วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28, 2552

รอยเตอร์ยันข่าวทักษิณยกเลิกปาฐกถาเศรษฐกิจที่ฮ่องกงแน่ โทษรบ.ไทยโอเวอร์รีแอ๊ค

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2552

ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ นายนพพร วงศ์อนันต์ เปิดเผยว่าตนเองได้พูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ด้วยตนเอง โดยทักษิณได้กล่าวว่าตนขอยกเลิกการปาฐกถาเพราะไม่ต้องการให้มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงและจีน

"ผมตัดสินใจที่จะไม่กล่าวปาฐกถาเพราะว่าผมไม่ต้องการให้การปรากฏตัวของผมกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"

"ผมรู้สึกรำคาญเสียงจากรัฐบาลมาก ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันคงจะดีกว่าที่ผมไม่ไป"

ในรายงานข่าวดังกล่าวยังเปิดเผยว่าคุณทักษิณพูดว่า ทางรัฐบาลไม่ควรจะแสดงตนเกินกว่าเหตุต่อการปาฐกถาของเขา ซึ่งจะเน้นไปที่คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย

ภารกิจคนเสื้อแดงที่หัวหินลุล่วง สื่อต่างชาติตีข่าวคนเสื้อแดงเรียกร้องปชต.ที่สมบูรณ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2552

มีรายงานสองชิ้นจากสมาชิกเว็บบอร์ดประชาไทถึงการไปทำกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม "Red For True Democracy" วันนี้ (28 ก.พ.) เพื่อต้องการเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมีผู้สื่อข่าวต่างชาติจำนวนหนึ่งที่สนใจได้ไปทำข่าว  และตีข่าวเปิดเผยไปทั่วโลก 

อนึ่ง โทนข่าวจากสื่อมวลชนไทยที่นำเสนอเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีลักษณะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้ร่วมกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยได้รายงานมา ท่านสามารถติดตามการรายงานข่าวจากคุณ Bugbunny ตามรายละเอียดดังนี้



รายงานกิจกรรมหัวหิน กลุ่ม Red For True Democracy

มีผู้ไปร่วมครั้งแรกราวห้าสิบคนที่ร้านสเวนเซ่น มีนักข่าวต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่งจากสี่ห้าสำนักข่าว และมีทูตทหารจากประเทศมหาอำนาจท่านหนึ่งกับนายทหารประชาธิปไตยยศนายพันนายพลสองคนไปให้กำลังใจในคืนก่อนหน้านี้ ช่องสามไปสัมภาษณ์ออกรายการสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ด้วย หลังจากนั้นก็มีแม่ค้าสองสามคนและพวกทหารหมวกแดงสองสามคนมากล่าวอัปลักษณ์วาจาเล็กน้อย แต่กลุ่มที่ไปซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกไม่ได้สนใจตอบโต้ คงเสวนาพูดคุยกันตามปกติ

ตามกำหนดการจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งตอนบ่ายโมงที่แถวโรงแรมดุสิตรีสอร์ท แต่สายข่าวทหารแจ้งมาว่าพวกเหลืองมันกำลังจะยกขบวนไปต้านที่โรงแรมจึงยกเลิก ขบวนรถออกจากหัวหินแยกย้ายกันไปโดยไม่ได้มีการใช้กำลังกับใคร อย่างไรก็ตามมีเสื้อแดงอีกสองกลุ่มกระจายกันไปแสดงเจตนารมณ์และไม่ทราบข่าวว่ามีการปะทะอะไรกับพวกขี้ข้าโจรบ้างหรือไม่? ท่านใดมีรายงานช่วยแจ้งกันด้วยครับ เพราะมีการปล่อยข่าวไปรอบ ๆ เช่น แถวชะอำที่มีคนเสื้อแดงไปพักกันเยอะ เพราะค่าโรงแรมถูกกว่าหัวหิน เพื่อสกัดจำนวนคนว่า มีการตีกันบ้างอะไรบ้าง เพื่อให้คนมีรถมีราและฐานะชาวเสื้อแดงบางคนที่รักสงบแต่อยากไปร่วมต้องเช็คข่าวกับพรรคพวกกันให้วุ่น

เป้าหมายบรรลุเพราะมีข่าวออกทีวี และยังได้ใจตรงที่ข่าวสัมภาษณ์น่าจะออกไปตามสื่อนานาชาติโดยสำนักข่าวที่ไปร่วมว่าคนไทยไม่ถือว่านายมาร์กเป็นตัวแทนของคนไทย ไอ้หุ่นเชิดขันทีเผด็จการศักดินาอำมาตย์ตัวนี้ได้ตำแหน่งมาจากการฉ้อฉลเพราะมีการสัมภาษณ์เสื้อแดงหลายคนเป็นภาษาปะกิดด้วย


ด้านคุณลูกชาวนาไทย ซึ่งได้ไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมดังกล่าวก็ได้เปิดเผยผ่านเว็บบอร์ดประชาไท โดยมีรายละเอียดซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อมวลชนหลักนำเสนอ ดังต่อไปนี้

เที่ยวหัวหินครั้งนี้ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์ สามารถสื่อสารไปยังชาวโลกได้ตามเป้า

คือ อย่าไปเชื่อสื่อไทยเลย

ผมไปเที่ยวหัวหินครั้งนี้ เพราะอากาศมันร้อน ก็เลยบ่นดังๆ ให้คนในเว็บทราบ มีเพื่อนๆไปกันประมาณ 30 คน โดยพกเสื้อแดงใส่กระเป๋าไป เพราะมีข่าวว่าตำรวจจะตรวจเข้ม

แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ผิดหวัง ไม่มีด่านตรวจสักแห่งเดียว ที่จริงตรวจไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใด เพราะพวกเราไม่ได้นัดหมายอะไรกันมากมายนัก เอารถส่วนตัวกันไปเอง (ไม่มีรถตู้ตามที่มติชนลงข่าว) ไปถึงจอดรถที่โรงเรียนเทศบาลหัวหิน มีเพื่อนบางคนนั่งรถไฟไป

จุดนัดพบคือ ร้านสเวนเซ่น แต่ผมจำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะผมไม่ค่อยสนใจนักไปถึงก็โทรหาเพื่อนเอาว่าไปเจอกันที่ไหน ก็ไปพบกันที่ร้านสตาร์บัค พอดี มีกลุ่มประท้วงของพม่า ประมาณ 3-4 คน ประท้วงและสำนักข่าวต่างๆ ทำข่าวอยู่บริเวณหอนาฬิกา สักสิบโมงครึ่ง คนก็พร้อม โปสเตอร์ที่เตรียมไปก็พร้อม (คนที่ทำไม่ได้ไปเพราะติดธุระ) แถลงการณ์เราก็พร้อมอยู่แล้ว

เมื่อได้เวลา เราก็จัดคนถือป้าย ภาษาอังกฤษอย่างดี ไปยืนประท้วงต่อจากคนพม่า แต่เราอุปกรณ์ป้ายพร้อมกว่า (คือพม่าไม่มีป้าย) นักข่าวก็เลยมาสนใจพวกเรา ดร. สวยสวยของเราก็อ่านแถลงการณ์ เป็นภาษาอังกฤษ (ในกลุ่มที่ไปมี ดร. 2-3 คน จากสองสาม มหาวิทยาลัย) มีการให้สัมภาษณ์นักข่าว บีบีซี และสำนักข่าวต่างๆ ที่ไปทำข่าวประมาณ 15 สำนักข่าว

สัก 11โมง เราก็บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการสื่อ ทางกลุ่ม ซึ่งไม่มีแกนนำ เราใช้วิธีเจรจาเอาว่าจะทำอะไรต่อ ก็มีบางคนเสนอว่าควรไปยกป้ายต่อที่ หน้าโรงแรมดุสิต รีสอร์ท แต่ก็คิดว่า ตำรวจอาจสะกัด ก็เลยให้แยกๆ กันไปทำ หากไปได้ก็ไป ไปไม่ได้ก็กลับ เพราะตรงนั้นไม่มีความหมายอะไรมากนักแล้ว เพราะเรา บรรลุเป้าหมาย คือ อ่านแถลงการณ์และยกป้ายให้สื่อต่างชาติ บันทึกเรียบร้อย และให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติไปแล้ว

คุยเสร็จก็มีคนนึกได้ว่า เรานัดคนอื่นๆ ไว้ที่ ร้านสเวนเซ่น อาจมีคนไปรอ เราก็เลยพากันไปนั่งกินไอติม และคุยกันที่ร้านนั้น ตรงนั้นแหละได้เรื่อง คาดว่า พธม. ที่เอาข้อความเราไปโพสต์ที่พันทิป และคิดว่า เราไปร่วมพลที่นั่นก่อนเคลื่อนไหวต่อไป ก็เลยมีพวกกลุ่ม พธม. มาดูเชิงที่ร้านสองสามคน เพื่อนๆ เราที่มีประสบการณ์ก็บอกว่า พวกเราควรสลายตัวแยกย้ายกันไปได้แล้ว เพราะเขาบอกว่าพวก พธม. มีเครือข่าย อีกไม่นานพวกนี้ก็จะมากันเต็ม

พอออกมาจากร้าน พวก นั้นก็พากันตะโกนด่า เราก็เลยเดินไปขึ้นรถ เพราะเราไม่สนใจพวกนั้นอยู่แล้ว ป่วยการที่จะไปตอบโต้ เพราะภารกิจเราเสร็จแล้ว ก่อนขึ้นรถ พวกนี้ก็มาตะโกนด่าที่ลานจอดรถอีก ตอนนี้รู้สึกจะมากกว่า เดิม รวมตัวกันได้เร็วจริงๆ ก็อย่างว่า เมืองหลวงของพวกเขานี่

พวกเราก็ไปที่หน้าโรงแรม แต่คนยังไม่ครบ ยังไม่ได้ทันยกป้าย ตำรวจก็บอกว่าพวก พธม. กำลังมา เพื่อนๆ เราที่รออยู่ที่ใกล้ๆ โรงแรมดุสิต ก็เลยโทรบอกว่า ไม่ต้องไปแล้ว เราก็เลยกลับ เพราะที่จริง ตรงนั้นก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว มาแวะกินข้าวที่ลานหอยหลอด ลมทะเลเย็นดี แต่คืนนี้ ทั้งหัวหินคงนอนไม่สงบ เพราะไม่รู้ว่ากลุ่มใดจะไปอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเสื้อแดง เป็นเครือข่าย ไม่ได้ขึ้นตรงต่อแกนนำ
ภาพเพิ่มเติมจากคุณบ้านสวนธน/พันทิป



คำในป้ายข้อความ   "กษิต-ผู้ก่อการร้าย, ออกไป"  
"เราไม่ได้เป็นทาส, เราเป็นประชาชน" "ผู้ก่อการร้ายต้องถูกลงโทษ!"

บรรดาสมาชิกกลุ่มนัดพบกันที่ร้านกาแฟด้วยความเรียบร้อย


คำจากป้าย: "สีแดงเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง (ปชต.ที่เปิดเผยและปราศจากการแทรกแซง)"


คำจากป้าย- "ต่อต้านรบ.อภิสิทธิ์ ของ-โดย-เพื่อ มือที่มองไม่เห็น" "ยุบสภาเถิด คืนอำนาจให้กับคนไทย"


ทัพนักข่าวที่กำลังสนใจทำข่าวนักกิจกรรมเำรียกร้องเสรีภาพเพื่อพม่า

การ์ตูน Gag Las Vegas: "หมอยังยืนยันค่ะว่า...แก๊สน้ำตาฆ่าคนได้"

From Gag Las Vegas


หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามอ่านผลสรุป "เปิดผลสรุปนิติวิทยาศาสตร์ ตร. สาเหตุการตาย"น้องโบว์-สารวัตรจ๊าบ" เหตุการณ์ 7 ตุลาเลือด" ได้ที่ มติชน

บทความ: สถานการณ์ปฏิวัติสงครามนี้ยังอีกยาวไกล

โดย ปูนนก
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2552

ไม่เหนือความคาดหวังสักเท่าไรนักที่แกนนำความจริงวันนี้ประกาศยกเลิกการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากชุมนุมใหญ่กันมาได้เพียง 3 วันเท่านั้น มีการวิเคราะห์กันมาจากหลากหลายมุมมองว่า “การประกาศยกเลิกการชุมนุม” ในครั้งนี้ (จากที่ตั้่งท่ากันมานาน) มีความเหมาะสม หรือสมเหตุสมผลเพียงใด ขณะที่ผู้คนที่สวมเสื้อสีแดงที่มีความรักความต้องการประชาธิปไตยอย่างเต็มล้นอยู่ในหัวใจเรือนหมื่น หรือหลาย ๆ หมื่น ต่างก็หลอมรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเรียกร้องและทวงสัญญาตามที่ได้ประกาศเอาไว้

ผมเชื่อว่าคงจะมีไม่น้อยที่ผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตยและคอยเอาใจช่วยอย่างเต็มที่กับการต่อสู้ครั้งนี้ คงจะรู้สึกไม่เข้าใจและมีคำถามมากมายกับทิศทางและการต่อสู้ที่ผ่านมาในการชุมนุมครั้งนี้ หลายคนอาจจะผิดหวัง, หลายคนอาจจะสับสน, หลายคนอาจจะหงุดหงิด, ฯลฯ ผมเองทันที่ที่ได้ยินคำประกาศจากเวทีคนเสื้อแดงที่ประกาศยกเลิกการชุมนุม ก็รู้สึกสับสนในช่วงแรกเหมือนกัน...แต่หลัีงจากได้สงบจิตใจลงแระค่อย ๆ คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ทั้งผลดีผลเสีย ทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง ของฝ่ายคนเสื้อแดงแล้วก็ต้องกลับมาพิจารณาความรู้สึกของตนเองเสียใหม่

การนัดชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุมใหญ่โดยมีเป้าหมายหลักคือการ “ทวงถามข้อเรียกร้อง” ที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นให้กับรัฐบาลเอาไว้ัตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ด้วยเหตุนี้พี่น้องชาวเสื้อแดงจึงมารวมพลังกันเพื่อ “กดดันรัฐบาล” ให้ดำเนินตามข้อเรียกร้องเหล่านั้น ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น ถ้าเป็นมวยก็เรียกว่า “เป็นมัดฮุ๊ค ยังไม่ใช่หมัดยิงตรง ๆ”

จากการชุมนุม 3 วันที่ผ่านมาผลที่ได้รับนอกจากจะเป็นการแสดงพลังคนเสื้อแดงทวงถามข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการแสดงให้ชาวต่างประเทศทั้งหลายได้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่ได้มาจากการใช้อำนาจ (ที่่มองไม่เห็น) เป็นผู้้ตั้งขึ้นมา ซึ่งอำนาจนี้มิใช่อำนาจที่มาจากประชาชนที่แท้จริง และเมื่ออำนาจรัฐบาลมิได้มาจากประชาขนที่แท้จริงของประเทศก็จึงพูดไม่ได้เลยว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย” ด้วยเหตุันี้บรรดาชาติต่าง ๆ ที่มีแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงพากันรังเกียจ และไม่ต้องการคบหาด้วย

การประชุมอาเซียนซัมมิตที่มีขึ้นนี้ อาจจะมีใครต่อใครที่พยายามสร้างภาพให้เห็นว่า บรรดาชาติอาเซียนทั้งหลายต่างก็ยังคงให้ความสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยการมาเข้าร่วมประชุมตามกำหนดการที่จัดไว้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำอาเซียน, รัฐมนตรีต่างประเทศ, รัฐมนตรีกลาโหม ฯลฯ ที่ได้เข้ามาร่วมการชุมนุมในครั้งนี้....แต่ถึงอย่างไรความจริงก็ไม่อาจจะหนีพ้นไปได้ว่า การประชุมอาเซียนซัมมิตในครั้งนี้ก็เป็นเพียง “กระดาษห่อของขวัญที่สวยงามแต่ห่อหุ้มกล่องกระดาษอันว่างเปล่าเอาไว้ภายใน” และก็เป็นมารยาทที่แต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนจะต้องแสดงความร่วมมือกัน เพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของประชาคม หาใช่การเห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีที่มาจากเผด็จการแต่อย่างใดไม่ 

อาจจะมองดูดี แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเีพียงการ “เชิญคณะผู้นำอาเซียน” มาทัวร์ประเทศไทย และมารับประทานอาหารไทย ก็เท่านั้น จะไม่สามารถมีการตกลงใด ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมให้เป็นรูปธรรมได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน และที่แน่ ๆ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากการประชุมอาเซียนซัมมิตนี้เช่นกัน

การยกระดับการชุมของคนเสื้อแดง และการบอกเลิกการชุมนุมในครั้งนี้ “ถ้ามองในมุมแคบ” ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการเสียเปล่าของมวลชนอย่ีางสิ้นเชิงที่ เมื่อมาร่วมชุมนุมกันจากทั่วสารทิศแล้วไ่ม่สามารถกดดันรัฐบาลให้ทำตามได้อย่างที่ต้องการดูเหมือนผู้ชุมนุมจะพ่ายแพ้ “แต่ถ้ามองในมุมกว้าง” แล้ว สิ่งที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยต้องการคือ “การได้มาซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” อย่างแท้จริง และการยกระดับการเรียกร้องในครั้งต่อไปนี้ มิใช่การขอให้ “รัฐบาลยุบสภา, ขอให้ดำเินินคดีกับ พันธมิตร, ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ” เพียงเท่านั้น แต่การเรียกร้องในครั้งนี้จะเป็นการเรียกร้องเพื่อ “เปลี่ยนแปลงการปกครอง” ของประเทศไทย ซึ่งมันเป็น สเกล ที่ใหญ่มาก และเมื่อเป็น สเกล ที่ใหญ่มาก จึงต้องมีการทำความเข้ัาใจกับมวลชนคนไทยผู้เป็นชาวรากหญ้าอีกมาก

ด้วยเหตุนี้ 1 เดือนที่จะมาถึงนี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่แกนนำคนเสื้อแดง จะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนชาวรากหญ้าตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอย่างแท้จริงว่า “ประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยนั้นคืออะไร” เป็นการให้คิดแก่พี่น้องคนไทยทั้งมวลที่จะได้เข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการปกครองในระบอบเผด็จการนั้นแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงแค่ “หัวปลา และหางปลา” ที่สุนัขจิ้งจอกมันแบ่งมาให้เท่านั้น ส่วนตัวปลาตรงกลางที่ควรจะเป็นของประชาชนนั้น สุนัขจิ้งจอกกับพรรคพวกเอาไปแบ่งกันเสวยสุขมานานนับหลายสิบปี

“สุนัขจิ้งจอกมันไม่ยอมให้ปลาส่วนที่ดีที่สุดแก่ นาก 2 ตัวฉันใด ประชาธิปไตยไม่มีทางได้มาโดยความเมตตาของเผด็จการฉันนั้น” ดังนั้นเวลานี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่การต่อสู้ในเชิงบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์แล้ว นับแต่นี้ไปอะไรก็ตามที่ไม่ได้มาโดยประชาธิปไตย พี่น้องคนเสื้อแดงจะต้องต่อสู้ และไม่ยอมรับในสิ่งนั้นโดยเด็ดขาด

และหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นมีด้วยกัน 5 ประการคือ

1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Sovereignty of Peoele )
2. เสรีภาพบริบูรณ์ ( Full Freedom )
3. ความเสมอภาค ( Equality ) ทั้งความเสมอภาคทางกฎหมาย และความเสมอภาคทางโอกาส
4. ยึดหลักกฎหมาย ( Rule of Law )
5. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government )


หนทางไปสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกลครับ การต่อสู้ครั้งนี้ได้ยกระดับการต่อสู้จากแค่การไม่พอใจรัฐบาล, เรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากรัฐบาล, มาเป็นการต่อสู้เพื่อ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ในประเทศนี้่แล้วครับ และพี่น้องคนเสื้อแดงทุก ๆ ท่าน จะเป็นเหมือนนักต่อสู้ในอดีตเช่น “เชกูวาร่า, มหาตะมะ คานธี, จอห์น อดัมส์, นางเบนนาซี บุตโต, ฯลฯ”

ไม่ว่าท่านจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่นับแต่นี้ไปขอให้พี่น้องเสื้อแดงทุกท่านได้รับทราบว่า ท่านคือนักปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่ออนาคตของลูกหลานของท่านในประเทศนี้แล้วครับ

"งามสง่าแห่งอารยะ" โดยวิสา คัญทัพ

งามสง่าแห่งอารยะ
วิสา คัญทัพ

 นี้คือความงามสง่าแห่งอารยะ            ที่ชนะใจคนอย่างล้นหลาม
เหลือง-กระทำเหยียบย่ำโดยต่ำทราม  แดง-สันติ สงบงาม อย่างแท้จริง

  ทั้งรถบดแท่งปูนที่พูนทับ                  ซ้อนอยู่เป็นลำดับ ยากอย่างยิ่ง
ทั้งรถน้ำขวางกั้นเป็นชั้นพิง                 ประกบทับกำแพงอิงกั้นขวางเรา

  ต่อให้ขวางด้วยภูเขาอันใหญ่โต         มวลชนคือ ลุงโง่ ย้ายภูเขา
ก็ในเมื่อหัวใจกูไม่เอา                        ภูสูงอีกกี่เท่าก็ฝ่าไป

  ช่วยกันลงเรี่ยวแรงอย่างแกร่งกล้า     พละพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่
สมคำว่ามวลมหาประชาไทย               คือวีรชนเกรียงไกร นั้นใช่แล้ว

  นี้คือความงามสง่า คืออารยะ             เสรีสิทธิ์อิสระอันเพริดแพร้ว
แดงด้วยความสำรวมเพื่อนร่วมแนว     ขบวนแถวนักรบสยบมาร.

มิวสิควีดีโอชุดใหม่ "เพื่อมวลชน" โดยจิ้น กรรมาชน



ขับร้อง : จิ้น กรรมาชน
คำร้อง : กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ/นพพร ยศฐา
ทำนอง : กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ
มิวสิควีดีโอ : พิชิตมาร

คำนิยม โดยคุณพิชิตมาร
มิวสิกวีดีโอเพลง "เพื่อมวลชน" ขับร้องโดย จิ้น กรรมาชน หนึ่งในคนเดือนตุลาที่ยืนเคียงข้างประชาธิปไตยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การต่อสู้เมื่อ 14 ตุลา 2516 เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีจุดยืนชัดเจนมากที่สุดในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน

หลังจากมีการปฎิวัติ 19 กันยา 49 จิ้น กรรมาชน ได้ออกมาร่วมต่อต้านเผด็จการที่ท้องสนามหลวง ร่วมกับ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และได้แต่งเพลงออกมาอีกหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงวันของเรา ปณิธานแห่งเสรีชน เพลงเดิมพัน เพลงสีแดง และล่าสุดเพลง แดงทั้งแผ่นดิน เป็นศิลปินเพื่อประชาธิปไตยคนแรกที่ออกมาต่อต้านเผด็จการ 19 ก.ย. 49 ที่ท้องสนามหลวง และร่วมกันต่อสู้กับอำนาจนอกระบบ เผด็จการ มาจนถึงทุกวันนี้

เนื้อร้อง
ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน ติดปีกบินไปให้ไกลไกลแสนไกล
จะขอเป็นนกพิราบขาว เพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี
ถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆบนนภา จะนำพาความร่มเย็นเพื่อท้องนา
หากฉันเกิดเป็นเม็ดทราย จะโถมกายเป็นทางเพื่อมวลชน

ชีวา ยอมพลีให้ มวลชน ที่ทุกข์ทน ขอพลีตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง
(ซ้ำทั้งหมด)


มิวสิควีดีโอเพลงอื่นๆ









เครื่องยนต์ทุกตัวดับแล้ว เศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งเหวครับ คุณเด็กสองคน

โดย คุณ money honey
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2552

นักเศรษฐศาสตร์ จะวัดผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP

และการที่จะทำให้ GDP โตได้นั้น เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์ จะต้องทำงาน นั่นคือ

1. การบริโภคภายในประเทศ
2. การลงทุนของภาคเอกชน
3. การใช้จ่ายของรัฐฯ และ
4. การค้าขายระหว่างประเทศ

แต่ในประเทศตอแล๋แลนด์ ภายใต้การดูแลและวางแผนเศรษฐกิจของเด็กสองคน เครื่องยนต์ทุกตัวได้ดับลงแล้ว และกำลังดำดิ่งลงสู่เหว ลึกลงไปๆ ทุกขณะ

นาทีนี้ยังบอกไม่ได้ว่า ก้นเหวนั้นลึกแค่ไหน อีกนานเท่าไหร่ จึงจะสัมผัสจุดสุดท้าย

คุณเด็กสองคนครับ ตามผมมาดูสิครับว่า เครื่องยนต์มันดับเพราะฝีมือพวกคูณอย่างไรบ้าง

1. การบริโภคในประเทศหดตัวรุนแรง เพราะขาดฟามเชื่อมั่น ทั้งจากการรีดภาษีนานาชนิด เช่น ขึ้นภาษีน้ำมันอย่างเมามัน ส่งผลให้ค่าครองชีพประจำวันสูงขึ้น กำลังซื้อหดหาย

2. การลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชนแทบไม่มีเกิดขึ้น ซ้ำร้าย ธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ก็พากันปิดตัวเองลงมากมาย

3. การใช้จ่ายของภาครัฐฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะเงินคงคลังแห้งเหือด รัฐฯใช้เงินอย่างไร้เป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่กลับนำงบประมาณ ไปกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้ใหญ่ในกองทัพ ด้วยการซื้ออาวุธ

4. การส่งออกหดตัวอย่างรุนแรง เฉพาะเดือนสุดท้าย ลดลงถึง 26% และมีแนวโน้มว่า จะลดลงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาไม่นานต่อจากนี้ เราจะได้เห็นฟามเดือดร้อน อดอยาก ของประชาชนจำนวนมาก

อาชญากรรมนานาประเภทจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

เราจะได้เห็นนักธุรกิจ ฆ่าตัวตาย หนีการล้มละลายจากธุรกิจ

เราจะได้เห็นผู้คนร่วม 3 ล้านคน มีอาชีพเป็นนักวิจัยฝุ่น หรือที่เรียกกันว่าตกงาน

มันคือหายนะที่เกิดจากการกระทำพวกคุณทั้งหลาย ที่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐฯ

และมันเกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดของพวกคุณ เด็กสองคน

กำหนดการพูดของทักษิณที่ฮ่องกงยังคงเดินหน้า ท่ามกลางคำขู่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ที่มา เวบไซต์ earthtimes
28 กุมภาพันธ์ 2552

Hong Kong Thaksin talk to go ahead amid extradition threats

Hong Kong - A talk by fugitive former Thai prime minister Thaksin Shinawatra in Hong Kong next week was still scheduled to go ahead Friday despite calls for his extradition to Thailand. The controversial former premier is due to give a talk at Hong Kong's Foreign Correspondents' Club (FCC) on Monday at a luncheon attended by more than 100 people who have paid around 20 US dollars for their tickets.

The plans reportedly annoyed his successor Prime Minister Abhisit Vejjajiva, who threatened to lobby mainland China for Thaksin's extradition. The business-tycoon-turned-politician was handed a jail sentence last year for breaching corruption rules while in office.

However, the Hong Kong Security Bureau on Friday said there was no agreement on the surrender of fugitive offenders between the Hong Kong Special Administrative Region and Thailand.

Under the "one country, two systems" principle adopted in 1997 when the former British colony reverted to China, Hong Kong retains its autonomy in most areas and therefore would not be tied by an extradition agreement between Thailand and China.

