วันอังคาร, กันยายน 30, 2551

นักท่องเที่ยวเผย การท่องเที่ยวภาคใต้ใกล้วิกฤติหลังพันธมิตรประท้วง

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กันยายน 2551

คุณ SLKCLUB เปิดเผยผ่านเว็บบอร์ดห้องราชดำเนิน พันทิป ว่าตนเองเพิ่งกลับจากไปเที่ยวเกาะสมุย พบว่าธุรกิจการท่องเที่ยวค่อนข้างซบเซา โดยกล่าวว่า
"วันหยุดที่ผ่านมาไปเที่ยวเกาะสมุยโดยทางเครื่องบิน ได้คุยกับคนสมุยแล้วน่าเศร้าใจ เครื่องบินขาไปพอมีนักท่องเที่ยวต่างชาติบ้าง ขากลับมีไม่ถึงครื่งลำ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว รถทัวร์ รถรับจ้าง ต่างบอกว่า ต่างชาติหายไปมากเลย ปีก่อนช่วงนี้เริ่มจะมีต่างชาติมาแล้ว บาร์เบียร์แทบไม่คนเลย โรงแรมก็ว่างมากๆ เค้าเล่าให้ฟังว่าตอนที่พวกพันธมิตรไปปิดสนามบินได้สักครื่งชั่วโมง แล้วก็ต้องรีบเปิด เพราะถูกชาวบ้านด่าจนต้องเลิก"

"บอกอีกว่าพวกพันธมิตรมีนิดเดียวแต่ทำให้ชื่อเสียงของเกาะสมุยเสียหายมาก บางคนผ่อนรถตู้เพื่อทำทัวร์บอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป คงต้องเจ๊งอย่างแน่นอน โรงแรมก็ต้องเอาคนออก คนว่างงาน อยากรู้ว่าพวกพันธมิตรเคยรู้เรื่องอย่างนี้บ้างใหม รับผิดชอบบ้างใหม คูณสนธิ คุณจำลอง สงสารชาวบ้านบ้างใหม แน่จริงตั้งพรรคการเมือง ชื่อพรรคพันธมิตร เห็นบอกว่ามีคนสนับสนุนทุกจังหวัดเป็นหลายล้านคน แน่จริงก็ลงการเมืองมาเลย อย่าเก่งแต่ในกะดอง"

ในขณะที่ภูเก็ตและกระบี่ เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญทางภาคใต้ก็มีภาวะซบเซาไม่แพ้กัน โดยคุณ คุณ Eaglenew เปิดเผยผ่านกระทู้เดียวกันว่า
"ที่ภูเก็ตกับกระบี่ ตอนนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวโดยทั่วไปก็ไม่แตกต่างกับเกาะสมุยสักเท่าไร ?? หากจะมองความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดสนามบินทั้งภูเก็ต กระบี่ และเกาะสมุยโดยรวมแล้ว ที่เสียหายหนักก็ต้องยกให้ที่ภูเก็ต หากจะมองลึกลงไปมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ คนในพื้นที่เขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพธม.ที่มาปิดสนามบิน และต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า พวกที่มาปิดสนามบินเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ และผู้ที่มาชุมนุมโดยส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในพื้นที่ ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นคนของนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในจังหวัดจัดมา"


นอกจากนี้คุณ "จอหงวนแห่งเขาเหลียงซาน" ได้เปิดเผยผ่านกระทู้ ถึงกลุ่มลูกค้าข้าราชการที่มักจะพากันไปสัมนา-ท่องเที่ยว ช่วงเดือนกันยายน ส่งท้ายก่อนการเกษียณอายุ ก็หลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปทางใต้เช่นกัน
เดือนกันยายนเป็นเดือนสุดท้ายของข้าราชการที่อายุครบ 60 เกษียน และก่อนเกษียน หน่วยงานนั้นจะมีการเลี้ยงส่ง ด้วยการจัดให้คนที่จะเกษียนพร้อมคนรู้ใจ (บางที่อาจจะยกครอบครัว/คู่สมรสไปด้วย)+ เงินติดตัวอีกหลักพัน-หลักหมื่น ไปทัวร์ หรือจัดเลี้ยงกันตามต่างจังหวัด และจังหวัดที่นิยมไปสัมนาท่องเที่ยวคือจังหวัดแถวภาคใต้ครับ คณะหนึ่งไม่ต่ำกว่าหลัก 2-300 คน มีการจองโรงแรมที่พักนับ100ๆ ห้อง 2-3 วัน ต่อคณะ

แต่กันยาฯนี้ เอิ๊กๆๆๆ ทุกโรงแรมครับ ไม่มีคณะเลี้ยงส่งจากส่วนกลางมาเลย ทุกคนเลือกที่จะเที่ยวแถวๆ ใกล้กทม. เช่นเมืองกาญจน์/พัทยา

ที่ทำงานภรรยาผม 300 กว่าชีวิต ไปพัทยา 2วัน2คืน ที่ทำงานเพื่อนเลือกที่จะไปเมืองกาญจนบุรี

หลายคนบอกว่า เที่ยวภาคใต้ ไม่ปลอดภัย เพราะดูจากข่าวมีการประท้วงปิดถนนปิดสนามบิน ปิดรถไฟ กันเป็นเดือนๆ เที่ยวที่พัทยา/เมืองกาญจน์ปลอยภัยกว่าเยอะเลย

ขนาดคนไทย ยังรู้สึกแบบนี้ ขนาดคนไทยฟังข่าวสารภาษาไทย/รับรู้เรื่องราวได้ชัดเจนถูกต้องกว่า ยังคิดแบบนี้ แล้วชาวต่างชาติล่ะ เขาต้องรับรู้ข่าวสารจากสื่อที่ต้องแปล จะกล้ามาหรือครับ

เพือนๆ ที่ทำงานที่ภูเก็ต สงขลา กลับมากทม.ได้มีโอกาสคุยกัน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลัง 4 ทุ่ม ถนนที่เคยครึกครื้น มีแต่หมาเดินครับ

โรงแรมที่เคยต้องโทรจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ตอนนี้ มีแต่พนักงานต้อนรับ แขกแทบจะไม่มี (จะมีแต่พวกมาทำธุระกิจจริงๆ พวกมาท่องเที่ยวไม่มีเลย)

ทำไงได้ครับ พวกคุณเลือกเอง ไม่ใช่โชคชะตา/ไม่มีใครมากลั่นแกล้งพวกคุณ ธุระกิจหลายร้อยล้าน/หลายพันล้าน/คนงานนับหมื่นนับพันคน/ แต่ทนยืนมองคนแค่ไม่ถึงร้อยคนมาทำลาย ก็สมควรแล้วครับ ใครจะไปช่วยคุณได้ล่ะ เพราะพวกคุณ ไม่ช่วยตัวเอง ยืนมองเฉยกันแบบนี้


ผลงานอภิรักษ์ป้าย10,000ล้าน ลีน่าจังปูดใต้โต๊ะ900ล้าน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวไทย และสำนักข่าวINN
30 กันยายน 2551

สาวใหญ่โร่แจ้งความถูกป้ายอภิรักษ์ทับเจ็บ
สาวใหญ่โร่แจ้งความ ถูกป้ายหาเสียงผู้มัคร ผู้ว่าฯ กทม. ล้มทับรถจักรยานยนต์ ขณะขับในซอยลาดพร้าว 48ได้รับบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่ สน.สุทธิสาร รับแจ้งเกิดเหตุหญิงถูกป้ายหาเสียงผู้มัครผู้ว่าฯ กทม. ล้มทับรถจักรยานยนต์ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุในซอยลาดพร้าว 48 พบป้ายหาเสียง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 ของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.ล้มลงข้างทาง ใกล้เคียงกันพบรถจักรยานยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยมี นางศรีธารา คงศิลา อายุ 40 ปีคนขับรถ ให้การว่า ขณะขับรถจักรยานยนต์มาตามทางก็มีป้ายหาเสียงหล่นลงมากระแทกกับรถตนอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงข้างทางได้รับบาดเจ็บที่ขาและสะโพกและมีแผลถลอกตามร่างกาย จึงมาแจ้งความเพื่อหาผู้รับผิดชอบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานพร้อมใบรับรองแพทย์ก่อนประสานไปทางสำนักงานเขตห้วยขวางมาดำเนินการตรวจสอบแก้ไขต่อไป

ขณะที่ปัญหาป้ายหาเสียงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น ที่ บริเวณทางข้ามถนนบริเวณสะพานไทยเบลเยียม-สาทร หน้าคาร์เรนท์ก็มีป้ายหาเสียงของ นายชูวิทย์ กมลวิศิลฎ์ ผู้สมัคร หมายเลข 8 ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าที่มีความสูงระดับสายตาทำให้ประชาชนที่ไม่ทันสังเกตเดินชนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน อภิรักษ์ วอนกกต.ตรวจสอบป้ายถูกทำลาย

อภิรักษ์ออกรับให้การช่วยเหลือป้ายหาเสียงล้มทับชาวบ้าน

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ เดือด อภิรักษ์ วอนกกต. ตรวจสอบด่วน หลังป้ายหาเสียงถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ส่วนป้ายหาเสียงที่ล้มทับจนมีผู้บาดเจ็บ ยันให้การช่วยเหลือ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ช่วงโค้งสุดท้ายมีการทำลายป้ายหาเสียงของตน
จำนวนมาก บางพื้นที่ถึงขั้นใช้วิธีการเผาป้าย จึงเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบการกระทำดังกล่าว ส่วนกรณีที่ นายชูวิทย์
กมลวิศิษฎ์ และ นายประภัสร์ จงสงวน ใช้เวทีดีเบตโจมตีตนหรือไม่นั้น เชื่อว่า ประชาชนมีวิจารณญาณและขอให้ กกต.
เข้าตรวจสอบว่า เข้าข่ายโจมตีใส่ร้ายป้ายสี หรื อมีการฮั้วกันหรือไม่

สำหรับ กรณีป้ายหาเสียงล้มทับประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะนี้ได้พูดคุยกับครอบครัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว และพร้อม
ช่วยเหลืออย่างเต็ม


*ลีน่าจังปูดป้ายกทม.หมื่นล้าน จ่ายใต้โต๊ะ900ล้าน
ลีน่าจัง นำสื่อดูป้ายโฆษณา กทม. ย่านอนุสาวรีย์ อ้างมีบริษัทเอกชน ร้องเรียนมีความไม่โปร่งใส เรียกร้องให้ ปลัด กทม.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

ทางด้านสำนักข่าวไทย อสมท.รายงานว่า นางลีนา จังจรรยา หรือลีน่า จัง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 นำสื่อมวลชนดูข้อเท็จจริงป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ โดยระบุว่า ได้รับร้องเรียนจากบริษัทเอกชนที่จัดป้ายโฆษณารายหนึ่ง ว่า ป้ายโฆษณาของ กทม. นั้น มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ทำให้มีรายได้ถึง 10,000 ล้านบาท ในขณะที่ กทม.ได้รับรายได้จากป้ายโฆษณาเพียง 90 ล้านบาท และยังพบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะกับผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง 900 ล้านบาท มีการติดตั้งเกินจำนวนที่ตกลงไว้ จึงอยากเรียกร้องให้ปลัด กทม.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ กทม. อย่างไรก็ตาม การออกมาเปิดเผยข้อมูลไม่หวั่นถูกร้อง หรือฟ้องกลับ เนื่องจากได้รับร้องเรียนและให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูลแล้ว ซึ่งหากตนได้รับเลือกเป็น ผู้ว่าฯ กทม. จะนำป้ายโฆษณาดังกล่าวมาบริหารจัดการเอง ทำให้ กทม. ได้ประโยชน์

สมศักดิ์ เจียมฯชี้ "ปฏิรูปการเมือง" คือคำอำพรางสำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 กันยายน 2551

"ปฏิรูปการเมือง" นี่คือ coded-word (คำแฝงอำพราง) สำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง

คำขวัญ "ปฏิรูปการเมือง" ที่ชูกันในปัจจุบัน แท้จริงเป็นเพียงคำแฝงอำพราง (coded-word)

ความหมายที่แท้จริงของคำนี้ คือการพยายามเล่นงาน จำกัดอำนาจนักการเมืองเลือกตั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจที่แตะต้องไม่ได้ (unaccountable) (อำนาจที่แตะต้องไม่ได้นี้ มีอะไรบ้าง ดูข้างล่าง)

บรรดานักวิชาการ แอ๊คติวิสต์ เอ็นจีโอ ที่ใช้คำขวัญนี้แบบไม่คิด ที่ "พาซื่อ" หลงตามกระแสไป คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่ "นักการเมืองเลือกตั้ง" จะถูกถือเป็น "ปัญหา-เป้าหมาย" ของ "การปฏิรูปการเมือง" ขอให้ดูที่ facts (ข้อเท็จจริง) เชิงประจักษ์ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

เกิดอะไรขึ้น กับ "นักการเมืองเลือกตั้ง" ที่นักโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" พยายามหลอกว่า "มีอำนาจมากไป", มีความน่ากลัวระดับ "ระบอบ" (ทักษิณ) ฯลฯ

- นายกฯนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 2 คน ถูกโค่นไป คนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากประชาชนทั่วประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ถูกโค่นด้วยกำลังอาวุธ อีกคน ด้วยข้ออ้างและ "บรรทัดฐาน" แบบชวนหัว

- พรรคการเมืองใหญ่และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุดถูกยุบ ด้วยข้ออ้างข้างๆคู

- ผู้บริหารพรรคการเมืองดังกล่าวถูกแบนจากกิจกรรมการเมือง 5 ปี หลายคน ถูก "คดี" เล่นงานอยู่

- นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้ออ้างว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

- รัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออก ด้วยการตัดสินว่าทำสัญญาแบบ"ผิดรัฐธรรมนูญ" ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้

(อันที่จริง ถ้าจะนับให้ครบจริงๆ ต้องรวมกรณีต่อไปนี้ด้วย ที่เกิดขึ้นกับอำนาจจากการเลือกตั้งด้วย เช่น : นายกฯที่เพิ่งชนะเลือกตั้งทั่วไป ถูกปฏิเสธ การเป็นนายกฯ (5 เมษา 2548), การเลือกตั้งทั่วไปถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า "ตั้งคูหาผิดทิศ" ฯลฯ)

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน เกิดอะไรขึ้น กับ อำนาจชนิดที่ "แตะต้องไม่ได้"?

ขอให้ถามตัวเองว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา อำนาจต่อไปนี้ องคมนตรี - กองทัพ - ตุลาการ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในลักษณะที่ไม่มีใครแตะต้องได้ใช่หรือไม่?

ลองเปรียบเทียบดู ระหว่าง อำนาจ 2 แบบนี้ แล้วดูสิ่งที่เป็น "วาทกรรม" ของบรรดา "ราษฎรอาวุโส", "นักวิชาการอาวุโส", และ ngo อีกจำนวนมาก เวลาพูดเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" มีการ "แตะ" ถึง "3 อำนาจ" นี้ (องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ) หรือ?

ถามตัวเองว่า นี่คือ "ปฏิรูปการเมือง" หรืออะไร?

ความจริงคือ ใครก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ "ภาคประชาชน" หากอ้างเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" แต่ปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึง ไม่ยอม "แตะต้อง" "3 อำนาจ" (องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในรอบ 3 ปีนี้ (ในความเป็นจริง อำนาจของกลุ่มนี้ เพิ่มมากที่สุดในรอบ 15 ปี ถึง 30 ปี) ....

เขาเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะ "พาซื่อ" อย่างหนัก ก็กำลังร่วมสังฆกรรมในการโฆษณาชวนเชื่อหลอกคน

เก็บตกเรื่องขำขัน: อภิรักษ์ - "สบายไปวันนึงแล้วเรา"

30 กันยายน 2551

คุณ Wittaya เล่าเรื่องขำขันของผู้ว่าฯ กทม. ตามที่ตนเองประสบพบเห็นมา ผ่านเว็บบอร์ดประชาไทมีรายละเอียดดังนี้: -

มีอยู่วันหนึ่ง อดีตผู้ว่าอัปลักษณ์แต่เจ้าสำอางค์ ท่านหนึ่งมาตรวจบริเวณน้ำท่วมในพื้นที่ กทม ผู้ว่าอัปลักษณ์มาถึงจุดน้ำท่วมแต่ไก่โห่ แต่นั่งในรถตู้ไม่ยอมออกไปไหน เพราะถ้าลงไปก็จะต้องเดินลุยน้ำเดี๋ยวเปียกแฉะหมดฟอร์มพอดี แต่เจ้ากรรม ดันมีหน่วยซุ่มมองเห็นว่า เจ้าผู้ว่าอัปลักษณ์ตัวดีไม่ออกจากรถ เพราะกำลังรอนักข่าวมาทำข่าวเพื่อไปประโคมผลงาน นั่นเอง

นั่งบิดไปบิดมาในรถตู้อยู่นานแสนนาน พอสายตาผู้ว่าอัปลักษณ์เหลือบไปเห็นนักข่าวปุ๊บ รีบจัดทรงผมปั๊บ มองกระจกตรวจใบหน้าอันอัปลักษณ์ทันที เพื่อเช็คความหล่ออันน่าสมเพช

จากนั้น ก็ทำที กุลีกุจอ ใส่รองเท้าบูท ทำท่าทางขึงขัง ชี้โบ๊ชี้เบ๊ วางท่าเป็นผู้ว่าเอาการเอางานขึ้นมาทันที รับหน้าที่เป็นผู้ว่าเมื่อ กล้องพร้อม แอคชั่น 3 2 1

"ท่านผู้ว่าคะ ท่านจะจัดการรับมือกับน้ำท่วมปีนี้ยังไงคะ?"

"เอ่อ คือ ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพนี่ สำหรับผม ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องรู้จักสาเหตุกันซะก่อน ว่าทำไมน้ำถึงท่วม บลา บลา บลา "

คัท ....... สบายไปวันหนึ่งแล้ววุ้ย... รู้จักกรูน้อยไปซะแล้ว เพราะตัวกรู คือ "ไอ้จอมสร้างภาพ" อิอิ"

ไทยหน้าม้านบนเวทีนานาชาติ รมต.อาเซียนงงปล่อยม็อบยึดทำเนียบ ถามตรงทำไมไม่ใช้กฎหมายเข้มงวด


โหรงเหรง-ผู้ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลล่าสุดมีไม่ถึงร้อยคน ทั้งจากช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ และคนหันไปสนใจวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องมากกว่าจะใส่ใจมาชุมนุมเพื่อปกป้องแกนนำ9คนไม่ให้ถูกจับ กับข้อเรียกร้องที่ไม่รู้จบของแกนนำ

โดย มติชน
ที่มารูปประกอบ คุณแก๊งค์พลีชีพ บอร์ดประชาไท
30 กันยายน 2551

ผู้สื่อข่าว"มติชน"รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาเมื่อค่ำวันที่ 29 กันยายน (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือในช่วงเช้าวันที่ 30 กันยายนของไทยว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ และนำรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหารือกับนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ว่า ไม่มีประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดตั้งคำถามถึงความพร้อมของไทยในการเป็นประธานอาเซียน แต่มีรัฐมนตรีบางคนถามถึงเหตุชุมนุมประท้วงที่มีอยู่ ซึ่งตนได้เล่าให้ฟังถือเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าการดำเนินชีวิตของผู้คนก็ยังเป็นไปตามเดิม การประกาศภาวะฉุกเฉินก็ยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆ จึงเป็นไปตามปกติ

"เขาถามเรื่องการยึดทำเนียบ ซึ่งเราบอกว่าอยากใช้แนวทางสมานฉันท์ ใช้ความนุ่มนวลไม่ใช้กำลัง แต่อาเซียนเขาอยากให้เกิดการควบคุม และใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งไทยยืนยันว่าเราจะใช้การเจรจาเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาลุกลามออกไป"นายสมพงษ์กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวด้วยว่า ตนได้แจ้งก่อนการประชุมว่าในตอนแรกตั้งใจที่จะใช้โอกาสนี้เยี่ยมคาราวะและพูดคุยทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอื่นๆ แต่หลังจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่าถ้าไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะทำงานซึ่งมีผลผูกพันใดๆ ไม่ได้ เลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยอย่างที่ตั้งใจจึงต้องขออภัย โดยยืนยันว่าจะมีโอกาสได้พบกันหลังการแถลงนโยบายซึ่งสมาชิกอาเซียนก็เข้าใจ

นายสมพงษ์ยังกล่าวถึงการชี้แจงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการว่า ได้มีการรายงานให้อาเซียนทราบถึงการพบกันทั้งสองครั้งระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย-กัมพูชา ซึ่งสองฝ่ายได้ตกลงปรับลดกำลังทหารในพื้นที่ลงเหลือแค่ฝ่ายละ 30 คนแล้ว และจะพยายามหาทางลดจำนวนลงไปอีก นอกจากนี้ได้ตกลงกันว่าในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งต่อไปจะมีการหารือกันในเรื่องต่างๆ ทางกัมพูชาอยากให้หยิบยกเรื่องปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายขึ้นมาหารือด้วย ซึ่งคงต้องเตรียมตัวหารือในช่วงที่นายกรัฐมนตรีกำหนดเดินทางเยือนกัมพูชาในราววันที่ 13 กันยายนนี้

"พอเราแจ้งว่าสองฝ่ายทำความเข้าใจกันแล้วว่าจะใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ อาเซียนก็พอใจ ไม่มีการเผชิญหน้ากัน และไม่มีใครให้คำแนะนำอะไร เพราะเป็นการรายงานผลความคืบหน้าให้ทราบเท่านั้น"นายสมพงษ์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า เลขาธิการยูเอ็นยังได้แจ้งระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่า ได้รับรายงานเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา และอยากให้ทั้งสองประเทศพูดจากันในลักษณะทวิภาคี ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติซึ่งก็เป็นที่เข้าใจกัน

นายสมพงษ์กล่าวว่า นายบัน คี มุน ยังได้ตอบรับคำเชิญของอาเซียนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ยูเอ็นในกรุงเทพ ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างอาเซียนและยูเอ็น โดยนายบันในฐานะที่เคยทำงานร่วมกับอาเซียนมาก่อนที่จะรับตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นเห็นว่าอาเซียนมีบทบาทที่ดีมาก ทั้งยังบอกด้วยว่าตอนเกิดเหตุไซโคลนนาร์กีสในพม่าก็มีเพียงอาเซียนเท่านั้นที่คิดถึงและเมื่อติดต่อก็ได้รับความร่วมมือทันที

สดศรีกกต.ฟ้องลิ้มหมิ่น ขู่ถึงคุกแน่งานนี้ ลุ้นศาลไม่ให้ประกัน



โดย ไทยรัฐ
30 กันยายน 2551

สดศรีตะเพิดพธม.พ้นทำเนียบ ฟ้องลิ้มหมิ่นแช่งล่วงหน้าขอศาลไม่ให้ประกัน

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่กลุ่มพันธมิตรฯระบุว่าการเมืองใหม่ จะต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต.ที่ต้องออกแบบโครงใหม่หมด เนื่องจากถูกนักการเมืองแทรกแซงได้ง่ายว่า ไม่ทราบว่าจะออกแบบได้อย่างไร เพราะการที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายโดยการบุกเข้าไปยึดครองทำเนียบ ต้องถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองใหม่

ในส่วน กกต.ถ้าสภาฯเห็นว่า สมควรจะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจริง เรายินดีสลายตัวไป เพราะไม่มี กกต.คนไหนยึดติดกับตำแหน่ง

ส่วนที่แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่า มี กกต.2 คนไปรับเงินนักการเมือง ที่โรงแรมเรดิสัน เพื่อยื้อคดียุบพรรคนั้น เรื่องนี้ได้ดำเนินการฟ้องร้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวก และหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายของนายสนธิอีก 7 ฉบับเรียบร้อยแล้ว จากนี้ขอให้นำหลักฐานข้อเท็จจริงมาแสดงกันที่ศาล ทั้งนี้คงไม่มีใครโง่ไปรับเงินรับทองกันที่โรงแรม เรื่องนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จากกรณีที่ไปกล่าวหานายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ว่าไปรับเงินสินบนมา ดังนั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกัน และศาลอาจสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลยได้

จำลอง” ยันโห่ไล่นายกฯเรื่องปกติ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าว โดย พล.ต.จำลองแถลงถึงกรณีที่กลุ่ม พันธมิตรฯประท้วงโห่ไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ตามสถานที่ต่างๆว่า ยืนยันว่าพันธมิตรฯส่วนกลางไม่ได้สั่งการ ทั้งที่สยามพารากอน หรือที่ ม.ธรรมศาสตร์ เพราะเราไม่ใช่บริษัท การประท้วงเป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล ห้ามใครไม่ได้ คนที่ทำเราไม่รู้จักชื่อและนามสกุล แต่จากการติดตามข่าวก็เห็นว่าเขาเคลื่อน ไหวโดยยึดหลักอหิงสา อโหสิ ไม่มีอาวุธทำร้ายใคร อย่างไรก็ตาม อยากให้มองถึงต้นเหตุของการประท้วง มาจากประชาชนทนไม่ได้ที่นักการเมืองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำให้บ้านเมืองเสียหายมานาน คิดจะทำอะไรก็ได้ เช่น การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่คำนึงความรู้สึกของประชาชน ทำเหมือนไม่มีประชาชนอยู่ในบ้านเมืองนี้ เป็นมาตรการทางสังคมที่ทำกันทั่วโลก ขอเตือนให้นักการเมืองเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้านักการเมืองยังไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้คืออุปสรรค ก็จะเกิดการประท้วงไม่มีที่สิ้นสุด

แกนนำพันธมิตรฯรับเจรจา “จิ๋ว”

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการเจรจากับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.จำลองยอมรับว่า เรื่องการเจรจากับ พล.อ.ชวลิต นั้นเริ่มพูดคุยกันจริง ท่านได้ให้คนสนิทโทร.มา โดยท่านพูดคุยเองบ้างนิดหน่อย ท่านสุภาพมาก พูดจาไพเราะ ใครเห็นใครก็ชอบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นมั่นเป็นเหมาะ ไม่มีรายละเอียดเรื่องการเจรจา เป็นเพียงการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เป็นห่วงเป็นใยในฐานะผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อย พล.อ.ชวลิตยังไม่ได้เสนอให้พันธมิตรฯออกจากทำเนียบฯแต่อย่างใด พันธมิตรฯจะรอฟังว่าท่านจะมีข้อเสนอ หรือคำแนะนำอย่างไร และเราแกนนำมาหารือกันและหารือกับผู้ชุมนุมว่ารับได้หรือไม่ แล้วก็ตอบกลับไป ถ้าเราไม่ฟังผู้ชุมนุมเราก็ไม่ได้รับความศรัทธา ส่วนเป้าหมายของพันธมิตรฯยังเหมือนเดิม แต่ที่รัฐบาลต้องการเจรจาอาจจะเป็นเพราะเห็นช่องทางว่าจะเจรจากับพันธมิตรฯได้ แกนนำได้ตกลงกันว่าจะไม่มีการมอบหมายให้ใครเป็นผู้เจรจาเพียงคนเดียว ทุกคนสามารถติดต่อกับใครได้ทั้งนั้น แต่เนื้อหาการเจรจาจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะผู้ใหญ่ที่เจรจากับเราจะเข้าใจผิด และเมื่อได้ข้อตกลงที่เป็นชิ้นเป็นอันต้องนำเข้ามาสู่ที่ประชุมแกนนำก่อนจะเรียนผู้ที่เจรจาด้วยว่ามีมติอย่างไร เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พันธมิตรฯยืนยันหรือไม่ว่าหากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่ออกก็จะไม่ออกจากทำเนียบฯเช่นกัน พล.ต.จำลองตอบว่า ไม่มี เราจะไปยืนยันอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเราเป็นฝ่ายรับการติดต่อ และเมื่อท่านแนะนำอะไรมา เราก็จะหารือกันว่าจะรับได้หรือไม่แล้วจึงตอบกลับไป

เสธ.แดงโผล่ฝึกมวลชน นปช.
ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน ที่ใช้ บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ ฝั่งสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เป็นที่ชุมนุม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำ ได้มีมวลชนชาย-หญิงประมาณ 60 คน สวมเสื้อยืดสีดำ โพกผ้าแถบที่ดำ และสวมผ้าพันคอสีดำ พิมพ์ข้อความสีขาวว่า “นักรบพระเจ้าตาก” มาฝึกซ้อมท่าบุคคลมือเปล่า แบบเดียวกับการฝึกทหารใหม่ โดยมี เสธ.แดง หรือ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ควบคุมการ ฝึกอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ พล.ต.ขัตติยะเปิดเผยว่า ชาวบ้าน เหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัย 40-55 ปี เป็นพวกที่ไม่พอใจการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ และมักแสดงการต่อต้านด้วยความรุนแรง จนสังคมเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่ม นปช. โดย เฉพาะจากเหตุปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ตนจึงมาช่วยเหลือฝึกอบรมให้อย่างเป็นแบบแผน สามารถป้องกันตัวเองได้หากถูกทำร้าย ที่สำคัญเพื่อเป็นการประชดเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีน้ำยาในการปราบปรามกลุ่มอันธพาลการเมือง และหากว่าวันหนึ่ง นักรบพระเจ้าตากทั้งหมด 72 คน สามารถยึดทำเนียบฯคืนมาจากพวกพันธมิตรฯได้ ทหารตำรวจเหล่านั้นควรจะต้องเอาหน้าไปซุกหีบล้างอาย

รูปภาพประกอบเรื่อง "กำเนิดนักรบพระเจ้าตาก" จาก youtube


สไลด์ภาพนักรบพระเจ้าตากจากคุณม้าเร็ว

วิกฤตเศรษฐกิจโลกซัดโครม ส่งผลทำเนียบร้าง ม็อบโหรงเหรง เหลือแค่เก้าอี้เปล่า



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ ASTV บอร์ดประชาไท และสำนักข่าวต่างประเทศ
30 กันยายน 2551

แม้ว่าสื่อผู้จัดการ และASTVกระบอกเสียงของพันธมิตรจะพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า การชุมนุมของพันธมิตรยังคึกคัก แต่ภาพที่ASTVเผยแพร่ออกมาในเวลานี้ก็ฟ้องอย่างชัดเจนว่า ตามเต๊นต์ต่างๆร้างผู้คน มีเพียงเก้าอี้เปล่า หรืออาจมีคนของสันติอโศกนั่งเฝ้าอยู้ซักคนสองคน เหตุก็เพราะคนพวกสันติอโศกนั้นเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่"สุดโต่ง"กว่าปุถุชนคนธรรมดา ขณะที่ปุถุชนคนธรรมดาทั้งโลกเวลานี้เรื่องใหญ่คือเศรษฐกิจปากท้อง ไม่ใช่การยึดทำเนียบเอาไว้ หรือการปกป้องไม่ให้9ผู้นำต้องโดนตำรวจจับ

แนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกทำท่าจะหลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อรัฐสภาสหรัฐฯช็อกโลก โหวตล้มแผนความช่วยเหลือกู้ซากเศรษฐกิจมูลค่า700,000ล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งนรกลงมา ทุกคนต้องกลับสู่ที่มั่น คือจะรักษาตัวไว้อย่างไร จึงจะไม่ล้มลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าจะสนใจมาชุมนุมปกป้อง9แกนนำอย่างเคย

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(29)ทำในสิ่งที่ช็อกโลกเศรษฐกิจ เมื่อโหวตล้มแผนซื้อหนี้เสียจากธนาคารมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ช่วยชีวิตระบบการเงินวอลล์สตรีท โยนความพยายามสยบวิกฤตทางการเงินของอเมริกาเข้าสู่ความยุ่งเหยิง และอาจลามระบาดไปทั่วโลก เมื่อสถาบันการเงินในยุโรปทยอยล้มลง

ผลคะแนนโหวต 228-205 เสียง ทำให้ร่างกฏหมายฉบับนี้ตกไป หลังจาก ส.ส.รีพับลิกันส่วนมากเพิกเฉยต่อคำร้องขอของผู้นำของเขาเองและโหวตต่อต้าน ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเดโมแครตกลับโหวตเห็นชอบกับแผนดังกล่าว

ดัชนีดาวน์โจนส์ ร่วงลง 6.98 เปอร์เซนต์หรือ 777.68 จุด ปิดที่ 10,365.45 จุด นับเป็นการร่วงภายในวันเดียวแรงที่สุดตลอดกาล หลังเคยดิ่ง 684 จุดในช่วงเหตุการณ์911

นี่เป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่สุดนับแต่คราวเหตุการณ์The great depression ซึ่งเป็นเหตุการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯตกต่ำครั้งใหญ่ในค.ศ.1929 (หรือพ.ศ.2472)ซึ่งตลาดวอลล์สตรีทล่มลง สถาบันการเงินถูกปิด โรงงานร้านค้าต่างๆถูกปิด คนตกงานระนาวไปทั่วประเทศ และวิกฤตการณ์เศรษฐกิจลุกลามไปทุกมุมโลก แม้ว่าโลกเศรษฐกิจเวลานั้นยังไม่ใช่โลกภิวัตน์นัก แต่ก็ยังลุกลามมายังไทย

ไทยได้รับผลพวงThe great depression รัฐบาลสมบูรณาสิทธิราชย์ในขณะนั้นต้องขึ้นภาษี และ"ดุลข้าราชการ"ออก หรือปลดข้าราชการออก นำไปสู่ความไม่พึงพอใจ และนับเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 หรืออีกเพียง3ปี นับจากจุดเริ่มต้นวิกฤตการณ์

24 อธิการบดีที่ด้อยคุณภาพ ..มหาวิทยาลัยที่ด้อยคุณภาพ ..ระบบการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ และ.. ชนชั้นกลางปัญญาชนที่ด้อยคุณภาพ

โดย คุณ ปีศาจเงินตรา
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 กันยายน 2551

ผมได้อ่านข้อเสนอของ 24 อธิการบดีแล้ว ก็มีคำหลายคำลอยขึ้นมาในใจ

แต่คำแรกของทั้งหมดนั้น คือ ด้อยคุณภาพ

ผมไม่แปลกใจว่า ทำไมประเทศชาติไทย ถึงได้มีความล้าหลังและตกยุคของการพัฒนามาเรื่อย เพราะแม้แต่บุคคลากรอย่างอธิการบดี 24 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ มานั่งคิด นอนคิด เสนอข้อเสนอร่วมกัน

แล้วสุดท้าย เนื้อหาที่ได้ อ่านแล้วบอกตรงๆ ว่า ผิดหวัง ด้อยคุณภาพ คิดได้แค่นี้เองหรือ?

ผมไม่แปลกใจจริงๆ ว่า ทำไมระบบการศึกษาเรา ถึงได้ไม่เป็นสับปะรดเอาเสียเลย ปัญญาชนที่ผลิตได้ ก็ขาดมาตรฐานที่ดี และสุดท้ายก็กลายมาเป็นชนชั้นกลางที่ขาดคุณภาพ ทั้งในด้านทักษะอาชีพ และทักษะทางความคิดทั่วไป

จริงๆ ข้อเสนอแนะของเหล่าอธิการทั้งหลาย อาจจะมีคุณค่ามากกว่านี้ ถ้าได้ช่วยเสนออะไรๆ เป็นเรื่องเป็นราวเสียตั้งแต่การร่าง รธน.50

ซึ่งตอนนั้น ทุกคนเงียบ รัฐประหาร 19 กันยาก็เงียบ จะแก้ รธน.50 ก็เงียบ แต่พอพันธมิตรไม่มีทางลง การเมืองใหม่ไม่มีคนสนใจ 24 อธิการก็ออกมาเจี้ยวจ้าว เจี้ยวจ้าวด้วยข้อเสนอที่น่าผิดหวังอย่างมาก น่าผิดหวังเพราะนอกจากความคิดจะจับต้องได้ยาก ไม่มีประเด็นทางออกที่ชัดเจนแล้ว สุดท้ายก็เป็นข้อสรุปที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย

เป็นข้อเสนอที่ .... โยน .... ไปให้คนอื่นเอาไปทำต่อ แล้วตัวเองจะนั่งดูการ .... โยน....

นี่คือลักษณะพิเศษของผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองไทย ซึ่งผมเห็นมามากต่อมากจริงๆ เห็นแล้วก็เบื่อผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้เอาเสียมากๆ

แต่จริงๆ ถ้าท่านอธิการกรุณา ....โยน .....ไปให้พันธมิตร และประชาธิปัตย์ ผมอาจจะพอชื่นชมได้บ้าง

ดูเหมือนคนเก่งของประเทศนี้ จะทำงานและมีนิสัยเหมือนกัน คือเก่งวิจารณ์ แต่พอจะต้องทำจริงๆ ก็จะ ....โยน ..... ไปให้คนอื่นจัดการทำซะงั้น

ผมอยากจะเสนอให้ ทุกอธิการบดี ยุติการใช้ตำแหน่งของตัวเอง มาแปะในแถลงการณ์ได้แล้ว ขอให้มาแบบเป็นนาย นาง นางสาว ก็พอ เอาตำแหน่งออกไปซะเถิด จะเอา ดร. ผศ. รศ. หรือ ศ. มาก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยของท่าน เอาวางไว้เถิด อย่าเอาออกมาใช้เลย เพราะผมคิดว่า ข้อเสนอของท่าน ไม่ได้มีดีพอ ซึ่งนอกจากจะทำให้ท่านเสื่อมเสียแล้ว มหาวิทยาลัยต้นสังกัดของท่าน ก็เสื่อมเสียไปด้วย

ขอให้พิจารณาดู สถาบันสำคัญในไทยกำลังเสื่อมถอยมากแล้ว รัฐบาลก็โดนตีจนเสื่อม สภาผู้แทนก็โดนจนเละ ตุลาการก็อิรุงตุงนังไปหมด ทหารก็ป้อแป้ๆ พรรคการเมืองก็จะโดนยุบมิยุบแหล่ สื่อก็บิดซ้ายทีขวาที ตำรวจก็สิ้นสภาพที่จะบังคับใช้กฏหมาย มหาวิทยาลัยก็ ช่วยๆ กันรักษาหน่อยเถิด อย่าเอามาแปดเปื้อนเพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองของพวกคุณเลย

เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน
ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน

ใครก็ตามที่เป็นอธิการแล้ว ไม่เข้าใจสองวาทะนี้อย่างถ่องแท้ ก็ขอให้กลับไปนั่งคิด นอนคิด ให้เข้าใจ

ถ้าถึงที่สุดก็ไม่สามารถเข้าใจได้ ก็ขออย่าได้นำเกียรติและศักดิ์แห่งความเป็นอธิการ ออกมาในทางการเมืองอีก

ผมว่ามันน่าละอาย และผิดต่อผู้คนแต่หนก่อน

ไม่ใช่การเมืองใหม่ .. แต่จะแก้ระบบเลือกตั้ง เพราะ เลือกยังไงก็แพ้

โดย คุณ minimalist
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 กันยายน 2551

ไม่ใช่การเมืองใหม่อะไร ...มันแก้รัฐธรรมนูญปี 50 ลามปามมาแก้ระบบเลือกตั้งของปี 2540 ทั้งที่ไม่ใช่ปัญหาของการเมือง ที่มันอ้างกันมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นของดี แต่เสียที่คนใช้ ..แต่เอาเข้าจริง มันไปแก้ระบบเลือกตั้ง เพราะรู้ดีว่า เลือกยังไงก็แพ้ ...เมื่อประชาชนยึดระบบพรรคการเมืองขึ้นมาจริงๆ จังๆ ..จากที่กระจัดกระจายมาตลอด โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ที่สามัคคี เลือกพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใดขึ้นมาเป็นตัวแทนของตน ...แน่นอนว่า ยึดพฤติกรรมเดียวกันกับทางภาคใต้ บวกกับภาคกลางบางส่วน ก็สามารถกำชัยชนะได้ตลอดไป ....

ในอดีตพรรค ปชป. ที่ครองเสียงทางภาคใต้เป็นหลักมาตลอด แล้วไปได้เสียงที่อื่นๆ มาผสมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเป็นแกนนำรัฐบาลได้มาตลอดในอดีต ...แต่นับตั้งแต่มีรัฐบาลไทยรักไทย มีคุณทักษิณ มีรัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นหล่ะครับ ..จุดจบของ ปชป. ที่ไม่สามารถยืนต้นได้ ในอำนาจของการบริหารประเทศ ...

กว่า 7 ปีแล้ว... ที่เป็นฝ่ายค้าน 3 สมัย ...นับตั้งแต่นั้น การเมืองไม่นิ่ง ฝ่ายค้านงอแง บอยคอต เล่นเกมเพื่อขัดขวางรัฐบาลทุกรูปแบบ ใต้ดิน บนดิน จนไปสนับสนุนการรัฐประหาร เป็นลูกไล่ คมช. เตรียมชงขึ้นเป็นรัฐบาล ...ด้วยระบบเลือกตั้งใหม่ล่าสุดถอดด้าม แก้ปัญหาทางเทคนิคของการเลือกตั้ง การนับคะแนน ทำให้ได้ สส.เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังแพ้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ดี ...และหากให้เลือกต่อไป กี่ปี ก็ยิ่งแพ้ต่อไป ...เพราะฝ่ายที่ชนะเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว เขาก็ทำงานจริงจัง เดินหน้าสร้างผลงาน ไม่ปล่อยเวลาผ่านไป ก็ยิ่งกลัว...

นั่นหล่ะครับเป็นสาเหตุหลัก ..ที่ยังมาสาละวนกับการแก้ระบบเลือกตั้ง การได้มาของ สส. ก็ด้วยเหตุที่เลือกตั้งยังไงก็แพ้ ..

ปชป.แพ้ พปช. ก็เหมือนพวกอนุรักษ์นิยมแพ้ พวกหัวก้าวหน้า ...มันไม่ยอม เพราะมันจะแพ้ไปตลอด ...ไม่มีหนทางที่จะปลูกฝังการพัฒนาประเทศตามแนวทางอนุรักษ์ของพวกนี้ ที่ต้องการจะเป็นและทำมา กว่า 75 ปี นับตั้งแต่มีระบอบประชาธิปไตย ...เพราะการอนุรักษ์นิยม คือการรักษาฐานทำมาหากินเดิมของตน รักษาระบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในระบบราชการ ให้ความสำคัญกับขุนนาง ความเป็นชนชั้น ..โดยอ้างเอาวิถีชีวิต วิถีธรรมชาติ วิถีคุณธรรมมาบังหน้า ..เป็นสิ่งยกย่องเชิดชู เพื่ออ้างตนเองเข้าสู่ระบบอำนาจ

มันจึงพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เสียงประชาชนชี้วัด ....ไปหาวิธีการอื่นๆ ชี้วัดแทน เช่น เรื่องจริยธรรมที่วัดไม่ได้ ...ความดีที่ปั้นแต่ง ...ภาพลักษณ์ที่ปะไว้ ขอบเขตทางชนชั้น ระดับปัญญา การศึกษา ...

หรือวิธีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ 1 คน 1 เสียง มีค่าเท่ากัน ....ตามหลักประชาธิปไตย ...มันไม่เอา ...ประเด็นมันอยู่ตรงนี้...

วันจันทร์, กันยายน 29, 2551

คนประชาไทวิเคราะห์ แท็กติกทางกฏหมายกรณี 'นายกฯสมัคร' ถูกฟ้องหมิ่นประมาท

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2551

คุณเสรีชน สมาชิกเว็บบอร์ดประชาไท เปิดเผยผ่านกระทู้ถึงกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ต้องถูกศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกสองปี กรณีออกรายการโทรทัศน์กล่าวพาดพิงถึงรองผู้ว่ากทม.สมัยคุณอภิรักษ์ ว่าน่าจะมีหนทางการต่อสู้ทางกฏหมายต่อไปถึงชั้นฎีกา โดยมีรายละเอียดของกระทู้ดังนี้: -

แฟนสมัครเตรียมเฮ เผด็จการแค้น อัยการสูงสุดจะเซ็นรับรองฎีกาให้ งานนี้สมัครรอดคุกหวุดหวิด

ข่าวล่าสุดจากสำนักงานอัยการสูงสุดที่ไม่เปิดเผย แต่ยืนยันว่าข่าวนี้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะนายสมัครได้ติดต่อกับสำนักงานอัยการสูงสุดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกนายสมัคร ตามกฎหมายหากศาลต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ห้ามฎีกา ซึ่งในกรณีนี้ ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จำคุกนายสมัครสองปี ตามหลักคดีของนายสมัครจึงต้องห้ามฎีกา นายสมัครจึงแทบจะต้องติดคุก แต่...

แต่ตัวบทในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 เขาวางข้อยกเว้นว่า ถ้าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี หรือทำความเห็นแย้งในสำนวนอนุญาตให้ฎีกาก็ฎีกาได้ อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ก็ฎีกาได้อีกอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ยังมีเทคนิคกฎหมายอีกว่า ทั้งผู้พิพากษา ทั้งอัยการต้องเขียนระบุไปด้วยว่า มีเหตุอันสำคัญสมควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัยจึงฎีกาได้ ซึ่งมีคำพิพากษาหลายเรื่องที่ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาแต่ไม่ระบุข้อความดังกล่าว ศาลจะยกฎีกา เรื่องของกฎหมายจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากขอละเว้นไม่กล่าวในรายละเอียด

และก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ท่านสมัครคงไม่แบกหน้าไปไหว้ให้ศาลที่จำคุกท่านอนุญาตให้ท่านฎีกาเพราะศาลก็คงไม่อยากหักหน้าตนเองหากศาลฎีกายกคำพิพากษาของศาลต้นหรือศาลอุทธรณ์ ศาลที่ให้อนุญาตฎีกาก็เสียเอง ทางเดียวที่อดีตนายกสมัคร จะทำได้ คือ ไปหาอัยการสูงสุดนายชัยเกษม นิติศิริ ให้รับรองฎีกาให้เพื่อที่ว่าเมื่อครบสามสิบวันหลังฟังคำพิพากษาท่านสมัครจะได้ไม่ต้องติดคุกและสามารถสู้คดีในชั้นฎีกาได้อีกเป็นปีหรืออาจลากยาวไปถึงสองปีได้ ถ้าทนายเก่งพอ (อ่านเพิ่มเติมพร้อมแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บบอร์ดประชาไท)

ข้อเสนอของ 24 อธิการบดี คือ การทำรัฐประหาร..ยึดอำนาจคนรากหญ้า

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด thaifreenews
29 กันยายน 2551

ผมเห็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 แห่ง ออกมาเข้าชื่อกัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา เพื่อรื้อระบบการเมืองแล้ว ผมรู้สึกสิ้นหวัง "คนที่ได้ชื่อว่านักวิชาการ” เมืองไทยจริง ๆ ครับ

เพราะข้อเสนออย่างนี้ ก็คือ การเอาอำนาจของประชาชน ไปมอบใส่มือให้ “คณะกรรมการอิสระ” นั่นเอง มันไม่ต่างจากการทำรัฐประหารแต่อย่างใด เพราะกรรมการพวกนี้ ก็คงจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นนี้ คงไม่พ้นที่จะ “ลดทอนอำนาจของประชาชน” ลงไป แล้วมีการตั้งองค์กรพิเศษ หรือ มีการ “ตั้งผู้แทน” เข้าไปในสภา โดยผู้แทนกลุ่มนี้ คงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่อย่างใด

อธิการบดีพวกนี้คือ แนวรบอีกปีกหนึ่งของพวกอำมาตยาธิบไตย ซึ่งใช้ พธม.เป็นแนวรบ เพื่อหาเหตุในการทำรัฐประหารมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้ใช้ข้ออ้างเพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง(ที่ตนเองอยู่เบื้องหลัง)เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

กรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมา ก็คงไม่แคล้วที่จะเลือกขึ้นมาจาก “กลุ่มนักวิชาการ” ซึ่งคนพวกนี้ก็เป็น “ตัวแทนของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยอยู่แล้ว” แทบจะขานชื่อได้เลยว่าเป็นใครบ้าง คงไม่พ้น จากนักร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับที่ผ่านมา เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประเวศ วะสี สุเมธ ตันติเวชกุล หรือมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ก็มีการขานรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย เหมือนได้เตี๊ยมกันมาแล้ว

เราแทบจะเห็น และเดาล่วงหน้าได้เลยว่า “ข้อเสนอของกรรมการอิสระนี้” จะมีอะไรบ้าง

ผมไม่เชื่อว่า นักวิชาการในประเทศไทย หรือกรรมการอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นนี้ จะค้นพบ "ทฤษฎีการเมืองใหม่" ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ไม่มีเคยมีนักวิชาการใด หรือ ปราชญ์ ปรัชญาเมธี คนใดในโลกนี้เคยค้นพบมาก่อน การเมืองใหม่ที่ว่านี้ จะนำพาประเทศไทยให้่เจริญก้าวหน้าทันสมัยที่สุดในโลกไปได้ มันคงไม่พ้นระบอบการเมืองที่จะคงอำนาจของพวก “ศักดินาอำมาตยาธิปไตย”เอาไว้อย่างแน่นอน


โลกนี้ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ หรือระบบการเมืองที่เป็นการเมือง “แบบยูโทเบีย” อย่างแน่นอน ไม่มีสังคมในฝันที่พวกบ้าตำราทั้งหลาย ร่ำร้องเรียกหาอย่างแน่นอน การเรียกร้องหาผู้ปกครองที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมในอุดมคตินั้น มันเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่า ผู้ปกครองในอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนั้น ควรจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่มีทรัพย์สินและครอบครัว ที่จะเป็นสาเหตุของความโลภ โกรธ หลงได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นต้นเหตุของการสูญเสีย “ธรรมะ” ของผู้ปกครองไปในที่สุด

ผมเห็นแต่ผู้ปกครองทั้งหลายในโลก ที่โฆษณาว่าเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่กลับมีทรัพย์สมบัติที่มากมายมหาศาลเป็นมหาเศรษฐีมีเงินหลาย Billions ด้วยกันทั้งสิ้น แต่กลับกล่าวหา ด่าว่าคนอื่นไร้คุณธรรม ในขณะที่ตนเองก็มีพฤติกรรมที่ยิ่งกว่าเสียอีก

ในโลกนี้ ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ มากกว่าที่เป็นกันอยู่ในโลกเวลานี้ ไม่มีระบอบใดที่ปฎิเสธ "อำนาจของประชาชน" แล้วเรียกว่าประชาธิปไตยไปได้ ไม่มีระบอบที่ลดทอนอำนาจของประชาชน แล้วได้รับการยกย่องว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดีในอุดมคติไปได้

ดังนั้น ข้อเสนอการรื้อระบบการเมืองของนักวิชาการพวกนี้ จึงไม่มีอะไรพิสดารไปกว่า "การปฎิเสธอำนาจประชาชน" แล้วสรรหาวิธีคิด ที่จะมีผู้แทน"จากกลุ่มชนชั้นสูง กลุ่มผู้ปกครอง" ขึ้นมา ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ขึ้นมาเป็น "ผู้แทน" โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ให้อำนาจผู้แทนเหล่านี้ ทัดเทียมกับผู้แทนของประชาชน เหมือนกับที่เราเห็น “สว.สรรหา” ที่เป็นกาฝากของระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้นั่นเอง

ผมคิดว่าตอนนี้ “คนชั้นสูง" หรือ “พวกผู้มีอำนาจบารมีนอกระบบ” ทั้งหลาย กำลังอับจนสิ้นหนทาง ที่จะหาทางคงอิทธิพลทางการเมืองของตนไว้แล้ว เพราะในขณะนี้พวกเขาไม่สามารถทำรัฐประหารได้อีกแล้ว เพราะจะถูกประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อต้านอย่างแน่นอน พวกนี้ใช้ตุลาการภิวัฒน์ ทำลายล้างพรรคการเมือง รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน แต่ ตุลาการภิวัฒน์ ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาเอาชนะทางการเมืองได้

ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้ มีอย่างเดียวคือ "เสนอการร่างรัฐธรรมนูญ จากคนที่ไม่ได้มาจากประชาชน หรือพรรคการเมือง" แต่มาจาก “นักวิชาการสายตรง” ของพวกอำมาตยาธิปไตย


แล้ว "นักร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลาย" ก็คงไม่พ้นหน้าเดิม ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 18 ฉบับ มาก่อน พวกนี้ก็จะหาหนทางในการดัดแปลงเอาระบบ 70/30 มาใช้ ด้วยชื่อพิสดารอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างแน่นอน

ซึ่งมีวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาจะสามารถ "คงอำนาจคนชั้นสูง" เอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้น "ระบอบประชาธิปไำตยแบบมวลชน" จะทำลายคนพวกนี้ ออกไปจากอำนาจทางการเมืองทั้งหมดอย่างแน่นอน เมื่อพวกเขาไม่มีฐานจากประชาชน ระบอบการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะให้ความเชื่อมั่น ในการคงอิทธิพลทางการเมืองเอาไว้ได้

ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นอันใด ที่จะต้องคิดระบบการเมืองใหม่ให้วุ่นวาย กลุ่มพันธมิตร เป็นเพียง “ม็อบจัดตั้ง” จากระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ดันให้พวกนี้ก่อความวุ่นวายขึ้นมา เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการ “สร้างระบอบการเมืองใหม่” ที่ “ลดทอนอำนาจของประชาชน” เหมือนกับที่เขาใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549

ตอนนี้พวกนี้ใช้สื่อ ที่เป็นกระบอกเสียงของระบอบอำมาตยาธิปไตย ส่งเสียงขานรับ และประโคมระบอบการเมืองใหม่ และให้นักวิชาการในอาณัติ ประสานเสียง เพื่อที่จะได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ

ระบอบประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องคิดใหม่ เพราะมันมีตัวอย่างชัดเจนจากทั่วโลกอยู่แล้ว มีรูปแบบที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีตัวอย่าง มีข้อพิสูจน์มากมายแล้ว


ตอนนี้ พวก "ศักดินาอำมาตยาธิปไำตย" กำลังดิ้นเต็มที่ ตา่มอายุไข ที่กำลังจะหมดไป

ประภัสร์เปิดตัวดร.อนุสรณ์รองผู้ว่าคุมศก. รับทาบ"คุณปลื้ม"ร่วมทีม กระแสพลิกกลับคนกรุงเทคะแนนสงสารเบอร์10


โดย มติชน และสนุกด็อตคอม
29 กันยายน 2551

"ประภัสร์"เปิดตัว"อนุสรณ์"คุมศก. รับทาบทาม"คุณปลื้ม"ร่วมทีม

มติชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) หมายเลข 10 เปิดตัวทีมงานที่พรรคพลังประชาชน โดยมีนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ และนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ ร่วมการแถลงข่าวด้วย

นายประภัสร์ กล่าวว่า ตนตั้งใจจะเปิดตัวรองผู้ว่าฯกทม.ด้านเศรษฐกิจ คือ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แต่ดร.อนุสรณ์ติดภารกิจ จึงไม่สามารถมาร่วมงานแถลงข่าวได้ ทั้งนี้ จะทยอยเปิดตัวทีมงานไปเรื่อยๆ และในวันที่ 3 ต.ค.จะเปิดตัวทุกคนในการปราศรัยใหญ่ ส่วนเรื่องการประเมินคะแนนเสียงขณะนี้ ตนไม่อยากประเมิน แต่คิดว่าประชาชนน่าจะให้โอกาส โดยไม่รู้สึกกังวลใจกับโพลที่ยังมีเปอร์เซ็นต์น้อย เพราะเชื่อว่าประชาชนจะมอบความไว้วางใจเพื่อเปลี่ยนแปลง กทม.ให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า การหาเสียงเมื่อวาน (28 ก.ย.) ที่พบกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาโห่ไล่นายประภัสร์และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีนั้น จะกระทบต่อคะแนนเสียงหรือไม่ นายประภัสร์ กล่าวว่า คงไม่กระทบ ตนเสนอตัวเข้ามาทำงาน ก็อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ ส่วนนายกฯจะมาร่วมการหาเสียงอีกหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ คงแล้วแต่ท่านว่าสะดวกหรือไม่ แต่คิดว่าคงไม่มา เพราะท่านต้องมุ่งเน้นปัญหาใหญ่ก่อน คือ ปัญหาน้ำท่วม

"อยากให้เปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่าฉันใส่หมวกใบนี้ เธอใส่หมวกอีกใบ อยากให้ทุกคนถอดหมวกของตนเองออก แล้วมองที่ปัญหา ต้องแยกแยะ และมีความเป็นผู้ใหญ่ อย่าให้ความรักทำให้ตาบอด รักแล้วต้องมีเหตุผลด้วย"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมทำงานของนายประภัสร์ ประกอบด้วย นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองผู้ว่าฯฝ่ายเศรษฐกิจ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองผู้ว่าฯฝ่ายโยธา น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ และนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ เป็นทีมที่ปรึกษา สำหรับรองผู้ว่าฯอีก 2 ฝ่าย ยังไม่เปิดตัว ส่วนม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล (คุณปลื้ม) นั้น นายประภัสร์ กล่าวว่า ทาบทามไปแล้ว แต่เขาขอเวลาคิดก่อน

กระแสพลิกคนกรุงเทคะแนนสงสารเบอร์10หลังระอาพธม.โห่ไล่
เวบสนุกด็อคคอมยังได้ให้ผู้อ่านเขียนความเห็นต่อข่าวนี้ ซึ่งผู้เข้ามาอ่านข่าวได้แสดงความเห็นจำนวนมากว่าพันธมิตรทำเกินไปแล้ว และจะหันไปเลือกนายประภัสร์ เบอร์10 พรรคพลังประชาชน เช่น

-ตอนแรกไม่รู้จะเลือกใครเป็นผู้ว่ากทม.เนอะ
รู้อย่างเดียวว่า ต้องไม่ใช่เบอร์ 5

ตอนนี้ ยิ่งกว่าแน่ ว่าต้องไม่ใช่เบอร์ 5

และต้องเป็น เบอร์ 10 เท่านั้น

ต่อต้าน"อธรรม " ต่อต้านพวก"มาร"
ต่อต้าน "พธม."

จงเลือก เบอร์ "10" !!!
-ผมขอเสนอว่า วันที่ 5 ต.ค. 2551 ช่วยไปเลือกเบอร์ 10 ให้คุณประพัส จงสงวน ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม หักหน้าพวกพันธมิตรชั่ว ช่วยกันน๊ะครับ พวกมันมาฟอร์มกับที่ไปไล่ทักษิณเลยสุดท้ายทำให้ครอบครัวหลายครอบครัว(ตำรวจ)ต้องหมดอนาคตเพราะโดนข้อหาทำร้ายประชาชน ก็ประชาชนชั่วอย่างพวกมันใครจะอดใจไหวว๊ะ
-วิธีแก้เผ็ดม็อบพวกนี้คือเทให้เบอร์10ครับ ของผมทั้งบ้านและทั้งบริษัท100กว่าเสียง ก่อนนี้ลังเลว่าจะเอาใครดี ตอนนี้ชัดครับ เจอม้นไปตามด่าสมชายที่พาราก้อนแล้วชัด เทให้เบอร์10เลย อยากตบหน้าสั่งสอนพวกม็อบ
-เห็น แล้ว สงสาร ...
ตอน แรก จะ เลือก เบอร์ 8 เพราะ ...จะได้ เอา มากัด ปชป..เปลียน ใจ เลือก เบอร์ 10 ละ เพราะ สงสาร...
ส่วน เบอร์ 5 ไม่เคย คิด ในหัวเลย...
-เลือกเบอร์ 10 ด้วย เกลียดพวกก่อความวุ่นวาย
-ถึงวันนี้คงเห็นแล้ว....พันธมิตรสร้างความแตกแยกของคนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาธิปไตยคิดเห็นแตกต่างได้ แต่เถื่อนแบบนี้เพิ่งมียุคแป๊ะลิ้มล้างสมอง....เถื่อนอย่างไร้สตินี่แหละ ..จะเลือกพลังประชาชน
-เป็นกำลังใจให้ครับสู้ๆ ผมไม่อยากให้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย และอยากให้คุณประภัสร์ ลองทำงานบ้าง
อภิรักษ์ก็เห็นแล้วครับ ก็งั้นๆ ผมเบื่อ ปชป และ พันธมิตรมากๆครับ
-นี้คือธาตุแท้ของพันธมาร ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย อยากได้อำนาจบริหารประเทศ แต่ไม่มีปัญญาเลยใช้วิธีนี้เพราะฉะนั้นพลังเงียบจงแสดงพลังให้พวกนี้ได้รู้สะบ้างครับ
-ระหว่างกลุ่ม พปช กับ พันธมิตร ปชป และคมช
ผมขอเลือก พปช ครับ เพราะโดนรุมกัดมานาน(บนเวทีแต่ละวันเห็น หน้าตา ปาก แต่ละคนหยาบคาย ไม่สร้างสรรคฺเลย)
-ดี ๆ นายก ถูก พธม. กดดัน เท่า ไหร่ พปช. ยิ่ง โต ไ อ้ ปชป ก็ ถูก ดัน ไป อยู่ กะ พธม. มาก ขึ้น ดีๆ

ปลื้มเป็นปลื้มการเมืองใหม่สูตรนักศึกษาสนนท. เสียดายเสนอผิดที่คงแท้งก่อนแจ้งเกิด เหน็บ24อธิการ-พธม.การเมืองโบราณโคตร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา รายการวิทยุNews show withคุณปลื้มF.M.105.0 MHz

คุณปลื้มเป็นปลื้มการเมืองใหม่ของสนนท. ยอมรับเนื้อหาสุดก้าวหน้าทั้งเลือกนายกฯโดยตรง ให้ประเทศเป็นรัฐสวัสดิการ ลดงบประมาณทหาร ลดอำนาจศาลลง เก็บภาษีมรดกลดVAT เหน็บเสียดายเสนอผิดที่คงไม่มีวันแจ้งเกิดในไทย ที่เต็มไปด้วยพวกการเมืองโบราณทั้งพันธมิตรและ24อธิการบดี


ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล กล่าวในรายการวิทยุ"News show with คุณปลื้ม"ทางF.M.105.00 MHz เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(29ก.ย.)ว่า เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่ของ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มประกายไฟ ที่เสนอให้ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ให้ศาลมีระบบลูกขุน ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ

คุณปลื้มบอกว่าข้อเสนอของสนนท.นับเป็นข้อเสนอการเมืองใหม่ที่ก้าวหน้าที่สุด ดีกว่าทุกข้อเสนอจากทั้งพันธมิตรฯ 24 อธิการบดี รวมทั้งศ.น.พ.ประเวศ วะสี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการเมืองโบราณที่เสนอให้มีผู้ปกครองเป็นคนดีมีคุณธรรมแบบอภิชนาธิปไตย"การเมืองใหม่ก็ต้องนำเสนอโดยคนรุ่นใหม่แบบสนนท.สิครับ องค์กรนี้เคยมีอดีตคนหนุ่มแบบอาจารย์ปริญญา เทวนานฤมิตกุล และคุณสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการมาก่อน และเป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ามาก แต่น่าเสียดายว่า ในที่สุดแล้วไม่มีวันที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยในเร็วๆนี้แน่ เพราะมันขัดกับพวกคนรุ่นเก่าโดยสิ้นเชิง"คุณปลื้มกล่าว

ทั้งนี้สนนท.และแนวร่วมได้ออกแถลงการณ์ “การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯโดยตรง ระบบลูกขุน ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ”มีรายละเอียดดังนี้

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เสนอ “การเมืองใหม่” โดยอ้างว่าเป็นผู้จุดประกายการปฏิรูปการเมืองผ่าทางตัน “การเมืองแบบเก่า” ที่เต็มไปด้วยนักการเมืองซื้อเสียง การคอร์รัปชั่น

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็น “เจ้าภาพ” เพื่อการสร้างประชาธิปไตย เพราะการเคลื่อนไหวและเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯที่ผ่านมาล้วนลดบทบาทและไม่เชื่อมั่นในอำนาจและความคิดของประชาชนคนธรรมดา ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอ นายกฯพระราชทาน , การเลือกตั้งผสมการสรรหา (เมื่อสังคมไม่ตอบรับก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกตั้งทั้งหมดแต่มาจากสาขาอาชีพครึ่งหนึ่ง) ดังนั้น “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นแค่เพียงการเมืองใหม่ (สูตรโบราณ) เท่านั้น

ความพยายามเสนอโครงการทางการเมืองออกมาอย่างเป็นรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ เฉพาะหน้าเป็นไปเพื่อเป้าหมายทำลายศัตรูทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมอย่างแท้จริง ไม่มีอุดมการณ์ที่จะสร้างการเมืองใหม่ที่แท้จริงแต่อย่างใด

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นคนกลุ่มแรกที่พยายามเสนอการเมืองใหม่ เพราะการปฏิรูปสังคม-การเมือง เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนพยายามเสนอและผลักดันให้เป็นจริงตลอดมา ที่ชัดเจนที่สุดคือข้อเสนอจากเวทีสมัชชาสังคมไทยเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่พูดถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการภาคประชาชน เพิ่มอำนาจประชาชนคนธรรมดา ลดอำนาจรัฐ ตัวอย่างข้อเสนอที่ก้าวหน้าได้แก่ การลดงบประมาณกองทัพ การเสนอให้มีการเลือกตั้งได้จากสถานที่ทำงาน การเสนอระบบลูกขุนและการสร้างรัฐสวัสดิการ เป็นต้น

สหภาพแรงงาน นักศึกษา ประชาชนและองค์กรแนวร่วมในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชนเล็งเห็นว่าเราต้องปฏิรูปสังคมที่เป็นอิสระจากพันธมิตรฯ จึงควรมีข้อเสนอโครงการทางการเมืองของเราเอง จากการประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อนำเสนอต่อสังคมและจัดกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นอิสระจากทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้เกิดการปฏิรูปสังคมการเมืองที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนธรรมดาจริงๆ ดังต่อไปนี้

1. การปฏิรูประบบการเมือง

1.1 สนับสนุนให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ต้องยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา อันเนื่องมาจากมีความซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น โดยสมาชิกสภาต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด

1.2 ต้องลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของการรวมตัวตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เช่น ไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียน มีสาขาพรรค และจำนวนสมาชิกตามที่กำหนด

1.3 เน้นการเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรตามจำนวนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งตามสถานที่ทำงาน เพื่อให้แรงงานสามารถมีผู้แทนของตนเองในพื้นที่ที่ทำงานได้



2. การกระจายอำนาจ

ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคที่เน้นการรวมศูนย์จากส่วนกลาง แต่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเองผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์


3. ปฏิรูประบบศาล

3.1 ต้องลดอำนาจของศาลที่มีอยู่เดิม อันเนื่องมาจากผู้พิพากษาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เราเสนอให้ใช้ระบบลูกขุนที่มาจากการประชาชนธรรมดามาแทนผู้พิพากษาในระบบราชการแบบเดิม

3.2 ยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นรูปแบบของการลงโทษที่ป่าเถื่อนและไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาจริง

3.3 ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าหลังและคลั่งชาติ


4. ปฏิรูปกองทัพ

4.1 ต้องลดงบประมาณของกองทัพ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะสงคราม ดังนั้นไม่จำเป็นต้องนำงบประมาณจำนวนมากไปใช้สำหรับการส่งเสริมแสนยานุภาพของกองทัพ

4.2 เสนอให้ย้ายค่ายทหารออกจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับสร้างสวนสาธารณะ และศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่คนจน

5. ปฏิรูประบบโครงสร้างภาษี

ต้องยกเลิกภาษีทางอ้อม (VAT) ที่เก็บจากประชาชนธรรมดา และต้องเก็บภาษีทางตรง ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้าจากคนรวยและอภิสิทธิ์ชนซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย มาใช้เพื่อสร้างสวัสดิการให้แก่คนจน

6. รัฐสวัสดิการ

6.1 ต้องมีการปฏิรูปที่ดินที่รวมศูนย์อยู่กับนายทุนไม่กี่คนให้แก่ คนจน และเกษตรกร ที่ปราศจากที่ดินหรือมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

6.2 ต้องสร้างรัฐสวัสดิการ ซึ่งหมายความถึง ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาล การศึกษา และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพในราคาถูกหรือฟรี

6.3 ต้องยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งเสรี โดยรัฐจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งสามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายและมีมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัย

6.4 ต้องมีการขยายมาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล เช่น รถเมล์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟรี ให้มากกว่าเป็นแค่มาตรการเฉพาะหน้า โดยต้องยกระดับการให้บริการการขนส่งมวลชน การไฟฟ้า ประปา และอื่นๆ ให้มีคุณภาพและมีราคาถูกที่สุด

6.5 ยกเลิกแรงงานนอกระบบ และการเอาเปรียบแบ่งแยกแรงงานข้ามชาติ โดยผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเหมือนกันทั่วประเทศ


ลงชื่อ
1. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
2.สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล
3. กลุ่มประกายไฟ

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชำแหละการเมืองใหม่ สิ่งตกค้างจากปี 2475 "ผมว่า (มัน) ไร้สาระมากเกินไป"

ที่มา เวบไซต์ ประชาชาติธุรกิจ
29 กันยายน 2551

.. "ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาพิเศษกับ "ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน บนชั้น 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่การเมืองไร้ทางออก ขัดแย้งแบ่งขั้ว.. ด็อกเตอร์ทางกฎหมายจากเยอรมนี หอบตำรากฎหมายและคำพิพากษาคดีสำคัญมากองไว้ตรงหน้า แล้วพูดว่า "ผมพร้อมแล้ว" นักข่าวประชาชาติฯจึงกดเทปโดยพลัน

นี่คือบทวิพากษ์ที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนอีกครั้ง ...หลังจากอาจารย์วรเจตน์ปิดปาก ไม่พูดเรื่องการเมืองมา 3-4 เดือน วันนี้เขาพร้อมที่จะเปิดศึกทางความคิดแล้ว

=================================

**** ถึงชั่วโมงนี้อาจารย์มองเห็นทางออกความขัดแย้งในสังคมไทยหรือยัง

ผมยังมองไม่เห็นทางออก (ครับ)เพราะตอนนี้สังคมไทยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และผมเข้าใจว่าตอนนี้ กลุ่มคู่ขัดแย้งกันทางการเมืองถือเหตุผลคนละชุด หลักการคนละเรื่อง ต่างฝ่ายต่างก็อ้างอิงว่า หลักการฝ่ายตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็เลยอาจจะยาก แล้วผมก็ไม่คิดว่า จะมีการสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ จริงๆ เรื่องสมานฉันท์อาจไม่ใช่สิ่งถูกเท่าไร เพราะว่าความขัดแย้ง เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เป็นความขัดแย้งระดับรากฐาน ในทางความคิดเลยทีเดียว เมื่อฐานความคิดมองกันคนละมุม ให้น้ำหนักกับปัญหาคนละอย่าง มันจึงไม่มีทางที่จะทำให้ลงตัวได้ หรือเกิดการสู้กันอย่างสมดุลในระบบได้

**** การเปิดประตูไปสู่การปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ผมคิดว่า ในบรรยากาศอย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายซึ่งไม่ได้อำนาจรัฐ ยื่นข้อเสนอที่ค่อนข้างแข็งและตึงมาก เป็นข้อเสนอที่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง ข้อเสนอ 70 : 30 เป็นข้อเสนอที่ตึงมาก ก็จะหาจุดไม่ได้ เพราะอีกทางหนึ่งก็จะไม่ยอมถอย เป็นผม ผมก็ไม่ถอย นี่พูดตรงๆ นะ)เพราะมันไปไกลจากระบบ

**** นักวิชาการบางคนเห็นว่า ระบบเลือกตั้งในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและวิกฤต

ผมไม่แน่ใจสมมติฐานของบ้านเรา คือ ...ถ้ามองในเชิงพัฒนาการทางประชาธิปไตยบ้านเรา ผมคิดว่า เรายังมีปัญหาในทางหลักการอยู่สูงมาก จริงๆ ก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่ได้คิดประเด็นนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมนั่งคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้นว่า สมมติฐานของบ้านเรา หรือความเข้าใจของเราที่ว่า ปัญหาในทางประชาธิปไตยของเราอยู่ที่นักการเมืองเป็นหลัก มันจริงหรือเปล่า ... นี่คือประเด็น

เพราะส่วนใหญ่เวลาเราคิดถึงปัญหาในทางประชาธิปไตย เรามักจะโฟกัสไปที่นักการเมืองเป็นสำคัญ เมื่อปัญหาอย่างนี้ เราก็พยายามไปแก้ที่ตัวนักการเมือง พยายามสร้างระบบขึ้นมาใหม่ สร้างองค์กรอิสระขึ้นมา โดยเอาคนที่เป็นข้าราชการระดับสูงเข้าไปอยู่ในองค์กรเหล่านั้น แล้วก็กลายเป็นการสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ เพื่อพยายามมาคานนักการเมือง คือไปเพิ่มอำนาจอีกทางหนึ่ง แล้วมันเพิ่มเป็นจำนวนมากในเวลานี้ กระทั่งอำนาจอย่างนี้ กลายเป็นอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้อีกแล้ว เป็นอำนาจซึ่งผมไม่แน่ใจว่า จะดีกว่าอำนาจของนักการเมืองหรือเปล่า

ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงการเมืองวันนี้ เราเคยพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมือง เรื่องการมี "statesman" รัฐบุรุษ) ผมคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราเพ้อฝันมากเกินไปแล้ว ผมไม่คิดว่าเรามองปัญหาการเมืองครบกันทุกด้าน เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของกลุ่มคนทุกกลุ่ม

ถ้าเรามองว่า การเมืองเรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มคนทุกกลุ่ม นักการเมืองก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ง อาจจะใหญ่หน่อย อาจจะมีปัญหาหน่อย แต่ว่าเราเคยวิเคราะห์กันจริงๆ มั้ย ถึงรากของสังคมไทยเราว่า ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ เป็นเพราะนักการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่า ความไม่มั่นคงทางการเมือง เป็นเพราะนักการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่า หรือมีปัจจัยอื่นๆ อีก ซึ่งเราไม่ได้พูดกันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้การออกแบบทางการเมืองเราเป็นปัญหาตลอดเวลา

เราหนีจากนักการเมืองไปหาองค์กรอิสระ บัดนี้เราเกิดปัญหาใหม่ในองค์กรอิสระ เราเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายข้าราชการประจำ เพิ่มอำนาจให้กับตุลาการ บัดนี้เริ่มเกิดปัญหาบางอย่างแล้วในวงการตุลาการ ซึ่งผมคิดว่า แน่นอน...เรื่องของนักการเมืองที่ชี้กันให้เห็นมาตลอด เราปฏิเสธการมีอยู่จริงของปัญหานี้ไม่ได้ แต่ปัญหาอย่างนี้ ผมยังเชื่อว่าสามารถที่จะแก้ไขไปได้โดยระบบ

แน่นอน...การวางกลไกเป็นสิ่งซึ่งจะต้องทำ แต่ถ้าเราคิดว่า ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่นักการเมือง แล้วทุ่มทุกอย่างไปจัดการกับนักการเมือง แล้วก็สร้างหลักการแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมา ทำผิดคนเดียว ยุบทั้งพรรค แบบเนี่ย ...ก็จะไปกันใหญ่ ก็จะยิ่งหาทางออกไม่เจอ เราทำรัฐธรรมนูญซึ่งมีปัญหาในทางหลักการขึ้นมาอย่างมาก บัดนี้เรามาบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามแก้ ถ้าแก้จะเป็นการแก้เพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง เราวนอยู่ในวงจร ปัญหาแบบนี้ละครับ แล้วจะหาทางออกยังไง ผมแปลกใจมากที่มีคนบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามแก้ แล้วพอผมบอกว่าต้องแก้ ผมก็กลายเป็นกลุ่มพรรคพลังประชาชน ทั้งที่จริงๆ ในเชิงหลักการมันเป็นไปไม่ได้ในระบบแบบนี้

**** อาจารย์เห็นว่า หลักการบ้านเรา มันเพี้ยนไปหมดแล้ว

ใช่(ครับ)ผมเห็นเป็นอย่างนั้นในหลายเรื่อง แล้วเวลาเราพูด เราไม่พูดถึงมาตรฐานอันเดียวกัน เรากลายเป็นทวิมาตรฐาน เป็น 2 มาตรฐานไปในหลายๆ เรื่อง เราเพียงแต่ว่า ชอบหรือไม่ชอบคนใดคนหนึ่ง หรือคนบางคนเท่านั้นเอง

**** หลักการที่เพี้ยน อาจจะสะท้อน จากคำวินิจฉัยของศาลในช่วงหลังด้วยหรือเปล่า

ผมคิดว่าคำวินิจฉัยของศาลในช่วงหลัง ก็มีปัญหาหลายเรื่อง แล้วบางเรื่อง ก็อธิบายในเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันไม่ได้ วันนี้ สังคมไทยชอบพูดเรื่องจริยธรรมคุณธรรมเป็นหลัก เราพยายามเอาคุณธรรม และจริยธรรม เข้ามาเป็นเกณฑ์หรือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ในนามของกฎหมาย เหมือนเราลืมกันไปว่า บรรทัดฐานในทางสังคมที่ควบคุมความประพฤติของบุคคล ซึ่งมีลักษณะเป็นศีลธรรมก็ดี จริยธรรมก็ดี คุณธรรมก็ดี หรือจารีตธรรมเนียมก็ดี กับเป็นกฎหมายนั้น มีเกณฑ์ในการตรวจวัดความประพฤติที่มีความแตกต่างกันอยู่

ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายเราเรียกร้องความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมายอันนี้เป็นหลัก แต่ว่ากฎหมายไม่ดูหน้าคนว่าคนที่มาอยู่เบื้องหน้ากฎหมายเป็นใคร ปฏิบัติต่อคนเสมอกัน นี่คือคุณค่าของทางกฎหมาย แต่จริยธรรมหรือคุณธรรมอาจจะไม่ได้เน้นไปที่ตรงนี้ จริยธรรม คุณธรรม เน้นเรื่องคนดี คนไม่ดี คือไปตัดสินคน จากความดีความไม่ดีของคน ถ้าคุณเป็นคนดี อาจจะได้รับยกเว้นทำอะไรบางอย่างได้ ถ้าคุณเป็นคน ไม่ดีคุณก็อาจจะทำอะไร บางอย่างไม่ได้ ไปมองกันจากตรงนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่า จริยธรรมหรือคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ว่าเวลาเราใช้กฎหมาย เราจะเอาตรงนั้นเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการวัดไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคตามมา

ยกตัวอย่างคดีคุณสมัคร(สุนทรเวช)เรื่องลูกจ้าง ผมว่า ถ้าคุณวินิจฉัยนะครับว่า ลูกจ้างมีความหมายแบบนี้ คุณต้องใช้เกณฑ์นี้กับทุกคน(นะ)ไม่ใช่เฉพาะคุณสมัคร นี่คือหลักในทางกฎหมายครับ รวมทั้งกับตัวคนที่วินิจฉัยด้วย บางทีเราอาจจะต้องมานั่งคิดว่า ตอนที่เรานั่งวินิจฉัยคดี ก่อนที่เราจะไปชี้ว่าลูกจ้างหมายความว่ายังไง เราต้องถามตัวเราเองก่อนหรือเปล่าว่า ตกลงวินิจฉัยไปแล้ว แล้วเราเป็นลูกจ้างในความหมายรัฐธรรมนูญหรือเปล่า

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ ทำไมคุณไม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ทำไมเกณฑ์นี้ใช้กับคนอื่นได้ แต่ทำไมกับตัวเองถึงเป็นข้อยกเว้น นี่คือปัญหา และเรื่องที่น่าเศร้า คือมีคนพยายามออกมาอธิบายไปจากหลักการในทางกฎหมายที่ควรจะเป็น แล้วยังอ้างอธิบายกฎหมายอยู่ คุณอธิบายเรื่องเสรีภาพทางวิชาการซึ่งไม่เกี่ยวกัน มันคนละประเด็น คุณไม่เอาประเด็นต่อประเด็นมาว่ากันตรงๆ นี่คือปัญหาของการใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นในเวลานี้

**** ดูเหมือนอาจารย์จะเห็นด้านลบของตุลาการภิวัตน์ค่อนข้างชัด

ผมเห็นว่า เรื่องตุลาการภิวัตน์ที่ถูกนำเสนอมาในช่วงที่มีการต่อสู้ทางการเมือง มันก็ผิดพลาด คือไปเอาสิ่งซึ่งเกินไปกว่าอำนาจอันเป็นปกติธรรมดาขององค์กรนี้มาใช้ ที่ผมพูด ก็ด้วยความเป็นห่วงระบบศาล ระบบตุลาการ(ครับ)ว่าที่สุดเมื่อเข้ามาพัวพันกับการเมืองมากเข้า คนก็จะมองว่า เป็นฝักเป็นฝ่ายในทางการเมือง ผมถึงแปลกใจมากเลยว่า ในที่สุดเวลาศาลอ่านคำพิพากษาในคดีคุณหญิงพจมาน(ชินวัตร)ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลบอกว่า ศาลไม่เข้าข้างฝ่ายไหน(นะ)ศาลไม่พัวพันทางการเมือง ศาลต้องออกตัวก่อน(ครับ)แปลว่าเกิดอะไรขึ้นในเชิงระบบ แปลว่าศาลเองก็ต้องรู้แล้วใช่มั้ยว่า เริ่มมีปัญหาความเคลือบแคลงใจของคน

**** เชื่อหรือไม่ว่านายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้ามาแก้วิกฤตความขัดแย้งในสังคมได้

ผมจะไปบอกว่าแก้ได้หรือไม่ได้ ก็อาจจะฟันธงชัดเจนคงไม่ได้ แต่ผมเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ ลึกลงไปถึงรากฐานแล้วในทางความคิดของคน ความแตกแยกในสังคมมากเกินกว่าที่นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง จะเข้ามาแก้ไขได้ คู่ของความขัดแย้งจะยังมีอยู่ต่อไป

ฉะนั้น การปะทะกันในทางความคิด ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ผมถึงบอกว่า รัฐธรรมนูญปี'50 ตั้งแต่ตอนที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้วว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะนำประเทศไปสู่ทางตันข้างหน้าโดยตัวการออกแบบของมัน ผมถึงบอกให้ไม่รับรัฐธรรมนูญตั้งแต่คราวนั้น แล้วก็ไปทำ สร้างระบบที่ประสานกันได้ตั้งแต่คราวนั้น แต่บัดนี้เลยมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ความแตกแยกก็ยังร้าวลึกลงไปในสังคม

**** อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอการเมืองใหม่ ก็ได้รับการขานรับบางระดับ เช่นเดียวกับเสียงไม่เห็นด้วยก็มีไม่ใช่น้อย

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ปะทะกันครับ ไม่มีใครเขายอมคุณหรอก คนอีกครึ่งหนึ่ง อย่างน้อย(นะ)ผมคิดว่าเขาไม่ยอม หมายความว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯจะมีน้ำหนักและมีพลังมาก ถ้าคุณได้เสียง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ของคนในประเทศนี้ แต่ผมจะบอกว่า โดยข้อเสนอที่เสนอมานั้น ไม่นำไปสู่อะไรเลย ผมเห็นข้อเสนอพันธมิตรฯแล้ว ผมก็หัวเราะ คุณเสนออะไรขึ้นมา 70 : 30 แล้วคุณบอกว่า คุณเสนอมาเป็นตุ๊กตา ตัวคุณเองยังไม่ชัดกระจ่างในความคิดของคุณเลยว่า คุณต้องการอะไร คุณก็โยนขึ้นมา แล้วคุณก็ไม่มีทิศทางจะนำคนไปในทิศทางไหน

ทิศทางของคุณมีอย่างเดียวคือ ขจัดศัตรูทางการเมืองของคุณเป็นหลัก ซึ่งบัดนี้ยังขจัดไม่ได้ เพราะยังสืบต่อกันมา เพราะในระบบเลือกตั้ง คนเขายังเลือกอยู่ ฉะนั้น คุณก็ต้องทำยังไง ให้ทำลายตัวระบบการเลือกตั้ง นี่พูดง่ายๆ ประเด็นอยู่ตรงนี้ แล้วผมเห็นว่า ปัญหาประชาธิปไตยของไทยในเวลานี้ ผมสรุปก็ได้เลยนะว่า ไม่ได้อยู่ที่การซื้อเสียงเป็นปัญหาหลัก แต่อยู่ที่การไม่ยอมรับคะแนนเสียงของคนเป็นด้านหลัก เราพยายามจะดึงกงล้อในทางประวัติศาสตร์ให้หมุนกลับไป ซึ่งมันหมุนกลับไปไม่ได้ มันต้องมีแต่หมุนไปข้างหน้า

**** ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ในเรื่องการเมืองใหม่ 70 : 30 เพื่อให้การศึกษากับคนในสังคมจริงๆ

ใครมาถามผมเรื่องนี้ ผมก็มองว่า เป็นเรื่องไร้สาระมากเกินไป แต่เราก็ไม่รู้นะว่า ข้อเสนอบางอย่างซึ่งไร้สาระกลับกลายเป็นสิ่งซึ่งคนเอามาพูดกันจนเป็นเรื่องเป็นราว ตอนเราเห็น สนช.ระบบสรรหา 100 เปอร์เซ็นต์ คุณเห็นมั้ยว่า สนช.เป็นอย่างไร ทำงานกันอย่างไร ไม่ครบองค์ประชุมกันกี่ฉบับ คุณเคยวิจารณ์กันบ้างมั้ย เคยติดตามดู สนช.ตอนออกกฎหมายหรือเปล่า กฎหมายบางเรื่อง ผมก็ยอมรับว่าเป็นประโยชน์(ครับ)แต่กฎหมายที่เป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบางกลุ่ม บางหน่วยบางองค์กร มีกี่ฉบับ เราได้มีการตามไปวิเคราะห์ตรงนั้นบ้างมั้ย เพื่อจะดูคุณภาพของกรณีที่เรียกว่า มาจากการสรรหา

จริงๆ ข้อเสนอของพันธมิตรฯก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง(นะ)ข้อดีคือสะท้อนให้เห็นเลยว่า ปัญหาในทางประชาธิปไตยของเราที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2475 ยังดำรงอยู่จนถึงวันนี้ 70 กว่าปีผ่านไป เราไม่ไปไหน น่าตกใจ อย่างน้อยในทางประชาธิปไตย เรายังไม่ไปไหนเลย เรายังไม่เห็นโทษของการทำรัฐประหาร ตัดตอนเพียงเพราะเรากลัวว่า นักการเมืองจะมีผลประโยชน์มากมายมหาศาล และจับกุมนักการเมืองไม่ได้ บางทีผมก็คิดว่า เอ๊ ! เราอาจจะกลัวอะไรมากไปมั้ย แต่ในที่สุดก็ทำให้เราลดทอนคุณค่าของประชาธิปไตยลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนเราก็รู้สึกว่า ประชาธิปไตยนั้น ไม่มีความหมายอะไรอีก เราไม่เคยปลูกฝังในทางความหมายเรื่องคะแนนเสียง

ลงไปคุยกับ ชาวบ้านดูซิครับ คนขายลูกชิ้นปิ้ง คนขับแท็กซี่ คนขายก๋วยเตี๋ยว นักการภารโรงต่างๆ คนเหล่านี้ เมื่อก่อนเขาก็ไปเลือกตั้งแบบแกนๆ แต่บัดนี้เขารู้สึกว่า เขาเลือกตั้งไปมีความหมาย(นะ)จะผิดจะถูกเรื่องหนึ่ง แต่ตรงนี้ไม่ใช่หรือครับ ที่เป็นความหมายสำคัญของประชาธิปไตย...

การต่อสู้ของพันธมิตรฯ เป็นการทำร้ายคนอื่น ผมไม่ได้หมายถึงการทำร้ายโดยใช้กำลัง(นะ)แต่การใช้ความรุนแรงในทางวาจา คุณว่าทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ จะเป็นประชาภิวัตน์ไปได้ยังไง คุณกลายเป็นสิ่งซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ในหมู่ของแกนนำว่า ถ้าพูดอะไรมาต้องเชื่อตามคุณ ถ้าคุณชี้ว่า คนนี้เลวก็ต้องเลว คุณกำลังสร้างความคิดอย่างหนึ่ง ที่ปรากฏในบทประพันธ์ของชาติ กอบจิตติ เรื่องคำพิพากษา คุณกำลังทำให้คนในสังคม ต้องเชื่อทุกอย่างที่คุณพูด และคุณก็ชี้ไปว่า ไอ้ฟักมันเลว และนี่คือไอ้ฟัก ผมเริ่มรู้สึกว่ามันเกิดสภาพแบบนี้ขึ้นแล้ว เพราะว่าคุณลดทอนพลังเหตุผลลง คุณเหลือเฉพาะให้เป็นเหตุผลของคุณเท่านั้น คุณไม่เคยคิดเลยว่า คนอื่นเขาก็มีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองเหมือนกับคุณเหมือนกันนะ แต่อาจจะมีวิธีการคนละอย่าง พูดง่ายๆ คุณใจไม่กว้าง แล้วคุณจะเป็นประชาภิวัตน์ได้ยังไง ไม่มีทางเป็นไปได้

**** ในสถานการณ์อย่างนี้ อาจารย์ผิดหวังใครมากที่สุด

ในความเห็นผม(นะ)คือนักวิชาการกับสื่อ เป็นกลุ่มที่ผมคิดว่าขาดความเป็นมืออาชีพ จริงๆ มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ที่มีความเป็นมืออาชีพสูง ก็มีคนอย่างนี้อยู่ในทุกวงการ แต่ผมไม่คิดว่า เขาเป็นข้างมากในวงการสื่อ

แน่นอนสื่อมวลชนก็เหมือนกับกลุ่มคนอื่นๆ เหมือนกับนักวิชาการ คือมี ผลประโยชน์ของตัว นักวิชาการก็มีผลประโยชน์ของตัว ผลประโยชน์อาจจะมาในหลายลักษณะหลายรูปแบบ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ตำแหน่ง สื่อก็มีผลประโยชน์ของเขาให้ตัวเองอยู่ได้ แน่นอนสื่อจำนวนหนึ่ง อาจจะต้องการมีเสียงดัง เป็นคนชี้ทิศทาง มีอิทธิพลในทางความคิดต่อคนจำนวนมาก แต่ไม่ว่าคุณจะมีผลประโยชน์อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเข้าสู่วิชาชีพ คุณต้องมีความเป็นมืออาชีพ

ความเป็นมืออาชีพของนักวิชาการก็คือ ในสาขาของตัวต้องพูดหรือ วิพากษ์วิจารณ์ไปตามหลักการที่ถูกต้องตามหลักวิชา ความรู้สึกในการมีอคตินั้น ซึ่งคุณแสดงออกไป คุณแสดงออกไปได้ แต่ว่าไม่ควรจะไปในนามของความเป็นวิชาการ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย(นะ)

ที่คุณเข้าไปรับนับตำแหน่งหลังจากเป็น สนช.แล้ว บางส่วนก็กลายมาเป็น ส.ว.สรรหาอีก มันใช่ เหรอ มันถูกหรือไม่ ทำไมไม่มีการตั้งคำถามแบบนี้กัน

การที่เราไปตรวจสอบแต่นักการเมืองอย่างเดียว โยนทุกอย่างให้กับนักการเมือง เราละเลยกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ในสังคม และที่สำคัญ บางทีคนเหล่านี้อาจจะสวมเสื้อคลุมคุณธรรมออกมาให้เราเห็น แต่ภายใต้หลังเสื้อคลุมคุณธรรมนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่รู้ ประชาชนไม่เห็น เพราะบัดนี้ถูกปิดเสียแล้ว โดยเสื้อคลุมคุณธรรม แต่นักการเมืองไม่มีเสื้อคลุมตรงนี้ เราก็เห็นแจ้งๆ เลย แล้วในทุกค่ายของทางการเมืองด้วย

แต่ที่ผมกำลังจะบอกคือ เราทำแค่นี้ไม่ได้ สื่อมวลชนทำแค่นี้ไม่ได้ สื่อต้องกล้าที่จะทำ กล้าที่จะตรวจสอบให้เสมอหน้ากันด้วย ทุกวันนี้ ไม่มีการตั้งคำถามจำนวนหนึ่ง เพราะคนพูดเป็นคนคนหนึ่ง คนบางคนอาจจะมีเกียรติประวัติที่ดีงามมาตลอดชีวิต แต่ไม่ได้เป็นเครื่องประกันครับว่า ในวันหนึ่งเขายังถูกต้องอยู่หรือไม่

**** ทุกวันนี้เวลาพูดความจริง พูดเรื่อง หลักการ กลัวไหมว่าจะถูกด่า

ผมว่าวันนี้ ผมมีภูมิต้านทานมากพอแล้ว ที่ผมไม่จำเป็นต้องกลัวแบบนั้น ผมคิดว่า เวลาก็ได้พิสูจน์ตัวผมในระดับหนึ่งแล้ว แล้วผมก็บอกให้ดูผมต่อไปเรื่อยๆ วันนี้คุณจะพูดอะไร จะใส่ความอะไร ...เชิญครับ แต่ว่าความพยายามที่จะดิสเครดิต มันก็มีการทำกันอยู่เรื่อยๆ แต่ผมคิดว่า ผมจะไปสนใจเสียงแบบนั้น แล้วทำให้ไม่พูดอะไร คงทำไม่ได้

ถึงเวลาที่เราคิดว่า เราควรจะต้องพูด และต้องทำ ก็ต้องทำ ถึงเวลาที่เราต้องปะทะ พูดง่ายๆ คือต้องขัดแย้งกับใคร แม้อาจจะเป็นคนในทางส่วนตัวเราเคารพและนับถือ ก็ต้องปะทะ

ก็ต้องแยกออกว่า ทางส่วนตัวเป็น อันหนึ่ง แต่ในทางหลักการก็เป็นอีกอันหนึ่ง หลักการก็คือหลักการ หลักการไม่คำนึงถึงหน้าใคร

ป้ายพ่นพิษอภิรักษ์ส่อเจอใบเหลือง กระแสคนกรุงพลิกกลับเทคะแนนสงสารเบอร์10 หลังถูกถ่อยพาลธมิตรตามป่วน


ป้ายพ่นพิษ-ป้ายหาเสียงของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่ากทม. มีมือดีนำสติ๊กเกอร์ รูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถ่ายคู่กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ขณะที่นายสนธิเอื้อมมือไปแตะไหล่นายอภิสิทธิ์ พร้อมเขียนข้อความ "เดี๋ยวพันธมิตร จัดม็อบให้ เลือก.... อภิรักษ์" จำนวนหลายแผ่น


ที่มา มติชน และเวบsanook.com
29 กันยายน 2551

อภิรักษ์ส่อเจอใบเหลือง เหตุฉวยโอกาสใช้งบหลวงขึ้นป้ายPRผลงาน เอาเปรียบคู่ต่อสู้สนามแข่งผู้ว่ากทม. กระแสคนกรุงตีกลับหันมาเทคะแนนเบอร์10ประภัสร์ เหตุระอาพธม.อันธพาลตามป่วนด่านายกฯ ต้องแก้เผ็ดด้วยการเทคะแนนเลือกคนพปช.เพื่อสั่งสอนบทเรียนอันธพาลการเมือง


มติชนรายงานข่าวว่า "ป้ายPRกทม.พ่นพิษ"อภิรักษ์"ส่อเจอใบเหลืองผู้ว่าฯกทม. ต้องจ่ายเงินจัดเลือกตั้งใหม่"สะพัดข่าว กกต.ส่อแจกใบเหลือง "หล่อเล็ก" กรณีป้ายประชาสัมพันธ์ ของกทม. มีรูปตัวเองติดอยู่ หลัง "เสี่ยชูวิทย์" ร้องให้สอบเข้าข่ายโฆษณาหาเสียงแฝง ซ้ำอาจต้องจ่ายเงินจัดการเลือกตั้งใหม่ 158 ล้าน

จากกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดอิสระ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ให้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของกทม.ยังมีชื่อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. และผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ติดอยู่ว่า เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง รวมถึงกรณีที่มีรูปข้าราชการกทม. ปรากฎในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งข้าราชการยืนยันว่า ไม่ได้ให้นำรูปไปใช้ในการหาเสียงนั้น

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีรายงานว่า มีความเป็นไปได้ ที่กกต. อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้อาจต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ โดยนายอภิรักษ์ จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 158 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้มีคำสั่งโยกย้ายผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์กทม. ไปเป็นผู้ตรวจราชการและหากกต.สอบสวนแล้วพบว่า ข้าราชการไม่เก็บป้ายประชขาสัมพันธ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายอภิรักษ์ก้อาจมีความผิดตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกระหว่าง1-10 ปี

ขณะเดียวกันเวบไซต์สนุกด็อตคอมนำเสนอข่าวและความเห็น กรณีที่พันธมิตรยกพวกไปโห่ฮาป่ายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะไปช่วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่ากทม. สังกัดพรรคพลังประชาชนในช่วงเที่ยงวานนี้ ปรากฎว่า กลับกลายเป็นการสร้างกระแสตีกลับ ทำคะแนนนิยมให้นายประภัสร์ไป เนื่องจากความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี ขณะที่คนกรุงเทพฯพากันหมั่นไส้พันธมิตรว่าทำเกินกว่าเหตุ เกินขอบเขตเสรีภาพ เลยจะตัดสินใจเลือกเบอร์10เสียเลย


เวบสนุกด็อคคอมยังได้ให้ผู้อ่านเขียนความเห็นต่อข่าวนี้ ซึ่งผู้เข้ามาอ่านข่าวได้แสดงความเห็นจำนวนมากว่าพันธมิตรทำเกินไปแล้ว และจะหันไปเลือกนายประภัสร์ เบอร์10 พรรคพลังประชาชน เช่น

-ผมขอเสนอว่า วันที่ 5 ต.ค. 2551 ช่วยไปเลือกเบอร์ 10 ให้คุณประพัส จงสงวน ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม หักหน้าพวกพันธมิตรชั่ว ช่วยกันน๊ะครับ พวกมันมาฟอร์มกับที่ไปไล่ทักษิณเลยสุดท้ายทำให้ครอบครัวหลายครอบครัว(ตำรวจ)ต้องหมดอนาคตเพราะโดนข้อหาทำร้ายประชาชน ก็ประชาชนชั่วอย่างพวกมันใครจะอดใจไหวว๊ะ
-วิธีแก้เผ็ดม็อบพวกนี้คือเทให้เบอร์10ครับ ของผมทั้งบ้านและทั้งบริษัท100กว่าเสียง ก่อนนี้ลังเลว่าจะเอาใครดี ตอนนี้ชัดครับ เจอม้นไปตามด่าสมชายที่พาราก้อนแล้วชัด เทให้เบอร์10เลย อยากตบหน้าสั่งสอนพวกม็อบ
-เห็น แล้ว สงสาร ...
ตอน แรก จะ เลือก เบอร์ 8 เพราะ ...จะได้ เอา มากัด ปชป..เปลียน ใจ เลือก เบอร์ 10 ละ เพราะ สงสาร...
ส่วน เบอร์ 5 ไม่เคย คิด ในหัวเลย...
-เลือกเบอร์ 10 ด้วย เกลียดพวกก่อความวุ่นวาย
-ถึงวันนี้คงเห็นแล้ว....พันธมิตรสร้างความแตกแยกของคนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาธิปไตยคิดเห็นแตกต่างได้ แต่เถื่อนแบบนี้เพิ่งมียุคแป๊ะลิ้มล้างสมอง....เถื่อนอย่างไร้สตินี่แหละ ..จะเลือกพลังประชาชน
-เป็นกำลังใจให้ครับสู้ๆ ผมไม่อยากให้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย และอยากให้คุณประภัสร์ ลองทำงานบ้าง
อภิรักษ์ก็เห็นแล้วครับ ก็งั้นๆ ผมเบื่อ ปชป และ พันธมิตรมากๆครับ
-นี้คือธาตุแท้ของพันธมาร ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย อยากได้อำนาจบริหารประเทศ แต่ไม่มีปัญญาเลยใช้วิธีนี้เพราะฉะนั้นพลังเงียบจงแสดงพลังให้พวกนี้ได้รู้สะบ้างครับ
-ระหว่างกลุ่ม พปช กับ พันธมิตร ปชป และคมช
ผมขอเลือก พปช ครับ เพราะโดนรุมกัดมานาน(บนเวทีแต่ละวันเห็น หน้าตา ปาก แต่ละคนหยาบคาย ไม่สร้างสรรคฺเลย)
-ดี ๆ นายก ถูก พธม. กดดัน เท่า ไหร่ พปช. ยิ่ง โต ไ อ้ ปชป ก็ ถูก ดัน ไป อยู่ กะ พธม. มาก ขึ้น ดีๆ

เลิกเป็นอีแอบแล้ว ผู้จัดการใส่ร้ายประชาไททำเวบหมิ่น "จอน"เหยื่อเมล์ลูกโซ่วอนขอความเป็นธรรม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ และบอร์ดประชาไท
29 กันยายน 2551

ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงของพันธมิตรได้นำเสนอข่าวตอนหนึ่ง เรื่องเวบไซต์ประชาไทเสนอข่าวว่าสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)-แรงงาน เสนอการเมืองใหม่ที่เป็นอิสระจาก ‘พันธมิตร’แล้วผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ทางNBTยกไปอ้างในรายการเมื่อคืนวันที่ 28 กันยายน โดยระบุว่า หลายครั้งที่นักวิชาการในกลุ่มนี้เขียนบทความเผยแพร่ในสื่อเว็บไซต์-นิตยสาร ประชาไท หรือ ฟ้าเดียวกัน นายวีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิก็มักจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอๆ

กระบอกเสียงพันธมิตรใส่ร้ายประชาไท-ฟ้าเดียวกันแหล่งรวมปฏิเสธสถาบัน

"ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีกว่า เว็บไซต์ประชาไท และนิตยสารฟ้าเดียวกันนั้นเป็นแหล่งรวมบุคลาการ นักวิชาการในสายที่ปฏิเสธสถาบันกษัตริย์"ผู้จัดการออนไลน์ระบุ

สำหรับแถลงการณ์ของสนนท.ที่ออกมาเมื่อวานนี้ มีชื่อแถลงการณ์ว่า “การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน
ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ” อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่

จอนอึ้งเจอเมล์ลูกโซ่กล่าวหารับเงินทักษิณทำเวบต้านสถาบัน ยันเป็นความเท็จ
ขณะเดียวกันนายจอน อึ้งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ประชาไทได้ส่งจดหมายอีเมล์ขอความเป็นธรรมและชี้แจงเรื่องที่เขาและนายใจ อึ๊งภากรณ์ น้องชายถูกกล่าวหาว่าทำเวบไซต์ประชาไท หมิ่นสถาบัน โดยรับเงินอดีตนายกฯทักษิณมาทำ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

จาก: Jon Ungphakorn
วันที่: กันยายน 28, 2008 4:37 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: ช่วยกันส่งต่อ...จากจอน อึ๊งภากรณ์
ถึง: .....................................

ช่วยกันส่งต่อให้กว้างขวางที่สุด เพื่อความเป็นธรรม(พร้อมไฟล์ที่แนบมาด้วย)


ตามที่มีผู้ประสงค์ร้ายที่ไม่เปิดเผยตัวได้ริเริ่มการกระจายส่งออกอีเมล์ลูกโซ่ที่มีข้อความว่า "โฉมหน้าคนทำwebsiteหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นอีเมล์ที่ผิดกฎหมายเพราะมีข้อความเท็จที่หมิ่นประมาทต่อผม (จอน) และน้องชายของผม (ใจ) โดยกล่าวหาว่าเราทั้งสองได้รับเงินจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเพื่อมาทำ website ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์

และหลายฉบับยังพ่วงท้ายด้วยภาพแต่งที่ลบหลู่ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้ริเริ่มอีเมล์ดังกล่าวได้คัดลอกมาจากwebsite สากลแห่งหนึ่ง เสมือนต้องการทำให้เกิดความเชื่อว่าผมและน้องชายของผมเป็นอยู่เบื้องหลังการแต่งหรือการเผยแพร่ภาพดังกล่าว

อีเมล์ดังกล่าวมีการส่งต่อกันเป็นทอดๆ จนมีผู้ได้รับหลายหมื่นคนหรืออาจมากกว่าหนึ่งแสนคนก็เป็นไปได้ เป็นวิธีการทำลายชื่อเสียงของผมและน้องชายของผมที่ไม่ต้องลงทุนแต่ได้ผลมาก

ผู้ที่มีส่วนส่งต่ออีเมล์ดังกล่าวทั้งหลาย คงไม่ได้นึกคิดว่าตนเองกำลังแพร่ความอยุติธรรมโดยการทำตัวเป็นศาลเตี้ยและคงไม่ได้นึกคิดว่าตนได้ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่นอกจากประสงค์ร้ายต่อผมและใจแล้วยังเป็นผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างแน่นอน

ผมและใจขอชี้แจงว่าข้อความในอีเมล์ดังกล่าวเป็นเท็จ เราไม่เคยรับเงินใดๆ จาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่เคยทำ website ที่หมิ่นสถาบันกษัตริย์และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับภาพแต่งที่ลบหลู่สถาบันกษัตริย์ที่ผู้ริเริ่มอีเมล์ดังกล่าวได้นำมาแปะท้ายอีเมล์ด้วยความประสงค์ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์และต่อผมและใจ

ผู้ที่มีส่วนในการเผยแพร่หรือส่งต่ออีเมล์ด้งกล่าวทุกๆคนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีโทษถึงขั้นจำคุกทั้งสองกรณี และหากผู้ส่งต่อยังมีส่วนในการส่งต่อภาพแต่งที่อยู่ท้ายอีเมล์ ผู้ส่งต่อยังมีความเสี่ยงที่จะถูกข้อหาหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกันและขอความกรุณาช่วยกันเผยแพร่กระจายออกไปเพื่อผดุงความยุติธรรม

จอน อึ๊งภากรณ์
โทรศัพท์ 0816656320
อีเมล์ ungjon@usa.net

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้เหตุผลทางกฎหมายและการตีความในคำพิพากษาของศาล

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช (อ.ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์)
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
29 กันยายน 2551

.... ในช่วงระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีวาทกรรมตุลาการภิวัฒน์ขึ้น โดยวาทกรรมนี้ถูกเสนอขึ้นในสังคมไทย โดยมุ่งหมายจะให้ประชาชนเข้าใจว่า ตุลาการภิวัฒน์ หมายถึงกรณีองค์กรตุลาการ เข้ามาเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งทางการเมือง รวมถึงการขจัดปัญหาการทุจริตของนักการเมือง

ซึ่งเป็นการบิดเบือนความหมายที่เเท้จริงของ Judicialization หรือ Judicial Activism ในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึง การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือการกระทำของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในทางตรงกันข้าม ตุลาการภิวัฒน์ในสังคมไทย ถูกนำเสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรม ที่จะใช้อำนาจตุลาการในการใช้เเละตีความ “กฎหมาย” เพื่อตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยเนื้อหาหรือข้อความที่ปรากฎในคำพิพากษา มีข้อความในเชิงว่ากล่าว ตำหนิ อบรมสั่งสอน ฯลฯ ไปด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยลักษณะของคำพิพากษาที่มุ่งจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น ....

..... ในคดีชิมไปบ่นไป ผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้

ประการแรก ประเด็นที่สำคัญของคดีนี้คือ การทำรายการของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น มีลักษณะเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ การจะวินิจฉัยว่า อดีตนายกมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ มิใช่เพียงแค่เปิดพจนานุกกรม เพื่อหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิเคราะห์ลักษณะหรือองค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงานด้วย ลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานนั้น มีหลายประการเช่น เป็นสัญญาเฉพาะตัว เป็นสัญญาต่างตอบแทน เป็นสัญญาไม่มีแบบ เป็นสัญญาที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้าง ผมไม่แน่ใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะวินิจฉัยว่า อดีตนายกเป็นลูกจ้างนั้น ได้มีการวิเคราะห์ อธิบายแต่ละองค์ประกอบข้างต้นว่าลักษณะการทำงานของอดีตนายกนั้น เข้าองค์ประกอบแต่ละข้ออย่างละเอียดหรือไม่ เนื่องจากขณะเขียนบทความนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เผยแพร่ ข่าวที่ปรากฏดูเหมือนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องค่าตอบแทนเป็นหลัก แต่ค่าตอบแทนนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น

ประการที่สอง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยจ้างแรงงานมาตรา 575 จะไม่มีบทนิยามศัพท์หรือคำอธิบายว่า ลูกจ้างคืออะไรก็ตาม แต่กฎหมายแรงงานอย่างอื่น ก็มีบทนิยามศัพท์ในเรื่องลูกจ้างว่าคืออะไร เช่น
ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายถึง “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร หรือ ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน” พ.ศ.2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย” หรือพระราชบัญญัติแรงงาสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง เพื่อรับค่าจ้าง”

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งมีอยู่มากมายเกี่ยวกับสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานว่า มีอะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปแล้ว การค้นหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง ศาลรัฐธรรมนูญควรเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ มากกว่าดูจากพจนานุกรมอย่างเดียว


การที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า กฎหมายแต่ละฉบับ มีเจตนารมณ์เป็นของตนเองแตกต่างกันไปแต่ละฉบับนั้น แม้จะรับฟังได้ก็ตาม แต่การค้นหาความหมายของลูกจ้างที่ปรากฏในกฎหมายแรงงาน ประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งตำรากฎหมายแรงงานซึ่งมีผู้แต่งหลายท่าน เพื่อค้นหาหลักหรือสาระสำคัญของลูกจ้างหรือสัญญาจ้างเเรงงานว่า มีลักษณะอย่างไร ย่อมดีกว่าเพียงแค่เปิดพจนานุกรมอย่างแน่นอน

ประการที่สาม ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายหรือวิเคราะห์ ก็คือความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใด โดยศึกษาเปรียบเทียบจากกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งได้มีบทนิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้แล้วเพื่อประกอบเป็นแนว

ประการที่สี่ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ และกฎหมายแรงงานอื่นๆ มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่อาจนำมาใช้ได้นั้น ข้อนี้มีน้ำหนักน้อย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายแรงงานอื่นๆ ยังมีสถานะเป็นกฎหมาย แต่พจนานุกรมนั้น ไม่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ด้วยซ้ำไป .....


....บทส่งท้าย
หน้าที่ของคำพิพากษา คือการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทกัน คำพิพากษาที่ดี จะต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ ไม่คลุมเครือ เเละหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน ปราศจากข้อความที่ไม่จำเป็นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัว ถ้อยคำในเชิงอบรมหรือตำหนิติเตียน (ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านนั้น จะมีความตั้งใจดีเพียงใดก็ตาม)
ภาษาที่ฟุ่มเฟือย เป็นต้น ตลอดจนการตีความกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักวิชานิติศาสตร์ในระบบกฎหมายนั้นๆ ที่สำคัญที่สุด คำพิพากษาที่ตัดสินออกมาเเล้ว จะให้ประชาชนยอมรับ (หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุด)มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลทางกฎหมาย (Legal reasoning)เป็นสำคัญ คำพิพากษาที่ดีจึงมิใช่เป็นเรื่องของการมุ่งไปที่ “ผล” อย่างเดียว แล้วหาคำอธิบายมาประกอบเท่านั้น โดยหวังว่า “ผล” ของคำพิพากษาจะเเก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ เพราะว่าประชาชนสามารถเเยกเเยะได้ว่า “ผล” (Result) กับ “เหตุผล” (Reason) นั้นไม่เหมือนกัน

(หมายเหตุ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่http://www.prachatai.com/05web/th/home/13835 )

ตามคาดเจ๊ตะโกนด่าสมชายได้เป็นวีรสตรีพันธมิตรแล้ว


วีรสตรีพธม.-พันธมิตรนำนางกาญจนา สิตังนันท์ ที่ไปตะโกนด่านายกฯสมชายที่สนามบินสุราษฎร์ฯมาขึ้นเวทีในฐานะวีรสตรีแบบเจ๊ไก่ซอยละลายทรพย์ที่เคยไปตะโกนด่าอดีตนายกฯทักษิณ โดยรายการความจริงวันนี้แฉว่า เป็นม็อบจัดตั้งนั่งเครื่องบินมาจากกรุงเทพฯเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ และทายว่าเดี๋ยวพธม.จะไปยกย่องเป็นวีรสตรี ซึ่งเป็นความจริงตามคาด

ที่มา รายการความจริงวันนี้
29 กันยายน 2551


*ดูคลิปพธม.นำสาวใหญ่สุราษฎร์ขึ้นเวทีทำเนียบเชิดเป็นวีรสตรี คลิ้กที่นี่

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) รายการความจริงวันนี้ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวป่าเถื่อนโห่ฮาป่าของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ที่ออกมาแสดงการไม่ยอมรับและรังควานต่อต้าน นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ด้วยการเคลื่อนไหวขับไล่เป็นวงกว้างไม่ว่าจะเป็นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช รวมถึงกรุงเทพมหานคร

โดยนายณัฐวุฒิ ซึ่งเมื่อวันเสาร์ (27) ร่วมเดินทางร่วมคณะนายสมชายไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราชได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ว่า เมื่อเดินทางลงจากเครื่องบินบริเวณด้านหน้าอาคารที่พักผู้โดยสารก็มีกลุ่มคนมาชูป้ายผ้าเขียนข้อความว่าชาวสุราษฎร์ธานียินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนใต้บ้านเราและข้อความให้กำลังใจ ทว่าเมื่อนายสมชายออกจากห้องรับรองพิเศษก็มีผู้หญิงวัยกลางคน สวมชุดดำใส่แว่นเดินตัดหน้านายสมชายพร้อมตะโกน คำว่า สมชายขายชาติ

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนายณัฐวุฒิให้ความเห็นว่า ตนเห็นว่าเป็นการจัดฉาก เพราะผู้หญิงคนดังกล่าว โดยสารมาเครื่องบินลำเดียวกันกับคณะของนายกฯ นอกจากนี้ยังด่านายสมชายเป็นภาษากลาง ไม่ใช่ภาษาใต้ ขณะที่กลุ่มผู้ต้อนรับซึ่งเป็นคนใต้แท้ๆ ก็กล่าวไล่ผู้หญิงคนดังกล่าวไป

ตนเห็นผู้หญิงคนดังกล่าวได้เดินทางจาก จ.สุราษฎร์ธานี มาดักหน้าคณะของนายสมชายที่หน้าวัดมหาธาตุที่ จ.นครศรีธรรมราชด้วย “เมื่อท่านนายกฯ เดินทางมาถึงก็มีพี่น้องประชาชนมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก มีการจับไม้จับมือ ดีใจ สนับสนุนกันเต็มที่ แล้วที่วัดมหาธาตุก็มีมือตบมาอีกแล้วครับ แต่มีไม่กี่คน แล้วที่สำคัญที่สุด เป็นคนเดียวกับที่สุราษฎร์ธานีก็มาที่วัดมหาธาตุด้วย”

ซึ่งนายวีระได้กล่าวเสริมว่า “ก็รับไปแล้ว มันก็ต้องทำงานให้มันตลอดรอดฝั่งสิ”

จากนั้นผู้ดำเนินรายการทั้งสามได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่นายสมชาย ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ โห่ไล่ตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนถึงการช่วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พรรคพลังประชาชน หาเสียงบริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และ สยามแสควร์ ว่ามีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณในปี 2549 ซึ่งเกิดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิร์ล รวมถึงซอยละลายทรัพย์

โดยนายวีระได้แสดงความเห็นว่า “ผมคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดามาก และผมดีใจเหลือเกินที่นายกฯ สมชาย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ แล้วก็ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าท่านจะมีเลือดเนื้อ ความเป็นนักการเมือง ความช่ำชอง ความโชกโชนต่างๆ ในทางการเมือง ไม่คิดว่าท่านจะรับสภาพเหล่านี้ได้ ไม่มีใครคิด แต่ท่านรับได้ด้วยความเยือกเย็น รับได้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่ … ถ้าหากว่าคุณสมชาย ทนได้ก็ให้พยายามทนไป ท่านจะมีส่วนในการพลิกประวัติศาสตร์ไทย” จากนั้นนายวีระได้กล่าวขู่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่า หากคิดว่าตะโกนใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมัคร นายสมชายก็ตะโกนไป แต่หากโดนตบกลับจะหาว่าตนไม่เตือน

ส่วนนายจตุพรระบุว่า “วิธีการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้นั้นเป็นปรากฎการณ์เดียวกันกับที่เคยเกิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกด่าว่าขายชาติ เป็นวิธีการที่ใช้กำลังน้อยแบบกองโจรซุ่ม แล้วก็โผล่ไปตะโกน ซึ่งก่อนหน้านี้จำแม่ค้าซอยละลายทรัพย์ได้ไหมที่ตะโกนว่าทักษิณออกไป แล้วเวทีพันธมิตรฯ ก็มายกย่องว่าคือวีรสตรี ผมก็เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ก็คงจะมีความเชื่อในลักษณะเดียวกัน”

“ผมกำลังจะตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมที่นายกรัฐมนตรีสมชาย ไปปฏิบัติภารกิจที่ไหนแล้วก็มีคนจำนวนไม่มาก คนสองคน หรืออาจจะมากกว่านั้นแล้วก็ไปเอามือตบไปตะโกนๆ นั้น ผมคิดว่าเป็นปรากฎการณ์ไม่ใช่ธรรมชาติ เรียกได้ว่ามีงานครับท่านผู้ชม” นายณัฐวุฒิกล่าว พร้อมกับเสียงสนับสนุนของผู้ดำเนินรายการอีกสองคน

จากนั้นนายวีระ ได้เสริมขึ้นมา โดยกล่าวหาว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จำนวน 50-60 คนที่ในวันเสาร์ดำเนินการต่อต้านนายสมชายใน จ.นครศรีธรรมราช นั้นหัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย โดยคดีอยู่ที่อัยการซึ่งกำลังจะส่งฟ้องศาล นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า คนของพันธมิตรฯ เมืองคอน ที่มาชุมนุมนั้นหลายคนยังเป็นคนที่เพิ่งผ่านการบำบัดติดยาเสพติด และเสพใบกระท่อมอีกด้วย

“นี่เป็นคุณสมบัติของพวกที่มากู้ชาตินะครับ” นายจตุพรกล่าว

พร้อมกันนั้นทั้งสามคนได้กล่าวต่อว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ หาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย ขายชาตินั้นเป็นเรื่องที่เลยเถิดและไม่มีหลักฐานรองรับ โดยนายจตุพรได้กล่าวอ้างว่าในอดีตเคยพูดคุยกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ บางคน โดยตอนนั้นตนระบุว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ก็เคยบอกว่านายชวนขายชาติจากกรณีกฎหมาย 11 ฉบับไม่ใช่หรือ

“คนพวกนี้มาบอกว่านายกฯ ทักษิณขายชาติ ผมก็เลยบอกกับเขาว่าที่ผมจำได้คุณก็เคยบอกว่านายชวนขายชาติใช่ไหม แล้วผมก็ถามต่อว่าเมื่อคุณบอกว่านายชวนขายชาติ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะมาขายต่อได้ยังไง เพราะนายชวนขายไปแล้ว” นายจตุพรกล่าวก่อนที่ นายวีระและณัฐวุฒิจะกล่าวแสดงความเห็นด้วยโดยระบุว่า “เออ ... ก็ขายไปก่อนแล้ว”

โจมตี ปชป.-ชวนอีก

ต่อมาพิธีกรทั้งสามได้ออกมากล่าวตอบโต้ นายเทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมากดดันให้นายสมชาย ถอดรายการความจริงวันนี้ออกจากผังรายการ พร้อมกันนั้นยังได้กล่าวโจมตีนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่าไม่มีวิสัยทัศน์และเป็นที่ยุยงให้ชาวใต้โค่นต้นยาง เปลี่ยนมาปลูก “จำปาดะ” แทน และยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังหนีคดีอาญาอยู่ในประเทศอังกฤษนั้นเป็นผู้ทำให้ราคายางดี

“รู้ไหมครับว่าเดี๋ยวนี้คนสตูลเขาเรียกคุณชวนว่าอะไร เขาเรียกว่า ชวน จำปาดะ” นายวีระกล่าว ขณะที่นายจตุพรได้กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุที่รายการนี้เอาเรื่องราวต่างๆ มาเปิดเผย ทุกคนถึงกลัวรายการความจริงวันนี้

ในช่วงท้ายรายการทั้งสามคนได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรและนักวิชาการอาวุโส รวมถึงข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธระบบพรรคการเมือง และ ไร้สาระ ขณะที่กล่าวสนับสนุนและชื่นชมข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มนักศึกษา สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เป็นต้น ที่มีแนวคิดหลักๆ คือ เสนอให้มีการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ยกเลิกวุฒิสภา นอกจากนี้ยังลดอำนาจของ ศาลและทหาร สร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีมรดกและทำการปฏิรูปที่ดิน ทว่าปฏิเสธแนวคิดที่จะนำ นพ.ประเวศ วะสีมาเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฎิรูปการเมืองซึ่งเสนอโดย อธิการบดี 24 มหาวิทยาลัย (อ่าน : ข้อเสนอการเมืองใหม่ของ สนนท. จากเว็บไซต์ประชาไท)

โดยนายวีระได้กล่าว วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองของ อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชน 24 แห่งว่ามีความคิดสู้กลุ่ม สนนท.ไม่ได้ “ผมบอกได้เลยว่า สนนท. สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กลุ่มประกายไฟ มีความคิดที่เหนือกว่าอธิการบดี 24 สถาบันมหาวิทยาลัย อย่างเทียบกันไม่ติด มันต้องเอาพวกนั้นมาเป็นนักศึกษาและเอาพวกนี้ไปสอน” นายวีระกล่าว

ในช่วงท้ายของรายการนายวีระกล่าวว่า “มาถึงบัดนี้ ผมฟังรายสุดท้าย ผมชักสนุกด้วย ดีเหมือนกันครับ เรามาปฏิรูปการเมืองกันให้มันสนุกกันไปสักครั้ง ให้มันไปกันถึงรากหญ้าเลย เผยแพร่กันเลยว่าบ้านเมืองมันจะต้องพลิกแผ่นดินกันสักที เอาระบบการเมืองใหม่ (ตามข้อเสนอของ สนนท.) ที่ว่านี้นั่นแหละเอามาใช้ แล้วผมก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ... ผมพอใจแล้วว่าบัดนี้มีคนที่มีแนวคิดอย่างนี้เกิดขึ้นในสังคม”

ผ่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ (กรณีการจัดรายการโทรทัศน์ของนายสมัคร สุนทรเวช)

โดย พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย (อ.ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ)
ที่มา เวบไซต์ pub-law
29 กันยายน 2551

....... ภายหลังจากที่ผู้เขียนได้ศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้โดยละเอียดแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ในความเป็นจริง ประเด็นปัญหาหลักของคำวินิจฉัยคดีนี้ มิได้เป็นเรื่องของการตีความเฉพาะแต่คำว่า “ลูกจ้าง” ที่กว้างจนเกินไปอย่างที่หลายๆ คนได้วิพากษ์วิจารณ์กันโดยทั่วไป เพราะประเด็นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อยเท่านั้น หากแต่ปัญหาหลักที่สะท้อนให้เห็นจากคำวินิจฉัยคดีนี้ กลับเป็นตรรกะของการตีความรัฐธรรมนูญตามหลักนิติวิธี (Juristic Method) โดยรวม และความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับความหมายของคำว่า “การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์” ของศาลรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นอย่างมากจนนำไปสู่ผลของคำวินิจฉัยอันแปลกประหลาดซึ่งกลายเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย (De Facto Amendment) ทั้งนี้เนื่องจากว่า การตีความของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการทำให้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญซึ่งมีลักษณะที่มีการบังคับใช้แบบนามธรรม กลายเป็นบทบัญญัติที่มีการบังคับใช้แบบรูปธรรม และผูกพันให้องค์กรหลักที่ใช้อำนาจอธิปไตยและองค์กรอื่นๆ ของรัฐ ต้องกระทำตามนั่นเอง ....

...... ในคดีของนายสมัครนี้ ปรากฎว่าทางฝ่ายผู้ถูกร้อง(นายสมัคร)ได้มีการหยิบยกเอาตัวบทกฎหมายอื่นๆ อย่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยตีความคำว่า “ลูกจ้าง” ที่ปรากฎอยู่ในมาตรา ๒๖๗ ของรัฐธรรมนูญว่า มีความหมายอย่างไร ซึ่ง ณ ที่นี้ ผู้เขียนจะไม่ขอเข้าไปวิเคราะห์วิจารณ์ว่า กฎหมายดังกล่าวจำเป็นและเป็นประโยชน์หรือไม่ในการตีความ แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญปฏิเสธที่จะรับฟังการกล่าวอ้างถึงกฎหมายเหล่านี้เสีย แล้วกลับกล่าวอ้างเพียงแต่ตัวพจนานุกรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ลูกจ้าง” ที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยหาได้ตรวจสอบจากตัวบทกฎหมายอื่นๆ หรือแม้กระทั่งตัวบริบทแห่งรัฐธรรมนูญในมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยไม่นั้น เป็นการผิดหลักการตีความกฎหมายที่สากลประเทศเขาปฏิบัติกัน กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญได้ยึดพจนานุกรมเป็นสรณะในการตีความรัฐธรรมนูญนั่นเอง ....

....... ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติเอกฉันท์ให้นายสมัคร สิ้นสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการต้องด้วยตัวบทรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๗ อันถือได้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่า แม้นายสมัครจะมีการรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรูปของตัวเงินจริง แต่การกระทำดังกล่าว ก็หาได้เป็นการกระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยแท้แต่อย่างใด ....

......... ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลและวิธีการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นำมาใช้ เพื่อตีความรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่การทำคำวินิจฉัยในท้ายที่สุด โดยคำวินิจฉัยนี้ หาได้เป็นคำวินิจฉัยที่ดีเพียงพอที่จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณี “การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์” ต่อไปในภายภาคหน้าได้ เพราะเป็นการวินิจฉัยคดีที่มิได้เป็นไปตามหลักสากล ว่าด้วยการตีความและการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่แท้จริง อันส่งผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง แทนที่คำวินิจฉัย จะเป็นการสร้างและกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นการทำลายระบบต่างๆ ในองค์รวมให้หมดไป ....

....... ศาลรัฐธรรมนูญอาจต้องกลับมาพิจารณาและตรึกตรอง ในคำวินิจฉัยคดีของนายสมัครว่า มีความผิดพลาดมากเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการของการตีความรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมครั้งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่ประชาชน และนักวิชาการอย่างกว้างขวาง ผู้เขียนเห็นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีการตีความที่ถูกต้อง ไม่เล่นถ้อยคำภาษาจนเกินไป และกลับมาคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันแท้จริง ความสมเหตุสมผล และตระหนักถึงความรู้สึกนึกคิดของคนโดยทั่วไปแล้ว การตีความอันนำไปสู่ผลที่แปลกประหลาดก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้ง ก็จะไม่ประสบกับภาวะความไม่เชื่อถือต่อองค์กรตุลาการทั้งในระดับภายในประเทศและในระดับระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทย ถูกบั่นทอน และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งระบบในระยะยาวต่อไปอีกด้วย .....

( หมายเหตุ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ ได้จาก http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1280 )

วันอาทิตย์, กันยายน 28, 2551

ระอาพธม.ถ่อย คนกรุงหันมาเทคะแนนเลือกเบอร์10แล้ว เพื่อสั่งสอนบทเรียนอันธพาลการเมือง


สงบสยบเคลื่อนไหว-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ยิ้มสู้ระหว่างถูกม็อบจัดตั้งของพันธมิตรบุกป่วนโห่ฮาป่าระหว่างไปช่วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ลูกพรรคพลังประชาชนที่สยามพาราก้อน ขณะที่กระแสคนในอินเตอร์เน็ตระอาหมั่นไส้พธม.หนักจากเหตุการณ์นี้ และกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับจะเทคะแนนเสียงเลือกนายประภัสร์ เพื่อสั่งสอนให้บทเรียนอันธพาลการเมือง

ที่มา เวบsanook.com
28 กันยายน 2551

การที่พันธมิตรยกพวกไปโห่ฮาป่ายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะไปช่วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่ากทม. สังกัดพรรคพลังประชาชนในช่วงเที่ยงวันนี้ ปรากฎว่า กลับกลายเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้นายประภัสร์ไป เนื่องจากความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี ขณะที่คนกรุงเทพฯพากันหมั่นไส้พันธมิตรว่าทำเกินกว่าเหตุ เกินขอบเขตเสรีภาพ เลยจะตัดสินใจเลือกเบอร์10เสียเลย


อ่านข่าวประกอบ“สมชาย” ยิ้มสู้! เสียงตะโกนไล่ “พันธมิตรฯ” ลั่นไม่ถือสา จากผู้จัดการ


เวบไซต์ยอดนิยมwww.sanook.comรายงานข่าวนี้ว่า เมื่อเวลา 11.40 น. (28 ก.ย.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปห้าง สยามพารากอน เพื่อช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหาเสียง เมื่อเดินถึงหน้าห้างมีผู้หญิง 2 คนใช้ มือตบ สัญลักษณ์การชุมนุมพันธมิตรฯ และตะโกนไล่ด้วยถ้อยคำหยาบคาบ ต่อมานายสมชายเดินเข้าไปในห้างก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งประมาณ 5 คน ใช้มือตบตะโกนไล่อีก ทำให้นายสมชายมีสีหน้าเจื่อนลง

ผู้สื่อข่าวสอบถามนายสมชายต่อกรณีที่เกิดขึ้น นายสมชาย กล่าวว่า เจอแบบนี้ตนก็ต้องอดทน เข้มแข็ง เพื่อที่จะไม่หวั่นไหว เพราะเข้าใจภาวะแบบนี้ เนื่องจากเข้ามาทำงานในช่วงสถานการณ์แบบนี้ แต่ก็เป็นห่วงว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะทำให้นายประภัสร์ เสียคะแนนหรือไม่ โดยนายประภัสร์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ได้กล่าวว่า ที่จริงแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ควรจะแยกแยะกันบ้าง

ต่อมาเวลา 12.00 น. กลุ่มต่อต้านได้รวมตัวกันมากขึ้นประมาณ 20-30 คน พร้อมโห่ไล่นายสมชาย บริเวณหน้าร้านอาหาร กิ่งกัลปพฤกษ์ จนทีมงานและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถกันกลุ่มต่อต้านได้ นายสมชายจึงลุกออกจากร้านและเดินขึ้นบันไดเลื่อนหลบขึ้นมาบริเวณด้านบน ซึ่งกลุ่มต่อต้านที่อยู่บริเวณฟู้ดเซ็นเตอร์ประมาณ 100 คน ได้ตะโกนไล่ตลอดเวลา

จากนั้น นายสมชายได้ออกจากห้างสยามพารากอน ไปขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อช่วยนายประภัสร์หาเสียงตามกำหนดการเดิม

เวบสนุกด็อคคอมยังได้ให้ผู้อ่านเขียนความเห็นต่อข่าวนี้ ซึ่งผู้เข้ามาอ่านข่าวได้แสดงความเห็นจำนวนมากว่าพันธมิตรทำเกินไปแล้ว และจะหันไปเลือกนายประภัสร์ เบอร์10 พรรคพลังประชาชน เช่น

-ผมขอเสนอว่า วันที่ 5 ต.ค. 2551 ช่วยไปเลือกเบอร์ 10 ให้คุณประพัส จงสงวน ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม หักหน้าพวกพันธมิตรชั่ว ช่วยกันน๊ะครับ พวกมันมาฟอร์มกับที่ไปไล่ทักษิณเลยสุดท้ายทำให้ครอบครัวหลายครอบครัว(ตำรวจ)ต้องหมดอนาคตเพราะโดนข้อหาทำร้ายประชาชน ก็ประชาชนชั่วอย่างพวกมันใครจะอดใจไหวว๊ะ
-ถึงวันนี้คงเห็นแล้ว....พันธมิตรสร้างความแตกแยกของคนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาธิปไตยคิดเห็นแตกต่างได้ แต่เถื่อนแบบนี้เพิ่งมียุคแป๊ะลิ้มล้างสมอง....เถื่อนอย่างไร้สตินี่แหละ ..จะเลือกพลังประชาชน
-เป็นกำลังใจให้ครับสู้ๆ ผมไม่อยากให้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย และอยากให้คุณประภัสร์ ลองทำงานบ้าง
อภิรักษ์ก็เห็นแล้วครับ ก็งั้นๆ ผมเบื่อ ปชป และ พันธมิตรมากๆครับ
-นี้คือธาตุแท้ของพันธมาร ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย อยากได้อำนาจบริหารประเทศ แต่ไม่มีปัญญาเลยใช้วิธีนี้เพราะฉะนั้นพลังเงียบจงแสดงพลังให้พวกนี้ได้รู้สะบ้างครับ
-ระหว่างกลุ่ม พปช กับ พันธมิตร ปชป และคมช
ผมขอเลือก พปช ครับ เพราะโดนรุมกัดมานาน(บนเวทีแต่ละวันเห็น หน้าตา ปาก แต่ละคนหยาบคาย ไม่สร้างสรรคฺเลย)
-ดี ๆ นายก ถูก พธม. กดดัน เท่า ไหร่ พปช. ยิ่ง โต ไ อ้ ปชป ก็ ถูก ดัน ไป อยู่ กะ พธม. มาก ขึ้น ดีๆ