า ให้หยุด มิฉะนั้นราชการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการปราบปราม อย่างนี้ซะยังจะน่าสะอิดสะเอียนน้อยกว่า

วิจักขณ์: สุดท้ายนี้อยากให้พี่หนูหริ่งฝากธรรมะทิ้งท้ายจากใจคนเสื้อแดงหน่อย

สมบัติ: เราไม่ได้แกล้งที่จะมีความทุกข์โศก ความเจ็บปวด เราไม่ได้แกล้งและเราไม่ได้ปัด เรามีสิ่งนั้นอยู่เป็นเพื่อน คือ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความเจ็บปวดของคุณ คุณก็อย่าได้มาขโมยความเจ็บปวดของเราทิ้ง คือเรายังมีสิทธิ์ที่จะเจ็บปวด คุณเคยเห็นแม่ตีลูกมั๊ย ตีแม่งแตกเป็นแนว “หยุดร้องเดี๋ยวนี้ มึงไม่หยุดกูจะตีมึงอีก” จะทำกันอย่างนี้รึ... คุณไม่มีสิทธิ์เอาไม้ออกมาหวดใคร

คุณไม่เข้าใจความเจ็บปวดของเรา แล้วคุณยังจะขโมยความเจ็บปวดของเราไปทิ้งส้วมอีก

___________________________________________

ร่วมลงชื่อร้องUNช่วยประเทศไทยด่วน



ผู้ก่อการรัก-ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และแกนนำประท้วงต่อต้านรัฐบาลจุมพิตแก้มลูกสาวตัวน้อยอย่างสุดจะชื่นใจ ภายหลังได้ออกจากคุกชั่วคราวเมื่อวานนี้เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กรุงเทพฯเขต6 โดยได้หมายเลข4 ท่ามกลางผู้สนับสนุนอย่างเนืองแน่น การจัดเลือกตั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีขึ้นในวันที่25ก.ค.นี้(ภาพ:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2553

กลุ่มประชาชนที่รักชาติรักความเป็นธรรมได้รณรงค์เชิญชวนชาวไทยและชาวโลกร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งเรื่อง"โปรดช่วยเหลือประเทศไทยด่วน"เพื่อยื่นต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศและขอเชิญชวนผู้เห็นด้วยกับเนื้อหาจดหมายร่วมลงนามด้วย โดยมีรายละเอียดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

เรียน ฯพณฯ บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ
โปรดดำเนินมาตรการให้มีการหยุดสังหารประชาชนในประเทศไทย


พัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกเหยียบย่ำอีกครั้งด้วยรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการทำรัฐประหาร/ปราบปรามประชาชนครั้งที่ 26 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2475

ภาพลักษณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2551 เมื่อการประท้วงของคนเสื้อเหลืองที่ไม่ได้ถูก ขัดขวางแต่ ประการใด สามารถเคลื่อนเข้าไปปิดสนามบินนานาชาติของประเทศไทย ซึ่งเป็นการประท้วง ที่เปิดทางให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551

ประชาชนคนยากคนจนในประเทศไทยทั้งคนจนเมืองและคนจนชนบทหลายสิบล้านคนต่างก็ ไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อ ระบบสองมาตรฐานในสังคมไทยได้อีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้เกิดรัฐสภาเป็นตัวแทนของพวกเขา ตามครรลองประชาธิปไตยที่แท้จริง

วันที่ 14 มีนาคม 2553 คนเสื้อแดงปกคลุมท้องถนนหลายแห่งในกรุงเทพ พวกเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐสภายุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิยุติธรรม

การปราบปรามประชาชนของกองกำลังทหารได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ที่มีทั้งเด็กผู้หญิง และผู้ชาย จำนวนประมาณ 60 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ และอีกกว่า 1,500 คน ที่มีทั้งทีม พยาบาล นักข่าว และประชาชนทั่วไป ได้รับบาดเจ็บ(ส่วนใหญ่จากอาวุธ) ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลระดมกองกำลังทหาร 50,000 นาย และอนุญาตให้ทหาร 'ป้องกันตัว' ด้วยการยิงและสังหารประชาชนที่ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลที่ไร้ความยุติธรรมและ ไม่มีธรรมาภิบาล

การกระทำของรัฐบาลไทยที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงกับ ประชาชน ยิงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ปู่ย่า ตายาย ยิงประชาชนทั้งครอบครัว ประชาชนที่มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความคับค้องใจและความไม่พอใจต่อรัฐบาล เป็นความป่าเถื่อนที่จะต้องถูกประนาณ และเป็นอาชญากรรม ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม การใช้กระสุนจริงไม่มีทางและจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บนท้องถนนกรุงเทพ หรือที่ไหนก็ตาม

ชุมชนนานาชาติ ไม่ควรร่วมยืนเคียงข้างและเฝ้ามองรัฐบาลไทยทำการสังหารประชาชนของตัว เองอย่าง...มโหด ทำการเข่นฆ่าประชาชนในนามของคำว่า 'เพื่อประชาธิปไตย' และยิ่งไม่สามารถอ้างได้เลยว่า 'เพื่อปกป้องสถาบัน'

