วันจันทร์, พฤษภาคม 31, 2553

หนาว!! ผู้เชี่ยวชาญอาชญากรสงครามตกลงร่วมทีม เอาผิดอภิสิทธิ์สังหารประชาชน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 พฤษภาคม 2553

รายงานจากเว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สำนักงานทนายความระดับโลก ซึ่งพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ร้องขอให้มาช่วยงานประชาธิปไตยในไทย ได้เปิดเผยเมื่อวันนี้ว่า (31 พ.ค.) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ ได้ตอบตกลงเข้ามาร่วมทีมสืบสวนเหตุการณ์การเข่นฆ่าประชาชนที่มาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

ผู้เชี่ยวชาญระดับชาติเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมสงคราม ศาสตราจารย์ จีเจ อเล็กซานเดอร์ นู๊ป ได้ตกลงเข้าร่วมทีมกฏหมายของสำนักงานทนายความโรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม แล้ว เพื่อที่จะดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่รัฐบาลไทยได้ทำการสังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 80 ศพ ระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศาสตร์จารย์ Knoops จากบริษัท Knoops & Partners คือเจ้าหน้าที่ระดับโลกในกรณีคดีอาชญากรรมสงคราม คดีอาญาที่รัฐกระทำต่อประชาชน และคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธู์ เขาได้ทำงานในคดีต่างๆก่อนหน้านี้ ได้แก่คดีอาชญากรรมสงครามในยูโกสลาเวีย กรณีอาชญากรรมในประเทศรวันด้า รวมไปถึงศาลพิเศษใน Sierra-Leone ซึ่งก่อตั้งโดยสหประชาชาติเพื่อพิจารณาคดีความในกรณีความผิดอันร้ายแรงต่อมนุษยชาติอันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 1996

รายงานระบุว่า ทั้งอัมสเตอร์ดัมและนู๊ปได้ทำงานร่วมกันมานานแล้ว นายอัมสเตอร์ดัมยังได้เผยว่า รัฐบาลทหารของไทยยังไม่หยุดยั้งการกดขี่และปราบปรามต่อประชาชนของตน มีประชาชนอย่างน้อย 140 คนถูกจับกุมตัว โดยส่วนมากถูกควบคุมตัวมากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วโดยปราศจากการตั้งข้อหาใดๆ และถูกปฏิเสธไม่ให้มีทนาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานมนุษยชนและกฏหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารนายอภิสิทธิ์ยังได้ละเมิดกฏบัตรสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนานาชาติและสิทธิของประชาชนของประเทศตน

ภายในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุว่าผู้จับกุมทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วยแกนนำคนเสื้อแดง คณาจารย์ (หมายถึงอ.สุธาชัย) การ์ด และคนเสื้อแดงอื่นๆ ซึ่งถูกจับกุมและคุมตัวไว้ในที่ต่างๆในประเทศ

"การที่กองทัพไทยใช้อาวุธ เป็นการละเมิดหลักพื้นฐานของสหประชาชาติในการใช้อาวุธโดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์กฏหมายปี 1990 มติดังกล่าวได้ผ่านการลงมติในการประชุมครั้งที่แปดของสหประชาชาติในกรณีการป้องกันการก่ออาชญากรรมและหลักการปฏิบัติของฝ่ายโจมตี ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1990" นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว

เหตุแห่งความกล้าหาญ


โดย จักรภพ เพ็ญแข


อะไรหรือที่ทำให้พี่น้องประชาชนมือเปล่าๆ วิ่งเข้าไปหาปืนด้วยความกล้าหาญมุ่งมั่น และด้วยสติอย่างสมบูรณ์?

นี่คือสิ่งที่ผมครุ่นคิดมาตลอดตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงการปะทะรุนแรงในเดือนพฤษภาคม คิดไปก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อช่วยชีวิตและจิตใจของพี่น้องหลายล้าน ในฐานะที่คนพลัดบ้านพลัดเมืองคนหนึ่งจะกระทำได้

แล้วผมก็พบความงามบางอย่างวาบแสงขึ้นในความมืดมิดของระบอบโบราณที่ยังครอบงำไทย

ยังจำได้ไหมว่า พันเอกอัคร ทิพย์โรจน์ เป็นตัวแทนของฝ่ายเผด็จการรับจ้างของระบอบไทยสมัย คมช. ออกมากล่าวาจาสามหาวใส่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่เข้าชนรถถังจนตัวบาดเจ็บสาหัสว่า แก่ บ้า และลงท้ายด้วยการหมิ่นน้ำใจว่าไม่มีคนไทยที่ไหนจะยอมตายเพื่อประชาธิปไตยหรอก

จนสุดท้ายก็ได้ชีวิตทั้งชีวิตของลุงนวมทองมาพลีพิสูจน์ว่าใครคือมนุษย์และใครมีศักดิ์เพียงสัตว์เดรัจฉาน

หากเทพมีจริง วันนี้เทพนวมทองท่านคงกำลังมองลงมายังพื้นดินด้วยความปลื้มใจว่าคนไทยอีกนับจำนวนไม่ถ้วนก็พร้อมพลีชีพเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยในบ้านเมืองเช่นเดียวกัน ถึงจะรู้สึกห่วงใยทุกๆ ชีวิตและไม่ต้องการให้พลีชีพโดยไม่จำเป็นแม้แต่หนึ่งเดียวก็ตาม

ผมมั่นใจว่า ความกล้าหาญที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในคราวนี้ คือผลการยกระดับความคิด และทัศนะของผู้เป็นพลเมืองที่ถูกเหยียดหยามให้เป็นไพร่ใต้ตีนมานานหลายศตวรรษ

ใครคิดว่ามวลชนเหล่านี้ยอมเสี่ยงชีวิตเพียงแค่การยุบสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อกำจัดคนไร้ค่าอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงต้องคิดใหม่

เป้าหมายแค่นั้นเอาอเวไนยสัตว์มาตายแทนยังไม่คุ้ม

พวกเราวิ่งเข้าหาปืนใส่กระสุนจริง ท้าความตายอยู่กลางถนน เพราะรู้ว่าถ้าเขาวิ่งไปได้ถึงฐานที่มั่นของเจ้าของระบอบอันเลวร้ายเมื่อไหร่ ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกกดทับทำลายมานานปี ก็จะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระและได้เติบโตตามธรรมชาติ ส่งผลให้ชีวิตของเขาและคนรุ่นต่อไปดีขึ้น

โดยเฉพาะศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั้นดีขึ้นแน่ ยืนยันได้จากตัวอย่างที่ชัดเจนในยุครัฐบาลประชาธิปไตยแท้ๆ ระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๙ ในเวลาเพียงหกปีเห็นหน้าเห็นหลัง ประชาชนผู้ไร้เส้นสายรู้สึกมีชีวิตชีวา มีความหวัง และรู้สึกว่าบ้านเมืองสูงขึ้นเยอะ

เขาก็จำได้หมายรู้มาตั้งแต่บัดนั้นว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเล่นหรูหราของนักวิชาการหรือเจ้าทฤษฎีที่ไหน แต่เป็นของมีค่าที่เขาจับต้องได้จริง

เขาไม่เคยต่อสู้ขนาดนี้มาในอดีต ก็เพราะอดีตไม่ควรค่าแก่การต่อสู้ของเขา

แม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่จัดตั้งมวลชนในกว้างขวางและลึกซึ้งที่สุดรองลงไปจากระบอบศักดินา ก็ยังไม่สามารถสร้างเป้าหมายที่ประชาชนคนสามัญเห็นคุณค่าและพร้อมพลีชีพได้ถึงขนาดนี้

พยายามพูดใส่ความกันเหลือเกินว่านี่คือความตั้งใจที่จะสร้างระบอบทักษิณ

คนที่ชิงชังคุณทักษิณด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนบ้าง ด้วยความยึดมั่นถือมั่นจนไม่ดูข้อเท็จจริงบ้าง หรือหมั่นไส้ริษยาบ้าง ก็เซ็งแซ่กันว่าประชาชนเหล่านี้สงสัยจะเป็นทาสของคุณทักษิณ

พูดจนลืมไปว่าคนพูดที่มีโซ่ล่ามอยู่รอบคอ ร้องเพลงกันเองแล้วก็น้ำตาไหลกันเอง ปรุงแต่งกันอยู่แถวนั้น เป็นทาสของใคร และลืมหูลืมตาขึ้นหรือไม่

คนที่วิ่งเข้าไปหาปืนและความตายเหล่านี้ล้วนไม่รู้จักคุณทักษิณ ไม่เคยเห็นตัวจริงไม่เคยได้สัมผัส ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ จากคุณทักษิณเลยแม้แต่น้อย เขาคงไม่ได้คิดถึงคุณทักษิณในขณะพลีชีพ

บางท่านอาจจะอธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ แต่ผมเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านี้วิ่งเข้าไปด้วยความพิเศษบางอย่างในสมองและระบบความคิด เรียกได้อย่างหนึ่งว่า แนวทาง

เหมือนแดงสยามเสนอแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตยในขั้นต่อไป โดยไม่ได้เสนอตัวเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นผู้นำการเมืองในเวทีไหนหรือพรรคใดๆ เลย

แนวทางคือกรอบความคิดใหญ่ที่เราใช้เป็นฐานในการวางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และกิจกรรมเพื่อให้เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ มีลักษณะเป็นนามธรรม แต่ส่งผลสำคัญและมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวิธีการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรมของฝ่ายประชาธิปไตย

ไม่ว่าใครจะรับแนวทางจากคำปราศรัยบนเวทีราชประสงค์ ผ่านฟ้า สนามหลวงหรือที่อื่นๆ ไม่ว่าใครจะได้อ่านเอกสาร หนังสือ แผ่นซีดี ข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือใครมีโอกาสเข้าร่วมเสวนากับกลุ่มใดๆ จนเกิดการปรับทัศนะ เปลี่ยนแปลงจากความล้าหลังและความไม่รู้ร้อนหนาว จนเป็นความห่วงใยบ้านเมืองอย่างที่เรียกว่าก้าวหน้านั้น ถือว่าใช้ได้หมด

ใครยังเหลือธาตุแห่งความดูแคลนประชาชนอยู่ในใจ ผมท้าให้ไปนั่งคุยกับคุณยายคุณป้าคุณลุงคุณอาที่มาร่วมชุมนมสักสิบนาที แล้วจะตื่นอย่างรวดเร็วว่าคนที่มาร่วมชุมนุมในฝ่ายประชาธิปไตยนั้นไม่อาจจะเป็นทาสใครได้เลย เขาต่างมีความคิดเห็นทางการเมืองที่ก้าวหน้าและชัดเจน จนวันนี้ปรับสภาพจนใกล้จะเป็นการลุกขึ้นสู้อยู่รอมร่อแล้ว

คนจนที่ได้รับการศึกษาตามระบบมาน้อยในวันนี้ ส่วนใหญ่มีจิตวิญญาณการเมืองและสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ ดีกว่าชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่ยอมตัวเป็นไพร่ใต้ตีนคนอื่น ผู้อุตส่าห์หาเหตุผลที่ฟังเผินๆ ก็ไพเราะมาอธิบายความล้าหลังและความเป็นทาสอย่างโงหัวไม่ขึ้นของตัวเอง เพียงเพราะในใจเต็มไปด้วยความอ่อนแอจนพึ่งตัวเองไม่เป็น

ของแบบนี้มีตัวอย่างอยู่เสมอ

ศิลปิน ดารา นักร้อง สื่อมวลชนที่ประกาศจุดยืนต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีความกล้าหาญและบกพร่องในความเป็นมนุษย์อยู่มาก เพราะคนเหล่านี้อยู่ในระบบอุปถัมภ์ตั้งแต่หัวถึงตีน ได้ดีมาก็เพราะเอาตีนคนอื่นคุ้มกบาลตัวเองมาตลอดชีวิตที่ไร้ค่า

ศิลปะของคนเหล่านี้จึงมักแปดเปื้อนไปด้วยมลทิน ไร้ความบริสุทธิ์ แค่จะเปิดละครกันสักเรื่องก็ต้องอาศัยเดรัจฉานวิชามาคุ้มตัวกลัวเจ๊ง ทั้งที่อาศัยพุทธธรรมอย่างเดียวก็เหลือจะพอ

คนที่ยอมตัวอยู่ใต้อำนาจคนอื่น มักจะเห็นว่าระบบอุปถัมภ์นั้นดีวิเศษ เห็นอำนาจที่กดหัวของตัวอยู่เป็นบุพการีของตนไปหมดอย่างน่าเวทนา

แต่คุณค่าของผู้หลงผิดเหล่านี้คือช่วยเปรียบเทียบและทำให้วีรกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยมลังเมลืองขึ้นมาก

ถ้าไม่มีไพร่ใต้ตีน ก็ไม่รู้ว่าเทพนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

อยากรู้ก็ส่องกระจกดูครับ.

----------------------------------

เก็บตกภาพเด็ด: ที่นี่ไม่ขายของทุกชนิดให้ทหาร



เจ้าของภาพเล่าเรื่องต่อว่า "ทีเทเวศน์(โมเดล) ทหาร แต่งเครื่องแบบ ขับรถไปซื้อกับข้าวตอนเที่ยง กลับมากระจกแตกหมดทั้่งคัน ....ถาม มอไซด์รับจ้างแถวนั้น มันบอกไม่เห็นคนทำ"

รายงานการเยี่ยมแกนนำนปช.ที่ค่ายนเรศวรวันนี้

โดย lady007
30 พฤษภาคม 2553

วันนี้ใส่เสื้อแดงไปตามนโยบายอาทิตย์สีแดง กรุ๊ปเราไปกัน 8 คน วัยสาวน้อยและหนุ่มน้อยทั้งนั้น ไปถึงก็เอาบัตรประจำตัวไปลงทะเบียน จากนั้นก็รอเวลาเยี่ยม บรรดาสาวน้อยด้วยความตื่นเต้นก็เข้าห้องน้ำไปคนละหลายรอบ ตำรวจน่ารักดีนะคะ มีแซวด้วยว่านี่ตำรวจไม่ใช่ทหาร พอถึงคิวเยี่ยมเค้าจะให้ขึ้นรถขนาดรถสองแถวใหญ่คันหนึ่งประมาณเกือบ 50 คน (มีคันเดียว พอไปส่งเที่ยวแรกก็กลับมารับรอบสองไปส่งพร้อมกับรับรอบแรกกลับ)

เจอพี่ชายคุณเต้นด้วยชื่อคุณต้น และอีกคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็คือ ส.ศิวลักษณ์ ไปเยี่ยมรอบเดียวกัน เค้าไปเยี่ยมหมอเหวง เลยทำให้ไม่มีใครเข้าไปเยี่ยมเต้นท์หมอเหวง

น้องนปกก็ไปเยี่ยมพ่อเต้นด้วยนะ คุณเต้นมีสาวๆกอดเยอะ อะอะอย่าอิจฉาเลย เพราะถ้าคุณไปเยี่ยมก็ได้ไหล่กระทบไหล่เหมือนกัน

การเยี่ยมแบ่งเป็นรอบละ 10 นาที แบ่งเป็นสองช่วงคือช่วงเช้าและช่วงบ่าย ของเราเป็นช่วงเช้าคือสิบโมงเช้าถึงเที่ยง เป็นรอบที่สามของช่วงเช้า ตอนที่รถรับเรากลับมา ก็เอารอบสี่ไปส่งต่อ พอกลับมาถึงด้านหน้าก็มีรอบห้ารออยู่ สรุปตอนเรากลับมีทั้งหมดห้ารอบ (รับแขกกันไม่หวาดไม่ไหว55) ตอนลงทะเบียนเยี่ยมกรุ๊ปเราก็แยกกันลงทะเบียนตามชื่อแกนนำให้ครบทั้งแปดคน เค้าจะได้ออกมานั่งรอพร้อมกันตามเต๊นท์ก็จะมีชื่อแกนนำเขียนกำกับไว้ พร้อมตัวแกนนำเป็นๆนั่งอยู่ พอเดินเข้าไปก็เดินเยี่ยมแกนนำได้ทุกคนตามใจชอบ ดูจากหน้าตาทุกคนสบายดีค่ะ

เหล่าชาวเสื้อแดงคุยกันโขมงโฉงเฉง มีความสุขเมื่อได้อยู่ในกลุ่มพวกเรา เพราะพวกเราพูดภาษาเดียวกัน นั่งด่าสมมาร์ค ด่ารัฐบวมส์กันตลอดทางที่ร่วมรถขนส่งของทหารอย่างมีความสุข

พี่ผู้หญิงที่นั่งมาคันเดียวกันดูอารมณ์ดีมากมาย มีบอกว่าพวกเราพกอาวุธมาด้วย เก็บมาตั้งนาน ตั้งแต่ยังเป็นไข่เน่าจนเป็นไข่เน๊าเน่า พอถึงที่หมาย(จุดที่ส่งพวกเราไปเยี่ยมแกนนำ)พี่แกก็ร้องว่า เอ้าถึงราชประสงค์แล้วลงได้

ญาติได้เยี่ยมนานกว่าคนอื่นนะคะ เพราะตอนเราออกมาพี่คุณเต้น ลูกคุณเต้น ภรรยาคุณวีระ และญาติคนอื่นๆก็ยังอยู่ต่อนะคะ

เรื่องอาหารมีคนหอบหิ้วกันไปเยอะ บางคนก็เอาบะหมี่ เห็นเป็นห่อๆไปให้แกนนำด้วย

ตอนนี้มีการ์ดอยู่สามคน สองคนโดนส่งฟ้อง ตอนนี้อยู่เรือนจำคลองเปรมแล้ว ถามตำรวจแล้วเค้าบอกว่าเอาของไปฝากได้ ให้แจ้งตำรวจที่ดูแลตรงนั้นเค้าจะเอาไปให้ เยี่ยมได้ด้วย แต่ไม่รู้ชื่อ การ์ดตัวอวบๆหน่อยไม่รู้ชื่อ เค้าสบายดี ไว้คราวหน้าไปจะเอาของไปเยี่ยม ถ้าใครไปก่อนเราก็เอาไปเยี่ยมเค้าแล้วกัน

การ์ดนปช. ที่เจอ เค้าบอกว่าสบายดีคะ แต่ออกจะเหงาหน่อยเพราะไม่ค่อยมีคนไปเยี่ยม ส่วนสิ่งของต้องห้ามไปเยี่ยมคือ 1. ขวดภาชนะที่ทำด้วยแก้ว และโลหะทุกชนิดเช่น แบรนด์รังนก เอ็ม150 กระป๋องนม แต่เป็นกล่องกระดาษได้ 2. กล้องถ่ายรูป 3. โทรศัพท์มือถือ

คุณขวัญชัย ยังเหมือนเดิม แต่กำลังใจดีมาก วันพระไม่ได้มีหนเดียว

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 30, 2553

เยียวยาตัวเราก่อนไปเยียวยาสังคม


วันอาทิตย์สีแดง-ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยทางface bookได้นัดหมายจัดกิจกรรม"วันอาทิตย์สีแดง"โดยนัดกินกาแฟกันวงละไม่เกิน 5 คน เพื่อตอกย้ำอุดมการณ์ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างยืนหยัด(ติดตามรายละเอียดกิจกรรม)

โดย หมอตีนเปล่า
30 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้เขียนบทความนี้เป็นแพทย์ที่ผ่านหลักสูตรสะกดจิต Coaching โปรแกรมความคิดและจิตใต้สำนึก และNLP อยากช่วยคนที่ยังมีบาดแผลทางจิตใจจากความรุนแรงในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม เร่งเยียวตัวเองเพื่อให้กลับมามีสติ มีเรี่ยวแรง มีศรัทธาต่อความดีงาม ก่อนจะสานต่อภารกิจที่ต้องร่วมมือสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในอนาคต ตามแนวทางที่เขียนในบทความนี้



เมื่อเผชิญความทุกข์แสนสาหัส คนเรามีทางเลือกหลักอยู่ 2 ทาง คือ เผชิญหน้ากับปัญหา หรือหนีปัญหา

คาร์ล จุง นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ว่า

โรคประสาทคือผลลัพธ์ของคนที่ไม่ยอมรับความทุกข์อย่างตรงไปตรงมา” (Neurosis is always a substitute for legitimate suffering.)


การหลีกเลี่ยงปัญหา ทำเสมือนว่า มันไม่ได้เกิดขึ้น มันไม่มีจริง เอาแต่คิดเพ้อฝัน มองโลกในด้านบวก มุ่งเสพประสบการณ์เริงรื่นเพื่อให้ลืมความทุกข์ไปวันๆ หรือไปพึ่งพิงสิ่งเสพติด อาจนำเราไปสู่ผลลัพธ์ที่คาร์ล จุง ว่าไว้

เบนจามิน แฟรงคิน บอกว่า

“สิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดจะมอบบทเรียนแก่เรา”(Those things that hurt,instruct.)


เราจะยอมรับความทุกข์อย่างตรงไปตรงมาได้แน่หรือ ในโศกนาฏกรรมของเมืองไทยที่เพิ่งผ่านมา ที่นำความสูญเสียให้กับคนจำนวนมากมาย เสียชีวิต เสียเลือดเนื้อ เสียทรัพย์สิน เสียศรัทธา เสียความเชื่อมั่น เสียความรู้สึก เสียเพื่อน เสียคนที่รัก ฯลฯ

หลายคนในขณะนี้เปรียบเหมือนคนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เลือดกำลังไหลออกจากร่างกายส่วนที่บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง หากจะรอให้เลือดไหลจนหยุดไปเองเราคงจะตายเสียก่อน การห้ามเลือดโดยการเย็บแผลเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที การฉีดยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดให้ร่างกายทานทนความเจ็บปวดไหว ไม่กี่วันแผลก็เริ่มสมานกลายเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ก็ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นให้เราจดจำและเรียนรู้

ผลกระทบจากความรุนแรงพฤษภาคม2553 อาจเป็นบาดแผลใหญ่สำหรับใครบางคนที่แผลใหญ่โตเกินกว่ารอให้เลือดหยุดไหลด้วยเช่นกัน ผมจึงขอนำเสนอวิธีเยียวยาตนเองสำหรับผู้คนเหล่านั้น

1.เยียวยาร่างกาย

หาที่นั่งสบายๆ บรรยากาศสงบเงียบ เป็นส่วนตัว หลับตานึกถึงภาพเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจของเราสักครู่ จากนั้นพยายามชี้ชัดในสิ่งที่คุณกำลังรู้สึก ค้นหาคำที่เราสามารถบรรยายความรู้สึกของคุณออกมาสัก 1 คำ ที่ตรงกับความรู้สึกคุณมากที่สุด (เช่น คับแค้นใจ สลดใจ ขมขื่น สิ้นหวัง ฯลฯ)

เพ่งความรู้สึกไปที่คำๆนั้นสัก 2-3 วินาที จากนั้นปล่อยให้คำๆนี้แทรกเข้าสู่ทั่วร่างกายของคุณ ขณะเดียวกันก็แบ่งความรู้สึกไปสำรวจจากศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อค้นหาอาการทางร่างกายของคุณเมื่อคุณสำรวจเราจะพบอาการทางกายเหล่านั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (เช่น เจ็บที่หน้าอก ใจสั่น เกร็งที่ไหล่ ฯลฯ) สำรวจซ้ำอีก 2-3 รอบ คุณอาจเจอมากกว่า 1 ตำแหน่ง หรือบางคนหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร

จากนั้นให้วางมือทาบลงบนส่วนของร่างกายที่พบอาการ แล้วพูดออกมาดังๆว่า “มันเจ็บตรงนี้” ถ้าความเจ็บปวดมีมากกว่า 1 แห่ง สัมผัสแต่ละที่และพูดซ้ำว่า “มันเจ็บตรงนี้”

ปลดปล่อยความเจ็บปวดของร่างกายด้วยการเพ่งความรู้สึกไปยังตำแหน่งร่างกายที่เจ็บปวด ในขณะเดียวกันทุกๆครั้งของการหายใจออก ให้ปลดปล่อยความตึงเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายออกไปกับลมหายใจด้วย ทำซ้ำหลายๆรอบ จนรู้สึกว่าปลอดโปร่งขึ้น


2.เยียวยาจิตใจ

นึกถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์(อาจมีหลายคนก็ได้) ที่เราคิดว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นหยิบกระดาษเปล่ามา และปากกาสีสดใส มาเขียนจดหมายระบายความรู้สึกที่อยากด่าทอบุคคลผู้นั้นอย่างเต็มที่ โดยใช้ตัวอย่างข้อความดังต่อไปนี้ (คุณสามารถเปลี่ยนสรรพนามให้ดุดันหรือหยาบคายเท่าไรก็ได้ตามที่ปรารถนา เพราะไม่มีใครรู้กับคุณ)

ถึง.......(ชื่อบุคคลนั้น)

ฉันรู้สึก....

สิ่งที่ฉันอยากบอกคุณก็คือ....
มันทำให้ฉันเจ็บปวดมากเลยในตอนที่....

มันทำให้ฉันโกรธมากเลยเวลาที่....

มันเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะเข้าใจว่า...

คุณทำ.....ได้ยังไง

ทำไมคุณถึงไม่....

คุณรู้หรือเปล่า ว่าฉันรู้สึกอย่างไรเวลาที่...

สิ่งที่ฉันไม่เคยบอกคุณเลยก็คือ...

ถ้าเพียงแต่คุณจะ....

ฉันจำได้ในตอนที่........

เมื่อฉันนึกถึงตอนที่........

สิ่งที่อยากทำกับคุณก็คือ.....

ฉันหวังสุดใจว่า....

ฉันยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดจาก....

สิ่งที่คุณไม่มีวันรู้ก็คือ......

ฉันจำเป็นต้องตัดขาดคุณไปเพราะว่า.....


ขณะที่เขียนหากรู้สึกอยากร้องไห้ก็ปล่อยตัวเองร้องไป เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้อ่านในใจ หรืออ่านออกเสียงดังๆ (ถ้าเป็นไปได้ หากไม่ต้องกลัวคดีหมิ่นประมาท เพราะมีคนอัดเสียงเราไว้ไปฟ้องตำรวจ) 1 รอบ เมื่ออ่านเสร็จแล้ว จัดการฉีกกระดาษแผ่นนี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือใช้วิธีเผามันทิ้งไป

3.เยียวยาสมอง/สติปัญญาของเรา

เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราใช้สมองหนักไปทางซีกขวาในการวิเคราะห์ คิดเชิงตรรกะ ข้อมูลความจริง เงื่อนเวลา จนอาจละเลยการใช้สมองซีกซ้ายที่นำพาเราไปสู่การใช้จินตนาการ การสังเคราะห์ สภาวะที่ไม่มีเงื่อนเวลา ความคิดสร้างสรรค์ ญาณทัศนะ นำไปสู่การค้นหาทางออกใหม่ๆ

ลดการใช้สมอง หรือเพิ่มการใช้สมองซีกซ้ายให้มากขึ้น โดยวิธีการดังต่อไปนี้

*ลดการเสพข่าวติดตามสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที กำหนดช่วงเวลาในการติดตามข่าวในแต่ละวัน(ไม่เกิน 1 ชั่วโมง)
*ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาล
*หากิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องออกแรงกาย เช่น ออกกำลังกาย ทำสวน ฯลฯ
*ทำงานฝีมือหรืองานศิลปะต่าง ๆ เช่น วาดภาพ งานปั้น งานเย็บปักถักร้อย แต่งกลอน ร้องเพลง เขียนบันทึก ฯลฯ


ก่อนจะสานต่อภารกิจที่ต้องร่วมมือสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในอนาคต อีกภารกิจที่อาจจะเร่งด่วนกว่าคือการเยียวตัวเอง ให้กลับมามีสติ มีเรี่ยวแรง มีศรัทธาต่อความดีงาม

หากทำตามวิธีที่แนะนำไว้แล้วไม่เป็นผล ยังมีผลข้างเคียง เช่น ซึมเศร้า ฝันร้าย นอนไม่หลับ สามารถติดต่อผ่านทาง Skype ได้ username: healyourmind เพื่อเยียวยากันแบบออนไลน์กันเพิ่มเติมอีกทางหนึ่งครับ โดยมีข้อตกลงดังนี้

1.ขอให้เป็นคนที่เดือดร้อนกับเหตุการณ์ครั้งนี้จริงๆ ยังไม่ขอรับเรื่องส่วนตัวอื่่นๆ
2.เป็นการบริการฟรี
3.จะติดต่อผ่าน SKYPE เท่านั้น โดยให้สมัครที่ SKYPE.com เตรียมหูฟังพร้อมไมค์ ที่สามารถพูดคุยกันได้ มีกล้องเวบแคมหรือไม่ก็ได้ จะเปิดเผยตัวเองหรือไม่ก็ได้
4.แจ้งUser NameของSkype ไปที่ healyourmind.thailand@gmail.com พร้อมกำหนดช่วงเวลาที่สะดวก โดยจะใช้เวลาต่อคน 15-20 นาที
5.ผมจะติดต่อไปผ่านSkype ในช่วงนั้นๆ


หมอตีนเปล่า

จาตุรนต์จวกมาร์คลวงโลกปรองดองแต่ปาก จบศึกซักฟอกไสหัวออกไปเลยไม่ต้องปรับครม.ต่อเวลา


นายกฯได้อาศัยการชี้แจงต่อทูตและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่เป็นการแก้ตัวอย่างน้ำขุ่นๆฟังไม่ขึ้น ตอบไม่ตรงประเด็น แต่กลับนำมาฟอกตัวเองโดยพูดแทนทูตทั้งหลายว่า ฟังแล้วเข้าใจดี ทั้งๆที่สังเกตจากคำถามก็แสดงให้เห็นว่ายังมีคำถามใหญ่ๆที่ทูตหลายประเทศยังห่วงใยไม่สบายใจ เช่น ที่ถามว่าจะขอโทษหรือไม่ ลาออกหรือไม่ จะเลือกตั้งตามกำหนดที่เคยพูดไว้หรือไม่


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤษภาคม 2553

วันนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยกล่าวแสดงความเห็นต่อแนวทางการแก้ไขวิกฤตประเทศของรัฐบาลว่า ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีจะใช้คารมโวหารแก้ปัญหาเอาตัวรอดไปวันๆ และมีบทบาทอย่างสำคัญที่ทำให้แผนปรองดองของรัฐบาลกลับเป็นเรื่องลม ๆ แลง ๆ ที่ไม่มีวันจะปรากฏเป็นจริงขึ้นได้ แต่กลับจะทำให้บ้านเมืองยิ่งแตกแยกและวิกฤตยิ่งซึมลึกไปเรื่อย ๆ

นายกฯได้อาศัยการชี้แจงต่อทูตและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่เป็นการแก้ตัวอย่างน้ำขุ่นๆฟังไม่ขึ้น ตอบไม่ตรงประเด็น แต่กลับนำมาฟอกตัวเองโดยพูดแทนทูตทั้งหลายว่า ฟังแล้วเข้าใจดี ทั้งๆที่สังเกตจากคำถามก็แสดงให้เห็นว่ายังมีคำถามใหญ่ๆที่ทูตหลายประเทศยังห่วงใยไม่สบายใจ เช่น ที่ถามว่าจะขอโทษหรือไม่ ลาออกหรือไม่ จะเลือกตั้งตามกำหนดที่เคยพูดไว้หรือไม่ รวมทั้งการที่ทูตประเทศต่างๆย้ำว่า เห็นด้วยกับการปรองดอง แต่นายกฯกลับไม่สามารถชี้แจงให้เห็นได้เลยว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนายกรัฐมนตรีจะทึกทักเอาเองว่าทูตประเทศต่างๆเข้าใจดี นายกรัฐมนตรียังปิดหูปิดตาและปิดปากบรรดาทูตทั้งหลาย ด้วยการขอบคุณที่ทูตไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย ปิดกั้นแทรกแซงสื่อให้เสนอข่าวด้านเดียว ตำหนิทูตที่รับฟังข้อมูลความเห็นจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

ในการชี้แจงครั้งนี้นายกฯได้ฉวยโอกาสแก้ต่างแทนทหารว่าไม่ได้ยิงประชาชน แก้ตัวเกี่ยวกับการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง

การชี้แจงในลักษณะนี้ มีแต่จะทำให้คนไม่ยอมรับหรือกระทั่งโกรธแค้น และยังสร้างปัญหาตามมาว่า เมื่อนายกฯยืนยันว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ผิดเลย แล้วยังจะตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเพื่ออะไร

สำหรับการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หากเป็นในอดีตคงมีคนเรียกร้องให้มีการรัฐประหารไปแล้วนั้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของประเทศร้ายแรงจริงๆ แต่ที่ไม่เกิดการรัฐประหาร เพราะนายกฯและรัฐบาลสามารถร่วมมือกับทหารปราบปรามประชาชนแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ต่างตอบแทนของประโยชน์ซึ่งกันและกัน จนทำให้การปกครองบ้านเมืองอยู่ในลักษณะเผด็จการที่ร้ายแรงและซับซ้อนกว่ายุคสมัยใดๆ

สิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปในช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรไปจากการรัฐประหารนั่นเอง มีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยังมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ปิดกั้น ครอบงำแทรกแซงสื่อ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลและพรรคการเมืองเพียงบางพรรคเท่านั้น

หากจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้น คณะกรรมการฯชุดนี้ควรตรวจสอบ ศึกษาวิเคราะห์ถึงต้นเหตุวิกฤตของประเทศที่นำมาสู่การชุมนุมและเกิดความสูญเสียในที่สุด ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครทำผิดกฎหมายในเรื่องใด ฝ่ายนปช. - คนเสื้อแดงผิดกฎหมายอะไร รวมทั้งผิดฐานก่อการร้ายและล้มสถาบันจริงหรือไม่ ส่วนฝ่ายรัฐบาลกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมาย ขัดข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และควรวิเคราะห์ทางออกจากวิกฤต และการป้องกันไม่ให้วิกฤตบานปลายและยืดเยื้อไม่สิ้นสุดด้วย

การตั้งคณะกรรมการฯนี้จะต้องเป็นที่ยอมรับของหลายๆฝ่ายและสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะทุกวันนี้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของหลายๆฝ่ายได้ยากมาก นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาว่าใครจะเป็นคนตั้ง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นคู่กรณีโดยตรงและยังเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเองด้วย การให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการฯจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะได้คนที่เป็นที่ยอมรับ ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกฯและยังกำกับสั่งการทั้งตำรวจ , DSI และอีกหลายหน่วยงานที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาหรือเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยในความเป็นกลาง ตราบนั้นจะหวังให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับไม่ได้เลย

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นนั้น นับเป็นโอกาสเดียวในรอบ 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ที่ประชาชนจะมีโอกาสรับฟังข้อมูล ความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่รัฐบาลเสนอมาแต่ฝ่ายเดียวโดยตลอด แต่การอภิปรายในครั้งนี้จะคาดหวังผลมากนักก็คงไม่ได้เพราะรัฐบาลได้ครอบงำความคิดของสังคมไปมากจากการแทรกแซงสื่ออย่างได้ผล

นอกจากนี้รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงท่าที่จะขัดขวาง ปิดกั้นการเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยอ้างเหตุผลความเหมาะสมที่ฝ่ายเสียงข้างมากจะเป็นผู้ตัดสิน โดยเฉพาะรูปภาพและคลิปวีดีโอที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เห็นมาก่อน ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้นำเสนอ

ส่วนการอภิปรายจะมีผลอย่างไร ทำให้เกิดการปรับครม.หรือไม่นั้น คิดว่าเป็นการบิดเบือนประเด็นของนายกรัฐมนตรี การปรับครม.เป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่ในครม. ที่พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจต่อรองมากขึ้น จากการรับหน้าในการปราบปรามประชาชนโดยตรง แต่การปรับครม.จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้วิกฤตของประเทศเลย เพราะผู้สมควรโดนปรับออก คือ นายกรัฐมนตรีมากกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ

หากนายกฯยังคงอยู่ในตำแหน่งย่อมไม่มีทางตั้งคณะกรรมการฯที่เป็นอิสระและเป็นที่ยอมรับได้ และไม่มีทางที่จะทำให้เกิดการปรองดองได้จริง มีแต่จะทำให้สังคมไทยยิ่งแตกแยกมากขึ้น ไม่มีสิ้นสุด

จดหมายจากอเมริกา: ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เป็นความเห็นจากชาติมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในเมืองไทยที่ต้องการไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มเติม พร้อมเล็งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกสำหรับเหตุการณ์ และการตัดสินใจที่จะให้อำนาจต่อประชาชนในชนบทของคนเมืองจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1832

LETTER FROM AMERICA “The Failure of Thailand’s Democracy”




โดย ริชาร์ด เบิร์นชไตน์
ตีพิมพ์: 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
แปลไทยโดย siam democracy cooperative

นิวยอร์ก – หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่กองทัพไทยจะเข้าสลายการประท้วงต่อต้านรัฐบาลออกจากกรุงเทพฯ และส่งผู้ชุมนุมกลับภูมิลำเนาในชนบท ในระหว่างการสรุปข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน นักข่าวท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อนายฟิลิป เจ โครว์เลย์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ ว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศไทยมี “นัยสำคัญในวงกว้าง” หรือไม่

นายโครว์เลย์ตอบว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถให้คำตอบที่ครอบคลุมได้ในขณะนี้ สิ่งที่น่าจะพอสรุปได้ก็คือ ในสังคมไทยได้มีความแตกแยกระดับพื้นฐานหลายประการ และทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้และพัฒนาไปสู่ประชาสังคมที่ไม่มีการแบ่งแยกได้ก็คือการเจรจากันด้วยสันติวิธี”

การที่นายโครว์เลย์ไม่ต้องการให้คำตอบในลักษณะ “ครอบคลุมในวงกว้าง” ในขณะที่การเผชิญหน้าในกรุงเทพฯ กำลังดำเนินมาถึงจุดแตกหักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนและสหรัฐอเมริกาเองก็มีประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ อีกหลายประเด็นที่ยังคงต้องจัดการอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อดูเหมือนว่าสถานการณ์รุนแรงเฉพาะหน้าจะสิ้นสุดลงแล้ว ณ ขณะนี้ บางทีอาจจะถึงเวลาที่เราจะได้พิจารณาคำถามของนักข่าวท่านนั้นเกี่ยวกับนัยสำคัญของประชาธิปไตยในประเทศไทย และต่อไปนี้เป็นความพยายามของผมที่จะตอบคำถามนี้:

ในมุมมองของผู้อยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา เหตุความวุ่นวายในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามันได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของตัวแบบประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการส่งเสริมสนับสนุนอยู่เสมอมา ไม่เพียงในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย

และเมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ซึ่งรวมถึงประเทศจีน พม่า และเวียดนาม ล้วนแต่ยึดระบอบการปกครองที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้โดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว แนวทางจัดการด้วยวิถีทางประชาธิไตยในเอเชียจึงดูจะขาดประสิทธิภาพและไร้เสถียรภาพ

นายโรเบิร์ท ดี แคปแลน นักเขียนและสมาชิกอาวุโสขององค์กร Center for a New American Security ได้ตั้งคำถามในขณะที่วิกฤติการณ์ในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่จุดแตกหักว่า “ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการที่รัฐไทยอ่อนแอและและแตกแยกมากขึ้น?” คำตอบของเขาคือประเทศจีน

“ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยนับเป็นปราการสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือว่ามีความแข็งแรง มั่นคง และเป็นประเทศเจ้าภาพที่เชื่อถือได้ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการจัดฝึกอบรมร่วมกับกองทัพไทยทุกๆ ปี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกาให้ความเชื่อถือและมีความร่วมมือมากที่สุดในภาคพื้นนี้นับตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม ดังนั้นเมื่อรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างมากถึงขนาดที่เราไม่สามารถจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป สิ่งที่ผมขอเรียกว่า การคืบคลานอันแยบยลของประเทศจีนที่จะครอบคลุมภูมิภาคนี้ ก็กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว”

แน่นอนว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่เคยที่จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หรือมีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ประชาธิปไตยของไทยถูกทำให้อ่อนแอลงจากปัญหาการทุจริตในทุกระดับ รวมถึงการซื้อเสียงที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเขตชนบท

แต่ที่ผ่านมายังคงมีพระมหากษัตริย์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย ผู้ซื่งมีบทบาทถ่วงดุลย์และรักษาเสถียรภาพในสังคมได้ นอกจากนั้น ก็ยังคงมีกองทัพที่แม้ว่าในบางครั้งอาจจะไม่ได้สมัครใจนัก แต่ก็พร้อมจะเข้ายึดอำนาจเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้

สถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบันมีความแตกต่างออกไป เมื่อพระมหากษัตริย์ผู้มีพระชนมายุ 82 พรรษา ทรงพระประชวรมาระยะหนึ่งแล้ว

นายคาร์ล ดี แจ็คสัน หัวหน้าภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา School of Advanced International Studies แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกินส์ กล่าวว่า “ประเทศไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบซึ่งกลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จะยอมรับรัฐบาลที่ได้รับเลือกจากกลุ่มคนในชนบท ตราบเท่าที่กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ นั้นสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลดังกล่าวจะถูกขับออกไปเมื่อไรก็ได้” นายแจ็คสันกล่าวต่ออีกว่า “ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2535 จนถึง พ.ศ.2544 รัฐบาลผสมที่อ่อนแอหลายรัฐบาลมักถูกขับออกไป เมื่อมีการทุจริตกันอย่างน่ารังเกียจจนเกินไป”

ดูเหมือนว่าระบบที่เคยเป็นมาได้ถูกสั่นคลอนอย่างถาวรโดยการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณมีลักษณะเป็นนักประชานิยมที่มีบุคลิกภาพโดดเด่นแบบที่บางครั้งสามารถเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ขาดความแน่นอน นายแจ็คสันเปรียบเทียบนายทักษิณ ว่าเป็นเสมือน นาย Huey P. Long ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียน่า ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็ถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นผู้ที่พร้อมจะก้าวไปสู่การเป็นเผด็จการ

การเปรียบเทียบนาย Long กับทักษิณนี้ดูจะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นายทักษิณเคยเป็นและยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนชนบทที่ยากจนซึ่งเป็นฐานสำคัญของการประท้วงในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมานี้ ขณะที่กลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทยมองว่านายทักษิณเป็นผู้ทุจริต หว่านซื้อเสียงจากคนในชนบท และเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

และด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่อ้างอิงกันทั่วไปว่ากลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จึงได้ทำการยึดอำนาจจากนายทักษิณในพ.ศ.2549 และได้ก่อให้เกิดสภาวะทางตันทางการเมืองซึ่งดำเนินต่อมาจนทุกวันนี้

นายแจ็คสันกล่าวถึงสภาวะทางตันนี้ว่า “ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของระบบการเมืองไทยคือ อำนาจเงินตราส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ”

มีทางออกหรือไม่?

ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ กลุ่มหลัก 2 กลุ่มในระบบการเมืองไทย กล่าวคือ กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ และเสียงส่วนใหญ่ในชนบท จะต้องเรียนรู้จากความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้รุนแรงน้อยลง แม้ว่ามันอาจจะหมายรวมถึงว่ารัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณหรือรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับรัฐบาลทักษิณอาจจะได้รับเลือกขึ้นมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นายแจ็คสันกล่าวว่า “สิ่งที่คนไทยประสบอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนสิ่งที่คนอังกฤษได้เคยประสบมาในปี พ.ศ. 2375 (ค.ศ.1832) เมื่อกลุ่มชนชั้นสูงในอังกฤษต้องตัดสินใจว่า ‘เราจะขยายขอบข่ายของอำนาจที่แท้จริงในสังคมให้กับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนเราหรือไม่’ … ชาวอังกฤษได้ทำการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้วคนไทยล่ะ จะสามารถตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องหรือไม่ หากกรุงเทพฯ ไม่สามารถหาวิธีที่ประนีประนอมในการจัดสรรการใช้อำนาจได้แล้ว ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและแม้กระทั่งความรุนแรงก็อาจจะยังดำเนินต่อไป”


ถึงแม้ว่าในอดีตนายแคปแลนได้เคยวิพากษ์วิจารณ์หลักการของสหรัฐอเมริกาที่มองว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นดีสำหรับทุกๆ คน นายแคปแลนยังคงเชื่อว่าทางเลือกที่ดีทางเดียวของประเทศไทยนั้นคือ “ความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าเดิม”

นายแคปแลนกล่าวว่า “ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพที่แย่นัก … ไม่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง มีสำนึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นชาติอยู่ มีช่องทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่านายทักษิณจะเลวร้ายซักแค่ไหน ภายหลังจากสถานการณ์ได้คลี่คลายลงบ้างแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเดินหน้าต่อไปด้วยการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นมา และจะต้องยอมปล่อยให้ผลเป็นไปตามที่มันเป็น”

อย่างไรก็ตาม นายแคปแลนกล่าวเสริมว่า ประเทศไทยอาจจะอ่อนแอ ขาดความแน่นอน และได้รับความเชื่อมั่นน้อยลงกว่าในอดีต และนั่นย่อมไม่ส่งผลดีต่อการดำเนินการทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนตลอดเวลาที่ผ่านมา

“ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” แก้ได้โดยการปลดปล่อย ”ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง”



ชีวิตปกติ-สาวอะโกโก้พัฒน์พงษ์และซอยคาวบอยออกมาเรียกแขกคึกคักในคืนวันแรกที่รัฐบาลยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว24จังหวัดทั่วประเทศ หลังรัฐบาลพบว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายหลังเหตุจลาจลมรณะเมื่อสัปดาห์ก่อน(รอยเตอร์)

โดย เปลวเทียน ส่องทาง


พอเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนแล้ว อภิสิทธิ์ก็พูดพล่ามเรื่องปรองดองไม่ขาดปาก และบอกว่าแนวทางปรองดองที่สำคัญนั้นก็ต้องร่วมมือกับภาคประชาชนหลายฝ่ายในการปฏิรูปประเทศ

ฟังดูแล้วคำว่า"ปฏิรูปประเทศ"มันเพราะหูครับ เหมือนกับคำว่า ขอคืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ และปรองดอง แต่ตามจับตามปราบปราม ตามปิดสื่อฝ่ายปะชาธิปไตยกันอุตลุตนั่นแหละ

บรรดานักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน นักพัฒนาองค์กรเอกชน และอำมาตย์อาวุโส (เช่น ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุณ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พลเดช ปิ่นประทีป นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เตือนใจ ดีเทศน์ ) หลายคนหลายองค์กร ได้ออกมาขานรับเป็นทอดๆบอกว่า ปัญหาวิกตฤการเมืองปัจจุบันเกิดจาก ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นสาเหตุทำให้คนจนรากหญ้าทั้งในเมืองและชนบทจำนวนมากกลายเป็น “คนเสื้อแดง” ที่ร่วมชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

ดังนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการเสนอให้มีปฏิรูปประเทศไทย โดยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยการมีวาระประชาชน

ข้อเสนอของคนกลุ่มนี้ (ล้วนเคยและยังคงสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ หุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ ) อาจเป็นได้ทั้งความปรารถนาดี ความสับสนทางปัญญา และการตั้งใจหลอกลวงบิดเบือนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

และที่ผ่านมาการเสนอให้ปฏิรูปประเทศไทย แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การมีวาระประชาชน ของคนกลุ่มนี้ ก็มีมานานนับยี่สิบสามสิบปี และกลายเป็นสูตรท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองคนรุ่นหลังรุ่นใหม่ในวงการเครือข่ายนี้ไปแล้ว

ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า และไม่อาจฝันกลางวันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยการบอกกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนได้และทำให้ปัญหานี้มลายหายไปโดยทันที

เนื่องเพราะ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ย่อมสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางอำนาจการเมือง” เป็นสำคัญ

หมายความว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เช่น ช่องว่างทรัพย์สิน ความแตกต่างทางรายได้ การเข้าถึงบริหารของรัฐ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ที่ดำรงอยู่ในสังคมได้ เพราะรัฐได้ทำหน้าที่ลำเอียง โดยมีนโยบายและกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นอาญาสิทธิ์ เช่น กฎหมายด้านภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย กลุ่มทุน เสียภาษีน้อยกว่าคนจน เพราะฐานภาษีมาจากการบริโภค ไม่มีภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน รวมทั้งกฎหมายมีช่องโหว่ให้อภิสิทธิ์ชนบางคนไม่ต้องเสียภาษี เลย

กฎหมายที่ดิน ก็ไม่มีการกำจัด กระจายการถือครองที่ดิน เพราะคนมีที่ดินมากย่อมมีอำนาจมาก ครั้งหนึ่งปรีดี พนมยงค์เคยมีนโยบายแต่ก็ไม่ทันปฏิบัติก็ถูกช่วงชิงอำนาจจากฝ่ายอำมาตย์เสียก่อน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ร่วมด้วย

กฎหมายป่าไม้ ให้อำนาจข้าราชการผูกขาด เกิดคอรัปชั่นเอื้อให้คนรวย อภิสิทธิ์ชน ยึดป่ามาเป็นสมบัติส่วนตน เช่น เขายายเที่ยง เขาสอยดาว

สิทธิการเข้าถึงสื่อ หรือการปฏิรูปสื่อ ที่ปัจจุบันอำนาจในการควบคุมจำกัดอยู่ที่กองทัพ กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยราชการต่างๆ ซึ่งเป็นข่ายอำนาจของอำมาตย์ จึงไม่ยอมปฏิรูปสื่อให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

หรือนโยบายการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในงบประมาณที่มาจากฐานเก็บภาษีจากประชาชนแต่ละปีแต่ละไตรมาส ถ้าหากจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากในรอบ 18 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 อย่างการจัดสรรรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนเมื่อสองวันที่ผ่านมา ย่อมต้องทำให้งบประมาณส่วนอื่นลดลงตามข้อจำกัดของงบประมาณนั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญ50 ก็ให้อำนาจนอกระบบมีอำนาจเหนือประชาชนอย่างที่รับทราบกันอยู่ ทั้งองคมนตรี ศาล ราชการเก่าแก่ปลดเกษียณจำนวนมากเป็นวุฒิสมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหารวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาล ว่าจะให้รัฐมีนโยบายต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร รัฐบาลรับใช้คนกลุ่มใด และเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจและความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆในสังคมไทยในการกำกับทิศทางของรัฐ ท้ายสุดเป็นปัญหาทางการเมือง

ดังนั้น ประชาชนระดับล่าง หรือ”ไพร่” ต้องมีพลังอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงทำให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นจริงได้

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารมักถูกอำนาจอำมาตย์ควบคุม ขณะที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ผ่านพรรคการเมืองก็มักประนีประนอมหรือสยบยอมต่ออำนาจอำมาตย์ จึงไม่มีนโยบายดังกล่าว หรือพูดถึงได้มีนโยบายได้แต่ก็ไม่มีรูปธรรมทางปฏิบัติ

หรือกล่าวได้ว่า ถ้าจะทำให้นโยบายดังกล่าวเป็นจริง มีผลทางปฏิบัติ รัฐบาลที่จะผลักดันกลไกรัฐให้เกิดรูปธรรมได้นั้น รัฐบาลจึงต้องเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ

พรรคการเมืองที่จะผลักดันต้องมีฐานมวลชนประชาชน เหมือนเช่นการผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทยในอดีตที่ผ่านมาได้หาเสียงกับประชาชนผู้เลือกตั้ง และผลักดันนโยบายนี้โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากอำนาจระบอบอำมาตย์ เพราะมีฐานประชาชนจำนวนมากสนับสนุนอยู่

หรือประชาชนต้องผลักดันนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทยต่อพรรคการเมือง ที่มิใช่ระบอบอำมาตย์ที่นิยมการแทรกแซงการเมืองไทย หรือประชาชนสร้างพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมา

เพราะว่ามูลเหตุสำคัญ ไม่ว่าปฏิรูปประเทศไทย การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การมีวาระประชาชน นั้น อุปสรรคก็คือระบอบอำมาตย์ เพราะว่า ระบอบอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์และฐานการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็มักเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างความเหลื่อมล้ำเอง

ตลอดทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้มาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลที่ค่ายทหาร จึงไม่จำเป็นที่ต้องฟังเสียงประชาชน ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงเรียกร้องเสียงต่อรองของ”ไพร่” ชนชั้นล่างผู้เสียเปรียบจากโครงสร้างความเหลื่อมล้ำด้วย

กล่าวได้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีระบอบอำมาตย์หนุนหลัง คงเพียงแต่สร้างภาพปฏิรูปประเทศไทยเหมือนเช่นการปรองดองเพื่อลบบาดแผลร้อยร้าวในสังคมไทยที่ตนเองมีส่วนสำคัญในการใช้นโยบายล้อมปราบประชาชนจนเกิดโศกนาฎกรรมทางการเมืองที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

และในสภาพการทางการเมืองที่ดำรงเป็นอยู่จริงปัจจุบัน การไม่เหลื่อมล้ำทางการเมือง โดยการเคารพหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนชนชั้นล่าง ชนชั้นไพร่ หรือเคารพว่าคนเราเท่ากัน ที่จะต่อรองกับอำนาจส่วนต่างๆในสังคมไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็ว่าได้

ดังนั้น การคืนอำนาจอธิปไตย ให้ประชาชน คืนเสรีภาพให้ประชาชนเท่านั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นลดความเหลื่อมล้ำทางการเมืองเพื่อนำสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างแท้จริง รัฐบาลจึงต้องยุบสภา และยกเลิกพรบ.ฉุกเฉิน จัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตนเอง

นี่แหละคือการปฏิรูปประเทศไทยที่แท้จริง เลิกปาหี่ได้แล้วอภิสิทธิ์กับอำมาตย์อาวุโสทั้งหลาย คนเขารู้แกวหมดแล้ว

วันเสาร์, พฤษภาคม 29, 2553

Sacravatoons no 1730 : " The Dominoes "



ภาพการ์ตูนเรื่อง "โดมิโน" โดยนักเขียนการ์ตูนชาวกัมพูชา แสดงให้เห็นวงจรที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเมื่อปี พ.ศ.2475 หรือประมาณ 77 ปีที่ผ่านมา มาเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งเกิดเหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่การเกิดการทำรัฐประหารรัฐบาลต่างๆรวม 18 ครั้ง ผ่านระบอบการปกครองเผด็จการหลายครั้ง ผ่านช่วงเวลาแห่งความหวังในการจะได้ประชาธิปไตย ทำให้มีการตื่นตัวของประชาชนในสังคม เกิดการตื่นตัวของประชาชนในชนบทที่เห็นว่าตนเองมีสิทธิเสมอภาคกับคนอื่นๆในประเทศ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่สร้างความคับแค้นใจต่อประชาชนเพราะเกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม กลั่นตัวออกมาเป็นขบวนการคนเสื้อแดงในปัจจุบันที่ได้ท้ายที่สุดก็ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยอย่างไร

เกษียร เตชะพีระ : “พี่ยิ้ม”

โดย เกษียร เตชะพีระ
28 พฤษภาคม 2553

อิเมลดา มาร์คอสจุมพิตโลงแก้วเก็บศพฉีดดองของสามีก่อนเปิดฉากรณรงค์หาเสียงต้นปีนี้

เมื่อวันที่ ๙ พ.ค. ศกนี้สำนักข่าวบีบีซีได้สัมภาษณ์นางอิเมลดา มาร์คอสภรรยาม่ายวัย ๘๐ ปีของอดีตประธานาธิบดี-จอมเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์คอสแห่งฟิลิปปินส์ (ผู้ชนะเลือกตั้ง ๒ ครั้งนับแต่ ค.ศ. ๑๙๖๕ แต่หันมาประกาศกฎอัยการศึก ระงับรัฐธรรมนูญ ยุบสภาและรวบอำนาจปกครองเบ็ดเสร็จจาก ค.ศ. ๑๙๗๒ – ๘๖ จนถูกการปฏิวัติโดยอำนาจประชาชน – People Power Revolution – โค่นขับออกนอกประเทศ) เธอลงสมัครและเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัด Ilocos Norte ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตระกูลมาร์คอสในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

ตอนหนึ่งของคำสัมภาษณ์ อิเมลดาผู้ผ่านประสบการณ์การเมืองมาโชกโชนได้กล่าวสรุปแก่นแท้ของ “อำนาจ” ให้ฟังว่า: -

“เมื่อมาร์คอสประกาศกฎอัยการศึกได้ ๓ ปีและยังไม่สั่งประหารชีวิตใครเลยสักคน ฉันเข้าไปหาเขาแล้วบอกว่า ‘เฟอร์ดินานด์ จะมีอำนาจไว้เพื่ออะไรเมื่อคุณไม่แม้แต่สั่งประหารชีวิตใครเลยสักคน?’

“เขาบอกกับฉันว่า: ‘อิเมลดา ศิลปะในการใช้อำนาจนั้นน่ะคือไม่มีวันที่จะใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก มันก็เหมือนปืนที่มีกระสุนพันนัดน่ะแหละ พอเธอใช้ปืนเข้า เธอก็จะไม่มีกระสุนพันนัดอีกต่อไป เธอจะเหลือแค่ ๙๙๙ นัด ศิลปะในการใช้อำนาจก็คือไม่มีวันใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก’”

(ดูวีดิโอสัมภาษณ์นางอิเมลดา มาร์คอสได้ที่ BBC โดยเฉพาะนาทีที่ ๑:๑๒ – ๑:๔๒)

รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเพิ่งใช้ “อำนาจ” ภาวะฉุกเฉินที่ยังผลให้มีคนตายไปทั้งสิ้น ๘๘ คน บาดเจ็บ ๑,๘๘๕ คน

น่าสงสัยว่าตอนนี้รัฐบาลเหลือ “อำนาจ” เท่าไหร่กัน? ไม่เพียงเฉพาะอำนาจยิงของปืนที่สิ้นเปลืองกระสุนไปเท่านั้น แต่ที่สำคัญคืออำนาจในการครองใจประชาชน ให้พวกเขายอมทำตามคำสั่งรัฐบาล เพราะเห็นว่านี่เป็นรัฐบาลของพวกเขาเอง

ถ้ามองแบบอิเมลดา “อำนาจ” นั้นก็ลดถอยน้อยลงไป ๘๘ ศพกับอีก ๑,๘๘๕ คน ยังไม่นับญาติมิตรและผู้เห็นอกเห็นใจคนเหล่านั้น อีกทั้งผู้เรียกร้องต้องการความจริงและความยุติธรรมในประเทศและทั่วโลก

ดูเหมือนจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายร่วม ๒ พันคนจะเป็น “ความดีความชอบ” เพียงอย่างเดียวของรัฐบาลในการบริหารจัดการความขัดแย้งในบ้านเมืองรอบ ๒ เดือนที่ผ่านมา

และรัฐบาลที่มี “อำนาจ” เหลือแค่นี้และมี “ความดีความชอบ” ต่อประเทศและประชาชนไทยอย่างแสนสาหัสขนาดนี้ก็ยังออกอาการลุแก่อำนาจ เที่ยวข่มเหงรังแกไล่ล่าจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองทั่วประเทศด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงอย่าง “ก่อการร้าย” และ “ล้มเจ้า” โดยที่ในหลายกรณีไม่ปรากฏหรือแสดงพยานหลักฐานอย่างชัดเจน

ถามจริง ๆ เถอะผู้บริหารรัฐบาลบ้าอำนาจหรือกลัวผลกรรมตามสนองจนสติแตกไปแล้วหรือไง?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาสั่งการประณามถากถางทางทีวีอยู่ปาว ๆ ข้างเดียวดังมีวาจาสิทธิ์วันละหลายเพลานั้นนาน ๆ เข้าอาจส่งผลข้างเคียงให้เคลิบเคลิ้มจนพูดจาเลอะเทอะสมองเละเทะเป็นวุ้นเจเล่ได้!

ผู้เขียนกับอ.สุธาชัยแถลงข่าวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-บ้านกรูด (๒๕๔๕)

กรณี “พี่ยิ้ม” หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐแห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถูกศอฉ.กล่าวหาจับกุมคุมขังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของอาการลุแก่อำนาจดังกล่าว

ผมรู้จักพี่ยิ้มมานานตั้งแต่ครั้งเรียนหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกันที่ธรรมศาสตร์หลัง ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖ ได้ผ่านประสบการณ์สารพัดมาด้วยกันไม่ว่ารัฐประหารและฆ่าหมู่ ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙, เข้าป่าต่อสู้เผด็จการ, ออกจากป่ากลับมาเรียนหนังสือ, ทำงานฝ่ายข่าวต่างประเทศกองบก.หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจการเมืองที่มีพี่วิชัย บำรุงฤทธิ์เป็นบก.และพี่ปรีดี บุญซื่อเป็นหัวหน้าฝ่าย ฯลฯ

ก่อนจะแยกย้ายไปสอนหนังสือและเรียนต่อคนละที่ละทางโดยผมเข้าสอนที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ส่วนพี่ยิ้มเข้าสอนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯและไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ

ครั้นกลับมาเจอกันที่เมืองไทย ก็ยังได้ร่วมงานวิชาการและกิจกรรมกันเป็นระยะสืบมา

ในฐานะเพื่อนเก่าแก่ ผมมีเรื่องอยากบอกเล่าเกี่ยวกับพี่ยิ้ม ๒ – ๓ อย่างคือ: -

๑) พี่ยิ้มเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพชั้นแนวหน้าและใส่ใจค้นคว้าวิจัยจริงจัง

ก่อนจะมาเป็นนักวิชาการ พี่ยิ้มเป็นนักหนังสือพิมพ์มาก่อน ผมเห็นว่าจุดเด่นคือพี่ยิ้มได้ใช้ทักษะสืบสวนสอบสวนแกะรอยเส้นสายสัมพันธ์ในกองทัพแบบนักข่าวสายทหารมาประยุกต์วิเคราะห์เครือข่ายสายสัมพันธ์ของกลุ่มทหารในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ตั้งแต่คณะราษฎร ๒๔๗๕ มาจนถึงคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ และคณะปฏิวัติ ๒๕๐๑ ว่าแบ่งกลุ่มแบ่งสายเชื่อมโยงกับนักการเมืองพรรคฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวมวลชนอย่างไร

ผลงานค้นคว้าวิจัยที่ว่านี้ปรากฏเป็นวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตด้านประวัติศาสตร์ของพี่ยิ้มเรื่อง “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๕๐๐)” ซึ่งเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ และต่อมาตีพิมพ์เป็นเล่มชื่อ แผนชิงชาติไทย: ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพลป.พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๕๐๐) (พิมพ์ ๒ ครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และล่าสุด ๒๕๕๐)

ในฐานะที่ผมเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับขบวนการปัญญาชน-วัฒนธรรมฝ่ายซ้ายไทยในช่วงดังกล่าวเช่นกัน (Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927 – 1958) ผมได้ใช้ประโยชน์จากงานของพี่ยิ้มในการค้นคว้าข้อมูลและเข้าใจการเมืองสมัยนั้นมาก และเห็นด้วยเต็มที่กับการประเมินของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริในคำนำเสนอของหนังสือ แผนชิงชาติไทย ฉบับพิมพ์ครั้งหลังว่างานของพี่ยี้มเล่มนี้:

“น่าจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุด ละเอียดลออที่สุด เป็นวิชาการที่สุดที่เรามีอยู่ในภาษาไทยเกี่ยวกับ ‘รัฐประหาร ๒๔๙๐’ และ ‘ ระบอบทหาร/ระบอบพิบูลสงคราม’ กับการเมืองไทยในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๕๐๐ อันมีอำมาตยาธิปไตยทหารเป็นผู้นำ”

งานค้นคว้าวิจัยและเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในชั้นหลังของพี่ยิ้มก็พยายามสืบสานต่อจากที่ทำไว้เดิมโดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ขบวนการสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในประเทศไทยและระดับโลก, ขบวน การนักศึกษาประชาชนช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖, การรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙, การเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนและความขัดแย้งแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยหลัง ๖ ตุลาฯ เป็นต้น (ดูรายละเอียดได้ที่ ลิงก์)

และยังมีวิทยานิพนธ์ปริ ญญาเอกของพี่เรื่อง “Portuguese Lançados in Asia in the sixteenth and seventeenth centuries” (ค.ศ. ๑๙๙๘) กล่าวได้ว่าพี่ยิ้มน่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นปัจจุบันคนเดียวที่เรียนรู้ภาษาโปรตุเกสและค้นคว้าวิจัยประวัติความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสสมัยอยุธยามาโดยตรง

๒) พี่ยิ้มเป็นผู้รักความเป็นธรรมและสังคมประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่มั่นคง

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะประสบการณ์ครบเครื่องในอดีตในฐานะ “คนเดือนตุลาฯ”,ประกอบกับศรัทธามั่นคงต่ออุดมการณ์สังคมประชาธิปไตย (social democracy) และความรู้ความเข้าใจบทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยพุทธทศวรรษที่ ๒๔๙๐ อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นนอกจากสอนหนังสือและทำงานวิชาการแล้ว พี่ยิ้มก็ยังสนับสนุนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวบ้าน-ชุมชน-คนงานผู้เสียเปรียบและลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมเป็นนิจศีล ไม่ว่าสมัชชาคนจน, กลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์บ่อนอก-บ้านกรูด , คนงานหญิงไทรอัมพ์, พรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย เป็นต้น

เดิมทีพี่ยิ้มก็คัดค้านนโยบายและการกระทำบางด้านของรัฐบาลทักษิณ เช่น การส่งทหารไทยไปอิรัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฆ่าหมู่ที่ตากใบ เมื่อมีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณระยะแรก พี่ยิ้มจึงเห็นด้วย แต่พอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและคุณสนธิ ลิ้มทองกุลหันไปเรียกร้องให้ถวายพระราชอำนาจคืนโดยอ้างมาตรา ๗ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ พี่ยิ้มก็รับไม่ได้และเปลี่ยนท่าที เพราะมันซ้ำรอยวิธีการที่พวกขวาจัด-อนุรักษ์นิยมในอดีตอ้างอิงสถาบันกษัตริย์สมัยรัชกาลที่ ๗ มาขัดขวางทำลายเค้าโครงเศรษฐ-กิจแนวสังคมนิยมของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และต่อมาก็ฉวยใช้กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ มาใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ปรีดีและก่อรัฐประหารโค่นระบอบประชาธิปไตยลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ อันเป็นบทเรียนเลวร้ายทางประวัติศาสตร์ที่พี่ยิ้มค้นคว้าศึกษามาโดยตรง

รัฐประหารของ คปค. เมื่อ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่อ้างเหตุประการหนึ่งว่าเพราะรัฐบาลทักษิณกระทำการ “หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์” จึงย่อมเหมือนตอกย้ำลงไปว่าประวัติศาสตร์รัฐประหาร ๒๔๙๐ กำลังเกิดซ้ำรอยต่อหน้าต่อตาอี กครั้งหนึ่งแล้ว และทำให้พี่ยิ้มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารครั้งนั้นร่วมกับขบวนการ นปก.-นปช. ในที่สุด

๓) พี่ยิ้มเป็นคนซื่อตรงจริงใจต่อความเชื่อของตัวและมีท่าทีการเมืองแบบเดินสายกลาง

พี่ยิ้มเป็นคนจริงใจ ซื่อ ๆ ตรง ๆ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพี่ก็เริ่มจากความเชื่อดังกล่าวข้างต้นอย่างบริสุทธิ์ใจ ทำไปตามความเชื่อและสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายที่พึงมี โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว บ่อยครั้งจึงอาจถูกเข้าใจผิด มองไปทางร้ายและเข้าเนื้อเสียหายได้ แต่เอาเข้าจริงพี่ยิ้มเป็นคนที่เดินสายกลางหรือ moderate ทางการเมือง ไม่ได้ตั้งเป้าเรียกร้องอย่างสุดโต่งสุดขั้วหรือถอนรากถอนโคนแต่อย่างใด พูดจาโต้เถียงออกจะนิ่ม ๆ ทื่อ ๆ ตะกุกตะกักติด ๆ ขัด ๆ บ้างด้วยซ้ำไป

การที่ชื่อพี่ยิ้มไปโผล่หราในแผนผังเครือข่ายล้มเจ้าของ ศอฉ. จึงเป็นเรื่องชวนฮาเหลวไหลสิ้นดี เพราะเอาเข้าจริงยังมีนักวิชาการรายอื่นที่แสดงทรรศนะต่อต้านรัฐประหาร คปค. อย่างสุดโต่งสุดขั้วถอนรากถอนโคนดุเดือดเลือดพล่านเสียวไส้กว่าพี่ยิ้มมากและต่อมาเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็ได้ลาภยศตำแหน่งตอบแทนตามสมควร จนถึงแก่ ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน เคยร้องทัก แต่เขากลับไม่ปรากฏชื่อในแผนผังศอฉ.

หรือจะเป็นเพราะว่าหนังสือต้านรัฐประหารเล่มโด่งดังของนักวิชาการท่านนั้น ตีพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ “อะอาอั๊ด” ซึ่งว่ากันว่าได้เม็ดเงินหนุนหลังทั้งที่ขาดทุนเดือนละเป็นแสนจากบิ๊กการเมืองชื่อ “เออิน” คนเดียวกับที่มีภาพถ่ายยืนโอบกอดเล้าโลมกับ ฯพณฯ ผู้นำรัฐบาลผสมชุดนี้เมื่อแรกตั้งรัฐบาลลงหราในหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั่นแหละ?

ใครจะไปรู้ว่าขืนใส่ชื่อนักวิชาการท่านนั้นลงแผนผังฯไปด้วย ก็อาจมีคนทะลึ่งลากเส้นเชื่อมโยงต่อจนเลยเถิดถึง ฯพณฯ ผู้นำรัฐบาลเข้าให้จนได้ มันก็จะ “อิ๊บอ๋าย” กันไปใหญ่เท่านั้นเอง!?!

การเล่นรังแกพี่ยิ้มด้วยการเอาชื่อแกใส่แผนผังฯ, จับกุมคุมขัง, และยึดหนังสือตำราวิชาการไม่ให้แกอ่านเตรียมสอนตามหน้าที่รับผิดชอบของอาจารย์ จึงสะท้อนลักษณะ “ เจเล่” ของมันสมอง ศอฉ. ยิ่งกว่าอื่น

ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือวิธีการใช้อำนาจของคนที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเดียวกับผม!

บทความ: นายกอำมหิต อภิสิทธิ์ร้อยศพ

โดย เทิดไท ประชาธรรม
23 พฤษภาคม 2553

นับจากเหตุการณ์ "ขอพื้นที่คืน" ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เรื่อยมาถึงเหตุการณ์ "กระชับพื้นที่" ที่ราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 ด้วยคำพูดที่สวยหรูจาก ศอฉ.และรัฐบาล แต่ความหมายมันก็คือ "การเข้าสลาย และปราบปราม" นั้นเอง

เป็นเหตุให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาย หญิง เด็ก คนชรา แม้แต่สตรีมีครรภ์ ตลอดถึงนายพลของกองทัพ คนเก็บขยะ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือคนเจ็บ และเจ้าหน้าที่พยาบาลอาสา ได้สังเวยความ "อำมหิต" ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กว่าหนึ่งร้อยศพ (ตัวเลขทางการคือ 88 ศพ) และมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบสองพันคน

นี่ยังไม่นับรวมกับศพที่สูญหายจำนวนมาก โดยมีข่าวลือว่า ถูกนำไปฝังรวมกันที่ค่ายทหารราบแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และยังไม่นับรวมถึงกับศพที่มีข่าวลือจากข้อสงสัยของผู้คนว่า "มีอีกหลายร้อยชีวิตที่เป็นสตรี และคนชรา" ณ เวทีราชประสงค์ ที่ไม่ยอมสลาย และคอยจนนาทีสุดท้ายให้ทหารเข้ามาถึง จนถูกทหารกราดยิง เพราะไม่มีสื่อมวลชนเข้าไปด้วยแม้แต่คนเดียว และถูกนำศพไปเผารวมกัน ณ เซ็นทรัลเวิลด์ "เมรุเผาศพที่ใหญ่ที่สุดในโลก" แล้วปล่อยให้ไฟเผานานกว่า 12 ชม. โดยเจ้าหน้าที่ไม่สนใจที่จะดับเพลิง แต่อย่างใด !!!???

"หนึ่งร้อยศพ" ไม่น่าจะน้อยกว่านี้ คือผลงานและวิธีแก้ปัญหา "แบบเลือดทาแผ่นดิน" ของอภิสิทธิ์

"แผนปรองดอง" หรือ โรดแม็ป 5 ข้อ ของอภิสิทธิ์ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีหลายคนรวมทั้งผู้เขียน เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เป็นแค่แผนหลอกล่อให้คนเสื้อแดงกลับบ้าน หรือหลอกให้คนที่เวทีราชประสงค์ลดน้อยลง เพื่อจะได้ง่ายต่อการเข้าสลายและล้อมปราบ ไม่ได้มีความจริงใจที่จะปรองดองอะไรเลย"

และแล้วคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นก็เป็นจริง เห็นชัด ๆ ว่า ในหัวสมองของอภิสิทธิ์นั้น ไม่มีคำว่า "ปรองดอง" แต่อย่างใด สิ่งเดียวที่มีในหัวสมองของอภิสิทธิ์คือ "ต้องเอาเลือดไพร่ทาบนแผ่นดินให้จงได้" ตามคำบัญชาของมหาอำมาตย์อำมหิต "ตายสิบตายแสน ไม่ต้องใส่ใจ" คนไทยหกสิบกว่าล้านคน ตายแค่นี่ถือว่าน้อยไป และเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูว่า "ต่อไปพวกไพร่อย่าริฮือ"

ท่านผู้อ่านที่เคารพ "สัญญาณอำมหิต" เพื่อปลิดชีวิตไพร่กว่าร้อยศพ ได้ถูกส่งสัญญาณแล้วตั้งแต่มีข่าวว่า "ผู้หญิงคนหนึ่ง" โทรหา "อนุพงษ์" ว่า "ให้จัดการปราบไพร่ได้เลยไม่ต้องปรานีปราศรัย"

สัญญาณต่อมา คือ เมื่อพวกพันธมิตร โดยมหาจอมปลอม และกลุ่มเสื้อหลากสีของหมอไร้จรรยาบรรณ และเหล่าลูกสมุนอำมาตย์ ออกมาประสานเสียง ให้รัฐบาลจัดการกับคนเสื้อแดงโดยเด็ดขาด ถ้าไม่จัดการแล้วพวกพันธมารจะจัดการเอง

ต่อมาก็มี เอ็ม.79 มี "สไนเปอร์" ออกมาเก็บ "คนเสื้อแดง" ทีละศพ ๆ จนมาถึงคิวของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แหล่ะนี่คือ "ซิกสุดท้าย" ที่เป็นสัญญาณว่า "ร้อยศพ" นั้น น้อยมาก ที่คนกระหายเลือดอย่างอภิสิทธิ์ ทาสรับใช้อำมาตยา จะทำการเข่นฆ่า

แกนนำ นปช.ชะล่าใจ หรือแม้แต่ใคร ๆ ก็คิดไม่ถึงว่า พวกมหาอำมาตยาสามานย์ จะมีใจที่ "อำมหิต" สั่งเข่นฆ่าประชาชนของตนเองได้ถึงเพียงนี้ ร้อยศพ ที่ตัวเลขเป็นทางการ และอีกหลายร้อยศพที่สาบสูญ ไม่มีใครทราบว่าอยู่ที่ไหน จึงได้เกิดขึ้น ณ ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย

แม้จะเป็นร้อยศพ ที่แลกกับคำว่าประชาธิปไตยอันว่างเปล่า แต่ก็เป็นร้อยศพที่ได้เผยธาตุแท้ของ "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ได้อย่างหมดใส้หมดพุง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถึงกับกล่าวว่า "ในฐานะของนักรัฐศาสตร์ ผมบอกตรง ๆ ว่า ผมยังงงกับรัฐบาล และตัวนายกรัฐมนตรี ว่า ทำไมถึงได้มั่นใจว่าความรุนแรงจะเป็นทางยุติปัญหาทั้งหมดได้..."

ปานนี้เมื่อรู้ว่า นายกได้สั่งฆ่าประชาชนไปแล้วกว่าร้อยศพ ไม่ทราบว่า รศ.ดร.สุขุม จะหายงงหรือยัง หรือว่าจะยิ่งงง หรือจะแกล้งทำเป็นงงต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มหัวอกว่า "ที่นายอภิสิทธิ์โหดได้แบบสุด ๆ นั้น เพราะใครบัญชาการอยู่เบื้องหลัง"

ความอำมหิต ของอภิสิทธิ์ผู้นำรัฐบาลนอมิอำมาตยาสามานย์ กับ "ยุทธการฆ่าไม่เลือกหน้า" ถูกนำมาใช้กับทุกคนที่เดินอยู่ในพื้นที่ชุมนุม ทั้งนี้เพราะมีมหาอำมาตย์สามานย์บัญชาการอยู่เบื้องหลัง จน "อนุพงษ์" ต้องสงบเสงียมเจียมตัว และหยุดคำพูดของตัวเองที่ว่า "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ลงในทันที

"สงคราม" ที่รัฐใช้อาวุธร้าย "เอ็ม. 16 เอ็ม. 79 และสไนเปอร์" ณ "สมรภูมิราชประสงค์" ได้ยุติลง ด้วยชัยชนะของ "อภิสิทธิ์ และอำมาตย์" พร้อมกับการจากไปด้วยความ "พ่ายแพ้และ ความตายของชาวไพร่" ผู้มีอาวุธร้าย คือ "บั้งไฟ หนังสติ๊ก และไม้ไผ่"

สงครามระยะสั้นได้จบลงแล้ว

อภิสิทธิ์ และอำมาตย์ ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ณ สมรภูมิที่ราชประสงค์ เหล่าลูกสมุนต่างสะใจ ไชโย โฮ่ร้อง ทั้งเหลือง เขียว น้ำเงิน ชมพู ฟ้า กับ ความพ่ายแพ้ของนักรบเสื้อแดง ที่เป็น "หญิงแก่ ๆ" และ "ชายชรา" หน้าตาชนบท ๆ อายุแต่ละคนกว่าเจ็ดสิบปี ที่ต้องเดินร้องไห้ออกจากสมรภูมิรบ "ที่อาวุธไม่เท่าเทียม" ด้วยความ "เจ็บแค้น และคราบน้ำตา"

สงครามระยะยาวยังไม่จบ !!!

"บั้งไฟ หนังสติ๊ก ไม้ไผ่" สู้กับอาวุธร้าย "สไนเปอร์ รถถัง เอ็ม.16 และ เอ็ม.79" ความตาย น้ำตา ความแค้น "ขอนแก่น อุดร อุบล โมเดล" เชียงใหม่ เชียงราย กระจ่ายไปทั่ว ทั้งกรุงทเพฯ และปริมณฑล

แม้ว่าแดงจะเผา หรือเหลืองจะใส่ร้าย หรือว่าน้ำเงินจะผสมโรงป้ายสี อะไรก็ตามเถอะ นั้นแสดงว่า "สงครามยังไม่จบ"

"ขอนแก่น อุดร อุบล โมเดล" ผู้ก่อเหตุถูกยิงถูกจับ "ตายและบาดเจ็บหลายสิบ" ถูกจับเกือบร้อย ยังพอยุติการความวุ่นวายลงได้ในเร็ววัน แต่ถ้าเป็น "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โมเดล" คงไม่ต้องอธิบายว่า "วิธีการคืออย่างไร" มาเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน แล้วประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร ?

"ประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายก"

ขออวยพรให้โชคดีไปตลอดเถอะนะมหาอำมาตย์ และขอให้อภิสิทธิ์ของพวกคุณ ได้เป็นนายกของประเทศไทยตลอดไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์

นายแน่มากอภิสิทธิ์!!! @

หมายเหตุ ปกติบทความนี้จะถูกตีพิมพ์ใน คอลัมม์ "สถานีไพร่" ทางนสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 51 ประจำวันศุกร์ที่ 28 พ.ค.-3 มิ.ย.53 แต่ปรากฎตามที่เป็นข่าวแล้วว่า ไทยเรดนิวส์ ได้ถูก ศอฉ.สั่งปิดแล้ว เจ้าของบทความ (คุณเทิดไท ประชาธรรม) จึงได้ฝากมาให้กับทางกลุ่ม ได้ช่วยกระจ่ายให้กับแฟน ๆ ได้อ่านทั่วกัน ด้วยครับ

บทความ: ศึกแรกของคนเสื้อแดงหลังการสลายการชุมนุม

โดย ศรีศูทร ราชประสงค์
29 พฤษภาคม 2553

หลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงไม่เวทีในการแสดงพลังในการเมือง แต่ในวันที่ 6 มิ.ย 53 เรามีเวทีที่จะแสดงพลังทางการเมืองของเราแล้ว นั้นก็คือการเลือกตั้ง ส.ข ในกรุงเทพฯ แล้วเราจะแสดงออกอย่างไร มาซิตามผมมารับรองการแสดงพลังในครั้งนี้ไม่โดนจับหรอกแต่ต้องอาศัยพลังใจหน่อยนะ เพราะเราต้องโดนกลุ่มคนที่คิดต่างจากเรามองด้วยสายตาเยียดหยาม

รณรงค์ใส่เสื้อแดงไปเลือกตั้ง

ผมขอรณรงค์การใส่เสื้อแดงไปเลือกตั้ง ส.ข ซึ่งเสื้อแดงที่ใส่นั้นผมไม่อยากให้ใส่เสื้อของ นปช.เนื่องจากจะเป็นการป้องกันตัวเราเพราะไม่รู้ว่า ไอ้เทือกจะมาไม้ไหนอีก(ขนาดกรณีฆ่าที่วัดประทุมมันยังกล้าบอกว่าเป็นฝีมือของโจรเลย แม้ต้องยอมรับว่ามันด้านจริงๆ)

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเมื่่อเราใส่เสื้อแดงไปเลือกตั้งนั้นบางเขตจะเป็นเขตของกลุ่มคนที่คิดต่างจากเรา ก็คงต้องใช้ความอดทนมากหน่อย เพราะผมคิดว่าคงมีการพูดจาถากถางจากเขา ผมอยากให้พวกเราอดทนไม่ตอบโต้ เพราะเราไม่ได้รบกับประชาชนเรารบกับอำมาตย์ที่ทำให้เกิดสังคมสองมาตรฐาน เรารบกับพรรคประชาธิบัตที่มองเห็นเงินนายทุนเขาสำคัญกว่าชีวิตของพวกเรา และถ้าเราไปเถียงกับพวกเขามันจะทำให้เกิดการแตกแยกในภาคประชาชน เราต้องแสดงให้เห็นว่าถึ่งแม้ความคิดเห็นในทางการเมืองต่างกันก็สามารถอยู่รวมกันได้ภายในสังคมเดียวกัน

อีกประการหนึ่งผมอยากให้พวกเราสร้างวัฒนธรรมของคนไทยกลับมาอีกครั้งโดยการ กล่าวคำว่าสวัสดีเมื่อพบคนเสื้อแดงเหมือนกันซึ่งจะเป็นผูกมิตรไมตรีจากเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง

ความหมายของการใส่เสื้อแดงไปเลือกตั้ง

1. เพื่อแสดงให้สังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศรับรู้ว่าเรายังไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ของพวกเรา

2. เพื่อแสดงให้พวกมันได้เห็นว่า ถึ่งแม้พวกมันจะปกปิดความจริงและให้ร้ายเราขนาดไหนก็ไม่สามารถทำให้เราละทิ้งอุดมการณ์ที่กล้าแกร่งของพวกเราไปได้

3. เพื่อปลอบประโลมพี่น้องชาวต่างจังหวัดที่เสียขวัญในกรณีการสลายชุมชน ให้พวกเขาได้รับรู้ว่ายังมีพวกเราที่คอยเดินเคียงข้างกันอยู่เสมอและตลอดไป

4. เพื่อทำหน้าที่แทนวีรชนของเราที่ตายไป เพราะท่านตายเพราะต้องการประชาธิปไตย และต้องการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งเราต้องไปใช่สิทธิแทนวีรชนของเรา

สุดท้ายผมขออนุญาตใช้ท่วงทำนองการพูดของคุณจตุพรในการกล่าวช่วงสุดท้ายในการปราศรัยเพราะท่านเป็นบุคคลที่ใช้ท่วงทำนองในการพูดได้มีพลังมาก ท่านผู้อ่านก็ขอให้จิตนาการว่าเป็นคำพูดของท่านจตุพร ก็แล้วกันนะ เอาเริ่มเลยก็แล้วกัน

ออกกันมาเถิดพี่น้อง ออกมาเพื่อแสดงพลังของพวกเรา
ออกมา เพื่อแสดงให้พวกมันรู้ว่ามันไม่สามารถลบล้างอุดมการณ์ของเราได้
ออกมาเถิดพี่น้อง ออกมาเสียสละร่วมกัน
ออกมา เพื่อทำหน้าที่แทนวีรชนของพวกเรา
ออกมาเถิดพี่น้อง ออกมาเพื่อสร้างประวัติศาตรอีกหน้าหนึ่งของเมืองไทย
ออกมา เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าเรายังมิได้ละทิ้งอุดมการณ์
ออกมาเถิดพี่น้อง ออกมาแสดงพลังประชนของเรา
ออกมา ออกมาเลือกคนของเรา
ออกมา เพื่อให้พวกมันรู้ว่าเราไม่เอาพวกที่เห็นซากตึกสำคัญกว่าชีวิตคน
ออกมาให้มากที่สุดทำที่จะทำได้ ออกมาแสดงพลังของเรา ออกมา

ประเทศที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม - Land ohne Lächeln

โดย George Blume สำนักข่าว TAZ
29 พฤษภาคม 2553

ระบอบบริหารที่ขึ้นสู่อำนาจโดยการรัฐประหาร ได้ใช้อาวุธปืนยิงมวลชนฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงได้รับบาดเจ็บมากกว่า 60 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงช่างภาพชาวอิตาลีอย่าง ฟาบิโอ โปลันยี ด้วย ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ถูกลอบยิงโดยพลซุ่มยิง และเสียชีวิตระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวนิวยอร์กไทม์ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอทำให้พวกเราเกิดความรู้สึกเดือดดาลขึ้นหรือ?

แต่ในประเทศนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็น “แดนแห่งรอยยิ้ม” ของเรา เรายังจำ ชายหาด ต้นมะพร้าว และการบริการอันยอดเยี่ยม พวกชุมชนท่องเที่ยวจีโอ1 ถึงกับกล่าวว่า “ไม่ว่าที่ใดที่เราพบผู้คนในเมืองไทย คุณจะเห็นพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม” แต่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่โกหกก็อยู่กับการหลอกตัวเอง ข้อเท็จจริงที่ว่ากรุงเทพตอนนี้ต้องตกอยู่ภายใต้การหายใจหายคอไม่ออกจากควันไฟที่เกิดจากการวางเพลิง อาจทำให้เราประหลาดใจน้อยเท่ากับที่รัฐบาลไทยรู้สึกเช่นกัน

เราปิดตาตัวเองจากความเป็นจริงในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เราวาดภาพในใจให้ประเทศนี้เสียอย่างสวยงาม…

แต่เมื่อปี 2544 ซึ่เป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างเป็นประชาธิปไตย อันเป็นผู้นำที่เราไม่ได้ชื่นชมมากนัก ซึ่งก็คือของทักษิณ ชินวัตรซึ่งเป็นเศรษฐีเชื้อสายจีนหน้าใหม่ มีทั้งเรื่องการคอรัปชั่นให้เห็น ใช้นโยบายประชานิยม และไม่มีคนเห็นใจมากนัก ชนชั้นนำผู้จงรักภักดีโค่นเขาด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 โดยไม่ได้มีผลกระทบกับพวกเรามากนัก

สิ่งนี้แหละควรทำให้เราต้องมีความละอายจนถึงทุกวันนี้ คุณสามารถเพียงแค่นำเอาระบอบประชาธิปไตยมาให้กับคนไทยผู้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพียงเพื่อจะรื้อถอนมันออกเมื่อเห็นว่าพวกเขาเลือกคนผิดขึ้นมา – นี่เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน นับแต่เดือนมีนาคมมาเป็นเวลาสองเดือน ผู้คนเหล่านี้ได้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ การประท้วงนี้จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ ครั้นแล้ว เมื่อกองทัพยิงพวกเขา องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ชื่อ Human Rights Watch ได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ แต่ไม่มีรัฐบาลตะวันตกใดประณามประเทศไทย ไม่แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์จะทำการประณามเรื่องอื้อฉาวนี้อย่างใหญ่โต เมื่อปรากฏว่าผู้ให้สัมภาษณ์ชาวไทย ซึ่งนักข่าวของพวกเขาทำการสัมภาษณ์อยู่ถูกยิงล้มลงไป และแม้กระทั่งวานนี้บีบีซีก็ถึงกับแสดงความโล่งใจเมื่อความสงบหวนกลับคืนสู่กรุงเทพ

ทำไมเราถึงอนุญาตให้ประเทศไทยมีรัฐประหาร ในขณะที่เราไม่อนุญาตให้คนอื่นทำได้? บางทีคงเป็นเพราะเราเห็นประเทศไทยเป็นโอเอซิสในยุคหลังอาณานิคมแห่งสุดท้ายในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เริ่มทวีศักยภาพทางเศรษฐกิจแซงพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่มีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลอะไรเลย สำหรับการเมินเฉยและการอดทนกับเรื่องนี้

พวกตะวันตกคงมองประเทศไทยอย่างมีความสุข ในฐานะโอเอซิสยุคหลังอาณานิคมแห่งสุดท้าย

ต้นฉบับของบทความนี้เป็นภาษาเยอรมันในชื่อ Land ohne Lächeln ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทาซในประเทศเยอรมนีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553

เกี่ยวกับผู้เขียน :
จอร์จ บลูม (George Blume) : เกิดปี 2506 ที่ฮาโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี เขาเคยอยู่ที่ปารีสก่อนจะมาทำงานให้กับสำนักข่าวทาซ (TAZ) เมื่อปี 2540 เขาอยู่กับภริยาชาวญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเขาได้รายงานข่าวที่นั่นให้กับสำนักข่าวทาซ และไทม์ รายงานข่าวของเขามักเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน ด้วยความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลเสรีภาพในปี 2550

เกี่ยวกับสำนักข่าวทาซ :
สำนักข่าวทาซ (TAZ) มีฐานอยู่ในกรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมนี เป็นหนังสือพิมพ์สำหรับปัญญาชนที่เป็นเสรีนิยมเอียงซ้าย หนังสือพิมพ์เล่มนี้ยังรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขันทำให้หลายคนชื่นชอบอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายกันคือ Liberation ของฝรั่งเศส

แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Keiko Sei เธอเป็นนักกิจกรรมศิลปะด้านสื่อ เคยมีผลงานเป็นนิตยสารเฉพาะกิจชื่อ Bangkok Documenta No. 1 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์

เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย SIU

หมายเหตุ: SIU เห็นปฏิกิริยาจากสื่อต่างประเทศต่อปรากฎการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ที่น่าสนใจจากสื่อและผู้สังเกตุการณ์จากต่างประเทศ จึงนำมาเสนอตามมุมมองของแต่ละสำนัก สำหรับครั้งนี้เป็นมุมมองค่อนไปทางซ้ายจากสื่อในประเทศเยอรมนี ครั้งต่อไปจะเป็นการนำเสนอบทความจากนักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศ จากองค์กรมันสมองที่มีอิทธิพลกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา


เพลงประกอบบทความ "Zombie"

ตำรวจสากลบอกไม่จับ "ทักษิณ" ด้วยข้อหาทางการเมือง

ที่มา เอเอพี/ยาฮู
29 พฤษภาคม 2553

รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีวันนี้ว่า ตำรวจข้ามแดนไม่เห็นได้รับคำร้องขอใดๆให้จับพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพวกเขาจะไม่จับคุณทักษิณด้วยข้อหาทางการเมือง

รายงานข่าวดังกล่าวอ้างอิงถึงรัฐบาลไทยที่ได้ร้องขอให้ตำรวจอินเตอร์โพลช่วยร่วมมือในการออกหมายจับต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยข้อหาก่อการร้าย เนื่องจากถูกตั้งข้อหาว่าให้เงินผู้ประท้วงและนำไปสู่เหตุการณ์การปะทะในกรุงเทพฯในช่วงที่ผ่านมา

สำนักงานใหญ่ตำรวจอินเตอร์โพลในเมืองลีออง ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยคำพูดของผู้กำกับฯนายโรแนล โนเบล ว่าเขา "ไม่เห็นรู้เรื่อง" การร้องขอจากกรุงเทพฯเพื่อช่วยเหลือเคสดังกล่าวนี้

นอกจากนี้ยังเผยด้วยว่า ถ้ามีคำร้องขอดังกล่าวจริง คำร้องขอนั้นจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนปรกติ และยังต้องผ่านความเห็นที่ปรึกษาทางกฏหมายขององค์กรก่อนด้วย

โฆษกของอินเตอร์โพลกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า ตามกฏขององค์กร ได้ห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกจับกุมใครก็ตามด้วยเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจากแรงจูงใจทางการเมือง

รายงานข่าวดังกล่าวได้อ้างถึงคำพูดของนายสุเทพก่อนหน้านี้ที่บอกว่าได้ขอความร่วมมือไปยังตำรวจอินเตอร์โพล และได้อ้างคำพูดของนายทักษิณที่ได้ย้ำว่าตำรวจสากลจะเห็นข้อกล่าวหาของรัฐบาลไทยดังกล่าวว่าเกิดขึ้นจากแรงจูงใจทางการเมือง

วันศุกร์, พฤษภาคม 28, 2553

ราชินีเสด็จวัดชนะสงครามวันวิสาขบูชา




ที่มา ASTVผู้จัดการ
28 พฤษภาคม 2553

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดชนะสงคราม ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7

วันนี้ (28 พ.ค.) เมื่อเวลา 18.48 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันและเดือนเดียวกัน คือวันเพ็ญเดือนวิสาขะ หรือเดือน 6 แต่ปีนี้วันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7

ในการนี้ทรงถวายสักการะศาลสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระผู้ทรงบูรณะวัดขึ้นใหม่ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานนามวัดว่า วัดชนะสงคราม จากนั้นทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนรสีห์ ตรีโลกเชษฐ์มเหทธิศักดิ์ ปูชนียชยันตโคดม บรมศาสดา อนาวรญาณ ประธานพระอุโบสถ พระสงฆ์และสามเณรจำนวน 163 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาส เรื่องวิสาขบูชาคาถา เกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา และการรำลึกถึงพระประวัติ และพระคุณขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยทรงบำเพ็ญพุทธจริยา 3 ประการ คือ โลกัตถจริยาทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่ชาวโลก ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธเวไนยให้ได้รับมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ญาตัตถจริยา ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระปยูรญาติ ทรงประพฤติโดยฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้า ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นมรดกแก่เทวดา และมนุษย์

เปลวไฟในรากหญ้า



โดย จักรภพ เพ็ญแข

แม้สุมแน่นแค้นหนักกระอักอก
เหมือนพลัดตกสู่เตาก็เผาผลาญ
หยาดน้ำตาแม้ไหลเป็นสายธาร
ถึงกลับบ้านใจยังหวงห่วงพะวง

เงยหน้ามองยอดเขาเราเคยเชื่อ
มีสิ่งเดียวที่ยังเหลือคือความหลง
ภาพลวงตาก่อนตื่นยังยืนยง
คิดว่าเขาเผ่าพงศ์คงความดี

หนีตายไปพึ่งพากาสาวพัสต์
อาวุธเขาตามสกัดถนัดถนี่
พระอารามอย่างไรไม่ใยดี
พญามารเข้าบี้ให้บีฑา

ยิงหน้าอกยิงหัวเพราะกลัวรอด
ยิงอย่างคนใจบอดเป็นนักฆ่า
ยิงระเบิดเถิดเป็นไพร่ไร้ราคา
ผู้ชรา ชาย หญิง ยิงรายคน

แม้พระสงฆ์ถูกกระชากลากจีวร
คำที่เคยพร่ำสอนไม่ได้ผล
ใครหวังว่าผ้าเหลืองคือเบื้องบน
เพียงได้ยลภาพนั้นอันตรธาน

เดินทางกลับบ้านใจรานร้าว
ด้วยดวงใจร้อนราวกับเผาถ่าน
เหมือนถูกปืนปล้นปลิดจิตวิญญาณ
สาปสามานย์เมืองแมนด้วยแค้นใจ

แต่ถึงแม้ถ้วนทั้งหมดปรากฏขึ้น
แม้ความคิดพร่ามึนยังคิดได้
พฤษภาฟ้าระยำก่อกรรมไทย
ช่วยเพาะกล้ากลางใจในแผ่นดิน

จากนี้ไปคนไทยเลิกใหลหลง
ศรัทธาในโคตรวงศ์คงเสื่อมสิ้น
เสียงที่ร่ำร้องไห้เคยได้ยิน
ได้สุดสิ้น-เลิกขอ-พอกันที

พฤษภา ๓๕ มีฟ้าห้าม
พฤษภา ๕๓ ข้ามวิถี
เมื่อมวลชนทั่วหล้าปัญญามี
จะพึ่งผีต่อไปทำไมกัน

พึ่งกันเองตามประสาประชารัฐ
แม้เกิดความข้องขัดหรือคับขัน
จงพากเพียรเรียนรู้ไปคู่กัน
ร่วมชนชั้นเชิงเดี่ยวไม่เดียวดาย

กระสุนปืนแต่ละนัดของสัตว์นรก
หัวมันปกหางตลอดคอยสอดส่าย
เป็นไปตามความพิสุทธิ์พุทธทำนาย
สู่สุดท้ายสิ้นวงศ์คงสมควร

จงชวนเชื่อกันไปเถิดไม่เกิดผล
เพราะมวลชนในวันนี้เขาถี่ถ้วน
เขากำลังปฏิวัติจัดกระบวน
เตรียมสร้างสวนพฤกษศรีแทนที่มาร

ประหารฆ่าผู้คนที่ทนทุกข์
เสมือนปลุกรากหญ้าทุกหย่อมย่าน
ช่วยหว่านข้าวไปทั้งกำเกิดตำนาน
ทำลายฐานมารแผ่นดินจนสิ้นเวร.


---------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

สมุนอำมาตย์อาฆาต'แกะขาว'ข่าวสดเปิดโปงทรราชสังหารหมู่ สะกิดสมาคมสื่อมือตีนช่วยรุมเอาคืน



แกะขาว-ขณะที่สื่อกระแสหลักแทบทั้งหมดนำเสนอข่าวรับใช้หรืออยู่ในทิศทางที่รัฐบาลต้องการให้นำเสนอ เพื่อโน้มน้าวสาธารณชนสนับสนุนรัฐบาลและเกลียดชังต่อต้านคนเสื้อแดง แต่ข่าวสดได้นำเสนอข่าวในเชิงสืบสวนสอบสวน(Investigative news)และนำเสนอตรงตามความเป็นจริงอย่างกล้าหาญทางจรรยาบรรณ ทำให้ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์เคลื่อนไหวกดดันให้นำเสนอข่าวแบบสื่อแกะดำร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤษภาคม 2553

ประชาธิปัตย์ร้องตรวจสอบแกะขาวข่าวสดแหกคอกเสนอความจริงกรณีสังหารหมู่

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้สมาคมสื่อและสื่อมวลชนได้ตรวจสอบการทำงานของหนังสือพิมพ์ข่าวสดกรณีที่มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามเสนอข่าวและภาพข่าวว่าทหารเป็นฝ่ายยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการนำเสนอข้อมูลของหนังสือพิมพ์ข่าวสดนั้นเหมือนการให้ร้ายรัฐบาลอย่างเต็มที่ ขณะที่สื่อฉบับอื่นๆมีการเสนอภาพและข่าวการจับอาวุธที่ได้จากแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยข้อมูลที่เป็น 2 ด้านและเป็นข้อเท็จจริง

"หากกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสดระบุว่าเป็นเรื่องของวิจารณญาณของประชาชนที่จะพิจารณานั้น ไม่ทราบว่ากองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ข่าวสดกำลังใช้วิจารณญาณในการทำหน้าที่ว่าอาจจะเป็นการทำร้ายบ้านเมืองด้วยหรือไม่ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากเรียกร้องให้เพื่อนสื่อมวลชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของสื่อด้วยกันเองด้วย"

ข่าวสดเดินหน้าเปิดโปงทหารฆ่าคนในวัดปทุมฯ

ทั้งนี้พบว่า ขณะที่สื่อกระแสหลักแทบทั้งหมดนำเสนอข่าวรับใช้หรืออยู่ในทิศทางที่รัฐบาลต้องการให้นำเสนอ เพื่อโน้มน้าวสาธารณชนสนับสนุนรัฐบาลและเกลียดชังต่อต้านคนเสื้อแดง แต่ข่าวสดได้นำเสนอข่าวในเชิงสืบสวนสอบสวน(Investigative news)และนำเสนอตรงตามความเป็นจริงอย่างกล้าหาญทางจรรยาบรรณ ทำให้ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์เคลื่อนไหวกดดันให้นำเสนอข่าวแบบสื่อแกะดำร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ

โดยข่าวสดยังนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง แบบที่สื้อกระแสหลักอื่นๆละเลย และยังนำเสนอข่าวรับใช้รัฐบาลราวกับเห็นผู้เสพสื่อนั้นถูกชักจูงได้อย่างเชื่องๆ



ยืนยัน - นายเพิ่มสุข ใจเย็น ชาวจ.นครพนม ซึ่งบาดเจ็บมาจากวัดปทุมฯ เปิดให้ดูบาดแผลกระสุนที่ก้นและโคนขาขวา ยืนยัน 100% ว่าทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้า ถ้าหลบเข้าใต้ท้องรถไม่ทัน อาจถึงตาย


สลดเหยื่อศพที่ 3 ถูกยิงในวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 1 ใน 6 ศพ ที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม นอกจากอาสาสมัคร และพยาบาลอาสาที่ "ข่าวสด" นำเสนอไปตามลำดับแล้วนั้น ศพที่สาม คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ถูกทหารยิงตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. ขณะเข้าช่วยเหลือพาผู้สูงอายุหลบภัยในวัด แล้วเดินออกนอกประตูรั้ววัด จะมุ่งหน้าไปที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาตินั้น
ยืนยัน - นายเพิ่มสุข ใจเย็น ชาวจ.นครพนม ซึ่งบาดเจ็บมาจากวัดปทุมฯ เปิดให้ดูบาดแผลกระสุนที่ก้นและโคนขาขวา ยืนยัน 100% ว่าทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้า ถ้าหลบเข้าใต้ท้องรถไม่ทัน อาจถึงตาย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านพักเลขที่ 151/3 หมู่บ้านรัตนะทรัพย์การ์เด้น ถ.ราชกิจ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อสอบถามความเป็นมาของเหยื่อที่ถูกยิงโหดในวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน

พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พนักงานสอบ สวน (สบ 2) สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า นายอัฐชัย เป็นน้องชาย เสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. ขณะเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้าย กระสุนทะลุปอด เสียชีวิตขณะเพื่อนนปช.ช่วยนำเข้าไปปฐมพยาบาลในเต็นท์ ภายในวัดปทุมวนาราม

เผยพาคนชรา-ผู้หญิงไปหลบภัย

พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า นายอัฐชัย ย้ายมาพักอาศัยที่จันทบุรี เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ หลังจากที่นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมตอนปลายจาก อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งตนและพี่สาวช่วยกันส่งเสียให้เล่าเรียน เขาชอบกิจกรรมจึงเรียนช้า และหางานทำไปด้วย ตนจึงขอร้องให้เขาตั้งใจเรียนให้จบ เป็นความหวังของแม่ นิสัยใจคอของน้อง ชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ และรักประชาธิปไตย น้องชายไม่ใช่การ์ดนปช. แต่ร่วมชุมนุมทำหน้าที่ช่วยดูแลแจกอาหาร ประจำหน้าเวทีราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังจากที่แกนนำยอมมอบตัว วัดปทุมวนารามได้เปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปหลบอยู่ในวัด น้องชายก็เข้าไปทำหน้าที่ช่วยนำพาชาวบ้าน คนแก่ ชายหญิง หลบภัย

"จากนั้นในช่วงค่ำเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. น้องชายเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม เพื่อเตรียมเดินทางต่อ จะเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถูกยิงด้วยกระสุนสงครามที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายทะลุปอด ทราบว่ายิงมาจากที่สูง เพื่อนของเขาก็ช่วยนำร่างเข้าไปเพื่อปฐมพยาบาลในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผมทราบเหตุเมื่อเวลา 19.00 น. มีคนโทรศัพท์มาบอก" พ.ต.ต.ธีระวัฒน์กล่าว

พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้อง แต่เขารักประชาธิปไตย ทำได้แค่เตือนเขาให้ระวังตัว หลบให้ดี ไม่นึกว่าเหตุการณ์แค่ไปชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยแบบทั่วไป ธรรมดา มีคนไปจำนวนมาก ไม่น่าจะมีการยิงคนในวัด หรือหน้าวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน ท่านเจ้าอาวาสวัดก็ประกาศขึ้นป้ายเขตขออภัยทานไว้แล้ว เคยโทร.คุยกับเขาเสมอ และเตือนว่าให้หลบภัยอยู่ภายในเวทีชุมนุม หรือให้อยู่ภายในวัดปทุมวนาราม แต่สุดท้ายเขาก็มาถูกยิงเสียชีวิต

ลางสุดท้าย-สายรัดข้อมือ 3 สี

ด้านนางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาว กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุน้องชายไปหาตนที่บ้านพักในกรุงเทพฯ แล้วเขาถอดสายรัดข้อมือสามสีรูปธงชาติจากข้อมือข้างขวายื่นส่งให้แล้วพูดว่าจะให้พี่ไว้เป็นที่ระลึก ตนไม่นึกว่าจะเป็นลางครั้งสุดท้าย "วันนั้นน้องยังพูดอธิบายด้วยอารมณ์ และสีหน้าจริงจัง ว่า สีน้ำเงิน หมายถึงพระเจ้าอยู่หัว ที่เขาเทิดทูน ปกป้องสุดชีวิต สีแดงหมายถึงชาติไทย เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา เขาบอกว่าเขาจะปกป้อง เขายอมตายได้ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"

นางอัญชลี กล่าวต่อว่า หลังจากน้องชายเสียชีวิต ตนและญาติ นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดประทุมทอง ในหมู่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. และฌาปนกิจเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ท่ามกลางญาติมิตร เพื่อนบ้าน และมีกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ชาวนปช. ประมาณพันคน "การตายของน้องชาย การช่วยเหลือจากราชการ มาทดแทนกันไม่ได้ เราพี่น้องรักผูกพันกันมาก อยากให้เขามาอยู่กันพร้อมหน้าเหมือนเดิม"

นางอัญชลี ยังเปิดเผยว่า น้องชายเรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว กำลังสมัครสอบเพื่อทำงานหลายแห่ง สมัครสอบตำรวจ ยังไม่ทราบผล เขาเป็นความหวังของแม่ การตายของเขาทำให้แม่ ซึมเศร้าเสียใจอย่างมาก ส่วนคุณพ่อเสียชีวิตนานแล้ว

แม่เป็นชาวนาเมืองร้อยเอ็ด

ด้านนางสุนันทา ชุมจันทร์ อายุ 53 ปี มารดา กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำนาอยู่ที่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมจากหมู่บ้านแล้ว เขาย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนต่อที่รามคำแหง เขาเรียนจบแล้ว กำลังสมัครหางานทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอัฐชัย เกิดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2524 เป็นบุตรของนายนิคม (เสียชีวิต) กับนางสุนันทา ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 11 ต.โพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด หลังเรียนจบชั้นม.ปลายจากโรงเรียนบ้านโพนทราย แล้วย้ายไปพักอยู่กับพ.ต.ต.ธีระวัฒน์ พี่ชาย ที่อำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนหนังสือที่รามคำแหง โดยพี่ชายพี่สาวส่งเสียเรียน และนายอัฐชัย ทำงานรับจ้างไปด้วย เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อปี 2552 อยู่ระหว่างสมัครสอบรับราชการตำรวจ และสมัครสอบเข้ารับราชการหลายแห่ง

แฉนาทียิงหน้าวัดค่ำวันที่19พ.ค.

รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงภายในวัดปทุมวนารามในช่วงค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบว่ายังคงนอนรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกจํานวน 1 ราย เป็นชาย อายุประมาณ 45 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในอาการหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากและยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน

รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดปทุมวนาราม ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขณะเกิดเหตุมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ได้อย่างละเอียด แต่ไม่สามารถที่จะนําออกมาเปิดเผยได้ และขณะนี้พบว่าได้หลบไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าวเริ่มบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. วันที่ 19 พ.ค. ในเวลา 18.30 น. พบมีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกสนาม กว่า 10 คน ยืนเรียงรายอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัด ทุกคนหันหน้าไปทางวัด ในมือมีอาวุธสงครามลักษณะเหมือนปืนยาวเล็งเข้าไปในวัดทุกคน และมีบางคนนั่งยองๆ แบบคุกเข่า ลักษณะกำลังเล็งปืนเข้าไปในวัด จากนั้นไม่กี่นาทีก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด ลักษณะเสียงคล้ายปืนกล นานประมาณ 5 นาที และในภาพยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณอุโบสถภายในวัดประมาณ 20-30 คนวิ่งชุลมุนอยู่ บางคนนอนราบกับพื้น บางคนหลบอยู่ด้านหลังเสา และหันหน้ามองไปยังหน้าวัดลักษณะกำลังมองหาต้นตอของเสียงปืนดังกล่าว จากนั้นผู้ชุมนุมก็พากันหลบเข้าไปในวัดจนกระทั่งเช้าของวันที่ 20 พ.ค. มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาเคลียร์ให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และส่งกลับบ้าน


พยาน- นายกิติชัย แข็งขัน นอนรักษาตัวที่ร.พ.กลาง จากอาการบาดเจ็บสาหัส ถูกยิงในวัดปทุมฯ กระสุนเข้าที่หลังและมือ แฉว่าคนลงมือยิงเป็นทหาร ซึ่งตะโกนสั่งให้ถอดเสื้อ แล้วไล่ให้ไปหลบในวัด ทั้งที่บาดเจ็บอยู่


ส.ส.ย้ำพยานยืนยันทหารยิง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนอภิปรายเกี่ยวกับนายเพิ่มสุขนั้นเป็นข้อเท็จจริง เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดการยิงประชาชนภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งนายเพิ่มสุข ใจเย็น ในฐานะชาวนครพนมอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งของตนได้ยืนยันว่า ช่วงเกิดเหตุการณ์ยิงประชาชนเวลา 18.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายเพิ่มสุขบอกว่าเข้าไปหลบภายในวัด พอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจึงมองขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เห็นทหารถือปืนและยิงเข้ามาในวัด จนต้องหลบ แต่ก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา ต่อมาได้เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่นายเพิ่มสุขยืนยันว่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดแน่นอน และเห็นว่าผู้ที่ถูกยิงคนหนึ่งคือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาล ที่ถูกยิงล้มลงบริเวณใกล้เคียงกัน นายเพิ่มสุขยืนยันว่าในฐานะลูกนายทหารเก่า พ่อยศร.อ. สามารถแยกแยะได้ระ หว่างทหารกับพลเรือน

นายชวลิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาล นายเพิ่มสุข ยังไม่มีความคิดนี้ เพราะยังติดเรื่อง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่

ให้ญาติ6ศพวัดปทุมฯร้องเรียน

ที่กระทรวงยุติธรรม นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงการช่วยเหลือด้านกฎหมายและการเยียวยาด้านการเงินให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมเสื้อแดงว่า ขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากศูนย์เอราวัณที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ของศอฉ.ทุกรายสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือและขอคําปรึกษาด้านกฎหมายต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนต่างจังหวัดยื่นได้ที่ยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องแล้วกว่า 10 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลในแต่ละรายอยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมและก่อการจลาจลหรือไม่

นางสุวณา กล่าวว่า ส่วนผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ขณะนี้ยังไม่มีทายาทผู้เสียชีวิตเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียน หากญาติผู้ตายต้องการขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายก็สามารถมายื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อจะให้การช่วยเหลือต่อไป

พยานที่บาดเจ็บยัน-ทหารยิง

วันเดียวกัน นายเพิ่มสุข ใจเย็น อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ถ.ราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารกราดยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสใส่ผู้ชุมนุมในวัดปทุมวนาราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. เปิดเผยถึงเหตุการณ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเฉียดตายว่า วันเกิดเหตุตนอยู่หน้า รร.โฟร์ซีซั่นส์ กำลังเก็บข้าวของในเต็นท์นครพนม 52 ได้ยินเสียงปืนไล่หลังมาจึงขับรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน ของตน ทะเบียน บน 3862 ร้อยเอ็ด เลี้ยวเข้าวัดปทุมวนาราม จอดอยู่ในวัดห่างประตู 6-7 เมตร ขณะเข้าวัดเวลาประมาณ 16.30.-17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. ก็ได้ยินเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงนำรถมาจอดใกล้รถตู้สีขาว ของร.พ.วชิรพยาบาล และมีคนแอบรวมอยู่ด้วยประมาณ 3-4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะมุดเข้าใต้ท้องรถ ส่วนตนชะเง้อมองดูพบว่าที่สะพานรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและเห็นทหาร 1 นายส่องปืนลงมา ก่อนยิงมาที่ตน กระสุนถูกโคนขาด้านขวา 1 นัด และก้นด้านขวา 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ จึงล้มตัวนอนกลิ้งเข้าไปหลบใกล้รถเข็น

เผยนาทีเหยื่อถูกยิงดับหน้าวัด

นายเพิ่มสุข กล่าวระบุว่า คนที่ยิงใส่ชุดทหาร คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงไล่หลัง 4-5 นัด ถ้าตนโผล่อาจจะถูกยิงซ้ำจนตาย พอพลบค่ำเสียงปืนจึงสงบ มีพระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างเข้าที่กำบังในวัด ก่อนนำไปทำแผลกับหน่วยพยาบาลในวัด แล้วส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.ตำรวจ

นายเพิ่มสุข กล่าวต่อว่า ขณะถูกซุ่มยิงบนสะพานรางรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ตนยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังวิ่งเข้ามาบริเวณหน้าวัด เป็นชาย ถูกยิงที่หน้าอก 1 นัด และลำคอ 1 นัด ผู้เห็นเหตุการณ์จึงช่วยอุ้มผู้บาดเจ็บเข้ามาในวัด พยาบาลอาสาพยายามปั๊มหัวใจไม่ถึง 5 นาที ชายคนดังกล่าวจึงเสียชีวิต

"ยืนยันว่าคนที่ยิงเป็นทหารร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบิดาตนคือ ร.อ.สุชาติ ใจเย็น เคยรับราช การที่ ม.พัน.11 ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ก่อนย้ายมา ม.2 พัน.6 จ.ขอนแก่น ผมพบเห็นทหารและคลุกคลีมาแต่เด็กๆ หลังเกิดเหตุวันที่ 20 พ.ค. นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจแล้วจึงถูกส่งตัวกลับ แล้วขับรถกระบะคู่ชีพกลับบ้านที่จ.นคร พนม แต่จนถึงขณะนี้ยังนอนไม่หลับ เกรงจะมีคน ตามมายิงซ้ำอีก

เผยแดงสุรินทร์ถูกยิงตาย5ศพ

ที่จ.สุรินทร์ นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย ประธานที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงสุรินทร์ เปิดเผยว่า มีคนเสื้อแดงสุรินทร์เสียชีวิตจากการชุมนุมที่กทม.ระหว่าง 10 เม.ย.-19 พ.ค. จำนวน 5 ราย คือนายสมพาน หลวงชม ราษฎรบ้านจาน ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี นายกิตติพงษ์ สมสุข ราษฎรต.หนองหลวง อ.โนนนารายณ์ นายสวาท วางาม ราษฎรอ.ชุม พลบุรี นายประจวบ ประจวบสุข ราษฎรบ้านกรูด ต.เมืองลิง อ.จอมพระ และนายชาติชาย ชาเหลา ราษฎรบ้านเจ้าคุณ ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เฉพาะนายชาติชาย จะฌาปนกิจศพในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่เมรุวัดบ้านเจ้าคุณ ผู้เสียชีวิตทุกราย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วยค่าปลงศพ รายละ 100,000 บาท มูลนิธิไทยคม ช่วยค่าเคลื่อนย้ายศพรายละ 20,000 บาท ผู้เสียชีวิตรายใดที่มีบุตร มูลนิธิไทยคมจะให้ทุนเรียนจนจบปริญญาตรีทุกราย และในวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงสุรินทร์ทั้งจังหวัด จัดงานทำบุญมหาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตทุกรายทั้งทหาร ตำรวจ นักข่าว และพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกคน ที่บ้านสำโรง-หนองกา ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 99 รูป มาประกอบพิธี ขอเชิญชวนชาวเสื้อแดงสุรินทร์ทุกท่าน มาร่วมงานโดยทั่วกัน

คนเจ็บสุดท้ายของ"น้องหมู"แฉ

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่โรงพยาบาลกลาง ชั้น 9 แผนกผู้ป่วยศัลยกรรมชายสามัญ นายกิติชัย แข็งขัน อายุ 40 ปี เหยื่อคมกระสุนจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. นายกิติชัย อยู่ในสภาพเหนื่อยและอิดโรยเจ็บบาดแผลอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเล่าถึงนาทีชีวิตที่รอดตายมาได้ว่า ตนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง ทำงานก่อสร้างอยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังเลิกงานตนจะลงมาหาเพื่อนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม ตั้งเต็นท์จังหวัดขอนแก่น เพื่อมาพูดคุยกินข้าวกันตามปกติ

หลังจากนั้นตนก็จะกลับไปนอนในแคมป์ที่พักคนงาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 19 พ.ค. นั้นตนก็ทราบว่าจะมีทหารเข้ามาบุกขอพื้นที่คืน และก็ได้ยินเสียงระเบิดและยิงปืนกันทั้งวัน จนกระทั่งได้ยินเสียงแกนนำออกประกาศว่าขอสลายการชุมนุม จนเย็นตนคิดว่าเรื่องต่างๆ คงจบไปแล้วไม่มีเหตุอะไรบานปลาย จึงได้เดินไปหาเพื่อน ทั้งนี้ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อตนเดินมาถึงจวนใกล้ถึงวัดปทุมวนาราม ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตนรู้สึกตกใจกลัวมากและยังมีประชาชนคนอื่นๆ อีกหลายคนต่างก็วิ่งเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม ตนรีบเข้าหาที่กำบังนอนราบหมอบกับพื้นใต้รถกระบะคันหนึ่งที่จอดอยู่ในวัด แต่เสียงปืนก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีกระสุนนัดหนึ่งมาโดนที่บริเวณหลังขวา ขณะที่ตนนอนหมอบอยู่รู้สึกทันทีว่าเจ็บบริเวณดังกล่าว ตนจึงได้ยกมือขวาร้องตะโกนบอกว่ายอมแล้ว แต่ก็ถูกยิงเข้าที่มือขวาอีกหนึ่งนัด และก็ได้ยินเสียงทหารบอกว่า ให้ออกมา ออกมา ตนจึงกัดฟันวิ่งไปหาทหาร และถูกทหารสั่งให้ถอดเสื้อออกและให้ยกมือขึ้น ก่อนจะสั่งให้วิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนารามทั้งที่ตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนตกใจกลัวมาก จึงรีบวิ่งไม่คิดชีวิตจนไปพบกับเต็นท์พยาบาล และมีพยาบาลหญิงคนหนึ่ง ได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่ตนจะสลบไป และเพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า พยาบาลดังกล่าวที่ช่วยเหลือตนมาถูกยิงเสียชีวิตไป ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แฉอีก-นาทีการ์ดถูกยิงล้มทั้งยืน

นอกจากนี้ นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี อาชีพค้าขายและอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมในวันสลายการชุมนุมด้วยและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า ตนขายของอยู่บริเวณใต้รถไฟฟ้าราชดำริ ขณะนั้นกำลังเก็บร้านอยู่ แต่ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 ราย และมีหน่วยกู้ภัยบอกให้ตนช่วยเหลือ ขับรถจักรยานยนต์กุยทางเพื่อนำคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตนได้ขับรถพาไปส่งแล้วถึง 3 เที่ยว จากนั้นก็ได้มาจอดรถอยู่ที่เดิม ขณะนั้นตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ โดยที่บริเวณที่ตนอยู่นั้นมีการ์ดนปช.คนหนึ่งยืนอยู่กับตนด้วย ก่อนได้ยินเสียงกระสุนดังขึ้นหนึ่งนัด ก่อนที่การ์ดนปช.คนดังกล่าวจะล้มทั้งยืนลงมาทับร่างตน และพบว่าการ์ดนปช.คนดังกล่าว ถูกยิงเข้าหน้าผากกระสุนทะลุท้ายทอยด้านซ้าย และลูกกระสุนยังทะลุมาถูกลำคอของตน กระสุนฝังในก่อนจะหมดสติไป และมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นแพทย์ไม่สามารถผ่าเอาหัวกระสุนออกได้ เพราะฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ใกล้กับเส้นประสาท คงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอีกหลายวัน

เผยชีวิตเหยื่อปืนชาวยโสฯ

ที่ จ.ยโสธร ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านมัน ปลา เลขที่ 223 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งเป็นบ้านของนายพัน คำกอง อายุ 44 ปี เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พบเพียงนางฉัตร สุวเพ็ชร อายุ 63 ปี อยู่เลขที่ 140 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นแม่ยายของนายพัน ซึ่งปลูกบ้านอยู่คู่กับบ้านลูกเขยลูกสาว ลักษณะเป็นบ้านแบบชั้นเดียว ติดทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน

นางฉัตร กล่าวว่า ลูกสาวคือนางหนูชิด คำกอง พร้อมลูกๆ 4 คน และญาติพี่น้องทราบข่าวนายพันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค. จึงได้ประกอบพิธีเผาศพนายพัน ที่วัดในกทม. จะเป็นวัดอะไรนั้น ตนจำไม่ได้ และได้นำกระ ดูกนายพันกลับมาประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลที่บ้านเกิดในเช้าวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งตนและญาติพี่น้องได้นำกระดูกนายพันไปบรรจุอัฐิที่วัดป่าบ้านมันปลา ส่วนนางหนูชิด คำกอง ลูกสาวได้หอบเอกสารหลักฐานเดินทางไปติดต่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลที่ กทม. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา

ทิ้งลูก4คนเผชิญชะตากรรม

นางฉัตร กล่าวว่า ที่บ้านยึดอาชีพทำนาปีละครั้ง และเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา หลังนายพันแต่งงานกับลูกสาวตนแล้ว ก็ได้อพยพไปทำงานที่ กทม. เพื่อหนีความแห้งแล้ง นางหนูชิด ลูกสาวทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ส่วนนายพันลูกเขยเช่ารถแท็กซี่ หลายปีผ่านไปลูกเขยลูกสาวเก็บออมเงินมาสร้างบ้านให้ตน และบ้านเขาเองเพื่อให้ลูกเขา ซึ่งมีด้วยกัน 4 คน หญิง 1 คน ผู้ชาย 3 คน ได้อยู่เพื่อเรียนหนังสือ ปัจจุบันลูกชายคนโตเรียนที่วิทยาลัยโปลี จ.อำนาจเจริญ ลูกสาวคนรองเรียนชั้น ม.3 ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่วิทยา ลูกชายเล็กอีก 2 คน เรียนชั้น ป.4 และชั้น ป.1 ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ทุกวันหลานๆ ทั้ง 4 คน ต้องใช้เงินค่ารถค่าอาหารขณะไปเรียนหนังสืออย่างน้อยวันละ 60 บาท เมื่อลูกเขยซึ่งเป็นเสาหลักในการหาเงินจุนเจือครอบครัว มาเสียชีวิตลงลูกชายลูกสาวเขาที่กำลังเรียน คงเดือดร้อนแน่ ยิ่งเด็กชายสุพจน์ คำกอง อายุ 10 ขวบ ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ป่วยมีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคหืดหอบ ต้องไปหาหมอประจำใช้เงินมากคงเดือดร้อนอย่างหนัก ลำพังตนทำนาปีละครั้งคงไม่มีเงินพอจะพาหลานไปหาหมอบ่อยๆ

นางฉัตร ยังกล่าวถึงวันที่ลูกเขยเสียชีวิตโดยได้ฟังจากปากของนางหนูชิด ลูกสาวว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค. นายพันนำรถแท็กซี่ไปจอดอู่เพื่อตรวจก่อนจะเดินทางไกลมาที่ยโสธร เพื่อมาส่งลูกๆ ทั้ง 4 คน ในช่วงเช้าของวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเรียนหนังสือหลังลูกเขยลูกสาวมารับลูกไปอยู่ที่ กทม. ช่วงปิดเทอม ก่อนลูกเขยจะขับรถมาจอดที่อู่ นางหนูชิด ลูกสาวบอกว่านายพันได้ร้องบอกนายคมกริช คำกอง อายุ 18 ปี ลูกชายคนโตให้บอกน้องๆ ให้รอกินข้าวด้วยกันพ่อจะซื้อกลับข้าวมาด้วย และนางหนูชิดลูกสาวมาทราบจาก ร.พ.อีกทีว่าสามีเสียชีวิตแล้ว

องค์การนิรโทษฯขอร่วมสอบ

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพการละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติ เพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ

5ต้อง1ไม่ ก้าวต่อไปของคนเสื้อแดง


ไม่ต้องรอแกนนำ ไม่ต้องรอใคร นี่คือภาคประชาชนเริ่มต้นที่พวกเรากันเอง จงดำรงการต่อสู้ดำรงอุดมการณ์คนเสื้อแดงไว้ให้ได้ สร้างและสืบทอดเจตนารมณ์ เผยแพร่ถ่ายทอดความจริง สร้างตัวแทนของเราทุกระดับ เสียสละและช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่ตกทุกข์ได้ยากจากการต่อสู้ ปฏิเสธความร่วมมือหรือเข้าร่วมใดๆกับรัฐบาลอำมาตย์


โดย ศรีศูทร ราชประสงค์
28 พฤษภาคม 2553

อ่านประสบการณ์19พฤษภาของผู้เขียน:เราถูกสังหารหมู่ เราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ชัยชนะบนความพ่ายแพ้


ในการต่อสู้ที่ผ่านมามองดูภายนอกซึ่งเหมือนว่าเราพบกับความพ่ายแพ้ เราสูญเสียชีวิตพี่น้องของเรา แกนนำเราโดนจับ สถานีโทรทัศน์เราโดนปิด พี่น้องเราโดนจับไปหลายคน มองดูเหมือนเราพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

แต่ในความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เราสามารถเปิดเผยธาตุแท้ของสังคมและชนชั้นปกครองออกมาให้สังคม ทั้งภายในและภายนอกประเทศได้รับรู้ถึ่งความชั่วร้ายของพวกเขาได้ อีกทั้งเราสามารถสร้างแนวร่วมทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

แต่เมื่อถามว่า สิ่งที่ได้รับมันคุ้มมั้ยกับการสูญเสียชีวิตของพี่น้องเรา ผมตอบได้เลยว่ามันไม่คุ้ม และในเมื่อมันไม่คุ้มเราต้องเดินหน้าต่อไป แต่ในการเดินหน้าต่อไปนั้นเราจะเดินไปในทางไหน เพราะสภาพปัจจุบันเราไม่แกนนำ เราไม่มีพื้นที่สื่อสารกัน

ซึ่งถ้าพูดในภาพรวม เราจะพบว่าพวกเราไม่มีที่ยืนภายในสังคมนี้ ถึงแม้ใจเราสู้ก็คงเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ขอให้สู้ต่อไปเพื่อความเสมอภาคและเพื่อพี่น้องที่สูญเสียไป

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเราจะเห็นว่า รัฐบาลคิดว่าความสงบสุขของประเทศคือการทำให้คนเสื้อแดงไม่มีที่ยืนในสังคมโดยการปิดกั้นสื่อ จับกุมแกนนำ จับกุมบุคคลที่พวกเขาเชื่อว่าสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง อีกทั้งออกข่าวให้ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตอนนี้เป็นแค่ปฎิบัติการเริ่มต้นเท่านั้น และมีความเชื่อว่าต่อไปพวกเขาจะต้องแต่งตั้งผู้ว่าฯที่เป็นคนของเขาในพื้นที่ของเรา เพื่อตามไปปิดวิทยุชมชนของเรา อีกทั้งให้สัมปทานวิทยุชุมชนแก่คนของเขา เพื่อออกข่าวให้ร้ายและล้างสมองของพวกเรา

จากการกระทำที่ผ่านมาของพวกเขาทำให้เชื่อไปว่า แผนการปรองดองเป็นเพียงแค่ใช้ปากผายลมออกมาเท่านั้นเอง อีกทั้งสามารถเชื่อได้เลยจะไม่มีการยุบพรรคประชาธิบัตอย่างแน่นอน และเมื่อทราบอย่างนี้แล้วพวกเราจะปฎิบัติและก้าวเดินไปอย่างไร เพื่อที่จะสามารถลุกขึ้นสู้ต่อไปได้ น่าคิดนะ

สื่อสารมวลชนของพวกเรา

ต่อไปนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเราจะไม่มีพื้นที่สำหรับสื่อสารกัน แต่พวกเราต้องสร้างมาให้ได้ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็จะมีทางเว็ปไซดต์ต่างๆเช่น ThaiE-News เพราะฉนั้นเราต้องคงอยู่ไว้ และพัฒนาขึ้นเพื่อต่อสู้ของพวกเรา

สิ่งที่อยากเห็นจากสื่อทางอินเตอร์เน็ตนั้นนอกจากข้อมูลทั้งสองด้านแล้วอยากเห็นข้อมูลทางวิชาการ เช่น รัฐธรรมนูญตอนนี้มันผิดปกติอย่างไร การทำอย่างไรให้องค์กรกลางเป็นกลางจริง สังคมควรพัฒนาไปทางไหน ซึ่งข้อมูลพวกนี้ก็จะเป็นการพัฒนาความคิดของคนเสื้อแดงไปในตัว (แต่อย่าเป็นแบบวิชาการจ๋านะ เดี่ยวคนอ่านจะเบื่อเสียก่อน)

องค์กรใต้ดิน

ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้ไปวางระเบิดหรือไปเผาที่ไหนนะ (ถึงแม้อาจจะมีใครคับแค้นใจอยากทำก็ตามที) แต่ในที่นี้หมายถึง กลุ่มคนที่เสียสละนำข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงไปนำเสนอต่อ ตัวอย่างเช่นคุณ bonbon moche ได้ทำ (อ่านได้จากบทความ ปฎิบัติการ(แอบ)ฝ่าวงล้อมของสือใจบอด-คนกรุงสลิดดก คืนยุติธรรมให้วีรชน) เพื่อที่ขยายข้อมูลของพวกเราไปยังกลุ่มชนชันต่างๆ เพราะเราต้องยอมรับว่าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตของเรานั้นยังเป็นสือสารที่ยังไม่กว้างพอที่จะไปต่อสู้กับพวกเขาได้

ภาคประชาชนคนเสื้อแดง

หลังจากผ่านเหตุการณ์มานั้นได้พูดคุยภายในกลุ่มโดยตั้งคำถามว่า แล้วต่อไปนี้เราจะทำอย่างไร เราจะเดินไปทางไหน จะเดินอย่างไร ก็มีทั้งคำตอบในเชิงใช้ความรุนแรง คำตอบในเชิงสร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่ในส่วนตัวผมผมได้คำตอบแล้วนะว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร ลองมาฟังดูนะ

1.ดำรงการต่อสู้ไว้ ในการดำรงไว้นั้น ก็คือการสร้างกลุ่มก้อนกันขึ้นมา โดยการพูดคุยกันภายในกลุ่ม การให้ข้อมูลต่างๆภายในกลุ่ม ซึ่งจากการสอบถามแล้วพบว่าทุกคนยังพร้อมที่จะสู้อยู่

2.สร้างและสืบทอดเจตนารมณ์ โดยเริ่มต้นจากในบ้านโดยการพยามชี้แจงว่าการเข้ามาเป็นคนเสื้อแดงด้วยเหตุผลอะไร ทำไมต้องมาชุมนุมเรียกร้องการยุบสภา อีกทั้งต้องชี้แจงข้อเท็จจริงในสถานการณ์ต่างๆด้วย เช่น ทำไม่ต้องเชื่อว่า ทหารยิงประชาชน ทำไมถึ่งไม่เชื่อว่าอาวุธพวกนั้นเป็นของคนเสื้อแดง (ซึ่งตอนนี้ลูกผมเรียกว่าไอ้มาร์คแล้ว) ซึ่งต่อไปก็จะ พัฒนาไปยังกลุ่มเพื่อนภายในโรงงาน ภายในบริษัท ภายในที่ทำงานของแต่ละคน

3.ถ่ายทอดความคิดเห็น สิ่งที่ผมทำคือแสดงความคิดเห็นในเว็ปไซต์ต่าง ซึ่งบ่อยครั้งมากที่โดนพวกคิดต่างด่ากลับมา แต่ผมก็ไม่ได้โต้ตอบนะ เพราะว่าผมคิดว่ายิ่งโต้ตอบด้วยคำหยาบคายเหมือนพวกเขามันยิ่งสร้างความแตกแยกในภาคประชาชนมากขึ้น ผมไม่ต้องการแตกแยกในภาคประชาชน และอีกอย่างผมรู้ว่าผมรบกับใคร ผมไม่ได้รบกับประชาชน

ผมรบกับอำมาตย์ คนพวกนั้นถ้ารู้ความจริง และใจยอมรับก็สามารถมาเป็นพวกเราได้ ส่วนพวกที่งมงายแล้วก็ต้องปล่อยเขาไป คิดเสียว่าหมามาขี้รดหน้าบ้านเรา ถ้าเราไปด่าหมาทั้งที่รู้ว่าหมามันฟังไม่รู้เรื่องเรายิ่งกว่าหมาอีกนะ สู้เราไปจัดการกับเจ้าของหมาดีกว่า และเมื่อจัดการกับเจ้าของหมาเสร็จแล้ว หมามันไม่มีเจ้าของไม่มีอะไรแ-กเราค่อยโยนเศษกระดูกไปให้มันมันก็จะมาเป็นพวกเราเอง (มุกนี้ใช่กับพวกที่เรียกตัวเองว่าสื่อสารมวลชน แต่ไม่ยอมเสนอความจริง ยอมรับใช้พวกเขาเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เน้นไปทางสื่อทีวี)

4.สร้างตัวแทน เราก็ต้องทำเหมือนเขาที่เขาสร้าง นางพรทิพย์ นางอมรา นายสรยุทธ และใครต่อใครอีกหลายคนที่เมื่อก่อนสื่อต่างชมว่าเป็นคนดี (ใช้ความพยามอย่างมากเลยที่ใช้คำนำหน้าคนพวกนี้ ตอนแรกเป็นชื่อสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดเลย)

จริงอยู่เราไม่สามารถสร้างคนระดับประเทศอย่างนั้นได้ แต่เราสามารถสร้างคนของเราในระดับสภาท้องถิ่นได้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ส.จ ส.ข และ ส.ส ต้องเป็นคนของเรา

5.ไม่ร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางรัฐบาลจัดขึ้น เช่นวันนี้เขาจัดถนนคนเดินที่สีลมก็ขอต่อต้านโดยการไม่เข้าร่วม ไม่ใช่ว่าไม่เห็นอกเห็นใจคนไทยที่เขาได้รับผลกระทบจากความสูญเสียทรัพย์สินรายได้ แต่คนไทยก็ต้องตระหนักเช่นกันว่าคนเสื้อแดงตายเจ็บมากมายจากการกระทำเหี้ยมโหดของรัฐบาล ก็ต้องเห็นอกเห็นใจพวกเราด้วย ไม่ใช่เพิกเฉยไม่แยแสพวกเรา ราวกับว่ามีค่าน้อยกว่าห้างที่โดนเผา

6.เสียสละและช่วยเหลือ อย่างเช่นคนเสื้อแดงจัดกิจกรรมอะไร ค้าขายอะไร ก็จะขอสนับสนุนและช่วยเหลือตามทุนทรัพย์ที่มี ซึ่งก็จะร่วมถึงผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วย (ในตอนนี้ขอเมียไว้ 2,000 เพื่อช่วยเหลือน้องเบิร์ดที่เสียดวงตา และส่งเงินสนับสนุนกิจกรรมของคุณ bonbon mocheที่(แอบ)ปล่อยข้อมูลความเป็นจริงกรณีอำมาตย์สังหารหมู่คนเสื้อแดง ตอนนี้เมียมองตาเขียวอยู่ (แต่ไม่เป็นไรเรื่องผัวเมียเดี๋ยวเคลียร์ได้)

สุดท้ายที่ผมทำไปนี้ ไม่ใช้ว่าผมจะดูพวกคนเสื้อแดงว่าจะถอดใจ ผมเชือว่าถึงรัฐบาลจะทำอะไรหนักหนาแค่ไหน ก็ไม่สามารถถอดเสื้อสีแดงออกจากตัวออกจากใจพวกเขาได้ แต่ที่ผมทำเพราะผมอยากนำเสนอแนวทางการดำรงในอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงเอาไว้

และขยายอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงให้กว้างขวางมากขึ้น