"Hong Kong maintains its own legal regime relating to surrender of fugitive offenders under the Basic Law [Hong Kong's mini constitution]," said a government spokesman.

The FCC who is hosting the talk confirmed it was still going ahead as planned and that the event was a sell-out.

Thaksin will give a talk titled: "Financial Crisis, Political Uncertainty: Lessons from Thailand."
FCC President Ernst Head said Thaksin has been invited to speak because he was a public figure whose views were still of interest to the public.

Thaksin, ousted by a military coup in September 2006, has kept clear of Thailand after being sentenced last year over an incident when his wife successfully bid for government land while he was in office.

He has repeatedly said he would not get a fair trial in Thailand. He is a frequent visitor to Hong Kong and last year his youngest daughter bought a luxury home in the city worth around 5.7 million US dollars.

================================

คุณ jai9 จากเวบบอร์ด ประชาไท

นายกฯ ทักษิณประกาศสงครามยกแรก บนความไร้เดียงสา เพราะมาร์คไม่เข้าใจคำว่า .....หนึ่งประเทศสองระบบ

ฮ่องกงเขาบอกว่า ไม่ว่าจะวิ่งไปฟ้องจีนก็ไร้ประโยชน์ เพราะฮ่องกงมีธรรมนูญของตนเอง และไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย นั่นคือ มาร์คถูกดีสเครดิตอย่างแรง

ประการต่อมา คือหัวข้อที่นายกฯทักษิณจะมาบรรยายให้ฟังนั้น เจ็บแสบยิ่งนัก จนเสื้อแดงต้องมีเฮ ...เพราะรุนแรงยิ่งเสียกว่ารัฐบาลโจร โดนขีปนาวุธลงกลางวงที่ประชุมอาเซียนซัมมิท ภายใต้หัวข้อ

'Financial Crisis, Political Uncertainty: Lessons from Thailand.'
วิกฤติเศรษฐกิจ และการเมืองขาดเสถียรภาพ : กรณีศึกษาของประเทศไทย

ต่อให้หนีไปประชุมที่หัวหิน มีกองทหารคุ้มกันหนาแน่นสักเพียงไร ก็ไม่อาจต้านทานพลังแห่งโลกาภิวัฒน์ได้

ด้วยความคิดแบบโบราณ ที่เอาชนะด้วยกำลังคนและอาวุธ วันนี้ นายกฯทักษิณ ได้แสดงให้เห็นถึงพลานุภาพของการต่อสู้ในยุคข้อมูลข่าวสาร 3G ที่แท้จริง

มันคือการประกาศศึกยกแรก ที่รุนแรงหนักหน่วงอย่างที่สุด และจากนี้ไป ดูเหมือนยังมีลูกติดตามอีกหลายชุด สุดท้ายแล้ว มือที่มองไม่เห็น คงต้องเสียแชมป์ทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง

ก้าวต่อไป คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

โดย คุณ money honey
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2552

ปกติผมจะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ สมาชิกหนังสือพิมพ์จิ๋ว เสรีชน ในอดีต โทรหาเพื่อสอบถามความเห็นในสถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอๆ จำนวนหลายๆ สาย แทบจะทุกวัน

ก่อนการชุมนุม 24 กพ. ก็เช่นกัน คำตอบที่ผมได้ให้ไว้คือ อย่าไปตั้งฟามหวังไว้ว่า เราจะสามารถล้มคว่ำรัดบานนี้ได้ จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้

เพราะจะเป็นการเคลื่อนไหว เพื่อสะสมชัยชนะเพิ่มขึ้น ตามเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และเพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งชาวเสื้อแดงทุกคน ควรให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างสุดจิตสุดใจ

หลังการชุมนุมผ่านไปสามวัน ปรากฎผลตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้คือ

1. รัดบานโจรแต่งตั้ง ได้แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่า ปฏิเสธข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิง ทำให้เงื่อนไขการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง มีฟามชอบธรรม ที่จะประกาศล้มล้างรัดบานชุดนี้

2. การต่อต้านรัดบานของคนเสื้อแดงได้ประสพผลสำเร็จ ในการชิงพื้นที่ข่าวไปทั่วโลกอย่างงดงาม และกว้างขวาง

3. เสื้อแดงได้แสดงศักยภาพแล้วว่า สามารถจุดติดม๊อบได้อย่างแน่นอน จากจำนวนคนที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน และมีแนวโน้มว่า จะมากขึ้นเป็นทวีคูณ

4. ภาพรวมการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นภาพที่สงบ สันติ อหิงสา อย่างแท้จริง ทำให้คนชั้นกลาง มีความมั่นใจ และเข้าร่วมการชุมนุมมากมาย ผสมผสานกับชาวรากหญ้า จนกลายเป็นม๊อบของมวลมหาประชาชน หลากหลายสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคม

ทั้งหมด คือผลที่สำเร็จจากปฏิบัติการในครั้งนี้

แต่เป้าหมายใหม่ ที่ต้องการล้มรัดบานโจรแต่งตั้งคณะนี้ เป็นเป้าหมายที่ต้องการขบวนการการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าจำนวนผู้คนเรือนแสน ที่คนเสื้อแดงเคยชุมนุมในหลายสถานที่มาแล้ว

วิธีการล้มล้างที่จะสำเร็จได้ คือ การใช้ทฤษฎีลุกฮือของมวลมหาประชาชน

แน่นอน คงไม่ใช่จำนวนหนึ่งแสนคน แต่จะต้องเป็นจำนวนหลายๆ แสน จนถึงหลักล้านคน จึงจำเป็นต้องออกตระเวน จัดตั้งมวลชนในภูมิภาคต่างๆ (ต้องยอมรับว่า มี ปชช. ที่มีหัวใจสีแดงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับการจัดตั้งมาก่อน) เพื่อให้ได้จำนวนมวลชนจำนวนที่มากพอ สำหรับการต่อสู้ ที่ได้ยกระดับเป็นล้มล้างรัดบานโจรแต่งตั้ง ไปแล้ว

อีกไม่นานเกินรอ ......มวลชนคนเสื้อแดง จะออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อยึดกุมชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ของขบวนการการต่อสู้

นี่คือสงครามที่แท้จริง สงครามแย่งชิงมวลชน !!!

โดย คุณ ขุนอิน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2552

การชุมนุมเสื้อแดง ก็คือการแสดงพลังมวลชน และยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการบอกเล่าโดยตรงบนเวที ต่อผู้ฟังข้างล่าง และยังถ่ายทอดเสียงไปตามสื่อในเครือข่าย ซึ่งจะขยายต่อไปอีก จากการบอกต่อ ส่งต่อ แปะลิ้ง อีเมล์ ฯลฯ

ฉะนั้น การนำเสนอข้อมูลบนเวทีนั้น จึงต้องชัดเจนในเนื้อหา ชัดเจนในหลักการและเหตุผล ชัดเจนในเป้าหมาย เพื่อประชาธิปไตยและมวลชน

ผมอยากให้แกนนำคิดเรื่องเนื้อหาให้แน่นขึ้นไปอีก ทั้งการพูดบนเวที การทำซีดี หรือเอกสารขาย หรือจ่ายแจก เรามีเนื้อหาดี ๆ มากมายเพียงพอในมืออยู่แล้ว

แต่การนำเสนอ จะต้องง่ายต่อการเอาไปเผยแพร่ต่อ การจัดการชุมนุมตามจังหวัดต่าง ๆ ก็ดี เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายไปให้ทั่วทุกคนที่หัวใจสีแดง

ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ ทุกวิธีที่ท่านทำได้ ทั้งการพูดจา การเขียน การแจกซีดี เอกสาร อีเมล์ ฟอร์เวิร์ดเมล์ ฯลฯ

สำคัญคือเนื้อหา ต้องมีคุณภาพที่จะโน้มน้าวใจคนได้ และนี่คือปฏิบัติการจิตวิทยาที่ทรงพลัง เพราะมันเด่นที่เนื้อหาเพื่อประชาชน เพื่อบ้านเมือง อยู่แล้ว

รับรองว่า งบ 2000 ล้าน ก็ทำไม่ได้ดีเท่า เพราะฝ่ายเสื้อเหลืองนั้น ไม่สามารถมีเนื้อหาที่มีคุึณภาพได้ นอกจากขายโฆษณาชวนเชื่อ กับสร้างความเกลียดชังแบบไร้เหตุผล.........

และนี่คือสงครามที่แท้จริง สงครามแย่งชิงมวลชน

แต่คราวนี้ ไม่ใช่แค่ระดับผู้ปกครองสู้กันเอง มวลชนก็ช่วยสู้ด้วย

ขอพลังจงอยู่กับคนเสื้อแดง ทำให้เสื้อขาวเปลี่ยนมาเป็นเสื้อแดง ทำให้เสื้อเหลืองอ่อน เปลี่ยนมาเป็นเสื้อแดงให้ได้

ไม่ยากที่จะทำ เพราะเราชนะในเรื่องของอุดมการณ์และเหตุผลอยู่แล้ว เพียงแต่มันต้องใช้ัเวลามาก เพราะกำลังพยายามเปลี่ยนมวลชนจำนวนมาก ภายใต้กรอบกติกาที่กดขี่เราอยู่แบบนี้

ทำไปเรื่อย ๆ มันจะขยายตัวแบบ exponential ดูย้อนหลังไปก็เห็นได้ชัด สามปีก่อนกับตอนนี้ ความคิดคนไทยเปลี่ยนไปเยอะ

อะไรที่ห้ามแตะก็แตะได้ อะไรที่ห้ามวิจารณ์ ก็วิจารณ์กันลั่นตลาด

ผมให้อีกสามปี รับรองได้เห็นสวรรค์ล่มแน่

บทสะท้อนอำนาจผูกขาด.. มือที่มองไม่เห็น.. จาก ‘ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน’

โดย คุณชมเพลิน อยู่เพลิน
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 กุมภาพันธ์ 2552

เรื่องราวตามประวัติศาสตร์ของกษัตริย์จองโจ แห่งโชซอน ซึ่งเป็นซีรี่ส์เรทติ้งถล่มทลายขณะนี้ ที่นำเสนอทางช่อง 3 ต้องถือให้เป็นอีกยอดภาพยนตร์โทรทัศน์ของเกาหลี ...

ความจริงเคยเขียนถึงมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ดูยังมีคุณค่าสาระอีกหลายประการ ที่จำอดใจ เอามาเขียนถึงใหม่อีกครั้งไม่ได้ โดยเฉพาะบทเรียนและประสบการณ์ของกษัตริย์จองโจ พระองค์นั้น ต้องผ่านด่านการทดสอบมากมายเหลือเกิน กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์อันเป็นที่รักของราษฎรอย่างมากที่สุดได้?

ในช่วงที่ยังเป็นเจ้าชายลีซาน พระองค์ผ่านความเจ็บปวด ผิดหวัง และถูกต่อต้านอยู่หลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะแนวคิดและความพยายาม ที่จะปฏิรูปและปรับปรุงประเทศชาติของพระองค์ มักได้รับการต่อต้านจากเหล่าขุนนาง ที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้นมานาน ในระบบสังคมอุปถัมภ์ของโชซอนสมัยนั้น ...

กลุ่มขุนนางหรือระบอบอำมาตยา ที่คุมเครือข่ายอยู่ล้อมรอบราชสำนักโชซอนนั้น กลับกลายเป็นกลุ่มแกนต่อต้านแนวคิดปฏิรูปบ้านเมืองของลีซาน

ในฉากของภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะเห็นสาระตรงนี้ได้ชัดมาก เมื่อกษัตริย์ยองโจ ผู้เป็นพระอัยกา ทรงพระประชวร ตั้งลีซานให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงจังหวะขององค์ชายลีซาน ที่จะได้แสดงฝีมือให้ประจักษ์ต่อการบริหารราชกิจต่างๆ ของบ้านเมือง เพื่อก้าวไปเป็นพระราชาในอนาคต!

แนวคิดของลีซาน อาจกล่าวได้ว่า เป็นฝ่ายหัวปฏิรูปในท่ามกลางผลประโยชน์ อำนาจ และความหวาดระแวง ของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งได้แก่ขุนนางราชนิกุลในฝ่ายมเหสีจองซุน ...

ความขัดแย้งและแนวคิดที่เป็นฝ่ายหัวใหม่กว่า ทำให้ลีซานเล็งเหตุการณ์ที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์ให้แก่บ้านเมือง พยายามทำลายโครงสร้างการค้าที่ผูกขาด ของบรรดาพวกพ่อค้าเก่า ที่สมคบคิด มีผลประโยชน์อยู่กับระบบอุปถัมภ์ของขุนนางราชนิกุลจำนวนน้อย

แผนการส่งเสริมพ่อค้ารายย่อย ให้หันมาเสียภาษีและทำการค้าอย่างถูกต้องในระบบ นี่ควรจะเป็นแผนการที่ดี เกิดประโยชน์กับประชาชนและชาติบ้านเมือง ลีซานน่าจะประสบผลสำเร็จที่ดีในเรื่องดังกล่าวนี้ ...

แต่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์ยองโจ ถูกวางแผนต่อต้านอย่างหนัก จากฝ่ายคหบดีเก่าผูกขาด ที่ร่วมสมัครสมานกับกลุ่มขุนนางราชนิกุล ใช้กลไกรัฐ รังแกพวกพ่อค้าย่อย กักตุนสินค้า และอีกสารพัดเล่ห์กลยุทธ์ ที่ถูกสำแดงและโต้ตอบมาจากเครือข่ายผูกขาด

ลงท้าย องค์ชายลีซานพ่ายพังไป อิทธิพลของระบบผูกขาดอุปถัมภ์จากวงใน เป็นผลให้แนวคิดปฏิรูปเศรษฐกิจ ต้องพลอยชะงักลงไปช่วงหนึ่ง ลีซานถูกแผนใส่ความ ซึ่งเป็นฝีมือของผู้คนวงในในราชสำนักด้วยกันเอง เขาถูกถอดจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์!