ความรุนแรงบทท้องถนนกรุงเทพในวันนี้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ณ ขณะนี้ประชาชนผู้กล้าหาญหลายพันคนติดอยู่ในวงล้อมของทหารร่วม 30,000 คน พวกเขาพร้อมจะสละชีวิต

ประชาสังคมโลกจะต้องประนาณรัฐบาลอภิสิทธิที่อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงต่อผู้ ประท้วงฝ่ายตรงข้าม ผู้ประท้วงที่รัฐบาลจะไม่สามารถเอาชนะได้เลยในสนามการเลือกตั้ง

ในแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม การคอรัปชั่นและภาวะการไร้ซึ่งความยุติธรรมได้ปรากฎเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน การอนุญาตให้ทหารปราบปรามประชาชน คนยากจนจากชนบทและในเมือง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่สามารถนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงในอาเซียน แต่กลับจะบันทอนพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในอาเซียน

พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกประนาณการใช้กำลังทหารและกระสุนจริงเป็น เครื่องมือในการปราบปรามการประท้วงของคนยากคนจนที่ถูกกดขี่ ที่ต้องการนำเสนอปัญหาของพวกเขา

พวกเราเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติยุติความรุนแรงในประเทศไทย และเป็นองค์กรกลางในการนำทุกฝ่ายมาสู่โต๊ะเจรจา
ดำเนินจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยที่โปร่งใสและยุติธรรม รวมทั้งขอให้มีการตั้งทีมสอบสวนจากนานาชาติ เพื่อสอบสวนกรณีการสังหารพลเรือนที่บริสุทธิ์โดยกองกำลังของทหารไทย

Sincerely,
(ลงชื่อ)

สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/

http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html
000000000

Signature Confirmation - STOP THE BLOODSHED IN THAILAND - 8801 - 10310
To the United Nations and Heads of State.

________________________________________
To: United Nation
URGENT CALL
to Ban Ki-Moon, General Secretary of the United Nations
and all Governments and leaders around the world to . .
STOP THE BLOODSHED IN THAILAND

Progress towards democracy in Thailand was devastated by the military coup that ousted an elected Government in 2006. This was Thailand�s 26th military coup / crackdown since the country attempted to abolish Absolute Monarchy in 1932.

The country was further reduced to a complete, political shambles in 2008 by the Yellow Shirt demonstrations that were allowed, without repercussion, to close-down Thailand�s international airports, creating a situation that allowed Abhisit Vejjajiva to become Prime Minister in December 2008.

Thailand�s ten�s of millions of rural and urban poor can tolerate no longer the double standards that dominate their struggle for representational parliamentary democracy. On 14 March 2010 they converged on the streets of Bangkok demanding primarily the dissolution of parliament and a proper General Election.

Since the current military crackdown was launched on 10 April 2010 about 60 men, women and children have died, many by military sniper-fire with a single bullet to the head. About 1500 have been wounded - many by gunshot, including medics, journalists and bystanders. The death toll is rising daily. Some 50 000 soldiers, with permission to shoot to kill �in self-defence�, have been mobilised to crush the people�s protest against clear injustice and corrupt governance.

The Thai Government�s sanctioning of the use of live ammunition against the people of Thailand, against men, women, children, against grandfathers and grandmothers that have gathered in Bangkok to express their legitimate frustration and grievances, is an outrage that must be condemned as the crime that it is. No matter the complexity of the political situation, the use of live ammunition against ordinary civilians cannot and must not be permitted on the streets of Bangkok, or anywhere. The International Community cannot stand-by and watch the Thai Government murder Thai citizens in the name of democracy, not to mention monarchy.

The state violence on the streets of Bangkok today has a long history. In the centre of Bangkok, a few thousand brave civilians - ordinary men, women and children are cut off from food and water, surrounded and targeted by about 30,000 soldiers. They are preparing to sacrifice their lives.
The International Community must condemn the Abhisit Government for using live ammunition against those who oppose it, against those who, in a General Election, would defeat it.

In the �Land of Smiles� corruption and injustice is ringing load and clear. Allowing military violence to crush the rural and urban poor in Thailand will not enhance regional stability, it will not enhance the future of the ASEAN or sustainable development. It will drag down the development of democracy throughout South-East Asia.

We call for all Governments around the world to condemn the use of military force and live ammunition as a means to oppose and suppress the right of the poor to express their grievances.

WE CALL FOR UNITED NATIONS INTERVENTION
to end the violence and bring all parties to the negotiating table and
to oversee proceedings for a General Election in Thailand.
WE CALL FOR THE UNITED NATIONS
to appoint an independent commission to investigate
the murder of innocent civilians by Thai military forces.

