วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2552

ทำไมNGOไทยเลือกข้างผิด?


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
30 เมษายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:วิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบล่าสุด มีการวิพากษ์วิจารณ์สื่อ นักวิชาการไปมากพอสมควรว่าเอียงข้างอำมาตย์ ให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดง สำหรับบทความของอาจารย์ใจชิ้นนี้เป็นการวิพากษ์ขบวนการเอ็นจีโออย่างตรงไปตรงมาว่าเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยและคนจน โดยบอกถึงมูลเหตุที่สำคัญลึกๆที่ซ่อนอยู่ด้วย

เป็นไปได้อย่างไรที่องค์กร เอ็นจีโอไทย เลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านคนจนและประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นจากการปกป้องประชาธิปไตย และการใช้คำขวัญที่เคารพคนจน เช่น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ? ผู้ที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้ายังรักประชาธิปไตยและต้องการสังคมที่เป็นธรรม จะต้องรีบทบทวนบทบาท


ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่สลดใจ คือการที่เครือข่าย เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมที่น่าอับอายขายหน้าในการเลือกที่จะเข้าข้างอำมาตย์เสื้อเหลือง และมองว่าคนจนและประชาธิปไตยเป็นฝ่ายศัตรู

หรืออย่างน้อยการที่เอ็นจีโออื่นๆ เงียบเฉยในขณะที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกทำลาย[1]

การวิเคราะห์ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นในอดีตจากการต่อสู้กับเผด็จการ และการยืนอยู่เคียงข้างคนจน และในการทำความเข้าใจกับประเด็นนี้เราต้องข้ามพ้นการมองว่าเป็นแค่ข้อเสียส่วนตัวของบุคคล หรือการที่ เอ็นจีโอ “มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อรับใช้จักรวรรดินิยมหรือเผด็จการ”

ในช่วงแรกของการประท้วงโดยพันธมิตรฯ ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา เราอาจพอเข้าใจว่าทำไม เอ็นจีโอ ร่วมกับพันธมิตรฯ

ในประการแรก เขามีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง พิภพ ธงไชย และการประท้วงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล ไทยรักไทย มีความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯไม่ได้สนใจประเด็นมนุษยชนแต่อย่างใด และเราสามารถตั้งคำถามได้อีก กับการตัดสินใจของ เอ็นจีโอ ที่จะทำแนวร่วมกับพวกเสื้อเหลืองขวาตกขอบแบบ สนธิ ลิ้มทองกุล

แต่ในไม่ช้า เอ็นจีโอ ได้ล้ำเส้นไปจับมือกับเผด็จการทหารและอำมาตย์เสื้อเหลืองอย่างตรงไปตรงมา จนเราสามารถพูดได้ว่าในทุกขั้นตอนของวิกฤตนี้ เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่เลือกข้างผิด ดังนั้นถ้าไม่มีการทบทวนตัวเองอย่างเร่งด่วน ยอมรับความผิดพลาด และยอมแตกหักกับองค์กรปฏิกิริยาที่เป็นศัตรูของคนจน เอ็นจีโอไทย จะไม่มีอนาคตในการเป็นพลังของประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้อีกเลย

ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของพันธมิตรฯ ผู้นำ เอ็นจีโอ อย่าง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข (กป.อพช.) หรือ นิมิตร์ เทียนอุดม (เครือข่ายเอดส์) ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนิมิตร์ ได้พูดจากเวทีนี้ว่าผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ “ขาดข้อมูล” [2] ซึ่งเป็นทัศนะที่ดูถูกคนจนและให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร

หลังการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา นิมิตร์ และผู้นำส่วนหนึ่ง ได้กีดกันไม่ให้สมาชิกเครือข่ายของตน เดินขบวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในพิธีปิดงานสมัชชาสังคมไทย ในขณะที่ผู้นำ กปอพช. อย่างเรวดี และเครือข่ายคนพิการ ได้ร่วมนำขบวนการประท้วง

ในตัวงานสมัชชาสังคมไทย องค์กรอย่าง “รักษ์ไทย” ซึ่งได้รับเงินทุนจากฝ่ายรัฐจำนวนมาก ได้พาชาวบ้านใส่เสื้อเหลืองมาร่วมงาน และนำเสนอแนวคิดชาตินิยม ซึ่งทำให้เราต้องวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการรับเงินจากภาครัฐอีกด้วย

เดิมทีเดียว เอ็นจีโอ พยายามอิสระจากรัฐภายในประเทศของตนเอง โดยการขอทุนจากมูลนิธิภายนอกประเทศ แต่ในปัจจุบัน เอ็นจีโอ กลายเป็นองค์กรที่รับเหมาทำงานจากรัฐ หรือจากองค์กรของรัฐ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)[3]

คำถามคือ เอ็นจีโอ หรือ Non- Government Organisations กลายเป็น “จีเอ็นจีโอ” Government Non-Government Organisations ที่ผูกพันกับรัฐหรือไม่

ที่แย่มากๆ คือ มีผู้นำ เอ็นจีโอ หลายคนเสนอชื่อ หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว. โดยทหารเผด็จการ เช่น เรวดี ประเสริฐเจริญสุข นิมิตร์ เทียนอุดม บรรจง นะแส (เครือข่ายประมงพื้นบ้าน) วิฑูรย์ เพิ่ม พงศาเจริญ (สิ่งแวดล้อม) หรือ ศยามล ไกยูรวงศ์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นต้น

และถึงแม้ว่าทหารไม่ได้แต่งตั้งเขา มีคนจากสาย เอ็นจีโอ หลายคนที่ร่วมมือกับ คมช. โดยหลงคิดว่าทหารเผด็จการจะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไทยในองค์กร Focus on Global South ได้ออกมาแสดงความยินดีกับรัฐประหาร[4] แต่ถูกโต้แย้งจาก Walden Bello ผู้ก่อตั้งองค์กรที่มาจากฟิลิปปินส์

เมื่อเราเปรียบเทียบแถลงการณ์ของ กปอพช. ที่ประกาศออกมาภายใต้การนำของ ไพโรจน์ พลเพชร ในยุคที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงออกมาประท้วงบนท้องถนน[5] จะเห็นข้อแตกต่างในการเน้นประเด็นระหว่างยุคเสื้อเหลือง กับยุคเสื้อแดง

เช่นในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กันยายน ๒๕๕๑ ขณะที่เสื้อเหลืองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลและท้องถนน กปอพช. เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของพันธมิตรฯ ในการชุมนุมอย่าง “สงบ” ต่อมาในเดือนมิถุนายน กปอพช. ได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งลาออก ในช่วงนั้น ส.ว. “เอ็นจีโอ” รสนา โตสิกตระกูล ก็ออกมาพูดว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ด้วย และรัฐบาลในครั้งนั้นก็ไม่ได้ใช้กำลังทหารหรืออาวุธปืนสลายการชุมนุม ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯมีการใช้อาวุธปืนและระเบิด อย่างไรก็ตามการใช้ก๊าซน้ำตาอย่างไม่ถูกต้องโดยตำรวจอาจทำให้ผู้ประท้วงเสียชีวิตหนึ่งคนในวันที่ ๗ ตุลาคม

แต่เมื่อเสื้อแดงออกมาประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในเดือนเมษายนปี ๒๕๕๒ กปอพช. ได้เรียกร้องให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม “ที่รุนแรง” มีการเรียกร้องให้รัฐบาลใช้แต่วิธีที่ถูกกฎหมายในการสลายการชุมนุม และยิ่งกว่านั้นหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กองทหารติดอาวุธยิงประชาชน จนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่มีการขอให้รัฐบาลลาออกแต่อย่างใด

แย่กว่านั้นคือ องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายเอดส์ และสลัมสี่ภาค ภายใต้การนำของ สารี อ๋องสมหวัง และนิมิตร์ เทียนอุดม ได้ออกมาประณามเสื้อแดงโดยไม่ประณามรัฐบาล

เป็นไปได้อย่างไรที่องค์กร เอ็นจีโอไทย เลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านคนจนและประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นจากการปกป้องประชาธิปไตย และการใช้คำขวัญที่เคารพคนจน เช่น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ? ผู้ที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้ายังรักประชาธิปไตยและต้องการสังคมที่เป็นธรรม จะต้องรีบทบทวนบทบาทของ เอ็นจีโอ ในครั้งนี้

ถ้าจะหาคำอธิบายว่าทำไม เอ็นจีโอไทย ถึงหันขวาจนมามีจุดยืนข้างอำมาตย์ เราจะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการใช้คำอธิบายที่เน้นนิสัยใจคอส่วนตัว หรือความหวังดีหวังร้ายของบุคคล ประเด็นที่สำคัญกว่ามากคือการ “ปฏิเสธการเมือง” การเน้นแนวปฏิบัติเฉพาะกาล และการที่ เอ็นจีโอ ขาดความโปร่งใสและการมีประชาธิปไตยภายใน เอ็นจีโอ ไม่ใช่องค์กรมวลชนที่มีสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้นักเคลื่อนไหวมีเสรีภาพปัจเจกจนมองข้ามการควบคุมโดยมวลชน ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือคนที่เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง “สายเอ็นจีโอ” ซึ่งขาดวัฒนธรรมการถูกตรวจสอบควบคุมโดยประชาชน

หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้ที่ก่อตั้ง เอ็นจีโอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคฯ ได้ทบทวนแนวทาง และหันมาใช้การเคลื่อนไหวที่ลดความสำคัญของ “การเมือง” โดยเน้นการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” แต่ปฏิบัติในเรื่องประเด็นเดียวแยกส่วน มีการรับแนวคิดอนาธิปไตย ที่หันหลังให้รัฐ และปฏิเสธการสร้างพรรคอีกด้วย

จุดยืนดังกล่าวเข้าใจได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากข้อเสียของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในเรื่องความเป็นเผด็จการ และความล้มเหลวในการต่อสู้ และมันเกิดขึ้นในช่วงนั้นทั่วโลก การเคลื่อนไหวประเด็นเดียวที่ลดเรื่อง “การเมือง” ก็เข้าใจได้ เพราะสอดคล้องกับการขอทุนเพื่อโครงการของ เอ็นจีโอ แต่การเข้าใจเหตุผลนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยสุดเราต้องตั้งคำถามว่าทำไมมันนำไปสู่จุดยืนปัจจุบัน

ในการใช้แนวอนาธิปไตย เอ็นจีโอ มักจะต่อต้าน “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” เพราะมองว่านำไปสู่การเมืองน้ำเน่าและการซื้อขายเสียง แต่การเสนอ “ประชาธิปไตยทางตรง” มาแทน ซึ่งเป็นระบบที่คนในชุมชนมาประชุมกันเพื่อกำหนดทิศทางของชุมชน และต่อรองโดยตรงกับรัฐ มีหลายๆ ปัญหา เพราะมันเป็นนามธรรม มันมองแค่ชุมชนตนเอง อาจเพิ่มอิทธิพลของผู้นำชุมชนอนุรักษ์นิยม และไม่มีอำนาจแท้ในการต่อรองกับรัฐ ยิ่งกว่านั้น การปฏิเสธ “ประชาธิปไตยระบบผู้แทน” นำไปสู่การมองว่า รัฐสภาที่มีเสียงข้างมากของ ไทยรักไทย ไม่แตกต่างอะไรจากการทำรัฐประหารของทหาร และมันเปิดประตูสู่การเมืองเผด็จการระเบียบใหม่ของพันธมิตรฯ อีกด้วย เพราะมันเป็นการปฏิเสธระบบเลือกตั้ง จริงๆ แล้ว เอ็นจีโอ ทั่วโลก ไม่เคยมีการเลือกตั้งภายในแต่ละองค์กร ซึ่งแตกต่างจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมบางชนิด เช่นสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมืองบางพรรค

ปัญหาการเมืองอีกอันหนึ่งของ เอ็นจีโอ คือการหันมาใช้การเมืองแห่ง “การล็อบบี้” คือไม่สนใจว่ารัฐบาลจะเป็นใคร ไม่สนใจว่ามาจากการเลือกตั้งหรือไม่ จะใช้โอกาสในการติดต่อโดยตรงและชักชวนกดดันรัฐบาล ดังนั้นจะเห็นว่า เอ็นจีโอ ยินดีล็อบบี้ทั้ง รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลเผด็จการ คมช. และรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ เราต้องเข้าใจตรงนี้ว่า “การล็อบบี้” เป็นการขอเข้าพบ มีแง่ของการผูกมิตรกับคนมีเส้นสาย ซึ่งต่างจาก “การรณรงค์” ที่อาจทิ้งระยะห่างจากรัฐบาลได้ในขณะที่มีการเรียกร้อง และการรณรงค์มักเน้นการสร้างมวลชนเป็นหลัก แทนการต่อสายกับคนที่มีอำนาจ ทั้งสองวิธีเป็นการเคลื่อนไหวรูปธรรม แต่ผลจะต่างกัน แนวคิดเรื่องการล็อบบี้ เป็นการแสวงหาผู้มีอำนาจ มันอธิบายได้ว่าทำไม คนอย่าง พิภพ ธงไชย และสมศักดิ์ โกศัยสุข วิ่งเข้าไปหาฝ่ายเหลืองอนุรักษ์นิยมเพื่อสร้างพันธมิตรฯ เพราะตนเองไม่มีพลังมวลชน และห่างเหินจากคนรากหญ้ามานาน

ทั้งๆ ที่ เอ็นจีโอ ตื่นเต้นกับชัยชนะของ ไทยรักไทย ในช่วงเริ่มต้น แต่ในไม่ช้าก็ผิดหวังและโกรธแค้นรัฐบาล สาเหตุสำคัญที่สุดคือ นโยบายที่เป็นรูปธรรมของ ไทยรักไทย ทำให้ฐานมวลชนของ เอ็นจีโอ หดลง เพราะประชาชนเห็นว่า “การเมือง”มีประสิทธิภาพมากกว่าโครงการของ เอ็นจีโอ หลายเท่า นอกจากนี้ เอ็นจีโอ ไม่เคยไว้ใจการใช้รัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน นโยบายอนาธิปไตยชุมชนที่หันหลังให้รัฐอันนี้ของ เอ็นจีโอ ไปด้วยกันได้กับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่ต้องการให้รัฐเล็กลง และให้คนดูแลตนเอง ของพรรคประชาธิปัตย์และอำมาตย์ มันไปด้วยกันได้กับเศรษฐกิจพอเพียง

ความโกรธแค้นของ เอ็นจีโอ ต่อการที่ชาวบ้านเลือก ไทยรักไทย ทำให้ เอ็นจีโอ เปลี่ยนจุดยืนมาดูถูกชาวบ้านว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” (โง่) และ “ถูกหลอกโดย ไทยรักไทย” จริงๆ แล้วในการทำงานของ เอ็นจีโอ และการทำงานสายแรงงานของคนอย่าง สมศักดิ์ มันมีหน่ออ่อนของการมองว่าคนธรรมดาขาดความสามารถ เพราะองค์กรเหล่านี้มีวัฒนธรรมในการส่ง คนที่เขาเองเรียกว่า “พี่เลี้ยง” ลงไปสอนหรือดูแลชาวบ้านหรือคนงาน ไม่ค่อยมีการปลุกระดมให้คนนำตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองในไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นสถานการณ์ที่สร้างความสับสนได้ ข้างหนึ่งมีรัฐบาลของทักษิณ ซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเศรษฐีนายทุน ซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติด อีกข้างหนึ่งคือพวกอำมาตย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีนายทุนด้วย และมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันยาวนานมาตั้งแต่ ๑๔ ตุลา เรื่อยๆ มา

การที่ เอ็นจีโอ ไม่สนใจทฤษฏีการเมือง หรือการถกเถียงเรื่องการเมืองไทยและสากล ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ไม่ออกว่าคนจนเลือก ไทยรักไทย มาด้วยเหตุผล มันทำให้แยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหาร

อย่างน้อยที่สุด เอ็นจีโอ ควรจะต้านรัฐประหารและทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างใคร แต่แทนที่จะทำตรงนั้นกลับเข้าข้างเสื้อเหลือง นอกจากนี้ วัฒนธรรม “พี่เลี้ยง” มีผลทำให้นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เกรงกลัวการตื่นตัวและการจัดตั้งกันเองของพลเมืองเสื้อแดง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เสื้อแดงมีความคิดหลากหลายและหลายส่วนอาจไม่ใช่เทวดา แต่ในที่สุดประชาธิปไตยต้องมาจากการจัดตั้งกันเองและการเคลื่อนไหวของพลเมืองรากหญ้า ซึ่งย่อมไม่ขาวสะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่สำคัญประชาธิปไตยไม่เคยมาจากทหาร อำมาตย์ หรืออภิสิทธิ์ชน

สรุปแล้ว เราสามารถฟันธงได้ว่า ณ บัดนี้ เอ็นจีโอและเครือข่าย “ภาคประชาชน” เก่าในไทยหมดสภาพของการเป็น ขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คนที่รักประชาธิปไตยและอยู่ข้างคนจนในไทย ไม่สามารถทำงานกับ เอ็นจีโอ กระแสหลักได้ จนกว่าจะมีการทบทวนบทบาท

บทเรียนสำคัญจากช่วงประวัติศาสตร์นี้คือ

1. ประเด็นเรื่องแหล่งทุนสำหรับ เอ็นจีโอ โดยเฉพาะทุนที่มาจากรัฐ (หรือธนาคารโลก) สร้างปัญหา เพราะเป็นแรงจูงใจให้ เอ็นจีโอ เลิกวิจารณ์รัฐ และเลิกวิจารณ์แนวกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุนใหญ่ตามแนวธนาคารโลก

2. การเมืองแห่งการล็อบบี้ เสี่ยงต่อพฤติกรรมการฉวยโอกาส ทำงานกับใครก็ได้ เพื่อผลตอบแทนทางการเมือง

3. การหันหลังให้ “การเมือง” และทฤษฏี และการับแนวอนาธิปไตย ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ปัญหายากๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องมีการเพิ่มประเด็นการเมืองและการแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง

4. มวลชนคนเสื้อแดง เป็นความหวังในการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย

--------------------------------------------------------------------------------

[1] กรณียกเว้นคือ Thai Labour Campaign http://www.thailabour.org โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ซึ่งคัดค้านรัฐประหารและมีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตยมาตลอด

[2] ประชาไท 23 มีนาคม ๒๕๔๙ www.prachatai.com .

[3] www.thaihealth.or.th

[4] http://focusweb.org/the-thai-coup-democracy-and-wearing-yellow-on-mondays.html?Itemid=93 by Chanida Chanyapate and Alec Bamford

[5] ประชาไท พฤษภาคม มิถุนายน และกันยายน ๒๕๕๑, 13,15 & 23 เมษายน ๒๕๕๒. www.prachatai.com .

คาหนังคาเขากระบอกเสียงลิ้มนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จ เต้าทั้งดุ้นจับมือฆ่าโยงทักษิณบงการ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2552

กระบอกเสียงลิ้มออกตัว หลังจากนั่งเทียนเขียนข่าวจับมือฆ่าลิ้มได้แล้วพร้อมโยงใส่ทักษิณบงการ ล่าสุดอ้อมแอ้มตำรวจยังไม่เปิดปาก ส่วนแม้วอาจไม่มีส่วนรู้เห็น สุดท้ายโดน"ธานี"รองผบ.ตร.ตอกหน้าเป็นแค่ข่าวลือ คู่หูนรกเนชั่นกนก-ธีระแขวะซ้ำไม่ได้ลงข่าวผิดที่ว่าตำรวจจับได้ใน7วัน ยังไงก็ต้องภายใน7วันแน่ๆคือวันจันทร์ยันวันอาทิตย์ สนธิปฏิเสธลูกน้องเก่าอ้างไม่กล้าเปิดปากพร้อมเผ่นหนี ลั่นพรุ่งนี้แถลงหมดเปลือก ยันไม่ไปแสวงบุญอินเดีย


ตำรวจยันยังไม่จับมือฆ่า สนธิลั่นพรุ่งนี้เปิดหมดเปลือกยันไม่ไปแสวงบุญอินเดีย

วันนี้ (30 เม.ย.) เวลา 09.30 น.ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวน ได้เดินทางเข้าสอบปากคำนายสนธิด้วยตนเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ และหลังจากการสอบปากคำเสร็จสิ้น นายสนธิจะเปิดให้ผู้สื่อข่าวทำการซักถาม จากนั้นได้ยืนยันว่า ยังไม่ได้จับกุมใครตามข่าวลือ

"กระแสข่าวเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้ชุดสืบสวนไม่ว่าทีมใดก็ตามยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น โดยตอนนี้มีแต่พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น"พล.ต.อ.ธานียืนยัน


ส่วนนายสนธิปฏิเสธข่าวที่นายไพศาล มังกรไชยา ลูกน้องเก่าไปพูดทางรายการวิทยุว่านายสนธิยังไม่สามารถพูดได้เต็มที่ในเรื่องคดี และแถลงเสร็จอาจไปแสวงบุญอินเดียและพักในต่างประเทศยาวนานนั้น นายสนธิกล่าว่าพรุ่งนี้เขาจะพูดเรื่องถูกสังหารแบบหมดเปลือก และปฏิเสธเรื่องเดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงบุญ

"ผมไม่เคยกังวลต่อเหตุการณ์ใด และไม่เคยจะปลีกวิเวกไปเนปาล กับอินเดีย ตามที่เป็นข่าว"นายสนธิกล่าว

สรุปกระบอกเสียงลิ้มนั่งเทียนเขียนข่าว

หลังจากออกข่าวเป็นตุเป็นตะว่าสามารถจับกุมมือปืนสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลได้แล้ว เป็นทหาร2นายพลเรือน1คน ล่าสุดสายวันนี้เวบไซต์ผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงนายสนธิได้ออกตัวแล้ว โดยอ้างว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องยังไม่เปิดปาก แต่ก็ไม่วายโยงหาเรื่องอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรตามเคย ทั้งที่สำนักข่าวหลายแห่งได้ออกข่าวการปฏิเสธข่าวลือเรื่องนี้ไปแล้ว ขณะที่กนก-ธีระ คู่หูนรกค่ายเนชั่นแขวะว่า ที่พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมืองบอกจับได้แน่ใน7วันก็คงไม่ผิด ผู้จัดการลงข่าวก็ไม่ผิด เพราะภายใน7วันหมายถึงวันจันทร์ไปยันวันอาทิตย์

คู่หูนรกเด็กหยุ่นแขวะกระบอกเสียงลิ้มจับได้ใน7วันจันทร์ถึงอาทิตย์

ทั้งนี้คู่หูนรกค่ายเนชั่น ซึ่งมีพฤตการณ์เอียงข้างพันธมิตรทุกเรื่อง จัดรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางโทรทัศน์เนชั่นแชแนล ช่วงเวลาราว08.30-09.00 น.วันนี้ เล่าข่าวที่เวบไซต์ผู้จัดการลงเมื่อวานว่าจับมือปืนยิงนายสนธิได้แล้ว2รายเป็นทหาร2และพลเรือน1รายนั้น ล่าสุดตำรวจที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธแล้วว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น การที่เวบไซต์ผู้จัดการบอกว่าพล.ต.ท.อัศวินพูดว่าจะจับได้ภายใน7วันนั้น ก็คงไม่ผิด คือพล.ต.ท.อัศวินก็ไม่ผิด เวบผู้จัดการก็ไม่ผิด เพราะ7วันที่ว่านี้อาจหมายถึงวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่ภายใน7วันนี้ แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

นายกนกยังได้เล่าถึงข่าวที่นายไพศาล มังกรไชยา อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ลูกน้องเก่านายสนธิพูดออกวิทยุรายการข่าวเด่นประเด็นร้อนทางคลื่น96.5เมื่อวันที่28ที่ผ่านมาว่า นายสนธิแถลงข่าวในวันศุกร์ที่1พ.ค.แล้วจะเดินทางจาริกแสวงบุญในประเทศเนปาลและอินเดีย จากนั้นจะไปพักในต่างประเทศ ในประเทศใดประเทศหนึ่งยาวนาน โดยแสดงความห่วงกังวลต่อความเคลื่อนไหวของพันธมิตรจะอ่อนลงเมื่อนายสนธิไม่อยู่

กระบอกเสียงลิ้มออกตัวแล้วอ้างตำรวจไม่เปิดปากข่าวนั่งเทียนจับมือฆ่าลิ้ม

หลังจากนำเสนอข่าวเป็นตุเป็นตะไปว่าจับได้แน่นอนแล้ว มาวันนี้เวบผู้จัดการออกตัวด้วยการพาดหัวข่าวว่า ตำรวจยังไม่เปิดปาก พร้อมกับโยงไปหาทักษิณตามเคย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ธานี-อัศวิน"ยังไม่ยอมเปิดปาก เหตุควบคุม 3 ผู้ต้องสงสัยทีมยิง"สนธิ ลิ้มทองกุล"ระบุ ชุดสืบสวนเร่งทำงานอยู่ ขณะที่ ทางสืบสวนพุ่ง 2 กลุ่มผู้ต้องสงสัย เชื่อมโยงใกล้ชิด"ทักษิณ"อาจร่วมขบวนการ โดยที่นายใหญ่ ไม่ได้รับรู้
วันนี้(30 เม.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดเฉพาะกิจที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวนสอบสวนคดีนี้ ซึ่งแกนหลักเป็นตำรวจกองปราบปราม ได้ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนตลอดทั้งวันในหลายจังหวัด อาทิ ราชบุรี กาญจนบุรี และ ลพบุรี และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้ รวม 3 คน เป็นทหาร 2 นาย และพลเรือน 1 คน โดยได้นำตัวมาสอบสวนที่เซฟท์เฮาส์แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหานั้น

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวดังกล่าว จากการสอบถาม พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดถึงความคืบหน้า โดยระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

ขณะที่ พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกคน ได้ลงพื้นที่ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับแนวทางสืบสวนสอบสวนในการคลี่คลายคดีลอบยิงนายสนธิ ตั้งแต่เกิดเหตุ มีรายงานว่าชุดสืบสวนได้พุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกที่ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว คือกลุ่มของนาย จ.นักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จ.ลพบุรี ที่มีความกว้างขวาง และสนิทกับทหารหน่วบรบพิเศษ และเป็นเจ้าของวินรถตู้รายใหญ่ในพื้นที่ลพบุรี โดย นาย จ. มีความสนิทสนม กับนาย ส.นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นเจ้าของวินรถตู้ในพื้นที่อยุธยา นอกจากนั้นนาย ส.ถือเป็นคนที่มีความสัมพันธ์และรับใช้แบบถวายชีวิต แก่ นางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร แม่คุณหญิงพจมาร แต่หลังจากใช้เวลาในการติดตามความเคลื่อนไหว ชุดสืบสวนเชื่อว่า มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากการก่อเหตุในครั้งนี้ ต้องเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง

ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ชุดสืบสวนเกาะติด คือ กลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากพยานหลักฐานพบว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มดังกล่าว มี เสธ.คนดัง เป็นผู้บงการใหญ่ โดยการเรียกใช้อดีตนายทหาร ที่เคยต้องคดีฆ่าคนตาย มาเป็นคนรับงาน จากนั้นได้ประสานกับ นักการเมืองระดับชาติ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดหาทีมมือปืน ในลงมือปฎิบัติการในครั้งนี้

อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 กลุ่ม ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบกับ ในครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ บุคคลเหล่านั้น ก็ได้รับประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนการก่อเหตุในครั้งนี้ ทางสืบสวนเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะรู้เห็น หรือ ไม่มีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุในครั้งนี้


พบผู้จัดการออกตัวหลังจากตำรวจปฏิเสธข่าวลือกับสำนักข่าวหลายสำนัก

ก่อนหน้านี้เมื่อค่ำวานนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลปฏิเสธข่าวที่เวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวว่ามีการจับกุมมือปืนสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นทหาร2นาย พลเรือน1ราย ระบุเป็นรายงานข่าวคลาดเคลื่อน

สำนักข่าวINNรายงานว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องแต่อย่างใด เข้าใจว่าเป็นกระแสข่าว ที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ส่วนจะเป็นชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจับกุมหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบ

เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาจริงหรือเป็นเพียงกระแสข่าว เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด

สำนักข่าวNATION รายงานข่าวทำนองเดียวกันว่า ยันยังไม่มีรายงานการจับกุมมือปืนลอบยิง"สนธิ" โดยรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยัง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.ซึ่งทางปลายสายอ้างว่าเป็นนายเวร ของ พล.ต.ท.อัศวิน โดยกล่าวยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

กระบอกเสียงลิ้มเป็นตุเป็นตะจับแล้วโยนทักษิณตามระเบียบ

เวบผู้จัดการ อ้างว่าวานนี้ (29 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ ว่าหลังจากชุดสืบสวนชุดใหญ่ ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วรวม 3 คน เป็นทหาร 2 คน และ พลเรือน 1 คน โดยขณะนี้ ถูกนำตัวมาสอบสวน ณ ที่แห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อทำการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง และผู้บงการใหญ่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากทางสืบสวนเชื่อว่า มีนายทหารนอกราชการ ที่เคยก่อคดีอื้อฉาว ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของ เสธ.คนดัง ที่เรืองอำนาจในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยทางสืบสวน เชื่อว่า นายทหารนอกราชการคนดังกล่าว รับงานมาและได้ประสานให้นักการเมืองระดับชาติ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดหาทีมมือปืน ในลงมือปฎิบัติการในครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ชุดสืบสวนเชื่อมั่นว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ มีความเป็นไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นกลุ่มคนร้ายตัวจริง ส่วนจะโยงไปยังผู้บงการใหญ่ ได้หรือไม่ ชุดสืบสวนยังไม่มั่นใจว่า พยานหลักฐาน และการสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัย จะโยงไปถึงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การจับกุมผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้ สอดคล้องกับการให้ข่าวของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ที่เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าหลังร่วมประชุมคณะทำงานคลี่คลายคดีว่า เรื่องคดีต้องสอบถาม พล.ต.อ.ธานี ส่วนเรื่องการจับกุมนั้นภายใน 7 วันจะมีข่าวดี

"ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ภายใน 7 วันนี้แหละจะมีข่าวดี ซีเรียสทอล์กนะเนี่ย”พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวอย่างอารมณ์ดี โดยย้ำประโยคที่ว่า ซีเรียสทอล์กถึงสองสามครั้ง

ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้ความชัดเจนเรื่องการสอบสวน

ลูกน้องเก่าปูดมา1วันแล้วก่อนเวบผู้จัดการออกข่าว




นายไพศาล มังกรไชยยา ผู้ดำเนินรายการวิทยุ"ข่าวเด่นประเด็นร้อน"ทางสถานีวิทยุคล่นความคิด F.M.96.5 MHz อสมท.กล่าวทางรายการเมื่อเย็นวานก่อนนี้(28เม.ย.)ว่า ตำรวจได้มุ่งเป้าสอบสวนไปยังนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดอยุธยา และกาญจนบุรี รวมทั้งทหารที่เป็นเสธ.ผู้กว้างขวางรายหนึ่งคาดว่าจะจับกุมตัวได้ใน7วันตามที่พล.ต.ท.อัศวินระบุ

นายไพศาลยังได้กล่าวว่า ในเวลา 12.30 น.วันที่1พฤษภาคมนี้ นายสนธิจ ลิ้มทองกุล จะเปิดแถลงข่าวเบื้องหลังการถูกลอบสังหาร อย่างไรก็ตามแหล่งข่าววงในใกล้ชิดนายสนธิกล่าวให้นายไพศาลฟังว่า นายสนธิอาจเปิดใจได้ไม่มาก เพราะจะเปิดเผยว่าเป็นฝีมือใครก็คงยังไม่ได้ แต่จะเล่าเหตุการณ์วันที่โดนลอบสังหารเท่านั้นว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร

"ส่วนการพูดเบื้องหลังคนสั่งการให้ลอบสังหารก็พูดไม่ได้ว่ามีสีหรือไม่มีสี แม้แต่เปิดเผยว่าว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็พูดไม่ได้ หรือผู้หญิงร่วมกับชายร่วมมือกันก็พูดไม่ได้"นายไพศาลกล่าวเป็นเชิงปริศนา

นอกจากนั้นอาจเป็นการพูดเปิดใจครั้งสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลืองในระยะต่อไป และอาจมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญก่อนตัดสินใจปลีกวิเวก ซึ่งคราวนี้อาจไม่ใช่แค่ไปวัดป่าบ้านตาด อุดรธนานี ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนเท่านั้น แต่คงเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนจะไปสั้นหรือยาวก็แล้วแต่นายสนธิตัดสินใจ

เท่าที่ทราบนายสนธิอาจเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศเนปาล และอินเดีย แล้วก็อาจไปพำนักต่างประเทศในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคนใกล้ชิดนายสนธิ

อย่างไรก็ตามนายไพศาลกล่าวว่า การที่นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศนานคงไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตร เพราะแม้นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศที่ไหนก็สามารถวิดิโอลิ้งค์เข้ามาได้แบบเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"คนใกล้ชิดบอกว่านายสนธิอาจต้องตัดสินใจต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าพอสมควร คงต้องคิดด้วยว่าคนที่เจอเหตุการณ์หนักๆมาแบบนี้แม้จะมีความแข็งแกร่งปานใด ก็อาจทบทวนความเคลื่อนไหว แต่นี่ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการพลิกแพลงการต่อสู้"นายไพศาลอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ

คลิ้กฟังรายการวิทยุที่นายไพศาลพูด คลิ้กที่นี่โดยอยู่ในช่วงนาทีที่38-50

กระบอกเสียงลิ้มเงียบไม่ยอมออกข่าวนายจ่อเผ่นหนีเมืองนอก

มติชนออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยพาดหัวว่า สนธิ"เตรียมเก็บตัวตปท. คาดแสวงบุญที่"เนปาล-อินเดีย" แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้จัดการไม่ได้นำเสนอข่าวนี้เลย จู่ๆก็มาออกข่าวการจับกุมมือปืนได้ ซึ่งก็เป็นข่าวเก่าที่นายไพศาลเคยไปพูดไว้ทางรายการวิทยุวันก่อน อาจเป็นไปได้ว่าใช้ข่าวนี้มากลบข่าวนายสนธิเตรียมไปกบดานในต่างประเทศ

คำสั่งปิดตาย 'ดี สเตชั่น' พร้อมยึดทรัพย์สิน 30 เมย.10.00 น.

โดย คุณ june24democrazy
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
30 เมษายน 2552


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2552 เวลา 10.00 น. กองปราบปรามจะนำกำลังตำรวจ เข้าตรวจค้น เพื่อยึดอุปกรณ์ทรัพย์สินของดีสเตชั่น โดยแจ้งข้อกล่าวหา ผู้อำนวยการและผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ว่า

เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำ ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี เป็นผู้ถ่ายทอดการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ดังนั้นจึงถือได้ว่า เป็นการสั่งปิดตายสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 52 เวลา 10.00 น. ตำรวจตจะนำหมายศาลเข้ามาตรวจค้น ยึดอุปกรณ์ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดในช่วงของการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน

จึงขอเรียนเชิญทุกท่าน ได้โปรดมาร่วมเป็นสักขีพยานของการปิดตายสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ร่วมกันรับรู้ในความโหดเ*****้ยม การคุกคามสื่อมวลชน ในวันพฤหัสบดี 30 เมย. 10.00 น. ที่ชั้น 5 สนง.ดีสเตชั่น

การกระทำของตำรวจในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ นปช.จัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 25 เมย. ที่ผ่านมา โดย นปช.ประกาศข้อเรียกร้องให้รัฐบาล คืนอุปกรณ์ทรัพย์สินให้ดีสเตชั่น ให้สามารถดำเนินการปกติได้ และประกาศให้เวลาคืนภายในสามวัน

แต่แทนที่รัฐบาลจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว กลับดำเนินการในสิ่งตรงกันข้าม และท้าทายต่อมวลชนเสื้อแดง ที่ออกมารวมตัวกันทวงคืน ดีสเตชั่น

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.ได้ประกาศว่า นปช. จะเดินหน้าทวงคืนสิทธิ์ของ ดีสเตชั่น ต่อไป

ในวันที่ 9-10 พค.นี้ จะเป็นการชุมนุมใหญ่ที่ ลพบุรี และเชียงใหม่ หลังจากนี้ จะเป็นการชุมนุมใหญ่ใน กทม.วันที่ 16 พค. คาดว่าจะเป็นที่สนามหลวง เพื่อทวงคืนดีสเตชั่นกันต่อไป ให้ถึงที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นการเดินขบวนให้มากที่สุดในโอกาสต่อไป รวมทั้งจะระดมทุนให้เต็มที่ เพื่อดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชุม และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมให้ขึ้นมาให้ได้อีกครั้งหนึ่ง

นปช.
30.4.09

กระบอกเสียงลิ้มนั่งเทียนจับมือฆ่าแล้ว หวังกลบข่าวนายฝ่อเตรียมเผ่นไปนอกหลังเจอตอเบ้อเริ่ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2552

บชน.ปฏิเสธข่าวจับกุม2ทหาร1พลเรือนมือปืนยิงสนธิ ชี้เป็นข่าวคลาดเคลื่อน แม้แต่อัศวินที่ลั่นจะจับได้ใน7วันก็ปฏิเสธ หลังเวบกระบอกเสียงลิ้มอ้างเป็นตุเป็นตะว่าจับได้แล้ว พร้อมโยงไปหาทักษิณตามฟอร์ม เผยลูกน้องเก่าปูดออกวิทยุล่วงหน้ามา1วัน คาดกลบข่าวเตรียมเผ่นหนีตายไปต่างประเทศ และไม่กล้าเปิดปากใครฆ่าหลังเจอตอเบ้อเริ่ม


ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลปฏิเสธข่าวที่เวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวว่ามีการจับกุมมือปืนสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นทหาร2นาย พลเรือน1ราย ระบุเป็นรายงานข่าวคลาดเคลื่อน

สำนักข่าวINNรายงานว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องแต่อย่างใด เข้าใจว่าเป็นกระแสข่าว ที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ส่วนจะเป็นชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจับกุมหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบ

เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาจริงหรือเป็นเพียงกระแสข่าว เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด

สำนักข่าวNATION รายงานข่าวทำนองเดียวกันว่า ยันยังไม่มีรายงานการจับกุมมือปืนลอบยิง"สนธิ" โดยรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยัง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.ซึ่งทางปลายสายอ้างว่าเป็นนายเวร ของ พล.ต.ท.อัศวิน โดยกล่าวยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

กระบอกเสียงลิ้มเป็นตุเป็นตะจับแล้วโยนทักษิณตามระเบียบ

เวบผู้จัดการ อ้างว่าวันนี้ (29 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ ว่าหลังจากชุดสืบสวนชุดใหญ่ ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรองหัวหน้าชุดคลี่คลายคดี ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วรวม 3 คน เป็นทหาร 2 คน และ พลเรือน 1 คน โดยขณะนี้ ถูกนำตัวมาสอบสวน ณ ที่แห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อทำการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง และผู้บงการใหญ่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากทางสืบสวนเชื่อว่า มีนายทหารนอกราชการ ที่เคยก่อคดีอื้อฉาว ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของ เสธ.คนดัง ที่เรืองอำนาจในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยทางสืบสวน เชื่อว่า นายทหารนอกราชการคนดังกล่าว รับงานมาและได้ประสานให้นักการเมืองระดับชาติ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดหาทีมมือปืน ในลงมือปฎิบัติการในครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ชุดสืบสวนเชื่อมั่นว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ มีความเป็นไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นกลุ่มคนร้ายตัวจริง ส่วนจะโยงไปยังผู้บงการใหญ่ ได้หรือไม่ ชุดสืบสวนยังไม่มั่นใจว่า พยานหลักฐาน และการสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัย จะโยงไปถึงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การจับกุมผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้ สอดคล้องกับการให้ข่าวของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ที่เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าหลังร่วมประชุมคณะทำงานคลี่คลายคดีว่า เรื่องคดีต้องสอบถาม พล.ต.อ.ธานี ส่วนเรื่องการจับกุมนั้นภายใน 7 วันจะมีข่าวดี

"ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ภายใน 7 วันนี้แหละจะมีข่าวดี ซีเรียสทอล์กนะเนี่ย”พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวอย่างอารมณ์ดี โดยย้ำประโยคที่ว่า ซีเรียสทอล์กถึงสองสามครั้ง

ขณะที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้ความชัดเจนเรื่องการสอบสวน

ลูกน้องเก่าปูดมา1วันแล้วก่อนเวบผู้จัดการออกข่าว




นายไพศาล มังกรไชยยา ผู้ดำเนินรายการวิทยุ"ข่าวเด่นประเด็นร้อน"ทางสถานีวิทยุคล่นความคิด F.M.96.5 MHz อสมท.กล่าวทางรายการเมื่อเย็นวานก่อนนี้(28เม.ย.)ว่า ตำรวจได้มุ่งเป้าสอบสวนไปยังนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดอยุธยา และกาญจนบุรี รวมทั้งทหารที่เป็นเสธ.ผู้กว้างขวางรายหนึ่งคาดว่าจะจับกุมตัวได้ใน7วันตามที่พล.ต.ท.อัศวินระบุ

นายไพศาลยังได้กล่าวว่า ในเวลา 12.30 น.วันที่1พฤษภาคมนี้ นายสนธิจ ลิ้มทองกุล จะเปิดแถลงข่าวเบื้องหลังการถูกลอบสังหาร อย่างไรก็ตามแหล่งข่าววงในใกล้ชิดนายสนธิกล่าวให้นายไพศาลฟังว่า นายสนธิอาจเปิดใจได้ไม่มาก เพราะจะเปิดเผยว่าเป็นฝีมือใครก็คงยังไม่ได้ แต่จะเล่าเหตุการณ์วันที่โดนลอบสังหารเท่านั้นว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร

"ส่วนการพูดเบื้องหลังคนสั่งการให้ลอบสังหารก็พูดไม่ได้ว่ามีสีหรือไม่มีสี แม้แต่เปิดเผยว่าว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็พูดไม่ได้ หรือผู้หญิงร่วมกับชายร่วมมือกันก็พูดไม่ได้"นายไพศาลกล่าวเป็นเชิงปริศนา

นอกจากนั้นอาจเป็นการพูดเปิดใจครั้งสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลืองในระยะต่อไป และอาจมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญก่อนตัดสินใจปลีกวิเวก ซึ่งคราวนี้อาจไม่ใช่แค่ไปวัดป่าบ้านตาด อุดรธนานี ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนเท่านั้น แต่คงเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนจะไปสั้นหรือยาวก็แล้วแต่นายสนธิตัดสินใจ

เท่าที่ทราบนายสนธิอาจเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศเนปาล และอินเดีย แล้วก็อาจไปพำนักต่างประเทศในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคนใกล้ชิดนายสนธิ

อย่างไรก็ตามนายไพศาลกล่าวว่า การที่นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศนานคงไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตร เพราะแม้นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศที่ไหนก็สามารถวิดิโอลิ้งค์เข้ามาได้แบบเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"คนใกล้ชิดบอกว่านายสนธิอาจต้องตัดสินใจต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าพอสมควร คงต้องคิดด้วยว่าคนที่เจอเหตุการณ์หนักๆมาแบบนี้แม้จะมีความแข็งแกร่งปานใด ก็อาจทบทวนความเคลื่อนไหว แต่นี่ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการพลิกแพลงการต่อสู้"นายไพศาลอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ

คลิ้กฟังรายการวิทยุที่นายไพศาลพูด คลิ้กที่นี่โดยอยู่ในช่วงนาทีที่38-50

กระบอกเสียงลิ้มเงียบไม่ยอมออกข่าวนายจ่อเผ่นหนีเมืองนอก

มติชนออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยพาดหัวว่า สนธิ"เตรียมเก็บตัวตปท. คาดแสวงบุญที่"เนปาล-อินเดีย" แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้จัดการไม่ได้นำเสนอข่าวนี้เลย จู่ๆก็มาออกข่าวการจับกุมมือปืนได้ ซึ่งก็เป็นข่าวเก่าที่นายไพศาลเคยไปพูดไว้ทางรายการวิทยุวันก่อน อาจเป็นไปได้ว่าใช้ข่าวนี้มากลบข่าวนายสนธิเตรียมไปกบดานในต่างประเทศ

วันพุธ, เมษายน 29, 2552

เราต้องไม่ปล่อยให้ผู้กล้าโดดเดี่ยว เปิดบัญชีรับธารน้ำใจช่วยแนวหน้าแดงเหยื่อสงกรานต์ทมิฬ


สนอง พานทอง ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์:ที่ผมโดนยิงก็คือว่า ผมจะเข้าไปช่วยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผมเป็นห่วงเขา ก็เลยจะดึงเขาเข้ามาหลบ พอก้าวไป เขาก็โป้งเข้าขาผมเลย พวกทหารพลเปลก็เอาผมขึ้นรถไปขังไว้ที่ พล 1 ร.อ. จนถึงแปดโมงเช้า โดยไม่ได้ปฐมพยาบาลอะไรเลย แล้วมันก็ลากผมออกมาสอบ ลากนะ หิ้วปีกสองข้างลากมา ขาก็ถูกับพื้น เลือดก็ไหล แล้วก็วางผมกองไว้กับพื้น

ศุภสิทธิ์ คนโทสิมพลี ผู้บาดเจ็บ:ตอนนั้นทหารก็ยิงหนัก ผมบอกว่าเรามาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาไม่ฟังยิงมา ผมเลยถือไม้วิ่งเข้าสู้ เขาก็ยิง ผมก็ล้ม แล้วนำพาชีวิตผมกระเสือกกระสนเข้าไปในปั๊มน้ำมัน ไปหลบที่ต้นดอกไม้ต้นหนึ่ง กระเสือกกระสนด้วยขาเดียว มือกุมขาอีกข้างหนึ่ง ทหารตามเข้ามาทำร้ายผม ตีผม จนผมคิดว่า จะตายคาที่อยู่ตรงนั้น ตีผมเสร็จก็ลากผมออกมาถนนใหญ่ แล้วจับขึ้นเปลทหารยกขึ้นรถ แต่ก็ยังดี เขายังมีจิตใจไม่พาผมหนีไปลพบุรี แต่พามาโรงพยาบาล หมอบอกผมต้องรักษาเป็นปี คงทำงานไม่ได้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ไทยรัฐ
29 เมษายน 2552

อ่านรายงานพิเศษ เพื่ออ่านรายละเอียดที่แนวหน้าเสื้อแดงผู้บาดเจ็บ2ท่านข้างบนนี้เล่าใน: เสียงจากเตียงพยาบาล ชะตากรรม ของ ‘ด่านหน้า’ สามเหลี่ยมดินแดง

3องค์กรคือสมาพันธ์ประชาธิปไตย มูลนิธิวีรชนเพื่อประชาธิปไตย และบ้านเลขที่111ร่วมกันเปิดบัญชีรับบริจาคจากคนไทยทั่วโลกที่ต้องการช่วยเหลือเกื้อหนุนผู้ที่เสียสละต่อสู้ในเหตุการณ์สงกรานต์ทมิฬจนได้รับบาดเจ็บ ขาดรายได้ ขาดคนดูแลครอบครัวข้างหลัง โดยท่านสามารถบริจาคผ่านธนาคารกสิกรไทย สาขานางเลิ้ง ชื่อบัญชีภาษาไทย : บัญชีช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 13 เมษา 52 ชื่อบัญชีภาษอังกฤษ : Help The Injured on13th April 2009 ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 062-2-41611-5 ขอสายธารน้ำใจต่อพวกเขาเหล่านั้นตามกำลังของทุกท่าน


“จี้รัฐตามหาคนหาย แม้จะพบกระดูกก็เอา”

"ครูประทีป"อดีตส.ว.กทม.นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย จี้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการตามหาผู้สูญหายให้เจอ ขณะที่ มูลนิธิ111ทรท. จับมือองค์กร ปชต.มอบเงินช่วยเหยื่อสงกรานต์เลือดรายละ 3,000 บาท พร้อมทั้วเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยผู้บาดเจ็บ รอสายธารน้ำใจคนไทยทั่วโลกอุ้มชูนักสู้เสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บ

วานนี้ (28 เม.ย.) ที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตส.ว.กทม. พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาพันธ์ประชาธิปไตย มูลนิธิวีรชนเพื่อประชาธิปไตย และมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้ร่วมกันมอบเงินช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 13 เม.ย.

นางประทีป กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 53 ราย ทั้ง 3 สมาคมจึงได้มอบเงินช่วยเหลือให้ผู้รับบาดเจ็บ จำนวน 3,000 บาท และผู้ได้รับบาดเจ็บและพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 5,000 บาท และยังพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 60 รายที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากทางโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐอ้างกฎระเบียบว่าไม่สามารถให้ข้อมูลการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยได้

ดังนั้นทาง 3 สมาคมจึงได้เปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรับบริจาคนำเงินไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ผ่าน
ธนาคารกสิกรไทย สาขานางเลิ้ง ชื่อบัญชีภาษาไทย : บัญชีช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 13 เมษา 52 ชื่อบัญชีภาษอังกฤษ : Help The Injured on13th April 2009 ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 062-2-41611-5


นางประทีป กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พบว่ามีหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการใช้กระสุนจริง ไม่ใช่กระสุนซ้อมตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะถ้าเป็นกระสุนซ้อมจะไม่สามารถทะลุเข้าไปถึงขั้วหัวใจผู้ได้รับบาดเจ็บบางรายได้ และยังพบว่ามีผู้สูญหายที่มาร้องเรียนผ่านมูลนิธิ 111 และที่ทำการพรรคไทยรักไทย จำนวน 10 ราย จึงอยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการตามหาผู้สูญหายให้เจอ แม้จะพบเป็นกระดูกก็ตาม เพราะจากการจัดงานรำลึก 14 ตุลา และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ญาติผู้สูญหายและเสียชีวิตพยายามเรียกร้องมาโดยตลอด ดังนั้นในเหตุการณ์นี้ที่มีประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยมือเปล่า เมื่อสูญหายรัฐบาลต้องติดตามให้พบเป็นกระดูกก็ต้องเอา

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้นามแฝงลุงธรรม ได้ตั้งกระทู้ในบอร์ดประชาไทเรียกร้องให้ชาวเสื้อแดงในโลกไซเบอร์ร่วมกันบริจาคเพื่อคนบาดเจ็บ โดยให้เบอร์บัญชีธนาคารผู้บาดเจ็บโดยตรง ระหว่างที่ยังไม่มีองค์กรใดรับเป็นเจ้าภาพ แต่ก็มีคนจำนวนมากอยากบริจาคผ่านส่วนกลางที่มีองค์กรเจ้าภาพ ซึ่งก็น่ายินดีว่าล่าสุดทาง3หน่วยงานได้เปิดบัญชีกลางรับบริจาคแล้ว

ลุงธรรมเขียนกระทู้ว่า จากการไปเยี่ยมเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง และจากการประสานงานกับมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ทราบมาว่าคนเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บมีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เมื่อได้รับการรักษาเยียวยาอาการเบื้องต้นให้ทุเลาแล้ว ต่างก็เผ่นกลับไปรักษาตัวตามภูมิลำเนาเดิมของตน เพราะกลัวทหารและหรือตำรวจอุ้ม กลัวถูกปิดปาก

แต่มีบางคนอาการสาหัสยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จึงสามารถรวบรวมรายชื่อคนเสื้อแดงที่เหลืออยู่ได้จำนวน 16 ราย ซึ่งลุงได้พูดคุยกับทุกคนเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น และเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเสื้อแดงจริง รายละเอียดต่าง ๆที่ได้รับจากการพูดคุยและหมายเลขโทรศัพท์ไม่สามารถนำมาเล่าให้ฟังในขณะนี้ได้ แต่ทางส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ติดต่อขอบันทึกเรื่องราวจากทุกคนเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และบางเรื่องได้นำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้ว

ในขณะที่โพสท์กระทู้นี้ คนเจ็บส่วนใหญ่ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านเกือบหมดแล้ว คนเหล่านี้หาเช้ากินค่ำ เป็นลูกจ้าง ขับรถแท็กซี่ ฯลฯ ในตอนนี้ไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย บางคนตอนหนีทหารที่ไล่ยิง กระเป่าเงินหล่นหาย เอกสารและเงินหายหมด คนที่ยังอยู่ รพ. ทางมูลนิธิบ้านเลขที่ 111
พรรคเพื่อไทย และลุงเองได้บริจาคเยียวยาให้เบื้องต้น แต่ส่วนใหญ่ที่กลับไปก่อน จึงยังไม่ได้รับการเยียวยา (เปิดงานพรุ่งนี้ทางพรรคเพื่อไทย
มูลนิธิ 111 และลุงคงจะโอนเงิน ไปช่วยบรรเทาให้ได้เบื้องต้น)

ทุกคนตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก บางคนอาการสาหัส สติไม่สมประกอบ เล่าเหตุการณ์วกไปวนมา น่าสงสารมาก แต่ละรายจะต้องใช้เวลานานมากกว่าอาการบาดเจ็บจะหายและสามารถจะทำงานได้ บางรายลูกจะเปิดเรียนเดือนหน้าแล้ว ยังไม่สามารถหาเงินให้ลูกไปโรงเรียนได้

สำหรับขั้นตอนในการช่วยเหลือเบื้องต้นมีดังนี้

1. ทางพรรคเพื่อไทย และมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 จะดำเนินการติดต่อเพื่อให้การเยียวยาเบื้องต้นให้ครบทุกราย

2 ลุงจะติดต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อขอทราบหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษาอำมหิต
เพื่อแจ้งให้กับผู้ป่วยทุกราย (แต่ได้ทราบจากคุณ Paul Frank ว่าต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและอนุมัติหลายเดือน กว่าความช่วยเหลือจะมาถึง)

3. ลุงได้ติดต่อกับ มูลนิธิ Red Shirt Fund ของ อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพื่อมอบรายชื่อคนเจ็บเหล่านี้ ให้กับทางมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือต่อไป ปรากฏว่าทางมูลนิธิมีเงินกองทุนน้อยมาก เพราะไม่ค่อยได้รับการบริจาค อีกประการหนึ่งวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธินี้จะเน้นคนตายและคนสูญหายเป็นหลัก อนึ่ง อ.สุธาชัย มีอีกหนึ่งมูลนิธิที่จะให้ ความช่วยเหลือคนที่ถูกฟ้องคดีหมิ่นฯ เช่นคุณดา แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีคนบริจาคเข้ามูลนิธินี้น้อยมากจนแทบไม่พอค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านผู้ใดประสงค์จะบริจาคสามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 02-7761803แจ้งความประสงค์ให้ชัดเจนว่าจะบริจาคเข้ามูลนิธิใด

4. ลุงได้เมล์รายชื่อคนเสื้อแดงเหล่านี้ให้กับผู้ที่มีฐานะพอที่จะช่วยเหลือได้ (โดยเฉพาะผู้ที่เป็นแกนนำกลุ่มในจ.ชลบุรี และอุดร ฯลฯ ตลอดจนคุณแตแต้แว้ด คุณ Regards คุณต้อย Lung Mote)

5. ที่พึ่งสุดท้ายของพวกเขาเหล่านั้น คือพวกเราในเวบประชาไท ใครพอจะช่วยเหลือได้ ลุงขอกราบรบกวนล่ะครับ (ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ลุงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก และลุงรู้อย่างเต็มอกว่าใครเป็นใครในเวบเรา และใครจะพึ่งได้บ้าง ลุงไม่ได้ดูถูกในน้ำใจ แต่พูดออกมาด้วยความน้อยใจ จากประสบการณ์ที่ได้รับจากคนในเวปนี้) อนึ่ง ถ้ารวมกันเป็นกลุ่มก้อนแล้วบริจาค อาจจะประหยัดค่าโอนเงินเข้าบัญชีผู้รับบริจาค มากกว่าบริจาคเป็นรายย่อย เช่น ผู้เดือดร้อนมี 16 ราย แทนที่จะบริจาค คนเดียว 16 ราย ๆ ละ 100 บาท อาจเสียค่าโอนเงิน (กรณีต่างธนาคารและข้ามจังหวัด) มากกว่า การหาเพื่อนมา 16 ราย แล้วบริจาครายละ 500 บาท

6. สำหรับผู้ที่มีเวลาโปรดสงเคราะห์ช่วยนำกระทู้นี้ไปแปะในเวบการเมืองอื่น ๆด้วยน่ะครับ โปรดร่วมด้วยช่วยกัน ก่อนที่รัฐบาลและหรือทหารจะชุบมือเปิบยัดเงินปิดปากพยานปากเอกเหล่านี้ เหมือนกรณีภรรยาพี่นวมทอง(คนขับรถแท็กซี่ชนรถถัง)

รายชื่อพวกเราที่บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือด่วนมีทั้งหมด 16 คนดังต่อไปนี้ (สามารถตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดได้ที่มูลนิธิบ้านเลขที่ 111
เบอร์ 02-6270909 ต่อ 5018)


1 ชื่อบัญชี นายไสว ทองอ้น เลขที่บัญชี 052-0-24903-8 ธ.กรุงเทพ สาขาย่อยคาร์ฟูร์ศรีนครินทร์

2. ชื่อบัญชี นายวิเชียร ขีดกลาง เลขที่บัญชี 175-4-14363-2 ธ.กรุงเทพ สาขาคลองเตย

3. นายสนอง พานทอง ชื่อบัญชี นายกร หาสุข (หลาน)เลขที่บัญชี 311-2-88858-8 ธ. ไทยพาณิชย์ สาขารังสิต

4. นายอดิเรก เมฆออย ชื่อบัญชี น.ส.พิชฎาภรณ์ พรหมจักร (ภรรยา)เลขที่บัญชี 741-2-40408-9 ธ.กสิกรไทย สาขาย่อยอโศกดินแดง

5. ชื่อนายธีรชัย บทมาตย์ เลขที่บัญชี 115-0-65364-7 ธ.กรุงไทย สาขาสระบุรี

6. นายชัยพฤกษ์ ชัยศักดานุกูล ชื่อบัญชี นายประทีป ชัยศักดานุกูล (บิดา)เลขที่บัญชี 116-2-11866-4 ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา บางโพ

7. ชื่อบัญชี นายเฉลิม ภูสุดสูง เลขที่บัญชี 083-2-20050-5 ธ. ทหารไทย สาขา ประตูน้ำอินทรา

8. ชื่อบัญชีนายณรงค์ วิเศษศรี เลขที่บัญชี 075-10420088033-1ธ.ออมสิน สาขา วาปีปทุม

9. ชื่อบัญชี นายอัครพงษ์ จันอ่อน เลขที่บัญชี 928-0-00102-6 ธ.กรุงเทพ สาขา เอ็มมาร์ทพลาซ่า บางกะปิ

10. ชื่อบัญชี นายชัชวาลต์ ศรีจันดา เลขที่บัญชี 322-0-27957-0ธ. กรุงไทย สาขา ถนนสรรพสิทธิ์

11. ชื่อบัญชี นายอนุภาค พูนสวัสดิ์ เลขที่บัญชี 113-4-85106-0 ธ. กรุงเทพ สาขา อินทามระ

12.ชื่อบัญชี นายศักชาย ศักเนาวรัตน์ เลขที่บัญชี 088-2-75002-7ธ. กสิกรไทย สาขา รามอินทรา

13. ชื่อบัญชี นายวราวุฒิ ทิศลังกา เลขที่บัญชี 185-0-86389-3 ธ. กรุงเทพ สาขา อโศกดินแดง

14. นายอนันต์ กลัดมั่น ชื่อบัญชี น.ส.อัมพร มูลแสง (ภรรยา) เลขที่บัญชี 06-440420063948-7 ธ. ออมสิน สาขา วารินชำราบ

15. นายสำราญ วานสอน ชื่อบัญชี น.ส.วรภร สิลกุล (ผู้ดูแล)เลชที่บัญชี 067-2-09117-8 ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา สวนจิตรลดา

16. นายทองคำ เฉิดฉาย ชื่อบัญชี น.ส.อนุสรา กินรี (หลาน) เลขที่บัญชี ธ. 473-4-15546-0 ธ.กรุงเทพ สาขา หนองหาน

ป.ล.บางท่านต้องใช้บัญชีของญาติ เพราะป่วยอยู่ จึงยังไม่สามารถไปเปิดบัญชีในนามตนเองได้

การใช้สื่อเพื่อโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลไทยทำอยู่ตอนนี้

แปลไทยโดย citystraycat
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
29 เมษายน 2552

การโฆษณาชวนเชื่อส่วนใหญ่ในเยอรมนีเกิดจากกระทรวงสาธารณะตรัสรู้และการเผยแผ่ (Ministry for Public Enlightenment and Propaganda- "Promi" ในเยอรมันตัวย่อ).โจเซฟ ก้อบเบิ้ลส์ Goebbels เป็นตัวหลักในการรับผิดชอบในเรื่องโฆษณาขวนเชื่อโดยเฉพาะในกระทรวงนีั หลังจาก Hitler ได้เข้าสู่อำนาจเมื่อปี 1933.

ผู้สื่อข่าวทั้งหมด, นักเขียน และศิลปิน ต้องลงทะเบียนกับหนึ่งในหน่วยงานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวง Chamber of Press ศิลปะ เพลงละคร ภาพยนตร์ วรรณคดี หรือ วิทยุ.

พรรคนาซ๊มีีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า โฆษณาชวนเชื่อคือเครื่องมือสำคัญอย่างสูง ในการที่จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย Adolf Hitler, เยอรมันของ Fuhrer มีความประทับใจในพลังของการโฆษณาชวนเชื่อ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และเชื่อว่าโฆษณาขวนเชื่อ เป็นสาเหตุแรกเริ่มที่ทำให้เกิดการพังทลาย ความแตกแยก การกบฎ จลาจล ของนาวิกโยธิน ที่เป็นปราการด่านหน้าของเยอรมัน ในปี ค.ศ.1918.

Hitler จะมีการพบปะหารือเกือบทุกวันกับ Goebbels ในเรื่องเกี่ยวกับข่าวสารที่จะนำไปทำโฆษณาขวนเชื่อ และ Goebbels จะรับความคิดของ Hitler ในหัวข้อที่ได้คุยกันไว้ และได้นำเรื่องดังกล่าวไปพบปะหารือกับ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงและเอาหัวข้อดังกล่าวมาเตรียมเป็นแผน ที่จะทำกิจกรรม ที่จะทำการโฆษณาชวนเชื่อต่อไป

ผู้ประกาศข่าวและนักข่าว จำเป็นต้องได้รับการตรวจข่าว เพื่อได้รับการอนุมัติ จากกระทรวง ก่อนที่งานของพวกเขาจะได้รับการเผยแพร่

นอกจากนี้พรรคนาซี ไม่เคยคิดถึงเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง และไม่มีความหวาดหวั่น หรือหวั่นกรงที่จะการกระจายข่าวโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งที่พวกเขารู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ จงใจและเจตนา ที่จะกระจายข้อมูลและข่าวอันเป็นเท็จ การกระจายการข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ และทฤษฎี ที่เป็นที่รู้จักว่า 'การโกหกคำโต'

พรรคนาซีเผยแพร่ โฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านี้เป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมี audience หรือผู้รับฟังที่มองเห็นผลได้ย่างชัดเจน (เหมือนมวลชนพันธมิตรเลย..ที่เชื่อโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องใด ๆ... เช่น พระเทพๆ บอกว่า 'I don't think so, I think they do it for themselves ที่มันง่าย ๆ และใคร ๆ ก็แปลได้ว่า 'ชั้นไม่คิดว่าเช่นนั้น ชั้นคิดว่าพวกเค้าทำเพีื่อตัวเค้าเอง' แต่พันธมิตรก็พร้อมที่จะตามที่พวกศาสดามันบิดว่า 'พวกเค้าทำด้วยตัวของพวกเค้าเอง' ทั้ง ๆ ที่พวกนี้ก็มีความรู้สูงแล้วก็สามารถแปลเองได้ ว่ามันแปลว่าอะไรแต่ก็เชื่อตามที่ศาสดามันแปลให้ ก็เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะพิษของพร้อพากานดา ที่ทำให้ตรรกะแห่งความถูกต้องมันบิดเบี้ยวไป)

กลุ่มผู้ฟังที่ได้ผลสำเร็จจากการโฆษณาาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ มีดังนี้

* ชาวเยอรมันเอง ที่ได้รับรู้ รับฟัง โฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่อง เรื่องการที่ต้องต่อสู้และดิ้นรนของพรรคนาซีและชาวเยอรมันเองกับศัตรูต่างประเทศ และ ศัตรูภายใน โดยเฉพาะชาวยิว.

* ชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่น เช่น ในเชคโกสโลวาเกีย โปแลนด โซเวียตยูเนียน บนคาบสมุทรบอลติก ได้รับการบอกกล่าวและปลุกเร้าว่าสายเลือดเยอรมันมีความผูกพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ชาวเยอรมัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มีความจงรักภักดีต่อชาติ ซี่งเป็นพลังที่ทำให้้ประเทศเยอรมันและชาวเยอรมันเข้มแข็ง


* สำหรับศัตรูที่เช่น ฝรั่งเศส และ สหราชอาณาจักร นั้นพรรคนาซีก็จะโฆษณาชวนเชื่อว่า เยอรมนีไม่ได้ทะเลาะกับคนของประเทศนั้น ๆ แต่เป็นการที่รัฐบาลประเทศนั้น ๆ พยายามเริ่มสงครามกับประเทศเยอรมนีก่อน

ผู้รับฟังทั้งหลายเหล่านี้ ได้รับการกระตุ้นเร้าบอกกล่าว ให้รำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิทยาศาสตร์ ความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของกองทัพของมวลมนุษยชาติเยอรมัน

จนกระทั่งมาถึงบทสรุปสุดท้ายของประจัญบานที่ Stalingrad ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1943, เยอรมันได้เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อโดยเน้นย้ำ ที่ความสำเร็จของกองทัพเยอรมัน และความยิ่งใหญ่ของทหารชนชาติเยอรมัน ต่อประชาชาติที่ทหารเยอรมันรบชนะและครอบครองอาณาเขตอยู่

ในทางตรงกันข้าม นักบินของสหราชอาณาจักรและพันธมิตร ได้รับการบรรยายและพรรณาว่าเป็น เป็นไอ้ฆาตรกรขี้ขลาด และอเมริกันเป็นพวกอันธพาลข้างถนน แนว ๆ พวกอัลคาโปน. ในขณะเดียวกันเยอรมันโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อที่จะทำให้อเมริกันและอังกฤษบาดหมางใจกันเอง และนอกจากนั้นแล้วก็ยังพยามโฆษณาชวนเชื่อให้ทั้งสหราชอาณาจักรและอเมริกา เป็นปริปักษ์กับโซเวียตอีกด้วย

หลังจาก Stalingrad, ได้เปลี่ยนธีมหลักของการโฆษณาชวนเชื่อ โดยเปลี่ยนให้เยอรมันเป็นจุดศูนย์กลางของผู้ปกป้องวัฒนธรรมของยุโรปตะวันตกจาก “พวกบอลเชวิค” ได้แนะนำวี-1 และวี-2 "อาวุธล้างแค้น" ได้รับการเน้นยำ้ เพื่อโน้มน้าว Britons ที่ความไร้ความหวังจากเยอรมันที่กำลังจะพ่ายแพ้

Goebbels ได้ทำอัตวินิบาตกรรม ไม่ช้านานหลังจากฮิตเลอร์ ในวันที่ 30 เมษายน 1945 ตัวแทนของเขา, Hans Fritzsche คนที่เคยเป็นหัวหน้าของ Radio Chamber ได้พยายามที่จะตัดสินให้พ้นโทษจากศาสยุติธรรมจากการเป็นอาชญากรสงคราม จากสงครามที่ Nuremburg

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ! 23 กันยายน 2551

รายงานพิเศษ: เสียงจากเตียงพยาบาล ชะตากรรม ของ ‘ด่านหน้า’ สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
29 เมษายน 2552

เสียงจากผู้ชุมนุม 2 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 เมษายน 2552 และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก จนถึงวันให้สัมภาษณ์ คือวันที่ 27 เมษายน พวกเขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาประสบ และแรงผลักดันที่ทำให้เขาเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานภาครัฐ ในเรื่องการจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด แม้ทางโรงพยาบาลระบุ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ขณะเข้าสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้แสดงตัวเป็นสื่อมวลชน ในภายหลังจึงถูกพยาบาลต่อว่า เนื่องจากพยาบาลระบุว่า ต้องส่งรายงานให้กับ ผอ.โรงพยาบาลด้วย หากมีสื่อมวลชนเข้าสัมภาษณ์ อย่างไรก็ตาม จากการสังเกต พยาบาลให้การดูแลพวกเขาอย่างดี เป็นกันเอง และก่อนหน้านี้ มีผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนบ้าง ทั้งนี้ รายชื่อและข้อมูลของพวกเขา ก็ได้จากกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อครั้งไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 25 เมษายน


สนอง พานทอง
ช่างซ่อมรถ อายุ 34 ปี

ข้อมูลเฉพาะ:

พื้นเพสนอง เป็นคนบุรีรัมย์ แต่มาเป็นช่างซ่อมรถอยู่ที่ กทม. เป็นสิบปีแล้ว โดยเป็นลูกจ้างอยู่ที่อู่ของญาติแถวถนนวิภาวดีรังสิต ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน ซึ่งเขาระบุว่า เป็นกระสุนขนาด 9 มม. เข้าที่ลูกสะบ้า (หัวเข่า) ด้านขวา เข้าทำการผ่าตัดแล้ว 4 ครั้ง ในช่วง 2 สัปดาห์ที่อยู่โรงพยาบาล เนื่องจากบาดแผลติดเชื้อ เพราะการกระโดดลงไปหลบทหารในคูน้ำครำ

“พอทหารเริ่มสลาย ผมอยู่ตึกพีเอ็ม ไปหาเพื่อน ยังไม่ทันดับเครื่องรถ เพื่อนบอกสลายแล้ว ก็เลยพากันบึ่งมา มาถึง แก๊สน้ำตามันเริ่มจางแล้ว เห็นมีรถเมล์จอดขวาง ก็เดินมาเรื่อยผ่านรถเมล์ ปรากฏว่า ทหารก็ยิงปืนขึ้นฟ้ารัวๆ พวกเราก็หมอบลงกับพื้น แล้วก็คลาน หมอบ คลาน หมอบ คลาน อย่างนี้ พอเงียบไปซักพัก เหมือนเขายิงหมดแม็กแล้ว ก็เปลี่ยนกระสุน เงียบไปซักพัก ก็ลุกขึ้นวิ่งใส่เขาเลย บางคนก็วิ่งไปหลบตามต้นไม้ไป วิ่งเข้าใส่เขาด้วยกำปั้นเปล่าๆ นี่แหละ พอชุดที่สองดัง ก็มีเพื่อนเราโดน ที่เห็นๆ คือเลนฝั่งขวาที่มีเกาะกลางกั้น มีร่วงหลายคน ทีนี้มันเลยกลายเป็นความโกรธ เอ๊ะ กูมามือเปล่านะ มึงยังยิงพวกกูอีกเหรอ ที่เราขว้าง เราก็มีแค่หินกับไม้ คุณคิดดูว่าไม้ ระยะขว้าง 10 กว่าเมตร มันจะแรงได้แค่ไหน เขาก็มีโล่”

“ตอนที่ผมโดนยิงนี่ วิ่งไปวิ่งมา ไปอยู่ห่างไม่เกิน 20 เมตร คิดดู รถทัวร์คันนึงยาว 12 เมตรนะ ผมเข้าใกล้จนเห็นเลยว่า ทหารตั้งอยู่ 3 แถว แถวแรกเป็นไอ้เณร ถือโล่ แถวสองนี่ปืน แถวสามตามเก็บ มันจะมีรถยีเอ็มซีวิ่งตามตูดมาห่างๆ ที่ผมโดนยิงก็คือว่า ผมจะเข้าไปดึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คุณเห็นกระสุนที่เขายิงขึ้นฟ้าไหม เขาเรียก กระสุนสองวิถี ก็คือกระสุนจริงนั่นแหละ กระสุนนี้มันมีสารอะไรบางอย่าง พอยิงแล้วมันจะมีเป็นแสงด้วย ปกติมันจะยิงขึ้นฟ้า แต่ผมอยู่หลังต้นไม้ เห็นมันมีอยู่ 2 นัด ที่วิ่งมาในแนวราบ แล้วเด็กหนุ่มที่เดินหน้าผม เขาถอดเสื้อแล้ว ก็ก้าวขาจากฟุตบาทลงไปบนถนน ผมก็เป็นห่วงเขา ก็เลยจะดึงเขาเข้ามาหลบ พอก้าวไป เขาก็โป้งเข้าขาผมเลย”

“ผมก็ตะโกนว่า เฮ้ย ผมโดนยิง พวกเราก็รีบเข้ามาช่วย เอามอเตอร์ไซด์มา ผมบอก โอ๊ย ขึ้นไม่ได้หรอก ผมโดนยิงขา โดนยิงลูกสะบ้า ขยับขาไม่ได้ ก็พยายามเก็บไม้แถวนั้น จะเอามาดามกัน ระหว่างนั้น ทหารก็กรูเข้ามาอีก ทุกคนก็หนีหมด เหลือไอ้รัก (ไม่ทราบสะกดอย่างไร-ประชาไท) อยู่คนหนึ่ง เพื่อนผม มันไม่ได้โดนยิงโดนอะไร มันทิ้งผมไม่ได้ พอกอดคอผมได้ มันก็พาผมโดดลงน้ำครำ สัญชาตญาณเอาตัวรอด ทั้งๆ ที่รู้ว่าหนีลงน้ำก็ไม่รอดหรอก ทหารมาก็ยิงตามลงไปอีก 2 นัด แต่ไม่โดน แล้วเขาก็ลากผมขึ้นมา ผมบอก พี่ ผมโดนยิง เขาบอก เดี๋ยวกูเอาส่งโรงบาล เขาก็มาส่งจริงๆ โรงบาลนี้แหละ”

“พอมาถึงปุ๊บ พวกพลเปลเขาก็เตรียมจะเอาผมลง มันก็ออกรถเลย แล้วก็เอาผมไปขังไว้ที่ พล 1 ร.อ. จนถึงแปดโมงเช้า โดยไม่ได้ปฐมพยาบาลอะไรเลย แล้วมันก็ลากผมออกมาสอบ ลากนะ หิ้วปีกสองข้างลากมา ขาก็ถูกับพื้น เลือดก็ไหล แล้วก็วางผมกองไว้กับพื้น (เสียงเริ่มสั่น) เขาก็จะสอบ แต่พอดีเห็นสภาพผมไม่ค่อยไหวแล้ว ไม่มีสุนัขตัวไหนมันพูดอะไรเลย เผอิญทหารเสนารักษ์เขาผ่านมา เขาก็เลยปฐมพยาบาลให้ ห้ามเลือด เขาก็ถามว่า ทำไมไม่เอาผมไปส่งโรงบาลก่อน เขาโดนหนักนะ นั่นแหละ มันถึงได้เลิ่กลั่กๆ กัน แล้วก็มีนายทหารคนหนึ่งเข้ามา ในชุดเครื่องแบบสนาม แกก็บอก เออ น้องใจเย็นๆ เดี๋ยวพี่จะดูแลให้เต็มที่ แต่พี่ไม่มีอำนาจสั่งการอะไรนะ แล้วก็โทรหาระดับนาย นาน (เน้นเสียง) กว่ารถพยาบาลจะมารับผม รถพยาบาลก็ไม่ใช่ด้วย เป็นรถทหารนั่นแหละ แล้วก็เอามาส่ง ผมผ่าตัด 4 รอบแล้ว มันติดเชื้อ เพราะน้ำครำน่ะ....”

“ทำไมเราต้องขอพูดว่า สื่อไม่เป็นกลาง ก็สื่อไม่เป็นกลางจริงๆ แล้วผมก็ไม่เข้าใจแกนนำ คุณก็ไปที่ช่องสามเลยสิ เอาผมไปก็ได้ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เนี่ยอ่านข่าวที่นักข่าวเขาเสนอตามรัฐปาวๆ อะไรก็แดงผิดๆ นักข่าวเนชั่นมา ผมก็ตะเพิดไปแล้ว จะคุยทำแพะอะไร พวกเดียวกับสนธิ (ลิ้มทองกุล) ทั้งนั้น เด็กที่มาทำข่าว ทำข่าวไปดี แต่พอไปถึงกอง บก. มันคนละเรื่องมาตลอด ผมก็ไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่ แกนนำเขาคิดยังไง ต่อสู้ยังไง แค่ชิงพื้นที่ทางสื่อก็ยังไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีความจริงทั้งนั้น แต่เรากลับสู้เขาไม่ได้ ไม่เข้าใจ อย่างไทยรัฐ ก็ไปไล่จี้ดิ เอาผู้เสียหายเข้าไปเลย”

“หรือพวกที่เขียนเชียร์ประชาธิปัตย์อย่างนู้นอย่างนี้ แต่ถามว่า คนที่เขารักทักษิณ เขาผิดหรือ นายกฯ ประเทศไทยมีมากี่คน มีเคยมีซักครั้งไหม ที่ประชาชนเรียกร้องให้กลับมาแบบนี้ ฉะนั้น กรุณาเอาหัวแม่ตีนคิดหน่อยว่า เหตุมันเพราะอะไร แสดงว่าเขาก็ต้องมีส่วนดี และเพราะความไม่เป็นธรรมที่ผ่านมาใช่ไหม ก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกแกนนำคิดอะไร ไปเรื่อยๆ ไม่ on time, on target เลย ช่องสามเนี่ย (ชี้ไปที่โทรทัศน์ ที่กำลังเปิดรายการข่าวช่อง 3-ประชาไท) ผมมีทั้งลูกกระสุน มีใบรับรองแพทย์ ผมเอาแน่ แกนนำไม่เอา ผมเอาเอง”

“ยังไม่ได้เจอแกนนำใครเลย มีหมอเหวง (โตจิราการ) มา 3 นาที ก่อนผมผ่าตัด กับครูประทีป (อึ้งทรงธรรม) ก็มา พวกแกนนำ พวกเขาเป็นไอดอล มาให้กำลังใจซักหน่อยก็ดี หลายๆ ครั้ง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นี่พูดไม่ได้อะไรหรอกนะ แต่มันไม่ค่อยมีหรอก ที่แกนนำจะมาโดนยิงอย่างเรา เขาเป็นผู้นำทางความคิด ก็เข้าใจ แต่ผมก็อยากเจอพวกวีระ (มุสิกพงศ์) ณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) จตุพร (พรหมพันธุ์) ถามว่าท้อมั้ย ก็นิดหนึ่ง แต่ยังไงก็ต้องสู้ต่อ”

“ถามว่า ออกมาสู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ ตัวหรือใจล่ะ ถ้าใจก็ตั้งแต่บัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) ออกมาปฏิวัติแล้ว แต่ตัวออกมาสู้ ก็ตั้งแต่มีการยิงที่ วิภาวดีซอย 3 ตั้งแต่นั้นมาก็สู้เต็มตัวมาตลอด อย่างน้อยได้คุยได้ระบายอะไรกับคุณบ้าง มันก็ดีขึ้นนะ”

“ผมยังรอโอกาสเปิดว่า จะมีใครซักคน มาให้เราพูดความจริงว่า เราผ่านอะไรมาบ้าง เห็นอะไรมาบ้าง ต่อหน้าต่อตาเรา คุณเชื่อไหมว่า ผมฝันมา 2 คืนติด สตาร์ทที่เดียวกัน และจบลงที่เดียวกันเด๊ะ เหมือนฉายซีดี ทุกคนยืนอยู่ยังไง ใครเดินยังไง ใครล้มยังไง ใครขว้างก้อนหินยังไง เหมือนกันเป๊ะสองคืนมาแล้ว”

“ถ้าผมทำอาชีพนักข่าว ผมจะเก็บภาพพวกนี้ ผมคงรุ่ง แต่บังเอิญผมไม่มีความรู้ตรงนี้ นักข่าวก็พอมีตอนนั้น แต่เขากลัว เข้าไม่ถึงด้านหน้าหรอก”

“ถามว่าผมมาสู้เพื่ออะไร ก็กฎหมายมันสองมาตรฐาน ปากก็พูดปาวๆๆ ไม่สองมาตรฐาน ไม่สองได้ยังไง ก็ยิงซอย 3 เห็นอยู่โต้งๆ จับก็ไม่จับ ตำรวจก็อยู่ ทะเบียนเจ้าของก็มีให้ ยังไม่จับเลย แต่มาแหกปากบอกว่ามาตรฐานเดียวกัน บ้ารึเปล่า วันๆ นึงจบอ๊อกฟอร์ดมา ไม่ทำไร นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ คิดคำพูดสวยๆ ผมถามว่าอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) มานั่งกับผม แล้วพูดกันภาษาบ้านๆ กับผม ให้ผมถามเลย ผมอยากรู้ มันจะมีปัญญาตอบไหม อ๊อกฟอร์ด อ๊อกเหล็กอะไรน่ะ คุณให้สัมภาษณ์ว่า กระสุนกระดาษ กระดาษพ่อกระดาษแม่มึงเหรอเล่นเสียสะบ้ากูทะลุเลย ผมพูดแล้วอารมณ์มันขึ้นทุกที”

“คุณคิดว่า ยังไงคุณก็ถูก เอะอะอะไรก็ไม่ได้รับรายงาน แสดงว่าคุณเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้ลงพื้นที่เลยนี่หว่า อย่างนี้ลูกน้องสอพลอหน่อย บอกไม่มีอะไร ก็ไม่มีหมด พูดมาได้ว่า เช็คจากโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน เอาสมองส่วนไหนให้สัมภาษณ์ คนอย่างนี้เหรอ จะเป็นผู้บริหารประเทศ”

“บอกคนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว สำหรับผม ถ้าผมบอกว่า ใช่ล่ะ นายกฯ ผ่านมากี่สิบคน มันมีคนที่ยิงตรงเป้าไหม ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมากี่สมัย เป็นนายกฯ เยอะกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป เคยมีความคิดแบบนี้บ้างไหมล่ะ ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันอิจฉา เขาดีแต่ปั้นคำพูดสวยหรูทุกอย่าง ถนัดแต่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เหตุผลเรื่องการขายหุ้นก็อธิบายหมดแล้ว ก็ยัง 'ขายชาติๆ' พอ 'ขายชาติ' ไม่ได้แล้วก็ 'ไม่จงรักภักดี' พูดได้แค่นี้”

“ผมบอกให้ ถ้าผมเกิดและโตในสมัยทักษิณอยู่ สมองระดับผม รับรองไปได้ไกลกว่าเป็นช่างซ่อมรถ เพราะผมเรียนเก่งแต่เด็ก แต่บ้านจนมาก ถ้ามีเงิน มีโอกาส มันไปได้ไกลกว่านี้ สมัยทักษิณผมก็เห็นว่า อนาคตลูกหลานสดใสมากขึ้น อาจจะได้ไปหนึ่งอำเภอหนึ่งนักเรียนนอกบ้างก็ได้ ฝันไว้ แต่ตอนนี้มันสลายทุกอย่าง คุณไม่ต้องการให้คนจนโงหัวได้ คุณไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคนจนชาวรากหญ้าหรอก ที่เขารักทักษิณเพราะมันมีเหตุให้รักให้ชอบ เพราะมันเข้าใจคนจน อภิสิทธิ์มาบริหาร คิดได้ยังไง ผู้ประกันตนเงินเดือนไม่เกิน 15,000 รัฐบาลให้ 2,000 แล้วยายมีขายไก่ ตาใสขายแกง แล้วผมซ่อมรถเนี่ย จะมีสิทธิได้กับเขาไหม แค่นี้คุณยังไม่มีสมอง ไม่เอารากหญ้าเลย คุณจะไปให้ทำเ_ย อะไรเงินเดือนตั้ง 15,000 ผมไม่รู้จะพูดยังไงกับรัฐบาลชุดนี้”

“ผมโกรธ โกรธมาตั้งแต่มันปฏิวัติ ตอนนั้นเศรษฐกิจก็ยังดีๆ ไม่ได้แย่นะ กำลังจะเป็นผู้ให้กู้แล้ว คุณลองถามพวกแม่บ้าน มอเตอร์ไซด์ พวกแท็กซี่ พวกอะไรต่อมิอะไร เขารักเขาชอบทักษิณเพราะอะไร ผมเป็นคนที่โกรธแล้วช้างจะตัวเท่ามดเลย แต่ผมไม่ได้จะโกรธอะไรง่ายๆ ปกติจะเฮฮา แต่มันหลายเรื่องหลายราวเหลือเกินที่ผ่านมา”


ศุภสิทธิ์ คนโทสิมพลี
ช่างเหล็กไซท์งานก่อสร้าง อายุ 46 ปี



ข้อมูลเฉพาะ:

พื้นเพเป็นคนปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นช่างเหล็กในไซท์งานก่อสร้างแห่งหนึ่ง เริ่มติดตามการเมืองมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร และร่วมชุมนุมตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน โดยไม่ได้เห็นหัวกระสุน แพทย์ระบุว่า เป็นลูกซองสั้น ปัจจุบันแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ยังติดต่อญาติมาเซ็นรับรองไม่ได้

“ผมก็มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ที่มาชุมนุมสามเหลี่ยมดินแดง เพื่อกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิก 50 แล้วเอา 40 มาใช้ เพราะปัจจุบันมันยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมก็เลยเข้ามาชุมนุม”

“มาชุมนุมตั้งแต่เดือนมกรามาแล้ว ผมทำงานที่กรุงเทพฯ แกนนำเขาจะประกาศว่า จะชุมนุมที่ไหนบ้าง ผมติดตามตลอด และไปตลอด ที่เขาออกไปต่างจังหวัด ผมไม่ได้ติดตาม เพราะต้องทำงานในกรุงเทพฯ พอเขานัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 26 มีนา ผมก็เลยเข้ามาที่สนามหลวงครั้งหนึ่ง แล้วก็ยกขบวนกันเข้าไปที่รอบทำเนียบฯ ผมมาคนเดียว ไซท์งานนั้น ชวนเพื่อนก็ไม่มีใครมา ผมทำงานก่อสร้าง เป็นช่างเหล็ก ผมมาทุกวัน เลิกงานก็มา วันนั้นก็กลัวเขามาสลาย และกลัวมือที่สองที่สามเข้ามาทำร้าย แต่ผมก็ยังทำงานอยู่ เพราะถ้าผมไม่ทำ ก็จะไม่มีรายได้อะไร ที่ผมไปไม่ได้มีค่าจ้างอะไรเลย ค่ารถเมล์ก็ต้องออกเอง เสื้อแดงไม่มีการจ้างใครทั้งนั้น ใครมีอุดมการณ์ที่จะกอบกู้ประชาธิปไตยก็เข้าร่วมได้หมด”

“ที่สามเหลี่ยมดินแดง ก็คือ แกนนำเขาประกาศรับอาสาสมัคร คืนนั้นจำนวน 50 คนเอง ผมก็มา แต่ปรากฏคนมากันร้อยสองร้อยคน ตอนนั้นผมรู้ว่า ทหารจะต้องมาสลายจุดนี้แน่นอน ผมตั้งเป้าหมายในความคิดของผมเองว่า เขาจะโจมตีจุดไหนๆ เพราะที่วิภาวดีมีทหาร ถ้าเขาไม่เข้าเส้นพหลโยธิน ก็จะเข้าทางสามเหลี่ยมดินแดง เข้าไปถนนศรีอยุธยา จุดนี้ ผมก็เลยมาเฝ้าสังเกตการณ์ ก็ไม่ได้หลับเลย อ่อนเพลียมาก ไม่ได้นอนตั้งหลายคืน ผมก็เอนกายตรงสนามหญ้าสามเหลี่ยมดินแดง แต่หูผมฟัง คอยฟังรถถัง รถถังจะมาแบบไหนผมรู้ ถนนนี่เสียงจะดังเหมือนฟ้าผ่า ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม มาเลยแหละถ้าเป็นรถถัง ผมก็หูแนบดินไว้ แต่ก็ไม่มีวี่แวว”

“จนถึงตีสี่ แกนนำก็ประกาศว่า ขณะนี้เวลาศูนย์สี่นาฬิกา ผมก็ยังได้ยินอยู่นะ ทีนี้ซักครู่นึง ก็มีม้าเร็วที่เป็นมอเตอร์ไซด์เสื้อแดง เขามาแจ้งว่า ทหารเข้ามาแล้ว พวกผมก็เลยพากันลุก ตั้งหน้ากระดาน เพื่อจะไปป้องกันทหาร ไม่ให้มาสลายกลุ่มเสื้อแดงที่สามเหลี่ยม พวกผมก็ตั้งหน้ากระดาน มีคนวิ่งเข้าไป ใกล้จะถึงแล้ว ทหารเขายิงปืนไล่พวกผมเลย ขึ้นฟ้าหรือลงดินก็ไม่รู้แหละ แต่มันเข้าใกล้กันมาก แล้วเขาก็เขวี้ยงแก๊สน้ำตาเข้ากลุ่มเสื้อแดง เป็นคล้ายๆ ถังดับเพลิงอันเล็กๆ สีขาวๆ อะลูมิเนียม เต็มถนนไปหมดเลยทีนี้ ผมก็โดน แสบตาเหมือนกัน ดีที่ผมพกน้ำมา แต่บังเอิญบุญ เทพยดาฟ้าสางอะไรไม่รู้ ลมพัดกลับไปทางกลุ่มทหาร ทหารต้องร่นถอยกำลัง”

“พวกผมก็เคลียร์อยู่ในสนาม ตอนนั้นยังไม่เห็นคนเจ็บ เห็นแต่คนกุมหน้า ถอยกันหมดแล้ว แต่ผมไม่ถอย พอผมล้างหน้าแล้วก็สู้ต่อ ยังมีคนสู้ต่อ ก็ตั้งหน้ากระดานสู้ทหารอีก ไม้คนละท่อนเข้าสู้ทหาร ตอนนั้นคิดว่า ยังไงเขาต้องเอาเราแน่ เพราะเสียงปืนลั่นแล้ว ถ้าเขาไม่ยิงปืนวันนั้น ก็คงจะพอเจรจากันได้ ด่านทหารกับด่านพวกผม ผมจะอธิบายว่า เรามาชุมนุมเพื่อกดดันเรียกร้องประชาธิปไตยกับรัฐบาล ไม่ได้มีทิฐิอะไรที่จะมาทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับทหารเลย ทหารถือปืนมาแบบนี้ มาถึงเหมือนเตรียมการมาฆ่าประชาชน ตอนนั้นผมบันดาลโทสะแล้ว ถือไม้วิ่งเข้าสู้ทหารเลย ยิงแก๊สน้ำตาก็ยิงแล้ว ยิงก็ยิงแล้ว เราดาหน้าเข้าไปใหม่ มีประมาณ 6-7 คน”

“ที่มากันเป็นร้อยอยู่ด้านหลังหมดแล้ว โดนแก๊สน้ำตา ฟูมฟายกันแล้ว แต่พวกผมไม่สนแล้ว ยังไงเขาก็ต้องฆ่าเรา ตายก็ตาย ต้องสู้ ตอนนั้นทหารก็ยังไม่หยุดยิง ยังยิงอยู่อย่างนั้น ยิงไม่หยุดไม่หย่อน วิ่งเข้าสู้ แต่ตอนหลังผมคิดว่า คงสู้ไม่ไหวแล้ว กำลังคนผมน้อย ผมเริ่มใจอ่อน แล้วจะวิ่งหนีทหาร วิ่งเข้าไปหลบในปั๊มน้ำมันเชลล์ ห่างทหารไม่เท่าไหร่ แล้วเขาก็ยิงตามผมมา ผมก็ล้ม ไปไม่ไหว ก็นำพาชีวิตผมกระเสือกกระสนเข้าไปในปั๊มน้ำมัน ไปหลบที่ต้นดอกไม้ต้นหนึ่ง กระเสือกกระสนด้วยขาเดียว มือกุมขาอีกข้างหนึ่ง กระดูกผมแตก โดนยิงตรงหน้าแข้งขวา กระดูกแตกร้าวมาด้านบน ผมก็ไปซุกอยู่ตรงต้นไม้ ทหารก็รุดหน้าไป หางแถวก็ผ่านมา ตรงหางแถวก็จะมีแพทย์ทหาร แล้วก็มีหน่วยคุมด้านหลังอีก เขาเห็นก็เข้ามาทำร้ายผม ตีผม เข้าไปตีจนผมคิดว่า จะตายคาที่อยู่ตรงนั้น แต่ซักพักหนึ่ง ยังฟื้นสติขึ้นมาได้ ตีปุงปังเลย ใช้กระบอง ตีผมเสร็จก็ลากผมออกมาถนนใหญ่ ถอดรองเท้า เอกสารที่ผมคาดเอวอยู่ เอาของผมไปหมด กางเกงก็ตัดของผมทิ้ง ทีนี้ก็จับขึ้นเปลทหารยกขึ้นรถ แต่ก็ยังดี เขายังมีจิตใจไม่พาผมหนีไปลพบุรี แต่พามาโรงพยาบาลนี่”

“ก็มาเจรจากับ ผอ.อยู่พักหนึ่ง ผอ.ก็รับ ยังไงเขาก็คงจะช่วยชีวิตผม รออยู่ชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ได้ผ่าตัด เสร็จก็เอาผมพักฟื้นจากยาสลบ ผมก็ยังมึนๆ งงๆ มาอยู่บนตึกเกือบเจ็ดโมงแล้วมั้ง สว่างโล่แล้ว เสียงปืนยังไม่หยุดเลย ผมไม่รู้เลย แต่ประเมินว่าคนตายเยอะแน่ ก็เสียงปืนยิงไม่หยุดตั้งสองสามชั่วโมงขนาดนั้น”

“ของผมผ่าตัดแล้ว ก็เอ็กซเรย์พบกระดูกหัก แล้วก็แตกร้าวขึ้นมาด้านบนเป็นเสี่ยง ท่าน ผอ.ก็มาบอกตอนพักฟื้นว่า ไม่เป็นไร โรงพยาบาลจะรักษาจนหาย ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ผมก็ชื่นใจ แพทย์ผ่าออกมาชันสูตร แล้วมาบอกว่า กระสุนลูกซองสั้น ผมก็ไปโต้กับนายแพทย์อีกครั้งหนึ่งว่า ทหารจะพกปืนลูกซองสั้นเหมือนเอกชนนี่เป็นไปไม่ได้ ทหารต้องติดอาวุธสงครามเท่านั้น ผมไม่เห็นหัวกระสุน ผอ.ท่านเก็บไว้เลย ไม่ให้ผมดูเลย แต่มาบอกว่าเป็นลูกซองสั้น ผมคิดว่าไม่เป็นอาก้า ก็เอ็ม 16 หรือไม่ก็ 9 มม. ของทหารสัญญาบัตรที่จะพกได้ พวกสัญญาบัตรนี่เขาจะมีกุญแจ วิทยุ ปืนสั้น ปืนยาว”

“ตอนผมมานี่ เขาเอาใส่รถมาคนเดียวโดดๆ เลย ตอนนั้นไม่กลัวแล้ว ตายเป็นตายแล้ว จิตใจผม ผมโส (ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีพะวง สู้ตาย) ตั้งแต่ตอนเอากระบองมาตีผม ตอนนั้นทำใจแล้ว มันมืดไปเลย แต่มันยังไงไม่รู้ มันยังโงกเงกๆ ขึ้นมาได้ ทหารแพทย์ที่มีกากบาทสีแดงด้านซ้าย เอาผมมาส่ง ผมมารอคิวเข้าห้องผ่าตัด เพราะทหารก็โดนเหมือนกัน เขาเอาทหารเข้าก่อน ผมก็ไม่ทราบว่าเขาโดนอะไร กลุ่มฝ่ายขวาก็บุกสู้กับทหารด้วยไม้เหมือนกัน กลุ่มนี้มี 20 กว่าคน”

“อ้อ ตอนอยู่ในปั๊ม ก็มีเพื่อนเสื้อแดงยืนหลบกระสุนอยู่เหมือนกัน ยืนกันโหงกเหงกๆ อยู่ ผมก็มองเห็นสองคน เลยกวักมือเรียกให้มาช่วย เขาก็อุ้มผมขึ้นจริงๆ สองมือผมก็กอดขาผมไว้ แล้วทหารก็กรูมา ตีผมด้วย ตีคนอุ้มด้วย บอกให้วาง แล้วเพื่อนผมยังร้องว่า ผมจะเอาเพื่อนผมเข้าโรงบาล “วางเดี๋ยวนี้เลย” ทหารก็ขู่ เขาก็วางผมลง แล้วก็ตีผมอีก สุดท้ายก็มารักษาตัวที่นี่ ตอนตกฟากเข้า 13 แล้ว”

“วันนี้วันที่ 27 แพทย์ให้อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ตั้งแต่วันที่ 24 ทีนี้ต้องรอญาติมาเซ็นออก แล้วก็ไปเข้าเฝือกที่บ้าน ต้องรักษาเป็นปีหมอบอก แต่ญาติไม่รู้เรื่องรู้ราว พ่อแม่แก่ๆ อยู่ที่บ้าน ญาติในกรุงเทพฯ ก็มีหลาน ที่เขาได้รู้ข่าวจากโทรทัศน์ก็มาเยี่ยมวันก่อน แต่ผมไม่ได้ขอเบอร์โทรศัพท์เขาไว้ ปากกาก็ไม่มี สมุดก็ไม่มี กำลังเจ็บ และคิดว่า จะได้ออกจากโรงบาลเอง ก็เลยติดต่อกันไม่ได้ แต่เขาคงพยายามรายงานพ่อแม่พี่น้องผมที่บ้านนอก แต่ผมติดต่อไม่ได้เพราะว่าไม่มีเบอร์ใครไว้”

ลิ้มปากกล้าขาสั่นตัวจริง ไม่กล้าเปิดปากใครโม่งลอบฆ่า ปอดแหกเตรียมเผ่นหนีตายไปเมืองนอก


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา รายการวิทยุข่าวเด่นประเด็นร้อน
29 เมษายน 2552

สนธิลิ้มเตรียมแถลงข่าววันเมย์เดย์ แต่ส่อแววมวยล้มต้มคนดู เข้าข่ายปากกล้าขาสั่นอย่างที่ด่าคนอื่นไปทั่ว ไม่กล้าเปิดปากใครบงการฆ่า แม้แต่ระบุว่าเป็นหญิงหรือชายก็ไม่กล้า คนใกล้ชิดเผยปอดแหกหลังรอดตาย แถลงข่าวเสร็จจะบินไปนอกช่วงแรกอ้างแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าในเนปาลกับอินเดีย หลังจากนั้นอาจหลบยาวในต่างประเทศ แล้วโฟนอินเข้ามาแบบทักษิณ


นายไพศาล มังกรไชยา ผู้ดำเนินรายการวิทยุ"ข่าวเด่นประเด็นร้อน"ทางสถานีวิทยุคลื่นความคิด F.M.96.5 MHz อสมท.กล่าวทางรายการเมื่อเย็นวานนี้(28เม.ย.)ว่า ในเวลา 12.30 น.วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเปิดแถลงข่าวเบื้องหลังการถูกลอบสังหาร อย่างไรก็ตามแหล่งข่าววงในใกล้ชิดนายสนธิกล่าวให้นายไพศาลฟังว่า นายสนธิอาจเปิดใจได้ไม่มาก เพราะจะเปิดเผยว่าเป็นฝีมือใครก็คงยังไม่ได้ แต่จะเล่าเหตุการณ์วันที่โดนลอบสังหารเท่านั้นว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร

ทั้งนี้นายไพศาลเคยมีตำแหน่งเป็นอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้จัดการรายเดือน และบรรณาธิการอาวุโสผู้จัดการรายวัน ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

"ส่วนการพูดเบื้องหลังคนสั่งการให้ลอบสังหารก็พูดไม่ได้ว่ามีสีหรือไม่มีสี แม้แต่เปิดเผยว่า เป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็พูดไม่ได้ หรือผู้หญิงร่วมกับชายร่วมมือกันก็พูดไม่ได้"นายไพศาลกล่าวเป็นเชิงปริศนา

นอกจากนั้นอาจเป็นการพูดเปิดใจครั้งสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงความเคลื่อนไหวของพันธมิตรเสื้อเหลืองในระยะต่อไป และอาจมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญก่อนตัดสินใจปลีกวิเวก ซึ่งคราวนี้อาจไม่ใช่แค่ไปวัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนเท่านั้น แต่คงเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนจะไปสั้นหรือยาวก็แล้วแต่นายสนธิตัดสินใจ

เท่าที่ทราบนายสนธิอาจเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศเนปาล และอินเดีย แล้วก็อาจไปพำนักต่างประเทศในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคนใกล้ชิดนายสนธิ

อย่างไรก็ตามนายไพศาลกล่าวว่า การที่นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศนานคงไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตร เพราะแม้นายสนธิจะไปอยู่ต่างประเทศที่ไหนก็สามารถวิดิโอลิ้งค์เข้ามาได้แบบเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"คนใกล้ชิดบอกว่านายสนธิอาจต้องตัดสินใจต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าพอสมควร คงต้องคิดด้วยว่าคนที่เจอเหตุการณ์หนักๆมาแบบนี้แม้จะมีความแข็งแกร่งปานใด ก็อาจทบทวนความเคลื่อนไหว แต่นี่ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการพลิกแพลงการต่อสู้"นายไพศาลอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ

คลิ้กฟังรายการวิทยุที่นายไพศาลพูด คลิ้กที่นี่โดยอยู่ในช่วงนาทีที่40-45

ทางด้านนายสนธิกล่าวว่า ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.นี้ ทางแกนนำพันธมิตรฯ จะนัดประชุมกัน และจะแถลงข่าวในเวลาประมาณ 12.30 น.

“เช้าวันศุกร์นี้ ทางแกนนำฯ จะร่วมประชุมกัน แล้วก็จะแถลงข่าวประมาณเที่ยงครึ่ง แต่ก่อนการแถลงข่าวการหารือของพันธมิตรฯ ผมจะแถลงข่าวเปิดใจถึงเหตุการณ์การลอบสังหารผมอย่างเป็นทางการครั้งแรก” นายสนธิ กล่าว

ศาลไทยเลือกปฎิบัติ จำต้องสู้ด้วยวิธีนอกกฎหมาย

โดย Awzar Thi - Member, Asian Human Rights Commission, Hong Kong
ที่มา - Jurist
แปลและเรียบเรียง - chapter 11
๒๓ เมษายน ๒๕๕๒

Thai courts’ use of legal double standards encourages extralegal means by opposition

ในการสัมมนาของทนายและผู้พิพากษาที่ฮ่องกงเมื่ออาทิตย์นี้ ผู้ร่วมสัมนาจากประเทศไทยได้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของประเทศของเธอคือระบบกฎหมายซึ่งการเมืองเป็นผู้ที่คุมศาล คำแถลงการณ์ของเธอเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแฉในเรื่องที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านอื่นไม่ทราบมาก่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนจากประเทศไทย ยอมรับว่า ทั้งกฎหมายและศาลในประเทศทำงานสองมาตรฐาน ขณะนี้มีเพียงไม่กี่คนที่จะปฎิเสธเรื่องนี้ได้

การปฎิบัติสองมาตรฐานมองเห็นได้ชัดเจนในเดือนนี้ หลังจากการประท้วงซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้นำของเหล่าประเทศอาเซียนต้องหนีจากสถานที่ใช้ประชุมในพัทยา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อการปิดล้อมและความรุนแรงได้ขยายวงกว้างออกไปในกรุงเทพ กองทัพได้เคลื่อนกำลังเข้าไป ศาลได้ออกหมายจับแกนนำผู้ประท้วงเสื้อแดงในชั่วพริบตา แกนนำบางคนถูกรวบตัวและถูกคุมขังในทันที ขณะที่แกนนำบางคนได้หนีไปซ่อนตัว

ในทางกลับกัน เสื้อเหลืองที่เคยยึดทำเนียบรัฐบาล และปิดสนามบินนานาชาติสองแห่งเป็นเวลาหลายวันเมื่อปีที่แล้ว กลับไม่ถูกจับ จนกระทั่งรัฐบาลถูกศาลสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยคำตัดสินที่คับแคบภายใต้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ร่างมาจากกองทัพ ไม่มีทหารหน้าไหนออกมาขัดขวาง ขั้นตอนทางกฎหมายใช้เวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ในการสั่งยุบพรรค เมื่อถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ถูกตั้งคำถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ปฎิบัติการใดๆ อภิสิทธิ์เพียงแต่ดัดจริตตอบว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่การสอบสวนคดีทางอาญาต่อแกนนำเสื้อเหลืองได้ถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก และแกนนำเหล่านี้ไม่เคยแม้จะมีการถูกจับขัง หนึ่งในแกนนำ นักธุรกิจอย่างสนธิ ลิ้มทองกุลเพิ่งรอดตายจากการถูกลอบยิงใส่รถยนต์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

แม้ว่ารัฐบาลที่ถูกปล้นของทักษิณ ชินวัตรจะแทรกแซงการทำงานของศาลสูง การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ของกองทัพได้ดึงอำนาจศาลกลับไปอยู่ภายใต้อุ้งมือของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช)ที่เข้าบริหารประเทศ ผู้นำการทำรัฐประหารได้ยุบศาล และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเฉพาะกิจ(คตส)ขี้นมาแทน เพื่อตามเอาเรื่องอดีตนายก ประกาศตัวเองเป็นอิสระห้ามไม่ให้มีการฟ้องร้องและการประกาศใช้เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้นพรรคนิยมทักษิณได้รับการเลือกตั้งเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร (ผู้พิพากษาระดับสูงหลายคนได้ทำหน้าที่เป็นวุฒิสมาชิก) มีการตั้งข้อหาที่น่าสมเพศ ๒ ข้อหาต่อนายกรัฐมนตรีสองคนที่เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อให้พวกที่ทำรัฐประหารจะได้รัฐบาลแบบที่ตัวเองปรารถนา ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนต้องการ ผู้พิพากษาที่ทำการวินิจฉัยคดี ส่วนหนึ่งนั้นเป็นหนี้ตำแหน่งจากนายพลทั้งหลาย

การปฎิบัติสองมาตราฐานในการจัดการกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ทำอะไรเพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดและความไม่แน่นอนของอนาคตข้างหน้า ในทางกลับกัน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ก็คือการที่เสื้อเหลือง และเสื้อแดงได้รับการปฎิบัติที่แตกต่างกัน และเป็นการผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องหาหนทางนอกกฎหมาย เพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ ทั้งสองฝ่ายและผู้หนุนหลังได้มีทั้งแนวโน้มและวิธีการที่จะใช้ความรุนแรง ขอบคุณต่อศาลที่เล่นการเมืองของไทย ตอนนี้พวกเขาคงอยากลิ้มลองรสชาติว่าเป็นอย่างไร

วันอังคาร, เมษายน 28, 2552

Exclusive!จักรภพอธิบายข่าวลงใต้ดินจับอาวุธ ยันยังเชื่อมั่นต่อสู้ในระบบ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2552

จักรภพชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อเทศเสนอข่าวว่าเขาจะต่อสู้แบบใต้ดิน อาจรวมทั้งใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล จนฝ่ายรัฐบาลและกระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลโจมตี โดยระบุว่าเขายังเชื่อมั่นในระบบไม่ออกนอกกรอบขนาดนั้น แต่ความหมายที่พูดคือขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นอาจจะทำอะไรก็ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกเอาเปรียบเกินไปในแง่สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้อธิบายเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของเขา ที่สำนักข่าวBBCเสนอในวันนี้ ซึ่งระบุว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินรุนแรงของรัฐบาลจะยิ่งทำให้ให้ประชาชนเริ่มมีการต่อสู้ทางใต้ดิน หรือแบบลับๆ มากขึ้น เพราะในตอนนี้บริเวณ และพื้นที่การเรียกร้องการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยแบบอหิงสา หรือสันติวิธีไม่มีการความรุนแรงเป็นไปได้ยากมากขึ้นนั้น อาจรวมไปถึงการใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ได้

โดยเขาระบุว่า"คำให้สัมภาษณ์นั้น เกี่ยวข้องกับอนาคตของขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเขาจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกเอาเปรียบเกินไปในแง่สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมไม่ได้พูดถึงตัวเราโดยเฉพาะหรอกครับ เรายังเป็นคนที่เชื่อในระบบ จะออกนอกกรอบขนาดนั้นคงไม่ได้ แต่วันหนึ่งเราก็เข้าร่วมกับขบวนการประชาชนฯ ได้เหมือนกัน"

นายจักรภพเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"เพิ่มเติมว่า "เหตุที่คำให้สัมภาษณ์นี้ สร้างความกระเพื่อมมาก น่าจะเป็นเพราะความหวั่นไหวในระดับสูงของเมืองไทย เป็นความไวของประสาทฝ่ายผู้รับมากกว่าครับ"

กระบอกเสียงพธม.ขยายผลโจมตี

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรได้อาศัยคำสัมภาษณ์ดังกล่าวโจมตีนายจักรภพ โดยพาดหัวข่าวว่า “อีเพ็ญ” ซาดิสต์! ปลุกระดมโจรหางแดง หยิบอาวุธโค่นรัฐบาล โดยเนื้อข่าวมีดังนี้

วันนี้ (28 เม.ย.) นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาในหมายจับของศาลอาญาไทย ฐานะแกนนำ นปช. และผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่กำลังหลบหนีอยู่นอกประเทศในขณะนี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย ผ่านทางโทรศัพท์จากสถานที่ที่ไม่มีการเปิดเผยว่า ต่อจากนี้การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงจะใช้วิธีการในการต่อสู้กับรัฐบาลที่มาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจรวมถึงการใช้อาวุธเข้าต่อสู้เพื่อให้ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน

นายจักรภพกล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนที่รักประชาธิปไตย จะขับไล่รัฐบาลต่อ แต่จะไม่ใช้การประท้วงแบบเดิมที่เสียเวลานานเกิน การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินรุนแรงของรัฐบาลจะยิ่งทำให้ให้ประชาชนเริ่มมีการต่อสู้ทางใต้ดิน หรือแบบลับๆ มากขึ้น เพราะในตอนนี้บริเวณและพื้นที่การเรียกร้องการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยแบบอหิงสา หรือสันติวิธีไม่มีการความรุนแรงเป็นไปได้ยากมากขึ้นนั้น อาจรวมไปถึงการใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ได้


รัฐบาลก็ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาดิสเครดิตฝ่ายเสื้อแดงตลอดเวลา รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีระบอบหุ่นเชิดที่ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์ รวมทั้งการชี้แจงในรัฐสภาว่า เพราะนายจักรภพประกาศจะจับอาวุธต่อสู้รัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีการนอกกฎหมาย เขาจึงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อนายจักรภพและกลุ่มเสื้อแดง

ทักษิณออกแถลงการณ์ไม่จับอาวุธสู้

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันนี้ในหัวข้อ “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยสันติวิธี” โดยความตอนหนึ่งระบุว่า
ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า เราจะไม่ใช้อาวุธในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เราต้องสร้างอนาคตของพวกเรา ผ่านความเข้มแข็งทางความคิดและหลักการอันถูกต้องของพวกเรา และพวกเราต้องอดทนและวางเฉย ต่อการยั่วยุต่างๆ จากทางภาครัฐ
(อ่านรายละเอียดแถลงการณ์ คลิ้กที่นี่ )

แถลงการณ์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร : “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”

ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 เมษายน 2552

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2552 ได้รับการติดต่อจากทีมงานนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เขียนคำแถลงการณ์ถึงจุดยืนแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อมาชี้แจง โดยส่งทางอีเมล์ให้กับสื่อทีวี และนสพ.บางฉบับ ดังนี้

แถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

อดีตนายกรัฐมนตรี

“การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยสันติวิธี”


ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและกลไกของรัฐบาล ได้พยายามที่จะโยนความผิดให้ผมสำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในระหว่างการประท้วงในทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ยิ่งกว่านั้น ผมถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่า เป็นผู้สนับสนุนและเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

ก่อนอื่น ผมขอปฎิเสธข้อกล่าวหาข้างต้นอย่างสิ้นเชิง

ตลอดชีวิตของผม ผมเคารพในสันติวิธี เสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ผมทำในสิ่งที่ผมพูด แม้ว่าผมได้ให้กำลังใจกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยนี้ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เรียกร้องให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผ่านทางวิดีโอและทางโทรศัพท์ ผมได้ย้ำตลอดมาว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนี้ ต้องป็นไปด้วยสันติ และกระบวนการต่อสู้ของประชาชน จะไม่ใช้ความรุนแรง

พี่น้องประชาชนนับหมื่นนับแสน ได้ตอบสนองข้อเรียกร้อง และได้พากันชุมนุมประท้วงอย่างสงบและสันติเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย

ผมขอเรียนย้ำต่อพี่น้องชาวไทยว่า การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของเรา จะต้องไม่ใช้วิถีของความรุนแรง ผมไม่สามารถสนับสนุนการใช้ความรุนแรง ผมขอพูดอย่างชัดเจนว่า เราจะไม่ใช้อาวุธในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เราต้องสร้างอนาคตของพวกเรา ผ่านความเข้มแข็งทางความคิดและหลักการอันถูกต้องของพวกเรา และพวกเราต้องอดทนและวางเฉย ต่อการยั่วยุต่างๆ จากทางภาครัฐ

ผมขอเรียกร้องให้คนไทยที่รักสันติทุกคน ให้ผนึกกำลัง เพื่อบรรลุถึงความปรองดองของคนในชาติและประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามที่ผมเคยพูดไว้ เราได้ถอยหลังจากการเผชิญหน้าไปหนึ่งก้าว และเราจะไม่ยอมยุติการดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย แม้เราถูกหยุดยั้งโดยภาครัฐ งานของพวกเราก็จะไม่หยุด เพราะเราเชื่อมั่นว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น คือการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

และในท้ายที่สุดนี้ ผมมีความมั่นใจว่า พลังของพี่น้องประชาชน จะต้องชนะ และมีชัยด้วยแนวทางสันติ

ทักษิณ ชินวัตร
28 เมษายน 2552

3เกลอรีเทิร์นนัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ สะสางสงกรานต์ทมิฬ ตร.เด็กลิ้มรีบสกัดขอจับจตุพร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2552

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง สดุดียิ่งใหญ่3วีรบุรุษแดงสู่อิสรภาพ ลั่นภารกิจแรกชำระล้างคราบเลือดวีรชน

วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิแถลงข่าวครั้งแรกหลังรับอิสรภาพ นัดหมายเสื้อแดงทั่วประเทศสัปดาห์หน้า เตรียมชุมนุมใหญ่สะสางสงกรานต์ทมิฬ ติงสื่อเอียงป้ายสีเสื้อแดงก่อการจลาจลต้องชำระให้กระจ่าง "ธานี"ตำรวจสายพันธมิตรรีบโชว์ผลงาน ทำหนังสือถึงประธานสภาขอจับจตุพรอ้างระงับเหตุไม่ให้นำพาประชาชนต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย แต่คดียึดสนามบินผ่านไป5เดือนยังด้านไม่จับ


3เกลอแถลงข่าวนัดชุมนุมสะสางสงกรานต์ทมิฬ

วันนี้ ที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว เมื่อเวลา 13.40 น. นายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดการแถลงข่าวพบปะสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ภายหลังที่ได้รับการประกันตัวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายวีระ กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการชำระเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหาสถานที่เพื่อชุมนุมกันอย่างสงบและปราศจากอาวุธ เพื่อสรุปสถานการณ์ที่ผ่านมาให้ชัดเจนภายใน 2 - 3 นี้ จากนั้นจะนัดหมายคนเสื้อแดงทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า ขอยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่ออกนอกแนวทางที่รัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิไว้อย่างแน่นอน

นายวีระ กล่าวถึงการออกอากาศของสถานดีสเตชั่นว่า ดีสเตชั่นไม่ใช่สถานีของพวกตน เพราะพวกตนเป็นแค่นักจัดรายการเท่านั้น ซึ่งขณะนี้เจ้าของสถานีกำลังดำเนินการเรื่องนี้ไปตามกฎหมาย มั่นใจว่าภายในสัปดาห์จะรู้ว่า จะาสามารถออกอากาศให้ชมได้อีกเมื่อใด

นายวีระ กล่าวถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นว่า เป็นเหตุวิกฤตของบ้านเมือง นับเป็นประวัติศาสตร์ จึงควรตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการที่สื่อมวลชนกล่าวหาว่า คนเสื้อแดงเป็นคนก่อจลาจลนั้น ถือเป็นการใช้ศัพท์ที่ไม่เป็นธรรม จำเป็นต้องมีการสะสางเพื่อความเป็นธรรม ส่วนการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธนั้น ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามที่ศาลปกครองเคยวินิจฉัยไว้

ตำรวจสายลิ้มขอจับจตุพรกลางสมัยประชุม

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติในวันพุธที่ 29 เม.ย.นี้ นอกจากที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องรับทราบและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และร่าง พ.ร.บ.เหรียญจักรมาลา และเหรียญจักรพรรดิมาลาแล้ว ยังมีเรื่องที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 17เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขออนุญาตเรียกตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุมด้วย โดยในหนังสือระบุเนื้อหาว่าด้วยปรากฏว่า นายจตุพรได้กระทำผิดอาญาฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ และร่วมกันกระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116(3) และ 215วรรคสาม ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้แล้ว

นอกจากนี้ การกระทำของนายจตุพร และพรรคพวกยังก่อให้เกิดสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ ตกอยู่ในภาวะคับขัน อันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทั่งรัฐบาลได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้นายจตุพรกระทำการ หรือร่วมกระทำอันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความความร่วมมือ ในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรงและเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรมตลอดจนระงับยับยั้งเหตุการณ์ร้ายแรง ไม่ให้เกิดขึ้นจึงขอกราบเรียนขออนุญาตต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัวนายจตุพรมาทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา และควบคุมตัวในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (1) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 131 ต่อไป

พล.ต.อ.ธานีได้ชื่อว่าเป็นตำรวจสายพันธมิตร ที่เครือข่ายพันธมิตรชื่นชมอย่างมาก ล่าสุดได้ขอให้มาช่วยทำคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แทนพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ที่ถูกกีดกันออกไป ท่ามกลางความดีใจของพันธมิตร เป็นที่รู้ว่าภรรยาของเขาเป็นสาวกASTVตัวยงคนหนึ่ง การเร่งคดีจับนายจตุพรนี้เกิดขึ้นในขณะที่คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิผ่านไป5เดือนแล้ว ยังไม่มีการออกหมายจับหัวโจกผู้ก่อการร้ายสากลเลย

หมายเหตุ: ท่านสามารถดาวน์โหลดคลิปภาพและเสียงของการแถลงข่าวดังกล่าวได้ที่นี่

.flv .mp3

สื่อสร้างมวลชน


โดย สมชาย ปรีชาศิลปะกุล
ที่มา มติชนรายวัน
27เมษายน 2552

อาจมีข้ออ้างว่าความเอียงของสื่อมวลชนเป็นผลมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พึงสังเกตว่าปรากฏการณ์การเอียงข้างแบบกะเท่เร่นี้ปรากฏมาก่อนการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการซ่อนจุดยืนทางการเมืองของตนเองไว้หลังอำนาจรัฐที่ตนเองมีความยินยอมพร้อมใจด้วย..ปรากฏการณ์การเอียงข้างของสื่อมวลชนในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะการคุกคามด้วยอำนาจรัฐหรือทุน หากเกิดขึ้นจากจุดยืนของสื่อมวลชนในการเลือกข้างทางการเมืองมากกว่า


สื่อมวลชนเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสำหรับสังคมสมัยใหม่ในการส่งข่าวสาร การรับรู้และสร้างทัศนะคติในทางการเมือง

การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาบนหลักจริยธรรมทางวิชาชีพจึงเป็นปัจจัยที่มีความหมายอย่างมากต่อการสร้างสังคมที่ดำรงอยู่บนฐานของความรู้ข้อเท็จจริง และการแลกเปลี่ยนถกเถียงความคิดเห็นระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ อย่างสันติแม้มีความเห็นที่แตกต่างกัน

ในอดีตที่ผ่านมา การคุกคามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันสื่อมวลชนในสังคมไทยปรากฏขึ้นใน 2 ลักษณะสำคัญ

ประการแรก เป็นการคุกคามด้วยการใช้อำนาจรัฐทั้งโดยวิธีตามกฎหมายและวิธีนอกกฎหมาย เช่น การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่ยืนอยู่คนละฝ่ายกับผู้ถืออำนาจรัฐ การทุบแท่นพิมพ์ด้วยอำนาจมืด

ประการที่สอง ด้วยการแปรสภาพเป็นธุรกิจสื่อมวลชน ทำให้ทุนสามารถเข้ามามีบทบาทกำกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ ดังการซื้อโฆษณาจำนวนมหาศาลในสื่อต่างๆ โดยองค์กรหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน ย่อมมีผลต่อทิศทางการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนนั้นซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอข่าวอันมีผลกระทบด้านลบต่อองค์กรดังกล่าว

แม้ว่าการคุกคามต่อสื่อมวลชนใน 2 ลักษณะที่กล่าวมายังไม่ได้ถูกแก้ไขให้ลุล่วงไป แต่บัดนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาในการทำงานของสื่อมวลชนในอีกรูปแบบที่แตกต่างออกไป

ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยมีความเข้มข้นอย่างมากด้วยการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เราสามารถมองเห็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยซึ่งสะท้อนให้เห็นบทบาทของสื่อมวลชนที่ไม่ได้เสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่มีความสมดุลหรือมีความเป็นกลางอย่างเพียงพอ

หากแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ “เอียง” เข้าไปหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อโทรทัศน์ (ในบทความนี้ไม่ได้หมายความถึงสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีหรือดีสเตชั่น เพราะทั้งสองสถานีนี้ต่างแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นกระบอกเสียงของแต่ละฝ่าย หากแต่ต้องการกล่าวถึงสถานีโทรทัศน์อื่นโดยเฉพาะที่มักอวดอ้างตัวเองว่ามีความเป็นกลาง เป็นมืออาชีพ)

เช่นในการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อเหลืองที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้เข้าไปทำสารคดีของผู้ชุมนุมที่สะท้อนให้เห็นภาพของผู้มาเข้าร่วมชุมนุม การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน นับตั้งแต่การตื่นนอน การทานอาหาร การสัมภาษณ์เพื่อสะท้อนให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่อยู่ภายในการชุมนุม ที่ล้วนแต่ทำให้เห็นภาพในด้านบวกของการชุมนุมว่าดำเนินไปอย่างสันติและไม่มีความรุนแรงอยู่ในการชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้น

แน่นอนว่าการนำเสนอข่าวในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนสามารถกระทำได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นแง่มุมที่ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ของผู้ร่วมชุมนุมอันจะทำให้สังคมเข้าใจบรรดาผู้คนเหล่านี้ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นบทบาทที่มีความสำคัญที่สื่อควรจะต้องกระทำเป็นอย่างยิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงที่เกิดขึ้นในภายหลัง การชุมนุมของคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ถูกมองโดยสื่อมวลชนว่าเป็นม็อบรับจ้างหรือเป็นบรรดาชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อย่างเพียงพอเท่านั้น ในห้วงเวลาของการชุมนุมไม่ปรากฏการนำเสนอข่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับที่เคยมีการนำเสนอกันอย่างแพร่หลายในการชุมนุมโดยอีกฝ่าย

นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุมีการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเสื้อแดงบางส่วนในการเผารถเมล์หรือการทำร้ายบุคคลบางคน คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแต่ก็เช่นเดียวกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองที่มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นในหลายครั้งหลายคราว แต่สังคมได้เห็นภาพของกลุ่มเสื้อแดงนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นภาพประทับให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นพวกที่ใช้ความรุนแรง โหดร้าย และต้องการสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง

ไม่เพียงเท่านั้น สื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่ประโคมว่าตนเองเป็นสื่อสาธารณะกลับนำเสนอข้อมูลเฉพาะข่าวสารจากทางภาครัฐเพียงด้านเดียว เมื่อมีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้น สื่อมวลชนก็เพียงทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลที่มาจากภาครัฐกับประชาชน โดยไม่มีการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ เลยแม้แต่น้อยกับคำอธิบายเหล่านั้น

ไม่ต้องพูดถึงการนำเสนอข้อมูลของฝ่ายที่ตกเป็นจำเลยของสังคม แทบจะไม่มีเสียงของฝ่ายอื่นที่เห็นต่างถูกเผยแพร่ออกมาทางสื่อมวลชนได้ ขณะที่มีพื้นที่สำหรับภาครัฐอย่างกว้างขวางแต่มีเพียงกระผีกลิ้นสำหรับ “คนอื่น”

ปรากฏการณ์การเอียงข้างของสื่อมวลชนในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะการคุกคามด้วยอำนาจรัฐหรือทุน หากเกิดขึ้นจากจุดยืนของสื่อมวลชนในการเลือกข้างทางการเมืองมากกว่า

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า “ภาพ” ของเสื้อแดงคือกลุ่มชาวบ้าน รากหญ้า หรือฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด บุคคลเหล่านี้ถูกมองจากชนชั้นกลางและชนชั้นนำว่าเป็นบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง สามารถถูกชักจูงหรือซื้อได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ในช่วงเวลาของการเลือกตั้ง หรือโดยนโยบายประชานิยม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เลวร้ายในทรรศนะของบรรดากลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย

คนเสื้อแดงจึงเป็นพลเมืองชั้นสองที่ควรต้องให้การศึกษาหรือข้อมูลเพื่อให้มีความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีความสามารถในการตัดสินใจทางการเมืองได้ด้วยตนเองหากเป็นแต่ผู้ที่ถูกชักจูงมา จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกหรือความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้

ก็ในเมื่อเป็นพวกที่ไม่มีอัตวินิจฉัยอันสมบูรณ์แล้ว ถึงสัมภาษณ์ไปก็เป็นความเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์หรืออาจเป็นความเห็นที่ผิดพลาดอีก

อาจมีข้ออ้างว่าความเอียงของสื่อมวลชนเป็นผลมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พึงสังเกตว่าปรากฏการณ์การเอียงข้างแบบกะเท่เร่นี้ปรากฏมาก่อนการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการซ่อนจุดยืนทางการเมืองของตนเองไว้หลังอำนาจรัฐที่ตนเองมีความยินยอมพร้อมใจด้วย

หรือกระทั่งมีการใช้อำนาจรัฐคุกคามสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ควรหรือไม่ที่สื่อมวลชนจะยอมอย่างหงอๆ ต่ออำนาจรัฐ ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยิ่งแหลมคม สื่อมวลชนก็ยิ่งทวีความสำคัญในการที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏต่อสาธารณะมากที่สุด

ดังเมื่อมีข่าวลือว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีสื่อมวลชนใดให้ความสนใจตราบจนกระทั่งกลายเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐต้องออกตอบคำถาม ทั้งหมดนี้สื่อมวลชนไทยแทบไม่ได้เป็นผู้ตั้งประเด็นขึ้นแต่อย่างใด

ถ้าสื่อมวลชนไทยทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแต่งหน้าสวย แต่งกายภูมิฐาน พูดจาสุภาพน้ำเสียงชัดเจน คอยเป็นกระบอกเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐ การยกเลิกคณะนิเทศศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนที่มีอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองทิ้งไปก็ไม่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่แวดวงสื่อมวลชนแต่อย่างใดมิใช่หรือ

วันจันทร์, เมษายน 27, 2552

เมื่อรัฐบาลเห็น“ประชาชนเป็นศัตรู” : “สงกรานต์เลือด”คือ“รัฐประหารรอบสอง"

โพสต์โดย จำปีเขียว เวปบอร์ดประชาไท

27 เมษายน 2552

 

http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200606/Siro%202.jpgเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยจัดการอภิปรายสาธารณะเรื่อง “สลายการชุมนุมด้วยกำลัง : แก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา” ณ ห้องประชุม 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว โดยมีวิทยากร ได้แก่ อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรข่าว พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


“การสลายการชุมนุมคือ รัฐประหาร 19 ก.ย. รอบสอง”


ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การชุมนุมของเสื้อแดงที่ผ่านมาไม่สามารถแยกออกจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ โดยเมื่อย้อนกลับไป จะพบว่า เกิดสิ่งที่ อ.ทามาดะ นักวิชาการชาวญี่ปุ่นกล่าวว่า ชนชั้นนำทางการเมืองที่ปฏิเสธประชาธิปไตยพยายามใช้วิธีต่างๆ จนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ มาโดยตลอด ทั้งการเผชิญหน้าทางการเมืองจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากการตั้งคูหาไม่ดี การกดดันให้นายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ คือ ทักษิณ ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และมีการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 49 แต่ก่อนหน้านั้นสองสัปดาห์ก็เกิดรัฐประหาร


และต่อมาเกิดการชุมนุมต้านรัฐประหาร เพื่อต่อต้านอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเกิดขึ้นอย่างเต็มที่นับแต่วันที่ 19 กันยาเป็นต้นมา จากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ฝ่ายเดิมก็ชนะอีก ทั้งที่ฉีกรัฐธรรมนูญก็แล้ว อะไรก็แล้ว มันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ในประเทศที่มีคนจำนวนหนึ่งยืนยันว่าเขาสนับสนุนฝ่ายนั้น ไม่ว่าจะมีการรีแบรนดิ้งพรรคอย่างไรก็ตาม


หลังจากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็มีการทำสถานการณ์ที่เหมือนสมัย 48-49 โดยใช้วาทกรรมหลักของชาติ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นปี 50-51 ก็คือการทำซ้ำ และมีความพยายามทำให้รัฐบาลสมชายมีอันเป็นไป สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดคือ คนจำนวนมากที่สนับสนุนอีกฝ่ายพบว่าไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้ง การรณรงค์ทางการเมืองกี่หน แต่นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะถูกอีกฝ่ายใช้พลังต่างๆ โค่นล้ม นี่เป็นสิ่งที่เราต้องมองการชุมนุม ว่าเป็นปฏิกิริยาของความไม่พอใจอำนาจเหล่านั้น


การชุมนุมของคนเสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการต้านรัฐประหารอย่างแน่นอน เพราะสิ่งต่างๆ ที่คนเหล่านี้พูดเป็นการโจมตีอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้น ก่อนที่จะมองว่าการชุมนุมสร้างปัญหาหรือไม่ ก็ต้องมองก่อนว่าปัญหาการเมืองไทยเป็นอย่างไร


ดังนั้น การสลายการชุมนุมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่สร้างปัญหา คือ ทำสิ่งที่เป็นการรัฐประหาร 19 กันยาขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้พลังฝ่ายนี้มารวมในที่ชุมนุมแล้วจัดการให้สิ้นไป ทำให้ล้มละลายทางการเมืองไป เมื่อมองแบบนี้ การสลายการชุมนุมจึงเป็นปัญหาเพราะใช้กำลังทหารมายุติความขัดแย้งในชาติ เช่นเดียวกับสมัย 19 กันยาที่ใช้ข้ออ้างว่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมาจัดการปัญหาในชาติ


สอง การทำความเข้าใจว่าการควบคุมความสงบเรียบร้อยในชาติเป็นคนละเรื่องกับการกำราบคนในชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นมีสองด้าน ด้านแรกคือการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ ในด้านนี้การสลายการชุมนุมมีข้อบกพร่อง


นอกจากนี้ การสลายการชุมนุมยังมีด้านที่น่าจะถูกตั้งคำถามมากกว่านั้น คือการใช้การสลายการชุมนุมเป็นจังหวะ เป็นโอกาส ในการควบคุมความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ในวันที่มีการสลายการชุมนุมมีสองส่วนใหญ่ หนึ่งคือส่วนที่กระจายไปตามจุดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ที่สุดของผู้ชุมนุมซึ่งเป็นผู้หญิงอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือรัฐบาลใช้เหตุจากการไม่สามารถควบคุมกลุ่มย่อยต่างๆ มาส่งกำลังไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ปัญหาคือ คนที่ชุมนุมที่หน้าทำเนียบผิดอะไร ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ไม่มีอาวุธ และต้องกล่าวว่า การ์ด นปช. เรียกได้ว่าก๊องแก๊ง รัฐบาลใช้เหตุจากการมีกลุ่มย่อยเป็นข้ออ้างส่งทหารติดอาวุธมาที่หน้าทำเนียบ สองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่อง แต่ใช้เป็นเหตุในการบีบให้ยุติการชุมนุม


การสลายนี้เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือใช้ความไม่สงบมาสลายการชุมนุมของคนที่คิดตรงข้ามกับรัฐบาล หากเป็นเช่นนั้นนี่เป็นความผิดขั้นรุนแรง เพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย


สาม เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ตั้งแต่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีนักวิชาการไม่น้อย สื่อไม่น้อย พยายามบอกกับคนในสังคมไทยว่า การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นความสำเร็จเพราะไม่มีคนตาย จะมีคนตายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องสืบสวนต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีคนตาย การสลายการชุมนุมก็เป็นการใช้ความรุนแรงอยู่ดี เพราะมันเท่ากับการบอกว่า ต่อไปในอนาคต รัฐบาลสามารถใช้อาวุธ ใช้กองกำลังทหาร ยุติการชุมนุมได้


ในแง่วิชาการ ปัญหาเรื่องความรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลชุดนี้พยายามบอกว่ารุนแรงคือมีคนตาย แต่ก็มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องมีคนตาย ต่อให้ไม่มีความบาดเจ็บ แต่ถ้ามีการใช้กำลังคุกคามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดทำหยุดคิด นั่นก็คือความรุนแรง สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือ มีการใช้กองกำลังทหารหลายกองร้อย ข้อที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือมีการใช้อาวุธสงครามจริงๆ แม้จะบอกว่าใช้กระสุนปลอมก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ในแง่วิชาการนี่คือความรุนแรงชนิดหนึ่งเพราะใช้อาวุธบังคับจิตใจให้คนยุติการกระทำ


หากบ้านท่านมีโจรเข้าบ้าน เอาปืนมาจ่อหัว แล้วบอกว่าเอาเงินมาให้หมด นั่นคือความรุนแรงหรือไม่ เมื่อวานนี้นายกฯ บอกว่ารถท่านถูกทุบ ว่าเป็นความรุนแรงจากผู้ชุมนุม แต่ที่หน้าทำเนียบ การสลายการชุมนุมที่ไม่มีคนตายนั้นไม่เป็นความรุนแรง ในแง่นี้คือการใช้สองมาตรฐานของตรรกะหรือเปล่า


ใครที่อยู่ในที่ชุมนุม ก็ล้วนรู้สึกถึงความหวาดกลัวว่าจะถูกปราบได้ตลอดเวลา ในวันสุดท้าย บริเวณผ่านฟ้า มีทหารติดอาวุธ ประชาชนไม่มีทางรู้ว่าใช้กระสุนจริงหรือปลอม มีรถฮัมวี่มาที่ผ่านฟ้า ผู้ชุมนุมก็มาถ่ายรูปรถ และท้ายที่สุดก็ปีนรถไป ในสถานการณ์แบบนั้น ท้ายที่สุดก็มีผู้ชุมนุมที่รู้สึกว่าไม่กลัวแล้ว ในแง่นี้ การตัดสินใจของรัฐบาลเรียกได้ว่า คิดผิด และมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต


สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการสลายการชุมนุมมีสองแบบ แบบแรกคือ ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ รู้สึกว่าเป็นความสำเร็จ แล้วฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารหมดพลังไปจริงหรือ


ผลจากการสลายการชุมนุม ได้แก่ หนึ่ง รัฐบาลชุดนี้ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างมวลชนจำนวนมากในประเทศยกระดับมาเรื่อยๆ สิ่งที่รัฐบาลทำอย่างแน่นอนเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา คือ รัฐบาลทำให้การเผชิญหน้าของสองฝั่งเป็นนโยบายรัฐ ด้วยการบอกว่ารัฐอยู่ฝ่ายไหนโดยใช้ทหารมาจัดการ รัฐบาลดึงทหารมาจัดการพลเรือน ขณะที่สิ่งที่เหตุการณ์พฤษภา 35 พยายามทำคือความพยายามกันทหารออกไปจากการเมือง การสลายการชุมนุมครั้งนี้เป็นการดึงกำลังทหารมาค้ำอำนาจของรัฐบาลพลเรือน ในอดีต ทหารค้ำรัฐบาลหลายชุดจริง แต่การค้ำรัฐบาลโดยทหารในอดีต เกิดในเงื่อนไขที่นายกฯ ซึ่งก็เป็นทหาร ทหารค้ำทหารด้วยกัน แต่ในรอบนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพยายามเอาทหารมาเป็นฐานในการค้ำอำนาจ ในประวัติศาสตร์โลกมีรัฐบาลพลเรือนที่ไหนบ้างที่เอาทหารมาค้ำอำนาจตัวเองแล้วไม่ถูกทหารขี่คอ


สอง การสลายการชุมนุมครั้งนี้ทำให้รัฐบาลประกาศตัวเองอย่างเปิดเผยว่าได้เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ถ้ามันมีการต่อสู้ทางความคิดแบ่งฝ่าย สิ่งที่รัฐบาลที่ดีคือหยุดความขัดแย้งนั้น หยุดเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ คือ แทนที่รัฐบาลจะเป็นองค์กรทางการเมืองเพื่อลดทอนความขัดแย้งในสังคม กลายเป็นว่ารัฐบาลดำเนินตัวเองเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ไม่ว่ารัฐบาลจะมองการสลายชุมนุมไว้อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปะวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลได้เข้ามาในสนามความขัดแย้งโดยตรง ผลที่จะเกิดขึ้นคือ ความสมานฉันท์เกิดไม่ได้ง่ายๆ ทุกคนในที่ชุมนุมย่อมรู้ว่าทันทีที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินคือ รัฐบาลมองเราเป็นศัตรูถึงขั้นออกกฎหมายฉุกเฉินเพื่อให้ทหารใช้กำลังได้ คนจะยิ่งรู้สึกอย่างชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐบาลเข้าสนามความขัดแย้งโดยตรง เป็นผู้เล่นโดยตรง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น ความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลจะหมดไป ความขัดแย้งของคนในชาติจะเพิ่มขึ้น


ที่ผ่านมา ไม่ว่าคนในชาติจะขัดแย้งกันอย่างไร แต่ก็จะมีองค์กรที่เป็นกลาง แต่เมื่อรัฐบาลทำเช่นนี้แล้ว คนกลุ่มหนึ่งก็จะมองได้ว่ารัฐบาลทำกับฝั่งหนึ่งไว้แบบหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างกับคนอีกฝั่ง ในแง่การเมืองในโลกที่สาม มันคงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่รัฐบาลจะคุมทหารได้


สาม ความขัดแย้งระหว่างคนในสังคมสูงขึ้น ในการบรรจบกันของ 3 เงื่อนไขจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือความรู้สึกว่า รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลของประชาชนอีกต่อไป เมื่อคนจำนวนมากเห็นนายกฯ ก็คงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่นายกฯของเรา รัฐบาลชุดนี้เลือกวิธีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้เผชิญหน้ากับคนอีกฝ่าย ซึ่งไม่ควร รัฐบาลที่คิดถึงส่วนร่วม คิดถึงอนาคตชาติบ้านเมือง คือควรจะเป็นกันชนระหว่างคู่ขัดแย้งต่างๆ ไม่ใช่มาเล่นเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความสมานฉันท์จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย และเราอาจจะพูดได้ด้วยซ้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ อาจจะไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ด้วยซ้ำเมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งโดยตรง โอกาสของการปรองดองก็มีน้อยลง


ศิโรตม์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดในวันสงกรานต์นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมองว่าเป็นความสำเร็จอย่างไร แต่เมื่อเรามองการเมืองไทย เหตุการณ์วันสงกรานต์ที่ผ่านมาได้ดึงความขัดแย้งในสังคมไทย ยกระดับไปรุนแรงขึ้น อาจจะพูดว่าเป็น 19 กันยาภาคสอง ที่กำลังทหารเคยยุติการเลือกตั้ง มาเป็นทหารยุติการชุมนุม รัฐบาลซึ่งควรจะเป็นกันชนของทุกฝ่ายตัดสินใจใช้ความรุนแรง นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสังคมประชาธิปไตยในการยุติํความรุนแรง