วันพุธ, มีนาคม 31, 2553

"สวีเดน"ปฏิเสธกระทรวงต่างประเทศไทยขับ"ทักษิณ"

โดย Gregers Moller
ที่มา scandasia.com
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มีนาคม 2552

นาย Anders Joerle หัวหน้าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนได้เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา(29 มี.ค.) ทางการไทยได้ร้องขอให้ทางการสวีเดนขับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรออกจากประเทศ แต่สวีเดนไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว

การติดต่อระหว่างรัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนดังกล่าวไม่ได้ติดต่อผ่านทางเอกสารใดๆทั้งสิ้น แต่ติดต่อระหว่างกันด้วยการโทรศัพท์เท่านั้น "การติดต่อดังกล่าวทำผ่านการโทรศัพท์จากสถานทูตไทยในกรุงสต็อกโฮมม์ไปยังกระทรวงการต่างประทศ ทั้งนี้ยังมีการดำเนินการที่คล้ายๆกันนั้นอีกไปยังสถานทูตสวีเดนในประเทศไทยจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย" นาย Anders เผย

"เราไม่ได้ติดต่อไปยังเขา(ทักษิณ)" เขากล่าว

มร.Anders ยังได้เผยว่าเขาเองไม่ทราบว่าจะมีใครคนอื่นที่ได้ติดต่อไปยังคุณทักษิณและเรียกให้เขาออกจากประเทศ

"ไม่มีการติดต่อจากหน่วยงานใดๆทั้งสิ้นของรัฐบาลสวีเดนไปยังคุณทักษิณ ถ้าจะมีการติดต่อกันก็มีแค่ที่คุณทักษิณต้องยื่นเอกสารการเดินทางกับทางกองตรวจคนเข้าเมืองสวีเดนตอนที่เขาเดินทางเข้าและออก" เขากล่าว

มร. Anders ไม่ทราบว่าคุณทักษิณถือพาสปอร์ตประเทศใดในการเดินทางเข้าและออกสวีเดน เขายังไม่ทราบด้วยว่าคุณทักษิณเดินทางออกไปด้วยเครื่องบินส่วนตัวหรือเครื่องบินพาณิชย์ เพราะว่าชื่อคุณทักษิณไม่ได้อยู่ในลิสต์รายชื่ออาชญากรระหว่างประเทศ ดังนั้นเขาจึงมีอิสระที่จะเข้าหรือออกประเทศสวีเดนตราบใดที่เอกสารการเดินทางของเขาไม่ขาดอายุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าคุณทักษิณได้ทำการโฟนอินไปยังผู้สนับสนุนที่ชุมนุมประท้วงอยู่ในกรุงเทพฯระหว่างที่เขายังอยู่ในประเทศสวีเดน การกระทำดังกล่าวจะทำให้คุณทักษิณถูกแบล็กลิสต์หรือไม่?

"ไม่ เรามีเสรีภาพในการพูดในประเทศสวีเดน เขามีอิสระที่จะโทรศัพท์และคุยกับใครก็ได้ที่เขาต้องการ" มร.Anders กล่าว

ผู้สื่อข่าวแทรกว่า ถ้าทักษิณไปสั่งให้ผู้สนับสนุนเขาดำเนินการในเชิงก่อการร้าย นั่นน่าจะเป็นเรื่องนะ

"นั่นเป็นกรณีที่ต่างกันไป นั่นก็ผิดกฏหมายในสวีเดนเช่นกัน" เขากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเขาออกจากสวีเดนแล้ว คุณทักษิณได้ทำการโฟนอินไปยังผู้สนับสนุนของเขาเมื่อวันอังคารโดยกล่าวว่าเขาอยู่ในประเทศรัสเซีย

เอแบคโพลล์ให้มาร์คลากต่อไม่ยุบ นิด้าสวนทั้งประเทศให้ยุบสภาเป็นทางออก..ใครงานเข้า?



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และ มติชนออนไลน์
31 มีนาคม 2553


ขาประจำเอแบคโพลล์เผยผลสำรวจคนไทย17จังหวัดให้มาร์คอยู่ต่อไม่ต้องยุบ นิด้าโพลล์สวนทางสำรวจทั้งประเทศยุบสภาเป็นทางออก ส่วนใครน่าเชื่อถือ หรือใครมีวาระซ่อนเร้น อ่านในท้ายรายงานข่าวนี้


นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง"การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา"ในวันนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 41% มองว่าทางออกที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ นายกรัฐมนตรีควรยุบสภา และ/หรือลาออก รองลงมา 32.9% เห็นว่ารัฐบาลควรหาวิธีสลายการชุมนุมอย่างนุ่มนวล และอีก 20.4% เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรหาทางเจรจากันต่อไป

สำหรับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถานการณ์ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเจรจากับกลุ่มแกนนำนปช.ทั้ง 2 ครั้งนั้น ส่วนใหญ่ 28.2% เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น รองลงมา 25.1% เชื่อว่าสถานการณ์จะยังเหมือนเดิม และอีก 10.4% เชื่อว่าสถานการณ์จะแย่ลง

ผลการสำรวจยังระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 50.1% เห็นว่าหากนายกรัฐมนตรียุบสภาจะเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวและจะเกิดการชุมนุมไม่รู้จบสิ้น รองลงมา 29.2% เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะลดลง การชุมนุมของ นปช.จะยุติ และอีก 8.8% เห็นว่าปัญหายังไม่ยุติเพราะยังมีการป่วนเมืองของมือที่สาม

สำหรับการที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ประชาชนส่วนใหญ่ 44% เชื่อว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคล รองลงมา 35% เชื่อว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ขณะที่อีก 11% เชื่อว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคล และผลประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ดี จากการชมการถ่ายทอดสดการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประชาชนให้คะแนนนายกรัฐมนตรี 6.13 คะแนน และให้คะแนนแกนนำกลุ่มเสื้อแดง 5.27 คะแนน จากเต็ม 10

ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนในทุกช่วงอายุระหว่าง 17-70 ปี จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ รวม 1,038 คน ระยะเวลาการสำรวจตั้งแต่ 29-30 มี.ค.53

เอแบคโพลล์ค้านยุบสภา ให้รัฐบาลอยู่ต่อ

ขณะที่มติชนออนไลน์รายงานว่า สำนักวิจัยเอแบคโพล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ “เอแบคเรียลไทม์โพล (Real-Time Survey)” สำรวจจากความคิดเห็นของสาธารณชนต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี เพชรบุรี เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู พัทลุง ระนอง และ สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,191 ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่ 30 มีนาคม 2553 พบว่า

-ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 สนับสนุนวิธีการเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม

-อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 47.8 ไม่มั่นใจว่า การยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ แต่ร้อยละ 35.9 มั่นใจ ที่เหลือไม่มีความเห็น

-เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการตัดสินใจเรื่องการยุบสภา พบว่า ร้อยละ 42.2 ขอให้ทำงานต่อไปจนครบวาระ แต่ร้อยละ 27.2 เสนอให้ยุบสภาภายใน 15 วัน ร้อยละ 13.9 ให้ยุบสภาภายใน 6 เดือน ร้อยละ 13.8 ให้ยุบสภาภายในอีก 9 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงคะแนนความเป็นผู้นำโดยภาพรวมของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายหลังการเจรจา พบว่า ร้อยละ 35.5 ให้คะแนนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 35.4 ระบุเหมือนเดิม ร้อยละ 26.2 ระบุลดลง ที่เหลือไม่มีความเห็น

เมื่อถามถึงคะแนน ความเข้มแข็ง กล้าหาญของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ออกมาในหนทางประชาธิปไตย พบว่า ร้อยละ 35.9 ให้คะแนนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 28.7 ระบุเหมือนเดิม แต่ร้อยละ 32.7 ระบุลดลง ที่เหลือไม่มีความเห็น

ที่น่าพิจารณาสำหรับทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมคือ ประชาชนส่วนใหญ่ระบุสิ่งที่อยากให้รัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงใช้ โอกาสนี้ช่วยกันทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคือ ร้อย ละ 91.0 ระบุให้ช่วยกันแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ

ร้อยละ 89.2 ระบุปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ระบุปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ร้อยละ 87.0 ระบุปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม ร้อยละ 84.5 ระบุปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 80.7 ระบุปัญหาคุณภาพเด็กและเยาวชน และร้อยละ 79.2 ระบุปัญหาภัยแล้ง ตามลำดับ

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 53.1 เป็นหญิง ร้อยละ 46.9 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 2.8 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.7 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.1 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 24.4 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และร้อยละ 26.0อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 77.7 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 20.7 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 27.7 ระบุอาชีพค้าขายรายย่อย/อิสระ ร้อยละ 15.2 ระบุอาชีพลูกจ้าง/พนักงานบริษัท ร้อยละ 10.8 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.8 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.8 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 3.5 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ

รู้จักนิด้าโพลล์

เวบไซต์ของนิด้าโพลล์ระบุไว้ดังนี้ คณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพล

คณะกรรมการนโยบาย
นายอมเรศ ศิลาอ่อนที่ปรึกษา
นายฑิตยา สุวรรณะชฏ ที่ปรึกษา
นายจำลอง อติกุล ที่ปรึกษา
อธิการบดี

ประธานกรรมการ

คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ กรรมการ
คณบดีคณะบริหารธุรกิจ กรรมการ
คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ กรรมการ
คณบดีคณะสถิติประยุกต์ กรรมการ
คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ กรรมการ
คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ กรรมการ
คณบดีคณะภาษาและการสื่อสาร กรรมการ
คณบดีคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กรรมการผู้

อำนวยการสำนักวิจัยกรรมการ
รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยก รรมการ
ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพล
กรรมการและเลขานุการรองผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพล กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ผู้จัดการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพลผู้ช่วยเลขานุการ

คณะกรรมการบริหารนโยบาย

ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพลประธานกรรมการศาสตราจารย์ ดร.อุดม ทุมโฆสิต
กรรมการ
รองศาสตราจารย์ ดร.พาชิตชนัต ศิริพานิช กรรมการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ตกรรมการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาคกรรมการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กั่วเจริญ กรรมการ
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยกรรมการรองผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพล
กรรมการและเลขานุการผู้จัดการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนนิด้าโพล

สำหรับดร.พิชาย ที่เป็นกรรมการบริหารนโยบายเป็นที่น่าสังเกตว่ามีบทบาทสนับสนุนพันธมิตรและรัฐบาลมาต่อเนื่อง


ลากไส้ดร.นพพดลAbac Pollผลุบเข้าทำเนียบซุกมาร์คเป็นประจำ


เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้องกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัวเขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ว เรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของเอแบคโพลล์ดูจะเอนเอียงมาทางรัฐบาลจริง แต่คู่แข่งของเราคือสวนดุสิตโพลล์ก็มีข้อครหาว่า เอนเอียงไปทางเสื้อแดงเช่นกัน...