----------
Sincerely,
(ลงชื่อ)

สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/

http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html

วันจันทร์, มิถุนายน 28, 2553

ร่วมลงชื่อจี้UNโปรดช่วยประเทศไทยด่วน



ผู้ก่อการรัก-ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และแกนนำประท้วงต่อต้านรัฐบาลจุมพิตแก้มลูกสาวตัวน้อยอย่างสุดจะชื่นใจ หลังจากได้ออกจากคุกชั่วคราวเพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กรุงเทพฯ โดยได้หมายเลข4 ท่ามกลางผู้สนับสนุนอย่างเนืองแน่น การจัดเลือกตั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีขึ้นในวันที่25ก.ค.นี้(ภาพ:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มิถุนายน 2553

กลุ่มประชาชนที่รักชาติรักความเป็นธรรมได้รณรงค์เชิญชวนชาวไทยและชาวโลกร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งเรื่อง"โปรดช่วยเหลือประเทศไทยด่วน"เพื่อยื่นต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศและขอเชิญชวนผู้เห็นด้วยกับเนื้อหาจดหมายร่วมลงนามด้วย โดยมีรายละเอียดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

เรียน ฯพณฯ บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ
โปรดดำเนินมาตรการให้มีการหยุดสังหารประชาชนในประเทศไทย


พัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกเหยียบย่ำอีกครั้งด้วยรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการทำรัฐประหาร/ปราบปรามประชาชนครั้งที่ 26 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2475

ภาพลักษณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2551 เมื่อการประท้วงของคนเสื้อเหลืองที่ไม่ได้ถูก ขัดขวางแต่ ประการใด สามารถเคลื่อนเข้าไปปิดสนามบินนานาชาติของประเทศไทย ซึ่งเป็นการประท้วง ที่เปิดทางให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551

ประชาชนคนยากคนจนในประเทศไทยทั้งคนจนเมืองและคนจนชนบทหลายสิบล้านคนต่างก็ ไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อ ระบบสองมาตรฐานในสังคมไทยได้อีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้เกิดรัฐสภาเป็นตัวแทนของพวกเขา ตามครรลองประชาธิปไตยที่แท้จริง

วันที่ 14 มีนาคม 2553 คนเสื้อแดงปกคลุมท้องถนนหลายแห่งในกรุงเทพ พวกเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐสภายุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิยุติธรรม

การปราบปรามประชาชนของกองกำลังทหารได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ที่มีทั้งเด็กผู้หญิง และผู้ชาย จำนวนประมาณ 60 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ และอีกกว่า 1,500 คน ที่มีทั้งทีม พยาบาล นักข่าว และประชาชนทั่วไป ได้รับบาดเจ็บ(ส่วนใหญ่จากอาวุธ) ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลระดมกองกำลังทหาร 50,000 นาย และอนุญาตให้ทหาร 'ป้องกันตัว' ด้วยการยิงและสังหารประชาชนที่ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลที่ไร้ความยุติธรรมและ ไม่มีธรรมาภิบาล

การกระทำของรัฐบาลไทยที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงกับ ประชาชน ยิงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ปู่ย่า ตายาย ยิงประชาชนทั้งครอบครัว ประชาชนที่มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความคับค้องใจและความไม่พอใจต่อรัฐบาล เป็นความป่าเถื่อนที่จะต้องถูกประนาณ และเป็นอาชญากรรม ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม การใช้กระสุนจริงไม่มีทางและจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บนท้องถนนกรุงเทพ หรือที่ไหนก็ตาม

ชุมชนนานาชาติ ไม่ควรร่วมยืนเคียงข้างและเฝ้ามองรัฐบาลไทยทำการสังหารประชาชนของตัว เองอย่าง...มโหด ทำการเข่นฆ่าประชาชนในนามของคำว่า 'เพื่อประชาธิปไตย' และยิ่งไม่สามารถอ้างได้เลยว่า 'เพื่อปกป้องสถาบัน'

ความรุนแรงบทท้องถนนกรุงเทพในวันนี้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ณ ขณะนี้ประชาชนผู้กล้าหาญหลายพันคนติดอยู่ในวงล้อมของทหารร่วม 30,000 คน พวกเขาพร้อมจะสละชีวิต

ประชาสังคมโลกจะต้องประนาณรัฐบาลอภิสิทธิที่อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงต่อผู้ ประท้วงฝ่ายตรงข้าม ผู้ประท้วงที่รัฐบาลจะไม่สามารถเอาชนะได้เลยในสนามการเลือกตั้ง

ในแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม การคอรัปชั่นและภาวะการไร้ซึ่งความยุติธรรมได้ปรากฎเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน การอนุญาตให้ทหารปราบปรามประชาชน คนยากจนจากชนบทและในเมือง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่สามารถนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงในอาเซียน แต่กลับจะบันทอนพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในอาเซียน

พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกประนาณการใช้กำลังทหารและกระสุนจริงเป็น เครื่องมือในการปราบปรามการประท้วงของคนยากคนจนที่ถูกกดขี่ ที่ต้องการนำเสนอปัญหาของพวกเขา

พวกเราเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติยุติความรุนแรงในประเทศไทย และเป็นองค์กรกลางในการนำทุกฝ่ายมาสู่โต๊ะเจรจา
ดำเนินจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยที่โปร่งใสและยุติธรรม รวมทั้งขอให้มีการตั้งทีมสอบสวนจากนานาชาติ เพื่อสอบสวนกรณีการสังหารพลเรือนที่บริสุทธิ์โดยกองกำลังของทหารไทย

Sincerely,
(ลงชื่อ)

สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/

http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html
000000000

Signature Confirmation - STOP THE BLOODSHED IN THAILAND - 8801 - 10310
To the United Nations and Heads of State.

