วันพฤหัสบดี, เมษายน 08, 2553

สั่งปิด36เวบไซต์ไทยอีนิวส์โดนแบนพลการ ประชาไทชี้เลวร้ายกว่ายุคเผด็จการคมช.เรืองอำนาจ




คำสั่งปิด36เวบไซต์-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยลงนาม อาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์ แต่ในเวลาต่อมาICTกลับปิดโดยพลการ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท
8 เมษายน 2553

นอกเหนือจากการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิลแชนัล สื่อของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยกาีรศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ลงนามสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร(ICT) โดยอาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิด 36 เวบไซต์ โดยอ้างว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

ในรายชื่อทั้งหมด 36 เวบไซต์จะพบว่าไม่มีรายชื่อของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เมื่อเข้าไทยอีนิวส์ทางwww.thaienews.blogspot.com จะขึ้นข้อความปรากฎดังนี้

เว็บไซต์ที่ท่านต้องการเข้าชมได้ถูกระงับการเผยแพร่ตามคำสั่งจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
อาคาร 9 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทร 0-2505-7147, 0-2568-2498


อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านสามารถติดตามไทยอีนิวส์ได้อีกช่องทางที่ไม่โดนปิดคือhttp://thaienews.blogspot.com หรือ โดยผ่านพร็อกซี่ เช่น
http://www.hidemyass.com/
http://www.proxydom.com/
http://www.spiderproxy.com/

การกระทำดังกล่าวของICTนับว่าอยู่นอกเหนือคำสั่งของนายสุเทพ และไม่ได้แจ้งเหตุผลใดๆในการปิดกั้นไทยอีนิวส์

เวบไซต์ทั้ง 36 แห่งนี้ก็รวมทั้งหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในอันดับต้นๆของผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองด้วย

เวบประชาไทโดนสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯลงนามปิด ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ใน http://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติ

สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงนามปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่เช้าวันนี้ ผอ.แจงโดนปิดเป็นทางการครั้งแรก แม้แต่ช่วงหลังรัฐประหารยังไม่เคยมีคำสั่งปิด เตรียมสู้ทุกช่องทาง เผยแพร่ข่าวผ่านเฟสบุ๊ก บล็อก ฯ จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บระบุแม้ใครไม่ชอบเนื้อหาแต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความเห็น ปิดไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ


8 เม.ย.53 จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทออนไลน์ชี้แจงถึงกรณีการปิดเว็บไซต์ประชาไทว่า ในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ 9.00 น.ไม่สามารถเข้า http://prachatai.com ซึ่งเป็นส่วนของเว็บข่าวและบทความได้ จึงได้ทำการตรวจสอบกับบริษัทอินเตอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ data center ที่ประชาไทได้ใช้บริการฝากวางเซิร์ฟเวอร์ไว้ ทางไอเน็ตยืนยันว่ามีคำสั่งให้ปิดเว็บดังกล่าว เป็นผลให้ไม่สามารถเข้าถึงเว็บได้ และเป็นการบล็อกในระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สามารถใช้ proxy ในการเข้าถึงด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
จีรนุช กล่าวว่า ในบรรยากาศขัดแย้งทางการเมือง เว็บไซต์ประชาไทก็ไม่เคยถูกปิดกั้นแม้กระทั่งในช่วงรัฐประหาร นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีการปิดกั้นอย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมาประชาไทไม่ได้ย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปไว้ต่างประเทศ เพราะเชื่อมั่นว่าสังคมไทยนั้นเคารพในเสรีภาพของสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลในการปิดเว็บ ไซต์ และได้ส่งจดหมายไปสอบถามเหตุผลที่กระทรวงไอซีที รัฐมนตรีสำนักนายกฯ และร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว รวมทั้งจะดำเนินการผ่านช่องทางของศาลปกครองด้วย เพราะถือว่าเป็นการปิดกั้นอย่างไม่ชอบธรรมที่สุด

ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังย้ายข้อมูลไปไว้ยังเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถเปิดให้เข้าถึงเว็บได้อีกครั้งผ่านทาง http://prachatai.net ระหว่างนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ใน http://facebook.com/prachatai ในส่วนของเว็บบอร์ด (http://prachataiwebboard.com) ยังใช้การได้ตามปกติ

“สถานการณ์ตอนนี้ดูสับสนและเริ่มมีการปิดกั้นข่าวสารอย่างชัดเจน แต่ยิ่งปิดกั้นก็จะยิ่งสร้างความตื่นตระหนก และจะสร้างความวุ่นวายในทางข่าวสาร ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้น เราเห็นว่าข่าวสารควรมีสมดุล ผู้อ่านควรได้รับการรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน” จีรนุช กล่าว

จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งปัจจุบันเป็นคณะกรรมการนโยบายทีวีไทย กล่าวว่า ไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการปิดเว็บไซต์ประชาไท เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อ โดยตนและเพื่อนได้ริเริ่มก่อตั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยุคนั้นมีปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ไม่ถูกเปิดเผย หลังจากนั้นในปี 2549 ประชาไทก็เป็นพื้นที่สำหรับผู้ต่อต้านการรัฐประหาร หากดูเนื้อหาของเว็บไซต์ในขณะที่ถูกปิดนี้ก็พบว่าไม่มีเนื้อหาใดที่จะผิดกฎหมาย หรือน่าเป็นห่วง

