วันพุธ, กันยายน 30, 2552

33ปีสดุดีวีรชน 6 ตุลา กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลาคม 2552

*บทความเกี่ยวเนื่อง;งานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 33 ปี : ประชาธิปไตยสมบูรณ์...?



โครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดงานรำลึก ๓๓ ปี ๖ ตุลา ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


กำหนดการ วันอังคารที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒

๐๗.๐๐ น. - ๐๗.๓๐ น. ทำตักบาตรพระสงฆ์ ๓๔ รูป ที่บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่

๐๘.๐๐ น.– ๐๙.๐๐ น. -กล่าวเปิดงาน โดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-บทกวีรำลึกวีรชน ๖ ตุลาโดย วัฒน์ วรรลยางกูล
-กล่าวไว้อาลัยและสืบสานเจตนารมณ์วีรชน๖ตุลา โดย:
*ตัวแทนญาติวีรชน ๖ ตุลาคม
*ตัวแทน ๑๘ ผู้ต้องหา
*เลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา
*เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
*ตัวแทนคณะกรรมการจัดงาน 110 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
*ตัวแทนกรรมกร ชาวนา สมัชชาคนจน/สหภาพแรงงาน
*ตัวแทนแนวร่วมศิลปิน
*ตัวแทน องค์กรนักศึกษา กลุ่มองค์กรประชาธิปไตย

๐๙.๓๐ น. – ๑๒.๐๐ น. ณ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปาฐกถาประจำปี เรื่อง
“ แนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ กับ เจตนารมณ์วีรชน ๖ ตุลา ๒๕๑๙”

โดย ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี

๑๒.๓๐ น.- ๑๕.๐๐ น. เสวนา “ อุดมการณ์ ๖ ตุลากับ อำมาตยาธิปไตย ”
วิทยากร สุรชัย แช่ด่าน ผู้ประสานงานกลุ่มแดงสยาม
วัฒนะ วรรณ กลุ่มเลี้ยวซ้าย
และ ตัวแทนสมัชชาสังคมก้าวหน้า
ดำเนินรายการโดย พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย


๑๕.๐๐ น. - ๑๗.๐๐ น. สรุปบทเรียน ๓๓ ปี ๖ ตุลา กับขบวนการขวาใหม่ในไทย
จัดโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
วิทยากร ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลา
จาตุรนต์ ฉายแสง* อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙
กนกพร แสนสุขสม* นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการโดย อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
*อยู่ระหว่างการติดต่อ

ในเวลา ๑๗.๐๐น. - ๑๙.๐๐ น. ณ ลานประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์
ชมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ดนตรี จากวงดนตรีนักศึกษา

สอบถามรายละเอียดที่ โครงการกำแพงประวัติศาสตร์
โทร. ๐๒-๖๑๓ ๒๐๑๑, ๐๑-๖๑๓ ๔๗๙๒ Email: octnet72@yahoo.com
สนนท. โทร. ๐๘๑ ๑๗๑๓๓๗๐ Email: anuthee_sk124@hotmail.com


-เบื้องลึกและข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คลิ้กอ่านเพิ่มเติม www.2519.net
-ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ “6 ตุลา”
กับสถานะทางประวัติศาสตร์การเมือง(ใหม่) http://charnvitkasetsiri.com/New6Tula2008.pdf

ไทย ... สังคมซึ่งมีความ 'ตอแหล' สูงที่สุดในโลก

โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
30 กันยายน 2552

แลกเปลี่ยนสนทนากับพรรคพวกดีกรีปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกาทางด้านรัฐศาสตร์ เขาเคยผ่านการบรรยายทางวิชาการในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกหลายแห่ง มีเพื่อนพ้องในแวดวงวิชาการนานาชาติทางด้านรัฐศาสตร์ก็มากหน้าหลายตา บอกได้ว่า มีผลงานวิจัยศึกษาในขอบข่ายต่างๆ จากหลายประเทศทีเดียว ทั้งยุโรป, อเมริกา, ออสเตรเลีย, แอฟริกา และทางเอเชียของเรา...

เขายอมรับกับผมว่า เมื่อพิจารณาถ่องแท้ในด้านของสังคม การเมือง และวัฒนธรรมแล้ว ถือได้ให้สังคมไทยนั้นเป็นสังคมซึ่งมีความ “ตอแหล” สูงที่สุดในโลก ...เป็น The Most Tolaechest of The World?... มีทั้ง Most และ chest

ความจริงหลายประเทศทั่วโลก ก็มีวิชามารกันทั้งนั้นแหละครับ แต่วิชามารหรือพฤติกรรมด้านชั่วร้ายเช่นนี้ ถือว่าเป็นจำพวกวิชาอุบาทว์ ที่ไม่บังควรนำมาสั่งสอนเผยแพร่ให้พิสดารอะไรนัก เพียงแต่ให้ผู้คนหรือนักศึกษาได้พอศึกษาเรียนรับทราบกว้างๆ ว่า มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ เป็นประวัติศาสตร์อะไรส่วนหนึ่งทำนองนั้น...นี่เป็นข้อแรกที่แตกต่างไปจากบ้านเรา

โดยเฉพาะ 3-4 ปีหลังผ่านมา ...แหม ...ภูมิอกภูมิใจกันนัก มีการโหมกระแส สั่งสอนวิชาว่าด้วยการตอแหลผ่านสื่อโทรทัศน์ถ่ายทอดกัน 24 ชั่วโมง ...บนเวทีการเมืองก็ ฉอด...ฉอด... วานนี้พูดอย่างหนึ่ง วันนี้พูดอีกอย่าง

เอาแค่ง่ายๆ ลองไปกรอเทปกลับคำพูดการอภิปรายของคนเป็นนายกรัฐมนตรีดูว่า ช่วงเป็นฝ่ายค้านพูดผูกมัดตัวเองยังไง แล้ววันนี้ ท่านพลิ้วบิดไปอย่างไรบ้าง? หรืออาจลืมคำพูดของตัวเองก็ได้!

การโกหก-ตอแหล ถูกผลักดันจนกลายเป็นวาระเงาด้านกลับของชาติไปเรียบร้อยหมดแล้ว ...ชาติบ้านเมืองของเรา ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นเราถูกดึงสลักควบคุมชนิดหนึ่งหลุดออก อาจเปรียบคล้ายทำนบเปิด เมื่อไม่มีการปิดกั้น หรือควบคุมเหล่านั้น กระแสน้ำก็ทะลักไหลปานบ้าคลั่ง ...นั่นคือกระแสของการทำลายล้างทางอำนาจ ที่ปราศจากกฎกติกา... การโกหกตอแหลจึงเป็นกระบวนการทางอำนาจ ที่ปราศจากกฎกติกา ...

การโกหกตอแหล จึงเป็นกระบวนการหลักที่ถูกนำมาใช้อย่างไม่มีการควบคุมใดๆ จึงทำให้สังคมไทยถูกปกคลุมโดยบรรยากาศเช่นนี้ หนาแน่นมาก?

ปรากฏการณ์ตอแหลที่เข้มข้นเกินระดับ ผมว่า เพราะเราได้สูญเสียตัวควบคุมดังกล่าวไป ถ้าถามว่า สิ่งที่สูญเสียนั้นคืออะไรแน่?...

มีหลายคนพยายามตอบว่า เป็นการสูญเสียของศีลธรรม แต่ผมบอกว่ามันก็ไม่เชิงนัก เพียงแต่คล้ายๆ จะเป็นแบบนั้น ...บ้างอธิบายและชี้ให้เห็นการสูญเสียของ Tolerance ที่เลือนหายไปจากสังคมไทยเรา คำอธิบายดังกล่าว หมายถึงความอดทนต่อการยอมรับในความแตกต่างของผู้คน อาจรักษาระยะห่างกันให้พอดีๆ ไม่กระทบกระเทือนในการอยู่ร่วมกัน

Tolerance เคยกระทำหน้าที่ โดยมีผลสำหรับอดีต สังคมไทยสามารถหลอมรวม อยู่อาศัยร่วมกันได้ ด้วยความหลากหลาย ...แต่การปะทะกันทางความคิด อุดมการณ์ ความแตกต่าง จนเห็นเป็นศึกสีเหลือง-สีแดง-สีฟ้า-สีน้ำเงิน เพราะเราสูญเสีย Tolerance…

ข้อนี้ผมไม่ได้เถียง มองๆ ดูแล้วน่าจะเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงข้อเท็จจริงมาก แต่คิดว่า มันยังไม่เจาะตรงจุดอยู่ดี หากถามผม คงบอกว่ามันเป็นส่วนของปัญหาที่สำคัญ!

เราขาด Tolerance ไป แต่ก็มี Tolaeh เข้ามาแทนที่? นี่เองที่เป็นปัญหา

การทำลายล้าง ตามเช็ดเม็ดทางอำนาจ ใส่ร้ายป้ายสีตอแหล มันควรได้รับการอธิบายว่า เนื่องจากสังคมของเรา ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการควบคุมทางสังคมที่ดีเพียงพอ

เป็นผลจากผู้ใหญ่ในสังคมของชาติบ้านเมือง ถือท้ายฝักฝ่าย กลุ่มสีเสื้ออำนาจนิยมถูกยุแหย่ ใช้เป็นเสมือนฐานกลไกรัฐและอำนาจ เป็นการให้ท้ายเด็กๆ ที่กระทำจากผู้ใหญ่ สร้างให้สังคมสิ้นสุดมาตรฐานในการควบคุมความถูกผิด โดยเฉพาะกติกา กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม...

แล้วตัวควบคุม หรือสลักที่ถูกดึงออกไป ก็กระทบระนาวไปหาสิ่งอื่นๆ เป็นยุติธรรมไร้มาตรฐาน จรรยาบรรณ จริยธรรม อำนาจ แม้แต่ศีลธรรมก็พลอยถูกตีความเบี่ยงเบน หรือกลายเป็นสังคมขาดเหตุผล สิ้นสุดความอดทน

แล้วจากนั้นถูกปั่น กลายเป็นสังคมไอศกรีม ถูกใส่เข้าไปด้วยความเชื่อ ความคิดผิดๆ และอคติ วาทกรรมรับใช้อำนาจ ...ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แปรเปลี่ยนเป็นสังคมตอแหล

อำนาจก็เป็นอำนาจที่ฉ้อฉลและตอแหล

ผู้ปกครองตอแหล ...หนักเข้าถึงขั้นตอแหลลงไปในระบบเศรษฐกิจ เป็นประชาธิปไตยแบบตอแหล

ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยมตอแหล เปี่ยมไปด้วยวาทกรรมรักชาติแบบตอแหล...

กลายเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่บนความจริง ชาติบ้านเมืองเช่นนี้ไม่มีความจริงใจต่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นบาปกรรมหนักในระดับของแผ่นดิน ...

แต่สังคมอาจไปรอดก็ได้ เพราะคุณเนวิน ชิดชอบ รอดพ้นคดีกล้ายางพารา ท่านปฏิญาณแน่วแน่แล้ว ที่จะปกป้องสถาบันนับจากวันนี้เป็นต้นไป และจะกระทำทุกอย่าง ...ฟังแล้วทึ่งทีเดียว?

วันอังคาร, กันยายน 29, 2552

ประเทศไทยกับรับมือพายุไต้ฝุ่นกิสนา


โดย โครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มูลนิธิกระจกเงา
29 กันยายน 2552

มารู้จักกับพายุลูกนี้กันก่อน

พายุไต้ฝุ่นกิสนา เป็นพายุที่เกิดในเขตร้อน เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านแถบตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพายุเกิดขึ้นมากที่สุดในโลก


พายุไต้ฝุ่นกิสนาได้ก่อตัวบริเวณ ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ จากนั้นได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยขณะขึ้นฝั่งนั้นได้ทำให้เกิดลมแรงและฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ในแถบภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ซึ่งพายุลูกนี้ได้พัดอยู่ถึง 9 ชั่วโมง

ซึ่งฝนปริมาณมหาศาลที่ตกลงมา ทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม ในแถบภาคเหนือของประเทศ รวมถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ถูกน้ำท่วมสูงมาก ซึ่งสูงถึง 6 เมตร

นับตั้งแต่พายุขึ้นฝั่งเมื่อวันเสาร์ จนถึงวันนี้ 29 กันยายน น้ำที่ท่วมอยู่ยังลดระดับลงไม่หมด ขณะนี้ทางการฟิลิปปินส์ได้ประกาศขอรับความช่วยเหลือทุกอย่างจากประเทศต่างๆแล้ว และน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นการท่วมหนักในรอบ 40 ปีของฟิลิปปินส์

ไทยไม่รอดโดนพายุเต็มๆ

หลังจากซัดกระหน่ำฟิลิปปินส์จนยับเยินแล้ว พายุกิสนาได้เคลื่อนตัวลงทะเลจีนใต้และได้เพิ่มกำลังเป็นไต้ฝุ่น ซึ่งมีความรุนแรงถึง 165กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะขึ้นฝั่งเวียดนามในวันนี้ 29 กันยายน 2552

จากนั้นจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาว และเข้าสู่ประเทศไทย ในบริเวณ จังหวัด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี แม้จะลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นระดับพายุโซนร้อน แต่ก็สามารถทำให้ฝนตกหนักในบริเวณภาคอีสาน และจากนั้นภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบตามมาทีหลัง

ซึ่งกรุงเทพมหานครเองก็คงไม่รอดจากพายุลูกนี้ ซึ่งน่าจะทำให้ฝนตกหนักเพิ่มขึ้น อาจจะเกิดน้ำท่วมขึ้นได้ในบริเวณที่ลุ่ม ส่วนบางพื้นที่ที่แล้งก็น่าจะได้รับฝนกันเต็มๆคราวนี้ เรื่องจากเป็นพายุขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะหอบฝนมาตกในพื้นที่ในปริมาณมาก

เรามาดูการเตรียมความพร้อมการรับมือของประเทศต่างๆกันครับ

#เวียดนาม


นายกฯเวียดนาม ได้สั่งการให้จังหวัดและนครเร่งอพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยงไปสู่จุดปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ภัยช่วยเหลือ ตั้งแต่ส่วนกลางลงไปจนถึงส่วนท้องถิ่นเตรียมพร้อม นายกฯเวียดนาม สั่งให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ จัดเตรียมยารักษาโรค และอาหาร... ตลอดจนสิ่งจำเป็นในการยังชีพ และแนะนำให้ชาวนาเกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวข่าวกับพืชผลต่างๆ ให้เร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสีย

ไทยกับการรับมือ พายุกิสนา


ส่วนของประเทศไทยนั้นก็มีรายงานเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เตือนคนในแถบภาคอีสาน แถบมุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ซึ่งจะโดนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าประเทศไทยก็คงจะได้รับผลกระทบกันทั่วทุกภาค และทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำไว้เตรียมรับมือพายุลูกนี้แล้ว ซึ่งน่าทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ครับ ซึ่งเกิดจากปริมาณฝนที่จะถูกพัดเข้ามาในประเทศไทย

สาธารณสุขเตรียมรับมือกับพายุกิสนา การเตรียมพร้อมให้การ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ โซนร้อน “ กิสนา ” ได้สั่งการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติหรือศูนย์นเรนทร ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามประกาศเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ให้เตรียมเวชภัณฑ์ และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมให้บริการผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ประชาชนสามารถโทรแจ้งหน่วยแพทย์นเรนทรทางหมายเลข 1669 ฟรี สำรองงบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง 30 ล้านบาท และสำรองเวชภัณฑ์ ยาสามัญประจำบ้านจำนวนกว่า 1 ล้านชุด

เกร็ดเล็กๆน้อยๆของพายุลูกนี้

พายุลูกนี้มีความรุนแรงเป็นระดับ 2 ความเร็วลม 165 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ยังเป็นรอง พายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝั่งประเทศไทยในปี 2532 ซึ่งจัดเป็นพายุระดับ 3

*พายุลูกนี้ ได้เปลี่ยนเส้นทางอย่างเหนือความคาดหมายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปรกติกับพายุในเขตร้อน
*พายุลูกนี้ ทำให้ฟิลิปปินส์น้ำท่วมหนักในรอบ 40 ปี คนครึ่งล้านไร้ที่อยู่อาศัย มีคนเสียชีวิต 200 กว่าคน
*พายุลูกนี้ทำให้เกิดสตอร์มเซิร์จ หรือคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 7 เมตร

การเตรียมรับมือสำหรับพายุลูกนี้

*การรับมือกับปริมาณฝนซึ่งน่าจะมากมายมหาศาลมาก ซึ่งอาจะทำให้เกิดน้ำท่วมแบบฉับพลันตามที่ลุ่ม พื้นที่การเกษตรอาจจะได้รับความเสียหายได้

*ทางพื้นที่ที่อยู่ตามเทือกเขาต่างๆทั้งในอีสานและภาคเหนือ อาจจะต้องระมัดระวังภัยดินโคลนถล่มที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากฝนตกหนักบนภูเขา

*อาจจะทำให้เกินน้ำล้นตลิ่งได้ในบางพื้นที่ ตามลำน้ำและแม่น้ำขนาดใหญ่

*ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว ระวังเรื่องความชื้น ซึ่งอาจจะทำความเสียหายได้ และได้ราคาลดลง

*บ้านเรือนที่อยู่ในพื้นที่ดอน อาจจะเตรียมภาชนะเก็บกักน้ำเพื่อเตรียมไว้ใช้ในฤดูแล้ง

เว็บไซด์สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหว

www.maybagyo.com เว็บติดตามความเคลื่อนไหวของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีรายละเอียดของภาพถ่ายดาวเทียมข้อมูลพายุที่เกิดขึ้นในรอบปี

www.tmd.go.th เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา
www.thaiwater.net เว็บไซต์เช็คข้อมูลของน้ำทั่วประเทศ

ถ้าหากท่านต้องการรับข้อมูลข่าวสารจากมูลนิธิกระจกเงา ให้กรอก Email เพื่อรับข่าวสารได้ที่ URL นี้ www.mirror.or.th/maillinglist/formmailsubmit.php

สัมภาษณ์ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพ:จะเป็นหมาสีใด ก็ต้องเห่าและเฝ้าบ้านประชาชน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2552


สัมภาษณ์พิเศษ ไพโรจน์ จันทรนิมิ
ประธาน ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
Thai freedom press club-TFPC
..............

