วันอังคาร, มิถุนายน 30, 2552

ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา


โดย คุณzebra
ที่มา เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 มิถุนายน 2552


ผมอ่าน Webboard นี้มานานแต่ไม่คิดที่จะเข้า Log in แต่วันนี้ผมมีเรื่องจะต้อง Log in ที่จะเล่าเรื่องที่ผมประสบมาวันนี้

ทีแรกอ่านกระทู้ http://www.sameskybook.org/board/index.php?showtopic=17831 ผมออกจะขำๆและไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่เหตุก่ารณ์ดังกล่าวก็มาประสบกับผมในบ่ายวันนี้เอง

เวลา 13.00 ภรรยาผมโทรมาหาบอกว่าลูกมีไข้สูง แล้วชักผมก็รีบออกจากที่ทำงานแถวสะพานใหม่ เพื่อกลับบ้านแถวดอนเมืองโดยขับรถผ่านกองทัพอากาศ เดินทาง10 นาทีก็ถึงบ้านผมเห็นลูกหยุดชักแล้ว แต่ยังมีเกร็งเล็กน้อย ผมก็รีบพาลูกขึ้นรถ พร้อมภรรยาโดยวิ่งผ่านเส้นเดิม

พอวิ่งผ่านกองทัพอากาศ มีทหารเด็กๆ สะพายเอ็ม16 โบกมือทีแรกผมก็เข้าใจว่าคงจะตรวจบัตร ก็ให้ดู แต่ทหารบอกว่าเข้าไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะมี นักร้อง ผ่าน ผมบอกว่าลูกต้องรีบไปหาหมอที่ รพ.ภูมิพล ทหารเด็กดีมากๆ ว.ไปแจ้งทหารของนักร้อง

คำตอบคือไม่อนุญาต ผมนี่ชาไปเลยต้องเลี้ยวรถ วิ่งออกถนนวิภาวดี ไปกลับรถที่หน้า รร.Miracle แล้ววิ่งอีกไกลมาก เลี้ยวเข้าไปยังถนนพหลฯ คืออ้อมไปเกือบ 30 ก.ม. ลูกผมก็เริ่มซึม ผมก็เหยียบสุดๆ คิดว่าไม่เป็นไร

แต่ที่ไหนได้ ดันไปปิดถนนฝั่งพหลอีก ตรงแยกจันทรุเบกษา คือผมอุตส่าห์ขับอ้อมเพื่อกลับมาทีเดิม แต่ดันมาปิดถนนอีกฝั่ง ผมหมดสิทธิ์ไป ต้องรออีกราว 30นาที ระหว่างรอผมได้ถ่ายรูปที่ทหารปิดถนนไม่ให้รถเข้ากองทัพอากาศไว้เป็นหลักฐาน


ไปถึงรพ.ภูมิพล หมอบอกว่าเป็น Febrile convulsion (ไข้สูงแล้วชัก) บอกต้องรีบทำ CT scan และต้องเข้า ICU เพื่อประเมินความเสียของสมอง

ผมมารู้ทีหลังว่า นักร้อง เพื่อไปทำสปาที่ รร.โซฟิเทล ลาดพร้าว จากเพื่อนที่ทำงานที่นั้น แบบว่าเสียใจมากๆ แต่ผมคงไม่โทษใครครับคิดเสียว่า

เป็นกรรมของลูกของผม และครอบครัวผมก็แล้วกันที่ลูกเข้า ICU แลกกลับใครที่ต้องเข้า Spa
.....
(ผู้ประสบเหตุได้มาเล่าเพิ่มเติมในวันต่อมา ดังนี้)

มื่อคืนตอนตี 2 น้องมีชักซ้ำอีก 2 ครั้ง แพทย์เวรได้ทำการเจาะหลังเอาน้ำไขสันหลังไปตรวจ และทำ CT scan ซ้ำ ผลการตรวจหมอบอกว่าน้องเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ประกอบกับเนื้อสมองขาดอ๊อกซิเจนบางส่วน หมอได้เพิ่มยากันชัก และยาปฏิชีวนะ เพราะหมอเห็นว่าน้องเริ่มมีปอดติดเชื้อข้างขวา ตอนนี้ใส่เครื่องช่วยหายใจให้ แล้ว หมอบอกขอดูอาการอีก 2-3 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นต้องเจาะหลังซ้ำ

หมอบอกว่าถ้าชักซ้ำบ่อยๆ จะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นของน้องได้ เพราะเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบเป็นตำแหน่งสมองส่วนหน้า ใกล้ๆลูกตา

ภรรยาผมถามหมอว่า ถ้าพาลูกมาเร็วกว่านี้ซัก 30 นาที ลูกจะดีกว่านี้ไหม หมอตอบว่าก็จะดีมากๆ เพราะจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ทัน เนื้อสมองจะเสียหายน้อยลง

หลังจากฟังหมอพูดจบ แฟนผมร้องไห้โฮเลย เธอโทษตัวเธอเองตลอดว่าแม่ผิดเองที่ไม่ยอมพาลูกไปที่ รพ.อื่น (ลูกผมมีบัตรทองที่รพ.ภูมิพล) ไม่อย่างนั้นลูกคงอาการไม่แย่แบบนี้ ผมก็ให้กำลังใจเธอว่า เราทำดีที่สุดแล้ว เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิด บอกตามตรงนะครับว่าผมเครียด และเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกมากๆ

ส่วนเรื่องการฟ้องร้องผมผมคงไม่ทำหรอกครับ ผมก็แค่คนธรรมดา หาเช้ากินค่ำเงินเดือนหมื่นกว่าบาท แค่เพียงประคองชิวิตครอบครัวให้ผ่านไปแต่ละเดือนก็แทบแย่แล้วครับ

คุณวีระ ทำถูกแล้ว!! ประกาศสงครามประชาชน บอยคอตรัฐบาลที่ประชาชนไม่ยอมรับ

โดย คุณ piangdin
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
30 มิถุนายน 2552

ผมไม่แปลกใจที่เห็นการเต้นไปเต้นมา ทั้งในและต่างประเทศของอภิสิทธิ์ เพื่อแสวงหาการยอมรับจากประชาชนและต่างชาติ ตลอดจนคนรอบข้าง

เพราะเขารู้แก่ใจดีว่า ได้ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว ที่ก้าวสู่อำนาจโดยฝีมือเทพอสูร และอยู่ในวงล้อมของเสือ สิงห์ กระทิง แรด และเปรตทั้งหลาย

แต่คนไม่เคยน้อยหน้าใครอย่างเขา ยอมไม่ได้ ที่จะถอยหลังหรือหยุดอย่างพ่ายแพ้

เขารู้ดีแน่นอนว่า เขาอยู่ในเกมที่ชนะไม่ได้ แต่เขาพยายามจะให้เสียหน้าน้อยที่สุด

แต่บาปกรรมมันตามทันอภิสิทธิ์แล้วครับ วันนี้ เขาได้อะไร เสียอะไร ผมคงไม่ต้องบรรยาย เขารู้อยู่แก่ใจดี และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จะยิ่งบาดหัวใจอันทรนงหลงตนว่าเหนือกว่าใครของเขา จะยิ่งทำลายภาพความสำเร็จและคำสรรเสริญเยินยอที่เขาเคยได้

การโลภลาภ จะเสื่อมลาภ
การหลงยศ จะเสื่อมยศ
การขาดธรรม จะขาดธรรม คือ ขาดความปกติสุข

วันนี้ อภิสิทธิ์ คงต้องดิ้นต่อไป ทั้งเพื่อรักษาอัตตาของตัวเอง และเพื่อปกป้องตัวเอง จากสิ่งอันตรายรอบข้างและบาปกรรม

คงทำให้เขาต้องดิ้นและกระเสือกกระสนต่อไป จนกว่าเขาจะถึงจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขาในเร็ววันนี้

ผมทราบด้วยความรู้สึกว่า อภิสิทธิ์หวังดีต่อบ้านเมือง แต่ไม่ใช่ด้วยหัวใจรักบ้านเมืองและประชาชนเป็นหลักนะครับ ตรงนั้นมันกลวงแน่นอน

แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ตัวเองเสียชื่อว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่ห่วย และนำความซวยสู่ประเทศที่สุด!!

คุณวีระ ไม่รับปากไปร่วมรายการเรียกหน้าให้ตัวเองนั้น ถือว่าฉลาดยิ่งแล้วครับ

นี่เป็นโอกาสตบหน้าที่หนาของอภิสิทธิ์ ประกาศสงครามประชาชนในการบอยคอตรัฐบาลที่่ประชาชนไม่ยอมรับเสียเลย

นับจากวันนี้ อภิสิทธิ์ จะไม่ได้รับการยอมรับในฐานะนายกรัฐมนตรี
นับจากวันนี้ คนไทยจะไม่ยอมรับการตัดสินใจและคำสั่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์
นับจากวันนี้ ประชาชนไทยจะประจาน แสดงความไม่ยอมรับ และประท้วงในทุกทางที่ทำได้

นับจากนี้ อภิสิทธิ์ จะต้องเรียนรู้ว่า อย่าทำตัวเป็นอภิสิทธิชนให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เด็กๆ อีก
นับจากนี้ ประชาชน เริ่มสงครามแขน ขา เท้า และมือของเผด็จการเสียที

คุณวีระ ไม่ยอมรับพูดคุยกับ อภิสิทธิ์ เหมือนที่รัฐบาลไทย ไม่ยอมประชุมอย่างเป็นทางการกับหัวหน้ากลุ่มโจรแบ่งแยกดินแดนภาคใต้

แต่การเคลื่อนไหวของคนสีแดง ไปไกลกว่านั้น

เราควรทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเถื่อนออกไป
เราควรทำทุกอย่างที่ทำได้ กับทุกอณูของระบอบเผด็จการ

หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลของการถวายฎีกา ผมแนะนำให้ฟังคุณชูพงศ์และคุณคฑาวุธ ย้อนหลังไปในช่วงสองสัปดาห์นี้นะครับ

สิ่งที่ผมอยากแนะนำก็คือ คนเสื้อแดง ควรต้องขยายฐานออกไปทุกวัน อย่าตายใจ อย่าปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

เพราะในที่สุดแล้ว เราจะชนะได้ ต้องมีคนเสื้อแดงที่พร้อมทำตามแผนยามจำเป็น จำนวนอย่างน้อย 10 ล้านคน หรือจะให้แน่ใจต้อง 20 ล้านคนขึ้นไป

สำหรับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีนั้น ควรทำทุกอย่างที่ทำได้ ในการเจาะยาง การแย็ป การเปิดแผล การผลักให้ฝ่ายเผด็จการเป็นฝ่ายรับ แบบไม่มีโอกาสรุก การต้อนให้จนมุม การประจาน การขุดรากถอนโคนปัญหา การยุแยกให้แตกทัพ การฟ้องร้อง การจับตาหาเรื่องผิด ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ การบอยคอตรัฐบาลอภิสิทธิ์ และการถวายฎีกา จึงเป็นเรื่องเล็กๆ ในเส้นทางของคนเสื้อแดง

มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสุดท้ายที่เราหวัง แต่มันเป็นสิ่งที่เราควรทำ และควรสนับสนุนครับ

การจะชนะในเกมเทนนิส คือการทำให้ลูกบอลพ้นจากคอร์ตเรา แล้วให้มันไปตกอยู่ที่คอร์ตของฝ่ายตรงข้ามครับ ยิ่งโยนบอลที่ยาก ยิ่งทำให้เราใกล้โอกาสเผด็จศึกครับ

เวรกรรมมีจริงสื่อหลักทยอยเจ๊งเรียงตัว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

กรรมสนองสื่อหลักทยอยเจ๊งอ้างพิษเศรษฐกิจ เครือเนชั่นเปิดเออร์ลี่บีบพนักงานออกหลายยก พนักงานขวัญกำลังใจตกต่ำผวาตกงาน คลื่นบิสซิเนสเรดิโอของดนัย เอกมหาสวัสดิ์ปิดตัวเจ๊ง ล่าสุดฐานเศรษฐกิจปลดนักข่าว60คน เครือผู้จัดการต้องพึ่งเงินบริจาคแม่ยกพันธมิตรต่อชีวิต แต่ตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้วกระทบหนัก เหตุแม่ยกเหนียวแน่นกับปชป.มากกว่า


พิษเศรษฐกิจเล่นงาน "ฐานเศรษฐกิจ" ปลดพนักงาน 60 คน

ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้างเพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจยืนยันว่า พนักงานของบริษัทไม่มีการประท้วงหรือไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะปลดพนักงานออก ก็มีการชี้แจงกับพนักงานเป็นระยะๆ ถึงสถานการณ์ของบริษัทว่าเป็นอย่างไร ทุกคนก็เข้าใจดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาองค์กรไว้ด้วยการปรับลดขนาดลง

การปรับลดพนักงานครั้งนี้ ในส่วนของผมที่เป็น บ.ก.ข่าวไม่ได้รู้สึกแฮปปี้ มันเป็นความจำเป็นเรื่องขององค์กรและเรื่องของเศรษฐกิจล้วนๆ ผมบอกตรงนี้เลยว่าไม่มีใครอยากเอาเพื่อนที่ทำงานกันมานานให้ออกไป แต่เมื่อสภาพของเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อไปได้ หากองค์กรมีความพร้อมเมื่อไหร่ ก็ยินดีที่จะรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง นายชัยวัฒน์กล่าว

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อรายงานเพิ่มเติมว่า พนักงานของบริษัทฐานเศรษฐกิจซึ่งถูกเลิกจ้างได้รวมตัวกันจัดตั้งเว็บไซด์ http://ppnpthan.ning.com ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งแจ้งข่าวในการหาสถานที่การทำงานแห่งใหม่

พนักงานที่ตกงานบางรายได้ตั้งกระทู้บอกเล่าว่า เขาได้ไปยื่นขอใช้สิทธิ์ประกันสังคมจากการถูกเลิกจ้างครั้งนี้แล้ว

ไปสำนักงานประกันสังคมมาแล้วอ่ะ...ทำเรื่องไม่ยุ่งยากเลย ไม่ต้องใช้รูปถ่าย ใช้แต่สำเนาหนังสือเลิกจ้าง สำเนาบุคส์แบงก์ และสำเนาบัตรประชาชน ใครที่สงสัยว่า เราจะต้องเสียค่าประกันสังคมเองรายเดือนหรือไม่ในช่วงตกงาน ขอแจ้งว่าประกันสังคมจะคุ้มครองเราไปอีก 6 เดือนอ่ะ ส่วนเงินที่ประกันสังคมจะให้จะเข้าแบงก์ให้เป็นรายเดือนซึ่งเราต้องมารายงานตัวตามกำหนดทุกเดือนว่ายังอยู่ในสถานภาพตกงานหรือไม่ ถ้ามีงานใหม่แล้วก็จะงดจ่ายให้ขอรับ


อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งเปิดเผยว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายเผด็จการ และรัฐบาลประชาธืปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเนชั่นกล่าว

ขณะที่เครือผู้จัดการก็เจอปัญหาแบบเดียวกับเครือเนชั่น ต้องหาทางออกด้วยการตระเวณคอนเสิร์ตประชาธิปไตยของพันธมิตรมาหล่อเลี้ยงพนักงานในเครือ แต่เมื่อต้องแปรเปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองใหม่ ก็อาจทำให้เสียการสนับสนุนจากมวลชนไปได้มาก เพราะฐานของพันธมิตรเป็นฐานเดียวกับมวลชนที่ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มานาน โดยเฉพาะภาคใต้และตะวันออก

ฎีกามหาวินาศ...เิดินหน้าก็พัง...ถอยหลังก็พินาศ...


โดย ปูนนก
30 มิถุนายน 2552

การจุดประเด็นเรื่อง “การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ท่านนายกทักษิณ” นั้น ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาืทางกฎหมาย, หรือเป็นฎีกาทางการเมือง ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย หรือทางการเมืองหรือไม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจหรือเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชนต่อไปได้


ผมคงจะต้องยอมรับและให้เครดิตอย่างสูง สำหรับใครก็ตามที่คิด concept เรื่องการถวายฎีกา “เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษและเรียกร้องความเป็นธรรมให้ท่านนายกทักษิณ” โดยที่มีท่านวีระ เป็นผู้นำมาพูดสด ๆ บนเวทีสนามหลวงในวันที่ 27 ที่ผ่านมา....

เพราะขณะนี้เรื่องการยื่นถวายฎีกา เพื่อท่านนายกฯทักษิณในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วในแทบทุกพื้นที่หน้าเวปไซต์, แม้แต่ในหมู่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย หรือคนเสื้อสีอื่น ๆ ก็ตาม....

ซึ่งไม่ว่าการถวายฎีกาที่ท่านวีระได้เปิดประเด็นเอาไว้นี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ก็ตาม แต่ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ฝังเข้าไปในความคิดคำนึงของคนไทยส่วนมากในประเทศนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว....

