วันศุกร์, เมษายน 30, 2553

สิทธิมนุษยชนเอเชียเตือนไทย กฏหมายระหว่างประเทศเล่นงาน กรณีฆ่าประชาชน 10 เม.ย.

ACHR PRESS RELEASE
ACHR INDEX: PR/THAI/01/2010
Source: http://www.achrweb.org/press/2010/THAI01-2010.html
30 April 2010

Thailand: Joint parliamentary probe into the
killings on 10 April 2010 demanded
- Thai government warned of international legal action against killing of the civilians -

Bangkok: The Asian Centre for Human Rights, a NGO having Special Consultative Status with the United Nations Economic and Social Council (ECOSOC) warned against impending human rights catastrophe against the Red Shirts demonstrators in Bangkok, Thailand and condemned the violations of the right to life of the Red Shirt protestors and absolute denial of the freedom of expression by the Government of Thailand through banning and/or blocking of all the television stations, radio stations and the internet sites allegedly closed to the opposition political parties.

The evidence including video records of the events on 10 April 2010 presented to the ACHR establish beyond any reasonable doubt that the Thai security forces used disproportionate force that resulted in the violation of the right to life of a large number of civilians and injury of about 800 protestors.

Principle 9 of the United Nations Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials clearly states that “Law enforcement officials shall not use firearms against persons except in self-defence or defence of others against the imminent threat of death or serious injury, to prevent the perpetration of a particularly serious crime involving grave threat to life, to arrest a person presenting such a danger and resisting their authority, or to prevent his or her escape, and only when less extreme means are insufficient to achieve these objectives. In any event, intentional lethal use of firearms may only be made when strictly unavoidable in order to protect life”.

“It is clear from the evidence submitted to the ACHR by the opposition political parties that the firings by the security forces have not been ‘in self-defence or defence of others against the imminent threat of death or serious injury’ but premeditated and willful acts of killings.”- stated Mr Suhas Chakma, Director of Asian Centre for Human Rights.

The allegations that some persons wearing black shirts shot at the security forces to provoke interventions of the security forces against the protestors are serious and need to be investigated. The ACHR demanded that a joint parliamentary investigation into the recent killings and violations of human rights and fundamental freedoms should be held, and the investigation report must be made public within one month and accountability of those who ordered the killings, if any, and individual officers who were responsible for the crimes, must be established.

“The Thai authorities including Prime Minister Abhisit Vejjajiva should note that that on 31st March 2010, the International Criminal Court ordered investigation into the post election violence that resulted into killings of hundreds of civilians in Kenya in 2008. The investigation into the killings in Kenya by the ICC shows that if the national government fails to investigate and establish accountability, international mechanisms may be constrained to intervene. Even though the government of Thailand has not yet ratified the Rome Statute of International Criminal Court, a number of national and international human rights mechanisms against gross violations can be invoked.” – further stated Mr Chakma.

The ACHR has recommended to the government of Thailand to issue clear instructions to the security forces not to resort to the use of fire-arms that results in violations of the right to life and lift all the ban/blocking all the television stations, radio stations and the internet sites allegedly closed to the opposition political parties.

The ACHR also recommended to the government of Thailand and the Red Shirts to find negotiated settlement to the disputes, if necessary, by using good offices of the United Nations Secretary General and/or any eminent person of international repute.

The ACHR further recommended to the Pheu Thai Party and the United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD) to declare a roadmap for protection and promotion of human rights in Thailand including commitment for the ratification of all international human rights instruments without any reservation and the Rome Statute of the International Criminal Court and the need for legislative, administrative and judicial mechanism to guarantee and implement these legal obligations at national level in Thailand.

หมายเหตุ: เป็นแถลงการณ์จากองค์กรระหว่างประเทศที่เรียกร้องให้หยุดการสังหารคนเสื้อแดงที่ออกมาประท้วง หยุดการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการปิดสถานีทีวีและเว็บไซต์

แถลงการณ์ระบุว่าการสลายผู้ชุมนุมทำไม่ถูกขั้นตอนและรุนแรงโดยอ้างอิงจากวีดีโอเหตุการณ์จำนวนมาก

แถลงการณ์อ้างหลักทั่วไปของสหประชาชาติข้อ 9 ที่บอกว่าห้ามใช้อาวุธรุนแรง เว้นไว้เพียงกรณีการป้องกันตัว ฯลฯ (ซึ่งไม่ใช่กรณีของคนเสื้อแดงออกมาประท้วง)

แถลงการณ์ชี้ว่าจะต้องมีการสืบสวนกรณีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย (ชุดดำ) และรายงานอื่นๆที่จะต้องทำแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

แถลงการณ์ได้อ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เคนย่าในปี 2008 ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในสนธิสัญญากรุงโรม แต่ก็มีกลไกอื่นๆที่จะยื่นมือเข้ามาได้

เอเอชซีอาร์แนะนำให้ทางการไทยสั่งการให้ไม่ให้มีการใช้ปืนซึ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรง และไม่ให้มีการปิดกั้นสื่อต่างๆ

เอเอชซีอาร์แนะนำให้ทางการไทยและคนเสื้อแดงเปิดการเจรจา โดยเสนอให้ใช้สำนักงานของยูเอ็นหรือที่ใดก็ได้

เอเอชซีอาร์ยังได้แนะนำให้พรรคเพื่อไทยและนปช.ประกาศแผนโร๊ดแม๊ปเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย อันรวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลด้วยวิธีการต่างๆโดยไม่อ้อมค้อม และรวมไปถึงสนธิสัญญาศาลอาชกรระหว่างประเทศกรุงโรม กรอบกฏหมาย การจัดการ กลไกทางศาลต่างๆเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินการทางกฏหมายในระดับประเทศในไทย

faceบุ๊คเล่นกันดุคิดต่างถึงกับขู่ฆ่า โยงมั่วอุตลุตกล่าวหาเป็นขบวนล้มเจ้า อีกรายตกเป็นเหยือคดีหมิ่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

face bookเป็นเครือข่ายทางสังคมที่ไม่ได้มีแต่"เพื่อน"อีกต่อไป เมื่อความแตกต่างทางความคิดในสถานการณ์ทางการเมืองอาจทำให้คุณติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โทษสูงสุด 15 ปีก็ได้ หรือคุณอาจถูกเข้าใจผิดโดนโยงใยเป็นขบวนการล้มเจ้า และถูกขู่ฆ่าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวเลยก็มี และต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเสียด้วย


จับ"นักธุรกิจเมืองระยอง"อ้างเล่นface bookโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูง


วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ควบคุมตัวนายวิภาส หรือ ก้อง รักสกุลไทย นักธุรกิจ จ.ระยอง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 10 ปาก รวมทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญและรอผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่า หากได้รับการปล่อยตัวจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

ตามคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 11.15 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 913/2553 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 ในความผิดฐาน ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3)(5) ที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลใด ๆ ที่รู้อยู่แล้ว่าการส่งข้อมูลนั้นเป็นความผิด ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม – 12 เมษายน 2553 ผู้ต้องหาได้ทำการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

โดยการโพสต์ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมในเว็บไซต์เฟสบุ๊คดอมคอม www.facebook.com ในชื่อ Wipas Raksakulthai ที่ผู้ต้องหาได้เป็นสมาชิก

ทั้งนี้หากศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาแล้ว พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมและเพื่อสะดวกในการสอบสวน จึงขออนุญาตศาลนำตัวผู้ต้องหามาควบคุมต่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศาลพิจารณาคำร้องแล้วสอบถามผู้ต้องหาไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

เผยมีเวบไล่ล่าคนคิดต่างส่งตำรวจรวบตัว

ก่อนหน้ามีการจับกุมผู้ต้องหารายนี้ ได้มีเวบไซต์แห่งหนึ่ง คือ http://teenoireturns.freeforums.org/topic-t156-80.html ไปเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงในเวบ ทั้งชื่อ นามสกุลจริง โทรศัพท์มือถือ เบอร์อีเมล์ สถานที่พัก สถานศึกษาเดิม

นอกจากนั้นมีการโพสต์ข้อความกล่าวหาคนที่คิดเห็นต่างหลายคนไปในทำนองว่ามีทัศนคติที่จะล้มเจ้า

นักเขียนอิสระ"อริน"โวยโดนไล่ล่าด้วยคน โยงมั่วแล้วขู่ฆ่าทางface book

คุณอริน ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระ และเล่นface book เปิดเผยว่า

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 ผมเริ่มได้รับการขอเพิ่มเป็นเพื่อนแบบแปลกๆ จำนวนมาก (และมากขึ้นทุกที) จากบุคคลที่ผมไม่รู้จักใน facebook จนต่อมาในวันที่ 27-28-29 จึงมีการส่งข้อความใช้ภาษาหยาบคายและอาฆาตมาดร้าย ดังเช่น

Kamhang Tivanon:
27 เมษายนเวลา 11:07 น.
ไอ้เหี้ยหัวควย ทรราชย์ขอให้มึงตายบนถนนเหมือนหมาข้างถนนอย่างที่มึงเป็น


Thanawan Piban:
27 เมษายนเวลา 23:24 น.
เควี่ย ได้อีก


Mon Montagarn:
28 เมษายนเวลา 0:31 น.
1ในแกนนำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
ขอให้แนะนำ ให้มึงไปตายห่าซะ เอาหนังสือ บทความห่าๆลงนรกไปด้วย
กูขอสนับสนุนให้รัฐ ใช้ความรุนแรงทุก รูปแบบกับพวกเสื้อแดง ใช้อาวุธจริง กระสุนจริง วันที่เลือดหมาแดงเต็มถนน เป็นวันที่กูจะยินดีเป็นที่สุด
กูทำงานอยู่ตึก เดียวกะเมียมึง ถ้ากูเจออีดอกนั่นอีก พวกกูจะรุมกระทืบมันเอง


Donuty Kwang:
28 เมษายนเวลา 23:24 น.
ขอ ให้มึงไม่ตายดี หนักแผ่นดิน


Teeravee Muckanaso:
28 เมษายนเวลา 22:53 น.
มึง เป็น เหี้ย ไร วะ สัตว์


Roj Jor:
29 เมษายนเวลา 16:18 น.
มึงทรยศต่อราชบัลลังก์ มึงต้องตายโหง


จากนั้นในเวลา ประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 30 เมษายน 2553 จึงมีมิตรสหนยในโลกไซเบอร์ ส่งลิงค์ ซึ่งประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีเนื้อหามุ่งให้เกิดความเกลียดชังและมุ่งร้ายหมายขวัญตัวผมตามลิงค์นี้ http://teenoireturns.freeforums.org/topic-t156-80.html

โดยมีข้อความว่า

วงศ์วิภา เกษชโลม
(02 345 5540)
ทำ งานอยู่ DHL
เป็นระดับ HR Manager ปัจจุบันอายุ 31 ปี
เกิด 14 มิถุนายน 1979

สามี ชื่อ RUNGROJ WATANASUTHI สามีอายุ 52 ปี
สามี : http://th-th.facebook.com/profile.php?id=1792040961


และ ตามล้วงแคะเกะเกาจากอากู๋ได้อีกว่า
วัฒนา สุขวัจน์ (รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร) นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์อิสระ
วัฒนา สุขวัจน์ คอลัมนิสต์ นสพ.Voice of Taksin

ซึ่ง อริน นี้เป็น advance member ของเวป ชุมชนคนเหมือนกัน (พวก ฟดก พวกดึงฟ้า)
http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=42327

ส่วน ชื่อ วัฒนา สุขวัจน์ นั้นเคยลงรายชื่อในจดหมายต้ามม๊อบ พธม.
โดยลงชื่อ ว่า "วัฒนา สุขวัจน์ คอลัมนิสต์ นสพ.Voice of Taksin"
(http://konthaiuk.com/forum/index.php?topic=5614.0)

ทั้งนี้ผมหาได้มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักเป็นการส่วนตัวกับสุภาพสตรีตามชื่อใน กระทู้ดังกล่าวแต่อย่างใด

นั่นหมายความว่า ตอนนี้ผมเป็น "เป้า" แล้ว หลังจาก domain name ผมหายไปจากโลกโซเบอร์แบบไม่มีร่องรอย ทั้งๆที่ผมไม่เคยเขียนบทความ/กระทู้ "ละเมิดกฎหมาย" ไม่ว่าจะในมาตราใด อีกทั้งการเสนอระบอบรัฐประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่ผมยืนยันมาตลอดคือ "การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ"

ผมไม่ได้เรียกร้องความเป็นธรรม เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในสังคม 2 มาตรฐานนั้น "ความเป็นธรรม" เป็นสิ่งที่ไม่อาจมีอยู่จริง...

หากในกรณีนี้ ที่ผมตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำและคำพูดที่มีลักษณะใส่ร้ายอันเป็นเท็จ จริงนี้ ผมหวังว่าผู้เกี่ยวข้องในเว็บบอร์ดดังกล่าว จะยุติการเผยแพร่ข้อความ และลงประกาศแก้ไขให้เกิดความถูกต้อง เพื่อที่ผมจะได้ยุติความคิดที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมต่อไป.

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมเป็นธรรมยื่นกระไดลงให้มาร์คลาออก ถือว่าไม่ได้ยุบสภาตามแรงบีบ


เต็มยศ-พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยใส่เครื่องแบบเต็มยศเข้ารายงานตัวต่อศอฉ.เมื่อช่วงสายวันนี้ เพื่อปกป้องตัวเองกรณีศอฉ.กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้นำสำคัญในขบวนการล้มเจ้า และฝากเตือนนายอภิสิทธิ์เลิกสั่งทหารปราบปรามประชาชน (ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

หมายเหตุ:เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมซึ่งประกอบ ด้วยนักกฏหมาย นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักวิชาการอิสระ ผู้บริหาร อดีต สสร เป็นต้น ได้ออก แถลงการณ์ฉบับที่ 3 เพื่อเรียกร้องรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมให้ร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้


เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม( Scholars’ Network for a Just Society )แถลงการณ์ฉบับที่ 3

เรื่อง การคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองให้เข้าสู่ความสงบสันติ


ตามที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่อาจยุติปัญหาและควบคุมสถานการณ์ได้ กลับทำให้ปัญหาขยายขอบเขตออกไปมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้งยังมีการก่อเหตุความรุนแรงมาโดยตลอดหลายครั้งหลายหน และนายกรัฐมนตรียังมิได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อผลที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังแสดงท่าที และพยายามใช้กำลังที่มีอาวุธร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมอีก

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขอประณามการก่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 10 และวันที่ 22 เมษายน พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ทหารที่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่รุนแรงและความขัดแย้งซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว

ทั้งนี้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงขอเรียกร้อง ดังนี้

1.รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรยอมรับความจริงว่ากลุ่มผู้ชุมนุม นปช. และผู้สนับสนุนมีเป็นจำนวนมากและหนทางในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีก็ด้วยวิถีทางการเมืองและกระบวนการเจรจาเท่านั้น หาใช่การใช้กำลังเข้ากดดันหรือการให้ร้ายป้ายสีและใช้สื่อปลุกปั่นสร้างความจงเกลียดจงชังต่อกันและกันไม่

2.รัฐบาลควรตระหนักว่าการใช้กำลังเข้าสลายชุมนุมแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพกพาอาวุธและกระสุนจริงเพื่อป้องกันตัว แต่วิญญูชนย่อมเล็งเห็นถึงผลแล้วว่าหากเกิดการปะทะกันและเกิดการพลาดพลั้งหรือมีผู้ใช้อาวุธก่อความรุนแรงก็จะทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายอีกและจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย และอาจบานปลายถึงขั้นเกิดการจลาจลขึ้นทั่วประเทศ

3.รัฐบาลควรยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในฯ และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และการใช้กำลังทหาร เพราะการออกประกาศหรือข้อกำหนดที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนดังกล่าวและการใช้กำลังทหารจำนวนมากตามที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้เลย เช่น การระเบิดที่สีลมมีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งยังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสมือนตกอยู่ในภาวะสงครามหรือการรัฐประหาร

4.นายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบของตนเองในคำสั่งให้สลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งก่อนมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้เคยเรียกร้องให้บุคคลอื่นแสดงความรับผิดชอบทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาทำหน้าที่แก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งนี้ ถือได้ว่านายกรัฐมนตรีมิได้กระทำตามการเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการให้ยุบสภาแต่ประการใด


5.รัฐสภาควรทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาขัดความแย้งที่เกิดขึ้นในชาติ


5.1เร่งดำเนินการแต่งตั้งกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการสอบสวนกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน และเหตุระเบิดที่บริเวณถนนสีลมเมื่อวันที่ 22 เมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีผู้เสียชีวิต เพื่อทราบผู้กระทำผิดที่แท้จริง และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

5.2หากนายกรัฐมนตรีลาออก สภาผู้แทนราษฎรควรเลือกบุคคลที่สามารถประสานกับทุกฝ่ายได้ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งดำเนินการเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อนำไปสู่การยุบสภาโดยเร็ว และเพื่อการเลือกตั้งโดยสันติต่อไป

6.พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์และวิธีการแก้ปัญหาในระยะสั้นและในระยะยาวเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้รับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งควรร่วมกันช่วยคลี่คลายสถานการณ์โดยยินยอมมอบการตัดสินใจทางการเมืองคืนกลับไปสู่ประชาชนทั้งประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7.กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆนอกเหนือจากการชุมนุมด้วยความสันติอหิงสาและการป้องกันสิทธิของตนตามสมควรแก่เหตุโดยระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิประชาชนทั่วไป ขยายขอบเขตการชุมนุม ปิดกั้นหรือขัดขวางช่องทางจราจรของรถพยาบาล หรือการให้บริการของรัฐ

8.กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันกับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงมิให้กระทบกระทั่งกัน ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อเหตุการณ์แทรกซ้อน

9.ในกรณีที่มีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในฯ และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และรัฐบาลยุติการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน นายกรัฐมนตรีลาออกและมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พร้อมเจรจาแนวทางยุบสภากับกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรประกาศยุติการชุมนุมทันที

นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นแล้ว เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมขอยืนยันข้อความในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ที่ว่า ในระยะยาวทุกฝ่ายรวมถึงประชาคมวิชาการต้องร่วมกันสร้างสรรค์สังคมบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย หลักคุณธรรมจริยธรรม หลักนิติธรรม หลักความเสมอภาค ให้เป็นสังคมที่ปราศจากความอยุติธรรมซึ่งเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง

ละเว้นการกระทำการใด ๆ ที่มุ่งสู่ผลโดยมิได้คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมของวิธีการ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมไทยมีแต่ความสงบสันติสืบไป


ผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

ชวลิต หมื่นนุช มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เสถียรภาพ นาหลวง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
บัญชา สกุลดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ชาญ มายอด ศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พยานชี้ คอมมอนโดพร้อมปืนยาวในรพ.จุฬาฯเมื่อคืน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

รายงานจากสมาชิกเว็บบอร์ดประชาไท "ยี่หร่า" ซึ่งให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ แจ้งว่าตนเองได้เห็นทหารคอมมอนโดพร้อมอาวุธครบมือในโรงพยาบาลจุฬาฯเมื่อคืนนี้ (29 เม.ย.)

"เมื่อคืน 29 เม.ย.53 พอทราบข่าวว่ามีพี่น้องเสื้อแดงพาสื่อไปโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อดูว่ามีทหารมากบดานในโรงพยาบาลหรือไม่นั้น ตอนแรกก็ว่าจะไม่ตามไป

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆก็พากันออกไปดู ท้ายสุดทนไม่ไหวขับรถดุ่ยๆคนเดียวตามไปด้วยภายหลัง เห็นปิดไฟมืดหมด เลยขับรถเลยไปแล้วยูเทิร์นย้อนกลับมา รถมาติดตรงสี่แยกอังรีดูนังค์ ที่แยกซ้ายไปสุริวงค์ ขวาแยกเข้าอังรีดูนังต์ ระหว่างรถติดไฟแดง หันไปทางขวามือทางรั้วจุฬาฯ

ไอ้หยา!!! อะไรนั่น คนในชุดลายพรางตะคุ่มๆ ยืนแนบเสาไฟฟ้าด้านนอกถนนติดรั้ว รพ.จุฬา พร้อมยกปืนยาวส่องเข้าไปใน รพ. เพ่งมองตรงรั้ว รพ.ก็มีคนยืนหลบเงาพร้อมปืน ส่องส่ายไปส่ายมาอยู่ด้านนอก 4-5 คน

เพ่งผ่านกระจกรถเข้าไปในรั้วจุฬาฯก็เห็นมีทหารพร้อมอาวุธปืนยาวอีก 5-6 คน วิ่งเหยาะถอยหลัง พร้อมกับนั่งตั้งเข่ายกปืนส่องส่ายไปมา เหมือนกับว่าระวังว่าจะมีใครตามมา ทำอย่างนี้สองถึงสามหน จนมาติดรั้ว รพ.ที่มีทหารยืนถือปืนซุ่มอยู่ด้านนอกรั้วถนน

และแล้วเหมือนหนังการตูนเลยค่ะ อย่างไว ทหารถือปืนยาวข้างในรั้วโรงพยาบาลจุฬาฯพากันปีนรั้วโรงพยาบาลออกมาสมทบกับพรรคพวกด้านนอก จากนั้นสองคนแรกจับมือกันวิ่งอย่างไว ตามด้วยทหารพร้อมปืนยาว (คือจะว่าไปทุกคนถือปืนยาวหมดทุกคน) พากันวิ่งข้ามถนน ผ่านหน้ารถเรา ผ่านหน้ารถมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ รถเมล์ รถเก๋ง ที่จอดติดไฟแดงอยู่

วิ่งสะพายปืนยาว ข้ามถนนอย่างไว ไปยังถนนสุริวงศ์ หายไปกับสายลมและแสงจากดวงจันทร์ อย่างไวค่ะ พี่น้อง


ยังค่ะยังไม่จบ หมดซีนทหารสะพายปืนยาวปีนรั้วออกมาจากโรงพยาบาลจุฬาวิ่งข้ามถนนไปยังถนนสุริวงศ์หายไปตามซอกหลืบตึกลับตาไป ก็พอดีไฟเขียว ก็เลี้ยวรถเข้าถนนอังรีดูนังต์ ภาพหน่วยคอมมานโดดำพรึดเป็นร้อยๆ โบกให้รถหยุด หน่วยนี้ออกมาจากสถานการศึกษาของมหาลัยจุฬาฯ

เฮ้ย อะไรฟะ สถานศึกษา โรงพยาบาล กลายเป็นแหล่งกบดานทหาร ตำรวจ ปฏิบัติการกันไปหมดแล้วหรือนี่ โอพระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!หน่วยที่ว่าเดินตบเท้าพรึดๆๆๆ ข้ามถนนยังกับแนวทางช้างเผือกดำผ่านมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูโรงพยาบาลด้านข้างถนนอังรีดูนังต์นี่แหละ หายเข้าไปพรึดๆๆๆๆ จนลับตา...ไม่รู้เข้าไปทำไม เข้าไปแล้วจะเจอทหารอีกมั้ย ไม่รู้เหมือนกัน

ความจริงวันนี้..มันมั่วไปหมดแล้วค่ะพี่น้อง"

ภาพประกอบไม่ใช่เหตุการณ์จริง

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(30เม.ย.):เราจะฝ่าข้ามไป


ก่อนตายจะหมายสิ่งใด?-คุณกานต์ ทัศนภักดิ์ ส่งภาพถ่าย (ที่่เชื่อกันว่า) เป็นภาพสุดท้ายของคุณฮิโรยูกิ มูราโมโต (ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น) ก่อนถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งถ่ายคู่กับหญิงผู้ชุมนุมเสื้อแดงในที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่กรุณาอนุญาตให้ทำซ้ำครับ (ผู้ชุมนุมซึ่งเป็นเจ้าของภาพได้กรุณานำมามอบผู้สื่อข่าวอิสระรายหนึ่งและผม ถ่ายสำเนาเมื่อคืนวันที่ 27 เมษายน 2553)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
30 เมษายน 2553

***นับตั้งแต่เริ่มชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงก็หายไปเลย ไม่ได้มีปัญหาตรงไหนนะครับ เพียงแต่ทีมข่าวไทยอีนิวส์ได้ทุ่มเทไปที่การนำข่าวสารที่เรียกว่าhot issue หรือcurrent news หรือพวกinvestigative news หรือบรรดาข้อคิดเห็นที่สอดรับกับสถานการณ์นั้นๆขึ้นนำเสนอเป็นหลัก แต่ตอนนี้มีเสียงเสนอมามากว่า อยากมีช่องทางการติดต่อกันภายในหมู่คนที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตย ก็เลยเปิดฟื้นที่นี้ขึ้นอีกหนหนึ่ง***

***ช่องทางในการส่งข่าว ภาพ คลิปวิดิโอ กำหนดการ งานกิจกรรม บทกวีความเรียง บทความ หรือ ข้อเสนอแนะต่างๆ ส่งมาถึงเราที่อีเมล์เดิมครับ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว บริการฟรีเหมือนเดิม***


***ยุคเผด็จการครองเมือง เรื่องหลักที่พวกมันทำคือปิดหูปิดตาประชาชน เลยต้องแจ้งช่องทางรับข้อมูลข่าวสารกันไว้ ช่องทางต่างๆต่อไปนี้เข้าได้ครับ เสียเวลาคลิ้กทดสอบดูหน่อย และหากท่านผู้อ่านมีช่องทางในการรับชมข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่คิดว่าควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วย โปรดแจ้งเพิ่มเติมมาที่ thaienews99@googlegroups.com***

