วันอังคาร, มกราคม 26, 2553

รัฐบาลพลัดถิ่น ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี สงครามประชาชน


โดย Pegasus
26 มกราคม 2553

ระวังอย่าทำการอย่างสุ่มเสี่ยงด้วยการจับอาวุธก่อนเวลาที่จะมีรัฐบาลพลัดถิ่น การมีรัฐบาลพลัดถิ่นนายกทักษิณฯจะสามารถเรียกให้ประชาชนและทหารฝ่ายประชาธิปไตยออกมาต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


แนวทางต่อไปนี้มาจากแนวคิดของ เคล้าเซวิทช์ , เลนิน , ซุนวู , เหมาเจ๋อตุง และเครน บรินตัน ผสมผสานกันตามความเหมาะสม เนื้อหาให้ความสำคัญกับความเข้าใจมากกว่าศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์สังคม

ความคิดทางยุทธศาสตร์ คือ ต้องรู้จักมิตร รู้จักศัตรู ว่าแท้จริงคือใคร ชนชั้นไหนปกครอง ประชาชนถูกปกครองอย่างไร อย่างโหดเหี้ยม ทารุณ โหดร้าย กดขี่ และขูดรีด ด้วยวิธีการใดๆบ้าง เพื่อให้เกิดการตาสว่างโดยทั่วไป

ความคิดทางยุทธวิธี คือ การแสวงหามิตร แสวงหาแนวร่วมมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมมากพอที่จะจับอาวุธถ้าจำเป็น และต้องการต่อสู้ในแนวทางสันติในยามปกติ จนกว่าจะมีจำนวนมากกว่าฝ่ายที่ถืออาวุธของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ทำให้ศัตรูมีมิตรน้อยลง และทำลายศัตรูด้วยการรุกทางการเมือง ได้ชัยชนะทางการเมืองก่อนแล้วจึงตามด้วยการทหารเมื่อจำเป็น

จิตสำนึกทางการเมือง คือ ความรู้สึกเคียดแค้น ชิงชัง การกดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ และเห็นว่าสาเหตุเกิดจากการมีชนชั้น ชนชั้นหนึ่งมีอำนาจทั้งด้านการเงิน กฎหมาย ข้าราชการและกำลังอาวุธ อาศัยการล้างสมองด้วยประเพณี วัฒนธรรม ทำให้ประชาชนยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว ต่อมาเมื่อพบความจริง เกิดอาการตาสว่าง เห็นความอยุติธรรมระหว่างชนชั้น ชนชั้นหนึ่งทำผิดได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี ชนชั้นหนึ่งทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเลยก็ผิด จิตสำนึกทางชนชั้นนี้จะส่งผลให้ มวลชนเกิดความห้าวหาญ เกิดความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลานและต้องการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

ชนชั้นปกครอง คือ เครือข่ายของกลุ่มศักดินา ขุนนาง ทุนผูกขาดและทุนข้ามชาติร่วมกันเรียกว่า เหล่าอำมาตยาธิปไตย เป็นกลุ่มคนที่รวมอำนาจทางกฎหมาย การเมือง ทุนและแม้แต่วัฒนธรรมเข้าด้วยกันและสูบทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานและแม้กำไรส่วนเกินจากกลุ่มทุนไว้ที่กลุ่มพวกของตนอย่างอยุติธรรมและกดขี่ด้วยอำนาจ ขูดรีดทางเศรษฐกิจอย่างอำมหิต โหดเหี้ยมที่สุด ใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายการควบคุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้อย่างมั่นคง

ชนชั้นถูกปกครอง คือ ประชาชนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายของชนชั้นปกครอง เป็นผู้ถูกกระทำ และเป็นทุกชีวิตในประเทศไทย ตั้งแต่กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา คนหาเช้ากินค่ำ พนักงานบริษัท ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร ตำรวจชั้นผู้น้อย ผู้ไร้ซึ่งเส้นสาย ผู้ประกอบการ นักศึกษา นายทุนน้อยอื่นๆรวมไปถึงนายทุนระดับชาติและระดับโลกาภิวัฒน์แต่หารายได้ด้วยการทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ำ หรือใช้ความคิด ใช้สมอง ใช้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจอย่างยุติธรรม เมื่อเผด็จการมีอำนาจมากขึ้น ประชาชนก็จะอดอยากมากขึ้น เสรีภาพและประชาธิปไตยลดน้อยถอยลง เกิดความอยุติธรรมด้วยการขาดนิติรัฐ นิติธรรม เพราะนิติรัฐ นิติธรรมจะเกิดมาพร้อมกับประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ เพราะเผด็จการสั่งได้

โรคตาสว่าง คือการที่ประชาชนได้รับทราบว่า ชนชั้นปกครองคือใคร ได้ทำอะไรไว้กับประเทศไทยบ้าง การยึดสนามบินนานาชาติ การใช้อาวุธและใช้ระเบิดฆ่าประชาชน การตัดสินคดีผิดหลักนิติธรรม งานศพ การถ่วงฎีกา รายการความจริงวันนี้ และการโฟนอิน ทำให้เกิดโรคตาสว่างและสั่นคลอนระบอบจักรพรรดินิยมอย่างรุนแรง

ประชาชนพบเห็นอย่างชัดแจ้งว่า จักรพรรดินิยมได้ใช้ องค์กรพิเศษ สื่อมวลชนกระแสหลัก กฎหมาย กองทัพ และพรรคการเมืองตัวแทน เป็นกองกำลังในการขับเคลื่อน สนับสนุนและชี้ทิศทางด้วย นักวิชาการ และพันธมิตรฯ ดังนั้นชัยชนะอยู่ที่การถ่างกว้างความแตกต่างทางชนชั้นอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง นำโรคตาสว่างให้ระบาดเข้าไปในส่วนราชการพลเรือน ทหารและตำรวจที่เป็นกำลังหลักของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เพื่อลดศัตรูและนำมาเป็นมิตร

ข้อห้าม ระวังอย่าทำการอย่างสุ่มเสี่ยงด้วยการจับอาวุธก่อนเวลาที่จะมีรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว การมีรัฐบาลพลัดถิ่นนายกทักษิณฯจะสามารถเรียกให้ประชาชนและทหารฝ่ายประชาธิปไตยออกมาต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การเสี่ยงแบบสุ่มเสี่ยงด้วยการสะสมอาวุธและทำให้จับได้ จะทำให้กระบวนการเสียกระบวนกลายเป็นกบฏไป ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเสียหายตามไปด้วย

การลอบสังหารบุคคลสำคัญด้วยความคิดว่าจะจบปัญหาทั้งหมดนั้นไม่เกิดประโยชน์ เพราะเสียโอกาสในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องไม่ทำการใดๆให้ประชาชนถอนการสนับสนุน เช่นการปิดสนามบิน การปิดถนนให้เกิดความเดือดร้อนต่างๆที่ประชาชนไม่ยอมรับ หรือแม้แต่การใช้คำด่า หยาบๆคายๆเป็นต้น

หลักคิดทั่วไป เหมา เจ๋อ ตุง กล่าวว่า ”สงครามก็คือการเมืองที่เสียเลือดเนื้อ ส่วนการเมืองก็คือสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ”

เคล้าเซวิทช์ กล่าวว่า “ขั้นตอนสุดท้ายของการเมือง คือ สงคราม”

หมายถึงสงครามนั้นเกิดขึ้นเสมอเมื่อการเจรจาทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนอำนาจอย่างไม่เสียเลือดเนื้อนั้นไม่อาจทำได้ หรือไม่มีทางออกอย่างสันติได้อีก และการศึกไม่หน่ายการลวงเสมอ และควรละทิ้งแนวทางชนบทล้อมเมืองของประเทศอื่นมาเป็น ชนบทและเมืองร่วมมือกันประสานกันอย่างแน่นแฟ้น ชัยชนะจะอยู่ที่กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ทุกแห่งเพราะโลกก้าวหน้าไปกว่าเดิมมาก

สิ่งชี้วัดการเกิดการปฏิวัติสังคม เครน บรินตัน (Crane Brinton)ได้ศึกษากายวิภาคของการเกิดการปฏิวัติขึ้นในหลายแห่งได้สรุปว่า การปฏิวัติในทุกประเทศเกิดในลักษณะเหมือนการเกิดไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ การเกิดอาการ การมีไข้สูง การเกิดวิกฤต และการพักฟื้น

ซึ่งในขั้นตอนการเกิดปฏิวัตินั้นจะมีอาการให้เห็นในขั้นการเกิดอาการและการมีไข้สูงได้แก่ การเกิดความรู้สึกว่ามีชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองไม่เหมาะสม กำลังฝ่ายปราบปรามได้แก่ตำรวจและทหารหมดสภาพการบังคับลง นี่เป็นขั้นการเกิดอาการ

ซึ่งบรินตันกล่าวไว้ว่าเมื่อพบอาการดังกล่าวนี้แสดงว่าจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนขึ้นแล้วในทุกหนทุกแห่ง ส่วนขั้นการมีไข้สูงซึ่งจะเป็นการต่อสู้ไปสู่ชัยชนะนั้นจะเป็นเรื่อง การเกิดการล่มสลายของระบบการเงินเช่น หนี้สินรุงรัง ธนาคารล้ม อัตราภาษีสูง จากนั้นเกิดการต่อต้านรัฐบาลอยู่ทั่วไปมากขึ้น เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งอาจได้แก่การปะทะ การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมยึดทรัพย์ ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น

ในที่สุดฝ่ายสายกลางจะได้อำนาจและบริหารราชการต่อไป ส่วนอีกสองขั้นตอนที่เหลือนั้น บรินตันกล่าวว่า ในขั้นวิกฤตินั้นพวกกลุ่มฝ่ายหัวรุนแรงเช่น โรเบส ปิแอร์ในฝรั่งเศส ฝ่ายซ้ายในรัสเซีย ฝ่ายเคร่งศาสนาในอิหร่านมายึดอำนาจต่อและในที่สุดก็บริหารด้วยความโหดร้าย ทำให้ล่มสลายลง แล้วฝ่ายสายกลางก็กลับมาบริหารงานต่อทำให้เข้าสู่การพักฟื้นในที่สุด

สำหรับประเทศไทยแล้ว สถานการณ์ที่จะเกิดการปฏิวัตินั้นสมบูรณ์แล้ว เหลือแต่การล่มสลายของการที่ทหารส่วนใหญ่หันมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และรอสัญญาณการจุดระเบิดขึ้นเท่านั้น

แนวทางการประชาสัมพันธ์ ชี้ให้เห็นอนาคตที่ดีกว่า ชีวิตที่มีเสรีภาพ มีกินอย่างไม่ขาดแคลน มีที่ดินที่ฝ่ายอำมาตย์ ศักดินาแย่งชิงจากประชาชนไปคืนมา พ้นจากอิทธิพล อำนาจมืด เส้นสาย หนี้นอกระบบ เงินใต้โต๊ะ ความอยุติธรรมสองมาตรฐาน คนมีเส้นสายได้รับอภิสิทธิต่างๆมากมาย ดอกเบี้ยธนาคารที่แพงกว่าที่ควรจะเป็นเท่ากับขูดรีดประชาชนอย่างหน้าเลือด การทำให้ทุกคนเป็นเถ้าแก่ มีรายได้ มีอาชีพมั่นคง

เป้าหมาย ระดมความชอบธรรมและการสนับสนุนจากประชาชนด้วยวิธีการที่ชอบธรรมและจะได้การสนับสนุนจากประชาชนด้วยความชอบธรรม

แปลว่าเป็นการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองนั่นเอง ชัยชนะได้มาจากจำนวนมวลชนที่ตาสว่างจำนวนมหาศาล และมวลชนที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นกองกำลังได้เมื่อเกิดการจลาจล หรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว

การประมาณการต้องทำเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยการเปรียบเทียบกำลังของทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่คิดฝันเอาเอง แต่ด้วยการประเมินอย่างแม่นยำตามความเป็นจริง โดยแยกมวลชนทั่วไปออกจากมวลชนกองกำลัง และเปรียบเทียบกับฝ่ายเสื้อเหลือง และกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยกองกำลังมวลชนควรมีสัดส่วน ๑๐ เท่าของกองกำลังฝ่ายความมั่นคง จึงจะเปิดการรุกใหญ่ได้

ยุทธวิธี

-หามิตรเพิ่ม ทำศัตรูมาเป็นมิตร ไม่ผลักมิตรเป็นศัตรู แสดงแต่ความจริง ไม่โฆษณาอย่างเลื่อนลอย ไม่ด่าว่าหยาบคาย แสดงให้เห็นความชอบธรรมเพื่อให้คนมีความเป็นธรรมหันมาสนับสนุน ใช้ระบบขยายมวลชนแบบขายตรง แสวงจุดร่วมในภาพใหญ่ สงวนจุดต่างในเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยเพื่อชีวิตที่ดีร่วมกันในอนาคตเพื่อที่จะพ้นจากการกดขี่ขูดรีดของระบอบอำมาตยาธิปไตย

-ละทิ้งการเป็น “ซากทัศนะทาส” หรือจิตสำนึกการเป็นไพร่ ทาส และการเป็นเจ้าขุน มูลนายออกจากจิตใจและการกระทำ

-สู้เพื่อการชอบธรรมคือการสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความยุติธรรม เพื่อปลดปล่อยจากการกดขี่ ขูดรีด ที่ปรากฏอยู่ทั่วไป

-ชัยชนะไม่ได้มาจากการยึดพื้นที่หรือเมืองใดๆ แต่อยู่ที่ประชาชนให้การสนับสนุน เข้าร่วมและมีความผูกพันถึงขนาดต้องการเข้าร่วมเป็นกองกำลังเมื่อเกิดจลาจลหรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว ขยายมวลมิตรให้แผ่กว้าง ลดศัตรูให้เล็กแคระแกร็นลง กองกำลังฝ่ายประชาชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายศัตรูย้ายมาเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นไม่รู้จบ

-จากการชุมนุมปกติ สามารถแปรสภาพเป็นมวลชนที่จัดตั้งเป็นกองกำลัง มีมวลชนจัดตั้งทุกหนทุกแห่ง พร้อมปฏิบัติการมีการจัดการชุมนุมทั่วไป มีการปราศรัยให้ความรู้ประชาชนตามซอก ตามมุมในเมืองทุกหนแห่ง ดึงประชาชนมาเป็นมวลชนจัดตั้งอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อเกิดการใช้กำลังปราบปรามประชาชน หรือเกิดรัฐบาลพลัดถิ่นด้วยเงื่อนไขใดแล้ว มวลชนจัดตั้งเกิดทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดใหญ่จะเข้าร่วมด้วย

-ยึดแนวทาง “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่” เมื่อทหาร ตำรวจมาก็หลบ เมื่อทหารไปก็ผุดขึ้นมาปราศรัยทั่วไปทุกหน ทุกแห่ง เมื่อสถานการณ์สุกงอมเต็มที่ ได้แก่การที่มวลชนมีจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งในแต่ละพื้นที่ ก็สามารถเป็นเขตปลดปล่อยจากกองกำลังฝ่ายปราบปรามได้

สร้างเขตปลดปล่อยดังกล่าวนี้ให้ทั่วพื้นที่เป้าหมาย สร้างกองกำลังที่เข้มแข็งและจำนวนมากกว่าฝ่ายปราบให้ได้ถึง สิบเท่าตัว ก็จะทำให้กองกำลังทหารได้แต่ถอยกลับไปรักษาพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น และเมื่อมวลชนมีความเข้มแข็งกว่าฝ่ายทหารและตำรวจดังกล่าวแล้วจึงใช้ยุทธวิธี “เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” โดยการปิดล้อม ปลดอาวุธ จับเชลยถ้าฝ่ายทหารมีกำลังเข้มแข็งก็ปิดล้อมให้ขาดเสบียงอาหาร ชักนำให้เข้ามาติดอยู่ในวงล้อม เมื่อมีกำลังมากกว่าถึง สิบเท่า ให้ทำลายกองกำลังทหารที่อ่อนแอกว่าด้วยการปิดล้อม หรือ ใช้วิธีการให้ทหารต้องแยกออกเป็นส่วนๆ ด้วยการสร้างเครื่องกีดขวาง การล่อหลอกให้ไล่ติดตามแล้วใช้กำลังที่แม้น้อยกว่าทหารโดยรวมแต่ก็มากกว่า ณ จุดที่จะเข้าตีถึง สิบเท่า ทำการปิดล้อมเช่นกัน และหากกำลังทหารแตกไปก็ให้ไล่ติดตามจับมาเป็นเชลยให้หมด

-ถ้าเกิดจลาจลที่ใช้กำลังสังหารประชาชนจำนวนมากด้วยอาวุธที่เหนือกว่า ให้ถือคติรักษาชีวิตประชาชนให้มากที่สุด อย่าเข้าแลก เพราะชัยชนะในขั้นสุดท้ายคือการมีกำลังเหนือกว่าฝ่ายปราบอย่างน้อยสิบเท่าในทุกสมรภูมิ แต่ให้ใช้ความพ่ายแพ้นั้น สร้างความชำนาญ จัดเจนในการต่อสู้มากขึ้น จนในที่สุดมีความสามารถใกล้เคียงกับทหารประจำการ นั่นคือชัยชนะที่แน่นอนในขั้นสุดท้าย

การร่นถอย

-เมื่อประเมินกำลังเปรียบเทียบแล้ว ยังน้อยกว่ากำลังของฝ่ายปราบปราม ต้องฝึกให้มีการถอยกันอย่างเป็นชุด เป็นทีม เป็นกลุ่มสลับกัน ช่วยเหลือ คุ้มกันให้กันและกัน โดยอาศัยที่มั่นที่ได้สร้างไว้แล้วล่วงหน้า เป็นขั้นๆ ห่างกันขั้นละไม่ต่ำกว่า 400 เมตรเพื่อป้องกันการยิงจากอาวุธยิงวิถีโค้งเช่นเอ็ม 79 อาวุธร้ายแรงอื่นไม่น่ากระทำได้ในการปราบปรามประชาชนกลางเมืองใหญ่

-แกนนำระดับกลางและระดับล่าง จับมือกันเดินหน้าต่อสู้ หากแกนนำระดับสูงกว่าถูกจับหรือสังหารไปแล้ว

-ตีโต้กลับเมื่อพร้อม ด้วยกำลังมวลชนระลอกที่ 3 และ 4

-ทุกขั้นตอน ถนอมกำลังมวลชนให้มากที่สุด ใช้การจรยุทธ์ รวมกำลัง ทำลายข้าศึกที่อ่อนแอกว่า ทุกหนทุกแห่ง หากไม่มั่นใจต้องถอย

-ฝึกฝนตนเองจากการสู้รบ แม้จะพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เติบโตขึ้นทุกขณะ

-ใช้การชุมนุมและการต่อสู้แบบจรยุทธ์ เคลื่อนที่ไปแล้วแสวงหาความได้เปรียบทางการเมืองและการทหารตลอดเวลาโดยต้องไม่หยุดนิ่ง รอการปิดล้อมเหมือน การเสียกรุงศรีอยุธยาทั้งสองครั้ง

-ต้องไม่ใช้คำพูดว่า “สงครามครั้งสุดท้าย ไม่ชนะไม่เลิก” เพราะจะเป็นการทำให้เป็นการชุมนุมแบบตั้งรับ หยุดนิ่งรอการปิดล้อม เท่านั้น

-ในขั้นสุดท้าย มวลชนและกองกำลังขยายตัวจนพร้อมจะเป็นฝ่ายปิดล้อมกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงในที่สุดด้วยการตัดเสบียง และธุรกิจต่างๆ โดยต้องไม่ใช้กำลังเข้าปะทะโดยเปล่าประโยชน์เป็นอันขาด

- ให้ยึดแนวทางดังนี้ “สู้ พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้ก็สู้ใหม่ จนกว่าจะได้ชัยชนะ”

ผู้นำมวลชน ต้องเป็นคนสุขุม รอบคอบ แต่ตัดสินใจอย่างห้าวหาญ มุ่งมั่นปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเด็ดเดี่ยว คิดเป็นรูปธรรม เป็นวิทยาศาสตร์ไม่คะเนเอาเอง และมุ่งรักษาชีวิตของมวลชนเป็นสำคัญ

มุ่งเอาชนะทางการเมืองก่อนปฏิบัติการทางทหารเสมอ ยิ่งปฏิบัติการมากยิ่งได้มวลชนมากขึ้น


***********