ต้องถามว่า ใช้กฏเกณฑ์อะไรมาบอกว่าสื่อนั้นเป็นสื่อแท้ สื่อเทียม? ทุกคนสามารถเป็นสื่อกระแสหลักได้ทั้งสิ้น ถ้ายึดมั่นจรรยาวิชาชีพที่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้านปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด จะเป็นหมาสีไหนก็ได้ทั้งนั้น หากมันเห่าและเฝ้าบ้านให้ประชาชนได้ อย่างไรก็ตามจุดยืนหนักแน่นประการหนึ่งในการจัดตั้งชมรมฯก็คือ จะไม่อยู่ใต้อาณัติใดๆของใครทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ หากคุณทักษิณหรือพวกพ้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร เราก็จะไม่รีรอที่จะเป็นปฏิปักษ์ตอบโต้อย่างมีเหตุมีผล



Q: ความเป็นมาของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย?


ชมรมฯเกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาผู้ทำสื่อซึ่งรักในความถูกต้อง ต้องการให้ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ที่จะปรากฏตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน แต้มแต่งสีสันจากขาวเป็นดำ จนทำให้ข่าวสารและข้อมูลนั้นๆกลายเป็นเครื่องมือตอกลิ่มสร้างความแตกแยก ร้าวฉาน อย่างที่ได้เห็นกันกลาดเกลื่อนในปัจจุบัน

ชมรมฯเชื่อมั่นว่าการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ไม่โฆษณาชวนเชื่ออย่างไร้เหตุ ไร้ผล จะช่วยสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในสังคมได้ และจะทำให้สังคมไทยก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยแท้จริง เป็นสังคมที่มีความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ


Q:วัตถุประสงค์หลักของชมรม


จะต้องเป็นกลไกที่ช่วยสร้างและพัฒนาให้เกิดการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน สู่สาธารณชน และต่อสู้กับทุกเกมอำนาจที่ขาดความชอบธรรม และดำเนินการต่างๆ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ แก่พวกพ้องมากกว่าให้ตกไปถึงมือของประชาชน


Q:ใครเป็นสมาชิกบ้าง และกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไรบ้าง


เบื้องต้นของการจัดตั้งชมรมฯ สมาชิกส่วนใหญ่อาจมาจากผู้ทำสื่อที่อยู่ในฟากฝ่ายยอมรับการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อสู้เพื่อรังสรรค์ความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจแท้จริงเป็นของประชาชน

อย่างไรก็ตามชมรมฯก็เปิดกว้างยอมรับการบ่าไหลเข้ามาของผู้ทำสื่อทุกคน ทุกแขนง ที่รักในความถูกต้อง รักความเป็นประชาธิปไตย จะได้เข้ามาร่วมกัน เพื่อสร้างชมรมฯให้เป็นองค์กรสื่อที่จะช่วยให้ทุกๆสื่อได้มีความเป็นอิสระในการทำงาน ปลอดจากการควบคุมและกำหนดกฏเกณฑ์จากกลุ่มอำนาจฉ้อฉลใดๆ


Q:กิจกรรมที่ชมรมจะทำมีอะไรบ้าง


ระยะแรกๆ คงมุ่งเน้นไปที่การทำงานเชิงวิชาการเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งโดยตัวของชมรมฯ เองและร่วมกับกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การร่วมกับกลุ่ม นปช.พัทยา จัดงานเสวนาเชิงวิชาการ ขึ้นในเร็วๆนี้

ส่วนแผนงานอื่นๆ นอกจากนี้ ก็คือ การวางบทบาทให้ชมรมฯทำหน้าที่เป็น news agency แก่ทุกสื่อ รวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีวีดาวเทียม วิทยุ ทีวีอินเตอรืเน็ต เว็บไซต์ ในนามของชมรมฯ โดยเปิดให้สมาชิกทุกกลุ่ม ทุกคน ได้เข้าร่วม


Q:ความเห็นต่อสื่อกระแสหลัก รวมทั้งสมาคมนักข่าวเป็นอย่างไร


ก่อนอื่นต้องถามว่าเราใช้กฏเกณฑ์อะไรมาบอกว่าสื่อนั้นเป็น สื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง สื่อแท้ สื่อเทียม ในความเป็นสื่อของทุกคนนั้น ทุกคนสามารถเป็นสื่อกระแสหลักได้ด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ายึดมั่น ถือมั่น ในจรรยาวิชาชีพที่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้านปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด จะเป็นหมาสีไหนก็ได้ทั้งนั้น หากมันเห่าและเฝ้าบ้านให้ประชาชนได้

สำหรับบทบาทของสมาคมนักข่าวหรือหลายๆสมาคมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสื่อ ไม่ว่าจะเป็น สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ทำสื่อข่าวออนไลน์ สมาคมสื่อสารมวลชนภูมิภาค ฯลฯ ก็ทำหน้าที่กันได้ดีระดับหนึ่ง

เพียงแต่มีคำถามว่ากรรมการหลายๆคนในสมาคมเหล่านี้ได้พยายามเปิดกว้างและยอมรับกลุ่มคนทำสื่อกลุ่มหนึ่งที่พวกคุณบอกว่าไม่ใช่สื่อกระแสหลักได้เข้ามามีบทบาท มีปาก มีเสียง มีสิทธิแสดงความคิดเห็น ร่วมกันด้วยหรือเปล่า และนี่คือสิ่งที่ชมรมฯต้องการให้ได้มีตัวแทนของชมรมฯได้เข้าไปร่วมในทุกๆสมาคมเหล่านี้


Q:ความเห็นต่อสื่อเสื้อแดงเป็นอย่างไร


มีความตั้งใจกันเต็มที่ แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่ได้อย่างใจมากนัก เนื่องจากความไม่พร้อมในด้านต่างๆ คนทำสื่อเสื้อแดงเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีทุนรอนก้อนโต แต่สู้กันด้วยหัวใจ บางคนก็สู้กันชนิดที่เรียกว่าเทจนหมดหน้าตัก ชมรมฯนั้นต้องการให้สื่อเสื้อแดงเกิดความเป็นเอกภาพในการต่อสู้ เพียงแต่ปลีกย่อยของเนื้อหาการทำงานอาจแตกแยกกันไป หลากหลายยุทธวิธี แต่ธำรงธงผืนใหญ่ที่เป็นเป้าหมายเดียวกันอย่างแจ่มชัด


Q:เป็นสื่อเทียมหรือเปล่า รับเงินทักษิณมาเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือรับเงินใครมา


อย่าไปสนใจเลย ไม่ว่าการต่อสู้ใดๆ ก็ต้องมีเป็นธรรมดาของการนินทาว่าร้าย อย่างไรก็ตามจุดยืนหนักแน่นประการหนึ่งของพวกเราที่รวมกันจัดตั้งชมรมฯขึ้นมาก็คือ จะไม่อยู่ใต้อาณัติใดๆของใครทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ ซึ่งเราไม่เชื่อว่าคุณทักษิณจะเป็นศาสดาหรือพระเจ้า ถ้าคุณทักษิณหรือพวกพ้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร เราก็จะไม่รีรอที่จะเป็นปฏิปักษ์ตอบโต้อย่างมีเหตุมีผล สื่อต้องเป็นประชาธิปไตย สื่อต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่สื่อของคนใดคนหนึ่ง


Q:นโยบายของชมรมต่อสถานการณ์การเมืองในระยะนี้และอนาคต


อย่างแรกเลยก็คือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอต่อสาธารณชนคือข่าวสารที่ถูกต้องกันจริงๆ ต้องไม่ลืมว่าข่าวสารข้อมูลคืออำนาจที่ทรงพลังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องมากเท่าไร กระจายวงกว้างออกทุกสื่อ นั่นก็ยิ่งร่นระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น


Q:คุณไพโรจน์มีประสบการณ์งานสื่อมาอย่างไรบ้าง และพวกสมาชิกชมรมมีที่ไปที่มาอย่างไร


ผมอยู่ในวงการสื่อมาก็ราว35ปี เริ่มตั้งแต่เป็นนักข่าวท้องถิ่นเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ผ่านการเป็นผู้บริหารในสื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลักมาแล้ว สำหรับสมาชิกร่วมก่อตั้งชมรมฯก็มาจากสื่อหลายแขนงไม่ว่าจะเป็น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิง่พิมพ์ เว็บไซต์ ตลอดจนนิสิต นักศึกษา ด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน มีทั้งจากส่วนกลางและในภูมิภาค


หากท่านใดอยากเป็นสมาชิกชมรมก็เชิญแจ้งความจำนงมาได้ทางอีเมล์freedompress9999@gmail.com ครับ และท่านที่อยากทำงานด้านสื่อประชาธิปไตย ทนไม่ไหวกับสภาพเผด็จการ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทางชมรมฯของเรามีจัดอบรมให้ฟรี โดยวิทยากรนักข่าวมืออาชีพที่มีประสบการณ์ มีจรรยาบรรณ มีใจรักประชาธิปไตย รักประชาชน รักความเป็นธรรม ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ รายละเอียดดูที่ http://www.thaifreedompress.blogspot.com/





000000อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง00000

สื่อประชาธิปไตยผนึกพลังก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2552


สื่อฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC) เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน รวมทั้งชูธงกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ ได้บก.แนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน "จักรภพ"หนุนให้ทำหน้าที่ถอดรหัสลับดาวินซี่ถอดหน้ากากของหัวโจกอำมาตย์ เชื่อจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเร่งเผด็จศึกเร็วขึ้น


ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai freedom press club-TFPC) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ(black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ(wag the dog)ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่ที่ทำการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเวบไซต์ต่างๆของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ไทยอีนิวส์(http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน(www.serichon.com) นปช.USA(www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์(www.newskythailand.com) ประชาชนไทย(www.prachachonthai.com) ไทยเสรี(www.thaiseri.net) คนไทยUS(www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้(www.todayfact.tv) คนไทย(www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย(www.powerdmc.org)แดงนนท์(www.rednon.org) นปช.พัทยา(www.norporchorpattaya.worldpress.com)หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และฟ้าเดียวกัน(www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC)และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ จันทรนิมิ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของTFPCกล่าวว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆมีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆต้องผลิตงานผานสื่อต่างๆเพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผยล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมานี้ ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นTFPCจึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และwag the dogดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

อย่างไรก็ตามTFPCจะไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้หรือเชียร์หรือดสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะTFPCไม่ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ซึ่งมีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ


กิจกรรมของTFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้(27ก.ย.)โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 รายจากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย คุณบังสุกุลผู้บริหารเวบไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ตกว่า20เวบไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วTFPCยังเป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ววันนี้

สำหรับท่านที่ประสงค์อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเวบไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

ท่านที่จะเข้าเป็นสมาชิกควรเป็นผู้ที่สนใจงานข่าว งานสื่อ โดยไม่จำกัดว่าเป็นสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ท่านเป็นสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ ทางTFPCก็เปิดกว้างต้อนรับเสมอ ส่วนท่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่มีความจำเป็น ขอเพียงมีความตั้งใจจริงอยากอาสาทำงานด้านสื่อของฝ่ายประชาธิปไตยก็ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

ไทยอีนิวส์POLL:นำรธน.40กลับมาใช้ จัดเลือกตั้งใหม่เคารพเสียงตัดสินชาวบ้านดับวิกฤต


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2552

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด โดยมีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนใหญ่มีแนวทางปฏิรูปต่อการแก้วิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี40กลับมาใช้ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพผลตัดสินของประชาชนอย่างแท้จริง รองลงมาเสนอแก้รธน.ขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกไป



ไทยอีนิวส์ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ มียอดคนอ่านในขณะนี้มากกว่า 12 ล้านครั้ง ล่าสุดเราได้จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง"ประเทศไทยควรมีหนทางออกจากวิกฤตการเมืองอย่างไร?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,261 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี40แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน971ท่าน คิดเป็น42%
-แก้รัฐธรรมนูญเพื่อขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรธน.แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และเคารพเสียงตัดสินประชาชน633ท่าน หรือ27%
-แก้รธน.ให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ มีรัฐบาลท้องถิ่น กับมีรัฐบาลกลางตามเสียงประชาชนเลือกตั้ง 297ท่าน หรือ13%
-แบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ+อีสาน,ไทยใต้+ไทยกรุงเทพฯ เป็นต้น 123 ท่าน คิดเป็น5%
-ทำสงครามกลางเมืองแบบแตกหักให้รู้แพ้ชนะกันไปข้าง 82 ท่าน คิดเป็น 3%
-ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ตามรธน.ปี50และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน63ท่าน คิดเป็น2%
-อภิสิทธิ์ลาออก จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ยกเลิก2มาตรฐาน 60 ท่าน คิดเป็น2%
-เห็นว่าที่เห็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร 12 ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
-อื่นๆอีก20ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้


ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อนเราได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้

-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแงนับเป็น%ได้


ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์ได้สำรวจท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้

1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี

ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน

อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน


2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ

วันจันทร์, กันยายน 28, 2552

สื่อประชาธิปไตยผนึกพลังก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2552
*ฟังคลิปเสียงคุณจักรภพ เพ็ญแข สอนเทคนิคการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ข่าว คลิ้กที่นี่
*สัมภาษณ์ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพ:จะเป็นหมาสีใด ก็ต้องเห่าและเฝ้าบ้านประชาชน

สื่อฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC) เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน รวมทั้งชูธงกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ ได้บก.แนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน "จักรภพ"หนุนให้ทำหน้าที่ถอดรหัสลับดาวินซี่ถอดหน้ากากของหัวโจกอำมาตย์ เชื่อจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเร่งเผด็จศึกเร็วขึ้น


ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai freedom press club-TFPC) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ(black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ(wag the dog)ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่ที่ทำการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเวบไซต์ต่างๆของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ไทยอีนิวส์(http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน(www.serichon.com) นปช.USA(www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์(www.newskythailand.com) ประชาชนไทย(www.prachachonthai.com) ไทยเสรี(www.thaiseri.net) คนไทยUS(www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้(www.todayfact.tv) คนไทย(www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย(www.powerdmc.org)แดงนนท์(www.rednon.org) นปช.พัทยา(www.norporchorpattaya.worldpress.com)หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และฟ้าเดียวกัน(www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC)และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ จันทรนิมิ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของTFPCกล่าวว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆมีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆต้องผลิตงานผานสื่อต่างๆเพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผยล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมานี้ ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นTFPCจึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และwag the dogดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

อย่างไรก็ตามTFPCจะไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้หรือเชียร์หรือดสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะTFPCไม่ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ซึ่งมีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ


กิจกรรมของTFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้(27ก.ย.)โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 รายจากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย คุณบังสุกุลผู้บริหารเวบไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ตกว่า20เวบไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วTFPCยังเป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ววันนี้

สำหรับท่านที่ประสงค์อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเวบไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

ท่านที่จะเข้าเป็นสมาชิกควรเป็นผู้ที่สนใจงานข่าว งานสื่อ โดยไม่จำกัดว่าเป็นสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ท่านเป็นสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ ทางTFPCก็เปิดกว้างต้อนรับเสมอ ส่วนท่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่มีความจำเป็น ขอเพียงมีความตั้งใจจริงอยากอาสาทำงานด้านสื่อของฝ่ายประชาธิปไตยก็ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

วันอาทิตย์, กันยายน 27, 2552

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(9):ไขปมปริศนากรณีสวรรคต


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
27 กันยายน 2552

เหตุการณ์สวรรคตยุวกษัตริย์รัชกาลที่8

(อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่)เหตุการณ์สวรรคตของยุวกษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือ 63 ปีล่วงมาแล้ว ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งโดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเขียนกระทู้ในเวบไซต์ฟ้าเดียวกันในหัวข้อ(พรีวิว) ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต : หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริงเอาไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมานี้

อย่างไรก็ตามนับถึงวันนี้(27กันยายน2552)ยังไม่ปรากฎว่าดร.สมศักดิ์ได้นำเสนอบทความฉบับเต็มแต่อย่างใด กระนั้นก็ดีได้มีผู้อ้างว่า มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้เปิดเผยพล็อตเรื่องที่สำคัญไว้

ดร.สมศักดิ์เขียนรายละเอียดกระทู้เรื่องพรีวิวฯว่า
ผมเริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นอกจากอ่านหนังสือที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผมยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยทศวรรษ 2490 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหลายคน

รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" เช่น คุณสงวน ตุลารักษ์, คุณจรูญ สืบแสง และคุณชิต เวชประสิทธิ์ (คุณชิต เป็นหนึ่งในคณะทนายจำเลย นอกจากนี้ ก่อนรัฐประหาร 16 กันยายน 2500


ปรีดี พนมยงค์

คุณชิตเป็น 1 ใน 2 "ลูกศิษย์อาจารย์" ที่ "นำสาร" จากจอมพล ป ไปให้ปรีดีที่เมืองจีน เสนอให้กลับมาร่วมมือกันต่อสู้กับพวกนิยมเจ้า โดยรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ - ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" รวมอยู่ในหนังสือของผม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หน้า 31-35 และ "50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 หรือฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html )

ท่านผู้หญิงพูนศุข ผมก็เคยได้พบพูดคุยด้วยครั้งหนึ่ง (ด้วยความช่วยเหลือของคุณ"ป้า"ฉลบชลัยย์ พลางกูร) แต่เมื่อผมถามถึงกรณีสวรรคต ท่านผู้หญิง ไม่อธิบายอะไร นอกจากเสนอให้ผมไปอ่านงานของปรีดีเองที่เพิ่งตีพิมพ์ในช่วงนั้นภายใต้ชื่อ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต (ตัวงานนี้จริงๆเป็นคำฟ้อง ซึ่งปรีดีเป็นผู้ร่างเอง) อันที่จริง งานชิ้นนี้ ในความเห็นของผม ไม่ได้อธิบายกรณีสวรรคตในแง่เกิดอะไรขึ้นนัก แม้จะมีประเด็นทางข้อกฎหมายบางอย่างที่น่าสนใจ

ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์หลายคนคือ ปรีดีเอง จะไม่ยอมพูดถึงกรณีสวรรคตโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร (เรื่องนี้ ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งไม่ใช่ "ลูกศิษย์ปรีดี" เคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะไปเยี่ยมปรีดีที่ปารีส ระหว่างที่เดินเล่นคุยกันไป เขาเอ่ยปากถามปรีดีขึ้นมาถึงกรณีสวรรคต ปรากฏว่า ปรีดีหยุดพูดทันที และนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น จนเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเอง)

แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการบอกเล่าเสมอ โดยเฉพาะจาก "ลูกศิษย์อาจารย์" คือ "อาจารย์ปรีดี เป็นผู้ปกป้องราชบัลลังก์ และยอมเสียสละตัวเองอย่างสูง" นัยยะของข้อความที่มีลักษณะเชิง "รหัส" (coded message) แบบนี้คือ ปรีดีรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต แต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไป เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ตัวเองต้องได้รับผลร้ายจากการไม่พูดนี้

แต่เมื่อผมพยายามซักให้ผู้เล่าขยายความว่า การไม่พูดความจริง จะเป็นการปกป้องราชบัลลังก์อย่างไร ก็มักได้รับความเงียบหรือการปฏิเสธที่จะพูดต่อเป็นคำตอบ (อย่าลืมว่า นี่คือช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2520 ซึ่งปรีดีเองยังมีชีวิตอยู่ และกรณีสวรรคตยังมีลักษณะ "ต้องห้าม" มากกว่าปัจจุบันนี้)

หลายปีหลังจากนั้น ผมมองว่า การไม่ยอมพูดสิ่งที่เขารู้หรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรตโดยแท้จริง เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งที่สอง ของปรีดี (เกี่ยวกับ "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งแรกของปรีดีในทัศนะของผม ดูบทความชื่อนี้ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวเองมากๆ ที่ใครสักคนในฐานะอย่างปรีดี จะคิดว่า "ยอมเสียสละ" หรือยอม "รับเคราะห์" ในเรื่องอย่างกรณีสวรรคตเสียเอง (อันที่จริง แน่นอนว่า ไม่เพียงปรีดี ที่ต้อง "รับเคราะห์" ในเรื่องนี้ ผู้ที่ "รับเคราะห์" มากที่สุด คือ คุณชิต, คุณบุศย์ และ คุณเฉลียว 3 จำเลยที่ถูกประหารชีวิตไป - ผมได้รับการบอกเล่าในลักษณะเดียวกันว่า 3 ท่านนั้น ได้เสียสละอย่างสูงเพื่อสถาบันกษัตริย์เช่นกัน)

อะไรคือสิ่งที่ปรีดีไม่ยอมพูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต? ปรีดีไม่ใช่เป็น "พยานรู้เห็นในที่เกิดเหตุ" ก็จริง เพราะไม่ได้อยู่บริเวณพระที่นั่งบรมพิมาณ ในแง่นี้ เขาย่อมไม่สามารถ "เห็น" ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่นั้น (ไม่เหมือนคุณชิต และคุณบุศย์ - คุณเฉลียวเองก็ไม่เกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุเช่นกัน อันที่จริง เรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตเลย แต่ถูกลากเข้าไปเป็นจำเลย เพื่อเป็นข้ออ้างเชื่อมโยงปรักปรำปรีดีเท่านั้น)

แต่กรณีสวรรคตมีผลกระทบต่อชีวิตของปรีดีโดยตรงมหาศาลเพียงใด คงไม่ต้องอธิบาย ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ปรีดีมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย ดังนั้น อย่างไรเสีย ปรีดีจะต้องคิดและพยายามหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเขาถูกรัฐประหารหมดอำนาจไปโดยข้ออ้างกรณีสวรรคตด้วย แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรีดีจะต้องมีข้อสรุป หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ทฤษฎีหรือสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีสวรรตแน่ (และไม่ใช่เพียงแค่สรุปว่า "อธิบายไม่ได้" - ถ้าเราพิจารณาถึงความสำคัญของกรณีนี้ต่อตัวเขาเอง) อันทีจริง

หลังจากผมได้ศึกษากรณีสวรรตมาหลายปี ผมพบว่า การอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในกรณีนั้น หาใช่เรื่อง "ลึกลับซับซ้อน" อย่างมากมายแต่อย่างใด "ปริศนา" ที่แท้จริงของกรณีนี้ ไมใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่ว่าทำไมการอธิบายที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก จึงไม่ได้รับการนำเสนอแต่ต้น (ดูบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” ตอนที่ 1 และ 2 ของผม ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551 หรือ ฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/blog-post.html ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจเด็ดขาดว่า ปรีดีเองจะต้องสามารถอธิบายได้หรือมีคำอธิบายกรณีนี้แน่นอน

แต่เรื่องนี้ – ที่ว่าปรีดีต้องมีทฤษฎี/คำอธิบายเกี่ยวกับกรณีสวรรคต – ผมไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เป็นเวลานาน และโดยเฉพาะไม่สามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าว(ถ้ามี) จะออกมาในรูปใด

. . . . . . . จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้

ได้มีผู้อ่านบางท่านได้มอบเอกสารสำคัญชุดหนี่งให้ผมเพราะเห็นว่าผมสนใจกรณีสวรรคต เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ซึ่งปรีดีไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา (พูดด้วยภาษาสมัยนี้คือ เป็น นายกฯ "นอมินี" ของปรีดีนั่นเอง) ได้เคยระบุอย่างชัดเจนว่า หลักฐานที่ได้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล บ่งบอกว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริงในกรณีสวรรคต (แน่นอน ไม่ใช่ 3 ท่านที่ตกเป็นจำเลยหลังรัฐประหาร) ที่สำคัญ การระบุของหลวงธำรงเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรืองที่มาทำหลังเหตุการณ์นับสิบปี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง คือหลังรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน (หรือหลังกรณีสวรรคตไม่ถึง 2 ปี)


หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์

พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่ไม่นานหลังการสวรรคต และก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลวงธำรง – และแทบไม่ต้องสงสัยว่าตัวปรีดีเอง – มีข้อสรุปอยู่แล้วว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริง .....

หมายเหตุ: นี่เป็น "พรีวิว" pre-view หรือ "หนังตัวอย่าง" โปรดคอยติดตามบทความฉบับเต็ม เร็วๆนี้ (นี่ไม่ใช่ “ตอนที่ 3” ของบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” เพราะ”ข้อมูลใหม่” ที่ผมได้รับนี้ ได้รับหลังจากผมได้ทำบทความชุด “ปริศนา” ไปแล้ว และมีความน่าสนใจในตัวเอง ผมจึงแยกเขียนออกเป็นบทความต่างหาก)


ปริศนาที่ยังเป็นปริศนา..


ในกระทู้ที่ดร.สมศักดิ์เขียนไว้นั้น มีผู้ใช้นามแฝงว่าcele อ้างว่าสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เกิดกรณีสวรรคตได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "หลวงธำรงฯสรุปว่า เป็นการฆาตกรรมโดยระบุว่า...... แต่ยังมีการโต้แย้งเรื่องบทลงโทษว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ โดยบางคนยังแย้งว่าไม่สามารถลงโทษได้เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครอง บางคนแย้งว่าเอาผิดได้ เพราะความผิดเกิดก่อน โดยจะให้จุมภฏ(พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต) มาแทน

อ่านมานานแล้วครับ"

ซึ่งดร.สมศักดิ์ได้เขียนในกระทู้ถามกลับถึงผู้ใช้นามแฝงceleว่า"ขอเรียนถามว่า พอจะบอกได้หรือเปล่าครับ ว่าอ่านจากที่ใด?
เพราะเท่าที่บรรยายมา มากกว่าที่ผมได้อ่านเสียอีก อันนี้ถามด้วยความอยากรู้จริงๆขอบคุณ"

ผู้ใช้นามแฝงว่าceleได้อ้างว่าเขาสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข และได้ศึกษากรณีนี้มานาน ทั้งได้ระบุว่า "ผมเห็นว่า อ.สมศักดิ์ ใกล้ที่จะเขียนเรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้อดใจรอ อ.สมศักดิ์ อีกนิด เพราะมันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นเอกสารชิ้นเดียวกับที่ผมเคยอ่าน และถ้ามีอะไร ที่ผมรู้ ที่ของอาจารย์ ไม่มีผมจะเติมให้ครับ "

เปิดเอกสารซึ่งอ้างว่าเป็นเอกสารลับของปรีดี พนมยงค์


เรื่องหนึ่งซึ่งคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยรับรู้กันดีก็คือ ได้มีการเผยแพร่เอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งมีลายเซ็นของนายปรีดี โดยการขีดฆ่าลบวันที่ในหัวจดหมายออกไป (แต่หากเนื้อหาจดหมายนี้จริง หรือมีการเขียนจริงเรื่องก็ควรต้องเกิดหลังการประหารชีวิตจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 ไปแล้ว และต้องเป็นก่อนเหตุการณ์การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพลป.ในปีพ.ศ.2500) เนื้อความมีดังต่อไปนี้


เรียน...

หลังจากที่มีการประหารชีวิตของผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสาม คือคุณเฉลียว ปทุมรส คุณชิต สิงหเสนี และคุณบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาในคดีลอบปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล และผมก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และเห็นว่าเพื่อช่วยให้ความเข้าใจของผมแจ่มแจ้งขึ้น ผมขออธิบายสิ่งที่ผมทราบทั้งหมดดังนี้คือ

ผมได้รับการติดต่อ และได้รับข้อมูลบางอย่างจากคนสนิทของท่านจอมพลป.พิบูลสงครามในช่วงที่ผมลี้ภัยอยู่ที่ประเทศจีน รายละเอียดคือ

"วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 ก่อนที่จะมีการประหารผู้ถูกประหารทั้งสาม คุณชิต สิงหเสนี ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ฟังว่าวันเกิดเหตุ กระผม(หมายถึงคุณชิต สิงหเสนี)นั่งอยู่ที่ทางเข้าห้องพระบรรทมในช่วงเช้าวันที่ 9 มิถุนายน2489 พร้อมกับนายบุศย์ ปีทมศริน กระผมเห็น[xxx]เข้าไปในห้องพระบรรทม ก่อนที่จะมีเสียงปืนลั่น ประมาณไม่เกินสิบนาที หลังจากนั้นผมวิ่งเข้าไปในห้องพระบรรทม เห็น[xxx]กันแสงอยู่ใกล้แท่นบรรทม หลังจากนั้นกระผมได้วิ่งออกไปจากห้องพระบรรทม และกระผมได้เล่าให้[yyy] และ[aaa] ซึ่งท่านขอให้กระผม และนายบุศย์อย่านำเรื่องที่เห็นไปพูดกับใครที่ไหน และท่านจะช่วยครอบครัวของกระผม และนายบุศย์อย่างเต็มที่"

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่จะแก้ไขคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องของศาลฎีกา ท่านจอมพลป.พิบูลสงครามมีความคิดที่จะให้มีกฎหมายที่สามารถกระทำได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการต่อต้านอย่างมากจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ ผมขอให้ท่านช่วยให้ความชัดเจนเรื่องที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ

ด้วยความรักและคิดถึง

(ลายมือชื่อนายปรีดี พนมยงค์)


อย่างไรก็ดีเราขอย้ำว่า ยังควรตั้งข้อสงสัยไว้หลายประเด็นเกี่ยวกับเอกสารนี้คือ

1.จดหมายนี้มีการเขียนขึ้นจริงหรือไม่?

2.หากนายปรีดีเขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังให้มาก เพราะไม่ควรลืมว่านายปรีดีเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างสาหัสจากกรณีสวรรคต อันอคติที่จะเกิดขึ้นได้ หรือเพื่อปกป้องตัวเองของนายปรีดีก็อาจจะเกิดขึ้นได้

3.หากนายปรีดีเขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังว่า นายปรีดีทราบมาจากคนสนิทของจอมพลป.(ตามประวัติเอกสารว่านายสังข์ พัฒโนทัย คนสนิทจอมพลป.มาเล่าให้นายปรีดีฟัง)อีกทอดหนึ่ง สถานการณ์ทางการเมืองเวลานั้นจอมพลป.กำลังถูกวัดรอยเท้าจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์(ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้นำรัฐประหารโค่นล้มจอมพลป.)ซึ่งสฤษดิ์นั้นได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มจารีตนิยม และมหาอำนาจอเมริกา(ซึ่งอเมริกาไม่ไว้ใจจอมพลป.ที่นิยมญี่ปุ่น)ก็อาจทำให้กลุ่มจอมพลป.มีอคติอยู่เป็นพื้นฐาน

4.หรือหากสิ่งที่กลุ่มจอมพลป. คือพล.ต.อ.เผ่าได้รับทราบจากปากคำนายชิตก่อนตาย แม้โบราณว่าคำพูดของคนก่อนตายมักเชื่อถือได้ ก็ต้องระวังให้มากด้วย เพราะในคำสารภาพนี้มีอยู่ว่า มีการรับปากว่าจะช่วยครอบครัวนายชิต แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการประหารชีวิต ก็อาจทำให้นายชิตพูดออกมาด้วยอคติเพื่อปรักปรำคนที่รับว่าจะช่วยครอบครัว แล้วอาจไม่ช่วย หรือช่วยไม่เป็นไปตามสมควรก็ได้

5.หรือหากนายชิตพูดจริง ก็ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะยังขาดหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆ

6.หรือแม้ว่าจะมีหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆอีกมาก ก็ยังต้องระมัดระวังที่จะสรุปไปทางใดทางหนึ่งในเวลานี้

ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491



ดร.สมศักดิ์เคยเขียนเรื่องตามหัวเรื่องข้างบนคือ ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ลงในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 มีรายละเอียดว่า

เมื่อต้นปีกลาย ผมได้โพสต์เผยแพร่เอกสารบันทึกลับที่เขียนโดย เคนเน็ธ พี แลนดอน (ผู้เขียน Siam in Transition และผู้แปล "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เป็นภาษาอังกฤษคนแรก และสามีของ มาร์กาเร็ต ผู้เขียน Anna and the King of Siam)ตอนนั้น ผมได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เร็วๆนี้ ผมได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในช่วงทศวรรษ 2490 ที่ผมพยายามทำอยู่) และคิดว่า มีข้อความบางตอน ไม่จำเป็นต้องเซนเซอร์อีก คือส่วนที่เกียวกับพระองค์เจ้าจุมภฏและ ควง-"พี่น้องปราโมช"

เรื่องของเรื่องคือ สถานทูต-กท.ต่างประเทศอเมริกันได้รับข่าวลือเรื่อง ควง และ "พี่น้องปราโมช" เตรียมวางแผนจะสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้เป็นเพียง "ข่าวลือ" หรือ "ข่าวกรอง" (intelligence) ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สถานทูตรายงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง (คือ แลนดอน) ทำบันทึกแสดงความเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ความจริง-ไม่จริง ได้หรือไม่ (ว่า ควง-"พี่น้องปราโมช" มีไอเดียเรื่องนี้) ซึ่งก็เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนมาก ที่อยู่ในเอกสารทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น งานของกอบเกื้อ ทั้งเรื่อง Thailand's Durable Premier และ เรื่อง Kings, Country and Constitutions ได้อาศัยข้อมูลชุดนี้เป็นหลัก และมีหลายข้อมูล เป็นเรื่องคล้ายกันนี้ แม้บางอันจะดูน่าเชื่อถือ เพราะอ้างคำของบางคนในวงการรัฐบาลหรือราชสำนักเอง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง กับ พิบูล และ เผ่า โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญ 2495 เป็นต้น

ให้ผมยกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตามข้อมูลชุดนี้ กล่าวว่า ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 พิบูลต้องการเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย ผมเองไม่เชื่อว่าข้อมูลนี้เป็นจริง แต่ดูเหมือนทั้ง กอบเกื้อ และ Handley ที่นำไปอ้างต่อ จะเชื่อ ฯลฯ

ในเวลาไม่นานข้างหน้า ผมเข้าใจว่า จะมีนักวิชาการบางท่านนำข้อมูลบางส่วนจากข้อมูลชุดนี้มาเผยแพร่เพิ่มเติมอีก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง "เล็กๆ" แต่อาจจะ sensational พอสมควร จากจุดของผู้สนใจความขัดแย้งช่วง 2500 โดยเฉพาะบทบาทของราชสำนัก ในความขัดแย้งที่นำไปสู่การโค่นพิบูล-เผ่า (เท่าที่ผมได้เห็นเป็นข้อมูลทีน่าสนใจมาก)

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ เกี่ยวกับการเมืองไทย ยังคงมีความสำคัญและน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบความจริง (verification) บ้าง นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องชั่งน้ำหนัก และอภิปรายความน่าเชื่อถือเป็นกรณีๆไป

เฉพาะในกรณีข่าวลือเรื่อง ควง-"พี่น้องปราโมช" นี้ ผมไม่คิดว่า สามารถยืนยันความจริงได้ดังกล่าวแล้ว แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เอกสารนี้ช่วยทำให้มองเห็น (และนี่คือจุดประสงค์ของการเผยแพร่ในทีนี้) คือ สถานะของรัชกาลปัจจุบัน ในช่วงปีแรกๆ มีความไม่แน่นอน หรือไม่มั่นคงสูง โดยเฉพาะในส่วนทีเชื่อมโยงกับกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน และโดยเฉพาะในสายตาของวงการทูต-รัฐบาลตะวันตก




คำแปล(ส่วนที่ใส่เครื่องหมาย [........] คือข้อความที่ผมยังขอเซ็นเซอร์ ข้อความเน้น คือข้อความที่เดิมผมเคยเซ็นเซอร์)

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันว่า หาก ควง อภัยวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากรัฐบาลของเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ตัวแทนของรัฐบาลแต่ละประเทศดังกล่าวที่กรุงเทพก็จะให้การรับรองแก่รัฐบาลควงอย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์กับรัฐบาลสยามก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป [ความสัมพันธ์ปกติถูกพักไว้หลังรัฐประหาร - สมศักดิ์] รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศยังตกลงร่วมกันว่า หากคนอื่นที่ไม่ใช่ควงได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของสี่ประเทศก็จะปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะให้การรับรองรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ที่ว่า ควง กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศว่า [........] ; ว่าในหลวงภูมิพลจะทรงสละราชสมบัติ และว่า พระองค์เจ้าจุมภฏ จะทรงเป็นกษัตริย์แทน ได้ทำให้เกิดเป็นปัจจัยใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างถึงราก การแบ่งขั้วการเมืองในขณะนี้

ในปี 1945 [ที่ถูกควรเป็นปี 1944 มากกว่า - สมศักดิ์] ควง ได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนี้กำลังลี้ภัยในต่างประเทศ ความทะเยอทะยานของควงทำให้เกิดแตกหักกับปรีดีภายในเวลา 9 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 1947 ควงได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองอีก คราวนี้โดย พิบูล หลังจากพิบูลยึดอำนาจรัฐบาลจากปรีดีด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับปรีดี พิบูลคิดว่าควงจะเป็นเบี้ยที่เต็มใจและผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่าย แต่ดูเหมือนว่า อีกครั้งที่ควงเองกำลังเดินหมากการเมืองด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกหักกับพิบูล

พิบูลขัดแย้งอย่างมากกับข้อเสนอของควงที่ว่าในหลวงภูมิพล [........] และที่ให้ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์แทน อาจจะเป็นความจริงที่ว่า ในหลวงภูมิพล [........] ผมเองได้เสนอความเป็นไปได้เช่นนี้ในบันทึกช่วยจำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนหน้านี้. กล่าวในทางการเมือง ไม่เป็นสิ่งสำคัญว่า ในหลวงภูมิพล [........] หรือไม่ หากจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการกล่าวหานี้ คือการจัดการให้ พระองค์เจ้าจุมภฏขึ้นครองราชบัลลังก์ เพราะเรื่องนี้ก็จะเป็นเพียงความพยายามอย่างจงใจของควงที่จะฟื้นฟูอำนาจที่เคยมีอยู่ก่อน [2475] ของสถาบันกษัตริย์ และสถาปนาให้ควงเองและพี่น้องปราโมชเป็นผู้นำของคณะนิยมเจ้าและของประเทศสยาม ดูเหมือนควงและพี่น้องปราโมชหวังว่า พวกเขาจะสามารถรักษาอำนาจตัวเองไว้ได้หากพระองค์เจ้าจุมภฏได้ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ [ประสูติ 2447 - สมศักดิ์] และมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเป็นเวลานาน มีผู้สนับสนุนพระองค์จำนวนมากในหมู่ชาวไทยและจีนในประเทศสยาม และทรงได้รับการผลักดันจากพระชายาผู้มีความทะเยอทะยาน ซึ่งในฐานะธิดาผู้หลักแหลมของอดีตเสนาบดีต่างประเทศของสยามผู้ชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่ง [หมายถึง มรว.พันทิพย์ ธิดาคนแรกของพระองค์เจ้าไตรทศพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย - สมศักดิ์] ทรงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเกมการเมืองทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันถูกทำให้ปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกจากบทบาทคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสงครามผู้ให้การสนับสนุนควง และผู้ควบคุมกำลังทหารบางส่วนสำคัญไว้ด้วย การปฏิบัติแบบคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสร้างความไม่พอใจให้กับพิบูล ซึ่งถือว่าการคอร์รัปชั่นเช่นนี้เป็นอภิสิทธิ์ของเขาเองและต้องการให้ลูกน้องอย่างหลวงกาจ ได้รับส่วนแบ่งในการโกงกินน้อยกว่าเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากพิบูลเองคอร์รัปชั่นจนรวยแล้ว จึงสามารถแสดงท่าทีเป็นผู้มีคุณธรรมต่อกรณีคอร์รัปชั่นของหลวงกาจได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองทั้งในประเทศและต่อต่างชาติ

พิบูลกับปรีดีเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองในคณะพรรคเดียวกัน ทั้งคู่คัดค้านการรื้อฟื้นอำนาจให้สถาบันกษัตริย์พอๆกัน พวกเขาไม่มีปัญหากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่มีบริวารส่วนพระองค์ หมากครั้งนี้ของควงอาจทำให้พิบูลกับปรีดีหันมาคืนดีกันเพราะกลัวต่อความเป็นไปได้ [specter] ที่พระองค์เจ้าจุมภฏจะได้เป็นกษัตริย์ ควงกับพวกกำลังพยายามสร้างคณะการเมืองอีกคณะหนึ่งที่ต่างออกไปจากคณะที่แตกออกเป็นพวกปรีดีและพวกพิบูล [หมายถึงคณะราษฎ - สมศักดิ์] ควงไม่มีทางประสบความสำเร็จหากเขาได้รับการสนับสนุนเพียงจากหลวงกาจและกำลังทหารที่หลวงกาจคุม และจากพระองค์เจ้าจุมภฏและบริวารพวกนิยมเจ้า การสนับสนุนจากพิบูลเป็นสิ่งจำเป็นหากควงอยากจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

หากเค้าลางในขณะนี้ของการหันมาคืนดีกันระหว่างพิบูลกับปรีดียังคงมีต่อไป เราก็อาจจะได้เห็นสถานการณ์พัฒนาไปเป็นแบบเดียวกับเดือนธันวาคม 1938 เมื่อ พิบูลกับปรีดี รู้สึกว่า ต้องการอีกฝ่ายหนึ่ง และร่วมมือกันจัดต้งรัฐบาลผสมขึ้นมา


พระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายของรัชกาลที่ 8 ณ ทุ่งบางเขน 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489

หมายเหตุ:อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
0000000

อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:

-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(7):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(8):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง

ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:ความฝันสามัญมนุษย์


ขอฝันใฝ่ในฝันสามัญมนุษย์
จะสูงสุดขนาดไหนไม่คาดหวัง
อยู่เรือนไม้รายเรียงใช่เวียงวัง
ไม่เคยดังโดดเด่นเป็นราษฎร

เราทนทุกข์ทรมานมานานนัก
พอเสาหลักล่มสลายต้องถ่ายถอน
เมื่อหายหกตกสวรรค์ตะวันรอน
เหมือนได้พรลับเร้นจึงเป็นคน

หรือโครงสร้างวางไว้ไม่ธรรมชาติ
หรือบ้านเมืองถึงฆาตจึงสับสน
หรือตะวันเจียนดับจึงอับจน
หรือกดขี่มวลชนถึงจนใจ

ก่อนก็สร้างค่านิยมอย่างสมยุค
คอมมิวนิสต์ล้อมบุกก็รุกไล่
ลัทธิใหม่ไทยไม่เอาไม่เข้าใจ
ยึดว่าไทยเอียงขวาสุขารมย์

เอาประชาธิปไตยได้เลือกตั้ง
รัฐบาลมีพลังก็ถูกข่ม
เสรีภาพล่มสลายกับสายลม
ไร้สังคมเสมอภาคลำบากครัน

เคยฝันว่าธานีมีกฎหมาย
ก็ล้มหายตายจากต้องบากบั่น
เลิกกฎหมายเอากฎหมู่มาขู่กัน
ไทยทั้งนั้นก็ล่มก็ล้มละลาย

ไม่ท้อถอยคอยสานหลักการมั่น
ต้องสอดส่องป้องกันอย่าขวัญหาย
ต้องกอบกู้รู้ทันทุกอันตราย
ที่สยายปีกข่มจะล้มธง

จะแน่วแน่แก้ไขที่ไทยผิด
จะปลุกจิตใจไทยผู้ใหลหลง
จะเร่งรัดสัจธรรมให้ดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ขบวนการหาญกล้ามาทุกด้าน
ร่วมทำงานร่วมดันร่วมฟันฝ่า
สร้างระบอบประชาชนคนธรรมดา
ขึ้นเพื่อสู้อำมาตยาคว้าธงชัย

นี่คือปณิธานที่หาญกล้า
เงื่อนเวลาสังคมก็สมสมัย
เพราะศักดิ์ศรีมวลชนจึงสนใจ
เมื่อรากหญ้าเมืองไทยเป็นใจเดียว

ไม่ใจเร็วใจร้อนไม่วอนไหว้
ไม่เดินล้ำหน้าใครไม่โดดเดี่ยว
ไม่ลืมเชือกผูกกันคอยฟั่นเกลียว
ไม่ลดเลี้ยวเลาะทางระหว่างวัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้ได้
ถ้าศักดิ์ศรีคนไทยไม่ถูกหยัน
พวกเราล้วนมวลชนคนสำคัญ
ยอมอาสัญพร้อมพลีเสรีไทย.

วันเสาร์, กันยายน 26, 2552

ห้าหลัก


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “กว่าจะเป็นประชาธิปไตย” นิตยสารข่าวสังคมมุสลิมและสถานการณ์โลก ฉบับที่ 5
26 กันยายน 2552

คุณราญาอี ธนชยางกูร แห่งนิตยสาร The Public กรุณาชวนให้ผมเขียนความคิดทางการเมืองมาสังสรรค์เสวนากันในเล่ม โดยเริ่มตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป

ผมก็ซาบซึ้งดีใจที่ยังอุตส่าห์คิดถึงคนพลัดบ้านพลัดเมือง และเปิดโอกาสให้พบกันพี่น้องประชาชนผู้เป็นที่รักในช่องทางนี้ คนชวนบอกว่าผมจะเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับการเมือง ความยาวกำลังดี ผมก็นึกว่าการวิจารณ์การเมืองเฉพาะหน้าผมก็ทำอยู่แล้วในเวทีต่างๆ ไม่ขาด ไม่อยากเขียนย้ำซ้ำทวน ในที่สุดเกิดความคิดวาบขึ้นว่าอุทิศข้อเขียนทั้งหมดนี้ให้แก่ระบอบประชาธิปไตยน่าจะดีที่สุด

จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ผมขอเล่าถึงแนวความคิด ปรัชญา และที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่าระบอบประชาธิปไตยให้ท่านผู้อ่านที่รักได้อ่านกันเพลินๆ เพราะประชาธิปไตยเป็นของมีค่าและมีคนต่อสู้เพื่อให้ได้มาด้วยชีวิตเลือดเนื้อ แต่จะไม่เขียนเป็นตำราอย่างที่เขียนมาพอแรงแล้วในชีวิตสอนหนังสือและสื่อมวลชน

เอาเป็นว่าล้อมวงคุยเรื่องประชาธิปไตยกันดีไหมครับ?

เมื่อท่านผู้อ่านไม่ว่า (หรือผมไม่ได้ยินก็ไม่รู้) และคุณราญาอีก็ไม่ว่า เรามาเดินทางร่วมกันสู่ถนนสายยาวประดับด้วยดอกไม้เป็นทิวไสวสวยงาม แต่ก็มีกับระเบิดและอันธพาลคอยดักทำร้ายอยู่ตลอดเส้นทางที่เรียกว่า ประชาธิปไตย กันเลย งานนี้สนุกสนานตื่นเต้นครบทุกรสล่ะครับ...
***********************

เรามักเอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ โดยคิดในใจว่าเกลียดกลัวเผด็จการ และอยากได้รัฐบาลที่มีความสามารถช่วยแก้ไขปัญหาของตัวเองและหมู่พวกได้ คนที่คิดลึกไปอีกนิดก็จะเรียกร้องต้องการรัฐบาลที่มาจากประชาชนในกระบวนการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลชนิดนั้นเท่านั้นที่จะรู้สึกผูกพันรับผิดชอบกับมวลมหาประชาชน พูดอย่างไทยๆ คือสำนึกบุญคุณและข้าวแดงแกงร้อนของชาวบ้าน

ความคิดอย่างนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่เราชาวประชาธิปไตยผู้เอาจริงเอาจัง จะไม่ก้าวลึกลงไปอีกสักหน่อยหรือว่าเรากำลังเรียกร้องอะไร ถ้าเกิดจุดตัดสินชะตากรรมกันขึ้นมาในสังคม จะเพราะเรารวมพลังของฝ่ายประชาธิปไตยได้มาก หรือฝ่ายตรงข้ามเขาแพ้ภัยตัวเองไปก็ตาม

เราจะเรียกร้องอะไรบ้างที่รวมผลลัพธ์แล้วได้ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง

เราประชาชนต้องนึกตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงใบอนุญาตให้นักการเมืองเอาไปต้มยำทำแกงตามใจชอบ หรือให้ผู้เผด็จการคอยคิดว่าเป็น “รางวัล” ที่เขาจะโยนให้เราเมื่อเขาพอใจและจะกระชากกลับคืนไปเมื่อไหร่ก็ได้

ประชาธิปไตยคือกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเป็นคนมอบให้นักการเมืองเอาไปบริหารแทนเป็นครั้งคราวและชั่วคราว โดยคอยระวังไม่ให้เขากลายเป็นเผด็จการไปต่างหาก

แล้วประชาธิปไตยมันมีอะไรบ้างเล่า เห็นพูดกันแต่การเลือกตั้งทุกทีๆ?

นับแต่โสกราติส-นักปรัชญาการเมืองและจริยศาสตร์ชาวกรีกสอนหนังสือให้ลูกศิษย์อย่างเพลโต้บันทึกไว้เป็นตำรับตำราเป็นต้นมา คำว่าประชาธิปไตยก็เริ่มจะโผล่ขึ้นในสังคมมนุษย์ แต่แกคงเคราะห์ไม่ดีนัก เพราะยุคนั้นเขาไม่รู้จักคำนี้กัน ผู้ปกครองที่แบ่งเป็นฝ่ายศาสนจักรคือพวกพระพวกหนึ่ง และผู้ปกครองที่เป็นฝ่ายฆราวาสหรือที่เรียกว่าฝ่ายอาณาจักรอีกพวกหนึ่ง เป็นเผด็จการกันทั้งนั้น ไม่รู้จักสักคนว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยมันเป็นยังไง เขาก็จับแกไปขังคุกอานไป สุดท้ายบังคับให้ดื่มยาพิษจนตัวชา เดินขาลากไปสักพักก็ล้มลง เขาก็เอามีดมาฟันตรงข้อเท้าขาดไปทั้งสองข้าง ให้โสกราติสเลือดไหลออกตัวจนตายไป

คำพูดสุดท้ายยังอุตส่าห์ย้ำว่า อย่าลืมเอาไก่ไปใช้คืนเพื่อนบ้าน ข้ายืมเขามาต้มแกงหลายวันแล้วยังไม่ได้คืน จนลูกศิษย์น้ำตาไหลกันว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้คิดแค้นเคืองผู้เผด็จการที่เขาทำกับแกถึงขนาดนี้เลย แทนที่จะแช่งชักหักกระดูก แกกลับนึกถึงไก่ที่ไปยืมเขามา

ชีวิตของโสกราติสเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางที่ต่อมาเรียกกันว่าประชาธิปไตย เพราะความคิดที่เรียกว่าคุณธรรมนั้น แกเป็นคนแรกๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการเมืองการปกครอง ที่คนยุคนั้นเขานึกว่าเกี่ยวข้องแต่เรื่องกองทัพและการใช้กำลัง หรือไม่ก็เป็นการบังคับขู่เข็ญแสดงว่าใครใหญ่กว่าใครในที่นั้น อย่างการล่าเมืองขึ้น จับผู้หญิงของเขาทำเมีย เอาผู้ชายของเขามาเป็นทาส ล้วนแต่เรื่องลบๆ ทั้งนั้น

การเมืองในทัศนะใหม่จึงเริ่มต้นด้วยหลักที่เรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) ซึ่งแปลง่ายๆ ไม่ปวดหัวว่า การกำหนดว่าอะไรดีอะไรชั่ว บางคนเถียงว่า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการเมือง น่าจะเป็นเรื่องศาสนาในวัดวาอารามไม่ใช่หรือ แต่โสกราติสยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ การเมืองต่อมาจะดิบจะเถื่อน เลวร้ายหรือเป็นสิบแปดมงกุฎขนาดไหนก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้นด้วยการแสวงหาอำนาจมาตอบสังคมนั้นๆ ให้ได้ว่า ความดีหรือสิ่งที่เรียกว่าดีคืออะไร

ระบอบเผด็จการบอกว่าข้านี่แหละโว้ยคือคนบอกว่าอะไรดีอะไรชั่ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดีเพราะข้าชอบ พวกเอ็งทั้งหลายมีหน้าที่ก้มหน้ารับบัญชาไปแล้วกัน ถ้าข้าบอกว่าดีแล้วเอ็งรับว่าดีก็แล้วไป อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าข้าบอกไม่ดีหรือดี แล้วเอ็งเถียง นั่นแปลว่าสิ่งที่ไม่ดีคือตัวเอ็ง ข้าก็จับเอ็งไปเฆี่ยนตีทรมานจนหมอบหรือตาย ไม่ก็ขังคุกเอาไว้นานๆ แล้วแต่ข้าจะเห็นสนุกสนาน

ระบอบประชาธิปไตยเอาตรงนั้นล่ะครับมาเป็นหลัก เพียงแต่ทำทุกอย่างตรงกันข้าม เริ่มต้นจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นผู้ร่วมกันทำข้อ
ตกลงหรือหาข้อสรุปให้ได้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี

ผู้ปกครองที่คนส่วนใหญ่ยกขึ้นไปทำหน้าที่ก็จะบริหารสังคมไปตามแนวทางนั้น

คำสำคัญที่สุดในประโยคข้างต้นคือ คนส่วนใหญ่ในสังคม

สถานที่ที่คนเขามาใช้ทำข้อตกลงแบบนั้นเรียกว่า รัฐสภา หรือ parliament ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า ปาก ตั้งแต่ต้น เพราะปากเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิของมนุษย์เพื่อบอกกล่าวให้โลกรู้สุขทุกข์ร้อนหนาวของตนเอง

ผลจากรัฐสภา ที่มาจากแนวคิดเชิงจริยศาสตร์ของโสกราติสอีกต่อหนึ่ง ทำให้โลกในยุคหลังจากนั้นนั่งคิดนั่งสังเกตการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านเผด็จการทรราชหลายชนิดหลายพันธุ์ จนตกผลึกร่วมกันว่าคำถามหลักๆ ทางการเมืองการปกครองมีอยู่ ๕ คำถามหลักคือ

๑. สิ่งที่มีแล้วบังคับคนอื่นๆ ให้ทำตามที่ตัวเองต้องการได้ อย่างที่เรียกว่า อำนาจ นั้น เป็นของใครกันแน่?

๒. คนตัวเล็กๆ ในสังคมควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง?

๓. สังคมที่เป็นผลมาจากการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมากควรมีลักษณะอย่างไร?

๔. แต่ละคนความคิดต่างกัน จะใช้หลักการอะไรร่วมกันเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรืออย่างที่ยุคนี้ชอบใช้คำว่าระเบียบ?

๕. ผู้ปกครองมาจากไหน?


ท่านเชื่อไหมครับว่า คำถามทั้ง ๕ นี้เป็นเรื่องที่ถามกันแล้วตอบกันอีกมานานนักหนา ส่วนใหญ่จะถามกันเมื่อเกิดทุกข์ร้อนทางการเมืองการปกครองและสังคมอย่างหนัก และเมื่อผ่านประสบการณ์บวกกับความเสียสละเลือดเนื้อกันไม่รู้กี่ร้อยปี จึงได้คำตอบที่คนอย่างเพลโต้ จัง-จาคส์ รุสโซ แม็คเคียเวลลี วอลแตร์ จอห์น สจ็วต มิลล์ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน หรือปรีดี พนมยงค์ได้รับมา

เขาตอบต่างยุคต่างสมัยแต่ใจตรงกัน ในคำถามทั้ง ๕ ข้อดังนี้

๑. อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน
๒. บุคคลแต่ละคนย่อมมีเสรีภาพโดยไม่ละเมิดผู้ใด
๓. สังคมต้องมีความเสมอภาคกัน
๔. หลักร่วมของคนในสังคมคือหลักกฎหมายหรือนิติธรรมและ
๕. รัฐบาลหรือผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง


ทั้ง ๕ ข้อจึงกลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญสูงสุดของระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมา ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วหลักการนี้ก็ไม่มีเสื่อม มีแต่จะศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ผู้คนที่ยังไม่ได้รับต่างเรียกร้องต้องการและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้กันทั่วโลก

วันนี้เราก็ยังเห็นทหารยอมคายอำนาจในปากีสถาน แต่ทหารและอำมาตย์ในฮอนดูรัสก็ยังคิดว่าอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดเป็นของตนและพวกของตน เช่นเดียวกับกรณีเมียนมาร์ที่ขังนางอองซานซูจีเสียอีกหลายสิบเดือน ฯลฯ

เราได้เห็นการยืนยันวิถีประชาธิปไตยในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ได้คนผิวสีมาปกครองประเทศที่เคยเชื่อกันว่าผิวขาว ได้เห็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีที่แทบจะเกาะเก้าอี้ไม่อยู่ ทั้งที่มีเสียงข้างมากในสภาเมื่อความประพฤติส่วนตัวถูกตั้งคำถามจากสังคม ได้เห็นประชาธิปไตยต่อเนื่องในประเทศใหญ่ยักษ์อย่างอินโดนีเซีย ทั้งที่มีประวัติศาสตร์เผด็จการมาตั้งแต่ได้รับเอกราช ฯลฯ

วันนี้เราถกเถียงกันอย่างรุนแรงว่ารัฐบาลเลือกตั้งในระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างคณะของคุณอภิสิทธิ์หรือมวลชนสีเหลืองของคุณสนธิลิ้ม สามารถทดแทนรัฐบาลของแท้ในระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ คุณทักษิณเป็นเหตุหรือเป็นผลของประชาธิปไตยที่เริ่มจะได้ผลในเมืองไทย รัฐธรรมนูญฉบับใดควรเป็นธงปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืน ฯลฯ

ข้อถกเถียงยังไม่ได้หลุดพ้นจากกรอบที่เอ่ยมาข้างต้นเลย

ชาวประชาธิปไตยที่เคารพรักทั้งหลายครับ รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นเมื่อใด กรุณาย้อนกลับไปตรวจสอบลักษณะพื้นฐานทั้ง ๕ ข้อของประชาธิปไตย

แล้วท่านจะตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในระบอบไหนและของใคร.
-------------------------------
ประชาสัมพันธ์TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(8):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง


บทความชุดโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
บทความนี้โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากไทยอีนิวส์ได้นำเสนอบทความซีรีส์ชุด"วิกฤตการณ์การเมืองในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย"มา6ตอนแล้วนั้น ในตอนที่ 7 นี้จะว่าด้วยกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งไทยอีนิวส์พิจารณาเห็นว่ามีบทความ 2 ชิ้นของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอไว้ในเชิงวิชาการอย่างทรงคุณค่า จึงขอนำเสนอเผยแพร่แบ่งเป็น 2 ตอน (คือตอนที่ 7 และตอนที่ 8 ของซีรีส์ชุดนี้)โดยต้นฉบับเดิมของตอนนี้สำหรับตอนที่2นำเสนอไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2550



ทำไม เมื่อเกิดการสวรรคตขึ้น รัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ในขณะนั้น (และตัวปรีดีเองหลังจากนั้น) จึงดูเหมือนว่าจะ (ถ้าพูดตามภาษาสมัยนี้) “แพ้สงครามพีอาร์”

คือ ยิ่งพยายามชี้แจงเท่าไร ก็ดูเหมือนจะยิ่ง “เข้าตัว” ยิ่ง “ชวนให้ถูกสงสัย” มากขึ้นเท่านั้น? แน่นอน ส่วนหนี่ง เพราะการรณรงค์แบบใต้ดิน (หรือใต้เข็มขัด) ของพวกนิยมเจ้า ที่ไม่คำนึงถึงเหตุผลหรือศีลธรรมใดๆ (ตัวอย่าง : ทันทีมีการค้นพบแผลที่กระสุนทะลุออกด้านท้ายทอย พวกนิยมเจ้าก็ส่งคนไปปล่อยข่าวตามสถานทูตฝรั่งว่า ในหลวงอานันท์ถูกลอบปลงพระชนม์แน่ๆ เพราะถูกยิงจากด้านหลังทางท้ายทอย!)

แต่ผมขอเสนอว่า สาเหตุจริงๆของการ “แพ้สงครามพีอาร์” ของปรีดี มีมากกว่านั้น ที่สำคัญคือ เป็นสาเหตุแบบ “ภายใน” ของรูปคดีเอง (internal to the case) กล่าวคือ โดยลักษณะบางอย่างของการสิ้นพระชนม์ ทำให้ปรีดีแทบจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยืนยันในทฤษฎีที่ดูไม่สมเหตุสมผลที่สุด (“อุบัติเหตุ” – หมายถึง ทรงทำปืนลั่นใส่พระองค์เอง) มิเช่นนั้น ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ ปรีดีต้องทำการต่อสู้เพื่อหาความจริงของคดีนี้อย่างถึงที่สุด พิจารณาความเป็นไปได้ทุกความเป็นไปได้อย่างแท้จริง

โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อสรุปที่จะตามมาใดๆ ซึ่งหมายถึงว่าเขาและกลุ่มของเขาจะต้องมีความเข้มแข็งทางสังคม (นี่ไมใช่เรื่องเชิงอัตตวิสัยส่วนตัว, อย่างน้อยก็ไม่ใช่ส่วนสำคัญ) ซึ่งขณะนั้น เขาและกลุ่มของเขาไม่มี (หากกรณีสวรรคตเกิดขึ้นขณะที่คณะราษฎรมีความเข้มแข็งที่สุด เช่น ในต้นทศวรรษ 2480 เหตุการณ์ที่ตามมา อาจจะเป็นคนละอย่าง) ที่เพิ่งกล่าวมานี้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราได้พิจารณาปัญหาว่า ในหลวงอานันท์สวรรคตอย่างไรในตอนนี้และตอนต่อไป

ก่อนอื่น ขอให้เราเริ่มต้นที่ความเป็นไปได้ต่างๆว่า ในหลวงอานันท์ทรงสวรรคตอย่างไร กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ผู้ศึกษากรณีนี้ทุกคนยอมรับตรงกันว่า มีความเป็นไปได้ 4 ทาง – หรือ 2 ทางใหญ่ ที่แยกออกเป็น 2 ทางย่อย – ที่ทำให้เกิดการสวรรคต คือ

1. ทรงยิงพระองค์เอง โดยไม่ตั้งใจ
2. ทรงยิงพระองค์เอง โดยตั้งใจ
3. ทรงถูกผู้อื่นยิง โดยไม่ตั้งใจ
4. ทรงถูกผู้อื่นยิง โดยตั้งใจ


ถ้าเขียนอีกแบบคือ แบ่งเป็น 2 ทางใหญ่ : ทรงยิงพระองค์เอง หรือ ทรงถูกผู้อื่นยิง, แล้วแต่ละทางใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ทางย่อย : โดยไม่ตั้งใจ หรือ โดยตั้งใจ

ผมจงใจที่จะเขียนความเป็นไปได้ 4 ทางของกรณีสวรรคต ด้วยภาษา “รุ่มร่าม” เช่นนี้ แทนที่จะใช้คำแบบ “กระทัดรัด” ที่มีการใช้ในเอกสารราชการสมัยนั้น และในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั่วไป คือ “อุบัติเหตุ”, “ปลงพระชนม์พระองค์เอง” และ “ถูกลอบปลงพระชนม์” เพราะการใช้คำแบบหลังนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ปรีดีต้องเผชิญที่ผมกล่าวถึงในตอนต้น (และจะอธิบายต่อไป) อย่างไรก็ตาม เราอาจจะใส่คำ “กระทัดรัด” เหล่านี้ กำกับไว้ในรายการความเป็นไปได้ 4 ทางของกรณีสวรรคตข้างบนได้ ดังนี้

1. ทรงยิงพระองค์เอง โดยไม่ตั้งใจ (“อุบัติเหตุ”)
2. ทรงยิงพระองค์เอง โดยตั้งใจ (“ปลงพระชนม์พระองค์เอง”)
3. ทรงถูกผู้อื่นยิง โดยไม่ตั้งใจ (“อุบัติเหตุ”)
4. ทรงถูกผู้อื่นยิง โดยตั้งใจ (“ลอบปลงพระชนม์”)



ลักษณะทางกายภายของการยิง (Physical conditions of the shooting)
และนัยยะต่อความเป็นไปได้ของสาเหตุการสวรรคต


ผมขอเสนอว่า สิ่งที่เป็นหัวใจของกรณีนี้ และนำไปสู่ปัญหาที่มีลักษณะเป็นปริศนาแก้ไม่ตก คือข้อเท็จจริงกลุ่มหนึ่งที่แทบไม่มีใครโต้แย้งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็น สิ่งที่ผมขอเรียกว่า “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” (Physical conditions of the shooting) ผมหมายถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ :

ก. ตำแหน่งของบาดแผลกระสุนเข้า อยู่ที่บริเวณหน้าผากเหนือคิ้วซ้ายเล็กน้อย
ข. ลักษณะบาดแผลแสดงว่าปืนต้องกดติดหรือเกือบติดกับหน้าผากขณะกระสุนลั่น ถ้าไม่กดติดก็ห่างไม่เกิน 2 นิ้ว
ค. วิถีของกระสุน เฉียงลงล่าง และเอียงจากซ้ายไปขวาเล็กน้อย ทะลุออกด้านหลังที่ท้ายทอย
ง. ลักษณะพระบรมศพ ที่พระกรอยู่ข้างพระวรกายเรียบร้อย (ปัญหาความเป็นไปได้ของอาการเกร็งค้างของแขนและมืออันเกิดจากสมองตายเฉียบพลันที่เรียกว่า “คาดาเวอริค สปัสซั่ม” Cadaveric Spasm)

ข้อ ง เป็นประเด็นที่แยกออกมา เพื่อพิจารณาภายหลังได้ เพราะยังมีลักษณะถกเถียงกันอยู่ (controversial)

แต่จากข้อเท็จจริง ก-ข-ค ที่ไม่มีใครปฏิสธ ก็นำไปสู่ข้อสรุปเชิงอนุมานที่ยากจะปฏิเสธและมีความสำคัญมาก คือ หากในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะต้องจับปืนแบบสลับกับที่จับตามปกติ คือคงต้องกุมปืนด้วย 2 มือพร้อมกัน โกร่งไกและลำกล้องปืนหันมาทางด้านอุ้งมือคือหันเข้าหาตัว หลังปืนหันออกทางตรงข้าม และต้องเหนี่ยวไกด้วยนิ้วโป้ง (โดยเฉพาะนิ้วโป้งซ้าย) ไม่ใช่นิ้วชี้ ถ้าอยู่ในท่านอน แขนทั้ง 2 ข้าง จะต้องยกขึ้นเหนือตัว งอศอก มือทั้งสองที่กุมปืนต้องอยู่เหนือหัวเยื้องขึ้นไปทางด้านผมและเอียงไปเบื้องซ้ายเล็กน้อย (ทำให้เกิดการเฉียงของวิถีกระสุนจากบนลงล่าง และซ้ายไปขวา)

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ชวนให้เชื่ออย่างยิ่งว่า ในหลวงอานันท์ไม่น่าจะยิงพระองค์เอง เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ ที่ใครจะยิงตัวตาย (ตั้งใจ หรือ ไม่ตั้งใจ) ด้วยท่าทางและตำแหน่งถือปืนเช่นนั้น

ผมใช้คำว่า “แทบเป็นไปไม่ได้” ความจริง มีรายละเอียดต่างกันอยู่ระหว่าง ความเป็นไปได้ของการยิงตัวตาย โดยไม่ตั้งใจ (“อุบัติเหตุ”) กับ โดยตั้งใจ (“ฆ่าตัวตาย”) ในท่าทางและตำแหน่งถือปืนเช่นนั้น กล่าวคือ

การยิงตัวเองในท่าถือปืนเช่นนั้น โดยไม่ตั้งใจ กล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่มีใครเอาปืนไปถืออยู่ในท่าดังกล่าว เอาปากกระบอกปืนไปจ่อชิดหน้าผากบริเวณเหนือคิ้วซ้าย แล้วทำปืนลั่นโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะปืนชนิดที่ทำให้สวรรคตมีห้ามไกถึง 2 ชั้น คือ ห้ามไกข้างที่ตัวปืนที่ต้องดันขึ้นเพื่อปลด และห้ามไกหลังที่ด้ามปืน ซึ่งเวลาจะยิงต้องกำมือกระชับด้ามปืนไว้แน่นเพื่อให้มือที่กำนั้นกดห้ามไกหลังไปพร้อมกัน จึงลั่นไกปล่อยกระสุนได้

กล่าวได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ ในหลวงอานันท์จะ “บังเอิญ” เอา 2 มือจับปืนจ่อติดเข้าหาหน้าผากตัวเองเหนือคิ้วซ้าย เอียงมือที่จับปืนขึ้นไปทางด้านผม (ซึ่งจะทำให้วิถีกระสุนเฉียงล่าง) โดยที่ทรง “บังเอิญ” ปลดห้ามไกข้างไว้และ “บังเอิญ” จับด้ามปืนแน่นพอที่จะกดห้ามไกหลัง (ด้วยนิ้วชี้) แล้ว “บังเอิญ” เอานิ้วโป้งสอดเข้าไปในโกร่งไกปืน ลั่นกระสุนใส่ตัวเอง !

สรุปแล้ว ความเป็นไปได้ที่ 1 – ทรงยิงพระองค์เอง โดยไม่ตั้งใจ (“อุบัติเหตุ”) – เป็นไปไม่ได้เลย

เท่าที่ผมทราบ ผู้ที่พยายามเสนอภาพในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เองโดยไม่ตั้งใจ อย่างจริงจัง ได้แก่ พระองค์เจ้าศุภสวัสดิ์ พี่ชายต่างมารดาของพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ทรงบรรยายสมมุติฉาก (scenario) ที่ในหลวงอานันท์อาจจะยิงพระองค์เองโดยไม่ตั้งใจได้อย่างไร แต่ฉากสมมุติของพระองค์วางอยู่บนการสมมุติอนุกรม (series) ของเหตุการณ์ ที่รวมๆแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะบังเอิญมาเกิดขึ้นอย่างเป็นอนุกรมเช่นนั้น

คือ ในหลวงอานันท์ต้องบังเอิญลืมปลดไกข้างปืนทิ้งไว้ก่อนไปเข้าห้องน้ำเพราะน้ำมันละหุ่ง ต้องบังเอิญนึกขึ้นได้ขณะล้มตัวลงนอนไปแล้วหลังออกจากห้องน้ำ ต้องบังเอิญพยายามหยิบปืนจากข้างเตียงด้วยมือซ้าย เพื่อส่งข้ามตัวไปให้มือขวา และบังเอิญต้องส่งในตำแหน่งเหนือหัวต้วเอง ต้องบังเอิญทำปืนหลุดจากมือ แล้วทรงพยายามคว้าไว้ (ด้วยมือซ้ายมือเดียว ซึ่งไม่น่าจะมีแรงพอกดห้ามไกหลัง) แล้วนิ้วโป้งซ้ายต้องบังเอิญหลุดเข้าไปในโกร่งไก กดไกลั่นกระสุนใส่ตัวเอง ... อันที่จริง ฉากสมมุติของพระองค์เจ้าศุภสวัสดิ์ เป็นการพยายามสร้างคำอธิบายที่ “ดูดี” ต่อราชสำนักมากกว่าจะอธิบายว่าเหตุการณ์จริงๆเกิดขึ้นอย่างไร (ดูบทความของผมเรื่อง “คำอธิบายกรณีสวรรคตของ ท่านชิ้น”, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 และขอให้สังเกตด้วยว่า กรณีคาดาเวอริค สปัสซั่ม ที่กล่าวถึงข้างล่าง สามารถใช้สนับสนุนความไม่น่าจะเป็นของกรณียิงพระองค์เองโดยอุบัติเหตุเช่นกัน)

ส่วนการยิงตัวเองโดยตั้งใจ (คือ “ปลงพระชนม์พระองค์เอง” หรือ “ฆ่าตัวตาย”) จาก “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” ข้างต้น ถ้าพูด “ในทางทฤษฎี” ก็อาจจะกล่าวว่า มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า คนที่กำลังจะฆ่าตัวตายอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติอย่างไร จึง “เป็นไปได้” ที่ผู้นั้นจะถือปืนในท่าพิศดารเช่นนั้น เพื่อยิงตัวเอง

แต่โอกาสก็ยังน้อยมากอยู่นั่นเอง ยิ่งถ้าเราเอาข้อมูลอื่นๆมาประกอบการพิจารณา : เริ่มจากข้อ ง ของ “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” ข้างต้น ที่ว่าพระบรมศพอยู่ในท่านอนตรง แขนทั้ง 2 ข้างวางทอดเหยียดอยู่ข้างลำตัวปกติ ซึ่งถ้าเป็นการยิงพระองค์เอง แขนและมือซึ่งต้องใช้ในการยกปืนขึ้นยิง น่าจะยังอยู่ในท่างอบ้าง อาจจะถึงขั้นเกิดอาการที่เรียกว่า “คาดาเวอริค สปัสซั่ม” กล่าวคือ เนื่องจากกระสุนปืนทำลายเซลล์สมองตายทันที ทำให้ไม่มีสัญญาณสั่งจากสมองให้แม้แต่จะคลายนิ้วมือที่กำปืนไว้ อย่าว่าแต่ปล่อยแขนทั้ง 2 ข้างลงข้างลำตัว ดังนั้น สภาพศพน่าจึงน่าจะอยู่ในลักษณะ มือและแขนหงิกงอ ค้างอยู่เหนือลำตัวบ้าง ไม่ใช่ทั้งมือและแขนวางทอดอยู่ข้างตัวอย่างเรียบร้อยเช่นนั้น (ดู สรรใจ แสงวิเชียร และ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย, กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙, หน้า ๑๕๓-๑๕๙)

ข้อมูลด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” แต่อาจนำมาพิจารณาประกอบ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่ในหลวงอานันท์อาจจะทรงฆ่าตัวตาย เช่น ข่าวลือเรื่องที่ทรงขัดแย้งกับพระราชชนนี (ในปัญหาเพื่อนหญิงของพระองค์ หรือ ปัญหาพระราชชนนีเอง) หรือข่าวลือเรื่องพระอุปนิสัยบางอย่างที่อาจจะทำให้โน้มเอียงไปในทางทำร้ายตัวเอง (ที่ลือกันว่าถ่ายทอดมาจากพระบิดา) ฯลฯ เท่าที่ผมประเมิน ทุกเรื่องที่มีการลือกัน ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอจะสนับสนุนความเป็นไปได้นี้

แน่นอน ทั้งเรื่องการไม่เกิด “คาดาเวอริค สปัสซั่ม” และการที่ข่าวลือปัญหาส่วนพระองค์ขาดน้ำหนักยืนยันชัดเจน โดยตัวเอง อาจจะยังถูกโต้แย้งได้ไม่รู้จบว่า สามารถนำมาใช้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ว่าในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เองโดยตั้งใจ ได้มากน้อยเพียงใด แต่เมื่อบวกกับข้อเท็จจริงพื้นฐาน (ข้อ ก-ข-ค) ของ “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” ข้างต้น ที่แสดงให้เห็นว่าการถือปืนยิงตัวเองในท่าและตำแหน่งนั้น เป็นเรื่องพิศดาร ที่โดยทั่วไปคนฆ่าตัวตายไม่น่าจะทำกันแล้ว ผมก็เห็นว่า มีเหตุผลมากพอที่เราจะสรุปได้ว่า

ความเป็นไปได้ที่ 2 – ทรงยิงพระองค์เอง โดยตั้งใจ (“ปลงพระชนม์พระองค์เอง”) – ก็กล่าวได้ว่า ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง เช่นกัน

ผู้ที่เสนอทฤษฎีในหลวงอานันท์ฆ่าตัวตาย ที่สำคัญที่สุด คือ Rayne Kruger ใน The Devil’s Discus (London: Cassell, 1964, pp.217-240; กงจักรปีศาจ ชลิต ชัยสิทธิเวช แปล, 2517, หน้า 557-614 ผมไม่แนะนำให้อ่านฉบับแปลไทยที่มีชื่อเสียงนี้ เพราะแปลผิดพลาดในหลายตอนสำคัญ รวมทั้งตอนนี้) แต่ฉากในหลวงอานันท์ยิงตัวตายอย่างไรของ Kruger ซึ่งสมมุติให้ทรงนั่งยิงไม่ใช่นอนยิง (อาจจะทรงชันเข่าเพื่อรองรับศอกขณะมือถือปืนจ่อหน้าผาก) โดยแรงดีดของปืนทำให้ทรงล้มตัวลงยังที่นอน ยืดทั้งมือ แขน เข่า และขา มาอยู่ในท่าเหยียดนอนโดยเรียบร้อย ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้เลย ที่สำคัญ Kruger เข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงว่า หมอนไม่ถูกกระสุน แสดงว่านั่งยิง (“Significant too is the fact that the bullet missed the pillow”, p.222) ความจริงคือถูก หัวกระสุนทะลุหมอนไปฝังในฟูกที่นอนข้างใต้ (ดู สรรใจ และ วิมลพรรณ, กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙, หน้า ๑๓๓-๑๓๔ ควรกล่าวด้วยว่า Kruger ยอมรับโดยปริยายว่า ถ้าการยิงเกิดขึ้นระหว่างในหลวงอานันท์อยู่ในท่านอน ทิศทางกระสุน, ท่าทางพระบรมศพ สอดคล้องกับการถูกผู้อื่นยิงมากกว่าการยิงตัวเอง)

ในเมื่อเราตัดความเป็นไปได้ที่ในหลวงอานันท์จะยิงพระองค์เอง ทั้งโดยไม่ตั้งใจ (ความเป็นไปได้ที่ 1) หรือ ตั้งใจ (ความเป็นไปได้ที่ 2) ออกไปเสียได้เช่นนี้ ก็หมายความว่า ในหลวงอานันท์สวรรคตเพราะถูกผู้อื่นยิงเท่านั้น ความจริงก็คือ ขณะที่ “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” ขัดแย้งอย่างมากกับการยิงพระองค์เอง กลับสอดคล้องโดยสิ้นเชิง กับการถูกผู้อื่นยิง นั่นคือ ผู้ยิงเพียงแต่ยืนอยู่ที่หัวเตียงด้านซ้ายของในหลวงอานันท์ ถือปืนด้วยมือซ้ายหรือขวาก็ได้ตามถนัด จ่อเข้ามาที่บริเวณหน้าผากเหนือคิ้วซ้ายของในหลวงอานันท์ที่กำลังนอนในท่าปกติ แล้วลั่นกระสุน วิถีกระสุนก็จะเฉียงลงล่าง และเอียงทางขวาเล็กน้อย ตามที่พบในพระบรมศพ และเนื่องจากเป็นผู้อื่นยิง หากในหลวงอานันท์ทรงกำลังนอนในท่าปกติ ก็จะไม่เกิดปัญหาเรื่องสภาพของแขนและมือที่วางเรียบร้อยข้างตัว (หรือปัญหาอาการ “คาดาเวอริค สปัสซั่ม) แน่นอนว่า การลั่นกระสุนโดยผู้อื่นนี้ ก็เป็นไปได้ทั้งโดยไม่ตั้งใจ คือเอาปืนมาจ่อเพื่อล้อเล่น แต่ปืนลั่น (ความเป็นไปได้ที่ 3) หรือ โดยตั้งใจ (ความเป็นไปได้ที่ 4)



นัยยะของความเป็นไปได้ “ถูกผู้อื่นยิง โดยไม่ตั้งใจ”:
สาเหตุการสวรรคต ลดจาก 4 ทาง เหลือ 3 ทาง ได้อย่างไร?


แต่ทุกคนที่คิดถึงกรณีนี้อย่างจริงจัง รู้ทันทีว่า การถูกยิงโดยผู้อื่น โดยไม่ตั้งใจ (ความเป็นไปได้ที่ 3) หมายถึงอะไร ความเป็นไปได้นี้มีอยู่กรณีเดียวเท่านั้น ดังที่หนังสือนิยมเจ้า-แอนตี้ปรีดี เรื่อง กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ของ สรรใจ และ วิพลพรรณ เขียนไว้ :

กรณีอุปัทวเหตุโดยผู้อื่นนั้น ผู้ที่พูดถึงเรื่องนี้เป็นคนแรก คือนายแพทย์หม่อมหลวงเต่อ สนิทวงศ์ และนายแพทย์ฝน แสงสินแก้ว ให้การในศาลกลางเมืองว่า คำว่าอุปัทวเหตุอาจหมายถึงว่าอุปัทวเหตุโดยบุคคลอื่น และยกตัวอย่างคดีรายที่เกิดจากการเอาปืนไปล้อกันโดยไม่รู้ว่าปืนมีลูกแล้วปืนเกิดลั่นขึ้น ต่อมามีผู้ปล่อยข่าวลือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอนุชาเล่นปืนกัน การสันนิษฐานประกอบข่าวลือเป็นการนำเอาสมเด็จพระอนุชาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว ผู้ที่จะเอาปืนไปล้อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีอยู่พระองค์เดียวคือสมเด็จพระอนุชา (หน้า ๑๗๖)

นายแพทย์ทั้งสองได้ยกสาเหตุให้คิดกันได้อีกปัญหาหนึ่ง คือ อุปัทวเหตุเกิดจากผู้อื่น โดยมีใครเอาปืนมาเล่นข้างพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วปืนลั่นขึ้น (หน้า ๑๖๑-๑๖๒)


กรณี นพ.มล.เต่อ และ นพ.ฝน ที่ถูกสรรใจและวิมลพรรณโจมตีในเรื่องนี้ ไม่แน่ชัดว่านายแพทย์ทั้งสองได้พูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ บันทึกคำให้การในศาลกลางเมืองที่เหลืออยู่เฉพาะของ นพ.มล.เต่อ ไม่มีตอนใดที่กล่าวถึง “อุปัทวเหตุโดยบุคคลอื่น” มีแต่อุบัติเหตุโดยผู้ตายเอง(1) ส่วนบันทึกคำให้การของ นพ.ฝน ได้สูญหายไปแล้ว จึงยืนยันไม่ได้เช่นกัน(2) ความจริง ผมไม่เคยเห็นหลักฐานเป็นฃิ้นเป็นอันที่อ้างอิงได้ว่า มีคนไทยคนไหนเคยเสนอหรือสนับสนุนความเป็นไปได้นี้อย่างเปิดเผยในขณะนั้น หรือในเวลาต่อมาถึงปัจจุบัน (ที่ต้องเน้นคำว่าคนไทย เพราะในหมู่ฝรั่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

แต่ผมขอเสนอว่า ไม่เป็นที่ต้องสงสัยเลยว่า ความเป็นไปได้นี้ เป็นเรื่องที่มีการคิดกันและมีการตระหนักกันถึงนัยยะของความเป็นไปได้นี้ ตั้งแต่สมัยนั้นจริงๆ การที่สรรใจและวิมลพรรณเขียนถึง “ข่าวลือ” หรือเขียนถึง นพ.เต่อและนพ.ฝน ในเรื่องทฤษฎีนี้ได้ (แม้จะขาดการอ้างอิง) ก็เพราะอันที่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนหรือยากลำบากเกินกว่าจะคิดไปถึงได้ พูดอีกอย่างคือ มีการ “ลือ” กันจริงๆ

ผมขอเสนอต่อไปอีกว่า แต่เพราะความตระหนักในนัยยะอันสำคัญใหญ่หลวงของความเป็นไปได้นี้ ทำให้เกิดสภาพที่ ไม่เพียงแต่พูดถึงอย่างเปิดเผยไม่ได้ แม้แต่คิดยังแทบคิดไม่ได้ โดยเฉพาะในสมัยนั้น นัยยะของความเป็นไปได้นี้เป็นอะไรบางอย่างที่ใหญ่โตเกินกว่าคนที่คิดถึงจะกล้าคิดต่ออย่างจริงจัง ผลที่ตามมา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ ความเป็นไปได้นี้ ถูกตัดออกไปจากการสอบสวนกรณีสวรรคตโดยสิ้นเชิงตั้งแต่แรก

พวกนิยมเจ้าพยายามอธิบายว่าสาเหตุที่ไม่มีใครเสนอหรือสนับสนุนทฤษฎีในหลวงอานันท์ถูกผู้อื่นยิงโดยไม่ตั้งใจ (หรือ “อุบัติเหตุโดยผู้อื่น”) ได้อย่างเปิดเผยจริงจัง เพราะมีพยานหลักฐานยืนยันโดยเด็ดขาดชัดเจนว่า ทฤษฎีนี้เป็นไปไม่ได้เลย การที่มีการพูดกันอย่างลับๆจึงเป็นการใส่ร้ายพระอนุชาอย่างโคมลอย

แต่อะไรคือพยานหลักฐานที่พวกนิยมเจ้าพูดถึง?

ในที่สุดแล้ว ก็คือคำให้การของพระอนุชาเอง และของนายชิต สิงหเสนี และ นายบุศย์ ปัทมศริน ที่ว่า สมเด็จพระอนุชาทรงเสด็จมาที่หน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ แต่ไม่ได้เข้าไป และทรงเดินกลับไปทางห้องบรรทมพระอนุชาเองทางเฉลียงด้านหลัง นับ 10 นาที จึงเกิดเสียงปืนดังขึ้นในห้องบรรทมในหลวงอานันท์ :

ข่าวลือที่ให้ร้ายสมเด็จพระอนุชาธิราชนั้นปล่อยออกมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตใหม่ๆ และมีอยู่เสมอทุกระยะจนกระทั่งปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในต่างประเทศบางประเทศ แต่สิ่งที่ปรากฏหลักฐานอย่างแน่ชัดก็คือ ขณะเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่อานันทมหิดลสวรรคต สมเด็จพระอนุชาประทับอยู่ในห้องเครื่องเล่นซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งบรมพิมาน ห่างจากห้องพระบรรทมซึ่งอยู่ปลายทิศตะวันออกของพระที่นั่ง พยานสำคัญคือตัวนายชิตและนายบุศย์เอง
(สรรใจ และ วิมลพรรณ, กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙, หน้า ๑๘๑ ผมทำตัวเน้นเพิ่ม)

บางครั้ง พวกนิยมเจ้ายังพยายามเสนอว่า นายฉลาด เทียมงามสัจ ที่เฝ้าเครื่องเสวยอยู่มุขหน้า ก็เห็นและยืนยันได้ว่าพระอนุชาหลังจากแวะที่หน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์แล้ว ได้เดินไปทางห้องบรรทมของพระอนุชาเอง (ดู สรรใจและวิมลพรรณ, กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙, หน้า ๕๗ และล่าสุด มรว.กิตติวัฒนา ปกมนตรี, ก่อนเสด็จลับเลือนหาย, สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี, ๒๕๕๐, หน้า ๑๕๖-๑๕๗) แต่คำให้การของนายฉลาดต่อศาลกลางเมือง ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีลักษณะของความไม่แน่นอนสูงมาก:

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันก็ได้เสด็จมาเสวย ท่านเสด็จมาเสวยพระองค์เดียว เสวยอยู่นานสัก ๒๐ นาที เมื่อเสร็จแล้ว เสด็จไปทางห้องพระบรรทมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ท่านเสด็จไปทำไม พยานมองไม่เห็น และพระองค์ไม่ได้เสด็จกลับมาทางเฉลียงหน้าที่พยานอยู่ ดูเหมือนท่านเสด็จไปอีกทางหนึ่ง แต่เท่าที่จำได้ไม่แน่นัก เข้าใจว่าท่านจะเสด็จไปทางเฉลียงด้านหลัง พยานเข้าใจว่าคงจะเสด็จไปห้องท่าน
(ดู บันทึกการสอบสวนกรณีสวรรคตรัชกาลที่ ๘, หน้า๑๑๗ การใช้ตัวเน้นของผม)(3)

สรุปแล้ว “พยานหลักฐาน” ที่ยืนยันว่าพระอนุชาทรงเสด็จไปจากหน้าห้องบรรทมในหลวงอานันท์ไปทางห้องบรรทมพระองค์เอง หลายนาทีก่อนเกิดเสียงปืนขึ้น ที่ฝ่ายนิยมเจ้าจะนำมาอ้างได้จริงๆจึงเหลือเพียงคำให้การของพระอนุชาเองและของชิตและบุศย์เท่านั้น

ทีนี้ ทุกคนรู้ว่า ในคดีที่เกี่ยวกับการตายผิดปกติที่อาจเป็นการฆาตกรรม คำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์และพยานทุกคน ย่อมต้องถูกตั้งคำถามได้ว่าอาจไม่ตรงความจริง แต่ในกรณีสวรรคตนี้ ทุกคนรู้ดีเช่นกันว่า ไม่มีใครกล้าปฏิบัติต่อคำให้การของพระอนุชา ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว (หรือของพระราชชนนี) อย่างที่ปฏิบัติต่อคำให้การของg>พยานทั่วไป อันที่จริง ไม่เพียงคำให้การของพระอนุชา/พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ และพระราชชนนี เท่านั้น ที่จะปฏิบัติต่อ แบบเดียวกับคำให้การของพยานทั่วไปไม่ได้ แม้แต่คำให้การเกี่ยวกับในหลวงองค์ใหม่และพระราชชนนี ก็ไม่สามารถได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกับคำให้การเกี่ยวกับคนอื่นๆได้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระอนุชา/ในหลวงองค์ปัจจุบันทรงให้การต่อศาลในปี 2493 ว่า ในช่วงที่เกิดการสวรรคต พระองค์ทรงกำลัง “เดินเข้าๆออกๆอยู่ที่สองห้องนี้” คือห้องบรรทมของพระองค์เองและห้องเครื่องเล่น “ระหว่างที่ฉันเดินไปๆมาๆอยู่ในห้องนอนและห้องเครื่องเล่นนั้น จะมีใครอยู่ในสองห้องนั้นบ้างไหม ไม่ได้สังเกต” และทรงไม่ได้ยินเสียงปืน ได้ยินแต่ “เสียงคนร้อง” จึงทรง “ออกจากห้องเครื่องเล่นไปยังเฉลียงด้านหน้า โดยผ่านไปทางห้องบันได” แต่ในคำให้การของพระพี่เลี้ยงเนื่อง จิตตดุลย์ กล่าวถีงช่วงเวลาเดียวกันว่า เธอกำลังอยู่ใน “ห้องในหลวงองค์ปัจจุบันโดยเข้าไปจัดฟิล์มหนัง เมื่อเข้าไปในห้อง ข้าพเจ้าไม่พบใครแม้แต่ในหลวงองค์ปัจจุบัน ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปประทับอยู่ที่ไหนในขณะนั้นก็หาทราบไม่” และต่อมาเธอ “ได้ยินเสียงดังมาก เป็นเสียงปืน” เธอ “จึงรีบออกมาทางระเบียงด้านหลัง ผ่านห้องเครื่องเล่นของในหลวงองค์ปัจจุบัน ห้องบันได” โดยที่เธอไม่ได้พบเห็นในหลวงองค์ปัจจุบัน ... เราย่อมไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับคำให้การของพระอนุชา/ในหลวงองค์ปัจจุบัน เป็นต้น(4)

แต่ถ้าไม่นับคำให้การของพระอนุชาเองแล้ว พยานหลักฐานที่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ 3 ได้จริงๆ ก็มีเพียงคำให้การของชิตและบุศย์เท่านั้น ดังที่สรรใจและวิมลพรรณเขียนว่า “พยานสำคัญคือตัวนายชิตและนายบุศย์เอง” แต่ความจริง ถ้าพูดในแง่ความสมเหตุสมผลแล้ว ฝ่ายนิยมเจ้าอย่างสรรใจและวิมลพรรณไม่สามารถอ้างคำให้การของชิตและบุศย์ในกรณีนี้ได้ พร้อมๆกับที่เสนอว่ากรณีสวรรคตเกิดจากการลอบปลงพระชนม์โดยคนภายนอก เพราะการเสนอเช่นนั้น หมายความว่า พวกเขากำลังบอกว่า ชิตและบุศย์เชื่อถือไม่ได้ ปล่อยให้ฆาตกรลอบเข้ามาปลงพระชนม์แล้วโกหกว่าเปล่า

ในเมื่อพวกนิยมเจ้าอย่างสรรใจและวิมลพรรณ กำลังปฏิเสธคำให้การของชิตและบุศย์ในเรื่องไม่เคยให้คนนอกเข้ามาปลงพระชนม์ พวกเขาก็จะอ้างคำให้การของชิตและบุศย์มาสนับสนุนเรื่องพระอนุชาไม่ได้เช่นกัน

ถ้าไม่ยอมเชื่อชิตและบุศย์ในเรื่องแรก จะมาอ้างว่าควรเชื่อชิตและบุศย์ในเรื่องหลังได้อย่างไร?


สรุปแล้ว ถ้าความเป็นไปได้เรื่อง “ถูกผู้อื่นยิง โดยไม่ตั้งใจ” จะได้ถูกตัดออกไปจากการพิจารณาโดยสิ้นเชิงตั้งแต่แรก ก็ไม่ใช่เพราะมีพยานหลักฐานที่หักล้างไม่ได้เลย มายืนยันว่า เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะสถานะของพระมหากษัตริย์ที่อยู่เหนือกฎหมาย คือไม่สามารถพิจารณาในลักษณะเดียวกับคนธรรมดาได้ (กรณีคำให้การของชิตและบุศย์เอง เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด : ถ้าบอกว่า ลอบปลงพระชนม์เป็นไปได้ ก็แสดงว่า ถือกันว่า คำให้การของชิตและบุศย์ในเรื่องไม่มีคนนอกเข้าไปในห้องบรรทม หักล้างได้ แต่เหตุใด คำให้การของคนทั้งสองเรื่องพระอนุชาเสด็จกลับไปจากห้องบรรทมก่อนเกิดเสียงปืน จึงถูกถือว่า หักล้างไม่ได้)

การอภิปรายสาธารณะทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ตั้งแต่วันแรก รวมถึงการชันสูตรพระบรมศพของคณะแพทย์ และการพิจารณาของคณะกรรมการที่รัฐบาลปรีดีตั้งขึ้นที่เรียกว่า “ศาลกลางเมือง” ไม่ต้องพูดถึงการอภิปรายทางหน้าหนังสือพิมพ์ ล้วนอยู่ภายใต้กรอบที่ว่า สาเหตุของการสวรรคตมีเพียง 3 ทาง คือ ยิงพระองค์เองโดยไม่ตั้งใจ, ยิงพระองค์เองโดยตั้งใจ และ ถูกผู้อื่นยิงโดยตั้งใจ โดยมีการ “ขึ้นป้าย” ความเป็นไปได้ 3 ทางนี้อย่างตายตัวว่า “อุบัติเหตุ”, “ปลงพระชนม์เอง” และ “ถูกปลงพระชนม์”(5)


ทำไมแพทย์และใครต่อใครที่สอบสวนกรณีนี้ จึงบอกว่า “ลอบปลงพระชนม์”
หรือ ปรีดี แพ้สงครามพีอาร์ อย่างไร


ภายใต้ “กรอบ” หรือ (ถ้าจะใช้ภาษายอดนิยมปัจจุบัน) “วาทกรรม 3 สาเหตุ” นี้ ไม่เป็นเรื่องแปลกที่ ความเห็นต่างๆจะมาลงเอยที่ “ลอบปลงพระชนม์” อันที่จริง เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่ต้องลงเอยที่ “ลอบปลงพระชนม์” ด้วยซ้ำ เพราะดังที่ผมอภิปรายให้เห็นข้างต้น “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการยิงพระองค์เอง (ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ) เกือบจะโดยเด็ดขาด แต่ส่อแสดงว่าเป็นการถูกผู้อื่นยิง แต่ในเมื่อ การถูกผู้อื่นยิงโดยไม่ตั้งใจ ถูกตัดออกไปเสีย ก็เหลือเพียงการถูกผู้อื่นยิงโดยตั้งใจเท่านั้น สำหรับอธิบาย “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” นั้น อย่างลงตัว

พูดอีกอย่างคือ ที่การสอบสวนต่างๆลงเอยว่า “ลอบปลงพระชนม์” ก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากบอกเพียงว่า “ถูกผู้อื่นยิง” (ไม่ใช่ยิงพระองค์เอง) เท่านั้น

นี่คือความหมายที่แท้จริงของข้อสรุป “ลอบปลงพระชนม์” จากการวินิจฉัยกรณีสวรรคต 2 ครั้งที่รู้จักกันดี คือ การชันสูตรพระบรมศพของคณะแพทย์ชาวไทยและต่างประเทศ และ การพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนที่รัฐบาลตั้งขึ้น ที่เรียกกันว่า “ศาลกลางเมือง”

ในกรณีคณะแพทย์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2489 (คือไม่กี่วันหลังสวรรคต) มีการประชุมชันสูตรพระบรมศพโดยคณะแพทย์ 20 คน เป็นแพทย์ไทย 16 คน แพทย์ต่างชาติ 4 คน (อเมริกัน 1 คน, แพทย์จากกองทัพบริติชและบริติชอินเดีย 3 คน) และมี พตท.เอ็จ ณ ป้อมเพชร ในฐานะตัวแทนกรมตำรวจเข้าร่วมด้วย หลังการชันสูตร แพทย์ทุกคนได้แสดงความเห็นว่าอะไรคือสาเหตุการสวรรคต แต่แพทย์อังกฤษและอินเดียทั้ง 3 คนขอถอนความเห็นที่แสดงไปแล้วออกจากบันทึกทางการ

สิ่งที่ต้องสังเกตเป็นอันดับแรกคือ สาเหตุการสวรรคตที่แพทย์ใช้เป็นกรอบในการลงความเห็น มีเพียง “3 สาเหตุ” เท่านั้น คือ “อุบัติเหตุ”, “ปลงพระชนม์พระองค์เอง” และ “ถูกปลงพระชนม์”

โดยที่ “อุบัติเหตุ” หมายถึง “ยิงพระองค์เองโดยไม่ตั้งใจ” ประการต่อมา สิ่งที่แพทย์วินิจฉัยและใช้เป็นข้อมูลการตัดสินใจลงความเห็น ที่สำคัญได้แก่ ลักษณะและตำแหน่งของบาดแพล, วิถีกระสุน และลักษณะพระบรมศพ นั่นคือ สิ่งที่ผมเรียกรวมๆในตอนต้นว่า “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” นั่นเอง

ในจำนวนผู้ออกความเห็นทั้งหมด 18 คน (แพทย์ไทย 16 คน, แพทย์อเมริกัน และ พตท.เอ็จ) เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด 12 คน ยืนยันว่าเป็นการ “ถูกปลงพระชนม์” อีก 4 คนเห็นว่า “ปลงพระชนม์เองหรือถูกปลงพระชนม์ ทั้งสองประการเท่าๆกัน” มีเพียง 2 คนเท่านั้นเห็นว่าเป็น “อุบัติเหตุ” (นพ.เต่อ กับ นพ.ฝน ดังที่กล่าวในตอนต้น)

อันที่จริง ใน 16 คนแรกที่เพิ่งกล่าวถึง 8 คนบอกตัด “อุบัติเหตุ” ออกไปเลยว่าเป็นไปไม่ได้ (หนึ่งในนั้น นพ.ชุบ โชติกเสถียร ตัดการยิงพระองค์เองออกหมดคือ ตัด “ปลงพระชนม์เอง” ด้วย) ที่เหลือเกือบทุกคนก็ใส่ “อุบัติเหตุ” ไว้หลังสุด (คือเรียงลำดับความเป็นไปได้ว่า “ถูกปลงพระชนม์, ปลงพระชนม์เอง หรือ อุบัติเหตุ”)(6)

ถึงจุดนี้ เราควรเข้าใจได้แล้วว่า เหตุใดคณะแพทย์ซึ่งชันสูตรพระศพจึงสนับสนุนทฤษฎี “ลอบปลงพระชนม์” อย่างมากมายเช่นนั้น ก็เพราะ “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” บอกว่า “ถูกผู้อื่นยิง” แต่ในเมื่อ “3 สาเหตุ” ที่เป็นทางเลือกนั้น มีทางเลือกเดียวสำหรับการ “ถูกผู้อื่นยิง” คือ “ถูกลอบปลงพระชนม์” แพทย์ส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่าเป็นสาเหตุนี้ ข้อสรุปที่ออกมาว่า “ลอบปลงพระชนม์” จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการบอกว่านี่เป็นการ “ถูกผู้อื่นยิง” เท่านั้น แต่นั่นป็นสิ่งที่สาธารณชนในขณะนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ และเข้าใจว่า หมายถึง มีคนภายนอกลอบเข้ามายิงในหลวงอานันท์เท่านั้น

กรณี “คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” หรือที่รู้จักกันในนาม “ศาลกลางเมือง” ก็เช่นเดียวกัน การสอบสวนอยู่ภายใต้กรอบ “3 สาเหตุ” ที่ถูกติดป้ายว่า “อุบัติเหตุ”, “ปลงพระชนม์เอง” และ “ถูกลอบปลงพระชนม์” ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะกรรมการจะตัด “อุบัติเหตุ” ออกอย่างสิ้นเชิง:

“สำหรับกรณีอุบัติเหตุ คณะกรรมการมองไม่เห็นทางว่าจะเป็นไปได้เลย”

ส่วนอีกสองกรณีคือ ถูกลอบปลงพระชนม์และปลงพระชนม์เองนั้น การถูกลอบปลงพระชนม์ ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลที่แน่นอนแสดงว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะตัดออกเสียได้โดยสิ้นเชิง เพราะว่ายังมีท่าทางของพระบรมศพค้านอยู่ ส่วนในกรณีปลงพระชนม์เองนั้น ลักษณะบาดแผลแสดงว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ปรากฏเหตุผลหรือหลักฐานอย่างใดว่าเป็นเช่นนั้นโดยแน่ชัด คณะกรรรมการจึงไม่สามารถที่จะชี้ขาดลงไปได้ว่าเป็นกรณีหนึ่งกรณีใด ในสองกรณีนี้


ไม่เป็นการยากที่จะอธิบายข้อความที่เขียนอย่างระมัดระวังนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นการให้เหตุผลอย่างกำกวม ก่อนอื่น ผมเห็นว่า ไม่มีปัญหาว่า คณะกรรมการให้น้ำหนักการ “ถูกลอบปลงพระชนม์” มากกว่า

กรณี “ปลงพระชนม์เอง” (คือยิงตัวเองโดยตั้งใจ) ที่คณะกรรมการกล่าวว่า “ลักษณะบาดแผลแสดงว่าเป็นไปได้” นั้น น่าจะหมายถึงสภาพที่การยิงเกิดในระยะใกล้มากๆ อาจถึงขั้นปากกระบอกปืนกดอยู่ที่ผิวหน้าผาก คล้ายกับการฆ่าตัวตายทั่วไป ไม่ใช่อุบัติเหตุ (ไม่มีใครกดปืนเข้ากับหน้าผากตัวเอง แล้วลั่นขึ้นโดยไม่ตั้งใจ)

ส่วนกรณี “ถูกลอบปลงพระชนม์” ที่คณะกรรมการเขียนให้เหตุผลเชิงปฏิเสธไว้ก่อน (“ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผล...”) นั้น ไม่อาจปิดบังข้อสรุปที่ว่า กรณีนี้เป็นไปได้อย่างมาก “เพราะ...มีท่าทางของพระบรมศพ” เป็นสิ่งบ่งชี้อยู่ พูดตามสำนวนที่ผมใช้มาแต่ต้นคือ คณะกรรมการกำลังอ้าง “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” มาสนับสนุนเรื่อง “ถูกลอบปลงพระชนม์” นั่นเอง แต่ดังที่ผมอภิปรายแล้วว่า “ท่าทางของพระบรมศพ” ดังกล่าว สามารถบอกได้แต่เพียงว่า นี่เป็นการ “ถูกผู้อื่นยิง” เท่านั้น การที่คณะกรรมการอ้าง “ท่าทางของพระบรมศพ” มาสนับสนุนทฤษฎี “ถูกลอบปลงพระชนม์” ก็เพียงเพราะว่า นี่เป็นสาเหตุเดียวใน “3 สาเหตุ” ที่บอกการ “ถูกผู้อื่นยิง” ประโยคสำคัญของคณะกรรมการที่ว่า

การถูกลอบปลงพระชนม์ ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลที่แน่นอนแสดงว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะตัดออกเสียได้โดยสิ้นเชิง เพราะว่ายังมีท่าทางของพระบรมศพค้านอยู่


จึงสามารถเขียนใหม่ ให้แสดงเหตุผลหรือความเป็นมาแท้จริงของข้อสรุปนี้ได้ ดังนี้

ไม่มีพยานหลักฐานว่ามีคนลอบเข้ามาปลงพระชนม์ได้ แต่ลักษณะทางกายภาพของการยิง คือ ท่าทางของพระบรมศพ บ่งบอกว่า เป็นการถูกผู้อื่นยิง


ด้วยลักษณะเดียวกัน (แต่เป็นการกระทำแบบมีเป้าหมายการเมืองมากกว่า) การที่งานแบบฉบับเรื่องกรณีสวรรคตของพวกนิยมเจ้า ของสรรใจและวิมลพรรณ สรุปว่า

หลักฐานต่างๆเท่าที่เหลืออยู่นี้ ปรากฏว่าค้านกับสมมุติฐานที่ว่า สวรรคตจากอุปัทวเหตุและปลงพระชนม์เอง แต่สนับสนุนสมมุติฐานว่าสวรรคตเพราะถูกลอบปลงพระชนม์ (หน้า ๑๕๓ เน้นคำตามต้นฉบับ)

ก็เป็นการกล่าวที่ถูกต้องหรือวางอยู่บนความจริงบางส่วน แต่ขณะเดียวกัน ก็ปิดบังความจริงบางส่วนไว้ (ดังนั้นจึงบิดเบือน) นั่นคือ ประโยคแรกกล่าวถูกต้องว่า “หลักฐานต่างๆเท่าที่เหลืออยู่นี้ ปรากฏว่าค้านกับสมมุติฐานที่ว่า สวรรคตจากอุปัทวเหตุและปลงพระชนม์เอง” แต่ประโยคหลัง สิ่งที่ “หลักฐานต่างๆเท่าที่เหลืออยู่...สนับสนุน” ไม่ใช่ “สมมุติฐานว่าสวรรคตเพราะถูกลอบปลงพระชนม์” แต่คือ สวรรคตเพราะถูกผู้อื่นยิง เท่านั้น(7)

การรณรงค์ของพวกนิยมเจ้าทั้งหมดตั้งแต่ปี 2489 มาถึงปัจจุบัน เริ่มจากความจริงแบบนี้ อาศัยประโยชน์จากความจริงแบบนี้ กล่าวคือ ยิ่งพิจารณาเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่า ถูกผู้อื่นยิง แต่ในเมื่อ การถูกผู้อื่นยิงโดยไม่ตั้งใจ ไม่อาจพูดถึงได้ ก็เหลือเพียงการถูกผู้อื่นยิงโดยตั้งใจ คือ “ลอบปลงพระชนม์” เท่านั้น

ในทางกลับกัน รัฐบาลปรีดี ซึ่งชูประเด็น “อุบัติเหตุ” ก็ยิ่งดูเหมือนว่ากำลังปิดบังความจริงมากขึ้นเท่านั้น เพราะ “อุบัติเหตุ” ในความหมายที่ ทรงยิงพระองค์เองโดยไม่ตั้งใจ (ความเป็นไปได้ที่ 1) นั้น เมื่อพิจารณาจาก “ลักษณะทางกายภาพของการยิง” แล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปได้น้อยที่สุด กล่าวได้ว่า ไม่อาจเป็นไปได้เลย

แต่ทำไม รัฐบาลปรีดีจึงยืนกรานเรื่อง “อุบัติเหตุ” ใน “วาทกรรม 3 สาเหตุ”? ผมคิดว่า ตอนแรก คงไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะ ก่อนอื่น ไม่มีใครคิดว่า มหาดเล็กที่เป็นข้าทาสในวังมาหลายชั่วคน จะให้คนภายนอกเข้ามายิงได้ และในเมื่อมหาดเล็กนั้นเองบอกว่า ไม่มีใครเข้าไปในห้องบรรทมขณะปืนลั่น ก็เหลือเพียงการยิงพระองค์เองอีก 2 ทางเท่านั้น

ครั้นจะบอกว่า “ฆ่าตัวตาย” (ยิงเองแบบตั้งใจ) ก็จะเสียพระเกียรติ จึงลงเอยที่ “อุบัติเหตุ” หรือยิงเองแบบไม่ตั้งใจ แต่พอลงเอยแบบนี้แล้ว เมื่อเริ่มมีการพูดกันในรายละเอียดมากขึ้นๆเท่าไร ก็กลับกลายเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด เพราะเป็นไปไม่ได้เลย ผมควรเล่าด้วยว่า เมื่อข้อสรุปของศาลกลางเมือง ออกมาในทาง “ลอบปลงพระชนม์” รัฐบาลหลวงธำรงที่รับช่วงต่อจากปรีดี ได้มีการพิจารณาจะจับชิตกับบุศย์เหมือนกัน (อย่างน้อยแบบพอเป็นพิธี เพราะจริงๆแล้วไม่เชื่อ) เพราะถ้าเป็นการ “ลอบปลงพระชนม์” ก็ต้องหมายความว่า 2 คนนั้น ยอมให้คนอื่นเข้ามายิง ไม่มีใครในรัฐบาลขณะนั้น จะกล้าคิดถึงความเป็นไปได้เรื่อง “ถูกผู้อื่นยิงโดยไม่ตั้งใจ” (ดูบทความของผมเรื่อง “ท่าทีรัฐบาลปรีดี-ธำรงต่อกรณีสวรรคต”)

ยิ่งหลักฐานแสดงว่า เป็นการ “ลอบปลงพระชนม์” เท่าใด ก็เพียงแต่ยืนยันว่า กรณีนี้ เป็นการยิงโดยผู้อื่นเท่านั้น และหลักฐานออกมาในด้านนี้จริงๆ

แต่ประเด็นยังอยู่ทีว่า การยิงโดยผู้อื่น สามารถเป็นโดยตั้งใจก็ได้ โดยไม่ตั้งใจ หรือ “อุบัติเหตุโดยผู้อื่น” ก็ได้ ตัวหลักฐานทั้งหลายที่ (ยกเว้นคำให้การของพระอนุชาและของชิตและบุศย์) ไม่สามารถบอกได้เลยว่า ต้องเป็นถูกผู้อื่นยิงโดยตั้งใจ หรือ ลอบปลงพระชนม์เท่านั้น

พูดง่ายๆคือ มีผู้อื่นยิงในหลวงอานันท์ อาจจะโดยตั้งใจ หรือ โดยไม่ตั้งใจก็ได้

ในหลวงอานันท์ถูกผู้อื่นยิง ไม่ได้ยิงพระองค์เอง

ปัญหาคือ ใครยิงในหลวงอานันท์?

โปรดติดตามตอนที่ 3 ใครยิงในหลวงอานันท์?(หมายเหตุไทยอีนิวส์:ถึงปัจจุบันนี้ ดร.สมศักดิ์ยังไม่ได้เผยแพร่บทความนี้แต่อย่างใด)


0000000000
อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:

-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(7):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก