วันศุกร์, ตุลาคม 31, 2551

ปีศาจ

ที่มา ปกมติชนสุดสัปดาห์ล่าสุด และนวนิยายปีศาจ
31 ตุลาคม 2551




ปีศาจ พ.ศ.2551

พันธมิตรฯยึดทำเนียบ บุกล้อมสภา ยึดNBT บุกตีบชน. น่าประหลาดว่าชนชั้นนำของไทยไม่กลัว ซ้ำบางรายกลับให้ท้ายออกนอกหน้า...แต่แค่กับเพียงอดีตนายกฯทักษิณจะโฟนอินมาคุยกับคนเสื้อแดงซัก20นาที อาการกลัวผวาลนลาน ราวกับกลัวภูติผีปีศาจก็ลุกลามออกไป

จนพ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกกล่าวว่า คนที่ออกมาวิจารณ์ รู้ได้อย่างไรว่าจะมีการพูดเรื่องอะไร การแสดงความกลัวถือเป็นการตีตนไปก่อนไข้ ควรฟังให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงวิจารณ์

ปีศาจ นาม "ทักษิณ" ในเกราะ แห่ง การเมือง ปีศาจ ทางความคิด

ปีศาจนามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงกลายเป็นปีศาจที่ยังไม่มีใครทำลายได้

อาจเป็นเพราะรากฐานการเงิน อาจเป็นเพราะรากฐานการเมือง อาจเป็นเพราะรากฐานทางความคิด อาจเป็นเพราะดำรงอยู่ในเกราะกำบังของกาลเวลา

ปีศาจตนนี้จึงยังหลอกหลอนแม้ว่าจะผ่านมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 แล้วก็ตาม




ปีศาจ พ.ศ.2496

เสนีย์ เสาวพงศ์ สร้างตัวละคร"สาย สีมา"ขึ้นในปีพ.ศ.2496 ในนวนิยายชื่อ"ปีศาจ"ก่อนจะกลายเป็น1ใน100หนังสือที่คนไทยควรต้องอ่านในวันนี้

"ปีศาจ" อาจจะหมายถึงตัวแทนของความคิดใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้า หรืออาจเป็นความคิดล้มล้างค่านิยมเดิมๆ ของสังคม

การต่อสู้ระหว่างชนชั้น

สาย สีมา คือตัวละครเอกของเรื่อง ผู้คัดค้านค่านิยมดั้งเดิมของสังคมที่ถือความกตัญญูคือคุณธรรมสูงสุด
ผู้ตกอยู่ในวิบากกรรมแห่งโลกศักดินา

"ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความก้าวหน้าของ กาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที...ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน"

ฝีปากเด็ดในบทส่งท้ายเรื่องของ สาย สีมา ที่ประกาศสัจธรรมสามัญชนต่อหน้าชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อปีพ.ศ.2496

กำหนดการสถานที่ความจริงวันนี้:พลานุภาพสีแดงพรึบต้านรัฐประหาร


ที่มา วิกิพีเดีย และรายการความจริงวันนี้

กำหนดการรายการ"ความจริงวันนี้:ต้านรัฐประหาร"

สถานที่-สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก *คลิ้กดูแผนที่เดินทางมาราชมังคลากีฬาสถานที่นี่ หรือ คลิ้กที่นี่

สายรถเมล์ที่ผ่าน-22,36ก ,58,60,71,92,93,95,99,109,113,115,122,126,137,168,173,207, ปอ.92,150,501,512,545, ปอ.พ.4,10

เรือด่วนคลองแสนแสบ-ลงที่ท่ามหาดไทย

TAXI-บอกว่าไปสนามราชมังคลาฯ หัวหมาก ฝั่งตรงข้ามกับห้างFBT

หากมาร่วมงานไม่ถูก-คลิ้กที่นี่

วันที่ -1 พฤศจิกายน 2551



ชุดที่ใส่ร่วมงาน-เสื้อแดง

เวลาตามกำหนดการ

*13.00-14.00 น.-เปิดให้ประชาชนผู้ร่วมงานเข้าสู่สนามสถานที่จัดงาน ที่นั่งจำกัดเพียง5หมื่นที่นั่ง

*15.00-17.00น.-วงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ ศิษย์สุนทราภรณ์เปิดบรรเลง จากนั้นพราหมณ์จาก จ.นครศรีธรรมราช ทำพิธีบวงสรวง และอ่านคำภีร์พระเวทย์โบราณในงาน พร้อมกับแจกจ่ายเหรียญท้าวจตุคามรามเทพ

*17.00-22.00 น.-การปราศรัยของฝ่ายประชาธิปไตย 9 คน อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (ส่วนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ จะมาเซอร์ไพรส์บนเวทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพ) แต่จะมีแขกรับเชิญพิเศษอีก 1 คนเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เอาไว้ดูวันงาน

อดีตนายกฯทักษิณโฟนอินเมื่อไหร่?-เมื่อนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำนปช. และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ขึ้นสู่เวที(ไม่มีการถ่ายทอดสดทางNBT ใครอยากฟังสดๆให้มางานเท่านั้น)ราวๆช่วง 20.00 น.

อดีตนายกฯทักษิณจะพูดเรื่องอะไร?-จะพูดคุยเรื่องการต้านรัฐประหาร ชูการปกครองระบอบประชาธิปไตย และภัยเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงประเทศ และการเปิดใจ โดยไม่จำกัดเวลาในการพูดคุย

22.00 น.-ปิดงานด้วยการร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

แนะนำราชมังคลากีฬาสถาน



สำหรับสถานที่จัดการชุมนุมในวันที่1พ.ย.นี้คือราชมังคลากีฬาสถาน (Rajamangala National Stadium) เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นสนามหลักภายในสนามกีฬาหัวหมาก สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 และ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก 2 กรกฎาคม 2531 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2541 เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ

ความสามารถในการรองรับผู้เข้าชมภายในอาคาร จำนวน 80,000 คน ความสามารถในการรองรับผู้เข้าชม (อัฒจันทร์) จำนวน 49,749 ที่นั่ง เป็นเก้าอี้นั่งทั้งหมด ภายในมีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน ลู่วิ่ง ลานกรีฑา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ราชมังคลากีฬาสถาน เป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติไทย และใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ยังใช้จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้ง และการถ่ายทำภาพยนตร์ เป็นต้น ล่าสุดในวันเสาร์ที่1พ.ย.นี้จะใช้เป็นที่ชุมนุมของรายการความจริงวันนี้:ต้านรัฐประหาร

กำหนดการอย่างละเอียดอัพเดตล่าสุด

13:00 น. ประตูทางเข้างานเปิด
15:00 น. วงดนตรีรับเชิญเริ่มบรรเลงเพลง
16:45 น. พิธีกรเริ่มงานอย่างเป็นทางการ
17:00 น. คุณวิสา คัญทัพ ขับร้องเพลง
17:30 น. คุณก่อแก้ว พิกุลทอง ขึ้นกล่าวปราศรัย
18:00 น. ร่วมร้องเพลงชาติ และรับฟังการปราศรัยจากคุณจตุพร พรหมพันธุ์
18:30 น. คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นกล่าวปราศรัย
19:00 น. คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ขึ้นกล่าวปราศรัย
19:30 น. คุณวีระ มุสิกพงศ์ ขึ้นกล่าวปราศรัย
20:00 น. คุณจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นกล่าวปราศรัย
20:30 น. คุณพงศ์เทพ เทพกาญจณา ขึ้นกล่าวปราศรัย
21:00 น. คุณอดิศร เพียงเกษ ขึ้นกล่าวปราศรัย
21:30 น. แขกรับเชิญพิเศษ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวปราศรัยผ่านช่องทางพิเศษ
22:00 น. คุณวีระ มุสิกพงศ์ ขึ้นกล่าวปราศรัยปิดท้าย

หมายเหตุ: ข้อมูลกำหนดการแบบละเอียดได้รับจากทีมงาน"ความจริงวันนี้" เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้

ลิ้มเหิมท้ารบชนชั้นสูง ลั่นกูไม่กลัวมึง

ที่มา ผู้จัดการ
31 ตุลาคม 2551

ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเอง ถ้าทุกคนรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบ หรือไปแสดงพลังที่ไหน-นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชาฯ



เวลานี้มีวิชามารบอกว่า ผมของจริงของแท้ คนที่มาพูดแบบนี้นั่นแหละคือของปลอม ทำแอ็กว่าเป็นของจริง ถึงผมเป็นแค่ลูกเจ๊กธรรมดา แต่กูไม่กลัวมึงหรอก -สนธิ ลิ้มทองกุล



สนธิเหิมลั่นใส่ดิสธรกูไม่กลัวมึง กูของจริงมึงของปลอม

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรได้ออกมาตอบโต้ประธานมูลนิธิราชประชา ซึ่งทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทต่อเนื่องจากดร.สุเมธ ตันติเวชกุลอย่างรุนแรงอีกรายตามที่คนคาดการณ์ โดยเขากล่าวบนเวทีพันธมิตรเมื่อค่ำวานนี้(30ต.ค.)ว่า “เวลานี้มีวิชามารบอกว่า ผมของจริงของแท้ อ้างว่า ถ้ารักในหลวงให้อยู่ที่บ้าน เราอยู่ที่บ้านไม่ได้หรอก เพราะชาติกำลังถูกกลืน ผมไม่อยากพูดว่าบางคนที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทที่รับเงินของระบอบทักษิณเดือนละ 5 แสนบาทมานานหลายปีแล้ว เพื่อเป็นสปาย อย่าให้เอ่ยชื่อว่าใคร แต่ถ้าติดตามมาตลอดจะรู้ว่าเป็นใคร บางคนเวลาขึ้นเครื่องบินก็ไปเบ่งกับการบินไทยขอเอาไวน์ที่กินเหลือเพื่อจะเอากลับบ้าน อย่าให้ผมเปิดโปงมากกว่านี้ ทำแอ็กว่าเป็นของจริง ตัวผมเองไม่มีเครื่องราชฯ เป็นแค่ลูกเจ๊กธรรมดา แต่กูไม่กลัวมึงหรอก” นายสนธิระบุและว่า บางคนบอกว่า รักพ่ออย่าทะเลาะกันหรือรักพ่อให้สามัคคี สามัคคีไม่ได้หรอก เพราะมันจะฆ่าพ่อ ดังนั้นจึงสามัคคีกับลูกทรพีไม่ได้หรอก

นายสนธิ กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าเป็นอย่างนี้ มีวิชามารอย่างนี้ ก็อย่าไปท้อ เพราะกว่า 5 เดือนที่เราออกมาสู้ได้สร้างคุณูปการให้กับบ้านเมือง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างนี้และย้ำว่า พันธมิตรฯ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เทิดทูนแต่ปาก น้องโบว์ และ สารวัตรจ๊าบ ที่เสียชีวิตไปก็เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าพันธมิตรฯ ไม่ใช่ของแท้หรอกหรือ แต่คนที่มาพูดแบบนี้นั่นแหละคือของปลอม และถ้ายังไม่หยุดตนก็จะเปิดโปงเบื้องหลังให้ได้รับทราบกัน

ชนชั้นสูงออกมาบอกของจริงรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาในทำเนียบ
ก่อนหน้านั้น หนังสือพิมพ์มติชนลงข่าว ปธ.มูลนิธิประชาฯเผยรักในหลวงอยู่บ้าน โดยมีรายละเอียดว่า เมื่อวันที่29 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" ตามโครงการสัมมนา "เวทีเติมหัวใจให้สังคม เชื่อมร้อยใจเครือข่าย จากภูเขาสู่มหานที ครั้งที่ 1 " ซึ่งเครือข่ายอนุรักษ์ใน จ.ชุมพร จัดขึ้น โดยกล่าวถึงความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันว่า ที่ผ่านมาได้ไปพูดมาแล้ว 19 จังหวัด สำหรับผู้ที่มาฟังในครั้งนี้ไม่ทราบว่าเป็นพรรคพวกไหน จะเป็นฝ่ายพันธมิตร (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) หรือ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ดี ขอเรียนความจริงอันหนึ่งว่า ถ้าทุกคนรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบ หรือไปแสดงพลังที่ไหน

"ถ้ารักในหลวงให้อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเองว่า พวกเราต้องขยาย ทำอย่างไรให้เขาทราบว่า เรามีหน้าที่และทำหน้าที่อะไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมอยู่พรรคในหลวง และพรรคนี้ใหญ่โตมาก" นายดิสธรกล่าว

ประนามสนธิลิ้ม นำผ้าอนามัยใช้แล้วไปทำพิธีที่ฐานพระรูป ร.5

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 ตุลาคม 2551


ประนามสนธิลั่นเน็ต ใช้วิชาอุบาทว์นำผ้าอนามัยของสตรีที่มีประจำเดือนไปวางไว้ที่หมุดพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ประชาชนที่ได้ยินแสดงความโกรธแค้น พร้อมด่าแหลกไอ้จัญไร

หลังนายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศบนเวทีพันธมิตรฯกระจายสัญญาณผ่านสถานี ASTV ของตนเองวานนี้ (29 ต.ค. เวลา 21.00 น.) ว่าได้ทำพิธีบางอย่างกับพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ด้วยการนำผ้าอนามัยหญิงที่ใช้แล้วจำนวน 6 ชิ้นไปวางไว้ที่บริเวณดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องการป้องกันภูติผีตามความเชื่อของตน (โปรดชมคลิป หรือดาวน์โหลดไฟล์เอ็มพีสามโดยคุณ Tuxedo ได้ที่ ลิงก์)




คลิปเสียงเหตุกาณ์เดียวกันกรณีที่รับชมทาง youtube ไม่ได้

"...เหมือนอย่างที่ พระแก้วมรกต ข้างหลังจะมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง คนใจชั่วร่วมมือกับคนบางคน ในสำนักพระราชวัง ใช้ไอ้หมอเขมรเข้าไปหลังพระแก้วมรกตแกะหินก้อนนั้นออกมา เพราะหินก้อนนั้นคือหินส่วนสำคัญในการที่จะส่งพลังออกมา หรือว่า พระรูปทรงม้าที่ผมเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟัง เค้าทำของ ทำเป็นหมุดหกเหลี่ยม ตรึงพระรูปทรงม้าไว้เป็นรูปแบบนี้ อย่างงี้ แล้วก็อย่างงี้ แล้วตรงกลางคือพระรูปทรงม้า ไม่ให้เสด็จพ่อเนี่ย ส่งพลังออกมาได้เลย ซึ่งผมเล่าให้ฟังแล้ว ว่าเราไปถอดออกมาหมดแล้วทั้งหกจุด แล้วก็ต้องขอบคุณพ่อแม่พี่น้องพันธมิตรผู้หญิง เพราะว่าพอถอดออกหมดเรียบร้อยแล้ว ไม่ให้มันกลับมา เขาก็เลยเอาโกเต๊ก ผู้หญิงที่มีประจำเดือน 6 ชิ้น (เสียงกรี๊ด ชอบใจ) เอาไปวาง 6 จุด ผู้มีอภิญญาก็บอกว่า ไอ้หมอผี มันโกรธมาก เพราะมันส่งผีกลับมาไม่ได้อีกแล้ว มันเสื่อมหมด ...(เสียงกรี๊ด ชอบใจ)"
(ถอดความโดย Loginname)

คุณ "เด็กแนวหนอน" หนึ่งในประชาชนที่มีความเคารพเสด็จพ่อ ร.5 ทนความอุบาทว์ของนายสนธิไม่ไหว ประกาศผ่านเน็ตว่า "ขอประณามการเอาโกเต็กซ์เปื้อนเลือด ปจด.ไปใส่พระบรมรูปทรงม้า ร.5"

"ผมไม่เห็นด้วยกับคุณสนธิ และขอเรียกร้องให้คุณสนธิรีบเอาโกเต็กซ์เปื้อนประจำเดิอนของพันธมิตรผู้หญิงออกไปจากพระรูป ร.5 ในทันทีครับ ไม่เช่นนั้นผมจะไปขอให้คุณเอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ มาจัดการเป็นขั้นสุดท้ายครับ" คุณเด็กแนวหนอนกล่าว

ในขณะที่ประชาชนคนอื่นกล่าวเสริมว่า "ตอนแรกยังคลางแคลงใจอยู่ ว่ามันจะพูดจริงหรือ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะพูดแบบนี้ ตอนนี้ชัดเจนแล้วครับ ไอ้ลิ้ม มันทั้งบ้า ทั้งเฮี่ยและจัญไร เอ..หรือว่าผีสิงปากให้มันพูดหรือเปล่าเนี่ย" คุณ glock26v2 กล่าว

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 30, 2551

อดีต รมต.อังกฤษ ชี้ มีสองเงื่อนไข หากต้องการได้ตัว พตท.ทักษิณ กลับ

ที่มา เวบไซต์ innnews
30 ตุลาคม 2551

นายเคนเน็ธ แฮร์รีย์ คลาร์ก วัย 68 ปี อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยของอังกฤษ ซึ่งดำรงค์ตำแหน่ง ระหว่างเดือนเมษายนปี 1992 - พฤษภาคม ปี 1993 ในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายจอห์น เมเจอร์ จากพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ออกมาให้ความเห็นต่อการที่ฝ่ายตุลาการของไทย กำลังมีความพยายามที่จะนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย กลับไปดำเนินคดีในประเทศ ในฐานะของผู้ร้ายข้ามแดนว่า

ผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย จะต้องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนก่อนว่า การนำตัวอดีตนายกฯของไทย กลับไปดำเนินคดีในครั้งนี้ ไม่ได้มีปัจจัยทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ยังต้องแสดงให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย มีมาตรฐานดีเพียงพอ ที่จะให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ถูกชี้นำจากฝ่ายใด หรือ สถาบันใด

ซึ่งหากไทย ไม่สามารถสร้างความกระจ่าง ในเงื่อนไขทั้ง 2 ประการได้ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ตัวอดีตนายกฯของไทย กลับไปดำเนินคดีในประเทศ

พวกทำนาทำเนียบเงียบกริบ สีแดงคึกคัก1พ.ย.ล้นสนามราชมังคลาฯ จำกัดแค่49,749ที่นั่ง


ที่มา วิกิพีเดีย

ฝ่ายประชาธิปไตยยินดีกลับบ้านหากพันธมิตรเลิกยึดทำเนียบ
นายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ถ้าพันธมิตรคืนทำเนียบรัฐบาลทางนปช.ก็จะกลับบ้านเหมือนกัน และหากASTVหยุดการออกอากาศสร้างความวุ่นวายให้ประเทศ ทางพวกตนก็จะยุติการจัดรายการความจริงวันนี้เช่นกัน

ทั้งนี้เป็นการตอบคำถามของสื่อมวลชนที่ว่า ทุกฝ่ายควรยุติกลับบ้าน และไม่ออกมาแสดงพลังตามที่นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชาฯเสนอว่าหากรักในหลวงให้อยู่ที่บ้าน ไม่ต้องออกมาแสดงพลัง ไม่ต้องมาทำนาในเนียบรัฐบาล

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า การที่นายดิสธรระบุว่าคนรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่จำเป็นต้องไปแสดงพลังที่ไหน แต่ควรอยู่ที่บ้าน ว่า ความคิดเห็นนี้เข้าใจว่าจะแตกต่างอย่างมากกับการเคลี่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อ้างในทางตรงข้ามกัน ทั้งนี้ คิดว่าข้อความดังกล่าวจะสมบูรณ์มากขึ้นหากมีการแนะนำต่อไปอีกว่าไม่ควรไปชุมนุมที่กระทำโดยผิดกฎหมาย

"ผมเห็นว่าคนไทยทั้งประเทศรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยกันทั้งสิ้น และเชื่อว่าการชุมนุมวันที่ 1 พฤศจิกายนจะไม่มีปัญหาและความรุนแรงเกิดขึ้น" นายจาตุรนต์ กล่าว

พันธมิตรเงียบแต่คนแหยงงานเข้าดิสธรซ้ำรอยสุเมธ
ยังไม่มีเสียงหรือท่าทีใดๆออกมาจากพันธมิตรหลังจากการออกมาพูดของนายดิสธรเมื่อวานนี้ แต่ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองก็วิตกว่าอาจโดนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ด่าหนักเหมือนที่ด่าดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไป่ก่อนหน้านี้ โดยด่าว่าทะลึ่งที่ยกพระราชดำรัสให้คนไทยสมานฉันท์กัน พร้อมแบล็กเมล์ว่าจะแฉดร.สุเมธย้อนหลังหากเจอสวนกลับมา

แนะนำแผนที่เดินทางมาราชมังคลากีฬาสถาน1พ.ย.นี้
สำหรับสถานที่จัดการชุมนุมในวันที่1พ.ย.นี้คือราชมังคลากีฬาสถาน (Rajamangala National Stadium) เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นสนามหลักภายในสนามกีฬาหัวหมาก สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 และ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก 2 กรกฎาคม 2531 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2541 เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ

ความสามารถในการรองรับผู้เข้าชมภายในอาคาร จำนวน 80,000 คน ความสามารถในการรองรับผู้เข้าชม (อัฒจันทร์) จำนวน 49,749 ที่นั่ง เป็นเก้าอี้นั่งทั้งหมด ภายในมีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน ลู่วิ่ง ลานกรีฑา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ราชมังคลากีฬาสถาน เป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติไทย และใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ยังใช้จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้ง และการถ่ายทำภาพยนตร์ เป็นต้น ล่าสุดในวันเสาร์ที่1พ.ย.นี้จะใช้เป็นที่ชุมนุมของรายการความจริงวันนี้:ต้านรัญประหาร

*คลิ้กดูแผนที่เดินทางมาราชมังคลากีฬาสถานที่นี่ หรือ คลิ้กที่นี่

Alienet วิเคราะห์: ระเบิด - สัญลักษณ์การยกระดับความรุนแรง หรือสร้างเงื่อนไขรปห.

โดย Alienet
ที่มา เว็บบอร์ดชมรมฟ้าใหม่
30 ตุลาคม 2551

ระยะนี้พวกเราสังเกตหรือไม่ว่า ยิ่งใกล้วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 วันเสื้อแดงแรงฤทธิ์ต่อต้านรัฐประหารเข้ามามากขึ้นเท่าไร กระแสการโหมการก่อความรุนแรงจากการปะทะกันทั้งสองฝ่ายก็ถูกกระพือมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งข่าวที่คุณทักษิณจะโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับมวลชนเสื่อแดงด้วยแล้ว ก็ยิ่งกระพือจับตาการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างขนานใหญ่ คงกลัวคุณทักษิณจะเอ่ยถึง"ชนชั้นสูง"อีกครั้งกระมัง

แต่ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการสร้างความรุนแรงด้วยวิธีทางการทหารต่อเป้าหมายกลุ่มพันธมิตรและตุลาการภิวัตน์อย่างจงใจ อย่างเป็นกระบวนการ ให้ดูประหนึ่งว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนที่นิยมคุณทักษิณหรือรวมความเอาว่าคือกลุ่มคนเสื้อแดงนั่นเอง

เริ่มจากพลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค นายตำรวจขวาจัดเลือดสีน้ำเงินเข้มอ้างทนไม่ได้กับตำรวจต้องถูกหยามเกียรติเสนอตัวเข้ามาตอบโต้เพื่อจัดการกับพันธมิตรที่ยึดทำเนียบ จนเมื่อได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของม๊อบก็ต้องเผ่นไปตั้งหลักที่เชียงใหม่ก่อน

ความพยายามชูนักรบพระเจ้าตากให้มีนัยยะทางการทหารของเสธ.แดง ทั้งๆ ที่เป็นเพียงการฝึกระเบียบวินัยเพื่อลดความมุทะลุสุ่มเสี่ยงของมวลชนจำนวนหนึ่งที่เป็นขาประจำฟังการอภิปรายที่สนามหลวงแล้วมีความรับรู้ยกระดับขึ้นสู่อีกคุณภาพ ที่ทำให้พวกเขามีความเร่าร้อนและโกรธแค้นที่จะตอบโต้พันธมิตรและระบอบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น จนผบ.ทบ.ต้องเรียกเสธ.แดงเข้าไปปรามและให้ถอยห่าง

ระเบิดข่มขู่ทางการเมืองที่บ้านนายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุดที่ทะเยอทะยานรับใช้ขันทีอย่างสุดจิตสุดใจและปกป้องคุ้มครอง astv เพื่อหวังเป็นนายกพระราชทาน

ระเบิดที่บ้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้เชิดชูรับใช้ขันทีด้วยความศรัทธาและเป็นกำลังหลักสร้างความชอบธรรมในการแปรตุลาการภิวัตน์รับใช้การเมือง

ที่สำคัญระเบิดที่เกิดขึ้นกับการ์ดกลุ่มพันธมิตรที่สะพานมัฆวานกับระเบิดเพลิงที่บ้านแกนนำพันธมิตรคนสำคัญที่เชียงใหม่

พร้อมกับการสำทับจากเสธ.แดงเรื่องการถล่มระเบิดอาร์ พี จี ต่อกลุ่มพันธมิตร

เหตุการณ์เหล่านี้ย่อมส่งผลให้วิเคราะห์ได้ว่า ฝ่ายที่คัดค้านกลุ่มพันธมิตรเริ่มตอบโต้ด้วยความรุนแรงคืนบ้าง อันอาจสร้างความสะใจกับพวกเราบ้างที่ทนอัดอั้นตันใจถูกกระทำด้วยความรุนแรงภายใต้การคุ้มครองของตุลาการภิวัตน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่อีกด้านหนึ่งอาจจะมุ่งยั่วยุสร้างความโกรธแค้นให้กับฝ่ายพันธมิตรตอบโต้กับพวกเราด้วยอาวุธร้ายแรงแบบเดียวกันหรืออาจจะต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงไม่กล้าเข้าร่วมชุมนุมวันที่ 1 พ.ย.นี้ว่าอาจจะถูกกระทำเอาคืนก็ได้

ในขณะเดียวกันผลของการกระทำเช่นนี้ก็อาจจะเป็นตัวยั่วยุสร้างภาพให้เห็นถึงความรุนแรงอย่างมากที่อาจจะเกิดขึ้น อันจะเป็นข้ออ้างให้ทหารเสือราชินีเข้ามาทำการรัฐประหารพร้อมกับท้าวมาลีวราชก็เสด็จลงมานั่งบัลลังก์ห้ามทัพ ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนวันที่ 1 พ.ย.หรือหลังวันที่ 1 พ.ย.นี้ก็เป็นได้

สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายพันธมิตรและพวกเริ่มเพลี่ยงพล้ำถูกโดดเดียวจากประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้นทุกขณะ ความรู้สึกเบื่อหน่าย เอือมระอาต่อความดื้อรั้น ลุแก่อำนาจของพวกนี้ถึงกับ"ขุนต้องลงมาช่วยเบี้ย" แต่ก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ กระบวนการถอยคนละก้าว หันหน้าเข้าหากัน หรือ อดทน อดกลั้น เสียสละ แบบฝ่ายเสื้อแดงต้องยึดมั่นทำให้แต่ฝ่ายเดียวก็ล้วนเป็นการเข้าประคับประคองการซวนเซถลาล้มของฝ่ายพวกพันธมิตรทั้งสิ้น

ขณะที่แกนนำพันธมิตรโดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทราบดีว่าถ้ามีกระบวนการ "ท้าวมาลีวราชว่าความ" พวกตนคงจะกลายเป็นแพะสังเวยความสมานฉันท์อย่างแน่นอน เพราะได้กระทำการเกินเลยกว่าที่มาตรฐานของสังคมทั่วไปจะรับได้ แม้โดยขบวนการของพวกเขาจะได้รับสัมฤทธิ๋ผลจากการเปิดพื้นที่อำนาจทางการเมืองให้พวกนี้เข้าไปร่วมแบ่งปันจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบประนีประนอมอยู่แล้วก็ตาม

ด้วยเหตุนี้พวกเราจะต้องจับตาติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์นี้อย่างรู้เท่าทัน อย่างมีสติไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ อย่างเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้ในทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์

แต่ก่อนคนเรายังโง่

โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา ประชาทรรศน์

อนาถใจ!ยางหัวออกก็ยังไม่สำนึก คนมติชนกล่าวหา1พ.ย.ทุ่มร้อยล้านจ้างคนชุมนุม


ที่มา รายการความจริงวันนี้
30 ตุลาคม 2551

วีระ-จตุพรอนาถใจคนค่ายมติชนยางหัวออกแล้วยังไม่สำนึก ขนาดโดนพันธมิตรสั่งสาวกบอยคอตห้ามซื้อห้ามอ่าน "จรัญ พงษ์จีน"หรือนามปากกาพลุน้ำแข็งยังเขียนพล่อยๆทุ่มร้อยล้านจ้างคนมาชุมนุม1พ.ย. ท้าให้มาจับผิดเลยหากพบยินดีเลิกความจริงวันนี้ แต่หากไม่มีอย่างกล่าวหาขอให้รับผิดชอบคำพูดที่หมิ่นแคลนฝ่ายประชาธิปไตยด้วย


รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางช่อง NBT คืนวันที่ 29 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างๆออกมาพูดถึงการจัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั้นก็มีมายมายหลายมุมมอง แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ มติชนรายวันในคอลัมน์ "เรียงคนมาเป็นข่าว" โดยพลุน้ำแข็ง หรือเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายจรัญ พงษ์จีน

เนื้อข่าวมีดังนี้ "โฟนอิน พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นมีแน่นอน และจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมในงานนับแสนคน เรียกการชุมนุ่มนี้ว่าชนบทล้อมเมือง อ้างว่ามาประชาชนที่จะมาในงานวันนั้นถูกว่าจ้าง โดยคำนวณเป็นตัวเลขของการว่าจ้างครั้งนี้ไว้อย่างระเอียดประมาณกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ยังอ้างอีกว่ามีแกนนำคนหนึ่งตัดสินใจถอดตัวไม่มาร่วมงานนี้ เนื่องจากผิดใจกับนายใหญ่"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรร่วมในรายการกล่าวว่า การเขียนข่าวอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างรุ่นแรง เขียนโจมตีอย่างไร้จิตสำนึก เป็นการทำลายความเชื่อถือ งานไม่ได้จัดให้มีการปะทะหรือการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นคงมีไม่กี่กลุ่ม คาดว่า1เป็นแฟนรายการ 2ผู้รักประชาธิปไตย 3กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และ4กลุ่มที่เบื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเต็มที ซึ่งต่างก็มาร่วมงานด้วยใจทั้งนั้น เรื่องการต่อสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดในช่องทางใดผู้ที่มาร่วมในงานเท่านั้นที่รับรู้ มั่นใจเหลือเกินว่าสื่อทุกแขนงคงต้องรอรายงานข้อความส่งผ่านต่อไปแน่นอน

ที่กล่าวอ้างถึงตัวเลขของการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาชุมนุมครั้งนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีคำนวณยอดเงินเหมือนดังว่าเคยทำงานแบบนี้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน อยากให้คุณพลุน้ำแข็งมาร่วมงานจริงๆแล้วจะรับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นบรรยากาศเช่นไร ซึ่งสื่อต่างๆที่มาร่วมในงาน ความจิงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 คงทราบดี และอยากท้าทายว่าหากมีการจ้างคนมาชุมนุม พวกตนจะขอเลิกจัดรายการความจริงวันนี้ แต่หากพิสูจน์ว่าไม่มีการจ้างคนมาชุมนุมซักคนนายจรัญจะรับผิดชอบอย่างไร

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรร่วมรายการกล่าวว่า การที่มีสื่อมาโจมตีเราแบบนี้ ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี จิตสำนึกความเป็นคนอยู่ที่ไหนการโจมตีฝ่ายนั่นทีฝ่ายโน้นทีนี่หรือสื่อสารมวลชน การดูถูกอุดมการณืผู้อื่นถือว่าเลวสิ้นดีตวัดปากกาป้ายสีให้ร้ายไม่ใช้แนวทางของเรา การที่ประชาชนจะมาร่วมในงานวันที่ 1 นั้นไร้ซึ่งการปะทะ เผชิญหน้า ไม่ใช่สันติวิธีกองโจรอย่างพันธมิตรฯแน่นอน

นายวีระยังแสดงความประหลาดใจว่าตอนนี้ทางนปช.ไม่เคยคุกคามสื่อเลย มีแต่พันธมิตรคุกคามสื่อ ประกาศบอยคอตไม่ให้สาวกซื้อหรืออ่านเครือมติชนทั้งมติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนสุดสัปดาห์ พวกตนต่างหากเรียกร้องให้สมาคมสื่อออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการคุกคามสื่อ แต่แทนที่คนของมติชนจะไปตั้งคำถามกับการยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นพวกอนาธิปไตยของพันธมิตร กลับมาดูหมิ่นดูแคลนฝ่ายประชาธิปไตยว่าไปจ้างคนมาร่วมชุมนุมวันที่1พ.ย.

กรณีที่นายสนธิฟ้องพิธีกรทั้ง 3 ท่านในรายการความจริงวันนี้นั้นไม่เป็นไร แต่กลับลามไปถึงสถานี NBT ผอ.สถานี อธีบดีกรมประชาสัมพันธ์ มันจะมั่วไปกันใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามยังดีใจที่นายสนธิรู้จักคำว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น หลังจากที่ทำลายและละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างเมามันมายาวนาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่ากรณีที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีข้อหาละเมิด และหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังมีการยึดอำนาจนั้น ศาลถถือว่าการกระทำของนายสนธิถือว่าเป็นการกระทบต่อสังคมอย่างมาก เพราะมีการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นข้อสรุปถึงเหตุการณ์ปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรรู้ไหมว่ากำลังหลงทางไปตามอุดมการณ์นอกลู่ของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังประสงค์อยากเห็นผู้ที่เขียนคอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว ของมติชนรายวันแสดงตัวรับผิดชอบต่อการดูถูกประชาชนนับแสนที่จะมาในงาน ความจริงสัญจรครั้งที่ 2 อย่างไร้จิตสำนึกในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดพลุสร้างประเด็นมั่วๆแล้วก็ซุกตัวหลบใต้โต๊ะเช่นเดิม

สมศักดิ์วิเคราะห์สัญญาณ พร้อมตั้งสองสมมุติฐานในแวดวงการเมือง

โดย สมศักดิ เจียมธีรสกุล
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
30 ตุลาคม 2551

วิเคราะห์สถานการณ์ : สัญญาณบอกว่า (1) อาจจะเกิดการ split ใน P.C. หรือ/และ (2) P.C. รู้สึกกันแล้วว่า ถ้าปล่อยสถานการณ์ต่อไป ทุกอย่างจะพัง


(หมายเหตุ: คำว่า P.C. ย่อมาจาก "..... Circles" ("แวดวง.....") ผมต้องขออภัย ที่ในบทวิเคราะห์สถานการณ์นี้ หลายจุด เขียนแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ ต้องเขียนด้วยภาษายุ่งยากนิดหน่อย)

ก่อนอื่น ขอบคุณคุณ "รากหญ้ามหาโหด" ที่โพสต์ข่าวนี้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1225290049&grpid=00&catid=01

ผมเห็นว่าสำคัญมาก การที่ ดิศธร วัชโรทัย ออกมาประกาศว่า

"ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเอง"

ผมเชื่อว่า (ก) ถ้าดิศธร ไม่ได้ "รับพระราชกระแสมาเอง" คงไม่กล้าประกาศอย่างนี้
และ (ข) แสดงว่า ในหมู่ P.C (หรืออย่างน้อย "บางส่วน" - ดูข้างหน้า) รู้สึกว่า ที่ผ่านมา คนที่ให้ออกมาพูด ยังไม่ทำให้คนเชื่อได้ว่า เป็น "ตัวจริงเสียงจริง" หรือมิฉะนั้น ก็ (ค) ตระหนักว่า ที่ผ่านมา มีการ "พูดในนาม" .... โดยไม่ใช่ "ตัวจริงเสียงจริง"

ดิศธร (หรือ P.C บางส่วน หรือ ทั้งหมด) กำลังพาดพิงถึงใคร ทีว่า ไม่ใช่ "ตัวจริงเสียงจริง"? ถ้าหมายถึง (ค) ก็แน่นอนว่า คงหมายถึง สนธิกับพันธมิตร และอาจจะ "บางคน" ที่ออกมาสนับสนุนพวกเขาก่อนหน้านี้

แต่ที่น่าสนใจคือ ถ้าหมายถึง (ข) ผมคิด่วา แสดงว่า ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ สุเมธ-บวรศักดิ์ และ เปรม ออกมาเรียกร้องทำนองให้ "สามัคคีกัน" หรือให้หาทาง "ยุติการทะเลาะกัน" นั้น และอาจจะหมายถึง "บางการให้สัมภาษณ์" ("certain interview") ที่สหรัฐด้วย เป็นการออกมาอย่างจงใจ แต่ดิศธร และ P.C. (บางส่วนหรือทั้งหมด) รู้ตัวว่า คนเหล่านี้ ยังไม่สามารถทำให้คนทั้งหลาย (พันธมิตร พวกต่อต้านพันธมิตร ประชาชนทั่วไป) เชื่อได้ เพราะอาจจะรู้สึกว่า ยังไม่ใช่ "ตัวจริงเสียงจริง" พอ

ทั้งหมดนี้ แสดงว่าอะไร? ผมขอเสนอดังนี้

(1) แสดงว่า มีความเป็นไปได้ ที่จะเกิดการ split ใน P.C จริง

เรื่องนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมจงใจไม่พูดถึง เพราะผมเห็นว่า ในทางการเมือง ความแตกต่างระหว่างความเห็น หรือท่าทีการแสดงออกมาใน P.C ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หรือถึงใช่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้ พูดง่ายๆคือ พยายามวิเคราะห์ไป ก็ปวดหัวเปล่าๆ เพราะจำกัดในแง่ข้อมูลที่จะใช้ยืนยัน/สนับสนุน/พิสูจน์ มองในแง่ประวัติศาสตร์ระยะยาว หรือ ในภาพประวัติศาสตร์ที่กว้างออกไป "ความแตกต่าง" (หรือ ความเป็นไปได้ของความแตกต่าง) เหล่านี้ ล้วนแต่ต้องถือเป็น การแทรกแซง/บทบาททางการเมืองของ P.C. ในฐานะ "สถาบัน / พลัง ทางสังคม-การเมือง" หนึ่งเดียว ทั้งสิ้น

แต่สถานการณ์ดูเหมือนจะแหลมคมมากขึ้น จนจำเป็นต้องพูดบ้าง โดยเฉพาะใน 2-3 วันนี้ เมื่อครั้งที่มี "บางการสัมภาษณ์" ผมยังรู้สึกว่า พูดไม่ได้ เพราะพูดไปก็เหมือนเดามากเกินไป (ต้องสารภาพว่า ผมโน้มเอียงไปในทางที่รู้สึกว่า เป็น "เรื่องฟลุ๊ก" หรือ "ไม่ตั้งใจ" ไม่น้อย) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน 2-3 วันนี้ ที่สะกิดใจผม ในการออกมาของ บวรศักดิ์ และ สุเมธ คือ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ในเชิงการงานกับพระเทพฯ บวรศักดิ์ เป็นประธาน ศูนย์สิริธร สุเมธ เป็นเลขาฯมูลนิธิชัยพัฒนา ที่พระเทพ เป็นนายกฯ

ท่าทีของบวรศักดิ์-สุเมธ และ response ของสนธิพันธมิตร (ซึ่งเซอร์ไพรส์ ไม่น้อย ในระดับความรุนแรง - แกนนำพันธมิตรทุกคน ที่ขึ้นพูดวันที่ 27 ตุลาคม ล้วนโจมตีสุเมธ-บวรศักดิ์ อย่างดุเดือดมากๆ และล่าสุด การออกมาของดิศธร นี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า อาจจะเกิดการ split จริง นั่นคือ บางส่วนของ P.C (ดังที่รู้กัน) ได้ให้การสนับสนุนพันธมิตร จนทำให้บางกลุ่มรู้สึกว่า สถานการณ์กำลัง "หลุดจากการควบคุม" (getting out of hand / control) คือ กำลังทำให้สถานภาพของ P.C โดยรวม อยู่ในอันตราย จึงออกมาเบรก และทำให้ส่วนที่สนับสนุน (และพันธมิตรทีได้รับการสนับสนุน) ไม่พอใจและตอบโต้

ความจริง ในประวัติศาสตร์ การ split ใน P.C (ไม่เพียงในประเทศไทย) เป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้น ถ้าสถานการณ์แหลมคมมากๆ (แม้แต่การแตกต่างระหว่าง จำลอง สนธิ ในเรื่องการ response ต่อ สุเมธ ก็กล่าวได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของความแหลมคมของสถานการณ์ขณะนี้)

แต่ขณะเดียวกัน ผมยังไม่ปักใจ 100% และเสนอว่า ไม่ควรปักใจ 100% ว่า มีการ split จริงๆ อาจจะเป็นเพียงการแสดงออกทีแตกต่างกัน ในสถานการณ์ทีแตกต่างออกไป เช่น หลัง "กรณี 13 ตุลาคม" แม้แต่ P.C. ที่อาจจะเคยสนับสนุนพันธมิตรร่วมกัน ก็อาจจะรู้สึกว่า "ไปไกลเกินไป" แล้ว

ผมอยากย้ำว่า ในความเห็นของผม ต่อให้มีการ split จริง ในการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์โดยรวม ไม่ทำให้แตกต่างกัน คือยังคงเป็น "การแทรกแซงทางการเมือง" ของ P.C. ในฐานะกลุ่ม/พลังทางสังคมหนึ่งเดียวกัน

(2) แสดงว่า รู้สึกกันใน P.C ว่า ถ้าปล่อยสถานการณ์ต่อไป ทุกอย่างจะพัง ควร call a halt คือ หยุดแค่นี้ ได้แล้ว

ผมคิดว่า ข้อนี้ไม่ยากในการอ่าน นั่นคือ การที่จู่ๆดูเหมือนจะมี urgency (ความรีบร้อน) ให้ "หยุดทะเลาะกัน" ให้ "สามัคคีกัน" ก็เพราะรู้สึกกันใน P.C ไม่ว่าจะอย่างเป็นเอกภาพ หรือ อย่างแยกกัน คือบางส่วน ว่า เรื่องนี้ถ้าปล่อยไป จะ "พังกันหมด"

สิ่งที่แน่ๆที่ผมคิดว่าสามารถสรุปได้ (ใครๆน่าจะดูออก) คือ

โป๊กเกอร์ Casino Royale ครั้งนี้ ทั้ง "เดิมพัน" และ "ผู้เล่น" สูงขึ้นๆ ทุกทีแล้ว

(ดังที่เคยบอกแล้วว่า ผมเล่นโป๊กเกอร์ หรือไพ่ชนิดไหน ไม่เป็นทั้งสิ้น แต่ชอบดู โดยเฉพาะ Casino Royale นี่ชอบดูมาก ... อ้อ Quantum of Solace เพิ่ง world premiere ที่ลอนดอน เมื่อคืนนี้ พร้อมการกลับมาของ Q และ Money Penny เห็นว่านักวิจารณ์บางคนที่ดูแล้ว ไม่ชอบมากๆ Bond ตอนนี้ - กำลังรอดูในเมืองไทย โฆษณาให้ฟรีๆนะเนี่ย)

ในสถานการณ์ที่ "เดิมพัน" สูงขึ้นๆ เช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจ ที่มีกระแส "ให้ปราบผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเด็ดขาด" นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผมคิด่วา เป็นที่รู้สึกกันในหมู่ "ชนชั้นนำ" (elite) (P.C และอื่นๆ) ว่า ถ้าปล่อยสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป โดยไม่พยายาม "ยั้ง" ไว้ ... ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้ การปราบปราม คราวนี้ จึงอาจจะเป็น "ตัวจริงเสียงจริง" หรือ "ของจริง" (ไม่ใช่แค่ขู่ / เงื้อง่าราคาแพง)

อีกอย่างที่ผมคิดว่า จะไม่น่าแปลกใจคือ ถ้าภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ คนที่ออกมา เรียกร้องให้ "หยุด" จะไม่จำกัดที่ ดิศธร ......

วันพุธ, ตุลาคม 29, 2551

ประธานมูลนิราชประชาเผยรับพระราชกระแสมา รักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบให้กลับบ้าน


ที่มา มติชน
29 ตุลาคม 2551

ถ้ารักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบฯ หรือไปแสดงพลังที่ไหน ให้อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเอง-ดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์


ปธ.มูลนิธิประชาฯเผยรักในหลวงอยู่บ้าน

เมื่อวันที่29 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" ตามโครงการสัมมนา "เวทีเติมหัวใจให้สังคม เชื่อมร้อยใจเครือข่าย จากภูเขาสู่มหานที ครั้งที่ 1 " ซึ่งเครือข่ายอนุรักษ์ใน จ.ชุมพร จัดขึ้น โดยกล่าวถึงความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันว่า ที่ผ่านมาได้ไปพูดมาแล้ว 19 จังหวัด สำหรับผู้ที่มาฟังในครั้งนี้ไม่ทราบว่าเป็นพรรคพวกไหน จะเป็นฝ่ายพันธมิตร (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) หรือ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ดี ขอเรียนความจริงอันหนึ่งว่า ถ้าทุกคนรักในหลวงไม่ต้องไปทำนาที่ทำเนียบ หรือไปแสดงพลังที่ไหน

"ถ้ารักในหลวงให้อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเองว่า พวกเราต้องขยาย ทำอย่างไรให้เขาทราบว่า เรามีหน้าที่และทำหน้าที่อะไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมอยู่พรรคในหลวง และพรรคนี้ใหญ่โตมาก" นายดิสธรกล่าว

พันธมิตรต้องยุติการชุมนุมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยทันที

แถลงการณ์ประชาชนผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย:
พันธมิตรฯต้องยุติการชุมนุมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยโดยทันที


หมายเหตุ:ทุกท่านที่เห็นด้วยกับแถลงการณ์นี้ สามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ ที่http://www.petitiononline.com/karnt/petition-sign.html


เป็นที่ชัดเจนต่อสาธารณะแล้วว่า การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ทั้งในแง่วิธีการและข้อเรียกร้อง นั้น เป็นการชุมนุมที่เพื่อเรียกร้องระบอบการเมืองที่ล้าหลัง และเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง อีกทั้งพฤติกรรมการชุมนุมยังละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนหลายประการ อาทิ

- เรียกร้องให้มีการเพิ่มอำนาจแก่องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เช่น องคมนตรี กองทัพ ตุลาการ อีกทั้งยังเรียกร้องให้ลดทอนอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยดูหมิ่นว่าเป็นเพียงพลเมืองชั้นสองที่โง่เขลา ไม่ควรมีสิทธิเท่าเทียมกับชนชั้นอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดที่ล้าหลังและเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

- อ้างความจงรักภักดี ความรักชาติ มาผูกขาดการตีความความถูกต้อง ไม่เคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ ข่มขู่ บีบบังคับเอาความสงบสุขของสังคมเป็นตัวประกัน เพื่อให้ยอมรับความเห็นผูกขาดของตน ป้ายสีผู้ที่เห็นต่างผ่านเวทีปราศรัยและสื่อในเครือผู้จัดการว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี ขายชาติ ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความเป็นมนุษย์ และยั่วยุให้ผู้ชุมนุมเกลียดชังกระทั่งทำร้าย ปลุกปั่นจนเกิดความเกลียดชังระหว่างผู้คนในสังคม จนลุกลามเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน

- บิดเบือนแนวทาง "อารยะขัดขืน" มาละเมิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็อวดอ้างว่าเป็นผู้พิทักษ์ “รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” ทั้งที่การชุมนุมของตนก็ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอย่างชัดเจน

- จงใจปิดบัง-บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวของตน คุกคามสื่อที่เห็นต่าง และสั่งการให้ผู้ชุมนุมปิดกั้นตัวเองต่อข้อมูลข่าวสารจากสื่อนั้น

- พกพาอาวุธในที่สาธารณะ ใช้กำลังคุกคามทำร้ายผู้อื่น ทั้งประชาชนฝ่ายที่เห็นต่าง ตำรวจ ผู้สื่อข่าว

- สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง ทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อเกิดความสูญเสีย แกนนำก็ไม่เคยประกาศความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลับนำความสูญเสียนั้นมาปลุกระดมผู้ชุมนุมให้โกรธแค้นชิงชังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ
ตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อกดดันให้เกิดการรัฐประหารมาล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

ฯลฯ

ทั้งนี้ ยังไม่นับผลกระทบต่อสังคมจากการที่พันธมิตรฯได้สร้างบรรยากาศความเกลียดชังขึ้น การบาดเจ็บ พิการ ล้มตาย ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการชุมนุมดังกล่าว ซึ่งรวมแล้วเป็นมูลค่ามหาศาล

พันธมิตรฯจึงต้องยุติการชุมนุมที่ล้าหลังและพฤติกรรมทั้งหมดนี้โดยทันที!

และทุกฝ่ายที่ควรทำตัวเป็นกลาง และ/หรือชอบอ้างว่าตัวเป็นกลาง อาทิ นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ราษฎรอาวุโส สื่อมวลชน ฯลฯ รวมถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มักอ้างว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา จะต้องยุติการสนับสนุนหรือ "ให้ท้าย" พันธมิตรฯโดยทันที และพึงตระหนักไว้เสมอว่า ผู้ที่สนับสนุนหรือ "ให้ท้าย" จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่พันธมิตรฯได้ก่อเอาไว้ เช่นเดียวกับแกนนำทุกคน

ท้ายนี้ ผู้ลงนามขอเรียกร้องให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของพันธมิตรฯ ร่วมกันเรียกร้องและกดดันตามวิถีทางประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน ให้พันธมิตรฯยุติการชุมนุมโดยเร็วที่สุด และขอประณามผู้ที่สนับสนุนการกระทำที่กล่าวมาทั้งหมดของพันธมิตรฯ ทั้งที่ผู้เปิดเผยตัวและแอบแฝง

ปัญหาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องแก้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น

จักรภพนำฝ่ายประชาธิปไตยเชิดชูวีรชนสามัญชนนวมทอง30-31 ตุลา


วีรกรรมสามัญชน-นายนวมทอง ไพรวัลย์ ขับแท็กซี่ชนรถถังเมื่อ30ก.ย.2549หลังรัฐประหาร19กันยาฯ ต่อมาวันที่31ต.ค.49เขาได้แขวนคอตาย โดยระบุในจดหมายว่าเพื่อลบคำสบประมาทของโฆษกกองทัพบกที่ว่า"ไม่มีใครมีอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยขนาดยอมพลีชีพได้"

ที่มา ประชาไท คุณสิริวารีบอร์ดnocoup.net และสารานุกรมวิกิพีเดีย
29 ตุลาคม 2551

กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย แจ้งกำหนดการรำลึกนายนวมทอง ไพวัลย์ และเชิดชูฐานะเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาล และรัฐสภากำหนดวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งครบรอบ2ปีเหตุการณ์อัตวินิบาตกรรมของเขา ให้เป็นวันต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ โดยมีกำหนดการดังนี้

30 ตุลาคม 51 ที่สนามหลวง 17.00-22.00 น. พบกับแกนนำนปช. เช่น คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย คุณชูพงษ์ ถี่ถ้วน และคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ฯลฯและคำประกาศเจตนารมณ์นปช.

31 ตุลาคม 51

10.00-12.00 พิธีสงฆ์และร่วมวางพวงมาลา- สัญลักษณ์สดุดีวีรกรรมนวมทองไพรวัลย์ ที่หน้าสนง.ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต
17.00-20.00 บทกวี และปราศรัยโดยวีระ มุกสิกพงษ์และจตุพร พรหมพันธ์
20.00 -21.00 ปราศรัยและกล่าวสดุดีโดยจักรภพ เพ็ญแข (ยืนยันแล้ว)
- ติดตั้งรูปภาพนวมทอง ไพรวัลย์บนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตตย
- ร่วมวางดอกไม้ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

นปช.เผย "จักรภพ" เตรียมขึ้นเวทีปราศรัยนปช.ศุกร์นี้

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการชุมนุมของนปช. ที่สนามหลวง ช่วงเย็นวันที่ 30 ต.ค. ว่า วันที่ 31 ต.ค. นายจักรภพ เพ็ญแข จะขึ้นเวทีปราศรัยด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่เก็บตัวเงียบไปนาน ส่วนการเคลื่อนขบวนนั้น คงจะเดินไปแสดงจุดยืนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเท่านั้น และคงจะไม่เดินต่อไปที่ทำเนียบรัฐบาล


พร้อมกันนี้ขอเชิญร่วมส่งบทกวี บทความรำลึกครบรอบสองปีการพลีชีพของนวมทอง ไพรวัลย์ส่งบทกวี หรือ คำสดุดีของท่านเพื่ออ่านบนเวทีที่june24democrazy@yahoo.com

ชีวิตไร้ค่า ถ้าปราศจากประชาธิปไตย

ขณะที่กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์และพี่น้องพ้องเพื่อน ขอเชิญร่วมกิจกรรม เพื่อรำลึกถึง "วีรชนสามัญชน"
ลุงนวมทอง ไพรวัลย์

ณ สะพานลอย ฝั่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถ.วิภาวดีรังสิต ในวันพฤหัสฯที่ 30 ตุลาคม 2551
เวลา 20.00 น.

กิจกรรม -วางดอกไม้
- ดนตรีวง "ประชาธิปไตยใหม่"
- อ่านบทกวี ... ร่วมร้องเพลงและร่วมจุดเทียน

แม้ไม่ได้รับยกย่องเป็นวีรชนของคนชั้นสูง แต่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คือผู้กล้าของพวกเรา
นักประชาธิปไตย ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คือ สามัญชนที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้มวลชน
ที่หลับไหลได้ตื่นขึ้นมาต่อสู้กับเผด็จการ

ขอเพื่อนได้ร่วมกันระลึกถึงวีรชนคนกล้าของสามัญชน

ด้วยจิตคารวะ

สิริวารี รำเพย
เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์และตัวแทนของเพื่อน ๆ ผู้รักประชาธิปไตย
ติดต่อประสานงาน 083-2983182
หรือ nocoup.net@hotmail.com



เปิดปูมแท็กซี่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย

นวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค. 2549) เป็นคนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตาย ด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังจากที่ได้ขับรถชนเข้ากับรถถังเบาของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

นวมทอง ไพรวัลย์ อดีตพนักงานการไฟฟ้าบางกรวย เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กทม. ของบริษัทสหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ได้ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุ เพื่อลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหน้า เป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และ ด้านหลัง เป็นบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์

ซึ่งการฆ่าตัวตายของเขาได้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการทำรัฐประหารของสามัญชนที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย "จิ้น กรรมาชน"ได้เขียนบทกวีชื่อ "เขาชื่อ...นวมทอง" เพื่อคารวะต่อนายนวมทอง ไพรวัลย์ ดังนี้


เขาชื่อ..นวมทอง


นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย

เกิดมาเ่พื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ

คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง

หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง

คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม

จำลองชิ่งปล่อยเกาะลิ้ม หลังทะลึ่งเปิดศึกชนชั้นสูง



ที่มา มติชน และข่าวสด

เครือมติชนซึ่งถูกสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศให้สาวกพันธมิตรบอยคอตไม่ซื้อไม่อ่านและไม่คบหาคนอ่านมติชน ข่าวสด ประชาชาติ และมติชนสุดสัปดาห์นำเสนอข่าวกรณีสนธิด่าดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ทะลึ่งที่ยกพระราชดำรัสคราวพฤษภาทมิฬมาเตือน และขู่แบล็กเมล์จะแฉอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานข่าวชี้ให้เห็นว่า"ชนชั้นสูง"อย่างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์กล่าวสนับสนุนบทบาทของดร.สุเมธ ขณะที่สื่อมวลชนที่เคยเชียร์พันธมิตรมาตลอดก็ออกมาให้กำลังใจนายสุเมธ กระทั่งล่าสุดพลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่ใกล้ชิดกับพล.อ.เปรมได้ออกมาชิ่งว่า นายสนธิทำไปในนามส่วนตัว




ข่าวสดในเครือมติชนฉบับวันนี้(29ต.ค.)พาดหัวว่า "ให้เวลาพิสูจน์เอง ใครเป็นไง สเมธตอบสนธินิ่มๆ" ขณะที่มติชนนำเสนอสกู๊ปข่าวเรื่อง>"เปรม-สุเมธ"หนุนสานเสวนา "ดับไฟสงครามกลางเมือง"

"จำลอง"ชิ่งยัน"สนธิ"โจมตี"สุเมธ"ไม่ใช่มติแกนนำ
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำอีกราย แสดงความไม่เห็นด้วยและโจมตีที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เสนอทางออกเสวนา 4 ฝ่าย เพื่อยุติความรุนแรง ว่า ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็น โดยไม่ใช่มติของแกนนำ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่กระทบกับความนิยมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนทำให้เสื่อมลง

เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรมให้กำลังใจ ดร.สุเมธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ต.ค.) ที่ห้องประชุมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย การประชุมคณะทำงานเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม เพื่อติดตามประเมินผลการจัดกิจกรรมประชุมใหญ่เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา

ก่อนการประชุมการหารือกรณีที่เครือข่ายได้เรียนเชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล มาเป็นผู้กล่าวปาฐกถานำในการประชุมใหญ่ดังกล่าว เพื่อให้สติและข้อคิดเห็นแก่ผู้เข้าร่วมประชุมที่เห็นพ้องต้องกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ควรที่จะใช้วิธีการสานเสวนาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดหรือยุติข้อขัดแย้งซึ่งอาจนำไปสู่การใช้กำลังที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากจะเยียวยาในระหว่างคนในชาติที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้จนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายนั้น


นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ อุปนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงานเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรมแถลงว่า ทางเครือข่ายใคร่ขอแสดงความเห็นใจและขอเป็นกำลังใจให้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้ผู้รักความเป็นธรรมและสันติ ได้ร่วมกันปกป้องผู้ที่กล้าหาญและหวังดีต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งมิได้ให้ร้ายหรือโจมตีใคร แต่ได้ให้ข้อคิดที่สร้างสรรค์ต่อทุกฝ่ายไม่ให้ถูกทำลายโดยไม่เป็นธรรมและไม่มีโอกาสปกป้องตนเอง หากสังคมและสื่อมวลชนไม่ปกป้องผู้ใหญ่ที่เสียสละและกล้าหาญเช่นนี้ ต่อไปจะไม่มีใครแสดงความเห็นที่ถูกต้องให้สังคมได้พิจารณาอีก

นายประสงค์กล่าวด้วยว่า แม้ว่าการดำเนินการของเครือข่ายฯ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากฝ่ายต่างๆ แต่ทางเครือข่ายฯ ยังยืนยันที่จะรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่คาดหมายไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายฯ ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง คนในสังคมจะมีความเข้าใจและเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายฯ มากยิ่งขึ้น

อดีตนักข่าวBBCกระตุกสมาคมสื่อจี้พันธมิตรหยุดคุกคามสื่อ

ข่าวสดรายงานปิดท้ายว่า นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวล ชนอิสระ และอดีตนักข่าวบีบีซี กล่าวว่า พันธมิตรต้องยุติการเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนงดซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเพราะโกรธแค้นที่ทางหนังสือพิมพ์ข่าวสดเสนอข่าวพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับพธม. เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติของสากล จะไม่มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสื่อมวลชนโดยกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ เพราะเคารพในเสรีภาพทางการสื่อสารและสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และไม่อยากถูกประณามว่าคุกคามสื่อ ถ้าใครเห็นว่าสื่อนั้นๆ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ใช้วิธีร้องเรียนผ่านองค์กรกำกับดูแล ชี้แจงความจริงผ่านช่องทางต่างๆ หรือ พึ่งขบวนการยุติธรรมแทนที่จะใช้วิธีรณรงค์ให้งดซื้อ หรือ ตามที่มีข่าวถึงขั้นมีสมาชิกพันธมิตรฯในบางจังหวัดข่มขู่ไม่ให้แผงหนังสือนำสื่อเครือมติชนมาขาย

"พันธมิตรไม่มีเหตุผลที่จะคุกคามเครือมติชนเลย เพราะข่าวสดไม่ได้บิดเบือน เป็นการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการแปลผิดแต่ประการใด พันธมิตรไม่ควรวิธีรณรงค์ให้เลิกซื้อหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำอยู่ เพราะเป็นวิธีคุกคามสื่อ เหมือนวิธีแบบระบอบทักษิณที่พันธมิตรฯบอกว่าต้องการล้มล้าง" นายกิตติพงษ์กล่าวและว่า องค์กรวิชาชีพ เช่น สมา คมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่มีจุดประสงค์ในการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสื่อ สมควรจะออกมาตำหนิและเรียกร้องให้พันธมิตรฯหยุดการคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาเจตนารมณ์และเจริญตามรอยคุณอิศรา อมันตกุล นายกสมาคมนักข่าวฯ คนแรก ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนตลอดชีวิตของท่าน

พลานุภาพเสื้อแดงต้านรัฐประหาร


โดย บก.ลายจุด
29 ตุลาคม 2551

ภาพของประชาชนที่มาจากทุกทิศทางพร้อมด้วยเสื้อสีแดงที่จะเกิดขึ้นในวันที่1พ.ย.นี้ จะเป็นการพิสูจน์ว่า ประชาชนมาด้วยเจตจำนงของตนเอง พวกเขาออกมาแสดงตนว่า ประชาชนเสื้อแดงก็คือประชาชน ที่เป็นพลังบริสุทธ์ มีทุกชนชั้น ไม่ใช่แค่รากหญ้าอย่างที่ พธม.เคยพูดไว้ ด้วยความหลากหลายและปริมาณของประชาชนเสื้อแดง ซึ่งคาดว่าจะมากกว่าที่ พันธมิตร เคยมีการชุมนุมมาทั้งหมดนับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา จะถือได้ว่า การผูกขาดความเป็นภาคประชาชนของพันธมิตร ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นประชาชนส่วนน้อย ที่ขัดแย้งกับประชาชนส่วนใหญ่ ไปในทันที



วันที่ 1 พ.ย.นี้ กลายเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง ไม่ใช่เพราะมันเป็นวันที่ 1 หรือ เพราะเป็นกิจกรรมบันเทิงสลับวิชาการมากมาย หรือ การชุมนุมทางการเมืองอย่างที่ผ่าน ๆ มา

### รวมพลคนเสื้อแดง ###
จากกิจกรรมรวมพลคนเสื้อแดง ณ อิมแพค เมืองทองธานีในวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ภาพของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ไปร่วมงานจนล้นออกมานอกอาคารหลายหมื่นคน เป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้คนต่อสถานการณ์การเมืองที่ถูกคนเสื้อเหลือง(พธม.)รุกเร้า ผู้คนใช้สีแดง และการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นเครื่องมือในการแสดงออกเพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตร และการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งที่ 2 นี้ คาดว่าจะมีการสวมเสื้อแดงมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย

ดังนั้น การรวมตัวกันในวันที่ 1 พ.ย. คือการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่เสียงดังฟังชัดเจนว่า แดงไม่เอาเผด็จการอนาธิปไตย และผู้คนจะเข้าร่วมในการบันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้

###แดงต้านการรัฐประหาร ###
นอกจากการแสดงออกของเสื้อแดงที่เป็นบอกว่าไม่เอาพันธมิตรแล้ว ในยามนี้ ยังเป็นการรวมพลังเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ดั่งที่เราท่านทราบกันดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองยามนี้ ฝ่ายพันธมิตรได้สร้างความสับสน วุ่นวายในบ้านเมือง และออกบัตรเชิญให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารนับครั้งไม่ถ้วน และสิ่งเดียวที่ทำให้ทหารยังไม่ทำการรัฐประหาร ไม่ใช่เพราะรัฐบาลมีกองกำลังต่อต้านการรัฐประหาร หรือกลัวว่าทหารจะรัฐประหารไม่สำเร็จ แต่เพราะว่า หากรัฐประหารแล้ว ทหารจะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายต่อต้านอย่างหนักจากประชาชน นี่คือสิ่งที่ทหารยังไม่สามารถออกแบบการจัดการกับคนกลุ่มเสื้อแดงได้

ดังนั้น การป้องกันการรัฐประหารทำได้ทางเดียวคือ ประชาชนต้องส่งเสียงและแสดงออกว่า เราไม่ต้องการรัฐประหาร ซึ่งการจัดงานในวันที่ 1 นี้ Theme สำคัญคือ การต่อต้านการรัฐประหาร และภาพที่ออกมา จะถูกส่งออกไปถึงนายทหาร ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และ สังคมโลก ว่าประชาชนคนไทยจำนวนมาก ไม่ต้องการรัฐประหาร และ จะต่อต้านจนถึงที่สุด งานนี้ ภาพของการมอบดอกไม้ให้กับรถถังจะไม่เกิดขึ้น และไม่มีใครเชื่อแล้วว่า การรัฐประหารครั้งต่อไปจะได้รับการตอบรับอย่างที่ผ่านมา

### ทำลายการผูกขาด วาทะกรรม ภาคประชาชน จาก พธม. ###
สิ่งที่แกนนำ พธม.กลัวที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่ รัฐบาลนายสมชาย หรือ อดีตนายกทักษิณ แต่กลัวว่า ตนเองจะต้องต่อสู้กับประชาชนเจ้าของประเทศด้วยกัน การอ้างว่า นักการเมืองเลวทราม ฉ้อฉล หรือ การพูดลอย ๆ ว่า ประชาชนถูกซื้อด้วยเงิน หรือว่าจ้างนั้น มันเป็นเรื่องง่าย แต่ภาพของประชาชนที่มาจากทุกทิศทางพร้อมด้วยเสื้อสีแดงที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นการพิสูจน์ว่า ประชาชนมาด้วยเจตจำนงของตนเอง พวกเขาออกมาแสดงตนว่า ประชาชนเสื้อแดงก็คือประชาชน ที่เป็นพลังบริสุทธ์ มีทุกชนชั้น ไม่ใช่แค่รากหญ้าอย่างที่ พธม.เคยพูดไว้ ด้วยความหลากหลายและปริมาณของประชาชนเสื้อแดง ซึ่งคาดว่าจะมากกว่าที่ พันธมิตร เคยมีการชุมนุมมาทั้งหมดนับแต่ปี 2548 เป็นต้นมา จะถือได้ว่า การผูกขาดความเป็นภาคประชาชนของพันธมิตร ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นประชาชนส่วนน้อย ที่ขัดแย้งกับประชาชนส่วนใหญ่ ไปในทันที

### วาทะกรรม สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ###
การจัดกิจกรรมทางการเมืองที่อยู่บนพื้นที่ห่างไกลจากการชุมนุมของพันธมิตร กิจกรรมที่ไม่ต้องมีการ์ดหน้าตาโหดเหี้ยม ปิดบังใบหน้า ถือไม้ เหล็ก มีด พกพาอาวุธร้ายแรงใด ๆ มีเพียงกิจกรรมการปราศรัยทางการเมืองที่มีสีสัน แต่ไม่หยาบคาย ด่าทอ เหมือนกับ พันธมิตร ไม่ต้องปิดถนน เอายางรถยนต์ราดน้ำมันไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ จะเป็นการอธิบายภาพทางสังคมว่า นี่คือ กิจกรรมทางการเมืองภายใต้ รธน. มาตรา 63 อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ภาพการชุมนุมของพันธมิตร ที่บุกยึดสถานที่ราชการอยู่ตอนนี้ กลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายไปอย่างสิ้นเชิง

### จุดกระแสทั่วประเทศ ###
หลังวันที่ 1 พ.ย.นี้ สีแดงจะกลายเป็นไฟลามทุ่ง เป็นสัญญลักษณ์ของหลาย ๆ อย่าง และจะมีประชาชนจำนวนมากที่เข้าร่วมเป็นชาวสีแดงมากขึ้น เพราะเห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านกิจกรรมสีแดง เป็นการแสดงพลังของประชาชน เหมือนกับการที่ตนเองไปแสดงสิทธิทางการเมืองในวันที่มีการเลือกตั้ง เสื้อแดงจะถูกนำมาสวมใส่ นัดหมายการใส่เสื้อแดงในวัน และสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งผมอยากเสนอให้พวกเราประกาศใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ ภายใต้การรณรงค์ "วันอาทิตย์สีแดง" เพื่อเป็นการย้ำเตือนกันว่า หากประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย หรือยังถูกคุกคามจากฝ่ายอำมาตยาธิปไตย หรือ อนาธิปไตย พวกเสื้อแดงก็จะแสดงออกโดยการสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญญลักษณ์ในการต่อสู้ อย่างสันติ และ อหิงสา

เมื่อคุณได้อ่านถึงเหตุผลและความหมายของเสื้อแดงในวันที่ 1 พ.ย.นี้แล้ว เราขอให้คุณร่วมกันบันทึกประวัติศาสตร์เสื้อแดง เพื่อปกป้องประชาธิปไตย

สวมเสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย.และถ้ามาร่วมเจอกันได้ที่ ราชมังคลากีฬาสถานขอให้มา ถ้ามาไม่ได้ ให้คุณใส่เสื้อแดงในวันนั้นเพื่อแสดงพลังไม่เอารัฐประหาร

ม๊อบชั่วโคตรโหด! กระชากหญิงชราออกมากระทืบ พร้อมป้ายสีว่าจะมาทำร้าย

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2551

ต่อกรณีข่าวที่มีการทำร้ายประชาชนที่แต่งกายชุดสีแดงในบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ "ป้านินจา" หนึ่งในนักกิจกรรมต่อต้านเผด็จการได้ออกมาให้ข้อมูลความจริงซึ่งตรงกันข้ามกับข่าวที่สื่อหลักนำเสนอ (เช่น "รวบ นปช.เหิมพกน้ำมันหวังเผาทำเนียบ-ใช้หนังสติ๊กยิงการ์ดพันธมิตรฯ" - ผู้จัดการ หรือ "นปช.แจ้งจับการ์ดพธม.รุมตื้บ" - คมชัดลึก) โดยโพสต์ผ่านเว็บบอร์ดประชาไท มีรายละเอียดดังนี้
เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลตำรวจ ป้าขอยืนยันว่าเป็นประชาชนจากสนามหลวงจริง เป็นกลุ่มที่อยู่ข้างสีแดงมาตลอด 3 ปีหลังรัฐประหาร ตอนเกิดเหตุนั้น กำลังจะเดินทางไปที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่คนขับไม่รู้เส้นทางจึงเฉียดไปใกล้กับบริเวณที่พวกพันธมิตรตั้งเป็นแนวแผงเหล็กอยู่ตรงแยกสนามม้านางเลิ้ง และรถติดไฟแดงตรงสามแยก

พวกนั้นเห็นใส่เสื้อแดง มีธงสีแดงของความจริงวันนี้ จึงกรูเข้ามาร่วม 20-30 คน และทำร้ายร่างกาย แล้วลากคนที่หนีไม่ทันเข้าไปรุมทำร้ายต่อข้างใน จนกระทั่งท่านผู้กำกับสน.นางเลิ้ง, ตำรวจคนขับรถ, ตำรวจป้อมยาม เข้าไปเอาตัวออกมาได้ทัน ไม่งั้นก็คงแย่และเจ็บหนักกว่านี้ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านผู้กำกับและตำรวจท่านอื่นๆ ของสน.นางเลิ้งไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

สำหรับแกนลอนน้ำมันที่เห็นนั้นไว้สำหรับเติมเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ที่จะใช้กับเครื่องเสียงขนาดเล็กค่ะ


มีคนได้รับบาดเจ็บหนักๆ 3 รายด้วยกันคือ
1. คนขับรถกระบะ โดนยิงด้วยหนังสติ๊กเข้าที่กกหู เลือดไหลออกจากหู
2. ป้านิด อายุ 70 กว่า โดนตีที่กลางหลัง และที่แขนเส้นเลือดขาด เลือดไหลไม่หยุด ตอนนี้หมดสติ ยังรอการเอ็กซเรย์
3. แนนซี่ สาวประเภทสองที่มีหัวใจกล้าหาญมาก กระโดดเข้าขวางเพื่อให้คนอื่นๆ ได้วิ่งหลบหนี โดนตีที่ชายโครงและข้อมือ เอ็กซเรย์แล้วกระดูกข้อมือหัก
4. พี่สมบัติ โดนตบปากแตก ส่วนคนอื่นบาดเจ็บกันคนละเล็กน้อยค่ะ

ปล.พี่จ๋าจตุจักร(คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ) เป็นผู้นำคนเจ็บจากสน.นางเลิ้งส่งโรงพยาบาลตำรวจ และตอนนี้ก็ยังอยู่เป็นเพื่อนผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล


ป้านินจาได้ระบุด้วยว่า ข่าวที่รายงานว่า เด็กนั่งซ้อนท้ายรถได้ยิงหนังสติ๊กเข้าไปในที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเป็นเรื่องไม่จริง "ไม่จริงค่ะ เป็นการใส่ร้ายป้ายสีของพวกม๊อบถ่อยและสื่อเอียงๆค่ะ"

รายงานจาก TPBS ที่ไปสัมภาษณ์คนเสื้อแดงกลุ่มดังกล่าวยังระบุอีกว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้ใช้ไฟฟ้าช็อตบังคับให้สารภาพตามที่กลุ่มพันธมิตรต้องการ

วันอังคาร, ตุลาคม 28, 2551

กำหนดการรวมพลคนเสื้อแดงต้านรัฐประหาร1พ.ย.


ที่มา มติชน และประชาทรรศน์
28 ตุลาคม 2551

หมายเหตุ : นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และนายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน "ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร" ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

นายวีระ มุสิกพงศ์ : การจัดงาน "ความจริงวันนี้" ที่เปลื่ยนชื่อโดยเติมคำว่า "ต้านรัฐประหาร" นั้น เพราะสถานการณ์การเมืองวันนี้ไม่น่าไว้วางใจ พวกผมที่เป็นพวกนิยมประชาธิปไตยเห็นว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดทางการเมือง ควรที่จะเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่วิธีอื่น โดยเฉพาะวิธีที่แย่ที่สุดคือการทำรัฐประหาร ดังนั้นจึงขอใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมกันโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธ เพื่อต่อต้านรัฐประหาร

-โดยการชุมนุมครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในเวลา 15.00-22.00 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
-อาจจะเปิดให้ประชาชนเข้าสู่สนามได้ก่อนเวลาจริงในระหว่างเวลา 13.00-14.00 น. เนื่องจากต้องตรวจอาวุธเพื่อความปลอดภัย ส่วนกิจกรรมภายในงานนั้นจะมีวงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ศิษย์ของสุนทราภรณ์มาร่วมบรรเลง รวมถึงผมได้รับการประสานจากพราหมณ์จาก จ.นครศรีธรรมราชที่ขอทำพิธีบวงสรวงและอ่านคำภีร์พระเวทย์ในงาน พร้อมกับแจกจ่ายเหรียญท้าวจตุคามรามเทพด้วย

ไม่ต้องวิตกกังวลใดว่าการชุมนุมครั้งนี้จะมีขึ้นเพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง หรือต้องการให้เกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายต่างๆ เพราะพวกเรานิยมสันติวิธี นักประชาธิปไตยจะใช้เหตุผลในการต่อสู้กัน พวกเราไม่ใช้กำลัง ซึ่งการชุมนุมครั้งที่แล้วก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเราทำได้ ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้ก็อยากจะขอท้าพิสูจน์เช่นกัน ว่าคนไทยที่รักสันติมาชุมนุมเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้อย่างปราศจากความรุนแรง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะจัดงานเช่นนี้อีกในโอกาสต่อไป

นายจาตุรนต์ ฉายแสง : มีข่าวปรากฏต่อเนื่องมาหลายวันโดยมีลักษณะบิดเบือนเจตนารมณ์ของงานว่ามีขึ้นเพื่อมุ่งให้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือจัดงานเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร ผมยืนยันได้ว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าการจัดงานดังกล่าวไม่ได้เกณฑ์คนมาร่วมงานแต่อย่างใด วันนี้ผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงคือกลุ่มพันธมิตร มาผสมผสานกับคำพูดของผู้นำเหล่าทัพในทำนองที่ว่าหากเกิดกลียุคจะต้องหยุดการใช้อำนาจของรัฐ แม้ตัวผู้บัญชาการทหารบกจะยืนยันว่าไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เรื่องนี้ไม่มีทางจะเป็นอื่นไปได้นอกจากการรัฐประหาร ซึ่งสังคมไทยจะประมาทละเลยไปไม่ได้

งานนี้จะมีแน่นอน และจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านคัดค้านไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ยกเว้นว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นก่อน และหากมีขึ้นจริงเราอาจจะต้องย้ายสถานที่จัดงาน หรือไม่งานความจริงวันนี้ก็อาจจะจัดขึ้นก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน

นายอดิศร เพียงเกษ : ขณะนี้ประชาชนมีความอึดอัดทางการเมืองต้องการหาทางออก เปรียบเหมือนกาต้มน้ำเดือดที่รอวันปะทุ ซึ่งในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จะมีการต่อต้านการปฏิวัติอย่างแน่นอน การออกโทรทัศน์ของผู้นำเหล่าทัพ ถือเป็นการโยนหินถามทางที่เขาอยากจะปฏิวัติแต่เขาทำไม่ได้ เพราะสังคมไม่ตอบรับ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน ขอฝากเตือนไปยังคนที่จบจาก จปร.ทั้งหลายว่า คำว่า จปร.ย่อมาจากนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไม่ใช่แปลว่าจะปฏิวัติรัฐประหาร หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้นก็จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะไม่สะดวกสบายเหมือนครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นขอเตือนทหารว่าอย่าไปร่วมมือกับคนที่ความคิดจะปฏิวัติอยู่ในสมอง

นายจักรภพ เพ็ญแข : ได้รับการประสานงานมาจากตัวแทนเอกอัครราชทูตหลายประเทศที่จะมาเข้าร่วมงานดังกล่าวซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และรัฐบาลของหลายประเทศ ยืนยันว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน เราไม่เจตนาใดๆ ที่จะให้วันดังกล่าวไม่เป็นมงคล แต่ต้องการให้เป็นวันดี ซึ่งได้มีการเตรียมระบบรักษาความปลอดภัย กรอบที่จะพูดซึ่งมีการหารือกันอย่างเป็นระบบด้วย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ : สำหรับการโฟนอินเพื่อพูดคุยกับผู้ร่วมงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็น 1 ใน 9 คนที่ร่วมปราศรัยในเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้จะมีแขกรับเชิญพิเศษอีก 1 คนเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เอาไว้ดูวันงาน

‘จตุพร’ลั่นใครอยากได้ยิน‘ทักษิณ’ต้องมาที่งานเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวถึงการจัดงาน‘วันครอบครัวความจริงวันนี้ตอนต่อต้านรัฐประหาร’ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ในรายการ‘จุดชนวนข่าว’ ทางสถานีวิทยุ FM 105 wisdom radio โดยมี นายพิธาน คลี่ขจาย นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ นส.ธนกาญจน์ พันธุ์เดิมวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ว่า งานวันเสาร์นี้เป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยจะชุมนุมกันอย่างสงบ มีการตรวจอาวุธอย่างละเอียด เพื่อให้การชุมนุมมีความเรียบร้อย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 1,000 นาย และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งถือเป็นเจ้าของท้องที่ที่จัดงานอีกกว่า 500 คน มาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย

ส่วนกรณีการโฟนอินเข้ามาในรายการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายจตุพร ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดูวีซีดีการจัดงานในครั้งแรกที่เมืองทองธานี และชื่นชมบรรยากาศในวันนั้นที่ไม่ได้มีการเกณฑ์คนมาร่วมงาน และประเด็นการโฟนอินเข้ามาบนเวทีไม่เกี่ยวข้องกับคดีแน่นอน แต่จะเป็นการพูดเกี่ยวกับเนื้อหาของการต่อต้านรัฐประหาร

นายจตุพร ยังกล่าวถึง บรรยากาศในการจัดงานวันที่ 1 พย.ว่า จะเป็นบรรยากาศแบบครอบครัวที่มีครบทุกรสชาติ โดยงานจะเริ่มเวลา 15.00 น.ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยดนตรีบนเวทีและในเวลา 17.00 น.เป็นต้นไปก็จะมีการปราศรัย โดยมีผู้เข้าร่วมอาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ สำหรับการโฟนอินบนเวทีของพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในระหว่างการวางผังการจัดงานของทีมงาน ทั้งนี้เรื่องอาหารและที่จอดรถ รวมถึงห้องน้ำ นายจตุพร กล่าวว่า สะดวกสบายกว่าครั้งที่ 1 ที่จัดที่เมืองทองธานี

"ส่วนกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ จะมาเซอร์ไพรส์บนเวทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสุขภาพของท่าน เนื่องจากการเจ็บป่วยของท่านเป็นอุปสรรค์ แต่โดยส่วนตัวหากมี อดีตนายกรัฐมนตรี 2 ท่านขึ้นเวที คงเป็นงานที่สมบูรณ์มาก" นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังปฎิเสธ กรณีที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า จะใช้สถานีโทรทัศน์ NBT ถ่ายทอดงานวันที่ 1 และยืนยันว่าใครอยากฟังเสียงพ.ต.ท.ทักษิณจะต้องไปที่ สนามราชมังคลาสถานเท่านั้น

บทความ: ประชาธิปไตยกับอภิชนาธิปไตย

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ "มองมุมใหม่"
2 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ในความเชื่อของพวก อภิชนาธิปไตย (aristocracy) นั้น เชื่อว่าระบอบการปกครองที่ดีนั้น จะต้องมาจากคนที่มีความสามารถ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สมควรมีสิทธิในการปกครองเท่านั้น โดยเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่สามารถหาคนที่มีความรู้ความสามารถ มาปกครองประเทศได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ในความคิดของพวกอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้ จึงต้องการให้คนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถเข้ามาปกครองประเทศ บางคนเลยเถิดไปถึงกับ เสนอให้มีระบบ "การเมืองใหม่" ที่เสนอสูตรผสมของผู้เข้าสู่อำนาจในสัดส่วน 70:30 กล่าวคือ เพิ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นร้อยละ 70 และลดที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งโดยวิธีการเลือกตั้งลงเหลือร้อยละ 30 ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของบุคคลที่อ้างว่า ทำเพื่อ "ประชาธิปไตย" แต่กลับมีข้อเรียกร้องในเชิง "อภิชนาธิปไตย" เช่นนี้

คำว่าประชาธิปไตย มาจากคำว่า democracy ซึ่ง demos มาจากคำว่า people หรือประชาชน และคำว่า kratein มาจากคำว่า to rule หรือปกครอง กล่าวโดยสรุป คือ democracy หรือประชาธิปไตย แปลว่า การปกครองโดยประชาชน (rule by people)หรืออาจกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน(popular sovereignty)นั่นเอง

ความหมายของประชาธิปไตยนั้น นอกเหนือจากนิยามที่ทราบโดยทั่วไป ว่า "เป็นรูปแบบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีสิทธิ อำนาจ และโอกาสในการเข้าควบคุมกิจการทางการเมืองของชาติ" แล้ว ยังหมายความรวมถึงปรัชญาของสังคมมนุษย์ หรือวิถีชีวิตที่ยึดถืออุดมคติ หรือหลักการที่กำหนดพฤติกรรมระหว่างมนุษย์ในสังคม ในกิจการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คือ

1) การเมือง ประชาชนแต่ละคน มีส่วนในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

2) เศรษฐกิจ ประชาชนมีเสรีภาพในการประกอบการทางเศรษฐกิจ หรือให้บุคคลได้รับหลักประกันในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ หรือทางเศรษฐกิจที่ตนเองได้ลงแรงไป

3) สังคม ประชาชนได้รับความยุติธรรมในสังคม ไม่มีการกีดกันระหว่างชนชั้น กลุ่มชน หรือความแตกต่างใดๆ หรือเกิดระบบอภิสิทธิ์ชนหรือระบบอุปถัมภ์

4) วัฒนธรรม ส่งเสริมค่านิยม แบบแผน หรือประเพณีที่ยึดมั่นในหลักการประนีประนอม การใช้เหตุผล การยอมรับนับถือคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ มีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ในการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ชอบธรรมและเหมาะสมกับกาลสมัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับสมาชิกที่อยู่ในสังคมเดียวกัน

ประชาธิปไตยจึงมีความหมายทั้งในรูปแบบการปกครอง และปรัชญาในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลที่เกิดขึ้น จึงเป็นเสมือนเครื่องมือในการช่วยให้ประชาชน ได้บรรลุจุดหมายปลายทางของสังคม นั่นคือ ความผาสุกของประชาชนทั้งปวง ซึ่งหมายถึง

1) เสรีภาพ ที่บุคคลมีและใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสอดคล้องกับหลักการเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวัสดิการของส่วนรวม

2) โอกาส ที่บุคคลจะสามารถดำเนินกิจการต่างๆ ตามความต้องการ ทุกคนจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ในการที่จะพัฒนาศักยภาพต่างๆ ตามความสามารถของตนเอง

3) ความเจริญ ที่บุคคลมีโอกาสพัฒนาตัวเอง มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านสติปัญญา ความสามารถและบุคลิกภาพของแต่ละคน ศักดิ์และสิทธิในการปกครองประเทศ หรือการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจปกครองตนเอง

จากหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตย ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นหลักการสากลไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลก ไม่จำเพาะว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบฝรั่งหรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ผู้คนชอบอ้างเข้าข้างตนเอง เมื่อต้องการออกนอกลู่นอกทางของหลักการประชาธิปไตย

ดังนั้น การที่พวกอภิสิทธิ์ชนที่ต้องการให้คนกลุ่มน้อย ที่เชื่อว่ามีความสามารถเหนือประชาชนธรรมดาสามัญเข้ามาปกครองประเทศ จึงขัดต่อหลักความเสมอภาค เพราะเท่ากับการไม่ยอมรับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อสภาพอันแท้จริงของมนุษย์

ในบางครั้งการปกครองแบบประชาธิปไตย อาจไม่สามารถคัดเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาปกครองประเทศได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่ให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน นำความต้องการของประชาชนมาใช้ได้ ย่อมดีกว่าการที่ได้คนดีมีความสามารถ แต่ใช้ความสามารถนั้นหาประโยชน์เข้าสู่ตัวเอง โดยไม่ฟังเสียงของประชาชน

พวกอภิชนาธิปไตยมักชอบอ้างว่า มนุษย์โดยทั่วไปนั้นไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเข้าใจและไม่ทราบความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นประชาธิปไตยหรือการปกครองโดยประชาชน จึงเป็นการปกครองที่ไม่มีประโยชน์ เพราะประชาชนเป็นกลุ่มคนที่ไร้คุณภาพ ไม่สมควรที่จะมาปกครองประเทศ คนที่ดีที่เหมาะสมที่จะมาปกครองประเทศก็คือชนชั้นนำ

ซึ่งแนวความคิดของพวกอภิชนาธิปไตยนี้ กล่าวได้ว่าไม่ตรงกับความจริงสักเท่าใด เพราะในแต่ละประเทศ ก็มีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ทั่วไป และคนต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และทำให้ประชาธิปไตยสามารถดำเนินไปด้วยดี ในทางปฏิบัติ ระบอบอภิชนาธิปไตยกลับสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมาหลายประเทศ อาทิเช่น ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น

ในหลายครั้งเราอาจได้ยินข้อกล่าวหาที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ล่าช้า ไม่รวดเร็ว ซึ่งก็อาจจะเป็นความจริงอยู่บ้าง เพราะกระบวนการของประชาธิปไตย ต้องอาศัยความเห็นชอบ ต้องศึกษาความต้องการและรับฟังเสียงต่างๆจากประชาชน แต่ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ

ตรงข้ามกับระบอบอภิชนาธิปไตยหรือเผด็จการ ซึ่งอาจจะสัมฤทธิผลต่างๆ ในเวลาอันสั้น แต่ความก้าวหน้าต่างๆ นั้นไม่ยั่งยืน อาทิเช่น อาณาจักรไรซ์ของเยอรมนี สามารถคงอยู่ได้เพียง 6-7 ปี ส่วนประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกาที่ยึดถือประชาธิปไตยเป็นหลัก ยังคงมีความก้าวหน้าอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้แต่เยอรมนีหรือญี่ปุ่นที่เปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความเจริญก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ประวัติศาสตร์สอนเรามาโดยตลอด แต่หลายคนไม่รู้จักเข็ดหลาบ กลับพยายามหมุนเข็มนาฬิกากลับไปอยู่ยุคดึกดำบรรพ์ที่มีอภิสิทธิ์ชนไม่กี่กลุ่ม นำพาประเทศไปพบจุดจบอันน่าอเนจอนาถ
กรุงโรมไม่สามารถสร้างเสร็จได้ภายในวันเดียว ฉันใด ระบอบการเมืองไทย ก็ย่อมไม่อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่มักง่าย ด้วยการให้คนเพียงไม่กี่กลุ่มปกครองประเทศ โดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ก็ฉันนั้น

มาร์คโวยมือปาอึอารยะขัดขืน วอนแสดงออกในขอบเขต


ที่มา ไทยรัฐ และมติชน
28 ตุลาคม 2551

“มาร์ค” เจอดีถูกปาอึใส่รถ
ไทยรัฐพาดหัวข่าวฉบับวันนี้(28ต.ค.)ว่า"อภิสิทธิ์เจอเต็มเปา มือมืดปาอึ เข้าใส่รถตู้ที่อุบลฯ" โดยรายงานว่า เมื่อเวลา 17.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุบลราชธานี ว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน เดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจที่ จ.ยโสธร และร่วมงานพระราชทานเพลิงศพอาสาสมัครทหารพรานบุญฤทธิ์ ขันตีที่ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ แล้วเดินทางโดยรถตู้ไปที่สนามบินนานาชาติอุบลราชธานี เพื่อขึ้นเครื่องบินของบริษัท การบินไทย เที่ยวบินที่ทีจี 1031 เดินทางกลับกรุงเทพฯนั้น ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น โดยขณะที่รถตู้ที่นายอภิสิทธิ์และคณะนั่งมาถึงสี่แยกถนนอุปลีสานตัดกับถนนเทพโยธี ทางเข้าสนามบินนานาชาติอุบลราชธานี ก็ได้มีชายสองคน ขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สวมหมวกกันน็อก ขับรถสวนมา แล้วชายที่นั่งซ้อนท้ายได้ปาถุงบรรจุอุจจาระเข้าใส่หน้ารถตู้จนถุงพลาสติกแตกอุจจาระกระจายเต็มกระจกหน้ารถ แล้วมือปาอึก็ขับรถหลบหนีอย่างรวดเร็วไปทางหน้ากองบิน 21

รีบเผ่นเข้าสนามบินกลับ กทม.

หลังจากตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ได้สั่งให้คนขับรถตู้ขับรถไปส่งสนามบิน แล้วเดินเข้าห้องรับรองวีไอพีไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มผู้ติดตามนายอภิสิทธิ์ได้เกิดโต้เถียงกันเอง เนื่องจาก นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการให้เป็นข่าวและไม่ต้องการแจ้งความ ขณะที่ผู้ติดตามที่เดินทางมากับนายอภิสิทธิ์จากกรุงเทพฯ ไม่พอใจและต้องการแจ้งความ จึงโทรศัพท์แจ้งให้ ร.ต.อ. อนุสรณ์ แสนสิ่ง ร้อยเวร สภ.เมืองอุบลราชธานี ให้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากผู้แจ้งความได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปพร้อม กับผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งหลังเกิดเหตุนายอภิสิทธิ์ซึ่งมีสีหน้าไม่สู้ดี ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกปาอึใส่รถในครั้งนี้

มาร์ค"รับโดนปา"อึ"ใส่!ที่อุบลฯ จริง ชี้เป็นความพยายามป่วนทางการเมือง



มติชนรายงานว่า"อภิสิทธิ์" ยอมรับถูกปา "อึ" ไล่ขณะเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่อุบลราชธานี เผยโดนแค่เฉียดๆ ตัวรถ ไม่ขอแจ้งความเพราะไม่ได้รับความเสียหายอะไรยืนยันว่า 3 จังหวัดอีสานที่ไปเหยียบผู้คนต้อนรับดีไม่มีปัญหา ฟันธงเกี่ยวข้องกับการเมือง มีความพยายามปั่นป่วน วอนให้แสดงออกโดยอยู่ในขอบเขต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 28 ตุลาคมถึงกรณีมีข่าวว่าโดนปาถุงอุจจาระที่จ.อุบลราชธานี ว่า มีหลายคนเขียนข่าวและเป็นห่วงก็ได้สอบถามมา ซึ่งช่วงที่ตนนั่งรถเข้าไปสนามบินอุบลราชธานี มีรถมอเตอร์ไซค์ขับสวนมา และก็เห็นว่ามีการปาถุงหรืออะไรไม่ทราบ แต่ก็โดนเฉียดๆ รถ แต่ก็ไม่ได้มีร่องรอยอะไรเลย ซึ่งตลอดทั้งวันตนได้เดินทางไปที่จ.ยโสธร อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ก็เรียบร้อยดีไม่มีเรื่องอะไร และในสนามบินที่บอกว่าตนรีบเข้าไป เพราะตนยังซื้อแหนม ซาลาเปา ขนมจีบ และเดินทักทายผู้คนอยู่เลย แต่ละจุดที่ไปก็ไม่มีผู้ชุมนุมมาต่อต้านเลย ทุกอย่างเรียบร้อยมาก ดังนั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวตนเข้าใจว่ามีการแจ้งจากวิทยุชุมชน จึงทำให้มีผู้สื่อข่าวมาทำข่าวกัน แต่กว่าผู้สื่อข่าวจะมาตนก็เข้าไปในสนามบิน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยากให้ตนไปแจ้งความ แต่คนขับรถไม่รู้จะแจ้งความอย่างไร เพราะรถไม่มีร่องรอยของความเสียหายเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีกระบวนการอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อาจจะมีความพยายามในการปั่นป่วนอยู่บ้าง แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองซึ่งก็ต้องไม่ประมาทเราก็อยากทำหน้าที่ของเรา และจริงๆ แล้วใครไม่พอใจอะไรก็มีสิทธิแสดงออกได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

"เมื่อวาน (27 ต.ค.) ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะทั้งวันบรรยากาศดีหมด จนกระทั่งขึ้นเครื่อง ก็มีเสียงตุ๊บเดียว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไร" นายอภิสิทธ์กล่าว

งานเข้าไม่หยุด ปธน.แอฟริกากลาง เชิญคุณทักษิณไปเป็นประธานฯคก.แก้จนและที่ปรึกษารบ.

ที่มา INN online
28 ตุลาคม 2551

ประธานาธิบดีแอฟริกากลาง กำลังพิจารณาทาบทาม พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร รับตำแหน่งประธานโครงการแก้ปัญหาความยากจน และปฏิรูประบบราชการของประเทศ

หนังสือพิมพ์ L'Evenementiel หนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง ของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง รายงานว่า นายฟรองซัวส์ โบซิเซ ประธานาธิบดีของประเทศ วัย 62 ปี กำลังพิจารณาข้อเสนอที่ส่งตรงมาจาก สำนักงานที่ปรึกษาด้านต่างประเทศแอฟริกากลาง ในกรุงบังกี ที่มีการเสนอให้มีการทาบทาม พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ให้เข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ และเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลแอฟริกากลางในการปฏิรูประบบราชการ

L'Evenementiel ระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดี โบซิเซได้สั่งให้สำนักงานที่ปรึกษาด้านต่างประเทศหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมต่ออดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ถูกโค่นอำนาจทางการเมืองและต้องหลบหนีไปยังประเทศอังกฤษ โดย L'Evenementiel รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในที่ยืนยันว่า นายโบซิเซ มีความเห็นใจในชะตากรรมของ พันตำรวจโททักษิณ ที่ต้องหลบหนีไปพำนักในต่างแดนจากปัญหาทางการเมือง เช่นเดียวกับตัว นายโบซิเซ เอง ที่เคยต้องหลบหนีไปอยู่ในฝรั่งเศส อยู่นานเกือบ 2 ปี จากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ L'Evenementiel รายงานว่า รัฐบาลแอฟริกากลางกำลังต้องการให้ พันตำรวจโททักษิณ เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ ซึ่งติดอันดับประเทศที่ยากจนข้นแค้นมากที่สุด 10 อันดับแรก
ของโลก รวมทั้ง ต้องการขอคำปรึกษาจากอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในเรื่องการปฏิรูประบบราชการของแอฟริกากลาง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มอำนาจให้กับภาคการเมืองและลดอำนาจของฝ่ายทหารลง

แนะนำข่าวโดยคุณ ขอสักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ - พันทิป

ชาวบ้านอารยะขัดขืน 2วันแห่เลิกบริการTOTพุ่ง30,000ราย พนักงานจี้หัวโจกสำนึกรับผิดชอบ


อารยะขัดขืน-เหตุการณ์พนักงานTOTที่ฝักใฝ่ระบอบพันธมิตรยกมือตบและขว้างรองเท้าใส่นายกฯสมชาย ล่าสุดแค่2วันชาวบ้านแห่ยกเลิกบริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตไป30,000ราย จนพนักงานTOTจี้ให้หัวโจกต้องรับผิดชอบ

ที่มา มติชน บอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป

ชาวบ้านแห่อารยะขัดขืนยกเลิกTOT30000ราย พนักงานจี้หัวโจกรับผิดชอบ
คณะกรรมการ (บอร์ด) และฝ่ายบริหารบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวด่วนเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ถึงแผนการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรก หรือระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน โดยไม่ได้แจ้งให้สื่อมวลชนทราบล่วงหน้าตามปกติ ทั้งนี้ เอกสารที่แจกให้กับผู้สื่อข่าวนอกจากแผนการดำเนินงานแล้ว ยังมีเอกสารชี้แจงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างการไปตรวจเยี่ยมไอซีที โดยนอกจากใช้มือตบกระพือไล่แล้ว ยังมีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลบางคนปาขวด และรองเท้าเข้าใส่นายกฯ เอกสารแถลงข่าวชี้แจงว่า เร่งดำเนินการแก้ปัญหานี้ไปแล้ว พร้อมทั้งย้ำจุดยืนเป็นกลางทางการเมือง

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายพรชัย มีมาก ตัวแทนพนักงานทีโอที ใช้โทรโข่งปราศรัยกับพนักงานทีโอที เพื่อเรียกร้องให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอที โดยเฉพาะนายพงษ์ฐิติ พงษ์ศิลามณี ประธานสหภาพทีโอที แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จนมีการขว้างปารองเท้า ขวดน้ำ มือตบเข้าใส่นายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความเสียหายต่อทีโอทีอย่างมาก เพราะขณะนี้มีประชาชนมายกเลิกใช้บริการทีโอทีเกือบ 30,000 เลขหมาย ดังนั้น จึงต้องการเรียกร้องให้มีคนรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทีโอที แจงการชุมนุมรับนายกฯ เป็นบทบาทของกลุ่มพันธมิตรทาง
ทางด้านเวบไซต์ของทีโอที นำเสนอข่าวว่า จากเหตุการณ์ชุมนุมพร้อมมือตบรับนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเดินทางมาตรวจราชการ ณ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งตั้งอยู่ ณ อาคาร 9 ทีโอที แจ้งวัฒนะ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนกว่า 200 คน

นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การชุมนุมในวันนี้เป็นการชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ชุมนุมในบริเวณห้องโถงอาคาร 9 นั้น ส่วนใหญ่ซึ่งมีจำนวนราว 200 คนเศษ ประกอบด้วย กลุ่มพันธมิตรทางการเมือง ขณะเดียวกันมีบุคคลภายนอกบางกลุ่มก็เข้ามาร่วมในการชุมนุมด้วยเช่นกัน ซึ่งการชุมนุมในวันนี้ไม่ได้หมายถึงพนักงาน ทีโอที ถือว่าเป็นความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม

ทั้งนี้ ทีโอที ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการร่วมกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทีโอที ขอยืนยันที่จะวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองสามารถทำได้ตามกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญคือการร่วมกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมใดๆ นั้น จะต้องไม่ส่งผลกระทบแก่ผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ


ชาวบ้านสุดทนพฤติการณ์ถ่อยแห่อารยะขัดขืนยกเลิกบริการTOT

ทั้งนี้ประชาชนทั่วประเทศได้พากันอารยะขัดขืนยกเลิกการใช้บริการของTOTเพื่อโต้ตอบการกระทำป่าเถื่อน ดังเช่น ตัวอย่างต่อไปนี้
24 ตุลาคม 2551

เรียน ผู้จัดการเขตหนองแขม บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน)

เรื่อง ขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ต

ที่ส่งมาด้วย สำเนาภาพถ่ายเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551

ตามที่ข้าพเจ้าได้เป็นลูกค้าบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ต มาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน แม้นว่าจะได้รับการบริการที่ดีบ้าง และไม่ดีบ้าง คละเคล้ากันไป แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ใส่ใจมากนัก

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551 ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ และทางโทรทัศน์ว่า มีพนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่ง ได้แสดงอาการกร้าวร้าว ใช้ความรุนแรง โดยพนักงานของบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้วิ่งกรูกันเข้าไปใช้ “ มือตบ ” ขับไล่ พร้อมตะโกนด่า ขว้างปาขวดน้ำ และรองเท้า เข้าใส่ นายกฯ สมชาย ระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)

เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าเป็นผู้ซึ่งมิได้สนับสนุนการกระทำที่ใช้ความรุนแรง กร้าวร้าว ป่าเถื่อน และการแสดงออกทางวัฒนธรรมทางการเมืองที่เลวร้ายเยี่ยงการกระทำของ พนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่งดังกล่าว และใคร่ขอเตือนสติให้ผู้บริหารของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้ทราบด้วยว่า ขณะนี้คนในบ้านเมืองแตกแยกกันอย่างมากซึ่งมิเคยปรากฏมาก่อน แทนที่พวกเราจะช่วยกันออกมาเตือนสติคนในสังคม ช่วยกันห้ามปราม แต่คนของบริษัท จำนวนหนึ่ง ได้ออกมาแสดงกริยาอาการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ยากที่จะยอมรับได้อีกต่อไป.

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจึงขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ตจากบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้าน และไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไร้วัฒนธรรมของพนักงานของบริษัทของพวกท่านบางส่วน อย่างสันติวิธี ตั้งแต่นี้ต่อไป.

ขอแสดงความนับถือ


ข้างต้นนั้นเป็นเรื่องจริงของสมาชิกเวบไซต์พันทิป ชื่อนามแฝงว่าFERRYMAN ได้เขียนบอกเล่าไว้ในห้องราชดำเนิน ดังมีรายละเอียดน่าสนใจดังต่อไปนี้



เล่าสู่กันฟัง เมื่อไปยกเลิกบริการ TOT แล้วเกิดอะไรขึ้น

หลังจากทราบข่าวจากทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์ ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551 มีพนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่ง ได้แสดงอาการกร้าวร้าว ใช้ความรุนแรง โดยพนักงานของบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้วิ่งกรูกันเข้าไปใช้ “ มือตบ ” ขับไล่ พร้อมตะโกนด่า ขว้างปาขวดน้ำ และรองเท้า เข้าใส่ นายกฯ สมชาย ระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)

พอวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2551 วันเปิดทำการ ก็เดินทางไปที่ศูนย์บริการ TOT เขตหนองแขม พร้อมจดหมายเพื่อขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต พอไปถึงก็กดบัตรคิวเพื่อขอตรวจสอบค่าบริการที่ยังค้างชำระที่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน จัดการชำระเงินไปเจ็ดร้อยกว่าบาทเสร็จสิ้นแล้ว ก็เหลือบไปมองที่โต๊ะบริการลูกค้า มีเจ้าหน้าที่อยู่สองคน เป็นชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน ยังให้บริการลูกค้าอยู่ ก็เลือกเอาโต๊ะเจ้าหน้าที่ผู้ชายดีกว่า เผื่อว่ามีปากมีเสียงกัน จะได้ใส่ได้เต็มๆ หน่อย นั่งรอสักครู่ ก็ถึงคิวเราแล้ว บทสนทนาจึงเกิดขึ้น.

*** ผมมายื่นเรื่องขอยกเลิกบริการ TOT ทั้งโทรศัพท์ และ อินเตอร์เน็ต (พร้อมยื่นจดหมายตามข้างต้นให้เจ้าหน้าที่)

เจ้าหน้าที่อ่านไปได้สักพัก ก็ไม่พูดว่าอะไร ยื่นเอกสารการยกเลิกให้ผมกรอกหนึ่งฉบับ ผมนั่งกรอกรายละเอียดไปจนเสร็จ ก็ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ พร้อมบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ก็เคาะข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แล้วบอกผมมาว่า

000 คุณต้องเสียค่าปรับในการยกเลิกการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็งสูง 3,000 บาท เพราะว่าผมใช้ไม่ครบหนึ่งปีตามสัญญา ที่ระบุไว้

*** ผมตอบกลับไปว่า ผมขอยกเลิกการใช้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นในจดหมายที่ได้แนบมา ไม่ยินยอมที่จะเสียค่าปรับ และ ให้ TOT ฟ้องคดีผู้บริโภคผมมา

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็บอกผมว่า งั้นเขาทำเรื่องให้ไม่ได้ แล้วเขาก็ยื่นเรื่องกลับมาให้ผม

ผมก็ยืนยันไปว่า ให้เขาเซ็นรับหนังสือจดหมายขอยกเลิกจากผมไว้ก่อน

ปรากฏว่าเขาไม่ยินยอมเซ็น แล้วจะคืนจดหมายและคืนเรื่องยกเลิกให้ผม แต่ผมก็ไม่ยินยอม จะให้เขาเซ็นต์รับเรื่องไว้ก่อน เขาก็ไม่ยินยอมเซ็นต์

ผมบอกไปว่า ขอพบผู้จัดการเขต เนื่องจากผมทำจดหมายถึง ผู้จัดการเขตหนองแขม เขาจึงเดินเข้าไปหาผู้จัดการพร้อมยื่นจดหมายแล้วเล่าเรื่องให้ผู้จัดการฟัง ผู้จัดการเขตเป็นผู้หญิง ก็ให้ผมเขาไปนั่งคุยด้วย ผู้จัดการอ่านจดหมายแล้ว ก็บอกว่า เขาได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2551 แล้ว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีผลกระทบต่อองค์กร

ผมก็บอกเขาไปว่า ผมไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของพนักงาน TOT บางส่วน ที่กระทำการเช่นนั้น จึงขอยกเลิกการใช้บริการของ TOT เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้าน และไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไร้วัฒนธรรมของพนักงาน TOT บางส่วน อย่างสันติวิธี .

ก็สนทนากันสักครู่ ผู้จัดการก็บอกผมว่า ให้เอาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมาคืนเขา ผมบอกว่าจะเอาไปคืนในวันจันทร์นี้ แล้วเขาก็เซ็นต์รับหนังสือจดหมายของผมเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ก็ต้องยอมรับว่า ผู้จัดการเขตหนองแขม ของ TOT ให้บริการเป็นอย่างดี และเข้าใจถึงความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อองค์กรของเขา

000 สิ่งที่ผมได้ทำก็เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้าน คัดค้าน ไม่เห็นด้วย กับพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในสังคม ที่มีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองอย่าง กร้าวร้าว รุนแรง ไร้วัฒนธรรม ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง 000

**จะประท้วงอะไรกัน ก็ประท้วงกันพองามเถอะครับ ถึงกับขว้างปา ขวดน้ำ รองเท้าใส่กัน มันก็เกินไป

เศรษฐกิจโลกพัง ตลาดหุ้นทรุด หมาบ้ายังไม่หยุด ลามปามขู่กรรโชกชนชั้นสูง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ตุลาคม 2551

บรรดาแกนนำพันธมิตรปฏิเสธแนวทางสานเสวนา เจรจาสงบศึกสร้างสังคมสันติสุข โดยหันมาโจมตีกลุ่มที่จะเป็นตัวกลางการเจรจาอย่างรุนแรง รวมทั้งโจมตีดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ทั้งที่ได้ยกพระราชดำรัสคราวพฤษภาทมิฬขึ้นมาให้สติทุกฝ่าย โดยขู่แบล็กเมล์ว่าจะแฉดร.สุเมธว่าทำอะไรไว้มั่ง นักข่าวBBCงงคนไทยเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ทั่วโลกกำลังดิ้นรนจากเศรษฐกิจโลกทรุดหนัก แต่คนไทยยังยึดทำเนียบรัฐบาลก่อม็อบประท้วงเป็นเรื่องหลัก


เศรษฐกิจโลกผันผวน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงหนักเมื่อวานนี้ ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) สั่งพักการซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราวครึ่งชั่วโมง หรือ เซอร์กิต เบรกเกอร์ หลังหุ้นดิ่งลง 10% เมื่อเวลา 16.04 น. วันนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี

เมื่อเวลา 16.04 น.ดัชนีหุ้นไทยร่วง 43.29 จุด หรือ 10% ซึ่งดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาการตลาดทุนกล่าวว่า ไม่รู้ว่าจะลงไปเท่าไหร่ เพราะคนที่ขายนั้นเป็นการขายหนีตาย ขายขาดทุนทุกคน ไม่มีใครได้กำไร เพราะผลพวงจากเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอย และอาจรุนแรงมากในรอบ 100 ปี จึงอยากให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศราฐกิจกันได้แล้ว

ดร.โคทม อารียา นักวิชาการด้านสันติวิธี กล่าวในเวทีการประชุม"ยุติความรุนแรงด้วยการสานเสวนาเพื่อสร้างสังคมสันติสุข"ในวันก่อนว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่คนไทยต้องหันมาสานเสวนากัน ก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ลุกลามมาถึงบ้านเราแล้ว ปีหน้าอาจเผาจริง จะมามัวขัดแย้งแต่ทางการเมืองไม่ได้แล้ว

ขณะที่โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯรายงานไปยังบีบีซีว่า แม้จะเกิดความผันผวนในเศรษฐกิจโลก ทั่วทั้งโลกต่างพุ่งความสนใจไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องเศราฐกิจ แต่ที่ประเทศไทยยังมีการยึดทำเนียบรัฐบาลประท้วงขับไล่รัฐบาลกันต่อไป ขณะที่ประชาชนอีกกลุ่มก็แสดงความไม่พอใจผู้ประท้วงที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ และขู่ว่าจะบุกยึดทำเนียบกลับ


นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตร ได้กล่าวถึง นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่กล่าวเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเจรจา ใช้สันติวิธีเพื่อคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองว่า นายสุเมธ ชอบทำตัวเป็นนักสันติวิธี โดยที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราว หรือเคยรู้ร้อนรู้หนาวใดๆ เลย "นายสุเมธ ไปนอนหลับที่ไหนมา ถึงไม่รู้เรื่องแล้วชอบออกมาตีกินอยู่เรื่อย นายสุเมธต้องเลิกพฤติกรรมแบบนี้เพราะคนไทยรู้ทัน บอกให้สามัคคี อย่าทะลึ่งออกมาให้ความเห็นแบบนี้อีก" นายสนธิระบุและว่าประเทศไทยไม่ไปไหนเพราะมีคนอย่างนายสเมธแบบนี้แหละ และน่าเสียดายที่เป็นคนทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาพูดแบบนี้แทนที่จะห้ามไม่ให้ใครก็ตามมาจาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัว

"นายสุเมธชอบใช้สถานภาพที่เป็นคนทำโครงการหลวงแล้วมาตีกิน คนพวกนี้ชอบโผล่ในบางช่วงเพื่อเป็นพระเอก มันน่าเจ็บใจที่ยังมีคนแบบนี้" นายสนธิกล่าวพร้อมทั้งเตือนนายสุเมธให้หยุดพูดแบบนี้อีก แล้วไม่ต้องออกมาสวน เพราะไม่เช่นนั้นจะโดนสวนกลับไปอีก 20 หมัด รวมทั้งจะแฉเรื่องในอดีตให้คนได้รู้

นายวีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำนปช.กล่าวในรายการความจริงวันนี้ทางNBTเมื่อวานนี้ว่า การที่นายสนธิขู่แบล็กเมล์ดร.สุเมธที่ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ทั้งที่เพียงแต่หยิบยกพระราชดำรัสคราวพฤษภาทมิฬมาเตือนสติสังคมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแกนนำพันธมิตรทำอย่างนั้น และแน่ใจว่าดร.สุเมธไม่มีแผลให้นายสนธิแฉได้หรอก แต่แผลของนายสนธินั้นเต็มไปหมด

ทำไมผมถึงกลายเป็น "คนรักทักษิณ"

โดย คุณ Mountain Boy
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
28 ตุลาคม 2551

แต่ก่อนแต่ไร ไม่ค่อยสนใจไปเลือกตั้ง พ่อชอบทักษิณ เลยเชียร์เราไปเลือก (ปี 43 มั้ง) แต่ไม่ได้สนใจทักษิณ และสนใจการเมืองเลย เลือกๆ ไปงั้นแหละ

พอมาสมัยทักษิณ 1 ก็ยังเฉยๆ แต่ชอบขึ้นมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะการที่นายกฯไทย สามารถพูดฉะฉานในเวทีต่างประเทศ และทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เค้าจับตาดู และจ่ายหนี้ไอเอมเอฟหมด จะบังเอิญหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่ก็รู้สึกนิยมนายกฯขึ้น

พอมาสมัยทักษิณ 2 ผลงานเค้าน้อยลงนะ อาจจะว่าสมัยทักษิณ1 ได้ทำโปรเจคท์ที่ดังๆ ไปหมดแล้ว และสมัยทักษิณ 2 รบ.ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ (ตั้งแต่แป๊ะเริ่มด่ามั้ง)

ผมมีให้แต่ความสงสาร เห็นใจ ที่มากขึ้นเป็นลำดับ ผมไม่เคยซีเรียสกับสิ่งที่คุณทักษิณปากไวนะ เพราะผมว่ามันตรงๆ ดี นายกฯประเทศอื่น ปากไวกว่านี้ก็ยังมี

ส่วน "โจรกระจอก" นั้น ผมว่า ก็พูดได้ถูกต้องแล้ว มีอย่างที่ไหน เอาเด็กกับผู้หญิงมาเป็นโล่ชุมนุม ตัวเองใส่ผ้าปิดหน้าอยู่กลางวง มันก็ "กระจอก" จริงๆ นั่นแหละ (โจรแบ่งแยกดินแดนนะ ที่พูดนี่ แต่ว่า ไม่นึกว่าวันนี้จะได้เห็นโจรกระจอกอีกรอบ ในทำเนียบ เป็นบุญตายิ่งนัก อิอิ)

วันที่โจรวางเพลิงในตัวเมือง สาม จว.ใต้ ไปถามทหารแถวบ้าน ว่า ทำไมไม่ไปช่วยดับไฟหละ ทหารตอบว่า "ก็ให้ไอทักษิณมันไปดับเองเดะ" (ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง) มึนครับ มึน มิน่าหละ แมร่มแก้ยังไงก็ไม่หาย

ปัญหา 3 จว. ช่วงนี้ เป็นช่วงที่ผมว่า ผมเห็นอะไรเยอะ นายกฯตำรวจ ทำตำรวจใหญ่ ทหารเหลือพื้นที่ทำกินเล็กลง ไม่พอใจ สื่อด่าเรื่องการลุยจับ ว่ารุนแรง ว่าไม่เคารพสิทธิมนุษย์ชน ฝ่ายค้านไม่ต้องพูดถึง ผมว่า คุณทักษิณ ได้พยายามแก้ปัญหา 3 จว ได้ดีเท่ากับที่นายกฯไทยจะทำได้แล้ว ไม่ว่าคุณชวนหรือคุณมาร์ค ก็ไม่น่าจะทำได้ดีกว่า (แต่รายหลังวิจารณ์คุณทักษิณรายวัน เกี่ยวกับปัญหา 3 จว.)

มีข้อยกเว้นอย่างหนึ่ง คือการเอาเงินฟาดกลุ่มโจรไปเลย รับรองสงบ แต่ได้ครั้งละ 10 ปี จ่ายเป็นรายปี ผ่านทางงบลับทหาร พอ รบ.ลงจากอำนาจ โจรก็จะมาอีก (ไม่รู้สมัย ดอกไม้หลายสี อะไรเนี่ย ที่เค้าว่า ไปตกลงอะไรกับโจรไว้ พอตอนหลังหมดอำนาจ โจรก็มาทวง พอไม่ได้ก็ "ฝีแตก")

ผมเฝ้าดูและให้กำลังใจมากๆ เลยนะ ตอนนั้น คุณทักษิณดิ้นสู้ทุกอย่าง ลงมานอนปัตตานี ฝากให้คุณจาตุรนต์อยู่ต่อ เปลี่ยนแม่ทัพภาค เปลี่ยนคนดูแล ไม่รู้กี่ครั้ง

พอมีคดีคาร์บอม ช่วงนั้นได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่ตำรวจในจังหวัดคนหนึ่ง ผมว่า เฮ้ย สรุปว่าทหารบอมม์เอง ตำรวจจับได้อย่างนี้ ตั้งท่าจะสาวให้ถึงต้นตอ ผมว่าอาจโดนปฏิวัตินะ พี่เค้าบอกว่า "จะปฏิวัติ ก็คงทำมาก่อนจับได้แล้ว พอจับได้แล้ว คงปฏิวัติไม่ได้แล้วหละ"

หารู้ไม่ วันที่คุยนั้นเป็นวันที่ 16 ก.ย. อีก 3 วัน เรียบร้อย (ถ้าพี่คนนี้อ่านเวปบอร์ด ผมมั่นใจว่าเขารู้ทันทีว่าผมเป็นใคร แต่ผมมั่นใจว่าเขาไม่เล่นเวปแน่)

ผมบอกเลยว่า เซ็งมาก ตอนนั้น ปฏิวัติเสร็จ แถมไม่ให้นายกฯกลับด้วยนะ เออ เอาเข้าไป

เสร็จแล้วนายกฯใหม่ก็ใช้วิธีปูผ้ากราบโจร ซึ่งวันหลัง พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ค และท้ายที่สุดก็มาถึงปัจจุบัน กลับมาใช้วิธี "ลุยจับลุยค้น" แบบเดียวกับที่คุณทักษิณใช้ (แล้วถูกด่า) ในอดีตนั่นแหละ

เรื่องอื่นก็ตามที่ท่านๆ รู้แล้ว ผมบอกได้เลยว่า ผมคิดว่าคุณทักษิณผิดแค่อย่างเดียว คือซุกหุ้น ไอที่เหลือผมไม่คิดเลย จะขายชินคอร์ป หรือซีทีเอ็กซ์ (ลูกน้องอาจจะมีบ้าง แต่คุณทักษิณ แค่ทำชินให้รุ่งไปพร้อมกับประเทศได้ ก็เหลือเฟือแล้ว)

อะไรก็แล้วแต่ ยิ่งเห็น พธม.มาประท้วงอีกรอบ ด้วยข้อเรียกร้องขำขัน ทำให้ข้อกล่าวหาที่เคยกล่าวหาคุณทักษิณ มันยิ่งพิสูจน์ตัวเองว่า มันเป็นของปลอม

จากที่ไม่ได้เคยชอบเลย แม้แต่น้อย ตอนนี้ ผมรู้ใจตัวเองเลยว่า นิยมชมชอบ สงสาร และเป็นห่วงอนาคต ของท่านอดีตนายกฯ เป็นอย่างมาก ยิ่งต้องมาต่อสู้กับสิ่งที่ผมเรียกว่า "ความไม่ยุติธรรม" ยิ่งทำให้เอาใจช่วยขึ้นไปอีก

ตอนหลังกลายเป็นพยายามช่วยเขาต่อสู้ไปซะฉิบ

1 พ.ย.นี้ ผมคงนั่งเฝ้าเน็ท รอฟังเสียงคุณทักษิณ ฟังไปน่าจะน้ำตาซึมๆ

ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจากคนที่ไม่สนใจรู้เรื่องนักการเมืองเลย ทำไมถึงเป็นได้ขนาดนี้

คนแถวนี้ หรือ พธม.ชอบบอกว่า พวกที่ชอบทักษิณนั้นถือว่าทักษิณเป็น "นายใหญ่" ผมเกิดมาไม่มีนาย (ยกเว้นสถาบัน) นายที่บริษัทที่เคยทำ ผมก็ไม่เคยเรียกนาย ผมบอกคนอื่นว่า นี่หัวหน้าผม (ไม่ใช่นาย) เพราะผมไม่เคยยอมรับใครเป็น "นาย" ด้วยหัวใจ (ยกเว้นพระบางรูป)

แต่วันนี้ ทำไมผมถึงรู้สึกว่า คุณทักษิณ เป็น "นายเรา" จริงๆ เลย ผมว่า ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกคุณนี่แหละ ยิ่งรังแก คนก็ยิ่งเอาใจช่วย ผมพูดจริงๆ นะ ไม่ได้ประชด หรือหวังผลยิงไกลอะไรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ผมพยายามเผื่อใจไว้บ้าง ถ้าวันใดพิสูจน์ได้คาหนังคาเขา ว่าเขาเลวจริง (ไอ้โอนหุ้นพี่น้อง หรือที่ดินรัชดา ไม่ต้องนะ แบบนี้ไม่ได้ใกล้เคียงในความคิดของผม)

ถ้าพิสูจน์ได้ ว่าคุณทักษิณเอื้อให้บริษัทตัว จนประเทศเสียผลประโยชน์ร้ายแรง อย่างนี้เออ ผมยอมเปลี่ยนใจ

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ ผมคงนั่งรอฟังคุณทักษิณพูด วันที่ 1 นี้

ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่าน เขียนไปเขียนมายาวจัง ระบายออกมาหน่อยค่อยสบายใจขึ้น จะด่าก็ด่ามาได้ครับ จะว่าโง่หรืออะไรก็แล้วแต่ รับรองไม่โต้ตอบ :)


วันจันทร์, ตุลาคม 27, 2551

โฆษกทบ.ปลาบปลื้มราชินีมีเมตตาต่อทุกหมู่เหล่า ชี้คนเข้าใจผิดเรื่อง“น้องโบว์


ที่มา ไทยรัฐ
27 ตุลาคม 2551


ผบ.ทบ.สั่งจับตาพวกหมิ่นสถาบัน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกลุ่มบุคคลเผยแพร่ข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชุน และใบปลิว โดยมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหน้าที่ของทุกองค์กร ทุกสถาบัน และ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันไม่ให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นมา กองทัพก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ปัจจุบันประเทศไทยมีความขัดแย้งทางความคิดค่อนข้างมาก แต่ละฝ่ายก็ประคับประคองสถานการณ์ต่างๆให้สามารถไปได้ โดยไม่ให้มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทำให้สังคมสามารถไปได้ อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

“ผบ.ทบ.ได้สั่งการกำชับให้หน่วยขึ้นตรงของกองทัพทุกหน่วย ให้ไปดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบของตัวเองในแต่ละจังหวัด หากพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบกทั่วประเทศไทยจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลในพื้นที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมวิทยุชุมชน การแจกจ่ายใบปลิว” โฆษกกองทัพบก กล่าว

ยังหวังชาติจะมีทางออก

เมื่อถามว่า ได้ประเมินจุดประสงค์ของผู้ที่ดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า คงเนื่องมาจากหลายส่วน ซึ่งพระองค์อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งทาง ด้านความคิดและการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าพยายามแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และอย่าพยายามทำให้คนในสังคมเข้าใจว่าพระองค์ท่านมีความคิดทางการเมืองอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อถามว่า เป็นเรื่องของการเมืองที่พยายามดึงพระองค์ท่านลงมาหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า วันนี้บ้านเมืองมีปัญหา ทุกฝ่ายพยายามประคับประคองให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ และหวังว่าอนาคตข้างหน้าจะมีทางออก โดยไม่ให้ลุกลามบานปลายเป็นเรื่องใหญ่โต จนควบคุมไม่ได้และเกิดจลาจล ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากพระบารมีของพระองค์ท่าน

ชี้คนเข้าใจผิดเรื่อง “น้องโบว์”

“อยากให้ย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีเมตตากับพสกนิกรคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยไม่เลือกเพศ ไม่เลือกชนชั้น ไม่เลือกอายุ ไม่เลือกวัย ที่พระองค์ทรงช่วยเหลือน้องโบว์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น บังเอิญว่าน้องโบว์มาเกี่ยวข้องในเรื่องทางการเมือง ก็เลยโยงใย และสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อยากให้ทุกคนพิจารณาให้รอบคอบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ช่วยให้ บ้านเมืองพ้นจากวิกฤตการณ์ต่างๆ และเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้ ถึงจะมีความ ขัดแย้งมากมายสามารถดำเนินไปได้ ซึ่งทุกคนยังหวังว่า จะมีทางออก” โฆษกกองทัพบกกล่าว
"อนุพงษ์"ลั่นอย่าดึงสถาบันกษัตริย์ยุ่งการเมือง

มติชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม เวลา 12.00 น. ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมพิธีศพทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกับกัมพูชาที่ จ.ศรีษะเกษ ถึงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูงในทางการเมืองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีแนวความคิด 2 เรื่อง คือ 1.ต้องไม่ดึงพระองค์ท่านลงมายุ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องความขัดแย้ง 2.ต้องไม่จาบจ้วงสถาบัน ไม่ทำอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกกรณี กองทัพบกจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ให้คนใดกลุ่มใดมาจาบจ้วงหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เมื่อถามว่า ในฐานะทหารเสือราชินีมีแนวทางปกป้องอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ทหารทุกคนดำเนินการที่จะปกป้องพระองค์ท่าน เราแจ้งหน่วยขึ้นตรงติดตามกลุ่มดำเนินการ เมื่อพบผู้ที่เกี่ยวข้องให้ตำรวจดำเนินการ และให้หน่วยต่างๆมุ่งเทิดทูนสถาบัน พระองค์ท่านมีโครงการมากมาย ซึ่งจะให้หน่วยต่างๆดำเนินการเทิดทูนและให้เกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อถามถึงกรณีวิทยุชุมชนที่ออกมาชักชวนไม่ให้เลื่อมใสในสถาบัน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอไม่พูด แต่วิทยุชุมชนนั้น ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ติดตามดูแลส่วนนี้ เมื่อถามว่า พบผู้กระทำความผิดบางหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ที่เห็นชัดใน กทม. เราดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ สตช. ดำเนินการไปแล้ว ส่วนต่างจังหวัดขณะนี้มีแต่ในลักษณะที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ยังไม่มีความผิดปรากฏชัดเจน