วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 30, 2551

เรื่องก่อการร้ายได้ผลแล้ว...เหลืองและมือมารผงะ กลัวแทบสิ้นสติ ยอมปล่อยเครื่องบินแล้ว

โดย คุณเสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
30 พฤศจิกายน 2551

นี่ไง คือ การรุกรบที่ได้ผล !!!!!!

วันศุกร์ รมว.วัฒนธรรม ส่งหนังสือถามสำนักงานอัยการว่า การกระทำของม็อบ เป็นการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

ได้คำตอบว่า ใช่ เข้าองค์ประกอบมาตรา 135 นั่นคือ กฎหมายไทย

รัฐบาลมีกำลังใจมากขึ้น ยิ่งออสเตรเลีย อียู สหรัฐ ออกแถลงการณ์ช่วยรัฐบาล ประณามพันธมาร และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเซีย ยกเรื่องการก่อการร้ายสากลขึ้นพูด

ผมได้สำทับผลของการยกระดับ เป็นเรื่องการก่อการร้ายสากลแล้วว่า ใครใหญ่แค่ไหน ก็ไม่รอดมือกฎหมายระหว่างประเทศในส่วนนี้ ถึงตายนะครับ

ผู้สนับสนุนพันธมาร ใหญ่ยังไง ถ้าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศส่วนนี้เข้า ตายอย่างเดียว จำนายมิโลซาวิส ผู้นำยูโก ที่เป็นอาชญากรสงคราม ละเมิดกฎเกณฑ์กฎหมายระหว่างประเทศ ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ อิสลามอัลบาเนีย ผลสุดท้ายตายในคุกที่เฮก เนเธอร์แลนด์ นั่นคือ ฐานะของอดีตประธานาธิบดีนะครับ

ตอนนี้ การใช้ข่าวนี้ ได้ทำให้อำมาตย์วิตกมาก เพราะเงินของเธอที่ซูริคในสวิตเซอร์แลนด์ และลักเซมเบอร์ก จะโดนยึดด้วย จึงมีการสั่งการผ่านพลตรีจำลอง ให้ยอมปล่อยเครื่องบินต่างชาติ 88 ลำบินได้อีก หลังจากจำลองโม้ว่า ใครก็บินเข้าออกไม่ได้ และพลตรีจำลองได้ขอร้องให้การท่า เปิดสนามบินบินอีกครั้ง เพื่อเขาจะได้หลบเลี่ยงข้อหาก่อการร้ายที่ตอนนี้ พี่ลองเกิดหนาวขึ้นมา

ขุนทหารไทยรับรองว่าตายหมู่ ถ้าพบว่า สนับสนุนเสื้อเหลือง อำมาตย์ผมขาวหรือคุณผู้หญิง ก็ไม่เว้นโทษตาย อเมริกันและอียูได้เตือนคุณแล้วนะ จำประธานาธิบดีของยูโกสลาเวียไว้ โดนขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ เหมือนโจรธรรมดา

เรามีกระทรวงต่างประเทศ แต่รัฐบาลไม่ได้ใช้กระทรวงนี้เป็นประโยชน์เลย แก้ภาพพจน์ ทำไปทำไม แก้ไม่ได้แล้ว ทั่วโลกเขารู้แล้วว่า ประเทศเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไปแล้ว

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีคือ ยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ ให้ส่งข้าหลวงใหญ่เข้ามาดูเหตุการณ์ในไทย อย่างน้อย การมาของข้าหลวงใหญ่ ก็ส่งผลดีกับฝ่ายเราสองประการ คือ

1 ทหารก็ไม่กล้าปฎิวัติในช่วงนั้น เพราะสหประชาชาติ จะประณามและชี้ว่า ทหารร่วมทำการก่อการร้าย ป๊อก ประยุทธ์ อิทธิพร ตายแน่ๆ

2 ถ้าข้าหลวงใหญ่ชี้ว่า เป็นการก่อการร้ายแน่ชัด พันธมารตายยกรัง สหรัฐ หรือยุโรป แทรกแซงไทยได้ แต่ถ้าไม่ใช่การก่อการร้าย ตามที่เขาเข้าใจ อย่างน้อย ข้าหลวงใหญ่ก็ต้องเรียกร้องให้พันธมาร ออกจากสนามบินอยู่ดี งานนี้ คิดมากๆ มีแต่ได้กับได้

พลังเสื้อแดงชุมนุมสู้ยืดเยื้อ กดดันตำรวจทหารให้กล้าลุยโจรพธม.ทำลายชาติเศรษฐกิจพินาศยับ



ที่มา รายการความจริงวันนี้
1 ธันวาคม 2551

ชุมนุมพลคนเสื้อแดงยืดเยื้อทุกวันที่ลานคนเมือง เริ่ม16.00น.ทุกวันเว้นวรรค5ธันวาคม วีระ-จตุพรเรียกร้องประชาชนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนเสียหายจากการทำลายประเทศของโจรก่อการร้ายพันธมิตรออกมาแสดงพลัง กดดันตำรวจ-ทหารให้เลิกปอด กล้าบังคับใช้กฎหมายจัดการพธม.ทำลายชาติและเศรษฐกิจ หากเพิกเฉยก็สิ้นหวังรักษาบ้านเมืองประชาธิปไตยจากพวกอนาธิปไตยเถื่อนไม่ได้ ยันไม่เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมกดดันศาลรัฐธรรมนูญในวันที่2ธ.ค. แต่จะชุมนุมยืดเยื้อต้านเผด็จการแทรกตั้งรัฐบาลแห่งซาก


เสื้อแดงชุมนุมยาวทุกวัน เว้นวรรค5ธันวาคม ไม่ไปปิดศาลรธน.

นายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวในรายการเมื่อค่ำวานนี้ว่า หลังจากเริ่มการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.เป็นวันแรก ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก็ขอประกาศว่าพวกเราจะจัดการชุมนุมอย่างนี้ไปทุกวัน เว้นวันที่5ธันวาคมนี้ เพื่อถวายพระพรชัย เราจะจัดการชุมนุมโดยสงบสันติอหิงสาไม่พกพาอาวุธ ไม่ยึดสนามบิน สถานที่ราชการ ไม่แจกข้าวห่อ เพื่อเป็นการยืนยันให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจทหารให้มีความมั่นใจในการกล้าบังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรที่ยึดสนามบินทำลายประเทศให้เสียหายย่อยยับ และฟื้นฟูประเทศของพวกเรา กับรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้

นายวีระกล่าวเรียกร้องต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนว่าอย่านำกลุ่มพลังเสื้อแดงไปเทียบกับพวกเสื้อเหลืองพันธมิตร เพราะพวกเสื้อเหลืองทำผิดกฎหมายบ้านเมืองทุกอย่าง แต่เสื้อแดงทำตามกฎหมาย และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารบังคับใช้กฎหมาย เราจะดูว่าเมื่อคนไทยออกมากันมากๆแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจยังจะเพิกเฉยต่อไปคงไม่ได้ เพราะมีกำลังใจให้ท่านขนาดนี้

นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวว่า นอกจากการชุมนุมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แล้ว ตอนนี้ก็มันักวิชาการอย่าง5อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ออกมาดักคอไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดำรงอยู่ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเร่งรัดตัดตอนยุบพรรคการเมืองเพื่อไปเข้าทางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และรัฐบาลและเอกชนประชาชนนานาชาติทั่วโลกออกมากดดันให้ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยุติการยึดสนามบิน และให้รัฐบาลไทยรักษากฎหมาย แต่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ยังไม่มั่นใจพอที่จะทำตามหน้าที่ จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงพลังกันให้มากๆที่ลานคนเมือง โดยสงบปราศจากอาวุธ

นายจตุพรกล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงจะไม่ยกขบวนไปปิดหรือกดดันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดียุบพรรคในวันที่2ธ.ค.นี้ เพราะตุลาการศาลรธน.ไม่มีเกียรติพอ เพราะมีที่มาที่ไปและการดำรงอยู่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แถมรวบรัดตัดตอนมาเร่งปิดคดี โดยมีธงจะยุบพรรคการเมือง แต่เราจะชุมนุมที่ลานคนเมืองเท่านั้น แต่แม้จะถูกตัดสินให้ยุบพรรคก็เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร หรือการตัดตอนตั้งรัฐบาลแห่งชาติของกลุ่มที่ต่อต้านประชาธิปไตย




ไทยรัฐรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำ นปช.กล่าวทักทายผู้ชุมนุม โดยระบุว่าจะปักหลักชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ที่ลานคนเมืองแห่งนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะหยุดการชุมนุมในวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จากนั้นจะประเมินสถานการณ์ดูท่าทีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หากพันธมิตรฯ ยังไม่หยุดชุมนุม กลุ่ม นปช.ก็ยืนยันจะปักหลักชุมนุมต่อไปเช่นกัน

สำหรับวันนี้หากผู้ชุมนุมเดินทางมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากจนล้นทะลักไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม นปช.ก็จะใช้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นฐานที่มั่นในการชุมนุมต่อไป

ทะลักต่อต้านรัฐประหารซ่อนรูป ช่อง9ขัดข้องทางเทคนิคผิดปกติขณะจะถ่ายสด

การชุมนุมใหญ่ภายใต้Theme"ต่อต้านรัฐประหารซ่อนรูป" จัดการชุมนุมโดย นชป.และรายการโทรทัศน์ความจริงวันวันนี้ ในช่วงเย็นวันที่30พ.ย. ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. แม้จะเป็นไปโดยสงบสันติปราศจากอาวุธ ปราศจากการยึดสถานที่ราชการ หรือสนามบิน แต่ก็ต้องระเห็จมาจากตอนแรกที่ว่าจะจัดที่ท้องสนามหลวง

สื่อมวลชนกระแสหลักยังปักหลักรายงานข่าวการก่อการร้ายของพันธมิตรต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่นานาชาติกดดันรัฐบาลไทยให้เร่งจัดการส่งชาวต่างชาติที่ครบกำหนดเดินทางกลับประเทศกว่า160,000คนให้ได้กลับบ้าน แต่เครื่องบิน88ลำถูกกลุ่มก่อการร้ายยึดไว้ ซึ่งล่าสุดมีการปัดความรับผิดชอบ โยนผิดไปให้ผู้บริหารการท่าอากาศยานว่าพันธมิตรไม่เกี่ยวข้อง

ที่น่าเศร้าใจก็คือสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ หรือ ช่อง 9 ของรัฐบาลได้พยายามที่จะรายงานข่าวสดจากพื้นที่ลานคนเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงออกอากาศ แต่เกิดสิ่งที่ผู้ประกาศข่าวอ้างว่า"มีความผิดพลาดทางเทคนิค"เกิดขึ้นถึง 2ครั้ง ท่ามกลางการวิจารณ์เชิงลบว่า อาจเป็นการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของฝ่ายประชาธิปไตย จากบรรดาอภิชนส่วนน้อยแต่คุมอำนาจในกองทัพ กระบวนการตุลาการ ข้าราชการระดับสูง และสื่อกระแสหลักเอาไว้ในมือ











ภาพเพิ่มเติม

จาก คุณ ganglovedog

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7270663/P7270663.html

จาก ลุงรวย

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7270045/P7270045.html

จาก คุณ CraZyBMW

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7270608/P7270608.html

จากคุณ : อลิซ ในดินแดนไม่มหัศจรรย์

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7270292/P7270292.html#55

จดหมายเปิดผนึกถึงเลขาUNเร่งปกป้องประชาธิปไตยไทยจากเจ้าของม็อบเผด็จการ



ที่มา บอร์ดประชาไท
30 พฤศจิกายน 2551

เสียงเงียบส่วนใหญ่ชาวไทย(The Silent Majority of Thai People )ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งเพื่อส่งถึงเลขาธิการสหประชาชาติ(UN)และทูตนานาชาติประจำUN โดยเฉพาะทูตของประเทศสมาชิกสภาความมั่นคง แห่งสหประชาติ กล่าวเรียกร้องให้UNและนานาชาติเร่งเข้ามาปกป้องประชาธิปไตยจากกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ก่อการร้ายพันธมิตร ที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ บรรดาผู้กุมอำนาจ และอภิชนในประเทศ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็เสี่ยงจะถูกทำลายประชาธิปไตยแบบเดียวกับพม่า ประเทศเพื่อนบ้าน

เนื้อความในจดหมายเปิดผนึกเล่าถึงกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตร ซึ่งมีความเชื่อทางการเมืองแบบเผด็จการฟาสซิสต์ได้เข้ายึดสนามบิน แต่แทนที่รัฐบาลจะสามารถบังคับใช้กฎหมายจัดการให้ออกไปจากสนามบินได้ ก็ได้รับการขัดขวางจากบรรดาผู้หนุนหลังที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย ซ้ำร้ายคาดว่ามีแผนการจะแทรกแซงขบวนการยุติธรรม ด้วยการก้าวก่ายให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตัดสินคดียุบพรรคการเมือง เพื่อทำลายรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกตั้งเข้ามา แล้วจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการเข้าครอบงำกดขี่ประชาชนไทย

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเรียกร้องให้UN และทูตนานาชาติเร่งเข้ามาแทรกแซงไม่ให้บรรดาชนชั้นนำ ผู้กุมกำลังกองทัพ ตุลาการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกลุ่มก่อการร้ายฟาสซิสต์พันธมิตรคร่าทำลายประชาธิปไตยลง

หากท่านใดเห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ โปรดแนบจดหมายเปิดผนึกด้านล่างนี้ ส่งไปถึงเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ และทูตของประเทศสมาชิกความมั่นคงแห่งสหประชาชาตืเป็นการด่วน และกรุณาเผยแพร่ออกไปให้กว้างไกลรวดเร็วที่สุด

รายชื่ออีเมล์ของเลขาธิการใหญ่UNนายบัน คี มูน ecu@un.org อีเมล์ของทูตสหรัฐประจำUNคือusa@un.int ส่วนที่เหลือเป็นอีเมล์ของทูตชาติสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

newyorkUN@diplobel.be
chinamission_un@mfa.gov.cn
bfapm@un.int
costarica@un.int
cromiss.un@mvp.hr
france@un.int
ptri@indonesiamission-ny.org
italy@un.int
lbyun@undp.org
emb@panama-un.org
rusun@un.int
pmun@southafrica-newyork.net
uk@un.int
info@vietnam-un.org


เนื้อความจดหมายเปิดผนึกถึงเลขาธิการใหญ่ สหประชาชาติ และทูตนานาชาติ

Open Letter
To Honorable Secretary Ban Ki-moon
H.E. Ambassadors Of All Countries In The Free World and Heads of UN
Agencies

Yours Excellencies:

Suvarnabhumi International Airport in Bangkok has now been closed by a group of terrorists from the anti-government People’s Alliance for Democracy (PAD), which is demanding that the elected government resign. This is despite the fact that the government has the backing of the majority of the Thai population. This backing has been proven by repeated elections. The PAD wants a dictatorship to replace democracy.

International Airports are highly sensitive security areas. Thai airports are controlled by the Thai military. It is obvious that the Thai military, who staged an illegal coup in 2006, have quietly supported PAD’s actions. Back in early October, the PAD thugs surrounded parliament to prevent the Prime Minister from making a policy speech. When the police used tear gas to try to disperse the PAD, the police were roundly condemned by the Thai media and most middle-class intellectuals. It is no secret that the PAD terrorists are armed with guns, bombs, knives and wooden batons. They constantly break the law with impunity. Earlier Tuesday PAD thugs were filmed by Thai TV PBS, shooting at taxi drivers who were trying to defend their pro-democracy community radio station. Yesterday the PAD kicked and punched a senior policeman. The police are powerless to act.

The PAD is a royalist fascist mob which has powerful backing. Apart from the army, they are supported by the Queen, the so-called Democrat Party, the courts, the mainstream media and most university academics. What these people have in common is a total contempt for the Thai electorate who are poor. They are angry that the Thai people voted for a government that gave the poor universal health care and other benefits. They want to turn the clock back to a dictatorship which they call "the New Order".

It is clear that the PAD, the Military, the Democrat Party and the conservative establishment would rather see total chaos in Thailand than allow democracy to function. Instead of addressing the airport-seizure stand off, they hope the Thai kangaroo courts will move fast to dissolve the ruling party on November 2, and that an authoritarian "national government" can be set up.

The silence majority of Thailand strongly supports the pro-democracy Red Shirts. We hope our friends abroad will support all our efforts to defend Thai democracy. We urge UN and all governments who adore true democracy to continue support democracy and social justice in Thailand. We urge the International Circles to act fast before it is too late. There has been a lesson to learn from the Myanmar situation which was perhaps the fruit of the delay of prompt actions by the International Community. The support of your Excellencies shall be highly appreciated.

Yours Excellency, we remain
Sincerely,


The Silent Majority of Thai People
(ลงชื่อและอีเมล์ของคุณตรงนี้)
30 November 2008

Asia Sentinel: Democracy Threatened at Bangkok International Airport

Written by Giles Ji Ungpakorn
WEDNESDAY, 26 NOVEMBER 2008

Did the People's Alliance for Democracy have military help?

Suvarnabhumi International Airport in Bangkok has now been closed by fascist thugs from the anti-government People’s Alliance for Democracy, which is demanding that the elected government resign. This is despite the fact that the government has the backing of the majority of the Thai population and even the majority of Bangkok citizens.

This backing has been proven by repeated elections. The PAD wants a dictatorship to replace democracy because they deem that the majority of the Thai electorate are too ignorant to deserve the right to vote.

How did the PAD thugs manage to seize Bangkok International Airport? Airports are supposed to be high security areas. Thai airports are controlled by the Thai military. It is obvious that the Thai military, who staged an illegal coup in 2006, have quietly supported the PAD’s actions. It is obvious that the military is unwilling to provide basic security to air travelers and air crew. But they are happy to rake in huge salaries associated with their control of the Airports Authority. Foreign governments and airlines should reconsider whether the authorities in Thailand are willing to provide international standards of safety and security.

Back in early October, the PAD thugs surrounded parliament to prevent the Prime Minister from making a policy speech. When the police used tear gas to try to disperse the PAD, the police were roundly condemned by the Thai media and most middle-class intellectuals. It is no secret that the PAD are armed with guns, bombs, knives and wooden batons. They constantly break the law with impunity. Earlier Tuesday PAD thugs were filmed by Thai TV PBS, shooting at taxi drivers who were trying to defend their pro-democracy community radio station. The PAD thugs were holding up pictures of the king. Yesterday the PAD kicked and punched a senior policeman. The police are powerless to act.

The PAD is a royalist fascist mob which has powerful backing. Apart from the army, they are supported by the Queen, the so-called Democrat Party, the courts, the mainstream media and most university academics. What these people have in common is a total contempt for the Thai electorate who are poor. They are angry that the Thai people voted for a government that gave the poor universal health care and other benefits. They want to turn the clock back to a dictatorship which they call "the New Order".

They are hoping that the courts will now dissolve the ruling party and that an authoritarian "national government" will be set up.

It is clear that the PAD, the Military, the Democrat Party and the conservative establishment would rather see total chaos in Thailand rather than allow democracy to function. This is despite the fact that we face a serious economic crisis. Interestingly the anti-government groups are extreme neo-liberals with little grasp about how to deal with the economic crisis or how to stimulate the economy. Apart from opposing welfare, they have attacked Keynesian policies of the previous Thaksin government.

Where is the king in all this? Throughout the three year political crisis, the king has never attempted to diffuse the problem. Many Thais believe he supports the PAD, but it is more likely that the monarch has always been too weak to intervene in any crisis.

Those who support democracy and social justice in Thailand must condemn the PAD and those advocating a dictatorship. We must be with the pro-democracy Red Shirts, while refusing to support ex-PM Thaksin, who has a record of Human Rights abuses. I hope that all those friends of Thailand abroad will support all our efforts to defend Thai democracy and to defend those of us who may face arrest in the future.

Jr Giles Ji Ungpakorn is an associate professor at Chulalongkorn University in Bangkok

หมายเหตุ: บทความจากสำนักข่าวเอเชียเซนตินัล โดย อ.ใจ อึ้งภากรณ์ ตั้งชื่อบทความว่า "ประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคามที่สนามบินแห่งชาติที่กรุงเทพฯ" พร้อมตั้งคำถาม "พันธมิตรฯได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพหรือไม่?"

บทความได้กล่าวหาอย่างชัดแจ้งว่ากองทัพได้ช่วยเหลือการยึดสนามบินครั้งนี้อย่างเงียบๆ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กองทัพที่ดำรงตำแหน่งในสนามบินก็ไม่ได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อนักเดินทางและลูกเรือ

พันธมิตรฯถูกตีหน้าว่าเป็นพวกม๊อบฟาสซิสต์ที่อิงศักดินาและได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มคนเส้นใหญ่นอกเหนือไปจากกองทัพ พรรคประชาธิปัตย์ ศาล สื่อกระแสหลัก และนักวิชาการมหาลัยจำนวนมาก เจ้าของบทความระบุว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีสิ่งร่วมกันสิ่งหนึ่งคืออคติที่มีต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยากจน เขาโกรธที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้เลือกตั้งรัฐบาลที่หาสวัสดิการต่างๆ มาให้ประชาชน และต้องการจะนำพาประเทศให้กลับไปสู่ระบอบเผด็จการ

กลุ่มคนดังกล่าวกำลังหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรค เพื่อที่จะได้ปูทางสู่การมีรัฐบาลแห่งชาติ อีกทั้งยังได้ชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพวกอนุรักษ์ (กลุ่มทุนเก่า-ศักดินา) ต้องการให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมืองแทนที่จะเห็นกลไกทางประชาธิปไตยทำงาน

อ.ใจ ได้เรียกร้องให้กลุ่มประชาธิปไตยและรักความยุติธรรมออกมาประนามการกระทำของพันธมิตร และเข้าข้างกลุ่มสีแดงในขณะที่หลีกเลี่ยงที่จะสนับสนุนอดีตนายกทักษิณ บทความยังมีรายละเอียดอีกมากที่น่าสนใจที่ไม่ได้รับการแปล

รับฟังถ่ายทอดสด จาก 'ลานคนเมือง'

โดย ศูนย์ข่าว thaienews
30 พฤศจิกายน 2551


เริ่ม 16.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป

http://www.prachatouch.com/

http://www.newskythailand.com/

http://www.serichon.com/

http://www.kaleeyook.com/Fier6.asp

http://www.kaleeyook.com/Fier7.asp

http://users1.nofeehost.com/norporkor/

http://users1.nofeehost.com/norporkor/PPP.html

http://amnarj.icspace.net/natz/Politics.html

http://www.thaipeoplevoice.org/index.html

http://www.facttoday.co.cc/?page_id=35

http://www.konrakya.com/rakyatv.html

การ์ตูน Gag Las Vegas: ได้เวลาให้วัคซีนแล้วค่ะท่านผู้นำเจ้าขา

ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ...ประชาธิปไตย กำลังจะชนะแล้ว

โดย คุณ ปูนนก
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
30 พฤศจิกายน 2551

ผม และหลายท่าน ผู้นิยมความถูกต้อง ในช่วงนี้อึดอัด จนอกแทบระเบิด เพราะรอแล้วรอเล่า รัฐบาลก็ไม่ทำอะไรซักที จนบางท่านเหลืออด จนต้องบ่นตัดพ้อรัฐบาล ซึ่งบางทีตัวเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ..แต่มันก็เกิดจากภาวะทางอารมณ์

การบังคับให้ปฏิบัติตามกฏหมาย ทุกท่านต้องการ แต่อย่าได้หลงลืมว่า สิ่งที่เราต้องการ ที่เราร่วมต่อสู้กันมาก็เพราะ เราต้องการให้ประเทศนี้ ใช้การปกครองที่เป็นประชาธิปไตยต่อไป ถ้าเราลงมือโดยไม่รอบคอบ เราจะได้การเมืองใหม่ (ที่โคตรเก่า) มาแทน เพราะ ..บัดนี้ การเมืองกำลังแก้ด้วยการเมืองซึ่ง การเมือง คือการแย่งชิงความชอบธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

ภาวะปกติ ขนาดเลือกตั้ง ยังล่อกันอีรุงตุงนังไปหมด ...แต่คราวนี้ไม่ธรรมดา ถ้าพลาด ถึงขั้นเปลี่ยนแปลง อำมาตย์ 70 ประชาชน 30 ใครก็รู้ ก็คือ อำนาจไปอยู่ที่อำมาตย์นั่นแหล่ะ ..

ทหารไม่ปฏิวัติ เพราะไม่มีความชอบธรรม ถ้ารัฐบาลเข้าปราบ พวกมันให้คนแต่งเป็นชุดตำรวจถ่ายให้เห็นหน้าเบลอๆ กำลังยิงปืนใส่เด็กเล็กๆ หรือ เอาภาพเด็กโดนยิงเสียชีวิต แล้วก็ให้สื่อของพวกมัน เอาภาพไปออกทุกช่อง แล้วก็โทษว่า เพราะรัฐบาลปราบม็อบ ..เราเสร็จมัน...

ขณะนี้รัฐบาล คงรอให้ต่างประเทศช่วยสร้างความชอบธรรมให้เต็มที่ ..เมื่อวานสหรัฐออกมาแล้ว ..เดี๋ยวมีอีกหลายประเทศ ..เพราะมันกระทบไปถึงพวกเขาด้วย ที่เขียนมาอย่านึกว่าโอเวอร์ เพื่อให้ได้อำนาจ .ทำได้ทุกอย่างโดยเฉพาะอ้ายลิ้ม มันเป็นหน่วยกล้าตายเสียด้วย ..แต่ยังไง ประชาชนก็ซวยสุดอยู่ดี เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย ..แต่ทำไงได้ เหมือนกับที่นายกทักษิณพูด "เพื่อประชาธิปไตย เราอาจเจ็บปวดบ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับเผด็จการ มันคือฝันร้ายตลอดชีวิต" ถูกต้องที่สุดครับ

Political Boss

http://www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=753698



ระยะนี้เป็นช่วงที่สถานการณ์ทุกอย่างเขม็งเกลียว และงวดเข้ามาจนแทบจะเรียกว่า กลบข่าวอื่นจนหมดสิ้น บางคนติดตามข่าวสารการเมือง ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางคนเครียดถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลไปเลยก็มี บางคนอดหลับอดนอน เพื่อติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ชนิดเกาะติดสถานการณ์ (ผมก็อยู่ในส่วนของคนกลุ่มนี้)

ผมติดตามข่าวสารมากมาย และอ่านกระทู้ความเห็นจากเวปต่าง ๆ มากเช่นกัน แต่ก็สะดุดใจกับกระทู้ของคุณ Politician Boss ท่านนี้ ที่ลงไว้ในประชาไท เพราะตรงใจผมมาก จนต้องขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เวลานี้คนไทยแทบทั้งชาติ “ทั้งที่จะชอบท่านนายกทักษิณหรือไม่ก็ตาม” ต่างก็มองเห็นและเข้าใจได้เป็นจุดเดียวกันว่า พธม. กระทำในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เกินไปจริงๆ และเข้าข่ายการก่อการร้าย ปิดประเทศของตนเอง ยังความเสียหายให้กับคนไทยและประเทศชาติ นับอเนกอนันต์ เรียกได้ว่าการกระทำครั้งนี้ ทำให้ประเทศชาติต้องเริ่มสร้างกันใหม่ โดยนับจาก “ศูนย์” ทุก ๆ คนในชาติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องเริ่มตั้งต้นกันใหม่หมด ต้องย้อนหลังประเทศกลับไปกว่า 20 ปี

ถ้าคุณอายุ 15 ปีในเวลานี้ และเพิ่งเริ่มต้นลงทุนทำกิจการบางอย่าง ก็อาจจะไม่เท่าไร แต่ถ้าคุณอายุ 50 ปีในเวลานี้ คุณเริ่มลงทุนไว้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทุกอย่างกลับมาเริ่มใหม่หมด ......ก็คงจะลำบากมาก เพราะทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ แต่สิ่งเดียวที่เริ่มต้นใหม่ไม่ได้ ก็คือ “เวลา” เพราะโอกาสอย่างนั้น อาจจะไม่กลับมาอีกเลย รวมทั้งอายุที่มากขึ้นนี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ ผมเองแม้จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ก็ยังมองว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ไหน ๆ ก็ต้องสูญเสียแล้ว เราจะต้องได้รับกลับมาให้คุ้มกับการสูญเสียนั้น ซึ่งก็คือ “ประชาธิปไตย” ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อโอกาสที่เท่าเทียมกับของคนไทยทุกคน ขจัดเผด็จการอมาตยาธิปไตยให้สิ้นซากไปจากเมืองไทยให้ได้ ซึ่งการจะกระทำให้ได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความรอบคอบ และละเอียดอย่างยิ่ง อีกไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญก็จะตัดสินคดียุบพรรคของทั้ง 3 พรรคการเมือง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่า เป็นการเดินเกมส์ทางการเมือง โดยใช้อำนาจตุลาการ มากดดันรัฐบาลที่กำลังจะจัดการกับ พธม. ที่ยึดสนามบินอยู่ในขณะนี้

การต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความชอบธรรม ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ถ้าฝ่ายเราเดินเกมส์พลาดแม้แต่เพียงนิดเดียว สิ่งที่เราสูญเสียไปแล้ว จะไม่มีวันกลับคืนมาได้อีกเลย ดังนั้น ไม่มีทางใดทำได้ดีไปกว่า “เชื่อมั่นในรัฐบาล” ให้กำลังใจต่อสถานการณ์เหล่านี้ เพราะถึงอย่างไร รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลที่เราเลือกพวกเขาขึ้นมากับมือ ผมเชื่อว่า รัฐบาลท่านนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีแผนการที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่แล้ว อย่าได้วิตกจนเกินเหตุ เพียงแต่กลั้นใจอดทนรอเท่านั้น เพราะการรอคอยโอกาส คือการต่อสู้ที่สำคัญในทุกยุทธภูมิ

การคาดเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปในทางร้าย หรือ แสดงอาการเกรี้ยวกราดที่ไม่ได้ดังใจ รังแต่จะทำให้ผู้ปฏิบัติการ (ซึ่งกำลังเตรียมพร้อมอยู่ทุกขณะ) เกิดอาการหวั่นไหวได้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ประชาชนทั่วไปอย่างเรา ควรจะไปร่วมแสดงพลังเสื้อแดงในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้เห็นว่า ประชาชนจะให้กำลังใจพวกเขาให้ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ใช่เป็นการไปกดดันรัฐบาล เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ทุกอย่างเสียไป.....

อย่าลืมว่า “หมากเกมส์นี้ เดินพลาดเพียงนิดเดียว แพ้ทั้งกระดาน ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายเราได้เปรียบอยู่แล้ว” อดทนให้มากขึ้นอีกนิดเถอะครับ รอและอดทนการข่มเหงมาได้ ตั้งแต่ปี 49 เหลือเวลาแค่อีกไม่กี่วัน จะทนไม่ได้เสียแล้วหรือ………………….

ผู้ก่อการร้ายพธม.ฉุดไทยเจริญฮวบ ขึ้นรั้งที่7อันตรายที่สุดในโลก แฉอีกยึดเครื่องบิน88ลำเป็นตัวประกัน


ที่มา เดลีเทเลกราฟ

สื่ออังกฤษจัดให้ไทยขึ้นรั้งอันดับ7สถานที่อันตรายของโลก จากที่เคยเป็นประเทศที่น่ามาเที่ยวที่สุดในโลก ชี้ทำสถิติแซงพรวดอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แม้กระทั่งอินเดียที่เพิ่งเกิดเหตุก่อการร้ายในมุมไบ ผอ.สุวรรณภูมิแฉพธม.ยึดเครื่องบินไว้เป็นตัวประกัน วอนให้เจ้าของสายการบินนำเครื่องออกไป เพราะหากเสียหายขึ้นมาประเทศชาติชดใช้ไม่ไหว


เดลีเทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ของสหราชอาณาจักรได้จัดอันดับสถานที่อันตรายที่สุดในโลก 20แห่ง ภายหลังผู้ก่อการร้ายได้สังหารนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกในมุมไบ อินเดีย โดยประเทศไทยขึ้นรั้งอันดับ 7 ของโลก แม้ว่าจะมีลำดับต่อจากแชมป์โลกอย่างอิรัก หรือรองๆแชมป์คืออาฟกานิสถาน เชนญ่า แต่ก็เป็นการแซงขึ้นหน้าอิสราเอล ปาเลสไตน์ เลบานอน หรือปากีสถาน แม้กระทั่งอินเดีย ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุร้ายในมุมไบ

ไทยซึ่งเคยเป็น1ในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก ในฐานะสยามเมืองยิ้ม กลับกลายเป็นสถานที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเดลีเทเลกราฟให้เหตุผลว่า การชุมนุมทางการเมือง และการประกาศพรก.ฉุกเฉินชั่วคราวมีผลกับทั้งสองสนามบินในกรุงเทพฯ ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล และบริเวณใกล้เคียงถนนราชดำเนินนอก รวมทั้งพื้นที่รอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐสภา เดือนที่ผ่านมาการต่อสู้ยังขยายไปยังชายแดนกัมพูชาที่ปราสาทพระวิหารอีกด้วย โดยความตึงเครียดยังคงมีอยู่สูง ความไม่สงบและการโจมตีเป็นระยะยังคงมีอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เหล่านี้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น

สำหรับ20สถานที่อันตรายที่สุดในโลกทื่เดลีเทเลหกราฟประกาศตามลำดับ คือ
1. อิรัก
2. อัฟกานิสถาน
3. เชชเนีย
4. แอฟริกาใต้
5. จาไมกา
6. ซูดาน
7. ไทย
8. โคลัมเบีย
9. เฮติ
10. อีริเทีย
11. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
12.ไลบีเรีย
13. ปากีสถาน
14. บูรุนดี
15. ไนจีเรีย
16. ซิมบับเว
17. อินเดีย
18. เม็กซิโก
19. อิสราเอลและเขตยึดครองปาเลสไตน์
20. เลบานอน

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินไว้เป็นตัวประกันไม่ยอมให้นำออกจากลานบิน


ล่าสุดนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิให้สัมภาษณ์รายการเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ทางโทรทัศน์ช่อง3ว่า ทางพันธมิตรไม่ยินยอมให้สายการบินต่างๆนำเครื่องบินเปล่าออกจากลานบินสนามบินสุวรรณภูมิ จึงขอความกรุณาวิงวอนว่าให้นำเครื่องบินออกไปได้ เพราะค่าเสียโอกาสมาก เฉพาะการบินไทยจอดไว้เฉยๆก้เสียหายวันละ500ล้านบาท หากเกิดเหตุร้ายขึ้นอีก คงชดใช้ไม่ไหว จึงอยากให้คำนึงถึงประเทศชาติด้วย

นายเสรีรัตน์กล่าวว่ามีเครื่องบินที่ถูกยึดไว้88ลำ ขณะที่ผู้โดยสารครบกำหนดต้องบินกลับถึงล่าสุดนี้160,000คน จึงขอวิงวอนพันธมิตรได้โปรดอนุญาตให้สายการบินนำเครื่องบินทั้ง88ลำออกจากสุวรรณภูมิไปขนคนที่ครบกำหนดเดิยทางออกจากประเทศไทยโดยด่วน โดยอาจใช้สนามบินต่างๆเช่น อู่ตะเภา บน.6 หรือประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา และลาว

ABACโพลล์เผยคนไทย92%เร่งยึดมั่นหลักกฎหมาย
เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจความภูมิใจของประชาชนต่อประเทศ และความเป็นคนไทยในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ พบว่าประชาชนร้อยละ 76.5 เห็นว่าเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ทำให้รู้สึกน่าละอายมากมากที่สุด และถูกชาวต่างชาติมองว่าประเทศไทยไม่น่าอยู่ ขณะที่ร้อยละ 65.1 รู้สึกภูมิใจน้อย - ไม่มีความภูมิใจอยู่เลย หากเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย สำหรับร้อยละ 92.3 เห็นว่าทางออกของปัญหาการเมืองขณะนี้ควรยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม หลักกฎหมาย และร้อยละ 58.4 ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ขออยู่ตรงกลาง

เครือข่ายสมาคม รธน.เพื่อประชาชน ออกแถลงการณ์มาตรการต่อต้านรัฐประหารตาม รธน.

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
30 พฤศจิกายน 2551

29 พ.ย.51 เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ออกแถลงการณ์ ระบุถึงมาตรการต่อต้านรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

แถลงการณ์เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน

มาตรการต่อต้านรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน


สถานการณ์มีสิ่งบอกเหตุบางประการ ที่จะเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ยืนหยัด “ต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาโดยตลอด และตามที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๖๙ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไป เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

จึงขอเสนอมาตรการต่อต้านรัฐประหาร ดังนี้ ในทันทีที่เี่กิดการรัฐประหาร

เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ขอให้ประชาชนรีบ

๑. นำเอาสิ่งเหลือใช้ทุกชนิดที่เคลื่อนย้ายง่าย เช่น ยางรถยนต์ ถังขยะ ท่อนไม้ กิ่งไม้ มาขวางถนนที่เป็นเส้นทางผ่านของรถถัง รถบรรทุกกำลังพลของทหาร (ยีเอ็มซี รถจิ๊ปทหาร) ฯลฯ คือ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสายเอเซีย ถนนเพชรเกษม ทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง โทลเวย์ ทางมอเตอร์เวย์ เป็นต้น

ถ้าจำเป็น อาจจุดไฟเผาสิ่งเหล่านั้นด้วย

๒. รวมตัวกันไปล้อมรอบสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง อาทิ ช่อง ๓, ๕, ๗, ๙, เอ็นบีที และไทยทีพีบีเอส เพื่อไม่ให้ทหารเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ และให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ออกอากาศ เรียกร้องให้ทหารกลับเข้ากรมกองทันที สถานีวิทยุหลัก รวมถึงสถานีวิทยุชุมชน และเครือข่าอินเตอร์เน็ตทุกแห่ง ต้องสื่อสาร ออกอากาศต่อต้านการรัฐประหารด้วยสันติวิธี และเรียกร้องให้ทหารกลับกรมกอง อยู่ในฐานที่ตั้ง

๓. รวมตัวกัน ไปปิดล้อมกองทหารทุกแห่งที่ใกล้บ้าน และเรียกร้องให้ทหารอยู่ในกรมกองของตน

๔. รวมตัวกัน ไปถอนเงินและปิดบัญชีธนาคารทุกแห่ง

๕. ปิดสถานที่ทำการทุกแห่ง ทั้งเอกชน และราชการ (ยกเว้นโรงพยาบาล) ไม่ไปทำงาน
ไม่ว่าจะเป็น เอกชนหรือราชการ โดยประชาชนจะต้องตระเตรียมเสบียงอาหารให้พอเพียงเอาไว้
อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อทำให้ประเทศเป็นอัมพาตภายในเวลาสั้นๆ เพื่อทำให้การรัฐประหาร
ต้องยุติลง

๖. รวมตัวกันภายในจังหวัดของตนเอง เพื่อ ต่อต้านรัฐประหารในทันที เช่น รวมตัวกันที่สนามหลวงใน กทม. อนุสาวรีย์พระเจ้าตากที่ธนบุรี ริมท่านํ้านนท์ ที่ศาลากลางทุกจังหวัด เป็นต้น

ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศไทย เฉกเช่นอารยะประเทศทั้งหลาย และความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ย่อมแก้ไขได้โดยวิถีทางรัฐสภา ตามครรลองรัฐธรรมนูญเสมอ ต้องไม่ทำรัฐประหารไม่ว่ากรณีใดๆ


๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

------------------------------------

เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน 53 สาขาทั่วประเทศ

โครงข่ายภาคประชาสังคม (นนทบุรี-สมุทรปราการ-ปทุมธานี-นครปฐม-ฉะเชิงเทรา-อยุธยา)
สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคไทย
สมาคมสิทธิผู้บริโภค
สถาบันอิสานภิวัตน์
สมาคมหมอความยุติธรรม ยุวชนประชาธิปไตย
เครือข่ายแห่งรัฐสภา
สถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก
สถาบันสร้างสรรค์สัมพันธภาพ
สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ
สภาองค์กรชาวพุทธ
สถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก
กลุ่มพลังไท กลุ่มนักกฎหมายท้องถิ่นชนบท

พรรคการเมืองที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก ?????

โดย คุณ ป้าพลอย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
30 พฤศจิกายน 2551

จะเขียนมาตั้งแต่วานแล้วหลังจากอ่านหนังสือพิมพ์ แต่เพื่อนๆ ห้ามไว้ ขอถามประชาชนในประเทศไทยหน่อย หากจะมีการเลือกตั้งขึ้นอีก พวกคุณยังจะเลือกพรรคที่ร่วมกับผู้ก่อการร้ายทำลายชาติอีกมั๊ย?

ตอนนี้ในต่างประเทศ ชื่อเสียงของพรรคการเมืองนี้ ถูกต่างชาติรุมประนามแพร่กระจายไปทั่วโลก เมื่อวานได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับประเทศไทย มีภาพผู้ก่อการร้ายพันธมิตร และ สส.ของพรรคบางพรรคบนเวทีพันธมิตร แบบเห็นหน้าตากันชัดเจน หนังสือพิมพ์ต่างประเทศยังเขียนอีกว่า พรรคนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่หนังสือพิมพ์ไม่ได้ระบุชื่อ บอกเพียงชื่อพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ ว่าสาเหตุที่ต้องมาเดินขบวนขับไล่นายกสมชาย ร่วมกับพันธมิตร เพราะนายกสมชาย ขายชาติ คอรัปชั่น โกงชาติ โกงการเลือกตั้ง โอย โอย อ่านแล้วหูร้อนขึ้นมาทันที อ้ายชาติชั่ว ขอด่าอ้ายคนที่ให้ข่าวที่เถอะ (ขอโทษทีที่ต้องใช้คำหยาบ)

ทีพรรคตัวเองทำสารพัดอย่าง รวมทั้งขนมจีนแกงไก่ตอนเลือกตั้งที่ลือกระฉ่อนไปถึงต่างประเทศ เป็นผลงานของพรรคไหน ใส่ร้ายป้ายสีพรรคตรงข้ามสารพัดอย่าง เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วโยนใส่ผู้อื่น มันทุเรศมาก สันดานอย่างนี้ ต้องชดใช้กรรม เพราะทำให้บ้านเมืองไม่เจริญ พรรคตัวเองถ่ายอุจาระไว้เต็มบ้านเต็มเมือง กลับหาว่าเป็นของคนอื่น ดูพวกมันทำ อย่างนี้ต้องให้หมอมาตรวจ DNA อุจจาระว่า เป็นของใครถ่ายไว้ นี่เอาสไตล์ชั่วๆ ที่เคยทำกับอดีตนายกทักษิณ มาเล่นกับนายกสมชายไม่มีผิด อ้างว่าขายชาติ โกงชาติ คอรัปชั่น โกงการเลือกตั้ง ใครที่ได้อ่านแล้วเลือดขึ้นหน้า ตัวเองทำลายชาติอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่เห็นความชั่วที่ตัวเองทำ

คนขายชาติโกงชาติตัวจริง คือคนที่กำลังปาวๆ ปิดสนามบิน ปิดการส่งออกของสินค้า ปิดการคมนาคมทางอากาศนี่ต่างหาก คงเป็นนโยบายของพรรคการเมืองนี้ จึงปล่อยให้ สส.พรรคกระทำเช่นนี้ แต่ก็อ้างว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พรรคตนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยทำอะไรผิด ไม่เคยโกงชาติ ไม่เคยโกงการเลือกตั้ง ไม่เคยทำลายชาติ ไม่เคยใส่ร้ายป้ายสีใคร และไม่เคยคอรัปชั่นใดๆ ขอสาบานได้ว่า ครั้งเดียวไม่เคยทำ แต่หลายๆ ครั้งจำไม่ได้?

คิดว่าขณะนี้ ภาพพจน์ของพรรคการเมืองนี้ ได้ถูกทำลายไปอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า คนที่ทุบหม้อข้าวของพรรคการเมืองนี้ คือคนของพรรคนั่นเอง อย่างนี้แล้ว ใครจะยอมเลือกให้มาบริหารประเทศ ในเมื่อกระทำตัวเป็นผู้ก่อการร้าย ทุบหม้อข้าวของประเทศให้ประชาชนดู ใครยังจะเลือกพรรคการเมืองนี้ ก็ขอให้ย้ายบ้านไปอยู่กับมันซะ แบ่งข้างกันให้ชัดๆ ไปเลยว่า ต้องการจะอยู่กับคนดีหรือจะอยู่กับคนชั่ว

สถานการณ์ในประเทศไทย ทำให้ต่างประเทศเป็นห่วงอย่างยิ่ง การช่วยเหลือจากนานาชาติในตอนนี้ ยังไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น แต่ถ้าทหารปฏิวัติและได้รับการร้องขอโดยรัฐบาลไทย นานาชาติจะเข้าไปช่วยเหลือฐานะเป็นกลางทันที

ฉะนั้นตอนนี้พี่น้องคนไทยต้องอดทน แม้จะต้องกัดลิ้นตัวเองก็ต้องทำ มิฉะนั้นอาจจะเข้าทางของพวกเขา........

ปล. มีข่าวด่วนออกมาว่า เครือข่ายของสหภาพยุโรป ลงมติให้รัฐบาลของนายกสมชาย ทำการกวาดล้างม๊อบให้ออกไปจากสนามบิน และกล่าวถึงชื่อของพรรค pad ด้วย

อัพเดตสถานการณ์: 30/11/51

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤศจิกายน 2551

พธม.ปล้นไอติมที่ Cafe Nero


(บันทึกข่าวโดย Tuxedo)

การ์ดพันธมิตรปล้นรถเมล์ โผล่ทำเนียบ กู้ชีพเหยื่อระเบิด


นำเสนอโดยคุณสิงห์สนามหลวง

5อาจารย์นิติศาสตร์มธ.ต้านรวบรัดตัดตอนยุบพรรคล้มรัฐบาล

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เร่งรัดให้มีการวินิจฉัยคดียุบพรรคอย่างรีบด่วน ในช่วงเวลาที่ผู้คนในบ้านเมืองกำลังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างรุนแรง กรณีอาจมีผลทำให้สาธารณชนทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า การวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นไปเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หรือเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยไม่ตระหนักต่อปัญหานี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว ก็หมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการที่จะไม่ได้รับการยอมรับนับถือทั้งจากคู่กรณีและทั้งจากสาธารณชนทั่วไป

หากมีการรัฐประหารหรือมีปฏิกริยาที่ส่อไปในทางรัฐประหาร เราจะยืนหยัดต่อสู้กับการกระทำดังกล่าวและพลังปฏิกริยาต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย โดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ อย่างถึงที่สุด


แถลงการณ์ของ ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์:ต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

หลังจากคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ( คตร. ) ภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มีมติเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร และหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

เรา กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

.ขอประณามแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบิน โดยนำความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศมาเป็นตัวประกันเพื่อกดดันในทางการเมือง

๒.ขอประณาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาและบรรดาผู้สนับสนุนทั้งหลาย ต่อความพยายามก่อรัฐประหารเงียบ

๓. ขอสนับสนุนรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ต่อการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อยุติการชุมนุมของพันธมิตรที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบบระเบียบแห่งกฎหมายของบ้านเมือง

อนึ่ง หลังการยุติการชุมนุมที่สนามบินทั้งสองแห่ง หากมีการรัฐประหารหรือมีปฏิกริยาที่ส่อไปในทางรัฐประหาร เราจะยืนหยัดต่อสู้กับการกระทำดังกล่าวและพลังปฏิกริยาต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย โดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ อย่างถึงที่สุด

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

............

แถลงการณ์ของ ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
:เรื่อง กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมือง


ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยได้กำหนดนัดคู่ความให้มีการแถลงปิดคดีในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ แล้ว นั้น

เรา กลุ่ม ๕ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงทัศนะเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวข้างต้น ดังต่อไปนี้

๑. คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้วินิจฉัยคดี หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ วินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรี ( นาย สมัคร สุนทรเวช ) ได้ปรากฏประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านซึ่งอยู่ในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้อาจขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยดังกล่าว

ประเด็นปัญหานี้เป็นกรณีสำคัญยิ่ง เพราะหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งขาดคุณสมบัติ ย่อมเท่ากับว่าคำวินิจฉัยนั้นเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยโดยบุคคลซึ่งไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ และโดยที่การขาดคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงในทางกฎหมาย หากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปโดยมิได้ตระหนักถึงปัญหานี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็หมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการที่จะไม่อาจนำไปบังคับใช้ได้ในทางกฎหมาย

๒. กรอบเวลาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคดี คดียุบพรรคการเมืองเป็นคดีสำคัญยิ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในทางการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เร่งรัดให้มีการวินิจฉัยคดีอย่างรีบด่วน ในช่วงเวลาที่ผู้คนในบ้านเมืองกำลังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างรุนแรง กรณีอาจมีผลทำให้สาธารณชนทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า การวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นไปเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หรือเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยไม่ตระหนักต่อปัญหานี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว ก็หมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการที่จะไม่ได้รับการยอมรับนับถือทั้งจากคู่กรณีและทั้งจากสาธารณชนทั่วไป

ด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างยิ่ง เราขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในสองประเด็นนี้อย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว กลายเป็นชนวนอันหนึ่งต่อภาวะสงครามกลางเมืองซึ่งกำลังใกล้จะเกิดขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

จรัญไม่ต้องเปิดพจนานุกรมแต่บอกว่าตนเองไม่ได้รับจ้าง ไม่เหมือนสมัคร
ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณีที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนออกมาโจมตีว่า รีบเร่งตัดสินคดีและตั้งธงยุบพรรค เพราะหลังจากศาลรัฐธรรมนูญนัดผู้ถูกร้องแถลงปิดคดีวันที่ 2 ธันวาคม อาจจะมีการนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันถัดมา โดยระบุว่า "เป็นเรื่องในทางคดี ไม่สามารถพูดได้ แต่รู้ได้อย่างไรว่าศาลจะนัดตัดสินวันไหน คิดกันไปเองทั้งนั้น"

เมื่อถามถึงกรณีที่ 5 อาจารย์นิติศาสตร์ ทักท้วงว่า ยังมีปัญหาคุณสมบัติเรื่องการไปสอนหนังสือ อาจมีผลต่อคำวินิจฉัยของคดียุบพรรค นายจรัญ กล่าวว่า คนที่มองเรื่องนี้ต้องถามตัวเองว่า การเป็นครูบาอาจารย์ถือเป็นลูกจ้างหรือไม่ จะให้ครูอยู่ในฐานะอะไร ถ้าเห็นว่า เป็นลูกจ้างก็คงเห็นว่าผิด แต่ตนไม่เคยมองว่า ครูเป็นลูกจ้าง แต่เป็นผู้ให้ความรู้ให้วิทยาทาน และไม่ได้ตั้งโต๊ะไปรับจ้างบริษัทไปสอน แต่ไปสอนมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันการศึกษาของชาติ เป็นองค์กรเผยแพร่ความรู้ และตนไม่เคยสอนให้ไปเกเร เนรคุณ แต่สอนให้กตัญญูต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดิน และมีใจและการปฏิบัติที่เป็นธรรม

ภูฏานในด้านที่สาวๆไม่รู้จัก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพประกอบ whomagazine



ความโชคดีของพสกนิกรชาวภูฎานก็คือพวกเขาเพิ่งได้เฉลิมฉลองในการพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์หนุ่มรูปงามเมื่อต้นเดือนนี้


ที่มากกว่านั้นจะเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่มีวาระเกษียณเมื่อพระชนมายุ 60 พรรษา และเปิดช่องในกฎหมายให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยกระทำผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีครั้งสำคัญในโอกาสที่พระราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยครบ 100 ปี




“ข้าพเจ้าจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม และจะปกป้องจารีตประเพณีของภูฏานไว้ ตราบชั่วลูกชั่วหลาน โดยดำเนินตามหลัก ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) อย่างไรก็ดี สิ่งที่ข้าพเจ้ากังวลใจที่สุดก็คือ ประเทศ ภูฏานและประชาชนของเรา อาจต้อง สูญเสียค่านิยมอันดีงาม เพราะทนแรงยั่วยุจากสิ่งต่างๆในโลกภายนอกไม่ได้...ขอให้เชื่อมั่นว่า ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังปกครองประเทศนี้ แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด แต่ภูฏานจะยังคงเป็นประเทศที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตเป็นอันดับแรก และข้าพเจ้าขอรับประกันว่า ลูกหลานรุ่นต่อๆไปจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมี ความสุข และสงบร่มเย็น อันเป็นหลัก ยึดปฏิบัติเรื่อยมาของบรรพบุรุษเรา”เป็นปฐมบรมราโววาทของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 5 ของราชอาณาจักรภูฏาน

ภูฎานในมุมที่คนไทยยังไม่รู้จัก



ข่าวที่จะพระราชทานประชาธิปไตยให้ประเทศ ทำให้ชุมชนนานาประเทศตื่นเต้นเคลิ้มตาม ทว่าสำหรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพที่ประเทศเนปาล พวกเขาคงไม่รู้สึกเป็นรสชาติสักเท่าไร ในทัศนะของ ราฏาน กัจเมอร์ ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มผู้ลี้ภัย พระราชโองการของกษัตริย์เป็น “เพียงการดึงม่านขนสัตว์บังตาชุมชนนานาประเทศ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่าจะมีระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง”

แรงกดดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก่อตัวสะสมขึ้นมาทั้งภายในและภายนอกประเทศภูฏาน ประชาชนชาวภูฏานร่ำร้องหาระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพมานานแล้ว ประเทศเนปาลที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงก็กำลังใคร่ครวญถึงอนาคตของระบอบกษัตริย์ และอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ดังนั้น กษัตริย์ภูฏานจึงดูเหมือนต้องการประทานระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัดให้แก่ประชาชนเสียก่อน ก่อนที่ชาวภูฏานจะลงมาเรียกร้องบนท้องถนนตามอย่างชาวเนปาล แผนการของพระองค์คือการนำระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ และมีสองพรรคมาใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการร่างมาเนิ่นนานแล้ว

แต่กษัตริย์จิกมี ไม่ได้มีดำรัสอะไรเลยถึงการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย ซึ่งขัดแย้งกับการโฆษณาภาพพจน์ของภูฏานว่าเป็นราชอาณาจักรที่สงบและสันติสุข

สถานการณ์ของผู้ลี้ภัย


ราชอาณาจักรมังกรของประเทศภูฏานอวดโอ่ถึงการมี “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ในอัตราสูง แต่ชาวภูฏานจำนวนมากคงไม่เห็นด้วย พวกเขาโต้แย้งด้วยเหตุผลว่า ประเทศที่ประชากรถึง 1 ใน 6 ต้องอพยพไปอาศัยนอกประเทศในฐานะผู้ลี้ภัย คงไม่ใช่ประเทศที่มีความสุขในระดับสูงเป็นแน่

เต็ก นาธ รียัล เคยเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์จิกมี สิงเย (พระราชบิดาที่สละราชสมบัติให้ราชโอรสสืบพระราชบัลลังก์) เขาถูกจำคุกและถูกทรมานถึง 9 ปี เพราะการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน รียัลเขียนลำดับความไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ Nirvasan (ลี้ภัย) ถึงการที่กษัตริย์ทรงบดขยี้ขบวนการด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเพื่อยึดอำนาจให้อยู่มือ ขั้นแรก รัฐบาลในนครหลวงธิมปูจำกัดสิทธิของชุมชนชาวเนปาลในการเคลื่อนย้ายและถือครองทรัพย์สิน จากนั้น รัฐบาลยัดเยียดภาษา, การแต่งกายและวัฒนธรรมของชาวทิเบตที่เป็นชนชั้นปกครองแก่ชุมชนเชื้อชาติอื่นซึ่งมีอยู่ถึงเกือบสองในสามของประชากรภูฏาน

การประท้วงปะทุขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และรัฐบาลใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรง รัฐบาลเปลี่ยนกฎหมายสัญชาติใน ค.ศ.1988 ถอนสัญชาติของผู้ประท้วงและเนรเทศออกนอกประเทศ เนื่องจากผู้ถูกเนรเทศส่วนใหญ่มีเชื้อสายเนปาล พวกเขาจึงรอนแรมมาอาศัยอยู่ในเนปาล และมีประชาชนอพยพตามออกมาอีกเพราะถูกคุกคามหรือเพราะความกลัว

ทุกวันนี้ มีผู้อพยพลี้ภัยเกือบ 120,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศเนปาล นั่นเป็นจำนวนเกือบหนึ่งในหกของประชากรภูฏาน ผู้อพยพส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยต้องอาศัยอยู่ในค่ายอพยพมาถึง 16 ปีแล้ว ชาวเนปาลท้องถิ่นกล่าวโทษผู้อพยพเหล่านี้ว่าเป็นตัวการทำให้ค่าจ้างแรงงานตกต่ำลง ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างปัญหาสังคมรอบบริเวณค่าย ชุมชนนานาประเทศเริ่มมีอาการเบื่อหน่ายที่จะบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเลี้ยงดูผู้ลี้ภัยเหล่านี้

ตอนนี้ยังมองไม่เห็นเลยว่า จะมีหนทางคลี่คลายแก้ไขปัญหาอย่างไร ภูฏานบอกกล่าวแก่หุ้นส่วนทางด้านการพัฒนาของตนว่า เพื่อรักษาเอกลักษณ์ทางด้านชาติพันธุ์ไว้ ภูฏานจึงไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยกลับเข้าประเทศ ภูฏานยังบอกเนปาลว่า ควรมีการวางหลักเกณฑ์ในการส่งผู้อพยพกลับถิ่นเดิม และจัดประชุมระดับรัฐมนตรีมาแล้ว 15 รอบในประเด็นนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1993

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเพียงประการเดียวของกระบวนการทวิภาคีนี้ก็คือ การร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อพิสูจน์สัญชาติของผู้อพยพในค่ายหนึ่งจากที่มีอยู่ทั้งหมด 12 ค่าย การพิสูจน์พบว่า กว่า 76% ของผู้ลี้ภัยสามารถกลับถิ่นเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยเอกสารยืนยันหรือการสอบสวนเพิ่มเติมอะไรอีก นับแต่นั้นมา ภูฏานก็หลีกเลี่ยงการเจรจาระดับรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ส่งไปอเมริกาดีไหม?



สหรัฐอเมริกาประกาศในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ จะรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานจำนวน 60,000 คน จากค่ายของ UNHCR ในช่วง 3-4 ปีต่อจากนี้ ผู้อพยพชาวภูฏานพอใจกับท่าทีในเชิงมนุษยธรรม รัฐบาลที่ธิมปูก็ถอนใจโล่งอกด้วยความเชื่อผิดว่า ผู้ลี้ภัยคงคว้าข้อเสนอของรัฐบาลอเมริกันไว้โดยไม่ก่อเรื่องเดือดร้อนต่อไปอีก แต่รัฐบาลภูฏานดูเหมือนลืมไปว่า ผู้ลี้ภัยที่เลือกไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกาอาจส่งเงินกลับมาสนับสนุนขบวนการต่อต้านระบอบกษัตริย์ในภูฏานให้เติบใหญ่ขึ้น เพื่อที่เพื่อนร่วมชาติในประเทศบ้านเกิดจะได้ลิ้มรสเสรีภาพแบบเดียวกับที่พวกตนได้รับในประเทศอุปถัมภ์

การผสมกลมกลืนไปกับประชากรท้องถิ่นในประเทศที่สองและย้ายไปตั้งหลักแหล่งในประเทศที่สาม อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เพราะพวกเขามองไม่เห็นวี่แววจะได้กลับบ้านในอนาคตอันยาวไกล หรือไม่ก็อาจต้องเผชิญกับอันตรายอุกฤษฏ์หากเสี่ยงกลับถิ่นเกิด แต่การผสมกลมกลืนหรือการย้ายไปตั้งหลักแหล่งไม่ควรใช้วิธีคัดสรร การคัดสรรมักสร้างผลร้ายต่อผลประโยชน์ส่วนรวมในชุมชนผู้ลี้ภัย เพราะวิธีการนี้เท่ากับปล้นบุคลากรที่ดีที่สุดและเก่งที่สุด ทั้งที่คนเหล่านี้สามารถโน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณชนเพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้อพยพทั้งหมดได้กลับบ้าน และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศบ้านเกิด

นอกจากนั้น การส่งผู้ลี้ภัยกลับถิ่นเดิมควรเป็นแนวนโยบายหลักในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยในเกือบทุกกรณี เพราะทั่วโลกทุกวันนี้มีผู้ลี้ภัยเกือบ 21 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยไว้โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง ส่วนประเทศที่สามก็สนใจเพียงแค่ให้หลักแหล่งแก่ผู้อพยพจำนวนหยิบมือเดียว และมักคัดสรรเฉพาะคนที่ดีที่สุดไปเสียด้วย ดังนั้น ไม่ว่าการผสมกลมกลืนในประเทศที่สองหรือย้ายไปตั้งหลักแหล่งในประเทศที่สาม ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่พึงปรารถนาทั้งสิ้น

บทบาทของโลกภายนอก


ตามสนธิสัญญาทวิภาคี ค.ศ.1949 อินเดียเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศของภูฏาน อินเดียยังเป็นประเทศที่ให้การพักพิงประเทศแรกแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เนื่องจากเนปาลกับภูฏานไม่มีพรมแดนประชิดกัน แต่อินเดียไม่ยอมช่วยหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น บางทีอาจเพราะกริ่งเกรงจะเป็นการผลักไสรัฐบาลภูฏานให้ไปซบอกประเทศจีนแทน ผู้ลี้ภัยแสดงความไม่พอใจที่อินเดียอนุญาตให้ชาวภูฏานเดินทางจากประเทศไปค่ายผู้อพยพในเนปาล แต่ไม่ยอมเปิดเส้นทางให้เดินทางกลับ

ความสงบสันติในเอเชียใต้เป็นความปรารถนาของสหรัฐอเมริกา แต่ภูมิภาคนี้ก็ห่างไกลจากคำว่าสงบสุข ประเทศต่างๆ ตั้งแต่อัฟกานิสถานไปจนถึงศรีลังกาล้วนตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การเผชิญหน้าระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังคงทอดเงาทะมื่นเหนือภูมิภาค อีกทั้งการงัดข้อในเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างกำลังก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจ เป็นอีกต้นเหตุใหญ่ของความไม่สบายใจ ที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามวางตัวอยู่ห่างจากปัญหาในเอเชียใต้ หรือไม่ก็ยังพยายามไม่มากพอที่จะหาทางคลี่คลายให้ดีขึ้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ความคลั่งไคล้สุดขั้วในลัทธิต่างๆ, การก่อการร้าย และความหัวรุนแรงของผู้ลี้ภัยที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคนี้ ชักจะทำให้อเมริกาหันมาจับตาดูอนุทวีปนี้อย่างใกล้ชิด

ข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ผสมปนเป ในด้านหนึ่ง ผู้ลี้ภัยกลุ่มที่มีการศึกษาและมีฝีมือรู้สึกดีใจที่จะได้มีโอกาสไล่ตามความฝันแบบอเมริกัน ส่วนอีกด้านหนึ่ง ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่วิตกว่า การคัดสรรผู้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจะทำลายความหวังอันแท้จริงที่จะได้กลับบ้านและสร้างสังคมประชาธิปไตยขึ้นในภูฏาน

นอกจากนี้ เนปาลยังถูกทิ้งให้จัดการปัญหาที่เหลือต่อไป เนปาลจะต้องรับมือกับผู้อพยพที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจนกว่าจะมีประเทศไหนก้าวออกมารับพวกเขาไปอีก รวมทั้งยังต้องต่อกรกับคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้ามา โดยมีโอกาสในการได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามเป็นสิ่งล่อใจ


กษัตริย์จิกมี สิงเย ก้าวลงจากคอนบัลลังก์สูงลิบโดยไม่แก้ไขวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยที่พระองค์ทรงก่อให้เกิดขึ้น ในเมื่อนิวเดลีมีความสำคัญเพิ่มขึ้นหลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐฯ-อินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ วอชิงตันน่าจะอาศัยอินเดียให้ใช้อิทธิพลกดดันภูฏาน เพื่อกรุยทางไปสู่การรับผู้ลี้ภัยคืนถิ่น ก่อนที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะสิ้นหวังจนตรอก จนกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การคลี่คลายปัญหาจะเปิดช่องให้ผู้ลี้ภัยกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรี

กระตุ้นให้ระบอบกษัตริย์คลายมือจากอำนาจ รวมทั้งผลักดันค่านิยมและสถาบันประชาธิปไตยในประเทศภูฏาน



..........................................................
ที่มาเรียบเรียงจาก:มูรารี อาร์ ชาร์มา

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลจาก

Murari R. Sharma, "Shaking Up Bhutan" (Silver City, NM and Washington, DC: Foreign Policy In Focus, December 28, 2006).
http://fpif.org/fpiftxt/3828


มูรารี ชาร์มา เป็นอดีตเอกอัครราชทูตเนปาลประจำสหประชาชาติ เป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือชื่อ Reinventing the United Nations ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนมกราคมปีนี้ เขาเคยมีบทบาทในการเจรจาประเด็นปัญหาผู้ลี้ภัยระหว่างเนปาลกับภูฏาน

วันเสาร์, พฤศจิกายน 29, 2551

บทบรรณาธิการนสพ.ญี่ปุ่น: กรณียึดครองสนามบินที่ประเทศไทย

จากหนังสือพิมพ์ไมนิจิ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.2008
แปลเป็นไทยโดย poppu

กรณียึดครองสนามบินที่ประเทศไทย : โปรดเห็นแก่หลักประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

เราไม่สามารถประมาณได้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น "สยามเมืองยิ้ม" นั้นได้ถูกทำลายลงไปสักเพียงใดแล้ว หวังเพียงแต่ว่าเหตุการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ใช้ชื่อว่า"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"ทำการยึดครองสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรวมทั้งญี่ปุ่นต้องตกค้างอยู่ที่ประเทศไทยเป็นจำนวนมากนั้น จะคลี่คลายลงในเร็ววัน

หากสนามบินที่ทำหน้าที่เป็นสนามบินเชื่อมต่อ(HUB)ที่สำคัญของเอเชียแห่งนี้ต้องตกอยู่ในสภาพอัมพาตเช่นนี้ต่อไป,ไม่เพียงการท่องเที่ยวของไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะรวมไปถึงการส่งออกสินค้าของไทย ซึ่งจะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเอง อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน(ASEAN) และการประชุมซัมมิทประเทศเอเชียตะวันออกซึ่งจะมีประเทศเข้าร่วมทั้งหมด 16 ประเทศรวมทั้งญี่ปุ่นจีนเกาหลี ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในกลางเดือนธันวาคมนี้จะต้องถูกเลื่อนออกไป จึงกล่าวได้ว่าประชาชนชาวไทยทุกคนควรพึงตระหนักอย่างจริงจังถึงการสูญเสียผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ของประเทศดังที่ได้กล่าวมา

ความวุ่นวายในครั้งนี้ เกิดจากการแย่งชิงอำนาจภายในประเทศของไทยเอง

หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของกลุ่มอำนาจทางการเงินกลุ่มใหม่ของไทย ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปีพ.ศ. 2544 ก็ได้เกิดความไม่ลงรอยและมีการช่วงชิงอำนาจกับกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยกุมเศรษฐกิจของประเทศมาก่อนอย่างต่อเนื่อง

ตัว พ.ต.ท.ทักษิณเอง หลังจากถูกปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อปี พศ.2549 ก็ได้ใช้ชีวิตไม่ต่างจากผู้ลี้ภัยตามประเทศต่างๆ โดยขณะนี้เข้าออกระหว่างประเทศจีนและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่เมื่อปลายปีที่แล้ว พรรคการเมืองที่เป็นกลุ่มอำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและได้กลับมาตั้งรัฐบาลอีก ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านของกลุ่ม พธม.ซึ่งกล่าวกันว่ามีกลุ่มอำนาจเก่าหนุนหลังอยู่ โดยกลุ่มพธม.ได้ยึดทำเนียบรัฐบาลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม รวมเป็นเวลาถึง 3 เดือนแล้ว

อีกทั้งกลุ่มพธม. ยังได้ประกาศเคลื่อนขบวนผู้ชุมในนาม"สงครามครั้งสุดท้าย" บุกเข้ายึดอาคารรัฐสภาและลงท้ายด้วยการปิดสนามบินในที่สุด โดยมีเป้าหมายคือการลาออกของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป้าหมายคือการกำจัดอำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณแบบถอนรากถอนโคน

แม้ว่าเรื่องการแย่งชิงอำนาจเป็นเรื่องที่ยากจะหาคำตอบที่ลงตัว แต่หากคำนึงถึงหลักการของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาแล้ว การปฏิเสธไม่ลาออกของนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์จึงเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แม้ว่าในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณจะมีปัญหาการคอรัปชั่น หรือนโยบายประชานิยมแบบ "หว่านเงิน" ไปยังพื้นที่ที่ยากจนต่างๆ ของประเทศจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาก็ตาม การโค่นล้มรัฐบาลโดยใช้กำลังและอำนาจนอกระบบเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้

ประเทศไทยนั้นมีทัศนะครอบงำที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยอันดำรงคู่ไปกับพระราชอำนาจแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทย และสำนึกหรือความคาดหวังที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งการปะทะกันของแต่ละฝ่ายได้ แม้แต่การปฏิวัติโดยใช้กำลังทางการทหาร หากไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯในภายหลัง การปฏิวัตินั้นก็ถือว่าไม่ได้รับความชอบธรรม

ท่ามกลางความชุลมุ่นวุ่นวายต่างๆ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินยังงานพระราชทานเพลิงศพของหญิงผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ,ทั้งนี้กลุ่มพธม.ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า "ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์"แต่ความเป็นจริงเป็นเช่นไรนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ในส่วนของทหารซึ่งกล่าวได้ว่ามีลักษณะเป็นกองทัพของพระมหากษัตริย์นั้น พล.อ.อนุพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ถูกปฏิเสธจากนายกรัฐมนตรีสมชาย

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวลือเกี่ยวกับการปฏิวัติแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง, แต่การปฏิวัติเมื่อสองปีที่แล้วได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งจากในและนอกประเทศ ไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดที่นานาชาติจะไม่ยอมรับ , การปฏิวัติซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นปฏิวัติแบบไม่เสียเลือดเนื้อก็คงไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกได้อีก สิ่งที่ขาดไม่ได้ในตอนนี้คือการตระหนักและให้ความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ปฏิวัติล้มรัฐบาลไม่หมู! นานาชาติออกโรงกดดัน"เจ้าของม็อบ"



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2551


พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเอง และการทำเพื่อชาตินั้น เป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
-แถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย


นานาชาติซึ่งรวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้ออกโรงกดดันพันธมิตรฯ ซึ่งนานาชาติเห็นว่ายึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษให้ยุติการยึดสนามบิน เพราะทำให้ผู้โดยสารต่างประเทศตกค้างอยู่กว่า100,000คน โดยEUได้เตือนว่าเรื่องนี้จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่คณะกรรมการสิทธิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องให้ทั้งโลกโดยเฉพาะUNแทรกแซงไทยเพื่อปกป้องประชาธิปไตยเอาไว้จากเผด็จการฟาสซิสต์พันธมิตร

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของนานาชาติเป็นไปในท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากกองทัพไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล นักวิชาการส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้ท้าย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่คอยแต่ห้ามว่าไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม และห้ามรัฐบาลสั่งให้พันธมิตรสลายการชุมนุม(คลิ้กดูข่าวนี้ที่นี่) รวมไปถึงชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น"เจ้าของม็อบพันธมิตร"ซี่งสื่อต่างประเทศรายงานโดยไม่ปิดบังว่าหมายถึงใคร แต่สื่อไทยจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้อย่างระแวดระวัง

สหรัฐเรียกร้องให้ยุติการปิดสนามบินประท้วง

รายงานข่าวสำนักข่าวต่างประเทศจากซินหัว (28 พ.ย.) แจ้งว่า รัฐบาลสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการปิดสนามบิน

"เราเคารพสิทธิในการแสดงความเห็น แต่การปิดสนามบินไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการประท้วง" นาย Gordon Duguid รองโฆษกรัฐบาลสหรัฐฯกล่าว

เขาได้เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรออกจากสนามบินอย่างสันติ และเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง และทำภายใต้หลักแห่งกฏหมาย

ทูตอียูวอนพันธมิตรฯ เคลื่อนย้ายออกจากสนามบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (29 พ.ย.) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมประท้วงในประเทศไทย ออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างสงบ และว่าการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้มีผู้โดยสารตกค้างถึงกว่า 100,000 คน กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก

แถลงการณ์จากเอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไทยอย่างสันติ เคารพในกฎหมาย และสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ และว่าอียูเคารพสิทธิในการประท้วง และปราศจากการแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในของไทย แต่เห็นว่าการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงในเวลานี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาประเทศ

เอกอัครราชทูตอียูเรียกร้องให้กลุ่มผู้ประท้วงออกไปจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง อย่างสันติและโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย (ลิงก์ - ไทยรัฐ)

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชียจี้UNแทรกแซงไทย ปกป้องประชาธิปไตยจากเผด็จการฟาสซิสต์พธม.

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่26พ.ย.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงเอเชียออกแถลงการณ์ชี้ว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพันธมิตรฯ จะมากมหาศาลกว่าความเสียหายใดๆ ก็ตามที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มไป และจะสามารถสร้างหายนะได้มากกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียยังได้ เรียกร้องให้ทั้งโลกให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาหลายเดือนโดยแทบไม่มีปฏิกริยาใดๆ จากองค์กรระหว่างประเทศเลย โดยเฉพาะสหประชาชาติ หลังจากลังเลกับการรัฐประหาร 19 กันยามาแล้ว คราวนี้ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยโดยปราศจากการแทรกแซงได้อีกแล้ว

"พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเองและการทำเพื่อชาตินั้นเป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

"คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่ง

ประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะสามารถกอบกู้เกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทย ในสายตาชาวโลกได้

โดย คนไทยไกลบ้าน
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
29 พฤศจิกายน 2551

เรียน แกนนำพันธมิตรฯทุกรุ่น และผู้หนุนหลังสำคัญๆ ทั้งหลาย

ดิฉันอ่านความเห็น แถลงการณ์ และคำสัมภาษณ์ล่าสุดของท่านทั้งหลาย (รวมทั้งของคุณหมอประเวศ วะสี และ อ.ธีรยุทธ บุญมี) ด้วยความสลดใจ กับความไม่สมเหตุสมผล จนถึงความคิดพิลึกพิลั่นของท่านในหลายประเด็น ดิฉันขอกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ดิฉันไม่เห็นด้วยเลย กับการประเมินคุณูปการของพันธมิตรฯ ต่อการเมืองไทย และต่อการเอาแต่โทษรัฐบาลและทักษิณ ราวกับเด็กๆ ที่พยายามปัดความผิดให้พ้นตัว

การกระทำผิดละเมิดกฎหมาย ควรถูกลงโทษ โดยไม่ปัดความผิดให้อากาศ สภาพแวดล้อม หรือสาเหตุความเป็นมา 4 ทอด ก่อนการกระทำนั้น การอวดอ้างว่า เป็นการกระทำผิดเพื่อส่วนรวม ย่อมไม่เป็นเหตุให้พ้นจากการรับโทษ (คุณหมอเคยดูหนังที่บริษัทยาใช้คนจนเป็นหนูทดลองยา โดยอ้างว่า “for the greater good” ไหมคะ พันธมิตรฯกำลังอ้างแบบเดียวกันเปิ๊ยบเลย)

ทักษิณและรัฐบาลหลังจากนั้น ไม่ได้บังคับให้ท่านต้องกระทำผิดกฎหมาย ท่าน “เลือก” ของท่านเอง จึงต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง ไม่ว่าจะมีเจตนาดีสักปานใดก็ตาม ตัวท่านเองทั้งนั้น ที่กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อว่า ต้องกำจัดทำลายทักษิณ “ด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้”

ท่านโชคดีมากแล้ว ที่ได้อภิสิทธิ์ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายอย่างที่คนปกติทั่วไป ไม่มีทางได้รับ

อุดมการณ์ของท่านจะถูกผิดอย่างไร คงเถียงกันได้อีกนาน แต่วิธีการผิดๆ เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะการสร้างประชาธิปไตย ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า “วิธีการ” ที่อยู่ในกรอบของกระบวนการประชาธิปไตย

ที่สำคัญที่สุด คือ อย่าจับประเทศชาติเป็นตัวประกัน บังคับขู่เข็ญให้ผู้คน จำต้องรับอุดมการณ์ของท่าน

การแพ้-ชนะตามกระบวนการ ไม่เคยทำให้ประเทศชาติล่มจม การโกงกินของนักการเมือง ก็ไม่ทำให้ประเทศชาติล่มจมมากอย่างการใช้ “วิธีการอะไรก็ได้” ดังที่ท่านทำลงไป ท่านเองได้พิสูจน์แล้วว่า ก่อความเสียหายสาหัสมากกว่าขนาดไหน

กระบวนการประชาธิปไตย ยังมีความสำคัญมาก ต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของไทยในสายตาชาวโลกด้วยค่ะ

ขณะนี้ทั่วโลกรับรู้เรื่องประเทศไทย ผ่านสื่อมวลชนระดับโลกรายสำคัญๆ ซึ่งเสนอข้อวิเคราะห์แทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า พันธมิตรฯ และผู้อยู่เบี้องหลัง เป็นพวกนิยมเจ้า (Royalist) พวกชนชั้นสูง และคนชั้นกลาง ผู้มีการศึกษาในเมือง รวมทั้งนักวิชาการ พวกเขาเหล่านี้ รังเกียจประชาชนคนจนชนบท แต่กลัวพลังของคนที่เขาหาว่า “โง่” เพราะสู้ตามระบบประชาธิปไตยยังไงๆ ก็แพ้คนจนที่มีจำนวนมากกว่า พวกเขาจึงพยายามทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ เพื่อรักษาอำนาจของอภิชนอย่างพวกตนไว้

ทั่วโลกรับรู้ว่า การเมืองใหม่และพันธมิตรฯ เป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตย และถอยหลังลงคลองที่น่าสมเพช ดิฉันได้รับคำถามมากมายว่า ทำไมผู้มีการศึกษาของไทย จึงมีความคิดพิลึกพิลั่นขนาดนั้น? ทำไมพวกท่านจึงขังตัวเอง อยู่ในความคิดหลงยุคเช่นนั้นได้?

ที่สำคัญก็คือ การกระทำของพวกท่าน ช่วยตอกย้ำยืนยันว่า สิ่งที่หนังสือต้องห้ามเมื่อเร็วๆ นี้เล่มหนึ่งเสนอไว้นั้น เป็นความจริง อย่างไม่มีทางโต้แย้งได้อีกแล้ว

พวกท่านทำร้ายทุกอย่าง รวมทั้งสถาบันที่ท่านอ้างว่าเคารพเชิดชู นักการเมืองที่ท่านว่าร้าย ก็ไม่เคยทำความเสียหายได้มากขนาดนี้ ในเวลา 20-30 ปี

ดิฉันขอถามว่า สมมติว่าพันธมิตรฯ สถาปนาการเมืองใหม่ได้สำเร็จ ท่านคิดว่า ประเทศไทยจะเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาคมโลกหรือคะ? หรือจะเป็นแค่ “ตัวตลก” ที่นานาประเทศสมเพช และดูถูกอยู่เงียบๆ

ท่านเคยคิดไหมว่า ศักดิ์ศรีประเทศไทย จะไม่เหลือเลยภายใต้การเมืองใหม่

เราท่านจะหลอกตัวเองไปอีกนานเท่าไรว่า ทั่วโลกตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เชิดชู

คนทั้งโลกโง่เกินกว่าจะเข้าใจเรา? หรือคนไทยปิดหูปิดตาตัวเองกันแน่คะ?

ดิฉันเห็นด้วยกับคุณหมอประเวศ และ อ.ธีรยุทธประเด็นเดียว นั่นคือ พันธมิตรฯควรหยุดได้แล้ว และแกนนำควรถูกดำเนินคดี

นี่คือก้าวเล็กๆ ก้าวแรกที่จำเป็นมากๆ หากเราต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในสายตาชาวโลกกลับคืนมา เพราะนี่คือการยืนยันว่า เราเคารพระบบกฎหมาย และกระบวนการประชาธิปไตย

ปัจจัยหลีกเลี่ยงความรุนแรง มีสองฝ่ายค่ะ ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของรัฐบาลฝ่ายเดียว อย่างที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าว นั่นคือ แกนนำพันธมิตรฯ ต้องรับผิดชอบด้วย อย่าเอาคนอื่นมาเสียสละให้กับความผิดพลาดของตัวเอง พลาดแล้วต้องกล้ารับโทษ ไม่ใช่ฉุดมวลชนไปเจ็บตัวด้วย

ทำถูกสักครั้งในตอนจบ ผู้คนยังสรรเสริญนะคะ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
คนไทยไกลบ้าน


ป.ล. ขอแถมอีกเรื่องค่ะ ดิฉันกำลังห่วงว่า แกนนำและฮาร์ดคอร์พันธมิตรฯ จำนวนหนึ่ง กำลังคลั่งกับความเชื่อของตนเองว่า กำลังต่อสู้เพื่อภารกิจศักดิ์สิทธิ์ (กว่าเรื่องของการเมืองดีๆ ชั่วๆ ตามปกติ) และหลงว่า ตนเองสูงส่งเกินกว่าประชาชนทั่วไปจะเข้าใจ นี่เป็นอาการที่เคยเกิดมาแล้วกับหลายกลุ่มขบวนการ คนแบบนี้เป็นบ่อเกิดของความรุนแรงที่ควรระวังค่ะ และไม่ว่าวิกฤตคราวนี้ จะจบลงอย่างไร เราคงต้องใส่ใจกับคนที่มีอาการเช่นนี้ ดิฉันจะยินดีมาก หากความวิตกของดิฉัน ไม่กลายเป็นความจริงขี้นมา

ขอต้อนรับนักรบไซเบอร์... จาก hi-thaksin คืนสมรภูมิ ... ที่ thaifreenews

โดย คุณ Albatross
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
29 พฤศจิกายน 2551

Thaifreenews.com ขอต้อนรับกองทัพอดีตนักรบแห่ง hi-thaksin ผู้มีหัวใจประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการกลับสู่สมรภูมิอีกครั้ง

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ท่านได้ร่วมรบกับ hi-thaksin ในทุกสมรภูมิอย่างกล้าหาญ เป็นที่พึ่งของประชาชนชาวรากหญ้า และสามารถเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ให้กระจ่างชัด เปิดเผยสู่สาธารณชนทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและได้ผล

Thaifreenews.com ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป Thaifreenews.com จะร่วมกับกองทัพอดีตนักรบแห่ง hi-thaksin ต่อสู้กับความอยุติธรรม เพื่อรักษาประเทศไทยไว้ให้ลูกหลานสืบไป

ขอต้อนรับ
Power Inspection, ประดาบ, กาหลิบ, อาคม ซิดนีย์, บก.ลายจุด, มังกรดำ, bangdor, thai esan, konnon, satitep, chaispat, porntep, bdrjr, super mild, prathueang, chunrapan, chaispat, sivadewa, phatararanakorn, lena, USA, chunrapan, pong pang, percival, hmopong, jirayu, clipclub, บิ๊กอู๊ด, เด็กโคราช, รู้ทัน, bell, rangsun, จักร, jeabok, rsujet, phim, กาดำ, demo, คนอีสาน, น้ำใส, leela, ลูกข้าวเหนียว, วาเนซา, คนไทยต่างแดน, คนรากหญ้า, panada, konnan, kan, win, geelong, tugtry chinchar, rakthai, nikita, piya444, Top Secret, Crying Prophet (ขออภัยที่ชื่อตกหล่น) สู่สมรภูมิอีกครั้ง

สมรภูมิของท่านจะปรากฏขึ้นที่นี่ภายในวันอาทิตย์นี้

หัวโจกโจรพันธมิตรแตกคอ จำลองยกธงขาวขอเจรจาVSโกตั๊บกระหายเลือด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2551


ผมตกภาษาไทย สะกดคำว่าเจรจาไม่เป็น

"มีการติดต่อมาเพื่อเจรจา โดยคนหนึ่งมียศพลตำรวจเอก ส่วนอีกหนึ่งเป็นนักการเมือง โดยติดต่อผ่านมาทางนายชัชวาล ชาติสุทธิพิกุลชัย นักปราศรัยปากกล้า โดยระบุว่า พี่สนธิ นายสมชาย ขอเจรจาด้วย และพร้อมที่จะพบกับผมในทุกๆ ที่ ยกเว้น กทม. ผมจึงตอบกลับไปว่า ผมตกภาษาไทย จึงสะกดคำว่าเจรจาไม่เป็น หากใครจะไปเจรจาก็ต้องถามดวงวิญญาณน้องโบว์กับสารวัตรจ๊าบว่าอยากให้เจรจาหรือไม่ สำหรับผมตอนนี้เลือดเข้าตาแล้ว"

สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำสูงสุดพันธมิตร 28 พ.ย.51

ผมพร้อมเจรจาให้จบก่อนวันที่5ธันวาคมนี้

"พร้อมเจรจากับรัฐบาล แต่ตัวแทนของรัฐบาลต้องเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น และเป็นการคุยต่อหน้าเพื่อเห็นหน้าตากัน ไม่ใช่ทางโทรศัพท์ ส่วนสถานที่นั้น เป็นที่ใดก็ได้ แต่ไม่ใช่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะอยู่ไกลเกินไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะจบลงก่อนวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึงนี้

พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำอันดับ2 พันธมิตร,29พ.ย.51

แกนนำไม่แตกแยกกันล้านเปอร์เซ็นต์

"การเจรจากับรัฐบาลว่ายังคงยึดหลักการเดิมคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน ถึงจะมีการพูดคุย เป็นสิ่งที่พันธมิตรฯเรียกร้องตั้งแต่ตอนแรก ด้านกระแสข่าวที่ออกมาว่ แกนนำพันธมิตรฯเสียงแตกขอยืนยันว่าแกนนำไม่มีความแตกแยกล้านเปอร์เซ็นต์"

สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพระอันดับของพันธมิตร

ถุย!กก.สิทธิฯป่านนี้ยังให้ท้ายโจรสุดๆ ห้ามรัฐยื่นคำขาดสลายม็อบ-ออกจากสุวรรณภูมิ

ที่มา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
29 พฤศจิกายน 2551

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้ออกแถลงการณ์ชี้ว่ากลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์พันธมิตร กับบรรดาผู้ให้ท้ายกำลังก่อผลเสียหายต่อประชาธิปไตยของไทยและเอเชียมหาศาล ทั้งเรียกร้องว่าสหประชาชาติ(UN)ควรเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ในไทยได้แล้ว(อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่)แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ยังท่องคาถาเดิมๆคือ"รัฐต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน" และแสดงจุดยืนให้ท้ายพันธมิตรอย่างมั่นคง โดยระบุว่าหากเกิดการเจรจากันขึ้น ก็ต้อง"มิใช่เป็นการยื่นคำขาดให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสลายการการชุมนุม หรือออกจากสถานที่ใด" เผยกสม.ที่นำโดยเสน่ห์ จามริก ทำผิดกฎหมายเหลาเหย่อายุเกิน70ปีต้องพ้นตำแหน่งมาเป็นปี แต่นั่งรากงอกหน้าด้านๆ



ทั้งนี้ได้มีการออกแถลงการณ์ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในวันนี้(29พ.ย.)ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เพื่อทำความเข้าใจแก่ประชาชน


ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยอยู่บน หลักการของสิทธิมนุษยชน และไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งขอให้เร่งพิจารณาดำเนินการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นั้น

โดยที่ต่อมาได้มีกระแสข่าวว่าทางตำรวจได้ประสานขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติไปร่วมหารือกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเรื่องนี้ รวมทั้งบางแหล่งข่าวยังชวนให้เข้าใจไปในทำนองว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะตั้งตนเป็น “คนกลาง” ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสน

ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงขอชี้แจงถึงจุดยืนและบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจถูกต้อง ดังนี้

๑. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีบทบาทและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในอันจะส่งเสริมการเคารพและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ และปกป้องหลักการเคารพต่อสิทธิในชีวิตและร่างกายอันจะละเมิดไม่ได้ โดยต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน

๒. จากกรณีข้างต้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็น “คนกลาง” ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีจึงขึ้นกับการตกลงและการตัดสินใจของรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยินดีที่จะร่วมรับฟังการตกลงกันดังกล่าว โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ริเริ่มการหารือ

๓. ในการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามข้อ ๒. นั้น

ประการที่หนึ่งจะต้องไม่ใช้คำว่า “เจรจา”

ประการที่สอง จะต้องมิใช่เป็นการยื่นคำขาดให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสลายการการชุมนุม หรือออกจากสถานที่ใด

ประการที่สาม สถานที่ที่ใช้ในการพูดคุยกันดังกล่าวจะต้องเป็นสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

และประการที่สี่ การหารือนี้จะต้องกระทำโดยเปิดเผยและโปร่งใส

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความยินดีและพร้อมเสมอถ้าหากทุกฝ่ายและภาคส่วนเห็นว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อยู่ในฐานะที่จะมีส่วนช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะได้ตระหนักถึงพันธะร่วมกันในฐานะประชาชนคนไทย ในอันที่จะปกป้องมิให้สถานการณ์บ้านเมืองต้องตกต่ำ และกระทบต่อสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคนต่อไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

หมายเหตุ: เมื่อเร็วๆนี้มติชนได้ตรวจสอบพบว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำผิดกฎหมาย เพราะพ้นตำแหน่งมาแล้ว 1 ปีเต็มๆ เพราะอายุเกิน 70 ปีตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งนายเสน่ห์ จามริก ที่ดำรงตำแหน่งประธานด้วย แทนที่จะลุกจากเก้าอี้ กลับนั่งเป็นกรรมการต่อมาถึง 3 คน นอกจากนายเสน่ห์แล้วก็มี"หมอหลวง"นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี และคุณหญิงอัมพร มีศุขด้วย แทนที่จะสรรหากรรมการชุดใหม่(อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่)

อนึ่ง ไทยอีนิวส์ ยังได้เคยนำเสนอบทความตีแผ่องค์กรสิทธิมนุษย์ชนดังกล่าวตั้งแต่ พฤศจิกายน 07, 2006 อีกด้วย ท่านสามารถติดตามอ่านได้ที่ "เก็บตกจาก Inbox: เบื้องลึกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ"

"ประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย" คือ อาวุธสำคัญที่รัฐบาลมี

โดย คุณ นางฟ้ามหาโหด
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 พฤศจิกายน 2551

อย่างที่พวกเราทราบกันดี ...ปัญหาของรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย ที่ต้องเผชิญกับปัญหาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น..

- การต้องเตรียมรับมือกับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ทำเนียบ

- การเตรียมรับมือกับการก่อจลาจล ในเขตกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล

- การคอยรับมือกับแรงบีบจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตร ที่มีมาทุกทาง

- เตรียมการรับมือกับการยุบพรรคของพวกตุลาการณ์ภิวัฒน์ และพรรคพวก

- การเตรียมพร้อม รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล

- การเตรียมพร้อม ต่อต้านการทำรัฐประหาร

- การเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการ "รัฐบาลพลัดถิ่น" หากจำเป็น

ปัญหาต่างๆ มีอีกมากมาย ที่เห็นแล้วน่าหนักใจ ...แต่เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบถึง การเตรียมความพร้อม ในการแก้ปัญหาแล้ว ก็รู้สึกเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง ...ไม่ได้ประมาทหรือชะล่าใจ แต่อยากให้ทราบว่า ได้เตรียมพร้อมรับมือกันเต็มที่ และ รอบด้านพอสมควร

แต่เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ในขระนี้ มันเปราะบางและอ่อนไหวมาก จนไม่ควรนำเอาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้น นำมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ..เพราะอาจทำให้ ฝ่ายตรงข้ามจับทิศจับทางได้ ..แม้จะเบาใจได้ระดับหนึ่ง กับการเตรียมแผนรับมือของรัฐบาล แต่3-4 วันมานี้ สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกังวล กลายเป็น "เรื่องความรู้สึกของคน"

ระยะหลังนี้ ข้าพเจ้าได้รับข้อความหลังไมค์จากหลายท่าน ในราชดำเนิน เขียนเข้ามาระบายความรู้สึก และ กังวล ถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ รวมทั้งจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านจากความเห็นต่างๆ ..ตามกระทู้ส่วนใหญ่ แสดงถึงความเป็นกังวล และมีเป็นจำนวนมากที่ ข้าพเจ้าประเมินได้ว่า "ท้อใจ"

การที่พวกท่านได้เห็นปัญหา ....แต่ไม่ทราบว่า ทางรัฐบาลจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ..สิ่งเหล่านี้ อาจทำให้พวกท่านกังวลใจ และเป็นห่วง

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ปัญหาทุกอย่างที่รัฐบาล และ พวกเราที่เป็นผู้รักประชาธิปไตย กำลังเผชิญอยู่นี้ ...ยอมรับว่า มันมีมาก ..แต่ขอบอกว่า มันไม่ได้เกินกว่ากำลังของพวกเราที่จะฟันฝ่าไป

..ยอมรับว่า ...งานข้างหน้า ยังต้องต่อสู้อีกมาก ....แต่ไม่ใช่ไม่มีทางสู้

การที่เราจะเดินเข้าสมรภูมิรบ นอกจากเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว เราต้องเตรียมใจให้พร้อมด้วย ...ต่อให้เรามีความพร้อมทางยุทธศาสตร์ และ ยุทธวิธี แค่ไหน ..แต่หากใจไม่พร้อม ...ย่อมชนะได้ยาก

อย่าลืมว่า "ประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย" คือ อาวุธสำคัญที่รัฐบาลมี

หากพวกเราที่เป็นอาวุธ สำคัญ....."ใจไม่พร้อม " หนทางชนะก็คงลำบาก

ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่าน เชื่อมั่นในตัวท่านเอง ... เชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ...เชื่อมั่นว่า สิ่งที่พวกเรากำลังต่อสู้นี้ คือ สิ่งที่ถูกต้อง และ เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนี้ไว้ เพื่อ...ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ..

ขอให้พวกเรามั่นใจว่า ...รัฐบาลท่านนายกฯสมชาย และ พวกเราชาวประชาธิปไตย ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังท่านนายกฯทักษิณ และ ท่านนายกฯสมัคร ได้ร่วมเป็นกำลังใจกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในครั้งนี้ด้วย

ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า .....ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ...คือ อาวุธที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ขอให้มั่นใจในตัวเอง ......ขอให้มั่นใจในประชาธิปไตย

Believe in yourself .......Believe in Democracy

ในยามนี้ ทำข้าพเจ้าคิดถึงประโยคคำสอนของ ท่านนายกฯสมัคร ประโยคหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า หากท่านอยู่กับพวกเรา ณ.ที่นี่ ...ท่านคงสอนพวกเราให้สู้ ด้วยประโยคหนึ่งใน "เพลงโชคมนุษย์" ที่เป็นเพลงโปรดของท่าน

"ยิ้มได้ เมื่อภัยมา"

http://www.youtube.com/watch?v=WpV3W_uW-mM
http://www.youtube.com/watch?v=fGDTuiaOw2E&feature=related

แถลงการณ์ม.เที่ยงคืน:คืนความเป็นมนุษย์ และนำหลักนิติรัฐกลับสู่สังคมไทย

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง คืนความเป็นมนุษย์ และนำหลักนิติรัฐกลับสู่สังคมไทย

ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวออกอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ดังปรากฏให้เห็นจากการเข่นฆ่าและการทำร้ายกันระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านพันธมิตรฯ ทั้งที่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพและในต่างจังหวัด และจนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยุติลงได้อย่างไร แต่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ไม่ว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรจะดำเนินไปหรือยุติลงในลักษณะเช่นไร แต่สิ่งที่มีความหมายสำหรับสังคมไทยและจะเป็นหนทางหนึ่งในการธำรงรักษาให้สังคมไทยไม่ให้บอบช้ำไปมากกว่านี้ นั่นคือต้องร่วมผลักดันและเรียกร้องดังต่อไปนี้
ประการแรก นำหลักนิติรัฐมาบังคับใช้อย่างเป็นธรรม

สภาวะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาของหน่วยงานรัฐรวมถึงการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้สังคมตกอยู่ในสภาวะของการทำสงครามระหว่างผู้คน หากยังปล่อยให้สภาพดังกล่าวดำเนินต่อไปก็จะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของผู้คน

จำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายโดยองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อผู้ที่กระทำผิดกฎหมายไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม หากหน่วยงานรัฐใดไม่กระทำตามหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดต้องดำเนินไปตามกรอบของความชอบด้วยกฎหมาย และความเหมาะสมตามมาตรฐานของอารยะประเทศ มิใช่เป็นการใช้อำนาจด้วยความรุนแรงตามอำเภอใจเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก

ประการที่สอง คืนความเป็นมนุษย์ให้กับสังคมไทย

ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ผ่านมา ได้มีการปลุกเร้าและสร้างความหมายให้ฝ่ายที่คิดต่างจากตนกลายเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด จึงทำให้สามารถที่จะลงมือต่ออีกฝ่ายได้เมื่อเผชิญหน้ากัน สังคมไทยเคยมีบทเรียนของการแบ่ง “ซ้าย/ขวา” จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เมื่อมาถึงบัดนี้การแบ่งแยกระหว่าง “แดง/เหลือง” กำลังนำพาสังคมไทยย้อนกลับไปสู่โศกนาฏกรรมแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง
ควรตระหนักว่าไม่ว่าจะมีความเห็นไปในทิศทางใดก็ตาม แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเรา อุดมการณ์ทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายกำลังยึดมั่นและปลุกปั่นอยู่ในขณะนี้ ล้วนแต่ไม่มีคุณค่าพอต่อชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คน ต้องเรียกร้องให้หวนกลับมาตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมสังคมให้มากขึ้น รวมทั้งประณามการกระทำที่มีผลต่อการสร้างความเป็นศัตรูให้เกิดขึ้นระหว่างผู้คนในสังคมไทยด้วยกันไม่ว่าการกระทำนั้นจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม

เงื่อนไขทั้งสองประการจะเป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงใคร่ขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการคืนความเป็นมนุษย์ และนำหลักนิติรัฐกลับสู่สังคมไทยโดยเร่งด่วนที่สุด
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
29 พฤศจิกายน 2551

คลิปแถลงข่าว การนัดชุมนุมต้านรัฐประหาร โดย คุณวีระ มุสิกพงศ์

โดย ทีมข่าว thaienews
29 พฤศจิกายน 2551

ฟังคลิปเสียงการแถลงข่าว (29 พฤศจิกายน 2551) โดย คุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์ และ คุณก่อแก้ว พิกุลทอง ต่อสื่อมวลชน ดาวโหลดได้ที่ ลิงก์

ประกาศรวมพลคนเสื้อแดง ที่ท้องสนามหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551 ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป

จุดประสงค์การชุมนุม
1. ให้กำลังใจ สนับสนุนเจ้าหน้าที่ ซึ่งกำลังปฏิบัติงานตาม พรบ.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ
2. ป้องกันการรัฐประหารแบบซ่อนรูป หยุดยั้งการรัฐประหาร ซึ่งกำลังกระทำผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ยืนยันว่า การชุมนุมนี้ จะเป็นไปอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ขอเชิญพี่น้องชาวไทย ร่วมแสดงพลังประชาชนผู้รักความเป็นธรรม เพื่อประกาศว่า

"ต่อไปนี้ เสียงข้างมากของประเทศ จะไม่ยอมให้เสียงข้างน้อยมาย่ำยีประชาธิปไตยอีก"

"ต่อไปนี้ เสียงข้างมากของประเทศ จะไม่ยอมให้กระบวนการอยุติธรรม ดำเนินการได้ต่อไปในประเทศนี้"

บทเรียนที่คุ้มค่า

โดย คุณ จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด
ที่มา เวบไซต์ มติชน
29 พฤศจิกายน 2551

เพียงวันเดียว หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยืนยันว่า จะไม่ปฏิวัติและไม่กลัวถูกปลด "หากผมกลัวถูกปลด ก็สามารถเลือกหนทางปฏิวัติได้ ซึ่งผมจะใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ สั่งการได้ทุกอย่าง แต่ผมก็จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะแก้ปัญหาไม่ได้"

ข่าวลือว่า ทหารจะปฏิวัติ ก็แพร่สะพัดไปในทุกวงการ ตั้งแต่เช้ายันค่ำของวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นข่าวลือซึ่งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า หากนายกรัฐมนตรีสั่งปลด ผบ.ทบ.ตามกระแสเรียกร้องของฝ่ายการเมือง ที่ไม่พอใจกับท่าทีลอยตัวเหนือปัญหา และข้อเสนอให้ "ยุบสภา" กองทัพก็จะลงมือปฏิบัติการทันที

ซึ่งขณะปิดต้นฉบับนี้ ยังไม่รู้ออกหัวหรือก้อย รู้แต่ว่า ครม.เลือกที่จะไม่แตะ ผบ.ทบ. แต่เดินหน้าแก้ปัญหาการปิดล้อม 2 สนามบินหลักของประเทศ

หากทุกอย่างลงเอยที่การปฏิวัติอีกจริงๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หรือทำให้คนตื่นตระหนกไปกว่าที่ผ่านมา เพราะความเลวร้ายสุดสุดที่เกิดกับประเทศนี้ หลังม็อบพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ น่าจะช็อคความรู้สึกผู้คนจนชินชาไปแล้ว ถ้าจะเกิดอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้ ก็คงไม่ถึงขั้นสติแตก

อาการชินชาที่ว่า บางเวลาก็เลยกลายเป็นเรื่องโจ๊กเรื่องอำกันในวงข้าว เพราะคนต่างรุ่นต่างวัย เริ่มรับรู้ได้ไม่ต่างกันแล้วว่าการปฏิวัติรัฐประหาร ดูจะเป็นสูตรสำเร็จในการผ่าทางตันทางการเมืองประเทศนี้ ประเทศที่ไม่ค่อยเรียนรู้ในการอดทนและเคารพกฎกติกา และก็ไม่ค่อยแคร์ด้วยว่า เป็นสูตรสำเร็จที่ทำความย่อยยับกันมาขนาดไหน

รูปแบบการเคลื่อนไหวของ "ม็อบมีเส้น" ที่ใครก็ไม่กล้าแตะ ซึ่งมีเป้าหมายจะสร้าง "การเมืองใหม่" อันย้อนยุคที่เป็น "เรียลิตี้ โชว์" อยู่หน้าประตูสู่โลกาภิวัตน์ - สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลานี้ จึงเป็นอะไรที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างสิ้นเชิง

การใช้ยุทธศาสตร์ "ปิดประเทศ" มา เพื่อให้เกมล้มระบอบทักษิณ และสถาปนาการเมืองใหม่ จบแบบม้วนเดียวอย่างที่ประกาศ แทนที่จะได้ใจแนวร่วมระดับสูงที่แอบๆ สนับสนุนทั้งหลาย จึงทำเอาแนวร่วม เริ่มมีอาการหน้าเขียวหน้าเหลือง เพราะผลกระทบรุนแรงกว่าที่คาด กระแสเลยตีกลับ

ยิ่งแต่ละช็อตของการ "ลุย" มีภาพฟ้องว่า อาวุธร้ายครบถ้วน แต่ละปฏิบัติการ ก็ห้าวถึงใจ ฝ่ายเป็นกลางโดยเฉพาะชาวเมืองหลวง เลยเริ่มส่ายหน้า ฝ่ายที่เคยเชียร์อยู่ห่างๆ หรือถนัดท่องสูตร "ไม่ใช้ความรุนแรง" ก็เริ่มเงียบ ม้วนเดียวจบของพันธมิตร จึงเริ่มฝืดและทำท่าจบในแบบที่ตัวเองไม่ได้กำหนด เพราะดีไม่ดี จะตกเป็นเป้าหมายหนึ่งของการปฏิวัติครั้งนี้เช่นเดียวกับซีกรัฐบาล

ความจริงแล้ว "ม้วนเดียวจบ" นี้ ก็เป็นม้วนเดิม ที่พันธมิตรขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2547 ก่อนปูทางไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ จึงกลายเป็นหนังม้วนยาว และไม่มีทีท่าว่าจะจบ แม้ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารตามขั้นตอนที่วางไว้ ตราบใดที่ยังไม่อาจขึ้นรูปการเมืองใหม่ หรือแม้แต่จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้สำเร็จดั่งฝัน

เพราะสถานการณ์ทางการเมือง พ.ศ.นี้ ได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการที่ประชาชนชั้นล่างของสังคม ได้ตื่นขึ้นมาและเห็นต้นตอของปัญหาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เสมือนยักษ์ที่ตื่นจากหลับ ซึ่งพร้อมจะประมือกับยักษ์ที่ถูกเรียกออกจากตะเกียงมาใช้งานแล้ว แผลงฤทธิ์จนคุมไม่อยู่

ดังนั้น แม้มีการปฏิวัติรัฐประหารจริง เชื่อว่าบทจบจะแตกต่างอย่างยิ่งกับ 2 ปีที่ผ่านมา และใช่ว่าจะมีแต่ฝ่ายพันธมิตร ที่อยากให้ทหารปฏิวัติ เพราะอีกฝ่ายก็พร้อมจะพลิกสถานการณ์มาเข้าทางตัว

มันจะจบลงอย่างไร จึงไม่มีใครคาดเดาได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

แม้วันนี้ อาจสายเกินไป ที่จะใช้กฎกติกามาแก้ปัญหา เนื่องจากพันธมิตรยืนกรานปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ด้วยเชื่อในพลังอันแข็งแกร่งของอำนาจแฝงที่สนับสนุน แต่อย่างไรเสีย การพยายามนำทุกอย่างกลับสู่กติกา ก็ยังเป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้สังคมทั้งสังคมอยู่รอดได้ อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคมโลก

น่าเสียดาย ที่นับแต่วัน ที่คนกลุ่มหนึ่ง เลือกวิธีล้มกติกา เพื่อแลกกับการจัดการกลุ่มการเมืองหนึ่งให้สิ้นซาก ซึ่งเห็นชัดว่า สร้างความเสียหายมหาศาลอันประมาณไม่ได้ต่อสังคมไทย จนถึงขณะนี้ คนกลุ่มเดิม ก็ยังดึงดันที่จะขับเคลื่อนตามแนวคิดเดิม และยังคงเอาแต่เรียกร้องให้คนทั้งสังคม ต้องเสียสละ

สถานการณ์นับแต่นี้เป็นต้นไป อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสังคมไทย เราอาจจะต้องถอยหลังไปหลายปี เพื่อเริ่มต้นฟื้นฟูประเทศกันใหม่ ให้กลับมาสู่ทิศทางที่สอดคล้องกับสังคมโลก หลังจากที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ต้องยอมเสียสละกันมานาน และน่าจะมากพอ คุ้มพอแล้วกับบทเรียนที่ได้รับ

สิทธิมนุษยชนเอเชียจี้UNแทรกแซงไทย ปกป้องประชาธิปไตยจากเผด็จการฟาสซิสต์พธม.

ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพันธมิตรฯ จะมากมหาศาลกว่าความเสียหายใดๆ ก็ตามที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มไป และจะสามารถสร้างหายนะได้มากกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก ..

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ขอเรียกร้องให้ทั้งโลกให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาหลายเดือนโดยแทบไม่มีปฏิกริยาใดๆ จากองค์กรระหว่างประเทศเลย โดยเฉพาะสหประชาชาติ หลังจากลังเลกับการรัฐประหาร 19 กันยามาแล้ว คราวนี้ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยโดยปราศจากการแทรกแซงได้อีกแล้ว

แถลงการณ์โดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (เอเอชอาร์ซี) (Asian Human Rights Commission : AHRC)

ประเทศไทย: หัวเลี้ยวหัวต่อประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐไทย

การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญสำหรับประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐของประเทศไทย หลังจากที่ได้ดำเนินยุทธศาสตร์ที่ก้าวร้าวมากขึ้นทุกทีมาเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อไล่รัฐบาลและขัดขวางไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2550 ที่ร่างขึ้นมาภายใต้การดูแลของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และผู้สนับสนุน และผลักดันให้มีการประกาศใช้โดยอาศัยการลงประชามติที่บกพร่องอย่างรุนแรง

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พันธมิตรฯได้ยกระดับจากการยึดถนนและพื้นที่สาธารณะมาเป็นการยึดสถานที่ราชการคือ ทำเนียบรัฐบาล มีการจัดตั้งการ์ดติดอาวุธเพื่อป้องกันพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามและเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขาพกพาอาวุธอย่างผิดกฎหมายโดยเปิดเผย รวมถึงปืนจากคลังอาวุธภายในทำเนียบด้วย

พวกเขายังได้มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนอย่างผิดกฎหมายอีกด้วย มีการทำลายและขโมยทรัพย์สินของราชการและเอกชน ในช่วงหนึ่งถึงสองวันที่ผ่านมา มีรายงานว่านอกจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว พวกเขายังได้ยึดรถเมล์ และปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในสนามบินเพื่อสืบสวนเหตุระเบิดที่เกิดในเวลากลางคืน พวกเขาขณะนี้กำลังเตรียมการณ์ช่วงสุดท้ายใน “สงครามครั้งสุดท้าย” ที่กำลังมีการปลุกระดมกันอยู่โดยใช้สำนวนว่าปฏิบัติการฮิโรชิมา และนางาซากิ ที่เป็นเมืองที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2

พันธมิตรฯ ได้แสดงลักษณะต่างๆ ออกมาจำนวนมากที่ (จากบทเรียนในอดีตของไทยและประเทศอื่นทั่วโลก) ส่ออันตรายอย่างรุนแรงต่ออนาคตของประชาธิปไตยไทยที่กำลังง่อนแง่นอยู่ในขณะนี้ เท่าที่ยกมากล่าวได้คือ

1.พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

2. การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเองและการทำเพื่อชาตินั้นเป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

3.แกนนำพันธมิตรฯ มีเสียงดังในสังคมและบังคับให้ประชาชนต้องเลือกข้าง หรือไม่ก็ต้องเงียบไป จึงเป็นการกีดกันประชาชนนับล้านไม่ให้พวกเขาได้มีปากเสียงในปัญหาสังคมและการเมืองที่สำคัญของยุคสมัย

ผู้วิจารณ์และฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ บางส่วนได้เรียกวาระทางการเมืองของพันธมิตรฯ ว่าเป็นฟาสซิสต์ ซึ่งไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลย ประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และระบอบที่จะเกิดตามมาหลังขบวนการเช่นว่านี้มีลักษณะความเป็นฟาสซิสต์ (แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อธิบายตนเองว่าเป็นฟาสซิสต์ก็ตาม) ที่จริงแล้ว เผด็จการที่สืบเนื่องมาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยล้วนชื่นชอบ แสดง และใช้สัญลักษณ์และนโยบายแบบฟาสซิสต์จำนวนมาก และคราบไคลของสิ่งเหล่านี้สามารถพบได้ในภาษา และพฤติกรรมของแกนนำพันธมิตรในวันนี้

หากมีการยินยอมให้เหตุการณ์เหล่านี้ดำเนินต่อไป ซึ่งก็ชัดเจนว่ามีการยินยอมอยู่ ก็จะเป็นการลบล้างทุกสิ่งที่ได้กระทำกันมาเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งสิทธิและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพันธมิตรฯ จะมากมหาศาลกว่าความเสียหายใดๆ ก็ตามที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มไป และจะสามารถสร้างหายนะได้มากกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก ความก้าวหน้าใดๆ ในเชิงสถาบันและกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมาจะสูญสลายไป

ระบบยุติธรรมของไทยได้กลายเป็นเรื่อง “ตลก” ไปแล้ว หน่วยงานและบุคลากรของตุลาการไทยทั้งไม่สามารถหรือไม่ยอมทำการแทรกแซงเพื่อปกป้องทรัพย์สินสาธารณะและชีวิตประชาชน หรือกระทั่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด การที่กองทัพสามารถก่อการรัฐประหารได้เพียงนายพลนึกอยากจะทำ และเปิดฉากรบด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่รับผิดชอบปกป้องทำเนียบหรือสนามบินนั้นเป็นเรื่องปาหี่จริงๆ

การที่หน่วยงานรัฐบาลถูกบังคับให้ต้องเจรจา และยอมถอยแทนที่จะยืนยันการบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นความเขลาที่อันตราย และการที่ตุลาการภิวัฒน์ที่มีคำพิพากษาแบบการเมืองออกมาอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสำคัญในการสร้างความยุ่งเหยิงที่เป็นอยู่ในเวลานี้ กลับไม่มีน้ำยาเลยในยามที่ชีวิตของผู้คนถูกใช้เป็นเดิมพัน และประเทศต้องการสติปัญญาเพื่อหาทางออก ช่างน่าละอายแท้ๆ

การประท้วงอย่างสันติไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย หากเป็นส่วนที่ขาดเสียมิได้ แต่การชุมนุมและบุกยึดในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้เป็นไปโดยสันติ ไม่ควรเรียกว่าเป็นการประท้วงเสียด้วยซ้ำไป เพราะมันไม่ใช่เป็นแค่การชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้อง แต่เป็นการกระทำที่มุ่งบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนว่าจะต้องแลกกับอะไร ใช้ต้นทุนแค่ไหน ซึ่งต้นทุนสำหรับประเทศไทยนั้นแพงลิบลิ่วไปแล้ว และจะแพงขึ้นไปอีก และต้องจ่ายด้วยชีวิตและเสรีภาพของประชาชนทุกคนในประเทศหากไม่ถูกทำให้ยุติ ประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิที่จะต่อต้านการครอบอำนาจรัฐของฝ่ายขวาจัดสุดขั้วเหล่านี้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ขอเรียกร้องให้ทั้งโลกให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาหลายเดือนโดยแทบไม่มีปฏิกริยาใดๆ จากองค์กรระหว่างประเทศเลย โดยเฉพาะสหประชาชาติ หลังจากลังเลกับการรัฐประหาร 19 กันยามาแล้ว คราวนี้ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยโดยปราศจากการแทรกแซงได้อีกแล้ว หากประเทศไทยต้องถอยหลังลงคลองเข้าไปอีก ก็จะส่งผลร้ายไม่เพียงแต่ต่อประชาชนไทยหลายสิบล้านคนเท่านั้น หากยังต่อทั้งภูมิภาคด้วย ในช่วงเวลาที่พลังปฏิปักษ์ประชาธิปไตยกำลังกลับมาผงาดหรือกำลังลงหลักปักฐานให้แข็งแกร่งในเกือบทุกแห่งเช่นนี้ ประเทศไทยไม่อาจจะแพ้ได้
# # #

เกี่ยวกับ AHRC เอเอชอาร์ซี : คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย หรือ เอเอชอาร์ซี (The Asian Human Rights Commission : AHRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานตรวจสอบและรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย เอเอชอาร์ซีมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2527