วันอาทิตย์, สิงหาคม 31, 2551

การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ....หรือ ซ่องโจร ???

โดย คุณ S.kaya / คุณ sky
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
31 สิงหาคม 2551

นี่คือหลักฐาน ของการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ

ที่เห็นนี่คืออะไร

แบบนี้เข้าข่ายซ่องสุม ที่จะโดนข้อหา....กบฏต่อแผ่นดินมั๊ย


สำหรับของกลางที่ยึดได้ จากถนนรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ บก.น.1 นั้น มีทั้งสิ้น18 รายการ ได้แก่

1. ลูกกระสุนปืนขนาด.38 จำนวน 117 นัด
2. ลูกกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 47 นัด
3. สิ่งเทียมอาวุธปืน(ปืนอัดลม) 1 กระบอก
4. ใบกระท่อมสด 2.2 กิโลกรัม
5. ของเหลวสีน้ำตาล บรรจุขวดพลาสติก ขนาด 100 ซีซี จำนวน 9 ขวด
6. น้ำมันเบนซิน บรรจุขวดเครื่องดื่มชูกำลัง 60 ขวด
7. ไม้กอล์ฟจำนวน 1,558 ด้าม
8. ท่อนเหล็ก 248 ท่อน
9. ไม้ท่อนกลม 185 ท่อน
10.ไม้ท่อนเหลี่ยม 50 ท่อน
11.เสาธงไม้ 48 อัน
12.ดาบและเหล็กแบนปลายแหลม 20 อัน
13.สนับแขน ทำด้วยท่อพีวีซี 27 อัน
14.โล่ทำด้วยไม้อัด 56 อัน
15.หนังสติ๊ก มีด้ามเป็นไม้ 55 อัน
16.ลูกแก้ว และลูกดินปั้น 185 ลูก
17.ถังดับเพลิง 3 ถัง และ
18.โทรโข่ง 2 อัน

ส่วนของกลางที่ยึดได้จากที่สถานที่โทรทัศน์ NBT ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สน.สุทธิสาร มีทั้งสิ้น 34 รายการ ได้แก่

1. ปืนพกแบบออโตเมติกขนาด 0.45 ไม่มีทะเบียน ยี่ห้อสมิตแอนด์เวสสัน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืน ขนาด .45 บรรจุอยู่ในซองกระสุนจำนวน 12 นัด
2. ซองกระสุน บรรจุกระสุนปืนขนาด.45 จำนวน 1 อัน
3. ซองปืนหนังแบบพกนอก สีดำ จำนวน 1 ซอง
4. วิทยุสื่อสารยี่ห้อโมโตโลล่า จำนวน 1 เครื่อง
5. แบตเตอรี่ วิทยุสื่อสาร ยี่ห้อโมโตโลล่า 1 อัน
6. หนังสติ๊ก 1 อัน
7. ลูกเหล็กทรงกลม ขนาดเล็กจำนวน 3 ลูก
8. กระสุนปืนขนาด.22 จำนวน 1 นัด
9. กระสุนปืนขนาด.38 จำนวน 5 นัด
10.ก้อนหิน 10 ลูก และลูกเหล็ก 23 ลูก อยู่ในถุงพลาสติก 1 ถุง
11.ปืนพกสั้นออโตเมติก ไม่มีทะเบียน พร้อมซองบรรจุกระสุน 1 ซอง และกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 5 นัด
12.หนังสติ๊ก 1 อัน
13.ลูกเหล็กทรงกลม 20 ลูก
14.มีดปลายแหลม พร้อมซองไม้ 1 เล่ม
15.ใบกระท่อม 2 ใบ
16.หนังสติ๊กไม้ 3 อัน
17.ใบกระท่อม 8 ใบ
18.ไม้กระบองสี่เหลี่ยม ยาว 2 ฟุต จำนวน 1 อัน
19.สิ่งเทียมอาวุธปืน 1 กระบอก
20.ปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ไม่มีทะเบียน
21.กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 40 นัด
22.หนังสติ๊ก 5 อัน
23.ลูกเหล็กทรงกลมจำนวน 39 ลูก
24.มีดพกขนาดเล็ก 3 เล่ม
25.มีดดาบ 12 เล่ม
26.ปืนลูกซองสั้น 1 กระบอก พร้อมกระสุน 2 นัด
27.ไม้กอล์ฟ 8 อัน
28.ขวานด้ามไม้ 2 อัน
29.มีดดาบขนาดยาว 6 เล่ม
30.มีดพกสั้น 11 เล่ม
31.สนับมือ 1 อัน
32.หนังสติ๊กไม้ 8 อัน พร้อมลูกแก้ว 97 ลูก
33.ใบกระท่อม 300 ใบ และ
34.อาวุธมีดพกแบบคมด้านเดียว ใบมีดโค้ง มีสันเป็นหยัก พร้อมซองพกสีดำ 1 เล่ม

คนพันทิปเผยเบื้องลึก เหตุกบฏไม่บุกบ้านสมัคร

โดย อ่างขาง
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
31 สิงหาคม 2551

คุณอ่างขางจากเว็บบอร์ดประชาไท เปิดเผยข่าวที่ตนเองได้รับฟังมาถึงสาเหตุที่แผนการของกบฏสนธิ ไม่ได้เคลื่อนพลบุกบ้านสมัครตามแผนการที่เคยตั้งไว้
คำสั่งเตรียมพร้อม นักรบใบกระท่อมรับงาน ในค่ำคืนวันที่ 30 สิงหาคมเพื่อเป็นด่านหน้าในการคุ้มกัน คุณป้า คุณย่า คุณยาย ที่ถนัดในการร้องรำทำเพลง และด่าไฟแลบทั้งหลาย บุกหน้าบ้านนายกสมัคร เพื่อ ปิดล้อม ด่าทอ ถ้าเจอตำรวจสกัดกั้นให้ใช้วิธี วิ่งเข้าชนแล้วตะโกนว่าตำรวจ ลวนลาม ใครใจกล้าก็ให้ ถอดเสื้อผ้าเลย

แผนอัปรีย์แบบนี้ คนที่คิดได้ไม่ใช่ใครอื่น ลิ้ม เจ้าเก่า นั่นเอง

แต่ ที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะอะไร? คำตอบ ก็คือ นปก.หลายพันคนอยู่ท้องสนามหลวงใกล้ถนนพระอาทิตย์แค่นั้นเอง ไม่ถึง10นาที ประชาชนที่มาชุมนุมทั้งหมดจะดินไปล้อมบ้านลิ้มสนธิ บ้าง เลยมีคำถามตามมา ลิ้มกล้าไหม ?

สื่ออิตาลีวิจารณ์พันธมิตร "การสร้างปัญหาให้โลกสไตล์รัสเซียแต่ในแบบไทยๆ"

แปลและเรียบเรียงโดย freethai
ที่มาต้นฉบับ lastampa
30 August 2008

หนังสือพิมพ์ LA Stampa ลาสตัมป้าของอิตาลี วันที่ 28 สิงหาคม 2008
การสร้างปัญหาให้โลกสไตล์รัสเซียแต่ในแบบไทย ๆ

ขบวนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพได้สร้างความอื้อฉาวไปทั่วโลก – ก่อความตึงเครียดในขณะที่ทั้งโลกควรมุ่งไปที่รัสเซีย โดยฟรานเซสโก ซิสซิ กรุงปักกิ่ง

เมื่อ 8 สิงหาคมที่ผ่านมารัฐเล็กๆ ที่ชื่อจอร์เจียได้บุกเข้าโจมตียักษ์ใหญ่มหาอำนาจอย่างรัสเซีย รัสเซียรุกกลับและถล่มจอร์เจียในห้าวัน และหลังจากการพักรบชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้มหกรรมกีฬาโลกอย่างโอลิมปิคผ่านไป ความตึงเครียดของโลกเสรีก็ทวีขึ้น

ก่อนหน้าที่จะเกิดศึกครั้งนี้ไม่กี่วัน รัฐบาลสหรัฐที่วอชิงตันดีซียังมั่นใจว่ากระบวนการลดกำลังอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือจะผ่านไปด้วยดี และเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมาเมื่อตอนที่ประธานาธิบดีบุชมาเยือนกรุงเทพก็ได้รับการยืนยันจากบรรดานายพลและพระเจ้าแผ่นดินว่าจะมีการคัดค้านการทำรัฐประหารอย่างแน่นอน และในวันที่ 26 สิงหาคม ทันทีที่การแข่งขันโอลิมปิคจบลง และขณะที่โลกกำลังกังวลว่ารัสเซียกำลังมีแผนการในอนาคตกับรัฐจอร์เจียอย่างไร รัฐบาลเกาหลีเหนือก็ประกาศยุติการเจรจาสัญญาเพื่อการลดกำลังอาวุธนิวเคลียร์ และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่กรุงเทพ ฝูงม็อบก็กลับเข้ายึดถนนเพื่อปลุกระดมให้มีการจลาจล

เป็นที่ชัดเจนว่าเกาหลีเหนือพยายามยื่นข้อเสนอให้รัสเซีย การที่เกาหลีเหนือถอนการสนับสนุนข้อตกลงเพื่อการลดกำลังอาวุธนิวเคลียร์คือการยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับทางรัสเซียว่า ถ้ารัสเซียสนับสนุนเกาหลีเหนือคือให้เงินสนับสนุนรัฐบาลให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันทารุณของปีนี้ไปได้ เกาหลีจะเล่นไม้แข็งกับอเมริกาและประเทศคู่เจรจาข้อตกลงฯ ดังกล่าวอีกหกประเทศ และถ้ารัสเซียเลือกที่จะรับข้อเสนอของเกาหลีเหนือ แปลว่าความหวังต่าง ๆ ของโลกเสรีคงหยุดลง เราจะกลับไปสู่สงครามเย็นอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้ารัสเซียไม่เล่นด้วยกับเกาหลี คราวนี้เกาหลีเหนือจะเป็นฝ่ายจนมุม และในที่สุดก็ต้องยอมแพ้

ในวันที่ 27 สิงหาคม โฆษกทำเนียบขาวประกาศด้วยความมั่นใจว่ารัสเซียจะไม่สนับสนุนเกาหลีเหนือ โฆษกทำเนียบขาวให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่ได้รับแจ้งว่ามีการลดระดับความสำคัญของการเจรจาความร่วมมือหกฝ่ายในเรื่องนี้” และยังอ้างว่าทั้งจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างก็มีส่วนร่วมกับสหรัฐฯในการเจรจาลดอาวุธกับเปียงยาง

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเรื่องเกาหลีเหนือเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาหลายวัน และน่าจะนานเป็นหลายสัปดาห์ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลายและอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น สำหรับรัสเซียและอเมริกาในการที่จะประเมินสถานการณ์ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและควรจะไปทางไหนต่อ

แต่โอกาสที่อารมณ์ร่วมของสังคมจะพลิกเปลี่ยนสามารถเกิดได้ทุกวินาทีตลอดเวลาที่เฝ้ามองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องดีกว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือ PAD ได้ทำเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์สร้างความเสียหายให้กับกระทรวง ทบวง กรม หลายแห่ง แล้วก็ยกขบวนไปปักหลักอยู่ที่สนามหญ้าหน้าที่ทำการรัฐบาล คือการปลุกปั่นเพื่อให้เกิดการจลาจลดี ๆ นี่เอง แต่ ณ เวลานี้ การจลาจลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ยังไม่รู้ชัดถ้านายกรัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งรู้สึกว่าไม่มีอำนาจในการบริหารงานและตัดสินใจลาออก ผู้ก่อการจลาจลก็จะเป็นฝ่ายชนะ ถ้าผู้นำพันธมิตรฯ ถูกจับกุมและการเรียกร้องการรัฐประหารล้มเลิกลงไป ฝ่ายต้องการการรัฐประหารเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ถ้าเรื่องไม่ได้ออกมาว่าฝ่ายจลาจลแพ้แล้ว คือถ้ามีการประนีประนอมรัฐบาลก็คงจะอยู่ต่อไปได้ แต่ไม่มีปัญญาจะควบคุมหรือกำกับดูแลอะไร เหมือนร่างคนป่วยที่เชื่อมต่อด้วยเครื่องช่วยหายใจ และเฝ้ารอเวลาที่จะถูกกลุ่มพันธมิตรโจมตีอีกครั้ง

การทำรัฐประหารในไทยเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติ เพราะการรัฐประหารในไทยจะส่งผลลบอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ และจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้บรรดาผู้นำทหารในฟิลิปปินส์และอินโดเนเชียต่างคว้าปืนใช้รถถังเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ

แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การก่อการจลาจลเช่นนี้ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีก การก่อการจลาจลในไทยครั้งนี้จะเพิ่มความตึงเครียดเข้าไปในสังคมโลกที่กำลังหาความมั่นคงและสันติภาพ และเป็นการเริ่มต้นแนวรบใหม่ในขณะที่เรากำลังพยายามยุติสงครามเย็นกับรัสเซีย

สังคมโลกต้องช่วยกันยุติการจลาจลในไทยในปี 1981 เพียงไม่กี่ปีหลังการล่มสลายของจอมเผด็จการสเปนอย่างนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก และประเทศสเปน เพิ่งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย กองทัพก็ทำการยึดอำนาจ รายการทีวีถ่ายทอดภาพผู้พันอันโตนิโอ เทเฮโรยืนถือปืนหน้าที่ทำการสภาผู้แทนราษฎรพร้อมประกาศกร้าวว่าเขาทำการยึดอำนาจเพื่อพระราชา ในสมัยนั้นแม้การก่อการจลาจลแบบนี้เป็นสิ่งที่พอจะยอมรับได้ แต่พระเจ้าแผ่นดินสเปนก็กลับประกาศว่าพระองค์ไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร และในที่สุดผู้พันเทเฮโรก็ถูกจับ

ณ เวลานี้ พระเจ้าแผ่นดินของไทยจะระงับการจลาจลครั้งนี้ได้หรือไม่ กลุ่มพันธมิตรได้ดึงเอาพระเจ้าแผ่นดินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยผู้นำของกลุ่มพากันอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายที่มีความจงรักภักดีและพากันใส่เสื้อสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ในเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระเจ้าแผ่นดินของไทยจะลอยตัวอยู่เหนือการเมืองได้อย่างไร พระเจ้าแผ่นดินของไทยจะปฏิเสธคนที่อ้างว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีได้อย่างไร นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรยังอ้างว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีมีแผนการจะล้มล้างราชวงศ์และสถาปนาสาธารณรัฐขึ้น สมัครปฏิเสธว่าไม่จริง พันธมิตรฯ ไม่เชื่อแล้วความจริงคืออะไร

ถ้าจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นทุกคนทุกฝ่ายย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ ถ้านายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศมีการปกครองแบบสาธารณรัฐจริงก็ประกาศออกมาเลย แต่ถ้าเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นก็แปลโดยตัวของมันเองว่าเขายังต้องการการปกครองภายใต้พระเจ้าแผ่นดิน การที่พันธมิตรฯ อ้างว่าเป็นกลุ่มผู้จงรักภักดี และในเวลาเดียวกันก็กล่าวหาศัตรูทางการเมืองว่าเป็นพวก “นิยมสาธารณรัฐ” แต่ความจริงแล้ว ผู้ที่จะตัดสินได้อย่างแท้จริงว่าใครเป็นผู้จงรักภักดี และใครไม่จงรักภักดีก็คือพระเจ้าแผ่นดินไม่ใช่หรือ อะไรเป็นเหตุที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาอ้างในการตั้งยี่ห้อ “ไม่จงรักภักดี” ให้กับศัตรูทางการเมืองของตนได้ ความจริงก็คือพฤติการณ์แบบนี้เป็นเรื่องเก่าและได้ทำกันมาช้านาน กลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลีในยุค 1920 ก็อ้างว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศ และกล่าวร้ายศัตรูทางการเมืองว่าทรยศต่อแผ่นดินแม่ กลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์พวกนี้นี่เองที่ทำให้อิตาลีล่มจม และราชวงศ์อิตาลีล่มสลาย

สถานการณ์ในวันนี้ของประเทศยิ่งเลวร้ายกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพิ่งเข้าทำหน้าที่ได้ 7 เดือน ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 70% ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงและยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ต่อกลุ่มพันธมิตรก็ไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงกลับประกาศจุดยืนด้วยข้อเสนอที่กร้าวและเป็นเผด็จการว่าประชาชนควรมีสิทธิเลือกผู้แทนเพียง 30% ที่เหลือให้มาจากการแต่งตั้ง

แม้ว่ากรุงเทพอาจจะมีประเพณีที่แตกต่างแต่ตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมที่พระเจ้าแผ่นดินของไทยจะรับคิวต่อจากพระเจ้าแผ่นดินของสเปน นั่นคือการที่จะต้องเข้ามาแสดงบทบาทและยุติการทำรัฐประหารครั้งนี้ในทันที ถ้าพระองค์ทำด้วยความชัดเจนและด้วยความมุ่งมั่น พระองค์จะทรงสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของประเทศไทย และจะทำให้ไม่มีใครกล้าแอบอ้างพระนามไปใช้โดยไม่ชอบธรรมอีกต่อไป และจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้ และในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ยุ่งเหยิงซับซ้อน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกบังคับให้ลาออก สถานการณ์ก็จะมีแต่แย่ลง จะเป็นการก่อจลาจลของไทยครั้งที่สองภายในเวลาเพียง 2 ปี ตลาดหุ้นของไทยก็ตกลงไปแล้วกว่า 25% และค่าเงินบาทก็อ่อนตัวลงเรื่อยๆ ความมั่นใจทางธุรกิจลดลงจนต่ำสุด และในไม่ช้าการท่องเที่ยวของไทยก็จะได้รับผลกระทบ ประเทศไทยก็จะกลายเป็นผู้ป่วยคนใหม่ของเอเชีย...และพวกเราก็ต้องรอรับผลที่ตามมา

วันเสาร์, สิงหาคม 30, 2551

ภาพบรรยากาศประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยขานรับนปก.เปิดเวทีต่อต้านพันธมาร

โดย คุณpipek(yuktoday)
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป
31 สิงหาคม 2551





ข่าวลือ มีความพยายามจะทำรัฐประหารจริง

โดย กอไผ่
น้ำหนักข่าว ข่าวลือ
30 สิงหาคม 2551

ข่าววงในยืนยันว่า มีความพยายามจะทำรัฐประหารจริง โดยฤาษีเฒ่าแห่งเขายายเที่ยง ให้พันธมิตรสร้างสถานการณ์ที่ชอบธรรม เพื่อให้ทหารกลุ่มที่เป็นลูกป๋า เป็นผู้ลงมือ โดยมีกุนซือ คือ มนูญกฤต กับ พัลลภ ฝ่ายกลยุทธ์สนาม ปีศาจคาบไปป์ ฝ่ายเสนาธิการ และด้านป่วนเมือง ทั้งนี้ได้เตี๊ยม กับบุญเสี้ยม และคมช โดย อ้ายต๋อย อ้ายบัง จะส่งกองหนุนจาก อากาศโยธิน รวมทั้งทหารหน่วย ราบ 11 จากบางเขนและดอนเมือง โดยให้กำลังหลักจาก ม พัน 4 (เจ้าเดิม) เปิดเกม

ยุทธวิธี คือ ยึดหน่วยงานหลัก (อย่างเมื่อวาน โดยเฉพาะหัวใจ) โดยเฉพาะกะยึด nbt เพื่อเป็นแม่ข่ายหลัก ในการประกาศ ยึดอำนาจโดยร่างแถลงการณ์ออกมาจาก astv ถึงได้มีความพยายาม ดูดคลื่นให้ได้ เพราะ nbt มีเครือข่ายทั่วโลก หลังจากนั้น ทหารจะใช้ปืนจี้ บีบสมัครให้เซ็นต์ใบลาออก ( ไม่ใช่ยุบสภา ) และก็จะประกาศชัยชนะทันที

แต่มาพลาดเพราะ แผนแตก มีการซ้อนแผน ( วงในบอกบุญเสี้ยม กับ อ้ายต๋อย จ๋อยสนิท ) ทหารหลักในพื้นที่อย่าง ทหารม้า เลยไม่เล่นด้วย ทหารราบก็เลยเล่นไม่ออก ปล่อยให้พันธมิตรออกมาถูกบี้ตายคาเวที

งานนี้ป๋ากะว่าจะได้ของขวัญชิ้นโบแดงฉลองวันเกิด เพราะมีการเรียก หัวเถิกรัตนโกสินทร์ มาทำแฮททริกนายกฯรอบ 3 ไปพรางๆ ก่อนจะ ยกพานตำแหน่งให้ "ไอ้มาร์ก" งานนี้ฤาษีเฒ่าเตรียมขนาด ดึงพรรคร่วมให้ถอนตัว และซื้อตัวงูเห่าบางส่วน ของ พปช ไปตั้งรัฐบาลใหม่ ร่วมกับ ปชป ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้งใหม่ เพราะทนเห็น "ไอ้มาร์ก" เป็นผู้นำฝ่ายค้านอยู่อย่างนี้ไม่ได้

มีการเรียกแขกอินเดียอักขราทร มาร่างประกาศคณะยึดอำนาจ สังเกตุว่าต่างชาติรู้เกมตั้งแต่แรก มีการถอนการลงทุนล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งเป็นการยึดอำนาจโดยประชาชน ( ใช้คำว่า Revolution เหมือนปฏิวัติ ฝรั่งเศส ) แล้วจะร่าง รธน ใหม่ โดยใช้ระบบ 30/70 โดยอ้างว่าเพื่อล้างระบอบซื้อเสียง

งานนี้ที่ลุงหมักบอกขอบคุณ ชาว กทม ถูกต้องที่สุดครับ เพราะตอนแรก พวกกบฏคิดว่าคน กทม จะโหนกระแสเพราะเข้าใจผิดคิดว่า คน กทม ส่วนใหญ่ ยังรัก ปชป จะออกมาร่วมกดดันรัฐบาลนับหลายแสนคน เพราะคิดว่ารัฐบาลจะส่งกำลังออกมาปราบปราม การเลือกเอาวันทำงานน่ะ มันคิดถูกแล้ว เพราะมันคิดว่าถ้าเลือกเสาร์ อาทิตย์ แบบที่ผ่านมา คน กทม จะนอนตีพุงอยู่กับบ้าน
พี่น้อง กทม จำไว้นะครับ ว่าพรรคนี้มันโหนกระแส เผด็จการเพื่อเป็นรัฐบาลทุกที อย่าไปเลือกมัน

อารยะสลาย...(ม็อบ)

โดย คุณ ดาวประกายพรึก
ที่มา เวบไซต์ เดลินิวส์
30 สิงหาคม 2551

ไม่ให้ใช้ ความรุนแรง ใครก็เรียกร้องแบบนั้น

องค์กร รักสันติ ผู้หลักผู้ใหญ่ (ไม้หลักปักขี้เลน)
นักการเมืองปากรักประชาธิปไตย (แต่ขยิบตา ให้คนถือปืนเข้ามาล้มระบบ)
ผบ.เหล่าทัพ (ที่ใคร ๆ ก็ว่า เป็นตัวแปร)
พวกนักฉวยโอกาส
ประชาชนคนเดินดิน

ล้วนท่องคาถานี้

แต่ไม่ยักบอก แล้วจะให้จัดการกับ อนารยะขัดขืน อนาธิปไตย ที่ทำตามอำเภอใจ ไม่ยอมรับกฎกติกาทุกชนิด กันอย่างไร

หรือการไม่ใช้ความรุนแรง คือ ปล่อยบ้านเมืองไร้ขื่อแป อย่างที่กำลังเข้าใจผิดกัน ใครใคร่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนฝ่ายอื่น ทำได้ทุกอย่างตามใจชอบ ปิดถนน ปิดสนามบิน ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบรัฐบาล ทำได้ตามอำเภอใจ แบบบ้านป่า เมืองเถื่อน !!!

เวลานี้ ข้อเรียกร้องของ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ใช่แค่ไล่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ที่ว่าเป็นหุ่นเชิด และไม่ใช่พรรคนี้มาอีก ไล่อีก หรือแค่เปลี่ยนขั้วการเมือง เอาปชป.มาเป็นรัฐบาล แต่ไปไกลถึงขนาดจะเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง เป็นลากตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 แบบที่ประกาศไว้

การที่สมัครจะลาออก หรือไม่ออก จึงไม่ใช่ประเด็นเลย

สถานการณ์เวลานี้ มาถึงทาง 2 แพร่ง เมื่อ ศาลแพ่ง มีคำสั่ง 22.00 น.วันที่ 27 สิงหาคม ให้ความคุ้มครองชั่วคราว สั่งพันธมิตรฯ รื้อถอนเวที เปิดถนนราชดำเนิน ถนนพิษณุโลก โดยทันที

หลังศาลมีคำสั่ง ขณะที่ ศาลอาญา วันเดียวกัน อนุมัติหมายจับ 9 แกนนำ สนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตะศิลา เทิดภูมิ ใจดี ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อมร อมรรัตนานนท์ ข้อหาทำผิด ม.113, 114 และ 216 แรงสุด คือ ม.113 ข้อหากบฏ มีโทษถึงประหารชีวิต

สนธิ ประกาศว่า สามารถอารยะขัดขืนกับศาลได้

สำราญ รอดเพชร ประกาศมาตรการดื้อแพ่งต่อศาล เพื่อปฏิบัติภารกิจกู้ชาติให้สำเร็จ

พล.ต.จำลอง ประกาศบนเวที จะอยู่ให้จับ แต่ตำรวจต้องฝ่าด่านประชาชนเข้ามาเอง (เท่ากับไม่ให้จับ) พร้อมปลุกเร้าให้ยึดทำเนียบ เป็นฐานที่มั่น อย่าออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะแพ้

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่สุด ยอมรับ เป็นตัวตายตัวแทน คนนี้สำคัญ มาเมื่อไหร่ รุนแรงเมื่อนั้น

ตามข่าวล่าสุด มีการเตรียมหลุมพราง น้ำมัน เพื่อ เผาทำเนียบ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง ยั่วยุให้ทหารออกมา...

แต่ข่าวว่ารัฐบาลก็รู้ทัน สั่งตำรวจห้ามใช้ความรุนแรง และยอมย้าย การจัดงาน “116 วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ” ไปจัดที่สวนอัมพรแทนทำเนียบรัฐบาล !!!

การไม่ใช้ความรุนแรง ถูกต้อง แต่ไม่ใช่เอามือซุกหีบ ปล่อยบ้านเมืองไร้ขื่อแป !!!

หากต้องสลายม็อบ แบบอารยประเทศ คือ ตำรวจ สวมหมวกกันน็อก ใช้โล่ กระบอง ไม่ใช้ดาบ ปืน หรืออาวุธอื่นใด ใช้รถดับเพลิง ฉีดน้ำ หรือสเปรย์พริกไทย ไล่ผู้ชุมนุมได้

สิ่งเหล่านี้คือการปราบจลาจล ที่อารยประเทศยอมรับกันทั่วโลก

ผ่านจุดนี้ไปได้ โดยทหารไม่ยุ่ง ประชาธิปไตยจะพัฒนาไปอีกขั้น เช่นกัน.

บทความ: ฝันที่ไม่เป็นจริงของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

โดย จอร์จ บางกะปิ
30 สิงหาคม 2551

เหตุการณ์เมื่อวานนี้ เซียนการเมืองมองทะลุขาด ไม่มีอะไรซับซ้อน

พรรคการเมืองหนึ่งสมทบกับผู้ต้องหาคดีกบฏ ก่อการ Up-Rising ใจกลางกรุง สมทบด้วยแนวร่วมทางภาคใต้และสมาชิกสหภาพรัฐวิสาหกิจบางส่วน เพื่อกดดันให้นายกฯ ลาออก (สถานเดียว) ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดมิคสัญญี ปฏิเสธกฎหมายและต่อต้านอำนาจรัฐอย่างอุกอาด

หัวหน้าพรรคการเมืองนั้นอดใจไม่ไหว เขาลิงโลดที่จะได้พบกับสิ่งที่ปรารถนามาแสนนาน ปรากฏกายท่ามกลางความวุ่นวายนั้นหวังให้เป็นสัญลักษณ์ เขาแสดงบทบาท “ยืนข้างประชาชน” อย่างผิดธรรมชาติ ผู้ชุมนุมคนหนึ่งแค่เป็นลม แต่เขากลับทำทีเหมือนญาติผู้ใหญ่กำลังเข้าใกล้ตรีทูต ผสานกับท่าทีที่ผิดปกติของส.ว. ฝ่ายพันธมารและนายทหารใหญ่เครือข่ายนอกรัฐธรรมนูญ หลายคนมองออกทันที นี่คือการควบแน่นระหว่างเครือข่ายการเมืองในรัฐสภากับกลุ่มผู้ต้องหากบฏที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอย่างผิดกฎหมาย ยิ่งหัวหน้าพรรคการเมืองคนนั้นเข้าไปข้างในและขึ้นเวทีให้กำลังใจกลุ่มนอกกฎหมาย เขาต้องมีเป้าหมายอยู่ในใจ อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ เขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการ

นายกฯจะต้องลาออก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และสิ่งที่โผล่ให้เห็นเป็นรูปธรรมตอนนั้นก็คือ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเรียกประชุมด่วนเพื่อแสดงท่าทีที่ชัดเจน...เขาฝันหวานและเคลิบเคลิ้มจนไม่รู้ว่าเท้าที่เขากำลังยืนอยู่นั้นกำลังติดหล่มสิ่งปฏิกูลกองใหญ่

เขาคาดการณ์อย่างไร้เดียงสาว่า อย่างไรเสีย พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องถอนตัว เพราะนายกฯ ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมอันเป็นเงื่อนไขที่ครั้งหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาลประกาศออกมาชัดเจนว่า “จะถอนตัวทันที” เช่นเดียวกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่หมกมุ่นกับมวลชนจนไม่ตระหนักถึง “สัจธรรมทางการเมือง (ของไทย)”

ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านนิยามขึ้นมาคือการที่ตำรวจผลักดัน ขับไล่ ทุบตี ชกต่อย เพื่อให้เลิกชุมนุมโดยไม่สนใจที่มา เขาพลาดอย่างแรงที่ไม่ได้พิจารณาก่อนว่า ก่อนที่ตำรวจจะ “วีน” ขั้นมานั้น มันมีพื้นฐานด้านกฎหมายรองรับอยู่อย่างถูกต้องชอบธรรม ตำรวจและเจ้าหน้าที่บังคับคดีกำลังทำหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อถูกขัดขวางก็ต้องเกิดการกระทบกระทั่ง มันก็เหมือนเทศกิจไปรื้อแผงของแม่ค้าที่ตลาดปากน้ำเมื่อสองสามปีก่อน หรือที่ตลาดนัดซันเดย์เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์แรงกว่านี้เยอะ แต่เมื่อหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและ สว. ลงทุนมาสร้างภาพ มันก็เลยเป็นการเมืองขึ้นมาอย่างฉับพลัน

สื่อหลายสำนักในเครือข่ายพันธมารกระหน่ำตีข่าวอย่างเมามัน พร้อมถือโอกาสส่งสัญญาณให้แนวร่วมผนึกกำลังต่อต้านรัฐอย่างรุนแรงถึงขั้นปิดท่าอากาศยาน เรียกว่าเล่นกันเป็นทีม...ใครก็รู้ คนที่หยุดงานไม่เดินรถไฟ คนที่ปิดถนนและบุกเข้าสนามบินสองสามแห่งในภาคใต้นั้น เป็นใครและมาจากไหน มันก็เหมือนการปิดโรงแรมล้อม อดีต รมว.มหาดไทยนั่นแหละ

“สัจธรรมทางการเมือง (ของไทย)” ที่หลายคนพยายามปฏิเสธมาตลอดก็คือ “การคำนึงฐานเสียงของตัวเอง” พวกเขาคิดตื้นๆว่า การต่อรองผลประโยชน์สำคัญที่สุด ทั้งๆที่เป็นเป็นเรื่องรอง

พรรคร่วมรัฐบาลรู้อยู่เต็มออกว่า การก่อเหตุวุ่นวายครั้งนี้ ฐานเสียงของพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วม ประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและสาปแช่งอยู่ในใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นมาโดยฝีมือของตัวละครเดิมๆ ที่เริ่มโหมโรงกันมาตั้งแต่ปี 2548 จวบจนขั้นแตกหักเมื่อวานนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย สรุปสั้นๆ ก็คือ การลุกฮือเป็นฝีมือของกลุ่มคนไม่เอาทักษิณล้วนๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคร่วมไม่กล้าเสี่ยงเด็ดขาด เพราะทันทีประกาศถอนตัว นายกฯจะประกาศยุบสภาตามมาแค่ไม่กี่อึดใจ อะไรจะเกิดขึ้น...พรรคเล็กๆ จะสิ้นอายุไข พรรคใหญ่อย่างพลังประชาชนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง ส่วนประชาธิปัตย์ก็จะดำรงที่จุดเดิม ไม่โตขึ้นหรือเล็กลง

ใครมันจะบ้าขนาดนั้น มีตำแหน่งการงานใหญ่โตอยู่ดีๆ จะต้องไปเดินท่อมๆ หาเสียง ยกมือไหว้ชาวบ้านประหลกๆ แล้วก็ไม่แน่ว่าจะได้กลับเข้าสภาอีกครั้ง

สถานการณ์เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่กระทำการโดยมีกฎหมายรองรับ ไม่มีอะไรเสียหาย พรรคร่วมอ้างได้อย่างชอบธรรม....ชอบธรรมที่จะร่วมรัฐบาลต่อไป แถมยังหันมาแยกเขี้ยวใส่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ถึงขั้นที่จะต้องมีการพูดคุยกันในสภาร่วมสองสภาในวันพรุ่งนี้ ตัดหน้า สว.ที่สะเหร่อขอเปิดในวันจันทร์จึงโดนแซงหน้าอย่างเจ็บแสบ

หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอ่อนไหวเกินไป จึงเผยให้เห็นไส้ในชัดเจนทุกขด...เอาเข้าจริงแล้ว มวลชนที่เต็มร้อยกับเขามีอยู่ภาคเดียวและอีก 1 กลุ่มซึ่งก็อยู่ในสถานะที่ผิดกฎหมาย (ถูกหมายจับข้อหากบฏ) เขามีอยู่แค่นี้จริงๆ มันเทียบไม่ได้เลยกับ พรรคแกนนำรัฐบาล...และแม้ว่าพรรคร่วมจะสติแตกไปจับมือฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลใหม่ ในกรณีนายกฯลาออก พวกเขาก็มองเห็น “นรกบนดิน” รออยู่ข้างหน้า เมื่อมวลชนคนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันออกมาต่อต้านรัฐบาลชุดใหม่

หลงจู๊ผู้เชี่ยวชาญ พี่ใหญ่ของน้องๆ นักเลือกตั้ง บอกอย่างกระตือรือร้น “เราไม่ถอนตัว” ประโยคนี้คนทั่วไปชาชินและไร้ความรู้สึกใดๆ เมื่อได้ยิน แต่สำหรับคนๆหนึ่ง มันเสมือนดาบปลายแหลมคมกริบเสียบทะลุขั้วหัวใจ

ความเจ็บปวดของผู้ชายคนนี้ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมา แต่มันได้แผดขึ้นอย่างโหยหวนบนเวทีกบฏหน้าทำเนียบในเช้าวันต่อมา

ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เพลี้ยงพล้ำแต่กำลังได้เปรียบ "เราควรไปให้กำลังใจตำรวจและรัฐบาล"

โดย คุณ ลูกชาวนาทไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
30 สิงหาคม 2551

ผมว่าสิ่งที่ "ฝ่ายประชาธิปไตย" ควรทำตอนนี้ คือ "ไปให้กำลังใจตำรวจ" และรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ พวกเราไม่ได้ถอยร่นทางยุทธศาสตร์แต่อย่างใด เป็นเพียงแต่มีประชาชน ประมาณไม่เกินสองหมื่นคน มายึด "ตึกที่ทำการรัฐบาล" แต่รัฐบาลก็ได้ย้ายไปทำการที่อื่นได้

สถานการณ์ตอนนี้ ที่แน่นอนคือ "ไม่มีทหารออกมาทำรัฐประหาร" เสียงในรัฐสภา พวกเราควบคุมไว้หมดแล้ว

การประท้วงของ พันธมิตร คนที่ได้รับผลกระทบ มีแต่พวกมวลชนที่สนับสนุนพันธมิตรเอง เช่น คนภาคใต้ ที่เมื่อปิดสนามบิน เท่ากับทุบหม้อข้าวตนเอง เดือดร้อนเอง "จนสมาคมท่องเที่ยวต้องร้องไห้" ออกมา

สรุปคือ พวกเราไม่ได้เพลี้ยงพล้ำแต่อย่างใด แต่กำลังได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ เพราะัพันธมิตร ติดบ่วงตัวเอง ถลำลึก ทำผิดกฎหมายเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่แล้ว พวกเขากำลังเสียมวลชนไปเรื่อยๆั

ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่า พวกเราต้องระดมพลสู้่แต่อย่างใด แต่สิ่งที่ควรทำคือ "ให้กำลังใจตำรวจ" โดยเอาอาหารไปให้ เอาดอกไม้ไปให้ หรือไปให้กำลังใจนายกฯ เป็นการ Counter Attack งานด้านมวลชน

แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีคนสนับสนุนมากมาย ไม่ใช่มีแค่ม็อบป่วนเมืองเท่านั้น

สถานการณ์ตอนนี้ แค่นายกฯ อึด ไม่แคร์กับข้อเรียกร้อง พธม.เท่านั้น ไม่ต้องไปสลายม็อบ หรือปราบม็อบ ให้ม็อบโดดเดี่ยวตัวเอง สู้กับศาลและตำรวจไป เราให้กำลังใจตำรวจ และรัฐบาลก็พอ

ที่สำคัญ อย่าให้รัฐบาลสลายม็อบเป็นอันขาด ปล่อยไว้ให้ทำลายตัวเองไปอย่างนั้นแหละ และกำลังทำลายหม้อข้าวของประชาชนที่สนับสนุนตัวเองอยู่ เช่นยึดสนามบิน ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวบ้านตัวเองที่ภาคใต้ ทุบหม้อข้าวฐานเสียง ปชป.อย่างได้ผล

ตอนนี้เราดูละคอนกันอย่างสนุกสนานก็แล้วกันครับ

ที่จริงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ "คือพวกที่สนับสนุนม็อบ" และ "ปชป." นั้นแหละ

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
30 สิงหาคม 2551

หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปถึงองค์ประกอบของม็อบพันธมิตรแ้ล้ว แทบทั้งหมด เป็นคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ม็อบส่วนใหญ่ เป็นคนใต้+ฐานเสียง สส.ปชป. ภาคอื่นเล็กน้อย + สันติอโศก

พูดให้ตรงๆ ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งนี้มาจาก "คนภาคใต้ ที่สนับสนุนประชาธิปัตย์นั่นแหละครับ" คือ คนเหล่านี้ "เชียร์พรรคการเมืองของตนเอง" เพื่อให้แย่งอำนาจบริหารประเทศมาให้ได้ แต่ไม่สามารถได้มาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะเสียงของ ปชป.ในภาคใต้ไม่พอ คนภาคอื่นก็ไม่เอา ปชป.

ดังนั้น อนาคตทางการเมืองของ ปชป. จึงไม่มี เมื่อเกิดความคับข้องใจมากๆ เข้า ก็สร้างความวุ่นวายไปทั่ว

ตอนนี้ ผมว่า ความเดือดร้อนทั้งหลายที่ พันธมิตร ก่อขึ้น จะส่งผลกระทบต่อคนที่สนับสนุน พธม.โดยตรง

เศรษฐกิจตกต่ำ "คนชั้นกลางในเมืองหลวง" จะได้รับผลกระทบมากที่สุด" แน่นอน มีบางส่วนที่เป็นจำนวนมากที่ไม่ได้สนับสนุน พธม. แต่ต้องถือว่า คนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ทีเดียว ที่สนับสนุน พธม.

การปิดสนามบินภาคใต้ ของ พธม. เท่ากับเป็นการ "ทุบหม้อข้าว" ของฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะได้รับผลกระทบจากการท่้องเที่ยวอย่างเต็มที่ คนใต้ที่อยู่ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รับไปเต็มๆ และผลเสียจะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน คนก็จะไม่กล้าไปเที่ยวภาคใต้ แต่จะขึ้นเชียงใหม่ หรือ อีสานที่สงบสุขแทน

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า "คนเหนือและคนอีสาน" จะต้องปกป้องแหล่งทำมาหากินของตนเอาไว้ ไม่ใ้ห้ พันธมิตรไปก่อกวนให้ได้ หากจำเป็น "อุดรโมเดล" ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ต้องไปแคร์ฺอะไรกับคนชั้นกลาง และนักวิชาการ ที่สนับสนุนพันธมิตรทั้งสิ้น เมื่อโดนรุกราน ก็ต้องโจมตีตอบโต้

เศรษฐกิจในปีนี้ ผมคิดว่า "ราคาข้าว" ค่อนข้างดีพอสมควร ทำให้คนรากหญ้าส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความเืดือดร้อนมากมายนัก ยังพออยู่กันได้ คนยากจนใน กทม.เช่น มอร์เตอไซด์รับจ้าง ก็ปรับตัวได้ เช่น ไปรับส่งม็อบพันธมิตร ถือโอกาสรับทรัพย์ไป แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส

ถึงอย่างไร ทหารก็ไม่ออกมาทำรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต้องเกิดขึ้นจากรััฐสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ โดนล็อกไว้หมดแล้ว จะยุบสภาอย่างไร มันก็เหมือนเดิม

ทหาร ไม่ใช่ผู้เล่นหลักอีั่กต่อไป แต่เป็นแค่ "ตาอยู่" แบบบรรหาร ที่ใครชนะก็เข้าข้างนั้น

ดังนั้น ทหารก็ประเมินได้แล้วว่า ถึงอย่างไร พวกอำมาตยาธิปไตยก็ไม่ชนะ ทหารนั่งเฉยๆ ดีกว่า การโยกย้ายก็พอใจแล้ว งบลับ งบซื้ออาวุธก็ได้แล้ว ไม่มีอะไรที่ทหารอยากได้มากกว่านี้ เพราะทำรัฐประหารมา ก็เป็นนายกฯ ไม่ได้ แถมต้องรับบทหนังหน้าไฟอีก รบกับฝ่ายประชาธิปไตย และชาวโลกทั้งหลายอีก สู้อยู่เฉยๆ ปล่อยให้ตีกันไปดีกว่า

สรุป ตอนนี้ สมัคร แค่รักษาตัวให้รอดไปในช่วงนี้ "อึดเ้ข้าไว้" ก็จะผ่านความโกลาหลไปได้ปล่อยให้ พธม.แพ้ภัยตัวเองไปดีกว่า

สำหรับทหารแล้ว ผมดูเหมือนว่า ตอนนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม แม้จะมีความระแวดระวังกันอยู่บ้างก็ตาม ตอนนี้ทหารไม่ต้่องผ่านโบรกเกอร์ อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นับเป็นการแต่งตั้งทหารครั้งแรก ที่ไม่ต้องผ่านบ้านสี่เสา ทำให้ทหารที่ไม่ใช่สาย "ลูกป๋า" ได้มีโอกาสเติบโต และอำนาจการแต่งตั้งโยกย้าย กลับไปอยู่กับกองทัพเอง

ผมว่าระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการอะไรจากทหารมากมายนัก นอกจากให้อยู่ห่างทางการเมือง และต้องไม่เข้ามาแทรกแซงวิกฤตการณ์ทางการเมือง เ็ป็นทหารของชาติ ไม่ใช่ทหารส่วนตัวของใคร

เมื่อปลอดจากอำนาจของพวกนอกรัฐธรรมนูญ ทหารก็เ็ป็น "หน่วยงานวิชาชีพเฉพาะ" ที่ต้องการความมีอิสระของตนเอง ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง หรือเลือกข้าง ปล่อยให้การเมืองแก้ไขโดยการเมือง ต่อไป ซึ่งการเมืองย่อมมีทางออกของมันเอง โดยไม่ต้องมีฝ่ายใด ถือปืนเข้ามาจี้คนอื่นๆ

เมื่อกันทหารออกไปจาก "การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้" ผมว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะไปขึ้นกับรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งรัฐสภา ขึ้นกับประชาชน ดังนั้นใครได้รับการสนับสนุนจากผู้เลือกตั้ง คนกลุ่มนั้น ก็จะได้อำนาจทางการเมืองไป

ปล. ถึงอย่างไร ผมก็ไม่รับประกันว่า ทหาร จะไม่เข้าแทรกแซง แต่ผมว่า พวกเขาได้รับบทสรุปไปมากแล้วเหมือนกัน ก็หวังว่าจะ "สรุปประสบการณ์ได้"

จาก ...อำมาตย์......ถึง คมช......คลอดกากเดนที่เหลือ

โดย คุณ รงคกร
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 สิงหาคม 2551

จากอำมาตย์...
ลูกคนที่หนึ่ง....ปชป...เพื่ออ้างระบบ ประชาธิปไตย
ลูกคนที่สอง....ทหารเผด็จการ ...เมื่อลูกคนแรกแพ้เสียงในสภา
ลูกคนที่สาม....ตุลาการ...เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ลูกคนที่สอง

จากปี 2544 ...ทรท สร้างฐานเสียงจน ปชป. ลูกคนที่หนึ่งแพ้หมดรูป ..แต่ลูกคนที่สอง ไม่ออกมา เพราะ ประเทศเสียหายมาก(ปรส.เสียหาย 600,000ล้าน)....

ปี 2547 กลุ่มอำมาตย์รู้ว่า ปล่อย ทรท.ไว้ไม่ได้ ..ต้องปล่อยกระบอกเสียง(พันธมิตร)ออกมาใส่ร้าย นายกฯทักษิณ(ทำลายหัว ทรท.)เพราะรู้ว่า เลือกตั้ง ปชป.ก็แพ้ ทรท. และก็เป็นเกินคาดจนตกใจ ทรท.ได้ 377 จาก 500 สส. และต้องสร้างกระแสใส่ร้าย นายกฯทักษิณ จาก ASTV และสถานี 92.25 สร้างเรื่องโกหก หลอกคน จนคนเชื่อว่าจริง(ใช้เงินจำนวนมากจาก TPI) พากันมาขับไล่จน .....

ลูกคนที่สองออกมา ในชื่อ ...คมช.. สร้าง 4 ข้อหา ใส่นายกฯทักษิณ ..จากนั้น ลูกคนที่สอง ก็สร้างบันได 4 ขั้น ทำลาย ทรท. ..เพื่อให้ ปชป. มาเป็นรัฐบาล

1. ทำลายพรรค ทักษิณแบบขุดรากถอนโคน
2. สร้างขบวนการทำลายโดยสร้าง รฐน. 2550 ทำลายพรรคการเมืองตรงข้าม
3. สร้าง องค์กร ต่างๆ ไว้ป้องกัน เช่น ตั้ง กกต. ปปช. ตุลาการรัฐธรรมนูญ และ สว.ครึ่งสภา ไว้ป้องกันระบบ อำมาตย์
4. สร้างกระบอกเสียง ไทยทีวี ASTV และ พันธมิตร (กลุ่ม คณบดี นักวิชาการ )ไว้ทำลายฝ่ายตรงข้าม

กากเดนที่ คมช. คลอดไว้ ทำลาย ฝ่ายตรงข้าม

1. รัฐธรรมนูญ 2550 ม. 237 ม. 309 "ก่อนรับบอกแก้ได้ รับแล้วห้ามแก้"

2. กกต.ไว้ยุบพรรคตรงข้าม "ไม่โปรดเกล้าก็ด้านอยู่"

3. ปปช.ไว้จัดการข้าราชการที่คิดนอกใจอำมาตย์ "ไม่โปรดเกล้าฯ ก็ด้านอยู่"

4. ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไว้ตัดสินให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหาย เพิ่ม "อาจจะ" หน้าตาเฉย

5. สว.75 สรรหา ไว้ยื่นกระทู้ ซักฟอกรัฐบาล และควบคุมกฏหมายที่รัฐบาลจะออก

6. สถานี ไทยทีวี เพื่อเป็นกระบอกเสียงต่อต้านรัฐบาล "เอาฝ่ายตรงข้ามมาออก TV"

7. กลุ่มพันธมิตร นักวิชาการ คณบดี และ WAR ROOM ไว้สร้างกระแสเปลี่ยนเท็จเป็นจริง

นี้คือสาเหตุที่พวกอำมาตย์ ไม่ยอมให้แก้ รฐน. 2550 ระบบนี้จะครองประเทศอีกนาน

ท่านทั้งหลาย หากยังตาไม่สว่าง รากหญ้าจะตาย อำมาตย์จะยึดอำนาจไว้หมด เปลี่ยนรากหญ้าให้เป็นไพร่เหมือนอดีต

วันศุกร์, สิงหาคม 29, 2551

คำถามแทงใจดำถึงอภิสิทธิ์หัวหน้าปชป.,รสนาและสว.สรรหา,นายพลปฐมพงษ์,นักวิชาการและองค์กรต่างๆ ทำไมไม่เคยประนามพันธมิตร?!





โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
ที่มา ประชาไท
29 สิงหาคม 2551

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากตำรวจทำท่าจะเข้าควบคุมสถานการณ์ชุมนุมไว้ได้ บรรดาส.ว.(ส่วนใหญ่เป็นส.ว.สรรหา คือทายาทอสูรของคมช.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายทหารที่ใกล้ชิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้พากันยกพวกมาให้กำลังใจม้อบพันธมิตร แล้วยกพวกไปกดดัน บชน.ให้เลิกใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

หลังจากนั้นเมื่อตำรวจถูกกดดันให้เลิกควบคุมการชุมนุม ม็อบพันธมิตรก็ตีโต้อย่างฉับพลันทันที โดยยึดพื้นที่ทำเนียบคืนไว้ได้ และรุกคืบยึดพื้นที่มัฆวานคืน รวมทั้งยกพวกไปบุกบชน. และขีดเส้นตายให้ส่งนายตำรวจที่สั่งการควบคุมการชุมนุมมาให้ภายใน 19.00 น. ไม่เช่นนั้นทุกสน.และทั่วกทม.จะลุกเป็นไฟ จากคำขู่ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

บทความต่อไปนี้คือคำถามต่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,พล.อ.ปฐมพงษ์,ส.ว.สรรหา และนักวิชาการ องค์กรหน่วยงานต่างๆที่เฝ้าประนามฝ่ายรัฐ ทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลที่ให้ออกหมายจับ9แกนนำผู้ชุมนุม และสั่งสลายการชุมนุมจากทำเนียบ แต่ขณะเดียวกันคนพวกนี้ก็ไม่เคยจะกล่าวประนามการกระทำของพันธมิตรเลยแม้แต่น้อย


ภายหลังจากที่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย (น่าจะเพื่อการรัฐประหารมากกว่า) ได้ใช้ยุทธการยึด NBT ใส่หน้ากากคล้ายขบวนการซาปาติสต้า ประเทศเม็กซิโก (ถ้ารองผู้บัญชามาร์กอสดูข่าว คงมึนหัวแน่ๆเลย เมื่อพวกขวาอนุรักษ์นิยมนำเอาสัญลักษณ์ความเป็นซ้ายใหม่ไปปรับใช้อย่างมั่วๆหรือเอาเพียงรูปแบบไปใช้มากกว่าเนื้อหา)

การยึดสถานที่ราชการ และการปักหลังยึดทำเนียบเป็นฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มองค์กรต่างๆทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ นักสื่อสารมวลชน บางคนบางองค์กร ที่อ้างว่า “ภาคประชาชน” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ผ่านการสัมภาษณ์ เวทีสัมมนา-อภิปราย จดหมายเปิดผนึก และแถลงการณ์

ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อการเคลื่อนไหวของผู้อ้างว่าสังกัด “การเมืองภาคประชาชน” บางส่วนดังนี้

1.การยึด NBT ของพันธมิตรฯ ยังมีบางองค์กรมีท่าทีที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ยังพยายามอ้างว่า มีบางคนไม่ใช่คนของพันธมิตรฯเหมือนสุริยะใส สนธิ ให้ข่าว หรือพยายามที่จะแกล้งบอกให้ดูดีว่า ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีก่อน โดยมีธงในใจอยู่แล้วว่าไม่เกี่ยวพันธมิตรฯ เพราะไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ เพราะ “ถูกเบี้ยว” “ไม่มาตามนัด” และถ้ามาตามนัด อาจจะฉลองใหญ่ถึงการปฏิวัติโดยประชาชนไปแล้ว และคงยกย่องเชิดชูมอบเกียรติยศให้กับผู้เข้ายึด NBT เป็นฮีโร่ เช่นนั้นแน่

2.การพยายามเสนอให้รัฐบาล อย่าใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง สมควรกระทำยิ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่มีความพยายามจะบอกว่าพันธมิตรฯ ต้องหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เช่นกัน ไม่ว่าทางคำพูดปราศรัย หรือการเคลื่อนไหวหมิ่นเหม่ต่อการให้เกิดการนองเลือด หรือการนำสู่การรัฐประหารที่เป็นความรุนแรงทางโครงสร้างของฝ่ายใดก็ตาม

3.มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ต่อการที่เสนอให้รัฐบาลต้องยอมรับสิทธิการชุมนุมอย่างสันติวิธี ปราศจากอาวุธ และไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 แต่ก็ไม่มีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่า อย่างไหนเลยเถิดสันติวิธี อารยะขัดขืน ดื้อแพ่ง และเช่นไรไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนมากกว่าการเล่นคำภาษาไปมา

4.มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสื่อของรัฐโดยเฉพาะ NBT เสนอข่าวลำเอียงทางรัฐบาล แต่กลับไม่เคยตำหนิว่าการเสนอข่าวของ ASTV ปลุกปั่นสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง เหมือนไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เช่นกัน ส่วนด้าน TPBS จำเป็นต้องตรวจสอบเช่นกันว่า เสนอข่าวสารข้อมูล เป็นทีวีสาธารณะจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสื่อสารมวลชนอีกแห่งหนึ่งที่ถูกฉวยโอกาสให้รับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะรู้ตัวไม่รู้ตัวตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

5.บางองค์กรเลยเถิดไปใหญ่มองว่า พันธมิตรฯ เป็นการเมืองภาคประชาชน ซึ่งถ้าหมายถึงการเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล ก็อาจจะยอมรับได้แต่ถ้าเคลื่อนไหวเพื่อล้มระบบรัฐสภา เพื่อการเมืองใหม่แบบโควตาอ้อย 70-30 ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลือกผู้ปกครอง แล้วผู้ปกครองมาจากไหนกัน ใครแต่งตั้ง หรือการเสนอให้อภิสิทธิ์ผู้นำฝ่ายค้านเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในระบอบรัฐสภา

หรือเนื้อแท้แล้ว การเมืองภาคประชาชนมีทั้งเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย เพื่ออนุรักษ์นิยม และเพื่อการรัฐประหาร ก็จะได้นิยามกันใหม่ให้ชัดเจนในแวงวงวิชาการ วงการเคลื่อนไหวทั้งหลาย

6.การที่สส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครสส.สอบตก สว.สายคมช. สว.ลากตั้ง อดีต สนช. สสร. ซึ่งล้วนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รัฐบาล ได้แสดงบทบาททางใดทางหนึ่งในลักษณะสังกัดฝ่ายพันธมิตรฯ ทำไมผู้อ้างว่า สังกัด “การเมืองภาคประชาชน” ไม่มีการแสดงบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลย์คนเหล่านี้ด้วยอย่างที่น่าจะกระทำเหมือนตรวจสอบรัฐบาลอย่างเสมอหน้ากัน

7.หรือพวกเขาเหล่านั้น ล้วนสังกัด ไม่ทางใดทางหนึ่ง ของพันธมิตรฯ เพียงแต่ อ้างว่า “การเมืองภาคประชาชน” “เราพวกสองไม่” อย่างนี้ใช่ไหม ที่เขาเรียกกันว่า “ปากกับใจไม่ตรงกัน” หรือ”ปากว่าตาขยิบ” ก็ไม่ต่างกับนักการเมืองพรรคพลังประชาชนที่พวกเขาเกลียดเข้ากระดูกดำ

8.และอย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง ถ้ามองเฉพาะส่วนเฉพาะประเด็น แบบตัดตอนเป็นเรื่องๆ ก็จะไม่สาวได้ถึงว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดมีเป้าชัดเจน เพื่อการเมืองใหม่ หรือ “เผด็จการแบบใหม่” นั้นเอง

ท่องเที่ยวไทยพังพินาศ ฝรั่งเซ็งพันธมิตรปิดสนามบิน บอกไม่มาอีกแล้วเมืองไทย แถมจะกลับไปบอกเพื่อนอย่ามาเที่ยวเมืองเถื่อน


โดย สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
29 สิงหาคม 2551

นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ตกล่าวว่า ขณะนี้พยายามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร โดยจะหาทางพาผู้โดยสารที่ลงเครื่องออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต อย่างไรก็ตามจากการสอบถามไปทางกลุ่มผู้โดยสารชาวต่างชาติบอกว่าจะไม่กลับมาเที่ยวอีกและจะกลับบอกเพื่อนๆที่ต้องการมาเที่ยวที่ภูเก็ตประเทศไทยว่าไม่ต้องมาแล้วด้วย



นักท่องเที่ยวต่างชาติ ลั่น จะไม่มาไทยอีก


สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงานข่าวว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตกค้างที่สนามบินภูเก็ตจำนวนมาก ลั่น จะกลับไปบอกเพื่อน ๆ ไม่ให้กลับมาประเทศไทยอีก หลังต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์กลุ่มพันธมิตร ส่งกำลังบุกยึด

ความคืบหน้าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรบริเวณทางเข้าออกสนามบินภูเก็ต ขณะนี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้กระจายกันไปปิดทางเข้าออกสนามบินภูเก็ตครบทุกจุดแล้วยังได้บุดเข้าไปภายในอาคารเอนกประสงค์ท่าอากาศยานภูเก็ตด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตกค้างอยู่ที่สนามบินภูเก็ตเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้โดยสารที่เป็นคนไทยที่สต้องการเดินทางออกไปต่างจังหวัดก็ได้แจ้งยกเลิกเที่ยวบินไปบ้างแล้ว

นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ตกล่าวว่า ขณะนี้พยายามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร โดยจะหาทางพาผู้โดยสารที่ลงเครื่องออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต อย่างไรก็ตามจากการสอบถามไปทางกลุ่มผู้โดยสารชาวต่างชาติบอกว่าจะไม่กลับมาเที่ยวอีกและจะกลับบอกเพื่อนๆที่ต้องการมาเที่ยวที่ภูเก็ตประเทศไทยว่าไม่ต้องมาแล้วด้วย

สนามบินหาดใหญ่-ภูเก็ตยกเลิกทุกเที่ยว
นักท่องเที่ยว ตกค้างที่สนามบินหาดใหญ่ จำนวนมาก หลังมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดในวันนี้ จากเหตุพันธมิตรยกกำลังพลนับพันเข้ายึด

สนามบินหาดใหญ่ประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดที่จะออกจากสนามบินหาดใหญ่แล้ว หลังจากที่มีการรวมตัวชุมนุมปิดทางเข้า-ออก สนามบินหาดใหญ่ทุกประตู ส่งผลให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าสนามบินได้ และมีผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก เพราะมีเที่ยวบินออกจากหาดใหญ่หลังจากนี้อีก 4 เที่ยวบิน อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ชุมนุมขณะนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กว่า 1,000 คน โดยทางแกนนำประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อไปจนถึงเวลาประมาณ 21.00น.คืนนี้ ซึ่งเป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่จะขึ้นบินจากหาดใหญ่ นอกจากนี้ ทางแกนนำยังได้ประกาศชัยชนะในเบื้องต้น ที่สามารถปิดสนามบินได้สำเร็จ

กบฎสนธิลิ้มหลุดปากมีไอ้โม่งบงการ แต่ตอนนี้หัวเน่าขอสู้โดดเดี่ยว


สนธิลิ้มหลุดปาก ใช้ประชาชนลุกฮือปฏิวัติให้ชนะเอง ไม่ยอมให้ไอ้โม่งคนไหนบงการต่อไปแล้ว นิสิตนักศึกษาจุฬา-ธรรมศาสตร์ออกแถลงร่วมกันประนามพันธมิตรทำลายประชาธิปไตย เข้าข่ายก่อการกบฎ วอนนักศึกษาประชาชนอย่าเข้าร่วมมือ


วันนี้ (29 ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 13.40 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนจากต่างจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ รีบเข้ามาสมทบกับพี่น้องพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และทำเนียบรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

“วันนี้เป็นวันตัดสิน เราต้องสร้างประชาภิวัฒน์ให้สำเร็จ และเราต้องสู้ด้วยตัวเอง เราจะไม่ยอมให้ใครมาบงการได้อีกต่อไป และวันนี้เราต้องชนะ พี่น้องต้องชนะ” นายสนธิ ระบุ

กปก.-อมธ. เรียกร้องพธม.ยุติการเคลื่อนไหว
ที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายธีระนัย จารุวัสตร์ ตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก (กปก.) และนายรักษ์นิรันดร์ ชูสกุล ประธานฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่า เป็นคณะก่อการเคลื่อนไหว ทำลายระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แกนนำพันธมิตรฯ ใช้การปฏิบัตินอกกฎหมาย เข้าข่ายกบฏ ทั้งต่อรัฐและวิถีทางประชาธิปไตย ตลอดจนแกนนำพันธมิตรฯ มีการปลุกระดม ใช้ข้อมูลเท็จ กล่าวหาป้ายสี ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการปราบปราม ไม่ได้ใช้หลักการ “อารยะขัดขืน” และ “สันติวิธี” ตามที่กล่าวอ้างมาโดยตลอด

ในนามของกลุ่ม กปก. และ อมธ. ขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการยั่วยุ ปั่นป่วน โดยยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการออกมาโดยอิสระของกลุ่มนิสิต นักศึกษา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร และไม่กลัวที่จะถูกพันธมิตรฯ ป้ายสี ว่าเป็นลิ่วล้อของคนที่อยู่ประเทศอังกฤษ อีกทั้งขอให้เพื่อนนิสิต นักศึกษา ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อมูลให้รอบด้าน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผู้ใดต้องการเข้าเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯสามารถทำได้ แต่หากมีการกระทำที่ล้ำเส้นของการแสดงออกอย่างสันติ ควรรีบถอนตัว เพื่อความปลอดภัย

กลุ่มยุติธรรมไทย ยื่นศาลปกครองสูงสุด พิจารณายุติการออกอากาศ ASTV

โดย ศูนย์ข่าว thaiEnews
29 สิงหาคม 2551

เมื่อเวลา 11.00 น.กลุ่มยุติธรรมไทย ได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้พิจารณายุติการออกอากาศของ ASTV โดยคำร้องมีรายละเอียดดังนี้

===============================

เรื่อง ขอให้ศาลปกครองสูงสุด พิจารณายุติการออกอากาศของ ASTV

กราบเรียน ประธานศาลปกครองสูงสุด

สิ่งที่ส่งมาด้วย
1. สำเนาหนังสือเดลินิวส์ ฉบับที่ 21504 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2551
2. สำเนาหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับที่ 11128 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2551

ตามที่หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับที่ 21504 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2551 ได้ลงคำให้สัมภาษณ์ของพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)สรุปความได้ว่า พลตรีจำลอง มีความกังวลว่า หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตามคำสั่งของศาลอาญา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ASTV จะไม่มีเงินรายได้มาจ่ายให้กับพิธีกร ดารา และเจ้าหน้าที่เทคนิค โดยพลตรีจำลองได้อธิบายว่า ASTV มีความสำคัญต่อ พธม.มากเพราะเป็นสื่อหลักในการสื่อสารปลุกระดมการชุมนุมมาแต่เริ่มต้น และพลตรีจำลองยังได้ยืนยันอีกด้วยว่า พธม.เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในการดำเนินการของ ASTV และยังได้กล่าวว่า หากถูกจับกุม ก็จะโอนเงินรายได้ที่มีผู้อุปถัมภ์และประชาชนได้บริจาคให้ พธม. ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการออกอากาศของ ASTV (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1)

บัดนี้ ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับแกนนำ พธม.9 คน ประกอบด้วย

1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
2. พลตรีจำลอง ศรีเมือง
3. นายพิภพ ธงไชย
4. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
5. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
6. นายสุริยะใส กตะศิลา
7. นายอมร อมรรัตนานนท์
8. นายไชยวัฒน์ สินสุวงส์
9. นายเทิดภูมิ ใจดี

ว่ากระทำความผิด ตามมาตรา 113, 114, 215 และ 216 ในข้อหากบฏ อันเป็นความผิดที่ร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามคำฟ้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 9 ได้ร่วมกับพวกกระทำการระดมประชาชนผ่านสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV โจมตีรัฐบาลและบุคคลอื่น เป็นเหตุให้ประชาชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง มาร่วมชุมนุมกับผู้ต้องหา ทั้ง 9 ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2551 นำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมือง เกิดการกระทำที่ไม่เคารพต่อกฏหมายบ้านเมือง มีการบุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง อาทิ ทำเนียบรัฐบาล มีการบุกรุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT เป็นต้น และได้บังคับขืนใจให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ การกระทำดังกล่าวทั้งหมดได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง (รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2)

ยิ่งไปกว่านั้น ในคืนวันที่ 27 สิงหาคม 2551 กลุ่ม พธม.ยังได้ใช้สถานีโทรทัศน์ ASTV ออกอากาศให้ประชาชนทั่วประเทศ ขัดขืนคำสั่งของศาลอาญา ในเรื่องการจับกุมแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 9 คน และคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งให้ พธม.และประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ออกจาทำเนียบรัฐบาลโดยทันทีอีกด้วย

จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ในขณะนี้ ASTV คือเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตร ที่ใช้ต่อต้านอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการของประเทศไทย ถือได้ว่า เป็นการกระทำที่ชั่วร้าย เป็นความผิดที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง หากไม่แก้ไข ประเทศไทยและสังคมไทย ก็อาจจะวิบัติได้

บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า การที่ศาลปกครองได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวกับ ASTV ให้สามารถออกอากาศได้ จึงเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความแตกแยก และมีทัศนคติที่เกลียดชังกัน จนนำไปสู่การไม่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง หากปล่อยปละละเลยโดยอ้างข้อจำกัด และกฏหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่แล้วเสร็จ ก็จะทำให้ผู้คนเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้ว่า ท่านและคณะ เป็นส่วนสำคัญของปัญหา

ดังนั้นพวกข้าพเจ้า จึงใคร่ขอท่านและคณะ ได้ใช้อำนาจหน้าที่พิจารณาให้ ASTV หยุดการออกอากาศเสียโดยทันที เพื่อเป็นการรักษาประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ได้สามารถอยู่รอดปลอดภัย และดำรงอยู่ได้อย่างสง่างาม อีกทั้งท่าน ก็จะได้แสดงตัวตนที่แท้จริงได้ว่า มีความหวังดีต่อบ้านเมือง

ท้ายสุดนี้ ข้าพเจ้าและคณะหวังว่า สถาบันศาลปกครองจะเป็นเครื่องมือ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความยุติธรรมของประเทศ มิใช่เป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ดังที่ผู้คนหลายฝ่ายได้เข้าใจอีกต่อไป

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
กลุ่มยุติธรรมไทย

กองทะเบียนประวัติอาชญากรออกหมายจับกบฎพันธมิตร







คำถามแทงใจดำถึงนักวิชาการ,องค์กรต่างๆที่อ้าขาผวาปีกป้องกบฎพันธมิตร


โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
ที่มา ประชาไท
29 สิงหาคม 2551


ภายหลังจากที่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย (น่าจะเพื่อการรัฐประหารมากกว่า) ได้ใช้ยุทธการยึด NBT ใส่หน้ากากคล้ายขบวนการซาปาติสต้า ประเทศเม็กซิโก (ถ้ารองผู้บัญชามาร์กอสดูข่าว คงมึนหัวแน่ๆเลย เมื่อพวกขวาอนุรักษ์นิยมนำเอาสัญลักษณ์ความเป็นซ้ายใหม่ไปปรับใช้อย่างมั่วๆหรือเอาเพียงรูปแบบไปใช้มากกว่าเนื้อหา)

การยึดสถานที่ราชการ และการปักหลังยึดทำเนียบเป็นฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มองค์กรต่างๆทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ นักสื่อสารมวลชน บางคนบางองค์กร ที่อ้างว่า “ภาคประชาชน” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ผ่านการสัมภาษณ์ เวทีสัมมนา-อภิปราย จดหมายเปิดผนึก และแถลงการณ์

ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อการเคลื่อนไหวของผู้อ้างว่าสังกัด “การเมืองภาคประชาชน” บางส่วนดังนี้

1.การยึด NBT ของพันธมิตรฯ ยังมีบางองค์กรมีท่าทีที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ยังพยายามอ้างว่า มีบางคนไม่ใช่คนของพันธมิตรฯเหมือนสุริยะใส สนธิ ให้ข่าว หรือพยายามที่จะแกล้งบอกให้ดูดีว่า ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีก่อน โดยมีธงในใจอยู่แล้วว่าไม่เกี่ยวพันธมิตรฯ เพราะไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ เพราะ “ถูกเบี้ยว” “ไม่มาตามนัด” และถ้ามาตามนัด อาจจะฉลองใหญ่ถึงการปฏิวัติโดยประชาชนไปแล้ว และคงยกย่องเชิดชูมอบเกียรติยศให้กับผู้เข้ายึด NBT เป็นฮีโร่ เช่นนั้นแน่

2.การพยายามเสนอให้รัฐบาล อย่าใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง สมควรกระทำยิ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่มีความพยายามจะบอกว่าพันธมิตรฯ ต้องหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เช่นกัน ไม่ว่าทางคำพูดปราศรัย หรือการเคลื่อนไหวหมิ่นเหม่ต่อการให้เกิดการนองเลือด หรือการนำสู่การรัฐประหารที่เป็นความรุนแรงทางโครงสร้างของฝ่ายใดก็ตาม

3.มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ต่อการที่เสนอให้รัฐบาลต้องยอมรับสิทธิการชุมนุมอย่างสันติวิธี ปราศจากอาวุธ และไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 แต่ก็ไม่มีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่า อย่างไหนเลยเถิดสันติวิธี อารยะขัดขืน ดื้อแพ่ง และเช่นไรไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนมากกว่าการเล่นคำภาษาไปมา

4.มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสื่อของรัฐโดยเฉพาะ NBT เสนอข่าวลำเอียงทางรัฐบาล แต่กลับไม่เคยตำหนิว่าการเสนอข่าวของ ASTV ปลุกปั่นสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง เหมือนไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เช่นกัน ส่วนด้าน TPBS จำเป็นต้องตรวจสอบเช่นกันว่า เสนอข่าวสารข้อมูล เป็นทีวีสาธารณะจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสื่อสารมวลชนอีกแห่งหนึ่งที่ถูกฉวยโอกาสให้รับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะรู้ตัวไม่รู้ตัวตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

5.บางองค์กรเลยเถิดไปใหญ่มองว่า พันธมิตรฯ เป็นการเมืองภาคประชาชน ซึ่งถ้าหมายถึงการเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล ก็อาจจะยอมรับได้แต่ถ้าเคลื่อนไหวเพื่อล้มระบบรัฐสภา เพื่อการเมืองใหม่แบบโควตาอ้อย 70-30 ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลือกผู้ปกครอง แล้วผู้ปกครองมาจากไหนกัน ใครแต่งตั้ง หรือการเสนอให้อภิสิทธิ์ผู้นำฝ่ายค้านเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในระบอบรัฐสภา

หรือเนื้อแท้แล้ว การเมืองภาคประชาชนมีทั้งเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย เพื่ออนุรักษ์นิยม และเพื่อการรัฐประหาร ก็จะได้นิยามกันใหม่ให้ชัดเจนในแวงวงวิชาการ วงการเคลื่อนไหวทั้งหลาย

6.การที่สส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครสส.สอบตก สว.สายคมช. สว.ลากตั้ง อดีต สนช. สสร. ซึ่งล้วนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รัฐบาล ได้แสดงบทบาททางใดทางหนึ่งในลักษณะสังกัดฝ่ายพันธมิตรฯ ทำไมผู้อ้างว่า สังกัด “การเมืองภาคประชาชน” ไม่มีการแสดงบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลย์คนเหล่านี้ด้วยอย่างที่น่าจะกระทำเหมือนตรวจสอบรัฐบาลอย่างเสมอหน้ากัน

7.หรือพวกเขาเหล่านั้น ล้วนสังกัด ไม่ทางใดทางหนึ่ง ของพันธมิตรฯ เพียงแต่ อ้างว่า “การเมืองภาคประชาชน” “เราพวกสองไม่” อย่างนี้ใช่ไหม ที่เขาเรียกกันว่า “ปากกับใจไม่ตรงกัน” หรือ”ปากว่าตาขยิบ” ก็ไม่ต่างกับนักการเมืองพรรคพลังประชาชนที่พวกเขาเกลียดเข้ากระดูกดำ

8.และอย่าลืมว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่อง ถ้ามองเฉพาะส่วนเฉพาะประเด็น แบบตัดตอนเป็นเรื่องๆ ก็จะไม่สาวได้ถึงว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดมีเป้าชัดเจน เพื่อการเมืองใหม่ หรือ “เผด็จการแบบใหม่” นั้นเอง

จะหวังให้ 'ไพร่ทาส' สู้เพื่อเสรีภาพของ 'เสรีชน' นั้น เป็นไปไม่ได้

โดย Pichit Likitkijsomboon
ที่มา เวบบอร์ด nocoup
29 สิงหาคม 2551

คนเป็นไพร่ทาส ก็เพราะมีสันดานและจิตสำนึกแบบไพร่ทาส ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไพร่ทาส เติบโตมาอย่างไพร่ทาส

คนพวกนี้ ทำเป็นอยู่อย่างเดียวคือ ทำตามคำสั่งของนาย และคอยเออออห่อหมกกับนาย

ต่อให้นายของตัวกระทำผิด เลวทรามเพียงใด ไพร่ทาสก็ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง

คนพวกนี้จะกล้าดี ก็เฉพาะกับคนอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับนายของตัว แต่กับนายของตัวหรือคน ของนายของตัว ไพร่ทาสมันจะเหงื่อตก ก้มหน้าด้วยความกลัว

คนพวกนี้แม้กระทั่งถูกนายดุด่า โบยตี อย่างไร้เหตุผลและไม่เป็นธรรม แต่ด้วยจิตสำนึกไพร่ทาส ที่ฝังลึกในกมลสันดาน มันก็จะก้มหน้า รับแต่โดยดี ไม่เคยแม้แต่จะนึกตั้งคำถามว่า ถูกดุด่าโบยตีด้วยข้อหา ที่เป็นธรรม ถูกต้อง หรือไม่

นั่นเพราะสันดานไพร่ทาส พอเห็นนายมอง ไปที่แส้หวายแค่นั้น มันก็เหงื่อแตก ตัวสั่นงันงก ก้มลงไหว้ปะหลก ๆ ร้องขอความเมตตาเสียงหลง

เสรีชนนั้น มีเสรี เพราะในจิตสำนึกและกมลสันดาน มีความเชื่อหยั่งลึก และไม่สงสัยเลยว่า "คนเรานั้นเท่ากัน"

สถานะ นาย กับ ลูกน้อง เป็นเรื่องของการงาน ที่ต้องมีลำดับชั้น ก็เพื่อไปบรรลุวัตถุประสงค์ของงาน ไม่ใช่เรื่องดีเอ็นเอ

เสรีชน จึงยึดเอาความถูกต้องเป็นธรรมเป็นหลักการ

สำคัญที่สุด จุดจบของคนที่มีจิตสำนึกไพร่ทาส มีเพียงสองอย่างเท่านั้น ถ้าไม่รับใช้ นายจนตัวตาย ก็ต้องตายเพราะถูกนายเฆี่ยนตี

คนอย่างนี้ เวลาตาย ไม่มีใครเขาสังเวชให้ แม้แต่นายมัน ก็ยังไม่หันมาดู เพราะเป็นการตายของไอ้ไพร่ไร้ราคาคนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องนี้สอนให้เสรีชนรู้ว่า มีแต่เสรีชนด้วยกันเท่านั้น ที่จะสู้เพื่อเสรีชน ด้วยกัน จะหวังให้ ไพร่ทาส มันมาสู้เพื่อเสรีภาพของเสรีชนนั้น เป็นไปไม่ได้

พันธมิตรจะบุกเข้าสวนจิตรฯอย่างนั้นหรือ แกนนำ 9 คน โดนรวบก่อนแน่

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 สิงหาคม 2551

คือ ตอนนี้แกนนำทั้งเก้าคน เหมือนตกอยู่ในที่ล้อม และมียันต์ติดหลังเอาไว้ หากออกมาจากวงล้อมเมื่อไหร่ ก็มีโิอกาสที่จะโดนรวบตัวเมื่อนั้น

เมื่อขาดแกนนำสำคัญไป ผมว่าอำนาจสั่งการ มันก็ไม่ได้เป็นเอกภาพแต่อย่างใด

ส่วนหากให้พัลลภ เป็นคนสั่งการ ซึ่งคาดว่าคงไม่พ้น เผา ขว้างระเบิด ยิ่งไม่สามารถสร้างเงื่อนไขได้ เพราะคนทั้งประเทศรู้แล้วว่า "เ็ป็นการทำร้ายพวกตนเอง" เพื่อสร้างเงื่อนไข

คือ คนรู้ มันก็เป็นเงื่อนไข สร้างการสนับสนุนไม่ได้ โดนจับ ประชาชนทั่วไปก็วางเฉย

การทำร้ายตนเองเพื่อป้ายสีให้รัฐบาล จะต้องไม่ให้ประชาชนระแวงครับ ไม่ใช่คนทั้งโลก เขารู้แกว แผนมันก็ไม่เป็นแผน ไม่มีใครเห็นใจ

อีกอย่าง กว่าจะไปถึงสวนจิตรฯ ผมว่าตำรวจก็จะใช้กำลังตรึง จนขยัีบไม่ได้ และการควบคุมม็อบ ยังเป็นของตำรวจ

จึงไม่มีการ "ล้อมปราบแบบถือปืน M16 ไล่ฆ่า" เหมือนในอดีต หรือเหมือนพม่า

อย่างมากก็มีกระบองกับโล่ห์ ไล่ีตีม็อบ ยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งไม่เป็นเงื่อนไขอะไร เพราะทั่วโลกเขาก็ทำ อย่างมากก็เจ็บกันหัวแตกบ้างไปเท่านั้น ไม่มีภาพทหารไล่ยิงประชาชน

หากมีคนขว้างระเบิด คนก็จะมองไปที่พัลลภ ว่าเป็นคนทำ ไม่มองรัฐบาลแน่ มันก็เสียมวลชน

ตอนนี้ แผนดึงทหารออกมา มันหน่อมแหน้มเกินไป เพราะทั่วโลกก็รู้แผนบ้าๆ นี้อยู่ ทหารขืนออกมา ก็โดนโห่จากทั่วโลกแน่นอน

แผนนี้ มันใช้่บ่อยจนคนรำคา่ญแล้ว รู้ทันกันหมดแล้ว เหมือน "แผนอุดหู ขโมยกระดิ่ง" คนทั้งบาง เขารู้หมดแล้ว

ปฏิวัติประชาชน?


โดย สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
29 สิงหาคม 2551

ชื่อของ "นักรบศรีวิชัย" กองกำลังสำคัญของ กลุ่มพันธมิตร ถูกจับไปเชื่อมโยงกับ "หทาร" ในหลายระดับ เพราะข้อมูลวงในบอกว่า กองกำลัง นี้ส่วนใหญ่มาจาก "กลุ่มพันธมิตรลุ่มน้ำฯ ปากพนัง" จ.นครศรีธรรมราช ถูกฝึกระดับจรยุทธแบบ "ทหาร" อยู่ภายใต้การบัญชาการสูงสุดของ " พล.ต.จำลอง ศรี เมือง" อดีต จปร.7 จึงถูกเชื่อมโยงกับ "เพื่อนจปร.7" ที่โด่งดัง

อย่างเช่น " พล.อ.พัลลภ - พลตรีมนูญกฤต ที่ถูกลือว่าเกี่ยวสัมพันธุ์กับหลายเหตุการณ์ประวัติศาตร์(พฤษภาทมิฬ-กรือเซะ- คาร์บอมบ์ ) และ เชื่อมโยงกับเพื่อนสนิทของพล.อ.พัลลภ อย่าง "พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ " อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรบ่อยๆ ผสาน กับ "ประสงค์ สุ่นศิริ" ผ่าน "ประพันธุ์ คูณมี" ... เหล่านี้ทำให้เกิดการเชื่อมโยงว่าการเคลื่อนพลของกลุ่มพันธมิตรนี้ มีการวางไลน์โดย "กลุ่ม เพื่อนจำลอง" คือ "พล.อ.พัลลภ - พลตรีมนูญกฤต -พล.อ.ปรีชา " และนายทหารรุ่นน้องอย่าง "พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์"




ปฏิวัติประชาชน?
ปฎิบัติการณ์ "เทหมดหน้าตัก" ของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เพื่อโค่นรัฐบาลสมัคร กลับกลายเป็น" กับดักความชอบธรรม" ที่รัฐบาลขุดหลุมล่อ ทำให้แกนนำพันธมิตรต้องจ่าย"ความผิดพลาดราคาแพง" ด้วยหมายจับจากตร.ฐานเป็นกบฎ!

26 สิงหาคม 2551 "กลุ่มพันธมิตร" ใช้แผนกลยุทธโจมตีรัฐบาล คล้ายกับแผนการก่อการปฎิวัติ ในครั้งที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็น1.บล๊อกบริเวณ เส้นทางสำคัญ เหนือ-ใต้-อีสาน 2. การกระจายกำลังบุกยึดจุดสำคัญในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวง คมนาคม และที่ทำเนียบรัฐบาล(สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ) 3.ยึดสื่อของรัฐ(สถานทีโทรทัศน์ NBT-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย )

จุดความผิดพลาดจากกรณี ยึด NBT แบบไม่เบ็ดเสร็จ(พยายามต่อสัญญาณของเอเอสทีวีเข้าสวมแทน แต่ไม่สำเร็จ) และการใช้กำลังของ "นักรบศรีวิชัย" กลายเป็นจุดบอด เป็นเข็มแทงย้อนศร "กลุ่มพันธมิตร" ด้วยคำถามว่า "สันติวิธี-อหิงสา " แบบไหน?

ชื่อของ "นักรบศรีวิชัย" กองกำลังสำคัญของ กลุ่มพันธมิตร ถูกจับไปเชื่อมโยงกับ "หทาร" ในหลายระดับ เพราะข้อมูลวงในบอกว่า กองกำลัง นี้ส่วนใหญ่มาจาก "กลุ่มพันธมิตรลุ่มน้ำฯ ปากพนัง" จ.นครศรีธรรมราช ถูกฝึกระดับจรยุทธแบบ "ทหาร" อยู่ภายใต้การบัญชาการสูงสุดของ " พล.ต.จำลอง ศรี เมือง" อดีต จปร.7 จึงถูกเชื่อมโยงกับ "เพื่อนจปร.7" ที่โด่งดัง

อย่างเช่น " พล.อ.พัลลภ - พลตรีมนูญกฤต ที่ถูกลือว่าเกี่ยวสัมพันธุ์กับหลายเหตุการณ์ประวัติศาตร์(พฤษภาทมิฬ-กรือเซะ- คาร์บอมบ์ ) และ เชื่อมโยงกับเพื่อนสนิทของพล.อ.พัลลภ อย่าง "พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ " อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ที่ขึ้นเวทีพันธมิตรบ่อยๆ ผสาน กับ "ประสงค์ สุ่นศิริ" ผ่าน "ประพันธุ์ คูณมี" ... เหล่านี้ทำให้เกิดการเชื่อมโยงว่าการเคลื่อนพลของกลุ่มพันธมิตรนี้ มีการวางไลน์โดย "กลุ่ม เพื่อนจำลอง" คือ "พล.อ.พัลลภ - พลตรีมนูญกฤต -พล.อ.ปรีชา " และนายทหารรุ่นน้องอย่าง "พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์"

ผลพวงจากยึด NBT กระแสพันธมิตรกำลังถดถอย "สมัคร" กลับบอกว่าหมดความอดทนแล้ว ขู่ให้ตร.จัดการเด็ดขาด พร้อมบอกให้คนไทย-สื่อ " เลือกข้าง" กระแสของรัฐบาลที่กำลังจะขยับเพิ่ม กลับตกมาอยู่ในจุดเดิม หรือต่ำกว่าเดิมไปเรียบร้อย

จุดผิดพลาดต่อมาคือ การที่ พันธมิตรเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ต่างๆได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะ "ที่ทำเนียบรัฐบาล" (ครั้งที่แล้วยกทัพมาแค่ประชิด หน้าประตูแต่ไม่ได้บุกเข้ามา) ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลทำเนียบเพียง5นาย เท่านั้น

เรื่องนี้กลายเป็น "กับดักความชอบธรรม" ที่รัฐ ปล่อยให้ พันธมิตรฯบุกเข้ามาโดยไม่มีการสะกัดกั้นแล้วตลบหลังออกหมายจับ(27 ส.ค.2551) ตามมาด้วยทนายความ สำนักนายกฯ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้ไต่สวนฉุกเฉิน มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯถอนทัพ

รัฐบาลกำลังย้อนรอย พันธมิตรในเรื่องของ "ตุลาการภิวัฒน์" ที่เคยเล่นงานฝ่ายรัฐ-นายใหญ่อย่างหนักหน่วง ครั้งนี้รัฐบีบให้ "ตุลาการ" ทำงาน เพื่อเป็นการกดดันในเรื่อง "2มาตรฐาน" ซึ่งในที่สุดศาลอาญาก็อนุมัติจับ9 แกนนำพันธมิตรฐานก่อกบฎ ตามมาด้วยศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้พันธมิตรถอนกำลังออกจากทำเนียบและพื้นที่โดยรอบ

เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อคราวที่ "นักรบนปก." เคลื่อนพลบุกบ้านป๋าเปรม ในยุคของรัฐบาลทหาร ทำให้ฝ่ายรัฐใช้อำนาจผ่านตร. ออกหมายจับ (24 ก.ค.2550) นปก.9 คน(เช่นวีระ มุกสิกพงศ์ -จตุพร พรหมพันธ์-จักรภพ เพ็ญแข-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) ใน3 ข้อหา คือมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาสั่งการหรือยั่วยุปลุกระดมให้กลุ่มบุคคลกระทำ การอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และต้องทำให้คนเหล่านี้ไปนอนในคุกในระยะเวลาสั้นๆ

แต่ของพันธมิตร โดน4ข้อหาคือ 1. การตระเตรียมการเป็นการกบฏ 2.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง 3.ใช้กำลัง ประทุษร้ายขู่เข็ญหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และ4.ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

และเมื่อย้อนไปดูเส้นทางการชุมนุมของพันธมิตรรอบ2 นี้จะพบว่าคล้ายคลึงกับการชุมนุมของนปก.ไม่น้อย ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อการก่อกำเนิด ของนปก.นั้นมาจากการชุมนุมในนามพีทีวี จากนั้นก็ขยับเป้าหมายการต่อสู้ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นต่อต้านรัฐประหาร ส่วนของพันธมิตรนั้น ในเบื้องต้นก็ชูธงในเรื่องคัดค้านการรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็แปรไปสู่เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการ เรื่องเขาพระวิหาร จนมาถึง เรื่องย้ายรัฐสภาแห่งใหม่

เหล่านี้ทำให้ประเด็นของกลุ่มพันธมิตรส่ายไปส่ายมา เป็นความผันผวนที่ทำให้ไม่สามารถเรียกศรัทธาจากมวลชนได้มากเท่าครั้งที่ขับไล่นาย ใหญ่ ทำให้พลังของกลุ่มพันธมิตรไม่สูงพอทีจะเปลี่ยนแปลง อีกทั้งปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้เกิด "รัฐประหาร 19 ก.ย.49" นั้น คือ "ทหาร เอาด้วย" แต่คราวนี้ "ทหารไม่เอาด้วย"

เพราะ "สมัคร" จอมเก๋า นอกจากหลังจะพิงวังแล้วมือยังโอบขุนทหารไว้ด้วย เพราะตั้งแต่สมัครขึ้นสู่อำนาจก็พยายามใกล้ชิดกับผบ.ทบ. ที่กุม กำลังสูงสุด มีการเรียกใช้ผบ.ทบ. ออกงานบ่อยๆ แถมให้อำนาจเด็ดขาด ไม่เข้าไปก้าวก่าย ทำให้ซื้อใจทหารได้ และยิ่งช๊อตสุดท้าย ในบัญชี การโยกย้ายนายทหารปีนี้ที่ออกมาอย่างรวดเร็ว นุ่มนวล และเมื่อพันธมิตรยึดทำเนียบ ก็ไปใช้ กองบัญชากองทัพไทยเป็นฐานบัญชาการ อันเป็นการโชว์ว่าแน่นปึกกับทหาร

มีเกจิการเมืองวิเคราะห์ว่าการที่กลุ่มพันธมิตร เลือก26 ส.ค. 2551เป็นวันดีเดย์นั้น คือวันที่ 30ส.ค. 2551 จะเป็นวันเปิดงาน " 116 วัน จากวันแม่สู่ วันพ่อ" ดังนั้นถ้าไม่รีบดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ถ้าไม่เคลื่อนไหวในช่วงวันเวลาดังกล่าว และถ้าไปเคลื่อนไหวหลังวันที่ 30 ส.ค.โอกาสที่จะถูกประนาม มีสูงยิ่ง

นอกจากนั้นก็มีการเชื่อมโยงว่าเป็นวันเกิดป๋าเปรม และเป็นวันที่ตัดสินโผทหาร และทางกลุ่มพันธมิตร ได้ข้อมูลทางลับมาว่าจะมีการขัดแย้ง ในโผทหาร ซึ่งนำมาสู่ความมั่นใจในการลงมือ แต่ "สมัคร" รู้ทัน ไม่แตะโผทหารเลยแม้แต่น้อย ให้อำนาจผบ.ทบ. เต็มๆ ให้ไปเคลี่ยร์กับอีก 2 เหล่ากันเอง ยิ่งเฉพาะในทัพอากาศ (เด็กของพล.อ.อ.ชลิต ผบ.ทอ.เข้าวิน) ซึ่งการลงตัวของขุนทหาร ทำให้ไม่เกิดการขยับอะไรทั้งสิ้น แม้จะมี ปัจจัยยั่วยุ หลายประการ

ทำให้กลุ่มพันธมิตรที่ต้องการจะให้เกิดการปะทะ ก็หวังเหวิด และ "ดูเหมือนกำลังรอให้ตร.มาจับกุมแกนนำ" หวังให้เกิดแรงเสียดทาน การ เผชิญหน้า อันเป็นเงื่อนไขให้ประชาชนออกมามากขึ้น และที่สำคัญต้องการให้ทหารออกมา

เพราะ ดูท่าทีแล้ว โอกาสที่ "สมัคร" จะถอดใจ ยอมแพ้ เป็นไปได้ยาก เพราะงานนี้รัฐบาลไม่ยอมลงมือก่อน ถอยสุดซอยไปเรื่อยๆ (26 ส.ค. เวลา 5 โมง ตร.ประกาศเส้นตายให้พันธมิตรออก จากทำเนียบก่อน 6โมงเย็น แต่ จนหมดวันที่ 27 ส.ค.ยังไม่การเข้าไปสลายการชุมนุนแต่อย่างใด )

และแม้กลุ่มพันธมิตรจะมีการตั้งแกนนำชุด 2ไว้รองรับ แล้ว แต่ดูจากชื่อชั้นก็ไม่มีพลังเรียกคนได้มากเท่ากับแกนนำชุดแรก ซึ่งก็จะเหมือนกับ ครั้งที่มีนปก.ชุด 2 ที่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก แล้วก็สลายตัวไปในที่สุด ซึ่งแกนนำพันธมิตรชุด 2 ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไร

มีหลายฝ่ายมองว่า กลุ่มพันธมิตรหาทางลง ด้วยการทำรัฐประหารโดยประชาชน ให้กลายเป็น "ปฎิวัติประชาชน" แต่ด้วยกระแสสังคม ความ สุกงอมของปัญหายังไม่เกิด แม้จะมีนายกฯที่พยายามสร้างชนวนแตกร้าวอยู่บ่อยๆ (อย่างล่าสุดให้เลือกข้าง) แต่ก็ยังไม่ความผิดที่สำเร็จเด่นชัดมากมาย ทางพันธมิตรเองก็การวางแผนผิดพลาด การประกาศศัตรูไปทั่ว

ยิ่งเฉพาะการก่อการในขณะที่ "ขบวนการตุลาการภิวัฒน์" ที่เชื่อว่า เป็นฝ่ายของอำมาตย์ กำลังทำงานอย่างเข้มข้น ผ่านคดีการเมืองหลายคดีทั้งที่ผ่านไปแล้ว (ที่แม้แต่นายใหญ่ยังต้องหลบฉากไปต่างแดน ) และ คดีที่ยังรอการตัดสินอีกในอนาคต (คดีชิมไปบ่นไป-ยุบพรรค) ซึ่งทำให้น้ำหนักของเหตุผลในการแตกหักของ กลุ่มพันธมิตร ดูจะเบางบางลง ไป

และล่าสุดเมื่อศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้พันธมิตรถอนกำลังออกจากทำเนียบและพื้นที่โดยรอบ( 22.00ของวันที่ 27 ส.ค.2551) แล้วทางพันธมิตรก็บอกว่าเคารพคำสั่งศาล แต่ขอปักหลักชุมุนุมต่อไป เพื่อขออุทธรณ์ในวันที่28 ส.ค.2551

ต้องจับตาว่ากลุ่มพันธมิตร จะหาประตุทางออกเจอหรือไม่ และออกอย่างไร?

แต่สุดท้ายไม่ว่า ปรากฎการณ์ "ปฎิวัติ ประชาชน" จะชนะ หรือแพ้ ก็ตาม แต่.ระบอบประชาธิปไตยและประเทศชาติถอยหลังแน่นอน !

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 28, 2551

กบฎเหิมใส่ศาล "ภูวดล"กุ๊ยกระชากนักข่าวหญิงร่วง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

ศาลแพ่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับคดี สั่งพันธมิตรฯต้องออกไปจากทำเนียบรัฐบาลทันที พร้อมติดป้ายห้ามเข้าทำเนียบฝ่าฝืนคำสั่งศาลมีโทษ ผู้ต้องหากบฎสุริยะใสขึ้นเวทีวิจารณ์ทันควันอ้าง2มาตรฐานไม่ยอมย้ายออก ขณะที่สื่อมวลชนงานเข้าของจริง"คุกคามสื่อคือคุกคามประชาชน"ทั้งด่าทอหยาบคาย "ภูวดล"ทิ้งคราบศาสตราจารย์สวมบทถ่อย กระชากนักข่าวสาวค่ายมติชนร่วง สมาคมสื่อยังเงียบเฉย

ติดป้ายห้ามเข้าทำเนียบ ฝืยผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำแผงเหล็กติดป้ายผ้าระบุข้อความตัวใหญ่สีแดงว่า "ห้ามเข้าตามคำสั่งศาลผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย" จำนวน 5 อัน ขึ้นรถกระบะเพื่อนำไปติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบทำเนียบรัฐบาลตามคำสั่งของ พ.ต.อ.วิชาญ บริรักษ์กุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 หลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ผู้ชุมนุมยังไม่ปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ได้มีสื่อมวลชนจำนวนมากไปสังเกตการณ์การติดตั้งแผงเหล็กดังกล่าวด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุความวุ่นวาย หากกลุ่มพันธมิตรไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตั้ง

ศาลแพ่งไม่รับอุทธรณ์สั่งพันธมิตรออกจากทำเนียบท้นที
ก่อนหน้านี้ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเปิดการจราจร แต่อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไว้พิจารณา และนัดฟังคำสั่งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่ง ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมืองกับพวกรวม6คน เป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ โดยศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุม ออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งรื้อถอนเวทีปราศรัย และสิ่งปลูกสร้าง ออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยคำสั่งให้มีผลทันที

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ นายเมธี ใจสมุทร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในคดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกรวม6คน เป็นจำเลยร่วมกัน ฐานละเมิด และฟ้องขับไล่ เพื่อขอให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาล ต่อมาเวลา 16.30 น.ได้มีคำสั่งว่า หลังศาลได้พิเคราะห์คำร้องของทนายความโจทก์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้ง 6 และกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล จึงให้ตั้งพนักงานบังคับคดี เพื่อไปดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการตั้งพนักงานบังคับคดีต่อจากนี้ไป ศาลก็จะส่งหมายไปยังกรมบังคดี เพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ไปประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง คือ ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป

นายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคงจะออกประกาศของกรมบังคับคดีไปปิดประกาศที่หน้าทำเนียบรัฐบาลไม่ทันในเย็นวันนี้ (28 ส.ค.) แต่หากเจ้าพนักงานปิดประกาศแล้ว ผู้ชุมนุมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ถ้ายังฝ่าฝืน สำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นโจทก์ จะต้องร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อร้องต่อศาลแพ่งขอให้ออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ อีกครั้ง

ยะใสเหิมละเมิดคำสั่งศาลวิจารณ์2มาตรฐาน
ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นปราศรัยโดยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินของศาลแพ่งที่ให้พันธมิตรฯออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ว่า อยากให้นำคดีนี้ไปเทียบเคียงกับกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ ฟ้องในลักษณะเดียวกันเมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ แต่ศาลแพ่งในขณะนั้น กลับระบุว่าไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลแพ่งและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ในครั้งนี้ ศาลแพ่งกลับออกคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ตนอยากตั้งคำถามว่าเป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่เขายังกล่าวอีกว่า ขอให้จับตาดูในคืนนี้ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดโดยเฉพาะจากคนในอำนาจรัฐด้วยกันเอง

ผู้สื่อข่าวรายบรรยากาศการชุมนุมว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนมากทั้งในเขตทำเนียบและบริเวณโดยรอบโดยพันธมิตรได้เข้มงวดกับคนที่เข้ามาร่วมชุมนุมในบริเวณทำเนียบโดยจัดให้มีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวเท่านั้นและมีการตรวจค้นอาวุธอย่างเข้มงวด

คุกคามสื่อต่อเนื่อง "ภูวดล"กระชากนักข่าวหญิงร่วง
ขณะเดียวกันมติชนรายงานข่าวว่า พันธมิตรฯตะเพิดสื่อ ด่าหยาบคาย ไม่ให้ทำข่าว "ภูวดล"กร่าง กระชากนักข่าวสาวมติชน แถมเรียกการ์ดให้ลากออกไป "สนธิ-พิภพ" รุดเคลียร์ พร้อมกันนักข่าวสาวออกจากพื้นที่ เกรงได้รับอันตราย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างแนวป้องกันด้วยยางรถยนต์ ที่ประตู 9 ฝั่งสะพานอรทัย พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อสกัดกั้นตำรวจทั้ง เหล็กแป๊ป ไม้พลอง หนังสะติ๊ก ก้อนหิน ซึ่งทันทีที่รถตู้ตำรวจ และรถ 6 ล้อ สำหรับคุมขังนักโทษ ประมาณ 20 คัน เคลื่อนผ่านฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัส ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้โห่ร้อง โดยระหว่างนั้นผู้สื่อข่าว 3 คน ประกอบด้วยนายมนตรี จิรพรพนิต หนังสือพิมพ์ข่าวสด นายสุทธา พิมาลัย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และน.ส.ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์ หนังสือพิมพ์มติชน ที่ขึ้นไปสังเกตการณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมอาคารบัญชาการ 1 และ 2 ได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯไล่ลงข้างล่างให้หมด

ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งสาม ได้ชี้แจง พร้อมกับโชว์บัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวว่าเป็นสื่อมวลชน ขอสังเกตการทำหน้าที่รายงานตรงจุดนี้ ทางการ์ดพันธมิตรฯบอกว่า ไม่สนเพราะกลัวว่าจะเป็นนปก.ปลอมตัวมา ถ้าไม่ลงจะใช้หนังสติ๊กยิง จากนั้นได้มีรปภ.ของพันธมิตรฯ 2 คนขึ้นมาเชิญตัวลงไป แต่ผู้สื่อข่าวได้ยืนยันว่า จะขอสังเกตการณ์ต่อไปโดยยืนยันว่าสามารถดูแลตัวเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เจรจากับการ์ดพันธมิตรฯเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่า นายภูวดล ทรงประเสริฐ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นมายังบริเวณดังกล่าวด้วยอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับชี้หน้าไล่ผู้สื่อข่าวให้ลงไปด้านล่าง และด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยไม่ฟังคำชี้แจงใดๆ รวมทั้งได้กระชากตัว น.ส.ศศินภา อย่างรุนแรง ทำให้เพื่อนนักข่าวอีกสองคน ต้องเข้าไปกันเอาไว้พร้อมกับบอกว่า ทำอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะน้องเป็นนักข่าวผู้หญิง จนทำให้น.ส.ศศินภา ร้องไห้ด้วยความตกใจในท่าทีของนายภูวดล ซึ่งนายภูวดล ได้เอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ขู่ว่าจะลงดีๆหรือไม่ ถ้าไม่ลงจะตามรปภ.มาไล่ให้ลงไป เพราะมันอันตราย ผู้สื่อข่าวทั้งสามจำเป็นต้องลงมาด้านล่าง ซึ่งนายภูวดล ตะโกนสั่งทีมรปภ.ไล่หลังว่า "ให้เอาพวกมันลงไป"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรประมาณ 10 กว่าคนกรูกันขึ้นไปชั้นบน โดยมีหญิงกลางคน ตะโกนใส่หน้าผู้สื่อข่าวว่า เอาลงไปเลย และขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวเดินลงจากชั้นสอง กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างพากันตะโกนไล่ กระทั่งเพื่อนผู้สื่อข่าวที่ทราบเรื่องต้องมาช่วยกันพากลับเข้าห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ แต่ก็มีมวลชนจากพันธมิตรฯฮือมาล้อมที่ห้องผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล จนผู้สื่อข่าวต้องขอร้องให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยรักษาความปลอดภัย และได้ปิดประตูล็อคกลอนทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้แจ้งให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแจ้งว่า น.ส.ศศินภา ต้องการจะกลับบ้านแต่รถของบริษัท จอดอยู่บริเวณที่เกิดเรื่องเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย นายสนธิได้อาสาพาตัวน.ส.ศศินภา ไปส่งขึ้นรถกลับบ้าน

จากนั้นนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯได้มาเจรจากับผู้สื่อข่าว ที่รังนกกระจอกใหม่ โดยนายพิภพได้กล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บางคน ที่ทำให้เกิดปัญหา ยอมรับว่า มีการ์ดบางส่วนไม่เข้าใจว่า นักข่าวที่ติดบัตรสื่อมวลชนต้องการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น จึงขอให้การ์ดเข้าใจและปฏิบัติตัวกับนักข่าวที่มีบัตรสื่อมวลชนอย่างให้เกียรติ ก่อนที่จะมีการกล่าวหาใดๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการ์ดเกรงว่า จะมีฝ่ายตรงข้ามแฝงตัวมากับนักข่าว ดังนั้น หากมีปัญหาในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ขอให้ติดต่อกับแกนนำได้ 24ชั่วโมง จะแก้ปัญหาให้ทันที แต่รับประกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะการ์ดมีหลายประเภท แต่รับปากว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้

ทั้งนี้ ทางผู้สื่อข่าวได้ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯกรุณาให้สื่อมวลชนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย และให้เกียรติในการทำงาน เพราะผู้สื่อข่าวปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ความคุ้มครองสื่อเพราะไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆ

การ์ดพธม.เกือบลุยนักข่าวอีก อ้างล้าเพราะอดนอน
ขณะเดียวกัน เวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า กำลังเดินสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณแยกมิสกวัน ได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ นายชัยรัตน์ต้องเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ชายคนดังกล่าวกลับไปยอมหยุดต่อว่า นายชัยรัตน์จึงแสดงบัตรสื่อมวลชนให้ดู ทว่ากลับทำให้ชายคนดังกล่าวเกรี้ยวกราดมากขึ้น และปรี่เข้ามาจะทำร้าย แต่หน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ได้เข้ามาห้ามปราม และพยายามพูดคุยนานกว่า 15 นาที ชายคนดังกล่าวจึงสงบลง และยอมขอโทษแต่โดยดี พร้อมชี้แจงว่า เนื่องจากไม่ได้นอนหลายวันติดต่อกัน ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า และกดดัน คิดว่า นายชัยรัตน์เป็นตำรวจแฝงตัวมาหาข่าว ประกอบกับเกิดกระแสข่าวว่า จะมีบุคคลที่ 3 แฝงตัวมาก่อความวุ่นวาย จึงแสดงอาการดังกล่าว

ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตย:พัลลภ ปิ่นมณี ชัยชนะที่ปูลาดด้วยเลือดและชีวิตผู้บริสุทธิ์



หรือภาพประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย?-ในเหตุการณ์พฤษภาฯ2535 พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนสนิทพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เปิดเผยในภายหลังว่าเขาได้เป็นตัวการในการทำระเบิดขวดเผาสน.นางเลิ้ง ซึ่งทำให้รัฐบาลขณะนั้นจับกุมพลตรีจำลอง และพัลลภกับจำลองก็พูดกันตอนนั้นว่า"เมื่อจำลองถูกจับ ฝ่ายเราก็ชนะ!"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551
แม้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าใครจะได้เป็นทายาทรุ่นที่2หากแกนนำพันธมิตรชุดแรกถูกจับกุมตัว โดยตอนแรกมีข่าวว่าจะเป็นนายสำราญ รอดเพชร โฆษกเวทีพันธมิตร คนใกล้ชิดนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ล่าสุดพลตรีจำลอง ศรีเมือง เปิดตัวว่าจะเป็นเพื่อนรักของเขาคือพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งมีประวัติอื้อฉาวถูกกล่าวหาในหลายกรณีทั้งเหตุการณ์ก่อกบฎ1เมษายน2524,เหตุการณ์ลอบสังหารบุคคลสำคัญ รวมทั้งความพยายามลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระราชินี,เหตุการณ์ลอบสังหารอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร,เหตุการณ์สังหารหมู่มัสยิดกรือเซะห์ จนทำให้ไฟใต้ร้อนระอุมาจนถึงขณะนี้ และที่สำคัญการจุดชนวนเลือดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เราจึงต้องจัดให้พลเอกพัลลภเข้ามาอยู่ในทำเนียบประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย

*ชมคลิปวิดิโอพัลลภให้สัมภาษณ์สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นคนวางแผนจุดชนวนเลือดพฤษภาทมิฬhttp://video.mthai.com/player.php?id=6M1179828395M0




"พัลลภ"รับไม้"จำลอง"ลั่นใช้แผนเผาเมืองเลียนแบบพฤษภาทมิฬ
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนตาย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศจะขึ้นเวทีเพื่อขับไล่รัฐบาลและนายกฯ ออกจากตำแหน่ง หากพล.ต.จำลองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขัง

"ผมจะพูดขึ้นเวทีก็ต่อเมื่อ พล.ต.จำลองถูกเจ้าหน้าที่จับกุม การขึ้นเวทีครั้งนี้ถือเป็นสัญญาใจที่ผมกับจำลองที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันมา ได้มีสัญญาอยู่ 2 ข้อ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อพล.ต.จำลองถูกจับกุม ผมก็จะเข้าไปแทน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น การปฏิบัติการ 3 วันก็จบ ซึ่ง 2 ข้อที่ผมได้สัญญาไว้กับพล.ต.จำลองคือ ถ้าวันใดที่จำลองโดนตำรวจจับผมจะเข้าไปแทนทันที และที่ พล.ต.จำลอง ใช้ยุทธวิธีสันติวิธีแบบอหิงสา ซึ่งมันไม่ตรงกับผม แต่ผมจะใช้ยุทธวิธีปฏิบัติการรุก ซึ่งผมได้ตกลงกับจำลองมาตั้งนานแล้ว" พล.อ.พัลลภ กล่าว

พล.อ.พัลลภ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อศาลอนุมัติออกหมายจับพล.ต.จำลองก็ถือว่าเข้าข่ายข้อหนึ่งที่ตนได้ตกลงไว้ การไปเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย และเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ตนไม่ได้มาเพิ่งตัดสินใจที่จะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แต่ได้ตัดสินใจมานานแล้วตามที่ได้ตกลงกันไว้ อย่างไรก็ตามการที่ขึ้นเวทีครั้งนี้ก็ไม่ได้กลัวต่อภาพลักษณ์ที่ผ่านมา หากพล.ต.จำลองถูกจับสถานการณ์คงวุ่นวายแน่ เพราะคำพูดของตนชัดเจนอยู่แล้ว สำหรับยุทธวิธี ตนจะใช้วิธีรุก คงจะไม่ใช้วิธีตั้งรับเหมือนกับพล.ต.จำลอง

ถามว่า รัฐบาลและนายกฯควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ใช่ และตนมีวิธีที่จะให้รัฐบาลและนายกฯลาออก แต่ตนคงบอกไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะปฏิบัติการเพียง 3 วัน รัฐบาลก็ต้องลาออกยกชุดแล้ว เพราะยุทธวิธีรุกไม่เหมือนยุทธวิธีรับของพล.ต.จำลอง

"วันใดที่พล.ต.จำลองถูกจับเข้าคุก ผมจะขึ้นเวทีเพื่อประกาศชัยชนะให้กับพันธมิตรฯทันที"พล.อ.พัลลภกล่าว

ย้อนรอยกรรมชั่วจุดชนวนเลือดพฤษภาทมิฬ
พล.อ.พัลลภให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ด้วยความภาคภูมิใจมาตลอดว่า ในคราวเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในปี 2535นั้นเขามีส่วนทำให้พล.ต.จำลองประสบชัยชนะ โดยเขาได้พูดกับจำลองว่าต้องเดินแผนให้รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร ในขณะนั้นใช้กำลังจับกุมจำลอง "พอจับจำลองปุ๊บ ผมก็พูดเลยว่าเราชนะแล้ว"

พล.อ.พัลลภเผยว่า ได้วางแผนให้หน่วยย่อยที่ฝึกมาอย่างดีในการต่อต้านรัฐบาลพล.อ.สุจินดา โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา ในการช่วยทำระเบิดขวดที่บรรจุน้ำมันเพื่อนำไปปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนางเลิ้ง จนเป็นเหตุให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย จนพล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องหันมาใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม จนประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่าในคราวนี้พล.อ.พัลลภก็พูดเป็นนัยว่าอยากให้มีการจับพล.ต.จำลอง แล้วเขาก็จะประกาศชัยชนะ และรุกฆาตรัฐบาลภายใน 3 วัน

ส่วนชัยชนะครั้งนี้จะปูลาดไปด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกครั้งหรือไม่ หรือใครจะมาหยุดแผนชั่วของพัลลภลงก่อน นั่นเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดู

ก่อกบฎเมษาฮาวาย-เหิมเกริมพยายามลอบปลงพระชนม์ราชินี
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีตำแหน่งสุดท้ายทางราชการ เป็นรองผู้อำนวยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 7 (จปร.7) เคยร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นอาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต พ.อ.มนูญ รูปขจร ยศในขณะนั้น ทำการปฏิวัติ “เมษาฮาวาย”โค่นอำนาจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2524 มาแล้ว แต่ล้มเหลว กลายเป็นกบฎ

พล.อ.พัลลภกับพวกแค้นพล.อ.เปรม,พล.อ.อาทิตย์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โดยกล่าวหาอย่างไม่มีมูลแม้แต่น้อยว่าพระองค์ท่านมีส่วนสำคัญให้พวกตนพ่ายแพ้กลายเป็นกบฎ ดังนั้นถัดมาอีก 1 ปี กลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับยังเติร์ก ได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก จึงประสบเหตุการณ์ 'ลอบสังหาร' เป็นระลอกๆ และไม่เพียงเฉพาะบุคคลทั้งสอง หากยังมีรายงานของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ได้มีการตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกด้วย รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ในงานยกช่อฟ้า วัดจิระ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 2 วันที่ 8-25 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปเยี่ยมท่าน ผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก ซึ่งป่วยและรักษาอยู่ใน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ล้มเหลวอีกครั้ง

ครั้งที่ 3 วันที่ 5 พฤษภาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก ใช้รถบรรทุกระเบิดไปจอดที่หน้าโรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ในเส้นที่ทาง พล.อ.อาทิตย์เดินทางผ่าน ไปทำงาน เพื่อลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ โดยใช้คลื่นวิทยุบังคับจุดระเบิด แต่รถได้เกิดระเบิดขึ้นก่อนที่ พล.อ.อาทิตย์จะผ่านไป

ครั้งที่ 4 วันที่ 3 มิถุนายน 2525 กลุ่มนายทหารยังเติร์กกับพวก ได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะไปทอดกฐินที่วัดแก้วนิมิตร อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 5 วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวด 66 เอ็ม -72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

ครั้งที่ 6 วันที่ 1 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนาม กีฬาแห่งชาติ

ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กและพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดหน้าพระเมรุ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่สำเร็จ

ครั้งที่ 8 วันที่ 20 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

ครั้งที่ 9 วันที่ 31 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ซึ่งจะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดศรีสุทธาวาส อ.เมืองเลย แต่ไม่สำเร็จ

ในวันที่ 14 กันยายน 2527 มีการออกหมายจับผู้ต้องหาคดีลอบสังหาร จำนวน 43 คน รวมทั้งแกนนำกลุ่มยังเติร์ก ด้วย เช่น คือ พ.อ.มนูญ รูปขจร และพ.อ.บุลศักดิ์ โพธิ์เจริญ พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร (ยศในขณะนั้น)

กระทั่งวันที่ 30 ธันวาคม 2536 คดีประวัติศาสตร์”วันลอบสังหาร” ก็สิ้นสุดลง เมื่อศาลอาญายกฟ้องโดยศาลวินิจฉัยว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่าเพราะมีการประนีประนอมกันระหว่างฝ่ายยังเติร์ก กับฝ่ายพล.อ.เปรมได้แล้ว

สังหารหมู่มัสยิดกรือเซะห์ส่งผลไฟใต้โหมกระพือ

ในยุครัฐบาลทักษิณ เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องน่าวิตกของคนในชาติ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ก็มีส่วนทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อครั้งนายทหารผู้นี้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รองผอ.กอ.สสส.จชต.) ในปี 2547 ได้เข้าปราบปรามผู้ก่อเหตุที่บุกยึดมัสกรือเซะห์ โดยครั้งนั้น พล.อ.พัลลภ ได้สั่งให้กองกำลังทหารเข้าใช้กำลังด้วยการสังหารหมู่กลุ่มบุคคลที่อยู่ในมัสยิดกรือเซะห์ทั้งหมด ทั้งที่หลายฝ่ายพยายามท้วงติงให้ใช้วิธีการเจรจาเป็นทางออก

จนเป็นเหตุให้ไฟใต้ขยายวงออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จับคนขับรถพัลลภพัวพันลอบสังหารทักษิณ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 09.00 น.ของวันที่ 24 ส.ค.2549 คือความพยายามลอบสังหารด้วย"คาร์บอมบ์"ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในเบื้องต้นมีการจับกุม ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ ผู้ขับรถคาร์บอมบ์คันดังกล่าว(คนๆนี้เคยเป็นทหารชั้นประทวน เป็นคนขับรถของพัลลภ ต่อมาพัลลภสนับสนุนให้เป็นทหารชั้นสัญญาบัตร จึงยินดีมอบกายถวายชีวิตตอบแทนนายเต็มที่) ต่อมามีการจับกุมนายทหารในกอ.รมน.ใต้สังกัดของพัลลภไปหลายราย แต่มีเพียงจ่ายักษ์อยู่คนเดียวที่ให้การรับสารภาพหมดไส้หมดพุงซัดทอดนายทหารอีก 4 คนว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ และหากสังหารไม่สำเร็จจะทำปฏิวัติ

ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพราะหลังเหตุการณ์คาร์บอมบ์ไม่ทันถึงเดือน ก็มีการทำรัฐประหาร 19 กันยายน2549

ทั้งหมดนี้คือพฤติการณ์ชั่วที่พัลลภ เพื่อนรักของจำลองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพัน หรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง เป็นพล.อ.พัลลภที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำพันธมิตรรุ่น 2 โดยประกาศว่าจะใช้วิธีแบบพฤษภาทมิฬ2535 นั่นคือชัยชนะที่ปูลาดด้วยเลือดเนื้อชีวิตผู้บริสุทธิ์

...

ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย:9กบฎโทษสูงสุดประหารชีวิต



ไฮ!-สนธิ ลิ้มทองกุล ท่านผู้นำขบวนการพันธมิตรนำทีม9แกนนำ โดนศาลอาญาสั่งออกหมายจับฐานเป็นกบฎ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ล่าสุดยังไม่ยอมจำนน ปลุกระดมสาวกบริวารดื้อแพ่ง ขณะที่นักศึกษาประชาชนทั่วประเทศออกแถลงการณ์ประนาม และผลสำรวจโพลล์ต่างๆไม่เอาด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2551

ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทย งวดนี้มาเป็นยวงรวม9คน ศาลอาญาออกหมายจับข้อหาขบถแผ่นดิน โทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต 5แกนเน่า+ยะใสพ่วงด้วยเทิดภูมิส.ส.สอบตก และอมร อมรรัตนานนท์ที่นำทีมยึดNBT

เมื่อวานนี้(27ส.ค.)ศาลอาญาได้พิจารณาคำร้องขอพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสารและคณะแล้วมีคำสั่ง ว่าโดยพิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 9 ตามที่พยาน ผู้ร้อง ได้ให้การประกอบหลักฐานวีซีดีที่นำส่งแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานพอสมควรให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 น่าจะกระทำการอันเป็นความผิดอาญาตาม คำร้อง จึงอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 9 ตามคำขอ

ผู้ต้องหาทั้ง9ราย ประกอบไปด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ นายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตร

ทั้งนี้เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 1-9 ฐานใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216

กางข้อหาเอาผิด 9 "พันธมิตร" ระวางโทษประหาร!

ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ระบุ มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจการปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการอันใดเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

ลักษณะความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้ใดกระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำผิดตามาตรา 215 ให้เลิกแล้ว ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