วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2552

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(8):รุกในยุทธวิธี/ปะตี้ทูโด๊ะ



ขณะที่ผู้ใหญ่จะสั่งสอนไม่ให้ใจร้อน แต่เมื่อพวกเรานั่งล้อมวงวิจารณ์กันถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ 15 ปีผ่านมาเป็นการตั้งรับ ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับอย่างนี้อีกกี่ปีกว่าจะถึงขึ้นยัน เราคงต้องยันด้วยไม้เท้าเป็นแน่ อย่างไรก็ตามการเข้าไปในพื้นที่ที่ทางการกุมไว้ถือเป็นการรุกทางยุทธวิธี


โดย วันลา วันวิไล
31 ตุลาคม 2552


12. ปะตี้ทูโด๊ะ



ผู้หญิง 2 คนนั้นสวยมาก เด็กหนุ่มที่เดินขึ้นมาก็หน้าตาดี ทั้งสามคนเป็นลูกหลานของปะตี้ทูโด๊ะ ผมมองอย่างตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าในป่าจะมีสาวสวยเช่นนี้


ปะตี้ทูโด๊ะ เป็นชื่อชาวกะเหรี่ยง “ปะตี้” แปลว่า ลุง ปะตี้ทูโด๊ะเป็นใครผมไม่รู้จัก เพียงแต่ต้องการพูดถึงลูกสาวคนสวยของเขา จนใจที่ไม่รู้จักชื่อเธอเลยต้องเอ่ยชื่อพ่อของเธอนำ

ชาวกะเหรี่ยงแถบนั้นเหมือนชนเผ่าอิสระ กระจัดกระจายอยู่ทั้งในเขตแดนพม่าและชายแดนไทย คงไม่ได้สังกัดเป็นพลเมืองของประเทศได ทั้งไม่ได้สนใจที่จะต้องสังกัด

ใกล้ ๆ ค่ายของพวกเรามีบ้านกะเหรี่ยงเรียงกันตามที่ราบแคบ ๆ ริมห้วยประมาณ 30-40 หลังคาเรือน ชนชาติภูเขาเผ่านี้เรียกตัวเองว่า“ปากันยอ” สำเนียงพูดต่างไปจากกะเหรี่ยงที่อยู่เหนือขึ้นไป ซึ่งพูดคำ “กินข้าว”ว่า “อั้งมี” แต่ที่นี่พูด “ออมี”

พวกเขาปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ไม่มีเหล็กเช่นตะปูหรือลวด ปนแม้แต่นิดเดียว หลังคามุงหญ้าคาหรือใบไม้ เสาบ้านไม้ไผ่ลำยาวทำใต้ถุนสูงมากจนดูไม่น่าแข็งแรง แต่คนกะเหรี่ยงอยู่บ้านที่ปลูกนั้นไม่นานนัก พอดินในไร่ข้าวเริ่มจืด (ปลูกพืชไม่ค่อยงาม มีแมลงรบกวนมาก) เขาก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นตามแนวห้วยที่ยาวเหยียด

เป็นชีวิตที่ง่าย มือถือมีดพม่าเล่มเดียว สามารถฟันป่า ถางไร่ ขุดดิน ปลูกพืชพันธ์ธัญญาหารกินได้ หาปลาหากบมากินได้ เป็นอยู่กับวัฒนธรรมแบบซื่อๆเฉกเช่นธรรมชาติรอบๆตัว แม่ลูกยืนแก้ผ้าโทง ๆ อาบน้ำในห้วย เห็นคนเดินผ่านยังถูตัววักน้ำขึ้นลูบหน้าเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งหญิงชาย ผู้ใหญ่ เด็ก เคี้ยวหมากปากแดงเขรอะและสูบยาฉุนมวนโต

ต่างหูเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพวกเขา ทำด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นในป่าอันโตขนาดหัวแม่มือ ทำให้ติ่งหูเป็นรูกลวงและห้อยยาน

ปะตี้คนหนึ่งบอกผมว่า รูขนาดใหญ่ที่ติ่งหูเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้กดขี่ ผมไม่เคยศึกษาประวัติการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยง จึงไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงของคำพูดนี้ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นความหมายที่น่าคิด เพราะมันจะแตกต่างกันมากถ้ามีคนบอกว่าพวกเขาคิดว่ามันสวยงามที่มีรูใหญ่ที่ใบหู

อาหารของชาวกะเหรี่ยงมีข้าวเป็นหลัก พวกเขาคดข้าวใส่ชามใบโต (น่าจะเรียกว่ากะละมังมากกว่า) กินกับปลาย่าง น้ำพริกที่มีแต่กะปิกับพริกขี้นก (บางคนเรียกว่าพริกกะเหรี่ยง) เผ็ดจนหูอื้อ แกล้มกับผักสดผักต้มสารพัดชนิด ผมเคยนั่งร่วมวงกินข้าวด้วยกัน น้ำใจไมตรีมีให้เหลือเฟือ เขาจะคะยั้นคะยอให้พวกเรากินเยอะๆเช่นเดียวกับที่พวกเขาแต่ละคนจะคดข้าวให้กัน 2-3 ชามโต

ถ้าเราเลิกใส่ใจกับมาตรฐานการครองชีพและอนามัยตามแบบตะวันตก คนกะเหรี่ยงที่ร่างเล็กอายุคงไม่ได้ยืนยาวนัก แต่ยามทำงานช่างแข็งแรงและทรหดอดทนเหลือเกิน ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าชีวิตที่ล้าหลัง (ในสายตาของคนเมือง) มันแย่กว่าความสุขสบายในห้องแอร์แต่กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกลงทุกวันจริงหรือ

มีชาวกะเหรี่ยงบางครอบครัวที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับพวกเรา อพยพลงไปอยู่ตามสายน้ำที่ไหลลึกเข้าไปใกล้หมู่บ้านไทยและอำเภอที่คนหนาแน่น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ปะตี้ทูโด๊ะ นานๆ เราจึงจะไปเยี่ยมเขาสักครั้งหนึ่งและได้สอบถามข่าวคราวการเคลื่อนไหวของทหารตำรวจในพื้นที่แถบนั้นด้วย

ช่วงหน้าฝนปี 2522 หัวหน้าหน่วยจึงให้ผมกับเพื่อนคนหนึ่งไปบ้านปะตี้ทูโด๊ะ

ภูมิประเทศแถบนั้นงดงามมาก ภูเขาบางลูกมีแต่ไม้ไผ่สีเขียวอมเหลือง ทอดเงาลงในสายน้ำใสกระจ่างที่ทั้งกว้างขวางและตรงดิ่งไปยังพุ่มไม้ครึ้ม ถ้าเดินไปทางถนนซึ่งทำเพื่อชักลากไม้จะสบายมาก แต่เราไม่มั่นใจในความปลอดภัย กลับเดินขึ้นลงภูเขาที่รกไปด้วยหนามและข้ามสายน้ำเชี่ยว

เที่ยงวันที่ 4 จึงไปถึงบ้านปะตี้ทูโด๊ะ เป็นเรือนไม้มีใต้ถุนแบบบ้านคนไทยในชนบท ปลูก 3 หลังติดกัน อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ทั้งพ่อแม่แก่เฒ่าและลูกหลาน แบบของความเป็นอยู่ทุกอย่างเหมือนคนไทย ยกเว้นภาษาเท่านั้นที่เป็นกะเหรี่ยงและทำให้ผมสื่อสารกับเขาไม่ได้

เมื่อผมไปถึงเมียของปะตี้ทูโด๊ะและเด็ก ๆ นอนฟังวิทยุทรานซิสเตอร์เพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ สักพักก็หมุนหาคลื่นไปเจอเพลงฝรั่ง แล้วพวกเขาก็หัวเราะกันลั่นบ้าน เพื่อนผมที่พอรู้จักภาษากะเหรี่ยงอยู่บ้างบอกว่า คำในเพลงฝรั่งคล้ายกับคำทะลึ่งในภาษากะเหรี่ยง

สักพักหนึ่งแม่เฒ่านำหญิงสาว 2 คนและเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้นเรือนมา แม่เฒ่ามาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแหบๆ 2-3 คำ ฟังไม่รู้เรื่อง ผู้หญิง 2 คนนั้นสวยมาก เด็กหนุ่มที่เดินขึ้นมาก็หน้าตาดี ทั้งสามคนเป็นลูกหลานของปะตี้ทูโด๊ะ ผมมองอย่างตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าในป่าจะมีสาวสวยเช่นนี้

ปกติโลกมักจะไม่ค่อยยุติธรรม คนหน้าตาดีมักจะเป็นลูกหลานของคนในเมืองร่ำรวย (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “มีบุญ”) ส่วนสาวชาวนาชาวไร่มักทำงานหนักตากแดดตากฝน ผิวหน้ากร้าน มีสิวฝ้าตามสภาพ ดังนั้นสาวชาวเมืองมักได้เปรียบกว่าสาวชาวบ้านในทุกกรณี ยิ่งในสังคมของทุนและการค้าเป็นใหญ่ อะไร ๆ ก็จะแปรเป็นทรัพย์สินเงินทองได้หมด ถ้าสิ่งนั้นเป็นที่ต้องการ ในคติไทยความสวยก็เป็นรูปสมบัติ มันจึงขายได้ แลกเปลี่ยนได้

ผมไม่ได้บังอาจคิดเลยเถิดไปไกล ความสวยของสาวกะเหรี่ยงควรเป็นสมบัติของชาวกะเหรี่ยง ผมเพียงแต่จ้องมองและเห็นความงามเหมือนความงามของสายน้ำที่ผมเดินผ่านซึ่งไหลตรงดิ่งไปยังขุนเขาสีเขียวและมีหมอกบาง ๆ คลุมอยู่ให้เห็นเลือนลาง

เพื่อนผมเข้ามาสะกิดบอกว่า แม่เฒ่าขอให้ช่วยแทงเข็มรักษาโรคปวดเข่า ชาวบ้านรู้ว่าพวกเราเคยร่ำเรียนวิชาแทงเข็มมาบ้างก็มักจะเชื่อถือให้เราปัดเป่าความเจ็บปวดให้เสมอ ผมแทงเข็มให้แม่เฒ่าดูแกจะพอใจทั้ง ๆ ที่ผมรู้ว่าการแทงเข็มเช่นนั้นคงจะไม่ได้ช่วยรักษาโรคอันเกิดจากความเสื่อมชราได้เลย

หญิงสาวคนสวยบอกว่าปวดหลัง ให้ผมแทงเข็มรักษาด้วย เธอนอนคว่ำลงเลิกเสื้อขึ้นผมเอามือจับหาจุดตามแนวกระดูกสันหลังด้วยความเขิน เธอจั๊กจี้หัวเราะไม่หยุด ทุกคนที่นั่งดูต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เด็กหนุ่มน้องชายของเธอพูดอะไรออกมาทุกคนยิ่งหัวเราะกันครืน ผมทำหน้าตาเลิกลักเพราะฟังไม่รู้เรื่อง

ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคอะไรจริงหรือไม่การแทงเข็มเพียงมื้อเดียวด้วยฝีมือของหมอแทงเข็มงู ๆปลา ๆ อย่างผมคงไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากให้ความรู้สึกสนุกสนานเป็นกันเองระหว่างคนแปลกหน้าแปลกภาษา ความสัมพันธ์อย่างง่าย ๆ เช่นนี้ของคนนับวันจะยิ่งหายากห่างเหินไปทุกที จะมีหลงเหลืออยู่บ้างในชนบทเช่นนี้หรือในชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญเท่านั้น น่าเสียดายที่มนุษย์เราต้องแลกเอาเสมอระหว่างความเจริญทางวัตถุกับความสัมพันธ์ต่อกันที่แห้งแล้ง

คนพื้นบ้านที่ห่างไกลความเจริญเช่นคนลาวมักทักทายกันด้วยความห่วงใยว่า ซำบายดีบ่ เช่นเดียวกับคนกะเหรี่ยงก็มักทักทายกันว่า อูมือกวา...สบายดีหรือ และคำตอบอมตะนิรันดร์กาลพร้อมรอยยิ้มคือ อูมือกึ๊ หรือสบายดี ทั้ง ๆ ที่อาจจะผ่านงานหนักแทบตายมาหยกๆ ผิดกับคนในเมืองใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ ซึ่งแม้จะอยู่รั้วถัดกันก็ไม่เคยเหลียวมองอย่าว่าแต่จะทักทาย

ผมกับเพื่อนจากบ้านปะตี้ทูโด๊ะมาโดยไม่ได้ข่าวคราวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก เนื่องจากบ้านปะตี้ทูโด๊ะเป็นกะเหรี่ยงที่พูดไทยไม่ค่อยได้ และห่างเหินกับหมู่บ้านไทย ระหว่างทางเดินกลับผมถามเพื่อนว่าตอนที่แทงเข็มให้ลูกสาวปะตี้ทูโด๊ะนั้น น้องชายเขาพูดว่าอะไรคนพวกนั้นถึงหัวเราะกันครืน

เพื่อนผมยิ้มแล้วบอกว่า เด็กนั้นทะลึ่งบอกว่าให้หมอแทงพี่สาวด้วยเข็มเล่มใหญ่



13. รุกในยุทธวิธี


ปลายปี 2522 ผมถูกจัดให้อยู่ในหน่วยหนึ่งจากสองหน่วยที่รับหน้าที่ให้เปิดเขตงานด้านเหนือให้ได้ ทำงานมวลชน (โฆษณาอุดมการณ์กับชาวบ้าน)

เป็นหลักหลีกเลี่ยงการปะทะกับทางการจนกว่าจะถึงเวลาจำเป็น ตามยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง นี่เป็นเพียงการตั้งรับขั้นแรก ตามทฤษฎีว่าเมื่อมีกำลังมากพอก็จะเป็นการรบตามแบบแผนมากขึ้นในขั้นยัน และสุดท้ายจึงจะถึงขั้นรุกเอาชัย

ขณะที่ผู้ใหญ่จะสั่งสอนไม่ให้ใจร้อน แต่เมื่อพวกเรานั่งล้อมวงวิจารณ์กันถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ 15 ปีผ่านมาเป็นการตั้งรับ ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับอย่างนี้อีกกี่ปีกว่าจะถึงขึ้นยัน เราคงต้องยันด้วยไม้เท้าเป็นแน่ อย่างไรก็ตามการเข้าไปในพื้นที่ที่ทางการกุมไว้ถือเป็นการรุกทางยุทธวิธี

ครั้งแรกที่ไปถึง เราผูกเปลนอนอยู่ในพุ่มไม้บนเนินริมคลอง บ้านของชาวบ้านอยู่ถัดไป ชานเรือนยื่นลงไปในคลอง เสาบ้านผูกเรือหางยาวไว้ ชาวบ้านคุยกันเราจะได้ยินเสียงงึมงำ เมื่อไปถึงใหม่ ๆ ไม่อยากให้ใครพบเห็นก็อยู่กันเงียบ ๆ

เวลาคุยกันต้องกระซิบเบา ๆ ตลอดเวลา พอตกเย็นหุงข้าวต้องขุดพื้นทรายเป็นเตาทำท่อควันยาว ๆ แล้วเอาใบไม้มาปิดให้ควันขึ้นกระจายไม่เป็นลำให้ชาวบ้านสงสัย กินข้าวเย็นเสร็จผมก็ตามหัวหน้าหน่วยไปนั่งคุยที่บ้านชาวบ้าน อยู่ที่นั่นนานเกือบสองเดือน โดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่าหมู่บ้านหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะกลางวันไม่ได้ออกไปไหน นั่ง ๆ นอนๆ อ่านหนังสือและคุยกระซิบกระซาบกันในพุ่มไม้เท่านั้น กลางคืนเดินไปคุยกับชาวบ้าน 2-3 บ้านตามทางแคบ ๆ จนแทบจะจำกิ่งไม้ตามรายทางได้ทุกกิ่ง

เมื่อไม่ได้ผลอะไรคืบหน้าก็กลับเข้าค่ายทำไร่พักหนึ่ง แล้วไปใหม่อีกครั้งกับหัวหน้าหน่วยคนใหม่ คราวนี้โผล่ที่ด้านเหนือของหมู่บ้าน ถือเป็นการสำรวจเริ่มต้นใหม่ ไปพักที่ลาดเขาลิงเสน (ตั้งชื่อเอาเองเพราะไปถึงวันแรกพบลิงเสนฝูงใหญ่)

ตรงข้ามกับท่าน้ำบ้านลุงคง ห้วยไหลคดเคี้ยวไปผ่านหน้าผาใหญ่ ผมและเพื่อนที่ซุกซนอีกคนเดินสำรวจขึ้นไปถึงยอดผานั้น ข้างบนเป็นลานกว้างมีก้อนหินขนาดคนพอยกไหวเต็มไปหมด มีบ่อหินน้ำสีเขียวตะไคร่น้ำขังอยู่หลายบ่อ ในนั้นมีเต่าใหญ่หลายตัว จากหน้าผามองออกไปเป็นทะเลภูเขา เหมือนคลื่นสีน้ำเงินเข้ม ๆ จาง ๆสลับกันไปจนสุดลูกหูลูกตา

เราเริ่มจากบ้านลุงคง เมื่อเข้าไปพูดคุยครั้งแรกแกมีอาการตกใจ ไม่ค่อยพูดจาพอสักพักหนึ่งแกคงรู้สึกวางใจว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนอันตราย ผมแวะเวียนไปมาอยู่ 5 บ้านในละแวกนั้น ไม่กล้ารุกไปไกลกว่านั้นเพราะเราหน่วยเล็ก อาจจะควบคุมไม่ได้ถ้าบ้านหลังไกลไม่เป็นมิตรด้วย

ลุงคงเป็นหลักในการช่วยเหลือเราตลอดมา ทั้งซื้อข้าวของให้และบอกข่าวคราวที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่ามีเหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ลุงคงทำเช่นนี้ คือ ข้อแรกแกกลัว จึงต้องเดินนโยบายเป็นมิตร ข้อสอง คือ แกใจดี ผมเชื่อในเหตุผลข้อหลังมากกว่า

ชายแก่สำเนียงเหน่อและชอบเคี้ยวกระท่อมคนนี้เรียกพวกเราว่าคุณอา อนุญาตให้พวกเราเดินเข้าออกในบ้านเวลาใดก็ได้ และชอบเก็บพืชผลในไร่ให้พวกเราได้กินเสมอ พวกเราบางคนถึงกับทึกทักเอาว่าแกเป็นพวก “สนับสนุนการปฏิวัติ” แท้จริงแล้ว ลุงคงเป็นคนสมถะและสันโดษ บ้านแกอยู่โดดเดี่ยวและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ถึงแกจะนิยมพวกเราจริงก็ยากที่จะมีบทบาทเป็นแกนนำหรือแนะชาวบ้านมาเข้าร่วมกับทหารป่า

ผมไปมาหาสู่กับลุงคงอยู่หลายเดือน ความสัมพันธ์ก็อยู่ในระดับเดิม ไม่ขาดไม่หายแต่ก็ไม่คืบหน้าอะไร กลับมีข้อสังเกตว่างานมวลชนที่เราทำไม่ได้มีพื้นฐานทางทฤษฎีสังคมวิทยาเลย แม้จะมีวิธีคิดว่าด้วยงานมวลชนและการปลุกระดมอยู่บ้าง แต่สภาพก็ไม่เอื้ออำนวยนัก จุดสำคัญเราชี้ให้เขาเห็นไม่ได้ว่าเขาควรจะต่อสู้เพื่ออะไร และอย่างไรคือชีวิตที่ดีกว่า ผมอยู่กับชาวบ้านนานจนตัวเองพูดคล่องปรื๋อ ตอบคำถามและโต้ตอบกับชาวบ้านได้หมด แต่มองไม่เห็นว่าอะไรคือกุญแจที่ทำให้เขาคล้อยตาม ทั้งนับวันกุญแจดอกนั้นก็ยิ่งเลือนหายไปจนไม่รู้จะไปหาที่แห่งหนใด

ไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อข่าวพวกเราแพร่ออกไป ต.ช.ด. ของทางการก็ขึ้นมาประจำที่หมู่บ้านตอนล่าง และเริ่มลาดตระเวนขึ้นมา ผมก็ต้องผันตัวเองจากผู้ปฏิบัติงานมวลชนมาเป็นนักรบอีกครั้งหนึ่ง พวกเราแบ่งเป็น 3 หน่วย ๆ ละ 5-6 คน ถอยเข้ามาพักในป่าลึกห่างจากบ้านชาวบ้านมาก ตอนเช้าก็ออกเดินไปถึงถนนกลางหมู่บ้าน ลัดเลาะไปตามป่าละเมาะหาดูรอยเท้า ต.ช.ด. และบางครั้งก็ซุ่ม
อยู่ตามแนวถนน เราพบว่า ต.ช.ด.ก็ใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกัน คือ แบ่งเป็นหลายหน่วยแล้วซุ่มยิงพวกเรา

2-3 อาทิตย์ผ่านไป ไม่มีการปะทะกันเลยทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็เห็นรอยเท้าหมาด ๆ เรากลับเข้าป่าลึกไปนอนหายใจทั่วท้อง 2 คืนกลับออกมาใหม่ วันหนึ่งขณะที่เราซุ่มอยู่ริมทาง เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดด้านถนนที่เราเพิ่งเดินผ่านมา อึดใจเดียวเสียงเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินคอกหมู (T28) ก็ขึ้นปฏิบัติการ ทั้งเสียงปืนและระเบิดดังไม่ได้ศัพท์ ระเบิด M26 เริ่มตกใกล้พวกเรา ผมวิ่งตามข้างหน้าไปจับทิศทางอะไรไม่ค่อยได้จนเสียงค่อยลง จึงกลับที่พัก

รุ่งขึ้นอีกหน่วยก็มาหาเราบอกว่าเขาปะทะกับ ต.ช.ด. แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ หลายวันต่อมาขณะที่เรานอนพักในป่าลึก ก็ได้ยินเสียงปืนหลายชุด อีกไม่นานนักเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ขึ้นบินเหมือนเดิม เสียงยิงระเบิดดังสนั่นเป็นระยะสลับกับเสียงปืนกล และปืน ค. สนับสนุนจากพื้นดิน ฝ่าย ต.ช.ด.ยิงอยู่ 2 วัน

พอวันที่ 3 อีกหน่วยหนึ่งก็มาหาเราบอกว่าไปปะทะกันที่เชิงเขาใกล้หมู่บ้าน พวกเขาหลบเข้าป่าไปเลย ปล่อยให้ ต.ช.ด.ยิงสุ่มสี่สุ่มห้าให้หนำใจ

มีการยิงเล็ก ๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หน่วยผมไปดักซุ่มที่ริมไร่ใหญ่แล้วกลับที่พักเฉยๆ อีกหน่วยหนึ่งก็เข้าปฏิบัติการ วันนั้นเฮลิคอปเตอร์ของ ต.ช.ด. ลำหนึ่งก็ถูกยิงจนต้องบินหนีไป

วันสุดท้ายที่ผมเรียกตัวเองว่านักรบ เราไปซุ่มอยู่ริมทางใกล้บ้านชาวบ้านภูมิประเทศเป็นที่ซ่อน แต่ไม่เป็นที่กำบัง พุ่มไม้เตี้ย ๆ ทำให้น่าตื่นเต้นเพราะเราจะพลาดไม่ได้ หากสยบอีกฝ่ายไม่ได้ก็หมายถึงต้องแลกกัน นอนรอจนเที่ยงแดดตรงหัวก็คลานเข้าใต้พุ่มไม้และเริ่มเสียแนว ถึงบ่ายท้องร้องเพราะหิวข้าวก็ยังไม่มีอะไรโผล่มา

เพื่อนผมคนหนึ่งกลิ้งตัวเข้ามากระซิบว่า เขาคงอยู่ที่นี่ไม่ได้และตัดสินใจจะกลับบ้านแล้ว ผมงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะทวนให้แน่ใจว่า “ออกจากป่าใช่ไหม” เขาพยักหน้า แล้วเราก็คุยกันจนไม่ได้สนใจเลยว่ากำลังอยู่ในแนวซุ่ม 3 วันต่อมาหัวหน้าหน่วยเริ่มระแคะระคายความคิดพวกเราจึงพากันกลับเข้าค่าย

มีการพูดคุยและอภิปรายกันอีก 3 เดือน ทุกอย่างก็อวสาน

****
บันทึกในตอนที่ผ่านมาทั้งหมด:-บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(7):สหายหญิง และนิยายของชมพู

คุณหมอประเวศค้ะ หนูอยู่เมืองนอกก็นอนไม่ค่อยจะหลับ กระส่ายกระสับเมื่อได้อ่านจดหมายคุณหมอ...



ปฏิกริยาคนไทยในต่างแดน-คนไทยในต่างแดนทุกมุมโลกต่างลุกขึ้นมาผสานพลังกับผู้รักประชาธิปไตยในประเทศไทย ล่าสุดจดหมายน้อยฉบับนี้มีมาถึงศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณให้ยุติบทบาททางการเมือง ให้เกิดจิตสำนึกใหม่ เมื่อโดนรัฐประหารยึดอำนาจแล้วก็ขอให้อย่าเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก..ซึ่งคนไทยในต่างประเทศเห็นว่า นี่เป็นจิตสำนึกเก่าของพวกที่ไม่เคารพเสียงอันแท้จริงของประชาชน วิเคราะห์แคบๆแค่ว่าเป็นเพียงเรื่องของ"ทักษิณคนเดียว" หากทักษิณหยุด ประเทศก็จะสงบ


โดย ทิฟฟี่ สีแดง
31 ตุลาคม 2552

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:-จดหมายเปิดผนึกประเวศ วะสีถึงทักษิณ
-คุณหมอประเวศคะ หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ
-ด้านมืดของราษฎรอาวุโสและผองเพื่อน

คุณหมอค่ะ เมื่อมีการประท้วงรัฐบาลที่คนเสื้อแดงเขาทำการประท้วงกันที่ทำเนียบ หนูก็เดินทางจากต่างประเทศไปร่วมด้วยค่ะ ได้ไปกินนอนอยู่กับคนเสื้อแดง...รวม 8 ครั้ง..หนูรู้สึกประทับใจคนเสื้อแดงมาก...ไม่เห็นเป็นอย่างที่พวกเอ็นจีโอ นักธุรกิจต่าง ๆ เขาพูดถึงคนเสื้อแดงแบบเสีย ๆ หาย ๆ เลย ...พอหนูเจอเข้ากับตายังงี้ ก็ขอเล่าให้คุณหมอฟังว่าหนูก็มีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) เกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ


swaddee ka..คุณหมอประเวศคะ

หนูขอบ่นเบา ๆ ต่อจากคุณรัชนี...ให้คุณหมอฟังนะค๊ะ...

หนูก็ใม่ใช่เด็กแล้วค่ะคุณหมอ หนูจากเมืองไทยมานานมาก นานจนกลายเป็นพลเมืองของประเทศอื่นไปแล้ว ประเทศมหาอำนาจค่ะ อยู่อย่างสุขสบายดี แต่หนูก็ยังรักและคิดถึงประเทศที่หนูเกิดมาค่ะ

พ่อแม่หนูรับราชการหนูจึงได้รับการปลูกฝังแบบเก่า ๆ ที่รักและภูมิใจในศีลธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ในขณะเดียวกันหนูก็จะได้รับกลิ่นไอของฝรั่งเข้าไปในตัวหนู โดยเฉพาะการใช้สิทธิของหนูในการเลือกผู้แทนค่ะ

และที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้จักแพ้ เข้าใจในเหตุผล และยอมรับความสามารถของผู้อื่น ไม่มีใครเก่งเต็มร้อยเปอร์เซนต์หรอกนะค๊ะ หรือคุณหมอจะเอาทฤษฏีมาแย้งให้หนูฟังก็ได้ แต่การที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็เป็นสิทธิของหนู ใช่ไหมค๊ะ...

หนูกลับไปเยี่ยมพี่น้องที่เมืองไทยบ่อยค่ะ..ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินเกิดหนูรู้สึกว่าหนูอยากจะกราบแผ่นดินไทยเหมือนกับท่านทักษินค่ะ...

ฉะนั้นหนูก็เข้าใจนะค๊ะว่าในวินาทีที่เท้าของท่านทักษินได้เหยียบบนผืนแผ่นดินไทยท่านรู้สึกอย่างไร ฉะนั้นใครจะมาว่าท่านทักษินสร้างภาพก็ช่างเขาเถิดนะค๊ะ ...แต่ที่ขำก็คือพวกสื่อซึ่งตีข่าวโจมตีเรื่องไม่เป็นเรื่องค่ะ หรือพวกนั้นไม่เคยเดินทางออกไปอยู่นอกประเทศเป็นเวลานานก็ไม่รู้นะค๊ะ..จึงไม่เข้าใจความรู้สึกของท่าน เหมือนอย่างที่หนูรู้สึก...

อ้าวว่าจะเล่าให้คุณหมอฟังว่าหนูก็มีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) เกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ..คือการเปรียบเทียบสภาพเมืองไทยก่อนและหลังการบริหารของท่านนายกฯทักษินว่าเป็นอย่างไร....มันผิดกันราวกับขาวกับดำเลยค่ะ เหมือนฟ้ากับเหว...หรืออะไรก็แล้วแต่

หนูไม่เคยรู้จักกับท่านทักษิน...แต่เมืองไทยเจริญรุ่งเรืองมากในขณะที่ท่านบริหารอยู่ ..เข้าลักษณะใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย..แถมท่านนายกฯทักษินกับทีมบริหารก็ยังเดินสายไปขายผลผลิตตามประเทศต่าง ๆ ..จนเราผลิตแทบจะไม่ทันกับใบสั่งที่ท่านนายกฯทักษินไปรับมา....น้ำไหล ไฟสว่าง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสมีไม่ตรี.... ค้าขายหยิบของแทบจะไม่ทันกับผู้ซื้อ..คนขับแท็กซี่ก็มีบ้านอยู่ก็โครงการของท่านนายกฯทักษินนี่แหละ...

หนูยังจำได้ติดหูเลยค่ะว่าพี่คนขับแท็กซี่บอกกับหนูว่า...ผมมีบ้านก็เพราะโครงการบ้านเอื้ออาทร..ถึงแม้จะเล็กแต่มันก็เป็นบ้านของผม ซึ่งผมไม่คิดเลยว่าในชีวิตนี้ผมจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของบ้าน..หนูถึงกับน้ำตาซึมดีใจไปกับพี่เขาด้วยนะค๊ะ..

อ้อ..มีอีกเรื่องค่ะ คือเรื่องหวยบนดิน..ซึ่งเป็นโครงการที่ดีมากอยู่แล้ว..เงินผลกำไรเข้ารัฐไปเต็ม ๆ ..ประเทศที่หนูอยู่มีหวยบนดินออกเป็นรายวันเลยค่ะ มีหลายแบบ สองวันออกที หรือ รางวัลใหญ่อาทิตย์หนึ่งออกที...คนเข้าแถวซื้อกันยาวไปเป็นหลาย ๆ กิโลเลยค่ะ....

กำไรที่ได้เขาก็เอามาพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือเรื่องการศึกษา ถนนหนทาง หนูไม่เห็นว่าจะเป็นการมอบเมาหรือผิดกฏหมายอะไรเลย ดีเสียอีกที่จะได้กำจัดพวกหวยเถื่อน..นักเลงมาเฟีย...ที่เจ้าของบ่อนใต้ดินกินคนเดียว..อ้อ.ไม่ใช่ค่ะ กินเป็นทีม..แจกตำรวจ.ทหาร.ให้ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ...ใครแพ้พนันไม่มีเงินใช้ก็ส่งนักเลงไปข่มขู่ให้เซ็นต์กระดาษที่เขาเขียนเองเรียกว่าเป็นหนี้เจ้าของบ่อนไปจนตาย ถ้าไม่ใช้ก็ส่งนักเลงไปข่มขู่...ทำร้าย ฆ่าทิ้ง...แล้วจับใครได้บ้างค๊ะ...อย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน ใครมีเงินก็เหมือนมีกฏหมายอยู่ในมือ...จะขู่ จะทำอะไรก็ได้ มีพวกเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกลื่อนเต็มเมืองไปหมด..

เมื่อมีการประท้วงรัฐบาลที่คนเสื้อแดงเขาทำการประท้วงกันที่ทำเนียบ หนูก็ไปค่ะ ได้ไปกินนอนอยู่กับคนเสื้อแดง...มา 8 ครั้ง..หนูรู้สึกประทับใจคนเสื้อแดงมาก...ไม่เห็นอย่างที่พวกเอนจีโอ นักธุรกิจต่าง ๆ เขาพูดถึงคนเสื้อแดงแบบเสีย ๆ หาย ๆ ว่าไม่เป็นความจริงเลย ...

ท่านแกนนำก็พูดจาประท้วงกันอย่างมีเหตุ มีผล..ไม่มีการผรุสวาท มึงมาพาโวยเหมือนอีกเวทีหนึ่งที่ประกาศโครม ๆ บนเวทีหรือทางสื่อที่พากันเข้าข้างเหมือนสาวกลัทธิบ้าคลั่งสักลัทธิหนึ่งอย่างงั้นแหละ...

คนที่ไปร่วมกลุ่มประท้วงก็น่ารักมาก ช่วยเหลือเจือจานกันในกลุ่ม... มีคนหลายระดับไปร่วมประท้วง...ไม่มีใครรวย ใครจน..ระดับชนชั้นเท่ากัน..ทุกคนหน้าตาเป็นประกาย เหงื่อตก เปียกซก เพราะทั้งแดด ทั้งฝน กระหน่ำอยู่บ่อย ๆ แต่พวกเขาก็กางร่มหลบแดดหลบฝนกันอย่างไม่ย่อท้อ ...

หนูก็ได้คุยสัมภาษณ์กับพวกชาวไร่ ชาวนา ที่เขามากินมานอนกันเป็นเวลาหลาย ๆ วัน...ได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของพวกเขา...เหมือนคนที่ตกน้ำ..พอมีคนส่งไม้ให้ดึงไปช่วยชีวิตเขาไว้ จะไม่ให้พวกเขารักคนที่ช่วยเขาได้อย่างไร.คุณหมอก็คงจะพอคิดออกนะค๊ะ...ว่าใครที่ช่วยพวกเขา เขาถึงกันพากันรุมรักท่านขนาดนั้น..หนูเองยังรักเลยค่ะ...ความดีมันหอมค่ะ คุณหมอ..

จะแค่เขียนจดหมายถึงคุณหมอสั้น ๆ แต่ก็ว่าไปซะยาว... ก็เพราะหนูก็เกิดความคิดใหม่หลังจากหนูกลับมาว่าหนูจะช่วยพวกคนเสื้อแดงให้ถึงที่สุด ตามกำลังแรง กำลังทรัพย์ ที่หนูพอจะให้ได้... พวกเขาเหนื่อยกันมาตลอดตั้งแต่บรรพบุรุษ...ถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยทุกคนจะต้องยื่นมือไปช่วยพวกเขา..คนทีมีแล้วจะต้องช่วยคนที่ไม่มี...

อย่างที่คุณหมอว่าแหละค่ะว่าคนที่จะทำได้ก็คือ ท่านทักษิน... ไม่ใช่ว่าคนจะมีกินมีแค่เพียงกลุ่มเดียว...ประเทศเป็นของพวกเขาเท่านั้น..มันผิดเต็มประตูเลยค่ะ..ประโยคที่หนู่จำได้ขึ้นใจที่คุณจักรภพ เพ็ญแข พูดไม่กี่เดือนมานี้ว่า "ประชาชน...อำมาตย์..สองเราต้องเท่ากัน"...... ขอให้พวกที่ดึงยื้อไม่ยอมให้ประชาธิปไตยแก่ประชาชนนั้นหวนกลับไปคิดใหม่เถิดค่ะ....เพราะถึงจะดึงจะยื้อไว้อย่างไร..มันก็เสื่อมค่ะ...ให้ท่านยอมคืนอำนาจให้ประชาชนซะ.ก็จะยังมีเกียรติ มีคนชม..

แต่ถ้าให้คนไล่....มันน่าอับอายนะค๊ะ..แล้วจุดจบเป็นอย่างไรก็รู้ ๆ กันอยู่ มีตัวอย่างเกิดขึ้นในหลายประเทศค่ะ....

ด้วยความเคารพค่ะ

ทิฟฟี่ สีแดง,เขียนจากUSAค่ะ

ทีวีร้อยช่อง เริ่มพรุ่งนี้ 1 พย.52 และช่องทางติดต่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

โดย ทีมช่าว thaienews
31 ตุลาคม 2552

คุณ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงการเปิดทีวีร้อยช่องว่า จะเริ่มเปิดตัวครั้งแรก วันที่ 1 พ.ย.52 เวลา 12.00 น. โดยเป็นการทดลองออกอากาศ 2 ช่องก่อน คือ

1. O channel เป็นช่องโทรทัศน์สำหรับสินค้า OTOP

2. Clever channel เป็นช่องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา โดยเชิญผู้สอนจากโรงเรียนดัง อาทิ มงฟอร์ด เตรียมอุดมฯ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิไทยคม

สามารถรับชมได้โดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต ที่ http://www.100channeltv.com หรือ http://210.1.61.9/ และภายหลังออกอากาศได้ระยะหนึ่ง จะมีการพิจารณาเรื่องจานรับสัญญานดาวเทียมต่อไป

ปัจจุบัน ประชาชนสามารถสื่อสารกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้หลากหลายช่องทาง

1. ทาง twitter โดยคลิกไปที่เวบไซต์ http://twitter.com/thaksinslive เป็นการพูดคุยข่าวสารทั่วไป

2. ทาง twitter ที่พูดคุยเน้นเรื่องทาง business คลิกไปที่เวบไซต์ http://twitter.com/thaksinbiz

3. ทางเวบไซต์ http://thai.thaksinlive.com/ ซึ่งสามารถฟังรายการ talk around the world ย้อนหลังได้ทุกตอนทางเวบไซต์นี้

4. ทางรายการวิทยุออนไลน์ 'talk around the world' ทุกวันอังคาร 20.30 - 21.30 น. โดยคลิกไปฟังได้ที่ http://sites.google.com/site/thaksinlive/ หรือ http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/th1 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/th2 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/usa1 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/usa2

5. ทาง facebook ที่ http://www.facebook.com/thaksinlive

6. ทาง โทรทัศน์ 100 ช่อง ที่ http://100channeltv.com หรือ http://www.210.1.61.9/

7. ทาง SMS รับข้อความจาก ดร.ทักษิณ ฟรี เริ่ม 1 พย.52 ท่านที่สนใจ สมัครได้โดยพิมพ์ TS แล้วส่งไปที่ 426425 (ต้องเสียค่าสม้ครเพื่อรับข่าวสารครั้งแรกครั้งเดียว เพียง 3 บาทเท่านั้น)

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(31ต.ค.):เฉลยภาพปริศนาที่ยังเป็นปริศนา



เฉลยภาพปริศนาที่ยังคงเป็นปริศนา?-ภาพบนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรัชกาลที่7ตรวจแถวกองเกียรติยศของเยอรมนีระหว่างเสด็จเยือนเยอรมนีเมื่อ12ก.ค.2477 ภาพล่างฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีในขณะนั้นสัมผัสพระหัตถ์อำลาร.7เพื่อส่งเสด็จฯขึ้นเครื่องบินเมื่อ13ก.ค.247 ภาพนี้มาจากInternational news photo ปัญหามีอยู่ว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯได้ประกาศสละราชบัลลังก์ตั้งแต่2มี.ค.2477 แต่คำบรรยายนี้บอกว่าเป็นการเสด็จเยือนในฐานะกษัตริย์ของสยาม(ที่มา:คลิ้กที่นี่) หากท่านใดทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ โปรดแจ้งเรามาด้วย เพื่อบันทึกไว้อย่างถูกต้องที่สุด


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 วันนี้มีเหตุสำคัญต้องรำลึกถึงสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ 2 ท่านครับ ท่านแรกคือลุงนวมทอง ไพรวัลย์ วีรชนสามัญชนผู้สละชีพอุทิศให้การต่อต้านเผด็จการ อีกท่านคือศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ข้าราชการผู้ใหญ่ อธิบดีกรมแรงงานยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน นักรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของแรงงานและคนยากจนด้อยโอกาส และนักวิชาการด้านแรงงานคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ผู้ต่อสู้เพื่อสวัสดิการสังคม***

***หลังรัฐประหาร19กันยา2549 สังคมไทยและสื่อกระแสหลักก็ดูเหมือนจะ"บ้าไปแล้ว"เมื่อพยายามpropagandaอย่างหนักว่าชาวไทยทั้งหมดเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ทั้งนำดอกไม้ไปให้ ทั้งการพาลูกหลานไปทัวร์ลานพระบรมรูปทรงม้าที่กองทหารตั้งรถถังที่ใช้อำนาจอยู่ แม้กระทั่งมีสาวโคโยตี้ไปแด๊นซ์กระจาย เช้ามืดวันที่30กันยายน2549 ลุงนวมทองควบแท็กซี่คู่ชีพชนรถถัง ได้รับบาดเจ็บ นอกจาก"คอหวย"ที่ตามท้ายทะเบียน ทน 345 รวยกันทั้งประเทศ เพราะเลขท้ายงวด1ตุลาคม2549ออก45แล้ว ก็มีรองโฆษก คมช.ออกมาพูดหมิ่นแคลนทำนองว่าไม่ได้ทำตามอุดมการณ์ เพราะไม่มีใครยอมตายเพื่ออุดมการณ์***

***คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ลุงนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้...น่าสังเวชใจแต่ว่าผ่านมา3ปีแล้ว พวกสื่อหลักสื่อเหลืองยังป้ายสีคนเสื้อแดงไม่เลิกว่า"รับจ้างทักษิณ เป็นทาสน้ำเงินแม้ว สู้เพื่อเหลี่ยมคนเดียว"...บิดาคุณสิครับ ใครมันจะเอาเงินมาจ้างให้ใครตายเพื่อใครได้ ลองดูกรณีลุงนวมทองสิ หากพวกคุณยังหมิ่นแคลนอย่างนี้ก็แปลว่าพวกคุณประเมิน"คน"ต่ำเกินไปแล้ว...ส่วนด้านล่างเป็นบทกวีของโชติ วงษ์ชน(หรือ จิ้น กรรมาชน เขียนให้ลุงนวมทอง หลังการ"เสียสละ"เพียง2วัน)***
เขาชื่อ..นวมทอง

นวมทองขอพลีชีพ
จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเ่พื่อรับใช้
พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน
เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ
รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน
พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง
เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า
หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง
จักเรียกร้องความเป็นธรรม
โดย จิ้น กรรมาชน




***นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นปช.- แดงทั้งแผ่นดิน แถลงว่า นปช.จะจัดกิจกรรมในเวลา 10.00 น.วันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อรวมตัวกันที่บริเวณสะพานลอยหน้าที่สำนักงาน นสพ.ไทยรัฐ เพื่อจัดพิธีอุทิศส่วนกุศลแก่ลุงนวมทอง จากนั้น 11.00 น.จะนิมนต์พระสงฆ์มาที่ ซอยวิภาวดี 3 สำนักงานวิทยุชุมชนคนแท๊กซี่ จากนั้น นปช.จะมีการจัดรำลึกแก่ลุงนวมทองในวันดังกล่าวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 16.00 - 24.00 น. อีกทั้งวันดังกล่าวจะมีการเปิดเวทีปราศรัยพร้อมกันที่ จ.จันทบุรี และจ.ภูเก็ตด้วย พี่น้องสะดวกช่วงเวลาใด เชิญเวลานั้นครับ***


***มูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญร่วมสัมมนาวันนิคม จันทรวิทุร ประจำปี 2552

เรื่อง “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8:00-13.30 น. ณ ห้องประชุมประภาสอวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

8:15 - 8:30 น. ลงทะเบียน

8:30 - 8:45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร

8:45 – 9:00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายพงศักดิ์ เปล่งแสง กรรมการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร

9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 7ประจำปี พ.ศ. 2552 หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทย" โดย
• นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรุงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการประกันสังคม

10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง

10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ” โดย

• นายพนัส ไทยล้วน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• รศ.ดร.ปรีชา สิทธิกรณ์ไกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• นายโกวิทย์ บุรพธานินทร์ กรรมการมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)

11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา

12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

หมายเหตุ:พิธีกรดำเนินงาน โดยผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***


***วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 พบกับทีมงานความจริงวันนี้ทั้งหมด และถ้าไอ้หมีหน้าฮาร์ก ยุบสภา พวกเราคนเสื้อแดงก็มาร่วมฉลองชัยชนะกันที่จันทบุรี จองบัตรได้ที่สจ.จันท์ 0863384988 ราคาโต๊ะละ 2000 บาท รายได้เพื่อทำวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ครับ ***

***เวทีเสวนา เชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์ เสริมสร้างพลังอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้
รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ( ตรงข้ามวัดพระนอนปูคา )

กำหนดการ
07.30 - 08.30 น. ลงทะเบียน
08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์
14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป

(เชิญร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย )***

***ชาวแดงแห่งบ้านโป่งในนาม(นปช.บ้านโป่ง52) นัดรวมพลเช็คขุมกำลัง เตรียมความพร้อม ขอฝากส่งสารถึงพี่น้องรอบๆบ้านโป่งเรา ร่วมด้วยท่าน สุรชัย แซ่ด่าน และท่าน สุนัย จุลพงศธร รับเชิญมาอภิปรายในแนวทางร่วมกัน พี่น้องอย่าพลาดและให้กำลังใจเปิดตัวพี่น้องที่เตรียมพร้อมไปนอน ณ ทำเนียบ ห้ามพลาด 5 โมงเย็น พุธที่ 4 พ.ย.ณ ลานวัดดอนตูม อาหารฟรีสอบถามรายละเอียดที่ k.บริบูรณ์ 0818907921 และ k แต๋ม 0804229622***

***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***

***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ

ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์

วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**

***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.comและโรงเรียน บ้านเปียงซ้อ อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน สามารถเข้าไปดูได้ ตามนี้เลย ครับ www.piengsor.org ติดตามรายละเอียด ได้ใน ข่าวประชาสัมพันธ์ www.dmc-club.com เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เสื้อกันหนาว หนังสืออ่านเล่น หนังสือเรียน อุปกรณ์ กีฬา และ อุปกรณ์ เครื่องเขียน จักรยาน และ ทุนการศึกษาและ เงินทุนสนับสนุน โครงการ บ้านล้อมป่า สถานที่รับบริจาค ร้าน ดีซายน์ หน้า สนามกอล์ฟ เกียรติธาดา เลขที่ 35/548 ถนน สุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 02 570 9624 – 5 กรุณาประสานงานก่อนนำของไปบริจาค กลุ่มแดงลำปาง ติดต่อที่ ร้าน ผึ้งน้อย เบเกอรี่ ลำปาง,กลุ่มเมือง น่าน ติดต่อที่ คุณ ออ โดเรมี หมูกะทะ ห้างนรา ไฮเปอร์มาร์ท สนันสนุนเป็นเงิน บัญชี ธนาคาร กรุงไทย สาขาย่อย ลาดพร้าว 71 ชื่อบัญชี นส.ปิยนุช คืนคงดี (ออมทรัพย์) หมายเลขบัญชี 760 - 0 –05293- 8 หลังจากโอน กรุณา แจ้ง เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบัญชี 081 285 8320 ***
*****
*********************************
รู้จักกันวันละเวบ-รู้จักเวบบอร์ดประชาธิปไตย(ฉายซ้ำ)

*******************************

พอดีตอนนี้บอร์ดประชาไทเขาซ่อมอยู่นะฮะ เห็นบอกจะซ่อมไปถึงวันที่ 2 พ.ย. เพราะ มีเรื่องยุ่งๆคนนิสัยไม่ดีไปปลอมชื่อคนอื่นทำให้เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทางประชาไทเขาเลยขอซ่อมซัก2-3วัน เผื่อใครหลงมาแล้วตกข่าว เลยขอแจ้งให้รับทราบ ...จะได้ไม่ลงแดง ระหว่างประชาไทบอร์ดกำลัง"ซ่อมได้"อยู่ในตอนนี้

