วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 28, 2553

จับตา...ภูฏานโมเดล


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 39



สามปีเศษที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่ความเสียเวลาของฝ่ายประชาธิปไตยเลย หากเป็นเวลาที่ขบวนการประชาธิปไตยเติบโตขึ้นทั้งความรู้ที่ทำให้ตาสว่าง รู้จักมองการณ์ไกล และทดสอบขันติธรรมในระดับผู้นำ พร้อมสำหรับการดูแลประเทศชาติ

ส่วนระบอบอำมาตยาธิปไตย นี่คือสามปีแห่งความระส่ำระสาย ถึงยังกอดอำนาจรัฐไว้ได้ แต่ก็สูญเสียบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ไปมากน่าใจหาย จนไม่แน่ใจว่าเมื่อหมด “บุญ” แล้วความสูญเสียจะจำกัดอยู่แค่อำนาจเปลี่ยนมือ หรือถึงขั้นเปลี่ยนแปลงอย่างที่โบราณเรียกว่าพลิกแผ่นดิน

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องมองหาตัวแบบ (model) ใหม่มาเป็นธง ช่วงชิงการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ตัวแบบเดิมดูจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะขบวนการประชาธิปไตยขณะนี้กล้าแข็งและมีวุฒิภาวะกว่าเมื่อ ร.ศ.๑๓๐ พ.ศ.๒๔๗๕ พ.ศ.๒๕๑๖ พ.ศ.๒๕๑๙ และ พ.ศ.๒๕๓๕ เสมือนสั่งสมความจัดเจนจากทุกครั้งนั้นมาเป็นครั้งนี้

ตัวแบบใหม่นั้น เดิมคิดว่าเขามองไปที่เมียนมาร์ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก ๖ ข้อ ได้แก่

๑. การปฏิเสธกลวิธีทางประชาธิปไตยทั้งมวล อ้างความรักในสถาบันหลักของชาติมาปลุกเร้าและสร้างความชอบธรรม

๒. การทำให้คนในชาติเห็นประชาคมระหว่างประเทศเป็นศัตรูผู้มุ่งร้าย และ “เรา” ต้องตั้งป้อมสู้กับ “พวกเขา” หรือ “Us Against Them”

๓. เศรษฐกิจแห่งความ “พอ” หรือการเตรียมสกัดกั้นทุนนิยมภายในชาติหรือข้ามชาติ โดยไม่ให้ใครมาตั้งคำถามได้ว่าชนชั้นปกครองเองรู้จักความ “พอ” นั้นหรือไม่ เพื่อปิดประเทศโดยอ้อม

๔. การจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพยากรของชาติเสียใหม่ พันธมิตรใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจที่จะก้าวเข้ามาจะต้องช่วยรักษาอำนาจของผู้ปกครองคณะเก่าด้วย

๕. ผูกพันตนเองกับมหาอำนาจที่อยู่ใกล้ในเชิงภูมิศาสตร์เพื่อคานกับมหาอำนาจที่อยู่ไกลกว่า

๖. ทำให้คู่แข่งทางอำนาจกลายเป็นปิศาจ (demonization) ผู้เลวร้ายทุกอย่าง หากสุดท้ายเลี่ยงไม่พ้นต้องตั้งรัฐบาลรวมชาติ ก็จะเอาภาพลักษณ์เลวทรามที่ตัวป้ายสีไว้นั้นมาใช้ประโยชน์ ลดขนาดให้ฝ่ายตรงข้ามเหลือเล็กและมีอำนาจน้อยที่สุดในคณะปกครองแบบผสมผสานนั้น เรียกวิธีการนี้เรียกว่า marginalization


แต่ปัญหาคือเป็นเมียนมาร์ไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้ในทันทีทันควัน เพราะสถาบันหลักของไทยไปเกาะเกี่ยวแนบแน่นอยู่กับระบบทุนนิยม ตักตวงทรัพยากรและโอกาสที่เหนือกว่าคนอื่นในประเทศ และการลงทุนนอกราชอาณาจักรเพื่อกระจายความเสี่ยง การอยู่ใต้อำนาจสหรัฐฯ จนขยับไม่ไหวของชนชั้นปกครองของไทยทำให้หาใครมาคานลำบาก

แถมการเร้ากระแสคลั่งชาติและการสร้างภาพลักษณ์เลวร้ายให้กับคู่แข่งเริ่มไม่ได้ผลและกลายเป็นกระสุนด้านขึ้นทุกวัน ทหารที่พึ่งพาอาศัยได้มีเพียงนายพลสอพลอที่ไม่มีความสามารถในการรบและไม่ได้รับความนับถือจากกำลังพล เพราะได้ดีมาด้วยศิลปะการเต้นรำและร้องเพลง ไม่ใช่ฝีมือในการรบ

เมื่อเข็นประเทศไปทางเมียนมาร์ไม่ไหว ตัวแบบของราชอาณาจักรฮินดูเล็กๆ และมีวิถีชีวิตแนวพุทธอย่าง ภูฏาน ก็ดูน่าสนใจขึ้นมา

ระยะหลังๆ คนไทยคงรู้จักราชอาณาจักรภูฏานจากเสน่ห์ของกษัตริย์จิ๊กเม่วังจุก โดยเฉพาะเมื่อเสด็จฯ เยือนไทยในฐานะเจ้าชายมกุฎราชกุมารและยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์เท่านั้น แต่ภูฏานมีอะไรให้เรียนรู้เกินกว่าความฉาบฉวยนั้นมากนัก

อำมาตย์ไทยคงไม่ได้ใส่ใจต่อภาพลักษณ์ “อินเทรนด์” แต่สนใจวิธีการรักษาอำนาจของกษัตริย์ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศใหญ่ใกล้ชิดอย่างเนปาล และจากองค์การสหประชาชาติให้ภูฏานคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ประชาชนเป็นใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่

กษัตริย์ “พ่อ” ขององค์ปัจจุบันสละราชสมบัติก่อนกำหนดในวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เพื่อให้ลูกชายได้สืบราชสมบัติแทน เหตุผลที่อ้างในพระราชดำรัสวันสละราชสมบัตินั้นคือ
“... ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังคงดำรงตำแหน่งกษัตริย์ มกุฎราชกุมารก็จะขาดประสบการณ์จริงในประเด็นปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองที่จะทำงานในฐานะประมุขแห่งรัฐ ยิ่งเมื่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วในภูฏานตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๑ ยิ่งมีภารกิจอีกมากที่จะต้องสานต่อ ...”
ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าชายจิ๊กเม่ก็ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๕ ของราชวงศ์นี้อย่างสมบูรณ์ เฉลิมพระนามว่า จิ๊กเม่ เคซาร์ นัมกเยล วังจุก

“ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” ที่อดีตกษัตริย์เอ่ยถึง คือการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้กับภูฏานในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ที่ส่งผลให้เกิด “สภาแห่งชาติ” หรือ “National Council” ประกอบด้วยสมาชิกกึ่งเลือกตั้ง ๒๐ คน โดยเก็บสภาที่กษัตริย์แต่งตั้งคือ “รัฐสภา” เอาไว้ด้วย

“ประชาธิปไตย” ในภูฏาน แท้ที่จริงแล้วก็คือกลวิธีรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหนึ่ง หลังจากที่เห็นสถาบันอย่างเดียวกันถึงกาลอวสานไปแล้วในเนปาล ประเทศข้างเคียง สาระของกลวิธีนี้ก็คือคำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งเลย ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันแท้จริง

พลเอกเปรมฯ เคยรับหน้าที่ “ไม้กันหมา” ในยุคนั้นอย่างไร สมาชิกสภาแห่งชาติ ๒๐ คนใหม่ในภูฏานก็คงจะทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้น จุดประสงค์คือเป็นฉนวนกันมิให้แรงกดดันไปถึงองค์พระมหากษัตริย์ได้

ไม่น่าแปลกใจเลยครับที่แกนนำเสื้อแดงบางคนในวันนี้ยังหมุนวนอยู่กับการก่นด่าพลเอกเปรมฯ ทั้งที่ด่าซ้ำซากมาแล้วกว่า ๓ ปี จน พลเอกทรงกิตติ จักร์กาบาตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาร่วมรำวงกับเขาด้วยว่า “ป๋าไม่เกี่ยว”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พลเอกเปรมฯ เป็นฉนวนกันมิให้เสื้อแดงด้วยกันที่ “ตาสว่าง” แล้วออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง โดยไม่ยอมถูกหลอกให้เพลินอยู่กับการเลือกตั้งภายใต้ระบอบอำมาตย์

“ฉนวน” นี้มีไว้เพื่อมิให้ไฟฟ้าลัดวงจรจนเสียไปทั้งระบอบอำมาตยาธิปไตยได้ ทั้งที่อุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยอันแม้จริงอยู่ตรงนั้น คนที่ร่วมกันฟัดตะลุมบอนอยู่กับ “ฉนวน” น่าจะรู้ว่าเล่นเกมเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากอะไรและเพื่อใคร เพราะผมรู้ว่าเขาไม่โง่หรอกครับ

การเล่นงานอยู่แต่ เปรม ติณสูลานนท์ โดยไม่ดูภาพรวม เท่ากับนำโมเดลของภูฏานมาใช้ในเมืองไทยแล้วในขณะนี้ เพราะความต้องการเร่งด่วนคือการลดความกดดันต่อแกนกลางของระบอบอำมาตย์ โดยไม่ให้ประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นได้

ส่วนคำสั่งนี้มาจากใคร ผ่านใคร และสั่งอย่างไร ค่อยนำมาคุยให้ครึกครื้นกันสักวัน

ไอ้ที่เอา GH (Gross Happiness) หรือดรรชนีวัดมวลรวมแห่งความสุข (ในประเทศ) ของภูฏานมาใช้อย่างเท่ ก็มิใช่เหตุบังเอิญ เพราะต้องสร้างภาพลักษณ์ของภูฏานให้สวยงามในทัศนะของคนไทยเสียก่อน

คำสั่งลึกลับคือ ให้ยึดตัวแบบภูฏาน แล้วค่อยๆ กลายเป็นเมียนมาร์เมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวยครับ.

--------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ยึดทรัพย์-รับของโจร



ยึดเอ๋ย ยึดทรัพย์
คำตัดสินสับปลับจากพวกปล้น
แม้นจะส่งคืนทรัพย์ก็อับจน
ผิดตั้งแต่คราวปล้นที่ต้นทาง

เจ็ดหมื่นหกพันล้านย่อมหวานหมู
ก็ประเทศของกูกูจะกร่าง
อวดเศรษฐีแข่งขันจะกั้นทาง
กูจึงวางเครือข่ายทำลายลง

กูไม่ได้อนุญาตให้มึงรวย
แอบรวยเองก็สวยจะสาปส่ง
แผ่นดินนี้มีแต่กูผู้ดำรง
กูจะทรงแม้จะทรุดสวนพุทธธรรม

น่าอนาถอำมาตย์ใหญ่ช่างใจแคบ
คิดว่าคนเขากินแกลบยังอยู่ถ้ำ
อ้างกฎหมายขนาดไหนก็ใจดำ
แผ่อำนาจครอบงำอำพรางไทย

กลัวประชาธิปไตยจะไล่ที่
กลัวจะหนีไม่พ้นต้องปนไพร่
กลัวคนรู้ความจริงประจักษ์ใจ
กลัวมารยาสาไถยจะไม่ทน

อันธพาลหลายชนิดประชิดรบ
พอตั้งครบสี่เสาก็เข้าปล้น
เริ่มจาก “ศาล” ถึง “ทหาร” สู่ “พาลชน”
สุดท้ายปล้นเสียด้วย “สื่อ” ถือหลักการ

อนิจจา...เมืองไทยดั่งไร้ญาติ
เสมือนคนดวงขาดน่าสงสาร
เงินทองใช่น้ำหนักแต่หลักการ
เหมือนประหารคุณธรรมเคยนำไทย

แต่เคราะห์ดีที่อำมาตย์วาดภาพชัด
ผ่านเหล่าสื่อมวลสัตว์เลิกสงสัย
ทั้งยึดทรัพย์-รัฐประหารผลงานใคร
อำนาจใหญ่จริงเท่านั้นบัญชาการ

พวกนายทุนน้อยใหญ่รับใช้เขา
ไม่นานจักซึมเศร้าเขาล้างผลาญ
ต่างค่าต๋งในแผ่นดินต้องกินนาน
ใครสำราญเริงใจให้ระวัง

รัฐประหารยังไม่จบต้องตบทรัพย์
จนชาติเข้ามุมอับกลับหลังหัน
ป่าวประกาศอำนาจกูกูยืนยัน
อย่านึกฝันว่าจะได้ไทยเสรี

มัวเสียดายเงินทองที่กองอยู่
จนหยุดสู้เพื่อไทยนั้นใช่ที่
จงยึดเอาเหตุการณ์ในวันนี้
เป็นไฟชี้ฉายส่องมองเส้นทาง

สู้กับโจรต้องเข้าใจใจโจรคิด
ถึงเนื้อในเราบัณฑิตต้องคิดต่าง
ถึงเลือกตั้งชนะใสไม่มีทาง
เพราะเขาวางกติกาไว้ฆ่าเรา

ต้องจัดตั้งมวลชนยกพลรบ
ทุกสาขามีครบไว้รบเขา
ถึงเราไม่รุนแรงถ้าแกล้งเรา
ก็เชิญธงขึ้นเสาเข้าโรมรัน

เมื่อยึดทรัพย์เขาก็รับกับชาวโลก
เอาธงโบกว่านี่ฝีมือท่าน
ความประเสริฐเลิศหล้าคงจาบัลย์
หลักฐานชี้มั่นไทยใต้โจรเอย.


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 39

-------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน : นักวิชาการประชาธิปไตยและสังคมนิยม



ที่มา หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้
28 กุมภาพันธ์ 2553

กลางดึกคืนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยถูกมือปืนไม่ต่ำกว่า ๒ คนยิงฟุบลงและเสียชีวิตในที่สุด

นี่เป็นการลอบสังหารทางการเมือง โดยฝ่ายปฏิกิริยาอนุรักษ์นิยมที่มิใช่รายแรกและรายสุดท้าย หลังจากที่ผู้นำชาวนา กรรมกร นิสิตนักศึกษาและนักการเมืองหัวก้าวหน้าถูกปลิดชีพไปแล้วหลายราย จนในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

การเสียชีวิตของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นสัญญานอันตรายที่ฝ่ายปฏิริยาอนุรัษ์นิยมส่งออกมาเพื่อบอกว่า สังคมไทยไม่อาจจะก้าวหน้าไปบนหนทางประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างสันติได้ แม้ว่าจะเป็นหนทางที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้เลือกก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ผู้รักประชาธิปไตยที่ต้องการมีสิทธิ์มีเสียงมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงตัดสินใจเลือกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แทนการต่อสู้ในแนวทางสันติบนวิถีทางรัฐสภา อย่างที่ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน มุ่งหวังและยึดมั่นตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ผู้คนหลายหมื่นคนได้เดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นที่ทำงานทางวิชาการของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยานมายังวัดตรีทศเทพอันเป็นสถานที่จัดงานศพด้วยความเสียใจอาลัยระคนคับแค้นขมขื่น บางคนถืือป้ายผ้าแสดงความรู้สึกที่พลุ่งพล่านและตะโกนคำขวัญปลุกใจ เพื่อนที่ยังอยู่ให้แปรความคับแค้นเป็นพลัง ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และสืบทอดภารกิจของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ต่อไปอย่างไม่ลดละ

ศาสตราจารย์ คาร์ล เอ ทร๊อกกี (Carl A. Trocki) เพื่อนสนิทของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ได้เขียนถึงเพื่อนผู้นี้ว่า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการลอบสังหารทางการเมือง เพราะชนชั้นนำที่มีอำนาจแทบจะไม่ได้แสดงความเสียใจและกระตือรือล้นที่จะจับฆาตกรมาลงโทษเลย คงมีแต่ภรรยาและลูกสาวสองคน เพื่อนนักวิชาการและประชาชนไทยเท่านั้นที่อาลัยต่อการจากไปของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน


ดร.บุญสนอง บุณโยทยานเป็นนักวิชาการที่มีผลงานยอดเยี่ยมที่เดินลงมาจากหอคอยงาช้างเพื่อนำความรู้มาสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงของการต่อสู้เพื่ออุดมคติอันสูงส่ง ในฐานะผู้ก่อตั้งและเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ดร.บุญสนองเป็นกำลังสำคัญในการทำนโยบายและแนวทาง ตลอดจนแผนการดำเนินงานของพรรคฯ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยภายใต้เผด็จการทหารที่ครอบงำประเทศไทยมายาวนาน คนไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพในการศึกษาค้นคว้าและแสดงความคิดเห็น

ทั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ยังเป็นพรรคการเมืองแบบใหม่ที่เสนอแนวทางนโยบายที่ก้าวหน้าที่ให้ความสำคัญกับคนยากคนจนและมุ่งขจัดการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมทั้งปวง จึงตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้างทุกวิถีทาง ทั้งการใส่ร้ายป้ายสี การกลั่นแกล้งจับกุม การก่อกวน การโจมตีด้วยระเบิด จนถึงการลอบสังหาร

ด้วยความที่เป็นนักสังคมวิทยาที่ผ่านการศึกษาอบรมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างเช่น มหาวิทยาลัยแคนซัส มหาวิทยาลัยคอร์แนล มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยฮาวายอิ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ได้ศึกษาค้นคว้าสังคมไทยอย่างลึกซึ้งในหลายด้านหลายมิติ เช่น เรื่องสถานภาพและบทบาทของคนจีนในสังคมไทย เรื่องสิทธิของชนกลุ่มน้อยและคนชายขอบ เรื่องปัญหาอันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นต้น

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ทำงานวิจัย ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ได้สร้างผลงานทางวิชาการจำนวนมาก หลายชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ เช่น Sociology Bulletin, Journal of Contemporary Asia, Bulletin of Concerned Asian Scholar, Social Forces, Southeast Asian Affairs เป็นต้น

แม้จนเมื่อ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตลาออกจากราชการแม้ยังใช้ทุนศึกษาต่อไม่หมด เพื่อมาร่วมก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในฐานะเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ ครั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๕๑๘ ภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แต่ ดร.บุญสนองก็ไม่ได้ทิ้งงานวิชาการที่ตนรักและถนัด

ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ดร.บุญสนองได้ริเริ่มให้มีการประชุม สัมมนา ตลอดจนการฝึกอบรมในที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ นอกเหนือจากการชุมนุมปราศรัยที่ทำกันอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ดร.บุญสนอง ยังได้เข้าร่วมการประชุมทางวิชาการและสัมมนาทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกหลายครั้ง ทั้งในฐานะตัวแทนพรรคฯ และในฐานะนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งที่ได้รับเชิญให้เป็นผู้เสนอผลงานวิจัยอีกด้วย

ในช่วงนี้เองที่ ดร.บุญสนอง ได้นำเสนองานวิจัยที่มุ่งจะตอบคำถามว่า สังคมไทยควรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดและอย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือ สังคมไทยควรเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยและสังคมนิยม

ดร.บุญสนอง อธิบายว่า ประชาธิปไตยที่คนไทยจำนวนมากร่วมกันต่อสู้และหวังกันว่าจะได้มาในเร็ววันนี้ คือโอกาสและเสรีภาพที่จะเสนอหลักและวิธีดำเนินการในทางการเมืองเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำสังคมของเราไปสู่อนาคตที่แจ่มใสกว่าและดีกว่า

โอกาสและเสรีภาพที่ว่านี้ คือโอกาสและเสรีภาพที่จะรวมพลังเป็นพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็จะเสนอแนวนโยบายของตนให้มหาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่าเขาต้องการอะไร กล่าวคือต้องให้พรรคที่สัญญาว่าจะจัดการสังคมวิธีไหน และวางรากฐานเพื่ออนาคตแบบใดเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยเป็นรัฐบาล

ความคับแค้นของมหาชนต่อการขาดสิทธิเสรีภาพและโอกาสที่จะเลือกวิถีทางและอนาคตแบบที่ตัวต้องการเป็นสิ่งที่มหาชนไม่ได้เก็บไว้แต่ในใจของคนแต่ละคน มหาชนมีการแสดงออกซึ่งการต่อต้านสภาพสังคมที่กดขี่ในรูปแบบต่างๆ ในด้านนักศึกษาการปฏิวัติเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ มิใช่อุบัติเหตุหรือไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีพื้นฐาน แต่เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งของการดิ้นรนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้ก่อตัวขึ้นมาตามธรรมชาติเพราะความไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่

การตัดสินใจทิ้งงานวิชาการที่ตนรักและถนัดมาสู่เวทีทางการเมืองนี้ ดร.บุญสนอง เป็นหนึ่งในจำนวนนักวิชาการไม่กี่คนที่ทำเช่นนั้น ซึ่งศาสตราจารย์คาร์ล เอ ทร๊อกกี อธิบายว่า เป็นการประพฤติที่เบี่ยงเบนไปจากแบบแผนของนักวิชาการที่เป็นชนชั้นนำในสังคมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสถานะมั่นคง มีโอกาสหน้าที่ที่จะทำงานที่ได้เล่าเรียนมา มีบทบาทอย่างมากในสังคม อันทำให้มีแนวโน้มในทางอนุรักษ์นิยมเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากพื้นฐานทางสังคมของ ดร.บุญสนอง ที่เป็นลูกพ่อค้าคนจีนในอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลของจังหวัดเชียงราย แต่ที่ก้าวหน้าทางการศึกษามาได้ก็เพราะเป็นคนหัวดี เรียนเก่ง มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก จนสามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนต่อระดับปริญญาโทในสหรัฐอเมริกาได้ หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในช่วงที่ศึกษาในสหรัฐอเมริกาที่กำลังทำสงครามเวียดนาม และมีการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามของนักศึกษาประชาชนจำนวนมาก วงการวิชาการก็มีการเคลื่อนไหวจัดตั้งคณะกรรมการนักวิชาการด้านเอเซียผู้ห่วงใย (Committee of Concerned Asian Scholars) ซึ่งประกอบด้วยสถาบันศึกษาวิจัยทางด้านเอเซียหลายแห่งเข้าร่วม รวมทั้งมหาวิทยาลัยคอร์แนลที่ ดร.บุญสนอง กำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่

ในการประชุมครั้งที่ ๒ ของคณะกรรมการนักวิชาการด้านเอเซียผู้ห่วงใย ดร.บุญสนอง ได้เสนอรายงานเรื่อง สมมติฐานที่ผิดพลาด : รากเหง้าของปัญหาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ

ต่อมาไม่นาน ดร.บุญสนอง ก็ได้ข้อสรุปว่าแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่เป็นมาภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และมีข้อผิดพลาดบกพร่องเชิงโครงสร้าง หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ไม่กี่วัน ดร.บุญสนอง ก็เดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินเที่ยวแรกจากญี่ปุ่น หลังจากได้นำเสนอรายงานวิจัยเรื่อง สังคมนิยมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศไทย3 ต่อที่ประชุมวิชาการ

ดร.บุญสนอง กล่าวถึงบรรยากาศความตื่นตัวต่อแนวคิดสังคมนิยมในขณะนั้นว่า เมื่อไม่นานมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสที่สำคัญในบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน ความว่า สังคมนิยมอาจเป็แนวทางที่เหมาะสมต่อการแก้ไขปัญหาของสังคมก็ได้ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสนี้เพียงหนึ่งวันหลังจากได้รับฟังการสัมมนาเรื่อง สังคมนิยมกับสังคมไทย ซึ่งจัดโดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เดือนธันวาคม ๒๕๑๕) ซึ่งวิทยากรทั้ง ๔ ท่านมาจากชนชั้นนำของสังคมรวมทั้งผู้ใกล้ชิดกับราชสำนักด้วย (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

ดร.บุญสนอง กล่าวว่า สังคมอนุรักษ์นิยมอย่างสังคมไทย พลังของผู้ปกครองที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาก้าวหน้านั้นเข้มแข็งและเหนียวแน่น ดังจะเห็นได้จากเมื่อการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ได้ล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว แต่ความพยายามของคณะราษฎรที่มี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำในอันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปในแนวทางสังคมนิยมที่มุ่งขจัดความไม่เป็นธรรมและความไม่เสมอภาคอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังที่ปรากฎใน “เค้าโครงเศรษฐกิจ” กลับถูกขัดขวางต่อต้านอย่างรุนแรง จน ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ตามมาด้วยการออกกฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์ครั้งแรกในปี ๒๔๗๖ และชนชั้นปกครองก็ใช้กฎหมายนี้เล่นงานผู้มีแนวคิดสังคมนิยมอย่างรุนแรงเรื่อยมา

อย่างไรก็ดี ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เชื่อว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่า ที่สำคัญคือ นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณในองค์ประกอบความสัมพันธ์ทางการผลิตและโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังมีกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพหรือการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติเกิดขึ้นด้วย โดย ดร.บุญสนอง ได้อ้างข้อเขียนของ สุพจน์ ด่านตระกูล มาอธิบายกระแสการปฏิวัตินี้ว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการอภิวัฒน์เมื่อส่วนที่ก้าวหน้าในสังคมได้ผนึกกำลังกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งในด้านการกระทำและจิตสำนึกเพื่อโจมตีศัตรูด้วยจุดมุ่งหมายที่จะขุดรากถอนโคนระบอบเก่าแล้วสร้างระบอบใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในแง่คุณภาพ

แต่อย่าได้นำเอาจุดมุ่งหมายของการอภิวัฒน์ไปปะปนกับวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมาย การอภิวัฒน์ไม่จำเป็นต้องประสบผลสำเร็จโดยวิธีการรุนแรงหรือสงครามกลางเมืองเสมอไป วิธีการบรรลุเป้าหมายของการอภิวัฒน์อาจะมีได้หลายวิธี แม้แต่การต่อสู้ทางรัฐสภาก็อาจเป็นหนทางการอภิวัฒน์ได้

ในทางตรงกันข้าม สงครามกลางเมืองบางครั้งก็มิใช่เป็นสงครามปฏิวัติ แต่เป็นสงครามปฏิกิริยาถอยหลัง เช่น สงครามกลางเมืองในสเปนที่จบลงด่้วยการแทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยระบอบเผด็จการทหาร หรือ สงครามกลางเมืองในไทยเมื่อปี ๒๔๗๖ ที่เกิดจากกบฏบวรเดช ก็เป็นสงครามปฏิกิริยาถอยหลัง

ในทำนองเดียวกับโครงสร้างส่วนบน การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางการผลิตก็อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ปฏิกิริยาถอยหลัง หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าที่ปฏิวัติได้เหมือนกัน ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ทางการผลิตหรือโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงผลักดันสำคัญของสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางสถาบันการเมืองและสังคม (ซึ่งเป็นส่วนต่อยอดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ) ก็่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางวัตถุของสังคมด้วย เช่น การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อพิจารณาโดยผิวเผินเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับความสัมพันธ์ทางการผลิตได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพในการผลิตและการจำหน่ายจ่ายแจกของสังคมที่มีลักษณะก้าวหน้าด้วย เช่น เปลี่ยนรูปแบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นของกษัตริย์ทั้งหมดมาเป็นของกรรมสิทธิ์เอกชน และยังยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าของที่ดินสามารถริบทรัพย์สิน เครื่องมือการผลิต ผลผลิต และลูกเมียของชาวนาได้

การล้มเลิกกฎหมายทำนองนี้ได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการผลิตของชาวนาและเจ้าที่ดินไปสู่ระบบทุนนิยม กฎหมายภาษีที่ล้าหลังที่เรียกว่า “ส่วย” ได้ถูกยกเลิกไปในปี ๒๔๘๒

ดร.บุญสนอง เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศไทยนั้นยังอาจอธิบายด้วยแนวคิดของ นีล สเมลเซอร์ (Neil Smelser) นักสังคมวิทยาที่เรียกว่า ล้ำหน้า-ล้าหลัง (Lead-lag) ซึ่งอธิบายว่า สังคมทุกสังคมมีลักษณะที่แสดงออกโดยความขัดแย้งและความตึงเครียด ต่างจากแนวคิดของมาร์กซที่เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิตแบบทุนนิยมเป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง สเมลเซอร์แย้งว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มใหม่ในระหว่างการจัดรูปแบบใหม่และการหลอมรวมโครงสร้างทางสังคมต่างๆ นี้เป็นต้นตอของสภาพความขัดแย้งและความตึงเครียด

องค์กรทางการเมืองหรือรัฐบาลมักจะตอบสนองต่อสภาพความขัดแย้งนี้โดยพยายามสร้างความลงตัวให้กับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่โดยใช้ทุกวิธีการที่มีและสามารถใช้ได้ เช่น การปราบปราม การยอมรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง การเจรจาประนีประนอม หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง ถ้ามองในแง่นี้ การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณในสังคมไทยนั้นเป็นอาจเป็นผลมาจากการกระทำของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ตอบโต้ต่อแรงกดดันทั้งในประเทศและต่างประเทศ4

ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ไม่เพียงแต่จะเป็นหนึ่งในนักวิชาการจำนวนน้อยที่กระโดดลงมาจากหอคอยงาช้างสู่ปฏิบัติการการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองร่วมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ไร้สิทธิไร้เสียง โดยหวังว่าจะนำความรู้ประสบการณ์ที่มีมาช่วยค้นคว้าหาแนวทางนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม และร่วมผลักดันประเทศไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องมัวแต่รอคอย

นอกจากนี้ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ยังเป็นนักวิชาการไม่กี่คนที่ผันมาเป็นนักการเมืองแล้วยังคงความนักวิชาการที่ยึดมั่นในหลักการและแสวงหาความรู้ความจริงอย่างไม่เสื่อมคลาย

ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองที่ยึดมั่นหลักการ ใช้ความรู้และความจริงเป็นหลักเหตุผลในการต่อสู้ทางความคิด และยึดถือเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองคิดตนเองทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายเสียยิ่งกว่าผู้ที่เรียกตนเองเป็น “นักวิชาการ” เสียอีก
*********

"กลุ่มนักคิดนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม" ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม"

เพื่อรำลึกถึงการครบรอบ 34 ปีของการสูญเสียดร.บุญสนองบุณโยทยาน

ร่วมรำลึกโดยผู้ร่วมอุดมการณ์

-จรัล ดิษฐาอภิชัย
-วัฒน์ วัลยางกูร
และ ทองธัช เทพารักษ์

หลังจากนั้น เชิญฟังการพูดคุยในหัวข้อ "บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย"

โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และ คำ ผกา
ดำเนินรายการโดย วาด รวี

ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น.

อย่าปล่อยให้สมุนอำมาตย์ใหญ่ไม่กี่คนข่มขืนประเทศไทยอีกต่อไป

โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2553

ข้อเสนอต่อไปนี้ เพื่อวางระบบตุลาการใหม่ทั้งหมด

เพราะชัดเจนแล้วว่า คนที่อยู่ในระบบอยุติธรรม ยอมรับว่า การยึดอำนาจและรัฐประหารเป็นสิ่งถูกต้อง

การอ้างคำสั่ง คปค ของพวกอำมาตย์และพวกทำรัฐประหาร มาเป็นเหตุผลในการพิจารณาพิพากษา ถือได้ว่าเข้าถึงจุดต่ำที่สุดแล้ว ไม่มีค่าพอที่จะได้รับการยอมรับนับถืออีกต่อไป ต้องล้างบางองค์กรนี้ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบทันทีที่ประชาชนขับไล่พวกอำมาตย์ทุกระดับ ออกจากการครอบครองประเทศไทยได้สำเร็จ ขอเสนอการจัดการกับขบวนการตุลาการวิบัติดังต่อไปนี้

1. ต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่า ตุลาการจะต้องทำการพิจารณาพิพากษาคดี ด้วยอำนาจที่ได้รับมอบจากประชาชนเท่านั้น

2. ให้มีคณะกรรมการตุลาการเป็นผู้บริหารสูงสุดของอำนาจนี้ มาจากการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรี และได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภา

3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองตุลาการ รัฐบาลและรัฐสภาร่วมกันเสนอชื่อ ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ให้มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองคัดเลือกแต่งตั้งตุลาการ ที่หน่วยงานของอำนาจตุลาการส่งมาให้อนุมัติ รวมทั้งมีอำนาจเรียกตัวตุลาการที่ถูกประชาชนร้องเรียนว่า ประพฤติตนไม่ถูกต้องมาสอบสวนและให้คุณให้โทษได้ด้วย

4. ผู้จะเข้าทำงานในตำแหน่งตุลาการได้ นอกจากต้องมีความรู้และผ่านงานด้านกฎหมายแล้ว ยังต้องพิสูจน์ตนเองได้แจ่มชัดว่า มีทั้งคุณธรรม ความรอบรู้ และความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ

5. ให้ตุลาการมีอำนาจ เฉพาะการวินิจฉัยข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่ให้วินิจฉัยในข้อเท็จจริง

6. กำหนดให้ประชาชนทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ต้องเข้ารับหน้าที่เป็นลูกขุน และคณะลูกขุนเท่านั้น ที่มีอำนาจวินิจฉัยในข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตุลาการ ฯลฯ

ต้องจัดการทันทีที่ทำได้ จะล้มระบบไล่ออกหมดก็ต้องทำ เพราะสิ่งที่คนพวกนี้กระทำมาหลายครั้งหลายหน แสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย และพลังของประชาชนแม้แต่น้อย

คดีต่าง ๆ มากมายที่ผ่านมา เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน คดีให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะหันหลังออกจากคูหา คดีทำกับข้าวถูกปลดของนายสมัคร ฯลฯ ขบวนการอยุติธรรมได้สร้างความกังขาจากประชาชนมาตลอด ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ไม่เคารพต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนและหลักนิติธรรมสากล ยอมตนเป็นข้ารับใช้ของพวกอมาตยาธิปไตย และเป็นสมุนรับใช้พวกเผด็จการอย่างเปิดเผย

มั่นใจว่า จะได้เห็นระบบยุติธรรมที่เป็นประชาธิปไตย เกิดขึ้นในเมืองไทยเร็ววันนี้

ในหลวงแย้มพระโอษฐ์สดชื่นแจ่มใส เสด็จสวนจิตรลดาปฎิบัติพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2553

เมื่อเวลา 21.05 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถเข็นไฟฟ้า ลงจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้นที่ 16 โรงพยาบาลศิริราชโดยพระองค์มีสีพระพักตร์ที่สดชื่น แจ่มใสอยู่ในฉลองพระองค์แจ็กเก็ตสีชมพู พระสนับเพลาสีดำ และในพระหัตถ์ขวาทรงถือสายจูง คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงซึ่งสวมเสื้อกล้ามสีฟ้าขลิบขาว

ทรงสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิศลาธิเบศร์อดุยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ก่อนเสด็จพระราชดำเนินด้วยรถยนต์พระที่นั่งกลับสู่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ราชวังดุสิต ทั้งนี้พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ และแย้มพระโอษฐ์ทักทายพสกนิกรที่เฝ้ารอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้สร้างความปลื้มปิติแก่พสกรนิกร

การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ ปัญจวีนิน หัวหน้าสำนักงานศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เข็นรถพระที่นั่งถวายไปยังที่ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกโดยทรงนำพวงมาลัยถวายสักการะสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดา

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับรถเข็นไฟฟ้าผ่านตามเส้นทางพระราชดำเนิน มีประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าวต่างมารอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรอรับเสด็จ หลายคนที่ได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดต่างมีความปลาบปลื้มปิติอย่างหาที่สุดมิได้ ต่างพนมมือและก้มกราบพร้อมเปล่งเสียง “ ทรงพระเจริญ ” ดังก้อง

จากนั้นรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประดิษฐ์ ปัญจวีนิน ได้เข็นรถพระที่นั่งผ่านทางลาดด้านอาคาร 100ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์และเสด็จ ฯ ยังศาลาศิริราช 100 ปี เพื่อนำพวงมาลัยถวายราชสักการะพระรูปหล่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประทับรถเข็นพระที่นั่งไฟฟ้าและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ ปัญจวีนิน หัวหน้าสำนักงานศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เข็นรถพระที่นั่งถวาย ไปยังที่ท่าน้ำศิริราชเพื่อเสด็จฯไปสักการะ พระพุทธเมตตาคุณากร และใช้เวลาช่วงหนึ่งประทับบนรถเข็นพระที่นั่งประทับเพื่อทอดพระเนตรสายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาและทัศนียภาพโดยรอบ กระทั่งเวลา 21.25 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จฯไปปฎิบัติพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวัง แจ้งว่า สำนักพระราชวังยังคงเปิดให้ประชาชนได้ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ศาลาศิริราช 100 โรงพยาบาลศิริราชต่อไป

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 27, 2553

ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน


ความสำเร็จในแวดวงวิชาการ สามารถช่วยให้ก้าวเข้าไปเป็นชนชั้นนำของสังคมไทยได้ หากแต่ บุญสนองได้เลือกทางเดินที่ไม่มีใครเดิน โดยจัดตั้งพรรคสังคมนิยมขึ้น ซึ่งนั่นเหมือนกับการทรยศต่อชนชั้นตัวเอง และด้วยความผิดนี้นี่เองที่ทำให้ บุญสนอง ถูกลอบสังหาร


โดย ดร.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ , อิทากะ นิวยอร์ค
27 กุมภาพันธ์ 2553

ภายหลังจากการลอบสังหาร บุญสนอง บุณโยทยาน เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ได้ไม่นาน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาคือ คาร์ล ทรอกกี (Carl Trocki) ได้เขียนคําไว้อาลัยที่ลึกซึ้งและกินใจไว้ในวารสาร Bulletin of Concerned Asian Scholars (Vol.9, 1977) ที่ครอบคลุมความเป็นนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองผู้มีอุดมคติ ของ บุญสนอง บุณโยทยาน

รวมทั้งได้รวมคำสัมภาษณ์ของ นอร์แมน พีแกม แห่งวารสารฟาร์อิสเทอร์นอิคอนอมิครีวิว ทั้งคำสัมภาษณ์และบทความของ คาร์ล ทรอกกี ได้ยืนยันถึงความยอดเยี่ยมทางวิชาการของบุญสนอง แต่ที่สำคัญคือได้แสดงให้เห็นถึง การมีปฏิภาณอันเฉียบแหลม ไม่หวาดหวั่น มีความเป็นมนุษย์ และมีจิตใจที่เป็นธรรม

บทความนั้นแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในแวดวงวิชาการที่สามารถช่วยให้ก้าวเข้าไปเป็นชนชั้นนำของสังคมไทยได้ หากแต่ บุญสนองได้เลือกทางเดินที่ไม่มีใครเดิน โดยจัดตั้งพรรคสังคมนิยมขึ้น ซึ่งนั่นเหมือนกับการทรยศต่อชนชั้นตัวเอง และด้วยความผิดนี้นี่เองที่ทำให้ บุญสนอง ถูกลอบสังหาร

การสังหาร บุญสนอง อย่างเหี้ยมโหดนั้นเป็นการกระทำที่มุ่งหวังจะสั่งสอน

ทั้งนักศึกษา อาจารย์ และปัญญาชนที่ก้าวหน้าให้รู้ว่าพวกเขาไม่ควรจะกระทำการทรยศต่ออำนาจผูกขาดของชนชั้นนำ ขุนนางและพลพรรคที่เป็นนายทุน

แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว ๓๔ ปี แต่สภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจที่มองด้วยแนวทางการเมืองของ บุญสนอง แทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักกี่มากน้อย รอยร้าวและความแตกแยกในสังคมยิ่งทวีความเลวร้ายมากขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองที่หาข้อยุติได้ยากในบรรดากลุ่มหรือชนชั้นต่างๆ ในสังคม

การหวนรำลึกถึง บุญสนอง ในวันนี้อาจทำให้เราทบทวนและพิจารณาถึงความมีปัญญาของ บุญสนอง ที่จะนำไปสู่การคิดด้วยการตั้งคำถาม “ถ้า...อย่างนั้น ถ้า...อย่างนี้” ที่จะช่วยเสนอเป็นแนวทางที่จะนำสังคมไทยหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ได้

ความเรียงอย่างสั้นนี้ต้องการจะหวนรำลึกถึงชีวิตของ บุญสนอง ที่พึงจะจดจําเขาในฐานะที่เป็นบุคคลหนึ่ง เป็นพ่อ เป็นสามี และเป็นเพื่อน

ข้าพเจ้าต่างจากคนอื่นที่สนิทกับบุญสนองเป็นอย่างดีมานาน ตรงที่ข้าพเจ้าได้รู้จักบุญสนองเพียงชั่วเวลาไม่กี่ปี (๒๕๑๑-๒๕๑๙)

ในยามที่เราทั้งสองยังเป็นหนุ่ม และทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าดูสดใส น่ายินดี มีโอกาส และมีความหวัง เมื่อข้าพเจ้าไปถึงมหาวิทยาลัยคอร์แนลเพื่อศึกษาต่อปริญญาเอกในปี๒๕๑๑ นั้น บุญสนอง อยู่ที่นั่นแล้วเช่นเดียวกับนักศึกษาไทยอีกหลายคนที่มาศึกษาต่อก่อนหน้า

ผู้ที่อาวุโสกว่าได้จัดงานพบปะสังสันท์ให้กับนักศึกษาใหม่อย่างข้าพเจ้า พวกเราส่วนใหญ่ที่มาถึงในปีนั้นหรือเวลาใกล้เคียง (เช่น ฉลาดชาย รมิตานนท์, ยุพา คลังสุวรรณ, บัณฑร อ่อนดำ, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ปรานี วงษ์เทศ) ต่างก็ทึ่งในความสำเร็จของรุ่นพี่อย่าง บุญสนอง บุณโยทยาน ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ วารินทร์ วงศ์หาญเชาวน์ และปราโมทย์ นาครทรรพ

ซึ่งกลุ่มหลังนี้มักจะเป็นผู้สร้างบรรยากาศและคิดหัวข้อการสนทนาในวงเสวนาที่ทำกันเป็นประจำที่หอพักเมเปิลวูดส์ ย่านชานเมืองมหาวิทยาลัยที่วารินทร์พำนักอยู่

เวลานั้นเป็นยุคทศวรรษ ๖๐ และ ๗๐ (1960-1970) ซึ่งคนหนุ่มสาวพากันตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ และให้ความสนใจกับเรื่อง ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตย การต่อสู้ทางชนชั้น และลัทธิทหาร เป็นต้น

สงครามเวียดนามถึงจุดสูงสุดและประเทศไทยก็เข้าไปพัวพันอย่างลึกซึ้งกับสงครามของอเมริกา นักศึกษาไทยในคอร์แนลไม่พอใจกับการเข้าร่วมสงครามของไทย โดยเฉพาะการใช้ฐานทัพในประเทศไทยในการทิ้งระเบิดเวียดนาม ลาวและกัมพูชา หลายคนได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านสงครามทั้งในมหาวิทยาลัยและที่อื่นๆ

เรามีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยถ้าหากอเมริกาต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ พวกเราที่เข้าร่วม” การสัมมนา” ประจำสัปดาห์ที่หอพักของวารินทร์เห็นพ้องต้องกันว่าเผด็จการถนอม-ประภาสต้องรับผิดชอบต่อการนำประเทศไปสู่หนทางอันตรายโดยยืนข้างอเมริกา และประเทศไทยต้องขจัดเผด็จการทหารออกไป

เราพูดคุยถึงสิ่งที่พอจะทำได้และควรจะทำเพื่อให้ประเทศดีขึ้นหลังจากเราจบการศึกษาและกลับไป

ทำงานในประเทศไทยแล้ว เราพูดคุยถึงเรื่องการเมือง การปฏิรูป มหาวิทยาลัย การจัดตั้งสถาบันวิจัยที่เป็นอิสระ การเขียนบทความการเมืองและสังคมลงตีพิมพ์ในวารสาร และอื่นๆ

เมื่อใดก็ตามที่บุญสนองอยู่ด้วยเขาจะเป็นจุดเด่นของวงเสวนาด้วยเสียงอันดังและการโต้แย้งอย่างมีน้ำหนัก ทำให้คนอื่นต้องเป็นฝ่ายฟังเป็นส่วนใหญ่ ข้าพเจ้ายอมรับว่าสิ่งที่พูดคุยในวงเสวนานี้ตรงกับใจข้าพเจ้าและยิ่งชื่นชอบมากขึ้น เมื่อผนวกกับการจิบไวน์มาเทรียสอย่างไม่อั้น

เราแน่ใจว่าการประชุมของเราเป็นเรื่องสำคัญและเราเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเราไม่ธรรมดาเพราะเราดื่มไวน์ ส่วนพวกเราจะมีคุณูปการต่อสังคมไทยมากน้อยแค่ไหนให้เป็นเรื่องที่ผู้อื่นจะตัดสินเอง ข้าพเจ้าเพียงต้องการจะระลึกถึงเพื่อนของข้าพเจ้า บุญสนอง บุณโยทยาน


นักศึกษาปริญญาโทและเอกไทยในเวลานั้นส่วนใหญ่มีครอบครัวแล้ว และหลายคนมีลูกเล็กด้วย บุญสนองและพี่ทัศนีย์มีลูกสาวชื่อ ‘กุ๊กไก่’ ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับ ‘ทวน’ ลูกของเรา ข้าพเจ้ามักจะพบถ้าไม่บุญสนองก็พี่ทัศนีย์เมื่อเราไปส่งลูกที่สถานรับเลี้ยงเด็ก จำได้ว่าเจ้าของบ้านที่เปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กย่านกลางเมืองเป็นหญิงผิวดำใจดีซึ่งทุกคนเรียกเธอว่า ‘คุณยายคันนิ่งแฮม’

บุญสนองกับข้าพเจ้ามักจะได้สนทนากันสั้นๆ เกือบทุกเช้าที่บ้านของมาม่าคันนิ่งแฮม ในระหว่างที่บุญสนองพยายามหว่านล้อมกุ๊กไก่ให้เลิกกอดขาพ่อแล้วไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งต่างจากทวนซึ่งไม่เคยรีรอที่จะไปเล่นกับเพื่อนๆ ในบ้านคุณยายคันนิ่งแฮม แต่กุ๊กไก่ไม่อาจทำใจที่จะแยกจากพ่อแม่ของเธอ

ข้าพเจ้ายังจำได้อีกว่า บุญสนอง ชอบที่จะแหย่และยั่วเพื่อนผู้มาใหม่

เหตุการณ์หนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ดีเมื่อปลายทศวรรษที่ ๗๐ บุญสนอง ชวนข้าพเจ้านั่งรถไปกับเขาเพื่อร่วมงานสังสันทน์กับนักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือของอิทะกะ ๖๐ ไมล์ อาจารย์เจริญ คันธวงศ์เป็นประธานสมาคมนักเรียนไทยในซีราคิวส์ บุญสนองยังได้ชวนนักศึกษาที่เพิ่งมาใหม่อีกคนคือ อานันท์ กาญจนพันธ์ ซึ่งเพิ่งมาถึงคอร์แนล เพื่อศึกษาวิชาประวัติศาสตร์

บุญสนอง ใช้เวลาทั่งชั่วโมงตลอดการเดินทางเพื่อ “ อัด” อานันท์ผู้น่าสงสารเรื่องคุณค่าของวิชาประวัติศาสตร์ เขายืนยันว่ามีการเขียนประวัติศาสตร์ไทยไว้มากมายเพียงพอแล้วทั้งโดยนักวิชาการไทยและต่างประเทศ “ จะมีอะไรเหลือให้ศึกษาอีก” เขาถามพร้อมกับขยิบตา อานันท์ผู้ไม่เคยจนแต้มมาก่อนกล่าวตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนถึงคุณค่าอันน่าสงสัยของวิชาสังคมวิทยาและสังคมศาสตร์อื่นๆ เขาย้อนถามว่า “ แล้วทฤษฎีนามธรรมมันดียังไง”

นั่นเป็นช่วงก่อนที่อานันท์จะเลิกเรียนประวัติศาสตร์ แล้วหันไปศึกษามานุษยวิทยาในอีกหลายปีต่อมา ข้าพเจ้าได้แต่นั่งฟังอย่างมีความ
สุขกับการโต้เถียงกันนี้ บุญสนองเองก็สนุกสนานกับการโต้เถียงนี้ แต่อานันท์คงไม่ค่อยจะสนุกเท่าไหร่นัก


ข้าพเจ้าได้ติดต่อกับบุญสนองครั้งสุดท้ายที่คอร์แนลเมื่อเราทราบว่าเขาได้รับเลือกให้ไปทำวิจัยรับเชิญที่มหาวิทยาลัยฮาวาย สมัยนั้นมิใช่เรื่องง่ายที่นักศึกษาไทยจะได้รับงานที่มีเกียรติเช่นนั้น พวกเราภูมิใจในตัวบุญสนองมาก แต่ลึกๆแล้ว หลายคนคงรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง อย่างไรก็ดีบุญสนองได้ชี้ให้เราเห็นหนทางที่จะสร้างชื่อเสียงในวงวิชาการระหว่างประเทศเช่นเดียวกับเขา ข้าพเจ้าจำได้ว่าพวกเรายังเรียกตำแหน่งใหม่เขาอย่างล้อเล่นว่า “นักวิจัยรับเชิญ” (Visiting Fellow)

จากการที่ได้งานใหม่นี้ บุญสนองต้องจากอิทากะไปก่อนที่หอพักของเขาจะหมดเวลาเช่า เป็นโชคดีที่ข้าพเจ้าก็กำลังหาที่พักใหม่ภายในมหาวิทยาลัยเช่นกันจึงได้เข้าไปอยู่ต่อแทน สมัยนั้นหอพักฮาสบรูกถูกออกแบบให้สำหรับนักศึกษาปริญญาโทและเอกที่มีครอบครัวแล้ว โดยเฉพาะผู้มีที่มีลูก แต่ทุกวันนี้หอพักเหล่านี้ได้เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาทุกคนอันเป็นผลจากกฎหมายห้ามการแบ่งแยก

เมื่อ บุญสนอง และพี่ทัศนีย์ได้ย้ายออกไป ได้ทิ้งเครื่องครัวและจานเมลามีนหลายชิ้นและชามอีกหนึ่งใบไว้ เชื่อหรือไม่ว่า ผ่านมา ๔๐ ปีแล้วข้าพเจ้าก็ยังมีจานเมลามีนและชามใบนั้นอยู่ ของเหล่านี้ได้ติดตามข้าพเจ้าไปหลายที่ที่ข้าพเจ้าย้ายไป น่าอัศจรรย์ที่จานชามนี้ได้กลับมาอยู่ที่อิทากะ นิวยอร์ค อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ายังคงใช้จานชามเหล่านี้อยู่เป็นประจำ แม้มีรอยบิ่นขีดข่วนแต่ก็ยังใช้การได้


บุญสนองโปรดปรานการพูดคุยสนทนาที่ออกรสออกชาด ชอบการสมาคม เป็นคนที่พูดคุยด้วยได้ง่าย และหามิตรใหม่ได้เสมอ และเขามักจะได้เพื่อนแบบที่ดูจะ ‘เหลือเชื่อ’

หลังจากกลับมาทำวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ในไทยได้ปีหนึ่งข้าพเจ้าก็เดินทางกลับไปอิทากะโดยผ่านทางฮาวายเมื่อปี ๒๕๑๕ ขณะนั้นบุญสนองได้กลับไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว โฮโนลูลูเป็นด่านแรกของการเข้าสู่ประเทศอเมริกา การเดินทางเที่ยวนั้นข้าพเจ้าต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรที่สนามบิน ข้าพเจ้าเป็นกังวลที่จะต้องผ่านด่านตรวจ เพราะในบรรดาข้าวของของข้าพเจ้ามีหม้อดินเผาสังคโลกที่ซื้อไว้ตอนไปเที่ยวสุโขทัย ที่แม้ของชิ้นนี้จะเล็กและไม่มีค่าอะไร แต่ข้าพเจ้าก็ยังกลัวว่าจะโดนริบหรือเก็บอากรขาเข้าในอัตราที่สูง

หลังจากกวาดตามองช่องทางผ่านด่านต่างๆแล้ว ข้าพเจ้าก็เลือกเอาช่องที่มีเจ้าหน้าที่ผิวดำประจำอยู่ โดยหวังว่าเขาจะให้ความเห็นใจต่อบุคคลที่เป็นชนกลุ่มน้อยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่คนนี้ร่างใหญ่ราวกับหมีสูงกว่าหกฟุตสี่นิ้วและหนักประมาณสามร้อยปอนด์ ข้าพเจ้าคิดผิด เจ้าหน้าที่บอกให้เปิดกระเป๋าและตรวจดูของทุกชิ้น เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า แต่อาจจะเป็นเพราะได้ข่าวมาว่าจะมีการขนยาเสพติดมาจากดอนเมือง เจ้าหน้าที่จึงได้รับคำสั่งให้เปิดกระเป๋าตรวจทุกใบที่น่าสงสัยที่มาจากประเทศไทย หนวดเคราและผมเผ้ายาวของข้าพเจ้าอาจเป็นสาเหตุให้ถูกตรวจค้น ไม่ว่าจะอย่างไร ชายร่างใหญ่ผิวดำนี้ตะคอกถามถึงหม้อดินเผาสังคโลก ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้อธิบายว่าคืออะไร และกำลังจะรับสารภาพว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่านี่เป็นของหนีภาษีหรือไม่

แต่เจ้าหน้าคนนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า วัตถุโบราณนี้สามารถนำเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี แล้วในทันใดเขาก็ถามข้าพเจ้าด้วยภาษาไทยอันชัดเจนว่า “คุณรู้จักบุญสนองหรือเปล่า”

ลองนึกถึงสีหน้าประหลาดใจของข้าพเจ้าในตอนนั้น ข้าพเจ้านิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ชายที่ดูน่ากลัวนี้หัวเราะออกมาดังลั่นบอกว่า คุณต้องรู้จักบุญสนองแน่เพราะอยู่คอร์แนล หลังจากรวบรวมสมาธิได้ข้าพเจ้าก็พูดคุยอย่างสนุกสนานกับเขา ถึงชีวิตทหารช่วงสงครามเวียดนาม และเป็นมาอย่างไรจึงได้รู้จักบุญสนองในฮาวายจนกลายเป็นเพื่อนกัน แย่หน่อยที่ข้าพเจ้าได้ลืมชื่อเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาคงจะมีเรื่องเล่ามากมายมาเล่าให้ฟัง


หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว บุญสนองจะแวะแวียนมาหาที่คณะรัฐศาสตร์อยู่เนืองๆ เพื่อรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันที่โรงอาหารของคณะ ขณะนั้นเขาได้ตัดสินใจที่จะลงสู่เวทีการเมืองแล้ว

เขาไม่ได้มาคุยเรื่องการเมือง เพียงแต่จะได้มาเจอกันไม่ห่างหายไปเท่านั้น ส่วนมากเขาจะออกมาจากห้องทํงาานที่คณะรัฐศาสตร์ของปราโมทย์ นาครทรรพ ทั้งบุญสนอและปราโมทย์เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันตั้งแต่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งคู่ตัดสินใจทิ้งงานวิชาการเพื่อเข้าสู่การเมือง

ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกับเพื่อนอีกหลายคน ที่ประหลาดใจกับความมุ่งมั่นต่อภารกิจเพื่อมวลชนของบุญสนองที่จะจัดตั้ง และนำพาพรรคสังคมนิยมในประเทศที่อนุรักษ์นิยมอย่างยิ่งเช่นประเทศไทย

เราทุกคนทราบดีถึงอันตรายแต่บุญสนองยืนยันว่า เขาไม่หวาดหวั่นและมีปืนพกติดตัวไว้ป้องกันตัว พวกเราเป็นห่วงกังวลความปลอดภัยของเขาแต่ก็นับถือความมุ่งมั่นและการอุทิศตัวของเขา

การลอบสังหารเขาในเวลาต่อมานำความเศร้าโศกเสียใจมายังพวกเราทุกคน แม้จะมีผลทำให้พวกเราเศร้าหมองแต่ก็ยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งในขบวนเหยียดยาวของเพื่อนฝูง ผู้นิยมชมชอบ และนิสิตนักศึกษาที่ไปร่วมพิธีศพ

ความตายของบุญสนองให้บทเรียนสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เราอาจจะไม่มีความกล้าหาญหรือกล้าเผชิญอย่างบุญสนอง แต่เราก็สามารถทำสิ่งเล็กๆ ตามความเชื่อที่เรายึดมั่นได้ พวกเราหลายคนพยายามจะทำอะไรที่มีความหมาย มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองภายในระบบราชการ ข้าพเจ้าก็ทำเช่นนั้นแต่เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ประสบการณ์นั้นสร้างความผิดหวังให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเลือกทางออกที่ง่ายๆ โดยตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตการทำงานที่เหลือในสถาบันการศึกษาที่มีบรรยากาศที่ปลอดภัย

ข้าพเจ้าลาออกจากงานที่ธรรมศาสตร์และรัฐบาลเปรม แล้วกลับไปที่คอร์แนลเพื่อสอนนักศึกษาให้รู้จักมีศรัทธาความเชื่อมั่นและการค้นหาความจริง ความเชื่อมั่นที่มีต่อความยุติธรรมในสังคมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่บุญสนองให้แรงบันดาลใจกับข้าพเจ้านี้ ได้ถูกย้ำเตือนปลูกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าหยิบจานเมลามีนและชามใบนั้นที่บุญสนองทิ้งไว้ให้

หลายปีผ่านไปข้าพเจ้ายังนึกถึงรอยยิ้มและเสียงอันดังกังวานของเขา
*******************

"กลุ่มนักคิดนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม" ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม"

เพื่อรำลึกถึงการครบรอบ 34 ปีของการสูญเสียดร.บุญสนองบุณโยทยาน

ร่วมรำลึกโดยผู้ร่วมอุดมการณ์

-จรัล ดิษฐาอภิชัย
-วัฒน์ วัลยางกูร
และ ทองธัช เทพารักษ์

หลังจากนั้น เชิญฟังการพูดคุยในหัวข้อ "บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย"

โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และ คำ ผกา
ดำเนินรายการโดย วาด รวี

ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น.

คนไทยUKมอบกำลังใจแด่พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร




คำแถลงการณ์มอบกำลังใจแด่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553


ในนามผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก

อย่างที่เป็นข่าวคราวมาตลอดตั้งแต่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจคนไทยทั้งประเทศ เป็นผลมาจากเหตุ ที่ได้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ท่านทำงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการเพิ่มคุณภาพชีวิตอันเหมาะควรของหลัก ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ได้เพิ่มโอกาสทางด้านอาชีพ ประชาชนคนไทยได้มีอาชีพกันถ้วนหน้า นั่นหมายถึงมีรายได้เป็นของตนเอง มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เพราะมีหมอมีโรงพยาบาลใกล้บ้านและราคาสามารถจะจ่ายได้ จึงมีเรี่ยวแรงที่จะทำมาหากิน มีอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีที่ทำกินต่อไปชั่วรุ่นลูกหลาน

ท่านสามารถนำพาประเทศชาติพ้นจากวิกฤตไอเอ็มเอฟ – การเป็นลูกหนี้ นั่นคือทุกข์ แต่เมื่อประเทศไทยได้ท่านมาทำงานให้ ภาระหนี้สินผ่านพ้นไปในเวลาอันสั้น ประหยัดดอกเบี้ยไปหลายหมื่นหลายพันล้าน และกลับกลายพลิกสถานการณ์ จากประเทศที่เป็นลูกหนี้ไปสู่การเป็นประเทศที่ได้เป็นเจ้าหนี้บ้าง อีกทั้งยังมีเงินสำรองคงคลังมากกว่ายุครัฐบาลก่อนๆในอดีตอย่างไม่เคยปรากฎ ประชาชนคนไทยมีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีความภูมิใจเมื่อได้พูดจา บอกเล่าเรื่องราว แม้เพียงคำว่า “ดิฉันเป็นคนไทยค่ะ” หรือ “กระผมเป็นคนไทยครับ” มันก็เกิดปิติใจอย่างมากมายไม่อาจบรรยายต่อได้

ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราวมากมายที่บรรยายในที่นี้คงจะต้องการพื้นที่เป็นพัน เป็นหมื่น หน้ากระดาษ ทั้งเรื่องโครงการและผลตอบรับที่ประชาชนคนไทยสัมผัสได้ พิสูจน์ได้ จากช่วงเวลาที่ ท่านพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำไว้ในสมัยที่ท่านมีโอกาสได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพียง 4 – 5 ปี แม้เป็นเวลาอันสั้นนัก แต่นั่นคือ คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชนคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและกระจายอยู่ทั่วโลกสามารถสัมผัสได้จริง อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย

และแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 (เมื่อวานนี้) เหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนคนไทยทั่วโลกคงจะต้องจดจำ นั่นก็คือ คำพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 46,373,687,454.74 บาท ( สี่หมื่นหกพันสามร้อยเจ็ดสิบสามล้านหกแสนแปดหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยห้าสิบสี่บาทเจ็ดสิบสี่สตางค์) เงินจำนวนนี้คงไม่ได้สลักสำคัญสำหรับ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ท่านนายกในดวงใจของเราสักเท่าใดนัก

เพราะที่ผ่านมา เงินทั้งหมดในจำนวน เจ็ดหมื่นหกพันล้านบาทเศษ ได้ถูกอายัดไว้ถึง 3 ปี ไม่มีการแตะต้องใดๆ ท่านทักษิณและครอบครัว ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย

อีกทั้งส่วนตัวท่านเองก็ยังคงแสวงหาความรู้ และความคิดก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการทำธุรกิจต่างๆหลายๆแขนงในหลายๆประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว นั่นก็เพราะท่านไม่ได้ยึดติดอยู่กับเงินจำนวนนี้แม้แต่น้อยนั่นเอง แต่ความสำคัญสำหรับ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ ก็คือบทเรียนที่มีความหมายแม้ยังไม่ถึงที่สุด อีกทั้งกำลังใจแม้ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในทันทีทันใดหลังจากการได้รู้และได้ยิน ความหมายมันมากมาย แทรกซึม และทะลวงลึกลงไปในความรู้สึกยิ่งนัก ไม่ใช่เฉพาะท่านและครอบครัว มันคือความเป็นจริงที่แม้คาดคิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าจะสัมผัสได้จริงๆ คงต้องจดจำกันไปอีกนาน อีกหลายชั่วอายุคน

แต่ในช่วงห้วงเวลานี้ พวกเราเองก็ไม่อาจจะสละเวลาสำหรับการเสียใจ หรือ จิตตกกับเรื่องใดๆได้อีกต่อไป จึงขอแสดงพลังของกำลังใจทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลก มอบแด่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว แม้ว่าท่านจะถูกกระทำจาก วิกฤติของความอคติ และการกลั่นแกล้งรุนแรงมากมายเพียงใด พวกเราผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม อีกทั้งกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก ก็ขอยืนยันจะอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจอันเข้มแข็ง อีกทั้งจะขอชื่นชมการกระทำดีและความดีที่ท่านได้ทำไว้แล้ว กำลังกระทำ และจะได้กระทำต่อไปในอนาคตอีกด้วย

พวกเรายืนยันจะต่อสู้ยืนหยัดในการทวงคืนประชาธิปไตยและความยุติธรรมโดยการยึดหลัก สงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ จะเอาสติเป็นที่ตั้ง เอาปัญญาเป็นแนวทางการปฎิบัติ จะให้คนพาลมายั่วยุเป็นอย่างอื่นมิได้ แนวทางสันติเท่านั้นจะจรรโลงประเทศชาติต่อไป

ขออธิษฐานจิต ด้วยบารมีแห่งการทำความดีทั้งปวงที่พวกเราได้ทำมาดีแล้วทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ขอจงน้อมนำให้ ท่าน พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และ ครอบครัว ประสบแต่ความสุข มุ่งหวังสิ่งอันเป็นการไม่เบียดเบียนแล้ว ขอให้ได้สมดังปรารถนา มีความเจริญในคุณงามความดี เกียรติยศ ชื่อเสียง และมนุษยสมบัติ ตลอดกาลนาน อีกสิ่งชั่วร้ายแม้คนคิดกล้ำกราย ก็ขอให้แพ้ภัยตนเองไปในที่สุดโดยเร็ววันเทอญ

สาธุ

คณะผู้บริหารเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอม

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และ

สมาชิกเวปไซต์คนไทยยูเคดอทคอมทั่วโลก

โดย คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ หรือป้าอุ๊ Thai Tiger ประธานเวบไซด์คนไทยยูเค

คุณยายปิ่น

คุณชานามี่

คุณปุ้ยน่ารัก

คุณอั๋นเรดอาร์มี่

คุณโนคาร์โนเนชั่น

คุณเอ็กซอร์ซิส

คุณน้อยหน่า

คุณชีกกี้

คุณมายเรดวัน

คุณนาตาลี

คุณประชาชน

คุณเมษา

และสมาชิกทุกท่านที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมดในที่นี้

คำประกาศแดงสยาม


แดงสยาม-แดงสยามจัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงระหว่าง25-27กุมภาพันธ์ เริ่มเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป เชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยเข้าร่วมการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:นายจักรภพ เพ็ญแข ได้เขียน "คำประกาศแดงสยาม วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๓" และนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ได้นำไปอ่านบนเวทีท้องสนามหลวงในค่ำวันเดียวกัน โดยมีเนื้อความดังต่อไปนี้


แดงสยามกำเนิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว ตามสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของปวงชนชาวไทย โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใด คนไทยทุกคนที่เคารพในตนเองและผู้อื่น ด้วยจิตใจอันเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือสมาชิกโดยธรรมชาติของแดงสยาม

นานมาแล้วที่คนไทยถูกปฏิเสธสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อด้วยอำนาจรัฐแบบเผด็จการ จนลุ่มหลงในทิศทางอันเป็นมิจฉาทิฐิ ระบบใดๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบอบอันฉ้อฉล ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมทั้งของสังคมและสมาชิกทุกผู้ทุกนาม

เราถูกทำให้เชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ความเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์และปรัชญาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

เราถูกทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งเลวร้าย พรรคการเมืองไม่ใช่ทางออก สู้ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่ได้

เราถูกทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจอุปถัมภ์แบบอำมาตย์เป็นครรลองหลักของวิถีไทย ทั้งๆ ที่ผู้ชี้นำดำรงสภาพอยู่ในทุนนิยมชนิดล้าหลังและกำปัจจัยที่บันดาลความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด

เราถูกทำให้เชื่อว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ทั้งๆ ที่กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง ระบบราชการ ระบบการศึกษา สื่อมวลชน เป็นต้น ล้วนสนับสนุนความเป็นเผด็จการแทบทุกมิติ


แดงสยามต้องการให้ปวงชนชาวไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในบ้านเมืองและจะต่อสู้โดยไม่หยุดยั้งถึงจะใช้เวลานานขนาดข้ามรุ่นข้ามสมัย

โดยประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ต้องมีปัจจัยชี้ขาดดังต่อไปนี้

๑. อำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทย

๒. บุคคลต้องมีเสรีภาพอันบริบูรณ์

๓. สังคมต้องเสมอภาค

๔. กฎมายต้องศักดิ์สิทธิ์และเป็นธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

๕. ผู้ถืออำนาจรัฐแทนประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง


ขอเชิญปวงชนชาวไทยได้ตื่นขึ้นรับความสว่างอันเกิดขึ้นจากระบอบประชาธิปไตย และเห็นความมืดมนของฝ่ายเผด็จการที่ครอบงำสังคมไทยมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นเพื่อตัวเราและปวงชนชาวไทยรุ่นต่อๆ ไป

นี่คือภารกิจ “แดงสยาม”.

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(27ก.พ.):งาช้างไม่งอกจากปากหมา


This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned


โดย นักข่้าวชาวรากหญ้า
27 กุมภาพันธ์ 2553

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***

***งาช้างไม่งอกจากปากหมา ฉันใด, ความยุติธรรมก็ไม่งอกจากมดลูกเผด็จการ ฉันนั้น ดังนั้นคนเสื้อแดงก็เลยไม่เคยต้องลุ้น และก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายแต่อย่างใดว่า ผลลัพธ์ก็ต้องออกมายังงี้อยู่แล้ว ถือว่าเป็นไปตาม"หวยล็อก"ครับว่าจะออกมาในสูตร"ยึดบางส่วนและคืนเงิืนให้ทักษิณบางส่วน" นัยว่าเพื่อหวังให้เกิดการประนีประนอมกันขึ้น.. ที่จะเสียหายที่สุึดก็คือ"ความน่าเชื่อถือ"ของกระบวนการยุติธรรมไทยนั่นแหละ***

***และต่อไปนี้ที่ฝ่ายมารเคยปรามาสว่า เสื้อแดงสู้ด้วยน้ำเลี้ยงจากเงินทักษิณ หรือสู้เพราะทักษิณจ้างมา ก็จะได้หมดปัญหาไปซะที ในเมื่อทักษิณโดนยึดเงินไปซะ46,373ล้านบาท และคืนมาให้ทักษิณ30,247ล้านบาทซะแล้ว เสื้อแดงจะฝ่อลงไป ประเทศไทยจะสงบเหมือนที่พวกฝ่ายเผด็จการอำมาตย์มารกับสมุนบริวารคิืดหรือไม่ หรือยิ่งจะทำให้คนไทย"หูตาสว่าง"เป็นไฟไหม้ลามทุ่ง ต่อสู้้เพื่อเพรียกหาึความยุติธรรม และจัดตั้ง"ศาลประชาชน"ขึ้นในวันที่ประชาชนชนะ ชำระล้างปฏิกูลโสมมในสังคมไทย***


***สำนักข่าวบลูมเบิร์กเปรียบเปรยได้ดีครับว่า จะหาว่าทักษิณรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่สมัยเป็นนายกฯทำให้หุ้นขึ้นร่ำรวยเลยต้องยึดทรัพย์นี่ลองดูตัวเลขต่อนี้ไปหน่อย

Shin shares gained 121 percent from when Thaksin took office on Feb. 9, 2001, to when his family sold the company on Jan. 23, 2006, compared with a 128 percent gain in the benchmark SET index, according to data compiled by Bloomberg. Siam Cement Pcl, Thailand’s fourth-biggest company, which is controlled by the monarchy’s investment arm, gained 717 percent in that time.


แปลสั้นๆแบบสรุป ตั้งแต่ทักษิณเป็นนายกฯถึงวันขายหุ้นออก หุ้นSHINขึ้นมา 121% เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมช่วงเดียวกันขึ้น128% ส่วนหุ้นSCC หรือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขึ้นมา 717%ในช่วงเวลาเดียวกัน...!?***

***ระหว่างรอชุมนุมใหญ่กับ3เกลอ14มีนาคม ช่วงนี้แดงสยาม ที่เพิ่งตั้งให้จักรภพ เพ็ญแข เป็นประธาน ดำเนินงานโดยสุรชัย แซ่ด่าน จัดชุมนุมปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่25 ต่อเนื่อง 26 ไปถึง 27 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้่นไปที่ท้องสนามหลวง ก็เรียนเชิญทุกท่านพบกันครับ มาแค่ตัวเปล่าๆกับร่มกันฝนก็พอนะครับ อย่่าหยิบจับอะไรอย่างอื่นมาด้วย เดี๋ยวมันจะยุ่ง***

***รัฐบาลอภิชนไม่สนใจความทุกข์ของกรรมกร ดังนั้นเราก็ต้องดูแลกันเอง 27 กุมภาพันธ์นี้ เชิญร่วมกิจกรรม “8 เดือนการต่อสู้สู่ก้าวต่อไปของคนงานหญิงไทรอัมพ์ฯและขบวนการแรงงาน” ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน ดินแดง กรุงเทพฯ เวลา 12.00 – 22.00 น.ในโอกาสครบรอบ 8 เดือนเต็ม ที่คนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ถูกเลิกจ้าง1,959 คน สอบถามรายละเอียดได้ที่ 089-2583641***


***กลุ่มสื่อประชาธืปไตย ขอเรียนเชิญพี่น้องที่สนใจทำกิจกรรมด้านสื่อประชาธิปไตย ร่วมระดมความคิดกับสื่อประชาธิปไตย
บ่ายโมง-สี่โมงเย็น วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ตามรายละเอียดข้างบนจ้า***

***กลุ่มนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม" พบกับ

-จรัล ดิษฐาภิชัย
-วัฒน์ วรรลยางกูร
-ทองธัช เทพารักษ์

และร่วมหาคำตอบว่า

"บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย" กับ

-ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
-วาด รวี
-และคำ ผกา

พร้อมทั้งการแสดงภาคศิลปวัฒนธรรม (ดนตรี บทกวี) วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

ดร.บุญสนองเกิดปี 2479 เดือนธันวา เป็นคนเหนือ จบมงฟอร์ต เรียนรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสังคมวิทยาที่คอร์แนล กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะสังคมวิทยา มธ. ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็น 1 ใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ..ดร.บุญสนองเสียชีวิตเพราะถูกยิงที่หน้าบ้าน วันที่ 28 ก.พ.2519 สิริรวมอายุเพียง 40 ปี ขณะเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เตรียมการเลือกตั้งหลังจาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชยุบสภาในปี 2518 กรรมการพรรคสังคมนิยมฯได้แก่ สมคิด ศรีสังคม อินสอน บัวเขียว ชัยวัฒน์ สุรวิชัย โดยการก่อตั้งพรรคได้รับการชักชวนจากธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาในเวลานั้น***


***นปช.สุรินทร์ แดงทั้งแผ่นดิน (เราคือภาคประชาชน) แจ้งช่าวมา จะทำการขอรับบริจาค เงิน และอาหารเพื่อเป็นเสบียง ใช้ในการร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่อมาตยา สนับสนุน นปช.ส่วนกลาง ในวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 16.00 -20.00 น. โดยประมาณ ณ ร้านอาหาร ส.ปลาเผา ปั๊ม ปตท. หน้าเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กำลังใจอันดีแก่ผู้นำมวลชนทุกอำเภอที่จะนำทัพร่วมชุมนุม และเป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนผู้มีกำลังทรัพย์ได้แสดงความจริงใจสนับสนุนกิจกรรมของ นปช.แห่งชาติ

นปช.สุรินทร์คณะผู้ดำเนินงานยังขาดทุนทรัพย์ และ อาหาร จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ผู้มีอุปการคุณที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายนปช. แห่งชาติ(แดงทั้งแผ่นดิน) ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของตามกำลังสมควร พร้อมกันนี้ขอเชิญร่วมรับประทานอาหารค่ำ ทำบัตรสมาชิก นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พบปะคนมีอุดมการณ์เดียวกันในวันและเวลาดังกล่าว***

***คุณหลุยส์ เรดอินเจแปนแจ้งข่าวจากญี่ปุ่น กลุ่มเรดอินเจแปน จะได้มีการจัดงานในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่มเวลา9.30น.(เวลาท้องถิ่น)ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านในญี่ปุ่นและทั่วทุกมุมโลกร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อขยายฐานข้อมูลข่าวสาร และประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยกับเราชาวเรดอินเจแปน งานนี้นายกฯทักษิณ ชินวัตร และจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาร่วมงาน พบกันที่ร้านอาหารไทยดาวอุดร อำเภอโชชิ จังหวัดชิบะ

วิทยากรร่วมโฟนอินวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน

ช่วงเช้า10.00น.-11.00น. อ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน
11.15น.-12.00น. อ.สุรชัย แซ่ด่าน
12.00น.-13.00น. ผู้มาร่วมชุมมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.15น.-14.15น. ดร.จักรภพ เพ็ญแข
15.00น.- นายกฯทักษิณ ชินวัตรโพนอิน
หลังจากนายกทักษิณโฟนอินจบ คุณขวัญชัย ไพรพนา คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง ร่วมให้เกียรติโฟนอินให้กำลังใจชาวเรดอินเจแปน
" ประชาธิปไตยจะต้องเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดไป "

ปล.มีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านทางเวบไซต์นปช.USA และเครือข่าย ต่างๆ(ผังรายการเป็นเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่นซึ่งจะเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2ชั่วโมง


ติดต่อสอบถามคุณพิทักษ์ 090 6143 7059 คุณดาว 090 2436 6491 คุณอำนวย 080 6649 5102 คุณเป็ด 0479 25 7608 คุณอมร 090 7719 5949 คุณหลุยส์ 090 7416 4123***

******

***ขอเชิญเข้าร่วมอบรม โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรระยะสั้น ฉะเชิงเทรา ในวัน
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 ณ สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 087-781-0471 หรือ 087-694-3174 หรือ เต้นส์ลานประชาธิปไตย นปช.ฉะเชิงเทรา ข้างสวนสมเด็จฯ***

***พณฯท่านป๊อก ผบ.ทบ. จะเดินทางไปราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 2 มี.ค.53 มีกำหนดการดังนี้ (คร่าว ๆ)

0800 ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.41
0810 ไปพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีห้วยตึงเฒ่า
0840 ฟังบรรยายสรุป
1130 รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท
1300 เดินทางไป บน.41 กลับ กทม.

ขอเชิญพี่น้องทางเชียงใหม่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างถึงใจด้วย***

***ขอเชิญชาวเสื้อแดงไทยในเยอรมันรอบ ๆ แคว้น NRW (Nordrhein-Westfalen)และพี่น้องผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยร่วมงานวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม คศ.2010


เสื้อแดงไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เขตเมือง Dortmund จัดชุมนุม (อาหารฟรี เครื่องดื่มจ่ายเอง)เวลา 12.00 น.-19.00 น. ณ ร้าน BAKUDA,Weisenburger str.8, 44137 Dortmund สนทนาเรื่องประชาธิปไตยกับ อาจารย์ ไจ อึ๊งภากรณ์ มีวิดิโอฉายเรื่องราวการต่อสู้ -เอกสารความรู้ประชาธิปไตยในงาน

มิตรเสื้อแดงต่างถิ่น ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด คุณอำนวย Dockweiler มือถือ 0176 3818 74 07 ทุกวัน***


***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงวันนี้ หวนไปนึกถึงสีหน้าของน้องอุ๊งอิ๊งตอนรู้คำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ ที่เขาว่า1ภาพมีค่ากว่าพันคำ เป็นยังไงก็ดูกันเอาเอง***

ทักษิณ:This land bears witness...


This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้มีแถลงภายหลังทราบผลตัดสินคดียึดทรัพย์เมื่อค่ำวานนี้ โดยมีเอกสารแถลงฉบับภาษาอังกฤษด้วย เนื่องจากสื่อมวลชนต่างประเทศสนใจกรณีนี้มาก ส่วนคำแปลภาคภาษาไทยอยู่ในส่วนท้ายของข่าวนี้


An Address of Prime Minister Thaksin Shinawatra
Upon Hearing The Asset Case’s Result
Friday, February 26, 2010



Today has marked a history of Thailand’s justice system. The seized asset of more than 40,000 millions was done on a claim that I benefited from higher stock prices due to my being Prime Minister. The surplus was interpreted as wrongdoings, and was entirely seized. This must be a joke to the world. Stock rising as a result of my being Prime Minister? When stocks rise, the entire market does.

Does this resembles the dissolution of Thai Rak Thai Party? Court was used as a tool. Government was well-aware of the coming verdict. The flag pointer and the protector of this government are one same person. I foresaw this bashing. Only how. My conclusion at this point is: when the country’s economy improves, I receive no share. But when assets of my family increase, I am accused of cheating and my assets were seized. Fairly good that they return what was mine before the political years by using the price of stock even though it comes from the same amount of stock.

The whole stock market rises when it does. It is the country and global economic forces, not a result of my premiership. Other enterprises also benefit. Bangkok Bank. TPI. True. PTT. This is most political. I put on a black suit today to mourn. I mourn my own stubbornness when I refused to listen to my wife and my children advising me not to enter politics. I want to serve my country. I feel the need to pay back my fellow citizens. Let me apologize to my family. Political life is real tough. Let me be the very last victim of Thai politics. With true democracy, there will be no more victim.

Power rests with aristocrats, who constantly push the button. Law enforcement runs real fast with the opposite side. Serious lack of international standard. One person can yank the country backward. I wrote a dissertation on the Observation of the Rule of Law for my Ph.D. in Criminal Justice. But I receive no justice. I apologize to good judges who wish to uphold their institution, fearing it may all be destroyed. Because they want to get me, your institution was used for the purpose. I hope things start to get better after they did all they would to me.

I am a sensible person. If you don’t want me in politics, I will back down. I told His Majesty at one time I would not accept premiership. I announced most publicly in April 2006. Then the election was nullified, citing a laughable reason of voters having their backs outwardly. New election was set so far apart: December. They couldn’t wait so the coup it was. Prior to the coup, there were several attempts to assassinate me, which didn’t succeed. After the coup, this committee, comprised of my political enemies, was set up to make outrageous accusations of corruption. Now you can come to conclude that General Sondhi, the coup leader, was only a nominal leader. People’s Power Party won the election, to the aristocrats’ great disappointment. Prime Minister Samak was then gotten rid of. The party was also dissolved to get rid of another Prime Minister (Somchai Wongsawat).

Let me thank all of our supporters who adhere to my request not to show up during the case. You don’t want to be accused of doing all that for me. Let me face it alone. You can be angry, but with no violence. We must be patient and peace-oriented and continue to fight for democracy for future generations. For business people, do not enter politics.

I am the only Prime Minister who had been elected twice, consecutively. Let me say that all their accusations result from me performing my duties, systematically. I have no notion of cheating. Never thought of it. Never had a need to do so. And no need to be so greedy either. I put on one wrist watch at a time, not several. Why greedy? All charges of corruption were and are politically-motivated. My wife is a good teacher to our children. Never living in luxury. We no longer have to struggle. I just want to serve my country. I became the very first one whose personal assets were seized. If I had cheated, let me face death in 7-10 days. If I had not...let me cite this poem to you...

“This land bears witness.

We are student of great guru.

We do wrong, we deserve punishment.

We did not, but punished, may this sword be returned”.


I will continue to seek justice, wherever I am, in or out of the country. Today I receive no justice. Justice is to be sought. May the people judge. Look back at my years of service, not as one scene of a feature film. Look closely and you will see injustice lurking around. I will fight on peacefully. Future generations must be born to and in democracy, justice, and equality.

What has happened to me should be regarded as lessons for Thailand’s democratization. I appreciate all support and genuine concern. Again, I am sorry for my wife and my children.

Thank you very much.

******ฉบับภาษาไทย******

เอกสารข่าวคำแถลงของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังคำพิพากษาคดีทรัพย์สินฯ วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.

วันศุกร์ ๒๖ ก.พ. ๕๓ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๙ ได้แถลงผ่านรายการ “ทอล์ค อราวด์ เดอะ เวิร์ลด์” ทางเว็ปไซต์ทักษิณไลฟ์ ภายหลังจากฟังคำพิพากษาในคดีทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองและครอบครัว โดยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยชี้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ตนเองและครอบครัวถูกยึดทรัพย์กว่าสี่หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของครอบครัว ถือเป็นเหยื่อการเมืองรายแรกที่ถูกกระทำเช่นนี้

เหตุผลที่นำมาอ้างในเรื่องผลประโยชน์จากราคาหุ้นก็เช่นกัน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจบังคับให้ตลาดหุ้นโลกขึ้นลงได้ นอกจากนั้นบริษัททั้งหลายต่างได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกรุงเทพ ทีพีไอ เครือซีเมนต์ไทย ทรู หรืออื่นๆ ตนจึงหวังว่าตนจะเป็นเหยื่อการเมืองรายสุดท้าย

ดร.ทักษิณฯ ยังย้ำด้วยว่า ตนเข้าสู่การเมืองด้วยความรักและปรารถนาที่จะรับใช้บ้านเมือง เมื่อลาออกจากราชการมาประกอบธุรกิจ ก็อยากตอบแทนบ้านเมืองด้วยความรู้ความสามารถ ขณะนี้อยากขอโทษต่อคุณหญิงและลูกๆ ทุกคนที่ต้องมาลำบากกับตนด้วย ครอบครัวเคยขอร้องไม่ให้ตนเข้าสู่การเมือง วันนี้จึงแต่งชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้กับความดื้อรั้นของตนเอง ขอเตือนนักธุรกิจทั้งหลายว่าอย่าเข้าการเมือง เพราะนักการเมืองชอบทำงานให้สำเร็จลุล่วง อาจประสบชะตากรรมอย่างเดียวกับตนได้ หากจะเข้าการเมืองจริงๆ ก็ขอให้ขายทรัพย์สินทั้งหมดเสียก่อน

ในแง่การเมืองนั้น ดร.ทักษิณฯ เล่าว่าตนเองต้องลำบากเพราะได้รับความนิยมสูง เมืองไทยนั้นคนโกงอยู่ได้ แต่คนที่ได้รับความนิยมจากประชาชนอยู่ไม่ได้ ตนเองต้องผ่านปัญหาการเมืองต่างๆ มามาก เคยยืนประกาศหน้าทำเนียบรัฐบาลว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง แล้วการเลือกตั้งนั้นก็เป็นโมฆะไปเพียงเพราะผู้ใช้สิทธิ์หันหลังให้กับทางเข้า การเลือกตั้งครั้งต่อไปถูกกำหนดไกลถึงเดือนธันวาคม แต่แล้วก็ทนรอไม่ไหว เขาก็รัฐประหารเสียก่อน เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคพลังประชาชนชนะอีก อำมาตย์ก็ผิดหวังมาก เล่นงานจนรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ต้องสิ้นสภาพไป ความจริงแล้วตนเป็นคนพูดง่าย เพียงบอกว่าไม่ต้องการก็จะไปแล้ว

ดร.ทักษิณฯ กล่าวในช่วงสุดท้ายว่า ตนทำปริญญานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “การพิจารณาใช้หลักกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม” แต่ตนเองกลับไม่ได้รับความยุติธรรมเลย จากนี้ไปจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไปอย่างเต็มที่ด้วยวิถีทางสันติ เพื่อลูกหลานรุ่นต่อไปจะได้มีชีวิตอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเสมอภาค ขอขอบคุณที่พี่น้องประชาชนเข้าใจและไม่เคลื่อนไหวใดๆ ระหว่างคดี ขอให้พี่น้องเสื้อแดงเดินในเส้นทางของการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบสันติเช่นเดียวกัน จนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมาย

สุดท้ายได้กล่าวขอโทษต่อคุณหญิงและลูกๆ อีกครั้งหนึ่ง.

ตะแลงแกงตระลาการ



๏ ขโมยมาเขมือบหม่ำ
ขยุ้มกำขย้ำกิน
ขยาดแดงแขยงดิน
โขยกปลิ้นขยิบปลง

กระจายข่าวประจานไข
กระทบไสกระแทกส่ง
กระลาโหมกระเกรียมองค์
กระโชกทรัพย์กระลับโกง

สุภาพชนแต่ฉากหน้า
ก็ควานหาข้อเฉงโฉง
ออกฮึดจะยึดโยง
อย่างยอแยตอแหลลวง

ดูราประดาไทย
ตลกไหม....ตลอดห้วง
ตระหนักทราบตระการปวง
ตะแลงแกงตระลาการ!

ดูราประดาไทย
จะมีไหมทิชาชาญ
เที่ยงตรงโดยสันดาน
มิรอฟังคำสั่งผี

ตาชั่งที่เอนเอียง
ก็เป็นเพียงฝุ่นธุลี
ไร้ค่ากว่าราคี
ที่ติดต่ำอยู่ใต้ตม

เทพีที่ปิดตา
ก็ใช่ว่าจะโง่งม
แสงขรรค์อันแสนคม
จะกำซาบโลหิตใด?

มาตรฐานมีหนึ่งเดียว
จะแน่นเหนียวในจิตใจ
ทุรชนจะปล้นไป
ก็ติดเต้นในวิญญาณ

ผิดฆ่าก็สมควร
ประกาศถ้วนถึงโองการ
มิผิดคิดประหาร
คมดาบนั้นคืนสนอง!

ดูราประดาไทย
อันของใครของไทยครอง
อำนาจอาจจับจอง
เพียงชั่วคราวไม่นานคืน

สังขารที่แตกดับ
ประดาทรัพย์ก็กลายกลืน
สัตย์ซื่อสิยงยืน
สถิตเทียมทวยเทวา๚ะ๛


บทกวีโดย โกฎิดารา
ที่มา เวบThai Poet Society

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 26, 2553

ยุติธรรมอำมหิตหวยล็อกออกตามโผ บลูมเบิร์กแฉหุ้นทักษิณขึ้นจิ๊บๆ เทียบเครือทรัพย์สินฯพุ่ง717%


แต่งดำไว้ทุกข์-พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ใส่ชุดดำไว้ทุกข์ให้คำพิพากษายึดทรัพย์4.6หมื่นล้านบาท คืนให้3หมื่นล้านบาท โดยระบุว่า จะแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าในนรก สวรรค์ ในประเทศหรือนอกประเทศ วันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กุมภาพันธ์ 2553

หวยล็อกออกตามโผสูตรยึดบางส่วนคืนบางส่วน ที่สื่อสิงคโปร์นำเสนอข่าวล่วงหน้ามาตั้งแต่วันที่18ก.พ. ส่งผลให้นักเลงหุ้นต่างชาติซื้อหุ้นไทยดักหน้า เพราะเชื่อว่าเป็นสูตรที่ทำให้การเมืองไทยประนีประนอมกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุหุ้นSHINช่วงทักษิณเป็นนายกฯจนถึงวันขายให้เทมาเส็กขึ้นน้อยกว่าตลาดรวม ขณะที่ปูนใหญ่-ไทยพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สินฯขึ้นพรวด717% ทักษิณโอดไม่ได้รับความยุติธรรม ขอสู้ต่อไป ซัดอำมาตย์ไม่เกลียดคนทุจริตแต่ไม่ชอบคนป๊อบปูลาร์


เผาศาล-ผู้ชุมนุมกลุ่มแดงสยามที่ท้องสนามหลวง เผาศาลพระภูมิ เพื่อแสดงปฏิกริยาต่อคำตัดสินคดียึดทรัพย์

หวยล็อกแม่นจริงๆสูตรยึดบางส่วน คืนบางส่วน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าผลตัดสินจะออกมาในสูตร"ยึดบางส่วน คืนบางส่วน"เพื่อให้เกิดการประนีประนอมกัน ปรากฎว่าผลตัดสินออกมาคือยึด46,373ล้านบาท คืนให้30,247ล้านบาท

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์บล็อก Bangkok Pundit รายงานว่า นายปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ ซึ่งกำลังอยู่ที่ Institute of Southeast Asian Studies สิงคโปร์ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Strait Times สื่อของสิงคโปร์ ดังต่อไปนี้

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้อยู่ "วงใน" ที่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของทักษิณ ผมได้รับการบอกว่า ตุลาการ 9 คนที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาคดีตระหนักดีว่า คำตัดสินของพวกเขาสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยได้ ดังนั้น พวกเขาจะพยายามทำให้สถานการณ์มีความสงบและบรรลุซึ่งการประนีประนอมบางอย่าง กับขบวนการที่เชียร์ทักษิณ

เป็นไปได้อย่างมากว่า ตุลาการจะแบ่งทรัพย์สินทักษิณออกเป็น 3 ส่วน เพื่อยุติจุดตันทางการเมืองของไทย ทรัพย์สินบางส่วนคงจะถูกยึด, บางส่วนอายัดไว้ (frozen) และบางส่วนคืนให้ทักษิณ
....
สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ ตุลาการจะคืนให้ทักษิณ ทรัพย์สินส่วนที่เขามีอยู่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 - ทรัพย์สินที่เขาอ้างว่า เขาได้มาอย่างสุจริต


ผลจากการที่สื่อสิงคโปร์นำเสนอข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยตลอดสัปดาห์นี้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะหากผลออกมาในสูตรนี้ นักลงทุนในตลาดหุ้นเชื่อกันว่าจะนำไปสู่การประนีประนอมกัน และไม่นำไปสู่ความรุนแรง โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศชี้หุ้นSHINขึ้นน้อยกว่าตลาดรวม ปูนใหญ่ขึ้นช่วงเดียวกัน717%

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของโลก รายงานว่า
Shin shares gained 121 percent from when Thaksin took office on Feb. 9, 2001, to when his family sold the company on Jan. 23, 2006, compared with a 128 percent gain in the benchmark SET index, according to data compiled by Bloomberg. Siam Cement Pcl, Thailand’s fourth-biggest company, which is controlled by the monarchy’s investment arm, gained 717 percent in that time.


แปลสั้นๆแบบสรุปว่า ตั้งแต่ทักษิณเป็นนายกฯถึงวันขายหุ้นออก หุ้นSHINขึ้นมา 121% เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมช่วงเดียวกันขึ้น128% ส่วนหุ้นSCC หรือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขึ้นมา 717%ในช่วงเดียวกัน

"แม้ว"ซัดอำมาตย์ไม่เกลียดคนทุจริตแต่ไม่ชอบคนป๊อบปูลาร์ ขบขันคำพิพากษายึดทรัพย์จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น

"ทักษิณ"ขำศาลยึดทรัพย์จากมูลค่าหุ้นเพิ่มเชื่อศาลเป็นเครื่องมือการเมือง ขอโทษลูก-เมีย แต่งดำไว้ทุกข์ความดื้อขอเป็นเหยื่อคนสุดท้าย ซัดอำมาตย์ไม่เกลียดคนทุจริตแต่ไม่ชอบคนป๊อบปูลาร์ ชี้"บิ๊กบัง"แค่หุ่นเชิด คนตั้งธงคนเดียวกับคนอุ้มรัฐบาล ยกโคลงศรีปราชญ์"ดาบนั้นคืนสนอง"


เมื่อเวลา 20.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยึดทรัพย์ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้นและเงินปันผลซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดินโดยให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเงินปันผล จำนวน 46,373,687,454.74 บาท และคืนให้ราว3หมื่นล้านบาท ว่า ทรัพย์สินที่สั่งยึดนั้นศาลอ้างเป็นราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นนายกฯ ได้มาด้วยการใช้อำนาจมิชอบ คงขบขันกันทั้งโลก ว่า ตนเป็นนายกฯ ทำให้หุ้นขึ้น แต่หุ้นขึ้นทั้งตลาด

"เมื่อฟังศาลอ่านรู้สึกเหมือนครั้งพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติเล็กน้อย ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยผู้พิพากษามีกลุ่มที่เล่นการเมือง แต่วันนี้เล่นการเมือง100% เป็นการกล่าวหาผม"
อดีตนายกฯ กล่าว

อดีตนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานทำใจว่าโดนแน่ แต่จะโดนอย่างไร สรุปแล้วตนเป็นนายกฯ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นไม่เห็นได้แบ่ง แต่บริษัทครอบครัวธุรกิจดีขึ้น มาบอกว่าตนโกงต้องยึดทรัพย์ มาบอกว่าตนเป็นนายกฯ มาโกงให้บริษัทตัวเอง แล้วหุ้นที่เหลือไม่ขึ้นหรือ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นแบงก์กรุงเทพฯ ยูคอม ทีพีไอ ยูคอม หรือปูนซิเมนต์ไทย ไม่ขึ้นหรือ

"วันนี้ผมแต่งชุดดำผูกไทดำไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตัวเอง ทั้งที่คุณหญิงพจมาน (ดามาพงศ์ อดีตภริยา) กับลูกค้านไม่ให้เข้าการเมือง เขาบอกว่าชีวิตการเมืองวุ่น ให้ใช้ชีวิตเศรษฐีดีกว่า แต่ด้วยความเป็นนักเรียนนายร้อย แต่ลาออกมาประกอบธุรกิจ ก็มีความรู้สึกอยากทดแทนแผ่นดิน พ่อขอโทษด้วยนะลูกที่ดื้อ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ผมเดือดร้อนคนเดียวไม่เป็นไร"


วันนี้การเมืองดุมากและใจดำ ขอให้ตนเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย ถ้าเมื่อไรประเทศได้ประเทศชาติที่แท้จริงและมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม คงไม่มีเหยื่ออย่างตนอีก แต่วันนี้ดุลทั้งหมดอยู่อำมาตย์ที่กดปุ่มสั่งการให้อำนาจหนึ่งเหนืออำนาจหนึ่ง

"กฎหมายไทยเหมือนเล่นติ๊ต่าง ถ้าเป็นพวกผม กฎหมายก็จะไม่ยุ่งกับคุณ ถ้าคุณไม่ใช่พวกผม กฎหมายเดินเร็ว ตีความให้คุณเดือดร้อน ขาดมาตรฐานสากลรุนแรง มีคนคนเดียวกระชากไทยถอยหลัง"



"ผมเป็นเหยื่อที่ไม่ได้รับความยุติธรรมที่สุด คิดว่าวันนี้ต้องขอโทษผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์ ไม่อยากเห็นสถาบันนี้ต้องกลายเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ ที่เขาต้องจัดการผมโดยใช้สถาบันท่าน หวังว่าทุกอย่างคงดีขึ้น ถ้าเขาได้ทำถึงที่สุดแล้ว ต้องขอโทษผู้พิพากษาด้วย"


อดีตนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เคยกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่รับตำแหน่ง และเคยประกาศหน้าทำเนียบฯ เมื่อเดือน เม.ย. 2546 จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ ซึ่งตอนหลังก็มีการยกเลิกเลือกตั้งครั้งนั้น แต่กว่าจะประกาศเลือกตั้งใหม่ในเดือน ต.ค. ถือนานมาก แต่ไม่ได้เลือกตั้ง เพราะรอไม่ไหว เกิดปฏิวัติเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ก่อนการปฏิวัติก็มีความลอบฆ่าตนหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

"ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดควาามเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ก็ไม่รู้ว่าได้เปอร์เซนต์หรือไม่ ถ้าได้ถือว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ สนธิบัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.) เป็นเพียงหุ่นเชิด แต่คนปักธงเป็นคนอุ้มรัฐบาล"


นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณเสื้อแดงที่ไม่มาชุมนุม ถ้าไม่เช่นนั้นอาจถูกกล่าวหาว่าทำทุกอย่างเพื่อตน ให้เป็นเรื่องของตนล้วนๆ เสื้อแดงอดทนต่อสู้ด้วยสันติให้ได้มาด้วยประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องตกอยู่ในมืออำมาตย์ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้

"พี่น้องสู้ต่อไปนะครับ อย่าท้อ ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ไม่งั้นลูกหลานจะไม่มีอนาคต ต่างชาติไม่เชื่อมั่นประเทศไทย แต่ขอให้สู้ด้วยสันติ อย่าให้มีเหตุให้รัฐบาลหาเรื่อง"


ส่วนนักธุรกิจ บทเรียนวันนี้บอกอย่าเล่นการเมืองเลย เพราะนักธุรกิจมีนิสัยทะลุทะลวงอยากทำงานให้สำเร็จ คนละวัฒนธรรมกับนักการเมือง ถ้ามีอะไรเข้ามา อาจโดนยึดทรัพย์ ถ้ารักบ้านเมือง ขายให้เกลี้ยง อย่าเอาอะไรเข้ามา อำมาตย์ไม่รังเกียจคนไม่ทุจริต แต่อย่าป็อปปูลาร์มาก ผมเป็นนายกฯ คนเดียวและคนแรก ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 แต่อำมาตย์ไม่อยากเห็นรัฐบาลป็อปปูลาร์

"ผมขอยืนยันว่าผมทำตามหน้าที่ดีที่สุด ไม่คิดโกงใคร ตอนเป็นเด็กยังไม่เคยลอกข้อสอบ นิสัยโกงไม่มีตั้งแต่เด็ก และไม่จำเป็นต้องโกงเพราะมีหลักทรัพย์มาก่อนเล่นการเมือง ฉะนั้นผมไม่มีความจำเป็นต้องโลภมาก วันนี้ใส่นาฬิกาครั้งละเรือนถ้าใส่หลายเรือนเขาจะหาว่าบ้า ผมเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวกินได้ทุกวัน ถ้ากินหูฉลามไม่สามารถกินได้ทุกมื้อ

วันนี้เขาว่าผมโกงมันเป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้นคุณหญิงพจมาน ไม่เคยสอนลูกฟุ่มเฟือย ไม่มีความจำเป็นต้องไปคดบ้านโกงเมือง จึงเป็นที่มาของคนที่ดิ้นรนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเป็นคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์ส่วนตัวของครอบครัว เพื่อสังเวยการเมือง แน่นอนผู้ชนะ คือ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ แต่วันนี้ผมยังไม่ชนะ ถ้าผมโกงอย่างที่เขาว่าขอให้มีอันเป็นไปใน 7 วัน10 วัน"


พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ยกโครงสี่สุภาพบทหนึ่งของ "ศรีปราชญ์"กวีเอกของไทย ฝากไว้ว่า

ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน

เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้น คืนสนอง



"ผมจะแสวงหาความยุติธรรมไม่ว่าในนรก สวรรค์ ในประเทศหรือนอกประเทศ วันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ขอให้ย้อนไปว่าตั้งแต่ผมทำงานมาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะถูกปฏิวัติ มีการใช้สถาบันต่างๆจัดการการเมืองอย่างเป็นระบบอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นบ้านเราไม่ปกติ คนที่ต้องการและรักษาความยุติธรรมขอให้สู้ต่อไปสู้อย่างสันติ เพื่อประชาธิปไตยเฟื่องฟู ขอให้เป็นบทเรียนที่ดี ผมเจ็บคนเดียวไม่เป็นไร ขอให้สิ่งที่เกิดกับผมวันนี้นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง น้ำใจของท่านยิ่งใหญ่นัก และผมขอโทษลูกๆอีกครั้งที่ผมดันทุรังเข้าสู่การเมือง ผมเสียใจครับ " พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(26ก.พ.):หวยล็อก!



หวยล็อก-ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าผลตัดสินจะออกมาในสูตร"ยึดบางส่วน คืนบางส่วน"เพื่อให้เกิดการประนีประนอมกัน ปรากฎว่าผลตัดสินออกมาคือยึด46,373ล้านบาท คืนให้30,247ล้านบาท

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์บล็อก Bangkok Pundit รายงานว่า นายปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ ซึ่งกำลังอยู่ที่ Institute of Southeast Asian Studies สิงคโปร์ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Strait Times สื่อของสิงคโปร์ ดังต่อไปนี้

สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้อยู่ "วงใน" ที่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของทักษิณ ผมได้รับการบอกว่า ตุลาการ 9 คนที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาคดีตระหนักดีว่า คำตัดสินของพวกเขาสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยได้ ดังนั้น พวกเขาจะพยายามทำให้สถานการณ์มีความสงบและบรรลุซึ่งการประนีประนอมบางอย่าง กับขบวนการที่เชียร์ทักษิณ

เป็นไปได้อย่างมากว่า ตุลาการจะแบ่งทรัพย์สินทักษิณออกเป็น 3 ส่วน เพื่อยุติจุดตันทางการเมืองของไทย ทรัพย์สินบางส่วนคงจะถูกยึด, บางส่วนอายัดไว้ (frozen) และบางส่วนคืนให้ทักษิณ
....
สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ ตุลาการจะคืนให้ทักษิณ ทรัพย์สินส่วนที่เขามีอยู่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 - ทรัพย์สินที่เขาอ้างว่า เขาได้มาอย่างสุจริต


ผลจากการที่สื่อสิงคโปร์นำเสนอข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยตลอดสัปดาห์นี้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะหากผลออกมาในสูตรนี้ นักลงทุนในตลาดหุ้นเชื่อกันว่าจะนำไปสู่การประนีประนอมกัน และไม่นำไปสู่ความรุนแรง โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง

โดย นักข่้าวชาวรากหญ้า
26 กุมภาพันธ์ 2553

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 อัดแน่นแต่เบาสบายๆด้วยข่าวภาพกิจกรรมของแวดวงคนเสื้อแดง ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งในไทยและทั่วทุกมุมโลกเช่นเคย ท่านใดอยากฝากข่าวคราวเชิญส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ***

***งาช้างไม่งอกจากปากหมา ฉันใด, ความยุติธรรมก็ไม่งอกจากมดลูกเผด็จการ ฉันนั้น ดังนั้นคนเสื้อแดงก็เลยไม่เคยต้องลุ้น และก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายแต่อย่างใดว่า ผลลัพธ์ก็ต้องออกมายังงี้อยู่แล้ว ถือว่าเป็นไปตาม"หวยล็อก"ครับว่าจะออกมาในสูตร"ยึดบางส่วนและคืนเงิืนให้ทักษิณบางส่วน" นัยว่าเพื่อหวังให้เกิดการประนีประนอมกันขึ้น.. ที่จะเสียหายที่สุึดก็คือ"ความน่าเชื่อถือ"ของกระบวนการยุติธรรมไทยนั่นแหละ***

***และต่อไปนี้ที่ฝ่ายมารเคยปรามาสว่า เสื้อแดงสู้ด้วยน้ำเลี้ยงจากเงินทักษิณ หรือสู้เพราะทักษิณจ้างมา ก็จะได้หมดปัญหาไปซะที ในเมื่อทักษิณโดนยึดเงินไปซะ46,373ล้านบาท และคืนมาให้ทักษิณ30,247ล้านบาทซะแล้ว เสื้อแดงจะฝ่อลงไป ประเทศไทยจะสงบเหมือนที่พวกฝ่ายเผด็จการอำมาตย์มารกับสมุนบริวารคิืดหรือไม่ หรือยิ่งจะทำให้คนไทย"หูตาสว่าง"เป็นไฟไหม้ลามทุ่ง ต่อสู้้เพื่อเพรียกหาึความยุติธรรม และจัดตั้ง"ศาลประชาชน"ขึ้นในวันที่ประชาชนชนะ ชำระล้างปฏิกูลโสมมในสังคมไทย***


***สำนักข่าวบลูมเบิร์กเปรียบเปรยได้ดีครับว่า จะหาว่าทักษิณรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่สมัยเป็นนายกฯทำให้หุ้นขึ้นร่ำรวยเลยต้องยึดทรัพย์นี่ลองดูตัวเลขต่อนี้ไปหน่อย

Shin shares gained 121 percent from when Thaksin took office on Feb. 9, 2001, to when his family sold the company on Jan. 23, 2006, compared with a 128 percent gain in the benchmark SET index, according to data compiled by Bloomberg. Siam Cement Pcl, Thailand’s fourth-biggest company, which is controlled by the monarchy’s investment arm, gained 717 percent in that time.


แปลสั้นๆแบบสรุป ตั้งแต่ทักษิณเป็นนายกฯถึงวันขายหุ้นออก หุ้นSHINขึ้นมา 121% เทียบกับดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมช่วงเดียวกันขึ้น128% ส่วนหุ้นSCC หรือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขึ้นมา 717%ในช่วงเวลาเดียวกัน***




***ระหว่างรอชุมนุมใหญ่กับ3เกลอ14มีนาคม ช่วงนี้แดงสยาม ที่เพิ่งตั้งให้จักรภพ เพ็ญแข เป็นประธาน ดำเนินงานโดยสุรชัย แซ่ด่าน จัดชุมนุมปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่25 ต่อเนื่อง 26 ไปถึง 27 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้่นไปที่ท้องสนามหลวง ก็เรียนเชิญทุกท่านไปพบกันครับ มาแค่ตัวเปล่าๆกับร่มกันฝนก็พอนะครับ อย่่าหยิบจับอะไรอย่างอื่นมาด้วย***

***รายการ "ทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิลด์" คืนนี้ (ศุกร์ที่ 26 ก.พ. 53) จะเป็นการพูดออกอากาศหลังทราบผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ ครั้งแรก ของ "นายกฯ ทักษิณฯ" ซึ่งชาวต่างชาติให้ความสนใจ และอยากจะมีส่วนร่วมในการรับรู้อย่างยิ่ง ดังนั้น คุณจักรภพ เพ็ญแข จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่กันไปด้วย พร้อมๆ กับการพูดสดของท่านนายกฯ ในเวลา 20.30 น. สามารถรับฟังเสียงได้ทางสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ต www.peoplechannelradioone.com ***

***รัฐบาลอภิชนไม่สนใจความทุกข์ของกรรมกร ดังนั้นเราก็ต้องดูแลกันเอง 27 กุมภาพันธ์นี้ เชิญร่วมกิจกรรม “8 เดือนการต่อสู้สู่ก้าวต่อไปของคนงานหญิงไทรอัมพ์ฯและขบวนการแรงงาน” ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน ดินแดง กรุงเทพฯ เวลา 12.00 – 22.00 น.ในโอกาสครบรอบ 8 เดือนเต็ม ที่คนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ถูกเลิกจ้าง1,959 คน สอบถามรายละเอียดได้ที่ 089-2583641***


***กลุ่มสื่อประชาธืปไตย ขอเรียนเชิญพี่น้องที่สนใจทำกิจกรรมด้านสื่อประชาธิปไตย ร่วมระดมความคิดกับสื่อประชาธิปไตย
บ่ายโมง-สี่โมงเย็น วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ตามรายละเอียดข้างบนจ้า***

***กลุ่มนักเขียนเพื่อชีวิตและสังคม ขอเชิญร่วมงาน "ปลุกชีวิต บุญสนอง บุณโยทยาน ตื่นตระหง่านเดินสู่สังคมนิยม" พบกับ

-จรัล ดิษฐาภิชัย
-วัฒน์ วรรลยางกูร
-ทองธัช เทพารักษ์

และร่วมหาคำตอบว่า

"บุญสนอง บุณโยทยาน อยู่ตรงไหนในใจนักคิดนักเขียนไทยร่วมสมัย" กับ

-ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
-วาด รวี
-และคำ ผกา

พร้อมทั้งการแสดงภาคศิลปวัฒนธรรม (ดนตรี บทกวี) วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00-17.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

ดร.บุญสนองเกิดปี 2479 เดือนธันวา เป็นคนเหนือ จบมงฟอร์ต เรียนรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสังคมวิทยาที่คอร์แนล กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะสังคมวิทยา มธ. ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็น 1 ใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ..ดร.บุญสนองเสียชีวิตเพราะถูกยิงที่หน้าบ้าน วันที่ 28 ก.พ.2519 สิริรวมอายุเพียง 40 ปี ขณะเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เตรียมการเลือกตั้งหลังจาก มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชยุบสภาในปี 2518 กรรมการพรรคสังคมนิยมฯได้แก่ สมคิด ศรีสังคม อินสอน บัวเขียว ชัยวัฒน์ สุรวิชัย โดยการก่อตั้งพรรคได้รับการชักชวนจากธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาในเวลานั้น***


***นปช.สุรินทร์ แดงทั้งแผ่นดิน (เราคือภาคประชาชน) แจ้งช่าวมา จะทำการขอรับบริจาค เงิน และอาหารเพื่อเป็นเสบียง ใช้ในการร่วมชุมนุมใหญ่ขับไล่อมาตยา สนับสนุน นปช.ส่วนกลาง ในวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 16.00 -20.00 น. โดยประมาณ ณ ร้านอาหาร ส.ปลาเผา ปั๊ม ปตท. หน้าเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อสร้างความสัมพันธ์กำลังใจอันดีแก่ผู้นำมวลชนทุกอำเภอที่จะนำทัพร่วมชุมนุม และเป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนผู้มีกำลังทรัพย์ได้แสดงความจริงใจสนับสนุนกิจกรรมของ นปช.แห่งชาติ

นปช.สุรินทร์คณะผู้ดำเนินงานยังขาดทุนทรัพย์ และ อาหาร จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ผู้มีอุปการคุณที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายนปช. แห่งชาติ(แดงทั้งแผ่นดิน) ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของตามกำลังสมควร พร้อมกันนี้ขอเชิญร่วมรับประทานอาหารค่ำ ทำบัตรสมาชิก นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พบปะคนมีอุดมการณ์เดียวกันในวันและเวลาดังกล่าว***

***คุณหลุยส์ เรดอินเจแปนแจ้งข่าวจากญี่ปุ่น กลุ่มเรดอินเจแปน จะได้มีการจัดงานในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เริ่มเวลา9.30น.(เวลาท้องถิ่น)ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านในญี่ปุ่นและทั่วทุกมุมโลกร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อขยายฐานข้อมูลข่าวสาร และประเมินสถานการณ์ในประเทศไทยกับเราชาวเรดอินเจแปน งานนี้นายกฯทักษิณ ชินวัตร และจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาร่วมงาน พบกันที่ร้านอาหารไทยดาวอุดร อำเภอโชชิ จังหวัดชิบะ

วิทยากรร่วมโฟนอินวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน

ช่วงเช้า10.00น.-11.00น. อ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน
11.15น.-12.00น. อ.สุรชัย แซ่ด่าน
12.00น.-13.00น. ผู้มาร่วมชุมมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.15น.-14.15น. ดร.จักรภพ เพ็ญแข
15.00น.- นายกฯทักษิณ ชินวัตรโพนอิน
หลังจากนายกทักษิณโฟนอินจบ คุณขวัญชัย ไพรพนา คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง ร่วมให้เกียรติโฟนอินให้กำลังใจชาวเรดอินเจแปน
" ประชาธิปไตยจะต้องเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดไป "

ปล.มีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงผ่านทางเวบไซต์นปช.USA และเครือข่าย ต่างๆ(ผังรายการเป็นเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่นซึ่งจะเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2ชั่วโมง


ติดต่อสอบถามคุณพิทักษ์ 090 6143 7059 คุณดาว 090 2436 6491 คุณอำนวย 080 6649 5102 คุณเป็ด 0479 25 7608 คุณอมร 090 7719 5949 คุณหลุยส์ 090 7416 4123***

******

***ขอเชิญเข้าร่วมอบรม โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรระยะสั้น ฉะเชิงเทรา ในวัน
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 ณ สมาคมสงเคราะห์การกุศลฉะเชิงเทรา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ 087-781-0471 หรือ 087-694-3174 หรือ เต้นส์ลานประชาธิปไตย นปช.ฉะเชิงเทรา ข้างสวนสมเด็จฯ***

***พณฯท่านป๊อก ผบ.ทบ. จะเดินทางไปราชการที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 2 มี.ค.53 มีกำหนดการดังนี้ (คร่าว ๆ)

0800 ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.41
0810 ไปพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธีห้วยตึงเฒ่า
0840 ฟังบรรยายสรุป
1130 รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท
1300 เดินทางไป บน.41 กลับ กทม.

ขอเชิญพี่น้องทางเชียงใหม่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างถึงใจด้วย***

***ปิดท้ายสาวเสื้อแดงประชันความน่ารักเมื่อเจอตากล้องกดชัตเตอร์ ภาพเก็บตกจากการชุมนุมหน้าแบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่สีลมจ้า***

ทักษิณ:อำมาตย์ศตวรรษ20ถ่วงความเจริญ หวงอำนาจหนุนหลังขบวนยุติธรรมทำร้ายคนบริสุทธิ์


ปัญหาที่แท้จริงของวิกฤตประเทศไทย-ผมคิดว่าวันนี้เป็นปัญหาสองส่วน ส่วนหนึ่งคือความต้องการในการสืบทอดอำนาจของอำมาตย์ซึ่งมีมาช้านานตั้งแต่ปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่สองก็คือเป็นเรื่องของกระบวนคิดของคนที่ยังคิดจะเอาประโยชน์ เอาอำนาจอย่างคนในศตวรรษที่ 20 โดยไม่สนใจความเจริญของประเทศที่จะต้องก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว

ผมอยู่ที่ Dubai ผมก็เห็นชัดครับว่าที่นี่ คนที่เป็นอำมาตย์ของเขา จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชน จะไม่มาเอาประโยชน์จากประชาชน แต่วันนี้ในประเทศเราอำมาตย์มาเอาประโยชน์จากประชาชนไม่ช่วยเหลือประชาชนนี่คือปัญหา ขณะนี้เขาปล่อยให้บ้านเมืองให้วุ่นวายได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิที่จะทำให้หายวุ่นวายนั่นก็คือ การพูดคุยกัน และคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนเสีย บ้านเมืองก็จะสงบ อำมาตย์คอย back up ขบวนการยุติธรรม แล้วก็ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แล้วก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ


โดย พลังประชาธิปไตยไทยในออสเตรเลีย
26 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์: พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินมายังที่ชุมนุมงาน"สังสรรค์ ประสานใจ ไทยเรดออสเตรเลีย" ณ PETERSHAM TOWN HALL , NSW AUSTRALIA เมื่อเร็วๆนี้ โดยชี้ให้เห็นที่มาของวิกฤตการเมืองไทย และแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลียโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยที่เป็นคนเสื้อแดง

วันนี้เห็นชาวเสื้อแดงมาเป็นจำนวนมากมีเด็กๆ มาวิ่งเล่นในงานด้วย ก่อนอื่นขอขอบคุณ คุณณฐ คุณดวงพร คุณแจ้ และพี่เยาวลักษณ์จากร้านอาหารสวนอีสานที่รวบรวมพี่น้องคนไทยจำนวนมากมารวมกัน ขอบคุณที่ได้ให้โอกาสผมมาพบกับพ่อแม่พี่น้องคนไทยในประเทศออสเตรเลียอีกครั้ง ทราบว่าพี่น้องเราเข้มแข็งกันดี

ผมขอย้ำอีกครั้งจากที่เคยบอกไว้ครั้งที่แล้วว่า อยากให้ความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลียได้สะท้อนกลับมาถึงคนไทยในเมืองไทยว่า การที่เราได้ไปอยู่ในประเทศออสเตรเลียซึ่งไม่ใช่ประเทศของเรา แต่เขาได้ให้สิทธิเสรีภาพ ให้ความเสมอภาค และให้ความยุติธรรรมต่อท่าน เมื่อท่านทำ หนึ่ง สอง สาม แล้วท่านก็จะได้ สี่ ห้า หก ซึ่งอันนี้ชัดเจน

ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าทำ หนึ่ง สอง สาม แล้วจะได้อะไรต่อจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดสำคัญของคำว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชนจริงๆ

แต่ในวันนี้ประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงในนาม เป็นประชาธิปไตยเพียงแต่ภาพผิวเผิน ที่เพียงต้องการที่จะให้ทั้งโลกเห็นว่าไทยเป็นประชาธิปไตย แต่ความจริงแล้วนั้นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ถูกวางไว้จากกลุ่มอมาต ย์และควบคุมโดยอมาตย์อย่างแท้จริง

นักการเมืองก็เป็นเพียงผู้แสวงหาอาชีพ แสวงหาฐานะ ยศฐาบรรดาศักดิ์ เท่านั้น โดยไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรให้ประชาชน พอเกิด มีการเมืองเพื่อประชาชนขึ้นมา ก็เลยเป็นที่มาของปัญหาในวันนี้

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญนอกเหนือจากการสืบทอดอำนาจของอำมาตย์ที่มีมาช้านาน ก็เป็นเรื่องของแนวคิดของศตวรรษที่ 20 ต่อกับศตวรรษที่ 21 พี่น้องชาวไทยที่อยู่ที่นี่เป็นคนที่อยู่ในศตวรรษที่ 21 ชัดเจน เพราะว่าทั่วโลกเขาก้าวสู่ ศตวรรษที่ 21 ด้วยความมั่นคง ด้วยการที่ทั่วโลกเขามีแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งบ้านเมืองของเราจะต้องอยู่ในเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 ต้องอยู่ในสังคมของความรู้ สังคมของเทคโนโลยีข่าวสาร แต่เราถูกควบคุมการดำเนินชีวิตผ่านกระบวนการทางรัฐธรรมนูญบ้าง ผ่านระบบยุติธรรมและกฎหมายของคนที่ควบคุมพวกเราที่มีทัศนคติแบบคนที่ยังอยู่ศตวรรษที่ 20

หากถามว่าคนที่อยู่ศตวรรษที่ 20 กับ 21 ต่างกันอย่างไร ก็ต่างกันตรงที่ว่าคนในศตวรรษที่ 20 จะใจแคบจะคิดถึงตนเองเป็นหลัก และจะดึงทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลางที่ตัวเอง แต่คนในศตวรรษที่ 21 จะเป็นคนที่ปล่อยให้อำนาจเป็นของประชาชน ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพซึ่งนี่เป็นความแตกต่างที่ทำให้บ้านเมืองเราวุ่นวายอยู่ในขณะนี้

อยากฝากพี่น้องที่ออสเตรเลีย ซึ่งความจริงวันนี้ทราบว่าเป็นโครงการสังสรรค์ ประสานใจไทยเรดออสเตรเลียที่มีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งว่าเพื่อให้ได้ผ่อนคลายอริยาบทจากการทำงานหนักที่ผ่านมาทั้งปีให้มีความสนุกสนาน มีจิตใจผ่องใสและมีความสุข ซึ่งน่ารักครับ และผมอยากเห็น ก็ดีครับคือคนเราทำงานหนักก็ต้องได้พักบ้าง วันนี้มีลูก ๆ มีเด็กๆ มาพักผ่อนกัน น่ารักมาก มีการยกป้ายไทยเรดออสเตรเลียโชว์ซึ่งน่ารักมาก ก็ต้องขอบคุณคนที่มีน้ำใจ

วันนี้ได้ทราบว่ามี speaker หลายคนรวมทั้ง ดร.สุชาติ ,คุณอริสมันต์ ,คุณแรมโบ ก็ฝากขอบคุณอีกครั้ง โดยเฉพาะตำรวจเรา พันตำรวจโทหญิง ณฐ ที่ช่วยประสานงานในครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้ข่าวว่าครั้งก่อนที่ร้านคุณเยาวลักษณ์มีคนมาเยอ ะครั้งนี้ก็เลยย้ายมาที่ TOWN HALL และได้ข่าวว่า ASTV กับสมาคมปักษ์ใต้ก็จัดงานเหมือนกันในวันนี้ โดยที่ให้รัฐบาลโทรเข้ามา เลยกลายเป็นว่าวันนี้เราไม่ได้สู้กันด้วยความถูกต้อง กลับมาสู้กันด้วยการเมือง

ผมยังสงสัยอยู่ว่าประเทศไทยทำอย่างนี้เพื่ออะไร ขณะนี้ถ้าเขาปล่อยให้บ้านเมืองให้วุ่นวายได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิที่จะทำให้หายวุ่นวายนั่นก็คือ การพูดคุยกัน และคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนเสีย บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อย แต่เขากลับไม่มีความพยายามที่จะทำ พวกเขากลับจะมาบี้พวกเราให้ตายพวกเราจึงต้องไม่ยอม เมื่อไม่ยอมบ้านเมืองก็เลยกลายเป็นว่าไม่มีหลักมีเกณฑ์ เป็นเรื่องที่ต่อสู้กันทางการเมือง

คุณอภิสิทธิ์ก็กลัวเหลือเกินกลัวว่าผมจะกลับไป ถ้าเลือกตั้งคุณอภิสิทธิ์ก็สู้ผมไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่จะต้องหาทางเล่นงานผมให้ได้ มันกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ เป็นการที่ต้องการแข่งขันกันต่อสู้กันมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของเหตุผล ความถูกต้อง ความชอบธรรมและเพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทย เพื่อประเทศไทยของเรา ซึ่งขณะนี้ไม่มีตรงนั้นแล้ว เมื่อไม่มีตรงนั้นทางรัฐบาลก็ใช้เครื่องมือของรัฐบาล คือใช้อำมาตย์คอย back up ขบวนการยุติธรรม แล้วก็ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แล้วก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทั้งๆ ที่กฎหมายนั้นตีความแบบไม่เป็นกลาง เพราะฉะนั้นฝ่ายเสื้อแดงก็คงยอมไม่ได้

แต่แทนที่คุณจะหันมาทำให้เกิดการปรองดองกันเพื่อเคลียกันให้จบ เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ได้ก็ไม่ทำ ในที่สุดเมื่อเป็นการต่อสู้กันแบบนี้ หากต่อแต่นี้ไปมีอะไรเกิดขึ้นก็โทษผมไม่ได้นะครับ เพราะว่าผมก็ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร จะขอกันอย่างไรเพราะเนื่องจากว่าเล่นกันแรง แรงจนกระทั่งผลสุดท้ายไม่มีความถูกต้องชอบธรรมเหลืออยู่แล้ว แรงจนสุดท้ายเป็นเรื่องของการเอาชนะคะคานกัน นี่คือสิ่งที่ผมบอกครับ

ก็อยากให้พี่น้องชาวไทยในออสเตรเลียที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในการเคลื่อนไหว เช่นการที่ได้เข้าชื่อกันต่อต้านการมาเยือนของนายอภิสิทธิ์ ที่จะมาในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งนายอภิสิทธิ์เองนั้นทั้งตัวมีดีแค่ภาษาอังกฤษ หัวใจประชาธิปไตยไม่มีแต่อาศัยประชาธิปไตยขึ้นมา ไม่มีความผูกพันกับประชาชนแต่ผูกพันกับอำมาตย์ การได้มาซึ่งการเป็นนายกของนายอภิสิทธิ์นั้น เลือกตั้งก็ไม่เคยชนะ ก็ใช้วิธีของอำมาตย์และทหารช่วยก็เลยเป็นที่มาของปัญหาในวันนี้

สรุปนะครับผมคิดว่าวันนี้เป็นปัญหาสองส่วนครับ ส่วนหนึ่งคือความต้องการในการสืบทอดอำนาจของอำมาตย์ซึ่งมีมาช้านานตั้งแต่ปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่สองก็คือเป็นเรื่องของกระบวนคิดของคนที่ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ที่ยังคิดจะเอาประโยชน์ เอาอำนาจอย่างเดิมอย่างคนในศตวรรษที่ 20 และไม่สนใจความเจริญของประเทศที่จะต้องก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว ไม่สนใจว่าลูกหลานจะอยู่อย่างไรในโลกที่จะต้องแข่งขันกันในศตวรรษที่ 21 นี่คือปัญหาทั้งหมดของประเทศไทยวันนี้

ถามว่าแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีในเวทีโลก ซึ่งตอนนี้ไทยลากเอาประเทศในอาเชียนเข้าไปด้วย ทำให้เขามองว่าทำไมประเทศไทยในวันนี้ ทำไมปัญหาแค่นี้ไม่ยอมแก้ ที่ไม่แก้เพราะคิดว่าจะบี้ผมสำเร็จ แต่มวย Heavy weight นะครับต่อยกันสามยกก็หมดแรงทั้งคู่ แต่ถ้าต่อยสิบห้ายกก็ช้ำทั้งคู่ ใครชนะก็ช้ำ ณ วันนี้ต่อยกันมานานขนาดนี้ก็ช้ำมาก ประเทศก็ช้ำ

แล้วอนาคตลูกหลานเราหละครับ ผมเห็นเด็กๆ ที่วิ่งกันอยู่แบบนี้ ผมก็มานั่งคิดว่าแล้วพวกเขาคิดถึงลูกหลานกันบ้างหรือเปล่า คนเรานี่ถ้าเข้าใจคนอื่นไม่เป็น เข้าใจแต่ตนเอง ผลสุดท้ายโลกของเขาก็จะแคบลง แคบลงเรื่อยๆ แต่คนที่เข้าใจคนอื่น โลกก็จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยที่อยู่ในออสเตรเลีย ได้อยู่ในสังคมที่ เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์มากกว่า ย่อมเห็นว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนโดยเฉลี่ย ทำให้คนจนไม่มี อย่างพี่น้องหลายคนในที่นี่ ผมเชื่อว่ามาจากเมืองไทยในสภาพที่ยังไม่ค่อยมีตังค์ ไม่มีฐานะ แต่มาอยู่ที่นี่อยู่นานเข้าๆ พี่น้องมีช่องทางในการทำมาหากินมากขึ้น พอได้ Citizenship หรือพอได้วีซ่าพี่น้องก็สามารถทำมาหากินได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าอยู่ที่เมืองไทย

แต่ถามว่าทำไมคนไทยโดยเฉลี่ยที่เมืองไทยจึงไม่เป็นแบบนี้ ก็เพราะระบบการปกครองของเรามีปัญหา อย่างผมอยู่ที่ Dubai ผมก็เห็นชัดครับว่าที่นี่ คนที่เป็นอำมาตย์ของเขา จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชน จะไม่มาเอาประโยชน์จากประชาชน แต่วันนี้ในประเทศเราอำมาตย์มาเอาประโยชน์จากประชาชนไม่ช่วยเหลือประชาชนนี่คือปัญหา

อยากจะขอขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงออสเตรเลียทุกคนที่ได้ทุ่มเท ที่ได้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง อย่างมีแนวทาง ที่สามารถเป็นตัวอย่างแก่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในประเทศอื่นได้ ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ได้จัดงานขึ้นและให้โอกาสผมมาพูด ตอนนี้ผมกำลังดูว่าผมจะไปออสเตรเลียช่วงไหน เมื่อผมไปออสเตรเลียผมก็คงต้องขออนุญาตเลี้ยงข้าวท่านทั้งหลายที่เป็นเสื้อแดงออสเตรเลียสักมื้อเอาร้านไหนก็ได้ก็อยากอยู่ใกล้ชิด ได้พูดคุยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

วันนี้มันเป็น Skype มองเห็น แต่หน้าตาไม่ชัด ไม่เหมือนต้องไปดูเองที่ออสเตรเลีย ผมก็ซื้อที่ในออสเตรเลียไว้นะครับ ผมซื้อไว้แถวๆ กึ่งกลางระหว่าง Melbourne กับ Sydney เรียกว่า central NSW ไปซื้อไว้แปลงหนึ่งแสนกว่าเอเคอร์ ที่ถูกๆ นะครับ มีคนมาขายผมเลยซื้อไว้แสนสามหมื่นเอเคอร์ ผมยังไม่ได้ไปเห็นเลย เดี๋ยวจะไปดู ดูแต่ในแผนที่ ดูจากใน Google ยังไม่ได้ดูของจริงเลย หวังว่าจะได้ไปเยี่ยมไปพบปะนะครับ ต้องขอบคุณมากครับคนที่นี่น่ารักจริงๆ ขอบคุณทุกท่าน ทุกท่านน่ารักมากเลย

สุดท้ายท่านทักษิณตอบคำถามที่ว่าเมื่อไหร่จะมาเยี่ยมคนไทยในออสเตรเลียว่า ผมขอวางแผนก่อ นแต่ผมไปแถวปาบัวนิวกินีบ่อย เพราะผมไปขออนุญาตทำน้ำมันอยู่ที่ปาบัวนิวกินี ร่วมกับพวกที่นี่ทำครับ ผมสัญญาว่าจะแวะมาหาที่ออสเตรเลีย