มีเหล่าผู้ทรงความรู้มากมายที่ได้อธิบายกันถึงเรื่องการถวายฎีกา ทั้่งในรูปแบบของค่านิยมตามประเพณีการปกครอง และตามตัวบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ความคิดในเรื่องการถวายฎีกาที่ท่านวีระจุดประเด็นเอาไว้นั้นยิ่งถูกขยายความมากขึ้น และกว้างขวางมากขึ้นไปอีก เลยยิ่งทำให้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายในประเด็นนี้....

ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธ... ว่าเหล่าพี่น้องคนเสื้อแดงผู้ัรักประชาธิปไตยทั้งหลาย ต่างมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การเรียกร้องให้ประเทศนี้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนทั้งมวล

การเรียกร้องในครั้งนี้เป็นการต่อสู้กัีบระบอบเผด็จการอมาตย์ที่ครอบครองอำนาจและยึดครองประเทศนี้มาอย่างยาวนาน อุดมการณ์นี้ได้ “ฝังรากลึก” อยู่ในความคิด, จิตวิญญาณ และเจตนารมย์ ของคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น และจะไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงหรือคลอนแคลนได้อีกแล้ว

ไม่ว่าฟ้าจะถล่ม, ดินจะทลาย, น้ำจะท่วมประเทศไทย, ทหารจะถือปืนออกมายิงประชาชนมือเปล่าอีกสักกี่ครั้ง, จะจับคนเข้าคุกอีกมากเท่าใด จิตวิญญาณแห่งการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็จะไม่เปลี่ยนไป... และนี่คือ “เป้าหมาย หรือ Goal สูงสุด”

เมื่อทุก ๆ คนต่างก็ยึดมั่นในเป้าหมายเดียวกัน แต่หนทางเดินท่ามกลางสนามการต่อสู้เพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องมีหลากหลายยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมาย แน่นอนว่าท่ามกลางการต่อสู้ย่อย ๆ ในหลาย ๆ สนามรบนั้น ความหลากหลายในยุทธวิธีจะก่อให้เกิดความสับสนและการแบ่งแยกของแนวตั้งรับของข้าศึกออกมาเป็นส่วน ๆ ทำให้เกิดความอ่อนแอลง... ยุทธวิธีการถวายฎีกาเรื่องท่านนายกทักษิณนี้ก็เช่นกัน...

เคยมีผู้พยายามถวายฎีกาเกี่ยวกับการขอพระราชทานนิรโทษกรรมให้กับผู้ได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน มาแล้ว แต่ดูเหมือนว่ากระแสไม่สามารถจุดให้ติดปากหรืออยู่ในความคิดของประชาชนส่วนใหญ่ได้ จะเป็นด้วยสิ่งใดก็ตามซึ่งตรงข้ามกับกรณีฎีกาของท่านวีระที่จุดประเด็นเรียกร้องให้มีการอภัยโทษท่านนายกทักษิณ โดยจะแสดงพลัีึงคนเสื้อแดงด้วยการเข้าชื่อถวายฎีกา 1 ล้านรายชื่อ...

ข้อที่น่านำมาพิจารณาก็คือ ท่านวีระนำเรื่องที่ท่านนายกทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมมาจุดประเด็นและเสนอให้มีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ “หลัีงจากผ่านการเลือกตั้งที่สกลนคร และที่ศรีสะเกษ” โดยที่พรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลายด้วยการโฟนอินของท่านนายกทักษิณ แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในตัวของท่านนายกทักษิณได้พลิกฟื้นขึ้นมาอย่างไม่มีสิ่งใดปฏิเสธได้ต่อหน้าของประชาชนทั้งมวล

และด้วยสถานการณ์นี้ท่านวีระได้จับเอากระแสนี้โยนลงมาให้ประชาชนชาวเสื้อแดงทั้งหลายร่วมกันแสดงพลังประชาธิปไตย เข้าเปิดการโจมตีในอีกสนามรบหนึ่งนั่นก็คือสนามรบการถวายฎีกา ผมเชื่อว่าท่า่นวีระทราบดีว่าประเด็นที่จุดเรื่องที่ท่านนายกทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมและถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ จะเป็นกระแสที่จุดติดในใจของคนไทยจำนวนมาก...

เหมือนคราว สนธิ ลิ้มทองกุล จุดกระแส “ถวายคืนพระราชอำนาจ” แล้วบิดเบือนด้วยข้อกล่าวหาทุก ๆ สิ่ง กรณีการถวายฎีกาขออภัยโทษให้ท่านนายกทักษิณก็เช่นกัีน เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ท่านนายกทักษิณ มิได้กระทำสิ่งใดผิดดังที่ได้ถูกกล่าวหา มีแต่ได้รับความอยุติธรรม และถูกกลั่นแกล้งโดยอำนาจเผด็จการ

ดังนั้นเมื่อในขณะที่กระแสท่านนายกทักษิณกำลังร้อนแรง สืบเนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา การจุดประเด็นเรื่องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้จึงเท่าักับเป็นการเปิดแนวรบใหม่ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้เข้า่โจมตีฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างรุนแรงชนิดเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลัีงก็ไม่ได้เลยทีเดียว...

ถ้าฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้สำเร็จและได้มีการทูลเกล้าขึ้นจริง นั่นก็หมายความว่า “ประชาชนชาวไทยกว่า 1 ล้านคนเห็นพ้องกันว่า ท่านนายกทักษิณเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่สมควรได้รับโทษใด ๆ และขอพระราชวินิจฉัยที่จะให้ท่านนายกทักษิณได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทย”

ซึ่งขณะที่ในปี 2549 ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ได้มีกลุ่มคน 7 คนจาก 7 กลุ่มอำนาจของเผด็จการอมาตย์ ได้ไปประชุมกันที่บ้านของ นายปีย์ มาลากุล และเห็นพ้องต้องกันว่า “ท่านนายกทักษิณมีความผิดและไม่สมควรจะอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป” จากนั้นก็เกิดการรัฐประหารขึ้นโดยได้รับพระราชทานพระปรมาภิไธยให้การรัฐประหารล้มล้างอำนาจประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ดังนั้นการยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธที่แหลมคมอย่างยิ่ง ในการนำเอา 2 พลัีงอำนาจที่แท้จริงและกำลังเิผชิญหน้ากัน เข้ามายืนกันคนละฝ่ายโดยมี เรื่องการถวายฎีกา เข้ามาอยู่ตรงกลาง เพราะในกรณีฎีกานี้เป็นพระราชอำนาจ, และพระราชวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ของพระองค์ท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดไปก้าวก่ายได้

ซึ่งไม่ว่าการถวายฎีกาในครั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไร ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดสุดท้าย หรือจุดสิ้นสุดของการต่อสู้ในครั้งนี้เผด็จการอมาตย์จะมีสภาพอย่างไร เพราะจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้รับการรับรองว่ากระทำถูกต้องและอีกฝ่ายกระทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเผด็จการอมาตย์จากกลุ่ม 7 คนที่ล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย หรือฝ่ายประชาชน 1 ล้านรายชื่อที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้โดยส่วนตัวของผมจึงพิจารณาว่า การจุดประเด็นเรื่อง “การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ท่านนายกทักษิณ” นั้น ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาืทางกฎหมาย, หรือเป็นฎีกาทางการเมือง ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย หรือทางการเมืองหรือไม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจหรือเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชนต่อไปได้

กรณีการยื่นถวายฎีกานี้เป็นเพียงเครื่องมือการต่อสู้เครื่องมือหนึ่งในสนามรบเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรวันหนึ่งเมื่อประเทศไทยได้มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงแล้ว วันนั้นท่านนายกทักษิณก็กลับมาประเทศไทยและได้รับพระราชอภัยโทษได้อยู่แล้วอย่างแน่นอน....

ดังนั้นผมจึงอยากให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านอย่าหลงประเด็นในเรื่องการถวายฎีกานี้อีกเลยครับ เพราะถึงแม้ไม่ว่าการถวายฎีกานี้จะมีผลอย่างไรในบั้นปลาย เช่นไม่ได้รับพระบรมราชานุญาติ หรือได้รับพระราชทานอภัยโทษ ผลในเวลานั้นก็ไม่แตกต่างกันสำหรับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะเป็นเรื่องของเพียงคน ๆ หนึ่งที่ชื่อ (นายก)ทักษิณ เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการต่อสู้ของพี่น้องคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้

แต่ที่สำคัญกว่าก็คือเวลานี้เรื่องการถวายฎีกาในครั้งนี้ได้กลายเป็น “ฎีกามหาวินาศ” สำหรับใครบางคนไปแล้วครับ

จะถวายฎีกา ทางกฎหมาย หรือ ทางการเมือง กันแน่ครับ?


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 มิถุนายน 2552

การเสนอเรื่องถวายฎีกานี้ เท่ากับคุณวีระกับเพื่อนยอมรับว่า ตัวเองผิดพลาดล้มเหลวในการนำที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเมษายน เพราะไม่เช่นนั้น ทำไมไม่เสนอเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วหลีกเลี่ยงไม่ต้องลำบากเสียเลือดเนื้อประชาชนก่อน? เพราะข้อเสนอเรื่องนี้ ความจริง สามารถทำได้มานานแล้ว ถ้าคิดจะทำ แต่ในช่วงเมษานั้น คุณวีระกับเพื่อนยืนยันเรื่อง "จะสู้จนชนะ ไม่ชนะไม่เลิก" จนบัดนี้ ก็เรียกว่า ยัง "ไม่ชนะ"


หลังจากได้ยินเรื่องการถวายฎีกาในคืนวันที่ 27 แล้ว ผมยังละเว้นการแสดงความเห็น เพราะอยากดู "ในรายละเอียด" ก่อน ยิ่งถ้าสามารถเห็นตัวร่างฎีกาได้ ยิ่งดี หลังจากผ่านไป 2 วัน "รายละเอียด" ที่เพิ่มมากขึ้น ออกมาในรูปของรายการ "เพื่อนพ้องน้องพี่" ในคืนวันที่ 29 นี้ นั่นคือ คุณวีระกับเพื่อนได้ออกมาปกป้องข้อเสนอของพวกเขาเรื่องถวายฎีกาและตอบโต้ผู้ที่วิจาร
ณ์

แต่การอธิบายเพิ่มเติมของคุณวีระกับเพื่อน ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม หรือทำให้มองเห็นว่า ฎีกา ที่คิดจะถวาย และชวนประชาชน 1ล้านคนร่วมลงชื่อนั้น มีลักษณะอย่างไร แต่ผมตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขณะนี้ เพราะหลังจากฟังคุณวีระกับเพื่อนในรายการแล้ว ผมคิดว่ามีประเด็นสำคัญมาก ที่คุณวีระกับเพื่อนควรต้องอธิบายให้ชัดเจนก่อน โดยทีประเด็นที่ผมจะพูดถึงนี้ ผมยังไม่พูดถึงเรื่องรายละเอียดของฎีกาว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร ซึ่งยังอาจจะต้องอภิปรายกันอีก ประเด็นที่ว่า คือ

ตกลงว่า คุณวีระกับเพื่อนเสนอจะ ถวายฎีกา ทางกฎหมายหรือทาง ทางการเมือง กันแน่ครับ?

2 กรณีนี้ มีลักษณะต่างกันโดยพื้นฐาน ฎีกาทางกฎหมาย คือฎีกาที่จำเลยยื่นเมื่อถูกพิพากษาลงโทษแล้ว ยื่นฎีกาขอให้พระมหากษัตริย์ลดหย่อนผ่อนโทษให้ ขณะที่ฎีกาทางการเมือง เป็นฎีกาทั่วไปที่ใครจะยื่นก็ได้ ฎีกาในลักษณะนี้ ต้องไม่ใช่การขอให้ทรงกระทำในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่โดยตรง (ไม่เหมือนกรณีแรก) เพราะถ้าเกี่ยว ก็จะเท่ากับขอให้พระมหากษัตริย์เข้าแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ที่ไมใช่พระราชอำนาจ - แต่เป็นฎีกาในลักษณะฟ้องร้อง หรือขอความช่วยเหลือ ให้พระมหากษัตริย์พิจารณาช่วยเท่าที่ช่วยได้ ตั้งแต่ในลักษณะ "สังคมสงเคราะห์" (พระราชทานเงิน สิ่งของ) ไปจนถึง การ "ให้คำปรึกษารัฐบาล ให้ดำเนินการ"

ในรายการ "เพื่อนพ้องน้องพี่" นั้น คุณวีระกับเพื่อนพูดสับสนปนเปกันทั้ง 2 กรณีอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างคุณวีระ พูดทั้ง 2 ลักษณะควบคู่กันไป โดยดูเหมือนว่าไม่ตระหนักถึงความแตกต่าง คือ ด้านหนึ่ง ก็เล่าเรื่องกรณีที่คุณวีระเองเคยยื่นฎีกา หลังจากถูกพิพากษาว่าผิด (ม.112) เมื่อ 20 ปีก่อน นี่คือการยื่นฎีกาทางกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริง จำเลยต้องยื่นเอง ในนามของตัวเองเพียงคนเดียว ต่อให้มีคน "ร่วมลงชื่อ" ในหนังสือที่ร่างขึ้นมาและยื่นต่างหากอีก 1 ฉบับ หนังสือที่ยื่นฎีกาจริงๆ ก็ยังต้องเป็นหนังสือของจำเลยเพียงผู้เดียว อันที่จริง ยังมีปัญหาว่า ต่อให้มีการทำหนังสือต่างหากให้คนร่วมลงชื่อล้านคน หนังสือดังกล่าว ก็อาจจะไม่ถูก"รับ" จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่อยู่ในกฎหมายที่จะรับ (ไม่วาจะเป็น กรมราชทัณฑ์ หรือ สำนักราชเลขาธิการ หน่วยงานหลัง อาจจะรับไม่ได้เลย ต้องโยนกลับไปให้หน่วยงานแรกรับตามกฎหมาย และหน่วยงานแรก ก็อาจจะปฏิเสธไม่รับหนังสือฉบับต่างหากนี้ตามกฎหมายเช่นกัน)

ในอีกด้านหนึ่ง คุณวีระ ก็พูดถึงเรื่องประเพณีของไทยที่เมื่อประชาชนเดือดร้อน ยื่นถวายฎีกา หรือการที่คุณวีระพูดท้าวความถึงรัฐประหาร ความไม่เป็นธรรมต่างๆที่คุณทักษิณและประชาชนได้รับ ฯลฯ เหล่านี้ คือการพูดถึง การถวายฎีกาทางการเมือง คุณณัฐวุฒิ ก็พูดในลักษณะนี้เป็นส่วนใหญ่ ("ผู้เดือดร้อนขอเล่าให้พ่อฟัง" ในคำของคุณณัฐวุฒิ ถ้าเป็นฎีกาทางกฎหมาย "ผู้เดือนร้อน" ทางกฎหมาย ย่อมมีคนเดียว ไมใช่ประชาชนเป็นล้านคน)

ขณะเดียวกัน ในรายการ คุณจตุพร กลับหมายถึง ฎีกาทางกฎหมายอย่างชัดเจน และสิ่งที่คุณจตุพรพูดล้วนแต่เป็นเรือ่งของฎีกาทางกฎหมายทั้งสิ้น ตั้งแต่การที่คุณจตุพรอ้างเรื่อง "สิทธิของประชาชน" (ความจริงควรใช้คำว่า "สิทธิของจำเลยจะตรงกว่า) และ พระราชอำนาจตามมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการอภัยโทษ

ยิ่งกว่านั้น คุณจตุพรยังพูดว่า การยื่นฎีกานั้น "ประชาชน 1 คนลงชื่อ หรือ ประชาชนล้านคนลงชื่อ มีค่าเท่ากัน" ซึ่งในแง่ของฎีกากฎหมาย อาจจะพูดว่าถูกต้องอยู่ แต่อันที่จริง ถ้าพูดอ่ยางเข้มงวดแล้ว "ประชาชนล้านคน" ไม่มีความจำเป็น หรือไม่เกี่ยวเลยต่างหาก มีแต่ "ประชาชน 1 คน" ที่เป็นจำเลยลงชื่อ แน่นอน ถ้าประชาชนอีก 1 คน หรืออีก 1 ล้านคน ทำหนังสือต่างหากสนับสนุน ก็ "มีค่าเท่ากัน" จริงๆในกรณีนี้

แต่ปัญหากรณีการพูดของคุณจตุพรคือ เมื่อถึงจุดว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมต้องล้านคน ผมคิดว่า คุณจตุพรอธิบายไม่ชัดเจนว่า ถ้า "มีค่าเท่ากัน" ในทางกฎหมาย เหตุใดจึงต้องเรียกร้องให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อ? ในทางปฏิบัติ ดังที่ผมเสนอข้างต้นว่า ถ้าเป็นการ "ถวายฎีกา" ทางกฎหมายจริงๆ ต่อให้รณรงค์ "ร่วมลงชื่อ" ได้ล้านชื่อ ก็ไม่สามารถยื่น หรือ ยื่นแล้วก็ไม่มีความหมายในการยื่นอยู่ดี

ปัญหาที่ผมขอถามโดยสรุป เป็นดังนี้

1. ตกลงว่า การถวายฎีกาครั้งนี้ จะเป็นฎีกาทางกฎหมาย หรือ ฎีกาทางเมือง กันแน่ครับ?

ถ้าเป็นฎีกาทางกฎหมาย คือ ขออภัยโทษกรณีที่ดินรัชดา (เพราะทางกฎหมาย ไม่สามารถขออภัยโทษโดยไม่ระบุได้ ต้องเป็นกรณีที่ถูกพิพากษาลงโทษแล้วเท่านั้น ซึงขณะนี้มีกรณีเดียว) ผมขอถามต่อว่า

- ทำไมจะต้องให้ประชาชนร่วมลงชื่อด้วย (เพราะไม่มีผลมากขึ้นทางกฎหมาย) ต่อให้ลงแล้ว ทางหน่วยราชการจะรับหนังสือที่ประชาชนลงชื่อได้หรือ?
- ปัญหาที่ตามมาอีกอย่างคือ ถ้ามีคดีอื่นที่ถึงขั้นตัดสินว่าผิดอีก ก็จะต้องขอให้ช่วยยื่นอีกหรือไม่?

2. ในกรณีที่เป็นฎีกาการเมือง จะยื่นเรื่องอะไร? มีรายละเอียดอย่างไรกันแน่?


ผมขอตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ที่ผ่านมา ชูพงศ์ ถี่ถ้วน กับ"ชุมชนคนรู้ใจ" ได้มีข้อเรียกร้องเรื่อง "ถวายฎีกา" อยู่แล้ว ให้มีการจัดตั้ง "สภาประชาชน" แล้วยื่น (คงคล้ายๆกับ "สภาปฏิวัติ" ที่คุณประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยพยายามตั้งเมื่อ 30 ปีก่อน) ข้อเสนอของคุณชูพงศ์นี้ คงต้องจัดว่าเป็น "ฎีกาทางการเมือง" ไม่ใช่ ฎีกาทางกฎหมาย เพราะคุณชูพงศ์ เสนอให้พระมหากษัตริย์ทรงทำให้เกิดกระบวนการ "ล้างไพ่ใหม่หมด" นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย ให้กลับไปสู่ภาวะก่อน 19 กันยา (ความจริง ดูเหมือน คุณชูพงศ์จะเสนอให้ยื่นฎีกา ครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะคุณชูพงศ์ พูดถึง "พระมหากษัตริย์ทำให้เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตย" แต่ที่ผ่านมา รูปธรรมเท่าที่คุณชูพงศ์พูดไว้ มีเพียงเรื่อง "ล้างไพ่" นี้ ขอพูดในที่นี้ด้วยว่า ผมเองไม่เห็นด้วยกับการ"ถวายฎีกา" ในลักษณะที่คุณชูพงศ์เสนอ และเมือ่มองจากท่าทีของคุณวีระกับเพื่อนที่ผ่านมาต่อกลุ่มคุณชูพงศ์ ก็คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ที่ผ่านมาคุณวีระกับเพื่อนก็ไม่เห็นด้วย?)


ปล. มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ที่ผมอดคิดขึ้นมาไม่ได้ คือ การเสนอเรื่องถวายฎีกานี้ เท่ากับคุณวีระกับเพื่อนยอมรับว่า ตัวเองผิดพลาดล้มเหลวในการนำที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเมษายน เพราะไม่เช่นนั้น ทำไมไม่เสนอเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วหลีกเลี่ยงไม่ต้องลำบากเสียเลือดเนื้อประชาชนก่อน? เพราะข้อเสนอเรื่องนี้ ความจริง สามารถทำได้มานานแล้ว ถ้าคิดจะทำ แต่ในช่วงเมษานั้น คุณวีระกับเพื่อนยืนยันเรื่อง "จะสู้จนชนะ ไม่ชนะไม่เลิก" จนบัดนี้ ก็เรียกว่า ยัง "ไม่ชนะ"

แต่ข้อเสนอเรือ่งถวายฎีกานี้ ดูเหมือนเท่ากับเปลี่ยนใจว่า ไม่ "สู้" แล้ว ใช้วิธี "ถวายฎีกา" แทน เรื่องนี้ ยิ่งสำคัญถ้ามองจากประเด็น ข้อเรียกร้องเดือนเมษายน คือ "ให้องคมนตรี 3 ่คน (เปรม, สุรยุทธิ์, ชาญชัย) ลาออก ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ลาออกไป" ข้อเรียกร้องทั้ง 2 ข้อใหญ่นี้ ยังไม่สำเร็จ คือ ยังไม่ชนะ แน่นอน ไม่ทราบว่า การ"ถวายฎีกา" นี้จะอธิบายว่าเป็นการ "สู้" ใน 2 ข้อเรียกร้องนี้ได้อย่างไร?

หรือว่า ถ้าเป็นฎีกาทางการเมือง จะรวมเอาข้อเรียกร้องใหญ่ 2 ข้อนี้เข้าไปด้วย? (เท่าที่พูดในรายการ "เพื่อนพ้อง" ไม่มีการพูดถึงข้อเรียกร้อง 2 ข้อนี้เลย)

หมายเหตุ : กรุณาอ่านกระทู้นี้ประกอบด้วย ฎีกาทางกฎหมาย "ขออภัยโทษ" ไม่จำเป็นต้องเขียนว่า "รับผิด" นะครับ

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ชาวเน็ตเสื้อแดงเสียงแตกทั้งหนุนVSต้าน แกนนำล่า1ล้านชื่อถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษแม้ว

รัฐบาลแห่งชาติ...ลมหายใจสุดท้ายเผด็จการอมาตย์


โดย ปูนนก
30 มิถุนายน 2552

แต่ทว่าการจะทำให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้นนั้น ในครั้งนี้จำเป็นต้องแลกมาด้วย “ความศรัทธา” ทีสูงลิบลิ่ว เพราะประชาชนไทยในเวลานี้ต่างก็รู้และเห็นกันจนหมดสิ้นแล้วว่า “ใคร” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความล่มสลาย และความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ นับจากวัน “ตาสว่าง” เป็นต้นมา ต้นทุนความศรัทธาที่มีอยู่ของคนในชาติได้ถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว


เวลานี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กำลังเข้าตาจนอย่างหนัก หันไปทางไหนก็มีแต่ทางตันและความมืดทึบไปหมด ไม่สดใสปลอดโปร่งเหมือนกับที่เริ่มตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

ในเวลานั้นอะไร ๆ ก็ดูดีไปหมดมีแต่คนดาหน้าออกมาให้ความการสนับสนุน พันธมิตรก็ส่งเสียงเชียร์, ทหารก็คอยปกป้อง, อมาตย์ก็ออกมารับรอง, สื่อมวลชนก็ชื่นชม, ที่สำคัญยังแย่งตัว ส.ส. ให้แยกตัวมาจากพรรคเดิมมายกมือให้ได้อีกด้วย เรียกว่าปกป้องประคบประหงมยิ่งกว่า “แพนด้าน้อย” ที่เพิ่งคลอดในเมืองไทยเสียอีก... แต่ทว่าเวลาผ่านไปเพียงแ่ค่ 6 เดือนไอ้ที่เคยน่ารักกลับไม่น่ารักเสียแล้่ว

การบริหารประเทศล่มสลายอย่างสิ้นเชิงในทุก ๆ ด้าน ประชาชนต่างกลายเป็นคน “ไพร่ฟ้าหน้ามืด” กันเป็นแถว ๆ เพราะบริหารแบบไม่บริหาร มีแต่ “กู้” กับ “ขึ้นภาษี” ไม่รู้อนาคตจะ “ขายสมบัติ” ชาติ (อย่างที่พูดเอาไว้) อีกด้วยหรือเปล่า ราษฎรเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ไ่ม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เดือดร้อนเท่าเทียมกัน รอบบ้านก็เป็นศัตรูกับเขาไปทั่ว ร่ำ ๆ จะเกิดสงครามไม่เว้นแต่ละวัน

เผด็จการอมาตย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่บริหารขับเคลื่อนประเทศไปได้ แม้จะไม่ดีนักแต่ก็ขอให้บริหารไปได้บ้าง แล้วจะใช้สื่อมวล, นักวิชาการ, และองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในสังกัด เข้ามาส่งเสียงเชียร์เพื่อจะให้คนลืมความสุขในสมัยรัฐบาลท่านนายกทักษิณให้ได้ เพราะแม้ว่าประชาชนจะได้ไม่เท่าแต่การที่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย....

แต่ที่ไหนได้กระแสทุกด้านกลับรุมเร้าหนักขึ้น และยิ่งหนัก ขึ้นจากการบริหารแบบ “กู้ ๆ” อย่างนี้

พันธมิตรที่เคยอุ้มชูพรรคประชาธิปัตย์อย่างออกหน้าออกตามาก่อน กลับกลายเป็นผู้ที่ออกมาประท้วงพวกเดียวกันเสียเอง โดยหยุดการเดินรถไฟสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ก็พากันออกมาขย่มรัฐบาลกันเป็นทิวแถว จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องแบ่งปันผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจกันทุกฝ่าย กิจกรรมขู่กรรโชกรัฐบาลโดยจับประชาชนเป็นตัวประกันจึงยุติลง

ไม่เพียงเท่านั้นรัฐมนตรี และ ส.ส. จำนวนมากของพรรคกำลังอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วน เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะถูกถอดถอนจากการถือครองหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือเปล่า ขณะเดียวกันกลุ่ม ส.ว. กำลังจะโดนสอยร่วงระนาวด้วยกรณีเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดกำลังเดินเข้าไปสู่เส้นทางสุดท้ายของผู้กำหนดที่ยิ่งใหญ่คือ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ที่เผด็จการอมาตย์มีอำนาจครอบคลุมอยู่อย่างไม่อาจหลีกหนีพ้นได้

ดูอย่างไรรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์คงยากที่จะรอดพ้นการยุบสภาไปได้ เพราะยิ่งอยู่นานพรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งทำลายตัวเองมากเท่านั้น ขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมกันทวงคำสัญญาที่เคยให้กันเอาไว้ก่อนการรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลขย่มจนรัฐบาลเป๋ไปเป๋มา และยิ่งหลังผ่านการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร และศรีสะเกษ มาแล้ว กระแสพรรคเพื่อไทยและชูท่านนายกทักษิณ ยังคงเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย เผด็จการอมาตย์คงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดในการที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ได้อีกแล้ว... ที่จะยอมให้เกิดการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปนั้นก็มองเห็นแล้วว่า เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยโดยการนำของท่านนายกทักษิณ คงจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นแน่

อาวุธทุกชนิดก็ใช้ออกไปจนหมดแล้ว จะใช้พลังของกลุ่มพันธมิตรก็คงไม่ได้แล้วเพราะตั้งพรรคการเมืองไปแล้ว จะใช้พลังคนเสื้อสีน้ำเงินเนวินก็จะไปไม่ไปแหล่รอวันสิ้นอำนาจคงไม่มีใครกล้ัาเสี่ยงเข้าร่วมด้วย จะใช้อำนาจตุลาการบ่อยนักก็เป็นการทำลายตนเองเพราะแค่ที่ผ่านมาก็เสื่อมจนไม่รู้จะเสื่อมอย่างไรแล้ว ครั้นจะใช้กำลังทหารออกมายึดอำนาจอีกครั้งก็ไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะสำเร็จง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนอีกหรือเปล่า รวมความแล้วก็คือเผด็จการอมาตย์ไม่มีหนทางให้เลือกอีกแล้ว เหมือนการวิ่งหนีศัตรูบนถนนตรง ๆ ที่ไม่มีหนทางหลบหลีก จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยังคงวิ่งหนีต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรงเท่านั้น แล้วในที่สุดก็ล้มลงขาดใจตาย

วิธีสุดท้ายที่เสี่ยงที่สุดและเป็นจุดแตกหักกับประชาชนมากที่สุดที่เผด็จการอมาตย์จะนำมาใช้ก็คือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลแห่งชาตินี้่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย ส.ส. , ส.ว., และ กกต. ถูกถอดถอนออกจนหมด ทำให้เกิดสุญญากาศในทางการเมือง จัดการเลือกตั้งไม่ได้.....แต่ก็ต้องจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โอกาสที่จะทำให้เกิดมีรัฐบาลขึ้นมาได้ก็คือต้องให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่เผด็จการอมาตย์เป็นผู้เลือกสรรมาดำรงตำแหน่ง จึงจะทำให้เผด็จการอมาตย์จะยังครองอำนาจได้อีกต่อไป

แต่ทว่าการจะทำให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้นนั้นในครั้งนี้จำเป็นต้องแลกมาด้วย “ความศรัทธา” ทีสูงลิบลิ่ว เพราะประชาชนไทยในเวลานี้ต่างก็รู้และเห็นกันจนหมดสิ้นแล้วว่า “ใคร” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความล่มสลาย และความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ นับจากวัน “ตาสว่าง” เป็นต้นมา ต้นทุนความศรัทธาที่มีอยู่ของคนในชาติได้ถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว ยังคงเหลือ “สายใยบาง ๆ” แห่งความศรัทธาอยู่อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งถ้าเกิดมีการแต่งตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ไม่ไ้ด้มาจากการเลือกตั้งขึ้นมาอีกละก็ สายใยที่ว่านี้คงจะขาดสะบั้นลงอย่างไม่มีชิ้ันดีแน่นอน

ทางเลือกเดินของเผด็จการอมาตย์ไม่เหลือให้เลือกอีกแล้ว ถ้าสายใยบาง ๆ ของความศรัทธาที่ประชาชนมีอยู่นี้หมดสิ้นลง ประเทศนี้คงจะมีหน้าประวัติศาสตร์ที่เศร้าสลดมากในยุคของพวกเรานี่แหละ.....

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้สำหรับ รัฐบาลแห่งชาิติ ก็ใช่ว่าจะปิดประตูเสียเลยทีเดียว เพราะอย่างไรคนไทย ก็ยังคือคนไทย เป็นผู้ที่ชอบความสงบสันติมากกว่าชอบใช้กำลัีง เพียงแต่ทว่าความอดทนต่อการถูกกดขี่ข่มเหงก็มีจุดสิ้นสุดเช่นกัน ดังนั้นสัญญาณว่า เผด็จการอมาตย์จะใช้กลยุทธในการเดินเข้าไปสู่ทางตันทางการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ ก็คงต้องคอยลุ้นดูว่าจะมีใครในจำนวน ส.ส. และ ส.ว. หรือแม้แต่ กกต. ที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “เชือด” บ้าง

เพราะถ้าศาลลงมือ “เชือด” เมื่อไร ก็แสดงว่าเผด็จการอมาตย์กำลังเลือดเข้าตามเมื่อนั้น

ถึงจุดนี้แล้ว เสื้อแดงควรประนีประนอม หรือสู้ต่อไป?


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
30 มิถุนายน 2552

เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อสังคมที่เท่าเทียม และประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน


เมื่อไม่นานมานี้มีคนเสื้อแดงเขียนอีเมล์มาถามผมว่าคิดอย่างไรกับประเด็นดังต่อไปนี้....

“เริ่มกังวลค่ะว่าโดยสถานการณ์ว่าจะมีการประนีประนอมกันได้ระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ เพราะคนมีอำนาจก็น่าจะเห็นประเด็นนี้เหมือนกันว่า หากเคลียร์กันได้ สถานการณ์น่าจะอ่อนลงมากเหมือนกัน คนอย่างทักษิณหากเคลียร์ใจกันแล้ว และกลับมา เค้าจะเป็น สฤษดิ์คนที่สองได้เลยหรือไม่คะ และเราจะต้องเหนื่อยกันสองเด้งเลยทีเดียว
ก็เลยเริ่มคิดกันว่าเราจะเตรียมแผนรองรับกันไงดีอะค่ะ??

อีกประเด็นก็คือรู้สึกว่าบางส่วนของเสื้อแดงคาดหวังว่าทักษิณจะมาเป็นผู้นำซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดส่วนตัว”


ผมเชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจคนเสื้อแดงจำนวนมาก และเราควรร่วมกันคิดร่วมกันตอบ...... สำหรับผม ผมคิดว่า..เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่มาประนีประนอมหรือถวาย ฎีกา... เพราะอะไร?

เราต้องเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ มีทั้งทหาร ศาล ข้าราชการ สื่อ ผู้มีอิทธิพลในองค์กรที่เกี่ยวกับพระราชวัง และยังมีมวลชนคนชั้นกลางล้าหลังอนุรักษ์นิยมอีกด้วย ดังนั้น

1. การต่อสู้จะต้องเป็นการรุกสู้เกินขอบเขตของการเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ หรือการพยายามหาชัยชนะในการเลือกตั้ง เรารู้ดีว่าชัยชนะในการเลือกตั้งมันสำคัญ แต่มันไม่เพียงพอที่จะยกอำนาจให้ประชาชน และปฏิรูปให้มีประชาธิปไตยแท้ กรณีการยึดสนามบิน และการเลือกปฏิบัติของทหารและศาล โดยไม่ฟังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เราจำได้ และชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐสภาเมื่อเผชิญหน้ากับอำมาตย์

2. สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ ไม่ใช่แค่การกลับมาของประชาธิปไตยรัฐสภาในรูปแบบก่อน ๑๙ กันยา หรือการอภัยโทษกับนักการเมือง ไทยรักไทย สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ คือประชาธิปไตยแท้ ที่ทหาร วัง องคมนตรี ศาล ฯลฯ แทรกแซงไม่ได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการคือ สังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่พลเมืองจำนวนมากรักทักษิณ ก็เพราะเขาเริ่มสร้างระบบสวัสดิการ และเริ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนผ่านนโยบายประชานิยม

การต่อสู้ของเราจะเป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลา และที่สำคัญคือต้อง ใช้ความกล้าหาญทางความคิด ที่จะพัฒนาเป้าหมายให้ก้าวหน้า

ในสภาพเช่นนี้... แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือ ไทยรักไทย เก่า อาจไม่พร้อมที่จะไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี๔๐ การหากินกับผลงานเก่า หรือการอภัยโทษนักการเมือง เขาอาจไม่พร้อมที่จะสู้เต็มที่กับอำมาตย์ และไม่พร้อมที่จะปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคนจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นเราเริ่มเห็นการเสนอเรื่องถวายฎีกา การหาทางประนีประนอม

และการไม่เสนออะไรใหม่ๆ เช่นรัฐสวัสดิการ มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนตกงานในปัจจุบัน หรือข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนในคำพูดของทักษิณและแกนนำเสื้อแดงบางคน

ในเรื่องว่าทักษิณจะกลับมาหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีการประนีประนอมกับอำมาตย์ ฝ่ายอำมาตย์คงไม่อยากให้กลับมาเป็นนายกฯ และถ้าเป็นนายกฯ ก็คงต้องการลดอำนาจและอิทธิพล

ทักษิณจะเป็น “สฤษดิ์ที่สอง” หรือไม่? ก็ตอบยาก สฤษดิ์ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งเหมือนทักษิณ และโดยรวมประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอยร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามนี้คือ ถ้ามีการประนีประนอมระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ปัญหาคดีหมิ่นเดชานุภาพคงยังไม่ถูกแก้ ปัญหาที่เราไม่มีประชาธิปไตยแท้ก็คงไม่ถูกแก้ และการเดินหน้าไปสู่รัฐสวัสดิการแห่งความเท่าเทียมคงเป็นไปได้ยาก เรานั่งเฉยรอให้ทักษิณกลับมาไม่ได้ และนี่คือสาเหตุที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการประนีประนอมล่วงหน้า โดยการจัดตั้งในหมู่คนเสื้อแดงเอง

เพื่อให้เราสามารถอิสระจากแกนนำซีกที่จะประนีประนอม และเพื่อให้เราควบคุมผู้นำของเราอีกด้วย เราจะต้องไม่ถูกลากลงเหวโดยพวกนี้ หรือปล่อยให้เขาปราบหรืออย่างน้อยสลาย การทำงานของพวกเราเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยแท้ ผมหวังว่าแกนนำเสื้อแดงจะไม่ประนีประนอมหักหลังประชาชน แต่เราต้องใช้ปัญญาจากโลกจริงเพื่อพร้อมจะมองโลกในแง่ร้ายด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำใจ เข้าใจล่วงหน้า คือ การสิ้นชีวิตของคนคนหนึ่ง จะไม่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยแท้อย่างง่ายๆหรืออัตโนมัติ เพราะอำมาตย์ประกอบไปด้วยหมู่คณะหลายคน ที่มีผลประโยชน์มากมาย ซึ่งเขาจะพยายามปกป้องโดยการยืดเวลา การเปลี่ยนแปลงหรืองานศพ หรือการแปลงมนุษย์ที่สิ้นชีวิตไปเป็นเทวดาในสวรรค์ ซึ่งแปลว่าเราต้องสู้ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้อำนาจตกจากฟ้าสู่มือเรา “ตามธรรมชาติ” ประเด็นนี้ผมจะขยายความในบทความเดือนธันวาคม

“ยุทธศาสตร์” เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดพร้อมกับเป้าหมายปลายทางว่าเราต้องการสังคมแบบไหน และ “ยุทธวิธี” เป็นแนวทางต่อสู้เฉพาะหน้า เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียม และประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน

เราได้รับคำเตือนแล้ว เพราะตัวอย่างของการอ้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือข้อเสนอโดยแกนนำพันธมิตรฯ ว่า “ต้องทำแนวร่วมกับศักดินาในการต่อสู้กับนายทุน เพื่อประชาธิปไตย” เพราะสิ่งที่ได้มาจริงๆ ครั้งนั้นคืออำมาตย์

วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2552

ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คุณdr_salum บอร์ดประชาไท
29 มิถุนายน 2552

ญาติของร.ท.กระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้าย ซึ่งสิ้นลมอย่างสงบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา อันตรงกับวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 77 ปีพอดี ได้จัดพิธี"ฌาปณกิจศพ"อย่างเรียบง่ายแล้วเมื่อวานนี้(28มิ.ย.) จากนั้นจะนำอัฐิมาบรรจุกระดูกที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เช่นเดียวกับผู้นำคณะราษฎร์สำคัญท่านอื่นๆ เช่น นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นต้น

ร.ท.กระจ่างจากไปอย่างสงบ รวมอายุ 98 ปี ซึ่งญาติได้นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ฌาปนกิจสถานเทศบาลนครยะลา มีพิธีรดน้ำศพ ในวันที่ 25 มิ.ย. เวลา 15.00 น. และได้ทำพิธีฌาปนกิจ ในวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมานี้


ผู้ใช้นามแฝงว่า dr_salumรายงานบรรยากาศการจัดงานฌาปณกิจศพว่า"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางรอนแรมไปไกล
เพื่อร่วมงานนี้"และว่า พิธีฌาปณกิจเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีผู้มาร่วมงานราวไม่เกิน 100 คน บรรยากาศในงานมีพวงหรีดจากนักการเมืองรุ่นเก่า ๆ มาร่วม "ท่านผู้นี้ ก็คงจะเป็นที่จดจำของ คนไทยที่รักประชาธิปไตยไปอีกนาน"

เปิดเผยวีรกรรมขณะทำงานกู้ชาติกับเสรีไทย

หนังสือตำนานเสรีไทยบันทึกประวัติวีรกรรมของกระจ่างไว้ว่า เขาเกิดที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพ.ศ.2456 เป็นบุตรนายนัฐ ตุลารักษ์ และเป็นน้องชายนายสงวน ตุลารักษ์ เอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศจีนคนแรก ได้รับการชักชวนจากพี่ชายให้เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง24มิถุนายน2475 ขณะเป็นนักเรียนกฎหมาย ต่อมาได้รับราชการทหาร แล้วเดินทางไปปฏิบัติงานเสรีไทยที่ประเทศจีนกับคณะของพี่ชาย ภายหลังสงครามได้รับพระราชทานยศทหารเป็นร้อยโท

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่2สงบลง ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เขต1ขอนแก่น ต่อมาไปประกอบอาชีพส่วนตัวที่จ.ยะลา เปิดโรงเลื่อยไม้ที่บ้านกาบู ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน และสมรสกับนางพวงเพ็ชร หรือ สวนเพ็ชร โกวิทยา อดีตนางงามท้องถิ่นจ.ปัตตานี มีบุตรธิดา 4 คน

บทบาทของการเป็นเสรีไทยที่สำคัญของกระจ่างเกิดขึ้นในช่วงที่ตอนแรกก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ภารกิจหลักคือการติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีน สหรัฐฯ และอังกฤษ เพื่อให้สัมพันธมิตรทราบว่ามีองค์การใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นโดยคนไทยผู้รักชาติได้จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยแล้ว และต้องการร่วมมือกับสัมพันธมิตรในการต่อต้านญี่ปุ่น และจัดตั้งรัฐบาลพลักถิ่นขึ้นในต่างประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทยพยายามดำเนินการเรื่องนี้มาแต่ต้น แต่เพิ่งจะสำเร็จเป็นครั้งแรกในต้นปี2486 เมื่อส่งนายจำกัด พลางกูรเล็ดลอดจากไทยไปถึงนครจุงกิง ประเทศจีน และสามารถติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ อย่างไรก้ตามตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม2486นายปรีดีไม่ได้รับการติดต่อใดๆจากนายจำกัดเลย

นายปรีดีจึงตัดสินใจส่งอีกคณะนำโดยนายสงวน ตุลารักษ์เล็ดลอดออกจากไทยไปจีนเพื่อสืบข่าวนายจำกัด โดยมีกระจ่างร่วมคณะไปด้วย โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปโดยรถไฟถึงพระตะบอง เขมรเมื่อ14กรกฎาคม2486ไปถึงจุงกิงวันที่1กันยายนปีเดียวกัน ตลอดการเดินทางต้องเสี่ยงถูกญี่ปุ่น ซึ่งยึดครองประเทศอินโดจีนอยู่จับกุม โดยเฉพาะขณะเดินทางจากเมืองมองกาย ชายแดนเวียดนามเข้าสู่เมืองตงเฮงของจีนเมื่อ28กรกฎาคม2486 นายกระจ่างไปสืบที่แนวหน้าแล้วแนะนำคณะทั้งหมดปลอมตัวเป็นชาวเวียดนามเดินปะปนคนจีนถือกระจาดเหมือนพ่อค้าเข้าไปเพื่อตบตาญี่ปุ่น ส่วนนายกระจ่างเดินตัวเปล่าตามหลังไป

"เราเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลาถึง1เดือนเต็มหลังจากออกประเทศไทยมา เป็นการเดินทางที่แสนทุรกันดารนั่งเกี้ยวและลงเรือสลับกันไป"นายสงวนพี่ชายนายกระจ่างบันทึกไว้ตอนหนึ่ง เมื่อถึงจีนได้ไปพำนักกับหมอสงวน ว่องวานิช นายห้างอังกฤษตรางูผู้ต่อต้านญี่ปุ่นถูกเนรเทศมาอยู่จีนระยะหนึ่ง จนคณะสามารถติดต่อกับนายจำกัดได้ในปลายเดือนกันยายน ก่อนที่นายจำกัดจะเสียชีวิตลงในวันที่7ตุลาคม นายกระจ่างเป็นผู้เก็บอัฐิไปลอยอังคารที่แม่น้ำแยงซีเกียง
................
จำกัด พลางกูร


นายจำกัดเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ในวัยเพียง26ปี กล่าวกันว่าเพราะภารกิจที่ตรากตรำ การที่ถูกทางการจีนควบคุมตัวไว้ไม่ต่างจากนักโทษขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติ เขากล่าววาจาสุดท้ายอย่างแผ่วเบาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity..."

ทั้งนี้ก่อนรับภารกิจออกเดินทางมาจีนเพื่อติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรนายปรีดีให้โอวาทเขาว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanityนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็ได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"..จำกัดเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากอ๊อกฟอร์ด เมื่อศึกษาจบเข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการระยะหนึ่ง และถูกให้ออกจากราชการ เพราะทัศนคติต่อต้านการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในเวลานั้น เมื่อญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทย ได้เข้าร่วมกับปรีดีก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น

.............
จากนั้นเดินทางไปคุนหมิงเข้าฝึกอบรมการก่อวินาศกรรม การรับส่งวิทยุโดยรหัสลับ และการทหาร2เดือน จนต้นปี2487จึงเดินทางไปเมืองเจียงเฉิน ติดชายแดนเวียดนามอีก2เดือน แล้วเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนเมษายน2487 และไปตั้งสถานีวิทยุรับ-ส่งข่าวกับจุงกิงที่หลวงพระบาง ประเทศลาว

ต้นเดือนกรกฎาคม2487เดินทางถึงพรมแดนไทย-ลาว สามารถติดต่อกับเสรีไทยสายอีสานได้หลายคน และได้รายงานให้นายปรีดีทราบ

กระจ่างยังได้รับภารกิจนำไมโครฟิล์มบันทึกข้อความนัดหมายให้นายปรีดีจัดคนไปรับการขึ้นบกจากเรือดำน้ำของนายทหารเสรีไทยสายอังกฤษในปลายเดือนธันวาคม2486 ซึ่งม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิทสวัสดิวัตทรงมอบให้แก่นายจำกัดไว้เมื่อเสด็จมาพบนายจำกัดที่จุงกิงในเดิอนสิงหาคม2486 แต่เนื่องจากนายกระจ่างยังไม่ได้เดินทางเข้าไทยจนกระทั่งปี2487 ดังนั้นเมื่อหน่วย"พริชาร์ด"ของกองกำลัง136 ซึ่งมีร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคณะเดินทางมาถึงโดยเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษมาถึงฝั่งไทยที่จังหวัดพังงาตามวันเวลาที่นัดหมายไว้ในไมโครฟิลฺมดังกล่าว จึงไม่มีฝ่ายไทยไปรอรับ ทำให้ทางการอังกฤษต้องสั่งยกเลิกปฏิบัติการพริชาร์ดไปในที่สุด


ปลายทางผู้ร่วมก่อการ-ภาพป้ายสถานที่บรรจุอัฐิผู้นำคณะราษฎรที่วัดประชาธิปไตย(ในภาพเป็นที่บรรจุอัฐิพระยาพหลพลพยุหเสนา และพระยาทรงสุรเดช )รวมทั้งเคยเป็นสถานที่จัดงานฌาปณกิจท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีที่แล้ว ญาติๆจะนำอัฐิของร.ท.กระจ่างมาบรรจุอัฐิที่วัดแห่งนี้

นางอภิลักษณ์ ลากชุ่มศรี อายุ 59 ปี ลูกสาว ร.ท.กระจ่าง เปิดเผยว่า หลังจากทำพิธีฌาปนกิจเสร็จแล้ว จะนำกระดูกไปเก็บไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.(สำหรับวัดนี้มีชื่อในตอนแรกตั้งว่าวัดประชาธิปไตย เป็นที่เก็บอัฐิของคณะผู้ก่อการคณะราษฎร์หลายคน-ไทยอีนิวส์)

"การที่ท่านมาเสียชีวิตในวันที่24มิถุนายนนี้ รู้สึกแปลกดี รู้สึกว่าคุณพ่อคอยวันนี้ เพื่อนๆของคุณพ่อที่ไปร่วมงานวันลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ได้ทราบหมด และได้มีการยืนไว้อาลัยให้ 1 นาที ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ก็ยืนไว้อาลัยให้ เพื่อนๆ ที่ กทม.รู้ข่าวนี้กันหมดแล้ว คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเข้าร่วมกับคณะราษฏร์ เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ไปอยู่กับคุณลุงสงวน ตุลารักษ์ ” นางอภิลักษณ์ ลากชุ่มศรี กล่าว


บรรพชนปฏิวัติ-"สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง"

กระจ่าง ตุลารักษ์ เคยให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสารสารคดีถึงเหตุการณ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ซึ่งเขาเป็น1ในสมาชิกคณะผู้ก่อการ115คน ว่า
>....."ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย...


ส่วนคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น เขากล่าวทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง"...