พูดง่ายๆว่าหากหาว่า เอแบคโพลล์เอียงข้างรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ คู่แข่งของเอแบคโพลล์ก็เอียงข้างเสื้อแดงแล้ว ถือว่าหายกัน !

มาร์คค้านอภิสิทธิ์ทำประชามติ กดดันเร่งยุบสภาผวาขัดแย้งลาม!..


นายอภิสิทธิ์มักจะแก้ต่างเรื่องทำนองนี้ว่า มันคนละบริบท คนละสถานการณ์กัน..หรือว่าเสื้อแดงสงบเกินไป สันติเกินไป ไม่เสี่ยงเกิดความรุนแรงเกินไป ไม่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ยึดสนามบิน ไม่ได้ทำชั่วๆแบบพันธมิตร...หรือนายอภิสิทธิ์อยากได้"บริบท และสถานการณ์"แบบเดียวกับที่พันธมิตรเคยทำ จึงจะเห็นว่า"เป็นเรื่องที่รอไม่ได้"...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มีนาคม 2553

เราพาดหัวข่าวไม่ผิดหรอก แม้จะดูตลกและขัดกันแบบพิลึกพิลั่น ก็ดันเป็นเรื่องจริงอันชวนปวดตับอย่างยิ่ง


เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสรุปว่าเขาจะทำRoad mapเพื่อยุบสภาภายใน 9 เดือน โดยบอกว่าก่อนจะยุบสภาก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องจัดทำประชามติก่อน(ซึ่งในเวลาต่อมามีการเปิดเผยว่าจะทำประชามติในเดือนกรกฎาคม)

สำหรับกองเชียร์ของอภิสิทธิ์นี่นับว่าดูดีมีเหตุผล

โดยอภิสิทธิ์กล่าวตอนหนึ่งในการเจรจาเมื่อวันจันทร์ว่า "ประชามติเป็นกระบวนการที่ดีมาก"

รายละเอียดที่อภิสิทธิ์พูด และถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ต่อสายตาคนไทยในประเทศคือ

เรื่องรัฐธรรมนูญช้าเร็วไม่ได้อยู่ที่สภา วันนี้เราเอาให้ชัดๆเลยว่าประชาชนเป็นคนทำ ทำประชามติไปเลยจะแก้มาตราไหน ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง กระบวนการประชามติบวกกับการแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา บรรยากาศบ้านเมืองที่เราสามารถทำเรื่องยากๆกันได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำประชามติ เราไม่สามารถแก้กันได้ลอยๆ ประชามติ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่ดีมาก (ที่มา:มติชนออนไลน์ 30 มีนาคม 2553)


เพียงแต่ว่าก็มีเสียงค้านดังลั่นลอยมาจากอดีตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนัก คนที่ค้านเรื่องที่นายอภิสิทธิ์เสนอ ก็เป็นนายอภิสิทธิ์คนเดียวกันนั่นเอง!

โดยนายอภิสิทธิ์ตอนเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน พูดเรื่องเดียวกันนี้ว่า"ไม่ต้องทำประชามติ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งลุกลามออกไป ให้ยุบสภาคืนอำนาจประชาชนสถานเดียว เป็นกระบวนการอารยะ"...


เหตุเกิดในตอนที่พันธมิตรฯชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นั้น รัฐบาลนายสมัครเคยเสนอทางออกว่าจะจัดทำประชามติเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์

ต่อไปนี้เป็นข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นเป็นฝ่ายค้านให้สัมภาษณ์ ปรากฎหลักฐานในหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551 ดังต่อไปนี้


เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวคิดการทำประชามติของรัฐบาล เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ว่า การทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หากต้องการให้ประชาชนมาชี้อนาคตทางการเมือง ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่อารยะประเทศทำกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การทำประชามติจะไม่เกิดขึ้น เพราะขัดรัฐธรรมนูญ


คนละบริบท คนละสถานการณ์หรือเปล่า?

ในการเจรจา นายอภิสิทธิ์มักจะแก้ต่างเรื่องทำนองนี้ว่า มันคนละบริบท...คนละสถานการณ์กัน

แต่เรื่องนี้คนละบริบทคนละสถานการณ์หรือ?

-ตอนที่พันธมิตรชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์บอกว่า การทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป เพราะว่า"สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ "...ปัญหาคือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของคนเสื้อแดงในเวลานี้ ไม่ได้เป็น สถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หรอกหรือ?

-หรือว่าเสื้อแดงสงบเกินไป สันติเกินไป ไม่เสี่ยงเกิดความรุนแรงเกินไป ไม่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ยึดสนามบิน ไม่ได้ล้อมสภา ไม่ได้บุกบชน. ไม่ได้ยกกำลังไปยิงวิทยุชุมชน ไม่ได้ทำชั่วๆแบบพันธมิตร...ก็เลยทำให้"บริบท และสถานการณ์ต่างกัน" ดูแล้วเป็นสถานการณ์"ปกติ"ชนิดที่นายอภิสิทธิ์ต่อปากต่อคำว่า ลดราคาให้แล้วจากอยู่ครบเทอม1ปี9เดือน ยอมลดให้1ปีเหลือ9เดือน

หรือนายอภิสิทธิ์อยากได้"บริบท และสถานการณ์"แบบเดียวกับที่พันธมิตรเคยก่อกรรมทำเลวไว้กับประเทศชาติ จึงจะเห็นว่า"เป็นเรื่องที่รอไม่ได้"...

แก้รธน.ปฏิรูปประเทศไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำ เริ่มต้นด้วยการยุบสภาใน 2 เดือน


หลายองค์กรที่มักเคลื่อนไหวรับใช้อำมาตย์มาโดยตลอด เช่น กลุ่ม 40 สว. ,ครป.สาขาหนึ่งของพันธมิตรฯก็ได้สร้างประเด็นใหม่ และสื่อรับใช้อำมาตย์ก็ขานรับตีโพยตีพายกันยกใหญ่ว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางออก ขณะที่เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนได้เสนอให้ ยุบสภาภายใน 6 เดือน หรือเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนกลายเป็นส่วนเสี้ยวของฝ่ายอำมาตย์ในการเคลื่อนไหวยืดเวลา


โดย เปลวเทียน ส่องทาง

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย คนเสื้อแดง และฝ่ายอำมาตยาธิปไตย รัฐบาลอภิสิทธิ์และผู้อยู่เบื้องหลัง นำพาสู่การเจรจากัน และ ได้จุดลงตัวอยู่ที่ “การยุบสภา”

แต่ก็ยังมีจุดไม่ลงตัว นั่นคือ เงื่อนไขเวลาที่ไม่ตรงกัน คนเสื้อแดง เสนอให้ยุบสภาภายใน 15 วัน ผ่านขั้นตอนของกฤษฎีกา อีก 45 วัน รวม 2 เดือน แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เสนอ 9 เดือน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการเปิดประเด็นใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมีความแยบยลซ่อนเงื่อนอยู่ในตัวมันเอง เพื่อที่จะ ไม่ยุบสภา หรือยุบสภาให้ช้านานมากที่สุด ได้อ้างว่า ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ก่อน แล้วให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งมี 6 ประเด็น
คือ

1. ที่มาของส.ส.มาตรา 93-98
2. ปรับปรุงที่มาของส.ว.มาตรา 111-121
3. เพิ่มเติมอำนาจในการกำหนดและทบทวนประเภทของหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภามาตรา 190
4. ปรับปรุงบทลงโทษยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมือง มาตรา 237
5. ปรับปรุง เรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของส.ส.มาตรา 265
และ 6. ปรับปรุงเรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของส.ส.และส.ว.ผ่านทางส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ มาตรา 266 ( 1 )

ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยเสนอมาแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์กลับปฏิเสธไม่เห็นด้วย อาจจะเนื่องมาจากเป็นสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้มีโอกสขึ้นสู่อำนาจรัฐได้มีจุดยืนคัดค้านไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ50

การเปิดประเด็นนี้ ขึ้นมา จึงเป็นเกมส์ถ่วงเวลาการยุบสภาเท่านั้นเอง

ขณะที่เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ได้เสนอให้มีการยุบสภาภายใน 6 เดือน ก็เช่นเดียวกันได้เสนอว่า สนับสนุนให้มีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมีส่วนร่วม กำหนดประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน โดยไม่เป็นประเด็นที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ แต่ให้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง

ดูเหมือนว่า เป็นความฝันใฝ่ที่ดี แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองที่ไปเกินแล้ว หรือเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านั้น กลายเป็นส่วนเสี้ยวของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในการเคลื่อนไหวให้ยืดเวลา เหมือนในหลายครั้งที่ผ่านมา ด้วยหรือไม่? ต้องติดตามกันดู

และทำไมไม่เสนอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นประเด็นที่เอื้อประโยชน์ให้กับอำมาตย์ หรือกลุ่มได้ผลประโยชน์จากการที่อำมาตย์ครองอำนาจด้วย ทั้งๆที่รู้กันดีว่า อำมาตย์และระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยมาตลอดนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกระบวนการมีส่วนร่วม ที่น่าจะเป็นแบบอย่างได้ดีคือกระบวนการสร้างรัฐธรรมนูญ 40 มิใช่กระบวนการรัฐธรรมนูญ 50 ของอำมาตย์ ที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร จึงเป็นรัฐธรรมนูญของอำมาตย์ โดยอำมาตย์ และเพื่ออำมาตย์

การยุบสภา จึงเป็นช่องทางให้พรรคการเมืองต่างๆ ไปหาเสียงไปถามประชาชนว่า พรรคจะมีแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร มีกระบวนการอย่างไร ประชาชนสามารถเสนอประเด็นในการแก้ไขได้อย่างไร ซึ่งอาจจะมีมากกว่ากว่า 6 ประเด็นของรัฐบาลก็ได้ และพรรคที่ได้เสียงข้างมากต้องนำพาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตหลังการเลือกตั้งโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

เป็นการคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเจ้าของประเทศทุกคน มิใช่เพียงเพื่อกลุ่ม องค์กรใดๆทั้งสิ้น

นอกจากนี้แล้ว มีหลายภาคส่วนหลายองค์กรที่มักเคลื่อนไหวรับใช้อำมาตย์มาโดยตลอด เช่น กลุ่ม 40 วุฒิสมาชิก คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) สาขาหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ได้สร้างประเด็นใหม่ และสื่อรับใช้อำมาตย์ก็ขานรับตีโพยตีพายกันยกใหญ่ว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางออก

และบอกว่า ปัญหาของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย มีความแตกต่างทางชนชั้น ต้องปฏิรูป
ประเทศไทย

เบื้องลึกแล้ว เป็นการเปิดประเด็นเพื่อทำลายความชอบธรรมในการเสนอให้ยุบสภา ใช่หรือไม่?

แน่นอนว่า ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย มีความแตกต่างทางชนชั้น ต้องปฏิรูปประเทศไทย
คำถามก็คือจะปฏิรูปกันอย่างไร ใครจะปฏิรูป?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจรัฐแห่งรัฐชาติ จะต้องนำพาการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย ความแตกต่างทางชนชั้น แล้วอำนาจรัฐมาจากไหน มาจากระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือมาจากระบอบประชาธิปไตย ? มาจากการผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน หรือมาจากการรัฐประหาร ?

การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ที่สำคัญต้องดำเนินการปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน ต้องสร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างหลักประกันพื้นฐานสวัสดิการให้ประชาชนทุกคนที่ได้ลงแรงทำมาหากินทำการผลิตความมั่งคั่งในประเทศไทยไม่ว่าเป็นคนไทยหรือไม่ก็ตาม ต้องลดงบประมาณกองทัพ งบประมาณฟุ่มเฟือยต่างๆ ฯลฯ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ ต้องมาจากสิทธิการเมืองที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายเหล่านี้ พรรคการเมืองต้องแข่งขันกัน ประชาชนมีเสรีภาพรวมกลุ่ม ทุกคนจัดตั้งพรรคการเมืองได้อย่างเสรี ไม่มีกฎหมายกำจัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อต้องมีเสรี ฯลฯ

พรรคประชาธิปัตย์หรือ ? จะนำพาการปฏิรูปประเทศไทย ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนเสื้อแดงเขาไม่เชื่อน้ำยา
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองใหม่ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายอำมาตย์ จะเสนอปฏิรูปประเทศไทย ก็เสนอแนวทาง นโยบาย แล้วแข่งขันหาเสียงหาการสนับสนุนในเวทีการเลือกตั้ง หลังยุบสภา ไม่ได้เชียวหรือ?

หรือเป็นเพียงการเปิดประเด็นนี้ ขึ้นมา เพื่อเป็นเกมส์ถ่วงเวลาการยุบสภาเท่านั้นเอง

ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปประเทศไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำ ต้องเริ่มต้นด้วยการยุบสภาภายในสองเดือน

พอกันที คืนอำนาจอธิปไตย เข้าหาประชาชน กันซิ !

วันอังคาร, มีนาคม 30, 2553

แดงอเมริการ่อนแถลงการณ์จี้มาร์คยุบสภา



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553

แถลงการณ์ จากเครือข่ายคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา

สืบเนื่องจากการเจรจา ระหว่างแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.แดงทั้งแผ่นดิน) นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้วิกฤติข้อขัดแย้งของคนในชาติ โดยแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเสนอให้รัฐบาลยุมสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน นั้น

เราในฐานะประชาชนคนเสื้อแดงที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์และคณะผู้กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในขณะนี้ยุบสภาคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนโดยทันที และขอเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน ๓๐ วัน นับจากวันที่รัฐบาลประกาศยุบสภา

ทั้งนี้เนื่องจากไม่อาจรอให้รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารงานให้เนิ่นนานไปกว่านี้ ด้วยเหตุดังนี้คือ

๑. รัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ มีที่มาอย่างไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น นับจากวันแรกที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เข้าบริหารประเทศไม่เคยสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นระหว่างคนในชาติ เห็นประชาชนผู้มีความคิดต่างเป็นศัตรู เลือกปฎิบัติ ตอกลิ่มความร้าวฉานของคนในชาติจนใกล้ถึงขั้นวิกฤติสุ่มเสี่ยงต่อการนองเลิอดและการฆ่าฟันกันเองระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกัน หากปล่อยให้รัฐบาลชุดปัจจุบันโดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบริหารประเทศต่อไป

๒. รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขาดความสามารถในการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง นอกจากการสร้างหนี้นับแสนล้านบาท ให้เป็นภาระของประชาชนโดยไม่มีนโยบายการหารายได้เข้าประเทศที่เด่นชัด การฉ้อราษฏร์บังหลวงปรากฎตำตาประชาชนในทุกโครงการที่รัฐบาลทำ กอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องโดยไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน หากปล่อยให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบริหารประเทศต่อไป ประเทศไทยต้องสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลายด้านเศรษฐกิจ

๓. รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สนใจการประชุมสภา ปล่อยให้การประชุมสภาล่มซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐสภาอันควรเป็นหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปัญหาสภาล่มซ้ำซาก กระบวนการตรวจสอบในสภาสูงกลับกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มาจากการแต่งตั้งเพื่อสนับสนุนนโยบายไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล

รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้ทำลายศักดิ์ศรีของรัฐสภาไทยลงอย่างสิ้นเชิง นอกครอบงำแล้วยังเหยียบย่ำศักดิ์ของรัฐสภาไทยโดยส่งกองกำลังทหารติดอาวุธเข้ายิดอาคารรัฐสภาจนไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ให้สมกับเป็นหนึ่งในสามอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ หากปล่อยให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ต่อไป กลไกในการบริหารประเทศอื่นๆจะถูกครอบงำและถูกย่ำยี่จนไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปตามครรลองของอารยะประเทศได้อีกต่อไป


การยุบสภาในทันทีเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเจ้าของประเทศ เพื่อเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นทางออกทางเดียวที่เหมาะสม

Red USA / Red News USA / พลังไทยใน USA / ไทยรักประเทศไทย (TLT)

วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

คนละมาร์คเดียวกัน:ว่าด้วยประชามติVSยุบสภา

ศรีธนญมาร์ค:ตอนเป็นฝ่ายค้าน บอกไม่ต้องทำประชามติ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งลุกลามออกไป ให้ยุบสภาคืนอำนาจประชาชนสถานเดียว เป็นกระบวนการอารยะ



ในตอนที่พันธมิตรฯชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นั้น รัฐบาลนายสมัครเคยเสนอทางออกว่าจะจัดทำประชามติเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ ต่อไปนี้เป็นข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นเป็นฝ่ายค้านให้สัมภาษณ์ ปรากฎหลักฐานในหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551 ดังต่อไปนี้


"มาร์ค"บอกทำประชามติ คืนอำนาจให้ปชช.ดีกว่า

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวคิดการทำประชามติของรัฐบาล เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ว่า การทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หากต้องการให้ประชาชนมาชี้อนาคตทางการเมือง ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่อารยะประเทศทำกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การทำประชามติจะไม่เกิดขึ้น เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

ศรีธนญมาร์ค:ตอนเป็นนายกฯ กล่าวกับแกนนำนปช.ในการเจรจาเมื่อวานนี้"ประชามติเป็นกระบวนการที่ดีมาก"



เรื่องรัฐธรรมนูญช้าเร็วไม่ได้อยู่ที่สภา วันนี้เราเอาให้ชัดๆเลยว่าประชาชนเป็นคนทำ ทำประชามติไปเลยจะแก้มาตราไหน ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง กระบวนการประชามติบวกกับการแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา บรรยากาศบ้านเมืองที่เราสามารถทำเรื่องยากๆกันได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำประชามติ เราไม่สามารถแก้กันได้ลอยๆ ประชามติ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่ดีมาก (ที่มา:มติชนออนไลน์ 30 มีนาคม 2553)

หยุ่นแอ่นรับมาร์คออกโพลล์อินเตอร์เน็ตยุบVSไม่ยุบสภา วอร์รูมกระหน่ำทีเดียว6,500โหวตไม่ยุบ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553

นายสุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่สื่อค่ายเนชั่น ซึ่งเป็นกองเชียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้า และคอยให้ร้ายความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง และทักษิณอย่างต่อเนื่องได้แอ่นรับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างทันท่วงที หลังจากวานนี้ในการเจรจานายอภิสิทธิ์ท้าทายว่า หากสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตอนนี้ก็เชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่สนับสนุนให้ยุบสภา

สุทธิชัยได้เปิดโพลล์ไว้ที่ http://twtpoll.com/r/7x21tj จากนั้นก็เผยแพร่ผ่านสื่อเครือเนชั่นทุกช่องทาง เชิญชวนคนมาโหวตไม่ยุบสภา และให้คนส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ไปชักชวนให้คนมาโหวตไม่ยุบสภา

ผลการลงมติทางอินเตอร์เน็ตจนถึงเวลา13.00 น. มีผู้ลงมติ 59,362 โหวต(โดยไม่ห้ามโหวตซ้ำ) มีผู้ลงเสียงว่าไม่ควรยุบสภา49,716 โหวต คิดเป็น 84% คิดว่าควรยุบสภา8,782โหวต คิดเป็น 15% และไม่แน่ใจ 864 โหวต คิดเป็น 1%

เวบsiamzaไม่ยุบ80% แฉบ้านเดียวกระหน่ำ6,500โหวต กังขาวอร์รูมปชป.กระหน่ำเอง

นอกจากนั้นที่เวบไซต์www.siamza.comก็มีการเปิดให้โหวตแบบเดียวกัน และผลออกมาพอๆกันโพลล์ของสุทธิชัยคือ 82%ไม่ยุบสภา และยุบสภา16% แต่เจ้าของเวบไซต์ได้ออกมาระบุว่า

ทางเว็บไซต์ได้ตรวจสอบความผิดปกติของผลโหวต และปรากฏว่ามีคนโหวตเข้ามาสูงกว่าปกติ จาก 3,739 คนที่ควรจะเป็น กลายเป็น 10,000 กว่าคน เนื่องจากพบกว่าจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เข้ามาโหวต มากกว่า 6,500 ครั้ง โดยระบุ ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา แต่ทางจากตรวจสอบหมายเลขบัตรประชาชนที่ใช้ในการโหวตเป็นหมายเลขที่ถูกต้อง แต่เป็นไปไม่ได้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวจะมีคนใช้พร้อมกันถึง 6 พัน กว่าคนได้ ดังนั้นเว็บไซต์จึงได้ทำการลบ Record ที่เข้าข่ายน่าสงสัยออก และจึงขอเรียนขอความร่วมมือให้ท่านที่ต้องการให้ผล POLL ออกมาอย่างไม่ถูกต้อง หยุดการกระทำดังกล่าว เพื่อเราจะได้เห็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ครับ


เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น


องครักษ์พิทักษ์เปรม แก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."



เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด


อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่นหรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด


หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก


เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐประหาร


ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการเมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงินเดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

ส่วนเปรมจะปรากฎตัวไปงานทำนองนี้ไม่บ่อยนัก แต่งานประจำที่ต้องไปคืองานของสปอนเซอร์พันธมิตรรายสำคัญ คืองานแฟร์ประจำปีของเครือสหพัฒน์

แน่นอนอยู่แล้วว่าเนชั่นแชนัลได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ตรงข้ามตอนพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ สองคนนี้จะพูดแค่"ทักษิณ"เฉยๆ หรือบางทีก็เรียกแบบยาวๆว่า"นักโทษชายทักษิณที่อยู่ระหว่างหนีคดี"

ก่อนการถ่ายทอดสดประจำปีนี้จะเริ่มขึ้นนั้น ก็มีบทวิเคราะห์ของสุทธิชัยออกทางเนชั่นแชนัลเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

พอเปรมไปปรากฎตัวที่งานสพัฒน์ก็ปรากฎว่าให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องแผนตากสิน2เป็นตุเป็นตะ แต่พูดราวกับก๊อปปี้มาจากสุทธิชัย ยังไงยังงั้น



มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน


มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปี2552นี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35


ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2552ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

จาตุรนต์:ยื้อถึงสิ้นปีเพื่อแบ่งงบ..ไม่มีเหตุผล



เวลานี้นายกฯกลายเป็นมาพูดว่าต้องฟังหลายฝ่าย ต้องฟังจากฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ และข้อเสนอที่สำคัญของนายกฯ เป็นข้อเสนอที่ทำไม่ได้ มันขัดแย้งกันอยู่ในตัว คือนายกฯมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการยุบสภา แต่ไม่ใช้ แต่กลับมาเสนอข้อเสนอที่ตัวเองทำไม่ได้ และรู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ แก้รัฐธรรมนูญนายกฯไปอมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าทำได้ แต่ยุบสภานายกฯไม่ต้องหารือใคร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์: นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับนปช.กับทางออกทางการเมืองโดยการยุบสภา ที่โรงแรมเรดิสัน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 เวลา 13.00 น.