“ในระยะหลังแม้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาไท รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับประชาไทในหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่เหตุที่ใครจะมาปิดกั้นได้ พื้นที่นี้อาจมีความเห็นที่รัฐบาลหรือคนบางส่วนไม่ชอบ แต่ยังอยู่ในกรอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราต้องปกป้องสิทธิของสื่อที่จะประชาชนจะใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นแม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการยุยงให้คนฆ่ากัน หรือก่อความรุนแรง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยก็ได้รับรองสิทธิในการแสดงความดคิเห็น และเสรีภาพสื่ออยู่แล้ว” จอนกล่าวและมองว่าประชาไทไม่ใช่เวทีของ นปช. แม้จะมีผู้นิยมฝ่ายเสื้อแดงเขียนบทความมาร่วมเยอะ แต่ที่ผ่านมาก็ถือมีความหลากหลายของข่าวสารข้อมูลพอสมควร และเป็นเวทีให้คนทุกฝ่าย บทความที่เชียร์พันธมิตรฯ หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายแดงก็มี

จอนกล่าวด้วยว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งการในเรื่องนี้ และข้อมูลที่นำเสนอต่อศาลเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ต้องมีการอุทธรณ์ และควรต้องนำไปสู่ศาลปกครอง เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของการปิดกั้นสื่ออื่น เช่น สื่อของคนเสื้อแดงโดยตรงในสถานการณ์เช่นนี้นั้น จอนมองว่า กรอบที่ควรจะมีคือการมีกฎหมายในการควบคุมไม่ให้มีสื่อที่ปลุกปั่นหรือยุยงคนให้ทำผิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรง ขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้นั้นคือสิ่งที่พิสูจน์ว่ากฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ทำให้รัฐสามารถละเมิดสิทธิของประชาชนได้อย่างง่ายดาย อยากปิดปากใครก็ทำได้โดยไม่ต้องรีรอ

ปิดพีเพิลแชนัล อดิศรลั่นจะเปิดใหม่ให้ได้วันนี้

ขณะเดียวกันได้มีการสั่งปิดโทรทัศน์พีเพิลแชนัล โดยรัฐบาลอ้างว่ามีการบิดเบือนข่าว ช่วง16.00 น.วันนี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉฬแถลงว่า หลังจากปิดพีเพิลแชนัล ทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมน้อยลง ที่ราชประสงค์เหลือเพียง3พันคน ที่ผ่านฟ้าเหลือเพียง 2,500 คน ซึ่งจะทำให้ควบคุมการชุมนุมง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามที่เวทีคคนเสื้อแดงราชประสงค์ ซึ่งมีผู้ชุมนุมมากกว่าทุกวันได่พากันโห่ฮาใส่การแถลงข่าวดังกล่าวว่าเป็นการบิดเบือน เพราะภายหลังปิดพีเพิลแชนัล คนมาชุมนุมมากกว่าปกติ เนื่องจากนัดหมายกันไว้แล้วว่าหากพีแชนัลโดนปิดให้มาพบกันที่ชุมนุม และศาลากลางทั่วประเทศทันที

นายอดิศร เพียงเกษ ประธานพีแชนัลประกาศบนเวทีว่าจะพยายามเปิดพีแชนัลใหม่ให้ได้ภายในวันนี้

ขณะนี้ people channel ถูกรัฐบาล ส่งสัญญาณรบกวน ล่าสุดขณะนี้ สามารถดูทางเน็ต ที่
http://www.uddthailand.com/
http://www.chiangrai24.tv/
http://www.ustream.tv/channel/chiangrai-24
http://www.cbnpress.com/index.php/component/content/article/39-2008-12-27-13-26-42/1766-people-channel-online
-http://www.powerdmc.org/home/tv//player.swf

ฟังวิทยุได้ที่
-วิทยุผ่านฟ้าคลื่น 106.80
-วิทยุแทกซี่ 107.75 หรือ91.30
-คนรักไทย FM 95.25 หรือ www.konrukthai.com

สาธุ!สมาคมสื่อออกแถลงการณ์รัฐบาลทำขัดรธน.

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วม ซัดรัฐบาลปิดช่องเสื้อแดง เว็บปลุกม็อบ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.45 ชี้ พ.ร.ก.ให้อำนาจแค่ห้ามนำเสนอบางข่าว ส่อ 2 มาตรฐาน ไม่ปิดบางช่องที่มีลักษณะคล้ายกัน เชื่อปลุกคนร่วมม็อบ จ่อเกิดสถานการณ์รุนแรง เตือนเพื่อนสื่อระวังการนำเสนอข่าว จี้แดงอย่าเอาแถลงไปสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มตัวเอง

วันนี้ (8 เม.ย.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกรณีการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเว็บไซต์ โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมานั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้

1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวี และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า
“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรา นี้ จะกระทำมิได้”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น

2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่า การดำเนินการปิดกั้นสัญญาณ และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สองมาตรฐาน” และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น

3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าว ออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพใน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา

สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง