วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2552

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
31 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ที่จะเขียนในตอนนี้ เป็นเรื่องที่"แต่งขึ้น"เพื่อความบันเทิงของท่านผู้อ่านเป็นหลัก หากไปพ้องกับบุคคล สถานที่ เหตุการณ์จริงใดๆก็ดี ขอชี้แจงว่า ผู้เขียนก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะก็บอกไปแล้วว่า เป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงแบบนิยายน้ำเน่า ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นจริงเป็นจังอะไรเลย หากไปพ้องเข้าก็คงจะเป็นเรื่องบังเอิญแค่นั้น

ตอนนี้จะว่าด้วยConspiracy theoryขององค์กรซ่อนเงื่อนนะฮะ ตามที่เกริ่นๆไว้ว่า พวกขบวนการไม่ยุติธรรมนี่มันทำงานเองไม่ได้นะฮะ หากไม่มี"นายสั่ง"

แต่หากใครที่คาดหวังว่าจะมันส์เป็นแห้ว หรือมี"ข้อมูลใหม่"อาจจะต้องผิดหวัง กรุณาอ่านข้ามตอนนี้ไปได้ เพราะส่วนใหญ่ฉากพวกนี้รับรู้กันโดยทั่วไปแล้ว แต่กระจัดกระจายไม่เป็นเนื้อเดียวนัก ผมแค่จะทำหน้าที่ร้อยรัดให้เป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ก็อาจมี"บางประโยค"ใน"ฉากสำคัญๆ" ที่อาจไม่เคยได้ยินกัน ก็แค่นั้นแหละครับ

จุดเริ่มเรื่องของconspiracy theory


หากเรื่องนี้เป็นหนังแนวลึกลับสอบสวนฆาตกรรม คงจะเปิดฉากด้วยการขึ้นตัวอักษรว่า
" 24 สิงหาคม 2549,บางพลัด กรุงเทพฯ"
ที่จ่ายักษ์กับร้อยโทที่เป็นลูกน้องของ1, 000-ไปซุ่มคาร์บอมบ์นายเหลี่ยมแถวบางพลัดแล้วพลาด ตามมาด้วยการเปิดปากจ่าร่างยักษ์ว่า"
หากฆ่าแล้วไม่ตายก็จะปฏิวัติ! "


จากนั้นเป็นหน้าฉากปฏิวัติ 19 กันยายน2549 พวกเหี้ยเหลืองแห่เอาดอกไม้ไปให้ เด็กๆถ่ายรูปกับรถถัง แล้วตัดไปที่มุมหนึ่งรถแท็กซี่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์พุ่งมาชนรถถังโครม...!

จบฉากนี้แล้วflash back กลับไป

ไปจับที่จอโทรทัศน์บนสำนักงานของ"หัวเถิก" เป็นภาพในจอทีวีของค่ำวันหนึ่ง เดือนเมษายน 2548 ลิ้มกำลังออกช่อง9โมเดิร์นไนน์บอกกับสโรซ่า และท่านผู้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ด้วยประโยคว่า"
ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา"
..."ไอ่เหี้ยไอ่ตอแหล!"เสียงหัวเถิกสบถขึ้นเบาๆก่อนที่เขาจะกดรีโมตไปเปลี่ยนช่อง ดูข่าวสารคดีเทิดพระเกียรติทางช่อง5ทื่บริษัทของหัวเถิกรับเหมาทำสารคดีแบบผูกขาดมานานปี...

เอาให้ดีก็ต้องตัดภาพไปที่คนเล่นอินเตอร์เน็ตเวบพันทิป ห้องเฉลิมไทยกำลังโพสต์ข้อความด้วยความซาบซึ้งน้ำตาไหล เมื่อได้ชมภาพสารคดีเทิดพระเกียรติที่หัวเถิกสร้างและกำลังฉาย

บทของหนังจะย้อนไปยังความสัมพันธ์ที่ลิ้มกับเหลี่ยมเป็นเพื่อนร่วมทำมาหาแดกกันมานาน คนหนึ่งก้าวผ่านวิกฤตการณ์ปี40ไปสู่ความร่ำรวยแบบ"ลึกลับมีเงื่อนงำ" ขณะที่อีกคนที่ตีคู่มากับเหลี่ยมเพื่อเป็นtycoonวงการสื่อสาร- สื่อมวลชนต้องพังไม่เป็นท่า หวังจะเคลียร์หนี้สินให้จบด้วยการใช้อิทธิพลสื่อมวลชนไปเชียร์รัฐบาลสมัยบาลชวน ไปเชียร์ธารินทร์ รัฐมนตรีคลังสมัยนั้น แต่เสี่ยน้อยธารินทร์ไม่มีแก่ใจช่วยเลยโดนถล่มซะกลายเป็นไอ้น้อยเสียคน

ลิ้มเลยหันมาเกาะเพื่อนเก่าที่ขึ้นเป็นนายกฯทำหน้าที่ปกป้องและเป็นองครักษ์พิทักษ์เหลี่ยมจากการรังควานของพวกแค้นเหลี่ยมในรัฐบาลยุคเริ่มต้นอย่างหยุ่นโล้น จารย์เจิม ประสงค์หน้าเสี้ยม เปลวสีเงิน ท่านทูตอัษฎา-สุรพงษ์ที่โดนสุรเกียรติ์เล่นงาน จนมาหลุดเป็นประโยค"นายกฯที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา"

จากนั้นกล้องก็จะตัดภาพมาที่ลิ้มผิดหวังอย่างแรงที่เขาวิ่งเต้นให้เฮียช้อย- วิโรจน์ นวลแข ต่อวีซ่าในฐานะผู้จัดการใหญ่แบงก์กรุงไทยไม่สำเร็จ เพราะเขาหวังสูงว่าเฮียช้อยจะเคลียร์หนี้ของเครือผู้จัดการ6, 300ล้านให้ได้ และปล่อยน้ำเลี้ยงมาหล่อเลี้ยงธุรกิจที่กำลังย่ำแย่อาการหนัก ทั้งที่เพิ่งชูธง"ผู้จัดการเป๊ยนไป๋" แถมขอทีวี11/1ไม่ได้ จากมิตรก็เริ่มกลายเป็นศัตรู

ลิ้มเริ่มม็อบที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยความเอื้อเฟื้อของสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี โดยที่ท่านนายกสภามหาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ณ เฟอรารี่พอเพียง ที่แต่งตั้งสุรพลเป็นอธิการให้การอำนวยการอย่างดี

ความสัมพันธ์อันลึกลับระดับสูงของลิ้มกับตระกูลไฮโซ


จากจุดเริ่มต้นชำระแค้นมิตรเก่าที่ไม่สนองความต้องการ นำไปสู่การเป็นพันธมิตรฯและสู้นานจนชักอ่อนล้าเหลือกำลัง แกนนำต่างๆขวัญตกต่ำระส่ำระสาย ลิ้มเองต้องหันหน้าไปปลีกวิเวก ณ วัดป่าบ้านตด แล้วไปเจอกับสุภาพสตรีสูงศักดิ์ร่างท้วมอวบขาว มีนามว่า เลดี้แชตเตอลี่ย์ ผู้มาจากชาติตระกูลสูง มีสามีเป็นด๊อกเตอร์หนุ่มใหญ่หน้าตาผมเผ้าเรียบแปร้และมีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเหลี่ยม

คนเขียนบทหนังเรื่องนี้ อาจเดินเรื่องให้ออกแนวดราม่าหน่อยว่า หลังปฏิบัติกามกิจในฐานะสามีจนเลดี้แชตเตอลีย์ตั้งครรภ์ ด๊อกเตอร์ของเราก็ไม่ได้หน้าลืมหลัง แต่หันหลังไปเป็น"เคะ"(ฝ่ายรับ)จากชายอื่นอย่างเดียว จนสตรีสูงศักดิ์ผู้ภรรยาก็แอบเห็นและเฮิร์ตจัด นำพาเธอปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตดของหลวงตา และไปจ๊ะเอ๋กับลิ้มเข้า

ลิ้มก็เห็นเป็นบันไดจะไต่ไปสู่สวรรค์หานางฟ้าและเทวดาได้ ตื๊อยังไงก็ยังยาก หากไม่ได้หลวงตา ผู้อ้างว่าบรรลุอรหันต์ ได้บอกว่าทั้งคู่มีบุพเพสันนิวาสกันมา เคยเป็นคู่ผัวตัวเมียมาหลายชาติภพ รวมทั้งจะไม่แคล้วคลาดในชาตินี้ด้วย

หนังฉากนี้ก็เลยจบด้วยฉากสังวาสอันดื่มด่ำ เลดี้แชตเตอลีย์สตรีผู้สูงศักดิ์ ที่ราวกับทะเลทรายแห้งผากมานาน ก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำรักของผู้ช่ำชองการปฏิบัติกามอันโชกโชน...อะจึ๋ยยยหยึย!

จากนั้นลิ้มก็ค่อยๆ"สอดใส่"ข้อมูลเข้าไปในหัวจน"แน่นหนึบ"ว่า ไอ่เหลี่ยมนี่ตัวเนรคุณอัปรีย์คิดล้มล้าง แล้วมีแผนการชั่วจะยึดทรัพย์ครอบครัวของคนที่ว่ากันว่าเป็น"ครอบครัวไฮโซซึ่งรวยที่สุดในโลก"มาเป็นของแผ่นดิน แล้วก็ทำพาวเวอร์พอยต์ พรีเซ็นเตชั่น เชื่อมนู้นโยงนี่สารพัด ทั้งเรื่องทำบุญวัดพระแก้ว ทั้งเรื่องรูปของเหลี่ยมได้รับกำลังใจจากพวกม็อบที่เนวินสมัยที่ยัง"ไม่จบแล้วครับนาย"เคยจัดมาให้กำลังใจแล้วยกธงเชียร์ ธงก็ดันเป็นธง"ทรงพระเจริญ"สะด้วย(ไอ้ห้อยคงไม่ได้คิดวางยาหรอก แต่หาธงอะไรได้ก็ยัดๆใส่มือพวกม็อบมายกเชียร์กัน แค่นั้นแหละ) ทั้งใส่ไฟว่าเหลี่ยมแม่งทำโครงการOTOPแย่งซีนเอาหน้าไปคนเดียว ส่วนโครงการดั้งเดิมด้านศิลปะกับอาชีพของชาวฟ้าชาวสวรรค์ มันปล่อยเหี่ยวแห้ง

คนในครอบครัวไฮโซนี่ก็แบ่บว่าเคลิ้มหนะน้ะ ก็เข้าเค้า ท่าจะจริงของไอ่ลิ้มมัน แต่ก็ยังคลางแคลงอยู่มั่ง ลิ้มก็ได้ทีเด็ดให้สตรีสูงศักดิ์กิ๊กของมันก็ใส่ไฟฟอดๆๆให้นายหญิงของครอบครัวไฮโซฟัง ก็ชัก"อืมมมมม..." แต่ที่เด็ดสุดไอ้ลิ้มรู้ว่านายหญิงไฮโซบ้านนี้บ้าไสยศาสตร์เข้าขั้น ก็เลยปิดเกมว่าชื่อทักษิณนี่รู้มั๊ยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ว่า TAKSIN-ตากสินนะ เขากลับชาติมาเกิดจะมา"เอาคืน"

นายหญิงของบ้านนี้ถึงกับควันออกหู บวกกับความกลัวก็เรียกหัวหน้าคนรับใช้มาสั่งงาน

โปรดติดตามตอนต่อไป ด้วยดวงหฤทัยระทึก พลัน !

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ประณามการออกหมายจับแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2552

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุม



พวกเรา องค์กร และบุคคลข้างล่าง ขอประณามการออกหมายจับ นายสุนทร บุญยอด น.ส.บุญรอด สายวงศ์ (เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) และ น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์) โดยสถานีตำรวจนครบาลเขตดุสิต ต่อการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ในวันพฤหัสที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสันติ โดยคนงานผู้หญิง ที่รวมถึงคนงานที่ท้อง และพิการ จำนวน 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง

โดยทาง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นว่า การชุมนุมอย่างสันตินี้ เข้าข่าย การมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215และมาตรา 216 ที่มีโทษหนักถึงจำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ทางพวกเรามีความเห็น ดังนี้:


1.การออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ (excessive uses of force) เนื่องจากสิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กระทำเพื่อเรียกร้องให้มีการออกมารับหนังสือโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี

2.การชุมนุมที่เกิดขึ้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการชุมนุมของคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,959 คน และเป็นการชุมนุมที่สืบเนื่องมาจาก การยื่นหนังสือต่อรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 เพื่อติดตามว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง

3.การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในหนังสือพิมพ์ไอเอ็นเอ็น ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการชุมนุมของสหภาพแรงงานฯ ทั้งหน้าทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา นั้น ได้เป็นไปตามกรอบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รับรองไว้ และไม่ได้มีการปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตามที่พล.ต.ท.วรพงษ์ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่การที่ถนนหน้ารัฐสภาปิดเกิดขึ้น เนื่องจากการไร้ความรับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวก ทำให้มีรถวิ่งสวนกับผู้ชุมนุมมากมาย และไม่ได้มีการปิดรัฐสภาแต่อย่างใด โดยรถยนต์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าออกได้อย่างไม่มีปัญหา

4.การตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ โดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในการนำเครื่องขยายเสียงระดับไกล (LRAD: Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โดยทหารสหรัฐในสงครามอิรัก มาเปิดช่วงที่คนงานหญิงได้ชุมนุมกันอย่างสันติ และในช่วงที่กำลังประสานงานกับ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้ามารับหนังสือ ถือเป็นการกระทำที่ประสงค์จะให้มีการสลายการชุมนุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง เนื่องจากได้สร้างความเจ็บปวดในระบบหูให้กับคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนงานที่มีอายุมาก ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศได้ให้ความเห็นว่า เครื่องขยายเสียงนี้สามารถทำลายระบบหู จนทำให้ไม่ได้ยินไปตลอดชีวิตได้ หากมีการเปิดในระยะใกล้กับผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้มีการเปิดใกล้กับผู้ชุมนุมมาก (ห่างจากผู้ชุมนุมในระยะ 1-2 เมตรเท่านั้น) อีกทั้ง การดำเนินการดังกล่าวไม่มีเหตุใดๆที่จะนำเครื่องขยายเสียงมาดำเนินการแต่อย่างใดมาใช้ เนื่องจากดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ผู้ชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจใดๆดำเนินการเพื่อให้มีการสลายการชุมนุม

สืบเนื่องจากความเห็นของพวกเรา เราจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้:

1.เราขอเรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับที่ไม่เป็นธรรม กับผู้นำสหภาพแรงงาน โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไม่มีการจับกุมตามหมายจับ และดำเนินเพื่อร้องขอกับศาลให้มีการถอนหมายจับโดยทันที

2.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหภาพ ที่ได้ยื่นให้รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด

3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน นำโดย พล.ต..ต วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยทางตำรวจได้เปิดเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ได้รับผลกระทบต่อคนงานผู้หญิง คนงานพิการ และอายุมากที่ได้นั่งฟังปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนของสหภาพกำลังเข้าไปยื่นหนังสือกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ประจำรัฐสภา และการขอออกหมายจับผู้นำสหภาพ โดย พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า เป็นการละเมิดสิทธิทางพลเมืองและทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

31 สิงหาคม 2552

สมัชชาคนจน
ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระทางด้านรัฐศาสตร์
อังคณา นีละไพจิตร ผู้เขียนรายงานประเทศตามกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองฉบับที่สอง
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ขวัญรวี วังอุดม นักศึกษาปริญญาโท คณะสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันสังคมศึกษา ประเทศเนเธอร์แลนด์
อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ / กลุ่มประกายไฟ
ชัยธวัช ตุลาฑล นักกิจกรรมทางสังคม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักกิจกรรมทางสังคม
กานต์ ยืนยง นักกิจกรรมทางสังคม
ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
กวิน ชุติมา นักกิจกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย(YPD)

ส่งรายชื่อสนับสนุนแถลงการณ์เพิ่มเติมมาได้ที่ bus4530219@hotmail.com

วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2552

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
31 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



หลังจากว่าเรื่ององค์กรซ่อนเงื่อนอย่างองค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)เอ็นโตดีไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงองค์กรภาครัฐมั่ง

คราวนี้ก็มาถึง ข้าราชการ ศาล องค์กรอิสระซะที

ก่อนจะไปว่าถึงตรงนั้นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าคนพวกนี้ทำอะไรไม่เป็นนะครับ หากไม่มี"นายสั่ง"

เพราะจะถือว่าพวกมึงทำ"นอกสั่ง"ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเหี้ยนี่เลยทีเดียว

ปัญหาว่านายคนไหนสั่ง เป็นนายผู้ชายหรือนายหญิง?

ความรับรู้ของคนเสื้อแดงในระยะต้นก็ตัดตอนไว้ที่"หัวหน้าคนรับใช้ประจำครอบครัวไฮโซ"
ต่อมาก็พัฒนามาเป็นว่า"นายหญิง"สั่ง หลังพากันตาสว่างเรื่องงานศพ
หลังๆพวกแดงแปร๊ดนี่เข้าใจว่าก็คงทั้งนายผู้ชายและนายหญิง

ทีนี้มาดูความรับรู้ของ"เหยื่อ"ที่โดนหน่อย ซึ่งก็คือเหลี่ยมนั่นเอง มันรับรู้ว่ายังไง คือมันคิดว่ามันโดน"ใครเล่น"?

ครับ เหลี่ยมคิดว่านายหญิงกับหัวหน้าคนรับใช้ประจำหมู่ตึกเล่นมันครับ

เรื่องอย่างนี้ มันก็คงขึ้นอยู่กับทัศนคติและข้อมูล

คือ1.เรื่องทัศนคตินี่นะ หากใครเรียนเตรียมทหารมา เป็นตำรวจทหารมาแบบเหลี่ยมมันฝังลึกนะครับ ขนาดว่าพวกนักศึกษามหาลัยเข้าห้องเชียร์เจอระบบโซตัสไม่กี่วันเอง มันยังฝังลึกในหัวมาจนแก่ นี่ตำรวจทหารกินนอนในรั้วโรงเรียนเตรียม5- 6ปีนะครับ

พวกเหลี่ยมนี่เข้าเรียนสมัยสงครามเย็นก็ยิ่งถูกฝังหัวมาก ดังนั้นใครที่หวังว่าเหลี่ยมจะเป็นวิลเลียม วอลเลซนำฝูงชาวสก๊อตซ์ผู้ถูกกดขี่ทำสงครามปลดแอก หรือสปาร์ตาคัสพาฝูงทาสต่อสู้...พวกมึงดูหนังฮอลลีวู้ดมากเกินไป

ถึงเหลี่ยมจะคิดใหม่ทำใหม่ แต่เรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์นี่มันฝังลงไปในฮาร์ดดิสก์ซะแล้ว

(พูดมาก็สงสารไอ่เอกมันหวะ...เอกเอ๊ย!นายเมิงเค๊าก็ได้ประมาณนี้แหละ เมิงจะไปเอาอะไรกับเหลี่ยมมานนักหนา)

2.ก็คงเป็นเรื่องของ"ข้อมูล" เอาเป็นว่าข้อมูลของเหลี่ยมนี่เพียบ แหล่งหนึ่งก็คือข้อมูลจาก"สันติบาล"

สันติบาลก็บอกว่านายผู้ชายกับครอบครัวนี่มีใจที่ชอบพอกับเหลี่ยมมันอยู่ แต่นายหญิงหูเบาจับมือกับหัวหน้าคนรับใช้ประจำตระกลเล่นมันซะงั้น ตัวอย่างที่ข้อมูลที่เหลี่ยมรับรู้ก็เช่น

-ตอนเหลี่ยมเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นแรกๆนี่ก็ได้ปาริชาติช่วย ปาริชาติเป็นน้องสาวของทหารอากาศไม่ขาดรักที่เป็นex- ผัวของลูกสาวเค๊าอยู่ ต่อมาเมื่อเหลี่ยมเข้าตลาดหุ้นรวยก็"ดูแล" ทั่วถึง ไม่ใช่แค่ลูกชายอย่างที่ได้ยินๆกันมา แต่เผื่อแผ่ลูกสาวไปยันหลานสาวหลานชายทั้งหลาย ก็พึ่งพาอาศัยกันมา

-ตอนวันมีเรื่องใหญ่กันก็ข่าวว่านายผู้ชายไม่แฮปปี้ หมอประจำตัวไปพูดให้เหลี่ยมฟังว่ากำลังนอนๆตีหนึ่งทะลึ่งไปปลุกกลางดึก เกรงใจเมียก็เลยลุกมาคุยด้วย แต่ก็เคืองไอ่หัวหน้าคนรับใช้มาจนป่านนี้ ข้อมูลทางเหลี่ยมก็ว่าเข้าหน้าไม่ติด ไม่ยอมให้หัวหน้าคนรับใช้มาเสนอหน้าอีกเลยนับแต่วันนั้น

-แล้วที่เป็นเรื่องนี่เหลี่ยมก็รับรู้ว่าเพราะทะลึ่งไปทำโครงการให้นายหญิงเขาเหมือนรู้สึกโดนแย่งซีนเอาหน้าไปคนเดียว ประกอบกับไว้ใจ"ไอ่ตุ๊ดเกย์ควีน"มากไป ไอ่เหี้ยตุ๊ดนี่หลอกพาไปเมืองนอกว่าจะไปผลักดันเป็นใหญ่เป็นโตในทางสากล เหลี่ยมดันเซ่อเอง แต่ไอ่ตุ๊ดนี่ตัวแสบวางแผน เพราะตอนทำการใหญ่สำเร็จนี่นายหญิงเขามีศักดิ์เกี่ยวดองเป็นแม่ยายจะให้ไอ่ตุ๊ดขึ้นเป็นนายกฯ อีกสายก็ดันก้นอัคราทร อีกสายดันก้นลูกคอมมิวนิสต์

เหลี่ยมทำท่าฮึดฮัดจะต่อต้าน ไอ่ตุ๊ดก็ต่อสายตรงมาเมืองไทย ทางปลายสายก็ว่าใจเย็นไว้ก่อน เดี๋ยวเรื่องต่างๆเคลียร์ได้ เคลียร์จบ มันก็เลยไม่สู้ ที่ไหนได้โดนตลบหลังซะเหวอะ เหลี่ยมก็หนีออกเมืองไทยไป

-เหลี่ยมก็รับรู้ข้อมูลว่านายใหญ่ไม่เคยคิดเคยวางแผนอะไรเลย หลายๆเรื่องนายหญิงสั่งหัวหน้าคนรับใช้มาอีกที หัวหน้าคนใช้ก็ชอบไปเสนอหน้านายผู้ชาย แล้วก็เวลาออกมาชอบเรียกคนโน้นคนนี้เข้าไปหา แล้วบอกว่านายผู้ชายไม่เอาไอ่เหลี่ยมแล้วพวกเมิงไม่รู้เหรอสัดดด อยู่ไปเมิงตายนะ กรูบอกไว้ก่อน บวรศักดิ์หรือไอ่ปื๊ดก็กลัวเยี่ยวราดหนีไปบวชก่อนจะสึกมาทำชั่ว หรือพิษณุอะไรพวกนี้มันก็นกรู้ก็เผ่นก่อน

-เหลี่ยมก็รับรู้อีกว่าหัวหน้าคนรับใช้ก็ใช้มุกตีกินนี่แหละไปคุยกับพวกหัวหน้ายามหมู่บ้านมั่ง ไปคุยกับพวกตระลาการมั่ง ไปคุยกับพวกยมทูตทั้งหลายมั่ง ไปคุยกับอาจารย์มหาทะลัยเหี้ยๆทั้งหลายมั่ง แล้วก็ก่อนไปคุยมันต้องไปเสนอหน้ากับนายใหญ่ก่อน แล้วมาทำป้องปากซุบซิบๆ พวกนี้ก็ว่าท่าจะจริงของมัน ก็เลยเป็นลูกไล่ให้ไอ่หัวหน้าคนรับใช้กันทั้งโขยง

คือที่ผมเขียนมานี่ เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะ"ผมคิดผมเชื่อ"ตามนี้นะครับ แต่ได้บอกไปแล้วว่า เป็นเรื่องของ"ทัศนคติกับข้อมูล"ของเหลี่ยม

อันไหนจะมากกว่ากันระหว่างทัศนคติกับข้อมูลนั้นผมก็พูดยาก เพราะผมไม่ใช่เหลี่ยม

ผมแค่อยากบอกว่าทัศนคตินั้นฝังลึกลงไปในฮาร์ดดิสก์ ส่วนข้อมูลนั้น หากให้ผมวิจารณ์ก็คือ

1.เป็นfactทั้งดุ้น หรือส่วนใหญ่

2.เป็นการหาข้อมูลเพื่อมาsupportทัศนคติของตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าคนที่เรียนเตรียมทหารมา สำหรับเกือบทุกคนแล้วโลกทั้งโลกของเขาคือ" ชาติ ศาน์ กษัตริย์ ราชบัลลังก์"(โดยเฉพาะข้อหลังได้นับการตอกย้ำเป็นพิเศษ เพราะอย่าลืมว่าคนที่ทำปฏิว้ติรศ.130(พ.ศ.2453)นั้นคือทหาร วางแผนกันถึงขั้นจะจับหรือฆ่า,2475ก็ทหาร,หลัง2475จอมพลป. ก็ทำหลายอย่างให้เขาตกต่ำ ช่วงหลังสฤษดิ์มาเลยปลูกฝังทหารกันใหม่ ให้เป็นทหารอย่างที่พวกเราเห็นกันทุกวันนี้แหละ)

เอาเป็นว่าส่วนตัวผมล้วนๆผมก็สงสัยว่าเหลี่ยมจะเป็นไปตามข้อหลัง คือพยายามเชื่อข้อมูลที่มันไปตอบสนองทัศนคติของเขา และไม่ทำให้โลกทั้งใบที่เขามีอยู่ เชื่อมา ไม่พังครืนลงไป ซึ่งมันเจ็บปวดมาก สำหรับคน"ธรรมดาๆ"คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับภารกิจประวัติศาสตร์สำหรับจะเป็นมหาบุรุษผู้พิกเปลี่ยนชะตากรรมประเทศตรงไหนเลย. ..(ใครบางคนในขบวนเสื้อแดงแอบหวังกันไปเอง)

อุดมคติของทักษิณว่าไปก็อาจเหมือนที่เขาพูดมาตลอด คือได้กลับมารับใช้นายผู้ชาย ช่วยงานปัดเป่าทุกข์สุขราษฎรช่วยเป็นที่รองมือรองตีนให้ และได้รับความเอ็นดูบ้าง

ดูเหมือนว่า"ข้อมูล"ที่ผมรู้ล่าสุด ก็ยังประมาณนี้อยู่

เหลี่ยมก็ยังหวังว่าจะจบแบบพฤษภาทมิฬ คือเรียกเหลี่ยมกับคู่ปฏิปักษ์อย่างลิ้ม อย่างหัวหน้าคนรับใช้ไปหมอบ นายผู้ชายไม้เรียวฟาดก้นกันคนละป๊าบแล้วบอกเลิกแล้วต่อกันนะ ทีหลังอย่าทำ แล้วบ้านเมืองก็มีความสุขสืบไป แฮปปี้เอ็นดิ้ง

หากใครมี"ข้อมูล"ว่านี่อาจเป็นแค่"แทกติค" ของเหลี่ยม คือแบบที่โจโฉบอก"อยู่ใต้คนๆเดียวเพื่อใหญ่เหนือคนทั่วหล้า" หรือว่าเป็นการผ่อนสั้นผ่อนยาวในจังหวะที่ไม่พร้อมแตกหักรบกัน ก็บอกมาครับ

ผมก็อยากฟังหมือนกัน

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์

00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

นักข่าว CNN เคยปรามาสอภิสิทธิ์ไว้ว่า..อ่อนหัดเกินไป...ผมเชื่อแล้วครับว่าจริง (Too Posh)


โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 สิงหาคม 2552

นั่งนึกถึงตอนที่มาร์คเข้ามาเป็นนายกใหม่ๆ นักข่าวจาก CNN คุณแดน ริเวอร์ส์ ได้เขียนบทความลงใน blog ว่า อภิสิทธิ์อ่อนหัดเกินไป ? ...

ตอนนั้น ผมเข้าไปอ่านความเห็นของคนที่เข้าไปโพส "เถียง" แทนมาร์ค หลายคนพูดว่า"คุณ (แดน) ไม่รู้เรื่องเี่กี่ยวกับเมืองไทย ..ทักษิณมันเลว ...อภิสิทธิ์ดี.."

ในบทความนั้น มีอยู่หลายประโยค ที่เขาเขียน ผมเห็นว่าน่าสนใจ ขอตัดมาบางส่วนเช่น

"His privileged background and lack of "real world" experience will leave many in Thailand wondering whether he really can empathize with their daily difficulties."

แปลว่า ด้วยชาติตระกูลของเขา (อภิสิทธิ์) รวมทั้งการขาดประสบการณ์ในชีวิตจริง จะทำให้คนไทยหลายคนกังวลว่า เขา(อภิสิทธิ์) จะจัดการกับปัญหาที่เข้ามาทุกวันได้หรือไม่ (ภาษาชาวบ้านก็คือ พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ)

ในบทสรุปเขาเขียนว่า

"The problem is he has no mandate from the people at the moment and has only risen to the top, after horse trading and deal making in parliament. Sooner or later he must face that test and go to the nation; and without some quick footwork to prove his mettle I fear he will fail.."

แปลว่าปัญหาคือ เขาไม่ได้รับอำนาจจากประชาชน แต่ได้เป็นนายก เพราะการแลกเปลี่ยนข้อตกลงกันในรัฐสภาเท่านั้น หลังจากนี้เขาจะต้องเจอกับการทดสอบ และต้องเดินอยู่ในเวทีนานาชาติ และด้วยความมัวแต่ไหว้ครูอยู่ เพื่อที่จะพิสูจน์ความกล้าหาญของเขาที่ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า

(ที่มา www.cnn.com )

เรื่องของเรื่องก็คือว่า ในตอนหลังจากรัฐบาลสมชายล้มไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคนั้น กลุ่มพันธมิตรและสาวก ปชป. ต่างไชโยโห่ร้องว่า นี่แหละ นายกคนใหม่ จะสู้ทักษิณ

พอตั้งรัฐบาลอะไรเสร็จเรียบร้อย เรื่องฉาวโฉ่ ก็เข้ามาทันที นั่นคือ คน ปชป.หลายคน ไปเต้นร้องคาราโอเกะที่เกาะสมุย เมากันสุดเหวี่ยง เพื่อ "ฉลอง" กับการได้เป็นรัฐบาล

เราก็ไม่อยากจะว่า เพราะเขาก็เป็นฝ่ายค้านมานาน เขาก็คงจะดีใจ

ต่อมา มีเรื่องอีกแล้ว ...นั่นคือ การโกงปลากระป๋องชาวบ้าน จนรัฐมนตรีต้องลาออก เพื่อโชว์ว่า ข้ามีสปิริตนะ (สปิริตตรงไหน)

เอ้า..เราก็ไม่ว่า พวกสื่อทั้งหลายก็บอกว่า เอาน่า ..ไม่เกี่ยวกัน อภิสิทธิ์ได้โกอินเตอร์ ไปประชุมที่ดาวอส (เพราะสมัยรัฐบาลสมัคร เขาเชิญไป) นักข่าวจากฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิคส์ ขอสัมภาษณ์ เขายังเอามาเขียนบอกว่า อภิสิทธิ์ "ไม่ให้เกียรติ" ในการกินข้าวกับเขาเลย มัวแต่ล่อกแล่กไปมา

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็เกะกะระรานกับประเทศเพื่อนบ้านไปทั่วอย่างที่รู้กัน คงไม่ต้องเล่า เพราะกระทู้นี้จะเกี่ยวข้องกับอภิสิทธิ์คนเดียว

จนมาตอนช่วงสงกรานต์ ที่กลุ่มเสื้อน้ำเงินสร้างเรื่อง (อันนี้อย่ามาเถียงว่าไม่จริง) เพื่อเป็นเงื่อนไขในการสลายการชุมนุม และมาถึงสิ่งที่เป็นจุดเสื่อมมากที่สุดของรัฐบาลเทพประทานชุดนี้ ก็คือ "ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" ในการป้องกันไข้หวัด 2009

พอตอนไข้หวัด 2009 ระบาดใหม่ๆ ผมดู CNN ข่าวเขารายงานกันที่เม็กซิโก ห่างกันเป็นหมื่นกิโลฯ แต่แป๊บเดียว ประเทศไทยติดหวัด และจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังตายกันเป็นร้อยศพแล้ว ที่น่าสงสารที่สุดก็คือ หญิงมีครรภ์ที่ตายไป สองคนนั่นแหละ

รัฐบาลยังไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไปโทษคนอื่นหน้าตาเฉย

พูดไปก็คงจะไร้ประโยชน์ เพราะรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นอย่างที่นักข่าวซีเอ็นเอ็นเขาว่าไว้จริงๆ คือ ไม่ใยดีกับความทุกข์ยากของประชาชน

ในขณะที่รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตากู้เงิน เพื่อเป็นหนี้ประเทศมากขึ้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (จำชื่อไม่ค่อยได้) ได้ออกมาแถลงว่า หนี้สาธารณะเกือบถึงขีดแดงแล้ว เพราะเขาคิดคำนวณว่า ถ้ายอดหนี้ใกล้ตัวเลข 50% ของ GDP ถือว่าอันตราย ของเราปาเข้าไป 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลชุดนี้ ก็ยังใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเดิม

ภาคเอกชน ที่นักข่าวไปสัมภาษณ์ ก็ไปสัมภาษณ์แต่ประธานสภา ฯ โน่นนี่ ..ไม่เคยลงไปถามชาวบ้านร้านตลาดดูบ้างว่า เขา "เชื่อมั่น" แค่ไหนกับรัฐบาล

นอกเหนือจากความอ่อนด้อยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอ่อนด้อยเรื่องการบริหารปกครอง

ดูอย่างกรณีโผตำรวจนี่ไง ...ตอนเป็นฝ่ายค้าน พูดจากระแนะกระแหนเขา บอกว่า ไปแทรกแซงข้าราชการประจำ

ตัวเองเป็นรัฐบาล ย้ายปลัดกระทรวงไม่เป็นธรรม ย้ายคนโน้น ข้ามคนนี้ .. การปลด ผอ.สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย การย้ายข้าราชการแบบคนไม่คิด ...เอาคนตัวเองเข้าแทน ฯลฯ

ผมจาระไนไม่หมดครับ สำหรับความบ้อท่าของมาร์ค

จนกระทั่งมาเมื่อวาน ..ผมเห็นคุณณัฐวุฒิแถลงข่าว ...ฝากรอยยิ้มไปให้อภิสิทธิ์ ...และคำพูดว่า "รักนะ..เด็กโง่"

ผมรู้สึก "ขายหน้า" แทนอภิสิทธิ์ครับ ..

ประโยคของนักข่าว CNN ที่บอกว่า "ผมเกรงว่า เขาจะล้มไม่เป็นท่า" นั้น, มันดูท่าจะเป็นจริงเสียแล้วล่ะ

ฝากบอกอภิสิทธิ์ด้วยคนว่า ถ้าคุณคิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไทยแล้วล่ะก็ ...กลับไปทบทวน ให้ดวงตาเห็นธรรม ...ว่าคุณขาดอะไร ...อย่ามัวแต่เล่นลิ้น โทษคนอื่นครับ

---------------------------------------------------------------

ปล. ใครยังไม่เห็นรอยยิ้มของคุณณัฐวุฒิ หาดูได้นะครับ คิดว่า คงมีคนเอามาไว้อยู่ ผมดูแล้ว เป็นรอยยิ้มที่เรียกว่า sincere smiling คือการยิ้มแบบจริงใจ ไม่ใช่ยิ้มแล้วผงกหัว เหมือนผู้นำประเทศบางคน

นักจิตวิทยาหลายคน อย่าง ดร.วัลลภ ผมเคยฟังเขาพูดถึงบุคคลิกของคนว่า คนไหนจริงใจ คนไหนลวงโลก ...ผมเลยได้พิจารณาว่า เขาพูดถูกแฮะ..

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์


ทัศนะกับอคติ?-ทัศนะส่วนตัวของดร.นพดล ABAC POLLนั้นออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะเรื่องบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับมาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเพื่อไปปรึกษาเป็นกรณีพิเศษบ่อยๆ

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
30 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ความจริงเรื่องของพวกNGO-เอ็นโตดียังไม่จบดีนะ เหลืออีกตอน แต่ขอลัดคิวมาลากไส้ไอ้พวกทำโพลล์ก่อน เพราะให้เผอิญว่าวันนี้มันเป็นวันอาทิตย์ไง...ไอ่พวกเชี่ยทำโพลล์จะชอบออกมาอาละวาดในวันอาทิตย์

มันอาศัยว่าวันอาทิตย์ไม่ค่อยมีข่าว ไม่มีกิจกรรม มันก็ออกมาแถลงโพลล์เป็นข่าวพาดหัวกันสิทีนี้ ฟังผลโพลล์แต่ละที จี๊ดดดขึ้นสมองทุกที บางทีก็ปวดตับ

เอานะวันนี้จะขอลากไส้พรรคพวกในวงกามโพลล์เพื่อให้สาธุชนได้ซี๊ดซ๊าดกันเพื่อฉลองศรัทธาพระเดชพระคุณซักหน่อย...

คือพรรคพวกที่ผมรักใคร่ปรารถนาดี รู้จักกันมาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น เมากันมาตีหม้อกันมาก็ให้บังเอิญว่ามีอยู่ตัวหนึ่งเสือกเป็นนักทำโพลล์ ผมก็แซวมันประจำว่า สัดดมึงไม่นึกจะเปลี่ยนไปทำมาหาแดรกอย่างอื่นเหรอ คนเค๊าด่าพ่อมึงทุกวัน(บังเอิญวันนั้นผมไปงานศพพ่อมันพอดี. ..พ่อมันคงสะดุ้งโหยงอยู่ในโลงแหละ)

มันก็ตอบว่า อาชีพกรูนี่ดีอย่างสัดดเอ๊ย ทำให้ใกล้ชิดพ่อแม่บุพการี เพราะแกสะดุ้งโหยงหลายรอบในแต่ละวัน แกต้องคอยโทรมาเช็คว่าวันนี้กรูทำโพลล์ไปกระเทือนกบาลใครอีก เพราะผลโพลล์ออกมายังไงพวกกรูก็โดนด่าแม่ด่าพ่อ คือออกมาอย่างคะแนนเหลี่ยมดีกว่ามาร์ค พวกเสื้อแดงแม่งก็เชียร์กรู ไอ่พวกประชาวิบัติก็ด่าแม่กรู ไอ่พวกเหี้ยเหลืองก็โทรมาด่าพ่อกรู พอออกโพลล์มาว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยยื่นฎีกา ไอ่เหลืองชม ส่วนไอ่แดงก็ด่าพ่อล่อแม่กรู

มันจะมีอาชีพเหี้ยที่ไหนสนุกยังงี้ คือวันนี้กรูโดนชม พรุ่งนี้ไอ่เหี้ยคนเดิมแหละโทรมาด่าแม่ บอกจะวางเรือใบรถกรู...สัดดดด เอากับมัน

มันก็บอกในวงกามนี่แม่งก็มีสีหวะ อย่างเอแบคนี่ออกเหลืองๆ ส่วนสวนสัตว์ดุสิตจะออกแนวชมพูระเรื่อไปทางแดงๆ ส่วนตัวกรูออกทางช้ำเลือดช้ำหนองเพราะโดนด่าเสียหมามาหลายยก

ผมขอสงวนนามของมันแล้วกันเดี๋ยวมันเดือดร้อน เอาเป็นว่าหากโผล่หน้าออกทีวีนี่ร้องกันอ๋อ พร้อมกันยกตีนเบอร์ 9 ใส่ครึ่งประเทศ...ผลงานเป็นประกัน เชี่ยสัดๆๆ

#ศรีศักดิ์ จามรมาน(กลาง)ประธานABAC POLLนอกจากนี้ก็เป็นที่ปรึกษาให้แบงก์กรุงเทพ และไทยพาณิชย์ด้วย


คือค่ายเอแบคนี่มี จารย์ศรีศักดิ์ เป็นประธาน แกเป็นลูกพระยา พ่อแกเคยรักษาการนายกฯสมัยท่านพระยาพหล แกเรียนเก่งเหนือมนุษย์แหละ จบปริญญาเอกคอมพ์ตั้งแต่ปี2507สมัยก่อนคอมเสียงปืนแตกซะอีก แกเลยได้ชื่อว่าบิดาวงการคอม(พิวเตอร์)ไทย

ตามธรรมดาคนใหญ่คนโตอย่างแกจะกินเงินเดือนเอแบคอย่างเดียวก็กระไร แกก็ตั้งบริษัทที่ปรึกษา ชื่อบริษัทคอมพิวเตอร์และสหวิทยาการจำกัด ให้คำปรึกษาแก่หลายหน่วยงานอาทิ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ เป็นที่ปรึกษาสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนเอแบคโพลล์นี่ลูกค้ารายใหญ่คือ สสส. พูดง่ายๆว่าเส้นสายแกปึ๊กทีเดียว

ส่วนว่าพวกลูกค้าอย่างแบงก์กรุงเทพ ไทยพาณิชย์มีอิทธิพลกับการทำงานของแกมั๊ย. ..อันนี้แกก็พยายามรักษาระยะห่างอยู่ แต่ก็อย่างว่าคนมันทำมาค้าขายกัน เส้นสายโยงใยแม่งก็พัลวันพัลเกอยู่มั่งแหละ

ส่วนตัวพระเอกของเรื่องคือ ดร.นพดล กรรณิการ์นี่เป็นผอ.สำนักวิจัย จบปริญญาเอกด้านการจัดการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโทด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจและการทำโพลล์ (Survey Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน (The University of Michigan) ปริญญาโทสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คือดร.นพดลนี่แกก็บอกว่าแกเป็นนักวิชาการนะกลางๆก็โดนด่าแม่จากทุกฝ่าย สมัยพวกเหี้ยเหลืองม็อบอยู่แกก็ออกโพลล์มาว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนก็โดนไอ้ไสยดำด่าแม่เช็ด พอตอนเสื้อแดงปิดอนุสาวรีย์ตอนสงกรานต์ แกออกโพลล์มาว่าชาวบ้านเค๊าเดือดร้อนก็โดนด่าพ่อเปิงเหมือนกัน คือยังไงกรูก็โดนด่า..ว่าจะไปขายเต้าฮวยอยู่ตอนขี้เกียจโดนด่า

ดร.นพดลมันก็ว่างี้แหละนะคือมันก็ตรงๆ แต่หากถ้าเป็นเรื่องทัศนะส่วนตัว หรืออุดมคติอะไรแล้วมันออกจะเอียงไปทางเหลือง ทัศนะบ้านเมืองก็ไปทางเดียวกับไอ่มาร์ค ก็เลยได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบเป็นปาจำ เพราะมาร์คเขาก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติที่มีต่อตัวเขา แล้วก็คำชี้แนะทางวิชาการ

แต่ก้อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contactกันขึ้นมาซะแล้วไอ่เรื่องจะขอกันกินมันก็คงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์ แต่ทัศนะทางการเมืองบังเอิญแม่งตรงกัน

ประชาชนคนดูก็ต้องเป็นผู้ตัดสินว่าผลงานของนพดลนี่เป็นไปตามหลักวิชาการมั๊ย หรือมันเจือด้วยอคติเพราะชอบเพราะชังกันเป็นพิเศษ แต่เจ้าตัวเขาก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่า กรูกลางๆเป็นวิชาการที่สุดแล้ว แม่งจะเอาไงกับกรูอี๊ก

#สุขุม เฉลยทรัพย์ แห่งสวนดุสิตโพลล์ คู่แข่งรายสำคัญทางค่ายABAC POLLหาว่าเขา"ออกแดง"


แมร่งหาว่ากรูเหลือง ทีสวนสัตว์ดุวิตโพลล์ออกแดง ไม่เห็นใครด่าแม่จารย์สุขุม เฉลยทรัพย์แกมั่ง...ผมก็ว่าเขาก็ด่าเหมือนกานน แต่เป็นพวกเสื้อเหลืองมันด่า มึงไม่เหี้ยอย่างเขานินทาก็อย่าเสือกเดือดร้อน

เอากันพอเห็นภาพร่างเค้าโครงแล้วกันนะท่านๆ แต่ที่พอสรุปตรงนี้คือวงกามไหน จะหาบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นสาวพรมจรรย์นี่มันท่าจะยากหวะ ส่วนใหญ่แม่งก็โดนเจาะไข่แดงมากันแล้วทั้งนั้น

โดนเขาเจาะไข่แดงจนเน่านี่ไม่ว่ากัน แต่เสือกพูดปาวๆว่าหนูบริสุทธิ์อยู่ค่ะเฮีย แล้วเอาเลือดนกมาเทใส่ผ้าปูที่นอนหลอกตาเฮียนี่แม่งมีเคือง

ผมก็อยากบอกพวกมันเหมือนกันว่าหากมึงบริสุทธิ์จริง ก็อย่าเสือกไปให้เขา"เอา"ดิสัดดดเอ๊ย ไม่ว่าจะไปให้มาร์คเอา หรือให้เหลี่ยมเอา แล้วมาป่าวปากป้องว่า หนูบริสุทธิ์ค่า พวกหนูเป็นนักวิชาการ ผลงานโพลล์ออกมาตามเนื้อผ้า

เนื้อผ้าพ่องเมิงดิ...เชี่ย เน่าจนโชยให้เค๊าด่าพ่อล่อแม่จนน้ำบานอยู่เนี่ยสัดด

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:วันกลับ


กลับเอ๋ย กลับบ้าน
ใครที่จากมานานย่อมอยากกลับ
หวังอย่างผู้พเนจรว่าต้อนรับ
ไม่เสือกไสไล่ขับให้กลับไป

อันบ้านเกิดเมืองนอนคนรอนแรม
ใช่ของแถมแต่เป็นต้นไม้ใหญ่
ถึงชีวิตแพร่พัดระบัดใบ
ต้องยึดรากแก้วไว้คล้องใจตน

แต่เมื่อโจรปล้นบ้านผลาญสินทรัพย์
จู่โจมจับจนเจ้าของต้องล่องหน
สู้รักษาชีวิตไว้สู้ภัยคน
ถึงลำบากก็ไม่บ่นจะทนทาน

บ้านของเราเราถูกขับก็คับข้อง
รวมพี่น้องผองเราเข้าต่อต้าน
ยกพลเข้ารุมล้อมป้อมปราการ
ลบตำนานโจรใหญ่ให้จบลง

ไม่กลับบ้านเพียงบ้านรอให้กลับ
กลับเพื่อปลุกคนหลับให้เลิกหลง
กลับเพื่อชวนเข้าลู่สู่ทางตรง
กลับเพราะใจยืนยงคงเสรี

คนอยู่บ้านบางทีไม่มีบ้าน
เพราะถูกผลาญสิทธิ์ไทยจนไร้ที่
กลายเป็นคนชั้นรองเพราะลองดี
กล้าประกาศศักดิ์ศรีจึงบี้แบน

บ้านจักเป็นบ้านได้ต้องให้สิทธิ์
ประชาธิปไตยในจิตต้องหวงแหน
หากไม่มีเสรีในดินแดน
เหมือนวงแหวนไร้มณีไม่มีเรือน

จึงอาศัยไพรพนาเวลานี้
รอรวมผองน้องพี่ให้มีเพื่อน
ถึงอยู่ไกลไม่ถอยจะคอยเตือน
จักคืนเรือนเมื่อเราเข้าใจกัน

ขอผู้อยู่เมืองไทยทำใจกว้าง
ร่วมหักร้างถางพงคงสร้างสรรค์
ให้มวลชนโดดเด่นเป็นนิรันดร์
สร้างสวรรค์ขึ้นในเรือนให้เหมือนใจ

ขอไม่กลับเข้าถ้ำของอำมาตย์
มีสิทธิ์ขาดอย่างเจ้าของใช่อาศัย
เลือกนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ต้องไม่มีอำนาจไหนมาไล่ลง

กลับเอ๋ย กลับบ้าน
จะรอนานเพียงไหนใจประสงค์
ขอกู้สิทธิ์ประชาชนรณรงค์
แล้วจักตรงเข้าบ้านไม่นานเอย.


จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 13



TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันเสาร์, สิงหาคม 29, 2552

ชัยชนะของดา:คดีหมิ่นฯฉาวโลก-องค์กรสิทธิฮึ่ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สื่อต่างประเทศ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล
29 สิงหาคม 2552

สื่อมวลชนต่างประเทศ และองค์การทางด้านสิทธิมนุษยชนให้ความสนใจเผยแพร่ข่าวศาลตัดสินจำคุกดาตอร์ปิโด 18 ปี คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างมาก นอกจากสำนักข่าวรอยเตอร์จะเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว สื่อมวลชนระดับสากลที่มีชื่อเสียงอย่างนิวยอร์กไทม์สของอเมริกา ไฟแนนเชียลไทม์สของอังกฤษ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ของออสเตรเลีย รวมทั้งองค์กรนานาชาติสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเสรี ( International Freedom of Expression eXchange -IFEX)ก็แสดงความวิตกต่อกรณีนี้ด้วย


IFEX:องค์กรนานาชาติวิตกกฎหมายหมิ่นละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

IFEXนำเสนอข่าวพาดหัวว่า นักกิจกรรมถูกตัดสินจำคุก 18 ปีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมทั้งชี้ว่าองค์กรที่รณรงค์ทางด้านสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพกำลังวิตกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เพิ่งพูดเมื่อไวๆนี้ว่าจะพิจารณาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้ไม่ถูกใช้อย่างไม่ยุติธรรม

นิวยอร์กไทม์ส:สาเหตุที่กฎหมายหมิ่นฯถูกนำมาใช้มากในช่วงนี้

ส่วนนิวยอร์กไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ รายงานในตอนหนึ่งว่า สำหรับโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ประเทศไทยยังคงใช้กฎหมายที่รุนแรงที่สุดกฎหมายหนึ่งของโลก เพื่อต่อต้านการหมิ่นฯ และได้มีการนำมาใช้อย่างมากเมื่อไม่กีปีมานี้

คดีที่เพิ่มขี้นนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการวิตกกังวลในพระพลานามัยของกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษา และอนาคตของพระราชวงศ์ เช่นเดียวกับความยุ่งเหยิงต่อเนื่องของการเมืองในประเทศ

นอกจากกรณีดา ตอร์ปิโดแล้ว ผู้ต้องหารายอื่นก็เช่น ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้หนีไปประเทศอังกฤษ โดยโดนข้อหาดูหมิ่นพระราชวงศ์จากบทความในหนังสือที่เขาแต่งขี้น

นอกนั้นก็มีคดีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองวัย 28 ปี ซึ่งปฎิเสธที่จะยืนตรงในระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ น.ส.จิตรา คชเดช เพื่อนของนายโชติศักดิ์ นักเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่ออกทีวีโดยสวมเสื้อยืดมีตัวหนังสือบนเสื้อว่า “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม”

เมื่อเดือนเมษายน นายสุวิชา ท่าค้อ วิศวกรเครื่องกลวัย 34 ปี ทำงานให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ได้ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เมื่อตำรวจได้ตามรอยการโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ที่คาดว่าเป็นการหมิ่นราชวงศ์

ไฟแนนเชียลไทม์ส:ดาเลือกที่จะต่อสู้แทนการยอมรับผิดและขออภัยโทษ

ไฟแนนเชียลไทม์ส สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานตอนหนึ่งว่า มีจำเลยในคดีหมิ่นฯ เพียงไม่กี่คน ที่เลือกจะต่อสู้คดีอย่างที่ น.ส.ดารณีได้กระทำ ทนายหลายคนต่างพูดว่า กฎหมายมีความคลุมเครือและเกือบจะไม่มีทางที่จะต่อสู้คดีได้ จำเลยส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมรับสารภาพผิด และขอพระราชทานอภัยโทษต่อกษัตริย์ กฎหมายไทยกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า จำเลยที่สารภาพผิดจะได้รับการผ่อนปรนโทษ

เมื่อต้นปีนี้ นักเขียนชาวออสเตรเลีย แฮรี่ นิโคไลด์ส ถูกตั้งข้อหาว่าหมิ่นพระรัชทายาท จากนวนิยายซึ่งขายได้ไม่ถึง 10 เล่ม ยอมรับสารภาพผิด และได้รับโทษจำคุก 6 ปี และถูกปล่อยตัวหลังจากได้รับการพระราชทานอภัยโทษในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาถูกจำคุกทั้งหมดเป็นเวลา 6 เดือน

เว็บไซต์โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ ซึ่งติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รายงานว่า มีอีกอย่างน้อย 15 คน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนในคดีหมิ่นฯ รวมถึงชายคนหนึ่งที่ปฎิเสธจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนต์ และโจนาธาน เฮด อดีตผู้สื่อข่าวของบีบีซี ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาแบบเปิด ซึ่งอาจจะไปละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ก็ได้

เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการลงเสียงของสภาที่อื้อฉาวเมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เขากล่าวว่างานหลักของเขาคือ การปกป้องราชวงศ์

เขาได้พูดตั้งแต่แรกว่า เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการนำกฎหมายหมิ่นฯมาใช้ แต่อภิสิทธิ์แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย พระราชดำรัสของกษัตริย์ในปี พ.ศ.2548 ได้ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่เหนือคำวิจารณ์

ซิดนีย์มอร์นิ่งฯ:ย้อนรอยนักเขียนออสซี่โดนคุก

สื่อยักษ์ใหญ่ออสเตรเลีย คือ ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮอรัลด์ก็ไม่พลาดข่าวสำคัญนี้ โดยชี้ว่านอกจากดารณีแล้วก็มีนักเขียนชาวออสเตรเลียเคยโดนจำคุกคดีเดียวกัน แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมาแล้ว และกล่าวถุงเหยื่อคดีนี้รายอื่นๆด้วยเช่นกัน

รอยเตอร์:ดารณีเผยไม่มีเจตนาล้มล้าง แต่อยากเห็นสถาบันเป็นแบบอังกฤษกับญี่ปุ่น

รอยเตอร์ ชี้ว่าผลการตัดสินล่าสุดให้ดารณีติดคุก 18 ปี ถือเป็นการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทย ประเทศซึ่งยกฐานะกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษาเสมือนพระนายรายณ์เสด็จลงมาอวตาร และมีสถานะทรงอยู่เหนือการเมือง

ดารณีซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจถูกจับกุมและพิจารณาคดีเป็นการลับ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง เรื่องนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านมาแล้ว โดยอ้างว่าจะทำให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

ดา ตอร์ปิโดกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เธอไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่สนับสนุน"ความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ดำรงอยู่ในสหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น"

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้ได้รับการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

เคยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกเคยส่งจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลไทยทบทวนการบังคับใช้กฎหมายนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาจะพยายามจัดสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลังจากนั้น

รอยเตอร์ได้นำเสนอ FACTBOXนำเสนอถึงเหยื่อผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นนอกเหนือจากดารณีด้วย โดยระบุว่าประกอบไปด้วย จักรภพ เพ็ญแข,สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย,ใจ อึ๊งภากรณ์,สุวิชา ท่าค้อ,แฮรี่ นิโคไลด์ส,ส.ศิวรักษ์,จิตรา คชเดช,โอลิเวอร์ จัฟเฟอร์ เป็นต้น

วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2552

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย


มัสยาหลงเหยื่อ-เคยเป็นชื่อนวนิยายโดยฤดี เริงชัย ว่าด้วยนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายทำตัวเป็นสมภารหลอกกินไก่วัด ว่ากันว่าตอนนี้วงการเอ็นจีโอก็มีพวกสมภารกินไก่วัดกันทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้แวดวงดีๆมีอุดมการณ์พลอยเสื่อมเสียเหม็นหึ่งไปด้วย

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
29 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ



ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกันความเชี่ยสัดๆ


ทีนี้เรื่องNGO ทำไมคนชอบแผลงชอบล้อเป็น"เอ็นโตดี" อันนี้มันมีที่มาหวะ


แล้วก็ฉายาว่า"เอ็นโตดี"นี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะ แต่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและลำแข้ง ฟังแล้วแม่งเน่ากันสุดๆเลยสัดดเอ๊ย...

เรื่องวงการNGOก็เหมือนวงการทั่วไปที่ต่างก็เป็นคนเดินดินกินขี้ปี้นอน แต่ที่ต่างจากวงการทั่วไปก็เพราะดันประกาศตัวว่าเป็นผู้เสียสละ มีอุดมคติ อุทิศตัวเพื่อส่วนรวม เคร่งครัดเรื่องส่วนตัวนี่แหละ แม่งก็เลยมีเรื่องให้ได้เมาธ์กันไม่จบไม่สิ้น

ซักเกือบ20ปีก่อนนี่ก็ไปเกิดเรื่องที่องค์กรเกี่ยวกับผู้หญิงถึงผู้หญิง คือปกตินักกิจกรรมด้านสิทธิสตรีมันก็ต้องต่อสู้เพื่อผู้หญิงใช่ไม่ใช่-ใช่

เรื่องทำนองชู้สาวมันก็ควรต้องเป็นข้อยกเว้น

แต่ก็ดันมีเรื่องขึ้นมา เพราะเฟมินิสต์รายนึงในองค์กรนี้ดันไปปิ๊งรุ่นพี่นักกิจกรรมสมัย6ตุลาฯที่ออกจากป่าเข้าให้ รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่ได้หน้าโจรๆแบบนักกิจกรรมทั่วไปที่5ย.เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายางนะ แต่หล่อมาดเนี้ยบ พูดจานุ่มนิ่มยิ้มกริ้มกรุ่มกรุ้มกริ่ม

ปิ๊งแล้วก็จบแค่นั้น เก็บเธอไว้ในใจก็ไม่เป็นไร ดันร้องว่า"เค๊าจะเอาๆๆๆ"ก็เลยเสร็จคุณเธอ แต่รุ่นพี่นั่นเสือกมีเมียแล้วนี่สิ เลยเป็นเวรของกรรมขึ้นมา ไอ่รุ่นพี่ผู้ชายที่ทำงานอยู่ค่ายป๋าส.ก็ต้องทิ้งลูกทิ้งมีเมียมาอยู่กับนังนี่

ในองค์กรนี้อีกเหมือน ทางหน่วยงานก็ส่งเฟมินิสต์อีกรายไปประสานงานกับพวกแรงงานหญิง กับทางนักศึกษา ประสานไปประสานมาไปเจอ"ดุ้น"เข้าให้อีก ก็เลยดั๊นไปได้กับนักกิจกรรมนักศึกษาแถวท่าพระจันทร์. ..ก็เลยน้ะ พอดีเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ มันก็มีแต่ผู้หญิงเต็มไปหมด ก็เลยได้นินทากัน แล้วก็มีเมาธ์กันไปในวงกามเอ็นโตดีกันพอสมควร

แต่นั่นแค่น้ำจิ้มนะ คือรักกันได้กัน ไม่หลอกฟันแล้วชิ่ง รักจริงหวังแต่งก็ว่ากันไป เรื่องของหอยกับดอของพวกเมิง ใครก็คงไม่อยากเสือกหรอก

ที่มันหนักหนานี่ก็คือ พวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นนักอุดมคติ นักอุดมการณ์ แล้วดันออกลายมีสันดานทำให้เกิดเรื่องงามไส้ขึ้นในทำนองนิยายเรื่อง"มัสยาหลงเหยื่อ"ของฤดี เริงชัย เขียนแขวะพวกฝ่ายซ้ายเก่าหลอกแดกไก่วัดนี่สิมันแสบยิ่งกว่าทิงเจอร์ราดหนองในเน่า

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่า ในวงการมันก็มีรุ่นใหญ่ขึ้นหิ้งเอาไว้กราบไหว้ ลงมายันเอ็นโตดีรุ่นอ่อนเอ๊าะ

พวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายก็เหมือนปู+ชะนี+บุคคลแหละ

ส่วนเด็กใหม่นี่ส่วนใหญ่คือทางมูลนิธิอาสาสมัครแห่งหนึ่ง(ไม่ใช่อาสาสมัครร่วมกตัญญู หรืออาสาสมัครปอเต๊กตึ๊งนะ ส่วนจะอาสาสมัครอะไร ก็อย่าไปใส่ใจเลย คนดีๆเขาจะพลอยเสียหายไปด้วย)

มูลนิธิอาสาสมัครที่ว่านี้มี"เอ็นจีอ้วน"เขาตั้งขึ้นมา เขาก็จะนำนักศึกษาจบใหม่ไฟแรง ส่วนใหญ่มีพื้นเพทำกิจกรรมค่ายอาสาในมหาลัยมาเป็นอาสาสมัคร อบรมกันเสร็จก็ส่งไปทั่วประเทศอยู่กับหน่วยงานองค์กรต่างๆของพวกเอ็นจีโอ

บรรยากาศก็เหมือนเด็กฝึกงานทั่วไปแหละ ไปใหม่ๆพวกนี้ก็ตื่นตาตื่นใจ เห็นพวกขาใหญ่ขึ้นหิ้งก็นึกว่าเป็นidolที่น่าเคารพกราบไหว้ ไอ่พวกขึ้นหิ้งทั้งหลายแทนที่จะให้เขาลุยสนามทำงาน มันก็บอกเอามาเรียนรู้งานที่ออฟฟิศก่อน

งานหลักก็เหมือนออฟฟิศทั่วไปคือเป็นที่รองมือรองตีน ให้ช่วยถ่ายเอกสาร ช่วยถอดเทปที่ขาใหญ่ขึ้นหิ้งทั้งหลายไปพูดบรรยายตามงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็ชงกาแฟ...

หากเป็นอาสาสมัครผู้ชายนี่ก็ไม่เป็นไร ให้ชงกาแฟไม่กี่วันก็ไล่มันลงพื้นที่ จบ

แต่ผู้หญิงสมัยนี้เกิดมาแยะ แล้วตามมหาลัยผู้หญิงเป็นนักกิจกรรมมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายช่วงหลังๆก็กลางวันโดดเรียน ตกเย็นแดรกเหล้า ค่ำๆแทงบอล ดึกๆตีหม้อ...ผู้หญิงก็เลยมาทำงานกิจกรรมนักศึกษามากกว่า ก็แน่นอนว่าหลุดมาเป็นอาสาสมัครก็ย่อมมากกว่า ออกไปฝึกงานกับพวกขึ้นหิ้งทั้งหลายมากกว่า

ไอ่พวกขึ้่นหิ้งนี่แม่งก็อาศัยความที่เด็กมันศรัทธาในชื่อเสียงภาพลักษณ์ อาศัยว่าอ้างว่า ช่วยเทรนเด็ก แล้วมันก็ใกล้ชิดกันด้วยสภาพงานชงกาแฟ พิมพ์งานให้ ถอดเทปให้

ถอดเทปไปถอดเทปมา ไอ้ห่านผู้ใหญ่ขึ้นหิ้งนี่ก็ดันอยากถอดมากกว่าเทปนี่สิ คือแมร่งอยากจะไปถอดผ้าเค๊า...เชี่ยมั๊ยหละสัดดด

ที่ผมว่านี่ไม่ได้เหี้ยกันทุกตัวหรอก แต่บังเอิญว่ามีกันกระจัดกระจายทั่วทุกภาคของประเทศ(ยังกับข่าวอุตุนิยมวิทยา)

ไอ่ขึ้นหิ้งตัวหนึ่งนี่อยู่ทางภาคอีสาน ยกย่องกันว่าเป็นพญาราชสีห์กันเลยทีเดียว คือคงจะมีหนวดมีเคราแบบราชสีห์หนะเลยได้ฉายามางี้ ก็แบ่บว่าตอนหนุ่มกว่านี้บ้าลุยงานมาก มีเมียมีลูกเต้าด้วยกันสองคน หน้าตาน่ารัก เด็กฉลาดมาก แต่แม่มันทนไม่ไหวหอบผ้าหอบผ่อนพาลูกหนีไปอยู่เมืองนอกซะ

ขาใหญ่ราชสีห์ของเราก็เลยตกพุ่มหม้าย แล้วก็ไม่ยอมมีเมียใหม่(เป็นเรื่องเป็นราว) ก็เหงาว้าเหว่่ ไอ้ครั้นจะไปลงอ่างก็จะเสียlookพญาราชสีห์ ก็เนี่ยเลยทำตัวเป็นสมภารแดรกไก่วัดแม่งซะเลย พวกนักศึกษาฝึกงาน พวกอาสาสมัครนี่แหละ กรุบกรอบขบเผาะดีนักแล

ตอนแรกๆก็มาฟอร์มนิยาย"มัสยาหลงเหยื่อ"แหละ คือพอใกล้ชิดเด็กเข้าก็บอก"พี่เหงา"(ความจริงอายุอานามไปเรียกตัวเองว่าพี่นี่แม่งก็น่าจะกระดากปากตัวเองซะมั่ง เมิงมันรุ่นปู่เค๊าแล้วเชี่ย)ชีวิตพี่่รันทด ลูกเมียครอบครัวไม่เข้าใจทิ้งพี่ไปเมืองนอก พี่ก็เก็บความสดมาตลอด ไม่เคยวอกแวกเลย

ก็เพิ่งมารู้สึกว่า"ใช่เลย"กับน้องนี่แหละ. ..อันนี้่ถ้าเด็กก็มีใจด้วย ก็เสร็จโดยละม่อม

แต่หากเด็กไม่มีใจนี่ ก็มีอีกสเต็ป คือฟอร์มสะตอบอแหลไปอีกแบบ เช่น วันนี้หนูอย่าลงพื้นที่ลงสนามเลยช่วงนี้แบ่บว่าพี่ป่วยหนัก(ก็เสือกแดกเหล้าหนัก)ช่วยอยู่ดูแลพยาบาลพี่ที ว่าแล้วก็ให้เด็กเข้าไปในที่รโหฐานสองต่อสองคอยปรนนิบัติพัดวีป้อนข้าวป้อนยา เด็กเผลอก็รวบซะเลย แล้วก็บอกน้องนี่แหละคนที่ใช่ของพี่...

อุบาทวก์กว่านั้น คือสะตอบอแหลยังไงก็แล้วเด็กมันไม่เล่นด้วย ก็ปล้ำแม่งซะเลย เสร็จบอกว่า พี่มันเหี้ย จะฆ่าแกงยังไงก็ได้ พอดีวันนั้นพี่เมาหนักไปหน่อย (ความจริงแม่งก็อาการเพียบทุกวันแหละ)

ก็รู้กันทั้งบางว่ามีเรื่องจังไรพรรค์นี้เกิดขึ้น แต่ก็เคลียร์จบทุกราย ก็ระหว่างคนอยู่บนหิ้งมีคนกราบไหว้บูชามีอุดมการณ์อุดมคติสูงส่ง กับเด็กอาสาสมัคร หรือเด็กนศ.ฝึกงาน มันก็น้ำหนักต้องไปอยู่ข้างไอ่แก่ราชสีห์หัวงูอยู่แว้วว...

คือเกิดเคสเดียวนี่ก็พอทำเนา แต่แดกนศ.ฝึกงาน รับประทานอาสาภาคสนามปาจำนี่ มันเชี่ยมั๊ย.."เอ็็นจีอ้วน"ตอนนั้นยังไม่มาทำงานกับแม้วเต็มลำ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครอยู่ ก็รับรู้เรื่องนี้เต็มๆ เพราะเด็กส่งไปฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมันก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งมาฟ้องกัน เอ็นจีอ้วนก็มีเคืองสะสมแต้มเรื่องนี้อยู่เรื่อง ต่อมาเลยเลิกเป็นโซ่ข้อกลางให้พวกเอ็นจีโอกับรัฐบาลเหลี่ยม ตอนที่อ็นจีอ้วนมาเป็นกุนซือให้เหลี่ยมสมัยเหลี่ยมมีอำนาจวาสนาเป็นนายกฯอยู่หลายปี

เรื่องของกระดอแท้ๆเลยกลายเป็นลุกลามให้ความสัมพันธ์ของเอ็นจีโอกับเหลี่ยมบาดหมางขาดผึง หันมารบรากันจนทุกวันนี้

เรื่องพรรค์นี้มีไปทั่วในอีสาน ที่ดังก็แถบอีสานใต้นี่ดังมากกรณีหนึ่ง ไอ่พวกระดัีบหัวแถวตรงนั้นคนนึงก็ดันได้เด็กอาสาฯนี่แหละ ปกติชิ่งออกตัวสำเร็จ แต่เคสนี้ชิ่งไม่ออก เลยเจอเมียด่าบ้านแตกบอกว่า เด็กมันดีกว่ากรูตรงไหน? กรูทั้งสวยทั้งขาว เด็กแม่งดำปื๊ดอ้วนยังกะหมีควาย

ไอ่เหี้ยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าสารภาพ แต่ในใจคงตอบว่า"เด็กมันหนึบกว่ามึงไง..."

อีกตัวก็มาจากปักษ์ใต้มาอยู่อีสานใต้มีอุดมคติสูงส่งเป็นนักเขียนมีหนังสือลงเผยแพร่ เด็กฝึกงานกี่รุ่นต่อกี่รุ่น เด็กอาสาไปเมื่อไหร่ก็เสร็จมันทุกราย โดยเฉพาะหากเด็กมาจากต่างบ้านต่างเมืองและเหงา จะมีเราเป็นเพื่อนร่วมทางทันใด แต่ไอ่นี่เนียนก็ยังทำมาหาแดรกมาได้จนป่านนี้

อีกตัวคนใต้เคยอยู่อีสาน หลังๆย้ายลงไปทำงานเอ็นโตดีปักษ์ใต้ ได้ใจว่าหล่อขาวสูงหน้าตาเทร็นด์เกาหลีั คนนี้ไอ่ยะใสหน้าดำใกล้ชิดมันเคยมาแต่งงานมัน เมียมันก็เป็นพวกเอ็นจีโอแวดวงเดียวกัน เคยไปสมัครสว.ลากตั้ง นึกว่าแต่งงานเสร็จจะหยุดอยู่ที่เธอ ไอ่เหี้ยนี่ก็มีเรี่ยราดไปทั่ว มันบอกทำไงได้ เด็กมันมาเอง ชั้นป่าวน๊าเด็กมันมาเอ๊ง กรูป่าวชวนน๊าเด็กมันมาให้ล่อเอง

ส่วนทางเหนือนี่ก็เป็นตำนานท่านเอ็นโตดีนักเขียน ฟังชื่อก็โอ้โหอย่างอุดมคติโรมานซ์ ก็พฤติการณ์สมภารแดกไก่วัดเหมือนกัน มีอยู่เคสนึงเคลียร์ไม่จบจนถึงตอนนี้ ยังเอ้อเร่อเอ้อเต่อกันอยู่

ส่วนอีกรายก็เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์ป๋วยแหละ ก็ตามสูตรน้องชมรมในมหาลัยก็เสร็จมันก่อนอันดับแรก แต่ก็กระเตงกันไปได้เรื่อยๆ มันขอทุึนฝรั่งไปลงพื้นที่อีสาน เมียจบโทไปเป็นอาจารย์ทางโน้น เมียก็รู้สันดานผัวดี ไม่ยอมรับเด็กฝึกงานจากมูลนิธิอาสาสมัครส่งมาให้ ก็เลยคัดเด็กที่ว่าหน้าตาไม่ได้เรื่อง หุ่นเตี้ยตะแหมะแขะไปเป็นเด็กนักศึกษาฝึกงานกับผัวตัวเองแล้วนะ แม่งยังฟาดไก่วัดตอนเมียเผลอเลยสัดดด

เมียก็เซ็งสัดๆ หนีไปทำปริญญาเอกเมืองนอก กะจะไม่กลับมา โดยยื่นคำขาดว่า ให้เลือกเอาจะเอาชั้นหรือเอาเด็ก ไอ้นี่เลยต้องหวานอมขมกลืนทิ้่งเด็ก เด็กแม่งก็หมดอนาคต จบมาหางานในด้านพวกเ้อ็นจีโอไม่ได้เลย เพราะเมียมันติดแบล็กลิสต์ไปทั่วราชอาณาจักร เมียได้ด๊อกเตอร์เลยยอมกลับมา ส่วนเด็กชะตาไม่ดี ไปได้เป็นเมียชาวนาในพื้นที่ตอนนี้ทั้งเตี้ยล่ำดำสิว. ..อนาถจิตเจงๆ

อันนี้คนอ่านของผมเขาเพิ่มเติมมาให้อุบาทว์จิตอีกว่า เรื่องหลอกล่อผู้เยาว์เนี่ย บางคนในแวดวงนี้เขาเทพ และเนียนมาก (พวกหื่นกาม ฉุด ญ เข้าพงหญ้ายังเลวน้อยกว่านี้ เพราะ ญ และสังคม ยังด่าไอ่พวกหื่นกามได้เต็มปาก ) แต่พวกเทพๆ นี้ หลังเสร็จกิจ น้อง ญ ส่วนมากจะโทษและรู้สึกรังเกียจตัวเองไปเลย

บางคนรู้สึกแย่จนถึงคิดฆ่าตัวตาย เพราะ "ไปทำให้ครอบครัวของพี่ๆ เขาแตกแยก" ส่วนไอ่พี่ ช นั่น ยิ้มสบาย พี่ ญ ก็จะราวีหรือเอาไงดี

ปัจจุบัน น้อง ญ บางคน ถูก (เพื่อนๆ และแวดวง) โดดเดี่ยว รับภาระเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกผิด และยังเชิดชูบูชา ไอ่พี่ ช คนนั้นอยู่ - - แมร่งงงงงงเอ๊ย ห่วยอีหลี - - ยิ่งกว่าพล็อตละครหลังข่าวซะอีก!

ก็เนี่ยแหละNGO-เอ็นโตดี ไม่ได้ฉายานี้มาเพราะโชคช่วยนะ พวกมัน"ล่าแต้ม"กันมา จึงมีฉายารับประกัน

ป.ล.ในบ้านเมืองนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไอ้ที่ดีๆเค๊าก็มีบึ้ม กราบขออภัยหากเรื่อง(จริง)นี้ไปทำให้คนดีในวงการแปดเปื้อนมัวหมอง

พูดเรื่องนี้ผมเลยว่าพวกนี้มันมีsex driveสูงหวะ...ต้องเข้าใจว่าพวก NGO นี่มันมนุษย์พันธฺุ์พิเศษนะ ปกติธรรมดามนุษย์มนานี่เป็นกันไม่ได้หรอก มันต้องมีแรงขับอะไรเป็นพิเศษ

หากแรงขับนั้นเป็นเรื่องพระเรื่องเจ้าเข้าวัดเข้าวาอย่างน้าเอียด ดีพูน สมพจน์ สมบูรณ์ มงกุฎ แก่นเดียว อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ที่แกเป็นคริสเตียน หรือหมอยงยุทธอะไรนี่ก็ดีไป แต่เสือกมีแรงขับด้านsex driveนี่กรูหละสยองแทนพวกไก่วัดเป็นอันมาก

ส่วนไอ้ว่าที่เหี้ยๆนี่ก็เล่ามาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์นะสาวเอยจะบอกให้ เผื่อใครอ่านๆอยู่ และกำลังฝันๆหวานจะไปเป็นเด็กฝึกงานหรือเป็นอาสาสมัคร หรือไปเป็นเด็กใหม่เอ็นจีโอ พวกเอ็งก็ระวังไว้นี๊สนุง หน้าฉากพ่อพระนักบุญราชสีห์ หรือแสงดาวแห่งศรัทธา ปณิธานอันมุ่งมั่นสนั่นโลกาโกวิทย์วัฒนาสถาพรบำรุงที่เห็นๆกันนั้น มันอาจแค่เปลือกๆ...

ของจริงนี่มันเอ็นโตดี กว่าจะรู้อีกทีเอ็นก็เข้าไปอยู่ในรูซะแร๊ะ. ....เชี่ยสัดๆๆๆ

00000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ตูนGag Lasvegas:หมดท่า..ลูกผู้ดีนักเรียนนอก

อภิสิทธิ์ กับเครื่องจับเท็จ .. คุณกล้าเข้าสู่กระบวนนี้ไหม ??

โดย คุณ พญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
ภาพจาก projectideas
28 สิงหาคม 2552

วิทยาศาสตร์บนโลกใบนี้ ..

