ฟังด้วยหู-รู้ด้วยใจ : ใครกันแน่ ที่ 'คุกคาม บิดเบือน ชวนทะเลาะ' ??
โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
8 พฤษภาคม 2551
ผมก็เพิ่งรู้ว่า วันที่ ๓ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
ก็เมื่อองค์กรวิชาชีพสื่อในเมืองไทย ๓ องค์กร ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ วิจารณ์รัฐบาลชุดนี้ว่า มีพฤติกรรมที่ไม่ส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศนั่นแหละครับ
บุคคลในรัฐบาล ๒ คนที่ได้รับเกียรติเอ่ยถึง ได้แก่ คุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และคุณจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นเป็นการเอ่ยถึงในภาพรวม โดยไม่เจาะจงใคร
อ่านแล้วก็น่าตกใจว่า เหตุไฉนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ถึงได้รับคำวิจารณ์อันน่าประหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้ได้ จึงจำต้องหยิบมาพิจารณาโดยแยบคาย ตามหลักโยนิโสมนสิการ แล้วก็พบอะไรบางอย่างที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่า ไม่ใช่ในพฤติกรรมของรัฐบาลหรอกครับ ในอาการของคนที่เรียกตนเองว่าสื่อมวลชนเองต่างหาก เพราะเมื่ออ่านแถลงการณ์ฉบับนั้นซ้ำเป็นเที่ยวที่สอง จะพบว่า
รัฐบาลของคุณสมัครถูกกล่าวหาว่า ทำให้ “มีบรรยากาศของการคุกคาม บิดเบือน ชวนทะเลาะต่อสื่อมวลชน...” ขึ้นในบ้านเมือง
วิจารณ์คุณจักรภพว่า “...มีนโยบายที่จะจัดระเบียบสื่อของรัฐ... กดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน อสมท. และล่าสุด ได้จัดโครงการทดลองพัฒนาความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและวิทยุชุมชนขึ้น...”
ก็เลยได้พบว่า แถลงการณ์นี้ ตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริงที่ออกจะแปลกอยู่ นั่นคือตั้งอยู่บน “ความรู้สึก” และ “บรรยากาศ” มากกว่า “ข้อเท็จจริง” ที่สื่อมวลชนทั่วโลก เขาสาบานด้วยชีวิตและจิตใจว่า จะใช้วิชาชีพของเขาเสาะแสวงหา
ถ้าคุณสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น และถูกหยิบขึ้นมาประณาม ผมเชื่อว่า ทั่วโลกคงจะเข้าใจและจับตามองตาม แต่ถ้าเพียงถูกกล่าวหาว่า “สร้างบรรยากาศ” เช่นนั้น ก็เท่ากับว่า ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในโลกของสื่อมวลชนไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมา จนทำให้ต้องร้องแรกแหกกระเชอว่า รัฐบาลแทรกแซงสื่อเลย สื่อไทยมีปัญหาแยกแยะระหว่างผายลม กับอุจจาระจริงๆ น่ะหรือ?
ส่วนของคุณจักรภพนั้น ก็ยังวิจารณ์ตามรอยเดิมกันอย่างเหนียวแน่น ฝังเขี้ยวลงบนน่องอย่างไร ก็ยังน้ำลายฟูมปากกันต่อไปอย่างนั้น เจ้าตัวเขาจะเทียวอธิบายว่า การ “จัดระบบสื่อ” ซึ่งเป็นนโยบาย กับการ “จัดระเบียบสื่อ” เป็นคำไทยสองคำที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ไม่มีหูจะฟังกัน
การจัด “ระเบียบ” สื่อ เป็นเสมือนครูที่ถือไม้เรียวคอยหวดให้นักเรียนทำตามกฎเหล็กของตน โดยไม่สนใจเสรีภาพของนักเรียน ในขณะการจัด “ระบบ” สื่อ เป็นการจัดแจงในเชิงนโยบาย ให้สื่อใหม่ๆ เข้าสู่ระบบที่จะรับใช้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลท้องถิ่น หรืออื่นๆ เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของผู้คน ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนหาวิธีให้สื่อที่มีอยู่แล้วในภาครัฐ สนองตอบต่อทิศทางในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ส่วนสื่อเอกชนจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขา
นี่คนละเรื่องเลยทีเดียว เขาบอกว่าจะจัด “ระบบ” ก็ยัดเยียดว่า เขาจะจัด “ระเบียบ” อย่างนี้ก็น่าสนใจว่า ใครกันแน่ที่สร้างบรรยากาศแห่งการ “คุกคาม บิดเบือน และชวนทะเลาะ” ขึ้นในบ้านเมืองนี้
มิหนำซ้ำ เรื่องของโครงการทดลองร่วมมือกับวิทยุชุมชนอะไรที่ว่ามานั่น ก็ยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย แม้แต่ตัวอักษรเดียว และยังไม่มีการใช้งบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ดันไปออกแถลงการณ์เหมือนว่า โครงการนี้มีขึ้นแล้วในโลกนี้
สื่อมวลชนเป็นอาชีพที่น่าสนใจตรงที่ว่า กฎเกณฑ์ใดๆ ที่จะนำมาวิพากษ์สื่อมวลชนว่า ดีหรือเลวเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก เพราะคำว่า เสรีภาพสื่อมวลชน ได้กลายเป็นคำพูดที่นำมาอุดปากคนที่เกี่ยวข้อง จนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กลอกตาไปเสียแล้ว ใครที่ห้าวหาญออกมาพูดเรื่องนี้ ก็จะโดนสื่อมวลชนรุมไล่ล่าสังหารในทางชื่อเสียงเกียรติคุณ จนโทรมไป
คนที่เป็นสื่อมวลชนแท้ๆ เขาจึงให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ในวงการของตัวเอง ที่เรียกว่า จรรยาบรรณสื่อหรือจริยธรรมสื่อ เพื่อให้พรรคพวกของเขาเอง ไม่ไปทำร้ายร่างกายและจิตใจของใครด้วยคำว่า เสรีภาพสื่อ
ปัญหาคือ สื่อไทยไม่เหมือนใคร ประโยชน์ของความเป็นสื่อสากล เขียนไว้ที่ไหนก็ไปเอาของเขามาหมด แต่บทจะเล่นเกมแบบไทยขึ้นมา แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างด้านๆ แล้วตีเขาข้างเดียวกะให้ตายคามือ ตอนนั้นไม่ใช้หลักสากลเสียแล้ว กลับบอกหน้าตาเฉยว่าอีนี้แบบไทย...ฝรั่งไม่เกี่ยว.