ในบทภาพยนตร์ตรงนี้ กษัตริย์ยองโจผู้เป็นพระอัยกาของลีซาน กล่าวตอนหนึ่งว่า “ราษฎรนั้นมีทั้งดีและเลว ผู้เป็นกษัตริย์จะต้องวางตนเป็นกลาง ไม่ไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะเป็นฝ่ายที่ดีหรือเลวก็ตาม ต่างล้วนเป็นราษฎรทั้งสิ้น...”

คำสอนทำนองนี้ของยองโจ จากบทภาพยนตร์ จะจริงหรือถูกต้องเพียงไร ก็นับว่าน่าใคร่ครวญยิ่งนัก ...

ทำให้ลีซานยอมรับถึงความอ่อนประสบการณ์ของพระองค์ และไม่โต้แย้งใดๆ เมื่อถูกถอดจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ

ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ เข้าใจว่า คงมีกลิ่นอายและเนื้อหาของความเป็นประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย มันบอกให้เราเข้าใจลึกซึ้ง ถึงระบบอำนาจแห่งการผูกขาด ผลประโยชน์ทางการค้ากับอำนาจ ย่อมเชื่อมโยงเป็นสิ่งผูกขาดที่เกื้อกูลกันอยู่ ใครเอื้อมเข้าไปแตะต้อง มันย่อมถูกตอบโต้ได้รับบาดเจ็บทั้งนั้น

ก็เช่นตัวอย่างของกษัตริย์จองโจแห่งโชซอน ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่พระองค์แทบเสียท่า เอาตัวไม่รอด ขนาดยังถูกวางแผนลอบปลงพระชนม์จากเหล่าขุนนาง อำมาตย์ในราชสำนัก หาใช่ใครอื่นที่ไหนแห่งใดทั้งสิ้น?

เล่นแรงขนาดล่อระเบิดกันเลย!!

ในช่วงหลังเมื่อได้ขึ้นครองราชย์ แม้ประสบแต่ความทุกข์ในช่วงต้นๆ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนวัยหนุ่ม แต่จองโจ ถือเป็นผู้ปกครองอาณาจักรที่โอบอ้อมอารี จากการที่พระองค์ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแทนพระบิดา กลายเป็นเหตุ ทำให้พวกขุนนางสายเก่า เกิดความไม่พอใจ คิดคดที่จะกำจัดพระองค์มาโดยตลอด แม้แต่การสร้างหลักฐานเท็จต่างๆ หลายครั้งหลายหน หาว่าพระองค์จะคิดก่อกบฏ ...

ศัตรูของลีซาน ยังรวมเข้าไปถึงองค์หญิงวาวาน ผู้ตั้งตนเป็นหัวหน้าเหล่าขุนนางสายเก่า สืบต่อจากมเหสีจองซุน

มุมมองหนึ่งจากภาพยนตร์ที่สะท้อนประวัติศาสตร์เกาหลีอย่างตรงไปตรงมา บ่งบอกให้เรารู้ว่า

พวกขุนนางในราชสำนักนั้น นับเป็นอีกอำนาจที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัว คนพวกนี้มีหน้าที่รับใช้ราชสำนัก แต่เมื่อฝังรากลึกทางอำนาจไปนานๆ ตรงนี้เอง ที่กลายเป็นอำนาจบงการ ผูกขาดอยู่เบื้องหลัง แม้กระทั่งสมคบคิดที่จะกำจัดใครๆ ก็ได้

คือขุนนางที่เรียนรู้ สร้างอำนาจครอบงำราชสำนักได้? ... เป็นมือที่มองไม่เห็น!!!

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2552

ใจ อี๊งภากรณ์ กล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน 23 ก.พ.

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2552

ร.ศ.ใจ อึ้งภากรณ์ ได้กล่าวปาฐกถา ที่สถาบันตะวันออกและอัฟริกันศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ในหัวข้อเรื่อง "Lese Majeste in Thailand: Why it destroys democracy" หรือ "กฎหมายหมิ่นฯ ทำไมมันทำลายประชาธิปไตย" จัดขึ้นโดยคณะกรรมการเพื่อสิทธิของนักเขียนที่ถูกคุมขังของ PEN และกลุ่มสมาคมปาเลสไตน์

การปฐากถาดังกล่าว ได้ถูกบันทึกภาพลงเป็นคลิปวีดีโอในรูปแบบ Youtube โดยแบ่งเป็นคลิปจำนวน 4 คลิป ตามลิงก์ที่ปรากฏด้านล่างนี้ โดยมีช่วง ถาม-ตอบ อีก 3 ตอน



Giles Ungpakorn talk pt1:
introduction
http://www.youtube.com/watch?v=1Bj4GBr24KA

Giles Ungpakorn talk pt2:
"sufficency humbug & decline of democracy since 2006"
http://www.youtube.com/watch?v=BCmXgmopAd0

Giles Ungpakorn talk pt3:
"PAD fascism and rampant censorship"
http://www.youtube.com/watch?v=ZAsAQtVaF2Q

Giles Ungpakorn talk pt4:
"failing monarchy and red shirts as new civil society"
http://www.youtube.com/watch?v=aLIq2nT4FNA

Giles Ungpakorn talk: q&a session part-1
http://www.youtube.com/watch?v=5lbm-nRtxY0

Giles Ungpakorn talk: q&a session part-2
http://www.youtube.com/watch?v=gbA-Xcxyuns

Giles Ungpakorn talk: q&a session part-3
http://www.youtube.com/watch?v=kaZQZWIS1Ho

ถอดความพร้อมแปลไทยตอนแรกโดย Liberal Thai

อนึ่ง เว็บไซต์ Liberal Thai โดยคุณ Chapter 11 ได้ทำการถอดความพร้อมแปลไทยการปาฐกถาตอนที่ 1 ช่วงแนะนำตัว และตอนที่ 2 ไว้แล้ว โดยท่านสามารถติดตามได้จากลิงก์นี้
http://liberalthai.wordpress.com/2009/02/26/ปาฐกถาโดย-ใจ-อี้งภากรณ์/

ตัวอย่างคำพูดเด็ดๆ (คัดลอกจากเว็บ Liberal Thai)

"คืนนี้เรามีความภูมิใจที่จะเสนอ ร.ศ.ด้านรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใจ อึ๊งภากรณ์ ผู้ซึ่งเป็นเหยื่อที่กล้าหาญของแรงกดดันจากฝ่ายผู้มีอำนาจให้หนีออกจากประเทศไทย ใจโดนคดีซึ่งถ้าตัดสินจะต้องติดคุกนานถึง 15 ปี และใจทราบว่าเขาจะไม่ได้รับการตัดสินคดีที่ยุติธรรม" แคโรล ซีมัว โจนส์ ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานของคณะกรรมการเพื่อสิทธิของนักเขียนที่ถูกคุมขังของ PEN ในอังกฤษ

"วันนี้ประเทศได้คลานกลับไปสู่ระบบการปกครองแบบรวบอำนาจ (Totalitarianisms) ระบบรวบอำนาจอย่างในปี 2503 ซึ่งเป็นการรวบอำนาจของรัฐบาลทหาร สังคมไทยถูกควบคุมตามที่เรียกกันว่า “ปีศาจมืด(the dark monster) - ปีศาจมืดของระเบียบใหม่(the dark monster of the new order) เป็นระเบียบใหม่ซึ่งเป็นการดิ้นรนระหว่างคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยต่อคนที่ปิดสนามบิน" ใจ อึ้งภากรณ์

การ์ตูน Gag Las Vegas: "เสียค่าโง่!!!"

From Gag Las Vegas

การยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
27 กุมภาพันธ์ 2552

เราไม่มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องชุมนุมยืดเยื้อม้วนเดียวจบแบบม็อบพันธมิตรครับ แต่เป้าหมายการชุมนุมทางยุทธศาสตร์ของเรา คือ “การกดดัน” ให้รู้ว่า เรามี “แสนยานุภาพและกำลังเพียงพอ” ที่จะดำเนินการในระดับที่หนักกว่านี้ได้

สิ่งที่เราต้องการคือ การให้ความรู้และกระตุ้นจิตสำนึก และขยายเครือข่ายของคนเสื้อแดง ซึ่งคงต้องมีกิจกรรม การชุมนุม การปราศรัย กระจายออกไปทั้งภูมิภาค รวมทั้งในกรุงเทพฯ ด้วย

เป้าหมายคือ การจัดตั้ง การกระจายเครือข่าย และเชื่อมโยงเครือข่าย และตามที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศเมื่อคืนนี้ คือ จะมีการกระจายไปยังภูมิภาค มีการไปตั้งเวทีสัญจรตามภาคต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่าย ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวต่อไปอีกในอนาคต

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เชื่อว่า “ม็อบจะสามารถล้มรัฐบาลได้”

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ม็อบพันธมิตร แม้จะมีเส้นใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม แต่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ล้มไปเพราะตุลาการวิบัติ หาใช้ม็อบ พธม. ไม่

แม้ ม็อบ พธม.จะยึดทำเนียบเป็นเดือน ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมากมาย แต่ก็ล้มรัฐบาลไม่ได้

แต่ผมก็เชื่อว่า ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวแล้ว เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยรายใหญ่ คือ อเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย คือ จีดีพีติดลบเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นผลกระทบต่อประเทศไทยจึงรุนแรง

ผมไม่เชื่อว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หรือต่อให้ ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ มาเอง ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ และอยู่ไม่รอดแน่นอน ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่แรงกว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ได้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้จะมี “มหาอำมาตย์ศักดินาอันยิ่งใหญ่” อุ้มชูแค่ไหน ก็ไปไม่รอดแน่

เพราะการแก้ปัญหา ไม่ได้ขึ้นกับอำนาจของใครในประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นการบุญบารมี หรือพระสยามเทวาธิราช แต่มันขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน หากประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของไทย เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยก็ไม่มีทางฟื้นอย่างแน่นอน

ตอนนี้สิ่งที่จะทำได้อย่างเดียวคือ บอกให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อม รับกับ “แรงกระทบ” เหมือนกับที่เราดูหนัง ยานอวกาศถูกยานมนุษย์ต่างดาวยิง ลำแสงผ่านเกราะป้องกันยานเราเข้ามาแล้ว สิ่งที่กัปตันจะรับมือได้มีเพียงอย่างเดียวคือ “บอกให้ลูกเรือเตรียมพร้อม รับแรงกระทบ” ลูกเรือส่วนที่อยู่ตรงแรงระเบิด คงบาดเจ็บล้มตาย หรือยานอาจระเบิด สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือ ทำใจ

ปัญหาคือ “กัปตันจะต้องเป็นที่เคารพนับถือของลูกเรืออย่างมาก” ความวุ่นวายจึงจะไม่ตามมา เตรียมรับมือกับปัญหาอย่างมีระเบียบ

ปัญหาของประเทศไทยคือ กัปตันไปปล้นเอาตำแหน่งของคนอื่นมา ไม่มีใครเชื่อถือกัปตัน ที่เป็นแค่นอมินี ของผู้โดยสารชั้น Super First-Class เท่านั้น กัปตันที่ผู้โดยสารชั้นสามจำนวนมากเชื่อถือ โดนพวกชั้นพิเศษไล่ไป

ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ความสามัคคีก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีความพยายามตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ผมไม่เชื่อว่า “รัฐบาลแห่งชาติจอมปลอม” ทั้งหลาย จะสามารถเรียกร้องความสามัคคีกลับคืนมาได้ เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ ที่มาจากทุกฝ่าย แต่เป็นรัฐบาล “ผู้แทนโดยตรงของศักดินาอำมาตยาธิปไตย” ตัวจริงเสียงจริง

และอย่าพยายามโกหกประชาชนว่า คนพวกนี้เป็นกลาง ไม่เข้าข้าง ปชป. หรือ เพื่อไทย เพราะผมไม่คิดว่าตอนนี้ ฝ่ายเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย จะต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรากำลังต่อสู้กับอำนาจแฝง หรือพวกอำมาตย์ฯ

ดังนั้น ไม่ว่าใครที่มาจากพวกอำมาตย์ ย่อมเป็นคู่กรณีหลัก เป็นตัวปัญหา เป็นสาเหตุหลักของปัญหา ไม่ใช่คนกลาง

หากต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศชาติอย่างแท้จริง “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือจะเรียกว่า “รัฐบาลอำมาตย์ฯ” ไม่ใช่คำตอบ แต่นั่นคือ “ตัวปัญหาที่แท้จริง”

หากต้องการแก้ไขปัญหาของชาติ ให้ความปรองดอง และสามัคคีกลับคืนมา จะต้องมีการ “ฟื้นฟูประชาธิปไตย” อย่างจริงจัง ต้องจัดตั้ง “รัฐบาลฟื้นฟูประชาธิปไตย” ต้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา นิรโทษกรรมทางการเมืองให้ทุกฝ่าย ดึงสถานการณ์กลับไปก่อนรัฐประหารปี 2549 และยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน และมือที่มองไม่เห็นทั้งหลาย จะต้องหดกลับไป ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง

เมื่อจัดการปัญหานี้แล้ว ให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ต้องไปสนใจว่า “นายกรัฐมนตรีคนต่อไป” จะเป็นใคร หรือ “กำหนดมาจากใคร” หรือ เจรจาใต้โต๊ะมาจากกลุ่มใด แต่ “ปล่อยให้ประชาชน” ส่วนใหญ่ของประเทศตัดสิน จากผลการเลือกตั้ง

หากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะเลือกตั้ง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม และคาดว่า ทุกคนจะยอมรับ หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็ปล่อยให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รับหน้าที่นั้นไป

หากทำอย่างนี้ ผมว่าความสงบ และความจริงใจของทุกฝ่าย จะกลับคืนมา ไม่มีเรื่องคาใจกันอีกต่อไป และอย่าคิดว่า ขณะนี้ จะมีใครมีบารมีมากพอ ที่จะรวมศูนย์จิตใจของประชาชนได้ เวทมนต์ เก่าๆ มันเสื่อมโทรมไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