ยืนยันว่า ..จะไม่มีใบหน้าใดของพลเมืองในโลกนี้ ที่เหมือนกัน100 เปอร์เซ็นต์

รับรองกันแล้วว่า ..ลายมือของประชาชนบนโลกใบนี้ ..ไม่ว่ากี่พันล้านคน แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

วิทยาศาสตร์ ..บอกว่า ..ตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าของมนุษย์ ..ถูกกำหนดให้ผิดเพี้ยนกัน ..จนถึงขั้นเอามาประกบกับกล้องวงจรปิด ..เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายในแต่ละสนามบิน

นำเรื่องขึ้นมา เพื่อที่จะบอกว่า ..เสียงของมนุษย์นั้น ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันประดุจลายมือ ..และไม่มีมนุษย์ 2 คนบนโลกใบนี้ ที่มีเสียง มีลายมือ และมีตำแหน่งของใบหน้าที่เหมือนกันทุกประการ

คลิปการสั่งราชการของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..ที่กำลังสร้างความคลางแคลงสงสัย..ว่า เป็นเสียงจริง หรือเสียงที่เกิดจากการตัดต่อ..

เพราะหากว่า เป็นเสียงจริงจากตัวจริง ..เรื่องราวที่อยู่ในแถบเสียง ..กับการสั่งการเช่นนั้น บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ..ก็เป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสำหรับใครก็ตาม ที่อยู่ใต้อำนาจปกครองของเขาผู้นี้

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องพูดซ้ำในประโยคที่ปรากฏในคลิป ..แล้วนำเส้นเสียงที่ปรากฏขึ้นมา ทั้งจากคลิปที่เป็นข่าว และคลิปเสียงที่พูดขึ้นมาใหม่ มาเทียบเคียงกัน ความจริงก็จะปรากฏออกมา..

เหมือนความแตกต่างระหว่างลายมือที่พบในที่เกิดเหตุ และลายมือของผู้ต้องสงสัย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนไม่มีการเสแสร้งใดๆ จะถูกปกปิดได้ ..ไม่ว่าดัดเสียงให้ผิดแผกแตกต่างกันออกไปอย่างไร ..วิทยาศาสตร์จะยืนยันออกมา ..เหมือนกับการพิสูจน์ลายมือ

เหมือนกับการจับเท็จ จะมีใครรู้ดีกว่า ..ผู้ที่ถูกกล่าวหา ..ผู้ที่อยู่ในที่รับคำสั่งหรือวางแผน ..หากนำเข้าเครื่องจับเท็จ และตั้งคำถามให้ตอบอย่างมีวิชาการ

วิทยาศาสตร์จะบอกว่า ..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..พูดในคลิป ..หรือไม่ได้พูด ..ไม่ว่าจากเครื่องจับเท็จ หรือแถบเสียงที่นำมาปรากฏเป็นภาพ

สำคัญแต่ว่า ..ผู้เสียหาย ผู้ถูกทำให้เสียหาย ..ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..จะกล้าเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวหรือไม่..

ท่านพร้อมจะเผชิญหน้ากับวิทยาศาสตร์หรือไม่

30ส.ค.โจรพธม.ซุ่มเสี้ยมจลาจลโยนขี้เสื้อแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2552

สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!

เป็นหัวข้อสกู๊ป"ผ่าประเด็นร้อน"ของเวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงโจรผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ต่อสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายชี้ธงไว้ว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ไทยอีนิวส์ได้ย้อนไปดูสถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงหลายครั้งที่ผ่านมา และพบว่าเวบกระบอกเสียงโจรก่อการร้ายนั้นมีความ"แม่นยำ"ในทางข่าวอย่างเหลือเชื่อ ราวกับนั่งเขียนอยู่ในวอร์รูมของเผด็จการผู้เข่นฆ่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

แต่แล้วเราก็ต้องเปลี่ยนความนิยมเชื่อถือต่อเวบไซต์กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย เพราะเมื่อตรวจค้นกลับไปดูเหตุการณ์ทีละช็อตๆแล้วก็กลับพบว่า หลังมีเสียงเตือนอันตรายต่างๆ ก็ปรากฎวากลุ่มโจรก่อการร้ายนี่เองเป็นผู้จุดชนวนเลือดความรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ แล้วร่วมกันป้ายร้ายโยนความผิดใส่เสื้อแดง ดังจะเรียงให้ดูดังต่อไปนี้

1.เหตุการณ์โจรพันธมิตรยิงและฆ่าณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง,2 กันยายน 2551

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายนำเสนอข่าวล่วงหน้าว่าพวก"แดงถ่อย"จะยกกำลังมาโจมตีพันธมิตรที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้น

ความจริง-เสื้อแดงเดินขบวนจากสนามหลวงมุ่งหน้าทำเนียบฯเพื่อกดดันให้พันธมิตรยกเลิกยึดทำเนียบฯ ปรากฎว่าการ์ดของพันธมิตรออกไปตั้งรับที่บริเวณสะพานมัฆวาฬแล้วเปิดฉากยิงปืนใส่ และใช้อาวุธไม้กอล์ฟ เป็นต้น กลุ้มรุมทำร้ายพวกเสื้อแดงที่อยู่แนวหน้าและไร้อาวุธอย่างป่าเถื่อนและบาดเจ็บหลายราย มีเสียชีวิต 1 รายคือวีรชนณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง

ผลของเหตุการณ์-รัฐบาลนายสมัครประกาศพรก.ฉุกเฉิน แต่ทหารตำรวจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ นักวิชาการเอ็นจีโอออกแถลงการณ์ให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เรียกร้องนายสมัครลาออกจากนายกฯรัฐมนตรี ประณามว่าเสื้อแดงก่อความรุนแรงต่อพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสงบ นายอภิสิทธิ์หัวหน้าฝ่ายค้านขณะนั้นไปเยี่ยมให้กำลังใจพันธมิตร และคัดค้านพรก.ฉุกเฉิน...

2.ทนายพธม.+ไอ้ก๊องหัวหมู่ของลิ้ม+มือที่สามสงกรานต์เลือด,13 เมษายน 2552

ความเท็จ-กระบอกเสียงผู้ก่อการร้าย และสื่อกระแสหลักโหมกระพือว่าเสื้อแดงก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เอารถแก๊สจะไปถล่มแฟลตดินแดง บุกเผามัสยิดย่านถนนเพชรบุรี จึงต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดตามพรก.ฉุกเฉิน



ความจริงข้อแรก-มีการพิสูจน์ภายหลังว่ารถแก๊สที่นำไปจอดที่แฟลตดินแดงนั้นต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวพันกับกลุ่มเนวินสร้างสถานการณ์ ส่วนการที่ชายคนหนึ่งแต่งกายสะพายกล้องแบบนักข่าวจิกผมผู้หญิงเสื้อแดงลากไปกับพื้น นายคนนี้เปิดเผยว่าเขาชื่อกวีไกร โชคพัฒนะเกษมสุข เป็นการ์ดพันธมิตรมีบทบาททั้งการยึดทำเนียบและยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และเคยก่อเหตุยิงใส่คนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมกันที่สนามกีฬาแห่งชาติมาแล้ว และประกาศมีแผนจะบอมบ์สังหารทักษิณ และจะฆ่าพวกเสื้อแดงหากมีโอกาส




ความจริงข้อที่สอง- ภายหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด แกนนำนปช.ได้นำภาพวีดิโอที่ระบุว่า เป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การปะทะของกลุ่มชาวบ้านกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณปากซอย ถ.เพชรบุรี ซอย 5 และซอย 7 มา แถลงยืนยันว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมี นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร(2รูปบน) และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานพันธมิตร(ภาพล่าง ซึ่งนายสนธิมักใช้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันงานบู๊ต่างๆมาโดยตลอด ได้เข้ามาแทรกแซงสร้างสถานการณ์อยู่ด้วย ซึ่งภาพวีดิโอที่แสดงได้ปรากฎ เป็นภาพขณะที่กลุ่มชาวบ้านย่านดังกล่าวชุมนุมอยู่บนถนนเพชรบุรี หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์เป็นจำนวนมาก โดยมีนายนิติธร และนายชนะ ยืนพูดคุยกับกลุ่มประชาชนอย่างสนิทสนม

นายสมยศ กล่าวว่า จากการที่ นปช.ได้ รวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า มีกระบวนการแทรกแซง ปล่อยข่าวสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบ ปรามผู้ชุมนุม ดังที่ปรากฎภาพนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความของกลุ่มพันธมิตร และนายชนะ ผาสุกสกุล ผู้ประสานงานของกลุ่มพันธมิตร อยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะมีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 เม.ย.

ผลของเหตุการณ์-มีการให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดงก่อเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองจึงต้อมปราบปรามด้วยพรก.ฉุกเฉิน และทำให้ฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ในสมรภูมิข่าวสารที่ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตย์วางแผนอย่างแนบเนียน

3.เหตุการณ์วันเสื้อแดงชุมนุมถวายฎีกา-สมุนโจรปลอมเป็นเสื้อสีน้ำเงินก่อเหตุลอบกัดเสื้อแดง,17 สิงหาคม 2552
ความเท็จ-สนธิ ลิ้มและกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายเตือนว่า จะเกิดเหตุร้ายเผชิญหน้ากันระหว่างม็อบเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันที่สนามหลวง กับม็อบเสื้อสีน้ำเงินที่มาสนับสนุนนายเนวิน ชิดชอบที่มาฟังคดีกล้ายางในวันที่ 17 ส.ค. เมื่อปะทะกันจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

ความจริง-นาย Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่าไม่มีการปะทะหรือเผชิญหน้าใดๆของเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงิน แต่เมื่อเขาผ่านมาทางสำนักงานASTVที่ถนนพระอาทิตย์ ได้มีการ์ดพันธมิตรประมาณ 20-30 คน ตะโกนใส่แท็กซี่ รถตู้และรถบัสที่มีคนเสื้อแดงขับผ่าน การ์ดพันธมิตรบางคนยิงหนังสติ๊กใส่รถยนต์ และปาก้อนหิน ในตอนแรกพวกเขาต้องการNickไป โดยNickเล่าว่า "แต่หลังจากที่ยืนยันว่าผมจะอยู่และถ่ายภาพ เราก็เริ่มต้นเจรจา-ผมสามารถถ่ายภาพได้แต่ต้องไม่เห็นหน้าพวกเขา อย่างน้อยที่สุด ขณะที่ผมอยู่ตรงนั้น การ์ดปล่อยให้รถตุ๊กตุ๊กและจักรยานยนต์ที่บรรทุกคนเสื้อแดงผ่านไปได้ และยิงเพียงแค่รถยนต์และรถบัส หนึ่งในการ์ดบอกกับผมว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการทำร้ายร่างกายใคร เพียงแค่ต้องการทำให้กลัวเท่านั้น"


ไม่นานหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงโดยรถยนต์หนึ่งคันและมอเตอร์ไซค์อีกหลายคัน บรรดาการ์ดก็กลับเข้าไปในออฟฟิศเอเอสทีวีและเหตุการณ์ก็สงบลง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการ์ดพันธมิตรไม่ได่ใส่เสื้อเหลือง แต่ใส่เสื้อสีน้ำเงินเหมือนกับว่าจะให้เป็นไปตามที่นายของพวกเขาต้องการ คือเหตุการณ์เสื้อแดงปะทะเสื้อน้ำเงิน นำไปสู่การก่อการัฐบประหาร

ผลของเหตุการณ์-เนื่องจากนายเนวินไม่ได้จัดตั้งเสื้อสีน้ำเงินเข้ามามากอย่างที่สนธิลิ้มคาด ทำให้ไม่สามารถขยายผลอะไรได้

4.เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาล 30 สิงหาคม

ความเท็จ-กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายได้ออกมาปั่นกระแสอีกครั้งว่า
สัญญาณอันตราย “แดงจลาจล” 30 สิงหาคม !!


พร้อมทั้งชี้นำไปด้วยว่า
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้หลายอย่างมันก็ “เข้าเค้า” ทั้งบรรยากาศและข้อจำกัดด้านเวลาที่รุมเร้าเข้ามาก็อาจจูงใจให้คนพวกพวกนี้คิดวางแผนก่อจลาจลขึ้นมาอีกรอบ ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็เป็นได้


ความจริงและผลของเหตุการณ์นี้ -จับตามองว่า พวกมันกำลังก่อการร้าย เป็นมือที่สามเสี้ยมสถานการร์แล้วลอยนวล โยนบาปโยนขี้อะไรให้เสื้อแดงอีก.....?

รอยเตอร์:คุก18ปีดาตอร์ปิโดกำหราบเสรีภาพ


ยังยิ้มได้ - น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมนปช. สวมหน้ากากอนามัยฟังศาลพิพากษา ก่อนยกมือชูสองนิ้วแสดงชัยชนะแม้ถูกสั่งจำคุก 18 ปีในคดีหมิ่นเบื้องสูง เมื่อวันที่ 28 ส.ค.(ภาพและคำบรรยาย:มติชนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวรอยเตอร์
28 สิงหาคม 2552


"ก็เป็นไปตามที่ฉันคาดไว้สำหรับคำตัดสินคดี"สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างคำให้สัมภาษณ์ของดารณี เชิงชาญ ศิลปกุล "ดา ตอร์ปิโด" หลังจากศาลตัดสินจำคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเธอกล่าวว่าจะยื่นขออุทธรณ์ต่อไป


รอยเตอร์ชี้ว่าผลการตัดสินล่าสุดให้ดารณีติดคุก 18 ปี ถือเป็นการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทย ประเทศซึ่งยกฐานะกษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษาเสมือนพระนายรายณ์เสด็จลงมาอวตาร และมีสถานะทรงอยู่เหนือการเมือง

ดารณีซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจถูกจับกุมและพิจารณาคดีเป็นการลับ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง เรื่องนี้องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านมาแล้ว โดยอ้างว่าจะทำให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

ดา ตอร์ปิโดกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เธอไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด แต่สนับสนุน"ความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์แบบเดียวกับที่ดำรงอยู่ในสหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น"

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นนี้ทำให้ได้รับการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

เคยมีนักวิชาการ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกเคยส่งจดหมายเปิดผนึกให้รัฐบาลไทยทบทวนการบังคับใช้กฎหมายนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาจะพยายามจัดสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หลังจากนั้น

รายละเอียดคำพิพากษาและแนวทางต่อสู้ต่อไปของจำเลย

ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี

หลังจากนี้ ในช่วงบ่าย ดา ตอร์ปิโด จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้ จะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรก

สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน

หลังคำติดสิน นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง

และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน

ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

เทิดพระเกียรติคอลเล็กชั่นใหม่ส่งเสริมศิลปาชีพ


15 นางแบบกิตติมศักดิ์ ลูกสาวของท่านผู้หญิง และสาวในแวดวงสังคมไฮโซร่วมแสดงแฟชั่นโชว์ ในชุดผ้าไหมไทย คอลเล็กชั่นใหม่ของมูลนิส่งเสริมศิลปาชีพ ออกแบบโดย30ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ที่ร้านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ณ หอรัษฎากรณ์พิพัฒน์ พระบรมมหาราชวัง เมื่อ 27 ส.ค. ( ที่มา:มติชน )

ตัดสินจำคุกดา18ปีคดีหมิ่น เจ้าตัวไม่พรั่นชู2นิ้วสู้


ยังยิ้มได้ - น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมนปช. สวมหน้ากากอนามัยฟังศาลพิพากษา ก่อนยกมือชูสองนิ้วแสดงชัยชนะแม้ถูกสั่งจำคุก 18 ปีในคดีหมิ่นเบื้องสูง เมื่อวันที่ 28 ส.ค. (ภาพและคำบรรยาย:มติชนออนไลน์)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
และ บล๊อกกาซีน ประชาไท
28 สิงหาคม 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ดาตอร์ปิโด:"เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านเรา"

คดีนี้ตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่ที่ศาลตัดสินจำคุก 18 ปีนั้น ให้เหตุผลว่าเพราะจำเลยพูดปราศรัยกระทำผิดถึง 3 หน จึงตัดสินจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมเป็น 18 ปี


ที่ศาลอาญา รัชดา เมื่อเวลาราว 10.00 น.วันนี้ ศาลได้ตัดสินพิพากษาจำคุกดารณี เชิงชาญศิลปกุล "ดา ตอร์ปิโด"จำเลยคดีหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ และราชินี เป็นเวลา 18 ปี ตามฐานความผิดพูดปราศรัยที่สนามหลวงในระหว่างเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม 2551 ซึ่งศาลพิเคราะห์หลักฐานแล้วจำเลยมีความผิดชัดแจ้งตามกฎหมายอาญามาตรา112

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ไปให้กำลังใจดา ตอร์ปิโดราว 30 คน เมื่อดาทราบผลการตัดสินแล้วก็เดินออกจากห้องพิจารณาโดยชู2นิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อผู้สื่อข่าว

คดีนี้ตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่ที่ศาลตัดสินจำคุก 18 ปีนั้น ให้เหตุผลว่าเพราะจำเลยพูดปราศรัยกระทำผิดถึง 3 หน จึงตัดสินจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมเป็น 18 ปี

รายละเอียดคำพิพากษาและแนวทางต่อสู้ต่อไปของจำเลย

ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญารัชดา นายพรหมาศ ภู่แส และองค์คณะขึ้นนั่งอ่านคำตัดสินคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง คือวันที 7 และ 13 มิถุนายน 2551 และ วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551

ศาลตัดสินว่า จากพยานหลักฐาน จำเลยกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้กระทำผิด 3 กรรม จากการปราศรัยที่สนามหลวง 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกรรมละ 6 ปี รวม 18 ปี

หลังจากนี้ ในช่วงบ่าย ดา ตอร์ปิโด จะต้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ห้องพิจารณา 908 ในคดีที่ถูก พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาท โดยวันนี้ จะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรก

สำหรับบรรยากาศการฟังคำตัดสินวันนี้ มีประชาชนผู้สนใจและผู้ที่ต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ดารณี ประมาณ 30 คน

หลังคำติดสิน นายประเวศ ประภานุกูล ทนายจำเลยได้แจกเอกสารแก่ประชาชนและผู้สื่อข่าวเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การสั่งพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นการปิดลับซึ่งศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง

และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวให้ศาลอาญาพิจารณาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยร้องให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน

ทนายจำเลย จึงได้ทำการยื่นคำร้องด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ส.ค. โดยศาลรัฐธรรมนูญลงประทับรับคำร้องดังกล่าว

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จากกรณีที่เธอปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชนเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551 และห้ามประกัน แม้ว่าสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาคดี

ดารณีปฏิเสธข้อกล่าวหาดูหมิ่นฯพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลนัดตัดสินวันนี้ในเวลา09.00 น. (รายละเอียดคดี คลิ้กที่นี่)


Before & After-ภาพบนคือดารณีในช่วงมีอิสรภาพปราศรัยต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ที่สนามหลวง ภาพล่างหลังถูกขังคุกคดีหมิ่นแบบห้ามประกัน ห้ามไม่ให้ไปหาหมอฟันทั้งที่ปวดฟันจนกินข้าวแทบไม่ได้ ถูกพิจาณาคดีเป็นการลับ ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นวันศุกร์ที่ 28 นี้ แต่อยุติธรรมยังไม่สามารถกัดกร่อนจิตใจทรหดของเธอได้..ความอยุติธรรมสำหรับคนๆหนึ่ง ในกรณีนี้อาจเป็นความอยุติธรรมสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งแผ่นดิน..


ขอเชิญชวนท่านเขียนจดหมายรักหรือโปสการ์ดให้กำลังใจดารณีส่งตรงถึง

คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ห้อง 1/3 อาคารเพชร ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900


ติดต่อสอบถามที่ อ้นดีเจวิทยุแท็กซี่ โทร. ๐๘๓ - ๘๑๒๕๖๕๙ ontontnong@hotmail.com

ผู้รักความยุติธรรมรณรงค์เขียนจดหมายถึงดาตอร์ปิโด


ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า นี่เป็น จม. ที่ผมเขียนถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ไม่แน่ใจว่าจะผ่านเงื่อนไข ผ่านการเซนเซอร์ของผู้คุมหรือเปล่า

...

“เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่ ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน”
-บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
...

นี่รูปครับ อาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก


จดหมายฉบับอื่นๆ


วันพิพากษากระบวนยุติธรรมไทย:ความอยุติธรรมต่อคนๆหนึ่ง คือความอยุติธรรมต่อทั้งสังคม




You'll never walk alone-ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (บน) วันนี้ ขณะที่วันก่อนสมัชชาสังคมก้าวหน้าไปรณรงค์ที่ชุมนุมสนามหลวงให้ผู้รักความยุติธรรมร่วมกันต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดาตอร์ปิโด และจะไปให้กำลังใจเธอในวันตัดสินคดีในวันนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
และ บล๊อกกาซีน ประชาไท
28 สิงหาคม 2552
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ดาตอร์ปิโด:"เราอยากชวนคุณมาเที่ยวบ้านเรา"

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จากกรณีที่เธอปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชนเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551 และห้ามประกัน แม้ว่าสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาคดี

ดารณีปฏิเสธข้อกล่าวหาดูหมิ่นฯพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลนัดตัดสินวันนี้ในเวลา09.00 น. (รายละเอียดคดี คลิ้กที่นี่)


Before & After-ภาพบนคือดารณีในช่วงมีอิสรภาพปราศรัยต่อต้านเผด็จการอำมาตย์ที่สนามหลวง ภาพล่างหลังถูกขังคุกคดีหมิ่นแบบห้ามประกัน ห้ามไม่ให้ไปหาหมอฟันทั้งที่ปวดฟันจนกินข้าวแทบไม่ได้ ถูกพิจาณาคดีเป็นการลับ ศาลจะตัดสินคดีหมิ่นวันศุกร์ที่ 28 นี้ แต่อยุติธรรมยังไม่สามารถกัดกร่อนจิตใจทรหดของเธอได้..ความอยุติธรรมสำหรับคนๆหนึ่ง ในกรณีนี้อาจเป็นความอยุติธรรมสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งแผ่นดิน..


เชิญผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่ออยุติธรรมให้กำลังใจดา ตอร์ปิโดถูกตัดสินคดีหมิ่น28ส.ค.

ความอยุติธรรมต่อคนๆหนึ่ง อาจหมายถึงอยุติธรรมต่อคนทั้งแผ่นดิน สำหรับกรณีนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังหมดอิสรภาพ เพราะต่อต้านอำนาจที่อยุติธรรม

สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยให้กำลังใจคุณดา ตอปิโด ที่ศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เวลา 9.00 น. เพื่อให้กำลังใจแก่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันตัดสินคดีหมิ่นฯ


และขอเชิญชวนท่านเขียนจดหมายรักหรือโปสการ์ดส่งตรงถึง

คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ห้อง 1/3 อาคารเพชร ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900


ติดต่อสอบถามที่ อ้นดีเจวิทยุแท็กซี่ โทร. ๐๘๓ - ๘๑๒๕๖๕๙ ontontnong@hotmail.com

ผู้รักความยุติธรรมรณรงค์เขียนจดหมายถึงดาตอร์ปิโด


ปิยะบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า นี่เป็น จม. ที่ผมเขียนถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

ไม่แน่ใจว่าจะผ่านเงื่อนไข ผ่านการเซนเซอร์ของผู้คุมหรือเปล่า

...

“เว้นเสียแต่ว่าข้าฯไม่พูดถึงข้อเขียนของข้าฯ ไม่พูดถึงอำนาจ ไม่พูดถึงลัทธิ ไม่พูดถึงการเมือง ไม่พูดถึงศีลธรรม ไม่พูดถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ไม่พูดถึงคณะบัลเลต์ของเศรษฐี ไม่พูดถึงอุปรากร ไม่พูดถึงมหรสพอื่นๆ ไม่พูดถึงคนที่ถือนั่นจับนี่ ข้าฯคงเขียนทุกอย่างได้เสรี แต่ภายใต้การเซ็นเซอร์อีกสักสองถึงสามหน”
-บทละครเรื่อง “Le Mariage de Figaro” องก์ที่ ๕ ฉากที่ ๓

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

สวัสดีครับคุณดารณี...

ในขณะที่ผมเขียนจดหมายถึงคุณดาอยู่นี้ ผมอยู่ในดินแดนแห่งเสรี มีเสรีภาพซึ่งเราสัมผัสได้ถึงมันจริงๆ ถ้าโลกนี้มีเทคโนโลยีวิเศษ ผมอยากเอาลมแห่งเสรีภาพของดินแดนแห่งนี้ใส่ในจดหมาย ฝากเอาไปให้คุณดาได้รับรู้ว่า ลมแห่งเสรีภาพที่แท้จริงนั้น ช่างสดชื่นยิ่งนัก

ตรงกันข้าม ณ เวลานี้ คุณดาต้องอยู่ในที่ปราศจากเสรีภาพ และแม้นว่าวันหนึ่งคุณดาได้ออกมาจากที่นั่น ก็ยังไม่ได้อยู่ในดินแดนที่มีเสรีภาพจริงๆอยู่นั่นเอง แต่แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าเสรีภาพยังคงอยู่ในจิตสำนึกของคุณดาตลอดเวลา

ผมส่งโปสการ์ดนี้มาให้ ภาพนี้เป็นภาพกำแพงเบอร์ลิน ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๑๙๖๑ สมัยที่มหาอำนาจเอาสิ่งสมมติมาตีเส้นแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน ทั้งๆที่พลเมืองก็มีสัญชาติเดียวกันแท้ๆ

คุณดาเห็นมั้ยครับ ภาพพ่อและแม่อุ้มทารกน้อย ให้มองข้ามกำแพงไปยังฝั่งเยอรมนีตะวันตก ให้ได้เห็นเสรีภาพที่อยู่อีกฟากหนึ่ง

พวกเราจะช่วยกัน อุ้มคุณดา และอุ้มสังคมของเราให้ได้เห็นเสรี

ปิยบุตร แสงกนกกุล
...

นี่รูปครับ อาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก


จดหมายฉบับอื่นๆ