________________________________________
To: United Nation
URGENT CALL
to Ban Ki-Moon, General Secretary of the United Nations
and all Governments and leaders around the world to . .
STOP THE BLOODSHED IN THAILAND

Progress towards democracy in Thailand was devastated by the military coup that ousted an elected Government in 2006. This was Thailand�s 26th military coup / crackdown since the country attempted to abolish Absolute Monarchy in 1932.

The country was further reduced to a complete, political shambles in 2008 by the Yellow Shirt demonstrations that were allowed, without repercussion, to close-down Thailand�s international airports, creating a situation that allowed Abhisit Vejjajiva to become Prime Minister in December 2008.

Thailand�s ten�s of millions of rural and urban poor can tolerate no longer the double standards that dominate their struggle for representational parliamentary democracy. On 14 March 2010 they converged on the streets of Bangkok demanding primarily the dissolution of parliament and a proper General Election.

Since the current military crackdown was launched on 10 April 2010 about 60 men, women and children have died, many by military sniper-fire with a single bullet to the head. About 1500 have been wounded - many by gunshot, including medics, journalists and bystanders. The death toll is rising daily. Some 50 000 soldiers, with permission to shoot to kill �in self-defence�, have been mobilised to crush the people�s protest against clear injustice and corrupt governance.

The Thai Government�s sanctioning of the use of live ammunition against the people of Thailand, against men, women, children, against grandfathers and grandmothers that have gathered in Bangkok to express their legitimate frustration and grievances, is an outrage that must be condemned as the crime that it is. No matter the complexity of the political situation, the use of live ammunition against ordinary civilians cannot and must not be permitted on the streets of Bangkok, or anywhere. The International Community cannot stand-by and watch the Thai Government murder Thai citizens in the name of democracy, not to mention monarchy.

The state violence on the streets of Bangkok today has a long history. In the centre of Bangkok, a few thousand brave civilians - ordinary men, women and children are cut off from food and water, surrounded and targeted by about 30,000 soldiers. They are preparing to sacrifice their lives.
The International Community must condemn the Abhisit Government for using live ammunition against those who oppose it, against those who, in a General Election, would defeat it.

In the �Land of Smiles� corruption and injustice is ringing load and clear. Allowing military violence to crush the rural and urban poor in Thailand will not enhance regional stability, it will not enhance the future of the ASEAN or sustainable development. It will drag down the development of democracy throughout South-East Asia.

We call for all Governments around the world to condemn the use of military force and live ammunition as a means to oppose and suppress the right of the poor to express their grievances.

WE CALL FOR UNITED NATIONS INTERVENTION
to end the violence and bring all parties to the negotiating table and
to oversee proceedings for a General Election in Thailand.
WE CALL FOR THE UNITED NATIONS
to appoint an independent commission to investigate
the murder of innocent civilians by Thai military forces.

----------
Sincerely,
(ลงชื่อ)

สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/

http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html

ถ้าพี่ถูกจับ...ใส่เสื้อแดงไปเยี่ยมด้วยนะ


โดย เพียงคำ ประดับความ

ถ้าพี่ถูกจับ...ใส่เสื้อแดงไปเยี่ยมด้วยนะ
แล้ววาระ...นี้ก็เดินทางมาถึง
ท่ามกลางกระแสลมอึงคะนึง
เสรีภาพพี่ถูกขึงตรึงโซ่ตรวน

แม้รู้ว่าจะปวดเจ็บและเหน็บหนาว
กัดกลืนก้อนขื่นคาวร้าวลมหวน
อุดมการณ์พี่มั่นคงไม่เรรวน
ดาวแสงนวลไม่ได้เห็นไม่เป็นไร

ขอหยัดยืนขึ้นท้าท้องฟ้ามืด
จันทร์แสงจืดชืดชาลาลับหาย
อยู่ที่นั่นนอนหลับบ้าง...นะพี่ชาย
ฟูกแข็งไหมไหนผ้าห่มกันลมแรง

บนดินแดนที่แร้นแค้นเสรีภาพ
คนเปื้อนบาปซ่อนกายในคราบแฝง
คุกคือที่ขังคนกล้ามิเปลี่ยนแปลง
รู้ว่าพี่เข้มแข็งแกร่งเพียงพอ

แล้วจะใส่เสื้อแดงไปเยี่ยมนะ
เสรีภาพอาจไม่ได้มา...ด้วยร้องขอ
แต่อย่างไรผองเราจะเฝ้ารอ
ให้ บก. กลับมา...”อาทิตย์สีแดง”

บก.ลายจุดร่อนจดหมายกระตุกสำนึกกก.สิทธิฯ เร่งปลดปล่อยนักโทษการเมือง-จี้เลิกฉุกเฉิน


อารยะขัดขืน-(ภาพบน)ภาพกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสานต่อเจตนารมณ์บก.ลายจุด ขณะที่เจ้าตัวส่งจดหมายถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์(ล่าง) และฝากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิมนุษยชน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และ บอร์ดราชดำเนิน เฟซบุ๊ค และ มติชนออนไลน์
28 มิถุนายน 2553

ประชาไท รายงานว่า ในช่วงเช้าของวานนี้ นายอานนท์ นำภา ทนายความ ได้เข้าเยี่ยมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค1 คลอง 5 ปทุมธานี และระบุว่าในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวนายสมบัติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ การที่รัฐร้องขอนั้นเป็นการเขียนคำร้องโดยไม่สุจริต ถือเป็นการกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยในทางการเมือง ส่วนสภาพความเป็นอยู่ของนายสมบัตินั้นค่อนข้างดี

ทั้งยังได้ฝากข้อความรณรงค์ ‘วันอาทิตย์’ สีแดงมายังทนายความด้วย ระบุว่า “การคิด ความเชื่อ การแสดงออกโดยสันติ ไม่ผิด เพียงเราเกิดผิดยุค ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนยุคสมัยของเราให้มีความเป็นธรรม”

ในการเข้าเยี่ยมนายสมบัติวันนี้ยังมีตัวแทนอนุกรรมการฯ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าร่วมด้วย โดยนายสมบัติได้ฝากจดหมายเขีนด้วยปากกาสีแดงถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเรียกร้องให้สนับสนุนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและขอให้ปล่อยตัวประชาชนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ดังมีเนื้อหารายละเอียดดังนี้

ถึง ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

เรื่อง โปรดสนับสนุนการยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และขอให้ปล่อยตัวประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง

ตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช. โดยใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม โดยอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนทำให้มีผู้ได้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดในฝ่ายรัฐที่ออกมารับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น นอกไปจากการจับกุมประชาชนที่มีทัศนคติอันแตกต่างจากรัฐโดยอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ปัจจุบันการชุมนุมใหญ่บนถนนราชประสงค์ได้ยุติมา 1 เดือนแล้ว สถานการณ์กลับสู่ความปกติ กรณีการอ้างความจำเป็นในการคงไว้ซึ่งประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อติดตามและจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายและผู้กระทำความผิดร้ายแรงนั้นสามารถใช้กฎหมายอาญาปกติได้ แต่รัฐประสงค์ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนฝ่ายตรงข้าม เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ และรักษาความนิยมของตนเองที่กำลังถูกตั้งคำถามจำนวนมากต่อการตัดสินใจใช้กำลังสลายการชุมนุม

ทุกวันนี้สื่อมวลชนถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดกั้น รวมถึงสื่อทางเลือกอย่างอินเตอร์เน็ตก็ยังถูกบล็อกจำนวนมาก กล่าวคือ สถานการณ์การรับรู้ข่าวสารของประชาชน รัฐอนุญาตรับฟังได้จากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว

ความมั่นคงของรัฐบาลได้ถูกบิดเบือนเป็นความมั่นคงของรัฐ และดูเหมือนว่า ความมั่นคงนั้นจะไม่มี “สิทธิของประชาชน” อยู่ในนั้น

ในฐานะที่ท่านเป็นองค์กรที่ต้องตรวจสอบ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน โปรดร่วมกับประชาชนที่ถูกลิดรอนสิทธิเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในยามที่บ้านเมืองแทบจะมองไม่เห็นความเป็นธรรมในขณะนี้

ด้วยความนับถือ

สมบัติ บุญงามอนงค์
27 มิ.ย.53


อ่านเพิ่มเติม:สัมภาษณ์ บก.ลายจุด: จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม

ชาวเฟซบุ๊คสานต่อเจตนารมณ์วันอาทิตย์สีแดง

ขณะที่ในโลกไซเบอร์ คือface book เมื่อวานนี้ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่27มิถุนายน ได้มีการนัดหมายกันทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยนัดหมายจิบกาแฟ สนทนา และใช้ชีวิตปกติโดยสวมใส่เสื้อแดง อันเป็นการสานต่อต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่บก.ลายจุดริเริ่มเอาไว้

ผู้ใช้นาม "ไพร่ สไนเปอร์ ได้ประกาศแถลงการณ์เรื่อง "การจับ บก.ลายจุด อาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป" โดยมีรายละเอียดว่า

จากเหตุการณ์"กระชับพื้นที่" ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยังผลให้รัฐบาล ได้รับชัยชนะทางด้านการทหาร เนื่องจากผู้ชุมนุมปราศจากอาวุธ และมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ในด้านคุณธรรม จริยธรรม สังคม วัฒนธรรมและการปกครองนั้น รัฐบาลพ่ายแพ้"คนเสื้อแดง"อย่างยับเยินยู่ยี่ ส่งผลให้รัฐบาล พยายามโปรโมทภาพลักษณ์ตัวเองเพื่อหวังผลใ ห้เป็นฝ่ายกลับมาชนะประชาชนอย่างหนักหน่วง จึงได้ใช้มาตรการปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน โดยการให้ยายฟองบ้าออกมาพ่นน้ำลายชื่นชมรัฐบาล ด่าเสื้อแดงทุกวันตามสถานีวิทยุ หรือให้หอยเน่าม ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วประเทศทุกวัน ให้ข่าวของช่องฟรีทีวีออกข่าวทางบวกของรัฐบาล และโหมกะพือข่าวการคิดถึงห้าง มากกว่าที่จะนำเสนอข่าวคนโดนฆ่าตายด้วยอาวุธสงครามของทหาร มากกว่าข่าวผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากกระสุนจริงของทหาร และล่าสุดจับ บ.ก ลายจุดหวังเพื่อหยุดกระแส "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เรา 2-3 คนมาพบปะพูดคุยปรับทุกข์แดงๆของพวกเราได้ยุติไป

"วันอาทิตย์สีแดง" เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ การใส่เสื้อสีแดงในทุกๆวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วประเทศ ทั่วโลกรู้ว่า "ยังมีผู้คนที่ยังรักในประชาธิปไตย ยังรักในความยุติธรรม ยังแสวงหาความเท่าเทียม" อยู่ในประเทศนี้ ถึงแม้ว่า บ.ก ลายจุด จะโดนควบคุมตัวโดยคำสั่งของ ศอฉ. ไปนั้น แต่ "วันอาทิตย์สีแดง" ของพวกเราไม่อาจสามารถยุติลงได้ ทั้งนี้เนื่อง"วันอาทิตย์สีแดง"ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงทางด้านการทหาร ไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคงให้รัฐบาล,เศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า "วันอาทิตย์สีแดง" จะดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป ดุจดั่งดวงอาทิตย์ ฉายแสงสุกใสและอาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป


ลำดับภาพข่าวอาชญากรรมในประเทศเผด็จการ..!

ข้ออ้างในการจับกุม-'บก.ลายจุด' หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์(ภาพบน)ทำกิจกรรมflash mob"หยุดฆ่า หยุดเผา หยุดอภิสิทธิ์"ใต้ทางด่วนบิ๊กซีลาดพร้าวช่วงบ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม หลังเหตุการณ์19 พฤษภาคมเพียงวันเดียว ทั้งนี้เพื่อกระตุกสังคมให้ตระหนักว่ามีผู้ประท้วงถูกฆ่าในการล้อมปราบหลายชีวิต(ภาพล่าง)ไม่ได้มีแต่เรื่องการเผาทำลาย"ทรัพย์สิน"เท่านั้น กรณีดังกล่าวนี้ตำรวจอ้างเป็นเหตุจับกุมฐานฝ่าฝืนสถานการณ์ฉุกเฉินต่อบก.ลายจุดเมื่อวันเสาร์ที่26มิ.ย.ขณะไปผูกผ้าแดงแยกราชประสงค์






บก.ลายจุด กับ"กลุ่มface bookวันอาทิตย์สีแดง" นำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์ บริเวณที่คนเสื้อแดงเคยจัดกิจกรรมชุมนุม โดยมีตำรวจมาจับกุม อ้างว่า ทำผิดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตำรวจมองขึ้นมาบนสะพานลอยจุดที่ผู้ถ่ายภาพนี้ไว้ได้ เพราะคนถ่ายรูปก็ใส่เสื้อI'M RED วันอาทิตย์สีแดง เหมือนกัน และมาร่วมกับบก.ลายจุดทำกิจกรรม


นี่คือภาพสุดท้าย ที่ บก.ลายจุดมองขึ้นมายังช่างภาพ แล้วผงกหัวให้ลงไปช่วยผูกผ้า แต่ต่อมา ตำรวจได้ควบคุมตัวบก.ลายจุดไปแล้ว

จับ "บก.ลายจุด" ไป ตชด.คลอง 5 ตำรวจอ้างข้อหาฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ภาพกิจกรรมก่อนถูกจับกุมตัว

"สมบัติ บุญงามอนงค์" นำสมาชิกกลุ่มไปผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ ก่อนตำรวจคุมตัวไป สน.ลุมพินี ตามหมายจับของ ศอฉ. เดิม ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินกรณีชุมนุมที่ลาดพร้าว 71 ใต้ทางด่วนช่วง 19 พ.ค. ล่าสุดมีการคุมตัวไปกองบังคับการ ตชด.ภาค 1 ที่คลอง 5 ปทุมธานีรอ จนท.ศอฉ.สอบปากคำ ขณะที่มีประชาชนอีกกลุ่มนำสติ๊กเกอร์ค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ข้อความ "เราเห็นคนตาย" ไประดมติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส

เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วานนี้ (26 มิ.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางสังคม และผู้นำกลุ่ม"วันอาทิตย์สีแดง"ทาง facebook ได้นัดสมาชิกกลุ่มในเฟซบุคไปผูกผ้าสีแดง ที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกสลายการชุมนมุวันที่ 19 พ.ค.

ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยกับนายสมบัติ และเชิญตัวไปสอบถามเพิ่มเติมที่ สน.ลุมพินี ขณะที่ภายนอก สน.ลุมพินี มีกลุ่มผู้สนับสนุน และเพื่อนของนายสมบัติมาให้กำลังใจจำนวนมาก

ขณะถูกควบคุมตัวบนสน.ลุมพินี

นอกจากนี้มีประชาชนอีกกลุ่มนำสำสติ๊กเกอร์รณรงค์ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความ "เราเห็นคนตาย" หลายร้อยแผ่น มาติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ถึงสถานีรถไฟฟ้าชิดลม และป้ายบริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย

โดย พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 กล่าวว่า ที่จับกุมนายสมบัติ เพราะนายสมบัติมีหมายจับของศาลเลขที่ 116/2553 ออกเมื่อ 21 พ.ค. ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังนายสมบัติจัดการชุมนุมที่บริเวณลาดพร้าว 71 เลียบทางด่วน ช่วงสลายการชุมนุม 19 พ.ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นนายสมบัติปรากฏตัวในที่สาธารณะจึงจับกุมทันที

โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไปนำนายสมบัติเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ต.คลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อให้พนักงานสอบสวนของ ศอฉ. เดินทางมาสอบสวนนายสมบัติที่นั่น

นายสมบัติไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว กล่าวเพียงแต่ว่ามาสี่แยกราชประสงค์เพื่อเตรียมรณรงค์กิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะจัดในวันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว จึงคิดว่าต้องมาเตรียมกิจกรรมเอง โดยก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวไปที่กองบังึคับกรตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 นายสมบัติได้ตะโกนว่า "ทำวันอาทิตย์สีแดงต่อ"

สำหรับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ก่อนหน้านี้เคยถูกควบคุมตัวมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 50 ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎอัยการศึก หลังปราศรัยคัดค้านการรับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สถานีขนส่ง อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนถูกทหารจากจังหวัดทหารบกเชียงราย ค่ายเม็งรายมหาราชควบคุมตัวและสอบปากคำ ก่อนทหารยอมปล่อยตัวเช้าวันถัดมา

ล่าสุดบก.ลายจุดเชิญชวนคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวกันจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง และก่อตั้ง กลุ่มfacebookวันอาทิตย์สีแดง ต่อต้านเผด็จการ และเคยถูกศอฉ.ปิดกั้นเฟซบุ๊คมาแล้ว การที่ตำรวจควบคุมตัวบก.ลายจุนั้น มีเสียงวิจารณ์ว่าเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวต่อต้านผ่านfacebookซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่กำลังมีอิทธิพล เพราะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามมีการนัดหมายทางface book ว่า
พรุ่งนี้เวลา 12.00 น. พบกันที่บิ๊กซีสะพานควาย ต่อจากนั้นไปฟังการสัมมนาวิชาการกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธืปไตยจัดรำลึกวันชาติ24มิถุนายน ณ ห้องเทพประทาน โรงแรม มิโด้ ประดิพัทธ์ เวลา 13.00 น. พี่น้องชาวเสื้อแดงอย่าลืมมาทำกิจกรรมร่วมกันนะค่ะ บก.ลายจุดจะได้ไม่ผิดหวังค่ะ
00000000

นักกิจกรรมสังคมออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที


ภายหลังมีการจับกุมตัวนายสมบัติ ทางเครือข่ายนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม เพื่อประชาธิปไตยได้ออกจดหมายเปิดผนึก ขอให้ปล่อยตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553

ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังจะมุ่งไปสู่ความพยายามปรองดองโดยรัฐบาลยังคงมีการบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งเป็นการ ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงานโดยไม่ต้องรับผิด จับกุมคุมขังโดยไม่มีข้อกล่าวหา ทำให้ความปรองดองที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรองดองที่จอมปลอมและหลอกลวง เป็นเพียงการสร้างภาพไปวันๆของรัฐบาล

ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 53 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียในการเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยมิได้ก่อความไม่สงบ หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเพียงกิจกรรมตามมโนธรรมสำนึกและสิทธิของประชาชน รวมทั้งมิได้มีแกนนำแม้แต่ผู้เดียว

ทว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ปรากฏว่ามีการจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ประสบภัยน้ำท่วมอุตรดิตถ์ ช่วยเหลือแรงงามข้ามชาติ ผู้ถูกกดขี่ ต่อต้านการค้ามนุษย์ ส่งเสริมประชาธิปไตย มีการทำงานกับเด็กไทยภูเขาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องสิทธิทางการศึกษา รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มในการดำเนินกิจกรรมติดตามผู้สูญหายจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ซึ่งนับเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย สมบัติ บุญงามอนงค์ คือ ผู้บุกเบิกงานอาสาสมัครยุคใหม่ในสังคมไทย และเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่ไม่เพิกเฉยความไม่เป็นธรรม

การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามพลเมืองที่มีคุณูปการต่อสังคม และแสดงให้เห็นถึงรัฐบาลไม่มีความจริงใจดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ

พวกเราตามรายนามดังต่อไปนี้ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม เป็นสามัญชน ขอประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ขอให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์รวมทั้งบุคคลอื่นๆในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข และพวกเราขอเรียกร้องให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่การปรองดอง

“ด้วยความหวาดกลัว พรก.ฉุกเฉิน”

1. นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ
2. นายประดิษฐ์ ลีลานิมิต
3. นายบารมี ชัยรัตน์ สถาบันสันติประชาธรรม
4. นายเขมทัศน์ ปาลเปรม กลุ่มปฎิบัติการเพื่อสิทธิคนจน
5. นางสาวพรพิมล สันทัดอนุวัตร
6. นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
7. นายพันศักดิ์ ศรีเทพ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการเยียวยาสถานการณ์ฉุกเฉิน
8. นางสาวศิริพร พรมวงศ์
9. นางสาวจารุวรรณ สาทาลัย
10. นางสาววลสุดา โพเย็น
11. นางสาวจิราพร หิรัญบูรณะ
12. นายรัชพงษ์ โอชาพงศ์
13. นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ
14. นางสาวพัชรี อังกูรทัศนียรัตน์
15. นางสาววิรพา อังกูรทัศนียรัตน์
16. นางสาววัชรินทร์ สังขาระ
17. นางสาววนิดา สุรคาย
18. นางสาวอุลัยรัตน์ ชูด้วง
19. นางสาวพนิดา บุญเทพ
20. นายญัฐพงษ์ ภูแก้ว
21. นายอรรถพล บุญไพโรจน์
22. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
23. นางสาวปาริดา ปะการะโพธิ์
24. นางสาวสลิลทิพย์ ณ พัทลุง
25. นางสาวอรุณวนา สนิกะวาที
26. นายสุพัดตรา ธานีวรรณ
27. นายสุวิทย์ นาดี
28. นายธิติ มีแต้ม
29. นายวิทยา แสงระวี
30. นายกิตติศักดิ์ จันทร์ใหม่
31. นายอรรถพร ขำมะโน
32. นายกิตติเดช บัวศรี
33. นายตะวัน พงศ์แพทธ์
34. นางสาวสุปราณี คันธะชัย
35. นางสาวปณิธิตา เกียรติ์สุขพิมล
36. นายธิกานต์ ศรีนารา
37. นายเจษฎา โชติกิจวิภาค
38. นายปราการ กลิ่นฟุ้ง
39. นายรอมฎอน ปันจอร์
40. นางสาวอัญญรัตน์ อ่อนสุทธิ
41. นายชล เจนประภาพันธ์
42. Edward Creed
43. นายชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช
44. นางภาวิณี ไชยจารุวณิช
45. นางสาวแก้วตา ธิมอิน
46. นางสาวสุธารี วรรณศิริ
47. นายอภิศักดิ์ สุขเกษม
48. นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล
49. นางสาวอรชพร นิมิตกุลพร
50. นางสางสุลักษณ์ หลำอุบล
51. นางสาวขวัญระวี วังอุดม
52. นายติรัฐสรรพ์ ประมวลศิลป์
53. นางสาวนฤมล ทักชุมพล
54. นางสาวอธิษฐาน์ คงทรัพย์
55. นางสาวปาริชาด สุวรรณบุปผา
56. นางสาวแก้วตา เพชรรัตน์
57. นางสาวพรพิมพ์ แซ่ลิ้ม
58. นายสันติ ศรีมันตะ
59. นางสาวประไพ กระจ่างดี
60. นางสาวพัชรี พาบัว
61. นายสุรชาติ ไตรสูงเนิน
62. นายกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์
63. นายธัญสก พันสิทธิวรกุล
64. นายฮาเมอร์ ซาวาลา
65. กลุ่ม Anti Social Sanction
66. นายเรืองฤทธิ์ โพธิพล
67. นางสาวอุมาภรณ์ ตั้งเจริญบำรุงสุข
68. นายอภิสิทธ์ มีภาทัศน์
69. นายอาคม ตรีแก้ว
70. นายอนุวัฒน์ พรหมมา
71. นางสาวสุนิสา ปุ่มวงศ์
72. นางสาวปางทิพย์ มั่นธร
73. นางจิรพา มูลคำมี
74. นายซะการียา อมาตยา
75. นายมูฮัมหมัด ฮาลัสกาเหย็ม
76. นายภัทรดนัย จงเกื้อ
77. นางสาวปชาบดี พุ่มพวง
78. นายอุเชนทร์ เชียงแสน
79. นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง
80. นายประพนธ์ สิงห์แก้ว
81. นายชาติชาย ธรรมโม
82. นายอิทธิพล สีขาว
83. นายสมรักษ์ อุตห์จันดา
84. นางสาวสาวิตรี พูลสุขโข
85. นายเก่งกิจ กิตติเรียงลาภ
86. นายศิววงศ์ สุขทวี
87. นางสาวสายัณห์ ข้ามหนึ่ง
88. นางสาวศิวพร ปัญญา
89. นางสาววิลาวรรณ เพเดอร์เซ่น
90. นางสาวเพิ่มสุข อัมพรจรัส
91. นางสาววรรณรัตน์ อุนสวัสดิ์อาภา
92. นายกรชนก แสนประเสริฐ
93. Miss.Pornthip Weinhold
94. นายธีรพงษ์ เงินถม
95. นายจามร ศรเพชรนรินทร์
96. นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์
97. นายศิริโชค เลิศยโส
98. นายนิธิวัต วรรณศิริ
99. นายคมลักษณ์ ไชยยะ
100. นายไชยวัฒน์ ตระกาลรัตนสันติ
101. นายขจรศักดิ์ แกล้วการไร่
102. นางสาวปัททุมมา ผลเจริญ
103. นางสาวพัชณีย์ คำหนัก
104. รศ.สุชาย ตรีรัตน์
105. นายวัฒนา สุขวัจน์
106. นางสาวจิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
107. นายอรรคพล สาตุ้ม
108. รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล
109. นายชัยธวัช ตุลาฑล
110. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
111.Rojana Treiling คนไทยในเยอรมนี