และระหว่างที่อึดอัดขัดข้องเข้าไปเล่นในบอร์ดประชาไทไม่ได้กันนี้ ท่านสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการไปแจมเวบบอร์ดอื่นๆได้นะครับ ลองอ่านรายนามเวบบอร์ดที่ทางไทยอีนิวส์ได้ลงลิ้งค์ไว้ให้ ตรงเมนูของเวบที่ฝั่งขวามือนะครับ ไล่ลงไปหน่อยเดียวเลยตรงหัวข้อข่าว-บทความล่าสุดก็เจอแล้ว เท่าที่ลงไว้ก็มี


เว็บบอร์ดRedthai
เว็บบอร์ดDemocraticThai
เว็บบอร์ด Thai People Voice
เว็บบอร์ดคนไทยUK
เว็บบอร์ดเสรีชน
เว็บบอร์ด คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
เว็บบอร์ด คุยกับ เสธแดง
เว็บบอร์ด ชมรมฟ้าใหม่
เว็บบอร์ด ชุมชนฟ้าเดียวกัน
เว็บบอร์ด ประชาไท
เว็บบอร์ด พลังประชาธิปไตย
เว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เว็บบอร์ด ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ
เว็บบอร์ดนปช.USA
เว็บบอร์ด ห้องราชดำเนิน พันทิป
เว็บบอร์ดThailandmirror
เว็บบอร์ดแดงนนทบุรี


หรือเจ้าของเวบบอร์ดใดเห็นว่าเราลงตกหล่นไม่ได้ลงลิ้งค์บอร์ดสนทนาของท่านไว้ ให้แจ้งมาทางthaienews@googlegroups.comแล้วจะเพิ่มให้ครับ เร็วๆน๊าวิกฤตบอร์ดประชาไทปรับปรุง เป็นโอกาสแจ้งเกิดของพวกท่านแว้ว อิอิอิ***

วนิดาสมัชชาเขียนถึงนิคม จันทรวิทุร:พ่อพระของคนจน



วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เข้าไปสนับสนุนกรรมกรหญิงฮาร่าประท้วงนาน5เดือน และยึดโรงงานผลิตยีนส์ออกขายเอง ในว้นที่19พ.ค.2519ตำรวจเข้าสลายด้วยความรุนแรง(คลิ้ก) ในบทความชิ้นนี้วนิดาได้ย้อนเล่าไปถึงตอนเข้าไปเจรจากับอธิบดีกรมแรงงานสมัยนั้นคือ ศ.นิคม จันทรวิทุร และการได้ร่วมงานกับท่านผู้นี้ในอีก20ปีต่อมา

โดย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษา สมัชชาคนจน
บทความเกี่ยวเนื่องของวิภา ดาวณี:สามัญชนที่ยิ่งใหญ่ นิคม จันทรวิทุร

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศ.นิคม จันทรวิทุร ถึงแก่กรรมเมื่อ 31 ตุลาคม 2544 ภายหลังจากการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาเป็นทางการ ในปีเดียวกันคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้เขียนบทความรำลึกถีงท่านในหนังสืองานศพ ดังต่อไปนี้



ชายวัยกลางคน ที่มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมแรงงานคนแรกของประเทศไทย นั่งอยู่บนโซฟา ต่อหน้าข้าพเจ้า รอยยิ้มที่อ่อนโยนและเป็นมิตร ทำให้ข้าพเจ้าผ่อนคลายความตึงเครียดลง

ข้าพเจ้ากำลังจะเข้าไปปรึกษาหารือกับท่าน ในเรื่องการเรียกร้องของกรรมกรฮาร่า ท่านรับฟังปัญหาและพูดคุยกับข้าพเจ้าเหมือนผู้ใหญ่ใจดี

เนื้อใหญ่ใจความจำไม่ได้ชัดเจนแล้ว แต่ประมาณว่าการแก้ปัญหาของกรรมกรที่เดือดร้อนในยุคนั้นช่างยากลำบากเสียจริง ท่านเตือนข้าพเจ้าให้กลับไปเรียนหนังสือด้วยความเป็นห่วงใย

เพราะสถานการณ์ในช่วงปี 2518-2519 เป็นสถานการณ์ที่ประชาชนผู้ทุกข์ยากทั้งชาวนาและกรรมกรที่ถูกกดขี่มาช้านาน ได้ลุกฮือขึ้นทำการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเรียกร้องชีวิตที่ดีขึ้น ต่อต้านความไม่เป็นธรรมต่างๆของระบบการปกครอง ที่สะสมมายาวนาน

ในยุคเผด็จการก่อน 14 ตุลาคม 2516 ความตื่นตัวอย่างมหาศาลของประชาชนคนยากจน ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับอย่างสุดขั้วของชนชั้นปกครองในสมัยนั้น ที่ต้องการรักษาอำนาจแบบเดิมเอาไว้

การปลุกระดมเพื่อทำลายภาพพจน์ของขบวนการประชาชนที่ก้าวหน้าและการปราบปรามก็เริ่มทวีความเข้มข้นและโหดร้ายทารุณมากขึ้น

การลุกฮือขึ้นของกรรมกรในโรงงานต่างๆ เป็นเหมือนคลื่นที่ซัดสาดถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่ขาดสาย ข้าพเจ้าและเพื่อนนักศึกษาตัวเล็กๆหลายสถาบันที่รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือการเรียกร้องของกรรมกร ต้องวิ่งวุ่นไปมาระหว่างโรงงานต่างๆ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพี่น้องคนงาน

ด้วยความอ่อนหัดต่อโลกแห่งความเป็นจริงของสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ในสังคมไทยสมัยนั้น ความขัดแย้งในเรื่องลัทธิอุดมการณ์ ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ปกปิดอำพราง การดิ้นรนเพื่อรักษาอำนาจเผด็จการของฝ่ายชนชั้นปกครอง และการปราบปรามทารุณประชาชนอย่างโหดร้ายก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กลายเป็นตราบาปของชนชั้นปกครองไทยไปชั่วนิรันดร์

ที่เขียนบรรยายมายืดยาว เพื่อที่จะบอกว่า ภาระที่อาจารย์นิคมแบกรับในสมัยนั้น หนักหนาสาหัสเพียงไร

หลังจากนั้นอีก 20 ปี ข้าพเจ้าก็ได้กลับมาร่วมงานกับอาจารย์นิคมอีกครั้งหนึ่ง ในการทำงานด้านด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าการทำงานในสมัยเยาว์วัยเท่าไรนัก อาจารย์นิคมได้เข้ามารับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวบ้านผู้ไดรับผลกรรมจากการสร้างเขื่อน ถึง 4 เขื่อนด้วยกัน

แต่ละเขื่อนก็ล้วนเป็นโครงการที่มีความขัดแย้งสูง ระหว่างชาวบ้านผู้ไม่ต้องการให้สร้าง เพราะอยากจะรักษาวิถีชีวิต การทำมาหากินของตนไว้ กับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเจ้าของโครงการ 4 เขื่อนที่ว่า ได้แก่ เขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ เขื่อนรับร่อ จ.ชุมพร เขื่อนโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ เขื่อนลำโดมใหญ่ จ.อุบลราชธานี

อาจารย์นิคม เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ชุดเดียวก็ว่าได้ในสมัยนั้น(ปี 2540-2541) ที่ขยันเรียกประชุมทุกอาทิตย์ จนนักวิชาการหลายคนที่เป็นกรรมการร้องโอดโอยว่าทำงานไม่ทัน ความขยันขันแข็งของท่านก็เนื่องมาจากความตะหนักในความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการที่ทบทวีขึ้นเรื่อยๆ จากการดำเนินการของรัฐ

ข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือ ความตั้งใจดีของท่านกลับถูกข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเมินเฉย เตะถ่วงการทำงาน รวมทั้งทำผิดกติกาที่ได้ตกลงในที่ประชุมตลอดเวลา

อาจารย์นิคม เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพที่สุดคนหนึ่งสำหรับข้าพเจ้า ความมีเมตตาต่อชาวบ้านที่ยากจนเป็นพื้นฐานนิสัยที่ดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านไม่เคยหวาดระแวง หรือมองผู้คนในแง่ร้าย ท่านให้โอกาสและปรารถนาดีต่อคนทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวบ้านธรรมดา หรือเป็นนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี

ท่านต้องการสมานฉันท์ระหว่างคนในสังคมเดียวกัน และสิ่งที่ท่านปรารถนาอยู่ตลอดเวลาก็คือ การแก้ปัญหาคนจน การให้ความเป็นธรรมกับคนจน มาเป็นอันดับแรก ท่านเป็นข้าราชการที่ไม่ยึดติดในตำแหน่ง หรือพอใจแต่เพียงสถานภาพที่สุขสบายในชีวิตของท่าน ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจตลอดเวลาของท่าน ล้วนอยู่บนพื้นฐานของการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง และการสร้างความเป็นธรรมให้สังคม

คงไม่มีคำกล่าวใดๆที่จะมีค่าเพียงพอที่จะบรรยายคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ มีแต่การปฏิบัติการที่สืบทอดและสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านได้ทำมาเท่านั้น จึงจะมีความหมายที่แท้จริงมากกว่าการพร่ำพรรณนาถีงคุณงามความดีของท่าน ดังชาวบ้านยากจนที่ตื่นตัวทั้งหลายที่กำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน

นั่นก็คือการรักษาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติ

สามัญชนที่ยิ่งใหญ่ นิคม จันทรวิทุร


สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยังทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็ง และเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป



โดย วิภา ดาวมณี
31 ตุลาคม 2552

วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งเตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกก็ยอมพา ไป…แล้วตอนเย็นยังให้พาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว …..เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน14ตุลาฯ ทั้งๆที่สร้างมากับมือ


วันที่ 31 ตุลาคม 2544 หลังจากร่วมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่สี่แยกคอกวัวเพียง 2 สัปดาห์ อาจารย์นิคมก็จากพวกเราไป

เวลา 2 ปีสุดท้ายที่วิภาได้ช่วยงานของ อ.นิคมในฐานะที่ท่านเป็นประธานมูลนิธิ 14 ตุลา นับเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และยิ่งเมื่อทราบว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมากว่า40 ปี ท่านได้สร้างคุณูปการไว้มากมายในแวดวงผู้ใช้แรงงาน ด้วยความริเริ่มกล้าหาญ จริงจัง ผลักดันกฎหมายแรงงานสำคัญๆ หลายต่อหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการประกันสังคม การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การดูแลสวัสดิการ คัดค้านการนำรัฐวิสาหกิจออกนอกระบบ

รวมทั้งนโยบายก้าวหน้าอีกมากมาย เพื่อประโยชน์ของสามัญชนคนเล็กๆ ที่ด้อยโอกาส ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายเวลา เสียดายว่าเราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ตั้งคำถาม และไม่ได้ลงเรี่ยว ลงแรงกับ “งาน” อีกมากมายที่ท่านตั้งใจ จะทำ และมอบหมายให้…..

9 โมงตรง เช้าวันที่ 15 ตุลาคมเมื่อปี 2544 หลังจากงานสมโภชน์สถูปดวงวิญญาณวีรชนประชาธิปไตยเพิ่งผ่านพ้นไป เสียงโทรศัพท์ ดังมาคาดไม่ผิดว่าต้องเป็นโทรศัพท์จาก อ.นิคม คำแรกที่อาจารย์ทักทาย ก็คือ “เป็นยังไง เหนื่อยไหม” ต่อด้วย “….งานสำเร็จ เรียบ ร้อยดี ต้องขอบใจหนูมาก ? ”

คนรับโทรศัพท์อย่างเราย่อมรู้สึกหัวใจพองโตเป็นธรรมดา….จนยิ้มออกมานอกหน้า เสียงอาจารย์ฟังดูสดชื่น กระชุ่มกระชวย ไม่หลงเหลือความเจ็บป่วยผ่านน้ำเสียงเหมือนหลายวันก่อนหน้า…. เราได้แต่คิดในใจว่าภารกิจที่อาจารย์พยายามผลักดันได้สำเร็จลงไปแล้วในระดับหนึ่ง อาจารย์คงดีใจ อิ่มใจ เราเองก็พลอยดีใจไปด้วย

“ เอ้อ…หนูพักสัก 2-3 วัน แล้วมาคุย กันว่า จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาประชุมเรื่องดูแลอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กันยังไง อีกทีนะ เอาล่ะไม่รบกวน ไปพักผ่อนต่อ…..” แม้ท่านจะเคยดำรง ยศ ตำแหน่งทางราชการใหญ่โต แต่มักจะพูดอย่างเกรงใจอย่างนี้เสมอ

ผ่านไปหลายวัน เสียงโทรศัพท์ที่มักจะดังมาทุกเช้า ก็ดูจะหายไป เมื่อโทร.ไปตามที่บ้านสัมมากร ก็ทราบว่าท่านป่วยเข้าโรงพยาบาล คิดในใจว่าคงเหมือนที่ผ่านมา คือท่านจะเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็จะโทรศัพท์มาสั่งงานตามงานเกี่ยวกับการ เปิด อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา อย่างสม่ำเสมอ….

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านถึงกับฝืนคำสั่งแพทย์มาร่วมประชุมเตรียมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่ ทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งวันนั้น มีรัฐมนตรีสุธรรม แสงประทุม เป็นประธานการประชุม เหตุที่อาจารย์ต้องมาเอง และพยายามมา ทั้งๆ ที่ สุขภาพไม่อำนวย ใบหน้าอิดโรยจนดูขาวซีด เพราะอาจารย์เป็นผู้เสนอให้จัดการประชุม และหมายมั่นที่จะให้ที่ประชุมรับข้อเสนอที่เตรียมไว้เกี่ยวกับการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

อาจารย์กล่าวถึงจดหมายที่ส่งให้รัฐมนตรี และแสดงความยินดีที่จัดให้มีการประชุมด้วยเสียงเบา และแหบพร่า คนรถที่พามาแจ้งว่าขอหมออกมา บอกว่าจะมาไม่เกินชั่วโมง จะให้กลับก็ไม่ยอม อาจารย์อยู่ร่วมการประชุมจนครบวาระ

คราวนี้อาจารย์เงียบหายไปนาน และทางบ้านแจ้งว่าไม่อยากให้รบกวน ที่ผ่านมาอาจารย์จะกำชับว่า “อย่าบอกใครว่าเข้าโรงพยาบาล” “ไม่ต้อง มาเยี่ยม หรอก” …“ไม่เป็นไรมาก นิดหน่อย..” ต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนที่คิดถึงตัวเองน้อยมาก หรือแทบจะไม่คิดถึงเลย ดูราวกับทุกนาที มีแต่เรื่อง งาน…งาน…งาน

วัยเกษียณ กับฐานะของท่านไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องตรากตรำทำงานอะไรเลย ท่านสามารถจะพักผ่อน อยู่กับหลานๆ มีความสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ท่านกลับเลือกที่จะทำงานต่อไป….

นอกจากเรื่องของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แล้วยังมี บทความสุดท้ายเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ที่อาจารย์ฝากให้นำส่งหนังสือพิมพ์มติชน ในโอกาสครบรอบ “มติชน 24 ปี” เมื่อ มกราคม 2544 แม้จะเป็นบทความสั้นๆ แต่ก็สะท้อนความใส่ใจในผู้ใช้แรงงาน ปัญหาของกรรมกร และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคต สุ้มเสียงที่จริงจังของบทความนี้สะท้อนตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ว่า “ระเบิดเวลา ของรัฐบาลใหม่” ท่านวิเคราะห์ว่า

“....ปัญหาระเบิดเวลา ซึ่งจะรุนแรงกว่าเรื่องแรก ก็คือ ปัญหาของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วง เดือน ที่แล้วได้ประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดใหม่ โดยฝ่ายรัฐบาลได้นำบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ไกล้ชิดนักการเมือง ที่ ไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามที่ระเบียบตั้งไว้ เข้ามา พนักงานที่รัฐวิสาหกิจเกรงว่าการนำบุคคลใกล้ชิดเข้ามาจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียผลประโยชน์จากการประมูลการก่อสร้างโครงการสำคัญๆ

การประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและไม่ควรให้เกิดขึ้น รัฐบาลมีรัฐวิสาหกิจอยู่ทั้งหมดในขณะนี้ประมาณ 30 แห่ง มีทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนล้านบาท และเท่าที่ผ่านมาเป็นขุมทองของนักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินนี้ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่ตนไว้ใจ ให้ดำเนินการกำกับควบคุม พนักงานรัฐวิสาหกิจตระหนักดีที่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลรวมถึงการปรับปรุงกิจการต่างๆ เชื่อได้ว่าพนักงาน รัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานทุกองค์กรแล้วจึงได้ถือเรื่องนี้เป็นสำคัญที่จะทำงานต่อไป …..”


ระเบิดเวลาลูกต่อไปคือเรื่องแรงงานสัมพันธ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนงานหลายแสนคน......

“....กฎหมายแรงงานฉบับแรกออกมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กำหนดกรอบความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง เวลาลูกจ้างนายจ้างมีปัญหาให้พูดจาหารือและเจรจากัน 50 ปีผ่านไป ก็ไม่ได้ปฏิบัติกันมาก ในระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างกลับยุ่งยากเลวร้าย ขณะนี้เรามีโรงงานอยู่ประมาณ 2 แสนแห่ง แต่การพูดจาหารือเจรจากันปฏิบัติกันเพียงปีละ 4-5 ร้อยราย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแม้กฎหมายจะวางกรอบให้ นายจ้างก็ไม่ยอมพูดจาหารือกับลูกจ้าง เกิดปัญหาความขัดแย้งจนลุกลามไปถึงการประท้วงและการนัดหยุดงาน ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือแทนที่นายจ้างจะพูดคุยหารือและต่อรองไกล่เกลี่ย กลับใช้กำลังคนจากบุคคลภายนอกเข้า เผชิญหน้าและบางครั้งถึงกับทำร้ายคนงานเช่น กรณีที่เกิด ขึ้นที่โรงงานไทยเกรียง ชายฉกรรจ์ถืออาวุธทุบตีคนงานหญิงจนได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก มีการเสนอ ข่าวไปทั่วโลกทำให้ภาพพจน์ด้านแรงงานของไทยเป็นที่เสื่อมเสียและเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันในต่างประเทศ….”




คนงานไทยเกรียงกว่า 300 ชีวิต ไม่ได้กลับเข้าทำงาน กฎหมายแรงงานทำอะไรนายจ้างที่ละเมิดกฎหมายยังลอยนวล การกลั่นแกล้งผู้นำสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรถูกต้องชอบธรรมยังมีสม่ำเสมอ คนงาน กรรมกร ทั้งภาคอุตสาหกรรม และบริการ ไม่มีปาก ไม่มีเสียง

สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจ ขบวนการกรรมกรอ่อนแอ ฝ่ายนายทุน ฮึกเหิมเอาเปรียบ ลอยแพ ปิดงาน ฟ้องสวนเอาความกับผู้นำกรรมกรเป็นว่าเล่น… อาจารย์นิคมได้บรรจุความหวังดีฝากไว้ให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยและต่อๆมาด้วยความห่วงใย แต่เสียงของท่านอาจจะไม่ดังพอที่รัฐบาลจะใส่ใจ และรับฟัง

“……..ปัญหาบ้านเมืองของเรามีมากมาย บางปัญหาสะสมเรื้อรังมานาน บางปัญหาก็เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจะต้องเตรียมรับปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหาที่สะสมมานานและรุนแรงขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นระเบิด เวลา ที่จะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้….”
อาจารย์นิคม ฟันธงไว้ในบทความเพื่อบอกกล่าวกับรัฐบาลใหม่ขณะนั้น

8 ปีมาแล้วทุกสิ่งอย่างในเรื่องแรงงานสัมพันธ์ ยังเหมือนเดิม

อาจารย์นิคมจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในงานสวดพระอภิธรรมศพ ที่วัดเบญจมบพิตร คุณป้าน้อย (ภริยาอาจารย์นิคม) เล่าว่า “ ช่วงที่อยู่ ไอซียู ยังเพ้อแต่เรื่อง “งาน” ให้ตามวิภามาจัดเตรียมการ ประชุม ….ท่านเพ้อซ้ำๆ เช่นนั้น ” ศาลา 100 ปี คลาคล่ำด้วยผู้คน ทั้งผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำกรรมกร นักวิชาการ ญาติวีรชนเดือนตุลา ข้า ราชการ กระทั่งรัฐมนตรี ผู้ที่ให้ความเคารพรักใคร่ และลูกศิษย์ลูกหาต่างมาร่วมคารวะ และรดน้ำศพ เพื่ออำลาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย “ ในงานศพ ต่างคนต่างกล่าวว่าจะสืบทอดอุดมการณ์ของท่าน หรีดมากมายหลายร้อยจนเป็นพันไม่มีที่จะแขวน

ภายหลังการจัดงานเดือนครบรอบ 24 ปี 6 ตุลาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์นิคมได้นัดให้วิภามาพบที่คณะสังคมสงเคราะห์ ท่านถือไม้เท้าพยุงตัวขึ้นบันไดทีละก้าวโดยไม่ยอมให้ช่วย เมื่อใครทำท่าจะเข้าไปพยุง ท่านจะจ้องหน้าไม่พูดอะไร…. แล้วก็ก้าวต่อ เราได้แต่คาดเดาว่าท่านไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเป็นคนชรา และไม่ต้องการความช่วยเหลือ หรือแม้แต่ความรู้สึกสงสาร การแนะนำและคำชี้แจงที่พรั่งพรูจากปากท่านเมื่อแรกพบกัน เพื่อให้เป็นต้นร่างประกอบการประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ในเดือนมกราคม ล้วน ชัดเจน เป็นระบบ วัยและสังขารไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานแต่อย่างใด ท่านทบทวนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ซึ่งมีอยู่ 6 ประการ ให้เราฟัง อย่างแม่นยำ….โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ

1.ร่วมดำเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516 และร่วมในการดำเนินกิจการของอนุสรณ์สถานฯ

2.ส่งเสริมให้ความสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ด้านประชาธิปไตยและการพัฒนา

3.จัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

4.ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อุทิศตนเพื่อการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย

5.ร่วมมือและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน

มูลนิธิจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการแสวงอำนาจ หรือ ประโยชน์ทางการเมือง การฝักใฝ่ทางการเมืองหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ

6.เพื่อดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์


และท่านยังได้ขยายความถึงบทบาทและภาระหน้าที่ ของมูลนิธิ 14 ตุลา ไว้ เพื่อให้บทบาทและภาระหน้าที่ของมูลนิธิมีความชัดเจน และสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และ ภารกิจในระยะ 3 ปี (Mission) จนถึงวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์ของมูลนิธิ 14 ตุลา คือ
“....เป็นสื่อกลางในการสนับสนุนพลังใหม่ทางสังคม โดยเฉพาะสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นศูนย์เครือข่ายและแกนกลางข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิญญาณของวีรชน 14 ตุลา และส่งเสริมให้เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีภารกิจในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมูลนิธิ เพื่อให้เยาวชนมีบทบาทในการสร้างเสริมอุดมการณ์ประชาธิปไตยในสังคมไทย ศึกษารวบรวมเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา และ เผยแพร่และส่งเสริมเจตนารมณ์ตามเป้าหมายของวีรชน 14 ตุลาคม …….

งานหลักในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือ เราจะเป็นศูนย์ที่มีข้อมูล เกี่ยวกับ 14 ตุลา ครบถ้วนที่สุด เป็นแหล่งที่ใครอยากรู้เรื่อง 14 ตุลามาติดต่อเรา และส่งเสริมให้เห็นว่าเจตนารมณ์แท้จริงไม่ใช่การก่อความไม่สงบ แต่เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้ทราบว่าจิตวิญญาณ 14 ตุลาว่าอยู่ที่นี่ และต้องอุปการะดูแลญาติวีรชน ทั้ง 2 เหตุการณ์ ทั้ง 14 ตุลา และ 6 ตุลา ”


เกี่ยวกับอาคารใช้สอย อาจารย์นิคม ได้ยืนยันว่า อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จะเป็นอาคารเล็ก ๆ เรียบ ๆ ไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่า แสดงถึงจิตวิญญาณประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลา และอนุสรณ์สถานนี้จะเป็น สถานที่พักผ่อน หย่อนใจของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และให้ความรู้ ให้การศึกษา ถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาและความรู้เรื่องประชาธิปไตย

คุณป้าน้อยเล่าย้อนหลังให้ฟังว่า “ วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งสีน้ำเงินที่สั่งให้เด็กรีดไว้เมื่อสามวันก่อน เตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด หลังจากออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย พอบอกว่าจะไม่มีใครพาไป ท่านก็เงียบ นิ่งไม่พูดอะไร แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกเค้าก็ยอมพา ไป…หน้าตาก็ดูดีขึ้นมาทันที แล้วตอนเย็นยังให้ป้าพาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว ได้แต่นั่งฟังนายกทักษิณพูดบนเวที อยู่ห่างๆ…..”

เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน ทั้งๆที่สร้างมากับมือ นักการเมืองพากันขึ้นเวที่ที่อยู่บนรถ 10 ล้อขนาดใหญ่ ปิดทางเข้าอนุสรณ์ไว้

ในคำปราศรัย ครั้งสุดท้ายซึ่งท่านได้ร่างขึ้นก่อนหน้างานร่วม 2 สัปดาห์ มีความตอนหนึ่งว่า

“……อนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมตั้งแต่อัฐิของผู้เสียชีวิต 14 ตุลา และ ประวัติศาสตร์ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม กล่าวได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งรวม ไม่ใช่เฉพาะอิฐปูนและวัตถุต่างๆ ตรงกันข้ามราก ฐานของอนุสรณ์สถาน เป็นที่ตั้ง และรวมจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย เป้าหมายสำคัญของอนุสรณ์สถานอยู่ที่จะเป็น ประจักษ์พยานของนักต่อสู้ผู้ส่งเสริมประชาธิปไตยพร้อมทั้งสืบทอดปณิธานของวีรชนเดือนตุลา เป็นสำคัญ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ เราควรจะแสดงความยินดีแก่ตัวเราเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถสร้างอนุสรณ์สถานสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งเป็น งานที่ยาก ต้องอาศัยความอดทน และการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ยากที่จะกล่าวนามของผู้มีส่วนสำคัญได้ครบถ้วน เพียงแต่จะขอกล่าว ว่าอนุสรณ์สถานนี้ เป็นความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ และหวังอย่างยิ่งว่าพื้นฐานดังกล่าวจะดำรงคงอยู่ และสถิตสถาพร ตลอดเวลาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และตลอดไป "



เมื่อได้พิมพ์ร่างคำปราศรัยนี้ให้อาจารย์ ก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของท่านมากขึ้น ในการประชุมครั้งหนึ่งของคณะกรรมการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติอาจารย์นิคมครั้งหนึ่ง มีการอภิปรายกันเรื่องการตั้งสถาบัน หรือมูลนิธิในนามท่าน ลูกชายคนเล็กของ อาจารย์ กล่าวว่า “พ่อพูดกับผมว่า….ให้เอา “งาน” ไว้ก่อน อย่าไปสนใจ ชื่อนิคม แม่ก็ภูมิใจ แต่ไม่อยากให้ติดชื่อ นิคม จันทรวิทุร สิ่งสำคัญ ที่ผมอยากถามทุกท่านคือ เมื่อพ่อผมเสียไปแล้ว มี “งาน”อะไรที่ไม่ได้ดำเนินการต่อไปบ้าง ?? …. อีก 2-3 ปี สังคมไทยจะเกิดอะไรขึ้น งานวิจัยด้านแรงงาน การระดมสมองเกี่ยวกับสังคม และวิวัฒนาการของแรงงาน ใครจะผลักดันเพื่อผู้ด้อยโอกาส…. ควรจะพิจารณาที่ “งาน”เป็นหลัก ให้ลืมคำว่า “นิคม”ไปเลย….”

สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยัง ทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็งและเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป

ณ วันนี้อนุสรณ์สถาน14 ตุลา ที่สร้างขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่อิฐปูนที่สร้างไว้กราบไหว้ หรือสร้างให้ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ เช่นเดียวกับการรำลึกถึงท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ก็ย่อมไม่ใช่จำนวนหรีดนับพันที่นำมาแสดงคารวะ ไม่ใช่ปิยะวาจาหรือสัญญาที่สวยหรู ไม่ใช่สายน้ำตาที่หยาดริน หากคือการสืบทอดอุดมการณ์ ตามรอยปณิธานของท่าน คือการปฏิบัติ คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีคำว่าหยุดพัก…….

การคารวะท่านเช่นรูปเคารพจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย !! เราเตือนใจตนเองเช่นนี้

**************

มูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญร่วมสัมมนาวันนิคม จันทรวิทุร ประจำปี 2552

เรื่อง “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8:00-13.30 น. ณ ห้องประชุมประภาสอวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

8:15 - 8:30 น. ลงทะเบียน

8:30 - 8:45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร

8:45 – 9:00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายพงศักดิ์ เปล่งแสง กรรมการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร

9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 7ประจำปี พ.ศ. 2552 หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทย" โดย
• นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรุงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการประกันสังคม

10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง

10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ” โดย

• นายพนัส ไทยล้วน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• รศ.ดร.ปรีชา สิทธิกรณ์ไกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• นายโกวิทย์ บุรพธานินทร์ กรรมการมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)

11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา

12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

หมายเหตุ:พิธีกรดำเนินงาน โดยผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันศุกร์, ตุลาคม 30, 2552

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(7):สหายหญิง และนิยายของชมพู


วันที่จะจากป่าเขา ผมและเพื่อนหลายคนไปร่ำลาเธอด้วย ยามเช้าที่สดใส ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยรวมทั้งคำอวยพรของแม่คนหนึ่งที่เราเคารพ นอกจากเสียงร่ำไห้ของชมพูและอ้อนวอนไม่ให้จากไป เสียงร้องไห้นั้นดังเนิ่นนาน จนผมเดินลับมาแสนไกลก็คล้ายยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอยู่ตามภูเขาและต้นไม้..ทุกหนแห่ง(ภาพประกอบ:ภาพยนตร์"ฟ้าใสใจชื่นบาน")


โดย วันลา วันลิไล
30 ตุลาคม 2552


10. นิยายของชมพู


10.1 ผมเดินขึ้นที่พักอย่างอ่อนแรง ทั้ง ๆ ที่มือสองข้างหิ้วเพียงถังน้ำข้างละใบเท่านั้น

ท่าน้ำตรงนั้นค่อนข้างชัน น้ำลึกและมีหินก้อนใหญ่ระเกะระกะ เรากินข้าวกันก่อนที่จะมืดจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำมันตะเกียง เสร็จแล้วต่างก็เดินกลับไปพักผ่อนที่เปล

อากาศเริ่มขมุกขมัวมากขึ้น เสียงแมลงกลางคืนเริ่มกรีดปีกแข่งกันเซ็งแซ่ ผมเอาวิทยุแนบหูเปิดหมุนหาคลื่นไปเรื่อย ได้ยินเพลงฝรั่งก็จะหยุดฟัง เพลงอะไรก็ดูจะไพเราะไปหมด เมื่อเทียบกับเพลงจากสถานีคลื่นสั้น ส.ป.ท.ที่มักจะมีเสียงแทรกแกรก ๆ และยิ่งไพเราะเมื่อรู้สึกว่าต้องแอบฟัง มันหายากและไม่ได้ฟังมาแสนนานแล้ว

สักครู่หนึ่งคุณยุเดินมาบอกว่าช่วยไปดูคุณชมพูหน่อยเขาบอกว่าปวดท้องมาก เมื่อผมเดินไปถึงก็รู้สึกตกใจ คนป่วยซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีทีท่าอะไรนอนบิดตัวร้องครวญคราง และเล่าด้วยน้ำเสียงกัดฟันว่า เธอกระโดดน้ำใขณะที่อาบน้ำที่ท่าในตอนเย็น

เมื่อถามว่ากระโดดไปโดนก้อนหินหรือเปล่า เธอส่ายหน้า แต่เอามือกดตรงตำแหน่งที่ปวดใต้ชายโครงด้านขวาแล้วร้องเสียงดังขึ้น ดังจนทำให้ผมลุกลี้ลุกลนไปด้วย นึกเดาไปว่าหรือจะมีอะไรมากระแทกที่ตับ เดาไปก็ใจหายเพราะที่ติดตัวมาก็มียาเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น

เธอทั้งร้องทั้งดิ้นเหมือนดังจะขาดใจในบัดดล ผมค้นเป้แล้วไม่มียาฉีดอาโทรปิน ทำให้ตัดสินใจข้ามยาเม็ดจำพวกพาราเซทตามอลไปเลย แล้วนึกถึงโซเซกอน (มีตัวยาโคเดอินหรือมอร์ฟีนผสมอยู่ด้วย) ถึงจะไม่เคยใช้แต่เสียงร้องนั้นไม่ยอมให้ผมหยุดคิดเลย

พอฉีดยาเสร็จอาการกลับเลวร้ายลงอีก ทั้งครวญครางอย่างเจ็บปวดด้วยเสียงที่แผ่วลง ทั้งดูหน้าซีดตัวเย็นเหมือนกับจะเป็นลมหรือช็อก ผมรีบให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดอย่างรวดเร็ว ใจก็คิดแผนอื่นไว้ทั้ง ๆ ที่รู้สึกสับสนและมีทางเลือกไม่มาก มือข้างหนึ่งก็จับชีพจรแล้วนับไปเรื่อย

รอดูอยู่พักหนึ่งเห็นค่อย ๆ สงบลง สีหน้าอ่อนเพลียและคล้ายจะหลับไปแล้ว ผมถอนใจโล่งอกและหลบมานั่งคนเดียว

คืนข้างแรมมันมืดมาก ไม่มีเสียงลม ไม่มีการเคลื่อนไหว เหตุฉุกละหุกเมื่อครู่เหมือนทำให้ต้นไม้สายลมหยุดจ้องมองอย่างเงียบงันไปด้วย ชมพูตัวผอม ๆ เคยเป็นไข้และไอเรื้อรังเหมือนกับเป็นวัณโรค ฟังว่าเคยไปตรวจแต่ไม่พบเชื้อแต่อย่างใด


10.2 คุณสนองซึ่งเคยเรียนหมอและเป็นหัวหน้าหน่วยอีกหน่วยหนึ่งมาถึงแต่เช้า

พอเล่าเรื่องให้ฟัง เขาได้แต่ยิ้มเล็กน้อยแล้วบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ให้ดูอาการอีกที คำแนะนำเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ คุณสนองนั่งคุยกับหัวหน้าหน่วยผมอีกไม่กี่นาทีก็กลับไป สรุปแล้วยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนชมพูเป็นอะไร

ค่ำมากแล้วหัวหน้าหน่วยกับเพื่อนอีกคนออกจากที่พักชายป่าไปคุยกับชาวบ้านปล่อยให้ผมกับคุณยุคอยดูชมพู ราวสัก 3 ทุ่มคุณยุก็ย่องมาหาผมแล้วบอกว่าไปดูเธอหน่อยเห็นบอกว่าเริ่มปวดท้องอีกแล้ว พอเดินไปถึงคราวนี้เสียงครวญครางดังกว่าคืนก่อน และเปลี่ยนเป็นร้องว่าช่วยด้วยทนไม่ไหวแล้ว

จะเอาอย่างไหนระหว่างรอดูอาการอีกทีกับต้องทำอะไรบางอย่าง เธอยึดมือผมไว้และร้องให้ช่วยไม่ขาดปาก เมื่อหมดหนทางจึงจำใจใช้แผนเดิมโดยฉีดโซเซกอน เพราะคืนก่อนยังผ่านมาได้ แต่คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเก่า คนป่วยหายใจหอบถี่และแผ่วลง ชีพจรเบามากแทบไม่รู้สึกเลย เสียงครวญครางหยุดไปแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างกำลังนิ่งเงียบ

ผมฉีดแอดเรนาลินที่ติดตัวไว้ยามฉุกเฉิน แล้วหันไปบอกคุณยุให้ช่วยจับชีพจรและให้ทำใจไว้ คงจะช่วยได้แค่นี้

จากเสียงร้องครวญครางจนถึงฉีดยาแก้ปวดและฉีดยากระตุ้นหัวใจ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีเวลาคิดทบทวนเลย ตะเกียงน้ำมันดวงเดียวให้แสงว็อมแวม มองเห็นใบหน้าซีดของคนป่วย ทุกอย่างเงียบเชียบ คุณยุหันมาบอกว่าจับชีพจรไม่ได้เลย ผมใจหายวาบ

เมื่อตรวจหาการเต้นของหัวใจที่ข้อมือและลำคอไม่พบทั้งสังเกตไม่เห็นอาการหายใจ ผมตัดสินใจเอามือกดลงไปที่ทรวงอก
3-4 ครั้ง แล้วจับหน้าเธอหงายขึ้น บีบจมูกไว้ เป่าลมเข้าไปในปอดแรง ๆ แล้วหันมากดทรวงอกอีก คราวนี้เห็นปฏิกิริยาแสดงถึงการหายใจและรับรู้ได้ถึงการเต้นของชีพจร

พอใจชื้นขั้นก็นึกถึงน้ำเกลือที่มีเหลืออยู่ถุงเดียว โชคดีที่ในที่มืดกับผู้ป่วยที่หาเส้นเลือดดำยากผมกลับสอดเข็มลงในหลอดเลือดสำเร็จอย่างรวดเร็ว สักพักเมื่อคนอื่นกลับมาถึง เธอก็พูดคุยได้แล้ว


10.3 กลางแสงจันทร์ บางคืนเรานั่งคุยกัน 3-4 คน บางคืนก็นั่งคุยกันแค่ 2 คน เราพูดถึงทัศนะต่อชีวิต ความหวัง ความศรัทธา และแน่นอนหนุ่มสาวอย่างเราย่อมพูดถึงความรักบ้าง เธอบอกผมว่ามีใครคนหนึ่งมาชอบผม เมื่อซักไซร้ถามก็เอ่ยชื่อออกมา หัวใจผมพองโตอย่างน้อยก็มีคนมาชอบกับเขาเหมือนกัน

รู้สึกตัวเองคงไม่ขี้เหร่จนเกินไป เธอยังบอกว่ามีใครคนหนึ่งมาบอกรักและขอคำปรึกษาว่าจะตอบรับเขาไปดีหรือไม่ ผมตอบเธอตรงไปตรงมาว่า หัวใจเป็นของคุณถ้ารักเขาก็ตอบรับไปสิ เธอจ้องตาผมเขม็ง ในขณะที่ผมรู้ตัวเองดีว่า ในดวงตาผมไม่เคยมีประโยคที่สองและที่สามซ่อนเอาไว้

ผมเล่าเรื่องของตัวเองให้เธอฟังว่า เมื่อคราวเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ถึงตอนปิดเทอมก็กลับไปอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด เย็นวันหนึ่งขณะที่นั่งในสนามหญ้าในทุ่งหลังบ้านคนเดียว คิดถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาจนอยากให้เปิดเทอมเร็ว ๆ

เมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เคยชอบใครคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าเอ่ยปากบอก ต้องแกล้งทำท่าทีให้ห่างเหิน ทั้งๆที่ใจอยากอยู่ใกล้ชิด จนวันหนึ่งอดไม่ไหว ก็เอ่ยปากบอกรักไปโดยไม่อ้อมค้อม ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร จำได้ว่าทั้งคนบอกรักและคนถูกบอกรัก ต่างนั่งมือไม้สั่นเหงื่อแตกกันทั้งคู่

ชมพูหัวเราะคิกคักกับเรื่องเชยๆของผม ผมก็หัวเราะตัวเองเช่นกัน


10.4 ชมพูเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อรักษาอาการป่วย ผมประคองเธอตลอดทางที่นั่งรถจากชายป่าถึงถนนใหญ่ หลายวันต่อมาเราพบกันอีกเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ และเดินทางเข้าป่าพร้อมกันกับเพื่อนอีกหลายคน เพื่อนที่มาส่งชมพูบอกว่าหมอตรวจอย่างละเอียดแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย ไม่เป็นอะไรเลยจริง ๆ เธอหายป่วยตั้งแต่วินาทีแรกที่ถึงกรุงเทพฯแล้ว

พวกเราเดินข้ามเขาอย่างรีบเร่ง เย็นวันนั้นแดดร้อนมาก ทุกคนเหนื่อยและหิวน้ำจนตาลาย ก่อนจะถึงที่พักประจำต้องหยุดพักระหว่างทางคืนหนึ่งก่อน

รุ่งขึ้นอีกวันขบวนเราเดินถึงทางแยก พวกหนึ่งซึ่งมีหมอมียาพร้อมจะแยกไปทำธุระอีกทางหนึ่ง เขาถามผมว่าจะให้ชมพูไปทางไหนดี ผมลังเลแต่ก็ตอบไปว่าไปกับกลุ่มผมดีกว่า เพราะได้ยินเธอบ่นปวดท้องเมื่อต้องเดินทางมาก ๆ พวกนั้นพยักหน้ายิ้ม ๆ เห็นด้วยทุกคน อากาศเริ่มเย็นทึม ๆ ลง แถวที่เดินเป็นแนวในทางแคบ ๆ ทางเช่นนั้นเดินง่ายไม่ต้องกลัวหลง คนแข็งแรงเดินเร็วก็จะจ้ำทิ้งไปไกล คนที่เดินช้าก็ค่อย ๆ กระย่องกระแย่งไป

เมื่อถึงที่พักผมพยายามทำโน่นทำนี่ไม่อยู่ใกล้พูดคุยกับเธอมากนัก พอตกค่ำเธอก็บอกว่าปวดท้องอีก แต่ไม่ร้องรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน คราวนี้ผมให้ยาแก้ปวดและวิตามินสีลูกกวาด พร้อมทั้งบรรยายสรรพคุณว่าเป็นยากดประสาทส่วนกลางคลายความเจ็บปวดและตึงเครียด ยังใช้คำศัพท์ทางการแพทย์หลายคำเพื่อให้วิตามินเม็ดนั้นขลังมากขึ้น ไม่ค่อยได้ผลนักแต่ไม่มีอาการรุนแรงอย่างที่เคยเป็น ผมเหนื่อยมาก พอให้ยาแล้วก็หลบออกมานั่งห่าง ๆปล่อยเธอไว้กับใครบางคนได้ยินเสียงบ่นและร้องเจ็บปวดสักพักก็เงียบไป


10.5 คืนจันทร์ครึ่งดวง มีงานรื่นเริงที่ค่าย เสียงกลองและฉิ่งฉาบรำวงดังจนคึกคัก
ผมก็เตรียมตัวจะร้องเพลงกับเขาด้วย เดินอยู่คนเดียวระหว่างบ้านโน้นบ้านนี้ เที่ยวตามหาเพื่อน ๆ และเครื่องดนตรีให้ครบชิ้น เสียงหีบเพลงปากดังอยู่อีกบ้านหนึ่ง

คืนนี้จะขาดเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไม่ได้เพราะมือแอ๊คคอเดี้ยนไม่อยู่ ทางเดินที่ทอดไปยังบ้านนั้นมืดเพราะเงาไม้ไผ่รกครึ้ม

มีแสงสว่างจากคบไม้ด้ามขวานสวนมาเป็นแถว ผมรู้สึกยินดีเข้าไปทักทายเพื่อนที่มาจากค่ายสาม หญิงชายหลายคนยิ้มอย่างร่าเริง เด็กกะเหรี่ยงรูปหล่อฮัมเพลงผ่านไปจนถึงคนสุดท้าย ชมพูนั่นเองเธอจับมือผมไว้ แล้วยัดกระดาษก้อนหนึ่งให้ ผมบอกไม่ถูกว่าเกิดความรู้สึกอย่างไร เพราะถึงจะไม่เปิดอ่านก็เดาได้ว่าข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอย่างไร

ผมเก็บก้อนกระดาษไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วขึ้นไปร้องเพลงและรำวงกับเพื่อนๆจนงานเลิกราวตีหนึ่ง พอไฟที่เวทีดับลงและเพื่อนๆกลับไปนอนหมดแล้วผมยังคงนั่งอยู่คนเดียวที่ห้องสมุดกับตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ตัดสินใจอยู่ครู่ใหญ่ที่จะเผาก้อนกระดาษเสีย สุดท้ายก็คลี่มันออกมาอ่าน หมึกสีซีดในกระดาษที่ขยำจนยับยู่ยี่นั้นบอกว่าผมมีน้ำใจกับเธอ เธอก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำใจให้ ผมยิ้มอย่างหดหู่

ในใจคิดว่าน้ำใจจะเป็นอะไรก็ได้ขอแต่มี “ให้” แค่นั้นก็พอแล้ว


10.6 วันที่จะจากป่าเขา ผมและเพื่อนหลายคนไปร่ำลาเธอด้วย ยามเช้าที่สดใส ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยรวมทั้งคำอวยพรของแม่คนหนึ่งที่เราเคารพ นอกจากเสียงร่ำไห้ของชมพูและอ้อนวอนไม่ให้จากไป เสียงร้องไห้นั้นดังเนิ่นนาน

จนผมเดินลับมาแสนไกลก็คล้ายยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอยู่ตามภูเขาและต้นไม้

ทุกหนแห่ง


11. สหายหญิง


เพื่อนผมคนหนึ่งหลงรักสหายหญิงอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อบอกกล่าวกับผู้ใหญ่แล้ว สาส์นปฏิเสธของอีกฝ่ายก็ตอบผ่านกลับมา ความเสียใจทำให้น้ำตานักรบที่แกร่งกล้าคนหนึ่งไหลพรากต่อหน้าผม ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย

ได้แต่คิดว่าน้ำตาเขาควรจะไหลลงต่อหน้าหญิงสาวที่เขารัก แม้ว่าเธอจะยืนกรานปฏิเสธก็ตาม


จะปฏิวัติกันได้อย่างไรถ้าขาดสหายหญิง เราเรียกผู้หญิงของที่นั่นเช่นนั้น

แน่นอนพวกเธอมีบทบาทไม่แพ้ผู้ชาย บางคนเคยออกรบมาแล้ว บางคนออกไปพูดปลุกระดมชาวบ้าน เดินขึ้นเขาสูง ฝ่าสายน้ำเชี่ยว เป้ของหนัก ปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ทำครัว เย็บผ้า เป็นหมอฉีดยาและผ่าตัด เล่นดนตรี เต้นระบำ ดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นแม่และครูของเด็ก ๆ รวมทั้งเป็นคู่รักของชายหนุ่ม และภรรยาของสามี

ในวงศึกษาสัมมนา พวกเธอบางคนก็เป็นนักอภิปรายแสดงความเห็นอย่างน่าชื่นชม ผมชื่นชมเพราะส่วนหนึ่งของพวกเธอมาจากชาวนาหรือแม่ค้าแม่ขายที่ไม่ได้ร่ำเรียนสูงในการศึกษาตามแบบแผน อาศัยการบ่มเพาะตามแบบฉบับในป่า

ถึงความเข้าใจและโลกทัศน์มีกรอบจำกัด ก็ยังแตกต่างกันลิบกับผู้หญิงชาวบ้านตามไร่นาและบ้านเรือนในชนบททั่วไปที่ขาดการอ่าน การศึกษา และใส่ใจในวิทยาการอื่น นอกเหนือจากการทำมาหากินในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตามในแววตาที่จริงจัง เด็ดเดี่ยว ย่อมซุกซ่อนความสดชื่น,อ่อนหวานซึ่งธรรมชาติได้สร้างมาให้พร้อมกัน สังคมในป่าไม่ใช่ลัทธิของนักปฏิบัติธรรม แต่เป็นสังคมของผู้รักความเป็นธรรมที่มีเลือดเนื้อวิญญาณอย่างปุถุชน ทุกคนแม้นมือหนึ่งจะถือปืนแต่อีกมือหนึ่งมักจะถือดอกไม้ และเรียกร้องให้ “ถนอมรัก” กัน เช่นนี้จึงสามารถจะคลี่คลายปัญหา “ความคิด” ที่แต่ละคนพลัดพรากบ้านมาจากทั่วทุกสารทิศ ทำงานที่เหนื่อยยากยิ่ง อันตรายอย่างยิ่ง และยังไม่เคยกล้าคิดถึงผลสำเร็จในอนาคตเลย

ในเรื่องส่วนตัว(ที่นั่นไม่มีคำว่าครอบครัวและสังคม มีแต่คำว่าส่วนตัวและส่วนรวม) ชายและหญิงต่างเกิดความผูกพันรักใคร่กันมีทั้งเรื่องสุขเรื่องเศร้า งดงามและหยาบคาย เช่นเดียวกับในสังคมอื่น ๆ

โดยสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ทุกคนถูกเรียกร้องให้ชะลอการสร้างภาระทางครอบครัวที่เรียกว่ากันว่า “3 ช้า” อย่าเพิ่งมีคู่รัก, อย่าเพิ่งแต่งงาน และอย่าเพิ่งมีลูก

ในความเป็นจริงแม้บางคนจะเกรงอกเกรงใจกับนโยบายนี้อยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนเรื่องของหัวใจอะไรก็ห้ามไม่ได้ ในกองทัพมีผู้หญิง, มีแววตาหวานซึ้งและอบอุ่นจะห้ามไม่ให้เกิดนิยายรักได้อย่างไร

คุณสงวน มีลูกชายเล็ก ๆ น่ารักคนหนึ่งกับภรรยาสาวชาวกะเหรี่ยง มีคนเล่าตำนานรักของเขาสั้น ๆ ว่า เมื่อถึงคืนวันที่โศกใจ คุณสงวนนอนกอดหมอนร้องไห้ไม่เป็นอันทำงานเลย ความรักของเขาต่อหญิงสาวไม่อาจจะคลี่คลายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากผู้ใหญ่ต้องจัดการแต่งงานให้ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะเศร้าเสียใจจนตายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน เรื่องนี้มีบางคนให้ข้อสังเกตว่า “ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก”

คุณชำนาญ พกเอาความรักความปรารถนาเต็มอกต่อหญิงสาวที่เขารักจนไม่อาจเก็บความรู้สึกไว้ได้ เขาย่องไปเปิดมุ้งคนรักในขณะที่เพื่อน ๆ คนอื่นนอนหลับ ด้วยความอ่อนเพลียจากงานในไร่นา ความลับถูกเปิดเผยออกมาต่อเมื่อคนรักของเขาตั้งท้อง และผู้ใหญ่จำต้องจัดพิธีแต่งงานให้ตามระเบียบ ยุทธวิธี “มัดมือชก”

เช่นนี้ทำให้หลายคนยกนิ้วให้ เพียงแต่ไม่กล้าทำตามอย่างเท่านั้น

ส่วนคุณพิสิฐก็อาศัยโอกาสที่ต้องทำงานด้วยกันกับหญิงสาวคนหนึ่งจัดการรวบหัวรวบหางโดยอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน นี่ก็เป็นยุทธวิธี “รบเร็ว” ที่ได้ผลเกินคาด

เขายอมที่จะถูกเลื่อนพิจารณารับเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับที่นั่น เขายอมวิจารณ์ตนเองและให้เพื่อน ๆ นั่งล้อมวงวิจารณ์หลังจากยอมรับหน้าตาเฉยว่าเรียบร้อยกันแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในพิธีแต่งงานที่เรียบง่าย พวกเราก็ยินดีที่ได้ช่วยมุงหลังคาสร้างบ้านใหม่ให้เป็นเรือนหอและช่วยโห่นำเจ้าบ่าวไปยังบ้านซึ่งเจ้าสาวรออยู่ บ้างก็ช่วยแต่งโคลงกลอนให้เป็นของขวัญ และมีความสุขเล็กๆน้อยๆร่วมกัน กับการกินเลี้ยงขนมหวานกับงานบันเทิงง่ายๆและสั้นๆ

ทั้งหมดนั้นเป็นการให้กำลังใจกันเช่นเดียวกับการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุขตามควร ทั้งๆที่หลังแต่งงานบางคู่แทบจะไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน หรือไม่มีแม้แต่ "ฮันนี่มูน" เนื่องจากภาระหน้าที่ที่พรรคฯมอบหมาย

ประเพณีความรักของที่นั่น ส่วนใหญ่จะต้องผ่านการ “เสนอ” ผู้ใหญ่(เรียกกันว่า จัดตั้ง) เสมอ หมายความว่า เมื่อเกิดรักชอบใคร ต้องบอกเล่าผู้ใหญ่ให้ช่วยถามไถ่อีกฝ่ายหนึ่งอาจบางครั้งผู้ใหญ่มีความเห็นในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมบ้าง การไม่ผ่านพิธีการเช่นนี้จะถูกมองว่า “ผิดศีลธรรม” มิพักต้องพูดถึงการไปผิดลูกผิดเมียคนอื่นซึ่งจะเป็นความผิดร้ายแรงไม่อาจให้อภัยได้

ผมไม่เคยรู้และไม่เคยเห็นว่ามีใครทำผิดพลาดร้ายแรงถึงขึ้นเป็นชู้กับผัวเมียคนอื่นดังกล่าว นอกจากเรื่องความรักความคะนองของหนุ่มสาวดังเรื่องเล่าข้างต้น ทั้งนี้เพราะอาจมีกลไกบางอย่างคอยป้องกันความผิดพลาดไว้ เนื่องจากทุกคนล้วนติดอาวุธ หากอารมณ์ชักนำให้โกรธเคืองเคียดแค้นกันแล้วอาจเกิดผลร้ายใหญ่โตได้

แม้จะมีความในใจ แต่การเล่าสู่และพบปะกันข้ามหน่วยงานถือเป็นเรื่อง “ไร้จัดตั้ง” ซึ่งเป็นข้อห้ามเข้มงวดข้อหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่หญิงชายจะได้สบตาและกุมมือกัน เหล่า "สหายชาย" ไหนเลยจะได้เคยเห็นท่าทางเอียงอายของ"สหายหญิง"

ในโลกที่เป็นจริงมันเหมือนกับทำให้ความเป็นคนตกหล่นไป เช่นเดียวกับความรักของหนุ่มสาว การคุยกันเรื่องของหัวใจผ่านผู้ใหญ่หรือผู้อื่นมันจะซาบซึ้งสุขใจเท่ากับได้คุยกัน 2 ต่อ 2 ได้อย่างไร

หรือแม้กระทั่งยามผิดหวังอกหัก จะให้หนุ่มสาวออดอ้อนระบายความกลัดกลุ้มต่อหน้าใคร เพื่อนผมคนหนึ่งหลงรักสหายหญิงอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อบอกกล่าวกับผู้ใหญ่แล้ว สาส์นปฏิเสธของอีกฝ่ายก็ตอบผ่านกลับมา ความเสียใจทำให้น้ำตานักรบที่แกร่งกล้าคนหนึ่งไหลพรากต่อหน้าผม ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย

ได้แต่คิดว่าน้ำตาเขาควรจะไหลลงต่อหน้าหญิงสาวที่เขารัก แม้ว่าเธอจะยืนกรานปฏิเสธก็ตาม

******
บันทึกทั้งหมดก่อนหน้านี้:

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา:ตะวันตกที่ตะนาวศรี

ความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน:พตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน


การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย”ให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดี


โดย อรรคพล สาตุ้ม

ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม..ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน


จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน,พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน

การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย”ให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดี

โดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย ก็สร้างบ้านให้พตท.ดร.ทักษิณ ในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา

และอย่าลืมว่า ความเป็นเพื่อน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม

สมเด็จฯฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นเพื่อน

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะ พล.อ.ชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ.."

หากแต่การเคลื่อนของ พล.อ.ชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง"(1)

กรณี “ฮุน เซน”นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)

จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของพตท.ทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของพตท.ดร.ทักษิณ นั่นเอง


จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน ทำให้ผู้นำประเทศ เป็นเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ (22 ต.ค.2552) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้

“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้(3)

แหล่งข่าวในกัมพูชาเผยสื่อตีข่าว"ทักษิณ"จะมาร่วมงานแข่งเรือ-ลอยกระทง ที่พนมเปญ ในวันที่ 2พ.ย.2552 และทางด้าน"สุเทพ"ระบุถ้ารู้เข้าไปกัมพูชาและอยู่ถาวรจะทำเรื่องขอตัวกลับประเทศไทยทันที โดย แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)

ดังนั้น ข่าวสาร สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้พตท.ดร.ทักษิณ เป็นเพื่อนบ้าน ในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ทียังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (อังกฤษ: People's Alliance for Democracy, PAD) หรือเรียกว่า กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ หรือ เสื้อเหลือง เกี่ยวพันสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับพตท.ดร.ทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย

จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชน กับพรรคเพื่อไทย สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน,พันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งกับพตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน เรื่องแข่งขันความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน
********************
เชิงอรรถ
(1)อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11549 มติชนรายวัน

2)รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?
ASTV ผู้จัดการออนไลน์

(3)ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2552
สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา

(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ทำอย่างไรการต่อสู้ของ สรส. จึงจะไม่โดดเดี่ยว


โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
30 ตุลาคม 2552

ไม่ละเมิดหลักการผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ใช้แรงงานและประชาชนส่วนใหญ่ ประสานตัวเองเข้ากับการเคลื่อนไหวในทิศทางใหญ่ของขบวนประชาธิปไตย รูปธรรมของการนัดหยุดงานนั้น ก็ให้เป็นยุทธวิธีขั้นสุดท้าย และทำอย่างจำกัดวงที่สุด ทำความเข้าใจเพื่อสร้างแนวร่วมให้กว้างไกลที่สุด นั่นเอง - การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานใน สรส. ก็จะไม่โดดเดี่ยว ไม่ถูกแยกสลาย



มิตรสหายทั้งหลาย,

ในเวลานี้ มีมิตรสหายบางส่วนยกอ้าง "การเดินแนวทางมวลชน" ในความขัดแย้งระหว่าง "รัฐหรือฝ่ายบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)" กับ "สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส. รฟท.)"

ก่อนอื่น การอธิบาย "แนวทางมวลชน" นั้น ต้องประกอบไปด้วย "การรักษาผลประโยชน์ประชาชน" เป็นพื้นฐาน

"สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.)" มีภาระหน้าที่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือภาระหน้าที่ในการเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของแรงงานในรัฐวิสาหกิจนั้นๆเอง และอีกด้านหนึ่ง "ต้อง" เป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค

"ลัทธิรัฐวิสาหกิจ" มุ่งแต่จะสร้างอำนาจต่อรอง "เฉพาะส่วน" เนื่องจากกิจการรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปมีลักษณะ "ผูกขาด" หรือ "กึ่งผูกขาด" ทำให้โดยธรรมชาติของ "สรส." มีความโน้มเอียงที่มีลักษณะ "อามาตย์-อภิชน" ได้โดยง่าย

และด้วยลักษณะธรรมชาติดังกล่าวนี้เอง นับจากปี 2548 "สรส." ส่วนใหญ่จึงกระโจนเข้า "ร่วมวงไพบูลย์" กับ กลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)" และพรรคการเมืองเครือข่าย "อำมาตย์-อภิชน" (ไม่ใช่แค่ "นอมินี") และในภาวะ "น้ำลดตอผุด" ผ่าน "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" และ "นโยบาย 2 มาตรฐาน" ดำเนินการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งถึง 3 รัฐบาล

ในขณะเดียวกัน มีความจำเป็นที่ "สรส." จะต้องก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ใช้แรงงานภาคเอกชน หรือ "สหภาพแรงงานทั่วไป" เช่นที่เคยเกิดขึ้นก่อนปี 2500 และที่เคลื่อนไหวดุจ "คลื่นสึนามิ" ช่วง "ตุลาคม 2516-2519" ตัวอย่างรูปธรรมใกล้ตัวที่สุด ในกรณีการไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณี "จิตรา คชเดช และกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์" และ "สหภาพแรงงานโฮย่า" รวมทั้งอีกหลายสิบกรณีหรืออาจจะเป็นหลายร้อยหลังวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง

นั่นคือ ตลอดมา หลัง "เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535" บรรดาผู้นำ "สรส." ล้วนมองข้ามผลประโยชน์ของมิตรสหายผู้ใช้แรงงานอื่นๆนอกรัฐวิสาหกิจ ทั้งยังโน้มเอียงไปในทางดูแคลนบทบาทและภาระหน้าที่ของมวลชนผู้ใช้แรงงานภาค อุตสาหกรรมอันไพศาลซึ่งเป็น "คนรากหญ้า" โดยธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน "ฝ่ายนำ สรส." อาจเกิดภาวะ "สำคัญตัวผิด" ในอำนาจต่อรองกับกลุ่ม "อำมาตย์-อภิชน" หรือแม้แต่ "ขุนศึกฟาสซิสต์" ซึ่งยิ่งมีโอกาสถลำลึกไปสู่การ "สมคบคิด" กับ "ชนชั้นนำ (elite)" ในสังคม โดยที่ "ฝ่ายนำ สรส." เหล่านั้น กลายเป็น "elite ในหมู่ผู้ใช้แรงงาน" เสียเอง

แน่นอนว่า "สิทธิในการนัดหยุดงาน" เป็นทั้ง "สิทธิ" และ "อาวุธอันทรงพลังที่สุด" ในการต่อสู้ให้พ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่การนัดหยุดงานของกิจการสาธารณูปโภคนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางไม่เฉพาะแต่ประชาชนผู้บริโภคเท่าั้นั้น หากยังรวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสียแก่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชาติโดยรวม เช่นการสนับสนุนให้มีการยึดสนามบินนานาชาติ ซึ่งเป็นปฏิบัติการในลักษณะผู้ก่อการร้ายสากลและย่อมเป็นศัตรูกับอารยธรรม สมัยใหม่ โดยการนำของ พธม. ช่วงหลังกลางปี 2551

และผลสะเทือนจากเหตุการณ์คราวนั้น ยังตกเป็นภาระ "บาป" ของประเทศชาติและประชาชน อย่างหาผู้ออกมารับผิดชอบหรือดำเนินการแก้ไขจัดการให้ถูกต้องตามครรลองที่ ยึดถือเป็นสากล ในสังคมอารยะยุคหลังโลกาภิวัตน์แต่อย่างใด

จุดยืนและท่าทีในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับ "ความไม่ถูกต้อง" หรือแม้แต่ "ความไม่ชอบมาพากล" ในการบริหารจัดการ "รัฐวิสาหกิจ" ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและประชาชนนั้น ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบ และมีความชอบธรรมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

แต่ การไม่กำหนดทิศทางและลำดับขั้นตอนในการเคลื่อนไหว-ตอบโต้ความไม่เป็นธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น จากมาตรการขั้นเบาไปหาหนัก พร้อมไปกับการทำความเข้าใจกับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนกลุ่มและองค์กรที่มีบทบาทต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ที่รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม

ทั้งนี้โดยไม่ละเมิดหลักการผล ประโยชน์ร่วมกันของผู้ใช้แรงงานและประชาชนส่วนใหญ่ ประสานตัวเองเข้ากับการเคลื่อนไหวในทิศทางใหญ่ของขบวนประชาธิปไตย รูปธรรมของการนัดหยุดงานนั้น สำหรับกิจการสาธารณูปโภคคือ ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด หรือหากมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เป็นยุทธวิธีขั้นสุดท้าย และทำอย่างจำกัดวงที่สุด ทำความเข้าใจเพื่อสร้างแนวร่วมให้กว้างไกลที่สุด

