วันจันทร์, มีนาคม 24, 2008

คว่ำเกมโจร : ต้องเผาเมืองทั้งเมือง แล้วสร้างขึ้นใหม่

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
24 มีนาคม 2551

ท่ามกลางความกังวลว่า จะยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือไม่นี้

คนที่คิดอะไรทะลุกรอบ เขาเริ่มจะมองเหตุการณ์ไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ แท้ที่จริงแล้ว “เขา” มีอำนาจทำอะไรกันแบบนี้หรือไม่?

คำว่า สังคม ซึ่งความจริงก็หมายถึงแค่คนกรุงเทพฯ ไม่กี่คน ที่เป็นสื่อมวลชนบ้าง อาจารย์มหาวิทยาลัยบ้าง ที่ทำท่าสนับสนุนการใช้อำนาจอย่างที่ว่านี้อยู่ เอาเข้าจริงแล้ว ก็หมายถึงเฉพาะคนที่เห็นด้วยมาตลอด กับการทำลายประชาธิปไตย และเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้นมือนั่นแหละ

ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ กำลังอยากเห็นรัฐบาลทำงานเต็มที่อย่างที่สัญญาไว้ เพราะความลำเค็ญทางเศรษฐกิจ มันเหลืออดเหลือทนเต็มทีแล้ว ไม่ได้อยากเห็นการปะทะกันทางการเมืองอีกรอบหนึ่งเลย

สถานการณ์อย่างนี้ ทำให้ผู้ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมาทำงานในฐานะรัฐบาล นั่นคือพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๕ พรรค จะต้องคิดและตัดสินใจเสียเดี๋ยวนี้ว่า จะฟังใครแน่ ระหว่างผู้ที่คบคิดกันยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งและสนับสนุนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เหม็นเบื่อพวก “เผด็จการคุณธรรม” ในกรุงเทพฯ เต็มทน

ถ้าถามผม หากรัฐบาลฟังคนกลุ่มแรก และเชื่อถือตามนั้น รัฐบาลก็คงเพี้ยนเหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับเขาเหล่านั้น นอกจากจะไม่ต้องฟังแล้ว อาจจะต้องแสดงออกให้ชัดเจนด้วยว่า ตนเองคือใคร และฝ่ายผู้ที่กำลังจะตัดสินตนนั้นคือใคร


บอกไปเลยครับว่า เมื่อเกิดการยึดอำนาจ “ฉีก” รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ จนเกิดช่องว่างอยู่เป็นนาน ก่อนจะเกิดมีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๐ ในช่วงนั้น ก็ได้ตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาไล่ล่ากันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาจนถึง คตส.เจ้าปัญหารายนี้

ทั้งหมดนี้ตั้งขึ้นมาด้วยอำนาจกบฏ ยังมิได้มีรัฐธรรมนูญรองรับทั้งนั้น แปลว่ารัฐบาลและประชาชน ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปเชื่อถือผลการตัดสินเกี่ยวกับการยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นเลย เช่นเดียวกับกรณีของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช กับ “ใบแดง” ก็ไม่ควรสนใจใดๆ และคุณยงยุทธก็ควรทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไปอย่างสง่าผ่าเผย

ถามว่าวันนี้มาพูดอย่างนี้ แล้วทำไมวันก่อนทำท่าว่า เชื่อถือในกระบวนการของเขา ถึงขนาดที่คุณยงยุทธต้อง “พักการทำงาน” เล่า?

สุ้มเสียงของพรรคพลังประชาชนก็ทำท่าว่า ฟังเสียงเขามาตลอด ประหนึ่งให้การยอมรับว่า เขาเหล่านั้นมีอำนาจจริง เหตุไฉนถึงเป็นเช่นนั้นเล่า? คำตอบก็ง่ายๆครับ

ก็เราเชื่อถือตลอดมาว่า “หลัก” ของประเทศนั้นมีจริง ถึงเวลาก็คงกระซิบกระซาบ หรือดลใจให้เหตุการณ์ต่างๆ มันจบลงอย่างสมานฉันท์กันได้ เพราะฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว คนสายตาดีก็คงมองเห็น ถึง “หลัก” ที่ว่า จะเป็นผู้ใหญ่ขนาดหนัก อยู่ในฝ่ายอำมาตย์ก็ตามทีเถิด


มาบัดนี้เริ่มไม่แน่ใจว่า หลักนั้นมีจริงหรือไม่ หรือเป็นไม้หลักปักขี้เลนไปเสียแล้วในวันนี้ ก็เลยเกิดการถามย้อนต้นขึ้นมาว่า ที่ฝ่ายประชาชนยอมเดินตามกระบวนการมาต้อยๆ ด้วยหวังว่า เราจะเดินทางมาพบกันอย่างพร้อมหน้า ที่เมืองเล็กๆ อันมีชื่อว่า “นครสมานฉันท์” นั้น

ความจริงเป็นกลยุทธ์ลับ-ลวง-พราง พาประชาชนมาสู่กับดัก เพื่อการกำจัดกวาดล้างหรือไม่

เมื่อเกิดสงสัย ไอ้ที่ยอมมาตลอดตั้งแต่การเลือกตั้ง อาจจะต้องเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน ถ้าจะยุบพรรคกันแน่ๆ จะให้ยืนนิ่งสงบ เพื่อรับการบั่นคอจนขาดกระเด็นก็คงมากเกินไป แนวคิดเรื่องการเผาเมืองลงทั้งเมือง เพื่อจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ บนหลักการประชาธิปไตย อาจจะต้องทำเสียแล้วล่ะครับ ยั่วกันเหลือเกินนี่.