อ่านเพิ่มเติม:24มิถุนา2552 สืบกระแสธารบรรพชนปฏิวัติ )

โต้แย้งเอกสารประกอบการเรียน วิชาสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเตรียมอุดมฯ



มายาภาพกับข้อเท็จจริง-การชุมนุมของคนเสื้อแดง(บน)กับคนเสื้อเหลือง(ล่าง)ซึ่งนอกจากสื่อกระแสหลักจะบิดเบือนแล้ว ยังปรากฎในตำราเรียนของเตรียมอุดมศึกษาอีกด้วย

โดย คนเสรี
29 มิถุนายน 2552

โดยภาพรวม ๆ แล้วเมื่อพิจารณาอ่านเอกสารประกอบการเรียนนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าแทนที่เอกสารนี้จะเป็นการนำเสนอ fact แต่กลับเป็นการเขียนเอกสารโดยใส่ความคิดเห็นของคณาจารย์เข้าไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับเป็นความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียวเสียด้วย (ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)


บทความชิ้นนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นเนื่องมาจาก การได้อ่านเอกสารประกอบการเรียนวิชา “สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ (ส 33101)” ที่มีคณะผู้จัดทำเป็นอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 5 ท่าน โดยได้มีผู้นำออกมาเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด [1]

เมื่อผู้เขียนได้อ่านเนื้อหาจากหน้าที่ 158 ถึงหน้า 167 แล้วได้มีความเห็นแย้งกับคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ในหลาย ๆ จุด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยแล้วปล่อยให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนของชาติได้รับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า fact แต่กลับเป็นสิ่งที่ได้ถูกเจือปนไปด้วยอคติของกลุ่มคณะอาจารย์ผู้จัดทำ จุดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนต้องเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา

ความไม่ถูกต้องของเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ ประกอบไปด้วยหลาย ๆ จุด จากมากบ้างน้อยบ้างเรียงกันไปดังนี้

1. การไม่ตรวจสอบข้อมูลชื่อบุคคลให้ถูกต้อง

ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้มีการอ้างถึงชื่อบุคคลอยู่คนหนึ่งในหน้าที่ 159 คือ “นายบวรศักดิ์ สุวรรโณ[2] ตรงจุดนี้บุคคลคนนี้จริง ๆ แล้วมีการเขียนนามสกุลที่ไม่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วจะต้องเป็น “นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ถึงจะถูกต้อง ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเหล่าคณาจารย์ไม่ทราบข้อมูลตรงส่วนนี้จริง ๆ หรือว่าเป็นการผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หากเหล่าคณาจารย์เหล่านี้เป็นผู้ที่มีความรู้อย่างแท้จริง และติดตามประวัติศาสตร์การเมืองอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่น่าที่จะผิดพลาดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไปได้

2. ความมีอคติในการนำเสนอเนื้อหาระหว่างรัฐบาลสองรัฐบาล

ในหน้าที่ 158 หัวข้อ 24.6 มีการกล่าวว่าในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของทักษิณนั้น มีการปิดกั้นครอบงำวุฒิสภา องค์กรอิสระต่าง ๆ และปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน


ผู้เขียนจะไม่ขอโต้แย้งในจุดนี้ว่าจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ผู้เขียนจะวิเคราะห์จุดตรงที่พิจารณาได้ว่าคณาจารย์มีความอคติลำเอียงก็ คือ ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเองนี้ มีการปิดกั้นคุกคามสื่อ มีการสกัดกั้นการออกอากาศของวิทยุชุมชน มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ แต่น่าแปลกใจที่คณาจารย์เหล่านี้กลับมองไม่เห็น อย่างน้อย ๆ แล้วหากคณาจารย์เหล่านี้มีความเป็นธรรมในการเสนอข้อมูล ก็ควรที่จะนำเรื่องการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะใส่ไว้ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ด้วย

ในหน้าที่ 161 หัวข้อ 24.11 ในเอกสารประกอบแบบเรียนกล่าวเสมือนกลับว่า การบริหารราชการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ได้รับความลำบากมากในการบริหารประเทศ เพราะมีการประท้วงของกลุ่ม น.ป.ช. รวมทั้งประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำลุกลามไปทั่วโลก


หากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปในสมัยที่พันธมิตรออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของทักษิณแล้ว รัฐบาลทักษิณก็ย่อมมีความยากลำบากในการบริหารประเทศเช่นกัน แต่ในเอกสารประกอบการเรียนนี้กลับไม่กล่าวถึง กลับนำเสนอในทำนองว่าการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการขับไล่รัฐบาลทักษิณ (ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลทักษิณนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน)

3. ความบิดเบือนของข้อเท็จจริงในเรื่องของการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร

ในหน้าที่ 163 หัวข้อที่ 25.1 มีการกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายจากการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาของกลุ่มพันธมิตรที่หน้ารัฐสภา


ตรงจุดนี้หากคณาจารย์มีจิตใจที่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะต้องนำผลการชันสูตรการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทั้งสองคนนี้ เข้ามาบรรจุไว้ในเนื้อหาด้วย เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วคณาจารย์ทำเสมือนกับว่าต้องการจงใจจะปกปิดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งสองคนนี้ ถึงแม้ว่าการเสียชีวิตของน้องโบว์นั้นจะเป็นมีการโต้เถียงกันว่าเกิดจากแก๊สน้ำตาหรือไม่ (ความเห็นของผู้เขียนเอง คือ น้องโบว์เสียชีวิตจากระเบิดปิงปองของการ์ดพันธมิตร - ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้อ่านลองศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม)

แต่สำหรับสารวัตรจ๊าบแล้วเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่ได้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และไม่ได้เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตา เพราะสารวัตรจ๊าบนั้นเสียชีวิตด้วยระเบิด โดยตัวสารวัตรเองนั้นนั่งอยู่ในรถของตัวเอง แล้วรถคันนั้นมีการระเบิดขึ้น (ส่วนระเบิดในรถนั้นมาจากที่ใด ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้เข้ามาอ่านได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ก็คงจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก) แค่จุดนี้ก็แสดงให้เห็นได้แล้วว่า คณาจารย์เหล่านี้จงใจที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องการสลายการชุมนุม

4. การบิดเบือนเรื่องการใช้กระสุนกระดาษสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

ในหน้าที่ 167 นั้น หัวข้อที่ 25.2 ได้กล่าวเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่ามีการสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนกระดาษนั้น


จุดนี้เป็นจุดที่มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างไม่น่าอภัย เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าได้มีการปรากฎตามสื่อต่างชาติ ทั้งรูปภาพคลิปวีดีโอ ว่าทหารใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกกระสุนปืน M16 ยิงหลายราย ผู้เขียนไม่เข้าใจว่าในยุคสมัยอินเตอร์เนตนี้ ที่ข่าวสารยากที่จะปิดบัง รวมทั้งข่าวสารง่ายต่อการตรวจสอบ แต่ทำไมคณาจารย์เหล่านี้กลับทำเหมือนกับว่า จะบิดเบือนข้อมูลตรงจุดนี้ไปได้ง่าย ๆ หรือคณาจารย์เหล่านี้ยังคิดว่าประชาชนในสมัยนี้นั้นยังฉลาดน้อยเหมือนกับในสมัยก่อนอยู่

จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ผู้เขียนหยิบยกเฉพาะประเด็นที่หลัก ๆ สำคัญ ๆ ออกมาโต้แย้งเหล่าคณาจารย์ แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายประเด็นนักแต่ผู้เขียนก็คิดว่าไม่อยากจะหยิบยกมาเป็นประเด็นมากจนเกินไปจนเหมือนกับเป็นการจับผิดไป แต่โดยภาพรวม ๆ แล้วเมื่อพิจารณาอ่านเอกสารประกอบการเรียนนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าแทนที่เอกสารนี้จะเป็นการนำเสนอ fact แต่กลับเป็นการเขียนเอกสารโดยใส่ความคิดเห็นของคณาจารย์เข้าไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับเป็นความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียวเสียด้วย (ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

มาถึงจุดนี้ผู้เขียนก็ฉุกคิดขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง คือ การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนของเรานั้น มีการบิดเบือนมาโดยตลอด หรือ อาจจะจงใจที่จะตัดประวัติศาสตร์บางตอนออกไปจากแบบเรียน โดยไม่ต้องการที่จะให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในบางช่วง ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า

นับจากนี้ไป เราน่าจะที่ต้องร่วมกันรณณรงค์ในเรื่องของการบรรจุเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง นำเสนอแต่สิ่งที่เรียกว่า fact เข้าไปในเนื้อหาแบบเรียนให้นักเรียนได้ศึกษากันจริง ๆ จัง ๆ เสียที โดยอาจจะเริ่มจาก เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย พ.ศ. 2475 ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชการที่ 8 เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์สมัย 6 ตุลาคม 2519

และถ้าจะให้ดีก็ควรที่จะเตรียมตัว ที่จะนำเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนับจากนี้ไปอีกสัก 5 ปีเข้าบรรจุไว้ในแบบเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลัง ๆ ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกันเสียที
........

อ้างอิง
[1] http://www.thailandmirror.com/vlog/index.php/download
[2] http://www.pub-law.net/lect/dr_bwu.html

สุดซาบซึ้งท่านหญิงพระอัจริยภาพเลิศล้ำ จบเกียรตินิยมเหรียญทองเป็นพระอาจารย์จุฬาทันที


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระสหายและบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในโอกาสทรงสำเร็จการศึกษาภาควิชานฤมิตศิลป์ เกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

ที่มา มติชนออนไลน์
29 มิถุนายน 2552

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ สำเร็จการศึกษา วิชาแฟชั่นจุฬาฯ

พระองค์เจ้าศิริวัณณวรีฯ ทรงต่อปริญญาโทฝรั่งเศส หลังสำเร็จการศึกษา วิชาแฟชั่นและสิ่งของ จุฬาฯ ด้านคณบดียกย่อง ทรงเป็นนิสิตต้นแบบผู้มุ่งมั่นและตั้งใจเรียน

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 28 มิถุนายน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ เสด็จยังคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงฉายพระรูปหมู่ร่วมกับพระอาจารย์และบัณฑิตที่จบการศึกษาประจำปี 2551 โดยทรงสำเร็จการศึกษาจากภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) ผลการเรียนเฉลี่ย 3.93 เมื่อเสด็จถึงทรงทักทายคณาจารย์ที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ จากนั้นทรงฉลองพระองค์ครุยแถบสีแดงเลือดนก ทรงถือช่อดอกไม้และป้ายจบการศึกษา มีข้อความว่า CU 2551 จุฬาฯ ประทานอนุญาตให้พระอาจารย์ บัณฑิตคณะศิลปกรรม และญาติบัณฑิตฉายพระรูปด้วยอย่างไม่ถือพระองค์ ระหว่างทรงร่วมกิจกรรมนั้น รับสั่งว่า"จะเสด็จไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศฝรั่งเศส"

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณ วรีนารีรัตน์ ทรงศึกษา ทรงเป็นนิสิตต้นแบบที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียนมาก ทรงมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบสูง ทรงปฏิบัติพระองค์เรียบง่าย เข้าเรียนและทำกิจกรรมตามปกติเฉกเช่นนิสิตทั่วไป โปรดการศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา และศึกษานอกหลักสูตรด้วยพระองค์ โดยเฉพาะการจัดแฟชั่นโชว์ในเวทีแฟชั่นต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

"ท่านหญิงทรงได้รับรางวัลนิสิตดีเด่นประจำปีการศึกษา 2551 เนื่องจากทรงมีผลการเรียนดีเด่น เป็นศิลปินบัณฑิตที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบแฟชั่นดีไซน์ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีความเป็นวิจิตรศิลป์Ž ศ.ดร.ชาญณรงค์กล่าว และว่า พระองค์ทรงเข้ารับพระราชทานปริญญาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.โอกาสนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ จะเสด็จฯร่วมแสดงความยินดีด้วย"


พระอัจริยภาพเลิศล้ำศึกษาจบทรงเป็นพระอาจารย์สอนจุฬาฯนิสิตซาบซึ้ง

ทางด้านนิสิตจุฬาฯรายหนึ่งได้เปิดเผยในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ว่า หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว"ท่านหญิง"ยังได้มาเป็นพระอาจารย์องค์ใหม่ โดยในตารางสอนนั้นกำหนดไว้ในวันที่ 26 มิถุนายน และ 3 กรกฎาคม มาสอนวิชาประวัติศาสต์ศิลปะตะวันตก ในส่วนของ part ศิลปะโรมัน ซึ่งปีนี้จะมีคนมาเรียนเยอะมากเป็นประวัติการณ์ เห็นอาจารย์บอกว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 500%

"อาจารย์บอกพวกหนู ๆ ว่าวันที่พระอาจารย์องค์ใหม่มาสอนให้เตรียมตัวออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ 2 ชม.เพราะว่าอาจจะมีการปิดการจราจร รถอาจติดมาก และวันดังกล่าวให้แต่งหน้าทำผมให้ดูดีหน่อย เพราะพวกหนูอาจจะได้ออกทีวี และอาจารย์บอกว่าให้ไปทำการบ้าน อ่านหนังสือให้จบ และเตรียมคำถามมาหนึ่งคำถาม โดยอาจารย์บอกให้ส่งคำถามที่จะถาม ให้อาจารย์ตรวจสอบก่อนหนึ่งวัน"

วิกฤตเลิกจ้าง :การฉวยโอกาสของนายทุน และการลุกขึ้นสู้ของคนงานไทรอัมพ์

โดย สันติ ธรรมประชา
29 มิถุนายน 2552

รัฐไทยภายใต้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้บริหารประเทศท่ามกลางวิฤตการจ้างงานปัจจุบัน และมีนโยบายด้านแรงงานอย่างไร้วิสัยทัศน์ กลับแก้ปัญหาเฉพะหน้าหรือเพื่อเพียงให้ผ่านไปวันๆ โดยงบประมาณประชาสัมพันธ์โฆษณษสร้างภาพที่ให้ดูดีให้ชอบธรรม และอาจไม่ถึงผู้ใช้แรงงานที่เดือดร้อนมากๆด้วย เช่น นโยบายให้เงิน 2000 บาทแก่ผู้ประกันตน โครงการฝึกอาชีพต่างๆ ฯลฯ


นับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้นายทุน บริษัท นายจ้างต่างๆได้ฉวยโอกาสที่จะลดต้นทุนการผลิตในหลายๆด้าน ที่สำคัญยังได้ฉวยโอกาสใช้กลยุทธ์การทำลายล้างสหภาพแรงงาน ด้วยเช่นกัน

สหภาพแรงงานนั้น ถือเป็นสิทธิการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน ในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล สหภาพแรงงาน เป็นการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานในการปกป้องสิทธิพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แต่นายทุนกลับมองว่า สหภาพแรงงานเป็นเสมือนปีศาจที่คอยหลอกหลอนนายทุน

เป็นอุปสรรคสำคัญในการหากำไรตามอำเภอใจของนายทุน ที่จะแบ่งปันกำไรอย่างใดก็ได้ โดยไม่มีสหภาพใช้อำนาจต่อรองเพื่อผู้ใช้แรงงาน

บริษัทนายทุนจำนวนไม่น้อย มักจะใช้วิธีการประกาศเลิกจ้างพนักงานบางส่วนหรือทั้งหมด ลดสวัสดิการต่างๆ อ้างว่าบริษัทจะอยู่ไม่ได้ พนักงานที่ถูกเลิกจ้างก่อนอื่นใครก็มักเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน หรือพนักงานที่ตระหนักถึงสิทธิคนงาน

ขณะที่บริษัทต่างๆ ก็มักไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผลต่างๆให้พนักงานในฐานะผู้ใช้แรงงานสร้างผลิตภัณต่างๆให้บริษัท คนงานไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล ไม่มีความโปร่งใส แต่บริษัทมักอ้างว่าขาดทุน จะมีการตกแต่งตัวเลขหรือไม่ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะขาดทุนจริงหรือไม่ น้อยมากที่บริษัทจะคิดถึงการลดเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง แต่กลับโยนภาระให้กับพนักงงานระดับฐานการผลิตอยู่เสมอ ทั้งๆที่หลายบริษัทพนักงานระดับสูงมีเงินเดือนมากกว่าพนักงานฐานการผลิตนับสิบเท่าหรือมากกว่านั้น

กล่าวได้ว่า มีนายทุนจำนวนมาก ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จรวมศุนย์ ไม่ต่างกับวิธีคิดของพวกของอำมาตยาธิปไตยแต่อย่างใด ไม่ว่าจะผิดหรือถูกกฎหมายก็ตาม นายทุนไม่น้อยหาได้มีสำนึกเสรีอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ใช้แรงงานไม่มีส่วนร่วม ไม่มีตัวแทน ไม่มีอำนาจเข้าไปประชุมกับผู้บริหารบริษัทแต่อย่างใด เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

ขณะที่ ด้านรัฐไทยก็เหมือนรัฐต่างๆส่วนใหญ่ทั่วโลก มักไม่มีมาตราจัดการกับบริษัทนายทุนอย่างชัดเจน แต่กลับเอื้อประโยยชน์ให้กับบริษัท นายทุน ในหลายวิธีการ ทั้งทางกฎหมายและนอกกฎหมาย รัฐไทยกลับทำหน้าที่รับใช้นายทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน

รัฐไทยภายใต้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้บริหารประเทศท่ามกลางวิฤตการจ้างงานปัจจุบัน และมีนโยบายด้านแรงงานอย่างไร้วิสัยทัศน์ กลับแก้ปัญหาเฉพะหน้าหรือเพื่อเพียงให้ผ่านไปวันๆ โดยงบประมาณประชาสัมพันธ์โฆษณษสร้างภาพที่ให้ดูดีให้ชอบธรรม และอาจไม่ถึงผู้ใช้แรงงานที่เดือดร้อนมากๆด้วย เช่น นโยบายให้เงิน 2000 บาทแก่ผู้ประกันตน โครงการฝึกอาชีพต่างๆ ฯลฯ

รัฐไทย มักใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จรวมศูนย์ เป็นวิธีคิดของพวกของอำมาตยาธิปไตย จากบนสู่ล่าง ดูถูกผู้ใช้แรงงานว่าไม่มีความรู้พอที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของพวกเขา

ผู้ใช้แรงานไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายกับภาครัฐแต่อย่างใด

สองสามวันที่ผ่านมา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์และสมาชิกได้ชุมนุมเนื่องจาก บริษัทเลิกจ้าง1,930คน เพราะขาดทุน

ขอให้เปิดเผยข้อมูลและปฎิบัติตามcode of conduct เปิดทางให้มีส่วนร่วมดูแลคนงาน

นางสาววันเพ็ญ วงษ์สมบัติ ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า บริษัทฯมีแผนการเลิกจ้างคนงานทั้งหมด 1,930 คน ครึ่งหนึ่งของพนักงานที่มีร่วม 4,000 คน ที่เป็นคนงานที่บางพลี ทั้งนี้คนงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่เข้าร่วมต่อสู้กรณีน.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานฯที่ถูกเลิกจ้างครั้งที่แล้ว

การเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทฯได้อ้างว่าขาดทุน ไม่มีออร์เดอร์ แต่เราเชื่อว่าไม่ได้เกิดจากกการขาดทุน เนื่องจากที่ผ่านมาพนักงานมีการทำงานล่วงเวลา อีกทั้งบริษัทไม่เคยชี้แจงถึงสถานการณ์ที่บริษัทได้รับผลกระทบ และไม่มีมาตรการใดๆในเรื่องของการประหยัด และ การขจัดการคอรัปชั่น

ดังนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จึงขอให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลของบริษัทอย่างโปร่งใส และเคารพสิทธิแรงงาน ในการมีส่วนร่วมที่มีผลกระทบต่อพนักงาน โดยขณะนี้สหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ฯไม่สามารถยอมรับการอ้างภาวะขาดทุน ไม่มีออเดอร์ จึงควรเปิดเผยข้อมูล และเปิดโอกาสให้สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯเพื่อลดความตึงเครียด และขจัดข้อขัดแย้ง

ทั้งนี้ การเลิกจ้างคนงานจำนวนมาก ควรที่จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อคนงานที่จะต้องอยู่ต่อไป ทั้งนี้เรียกร้องให้บริษัทยอมรับสหภาพแรงงานฯและสามารถมีบทบาทในการดูแลเพื่อนพนักงานได้ต่อไป

น.ส.วันเพ็ญ กล่าวอีกว่าพนักงานต้องการรับฟังเหตุผลในการบอกเลิกจ้างพนักงาน ข้อมูล ผลประกอบการที่เป็นจริงอย่างโปร่งใส ที่หากมีความจำเป็นในการเลิกจ้าง ทุกฝ่ายควรที่จะลดผลกระทบต่อพนักงาน โดยให้เป็นการสมัครใจออก หรือให้ค่าชดเชยสูงกว่ากฎหมายกำหนด และเงินช่วยเหลือที่จะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้คนงานส่วนใหญ่มีอายุมาก โอกาสหางานใหม่ได้ยาก

ดังนั้น กรณีการเลิกจ้างพนักงงานไทรอัมพ์ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการฉวยโอกาสของนายทุนหรือไม่? นโยบายของรัฐบาลแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไร้วิสัยทัศน์

ที่สำคัญทั้งนายทุนและรัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบอำมาตยาธิปไตย ไม่ฟังเสียงผู้ใช้แรงงานและไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมแต่อย่างใด

ผู้ใช้แรงงานจึงต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

ระหว่างบรรทัดความขัดแย้งและการต่อสู้กับจักรภพ เพ็ญแข

ที่มา: หนังสือพิมพ์ “แนวร่วม” รายสัปดาห์ (ฉบับอุ่นเครื่อง)
29 มิถุนายน 2552

ผมเคยทำงานถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโครงการหนังสือ “The Princess of All Peoples” เคยเป็นสื่อมวลชนอิสระ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากรในสถาบันของทหาร รวมทั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยาวนานหลายปี เป็นลูกหลานทหาร แม่มาจากตระกูลที่รับใช้รั้ววังมา เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ จะสรุปความเป็นคนของผมอย่างไร ผมเป็นคนชนิดไหน ผลประโยชน์ร่วมกันและขัดแย้งกับกลุ่มใด..อย่าเสียเวลากับตัวผมมากนักเลยครับ มาคุยกันเรื่องความคิด อุดมการณ์ และแผนงานดีกว่า

ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเขียนอเมริกันที่ผมชื่นชอบมาก คือเรย์ แบรดบิวรี่ เขาบอกว่า “กระโดดลงเหวไปก่อน แล้วงอกปีกตามให้ทัน” ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้น


Q.ระหว่างบรรทัด ในการให้สัมภาษณ์ของคุณจักรภพกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และระหว่างบรรทัดจากข้อเขียนของคุณในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (Red News) ก่อให้เกิดความสงสัยในคนเสื้อแดงหลายคนและถูกขยายความต่อจากฝ่ายตรงข้ามว่า เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกันในหมู่แกนนำเสื้อแดง โดยเฉพาะคุณจักรภพกับคุณจตุพร บอกได้หรือไม่ว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์หรือความแตกต่างกันทางความคิดในยุทธวิธีการต่อสู้

A. คนที่สวมเสื้อแดงที่หัวใจและจิตวิญญาณเขาไม่สนใจเรื่องตัวบุคคลหรอกครับ เขาสนใจว่าขบวนการประชาธิปไตยของเรามีวุฒิภาวะแค่ไหน และจะเดินต่อไปสู่เป้าหมายอย่างไรมากกว่า ขณะนี้เรากำลังสร้างแนวร่วมประชาธิปไตยให้เป็นเครือข่ายที่สำคัญและมีพลัง เราทิ้งใครหรือตั้งข้อรังเกียจใครไม่ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีความหมายและความสำคัญ เพราะระบอบอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานและแน่นแฟ้น เหมือนต้นโพธิ์กับกำแพงผุที่กอดกันอยู่ เราเห็นภูเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว จะมานั่งเถียงกันทำไมครับว่าจอบของใครขุดได้ดีกว่า เราต้องใช้จอบทุกอันที่มีนั่นแหละ

Q. หลายคนมองว่าโดยส่วนตัวของคุณนั้นต้องการให้ความรุนแรงในการต่อสู้เป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา

A. นั่นเป็นเรื่องแต่งครับ เรามีอะไรในขบวนการเสื้อแดงที่จะไปก่อความรุนแรงเล่า? อาวุธก็ไม่มี กำลังจากไหนๆ ก็ไม่มี ที่สำคัญคือเจตนาที่จะก่อความรุนแรงวุ่นวายก็ไม่มี ผมเห็นแต่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่เขามีทั้งกำลังทหาร ตำรวจ สายลับ ข่าวกรอง และขบวนการประชาชนจัดตั้งแบบติดอาวุธเตรียมก่อเรื่องแบบที่นางเลิ้ง ใครที่อยากเชื่อเรื่องแบบนี้ ควรย้อนไปดูเทปการชุมนุมของพวกเราตั้งแต่ยุค PTV เป็นต้นมาว่าเราเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงบ้างหรือไม่ ผมอยู่กับขบวนการของเรามาตลอด และยึดอยู่กับหลักการแห่งความสงบ สันติ และปราศจากอาวุธเรื่อยมา

Q. คุณมองว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและขบวนการผู้รักประชาธิปไตยมันเป็น "เกม" ที่ต้องรู้แพ้-ชนะ กันในกรอบเวลาที่จำกัด หรือเป็นสงครามที่อาจพ่ายแพ้ในศึกหนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าจะเป็นการปิดฉาก

A. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เกม ซึ่งแปลว่าการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลินของใครสักคนหนึ่ง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เกม แต่เป็นวิถีชีวิตของคน ๖๔ ล้านคนที่ต้องการคำตอบว่าชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับอำนาจลึกลับที่คอยบงการชี้นำประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจที่ปราศจากความพร้อมรับผิดเพราะหาตัวคนสั่งไม่ได้ หรือขึ้นกับตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยที่ขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว โดยประชาชนสามารถถ่วงดุลและตรวจสอบได้ เรื่องขนาดวิถีชีวิตนี่กำหนดวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้หรอกครับ ผมรู้แต่ว่าใครเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นภารกิจแห่งชีวิต และอุทิศตนเต็มที่ จะวางขั้นตอนชัดเจนแบบทำธุรกิจคงจะไม่ได้

Q. คุณพูดถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตย อยากทราบถึงโมเดลกระบวนการทำงานของหน่วยงานนี้ว่าเป็นเช่นไร

A. หน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตยมีขึ้นเพื่อตอบโจทย์ในอดีตว่าทำไมขบวนการประชาธิปไตยของเราจึงได้พ่ายแพ้มาตลอด ประชาชนของเรามีความบริสุทธิ์ใจมาก แต่ฝ่ายตรงข้ามเขามีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัวและโหดเหี้ยมอำมหิต สู้กันลำบาก เราต้องการกิจกรรมประชาธิปไตยที่มีอุดมการณ์และวิธีคิดที่เป็นประชาธิปไตยแท้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพและสร้างอำนาจต่อรองให้กับฝ่ายประชาชนได้ รูปธรรมคือสรรหาและพัฒนานักปฏิวัติประชาธิปไตยเต็มเวลามาทำงาน จะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ ทำงานประสานกับคนในอย่างใกล้ชิด มุ่งหวังผลเลิศ แต่ไม่ได้มุ่งหมายผูกขาดการปฏิวัติประชาธิปไตยไว้เป็นของตน

รูปแบบเรียบง่าย ประกอบด้วยศูนย์กลาง แกน เครือข่าย และแนวร่วม ทำงานกับขบวนการประชาธิปไตยสากล เพราะการโค่นล้มเผด็จการไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของประเทศหนึ่งประเทศใด

Q. แน่นอนว่าหน่วยงานนี้จะไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธหรือการเล่นเกมใต้ดินที่มีบางกลุ่ม
พยายามยัดเยียดการต่อสู้ในแนวทางรุนแรงนี้ให้กับคุณ..?


A. จินตนาการไปเถิดไม่เป็นไร แต่ระวังยัดเยียดจะอะไรแล้วเกิดเป็นประโยชน์กับผมขึ้นมาก็แล้วกัน

Q. ในความเป็นนักรัฐศาสตร์ของคุณๆ มองการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้แนวทางสังคมนิยมของหลายประเทศในยุโรปเป็นเช่นไร แบบอย่างไหนที่คุณคิดว่าใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด

A. ยุโรปกลายเป็นประชาธิปไตยได้ก็เพราะผ่านเผด็จการสุดขั้วมานับร้อยปี ทั้งเผด็จการราชาธิปไตย เผด็จการทหาร และเผด็จการจักรวรรดินิยม ประเทศไทยอาจจะกระโดดพรวดเดียวไปถึงขนาดนั้นไม่ไหว ดูประเทศใกล้ตัวอย่างอิหร่านและญี่ปุ่นสิครับ ไปดูไกลนักทำไม

อิหร่านที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ เป็นการสู้รบกันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมหรือฝ่ายก้าวหน้า แต่เมื่อฝุ่นการเมืองหายตลบอบอวลแล้ว กลับพบว่าผู้ชนะตัวจริงไม่ใช่อาหมัดดิเนจัดหรือมูซาวี แต่กลับเป็นอะยาตุลาห์โคเมเนอี ผู้เป็น “ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ” ซึ่งมีอำนาจกดปุ่มได้ทั้งนั้นและประเทศก็จะหันเหไป ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม นั่นแสดงว่าอิหร่านมีระบบ “รัฐซ้อนรัฐ” นั่นคือรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ไปในฉากหน้า รับความผิดรับความบกพร่องอะไรไปทั้งหมด รัฐบาลตัวจริงที่ไม่เคยได้เลือกตั้งก็คอยควบคุมอำนาจรัฐอันแท้จริงอยู่ข้างหลัง นั่นคือภาพเปรียบเทียบกับไทยในปัจจุบัน

ส่วนญี่ปุ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระจักรพรรดิเป็นประมุข รัฐบาลที่มีอำนาจจริงมาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ราชสำนักเป็นสัญลักษณ์ที่ดีงามในทางวัฒนธรรม สูงส่งและไม่แปดเปื้อนด้วยการแย่งชิงผลประโยชน์ ทำให้ชาวญี่ปุ่นแยกได้เด็ดขาดระหว่างปูชนียบุคคลกับผู้มีอำนาจในทางการเมือง นั่นคือภาพของราชอาณาจักรที่มีความก้าวหน้า

เรามักนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับโลกตะวันตก ในขณะที่โลกตะวันออกในครรลองใกล้เคียงกันมีอะไรให้เทียบเคียงได้มาก ทั้งในความเหมือนและความแตกต่าง

Q. คุณรู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อใดที่ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกทำ ถูกออกแบบให้ใกล้ชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลมากเท่าใด นั่นหมายถึงสัญญาณของความพ่ายแพ้ได้เดินทางใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ

A. เห็นด้วยครับ บุคคลมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์และเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจบริหารขบวนการประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ควบคุมขบวนการนั้นๆ เราต้องยอมให้พลวัตรประชาธิปไตยเป็นตัวขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พูดให้ง่ายคือต้องเอาพลังทั้งสังคมมาปฏิวัติประชาธิปไตยให้ได้ ใครรวบรวมพลังเหล่านี้ได้ก็เป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตยได้

ผู้นำขบวนการประชาธิปไตยต้องไม่ใช่คนที่นั่งนอนรอประนีประนอมกับเขา ต้องไม่ใช่คนที่หวังยังชีพไปพร้อมกับงานประชาธิปไตย และต้องไม่ใช่ตลกหน้าม่านที่ออกมาผ่อนคลายความตึงเครียดของคนแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่เมื่อได้ตัวมาแล้วก็ต้องควบคุมอัตตวิสัยของตนไว้ให้ดี กำเริบเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเผด็จการตัวใหม่ทันที

Q. คุณคิดหรือไม่ว่าขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเราในทุกวันนี้ เอาเข้าจริงแล้วมันก็ยังลุ่มหลงอยู่ในมายาคติ มายาคติของการเทิดทูน บูชาความเป็นปัจเจกเสียมากกว่าที่จะดื่มด่ำหลงใหลกับเนื้อหาอันแท้จริง

A. อย่าห่วงเลยครับ ประชาชนท่านแยกออก

Q. ที่คุณพูดว่าถึงเวลาสมควรพบก็ต้องพบกันนั้น หมายถึงอย่างไร

A. ท่านถามจากข้อเขียนของผมเมื่อสัปดาห์ก่อนในอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ได้อ่าน ความหมายของผมตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเราต้องกำหนดทิศทางโดยฝ่ายประชาชน ไม่ใช่ให้ศัตรูของประชาชนมากำหนด โดยใช้คดีความต่างๆ บ้าง การกล่าวหาผ่านสื่อบ้างอะไรบ้าง มาเป็นเครื่องมือ เราจะต้องวางแผนให้รอบคอบและเดินหน้าของเราไป ถึงเวลาเมื่อไหร่เราก็ลงมือทำ ไม่ต้องไปรอเงื่อนเวลาใดๆ ที่เขากำหนดขึ้นมาให้หรอกครับ

Q. ประชาธิปไตย สังคมเป็นธรรม ในความรู้สึกของคุณนั้นคืออย่างไร

A. ความเป็นธรรมคือการได้รับโอกาสทางสังคมอย่างเต็มที่ จะให้โดยรัฐบาลก็ได้ ประชาชนให้กันเองก็ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาสกัดกั้นขัดขวาง ผมรู้ว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ และต้องมีคนที่ได้รับโอกาสมากกว่าอีกคนหนึ่งเสมอในสังคม แต่สังคมจะต้องใส่ใจกับคนที่ไม่สามารถได้รับโอกาสนั้นได้ด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือช่วยเหลืออย่างชาญฉลาด โดยไม่เป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆ ขึ้นมา ผมไม่ได้พูดถึงรัฐสวัสดิการอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการศึกษาและการพัฒนาต่อยอด (education & re-training) ที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนที่รับใช้สังคมอย่างเสมอภาค ระบบศาสนาที่ตอบโจทย์ทางใจและจิตวิญญาณโดยไม่ลากลงต่ำไปกว่าเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ

Q. มองย้อนไปบนเส้นทางชีวิต คุณรู้สึกมั้ยว่าความเป็นจักรภพในวันที่เป็นนักเรียนสาธิต นิสิตจุฬา พนักงานซี.พี. หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเป็นจักรภพในฐานะคนหัวแถวของเสื้อแดง บางคนมองว่าการอธิบายหรือให้นิยามความเป็นคุณช่างเป็นเรื่องยาก เพราะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่คุณเป็นนั้น มันคืออะไรกันแน่ อุดมการณ์ จิตสำนึก สันดาน หรือจริตมายา

A. จะร้อนใจไปใย รอไว้จำกัดความในวันที่ผมตายแล้วก็ได้ เพราะผมยังต้องทำอะไรอื่นๆ อีกมาก ยังไม่รู้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลวในใจใคร วานซืนนี้ผมกินข้าวหมูแดงใส่กุนเชียง เมื่อวานกินก๋วยเตี๋ยวแห้ง ตกเย็นได้กินอาหารญี่ปุ่นคือปลาดิบ และวันนี้เพิ่งจะเล่นข้าวราดแกงไปหมาดๆ จะสรุปนิสัยสันดานในการกินของผมอย่างไรดี ในความเป็นมาของชีวิต ผมยังเคยทำงานถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโครงการหนังสือ “The Princess of All Peoples” เคยเป็นสื่อมวลชนอิสระ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทผลิตสื่อ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากรในสถาบันของทหาร รวมทั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยาวนานหลายปี เป็นลูกหลานทหาร แม่มาจากตระกูลที่รับใช้รั้ววังมา พี่เป็นข้าราชการระดับสูง อ่านหนังสือสลับกันระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษมานานกว่ายี่สิบปี เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ จะสรุปความเป็นคนของผมอย่างไร ผมเป็นคนชนิดไหน ผลประโยชน์ร่วมกันและขัดแย้งกับกลุ่มใด

อย่าเสียเวลากับตัวผมมากนักเลยครับ มาคุยกันเรื่องความคิด อุดมการณ์ และแผนงานดีกว่า

Q. คุณยังได้พุดคุยกับสื่อมวลชนต่างประเทศอยู่บ่อยๆ เหมือนเดิมหรือเปล่า วันนี้ของสื่อมวลชนต่างประเทศมีทัศนคติและมองประเทศไทยอย่างไร ความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่อประเทศไทยเป็นเช่นไร ยังเป็นขุมทองของการลงทุนและแดนสวรรค์ของการท่องเที่ยวอยู่อีกหรือไม่

A. ผมสังสรรค์เสวนากับคนไทยและชาวต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาครับ ชาวต่างประเทศนั้นก็ทั้งคนเป็นรัฐบาล นักการเมืองในระบบพรรค ตุลาการสากล สื่อมวลชน นักธุรกิจที่เขามองเมืองไทยอย่างใส่ใจและปรารถนาดี คนระดับหัวหน้ารัฐบาลก็ได้เข้าพบอยู่บ้าง เมื่อได้พบแล้วเขาก็ถามคล้ายกันว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

นักธุรกิจส่วนมากก็ยังพอใจกับจริตแบบไทยๆ เห็นว่าเป็นความพิเศษกว่าชาติอื่นๆ อยู่ เขานั่งรอว่าเมื่อไหร่เมืองไทยจะกลับสู่สมดุลและจุดลงตัวของตน ก็จะกลับมาทุ่มทุนอีก ผมไม่ห่วงเรื่องชื่อเสียงของประเทศในระยะยาว เพราะคนไทยร่วมกันทำชื่อเสียงที่ดีมามากพอ ส่วนการเมืองในระยะนี้เขาก็รู้กันดีว่าติดขัดที่ตรงไหน เขาก็รอให้ฝ่ายที่ขัดขวางระบอบประชาธิปไตยแพ้ภัยตัวเองไปแล้วเขาก็คงเข้ามา

Q. คุณคิดยังไงกับความเห็นของหลายคนที่ว่ารัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณทำให้ทุนนิยมชายขอบของไทยก้าวสู่ความเป็นทุนนิยมโลก และมันไม่วันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว ดังนั้นที่ๆ จะยืนอยู่ของไทยบนเวทีโลกอย่างไรเสียมันก็หนีไม่พ้นโลกของทุนนิยม

A. ตอบกันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องของวิถีการผลิต เพราะมนุษย์ต้องกินต้องใช้ ต้องมีปัจจัยสี่ คำถามคือจะได้สิ่งเหล่านี้มาจากไหน ระบบการผลิตของโลกถูกครอบด้วยลัทธิทุนนิยม นั่นคือเอาระบบตลาดหรือหลายคนเรียกอย่างเจ็บใจว่า ระบบความโลภ มาเป็นแรงขับดันให้อยากผลิต อยากเผยแพร่ ผู้บริโภคก็ได้ตัวเลือกหลากหลายในแต่ละสินค้าและบริการ นับเป็นผลประโยชน์ร่วมกันอย่างหนึ่ง

แต่ทุนนิยมสุดขั้วและล้าหลัง มันก็โลภ มันก็ตักตวง มันทำลายผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และมันก็สร้างความขัดแย้งในสังคม คำตอบก็คือเราต้องใช้พลวัตรทางสังคมผลักให้เกิดระบบทุนนิยมก้าวหน้า และต้องให้แน่ใจว่าเป็น “ระบบทุนนิยมก้าวหน้า” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ระบบทุนนิยมล้าหลัง” ใน “ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย” แนวคิดที่จะหนีจากระบบทุนนิยมและใช้แนวคิดอื่นมากำกับระบบการผลิตนั้น ผมยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะคนที่สอนให้คนอื่นรังเกียจทุนนิยมและวิจารณ์นักทุนนิยมคนอื่นๆ ว่าเลวว่าชั่วนั้น ตัวเองก็ทุนนิยมเสียจนรวยล้นฟ้า

Q. ทุนนิยมสามานย์กับไม่สามานย์นี่มันต่างกันตรงไหน ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด ทุนนิยมในศักดินากับทุนนิยมในสามัญชนอย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน

A. สำหรับผม ทุนนิยมสามานย์ หรือทุนที่เลว ต่ำ ชั่ว คือทุนนิยมล้าหลังในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ทุนนิยมที่พอยอมรับได้ แต่ต้องกดดันกันไว้ตลอด คือทุนนิยมก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตย

เกณฑ์ชี้วัดโดยคร่าวคือ สิ่งที่ได้มาในเชิงมูลค่าเพิ่ม ต้องมากกว่าต้นทุนทางธุรกิจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ พูดง่ายๆ คือสังคมต้องไม่ขาดทุน และประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้กำไรในเชิงเศรษฐศาสตร์

Q. มั่นใจหรือไม่ว่า เร็วๆ นี้คุณจะได้กลับเมืองไทย ได้กลับมาโลดแล่นทางการเมืองบนแผ่นดินแม่

A. ผมไม่สนใจนักว่าจะได้กลับมา “โลดแล่นทางการเมือง” แบบที่ท่านถามหรือไม่ เพราะทำงานการเมืองในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย คงไม่ต่างอะไรกับการมีเพศสัมพันธ์กับคนตาย ไม่รู้สึกรู้สมและไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ผมสนใจใช้เวลาศึกษาปัญหาในโครงสร้างการเมืองของประเทศไทยเพื่อการแก้ไขในระยะยาวมากกว่า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ผมจะทันเห็นหรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเคยบอกกับน้องๆ ที่มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตว่า ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเขียนอเมริกันที่ผมชื่นชอบมาก คือเรย์ แบรดบิวรี่ เขาบอกว่า “กระโดดลงเหวไปก่อน แล้วงอกปีกตามให้ทัน” ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้น.


----------------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2552

ชาวเน็ตเสื้อแดงเสียงแตกทั้งหนุนVSต้าน แกนนำล่า1ล้านชื่อถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษแม้ว

ที่มา บอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน
28 มิถุนายน 2552

กลุ่มประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอมาตยาธิปไตยที่เข้ามาสนทนาในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างบอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน รวมทั้งราชดำเนิน พันทิป มีความเห็นแตกต่างออกเป็น 2 ฝ่ายต่อการที่นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้กล่าวสนทนากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โฟนอินเข้ามายังเวทีชุมนุมใหญ่สนามหลวงวันก่อนว่า จะล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศมาทำงานบริหารงานให้ประเทศ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศ

โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่สมควรดำเนินการเช่นนั้น เพราะเป็นการยอมจำนน ทั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิด แต่ถูกความอยุติธรรมของฝ่ายอำมาตยาฯกลั่นแกล้ง แต่แกนนำกลับจะไปขอพระราชทานอภัยโทษ ทำเหมือนไม่ได้เคารพหลักการประชาธิปไตย ทำไปเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว แกนนำล้าหลังมวลชนที่ก้าวหน้าไปถึงขั้นต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การยอมจำนนกลับไปสยบยอมให้อำมาตยาธิปไตย


ขณะที่ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนว่าแกนนำทำถูกแล้ว และเห็นว่าความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การสยบยอม แต่เป็นการกดดันหรือโยนเผือกร้อนไปให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยต้องแก้เกมหนัก ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่ยอมจำนนแต่เป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธี รุกกลับไปอย่างชาญฉลาดต่างหาก

ฝ่ายเห็นต่างแกนนำผิดหวังขอลาหากเดินหมากยื่นฎีกา

ในบอร์ดประชาไท ผู้ใช้นามแฝงว่า ป้าหมอได้ตั้งกระทู้หัวข้อ ลาก่อนค่ะ... คุณวีระโดยมีรายละเอียดว่า

เมื่อวานไปสนามหลวงด้วยใจเต้มเปี่ยมจะต่อสู้ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง ในใจอยากรู้ว่าแกนนำจะมีแนวทางอย่างไร เราจะทำอะไรต่อไป เรียกร้องอะไร

เมื่อมาถึงช่วงโฟนอิน รู้สึกเบื่อเล็กน้อยกับการอ้อนขอเข้ามาเพื่อเป็นข้าฯรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทฯ แต่เมื่อคุณวีระเสนอเรื่องสมานฉันท์และจะถวายฏีกา รู้สึกมึนเหมือนถูกทุบหัว..และเสียความรู้สึก เหมือนถูกหลอกเลย

ขอลาก่อนค่ะ... คุณวีระ สำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

แม้ว่าหลายๆคนจะวิเคราะห์ว่าเป็นการโยนเผือกร้อน เป็นการกดดันอะไรก็แล้วแต่
ไม่ใช่ไม่อยากช่วยคุณทักษิณนะ แต่การช่วยคุณทักษิณน่าจะเป็นผลพลอยได้ของการต่อสู้ ไม่ใช่ main stream แบบนี้...
ป้าเข้ามาเป็นส่วนของเสื้อแดงด้วยความคาดหวังความเป็นธรรม ความเท่าเทียมของสังคม และอำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนแท้จริง

ทำไมเราไม่ตั้งเป้าหมายการเรียกร้องที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมล่ะ?
ทำไมเราไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนในรายละเอียดการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในสภาที่ต้องการพลังสนับสนุน คานกับฝั่งเสื้อเหลืองฝั่งอำมาตย์ หากเรารวบรวมรายชื่อขอแก้รัฐธรรมนูญในมาตราสำคัญ จะมีผลไหม? ผลงานจะเป็นรูปธรรมจับต้องได้และมีความเป็นไปได้มากกว่าไหม?

วันนี้รู้สึกว่านักการเมืองก็ทำเพื่อประโยชน์นักการเมืองก่อนประชาชนเหมือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

ป้าคงจะสู้ต่อไป.. แต่ขอสู้ในแนวทางอื่นไม่ใช่แนวทางนี้...
แนวทางของคุณจาตุรนต์ หรือ อ.จ.ชูพงศ์ หรือ อ.จ. สุรชัย

สำหรับคุณวีระ และสามเกลอ วันนี้ขอลาก่อนนะคะ.. เมื่อไรที่เรามีเป้าหมายเดียวกันแล้วป้าจะมาสู้ร่วมกับพวกคุณอีก...


ติงแกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริง

ผู้ใช้นามแฝงลูกชาวนาไทย กล่าวว่า

ผมว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ แกนนำอาจตามอารมณ์มวลชนไม่ทันอยู่บ้าง และบางทีคนระดับคุณวีระ ที่อายุมาก อาจมีสายสำพันธุ์ เยอะ จนมองเห็นทุกอย่างติดขัด หรืออาจมีการล็๋อบบี้กันหลายภาคส่วน

แต่ตามวลชนไม่ทัน ก็ไม่เป็นไรครับ วันนี้คนเสื้อแดง ได้ไปไกลมาแล้วครับ หากแกนนำยังล้าหลังอยู่ ก็จะเกิดแกนนำอื่นๆ แย่งชิงมวลชนไปเอง

ที่จริง การสมานฉันท์วันนี้ ผมไม่คิดว่าจะมีประโยชน์แต่อย่างใดหรอกครับ เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานของวิกฤติการณ์ การเมืองครั้งนี้ การสมานฉันท์ จึงเป็นการเหยียบเอาปัญหาเอาไว้

และผมไม่เชื่อว่าจะมี "การสมานฉันท์" ได้ เพราะทุกฝ่ายต่างก็ต้องการให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ อำมาตย์ก็ต้องการกำจัด "ระบอบทักษิณออกไป" เพราะคุกคามต่อ Status quo หรือสภาพคงที่ของพวกเขา

และประชาชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณ ก็ต้องการได้ประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงของ "ศักดินาและอำมาตย์" กลับคืนมา สรุปคือไม่มีใครยอมถอยหรอกครับ

ดังนั้น หากจะให้วิกฤติการณ์จบ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฎิรูประบบศาลให้มีความเป็นธรรมและไม่สองมาตรฐาน

และอำมาตย์ต้องดึงมือกลับไป

ผมว่าวันนี้ ประชาชนได้มาำไกลมากแล้ว เหมือนยักษ์จินนี่ หลุดออกมาจากตะเกียง อำมาตย์จะให้กลับไปอยู่แบบ ไพร่ฟ้า "ซาบซึ๊ง" กันทั้งปีเหมือนยุึึคก่อนปี 2549 ได้จบสิ้นไปแล้ว

ผมคิดว่า "ยุคซาบซึ๊ง" ได้จบสิ้นไปแล้ว ที่ยังเหลืออยู่บ้าง ก็แค่รอวันเวลาจางหายไปเท่านั้นเอง

ยุคทองของการซาบซึ๊งจบสิ้นแล้ว


ติงไร้เดียงสาไม่หวังอำมาตย์จะมายอมสมานฉันท์ด้วย

ผู้ใช้นามแฝงว่า แม่ปังคุงTFN กล่าวว่า

ถ้าพวกอมาตย์มันอยากจะสมานฉันท์ด้วย..มันสมานฉันท์ตั้งนานแล้วจ้า..มันไม่รุกไล่เราจนแทบจะตกแผ่นดิน แทบจะต้องพกคดีติดตัวกันคนละใบสองใบแบบนี้หรอก ..ถ้ามันคิดว่าเรามีราคาต่อรอง..มันไม่กล้าทำอะไรแบบนี้หรอก นี่มันทำทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะตามยุบพรรคตั้งกี่ครั้ง ไม่ว่าจะยกฟ้องคดีฝ่ายเราฟ้องไม่รู้กี่สิบคดี ไม่ว่าจะเร่งจับเสื้อแดงซะจนจะหมดกรุ ไม่ว่าจะเลื่อนคดีเสื้อเหลืองซะไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ว่าจะส่งคนไปไล่จับนายกทักษิณไม่รู้กี่ประเทศ..

เฮ้อ..ตื่นๆๆๆ ตื่นได้แล้วค่า ทั้งคุณวีระ และ นายกทักษิณ..เสื้อแดงรู้กันหมดแล้ว และเราไปไกลเกินกว่าคำว่าสมานฉันท์แล้ว..ถ้าต้องการให้เราหยุด ขอแค่ความยุติธรรมกลับคืนมา ขอรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ ยกเลิก และ เลือกตั้งองค์กรอิสระใหม่ โล๊ะสว. เลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ..แล้วมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

แต่ถ้าไม่ได้ตามนี้..อย่ามาพูดเรื่องการตกลงของระดับบนเพื่อประเทศ..อย่ามาพูดให้เหม็นขี้ฟัน..เสื้อแดงมาเพราะเราต้องการประชาธิปไตยและความยุติธรรม..ไม่ได้ต้องการ "แค่" แย่งชิงอำนาจกลับมาใส่มือใคร

ตอนนี้แกนนำควรเลิกพูด เลิกคิดเรื่องการเจรจาต่อรองตกลงอะไรได้แล้ว..ตราบใดที่เราไม่ถือไพ่เหนือกว่า อย่าหวังว่าจะเห็นน้ำตาจระเข้

อีกอย่าง..ไม่ต้องคิดว่าปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะทำให้ไอ้พวกอมาตย์ตกใจ เห็นแก่บ้านเมือง ถ้ามันเห็นแก่บ้านเมืองจริง มันไม่กล้าปิดสนามบินหรอกค่า ..นอกเสียจากว่า เศรษฐกิจตกต่ำจนชาวบ้านจะอดตาย จนทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบฝรั่งเศส ..นั่นแหละ ..อาจพอให้มันสะดุ้งกันได้บ้าง


ผิดหวังแกนนำ+ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยยอมจำนน

คุณอำมาตยธิปไตย ตายยกคอก กล่าวว่า

ไม่เคยมีระบอบประชาธิปไตยในสังคมทาส..!! แล้วเราจะเรียกร้องหาอะไรกัน..? ถ้าอยากจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเหมือนสากลโลกเขา ก็ไปเลิกทาสกันให้หมดเสียก่อน นี่นับประสาอะไร ตัวผู้นำที่อ้างว่าจะนำพาประชาธิปไตย กลับเป็นทาสศักดินาคนสำคัญเสียเอง หลอกตัวเองไม่พอ ดันหลอกมวลชนต่อไปอีก พวกเราภักดีต่อผู้นำ (ประชาธิปไตย) แต่คุณกลับไปภักดีต่อฝ่ายตรงข้าม (ศักดินาอำมาตยาฯ) สำหรับผู้รักและเรียกหาประชาธิปไตย ไม่ว่าสีอะไร เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว แพ้คือแพ้ โง่คือโง่ ประชาธิปไตยไม่เคยมี เพราะถ้ามีคงไม่ต้องร้องหา จงหาหนทางที่จับต้องได้ให้มากกว่านี้ คำปลอบโยนไม่มีประโยชน์ต่อคนเข็มแข็ง มันมีไว้สำหรับคนอ่อนแอ่ เพื่อปลอบให้มันอ่อนแอกันต่อไป อย่ายึดติดตัวบุคคล ให้มองที่อุดมการณ์และความกล้าหาญ เป็นผู้นำหลักของเรา


ฝ่ายหนุนแกนนำให้ยื่นฎีกามองเป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธีมากกว่ายอมจำนน

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนแกนนำในบอร์ดประชาไท และบอร์ดฟ้าเดียวกันดูจะมีจำนวนมากกว่า เห็นว่านี่ไม่ใช่ลัทธิยอมจำนน แต่เป็นการพลิกแพลงยุทธวิธีต่อสู้มากกว่า และแรงกดดันจะไปตกอยู่กับฝ่ายอมาตยาธิปไตยมากกว่า

คุณกุมภากล่าวว่า

ผมมองว่าเป็นการกดดันมากกว่านะครับ ลองคิดดูว่าถ้าเสนอไปแล้ว
การสนองจะมีกี่ทาง แต่ละทางมีผลอะไรตามมาบ้าง เช่น ถ้าเสนอแล้วเงียบนั้นก็หมายถึงอะไร หรือเสนอไปแล้วไม่เห็นด้วยก็จะมีผลอีกอย่าง หรือเสนอไปแล้วเห็นด้วย ก็มีผลกับอีกฝ่าย คิดดีๆครับ ตั้งสติกันดีๆ เป็นการกดดันกันเห็น


มองเกมนี้มีแต่ได้ไม่มีอะไรเสียหายน่าลองดู

คุณป้าปากเกร็ดกล่าวว่า

เอ่อ...แล้วพร้อมจะเอาหัวชนกำแพงกันแล้วหรือคะ
กำแพงที่ขวางหน้าไม่ใช่เพิ่งมี ไหนยังจะตีนตุ๊กแกที่เกาะปกคลุมอีก
มันคงไม่ง่ายอย่างที่หวังหรอกค่ะ เมื่อไหร่คุมกองทัพได้ บอกด้วยแล้วกัน

อะไรที่ทำให้ข้ามกำแพงนี้ไปได้ก่อน ก็ควรทำไม่ใช่หรือคะ
หรือมีวิธีที่ดีกว่านี้ เลือกตั้งจนได้เสียงมาอันดับหนึ่งแบบถล่ม
ทลาย เขาออกมาคืนเดียว หายไปไหนกันหมด ทำไม ไม่ออกมา
ต่อสู้เสียตั้งแต่วันที่20กย.49 ล่ะคะ

ฮาร์ดคอร์น่ะทำได้ ถ้าแน่ใจว่าจะชนะ หากยังไม่มั่นใจ ได้แค่ไหน
ก็ต้องคว้าไว้ก่อน ใครบอกว่าการณ์ครั้งนี้คือการยอมกราบตีน
มองโลกแคบไปหรือเปล่า ลองคิดทบทวนดู วิธีนี้ มีแต่ได้ไม่มีเสีย

หากคุณป้าหมอว่าแนวทางของคุณชูพงศ์ดีกว่า ก็ยังไม่เห็นจะต่างกัน
เพียงแต่ข้อร้องขอเท่านั้นที่แปลกไป เอาง่ายๆแค่นี้ก่อน แล้วดูลาดเลา
การที่อยู่ดีๆไปขอให้เขาคืนอำนาจ เป็นคุณคุณจะยอมคืนดีๆหรือ

การขอครั้งนี้ หากได้ เขาก็ดูเหมือนไม่เสีย หากไม่ให้ เราจะได้ดำเนินการต่อ
ใจเย็นสักนิดนะคะ ใจร้อนไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ หักด้ามพร้าด้วยเข่า
รังแต่จะเจ็บตัว นอกจากพร้าไม่หัก แล้วอาจถูกบาดได้รับบาดเจ็บ
ล้มตายเอาเสียด้วย สู้ค่อยๆกัดร่อนไม่ดีหรือคะ

ทุกอย่างมีเวลาของมัน หากยังไม่ถึงเวลา จะวิ่งไปให้เขาเชือดทำไม


หนทางสู่ชัยชนะมีหลายวิธี นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

คุณ wenocoup กล่าวว่า

ใจเย็นๆครับผมว่ามันก็น่าจะเป็นยุทธศสตร์อย่างหนึ่งก็ได้
อย่าลืมนะครับว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายังไม่สามารถฟันธงว่า
ตกลงแล้วเค้าผู้ยิ่งใหญ่จะเอาอย่างไรกันแน่
จะเอาประชาชนหรืออำมาตย์
เพราะเห็นเคยว่าอำมาตย์ออกอากาศก็หลายครั้ง
การที่คุณวีระเสนอแนวทางนี้อาจมีอะไรที่ลึกล้ำมากกว่าที่เห็น
ทุกอย่างไม่ใช่คุณวีระเพิ่งจะนึกได้ตอนโฟนอิน
แต่ดูเหมือนมีการเตรียมการไว้แล้ว
ก็ดีนะการที่เราใช้วิธีนี้เราจะได้กระจ่างในสิ่งที่อึมครึม
อีกอย่างชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ลึกซึ้งนัก
และออกจะยึดโยงกับคุณทักษิณเป็นอย่างมากเราต้องยอมรับ
ผลที่ได้รับจากการเสนอครั้งนี้จะทำให้เราเดินหน้าได้อย่างมั่นใจขึ้น
เราจะสามารถกำหนดยุทธวิธีในการต่อสู้ครั้งต่อไปได้ถูกทาง
ตั้งสติครับอย่าท้อแท้หมดกำลังใจไปครับ
หนทางยังอีกไกลเราต้องรวมใจกันไว้มั่นคงและหนักแน่น
เหมือนการเดินทางไปเชียงใหม่ไม่ใช่มีแค่เครื่องบินทางเดียวเมื่อไหร่


มองเผือกร้อนไปตกอยู่กับฝ่ายอำมาตยาหลังยื่นฎีกา

คุณpayai97 กล่าวว่า

ใจเย็นๆ เกมชี้เป้า กดดัน รอดูท่าทีว่าฝ่ายโน้นจะขยับตัวยังไง
ตอนนี้เผือกร้อนไปอยู่ในมือเขาแล้ว
ถ้าไม่ขยับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือถือเผือกร้อนไว้ร้อนมือแน่
บทพิสูจน์ว่าการโฆษณาความดีความงามอย่างเข้มข้นระยะนี้
เป็นของจริงหรือว่า เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ
สมมุติว่าคนไทยเชื่อว่าสิ่งที่โฆษณานั้นเป็นของจริงทุกประการ
ผลของการโยนเผือกร้อนออกมาว่า O K ตกลงตามที่ขอมา
เป็นการตอกย้ำความเชื่อ ให้เชื่อได้อย่างสนิทใจมากขึ้น
แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม การโฆษณานั้นจะลงมาอยู่ที่ศูนย์
ซึ่งจริงๆแล้วส่วนหนึ่งมันตั้งต้นอยู่ที่ศูนย์แต่เดิมอยู่แล้ว

ส่วนนี้มันก็จะมีแต่ติดลบลงไปเรื่อยๆ.........อึดอัดลำบากใจไม่เบา

.........เป็นความเห็นและความเชื่อส่วนตัว อาจไม่ใช่ตามนี้ก็ได้


คุณปรวย salty head ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันให้ความเห็นว่า

ผมว่า 1 ล้านคนน้อยไป น่าจะ 4-5 ล้านถึง 10 ล้าน
พูดง่ายๆว่าเอาคะแนนเสียง ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยมานั่นแหละ
จริงๆผมไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา

แต่คราวนี้ขอยุส่งให้ถวายเลย
ผมอยากดูว่าถ้ามีประชาชนจำนวนมากยื่นถวายฎีกาแล้ว ฎีกานี้จะเงียบหายไปหรือเปล่า
ถ้าเงียบหายประชาชนจะทำยังไง

และแนะนำว่า ยื่นฎีกาแล้ว
ควรจัดการชุมนุมทุก 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน เพื่อฟังผลฎีกา

ไม่ได้กดดันนะแค่นัดกันมาฟังผล
ถ้ายังไม่ได้ก็นัดกันมาฟังอีก

ถ้านานเข้ายังไม่ได้ อาจจะมารอฟังทุกวัน
ไม่ได้กดดันนะ

ผูกเงื่อน แอบข้างหลัง สร้างความวุ่นวายไว้
แต่ตัวเองอยู่สบาย
โดนซะมั้ง


มองปรากฎการณ์ชาวเน็ตเสื้อแดงเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาของฝ่ายประชาธิปไตย

คุณKittyPat กล่าวในบอร์ดประชาไท ว่า

นี่คือลักษณะของ Pure mob ครับ

การแตกต่างทางแนวความคิดเป็นไปได้เสมอ

ผิดกับม็อบจัดตั้งของพวกอำมาตย์ ที่สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

เพราะแกนนำและผู้จ้างวานมียุทธศาสตร์เดียวกัน คือ ล้มทักษิณและเครือข่าย

ยอมรับแนวคิดครับ

แต่ผมมองว่า การที่ออกมาไม้นี้ ก็เพราะไม่มีใครมีบารมีพออีกแล้วในประเทศนี้ที่จะนำประชาธิปไตยแบบไทยๆ มาสู่ประเทศได้ในช่วงเวลานี้

ไม่มีผู้นำคนไหนอีกแล้วที่พอจะต่อกรกับอำมาตย์ได้อย่างสูสี

ประชาธิปไตยบริสุทธิ์อาจมีอยู่จริง แต่นาทีนี้ จะเป็นไรไปเล่า หากเราได้อะไรที่ไม่ใช่อำมาตย์ไปก่อน

แล้วภาคประชาชนค่อยจับมือกันจัดการกับนักการเมืองชั่วกันต่อไป

เพื่อไทยตอกย้ำชัยชนะที่ศรีษะเกษ โพลล์พลิกสงสารแม้วอยากให้มีอภัยโทษกลับบริหารประเทศ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
28 มิถุนายน 2552

เพื่อไทยตอกย้ำชัยชนะที่ศรีษะเกษอีกครั้ง หลังคะแนนเลือกตั้งซ่อมทิ้งชาติไทยพัฒนาขาดลอย เฉลิมประกาศชัยพร้อมขอบคุณที่ชาวบ้านยืนหยัดเลือกพรรคคนจน ส่วนคู่แข่งยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ตอกย้ำชัยอีกหนหลังเพิ่งชนะเลือกซ่อมสกลนคร ภายหลังแม้วอ้อนกาเพื่อไทยพากลับบ้าน ด้านกระแสมติสาธารณชนตีกลับ หลังจากให้รัฐบาลสอบตกผลงานรอบ3เดือน ได้แค่4เต็ม10คะแนน ล่าสุดสวนดุสิตโพลล์สำรวจพบประชาชนเชื่อที่ทักษิณโฟนอินเข้ามา ระบุเพราะเป็นเรื่องที่ถูกกดดัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้าย สงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ น่าจะกลับมาช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศ เคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ


ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง3รายงานข่าวช่วงเรื่องเด่นเย็นนี้ในเวลา17.30น.วันนี้(28มิ.ย.)ว่าพรรคเพื่อไทยได้ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดศรีษะเกษแล้ว หลังจากการนับคะแนนผ่านไป60%คะแนนนำเกินกว่าช่วงตัวทุกอำเภอในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1

โดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้นำการหาเสียงของพรรคกล่าวแถลงต่อสื่อมวลชนขอบคุณประชาชนที่เลือกพรรค"ของคนยากคนจน"คือพรรคเพื่อไทย ในขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และนางสกุลทิพย์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนาได้ยอมรับความพ่ายแพ้และขอไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีก

นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งเบอร์1ได้คะแนน122,000คะแนนเศษ มีคะแนนเหนือคู่แข่งขันมากกว่า40,000คะแนนเศษ เพราะเบอร์2ได้7หมื่นคะแนนเศษ

ก่อนหน้านั้นนายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น รายงานจากศรีษะเกษผ่านข่าวเนชั่นแชนัลช่วงเวลา 16.00 น.หลังปิดหีบเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีษะเกษว่า จากการนับคะแนนในอำเภอราษีไศล ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในเขตเลือกตั้ง ผลปรากฎว่า นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ หมายเลข1พรรคเพื่อไทยเสื้อแดงมีคะแนนนำทิ้งห่างหมายเลข2นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ พรรคชาติไทยพัฒนา มากพอสมควร

ทางด้านไทยรัฐออนไลน์ลงรายงานพร้อมภาพข่าวว่า สำหรับบรรยากาศภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ในเวลา15.00 น. ซึ่งนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง มีประชาชนให้ความสนใจไปดูการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งหนาตา เบื้องต้น คะแนนของ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ในแต่ละหน่วยมีคะแนนทิ้งห่าง นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ หมายเลข 2 พรรคชาติไทยพัฒนากว่าเท่าตัว

ก่อนหน้านั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาหาเสียงช่วยผู้สมัครพรรคเพื่อไทยว่า ผลเลือกตั้งซ่อมสกลนครเหมือนกับคนสกลนครนำเขามาจ่อที่ชายแดนแล้ว ต้องขอแรงชาวศรีษะเกษลงคะแนนให้ส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็จะเหมือนว่าพาทักษิณกลับเข้าประเทศสำเร็จ

โพลชี้ปชช.อยากฟัง"แม้ว"โฟนอินสงสารต้องการให้กลับมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ว่า สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกอาชีพทั่วประเทศ โดยกระจายไปยังจังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาค รวม 38 จังหวัด 6,147 คน ระหว่างวันที่ 22-27 มิ.ย. 2552 ต่อกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับการเมืองไทย ซึ่งในหัวข้อประชาชนได้รับรู้หรือ เคยรับรู้ หรือ เคยรับฟังการโฟนอินของพ.ท.ต.ทักษิณหรือไม่ พบว่า ประชาชน 78.02% รับรู้ เคยรับรู้ หรือเคยรับฟังจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เพื่อน หรือ ญาติเล่าให้ฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และ 21.98% ไม่รับรู้ ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยฟัง เพราะไม่สนใจและเบื่อการเมือง

ทั้งนี้ หัวข้อประชาชนอยากรับรู้ หรือ อยากฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่พบว่า ประชาชน 40.47% อยากรับรู้ อยากฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวต่างๆ อยากรู้ว่าอะไรจริงหรือไม่ สงสารและยังรักพ.ต.ท.ทักษิณรวมทั้งอยากรู้เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 31.39% ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากฟัง เพราะเป็นเกมการเมือง เบื่อการเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายบ้านเมืองไม่สงบ และไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก 28.14% เฉยๆ ฟังก็ได้ไม่ฟังก็ได้ เพราะเป็นการตอบโต้กันไปมาและประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์

เมื่อถามถึงหัวข้อความรู้สึกของประชาชนเมื่อได้รับรู้หรือรับฟังการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณพบว่าประชาชน 38.43% สงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม น่าจะกลับมาช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศ เคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ 33.26% เห็นว่าอยากให้หยุดการโฟนอิน เพราะบ้านเมืองจะได้สงบ ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกต่อไป เป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน และ 28.31% เห็นว่า เฉยๆ เพราะเป็นเรื่องเกมการเมือง

ส่วนหัวข้อการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 32.58% เห็นว่า ทำให้กระแสการเมืองร้อนแรงขึ้น 23.70% เห็นว่าสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้ง บ้านเมืองไม่สงบ 17.93% เห็นว่าทำให้คนไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานเสียงยังอยู่ 13.76% เห็นว่า รัฐบาลทำงานได้ไม่เต็มที่ และ 11.76% เห็นว่า ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง กระทบต่อการท่องเที่ยว และมีผลต่อเศรษฐกิจ

สำหรับหัวข้อประชาชนเชื่อข้อความหรือเรื่องราวที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามามากน้อยเพียงใดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 39.08%ค่อนข้างเชื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกกดดัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้าย 37.53% ไม่ค่อยเชื่อ เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นการปลุกกระแส เป็นเรื่องก่อให้เกิดความวุ่นวาย 11.84% เชื่อ เพราะเคยฟังแล้วสอดคล้องกับความเป็นจริง 11.55% ไม่เชื่อ เพราะเป็นเกมการเมืองตอบดต้กันไปมา

โพลเผยคนไทยกว่าครึ่งรับได้รบ.โกง ถ้าทำให้กินอยู่ดี

ด้านสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "ชีวิตที่พอเพียงกับความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนและประเด็นสำคัญอื่นๆ ของประเทศในขณะนี้" กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่าประชาชนร้อยละ 73.9 เห็นด้วยว่าการใช้ชีวิตพอเพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และประชาชนส่วนใหญ่พยายามรักษาสิ่งของเครื่องใช้ให้คงสภาพใช้งานได้ยาวนาน และมุ่งทำงานให้พออยู่พอกิน และมีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น

ทั้งนี้ ในการสำรวจความเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่น มีประชาชนถึงร้อยละ 84.5 มองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และส่วนใหญ่ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ส่วนกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศกรณีเขาพระวิหาร ประชาชนร้อยละ 84.6 เห็นว่าอยากให้เจรจากันด้วยสันติวิธี และร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีเพียงร้อยละ 4.8 ที่อยากให้ใช้กองกำลังในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ความเห็นเกี่ยวกับสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง พบว่าร้อยละ 52.9 สนับสนุน โดยมีเงื่อนไขให้ชุมนุมอย่างสงบ ร้อยละ 16.3 สนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข และ ร้อยละ 21.1 ไม่สนับสนุนเลย