***ท่านยังสามารถติดตามโทรทัศน์ People Channel ได้หลายช่องทางผ่านอินเตอร์เน็ต ดังต่อไปนี้
1. วิทยุเปิด windws media player --->file--->open URL----->mms://radio.dstationtv.tv:8072
2. ดูจาก web site
www.dstationtv.tv
www.dstationtv.net
www.kontaigermany.com
www.peoplechannel.net
http://sv3.redshirttv.com
http://redgermany1.co.cc/
http://weredhome2.cz.cc/
http://www.redadhoc.net
http://99it.co.cc/media.php
http://thaitvnews.blogspot.com/search/label/People%20Channel%20Live
http://www.unblockallweb.com/index.php?q=aHR0cDovL3d3dy4xMTJ2aWN0aW1zLm9yZy9yYWRpbw%3D%3D
- http://bit.ly/dangtvz

3. ดู People Channel ผ่าน SopCast ,address/ID =93715 และ 93733 และ 93899 และ 93901 โดย download program SopCast ได้ที่ www.sopcast.cn/download/

เข้าใช้แบบ anonymous ก็ได้ หรือจะช่วย login ก็จะดีมาก สามารถดูได้จาก ข้อ 2 ด้วยที่ด้านล่างของ web site ใน group= zzzz

4. ดู TV ผ่าน windows media player ---->file--->Open URL--->mms://tv.dstationtv.tv/people1 หรือ mms://tv.dstationtv.tv/people2

หรือ http://www.mediafire.com/?dxnuvwzibzm

เนื่องจากรัฐบาล block Internet จากผู้ใช้ Internet ในเมืองไทย ข้อ 1,2,4 อาจจะดูได้ไม่ครบทุก functtion
แนะนำให้ download ULTRASURF มาติดตั้งก่อน สามารถ download ได้ที่ www.ultrareach.com หรือ click http://www.mediafire.com/?vzmzyyy2d2j***

***คลื่นวิทยุที่ยังรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

-คลื่นผ่านฟ้า 106.80 ฟังได้ทางฝั่งธน หรือย่านนั้น
- วิทยุแทกซี่ 107.75 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
- คลื่นลำลูกกา 96.35
- คลื่นสำโรง 97.25 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก หรือปรับจูนไปที่ 97.35 MHz เพื่อรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น
- คลื่นปู่เจ้า 101.25
- คลื่นราชประสงค์ 106.85***

***ส่วนช่องทางรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMSนั้น

บริการ TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***

***แฟนประจำประชาไท หากอึดอัดเชิญทางนี้

หากประชาไทโดนบล็อก แฟนประจำสามารถติดตามได้อีกช่องทาง คือทางเฟสบุ๊ค

http://www.facebook.com/Prachatai#!/Prachatai?v=wall&viewas=100000534231906
***

***ไทยอีนิวส์เปิดเวบบอร์ดให้สนทนา แลกเปลี่ยน

วิธีเข้าไทยอีนิวส์หลังถูกปิดกั้น คลิ้กระบบแปลของ google จากนั้นพิมพ์www.thaienews.blogspot.com ลงในช่อง แล้วคลิ้ก"แปล" และคลิ้กคำ"ต้นฉบับ"(original)ที่มุมขวาบนสุดของหน้า ก็จะเข้าได้ตามปกติ หรือ http://bit.ly/thaienews

เรายังได้เปิด้เว็บบอร์ดไทยอีนิวส์ให้ท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้วยครับ เชิญที่นี่ http://groups.google.com/group/thaie-news?hl=en&pli=1***


***นิตยสารVocie of Taksin ฉบับพิเศษ เปิดโปงเบื้องหลังคำสั่งฆ่าจากราชดำเนินถึงราชประสงค์ พร้อมหลักฐานมัดแน่นฆาตกรอำมหิตสังหารหมู่ในเหตุการณ์เมษาทมิฬ นำหลักฐานเด็ดอาวุธและกระสุนสงครามที่ถูกนำมาใช้ในการทำสงครามล้างเผ่าพันธ์คนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 พิมพ์สี่สี่ 72 หน้า ในราคาเท่าเดิม 40 บาท เป็นฉบับทิ้งทวนก่อนถูกสั่งปิดตาย

พร้อมด้วยบทกวี เลือดระบอบของจักรภพ เพ็ญแข กลั่นออกจากใจเขียนถึงวีรชนคนเสื้อแดงหลั่งเลือดสู้กับอำมาตย์จนขาดใจตาย และบทกวีเสียดสีอ่านแล้วขนหัวลุก “จะรักกูไปทำไม อีใจร้าย”

บทวิเคราะห์เจาะลึกถึงนักรบดำกับความขัดแย้งในกองทัพบก พร้อมพยานปากคำจากเหยื่อกระสุนสงคราม ทุกเรื่องราวร้อนแรง ทุกบรรทัดท้าทาย

หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ ดอกหญ้า บีทูเอส นายอินทร์ แผงหนังสือข้างถนน ทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อ 0818229477 0894828586 081-2869705 ***

***ดร.ไชยันต์ รัชชกูล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหนังสือเวียนขอผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงผบ.ทบ.สนับสนุนเรื่องการไม่ใช้กำลังอาวุธปราบปรามผู้ชุมนุม การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง นักกิจกรรม ประชาชนท่านใดเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ขอให้ส่ง sms ถึง 081-5307211 ว่าขอร่วมลงชื่อด้วย หรือลงชื่อไปที่ akkkaphon@hotmail.com ภายในวันศุกร์ที่ ๓๐ เมษายน เวลาไม่เกิน ๑๖.๐๐ ***

2มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรม ในกระแสความขัดแย้งทางการเมือง


ปี 2535 หลังจากพลเอกสุจินดา คราประยูร สั่งฆ่าคนแล้ว จะมีเสียงสะท้อนจากสังคม (public opinion) ที่ชัดว่าการฆ่าคนทำไม่ได้ แต่การสลายการชุมนุมครั้ง 10 เม.ย. หนักหนากว่าครั้งพฤษภา 2535 เสียอีก ถ้าเรายอมรับการกระทำแบบนี้ได้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานในสังคมข้างหน้า ที่ผมเสียใจมากคือ พวกป่าวประกาศสันติวิธีทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์นี้มีใครออกมาแสดงจุดยืนบ้าง แสดงว่าที่เขาพูดเรื่อง2มาตรฐานมันกระจายไปหมดทุกวงการ


โดย ประชา อภิวัฒน์
30 เมษายน 2553

การสลายการชุมนุมนปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 20 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์สูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองในทันที

ทว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปเพียง 2-3 วัน รัฐบาลได้พลิกเกมส์กลับมาเป็นฝ่ายรุก ด้วยข้ออ้างว่าการตายและบาดเจ็บของทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุม เกิดจากการกระทำของผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายด้วยชุดดำ ต่อมารัฐบาลอ้างว่าชายชุดดำแฝงและคนเสื้อแดงเป็นพวกเดียวกัน

การแก้เกมส์ทางการเมืองของรัฐบาลเพื่อให้พ้นจากข้อหาทรราชมือเปื้อนเลือด สร้างความวิตกให้แก่ผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมว่า รัฐบาลกำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ทางศีลธรรมและจริยธรรมในสังคม

ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักสังคมศาสตร์และนักวิชาการด้านสันติวิธี แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งข้อสังเกตว่า
“ย้อนกลับไปในปี 2535 หลังจากพลเอกสุจินดา คราประยูร สั่งฆ่าคนแล้ว จะมีเสียงสะท้อนจากสังคม (public opinion) ที่ชัดว่าการฆ่าคนทำไม่ได้ สมมติมีอาชญากรที่ทำผิด คุณจะลงโทษประหารชีวิตเขาหรือไม่ ยังเป็นประเด็นถกเถียง ทั้งๆ ที่เขาทำผิดแน่ๆ และเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงมาก แต่จะลงโทษด้วยการประหารชีวิตหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ในทางศีลธรรมและจริยธรรมในหลายๆ ประเทศ แต่การสลายการชุมนุมครั้ง 10 เม.ย. ปีนี้ มันหนักหนากว่าครั้งพฤษภา 2535 เสียอีก ผิดไม่ผิดไม่รู้ แต่เอากันถึงตาย ถ้าเรายอมรับการกระทำแบบนี้ได้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานในสังคมข้างหน้า ที่ผมเสียใจมากคือ พวกป่าวประกาศสันติวิธีทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์นี้มีใครออกมาแสดงจุดยืนบ้าง แสดงว่าที่เขาพูดเรื่องสองมาตรฐานมันกระจายไปหมดทุกวงการแล้วทั้งประเทศ อันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนที่สุจินดาสั่งยิง ผมอยู่ที่กรุงเทพ หลังจากยิง มันไปมีการประท้วงที่รามคำแหงในวันรุ่งขึ้น ผมคิดในใจว่าสุจินดาเสร็จแล้วล่ะ คือถ้าใช้มาตรการฆ่าคนขนาดนี้ ก็ไม่มี legitimacy หรือความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปได้

แต่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา อะไรกันนี่ ฆ่าคนขนาดนี้ก็ยังเชิดหน้าชูตาต่อไป แล้วสังคมก็นิ่งเฉย มันอะไรกันเนี่ย ผมเพิ่งกลับจากอินเดีย เขาพูดถึงเหตุการณ์ในประเทศไทย เขาพูดเรื่องการปะทะกันระหว่างคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน คนเขาตีกัน มีคนตาย ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่รัฐบาลจัดการไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ รัฐบาลเขายังลาออก ของเรานี่รัฐบาลเป็นคู่กรณีเองเลย”


ภาวะนิ่งเงียบของภาคประชาสังคม ภายหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. ที่มีคนตายและบาดเจ็บ ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการแสดงออกของภาคประชาสังคมเมื่อครั้งที่รัฐบาลสมชายสั่งสลายการชุมนุมของพธม. เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นำไปสู่คำถามว่า “ใช่หรือไม่ว่า มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว?”

เพราะนิ่งเฉยของภาคประชาสังคมต่อการตายของคนเสื้อแดง ไม่อาจแปลความเป็นอย่างอื่น นอกจากการส่งสารว่า “สังคมไทยยอมรับการใช้กำลังเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และยอมให้มีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบประชาชนจนเสียชีวิต”

คำถามที่ตามมาคือ “อะไรทำให้เส้นมาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมมันตกต่ำไปถึงเพียงนี้?”

ในการตอบคำถามดังกล่าว จำเป็นอยู่เองที่จะต้องย้อนไปพิจารณาถึงจุดเปลี่ยนในความขัดแย้ง ดร.ไชยันต์ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ภาพด้านลบของรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีความพยายามของรัฐบาลที่จะเบี่ยงประเด็นข้อโต้แย้งใหม่
“ตอนนี้เป็นการ shift debate ตกลงใครยิงไม่รู้ ทั้งที่แทบจะไม่มีข้อสงสัย ทหารยิงผู้ชุมนุมมันไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว แต่กลายเป็นการตั้งวาระขึ้นมาใหม่ว่า อาจจะเป็นพวกเดียวกันยิงเสื้อแดง หรือคนชุดดำยิงเสื้อแดง ก็นับว่าเป็นความเก่งมากของฝ่ายรัฐบาลและทหารที่เบี่ยงวาระการถกเถียงไป เพื่อ minimize อาชญากรรมครั้งนี้ให้เหลือน้อยที่สุด เป็นไปตามศัพท์คำว่า blaming the victim คือทำให้เหยื่อกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา

เหมือนกับคนทำผิดใส่ร้ายคนถูกทำร้าย เหมือนคนถูกกระทืบ แต่คนที่กระทืบยังมาด่าซ้ำว่า ทำไมไม่อยู่เฉยๆ ให้กระทืบล่ะ ประเด็นนี้ทำให้คิดว่า ในอนาคตมาตรฐานทางศีลธรรมของเราจะมีไหม แรงกดดันทางศีลธรรม (moral force) ที่มีต่อปฏิบัติการทางการเมืองจะยังมีไหม ในสังคมทั่วๆ ไปเขามี แล้วของเราล่ะตอนนี้มีไหม หรือไม่มีแล้ว จะตรลบแตลงยังไงก็ได้ เรื่องสองมาตรฐานเกือบจะไม่ต้องพูดแล้ว มันเห็นชัด จนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว เมื่อก่อนเราพูดถึงสองมาตรฐานทางกฎหมาย แต่เดี๋ยวนี้มาถึงเรื่องสองมาตรฐานทางศีลธรรมด้วย”


ดร. ธเนศว์ เจริญเมือง อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์นิ่งเงียบของสังคมที่มีการตายของคนเสื้อแดงว่า
“ทำไมจึงเกิดบรรยากาศที่ไม่แคร์ว่าใครเป็นใครตาย เป็นไปได้ไหมว่าตั้งแต่ปี 2548 กลุ่มสีเหลืองได้ปลุกระดมความคิดว่าทักษิณเลว ฝั่งสีเหลืองโดยมากเป็นปัญญาชนที่เก่งด้านศีลธรรมจริยธรรม สุดท้ายเขาสรุปมาสั้นๆ ด้วยคำว่า “กู้ชาติ” ซึ่งทำให้เกิดความชอบธรรมที่จะฆ่า “ศัตรูของชาติ” พอเลือกตั้งใหม่ สมัครกลับมา เขาก็คิดคำว่า “นอมินีของทักษิณ” ขึ้นมา เพื่อบอกว่าการเลือกตั้งไม่สามารถวัดความถูกต้อง

อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่กุมความคิดของสังคมและเอ็นจีโอ เป็นคนที่ไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งสำคัญ

อีกคนหนึ่งที่โดดเด่นคือ ว. วชิรเมธี ออกมาบอกว่า “ฆ่าเวลาเป็นบาป มากกว่าฆ่าคน” ประโยคนี้เหมือนกิติวุฒโทเคยบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” คือฆ่ามันเสีย จัดการให้หมด ใช่แล้ว เอาเลยๆ เมื่อความคิดแบบ 2548 ยังครองความคิดของสังคมอยู่หมด เมื่อเกิดการยิงตุ้มตั้มๆๆ ขึ้นมาในวันที่ 10 เม.ย. พอฆ่าแล้วไม่เรียบหมด และมีทหารใหญ่ตายด้วย ก็เลยช็อคคนพวกนี้ ครั้งนี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา มีการสร้างภาพ “ศัตรูของชาติ” คือคนเสื้อแดง ที่ป่าเถื่อน บ้านนอก เป็นควาย เป็นสมุนทักษิณ รับเงินมา พูดให้ดูดีก็คือ ขอให้รัฐบาสจัดการกับเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด ทันทีที่มีเสื้อดำโผล่ออกมา ก็มองเห็นว่าอันนี้แหละจะมาเป็นตัวช่วย เพื่อให้รัฐบาลบิดประเด็นไป ไม่ต้องพูดเรื่องความตายของคนเสื้อแดงอีกเลย เพราะเขาก็พูดเรื่องฆ่าเสื้อแดงให้หมดไปเลย ดีกว่าปล่อยไปให้เสียเวลา”


วรรณภา นีระสิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มช. ให้ข้อสังเกตว่า “
คนกรุงเทพเองที่อยู่แถวนั้น (ย่านราชประสงค์) รู้สึกถูกกระทบกระเทือน เด็กก็โดนพ่อแม่คนชั้นกลางพูดใส่หูทุกวัน ก็เลยไปร่วมกลุ่ม ต่อต้านเสื้อแดง คนจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการอย่างราบคาบ เขาบอกว่ารัฐบาลเลี้ยงเสียข้าวสุก ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ออกไปเถอะ

ข้อเรียกร้องแบบนี้บ่งบอกนัยว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการ ต้องเอาทหารเข้ามาแทนตำรวจ เพราะทหารถูกฝึกมาเพื่อจัดการศัตรูของชาติ เพื่อสร้างความเรียบร้อย ทหารเขามีกฎระเบียบของเขาเอง การใช้ความรุนแรงของทหารเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับมานานแล้ว และเป็นการใช้ความรุนแรงที่ตรวจสอบไม่ได้ด้วย ถ้าใช้ตำรวจก็ไม่ได้แล้ว เพราะตำรวจจำนวนหนึ่งมีเมียเป็นเสื้อแดง เขาก็เอาคนที่มองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนไทย เพราะเขาปฏิบัติภายใต้หน้าที่อีกชุดหนึ่ง

มาตรฐานทางศีลธรรมของเขาเป็นคนละชุดกับเรา เหมือนกับเรื่องชายแดนใต้ เวลาคนกรุงเทพฯมองปัญหาชายแดนใต้ก็สงสารทหาร ตอนนี้ก็เอาเรื่องศัตรูของชาติมาใช้กับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพ แต่ด้วยปริมาณคนเสื้อแดงมีมาก ทำให้รัฐไม่สามารถจัดการได้เหมือนที่ทำในบางพื้นที่ ดังนั้นถ้าเราจะสะท้อนอะไรกลับไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คงต้องเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง หรือให้มองคนเสื้อแดงเป็นคน ซึ่งก็ทำได้ยากทุกที เพราะตอนนี้มีการใช้สื่อภายใต้กำกับของรัฐสร้างภาพทั้งวันทั้งคืน

เราไม่มีทางปฏิเสธการรับรู้ความจริงผ่านสื่อเลย สื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเรากำลังเผชิญกับกลียุค ตอนที่มีการใช้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกในสหรัฐอเมริกา สื่อในสหรัฐก็มีการนำเสนอภาพคนตายซ้ำๆ ทั้งวัน ไม่นานรัฐสภาสหรัฐก็มีมติให้กองกำลังทหารเข้าไปบุกอีรัก ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังใช้วิธีการเดียวกันเลย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบ แต่เรามองว่าการปราบประชาชนเป็นอาชญากรรม รัฐกลับบอกว่านั่นคือการทำหน้าที่ เราจะสู้กับวาทกรรมของรัฐได้ยังไง ในเมื่อเราไม่มีช่องทางที่จะพูดแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่ต้องช่วยกันคิด”

วันพฤหัสบดี, เมษายน 29, 2553

เล่าจากสมรภูมิเลือด ... อนุสรณ์สถานดอนเมือง 28 เม.ย.

ภาพและคำบรรยายโดย หัตถา
29 เมษายน 2553



(ดูภาพใหญ่พร้อมคำบรรยายไม่ทับภาพได้ที่ ลิงก์)

แม้วโผล่ยิ้มเผล่สยบข่าวลือตายแล้ว จาตุรนต์-นชป.จ่อส่งมาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ



ยังๆ ฉันยังไม่ตาย ยังหายใจสบาย และยิ้มได้เต็มหน้า-[ภาพบน]อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ยืนอยู่กับธงชาติของมอนเตเนโกร เพื่อยืนยันสุขภาพของเขา ภาพนี้ถูกถ่ายไว้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 "ทักษิณตอนนี้เป็นพลเมืองของมอนเตเนโกร และพำนักในมอนเตเนโกรในเวลานี้"Tamara Ralevic โฆษกตำรวจมอนเตเนโกรระบุ(ภาพข่าว:รอยเตอร์)[ภาพล่าง]ทักษิณโพสท่าถ่ายรูปที่มอสโคว์ รัสเซีย เมื่อ 27 เมษายน 2553 (ภาพข่าว:รอยเตอร์)ทั้งนี้ฝ่ายต่อต้านทักษิณหวังว่า หากทักษิณตายซะคน วิกฤตการณ์เมืองไทยจะจบ ม็อบจะยุติ พรรคเพื่อไทยจะแตก ซึ่งสะท้อนถึงความสิ้นหวังสุดขีดของฝ่ายที่ต่อต้านเขา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

ทักษิณโทรจากรัสเซียสยบข่าวลือตาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ว่า จากการปะทะกันกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน ซึ่งมีทหารเสียชีวิต 1 นาย และผู้บาดเจ็บจำนวนมากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์ทางไกลจากประเทศรัสเซีย มาพูดคุยกับตนในช่วงดึกวันที่ 28 เม.ย.น้ำเสียงใสแจ๋ว สุขภาพสมบูรณ์ โดยได้แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และกำชับตนให้ระมัดระวังการเคลื่อนไหว เพราะการฆาตกรรมจากรัฐบาลเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ

นปช.จ้องเอามาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศแบบเขมรแดง

นายจตุพร กล่าวว่า จากเหตุการณ์การปะทะกันที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.นั้น ทางแกนนำคนเสื้อแดง ได้ประสานงานไปยังทีมกฎหมาย ซึ่งเป็นชาวต่างชาติให้เข้ามาหารือ และพูดคุยเรื่องการฟ้องร้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาฆาตกรรมประชาชน ในศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่เวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศนี้เป็นศาลเดียวกับที่เคยพิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดา และประเทศกัมพูชา ซึ่งเราเชื่อว่า การสั่งฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้นเป็นกรณีเดียวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา และกัมพูชา

จาตุรนต์ให้มาร์คเลิกวิชามารกล่าวหาเสื้อแดงก่อการร้าย-ล้มสถาบัน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง แถลงถึงการตั้งข้อกล่าวหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต่อการชุมนุม ผู้ชุมนุม ในเรื่องการก่อการร้าย ล้มสถาบัน และศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ โดยระบุว่า

ผมอยากจะเตือนนายกฯอภิสิทธิ์ด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และต้องแสดงความห่วงใยต่อนายกฯอภิสิทธิ์เองด้วย การที่รัฐบาลได้ดำเนินการในการยกระดับข้อกล่าวหาในลักษณะที่มีการบิดเบือนใส่ร้าย กล่าวหาผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ยุบสภา ต่อมาได้พยายามทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวการชุมนุมมีลักษณะเป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นการก่อการร้าย และเป็นขบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบัน การกล่าวหาในลักษณะนี้ ไม่ได้มีหลักฐานข้อเท็จจริง และกล่าวหาเกินจริงไปมาก มุ่งที่จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม และสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังเข้าปราบปราม ถึงขั้นที่จะใช้กำลังอาวุธเข้าเข่นฆ่าประชาชน

การดำเนินการในลักษณะอย่างนี้ ถ้ายังทำต่อไป จะทำให้สุญเสียชีวิตเลือดเนื้อประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งจะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถึงตอนนี้มีจำเป็นที่จะต้องมาเตือน ช่วยกันเรียกร้องกดดันต่อนายกฯอภิสิทธิ์เปลี่ยนใจเสียใหม่ ล้มเลิกการกระทำ ความพยายามต่างๆเหล่านี้

เรื่องของการกล่าวหาว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยผู้ก่อการร้าย หรือมีผู้ก่อการร้ายร่วมอยู่ในการขบวนการชุมนุม เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ แล้วยังไม่มีข้อกฎหมายรองรับเลย ถ้าจะพิจารณาจากความเห็นของรองเลขาธิการศาลยุติธรรม จะเห็นว่า การชุมนุมของนปช. - คนเสื้อแดง ไม่เข้าข่ายที่จะถือได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การชุมนุมที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย จะเอากฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายมาใช้กับผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่ได้

นอกจากนั้น ถ้าดูจากข้อกฎหมายในเรื่องที่จะบอกว่า การกระทำอย่างใดจึงจะถือว่าเป็นการก่อการร้ายนั้น แม้แต่การที่มีบุคคลไปยิงเอ็ม 79 ที่โน้นที่นี่ รวมทั้งกลุ่มคนชุดดำที่ยิงใส่ทหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวางต่อการทำงานของเจ้าพนักงานหรือพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน แต่ก็ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย แม้แต่คนที่ยิงปืนเอ็ม 79 หรือ คนที่ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ ก็ยังไม่ถือเป็นการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายจะต้องมีเจตนาพิเศษ เป็นการก่อการร้ายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

ข้ออื่นๆในคำชี้แจงของรองเลขาธิการศาลยุติธรรมก็เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ไม่มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของประชาชนและแกนนำของนปช.ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการชุมนุมที่เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย ยิ่งไม่เข้าข่ายการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย แต่ว่ารัฐบาลยังคงดึงดันที่จะใช้คำนี้ และใช้หลักกฎหมายเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุมและสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธเข้าประหัตประหารผู้ชุมนุม

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ในช่วง 6 ปีมานี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 4,100 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นเป็นอาการบาดเจ็บสาหัสอีก 6,500 กว่าคน รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมารวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่เรียกเหตุการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ว่าเป็นการก่อการร้ายแม้แต่ครั้งเดียว แต่ในกรณีนี้ที่มีการชุมนุมของประชาชนให้ยุบสภา กลับเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการใช้ความรุนแรงและมาตรการที่รุนแรงในการปราบปรามประชาชน

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่รัฐบาลใช้มาเป็นข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุม คือ การกล่าวหาว่ามีขบวนการล้มสถาบันล้มเจ้า การกล่าวหานี้ได้ทำในลักษณะจับแพะชนแกะ เอาชื่อคน ชื่อองค์กรต่างๆ มารวมกันเข้า และใช้การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ไม่มีพยานหลักฐาน และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ นอกจากนั้นก็เห็นได้ชัดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันทั้งสิ้น การกล่าวหาในลักษณะนี้ ก็จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อประชาชนผู้ชุมนุม เพระว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน อ่อนไหว ประชาชนย่อมไม่พอใจ ทั้งๆที่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับเลยแม้แต่น้อย

“ทำให้เห็นได้ว่า ทั้ง 2 เรื่อง คือ ข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย กับเรื่องล้มเจ้าล้มสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพื่อมุ่งที่จะปราบเข่นฆ่าประชาชน”


ในการดำเนินการที่ผ่านมา การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ที่ใช้กำลังทหารไปขัดขวางการสัญจรของประชาชน และนำไปสู่การใช้อาวุธต่อประชาชนบาดเจ็บไปจำนวนมาก รวมทั้งยังได้เกิดอุบัติเหตุที่เจ้าหน้าที่ยิงกันเอง จนกระทั่งทำให้ทหารเสียชีวิตไป 1 คน แสดงให้เห็นถึงการใช้กำลังอาวุธ ใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็น ไม่เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสมกับการกระทำของผู้ชุมนุม

การดำเนินการในลักษณะนี้ของรัฐบาล เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักว่าด้วยมาตรการในการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดว่า การจะใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุม จะทำได้เฉพาะในกรณียกเว้นและเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งจะต้องทำในลักษณะที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับการชุมนุม เช่น หากผู้ชุมนุมใช้อาวุธ จึงจะใช้อาวุธตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันชีวิตของเจ้าหน้าที่ แต่การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ในทั้ง 2เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 และเมื่อวานนี้ (28 เมษษยน2553)ได้ใช้เกินกว่าความจำเป็นอย่างมาก

ในหลักว่าด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า แม้ว่าจะได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังต้องเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุม ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธเข้าประหัตประหารประชาชนได้ตามอำเภอใจ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการประกาศพรบ.ความมั่นคงฯ – พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จะยิงใครทิ้งเล่นๆได้ตามใจชอบ หลักการเหล่านี้ได้มีเป็นหลักสากลไว้อยู่แล้ว และขณะนี้รัฐบาลนี้ได้ละเมิดหลักการนี้อย่างชัดเจน

นอกจากนั้นที่ผมอยากจะเตือนไปถึงนายกฯอภิสิทธิ์ก็คือ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮก เมื่อลงนามในอนุสัญญาแล้วอย่างนี้ รัฐบาลที่ได้ดำเนินการขัดต่อหลักว่าการด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ต่อไปข้างหน้า เมื่อมีพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล และรัฐบาลนั้นสามารถที่จะลงนามเพื่อเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ และสามารถที่จะหยิบยกเรื่องการสลายการชุมนุมทั้งวันที่ 10 เมษายน 2553 กับ 28 เมษายน 2553 และถ้าจะมีการสลายการชุมนุมขึ้นอีกที่ราชประสงค์ มาเป็นคดีฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาที่กรุงเฮกได้

การฟ้องนี้จะเป็นการฟ้องต่อบุคคล เช่น การฟ้องต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นพลเรือน แม้จะไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารโดยตรง แต่เป็นพลเรือนที่สั่งการให้ทหารเข้ากระทำการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน การดำเนินคดีในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นและถูกตัดสินโดยศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก เหมือนกับผู้นำบางประเทศได้ถูกดำเนินคดีกันมาแล้ว

เพราะฉะนั้นที่อยากจะเตือนก็คือว่า ต้องหยุดการสร้างเรื่อง บิดเบือน ให้ข่าวแต่ฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความเกลียดชังและสร้างความชอบธรรมในการปราบเข่นฆ่าประชาชน เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ จะทำให้ประเทศเข้าสู่กลียุค ในยุคที่ประชาชนกับรัฐต่อสู้ใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือ ประชาชนต่อประชาชนประหัตประหารกันเอง สิ่งที่ต้องเตือนก็คือว่า ถ้ายังคงทำอย่างนี้ต่อไป ในอนาคตคุณอภิสิทธิ์ในฐานะบุคคลคนหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในฐานะตำแหน่งใดหรือไม่ อาจจะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ และจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงมาก จึงอยากให้พิจารณาทบทวนการดำเนินการอย่างที่ทำโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าว : อนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ขณะนี้มีสถานะอย่างไร

จาตุรนต์ – ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาไว้แล้ว ยังไม่ได้เป็นภาคี แต่ว่าจะเป็นภาคีหรือไม่ก็ตาม หากมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้พิจารณาได้ โดยเฉพาะการได้รัฐบาลที่ไม่ใช่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเมื่อใด การไปลงนามภาคีในอนุสัญญานี้ก็ทำได้ง่ายๆ และสามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ความผิดก็จะเป็นความผิดฐาน เป็นอาชญากรต่อมนุษยชาติ เมื่อมีการปราบปรามโดยใช้กำลังอาวุธทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ที่พูดนี้หมายความว่า ยิ่งมีการเข้าสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ก็จะเข้าข่ายนั้น เวลานี้ก็เข้าข่ายอยู่แล้ว แต่ว่าหากมีการสลายที่ราชประสงค์อีก และเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายที่ทำให้คนเสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก ก็จะเข้าการเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เข้าข่ายตามอนุสัญญานี้ทันที เรื่องนี้ ไม่มีอายุความ

นักศึกษานิติฯรามคำแหงฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งเผด็จการ

นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลประทับรับฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 23/2553 เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยขอให้ศาลเพิกถอนประกาศฉุกเฉินของรัฐบาล ยกเลิกคำสั่งเซ็นเซอร์สื่อ ขอให้ระงับการใช้กำลังทหารติดอาวุธปราบผู้ชุมนุม (รายละเอียดคำฟ้อง)

ผู้ใหญ่สั่งลิ้มอย่าซ่าหลบเซฟเฮาส์ ส่งม็อบหน้าช้ำชักรูปรัฐบาลหุ่นชื่นมื่น แอบอ้างพระราชดำรัส'ทำเต็มที่'


ม็อบมีเส้น-ดร.ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกระบอบรัฐบาลหุ่นเชิดออกมารับหนังสือและชักภาพคู่กับจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรที่เสนอแนวทางฟาสซิสม์ให้ออกกฎอัยการศึกปราบเสื้อแดงเด็ดขาด ทั้งยังแอบอ้างพระราชดำรัสเข้าข้างความเคลื่อนไหวของพวกตนตามเคย งานนี้แม้ชุมนุมเกิน 5 คนก็ไม่ผิดกฎหมายประกาศฉุกเฉินแต่อย่างใด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

พธม.พกเจ๊ขาประจำม็อบหน้าช้ำโผล่ร.11สนธิลิ้มยังหายกบาล

พันธมิตรเปิดตัวเคลื่อนไหวเป็นหนแรกในวันนี้ที่ร.11 โดยยังไร้เงาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำขบวนการ โดยฝ่ายรัฐบาลต้อนรับขับสู้ด้วยดี โดยส่งคู่หูนรก พันเอกสรรเสริญ กับดร.ปณิธานออกมารับหนังสือด้วยบรรยากาศ"คนพวกเดียวกัน" ไม่มีความผิดตามประกาศฉุกเฉินที่ห้ามชุมนุมเกิน5คนแต่อย่างใด

หนังสือข้อเรียกร้องของพันธมิตร มีเนื้อหาสไตล์ฟาสซิสม์เรียกร้องให้ออกกฎอัยการศึกปราบผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง ที่ขาดไม่ได้คือแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง โดยอิงพระราชดำรัสที่ในหลวงตรัสกับผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมาที่ทรงมีพระบรมราโชวาทให้ผู้พิพากษาทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้บ้านเมืองเรียบร้อย(รายละเอียด)

"โดยในการยื่นหนังสือของพันธมิตรฯ ครั้งนี้ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่ผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ที่ทรงแนะนำให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่สังคมโดยเร็ว"สุริยะใส ตกะศิลา โฆษกพันธมิตรกล่าวตอนหนึ่ง

ลูกชายลิ้มบอกกลัวตายหลบเซฟเฮาส์ สาวกโหยหวน

นายจิตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายนายสนธิ กล่าวว่า ตอนนี้นายสนธิเก็บตัวอยู่ในที่ปลอดภัย หลังมีผู้ใหญ่โทรมาเตือนว่ามีคนตามประกบอยู่ จึงจำเป็นที่ไม่ปรากฎตัวต่อสาธาณชน ซึ่งหากประเมินสถานการณ์ตอนนี้ก็จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะมีความพยายามดึงนายสนธิเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วดึงมวลชนคนเสื้อแดงออกมาชุมนุม เพื่อจะหาโอกาสออกมาปราบปรามพร้อมกับคนอีกสีหนึ่ง

ขณะที่นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย คอลัมนิสต์ประจำเวบผู้จัดการเขียนบทความยกย่องเชิดชูนายสนธิในโอกาสถูกถล่มด้วยอาวุธสงครามครบรอบปี และมีแฟนประจำเข้ามาแสดงความเห็นต่อท้ายโหยหานายสนธิอย่างหนัก

เจ๊ขาประจำพธม.กลับมาประจำการแล้วหลังเร่ร่อนสารพัดสีมานาน

*มาแล้วเจ๊ขาประจำ ม็อบหน้าซ้ำพันธมิตร

เวบไซต์ผู้จัดการได้นำเสนอภาพข่าวไปชุมนุมหน้าร.11วันนี้ปรากฎให้เห็นมวลชนหน้าประจำพันธมิตรมาลงด้วย หลังจากคนเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวในนามม็อบเสื้อสีชมพู,ม็อบเสื้อหลากสี,ม็อบเฟสบุ๊ค,ม็อบสีลม โดยวันนี้เป็นการกลับมาเป็นม็อบพันธมิตรเจ้าเก่า


ขึ้นหน้า1ไทยรัฐ-หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวางแผงทั่วประเทศวันเสาร์ที่24เมษายน ขึ้นรูปใหญ่พร้อมบรรยายภาพว่า ม็อบคนเสื้อหลากสีรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ต่อไม่ต้องยุบสภา พร้อมเร่งให้ใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด.


เจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตร-ซึ่งเมื่อโฟกัสเข้ามาดูใกล้ๆปรากฎว่า ภาพที่ปรากฎในหน้า1ไทยรัฐนั้น ผู้หญิงที่ใส่เสื้อลายธงชาติแหกปากอยู่นั้นก็คือเจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรนั่นเอง ส่วนแกนนำการชุมนุมก็มีบทบาทในการชุมนุมพันธมิืตรทั้งหมด


เคยขึ้นหน้า1CNNตอนเป็นผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน-เจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรรายนี้ถือเป็นแม่ยกขาประจำเวทีพันธมิตร แม้กระทั่งCNNก็เคยนำรูปเจ๊ไปขึ้นหน้าแรกของเวบไซต์CNNมาแล้ว ช่วงที่เจ๊เป็นผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

สมัยยึดทำเนียบฯ

เจ๊ขาประจำสมัยยึดทำเนียบ ร่วมทีมกับแม่ยกขาประจำอีก4ราย โชว์พาวหน้าเวทีเป็นประจำทุกวัน

อัพเดตแม่ยกพันธมิตรตอนพรางชมพู


สำหรับเจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรรายนี้ จะปรากฎอยู่หน้าเวทีพันธมิตรเป็นประจำทั้งสะพานมัฆวาฬฯ ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิื ครั้งหนึ่งเคยใส่ชุดนักเรียนไปอยู่หน้าเวที(ซ้ายสุดในภาพ) เพื่อหนีความซ้ำซากจำเจ เป็นที่ฮือฮากันในหมู่พันธมิตร แต่เป็นที่สะอิดสะเอียนแก่เด็กและเยาวชนผู้พบเห็น

ตัวเดิมหน้าซ้ำจนหน้าช้า



ฝั่งซ้ายเป็นภาพของม็อบพรางชมพู หรือม็อบเสื้อหลากสี(รวมทั้งเจ๊ขาประจำ) ส่วนภาพขวาเมื่อครั้งเป็นขาประจำม็อบพันธมิตร

ไทยคมแจงยิบรับใบสั่งเผด็จการตามปิดโทรทัศน์PTV ยังไม่วายโดนเทือกขู่ยกเลิกสัมปทาน


ยังๆ ฉันยังไม่ตาย ยังหายใจสบาย และยิ้มได้เต็มหน้า-อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ยืนอยู่กับธงชาติของมอนเตเนโกร เพื่อยืนยันสุขภาพของเขา ภาพนี้ถูกถ่ายไว้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 "ทักษิณตอนนี้เป็นพลเมืองของมอนเตเนโกร และพำนักในมอนเตเนโกรในเวลานี้"Tamara Ralevic โฆษกตำรวจมอนเตเนโกรระบุ(ภาพข่าว:รอยเตอร์)ทั้งนี้ฝ่ายต่อต้านทักษิณหวังว่า หากทักษิณตายซะคน วิกฤตการณ์เมืองไทยจะจบ ม็อบจะยุติ พรรคเพื่อไทยจะแตก ซึ่งสะท้อนถึงความสิ้นหวังสุดขีดของฝ่ายที่ต่อต้านเขา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกสัมปทานดาวเทียมไทยคม ความละเอียดดังต่อไปนี้

ตามที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อยกเลิกสัญญาสัมปทานกับบริษัท เพราะบริษัทไม่ดำเนินการปิดสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนัล(PTV)ตามที่รัฐบาลร้องขอนั้น ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1.บริษัทได้ให้ความร่วมมือและดำเนินการตามคำสั่งของกระทรวงไอซีที และศอฉ.อย่างเต็มที่ตลอดมา แต่เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการส่งสัญญาณของPTV และPTVไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัท การส่งสัญญาณPTV เป็นการดำเนินการของลูกค้าบริษัทในต่างประเทศ จึงไม่สามารถหยุดการส่งสัญญาณของPTVตามที่ไอซีที และศอฉ.แจ้งมาได้โดยตรง และโดยทันที

2.ในทันทีที่บริษัทได้รับแจ้งจากไอซีทีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 บริษัทได้แจ้งไปยังลูกค้าผู้ใช้บริการของบริษัทที่ต่างประเทศให้หยุดการส่งสัญญาณของPTV ขึ้นสู่ดาวเทียมเพื่อออกอากาศ โดยในช่วงที่ลูกค้าของบริษัทยังมิได้หยุดส่งสัญญาณนั้น บริษัทได้รบกวนสัญญาณในย่านC-band ของPTVตามคำสั่งการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ศอฉ.ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทยุติการส่งสัญญาณของPTVในย่านความถี่Ku-bandที่ส่งขึ้นสู่ดาวเทียมโดยลูกค้าบริษัทในกประเทศหนึ่ง บริษัทจึงได้ประสานงานกับลูกค้าประเทศนั้นขอให้ยุติการส่งสัญญาณ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ บริษัทจึงดำเนินการเข้ารหัส(Encrypt)เพื่อไม่ให้อุปกรณ์รับสัญญาณKu-bandในประเทศไทยรับสัญญาณนี้ได้

3.ต่อมาบริษัทได้ยื่นคำขาดให้ลูกค้าของบริษัทในต่างประเทศให้หยุดส่งสัญญาณของPTV โดยกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้กับลูกค้า มิฉะนั้นบริษัทจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อยุติการออกอากาศของPTV รวมถึงการปิดช่องสัญญาณดาวเทียมทุกช่องที่มีการส่งสัญญาณของPTV ไม่ว่าจะเป็นช่องสัญญาณC-band หรือKu-band โดยลูกค้าของบริษัทในต่างประเทศได้ยุติการส่งสัญญาณของPTVตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2553 จึงไม่มีการออกอากาศของPTVบนดาวเทียมไทยคมอีกต่อไป

4.บริษัทได้รายงานการดำเนินการของบริษัทเพื่อยุติการออกอากาศของPTVบนดาวเทียมไทยคมแก่ไอซีที และศอฉ.ทราบเป็นระยะๆ โดยสม่ำเสมอ

5.จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บริษัทได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ในอันที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของไอซีที กับศอฉ. แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้พนักงานและทรัพย์สินของบริษัทอยู่ในอันตราย เนื่องจากผู้ชุมนุมได้เข้ามาชุมนุมในบริเวณพื้นที่สถานีดาวเทียมไทยคม ทั้งที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี และที่ถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี เพื่อเรียกร้องไม่ให้มีการปิดสัญยาณPTV โดยที่ลาดหลุมแก้วผู้ชุมนุมได้มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างรุนแรงดังที่ปรากฎเป็นข่าวใหญ่ ส่วนที่แครายก็มีผู้ชุมนุมมาชุมนุมอยู่โดยรอบบริเวณสถานี ตราบจนถึงปัจจุบัน

6.บริษัทขอยืนว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานดาวเทียมทุกประการตลอดมา และได้ปฏิบัติตามคำสั่งของไอซีทีและศอฉ.อย่างสุดความสามารถที่จะทำได้ แม้ว่าลูกค้าของบริษัทจำนวนหนึ่งที่ใช้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัทในเรื่องของPTVนี้ก็ตาม

7.ในขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับแจ้งหรือได้รับการติดต่อใดๆจากไอซีที ซึ่งเป็นคู่สัญญาของบริษัทในเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานแต่ประการใด

ไทยคมชี้แจงกรณีเกิดสัญญาณรบกวนช่อง NBT

ก่อนหน้านี้เมื่อ 28 เมษายน 2553 ไทยคม ชี้แจง กรณีที่เกิดสัญญาณรบกวนช่องสัญญาณของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือ NBT เมื่อวันที่ 25 เมษายน เวลา 09:04 น.ในช่วงรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า

ทางบริษัทฯ ได้ตรวจพบและมีการประสานงานกับ NBT ในทันที โดยแนะนำให้ NBT ดำเนินการเพิ่มกำลังส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแก้ปัญหาขั้นต้นกรณีเกิดสัญญาณรบกวน การที่ NBT เพิ่มกำลังส่งจากสถานีภาคพื้นดินก็จะเป็นการเพิ่มกำลังส่งจากดาวเทียมเช่นเดียวกัน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนของสัญญาณ โดยสัญญาณรบกวนช่วงแรกนี้กินเวลาประมาณ 8 นาที อย่างไรก็ตาม ไทยคมสามารถจับสัญญาณรบกวนในช่วงที่สองได้อีกครั้งที่เวลา 09:15 น. แต่สัญญาณโทรทัศน์จากสถานี NBT ยังสามารถใช้งานได้ เนื่องจากทั้ง NBT และไทยคม ได้ดำเนินการป้องกันโดยการเพิ่มกำลังส่งไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับสาเหตุของสัญญาณรบกวนดังกล่าวอยู่ในช่วงของการตรวจสอบ ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาของอุปกรณ์ภาคพื้นดินของลูกค้ารายอื่น ๆ ที่ใช้งานร่วมกันผ่านดาวเทียมไทยคม หรืออาจเกิดจากความตั้งใจส่งสัญญาณขึ้นไปรบกวนดาวเทียม ซึ่งอาจมาจาก ณ ที่ใดก็ได้ภายใต้พื้นที่ให้บริการของดาวเทียม ทั้งนี้ ระบบตรวจสอบสัญญาณรบกวนของไทยคมจะตรวจสอบได้เพียงว่าเกิดสัญญาณรบกวนขึ้นหรือไม่ และสัญญาณรบกวนดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร เท่านั้น ไม่สามารถตรวจสอบในการค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของสัญญาณรบกวนได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ NBT พร้อมหาแนวทางร่วมกันในการแก้ปัญหาและลดโอกาสของการเกิดสัญญาณรบกวนขึ้นอีกในอนาคต

จับได้คาหนังคาเขาไก่อูปั่นหัวคนไทยรายวัน โกหกทุกเม็ดมั่วขบวนล้มเจ้า-จัดฉากม็อบซุกM79ไม่เนียน


โกหกรายวัน-วันก่อนศอฉ.เผยแพร่แผนผังขบวนการล้มเจ้า ซึ่งมีข้อสังเกตความมั่วหลายจุด ทำให้คนที่ถูกพาดพิงทั้งทักษิณ บิ๊กจิ๋ว นักวิชาการ และนปช.ฟ้องกลับกราวรูด


งามหน้า..ชายชาติทหาร?-เมื่อค่ำวานนี้พันเอกสรรเสริญนำทีมตำรวจ ทหารอากาศ DSI แถลงออกทีวีเป็นตุเป็นตะจับอาวุธM79ได้เพียบ ม็อบซุกมา ชี้เป็นการก่อการร้าย ต้องจัดการเฉียบขาด แต่ความจริงปรากฎจ่าตำรวจคูคต ปทุมธานี เป็นคนซุกมา ต่อมาโดนจับได้ ปฏิเสธไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง แต่แอบค้าอาวุธ ทำให้ศอฉ.หน้าแหก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 เมษายน 2553

ศอฉ.ย่ามใจโกหกคนไทยรายวันใช้สื่อรัฐป้ายสีเสื้อแดงรายวัน

พฤติการณ์ย่ามใจของรัฐบาลระบอบหุ่นเชิดที่คิดว่าสามารถยึดกุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ นำไปสู่กิจกรรมการโกหกรายวัน เพื่อให้ร้ายป้ายสีความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ที่เห็นได้ชัดในระหว่างนี้คือ วันก่อนหน้านี้ศอฉ.ได้เปิดเผยแผนผังที่อ้างว่าเป็นขบวนการ"ล้มเจ้า"พาดพิงถึงฝ่ายการเมืองตรงข้ามอย่างไร้ข้อมูล ทำให้คนที่ถูกพาดพิงทั้งทักษิณ บิ๊กจิ๋ว นปช. และนักวิชาการฟ้องดำเนินคดี

ส่วนเมื่อคืนนี้ก็ออกมาแถลงว่าในการปะทะกับเจ้าหน้าที่วานนี้ ผู้ชุมนุมนปช.มีลูกระเบิดเอ็ม79 โดยจับได้62ลูก แต่ไม่ยอมบอกให้หมดว่า ผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีไปได้เป็นจ่าตำรวจคนหนึ่ง จากสภต.คูคต ปทุมธานี

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นผู้นำทางความคิดขบวนการล้มเจ้า และมีอดีตภรรยานามสกุลชินวัตร:อย่าว่าแต่ "อดีตภรรยา" หรือ "กิ๊ก" เลยครับ ในชีวิต 52 ปีของผม นี่ไม่เคยแม้แต่เจอตัวหรือคุยกับใครที่นามสกุลชินวัตร เลย


ดร.จุฬาฯใช้สิทธิฟ้องสรรเสริญหลังโดนพาดพิงเป็นขบวนการล้มเจ้า

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือความพยายามของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ ทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และนำเอากรณีล้มล้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ที่จะกวาดล้างปราบปรามประชาชนเช่นในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙


ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งดังต่อไปนี้

อนุสนธิจากการที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของ ศอฉ.ได้แถลงข่าวในวันจันทร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ โดยกล่าวถึงเครือข่ายที่มีการส่อถึงการล้มสถาบันเบื้องสูง ปรากฏว่าในแผนผังของเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวถึง ได้ปรากฏชื่อของข้าพเจ้า สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อยู่ในเครือข่ายนั้นด้วย และทำให้พี่น้อง เพื่อนฝูง โทรมาถามข่าวว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

จากนั้น ต่อมา ในวันที่ ๒๗ เมษายน รายการต่างๆ ทางวิทยุ และโทรทัศน์ก็นำเอาข่าวและแผนผังนี้มาเผย และมีรายการบางรายการ ได้โจมตีกลุ่มบุคคลที่ปรากฏชื่อในแผนผังอย่างรุนแรง เป็นการจงใจบิดเบือนให้ร้าย โดยไม่ไต่ถามที่มา หรือข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังออกมาแถลงต่อด้วยซ้ำ ว่าจะออกหมายจับตามรายการนี้อีกด้วย

ในกรณีเช่นนี้ ข้าพเจ้า ในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่คงจะไม่มีมหิทธานุภาพที่จะไปต่อกรอำนาจกับ ศอฉ.ได้ แต่ข้าพเจ้าก็มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิของตนเอง ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกทางการเมืองที่มากกว่านี้ ข้าพเจ้าจึงต้องขอแถลงดังนี้

๑. ข้าพเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายที่มีพฤติกรรมล้มสถาบันใดๆ และไม่เห็นด้วยว่า จะมีเครือข่ายอะไรในลักษณะเช่นนี้ นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีที่ ศอฉ.สร้างขึ้นมาเอง เพื่อทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่กำลังต่อต้านและเรียกร้องรัฐบาลให้ยุบสภา

๒. ข้าพเจ้าจะขออำนาจศาลเพื่อคุ้มครองในกรณีที่อาจจะเกิดภัยจากการถูกใส่ร้ายในข้อหาร้ายแรง

๓. เพื่อที่จะปกป้องสิทธิของข้าพเจ้า ก็จะดำเนินการฟ้องร้องแก่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด หรือ ศอฉ. โดยจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งภายในสัปดาห์นี้

ข้าพเจ้าเห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือความพยายามของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ ทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และนำเอากรณีล้มล้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ที่จะกวาดล้างปราบปรามประชาชนเช่นในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งการกระทำเช่นนั้น คงไม่อาจจะชอบธรรมได้

จึงมีความเห็นว่า รัฐบาลจะต้องเลิกภาวะฉุกเฉินโดยทันที คืนเสรีภาพแก่สื่อมวลชน ต้องยุติการโฆษณาให้ร้ายป้ายสีเรื่องขบวนการล้มเจ้า และหาทางแก้ไขปัญหาการเมืองโดยสันติวิธี จึงจะเป็นหนทางอันถูกต้อง

ศอฉ.โกหกด้านๆออกทีวีม็อบซุกM79เพียบ สุดท้ายโอละพ่อตร.ซุกมาแล้วหนี


เมื่อวานนี้ ในเวลา21.00 น. พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด นำทีมตำรวจและทหารอากาศแถลงในนามศอฉ.ตอนหนึ่งระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยขับมอเตอร์ไซค์หลบหนี และพบลูกระเบิดM79จำนวน 62 ลูก ซึ่งพันเอกสรรเสริญสรุปว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง ขณะที่อธิบดีDSIอ้างว่าจะต้องดำเนินคดีก่อการร้าย

อย่างไรก็ตามเวบไซต์เนชั่นรายงานข่าวนี้ตั้งแต่ก่อนศอฉ.แถลงข่าวแล้ว โดยนำเสนอข่าวในช่วงเวลา20.25น. ต่อมารายการข่าว 3 มิติ โทรทัศน์ช่อง3รายงานตอกย้ำในตอนดึกว่า เหตุนี้เกิดตอน 16.20 น. เจ้าหน้าที่พบชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ใกล้ถึงด่าน ชายดังกล่าวได้จอดรถแล้ววิ่งหนีไป เมื่อตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน พขน 68 กรุงเทพ พบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 63 ลูก เอกสารระบุชื่อ จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร สังกัดสถานีตำรวจภูธรคูคต จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนที่วิ่งหนีไปหรือไม่ หลังจากนั้นทางศอฉ.ตรวจสอบอีกคั้งและนำระเบิดเอ็ม 79ทั้งหมดไปที่ ศอฉ.

ต่อมา พ.ต.อ.นราเดช ทิพย์รัก ผกก.สภ.คูคต จ.ปทุมธานี กล่าวว่าตนทราบเรื่องนี้แล้วแต่ยังไม่ได้พบตัวจ.ส.ต.ปริญญา เนื่องจากในวันนี้เป็นวันหยุดยังไม่สามารถติดต่อได้ หากติดต่อได้จะเรียกตัวมาสอบสวนในเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจริงจะส่งตัวนำเนิดคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับนิสัยจ.ส.ต. ปริญญา เป็นตำรวจมีนิสัยชอบเล่นปืนและไม่เคยมีนิสัยกร้าวร้าว และไม่เคยขาดงาน

ดังนั้นจึงน่าประหลาดใจว่าเหตุใดในการแถลงข่าวของศอฉ.จึงได้โกหกคนทั่วประเทศว่าM79ที่จับได้เป็นของผู้ชุมนุมเสื้อแดง หากไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังดิสเครดิต หรือต้องการหาเหตุปราบปรามผู้ชุมนุม

ศอฉ.โคตรตอแหลแถลงเป็นตุเป็นตะม็อบมีm79ไว้ก่อการร้าย

ค่ำวานนี้ (28 เม.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 21.05 น. ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงข่าวผ่านโทรทัศน์รวมกาลเฉพาะกิจ เพื่อแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าการคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่ง พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ต.อานนท์ จารยะพันธุ์ ผู้บังคับการทหารอากาศดอนเมือง และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุดังนี้

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวอีกว่า วันนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแกนนำได้ 14 คน และยึดรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือยึดอาวุธสงครามชนิดเอ็ม 79 อีกทั้งยังยึดส่วนประกอบเครื่องยิงเอ็ม 203 ที่ใช้สำหรับการยิงกระสุน 40 มิลลิเมตร

พล.อ.ต.อานนท์กล่าวรายงานต่อว่า จุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าฐานทัพอากาศดอนเมือง ฝั่งถนนวิภาวดีขาเข้า ซึ่งได้มีการสนธิกำลังกันและกองทัพอากาศได้รับมอบหมายให้ดูและและป้องกันไม่ให้ผู้ก่อความไม่สงบสามารถใช้อาวุธร้ายแรงยิงลงไปด้านล่างได้ แต่เหตุการณ์วันนี้มีผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงพยายามฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้าไปตรวจค้นแต่ผู้ต้องสงสัยหลบหนี จนทิ้งถุงสีดำปริศนาไว้ ทางเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดเข้าทำหน้าที่ตรวจสอบปรากฏว่าพบเครื่องกระสุนเอ็ม 79 จำนวน 62 ลูก ซึ่งแบ่งเป็นกระสุนเจาะเกราะจำนวน 42 ลูก กระสุนหัวธรรมดาอีก 20 ลูก

นายธาริตกล่าวรายงานต่อว่า สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมอาวุธร้ายแรงได้ ซึ่งตอนนี้การนำอาวุธสงครามไปใช้ก่อเหตุถือว่าเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเร่งดำเนินการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไป

จับผิดทอ.ไม่ได้จับM79แต่เป็นตำรวจจับได้

ในการแถลงข่าวของศอฉ.นั้น ฝ่ายทหารอากาศอ้างว่าได้เป็นฝ่ายเข้าปฏิบัติการกรณีM79 แต่ข่าวเนชั่นในเวลา20.25ก่อนหน้าศอฉ.แถลงข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.20 น. พ.ต.ท.ยงยุทธ์ ซื่อสัตย์คมสันต์ สารวัตรงานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร หัวหน้าชุดด่านตรวจความมั่นคงฯ บนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า บริเวณแยกธูปเตมีย์ ซึ่งขณะนั้นการปะทะกลุ่มเสื้อแดงนปช.กับทหาร เพิ่งจะสงบลงไม่นาน เจ้าหน้าที่พบชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ใกล้ถึงด่าน ชายดังกล่าวได้จอดรถแล้ววิ่งหนีไป

เมื่อตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน พขน 68 กรุงเทพ พบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 63 ลูก เอกสารระบุชื่อ จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร สังกัดสถานีตำรวจภูธรคูคต จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนที่วิ่งหนีไปหรือไม่ หลังจากนั้นทางศอฉ.ตรวจสอบอีกคั้งและนำระเบิดเอ็ม 79 ทั้งหมดไปที่ ศอฉ.

รวบแล้วจ.ส.ต.ผู้ต้องสงสัยขนกระสุนระเบิดเอ็ม79พร้อมลูกน้องอีก2คน สารภาพค้าอาวุธ

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 29 เมษายนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตม์ ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ผู้ต้องสงสัยขนกระสุนระเบิดเอ็ม 79 พร้อมพวกอีก 2 คน โดยถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ต่อมา พล.ต.ท.กฤษฎา พันธ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 เดินทางไปที่สภ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อสอบปากคำ จ.ส.ต.ปริญญา โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย จ.ส.ต.ปริญญา ให้การรับสารภาพว่า อาวุธทั้งหมดที่ห้องพักแฟลตตำรวจ และภายในรถยนต์ทั้งหมด รวมทั้งส่วนเจ้าหน้าที่ได้ยึดลูกกระสุนปืนเอ็ม 79 ที่อยู่ใต้เบาะรถ จยย.ของตนนั้น กำลังนำไปส่งให้กับลูกค้าที่มีการสั่งล่วงหน้า เพื่อนำไปส่งที่ไปรษณีย์ สาขาบางเขน ตามที่นัดหมายกับลูกค้า โดยได้ขายให้ในราคาลูกละ 1,200 บาท

จนกระทั่งช่วงสายของวันนี้ได้เดินทางมาเบิกเงินที่ธนาคารกรุงไทย สาขา สี่มุมเมือง จำนวนกว่า 300,000 บาท และเดินทางมาที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซียร์ รังสิต เพื่อเบิกเงินอีก 290,000 บาท รวมทั้งสิ้น 700,140 บาท

จ่ายันไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง ไก่อูหน้าแหก

พล.ต.ท.กฤษฎา กล่าวว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้น จ.ส.ต.ปริญญา ให้การรับสารภาพว่า เป็นเจ้าของอาวุธต่างๆ ที่ถูกจับได้นั้นจริง เพราะเจ้าตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธ แต่ปฎิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง และในวันที่ถูกตรวจค้นเจอเครื่องอาวุธต่างๆ นั้น ก็เพราะจะนำอาวุธเหล่านั้นไปส่งให้ลูกค้า

วันพุธ, เมษายน 28, 2553

ทหารผ้าพันคอ'สีฟ้า'ย่ามใจปราบเสื้อแดงมันมือ BBCตีข่าวโดนพวกเดียวกันยิงตาย1ม็อบเจ็บ16


ผ้าพันคอฟ้าลงมือ-กองกำลังทหารที่มีผ้าพันคอสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์ระดมยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมบนทางด่วน เพื่อสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมไปที่ตลาดไท เบื้องต้นผู้ชุมนุมเจ็บ 16 ราย ทหารตาย 1 ศพ โดยแกนนำนปช.อ้างว่าถูกตำรวจยิง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนเสื้อแดง ขณะที่สำนักข่าวBBCรายงานข่าวยืนยันเรื่องนี้ (ภาพ:รอยเตอร์)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ สำนักข่าวต่างประเทศ
28 เมษายน 2553

*คลิปข่าวเหตุการณ์ทหารตำรวจยิงทหารด้วยกันเอง คลิ้ก คลิ้กที่นี่




สำนักข่าว BBC รายงานเหตุปะทะว่ามีทหารรายหนึ่งเสียงชีวิตจากการปะทะ โดยสาเหตุมาจากกระสุนที่ยิงจากฝ่ายกองกำลังเจ้าหน้าที่เอง (One soldier has died, reportedly from a shot fired by a member of the security forces,) และมีผู้บาดเจ็บอีกราว 10 ราย

ราเชล ฮาร์วี่ย์ ผู้สื่อข่าว BBC รายงานว่าทหารที่เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากการยิงโดนพวกเดียวกันเอง (friendly fire) ในขณะที่มีการปะทะ และบอกอีกว่าผู้บาดเจ็บ 10 รายมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย

ชมคลิปข่าวจากBBC



ต้นเหตุ-ต้นเหตุของเรื่องมาจากกรณีที่ทหารผ้าผูกคอสีฟ้าได้สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปทุมธานีในวันก่อนนี้ ในภาพจะเห็นทหารใช้ปืนจ่อหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ไปชุมนุมขัดขวางไม่ให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ บริเวณจังหวัดปทุมธานี และใช้เท้ากระทืบทั้งที่ยอมจำนนแล้ว ส่วนหญิงสาวที่ไปด้วยก้มหน้าด้วยความอดสูใจ ทำให้วันนี้ทางนปช.ได้ยกขบวนไปให้กำลังใจชาวปทุมธานี


*ขบวนมอเตอร์ไซค์ออกจากราชประสงค์มุ่งหน้าเพื่อไปตลาดไทในเวลาราว10.30น. ปทุมธานีเพื่อให้กำลังใจคนเสื้อแดงปทุมธานีที่ถูกสลายในวันก่อน

*พระสงฆ์เข้าร่วมขบวนไปด้วย โดยเตรียมเครื่องป้องกันแก๊สน้ำตาไปเพื่อไม่ประมาท

*โดยที่กองกำลังทหารได้ตั้งเครื่องกีดขวางไว้ก่อนหน้านี้

*และกองกำลังทหารได้ตั้งแนวสกัดไว้ จึงเกิดการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม มีรายงานว่าทหารได้ยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมตอบโต้ด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่ และยิงบั้งไฟ

*ขณะที่ตำรวจปราบจลาจลได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมด้วย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเหตุเกิดที่ทางด่วนยกระดับใกล้กับสนามบินดอนเมือง ช่วงเที่ยงและบ่ายวันอังคารที่ 28 เมษายน 2553

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเวลาราว 15.00 น.การเผชิญหน้าครั้งนี้ได้ยุติลง เนื่องจากเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เกิดเหตุ


นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.กล่าวที่เวทีผู้ประท้วงย่านราชประสงค์ว่า เหตุที่ทหารตำรวจตั้งด่านสกัดและยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วง เป็นเหตุของมอเตอร์ไซค์ส่วนหน้าของขบวน ขณะที่"ทัพใหญ่"ของผู้ชุมนุมเดินทางไปยังไม่ถึงที่เกิดเหตุ เนื่องจากรถติด ส่วนนายขวัญชัย ไพรพนา ผู้นำขบวนหนนี้ไม่ได้ถูกจับกุม เพราะระมัดระวังตัวดี

นายจตุพรกล่าวว่า มีรายงานทหารเสียชีวิต 1 นาย แต่มาจากถูกพวกเดียวกันยิง โดยตำรวจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงจึงยิงทหารเสียชีวิต


เสื้อแดงปะทะทหารที่ดอนเมืองบาดเจ็บ 16 ราย ทหารตาย1

สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานยอดผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภูมิพล จากเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเข้ารับการรักษา ผู้ชุมนุมถูกระสุนยาง 16 คน และเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ต่อมาเสียชีวิต มีรายงานว่าถูกกระสุน ในที่เกิดเหตุบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ตรึงกำลังเข้มเต็มพื้นที่รวมทั้งทางด่วนโทลล์เวย์

ในเวลาราว 16.00 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังทหาร ตำรวจยังปิดล้อมผู้ชุมนุมอยู่บริเวณอนุสรณ์สถานฯ ขณะที่แกนนำที่ราชประสงค์ได้ประกาศให้รักษาพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ไว้เป็นหลัก

17.00 น.ทหารเสริมกำลังเข้าล้อมผู้ชุมนุมที่ติดค้างอยู่

17.20 น. สถานการณ์คลี่คลายหลังทหารถอนกำลังเข้าไปยังอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เปิดทางตำรวจเจรจาผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมเดินทางกลับที่ชุมนุมใหญ่ราชประสงค์

ศอฉ.แถลงให้คนเข้าใจผิดว่าผู้ชุมนุมมีระเบิดM79 ที่แท้เป็นตำรวจ

ในเวลา21.00 น. พันเอกสรรเสริญ นำทีมตำรวจและทหารอากาศแถลงในนามศอฉ.ตอนหนึ่งระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยขับมอเตอร์ไซค์หลบหนี และพบลูกระเบิดM79จำนวน 62 ลูก ซึ่งพันเอกสรรเสริญสรุปว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง

อย่างไรก็ตามรายการข่าว3มิติช่อง3รายงานในตอนดึกว่า เหตุนี้เกิดตอน 16.20 น. เจ้าหน้าที่พบชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ใกล้ถึงด่าน ชายดังกล่าวได้จอดรถแล้ววิ่งหนีไป เมื่อตรวจสอบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน พขน 68 กรุงเทพ พบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 63 ลูก เอกสารระบุชื่อ จ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตร สังกัดสถานีตำรวจภูธรคูคต จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนที่วิ่งหนีไปหรือไม่ หลังจากนั้นทางศอฉ.ตรวจสอบอีกคั้งและนำระเบิดเอ็ม 79 ทั้งหมดไปที่ ศอฉ.

ต่อมา พ.ต.อ.นราเดช ทิพย์รัก ผกก.สภ.คูคต จ.ปทุมธานี กล่าวว่าตนทราบเรื่องนี้แล้วแต่ยังไม่ได้พบตัวจ.ส.ต.ปริญญา เนื่องจากในวันนี้เป็นวันหยุดยังไม่สามารถติดต่อได้ หากติดต่อได้จะเรียกตัวมาสอบสวนในเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดจริงจะส่งตัวนำเนิดคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับนิสัยจ.ส.ต. ปริญญา เป็นตำรวจมีนิสัยชอบเล่นปืนและไม่เคยมีนิสัยกร้าวร้าว และไม่เคยขาดงาน







หมายเหตุ: มีสมมุติฐานและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแจ้งว่า สาเหตุที่เกิดการยิงกันเองและมีทหารเสียชีวิตนั้น เกิดขึ้นจาก
1. เจ้าหน้าที่มีความเกรงกลัวต่อ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" สูงมาก กอร์ปกับมีพยานแจ้งว่ามีการตะโกนบอกในบริเวณเจ้าหน้าที่ขณะที่ขบวนมอเตอร์ไซต์วิ่งเข้าใกล้ว่า "ทหารแตงโมมาแล้ว"
2. เจ้าหน้าที่ที่ขี่มอเตอร์ไซต์วิ่งออกมาจากบริเวณฝูงชนของกลุ่มคนไม่มีสี (คนเสื้อแดง) ด้วยความเร็วสูง เจ้าหน้าที่บริเวณด่านไม่ทันคิด
3. การสั่งการภายในเจ้าหน้าที่เองผิดพลาด

ตำรวจทหารเกียร์ว่างต่างชาติกดดัน รัฐบาลหุ่นระบอบอำมาตย์ง่อนแง่น นปช.เปิดฉากรุกทั่วประเทศ



ขอพื้นที่คืนอีกแล้ว-ทหารผ้าผูกคอสีฟ้าใช้ปืนจ่อหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ไปชุมนุมขัดขวางไม่ให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ บริเวณจังหวัดปทุมธานี และใช้เท้ากระทืบทั้งที่ยอมจำนนแล้ว ส่วนหญิงสาวที่ไปด้วยก้มหน้าด้วยความอดสูใจ ทำให้วันนี้ทางนปช.ได้ยกขบวนไปให้กำลังใจชาวปทุมธานี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2553

รัฐบาลระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ทำชั่วปราบประชาชนไม่ถนัด อำนาจรัฐง่อนแง่นตำรวจทหารเพิกเฉยต่างเข้าเกียร์ว่างไม่ยอมลุยปราบค้ำบัลลังก์เลือด ผู้นำนานาชาติกดดันหนักส่งSMSตอนตีสี่ปรามอภิสิทธิ์ห้ามฆ่าผู้ชุมนุม UNส่งสัญญาณจะเข้าแทรกแซง ส่วนองค์กรนิรโทษกรรมสากลจี้โอบาม่าเร่งส่งทูตพิเศษสังเกตการณ์แล้ว


นปช.ได้น้ำUNและนานาชาติกดดันรัฐบาลเลิกฆ่าม็อบ

นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.แถลงช่วงสายวันนี้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั่วโลก ทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ ประชาคมอาเซียน รวมทั้งสื่อต่างประเทศคือ เดอะ ไทม์ส ต่างแสดงความวิตกกังวลจะเกิดสงครามกลางเมืองในไทย และเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม สะท้อนถึงการหมดความชอบธรรมแล้ว รวมไปถึงการที่กองทัพ และตำรวจต่างก็เพิกเฉยที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุม แสดงถึงอำนาจรัฐของรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกต่อไป

วันนี้นปช.ได้ยกขบวนไปที่ตลาดไทเพื่อให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่โดนทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันก่อน และประกาศรุกใหญ่ทั่วประเทศ โดยใช้ขอนแก่นโมเดล ส่วนในกรุงเทพฯมีการดาวกระจายไปยังที่ต่างๆ รวมทั้งเมื่อคืนยังมีผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบอีกมากกว่า 10 คันรถบัส

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่ได้มีเฉพาะที่ราชประสงค์ แต่กระจายไปทั่วประเทศ

"มาร์ค"อ่อนใจตร.เกียร์ว่าง โดนผู้นำต่างประเทศปลุกตอนตี4ห้ามฆ่าม็อบ

มติชน รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 เมษายน มีการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองให้ที่ประชุม ส.ส.ได้รับทราบ ว่า "ทั้งนี้ ที่เราเอากำลังไปโอบล้อมสถานที่การชุมนุม มันก็ประกาศบนเวทีว่าเราจะไปสลาย จนสับสน ทำให้ผู้นำหลายประเทศก็ส่งเอสเอ็มเอสมาหาผมตอนตี 4 ว่าเราจะสลายการชุมนุมหรอ ไม่ใช่ว่าผมไม่หงุดหงิด เมื่อวาน (26 เม.ย.) ที่ไปปิดล้อมบ้านผม ตำรวจที่ดูแลก็อธิบายได้ทุกเรื่อง ถามว่าทำไมไม่จับ ก็อธิบายกับผมว่าถ้าจับ พวกนั้นอาจจะเผาบ้านผม สภาพก็เป็นแบบนี้แหละครับ ผมเห็นแบบนี้แล้วอ่อนใจ อธิบายได้ทุกเรื่องจริงๆ แต่ไม่ทำอะไรเลย และที่บอกให้ผมปลดคนนั้นคนนี้ อยากให้เข้าใจว่ามันยาก เพราะเดี๋ยวจะยุ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น ทางที่ดีเราต้องระมัดระวังเหมือนที่เคยทำ จึงจะช่วยให้เราอยู่ได้ถึงวันนี้" แหล่งข่าวอ้างคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่กล่าวอย่างมีอารมณ์

"กษิต"เผยถูกองค์กรระหว่างประเทศกดดันหนักทั้งเลขาUN-ชาติอาเซียนจะเข้าแทรกแซง

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้ส.ส.ได้แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยมีตอนหนึ่ง นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า มีชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ฝากมาบอกให้นายกรัฐมนตรีกลับไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล เพราะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจรัฐ และยังบอกว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการกับผู้ชุมนุมให้เด็ดขาด "หากนายกฯทำไม่ได้ก็ให้ลาออกเพื่อให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน" ซึ่งนายกฯรับฟังด้วยสีหน้าเป็นปกติพร้อมกับชี้แจงว่า การรับทราบข่าวสารของประชาชนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกับข่าวสารที่รัฐมีอยู่ ตนพร้อมที่จะกลับมายังทำเนียบรัฐบาล แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เห็นว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะต้องมีการแบ่งกำลังมาดูแลรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ นายกษิต ยังได้กล่าวต่อที่ประชุม ส.ส.ของพรรคด้วยท่าที่เป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยว่า กำลังถูกกดดันและอาจเข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ซึ่งรับข้อมูลการร้องเรียนจากฝ่ายต่างๆ ในประเทศไทย ได้แสดงความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเห็นว่าไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แสดงความเป็นห่วงดังกล่าวมา ขณะที่ติมอร์เลสเตอร์ประสงค์จะส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ในประเทศไทยในระหว่างนี้ แต่กระทรวงการต่างประเทศได้ตอบปฏิเสธไป ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลจี้โอบาม่าแทรกแซงวิกฤตไทย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าส่งทูตพิเศษมายังประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้ง ชี้ไทยเป็นมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐฯ โอบาม่าไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดู

(วอชิงตัน ดีซี) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที.คุมาร์ ผู้อำนวยการนานาชาติขององค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์จากกรณีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

"จากการที่ผู้ชุมนุม 'เสื้อแดง' กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังคงชุมนุมโดยเผชิญหน้ากับทหาร องค์กรนิรโทษกรรมสากลประจำสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ส่งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ไปในประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้งโดยทันที"

"ประเทศไทยเป็นหนึ่งในมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโอบาม่า ไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดูในสถานการณ์ที่บอบบางเช่นนี้"

"องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโอบาม่ามีหลักประกันว่ากองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธและกระสุนของสหรัฐฯ ในการปราบปรามผู้ชุมนุมซึ่งชุมนุมกันอย่างสงบ และขอเรียกร้องให้แกนนำบอกกับผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง"

แกนนำเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปตลาดไทวันนี้ ร้องรัฐหยุดโกหกและใส่ร้ายป้ายสี



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2553

เมื่อเวลา 10.10 น. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.แจ้งว่า จะมีชุดปฏิบัติการจำนวน 1 ชุด ออกทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โดยมีขวัญชัย ไพรพนา เป็นแกนนำ โดยมีรถปิ๊กอัพ และขบวนรถมอเตอร์ไซต์อาสา ออกเดินขบวนเริ่มต้นที่ถนนพระรามสี่ ตัดเข้าวิภาวดีรังสิต แล้วไปถึงตลาดไท

ณัฐวุฒิ แจ้งว่า การกระทำที่มีต่อประชาชนบริเวณวัดพระธรรมกาย ทั้งปืนตี ตีนเหยียบ ยิงปืนขู่ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ และการเดินขบวนวันนี้ไปที่บริเวณตลาดไทจะเป็นการไปเพื่อให้กำลังใจชุมชนชาวตลาดไท เมื่อแล้วเสร็จแล้วก็จะตีรถกลับมาที่ชุมนุมราชประสงค์ต่อไป



นายณัฐวุฒิชี้แจงเรื่องที่ 2 โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงว่ารัฐบาลพร้อมแล้วที่จะใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม โดยกล่าวว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะสู้ตั้งนานแล้ว พร้อมจะสู้จนตัวตายนับตั้งแต่การส่งกำลังมายิงคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน แล้ว

ณัฐวุฒิ แจ้งว่า ขอให้ทางศอฉ.แจ้งนัดวันและเวลาในการสลายมา เพื่อให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลีกออกไป และแจ้งว่าคนไร้สี(คนเสื้อแดง) จะตั้งมั่นปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ "ผมเรียนนะครับว่า ศึกนี้มันไม่มีใครชนะ เราพร้อมที่จะไม่เป็นผู้ชนะ แต่รัฐบาลพร้อมที่จะเป็นผู้ไม่ชนะหรือไม่"

"สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กำลังจะทำ เป็นการหลีกเลี่ยงข้อหาฆาตกร และหลีกเลี่ยงข้อหาทรราชย์ การกระทำในครั้งนี้เป็นการฆ่าปิดปาก"

นายณัฐวุฒิ ชี้แจงเรื่องที่ 3 ว่าการออกมาให้ข่าวของศอฉ.ว่ามีขบวนการล้มเจ้า โดยมีรายชื่อจำนวนกว่า 30 รายชื่อ ว่า "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เรียกร้องประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นจุดยืนที่มีมานานแล้ว"

นายแพทย์เหวง โตจิราการ ชี้ว่า ขณะนี้ทางเลือกเหลืออยู่แค่สองทางเลือก คือการเลือกสันติภาพ หรือสงคราม ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้เลือกไปแล้วคือสงคราม โดยมีการระดมทหารกว่าสามสี่หมื่นนาย มีการใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นขบวนการล้มเจ้า มีการปิดสื่อทั้งหมดของกลุ่มคนเสื้อแดง และการจัดตั้งมวลชนหรือกลุ่มคนหลากสีเพื่อมาชนกับมวลชนคนเสื้อแดง

"แต่สัจธรรมของโลกบอกมาอย่างยาวนานแล้วนั้น ถ้ารัฐบาลยัดเยียดสงครามให้ ประชาชนจะออกมาสู้รบปรบมือทันที และท้ายที่สุดประชาชนจะชนะ"

"ความขัดแย้งที่มีขึ้นในวันนี้ได้ถูกยกระดับเข้าสู่ระดับประเทศแล้ว โดยมีการโทรศัพท์มาจากเลขาธิการสหประชาชาติมายังนายกษิต เพื่อแสดงความห่วงใย และยังมีการออกมาให้ความเห็นของอาเซียนผ่านประเทศอินโดนีเซีย และเสนอตัวออกมาใกล่เกลี่ย"

"นอกจากนี้นิตยสารชั้นนำของโลก คือไทมส์ ตีพิมพ์วันที่ 27 เมษายน มีเนื้อหาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับข้อเสนอเสื้อแดง ให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งภายใน 3 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด และสงครามการเมือง เพราะข้อเสนอดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลและเป็นทางเลือกดีกว่าการสลายการชุมนุม"

"ขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลล้มเลิกการใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งเรื่องขบวนการล้มเจ้า การก่อการร้ายในทันที"

นายแพทย์เหวงยังได้แจ้งอีกว่า ทีวีทุกเครื่องสามารถจูนรับฟังพีเพิ้ลแชนเนิ้ลได้ทุกเครื่อง โดยการจูนไปรับคลื่นช่วง UHF (อนึ่งรับได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และรัศมีการทำการยังอยู่ในช่วง 15-20 กม.เท่านั้น)