Holy Siam Kingdom ได้เสื่อมสลายไปแล้ว อาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณแบบยุคกลาง มันได้เสื่อมไปแล้ว

แต่ผมไม่เชื่อว่า “กลุ่มอำมาตย์” จะยอมรับวิธีการแก้ไขปัญหาแบบนี้ พวกเขาจะต้องยื่นมือเข้ามา และทำให้สถานการณ์พัฒนาปั่นป่วนต่อไป แต่เชื่อผมเถอะว่า สังคมจะปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ และหาทางออกของมันเอง

และสุดท้าย อำมาตย์อยู่ไม่ได้แน่นอนอยู่แล้วในศตวรรษที่ 21

ไม่มีใครยอมให้ใครมาอ้างตนว่า “เหนือกว่าคนอื่น” เพราะการเกิด หรือชาติตระกูล มากกว่าการกระทำของพวกเขาหรอกครับ

อุดมการณ์ของคนในศตวรรษนี้คือ ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และความเป็นธรรม โปร่งใส ไร้การแทรกแซง

โลกแบบไตรภูมิพระร่วง จักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมของไทย มันได้เสื่อมโทรมไปแล้ว ยิ่งพยายามฉุดรั้ง ดึงรั้งมันไว้ ด้วยความยึดติด โมหะจริต มันก็ยิ่งเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็ว

ปล. โดยส่วนตัวของผมแล้ว ณ ขณะนี้ เวลานี้ หัวหินมีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

หมายเหตุ: ท่านสามารถรับฟังการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับ CBNPress กรณีการหยุดชุมุนมได้ที่คลิปยูทูปด้านล่างนี้

กระจายกำลังระดมมวลชน รวมศูนย์กำลังขับไล่รัฐบาลร่างทรงเผด็จการ

โดยทีมงานไทยอีนิวส์

27 กุมภาพันธ์ 2552

P7572168-0 

มวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในห้วงแห่งความคึก คัก อันเนื่องมาจากการได้เห็นกำลังของฝ่ายตน และรู้สึกสลดหดหู่โดยพลันเมื่อแกนนำประกาศยุติการชุมนุม

ฝ่ายเสื้อเหลืองและสื่อมวลเหลือง ย่อมได้ทีที่เห็นการยุติการชุมนุมตามที่ตนได้ประกาศปรามาสไว้ตั้งแต่ต้น และเรียกขาน การชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดงว่า ม็อบแดดเดียว” “ม็อบเติมเงินและอาจเปรียบเทียบกับการชุมนุมของฝ่ายตนว่า แข็งแกร่งกว่า ชุมนุมได้ยืดเยื้อกว่า และมีลักษณะสู้รบกว่า

ฝ่ายเสื้อเหลืองจะกระแนะกระแหนอย่างไร มิใช่เป็นสาระที่ต้องรับฟังและนำมาใส่ใจ เพราะพวกเขาไม่มีวันที่จะสรรเสริญฝ่ายเสื้อแดง ไม่ว่าจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเช่นไรก็ตาม

 สิ่งที่ควรรับฟังและใส่ใจเป็นที่สุดก็คือ ภาวะอารมณ์ค้างของมวลชนเสื้อแดง และการแปรเปลี่ยน อารมณ์ค้างให้เป็นโอกาสการยกระดับ ความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ของมวลชนเสื้อแดง

มวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย ที่ร่วมการต่อสู้เพราะต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคม ที่เห็นพวกอมาตยาธิปไตยปล้นและทำลายไปต่อหน้าต่อตาเมื่อ 19 กันยายน 2549 ในจำนวนนี้ได้ตื่นตัวถึงขั้น ตาสว่างเป็นจำนวนมาก ตายิ่งสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยก็ยิ่งแรงกล้ามากขึ้นเท่านั้น

สิ่งแรกที่คนเสื้อแดงควรเห็นร่วมกันก็คือ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อซึ่งไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ชัดเจน แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นได้ก่อตัว ปรากฏขึ้น ชัดเจนกว่ายุคใดๆ

ส่วนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยของอารยะประเทศนั้นจะผ่านการเลือกตั้ง แต่สำหรับประเทศไทย สามารถเปลี่ยนได้ด้วยการรัฐประหาร....หรือ การกดดันของม็อบเสื้อเหลืองประสาน สื่อ ศาล และทหาร.....หรือ การใช้ทหารกดดันก๊วนของพรรคเสียงข้างมากให้ย้ายข้างไปสนับสนุนพรรคที่อำนาจพิเศษสนับสนุน

เพียงรัฐบาล ไร้เส้นม็อบเสื้อเหลืองที่ มีเส้นยังไม่สามารถกดดันให้ออกได้ด้วยกำลัง ของม็อบล้วนๆ

ยิ่งเป็นรัฐบาล ที่มีทหาร ศาล และ อำนาจพิเศษ หนุนหลังด้วยแล้ว กำลังของม็อบล้วนๆ ย่อมไม่สามารถโค่นล้มได้เป็นแน่

p2240044 แต่รัฐบาลใดๆ ไม่อาจอยู่ได้ หากรัฐบาลนั้น เข้าสู่อำนาจโดยมิชอบ ทุจริต ไม่มีผลงาน บริหารล้มเหลว สร้างปัญหาให้แก่ประเทศ แก้ปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

ด้วยเหตุที่ รัฐบาลร่างทรงเผด็จการ มีกลไกแห่งการหลอกลวง ผ่านสื่อของรัฐ สื่อสีเหลือง และนักวิชาการสีเหลือง ประการหนึ่ง

กับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงของประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองที่ต่างระดับกัน อีกประการหนึ่ง  จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากยังมองไม่เห็น วิถีทางเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบของพรรคประชาธิปัตย์ ชินชากับข่าวทุจริต ยังให้โอกาสบริหารประเทศด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ด้วยอารมณ์ของคนรอวันหวยออก โดยไม่เข้าใจธาตุแท้ความเป็นนักฉวยโอกาสของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้

ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต่อต้านการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและเริ่มเกิดความรู้สึกร่วม แต่ยังไม่มากพอที่จะเป็นมติมหาชน

จึงเป็นภารกิจของคนเสื้อแดง ที่จะต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง เปิดโปงธาตุแท้พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นร่างทรงเผด็จการอมาตยาธิปไตย ให้ประชาชน รับรู้อย่างกว้างขวาง และยกระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ให้มีความรู้สึกร่วม และเข้าใจด้วยเหตุผลว่า เราไม่อาจฝากอนาคตของประเทศไว้กับ การบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของพรรคประชาธิปัตย์ได้

ยุทธการ 31 มกราคมที่ผ่านมา คือการรวมศูนย์กำลังคนเสื้อแดง เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง

ช่วงเวลาก่อนเกิดยุทธการ 24 กุมภาพันธ์ คือช่วงเวลาที่คนเสื้อแดงกระจายกำลัง เข้าหาประชาชน ด้วยกิจกรรมหลายรูปแบบ ตามรสนิยม ความถนัด และความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ หรือ กลุ่ม แต่ประเด็นที่ร่วมกันคือ การให้ข้อมูลข่าวสาร การชี้แจงและการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม ในยุทธการ 24 กุมภาพันธ์

การชุมนุมยืดเยื้อแบบเครือข่ายสีเหลือง เป็นการ บันทอนกำลัง ตัวเอง ด้วยวาระ ซ่อนเร้นทางธุรกิจของ ASTV และ สื่อในเครือผู้จัดการเท่านั้น หาได้มีผลทางการเมืองที่เป็นกอบเป็นกำไม่ คนเสื้อแดงไม่ควรถือเป็นแบบอย่าง และควรมองให้เห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง ตลอดจนผลลัพธ์ทางการเมืองที่พึงมีด้วย

กลยุทธ กระจายกำลังช่วงชิงมวลชน รวมศูนย์กำลังรับมือข้าศึก นับเป็นกลยุทธที่สอดคล้อง เหมาะสม สำหรับการต่อสู้ยืดเยื้อที่ไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ กลยุทธนี้เปรียบได้กับการทอดแห คือ เหวี่ยงแหไปที่ฝูงปลา และสาวแหเพื่อจับปลา” 

การกระจายกำลังระดมมวลชน สาระสำคัญอยู่ที่ การเข้าถึงมวลชน การให้ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ การขจัดข้อแย้งในใจมวลชน  ปลูกฝังแนวทางการเมือง การจัดตั้ง(organize) หรือ รวมกลุ่มก้อน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ สะสมกำลังคนเสื้อแดงให้เพิ่มขึ้นโดยไร้ขีดจำกัด

ภารกิจ กระจายกำลังระดมมวลชน สามารถปฏิบัติได้ ทั้งตัวบุคคล กลุ่ม และองค์กร กิจกรรมเหล่านี้สามารถแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน หรือ จัดทำขึ้นต่างหาก ในรูปแบบ วงเหล้า กลุ่มศึกษา งานเลี้ยงน้ำชา การประชุมสัมมนา และอื่นๆตามรสนิยม ความถนัด และความเหมาะสมของแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่ม

P7556080-0การรวมศูนย์กำลังขับไล่รัฐบาลร่างทรงเผด็จการอมาตยาธิปไตย มีสาระสำคัญอยู่ที่ มวลชนตื่นตัวเข้าร่วมกิจกรรมการเมือง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่เคยมีในวิถีชีวิตปกติของมวลชน การรวมตัวนี้สามารถกระทำได้ก่อนการชุมนุมใหญ่เพื่อทดสอบกำลัง เช่นการเดินรอบเมืองของเสื้อแดงพัทยา เสื้อแดงเชียงใหม่ กระทั่งการจัดสัมมนาของคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ ของกทม.ก่อนยุทธการ 24 กุมภาพันธ์  เป็นต้น

หากแนวทางการเมืองถูกต้อง และคนเสื้อแดงมีทัศนะมวลชนที่ถูกต้อง กำลังของคนเสื้อแดงจะเพิ่มทวีขึ้น ในทุกครั้งที่มีการรวมศูนย์กำลังเพื่อปฏิบัติภารกิจทางการเมือง และคนเสื้อแดงจะมีเพื่อนร่วมเส้นทางมากขึ้นในทุกช่วง ของการกระจายกำลังระดมมวลชน

ทัศนะมวลชนที่ถูกต้องคือ ต้องเชื่อมั่นในพลังของประชาชนว่าสามารถเปลี่ยนแปลง การเมือง และโครงสร้างอำนาจของสังคมได้ และมีแต่มหาประชาชนเท่านั้น ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนสังคมให้เปลี่ยนจากยุคสมัยที่ล้าหลัง ไปสู่ยุคสมัยที่ก้าวหน้าได้ ปราศจากความเชื่อและทัศนะเช่นนี้ คนเสื้อแดงก็มิอาจมองเห็นพลังขับเคลื่อนทางสังคม ที่แฝงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของมหาประชาชนได้

ปฏิบัติการของคนเสื้อแดงแต่ละคน อาจมีผิดมีถูกได้ แต่ถ้ามีความเชื่อมั่นเป็นแรงขับที่ไม่มีวันอ่อนล้า ก็จะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์ตรงที่ไม่มีอยู่ในหลักสูตรมหาวิทยาลัยใดๆ แต่ความรู้นี้มีอยู่จริงหากได้เริ่มลงมือปฏิบัติ

 

มหาประชาชนมิใช่เป็นเพียงพลังขับเคลื่อนสังคม หากยังเป็นต้นธารของนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงสังคมอีกด้วย

 

นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงสังคม ของคนเสื้อแดง กำลังจะเกิดขึ้น บนเส้นทาง กระจายกำลังระดมมวลชน รวมศูนย์กำลังขับไล่รัฐบาลร่างทรงเผด็จการอมาตยาธิปไตย

 

การ์ตูน Juninho: ต้องพิสูจน์อย่างนี้สิ



ที่มา: พันทิป

หมายเหตุ: อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดและได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม ได้ออกมาสรุป โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้จากข่าวของมติชน ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

เปิดผลสรุป นิติวิทยาศาสตร์ ตร.สาเหตุการตาย "น้องโบว์-สารวัตรจ๊าบ" เหตุการณ์7 ตุลาเลือด
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 21:40:23 น. มติชนออนไลน์

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ข้อสรุปสาเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้เข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 บริเวณรัฐสภา กองบัญชาการตำรวจนครบาลและบริเวณโดยรอบ

1.กรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นายตำรวจนอกราชการ อดีต สวป.เมือง บุรีรัมย์ และเป็นน้องเขย นายการุณ ไสยงาม สว.สจ.บุรีรัมย์

1.1 พฤติการณ์ โดยย่อเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลากลางวัน พ.ต.ท.เมธีฯ ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร ที่บริเวณแยกขัตติยาณี หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กทม. พ.ต.ท.เมธีฯ ได้เข้าไปในรถยนต์จิ๊ปเซโรกี้ หมายเลขทะเบียน พต.9755 กทม. ขณะที่ พ.ต.ท.เมธีฯ อยู่ในรถคันดังกล่าว ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น 1 ครั้ง ทำให้ พ.ต.ท.เมธีฯ เสียชีวิตทันที รถยนต์ฯ ได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้ในเวลาต่อมา มีการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงและรถดับเพลิงในการดับเพลิงจนสงบ ในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีการสลายฝูงชนแต่อย่างใด

1.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและการตรวจสถานที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิตได้เข้าไปรักษาที่เกิดเหตุแล้วแจ้งให้ กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดและ กองพิสูจน์หลักฐาน ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ

1.3 พยานหลักฐานพบในที่เกิดเหตุ

1.3.1 เศษชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ
1.3.2 เศษคราบเขม่าวัตถุระเบิด
1.3.3 เศษภาชนะพลาติกสีขาว
1.3.4 เชื้อปะทุไฟฟ้าทับพลเรือน 1 ดอก
1.3.5 เศษชิ้นส่วนโลหะ
1.3.6 เศษกระดาษการ์ดและซิบการ์ด

1.4 ชนิดของสาระเบิดที่ตรวจพบภายในรถยนต์ฯ และวัตถุพยานต่างๆ
- สารระเบิดแรงสูงชนิด ที.เอ็น.ที. สารระเบิดแรงสูงชนิด R.D.X.
- สารระเบิดแรงสูงชนิด ที.เอ็น.ที. จะจุดตัวจนเกิดการระเบิดขึ้นได้ต้องใช้เชื้อปะทุไฟฟ้า หรือเชื้อปะทุ ชนวน เท่านั้น
- สารระเบิด R.D.X. เป็นระเบิดแรงสูงที่ใช้บรรจุในหลอดเชื้อประทุและฝักแคระเบิดทั่วไป
จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า พ.ต.ท.เมธีฯ เสียชีวิตจากระเบิดแสวงเครื่องซึ่งทำงานโดยอาศัยกระแสไฟฟ้าจากโทรทัศน์มือถือเป็นตัวจุดระเบิด และเกิดระเบิดภายในรถยนต์ดังกล่าว มิได้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่อย่างใด

2.กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์

2.1 พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยย่อ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ช่วงเวลาบ่าย กลุ่มผู้ชุมนุม จำนวนมาก ได้มุ่งหน้าไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล แต่ก่อนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่ได้วางเครื่องกีดขวางไว้ และได้มีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการเข้าไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรและระหว่างการเจรจานายตำรวจดังกล่าวถูกกลุ่มพันธมิตรทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวและผลักดันกลุ่มพันธมิตรให้ถอยร่นออกไป โดยใช้แก๊สน้ำตาเป็นเครื่องผลักดันและสลายการชุมนุม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หลังจากกลุ่มพันธมิตรถอยร่นไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบภายหลัง มีกลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต และผู้เสียชีวิตทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิหรือน้องโบว์ฯ

2.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
- หลังจาก น.ส.อังคณาฯ เสียชีวิตมีบุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ และเคลื่อยย้ายศพโดยพลการทำให้วัตถุพยานถูกทำลาย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปรักษาที่เกิดเหตุและตรวจสถานที่เกิดเหตุได้ เนื่องจากมีการปิดล้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม
- มีหน่วยงานบางหน่วยงานที่ไม่มีหน้าที่โดยตรง ได้เข้าทำการตรวจพื้นที่เกิดเหตุ โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาหลังเกิดเหตุ ไม่มีการรักษาสถานที่เกิดเหตุ ขาดทักษะและประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือที่นำมาตรวจสอบผิดวัตถุประสงค์ของการใช้งาน อาจเป็นเหตุให้ผลการตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อนได้อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีได้

2.3 พยานหลักฐานต่างๆ ที่พบ
- จากภาพถ่ายศพ มีบาดแผนขนาดใหญ่บริเวณชายโครงด้านซ้ายและใต้ท้องแขนซ้ายท่อนบน ลึกถึงกระดูก และมีรอยสะเก็ดเป็นจุดเล็กๆ ที่หลังเท้า ข้างเท้า และบริเวณใกล้ตาตุ่มเท้าซ้ายบาดแผลดังกล่าวน่าจะเกิดจากสารระเบิดน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กรัม ในขณะที่แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีนมีสารระเบิดหรืออาร์ดีเอ๊กซ์ (R.D.X.) น้ำหนักเพียง 7 กรัม เท่านั้น
- กรณีที่กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเสื้อผ้าที่ น.ส.อังคณาฯ หรือน้องโบว์ ใส่ในขณะเกิดเหตุ โดยตรวจพบสารเคมีที่เป็นวัตถุระเบิดชนิด C4 ติดอยู่ที่เสื้อยืดสีเหลืองและเสื้อชั้นในสภาพฉีกขาดและตรวจพบสารเคมี ชนิด R.D.X. ติดอยู่ที่กางเกงยีนส์ขายาว

2.4 ชนิดของสารระเบิดที่ตรวจพบ
- สารระเบิดแรงสูง ชนิด C4
- สารระเบิดแรงสูงชนิด อาร์.อี.เอ๊กซ์ (R.D.X.)
- สารระเบิดแรงสูง ชนิด C4 จะจุดตัวจนเกิดการระเบิดขึ้นได้ต้องใช้เชื้อปะทุไฟฟ้า หรือเชื้อปะทุชนวนเท่านั้น
- สารระเบิด R.D.X. เป็นระเบิดแรงสูงที่มีความไวใช้บรรจุในหลอดเชื้อปะทุฝักแคระเบิดทั่วไป
- แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีน ภายในบรรจุ สารอาร์ ดี เอ๊กซ์ (R.D.X.) น้ำหนักประมาณ 7 กรัม ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายการระเบิด (Booster) เพื่อให้แก๊สน้ำตาฟุ้งกระจายออกไปเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์ในการทำให้บาดเจ็บหรือสังหารบุคคลแต่อย่างใด
- จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า น.ส.อังคณาฯ หรือน้องโบว์ เสียชีวิตจากสาระเบิดขนาดน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กรัม ในระยะชิดติดตัว และระเบิดดังกล่าวมีสะเก็ตเล็กๆ โดยสังเกตจากบาดแผลที่บริเวณตาตุ่มซ้ายและเท้าซ้าย เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีสารระเบิด R.D.X. เพียง 7 กรัม ในแก๊สน้ำตาไม่มีสารระเบิดชนิด C4 และไม่มีสะเก็ด แต่จะเสียชีวิตจากสารระเบิดชนิดใดและของผู้ใดนั้นไม่สามารถยืนยันได้ เพราะพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุถูกทำลาย มีการเคลื่อยย้ายผู้ตายออกจากที่เกิดเหตุโดยพลการ และมีการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้ว และไม่ได้มาตรฐานตามหลักสากล

3.กรณีบาดเจ็บของ นายบัญชา บุญแก้ว อายุ 30 ปี ผู้เข้าร่วมชุมนุม

3.1 พฤติการณ์โดยย่อ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2552 ช่วงเช้า นายบัญชา บุญแก้ว ผู้บาดเจ็บและผู้ชุมนุมจำนวนมาก เช่นไม้เหล็ก ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ฯลฯ ได้ร่วมกันทำการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยมีการใช้ลวดนามปิดกั้น และการราดน้ำมันบนพื้นถนน เพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการผลักดันฝูงชนเพื่อเปิดทาง ให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลเข้าประชุมที่สภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาและปฏิบัติการตามหน้าที่ เพราะเป็นการกระทำผิดโดยซึ่งหน้า โดยได้มีการกระทำเป็นขั้นตอน มีการเจรจาและร้องขอแต่ไม่เป็นผล กลับมีการด่าว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและใช้กระสุนซึ่งเป็นลูกแก้วและหัวน๊อตโลหะระดมยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องป้องกันตัวและผลักดันฝูงชนดังกล่าว โดยใช้แก๊สน้ำตายิงและขว้างเพื่อผลักดันโดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังและอาวุธปราบปราม แต่กลุ่มพันธมิตรก็ตอบโต้ต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา จนเกิดการชุลมุนบางส่วนต่อสุ้ บางส่วนถอยหนีบางส่วนอยู่กับที่เพราะได้รับผลจากแก๊สน้ำตา ในขณะนั้นมีการวิ่งชนกัน หกล้มเหยียบทับกัน และมีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของแก๊สน้ำตาหรือระเบิดชนิดใดหลังจากทำการผลักดันกลุ่มพันธมิตรออกจากบริเวณสามแยกอู่ทองในตัดสามแยกพิชัย ข้างประชุมประตูประสาทเทวริทธิ์ เขตดุสิตกรุงเทพได้แล้ว พบว่า
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา และระเบิดไม่ทราบชนิด หลายคน ที่บาดเจ็บมากคือ นายบัญชา ซึ่งได้บาดเจ็บขาขาดอยู่ใก้ป้อมสามแยกอู่ทองในตัดสามแยกพิชัย ข้างประตูประสาทเทวริทธิ์ฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ในเวลาต่อมา

3.2 การรักษาสถานที่เกิดเหตุและการตรวจสถานที่เกิดเหตุ หลังเกิดเหตุแล้วอยู่ระหว่างการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล มีการผลักดันและโต้ตอบจากผู้ชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายเจ้าพนักงานและทำการผลักดันเจ้าหน้าที่ จนต้องถอยร่นออกจาก บริเวณประตูประสาทเวริทธิ์ฯ จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุได้
- ต่อมาวันที่ 8 ต.ค. 2551 เวลาประมาณ 09.30 น. จึงได้มีคำสั่งจาก พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล ผบก.ตปพ. ให้ไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามจุดต่างๆ โดยรอบรัฐสภาและกองบัญชาการตำรวจนครบาลกลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระะเบิดฯ ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุตามคำสั่ง ผบก.ตปพ. และได้ไปตรวจที่เกิดเหตุกรณีระเบิดบริเวณใกล้ป้อมสามแยกอู่ทองในตัดสามแยกพิชัย ข้างประตูประสาทเทวริทธิ์ เขตดุสิต กรุงเทพ ซึ่งเป็นจุดที่นายบัญชาฯ ได้รับบาดเจ็บด้วย

3.3 พยานหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ

3.2.1 เศษคราบเขม่าวัตถุระเบิด สีดำติดอยู่บริเวณเสาและพื้นนที่เกิดเหตุชัดเจน

3.2.2 พบหลุมระเบิดกว้างประมาณ 10 ซ.ม. ลึก 3 ซ.ม.

3.2.3 มีคราบโลหิตอยู่บริเวณพื้นที่เกิดเหตุเป็นวงกว้าง

3.4. ชนิดของสาระเบิดที่ตรวจพบ
จากการตรวจสอบทางเคมีและสังเกตจากสีและกลิ่นของเขม่าวัตถุระเบิด ในที่เกิดเหตุเชื่อว่าเป็นสารระเบิดชนิดแรงต่ำ ประเภทดินดำหรือดินเทาน้ำหมึกไม่เกิน 500 กรัม
- ดินดำหรือดินเทาเป็นวัตถุระเบิดแรงต่ำมีคุณสมบัติไวต่อความร้อน การกระทบกระแทกเสียดสี
จากพยานหลักฐานข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าการบาดเจ็บของนายบัญชาฯ ซึ่งขาขาดไปหนึ่งข้างนั้นเกิดจากการระเบิดของระเบิดแสวงเครื่องที่ทำขึ้นเองโดยใช้ดินดำหรือดินเทาน้ำหนักไม่เกิน 500 กรัม บรรจุอยู่ในภาชนะที่ห่อหุ้ม แล้วเกิดการกระทบกระแทกเสียดสีอย่างรุนแรงเกิดระเบิดขึ้น จนนายบัญชาฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว กรณีนี้ระเบิดดังกล่าวจะต้องอยู่ชิดติดกับอวัยวะส่วนที่ฉีกขาดของนายบัญชาฯ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแก๊สน้ำตามีสารระเบิด R.D.X. เพียง 7 กรัมเท่านั้น

4.กรณีการบาดเจ็บของ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ (ตี๋) มีบาดแผลบริเวณลำคอ หน้าอก และแขนขวาจากเหตุการณ์โดยถือวัตถุอยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลา

4.1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยย่อ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ช่วงเวลาปายกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากพร้อมอาวุธ ได้มุ่งหน้าไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลแต่ก่อนถึง กองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าหน้าที่ได้วางเครื่องกีดขวางไว้และได้มีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการเข้าไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรและระหว่างการเจรจานายตำรวจดังกล่าวถูกกลุ่มพันธมิตรทำร้ายได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องป้องกันตัว และผลักดันกลุ่มพันธมิตรให้ถอยร่นออกไปโดยใช้แก๊สน้ำเป็นเครื่องผลักดันและสลายการชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหลังจากกลุ่มพันธมิตรถอยร่นไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบภายหลังว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต และในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคือ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ (ตี๋)

4.2. การรักษาสถานที่เกิดเหตุและผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
- เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน สน.ดุสิตและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุ

4.3 พยานหลักฐานต่างๆ ที่พบ
- จากภาพถ่าย นายชิงชัยฯ (ตี๋) มีบาดแผลที่บริเวณลำคอ หน้าอกและแขนขวาขาด โดยถือวัตถุอยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลา
-พยานหลักฐาน และวัตถุพยานอื่นในส่วนของกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดไม่มี

4.4 ชนิดของสารระเบิดที่ตรวจพบ
- ไม่มี เนื่องจากไม่ได้รับแจ้งให้ไปทำการตรวจ จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น จึงน่าเชื่อได้ว่า การบาดเจ็บของนายชิงชัย หรือตี๋ฯ น่าจะเกิดจากการกำวัตถุระเบิดอยู่ในมือจนเกิดระเบิดขึ้น จนได้รับบาดเจ็บดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ระเบิดดังกล่าวที่กำไว้ จะเป็นระเบิดชนิดใด แบบไหน ไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากขาดพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และพยานบุคคลมาประกอบการพิจารณา
- ส่วนวัตถุที่อยู่ในมือข้างซ้ายตลอดเวลานั้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นวัตถุระเบิดหรือสิ่งใดเนื่องจากมีหลักฐานที่ปรากฏในรูปภาพเท่านั้น

รวมคลิปการชุมนุมคนเสื้อแดง 24-26 ก.พ.

ไฟล์มัลติมีเดียโดย Tuxedo
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
27 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุจากคุณ Tuxedo
กรณีที่พบปัญหา คลิกแล้วไม่ดาวน์โหลดอัตโนมัติ ให้ทำดังนี้ครับ (สำหรับท่านที่ใช้โปรแกรมช่วยเร่งดาวน์โหลดต่างๆ)
1. ให้นำ Mouse ชี้ไปที่ link จะ Download
2. คลิกนิ้วกลาง ปรากฏเมนู ให้เลือก โปรแกรมช่วยเร่ง Download ที่ท่านใช้ครับ
โปรดรักษาคนดี 38.05 Mb ขับร้องโดยตั๊กแตน ชลดา

24 กุมภาพันธ์ 2552

วีระ มุกสิกพงษ์ - WMV , MP3
จักรภพ เพ็ญแข - WMV , MP3
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ - WMV , MP3

25 กุมภาพันธ์ 2552

วีระ มุกสิกพงษ์ - WMV
นายแพทย์เหวง โตจิราการ - WMV
จักรภพ เพ็ญแข - WMV
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ - WMV
จักรภพ ถึง รมต.กลาโหมอาเซียน - WMV
เพลง - WMV
สมชาย - WMV
สุรชัย แซ่ด่าน - WMV 69.48Mb 62นาที MP3
ก่อแก้ว พิกุลทอง - WMV
สุนัย จุลพงษ์ศธร WMV 84.23Mb 76นาที MP3
วิสา คัญทัพ, ไพจิตร อักษรณรงค์ - Music.wmv 59.6Mb
54นาที (23:00-24:00)
จักรภพ ช่วงค่ำ - WMV 33นาที 36.7Mb MP3

26 กุมภาพันธ์ 2552

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 01.00 น. - WMV 65นาที 72.8 Mb.
ณัฐวุฒิร้องเพลง 02:50 น. - WMV 8 นาที 9 Mb.
แกนนำแถลงข่าว 10:00 น. - WMV 69 นาที 76.8 Mb.
คุณบารมี จ.เพชรบุรี 11:10 น. - WMV 23 นาที 25.93 Mb.
ดนตรีเสียงอีสาน 11:33 น. - WMV 10 นาที 11.58 Mb.
กลุ่มพลังไทยในUSA 11:45 น. - WMV 30 นาที 33.14 Mb.
ณัฐวุฒิและจักรภพ 12:45 น. - WMV 56 นาที 62 Mb.
ไพจิตร้องเพลง 13:40 น. - WMV 26 นาที 29 Mb.
วีระ มุกสิกพงษ์ 14:06 น. - WMV 70 นาที 78.2 Mb.
จักรภพ เพ็ญแข ช่วงค่ำ - WMV 48 นาที 54 Mb. MP3
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ช่วงค่ำ - WMV 53 นาที 58.7 Mb. MP3

ฝ่ายประชาธิปไตยใจสู้ จาตุรนต์นำทีมบ้านเลขที่111รวมพลเสาร์นี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2552

เสื้อแดงพักรบหน้าทำเนียบ มวลชนโคตรเซ็งระบายตามเวบบอร์ดอยู่ซักอาทิตย์หนึ่งไม่ได้เลยหรือ แกนนำทำศรัทธาคลอนแคลนเพราะชักเข้าชักออกเป็นหนที่2แล้ว แต่ฝ่ายประชาธิปไตยยังเคลื่อนไหวอย่างเอาการเอางาน เสาร์นี้มี2นัดเชิญเลือกเข้าร่วมงานตามสะดวก งานแรกกลุ่มเสื้อแดงรวมพลหัวหินฟ้องสื่อโลกช่วงประชุมอาเซียนซัมมิต อีกงาน"จาตุรนต์"แกนนำบ้านเลขที่111จัดงานเสวนาประชาธิปไตย ผ่าทางตันปัจจุบันและอนาคตประชาธิปไตยไทยที่ไร้หลักนิติรัฐ


หลังจากแกนนำเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา และประกาศเดินสายทั่วประเทศ เพื่อกลับมาชุมนุมใหม่แบบยืดเยื้อในอีก1เดือนข้างหน้า ผลปรากฎว่าสร้างความผิดหวังให้กับมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยผู้สนับสนุนอย่างมาก ในเวบบอร์ดประชาธิปไตยอย่างประชาไท พากันวิจารณ์กันว่า เหตุผลยุติการชุมนุมไม่เพียงพอ แทนที่จะอยู่ต่อไปถึงช่วงสุดสัปดาห์เพื่อรอคนมาร่วมมากขึ้น หรือรอกำลังหนุนสมทบจากต่างจังหวัด กลับเลิกกลางคัน เป็นการซ้ำรอยความผิดหวังอีกครั้ง จากครั้งแรกการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สนามศุภฯที่งดการโฟนอินของอดีตนายกฯทักษิณ แกนนำก็อ้างว่าเพื่อต่อรองให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แต่แล้วก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล คราวนี้ก็น่าสงสัยว่ามีการต่อรองกับฝ่ายอำมาตย์อีกหรือไม่ และจะถูกหลอกอีกครั้งหรือไม่

มีข้อเสนอหลายอย่างให้มีการทบทวนความเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะแกนนำกำลังทำให้ศรัทธาของมวลชนคลอนแคลนลง (คลิ้กดูกระทู้ โคตรเซ็ง!!!! อยู่ให้ครบอาทิตย์ไม่ได้หรือไง?)

เปิดโปรแกรมเดินสายแดงทั้งแผ่นดิน

อย่างไรก็ตามแม้การชุมนุมหน้าทำเนียบยุติลง แต่ก็มีรายงานข่าวว่าแกนนำเสื้อแดงจะเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อปลุกเร้าการต่อสู้ที่จะมาถึงในอีก1เดือนข้างหน้า โดยมีกำหนดการเดินสายเปิดเวทีตามภูมิภาค คือ

*8 มีนาคม อีสานที่ขอนแก่น
*14 มีนาคม ภาคกลาง ที่อยุธยา
*15 มีนาคม ภาคกลางและตะวันออก ที่จันทบุรี
*22มีนาคม ที่ภาคเหนือ เชียงใหม่

ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ท้อเปิด2กิจกรรมเสาร์นี้ ขอเชิญร่วม

นอกจากนั้นฝ่ายประชาธิปไตยมีกำหนดการจัดกิจกรรมขึ้น2งานในวันเสาร์28ก.พ.นี้ งานแรกเป็นกิจกรรมเสวนานำโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำบ้านเลขที่111 ส่วนอีกกิจกรรมนั้นมีการนัดหมายไปรวมพลกันที่หัวหินเพื่อฟ้องต่อสื่อโลกถึงการณ์เลวร้ายของประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในไทย

สำหรับกิจกรรมแรกนั้น เครือข่ายสันติ-ประชาธรรม สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดงานฟอรั่มเสวนาประชาธิปไตยครั้งที่ 1 ขึ้นในวันเสาร์นี้ โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำบ้านเลขที่ 111 ร่วมการเสวนาด้วย และขอเชิญฝ่ายประชาธิปไตยเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

งานกิจกรรมฟอรั่มเสวนาประชาธิปไตย ครั้งที่ 1 ( Democracy Dialogue Forum I )จะเป็นการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง ปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยไทย ในสถานการณ์ที่ระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตเนื่องจากกระบวนการ และกลไกของระบบประชาธิปไตยไม่อาจทำงานได้อย่างสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ และความต้องการของประชาชน เพราะการปฏิบัติที่แฝงอคติ และผิดเพี้ยนไปจากหลักการประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับกัน ทำให้สังคมเราอยู่ในภาวะที่ล่อแหลม และเสี่ยงที่จะถลำลึกลงไปสู่ภาวะอนาธิปไตย และความแตกแยกอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดคำถามว่า สังคมไทยจะหลุดพ้นจากวังวนวิกฤตการเมืองที่สับสนอลหม่านไร้กฎเกณฑ์ที่แน่นอน แล้วเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่างสันติได้อย่างไร คำตอบในเบื้องต้นน่าจะอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ที่มีพลังในการอธิบาย และชี้นำทางความคิด และเครือข่ายพลเมืองที่เข้มแข็งทางปัญญาที่หลากหลาย จึงน่าที่จะได้มีเวทีเสวนาที่พวกเราที่เป็นพลเมืองผู้รักประชาธิปไตย และเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้พบปะ ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเพื่อแสวงหาหนทาง และวิธีการที่จะช่วยกันนำพาประเทศของเราให้หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ใหญ่ครั้งนี้ และก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ก่อนที่จะสายเกิน

จึงใคร่ขอเรียนเชิญพลเมืองผู้รักประชาธิปไตย และเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็นเรื่อง "ปัจจุบันและอนาคตประชาธิปไตยไทย" ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13.30- 17.30 น. ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมีกำหนดการ ดังนี้

· ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กล่าวนำ ประชาธิปไตยแบบโอบามากับบทเรียนต่อสังคมไทย
· จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวนำ ปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยไทย
· อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น


ฟอรั่มเสวนาประชาธิปไตยนี้ เฉพาะผู้ที่ตอบรับการเข้าร่วมที่ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย 02-5878487, 02-9107717หรืออีเมลล์ dsif@truemail.co.th, dsifthailand@gmail.com

อีกกิจกรรมชวนเสื้อแดงฟ้องสื่อโลกที่หัวหินช่วงอาเซียน ซัมมิต

ส่วนอีกกิจกรรม กลุ่ม REDS FOR A TRUE DEMOCRACY (RFTD) ซึ่งเขามี Connection ที่ดีกับกลุ่มนักข่าวของสำนักข่าวนานาชาติ ฝากมาชวนคนเสื้อแดงที่มีรถมีรา หรือมีค่ารถเมล์รถไฟทั้งหลายจำนวนมาก ๆ หน่อย ไปหาซีฟู้ดส์กินที่หัวหิน แล้วแวะรวมตัวกันไปเดินเล่นแถวโรงแรมดุสิตรีสอร์ทกับพวกเขาและอาจารย์ และคนไทยที่รักประชาธิปไตยกันหน่อย ข่าวมันจะได้มีสีสันเพราะมีคนไปร่วมเยอะ

รายการมีดังนี้ครับ

1. ทุกคนขับรถไปกันเองจะขึ้นรถ บขส หรือ รถไฟ ก็ได้ตามใจชอบ

2. เจอกันตอน 11.00 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ร้านไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ตรงใกล้กับศูนย์กลางเมืองหัวหิน (ร้านใหญ่ครับถามคนหัวหินได้) จะได้พูดคุยกับผู้ไปร่วมงานร่วมกันวางแผนว่าจะทำอะไรกันบ้างที่ดุสิตรีสอร์ท ซึ่งฟังมาว่ามีอยู่แล้วเป็นร้อยคนจาก กทม. และที่อื่น ๆ ระดับอาจารย์ปริญญาโทปริญญาเอกกันแทบทั้งนั้น เขาเหงากันน่ะครับ อยากมีเพื่อน ๆ เพิ่มกันให้เป็นพัน ๆ คนหน่อย

3. จะมีผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวสำคัญ ๆ ของโลกมากมาย เช่น BBC, CNN, CBB, Al-jazeera, Channelnews Asia, AP, AFP ,NHK, CCTV ฯลฯ ไปด้วย ฉะนั้น ขอให้ท่านเตรียมความคิดไว้ด้วยว่าถ้าเขาสัมภาษณ์คนไทยเสื้อแดง เราจะตอบกันอย่างไร อ้อ ภาษาต่างด้าวไม่เก่งก็ไม่เป็นไร มีคนไทยที่เก่งภาษาปะกิด ฝรั่งเศส ดอยทช์ ยุ่น ฯลฯ รอช่วยท่านอยู่


4. เขาแจ้งมาว่าเราจะได้ใกล้ชิดและพบปะกับคนสำคัญที่เราชื่นชม ได้ผูกมิตรเป็นเพื่อนกับคนรักประชาธิปไตยหน้าใหม่ ๆ ในกลุ่มของเขาเพื่อร่วมกันสู้ต่อไป

5. ครั้งนี้จะไปในนามกลุ่ม REDS FOR A TRUE DEMOCRACY (RFTD)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์นี้ครับ purethaidemocracy@gmail.com

อดีตนายกที่หนีออกนอกประเทศ ทักษิณ ชินวัตรจะไปบรรยายที่ฮ่องกง

Channel News Asia
แปลและเรียบเรียง - แชพเตอร์ ๑๑/Liberal Thai
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ฮ่องกง: อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่หนีออกนอกประเทศ ทักษิณ ชินวัตร จะไปบรรยายที่ฮ่องกงในอาทิตย์หน้า จากคำกล่าวของผู้จัดการบรรยาย เป็นการปรากฎตัวต่อสายตาสาธารณชนที่นานๆจะเห็นสักครั้งของเศรษฐีซึ่งขณะนี้กำลังเนรเทศตัวเองอยู่นอกประเทศบ้านเกิด

ทักษิณซึ่งจะต้องถูกจำคุกจากคดีคอรัปชั่นถ้าเดินทางกลับประเทศไทย จะไปบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกง ตามคำกล่าวของสมาคมดังกล่าว

ผู้ประท้วงนับพันเสื้อแดงซึ่งนิยมทักษิณได้เข้าล้อมทำเนียบรัฐบาลของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อสองเดือนที่แล้วลาออก และให้มีการเลือกตั้งใหม่

ทักษิณสร้างตัวมาจากธุรกิจโทรคมนาคม ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๔๔ และได้รับการเลือกตั้งซ้ำเป็นสมัยที่สองในปี ๒๕๔๘

ในปี ๒๕๔๙ รัฐประหารจากกองทัพได้บังคับให้ทักษิณต้องหนีออกนอกประเทศ และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ทักษิณได้เดินไปทางรอบโลก และไม่ค่อยได้ปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณะ

ทักษิณต้องอดทนนานนับเดือนต่อความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งได้ทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้ที่เป็นอริและผู้ที่สนับสนุนต่อทักษิณ ซึ่งยังคงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพล แม้ว่าจะอยู่นอกประเทศ

ทักษิณเป็นที่เกลียดชังของกลุ่มอำนาจเก่าในกองทัพ ราชวัง และกลุ่มข้าราชการเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งพวกนี้ได้มีความหวาดกลัวต่อความนิยมของทักษิณจากคนจนชาวชนบท

เดือนตุลาคมที่แล้ว ทักษิณได้ถูกตัดสินจำคุกสองปีในคดีใช้อำนาจในทางผิดจากการซื้อขายที่ดินในปี ๒๕๔๖ และจากคดีคอรัปชั่นต่างๆซึ่งกำลังเป็นคดีอยู่ในชั้นศาล

ทักษิณได้ประกาศเมื่อต้นเดือนนี้จากสื่อเมืองไทยว่า เขาจะเคลียร์ชื่อเสียงของตัวเองและยังได้กล่าวอีกว่า เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง

ที่แท้หมายจับ21หัวโจกโจรเป็นคดียึดสภา ส่วนยึดสนามบินใกล้ครบ100วันยังเงียบ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และกรุงเทพธุรกิจ
27 กุมภาพันธ์ 2552

โอละพ่อออกหมายจับ21หัวโจกโจรพันธมิตร ที่แท้เป็นคดีปิดล้อมสภา-บุกโจมตีบชน. เลยไร้ชื่อจำลองติดโผ เหตุช่วงนั้นมหาถูกรวบนอนคุกคดีกบฎ จนเป็นชนวนเหตุให้พันธมารลุกฮือก่อจลาจล7ตุลาฯ ส่วนคดียึดสนามบินผ่านไปใกล้100วันก็ฝันกันต่อไปว่าชาตินี้จบ

หมายจับ21โจรพธม.ที่แท้คดีบุกสภาไม่ใช่ยึดสนามบิน

หลังจากนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรออกมาเปิดเผยรายชื่อ21หัวโจกพันธมิตรถูกออกหมายจับคดียึดทำเนียบ-ยึดสนามบินโดยไม่มีชื่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับนายกษิต ภิรมย์ ล่าสุดทางตำรวจออกมาระบุว่ารายชื่อ 21 คนดังกล่าวเป็นคดียึดสภาเมื่อ7ต.ค.2551 ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่มีชื่อของพลตรีจำลอง ซึ่งช่วงนั้นโดนจับกุมขังคุกอยู่ ส่วนนายกษิตยังไม่มีบทบาทมากในเหตุการณ์ครั้งนั้น

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. กล่าวถึงการดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตร 21 คน ว่า คณะทำงานสอบสวนได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปให้ สตช.พิจารณาแล้ว ส่วนจะออกหมายเรียกเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับใครบ้างนั้น เป็นหน้าที่ของคณะทำงานระดับ สตช.ที่ต้องดำเนินการ ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดที่มีการออกหมายเรียกนั้น ส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่สั่งการให้ผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าไปภายในรัฐสภา


เมื่อถามว่า การเตรียมออกหมายเรียกครั้งนี้ มี นายกษิต ภิรมย์ ด้วยหรือไม่ รอง ผบช.น.กล่าวว่า ที่ออกหมายเรียกเป็นคดีหน้ารัฐสภา ส่วนกรณีของนายกษิต ที่ขึ้นเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นคนละคดีกัน


ตร.เรียก 21 พันธมิตรรับทราบข้อหา 2 มี.ค.

พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้า พนักงานสอบสวน คดีกลุ่มพันธมิตร ปิดล้อมหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้แกนนำพันธมิตร ทั้ง 21 คน มารับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ร่วมกันกระทำผิดแล้ว โดยให้ทยอยมารับทราบข้อกล่าวหาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป

ทั้งนี้ในช่วงเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมสภาเมื่อ7ต.ค.นั้น พลตรีจำลองไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ เพราะโดนจับกุมตัวขณะออกจากที่มั่นในทำเนียบรัฐบาลที่พันธมิตรยึดไว้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ในคดีกบฎและถูกขังคุกอยู่ และเป็นเหตุชนวนให้พันธมิตรรุกคืบออกจากที่ตั้งคือทำเนียบรัฐบาลที่ยึดไว้ไปปิดล้อมสภาในวันที่7ต.ค.51ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลนายสมชาย วง์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย จากนั้นลุกลามเป็นการก่อการจลาจลไปยังหน้าบชน.ด้วย

ส่วนคดียึดสนามบินนับจากวันที่25พ.ย.2551ซึ่งเป็นวันแรกของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนถึงขณะนี้ผ่านไป94วันแล้ว เป็นคดีที่ชาวไทยและชาวโลกให้ความสนใจมากที่สุด แต่ก็เป็นคดีที่อืดที่สุดในโลกเช่นกัน

ก่อนหน้านั้นนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน กลุ่มพันธมิตรยอมรับว่า ได้รับทราบจากทางตำรวจแล้วว่า รายชื่อ 21 แกนนำพันธมิตร ที่เตรียมถูกออกหมายจับ ในคดีบุกยึดสนามบิน - และทำเนียบรัฐบาล มีแกนนำเตรียมถูกหมายจับหมดทุกคน แต่ในกรณีนี้ ยกเว้น นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่า เหตุใดทางตำรวจถึงไม่ออกหมายจับ ซึ่งทางพันธมิตรพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

สำหรับรายชื่อ กลุ่มพันธมิตรที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมจะออกหมายเรียก กรณีบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล จำนวน 21รายชื่อ มีดังนี้
1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
2. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
3. นายสุริยะใส กตะศิลา
4. นายสำราญ รอดเพชร
5. นายสาวิทย์ แก้วหวาน
6. นายวีระ สมความคิด
7. นายกิตติชัย ใสสะอาด
8. นายสุชาติ ศรีสังข์
9. นายพิภพ ธงไชย
10. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
11. นายอมร อมรรัตนานนท์
12. นายศิริชัย ไม้งาม
13. นายพิชิต ชัยมงคล
14. นายอำนาจ พละมี
15. นายประยุทธ วีระกิตติ
16. นายสมบูรณ์ ทองบุราณ
17. นายประพันธ์ คูณมี
18. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ
19. นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี
20. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
21. น.ส.อัญชลี ไพรีรัก

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2552

กษิตเส้นดีหลุดโผ21หัวโจกโจรโดนหมายจับ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
26 กุมภาพันธ์ 2552


สุริยะใสรู้ลึกวงในหมายจับพันธมิตรคดียึดทำเนียบคลอดแล้ว แต่ไร้ชื่อ"กษิต"ที่เป็นเป้าหมายของม็อบเสื้อแดง ส่วนจำลอหลุดโผด้วย ตำรวจเผยที่แท้เป็นคดีปิดล้อมสภาในเหตุการณจลาจล7ตุลาฯเลยไม่มีชื่อจำลอง เหตุมหาโดนตะครุบตัวไปขังคุกข้อหากบฎอยู่ในช่วงเกิดเหตุพอดี คนเสื้อแดงพักรบรักษาหน้าประเทศช่วงอาเซียนซัมมิต ยกระดับต่อสู้ไล่รัฐบาลอีก1เดือนชุมนุมทำเนียบยืดเยื้อ


นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน กลุ่มพันธมิตรยอมรับว่า ได้รับทราบจากทางตำรวจแล้วว่า รายชื่อ 21 แกนนำพันธมิตร ที่เตรียมถูกออกหมายจับ ในคดีบุกยึดสนามบิน - และทำเนียบรัฐบาล มีแกนนำเตรียมถูกหมายจับหมดทุกคน แต่ในกรณีนี้ ยกเว้น นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่า เหตุใดทางตำรวจถึงไม่ออกหมายจับ ซึ่งทางพันธมิตรพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

สำหรับรายชื่อ กลุ่มพันธมิตรที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมจะออกหมายเรียก กรณีบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล จำนวน 21รายชื่อ มีดังนี้
1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
2. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
3. นายสุริยะใส กตะศิลา
4. นายสำราญ รอดเพชร
5. นายสาวิทย์ แก้วหวาน
6. นายวีระ สมความคิด
7. นายกิตติชัย ใสสะอาด
8. นายสุชาติ ศรีสังข์
9. นายพิภพ ธงไชย
10. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
11. นายอมร อมรรัตนานนท์
12. นายศิริชัย ไม้งาม
13. นายพิชิต ชัยมงคล
14. นายอำนาจ พละมี
15. นายประยุทธ วีระกิตติ
16. นายสมบูรณ์ ทองบุราณ
17. นายประพันธ์ คูณมี
18. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ
19. นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี
20. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
21. น.ส.อัญชลี ไพรีรัก

ทั้งนี้จากรายชื่อที่เปิดเผยโดยนายสุริยะใส ปรากฎว่านอกจากไม่ปรากฏรายชื่อของ นายกษิต ภิรมย์ ที่ตกเป็นเป้าการกดดันจากม้อบเสื้อแดงที่ให้รัฐบาลปลดออกจากตำแหน่งแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีชื่อพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำอันดับ2ของพันธมิตร ผู้ประกาศในค่ำวันที่25พ.ย.2551ถึงการเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นประธานส่งมอบสนามบินคืนในวันที่3ธ.ค.2551 รวมทั้งไม่มีรายชื่อร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ซึ่งเป็นมือขวาของพลตรีจำลอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำการ์ดพันธมิตรเข้าบุกยึดหอบังคับการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงเกิดเหตุยึดสนามบินอีกด้วย

ที่แท้เป็นคดีปิดล้อมสภาเลยไม่มีชื่อจำลองในโผเพราะเจ้าตัวนอนคุกอยู่

พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้า พนักงานสอบสวน คดีกลุ่มพันธมิตร ปิดล้อมหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้แกนนำพันธมิตร ทั้ง 21 คน มารับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ร่วมกันกระทำผิดแล้ว โดยให้ทยอยมารับทราบข้อกล่าวหาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป

ทั้งนี้ในช่วงเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมสภาเมื่อ7ต.ค.นั้น พลตรีจำลองไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ เพราะโดนจับกุมตัวขณะออกจากที่มั่นในทำเนียบรัฐบาลที่พันธมิตรยึดไว้ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ในคดีกบฎและถูกขังคุกอยู่ และเป็นเหตุชนวนให้พันธมิตรรุกคืบออกจากที่ตั้งคือทำเนียบรัฐบาลที่ยึดไว้ไปปิดล้อมสภาในวันที่7ต.ค.51ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลนายสมชาย วง์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย จากนั้นลุกลามเป็นการก่อการจลาจลไปยังหน้าบชน.ด้วย

ส่วนคดียึดสนามบินนับจากวันที่25พ.ย.2551ซึ่งเป็นวันแรกของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนถึงขณะนี้ผ่านไป94วันแล้ว เป็นคดีที่ชาวไทยและชาวโลกให้ความสนใจมากที่สุด แต่ก็เป็นคดีที่อืดที่สุดในโลกเช่นกัน

เสื้อแดงพักรบรักษาหน้าประเทศช่วงอาเซียนซัมมิต ยกระดับต่อสู้ไล่รัฐบาลอีก1เดือนชุมนุมทำเนียบยืดเยื้อ

สำหรับความคืบหน้าการชุมนุมคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันนี้(26ก.พ.)เมื่อเวลา 21.00 น. นายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำนปช.ประกาศแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยระบุว่า เพื่อยกระดับการต่อสู่ในการขับไล่รัฐบาล ภายใต้แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯที่ได้มาโดยความไม่ชอบธรรม ที่เกิดจากการแทรกแซงสถาบัน องค์กรอิสระ ทั้งตุลาการ ทหาร และกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง 2 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง 4 ข้อ ดังนั้นกลุ่มนปช. ที่ได้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง ดังนั้นนปช.จึงมีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ขับไล่รัฐบาลเผด็จการอย่างถึงที่สุด และวันนี้จะเป็นการเริ่มต้นการใช้ยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น โดยจะมีการดำเนินการขับไล่รัฐบาลทั้งในสภาและนอกสภา ในเมืองและในชนบท ในประเทศและต่างประเทศ จนกว่าจะได้รับชัยชนะและขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ให้ออกมาร่วมกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการ และต่อจากนี้ไปไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงมาตรการต่อจากนี้ว่า กลุ่ม นปช.จะสลายการชุมนุมเช้าวันที่ 27 ก.พ. และได้กล่าวถึงมาตรการในการดำเนินการต่อว่า 1.คนเสื้อแดงขอสงวนสิทธิในการแสดงออกอย่างเปิดเผยเพื่อขับไล่รัฐบาลในทุกกรณี โดยปราศจากอาวุธ เจอที่ไหนไล่ที่นั่น 2.คนเสื้อแดงจะจัดตั้งเครือข่ายแนวร่วมให้แดงทั้งแผ่นดิน โดยจะใช้เวลาหนึ่งเดือนนับจากนี้ ขณะที่แกนนำก็จะลงพื้นที่ในทุกภาค เพื่อรวบรวมมวลชนและหลังจากนี้หนึ่งเดือนเราจะกลับมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลแบบยืดเยื้อ ไม่กลับบ้าน ไม่ชนะไม่เลิก

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 27 ก.พ. - 1 มี.ค. ไทยจะเป็นจ้าภาพการประชุมอาเซียน เรารักประเทศไทย ภาระในการโอบอุ้มประเทศจึงอยู่ที่บ่าของคนเสื้อแดง เราหยุดให้เพื่อหน้าเพื่อตาของประเทศ หากนายอภิสิทธิ์รักษาไว้ไม่ได้เราจะรักษาให้

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เราไม่ทำเหมือนพันธมิตรที่ปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยในวันพรุ่งนี้ (27 ก.พ.) เราได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีขบวนเสด็จของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในการพระราชทานปริญญาบัตรในเวลา 10.00 น. เราจะถวายความจงรักภักดี โดยจะเปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินให้

นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการหารืออย่างละเอียดรอบคอบถี่ถ้วน เราไม่ได้พาผู้ชุมนุมมาทิ้งกลางทางและขอให้ความมั่นใจว่าหากผู้ชุมนุมไว้ใจพวกตน ตนก็จะซื่อสัตย์ต่อความไว้ใจ