หากทำได้อย่างนั้น แล้ว เป็นไปได้ว่าประชาชนผู้บริโภคในวงการต่างๆ จะเป็นหรือไม่เป็นรากหญ้าก็ตาม จะเป็นหรือไม่เป็นพลังการผลิตในภาคแรงงานก็ตาม จะหันมาสนับสนุนและเข้าร่วมการต่อสู้กับ "สรส." หรือเฉพาะหน้า "สรส. รฟท." ในระดับใดระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

นั่นเอง - การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานใน สรส. ก็จะไม่โดดเดี่ยว ไม่ถูกแยกสลาย และทำลายทีละหน่วยอย่างที่เป็นอยู่ต่อหน้าต่อตาในเวลานี้

หา ไม่แล้ว ผู้ใช้แรงงานทั้งหลายที่เป็นสมาชิก สรส. นั้น จะก้าวออกมายืนในท่ามกลางวิกฤตขององค์กร และ/หรือวิกฤตของชาติ แล้วดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ สรส. ที่ตนเองสังกัดอยู่ หวนกลับมาก้าวเดินและนำพามวลชนในวิสาหกิจนั้น ก้าวเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง - เพื่อไปสู่ชัยชนะในที่สุด

โค่นอำมาตย์ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน
ประชาธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ
ด้วยภราดรภาพ

************
ข่าวและบทความเกี่ยวข้อง:
-ทำไมคนเสื้อแดงควรเข้าข้างสหภาพแรงงานรถไฟ

-เสื้อแดงเสียงแตก หนุนVSต้านรถไฟหยุดงาน

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(30ต.ค.):งานเข้า!สมาคมนักข่าว รีบออกแถลงการณ์ชื่นชมเปลว สีเงิน ด่วน


ภาพหายาก-พระฉายาลักษ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสัมผัสพระหัตถ์กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ลือลั่น ข่าวไม่ได้แจ้งว่าเมื่อไหร่ ก่อนหรือหลัง24มิถุนายน2475 ที่ไหน อย่างไร ผู้ใดทราบประวัติของภาพกรุณาแจ้งมาด่วน เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ซาบซึ้งในพระราชอัจริยภาพกษัตริย์นักประชาธิปไตย


***เมื่อวานประชาไทบอร์ดปิดซ่อม วันนี้ฟ้าเดียวกันล่ม ทางชุมชนเว็บบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกันบอกมาอย่าตกใจ ยังไม่ได้"โดนของ" แค่ประสบปัญหาเว็บล่มชั่วคราว ตั้งแต่เวลาประมาณ 9 โมงเช้าของวันนี้ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข และขอให้แฟนๆและสมาชิกเจ้าของชุมชนฟ้าเดียวกันทุกท่านติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง
http://twitter.com/sameskyliberalไปก่อนพลางๆระหว่างซ่อม...เวบไหนจะเป็นรายต่อไปเนี่ย อย่าเป็นไทยอีนิวส์ก็แล้วกัน ซ่อมไม่เป็งอ่ะ***


***แฟนๆของ"ใบตองแห้ง"แห่งไทยโพสต์โปรดทราบ เจ้าตัวที่ไม่ได้เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำมาหลายวัน ก็เพราะเปลว สีเงิน ไม่อยากให้เขียน ให้นั่งกินเงินเดือนเฉยๆก็พอ เพราะเป็นสื่อที่ทรงคุณค่าสมควรเลี้ยงดูโดยไม่ต้องให้ทำงานแนวถนัด แต่ใบตองแห้งไม่ชอบนั่งกินนอนกินก็เลยยื่นใบลาออกแล้ว มีผลสิ้นเดือนนี้ เอ่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยของเสี่ยเก๊ะ-ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กับเสี่ยประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ จะไม่มีแถลงการณ์ชื่นชมเปลว สีเงินหน่อยเหรอครับ หายากนะคนที่รักลูกน้องขนาดที่ว่ามึงนั่งอยู่เฉยๆไม่ต้องทำงานทำการหรอก แล้วกูจะหาเงินเดือนจ่ายนี่นะ...เอ้า!หุยฮา***

***ฝ่ายประชาธิปไตยอุตส่าห์ให้ราคาเปลว สีเงินว่ามีใจคอกว้างขวาง ปล่อยให้คอลัมนิสต์อย่าง"ใบตองแห้ง"แสดงความเห็นโดยอิสระ ไม่ต้องเปรี้ยงๆดังเสียงฟ้าฟาด เป็นพวกปฏิกริยาล้าหลังขวาจัดกัดจมเขี้ยวฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเดียว ทำให้ไทยโพสต์ดูราวกับดอกไม้สวยหลากสีล้วนเบ่งบานในอุทยานเดียว ต่อไปนี้ก็คงจะเหลืองอื๋อสาแก่ใจเปลว สีเงินเป็นแน่แท้ ที่สำคัญบทสัมภาษณ์คมๆของนักวิชาการ หรือนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยฉบับวันหยุดก็คงหายไปด้วย เพราะนี่เป็นฝีมือของ"ใบตองแห้ง"เขา ขอแนะนำบทสัมภาษณ์ทีเด็ดทิ้งทวนของใบตองแห้ง คลิ้กโลด***

***ผลสำรวจรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ ไทยอีนิวส์ตั้งปุจฉา"ท่านคิดว่าใครคือผู้ทรยศต่อชาติ" มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,116 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-คนที่คุณก็รู้ว่าใคร? เพราะเป็นผู้บงการชักใยเปรมกับสมุนบริวาร มีผู้ตอบข้อนี้ 1,929 ท่าน (61%)
-พลเอกเปรม เพราะทำลายประชาธิปไตย ย่ำยีเสียงประชาชนส่วนใหญ่ มีผู้ตอบข้อนี้ 988 ท่าน (31%)
-ทักษิณ เพราะคอรัปชั่น และไม่จงรักภักดีสถาบันฯดังที่อำมาตย์กล่าวโทษ มีผู้ตอบข้อนี้ 164 ท่าน (5%)
-พลเอกชวลิต เพราะทรยศต่อเปรมและเครือข่ายอำมาตย์ มีผู้ตอบข้อนี้ 16 ท่าน (ไม่ถึง1%)
-อื่นๆ มีผู้ตอบว่าเป็นคนอื่นๆ 19 ท่าน (ไม่ถึง1%)


ผลสำรวจนี้ชี้ว่าท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ไม่เชื่อว่า"บีเจ-บิ๊กจิ๋ว"จะเป็นผู้ทรยศต่อชาติเมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตามที่พลเอกเปรมพูดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แถมท่านผู้อ่านของเรากลับมีความเชื่อมากถึง31%ของผู้ตอบแบบสำรวจว่า พลเอกเปรมต่างหากที่ทรยศต่อชาติ แต่ก็ยังห่างไกลจากแชมป์รายการนี้คือ"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร? ได้ไปตั้ง61% เพราะเป็นผู้บงการชักใยเปรมกับสมุนบริวาร

อย่างไรก็ดีจนป่านนี้ทาง"นักข่าวชาวรากหญ้า"ก็ยังไม่รู้นะฮะว่า "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร?"นี่เขาเป็นใคร(วะ)? ทำไมท่านผู้อ่านของเรายกย่องให้เป็นแชมเปี้ยนทรยศต่อชาติขาดลอยขนาดนี้

***ที่เซอร์ไพรส์พอสมควรสำหรับผลการสำรวจหนนี้ก็คือคำตอบว่า ทักษิณคือผู้ทรยศต่อชาติ เพราะคอรัปชั่น และไม่จงรักภักดีสถาบันฯดังที่อำมาตย์กล่าวหา มีคนตอบมาตั้ง164 ท่าน คิดเป็น5%...นี่เป็นตัวสะท้อนว่า ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์ไม่ได้มีแต่คน"รักทักษิณ"เท่านั้น ซึ่งเราอยากให้มีมากๆขึ้น เพราะสะท้อนว่า ความพยายามก้าวไปเป็น"สื่อของฝ่ายประชาธิปไตย"จะบรรลุผล ไม่งั้นคนก็ยังมองว่าไทยอีนิวส์เป็นสื่อของ"คนรักทักษิณ"แต่เพียงอย่างเดียว(ซึ่งว่ากันตรงๆนะ ไม่ค่อยชอบเลย)***

***เย็นวันศุกร์นี้(30ต.ค.)มีงานช้างยักษ์ใหญ่บั๊กเอ้กครับ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ผอ.หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ จัดงาน "มหกรรมการเมืองเสริมสร้างประชาธิปไตย" ที่ ห้องคอนเวนชั่น อาคารห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ศุกร์ 30 ตุลานี้ โดยรูปแบบจะเป็นการดินเนอร์ทอล์ก เวลา19.30 น. "บีเจ-บิ๊กจิ๋ว"ซึ่งเปิดตัวเข้าพรรคไทยได้สุดฮือฮาจะขึ้นเวทีปราศรัย เปิดใจครั้งแรกถึงสาเหตุ และผลกระทบในการหวนกลับเข้ามาสู่วงการเมือง จากนั้นเวลา 20.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวิดิโอลิงก์เข้ามาร่วมงานจะทักทายพูดคุยกับ พล.อ.ชวลิต ให้ผู้ที่ร่วมงานฟังด้วย***

***นอกจากนี้ ในงานจะมีนักการเมือง แกนนำ นปช.เสื้อแดง ร่วมปราศรัยกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการมูลนิธิบ้าน 111 นพ.เหวง โตจิราการ นายอดิศร เพียงเกษ และ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง เป็นต้น โดยจำหน่ายบัตรร่วมงานให้กับบุคคลภายนอก ราคา 800 บาท พร้อมจะมีการถ่ายทอดทางสถานี พีเพิลแชนแนล ด้วย***

***เสาร์31ตุลาคม ฝ่ายประชาธิปไตยร่วมรำลึกลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "วันเชษฐบุรุษประชาธิปไตย"กลางวันทำบุญเลี้ยงพระที่ชุมชนคนแทกซี่ คลื่น107.75 คลื่น92.75 เย็นร่วมจุดเทียนรำลึกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อน้อมรำลึกถึงจิตใจของลุงนวมทองที่ใช้ชีวิตปลุกกระแสสังคมต้านเผด็จการ ประกาศให้โลกรู้ว่าคนที่ยอมเสียสละพลีชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยมีจริง เสียใจแต่ว่าผ่านมา3ปี พวกสื่อหลักสื่อเหลืองยังป้ายสีคนเสื้อแดงไม่เลิกว่า"รับจ้างทักษิณ เป็นทาสน้ำเงินแม้ว สู้เพื่อเหลี่ยมคนเดียว"...บิดาคุณสิครับ ใครมันจะเอาเงินมาจ้างให้ใครตายเพื่อใครได้ ลองดูกรณีลุงนวมทองสิ หากพวกคุณยังหมิ่นแคลนอย่างนี้ก็แปลว่าพวกคุณประเมิน"คน"ต่ำเกินไปแล้ว***

***วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 พบกับทีมงานความจริงวันนี้ทั้งหมด และถ้าไอ้หมีหน้าฮาร์ก ยุบสภา พวกเราคนเสื้อแดงก็มาร่วมฉลองชัยชนะกันที่จันทบุรี จองบัตรได้ที่สจ.จันท์ 0863384988 ราคาโต๊ะละ 2000 บาท รายได้เพื่อทำวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง ครับ ***

***เวทีเสวนา เชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์ เสริมสร้างพลังอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้
รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ( ตรงข้ามวัดพระนอนปูคา )

กำหนดการ
07.30 - 08.30 น. ลงทะเบียน
08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์
14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป

(เชิญร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย )***

***ชาวแดงแห่งบ้านโป่งในนาม(นปช.บ้านโป่ง52) นัดรวมพลเช็คขุมกำลัง เตรียมความพร้อม ขอฝากส่งสารถึงพี่น้องรอบๆบ้านโป่งเรา ร่วมด้วยท่าน สุรชัย แซ่ด่าน และท่าน สุนัย จุลพงศธร รับเชิญมาอภิปรายในแนวทางร่วมกัน พี่น้องอย่าพลาดและให้กำลังใจเปิดตัวพี่น้องที่เตรียมพร้อมไปนอน ณ ทำเนียบ ห้ามพลาด 5 โมงเย็น พุธที่ 4 พ.ย.ณ ลานวัดดอนตูม อาหารฟรีสอบถามรายละเอียดที่ k.บริบูรณ์ 0818907921 และ k แต๋ม 0804229622***

***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***

***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ

ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์

วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**

***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.comและโรงเรียน บ้านเปียงซ้อ อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน สามารถเข้าไปดูได้ ตามนี้เลย ครับ www.piengsor.org ติดตามรายละเอียด ได้ใน ข่าวประชาสัมพันธ์ www.dmc-club.com เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เสื้อกันหนาว หนังสืออ่านเล่น หนังสือเรียน อุปกรณ์ กีฬา และ อุปกรณ์ เครื่องเขียน จักรยาน และ ทุนการศึกษาและ เงินทุนสนับสนุน โครงการ บ้านล้อมป่า สถานที่รับบริจาค ร้าน ดีซายน์ หน้า สนามกอล์ฟ เกียรติธาดา เลขที่ 35/548 ถนน สุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 02 570 9624 – 5 กรุณาประสานงานก่อนนำของไปบริจาค กลุ่มแดงลำปาง ติดต่อที่ ร้าน ผึ้งน้อย เบเกอรี่ ลำปาง,กลุ่มเมือง น่าน ติดต่อที่ คุณ ออ โดเรมี หมูกะทะ ห้างนรา ไฮเปอร์มาร์ท สนันสนุนเป็นเงิน บัญชี ธนาคาร กรุงไทย สาขาย่อย ลาดพร้าว 71 ชื่อบัญชี นส.ปิยนุช คืนคงดี (ออมทรัพย์) หมายเลขบัญชี 760 - 0 –05293- 8 หลังจากโอน กรุณา แจ้ง เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบัญชี 081 285 8320 ***
*****
*********************************
รู้จักกันวันละเวบ-รู้จักเวบบอร์ดประชาธิปไตย(ฉายซ้ำอีกวัน)

*******************************

พอดีตอนนี้บอร์ดประชาไทเขาซ่อมอยู่นะฮะ มีเรื่องยุ่งๆคนนิสัยไม่ดีไปปลอมชื่อคนอื่นทำให้เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทางประชาไทเขาเลยขอซ่อมซัก2-3วัน เผื่อใครหลงมาแล้วตกข่าว เลยขอแจ้งให้รับทราบ

และระหว่างที่อึดอัดขัดข้องเข้าไปเล่นในบอร์ดประชาไทไม่ได้กันนี้ ท่านสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการไปแจมเวบบอร์ดอื่นๆได้นะครับ ลองอ่านรายนามเวบบอร์ดที่ทางไทยอีนิวส์ได้ลงลิ้งค์ไว้ให้ ตรงเมนูของเวบที่ฝั่งขวามือนะครับ ไล่ลงไปหน่อยเดียวเลยตรงหัวข้อข่าว-บทความล่าสุดก็เจอแล้ว เท่าที่ลงไว้ก็มี


เว็บบอร์ดRedthai
เว็บบอร์ดDemocraticThai
เว็บบอร์ด Thai People Voice
เว็บบอร์ดคนไทยUK
เว็บบอร์ดเสรีชน
เว็บบอร์ด คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
เว็บบอร์ด คุยกับ เสธแดง
เว็บบอร์ด ชมรมฟ้าใหม่
เว็บบอร์ด ชุมชนฟ้าเดียวกัน
เว็บบอร์ด ประชาไท
เว็บบอร์ด พลังประชาธิปไตย
เว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เว็บบอร์ด ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ
เว็บบอร์ดนปช.USA
เว็บบอร์ด ห้องราชดำเนิน พันทิป
เว็บบอร์ดThailandmirror
เว็บบอร์ดแดงนนทบุรี


หรือเจ้าของเวบบอร์ดใดเห็นว่าเราลงตกหล่นไม่ได้ลงลิ้งค์บอร์ดสนทนาของท่านไว้ ให้แจ้งมาทางthaienews@googlegroups.comแล้วจะเพิ่มให้ครับ เร็วๆน๊าวิกฤตบอร์ดประชาไทปรับปรุง เป็นโอกาสแจ้งเกิดของพวกท่านแว้ว อิอิอิ***