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงการเจรจาของฝ่ายรัฐบาลและนปช.ในการหาข้อยุติทางการเมืองเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ผมจะแสดงความเห็นต่อการเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย เพราะว่าเป็นการเจรจาที่สำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตของประเทศ

การที่ทั้ง 2 ฝ่ายมาถึงจุดที่เจรจากัน ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องดี เมื่อมีความเห็นแตกต่างกัน เมื่อมีวิกฤตของบ้านเมืองแล้วทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดจาเจรจากันต้องถือว่าเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคือว่า การเจรจาจะมีผลอย่างไร และทางออกนั้นจะเป็นทางออกที่แก้วิกฤตได้จริงหรือไม่ มีเหตุผลดีหรือไม่ เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องดูกันต่อ

จากการเจรจากันเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าที่ข้อเสนอของฝ่าย นปช.ก็มีความชัดเจนแตกต่างจากเดิมที่ต้องการให้มีการยุบสภาทันที ก็เปลี่ยนมาเป็นยุบสภาในทันทีภายใน 15 วัน

ในส่วนของนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าจากที่นายกฯพูดในการเจรจาครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าท่านยังไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักถึงภาวะวิกฤตของประเทศ จากการที่มีความขัดแย้งทางความคิดเห็น ความขัดแย้งทางการเมืองที่พัฒนามายาวนานพอสมควร และเป็นความขัดแย้งที่ลึกซึ้ง ทำให้คนในสังคมมีความแตกต่าง หรือแม้กระทั่งแตกแยกกันทางสังคม

ท่านนายกฯอาจจะยังไม่แสดงให้เห็นว่า เข้าใจหรือทุกข์ร้อนเท่าไร ท่านนายกฯ ยังเป็นการพูดในลักษณะหาทางอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเท่ากับเป็นการยืดเวลา ปล่อยให้วิกฤตคงอยู่ต่อไป และจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแก้ปัญหา

เพราะการอยู่นานไป รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ผมเป็นห่วงตรงที่ว่า เมื่อความขัดแย้งในสังคมเป็นความขัดแย้งในที่ลึก และเข้มข้นมากอย่างนี้ เกรงว่า จะเกิดภาวะกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คือไม่ทำอะไร ไม่แก้ปัญหา แล้วก็ปล่อยให้ขัดแย้ง และวิกฤตขยายตัวต่อไป เข้มข้นมากขึ้น และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความพยายามเข้าไปก่อกวน ทำร้าย ทำลายการการชุมนุมของประชาชนเกิดขึ้นติดๆกันแล้วในช่วงหลังๆ ก็ไม่ทราบว่าจะบานปลายถึงขั้นไหน

แต่จุดที่สำคัญที่นายกฯได้พูดไปแล้วแล้วคนจะจับได้หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ผมสังเกตจากที่ติดตามมาตลอด ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีได้ไปเสนอสิ่งที่ท่านเองทำไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญ ท่านนายกฯได้พูดเหมือนกับที่ผ่านมา พยายามพูดให้คนเข้าใจว่า ท่านเองก็พร้อมจะยุบสภา แต่ต้องมีเงื่อนไข 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.คือเศรษฐกิจต้องดีขึ้นเสียก่อน ถึงขณะนี้ท่านเองก็บอกว่า เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว

ข้อที่ 2 คือ ทุกฝ่ายไปหาเสียงได้ เมื่อมีการเลือกตั้งในส่วนนี้ฝ่าย นปช.เขาก็ยืนยันหนักแน่นชัดเจนแล้วว่า ถ้ายุบสภาแล้วต่างคนก็ต่างหาเสียงกันไป ไม่ไปก้าวก่ายขัดขว้างอะไรใครทั้งสิ้น

ก็เหลืออีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้กติกาให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อน


อันนี้เป็นเงื่อนไข 3 ข้อเดิม ซึ่งนายกฯได้ยกขึ้นในการเจรจาครั้งแรก

ท่านนายกฯไม่ได้บอกว่า รัฐธรรมนูญที่จะแก้ให้ชอบธรรมเสียก่อน มันเป็นรัฐธรรมนูญมาตราไหน เนื้อหาเป็นอย่างไร และที่ผ่านมาก็พูดให้คนเข้าใจได้ว่า ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยุบพรรค เพราะท่านบอกว่าเดี๋ยวเลือกมาแล้ว ฝ่ายหนึ่งชนะแล้วถูกยุบพรรคอีกจะทำยังไง

ปัญหาก็มีว่า รัฐธรรมนูญว่าด้วยการยุบพรรค มาตราอะไรก็ตามของนายกฯ ผมเข้าใจว่า หมายถึงการยุบพรรค นายกรัฐมนตรีจะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติชัดเจนไปแล้วว่า ไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายกฯ ยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขว่า แก้กติกาให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อนดีไหม แล้วค่อยยุบสภา เป็นการเสนอสิ่งที่ท่านเองก็รู้อยู่แล้วว่า ทำไม่ได้ และมันเป็นความขัดแย้งในตัว

เวลานี้มีข้อเรียกร้องจากฝ่ายวิชาการเสนอว่า ให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือน เพื่อให้มีเวลาแก้กติกาก่อนการเลือกตั้งเสียก่อน ปัญหาคือว่า เมื่อมีข้อเรียกร้องอย่างนี้ออกมา ต้องถามนายกรัฐมนตรีว่า ท่านจะใช้เวลาเท่าไรที่จะแก้กติกา ใช้เวลาเท่าไร ทำอย่างไร ซึ่งถ้าซักไซร้กันจริงๆ วันสองวันเราก็จะรู้กันแล้วว่า ทำไม่ได้แน่ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

มันก็อยู่ตรงประเด็นที่ว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้แน่ๆแล้ว ยุบเร็วหรือยุบช้าอันไหนดีกว่ากัน ในขณะนี้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นมา ต้องมีเบี้ยล่างของทหาร ของพรรคร่วม ที่สำคัญวิกฤตของประเทศมีมาก จนกระทั่งไม่มีใครมีสมาธิทำอะไร การยืดเวลาออกไป โดยแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ด้วย ยุบเร็วก็ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ ยุบช้าก็ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ หรืออยู่ครบเทอมก็ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ

การอยู่ต่อไปนานๆ ยิ่งจะทำให้บ้านเมืองยิ่งเสียหาย และสุ่มเสี่ยงที่วิกฤตจะบานปลาย กลายเป็นความรุนแรง ความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติได้ การยุบเร็วจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า เพราะว่าร่นระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ ทำให้เราก้าวไปสู่การแก้ไขปัญหาในขั้นต่อๆไป ก็คือว่า เลือกตั้งแล้วจะไปแก้รัฐธรรมนูญกัน จะไปลงมติก็ทำได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งหมดจะเร็วขึ้น ถ้าคิดตามอายุรัฐบาล การยุบสภาในเร็วๆ นี้เลย ก็เท่ากับจะเร็วขึ้นถึงปีกว่า ทำให้ประเทศพ้นจากภาวะวิกฤต ภาวะคาราคาซังได้ดีกว่าปล่อยให้นานๆออกไป

เพราะอย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่นายกรัฐมนตรีจะแสดงให้คนเห็นได้ว่า ท่านจะสามารถนำพาให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้แล้ว ข้อเสนอในการเจรจาครั้งแรกจึงเป็นข้อเสนอที่แปลกประหลาดคือ เป็นข้อเสนอจากผู้ที่รู้อยู่แล้วว่า ทำไม่ได้ อันนี้ผมก็เป็นห่วงว่า ถ้าปล่อยนานไป มันจะเกิดภาวะกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้แน่ๆ มีโอกาสสูง และจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรีเนื่องจากต้องการอยู่นานๆ เท่านั้นเอง ทั้งๆที่ทำอะไรไม่ได้ แต่กลับจะไม่สนใจหาทางแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ทั้งๆที่สามารถทำได้


ผู้สื่อข่าวถามว่า การยุบสภาควรจะเกิดขึ้นปลายปี 2553 มองว่า นานเกินไปหรือไม่

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เรื่องควรยุบสภาเมื่อไร มันเป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุผลมารองรับ ถ้าพูดว่าปลายปี โดยเฉพาะไปพูดว่าสิ้นปีงบประมาณเสียก่อน มันไม่มีเหตุผล

เพราะมันเป็นเรื่องว่า ฝ่ายบริหารก็อยากจะใช้งบประมาณ มันก็จะไปเข้าที่ว่า คนเขามักวิจารณ์ว่า รัฐบาลนี้อยู่เพื่อใช้งบประมาณ เพื่อจะแบ่งปันงบประมาณกัน จึงไม่มีเหตุผล

ข้อเสนอฝ่ายนักวิชาการบอก 3 เดือนแล้วให้แก้กติกาเสียก่อน เป็นข้อเสนอที่มีเหตุผล แต่ว่าพอไล่จริงๆ ก็จะพบว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เวลา 3 เดือน เพราะมันทำไม่ได้ คือเขาบอก 3 เดือนเพื่อแก้ไขกติกาให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อน รัฐบาลนี้และรัฐสภานี้อย่างไรก็ไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลเขาคุยกันแล้ว พรรคร่วมต้องแก้ไขเพียง 2 มาตรา ซึ่งไม่เกี่ยวกับกติกาเลือกตั้งที่คนไม่ยอมรับ พรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่แก้ด้วยเลย แล้วคุณจะไปแก้รัฐธรรมนูญกันยังไง

เพราะฉะนั้นข้อเสนอ 3 เดือนที่นักวิชาการพูด สิ่งที่นักวิชาการพูดที่ผมเห็นด้วยก็คือว่า ผมเห็นด้วยเรื่องการกำหนดเวลาในการจะยุบสภา และควรจะทำเร็ว เขาพูด 3 เดือนไม่ใช่นานไปเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลคิด หรือเหมือนกับที่นายกฯ คิดว่า ขอซักครึ่งหนึ่ง ต่อรองเหมือนขายของกันอยู่ เขาพูดกัน 3 เดือน แต่ว่าที่ผมอยากจะบอกว่า ข้อเสนอ 3 เดือนนั้น ไส้ในมันคือบอกว่า เพื่อแก้กติกาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ มันทำไม่ได้

ใช้เวลาเพียง 3 วันก็รู้ว่าทำไม่ได้ เช่น เราเคยให้พรรคประชาธิปัตย์ลงมติพรรคใหม่เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ไหมว่า ไปให้พรรคร่วมลงมติร่วมกันว่าให้แก้รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ทุกมาตราที่เกี่ยวให้ลงมติเป็นที่ยอมรับอย่างนี้ได้ไหม พรุ่งนี้ก็เรียกประชุมลงมติ เราก็จะรู้ทันทีว่า การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เวลาที่จะเลือกการยุบสภาควรจะมีเหตุผลรองรับอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลา 2 สัปดาห์ที่กลุ่มเสื้อแดงกำหนดไม่มองว่าเป็นการเร็วเกินไป

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า 2 สัปดาห์ก็คือว่า เมื่อเขาเห็นว่า ทางออกของการแก้ปัญหาวิกฤตต่างๆ มันจบไปแล้ว เขาก็เลยเสนอว่า ให้ยุบสภาทันที แต่เมื่อมาเจรจา ฝ่ายรัฐบาลอยากจะไปเจรจา ฝ่ายรัฐบาลอยากจะไปคุยอะไรก็ไปคุยกันซะ ก็เลยเสนอว่า 2 สัปดาห์มันก็พอมีเหตุผล

แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าต้อง 2 สัปดาห์ คือถ้าพรรคร่วมรัฐบาลไปคุยกันและมีมติชัดเจนว่า เราจะแก้รัฐธรรมนูญ สมมุติอย่างนี้นะ มันก็จะมีเหตุผลว่า นั่นก็ต้องรอดูการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเขามีแต่มติ ไม่แก้รัฐธรรมนูญไปหมดแล้ว จะต้องการเวลาอะไร มันก็จะไม่เหลือว่า จะรอเวลาอะไร

เมื่อไม่มีเหตุผลแต่ยังจะอยู่ไปนาน อยู่ไปปีครึ่งเลย ก็คือเสียโอกาสในการแก้ เพราะอย่าลืมว่าเลือกตั้งมาเราจะต้องเจอปัญหาต่างๆตามมาอีก สู้เรายุบให้เร็ว แก้ปัญหาให้เร็ว หาทางให้ประชาชนมาตัดสิน มามีส่วนในการตัดสิน ทุกอย่างจะร่นเข้ามาให้เร็วขึ้น แล้วจะทำให้เราจะก้าวพ้นวิกฤตแบบนี้ แล้วไปสู่การแก้ไขปัญหาประเทศในด้านอื่นได้เร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองจำนวนผู้ชุมนุมที่มากหรือไม่ว่า หากการเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า คือในส่วนนี้ถ้าดูจากการชุมนุมในช่วง 2 สัปดาห์มานี้ การที่แกนนำผู้ชุมนุมเขายืนยันเรื่องสันติวิธี แล้วเขาก็ปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด ถ้ายังยืนยันอยู่อย่างนี้ ความน่าเป็นห่วงก็น้อยลง และประเด็นที่เป็นเรื่องดีคือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ประชาชนเข้าไปเชิญทหารขอให้ทหารกลับกรมกองจากวัดต่างๆ และทหารก็ยอมออกไปโดยดี มันเป็นภาพที่ดีคือ ทหารก็ไม่ได้คิดทำร้ายประชาชน และยอมรับในเหตุผลว่า การที่เอาทหารไปอยู่ตามวัด มันขัดต่อหลักสากล มันขัดต่อหลักที่นานาประเทศเขาจะยอมรับได้ ทีนี้ก็เป็นความรู้สึกที่สวยงาม ที่เป็นสัญญลักษณ์ว่า ประชาชนไทยไม่เห็นด้วยที่เอาทหารมาแก้การเมือง

แต่ว่าทางรัฐบาลก็ยังพูดว่า เดี๋ยวจะเอากำลังทหารกลับมาอีก ตรงนี้ไม่ดี ทีนี้ถ้าประชาชนมาก แล้วรัฐบาลคิดจะเอาทหารกลับมาอีก จะมาล้อมสภาบ้าง จะเอามาตามจุดต่างๆ อีกบ้าง จะด้วยข้ออ้างอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นข้อสรุปไปหมดแล้ว ไม่เหมาะสม เป็นภาพที่ลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ที่ทหารออกมา แล้วประชาชนก็ขอบใจยิ้มแย้มแจ่มใสกันไปวันนั้น ถ้าเอากลับมาอีก ความเสี่ยงก็กลับมาอีก และตอนนี้ที่มีข่าวไปเผาเต้นท์บ้าง แอบจะไปตีคนตอนระหว่างกลับจากชุมนุมบ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า มันเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความรุนแรง

เพราะฉะนั้นในเวทีเจรจานายกฯพูดเหมือนกับว่าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย คิดแต่จะโต้วาที หรือทำยังไง พูดตรงๆ คือหาเสียงกับคนดู ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะกับการจะแก้วิกฤต ต้องอย่าลืมว่า เมื่อวันเสาร์ที่แล้วมันเป็นวิกฤตเห็นชัด คนเขาไม่รู้ว่า ไปเชิญทหารออกจากวัด หรือไปเชิญออกจากบางที่ เขามีดินก็ดี อะไรก็ดี ไม่รู้จะปะทะกันหรือเปล่า แต่ดีที่มันจบโดยราบรื่น ผ่านอย่างนี้ไปเหมือนกับว่านายกฯไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นอย่างนี้ไม่ได้ ซึ่งประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า มันควรยุบสภาได้แล้ว เขาก็ยังจะใช้เสรีภาพของเขาต่อไป และถ้านายกฯไม่คิดแก้อะไรอย่างนี้มันเป็นอันตราย


ผู้สื่อข่าวถามว่า การเกิดเหตุระเบิดรายวัน มองว่าเชื่อมโยงหรือมีผลทำให้เกิดการแตกหักเร็วขึ้นหรือไม่

นายจาตุรนต์กล่าวว่า เป็นความเสียหายแน่นอน ระเบิดที่เกิดต้องประณามกันว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่สมควรทำ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม แต่เมื่อเกิดขึ้นติดๆ กัน แล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ และทำไม่ได้มาแต่ต้นแล้ว และก็เป็นคนปล่อยข่าวเองว่าจะมีการก่อวินาศกรรม มีการผลิตอาวุธออกมาโดยไม่รู้เจ้าของ แล้วต่อมาก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ไม่สืบสวนเอาผู้ทำความผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง พอมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าจากฝ่ายไหน มันก็ทำให้บรรยากาศการลงทุน บรรยากาศการท่องเที่ยวก็ดี ความรู้สึกที่มาโยงวิกฤตการเมืองมันก็สูงขึ้น อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็ต้องนำมาคิดประกอบด้วย

เวลานี้นายกฯกลายเป็นมาพูดว่าต้องฟังหลายฝ่าย ต้องฟังจากฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ และข้อเสนอที่สำคัญของนายกฯ เป็นข้อเสนอที่ทำไม่ได้ มันขัดแย้งกันอยู่ในตัว คือนายกฯมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการยุบสภา แต่ไม่ใช้ แต่กลับมาเสนอข้อเสนอที่ตัวเองทำไม่ได้ และรู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ แก้รัฐธรรมนูญนายกฯไปอมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าทำได้ แต่ยุบสภานายกฯไม่ต้องหารือใคร ถ้าบอกว่าพรรคร่วมฯเห็นไม่ตรง ซี่งการที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นไม่ตรงนั้นแหละเป็นการยุบสภาได้ ไม่ใช่ต้องรอให้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นตรงกัน เหตุผลในการยุบสภาเขาเป็นอย่างนี้ คือหมายความว่า นายกฯคิดว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญ พรรคร่วมไม่แก้ พรรคตัวเอง หรือส.ส.ของตัวไม่แก้ ก็ต้องยุบสภา เพราะฉะนั้นเหลือทางเลือกนายกฯก็ต้องลาออกไป ซึ่งก็ไม่แก้ปัญหาอีก


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองบทบาทของกองทัพอย่างไรในเวลานี้ ถ้าเทียบกับบทบาทของกองทัพในรัฐบาลชุดที่แล้ว

นายจาตุรนต์กล่าวว่า บทบาทของทหารถ้าเทียบกับทหารในรัฐบาลชุดที่แล้วถือว่า ลำเอียงอยู่มาก และเข้ามาดูแลแก้ปัญหาอุ้มรัฐบาลนี้เต็มตัว เต็มที่ แต่ก็ต้องชมเชยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทหารเลือกที่จะไม่ปราบประชาชน ไม่ปะทะกับประชาชน และผมก็สงสัยว่าที่นายกฯ ต้องไปเจรจา เพราะทหารเขาสงสัญญาณบอกว่า ไม่ไหวแล้วหรือเปล่า ผมคิดว่า ทหารในตอนนี้ ผมไม่เรียกร้องให้ทหารไปกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา เพราะผมคือว่าอันนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่ทหารต้องบอกกับรัฐบาลว่า ถ้าต่อไปนี้ถ้ามาสั่งทหารให้ปราบปรามประชาชนจะไม่ทำเด็ดขาด ทหารควรจะบอกไปซะ ไม่อย่างนั้นเขาจะมีความมั่นใจว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะใช้ทหารปราบประชาชนได้ แต่ว่าถึงขั้นไปบอกให้นายกฯยุบสภา ผมว่าไม่เห็นด้วย มันเป็นการแทรกแซงรัฐบาล


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองทิศทางการเจรจาต่อไปอย่างไร

นายจาตุรนต์กล่าวว่า คือถ้านายกฯยังใช้วิธีพลิ้วไป แล้วหาเสียงกับคนทั่วไปแบบโดยเชื่อว่า คนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่มีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็ลงเอยแบบต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไป เสียดายจะไปถามนายกฯยังไงว่า ข้อเสนอที่นายกฯเสนอนั้น นายกฯจะแก้รัฐธรรมนูญมาตราไหน และจะทำได้ยังไง ใช้เวลาเท่าไรในการดำเนินการ และใช้เวลาเท่าไรถึงจะเห็นได้ชัดว่า ท่านทำได้หรือไม่ได้ คือถ้าตอบคำถามนี้วันนี้ก็สรุปได้แล้วว่า มันไม่มีทางอื่นนอกจากยุบสภา แต่ถ้าเฉไฉไม่ตอบ มันก็เป็นสไตล์อย่างนายกฯ คือว่า จะหาเสียงให้คนเข้าใจว่า อยากให้อยู่นานๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การตั้งกรอบให้มีการยุบสภาภายใน 2 สัปดาห์ คิดว่าจะทำให้บรรยากาศโดยรวมตึงเครียดมากขึ้นหรือไม่

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า มันผ่อนคลายไปบ้างแล้วนะ เพราะก่อนนี้เขาเสนอให้ยุบทันที จริงๆ มันออกไม่ตรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันก็เป็นไปได้ เพียงแต่อย่างที่ผมบอกคือว่า ต้องหาเหตุผลมารองรับให้ได้ว่า ใช้เวลาเท่าไรเพื่ออะไร ทำประชามติตอนเลือกตั้งทำได้ แต่ในแง่กฎหมายไม่แน่ใจว่าทำได้ไหม จะทำอย่างนั้นเลยก็ได้ ก็เป็นอีกแบบหนึ่งทั้งเลือกตั้งและลงประชามติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ มันไม่มีหลักประกันอะไรเลย เพราะการลงประชามติโดยรัฐธรรมนูญและโดยกฎหมายไม่มีผลผูกพันต่อการยุบสภา

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวยืนยันว่า ไม่แก้ ถึงประชามติมาแล้วเขายังไม่แก้ แก้ไม่ได้ สมมุติรัฐบาลคิดจะไปทำประชามติ พรรคประชาธิปัตย์ต้องประชามติก่อนว่า จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างนี้ถึงพอจะมีเหตุผลคิดกันต่อ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่ชัดเจนที่สุดว่าไม่แก้แม้แต่มาตราเดียว ถ้ายืนยันว่า ต้องแก้กติกาก่อนก็ต้องยุติแค่นั้น

มันจะยังมีทางอื่นนอกจากยุบสภาไหม ยังนึกไม่ออก มันก็กลับมาที่เดิม เวลานี้ความเห็นคือรัฐบาลไม่ควรอยู่ครบเทอม อันนี้มันเห็นตรงกันหมดแล้วว่าควรจะต้องยุบสภาก่อนเวลา ต่างกันอยู่ตรงว่า จะอยู่นานเท่าไร และด้วยเหตุผลอะไร เวลานี้ถ้าบอกว่าใช้งบประมาณกันให้สนุกก่อนใครเขาจะฟัง มันก็เหลือตรงว่า เลือกตั้งแล้วจะหาเสียงได้ อันนี้ทำสัตยาบันก็หมดแล้ว จะเหลือที่ว่าจะแก้กติกายังไง ซึ่งแก้กติกามันมาติดตรงที่ว่า มันแก้ไม่ได้แน่นอนแล้ว เวลานี้ยังจะแสดงยังไงว่าแก้ได้ เป็นไปไม่ได้ พรรคร่วมฯมีมติว่าให้แก้ คุณก็ต่างกันแล้วจะแก้มาตราไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประธานวุฒิสภากับคุณเสนาะก็ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา ในฐานะที่พรรคประชาราชเป็นเพื่อนพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องมีการพูดคุยกันหรือไม่

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ทางประธานวุฒิสภามีความเห็น ก็ไม่รู้ว่าท่านต้องการทางออกอย่างไร อยากจะให้ทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ก่อนหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ซึ่งอันนั้นมันก็เลยไปแล้ว

ส่วนข้อเสนอเรื่องตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาแก้ปัญหา มันก็เป็นการมองว่า ให้รัฐบาลชุดนี้บริหารต่อไปก็ไม่ได้ สภาก็ยังติดค้างเรื่องต่างๆ อยู่ แต่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติถ้าไปถามพรรคประชาธิปัตย์จะพบว่า ยิ่งยากกว่าเรื่องอื่นทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางที่อยู่ๆ จะบอกว่า เชิญพรรคฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลร่วมกัน ส่วนรัฐบาลแห่งชาติประเภทที่เอาคนนอกมาเป็นนายกฯ มันทำไม่ได้อยู่แล้ว

ยุบสภาไม่ใช่แก้ปัญหาทั้งหมดได้ แต่แก้ไขปัญหาบางส่วนได้ เรื่องความเห็นที่รัฐบาลไม่ชอบธรรม แล้วก็มันจะเป็นการเร่งกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาของประเทศไทยยังจะมีอยู่เยอะแยะ แต่ถ้าปล่อยทั้งหมดอย่างนี้ ปัญหาทั้งหมดก็จะไม่ได้แก้เลย

0000

ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ตบหน้ามาร์ค มติคนกรุง66%ให้ออก+ยุบสภา ตะเพิดส่งไม่ต่อเวลาเกาะเก้าอี้9เดือน



2อารมณ์หลังจบยกที่2:อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อมยิ้มด้วยสีหน้าดีใจหลังจบการเจรจายกที่2ซึ่งเขาปฏิเสธยุบสภาภายใน15วันและขอต่อเวลาในเก้าอี้ออกไปอีก 9 เดือน ขณะที่แกนนำนปช.ดูมีสีหน้าเคร่งเครียด และจะไปหารือกันว่ายังจะเปิดเจรจายกที่3หรือไม่ หรือจะยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาล(ภาพข่าว:REUTERS)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ในการเจรจา 2 ฝ่ายวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ท้าทายว่าหากทำประชามติถามคนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะไม่สนับสนุนให้ยุบสภา อย่างไรก็ตามเมื่อไวๆนี้ ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ได้เปิดเผยผลสำรวจคนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ค้านกับคำท้าของนายอภิสิทธิ์ โดยมีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้


ธุรกิจบัณฑิตย์โพล โดยศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี โดยทำการสำรวจชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,479 คน กระจายตาม อาชีพ อายุ และการศึกษา

สภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ชาวกรุงเทพฯ ร้อยละ 46.37 อยากให้มีการยุบสภา ร้อยละ 33.09 อยากให้รัฐบาลอยู่แก้ปัญหาต่อไป และร้อยละ 19.46 อยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก

ชาวกรุงเทพฯ ร้อยละ 34.57 เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจะสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปอีกได้ไม่เกิน 9 เดือน ร้อยละ 26.95 เชื่อว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกไม่เกิน 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 8.55 เท่านั้น ที่เชื่อว่าอยู่จนครบวาระ

ในบรรดานายกรัฐมนตรีที่ประเทศไทยเคยมีมา ชาวกรุงเทพฯ ชอบพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มากที่สุด (ร้อยละ 34.89) รองลงมา คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 22.59) และนายชวน หลีกภัย (ร้อยละ 19.39) ตามลำดับ

สำหรับธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์นี้ อยู่ใต้สังกัดมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นที่ปรึกษา มีรศ.ดร.สรชัย พิศาลบุตร และอาจารย์มนฤดี กีรติพรานนท์ เป็นผู้รับผิดชอบ

วันจันทร์, มีนาคม 29, 2553

ประเมินผลเจรจารอบสองรัฐบาลVSเสื้อแดง



2อารมณ์หลังจบยกที่2:อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อมยิ้มด้วยสีหน้าดีใจหลังจบการเจรจายกที่2 ซึ่งเขาปฏิเสธยุบสภาภายใน15วันและขอต่อเวลาในเก้าอี้ออกไปอีก 9 เดือน ขณะที่แกนนำนปช.ดูมีสีหน้าเคร่งเครียด และจะไปหารือกันว่ายังจะเปิดเจรจายกที่หรือไม่ หรือจะยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาล(ภาพข่าว:REUTERS)


ใจ อึ๊งภากรณ์
29 มีนาคม 2553

อภิสิทธิ์ท้าโดยถามว่าเราควรจะให้มีประชามติว่าควรยุบสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วฝ่ายเสื้อแดงควรรับคำท้านี้ โดยเสนอให้มีประชามติทันทีให้เลือกระหว่างข้อเสนอของเสื้อแดงและของอภิสิทธิ์


อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องว่าต้องยุบสภาใน 15 วัน แถมยังเพิ่มเงื่อนไขมาว่า ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้มีการเสนอว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ และจัดประชามติก่อนที่จะยุบสภา พูดง่ายๆ มีการยืดเวลาออกไปอย่างน้อย 9 เดือน และอาจยืดไปถึงหนึ่งปีเก้าเดือน ครบวาระรัฐบาลเถื่อนพอดี

พร้อมกันนั้นอภิสิทธิ์ก็โกหกตามเคยว่าไม่มี “สองมาตรฐาน” ในการใช้กฎหมายในเมืองไทย

วันนี้ฝ่ายเราดูเหมือนอ่อนแอกว่าวันก่อน เราไม่ได้อะไรเลยจากการเจรจา

อภิสิทธิ์ท้าโดยถามว่าเราควรจะให้มีประชามติว่าควรยุบสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วฝ่ายเสื้อแดงควรรับคำท้านี้ โดยเสนอให้มีประชามติทันทีให้เลือกระหว่างข้อเสนอของเสื้อแดงและของอภิสิทธิ์

ประเด็นที่เราต้องจับตาตรวจสอบต่อไปคือ ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้คุยต่อในอนาคตในที่ลับ ถ้าแกนนำเสื้อแดงรับข้อเสนอนี้อาจจะเป็นการถอยหลังเพื่อหาทางยอมจำนน

ในสถานการณ์แบบนี้ คนเสื้อแดงจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการชุมนุม ไม่ว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนหรือไม่ การเพิ่มความเข้มข้นหมายความว่า เราต้องเพิ่มข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องปากท้องที่เป็นประโยชน์กับคนจน ต้องขยายฐานมวลชนสู่สหภาพแรงงานและนายทหารระดับล่าง และต้องเริ่มเผยตัวมากขึ้นว่าเราไม่จงรักภักดีต่อระบบอำมาตย์และพร้อมจะสู้ระยะยาวเพื่อล้มมัน

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับจุดยืน อ.สุรชัย (แซ่ด่าน) ที่ใช้เรื่องส่วนตัวด่าแกนนำสามเกลอ โดยไม่เสนอทางออกเป็นรูปธรรมสำหรับคนเสื้อแดง และโดยไม่พยายามรักษาความสามัคคี การวิจารณ์แบบนั้นท่ามกลางการต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องที่ผิดพลาดและทำให้แนวปฏิวัติของสยามแดงเสียการเมือง

คนเสื้อแดงที่อยากโค่นล้มอำมาตย์ควรตัดความสัมพันธ์กับอ.สุรชัย

เสื้อแดงขีดเส้น15วันVSมาร์คลากสิ้นปี:มีต่อยก3?



ยกที่สอง-การเจรจาวันที่สองมีขึ้น ดูได้เนื้อหาตรงประเด็นกว่าวันแรก โดยแกนนำนปช.เสนอให้ยุบสภาใน 15 วัน แต่อภิสิทธิ์ขออยู่ถึงสิ้นปีอ้างเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจ,กติกาและทำบรรยากาศให้สมานฉันท์ ขณะที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าแสดงปฏิกริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำตอบของนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากจุดยืนเรื่องเวลาที่แตกต่างกันมาก ทั้ง2ฝ่ายจึงเลื่อนการเปิดเจรจารอบที่สามออกไป โดยอาจเปิดเจรจาในวันพุธฯที่31มี.ค.นี้ ซึ่งนปช.ขอกลับไปหารือกับผู้ชุมนุมก่อนว่า จะเจรจาต่อไปหรือไม่(ภาพข่าว:REUTERS)


18.20น.เปิดเจรจาวันที่สอง จตุพรเปิดฉากยก 7 เหตุผลทำไมต้องยุบสภาใน 15 วัน ส่วนอภิสิทธิ์กล่าวโต้วาทีทุกข้อ พร้อมยืนกรานไม่ยุบ แต่มารับฟังแล้ว

19.30น.อภิสิทธิ์ถามหากเกิน 15 วันค่อยยุบเอาไหม? วีระถามกลับหากไม่ยุบใน15วัน ก็ให้กำหนดมาว่าจะภายในกี่วัน? อภิสิทธิ์ตอบภายในสิ้นปี อ้างมี3ปัจจัยต้องพิจารณา ต้องแก้ไขเศรษฐกิจ,ต้องทำให้บรรยากาศสมานฉันท์ และต้องแก้ไขกติกา

19.35น. วีระตอบว่าสิ้นปีนานไป มีนักวิชาการเสนอว่า 3 เดือนน่าจะพอด้วยซ้ำ(ดูรายละเอียดข้อเสนอนักวิชาการ)

20.00 จุดยืนของ2ฝ่ายยังห่างกันมาก ระหว่างนปช.เสนอยุบภายใน15วัน กับรัฐบาลขออยู่ถึงสิ้นปี หรืออีก 9 เดือน อภิสิทธิ์ขอให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปคิดก่อน และเปิดการเจรจายกสามในวันพฤหัสฯ 1 เม.ย. แต่ก่อนหน้านี้ก็อาจนำข้อรายละเอียดมาหารือกันก่อน วีระตอบว่าจะไปพิจารณาดู ส่วนจตุพรบอกว่าขอไปคิดก่อนว่ายังจะเจรจาต่อหรือไม่ ในเมื่ออภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอยุบใน15วัน

สมาคมสื่ออย่างหนาบอกทีวีเป็นเครื่องมือรัฐบาลแล้วไง? ไม่เอื้อนซักแอะโดนใบสั่งคุกคามเต็มๆ



ใบสั่งเผด็จการถึงทีวีไทย-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่ ให้ชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลออกพรบ.ความมั่นคง ให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด หากมีปัญหาให้ตัดภาพหรือเสียงผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์โดยเด็ดขาด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553

องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ “หยุดคุกคามสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม” แต่ไม่ค้านซักแอะโดนรัฐคุกคาม

สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์กรณีการคุกคามองค์กรสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม แต่ไม่มีซักแอะที่จะกล่าวถึงการถูกคุกคามแทรกแซงโดยรัฐ หลังจาก"ไทยอีนิวส์"นำหลักฐานออกมาแสดงก่อนหน้านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีผู้ลอบวาง ปาและยิงระเบิดตามสถานที่ต่างๆทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพื้นที่สาธารณะกว่า 20 ครั้ง รวมทั้งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 ในห้วงเวลาที่ห่างกันไม่ถึง 3 ชั่วโมง มีผู้ขว้างระเบิดใส่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และยิงลูกระเบิดชนิด เอ็ม 79 ใส่อาคารของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

จากหลักฐานและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่า ผู้กระทำการดังกล่าวไม่เพียงแต่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสน วุ่นวายเท่านั้น แต่มุ่งหวังให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายด้วย เพราะมีการเลือกเป้าหมายที่เป็นตัวบุคคล

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอันประกอบไปด้วย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ข้างต้นว่า อาจเป็นชนวนเหตุให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดได้ จึงมีความเห็นร่วมกันดังต่อไปนี้

1.แม้สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 จะเป็นสื่อของรัฐ และอาจถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล เช่นเดียวกับสื่อของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ถูกมองในลักษณะเดียวกัน แต่การใช้อาวุธสงครามโจมตีสถานีโทรทัศน์ทั้งสองแห่งเป็นการกระทำไม่อาจอาจยอมรับได้ เพราะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา

การกระทำดังกล่าวของผู้ก่อการจึงมุ่งหวังที่สร้างความวุ่นวายและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ดังนั้น จึงอาจจะขยายขอบเขตโจมตีไปยังองค์กรสื่อมวลชนทั่วไปซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในการรายงานข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้

2. สื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนามหรือองค์กรสื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร และพยายามทำหน้าที่ในการรายงานข่าวและความคิดเห็นอย่างรอบด้านที่สุด แต่ก็ไม่อาจทำให้ทุกฝ่าย ซึ่งมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันพึงพอใจได้ทั้งหมด

การนำเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆที่ประชาชนเห็นว่า ไม่ถูกต้องหรือละเมิดจริยธรรม ก็สามารถใช้กลไกทางกฎหมายหรือกลไกทางวิชาชีพได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้นๆได้

3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอประณามการกระทำอันเป็นการคุกคามสังคมและสื่อมวลชนด้วยอาวุธสงคราม และขอให้เพื่อนร่วมวิชาชีพหนักแน่นในการทำหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนี้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันใดๆ

4. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งเร่งสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

เปิดหลักฐานจะๆรัฐเผด็จการคุกคามแทรกแซงสื่อ แต่สมาคมสื่อทำเฉย


แหล่งข่าวในวงการโทรทัศน์เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลและกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของโทรทัศน์ทุกช่องอย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งการ การขอความร่วมมือผ่านทางเอกสารราชการ และการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องถูกฝ่ายรัฐบาลกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่การนำเสนอภาพที่แท้จริงของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งในวันนี้(28มี.ค.)ที่เสื้อแดงจะเคลื่อนตัวไปชุมนุมที่ร.11 ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นแถวชบวนอันเหยียดยาวของเสื้อแดง แม้ว่าโทรทัศน์บางช่องจะมีเลิคอปเตอร์ที่พร้อมจะถ่ายทอดสดภาพจากมุมสูงก็ตามที

ขนาดนำเสนอข่าวภายใต้การแทรกแซงอย่างเข้มงวดขนาดนี้ โทรทัศน์บางช่องก็ยังไม่วายพ้นจากการถูกคุกคาม เช่น มีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกผู้มีอำนาจของรัฐบาลต่อว่า ข่าวช่อง 3 ให้เนื้อที่เรื่องเสื้อแดงมากเกินไป โดยเฉพาะรายการ"ข่าว3มิติ" ซึ่งมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นหัวหน้าทีมและผู้ดำเนินรายการ ถูกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลอสมท. หน่วยงานผู้ให้สัมปทานช่อง 3 ช่อง 9 และTRUEVISION มีคำสั่งห้าม ก่อนหน้านั้นนายกิตติพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพมุมสูงการชุมนุมก็ต้องยกเลิกไป

สำหรับช่อง 3 มี ฮ. เตรียมพร้อมอยู่บนหลังคาของตึก มาลีนนท์ ทาวเวอร์ 1 สามารถขึ้นบินได้ทุกเวลา อีกทั้งยังมีกล้อง High Solution อยู่บนเสาสูงของอาคาร 1 อีกหนึ่งตัว สามารถหมุนถ่ายภาพมุนสูงได้ 360 องศา ดูเหตุการณ์ในกรุงเทพฯได้ไกลหลายกิโลเมตร อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถถ่ายทอดภาพได้อย่างดี แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเหตุผลการเมืองที่ต้องการปิดข่าวความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก


เปิดเอกสารอสมท.สั่งโทรทัศน์ให้ทำข่าวหนุนรัฐ-คุมรายการเล่าข่าว



สำหรับช่อง 3 ที่มีรายการเล่าข่าวที่คนติดตามชมมากอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเรื่องเด่นเย็นนี้ กรรมการผู้อำนวยการ อสมท. ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้การกำกับของรัฐบาลมีหนังสือสั่งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 มีเนื้อหาว่า ให้ควบคุมรายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวอย่างเข้มงวด หากจะทำให้เกิดปัญหาก็ให้ตัดภาพและเสียงโดยเด็ดขาด และขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจเหตุผลในการที่รัฐบาลได้ออกพรบ.ความมั่นคง และให้นำเสนอในแง่มุมต่างๆที่รัฐบาลได้ออกพรบ.นี้ และให้เสนอแนวคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมว่าทำอะไรบ้างที่ผิดกฎหมาย และให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด(อ่านรายละเอียดคลิ้กภาพด้านบนเพื่อขยาย)

ในท้ายหนังสือฉบับนี้มีการแจ้งให้ส่งหนังสือถึงนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และนายกิตติ สิงหาปัด นักเล่าข่าวชื่อดังให้รับไปปฏิบัติด้วย

เปิดใบสั่งกองทัพให้ทีวีรายงานข่าวในทางที่เป็นผลลบต่อการชุมนุม

ขณะที่กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว


พร้อมทั้งขอให้โทรทัศน์ออกข่าวเป็นตัววิ่ง โดยจะส่งให้ทุกวัน นี่เป็นเหตุการณ์สั่งโทรทัศน์ช่อง 9 ก่อนที่นปช.จะเริ่มการชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ

ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%

ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%

ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555

เปิดใบสั่งกองทัพบกห้ามนำเสนอข่าวเทเลือดประท้วง



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทในการออกใบสั่ง เช่น เหตุการณ์เสื้อแดงไปประท้วงเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้มีหนังสือสั่งการไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยกำชับว่าอาจลดเวลาการเผยแพร่ภาพข่าว หรือการกรองภาพข่าวเทเลือด โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดความน่ากลัวสยดสยอง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชน


วันหนึ่งสั่งหลายรอบให้เป็นไปตามแนวทางรัฐ-ศอ.รส.

ศอ.รส.ซึ่งตั้งอยู่ที่ร.11ยังสั่งการไปยังโทรทัศน์ทุกช่องให้รายงานข่าวไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคืนก่อนหน้านั้นท่านผู้หญิงวิระยา นำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพรในหลวงแล้ว ทางศอ.รส.ก็สั่งไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆว่าให้ขึ้นตัววิ่งดังนี้

-การแสดงออกความจงรักภักดีที่แท้จริง สิ่งที่คสรกระทำคือ การนำพระบรมราโชวาทมาน้อมนำปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความรู้รักสามัคคี"


โดยบางวันก็สั่งการมาหลายเที่ยวให้ลงข้อความข่าวของรัฐบาล และดิสเครดิตทางผู้ชุมนุม เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมมาอีกชุด(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)



ผู้บริหารทีวีรับใบสั่งกำชับฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าวห้ามนำเสนอชัยชนะ-ความสำเร็จเสื้อแดง



ทั้งนี้รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ

ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้

-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด



สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก

หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ

"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"

สัมภาษณ์ดร.สุดา รังกุพันธ์:ความจริงกรณีสื่อผู้จัดการแพร่ข่าวลือทำข้อสอบหายกลางม็อบแดง


หวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง ดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มีนาคม 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เวบไซต์ผู้จัดการASTV ได้พาดหัวข่าวว่า ลือหึ่งอาจารย์คณะอักษร รั้วจามจุรีสีชมพู ผู้ฝักใฝ่การชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง หอบ “ข้อสอบประมวล” ของนิสิตปริญญาโทไปตรวจกลางม็อบแดง ผลปรากฏข้อสอบหายทั้งปึก นิสิตซวยเจอให้สอบใหม่ และต่อมาผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า ผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯเผยว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบ ที่ทำข้อสอบหายไปนั้น คือ ดร.สุดา รังกุพันธ์ แต่ไม่ได้เกิดในช่วงของการชุมนุมขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว ซึ่งทำให้นิสิตต้องสอบรายวิชานั้นใหม่จริง พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า ดร.สุดา เป็นอาจารย์นักกิจกรรม ออกไปนอกคณะบ่อยครั้ง แม้ไม่ได้ระบุว่า ออกไปทำกิจกรรมอะไร เกี่ยวกับวิชาการ หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่การออกไปทำกิจกรรมบ่อยๆ ก็อาจมีผลต่อการเรียนการสอน

ไทยอีนิวส์ได้สัมภาษณ์ดร.สุดาในเรื่องดังกล่าว ดังต่อไปนี้


ไทยอีนิวส์:อยากทราบข้อเท็จจริงเรื่องข่าวทำข้อสอบหายกลางม็อบ?

ดร.สุดา:ขอชี้แจงก่อนว่า ดิฉันไม่ได้เป็นกรรมการสอบประมวลดังกล่าวปีนี้ จึงไม่มีข้อสอบไปทำหายนะคะ

แต่ก็จริงอยู่ที่ดิฉันได้ทำคำตอบข้อสอบนิสิตหายเมื่อราวเดือนมีนาคมปีที่แล้วค่ะ ได้มีการแจ้งกก.และจัดสอบใหม่ จนนิสิตรุ่นนั้นได้จบการศึกษาไปแล้ว และไม่จบบางคน

ไทยอีนิวส์:หลังจากข่าวเผยแพร่ทางเวบผู้จัดการแล้ว มีปฏิกริยาอย่างใดตามมาบ้าง?

ดร.สุดา: ยังไม่ได้รับทราบอะไรจากนิสิตหรืออาจารย์ทางอื่น นอกจากทางอีเมล์ FB (เฟสบุ๊ค) และในเว็บบอร์ดบางแห่งค่ะ


สำหรับคนที่รู้จักกันก็ให้กำลังใจเป็นส่วนใหญ่ค่ะ คนที่ประณาม ด่าว่าเสียหายเข้ามา ก็บางส่วนไม่มีตัวตน เช่น ใน FB เมื่อเข้าไปตรวจสอบประวัติ จะพบว่ามีเพื่อน ๑ คนเป็นต้น ส่วนอีเมล์ ก็เป็นชื่อแปลกๆ ที่ไม่ใช่ชื่อคนไทย และมักมีลักษณะ "แอบจิต" โดยใส่หัวเรื่องมาว่า "ให้กำลังใจ" พอคลิกอ่านเมล์ ปรากฏว่าด่ารุนแรง ก็น่าสนใจดีค่ะ

หลักสูตร EIL นี้ เป็นหลักสูตรนานาชาติ ดิฉันไปช่วยเป็นภาระงานเพิ่มเติมจากภาระงานปกติ ที่จริงไม่ได้อยากสอนเลย แต่เนื่องจากในบางช่วงก็ขาดอาจารย์ ก็ต้องช่วยกันค่ะ เรื่องข้อสอบหาย ดิฉันก็รู้สึกแย่มากๆ

เงินทองหาย ยังไม่เท่าคำตอบข้อสอบนิสิตหายเลย เพราะเรารู้ว่ามันสำคัญแค่ไหนกับนิสิต เป็นครูมา ๙ ปี ทุกการสอบมีแต่ครูอยากให้มันผ่านไปไม่มีปัญหา นิสิตขาดสอบคนหนึ่ง เราก็เครียดแล้ว ต้องไปให้อาจารย์ผู้สอนออกข้อสอบใหม่ อำนวยการให้นิสิตได้สอบ สำหรับคนเป็นครู ก็มีเรื่องเครียดอยู่เท่านี้ค่ะ

ดังนั้น หากดิฉันสมควรได้รับโทษตามวินัยอันใดในกรณีดังกล่าว ก็สมควรอยู่ค่ะ แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัยนะคะ ไม่ใช่การมาจัดการย้อนหลัง ดิฉันคิดว่าไม่มีระเบียบแบบนี้ เพราะดิฉันรายงานต่อคณะกรรมการทันที แม้จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านให้ใช้วิธีอื่นแก้ปัญหา แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ได้ยืนยันรายงานต่อกรรมการบอร์ดหลักสูตรตามตรง มีโทษทางวินัยอะไร ก็พร้อมรับตามความผิดอยู่แล้วค่ะ

แต่ในเมื่อปีที่แล้ว มาจนตอนนี้ไม่มีการดำเนินการทางวินัยอะไร บอร์ดต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องก็ต้องได้รับรายงานไปแล้ว ไม่ดำเนินการก็ถือมีความผิด หรือไม่ได้รับรายงาน บอร์ดก็ควรผิดด้วย และกรณีอื่นๆ ในมหาลัยดำเนินการอย่างไร ดิฉันหวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติกับดิฉัน เพียงเพราะดิฉันมีทัศนะร่วมกับคนเสื้อแดง

ไทยอีนิวส์:ที่มีข่าวผศ.ดร.นิรดา สีมากุล รองผู้อำนวยการหลักสูตรฯแสดงความคิดเห็นว่าดร.สุดาไปทำกิจกรรมนอกคณะ อยากให้ชี้แจงด้วย

ดร.สุดา:กรณีอ.นิรดามาชี้แจงว่าเป็นข้อสอบปีที่แล้ว และให้ความเห็นเรื่องการทำกิจกรรมนอกคณะของดิฉันก็มีความคลาดเคลื่อนมาก ดิฉันได้ท้วงติงอาจารย์ไปหลายเรื่องว่า อาจารย์นิรดาเป็นอาจารย์ที่สถาบันภาษา ไม่ใช่คณะอักษรฯ รู้ได้อย่างไรว่าดิฉันเอาเวลางานไปทำกิจกรรมข้างนอก กิจกรรมอะไร ดิฉันก็งงอยู่ เพราะดิฉันไปทำรายการวิทยุชุมชนวันเสาร์อาทิตย์ หรือตอนค่ำๆ การไปออกรายการโทรทัศน์ ก็เป็นเรื่องปกติ อาจารย์ท่านใดๆ ก็รับเชิญไปออกได้ และก็ไม่ได้บ่อยเท่าไร

อาจารย์นิรดาเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตรในสมัยเดียวกับที่ดิฉันเป็นรองผู้อำนวยการหลักสูตร ดิฉันก็แปลกใจที่อาจารย์เขาให้สัมภาษณ์เกินบทบาทหน้าที่ของเขาหลายประเด็น แต่ได้รับการยืนยันจากอ.นิรดา ว่าหลายเรื่องอาจารย์ไม่ได้พูดดังในข่าว นี่ก็แสดงให้เห็นการบิดเบือนข้อมูลของสื่อนี้

สัปดาห์นี้ดิฉันจะติดต่อขอเข้าพบคณบดีเพื่อเรียนชี้แจงเพราะข่าวได้สร้างความเสียหายให้กับองค์กร ก็ต้องรอฟังค่ะ

ไทยอีนิวส์:กรณีที่สื่ออย่างผู้จัดการนำเสนอข่าวเพื่อหวังโจมตีนักวิชาการที่ร่วมกับเสื้อแดงสะท้อนถึงอะไร?

ดร.สุดา:สิ่งที่อยากบอกสังคมคงจะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ตั้งใจจะเขียนบทความชำแหละวิธีการใช้ภาษาทำลายชื่อเสียง โจมตีบุคคลของสื่อประเภทนี้ โดยส่วนตัวดิฉันเป็นผู้สนับสนุน free speech ไม่ต้องการให้มีการไปปิดสื่อนั้นสื่อนี้ โดยฝ่ายการเมืองที่เรืองอำนาจ

ดิฉันสนับสนุนการดำรงอยู่ของทุกสื่อ แต่ไม่สนับสนุนการกุมอำนาจสื่อของรัฐ อยากเห็นเสรีภาพสื่อแบบอเมริกามากกว่า ให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์ และมีการแข่งขันเสรี และอยากให้คลื่นวิทยุโทรทัศน์เป็นของเอกชนให้มากที่สุดหรือทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าสื่อเสนออะไรผิดข้อเท็จจริง เราต้องฟ้องร้องเอาเองแบบอเมริกา ไม่รู้จะฝันไกลไปหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอกับตัวเอง แค่นึกถึงการขึ้นศาลยังเหนื่อยเลย เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ค่ะ

ข้อสังเกตเบื้องต้นของการใช้ภาษาในข่าวชิ้นแรกของเขาคือ เขารายงาน "ข่าวลือ" ดังนั้นเขาอาจอ้างว่าไม่รับผิดชอบต่อความจริงเท็จ เหมือนการเขียนคอลัมน์ซ้อเจ็ด แล้วก็จะมีคนมาแสดงความเห็นชี้นำไปในทิศทางที่ต้องการ ในกรณีของดิฉัน ชัดเจนว่าส่วนใหญ่โจมตีเรื่องการมาร่วมกับเสื้อแดง ไม่ใช่เรื่องข้อสอบหายสักเท่าไหร่

ไทยอีนิวส์:อยากบอกอะไรกับสังคมบ้างจากกรณีนี้

ดร.สุดา:ฝากเรียนผ่าน thaienews ว่าดิฉันไม่ได้ท้อใจค่ะ คิดว่าจะตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างให้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ที่ผ่านมายังทำงานให้ประชาชนไม่มากพอ สังคมไทยต้องมี free speech (เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น) เว็บที่สนับสนุนเสรีภาพทางความคิดอย่างคนเหมือนกัน หรือเป็นสื่อทางเลือกอย่างประชาไท และเสนอข่าวด้านอื่นๆ ที่กระแสหลักละเลยอย่าง thaienews ต้องมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมไทย

สื่อผู้จัดการก็ไม่ได้ก่อผลเสียหายไปเสียทั้งหมด วิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสื่อเลวๆ คือติดอาวุธทางการวิเคราะห์แยกแยะให้กับประชาชน และเพิ่มกลไกการช่วยเหลือด้านการร้องเรียนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการการให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายจากสื่อ

ในฐานะนักภาษาศาสตร์ ดิฉันเห็นว่าสังคมไทยที่อาศัยวิธีการสื่อสารด้วยข่าวลือเป็นผลมาจากการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐไทย หรือพูดให้ชัดตามแนวการวิเคราะห์สังคมของคนเสื้อแดงคือ รัฐอำมาตย์ไทยนั่นเอง

นักภาษาศาสตร์ควรถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตีแผ่ความจริงอันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสังคมนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ในโลกปัจจุบันที่มีการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสาร จากผลของวิทยาการเทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็วและทะลุทะลวงทุกพื้นที่