วันพุธ, มีนาคม 26, 2008

กลับสู่กลียุค เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญด้วยเลือดอีกฉบับ

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 มีนาคม 2551

แทบจะไม่ต้องตีความ.. สำหรับ.. การยุบพรรคการเมือง

หากว่า พบความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือพฤติกรรมอื่นๆ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น..

พรรคมีความสำคัญสูงสุด เพราะพรรค คือ ที่รวมหมู่คนเข้ามาเป็นฝักเป็นฝ่าย.. และพรรคการเมือง คือ การรวมคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน มารวมกัน

เมื่อพรรค คือ ฐานรากของระบอบประชาธิปไตย พรรคจะต้องเป็นสิ่งที่แตกทำลายได้ยาก..

ไม่ใช่..แค่คำตัดสินของคนไม่กี่คน..ที่สามารถโค่นล้มพรรคของคนนับสิบนับล้านได้.. และยิ่งการชี้ผิดนั้น.. ไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ความเป็นจริงที่ว่า.. เพียงคนๆ เดียวหรือคนหมู่เดียว ที่ทะเลาะหรือกลั่นแกล้งกัน หรือคนที่รับอามิสสินจ้าง เพื่อสร้างเหตุให้เรือล่ม.. ก็สามารถล้มพรรคการเมืองทั้งพรรคได้..จากการ..ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอันต้องห้ามอื่นๆ

ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายค้าน.. หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นมา.. คนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค ก็จะต้องออกไปช่วยกันหาเสียง ไปกิน ไปนอน ไปพูด ในแต่ละจังหวัดที่มีการเลือกตั้ง.. และหากกรรมการการเลือกตั้ง พบความผิดของผู้รับสมัครท่านนั้น.. ถึงแม้ว่าผู้สมัครท่านนั้น จะแพ้การเลือกตั้ง..ก็ต้องนับว่าทำผิดกฎหมายอยู่ดี.. และประดาผู้คนร่วมพรรคที่ต้องไปช่วยหาเสียง จะเถียงได้หรือว่า..พรรคไม่ได้ร่วมอยู่ในการทำผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างขึ้นมา.. เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า.. ใครก็ตามที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง.. เขาก็คือผู้กำหนดประเทศไทย..

หากเขาเป็นฝ่ายรัฐบาล.. จะยุบฝ่ายค้านเมื่อใดก็ได้.. ในทำนองเดียวกัน.. ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะมีมือในสภามากเท่าไหร่.. เขาก็สามารถทำลายได้ ในการเลือกตั้งซ่อมเพียงครั้งเดียว

ยกตัวอย่างขึ้นมา เพื่อจะบอกว่า.. มีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่มีรัฐธรรมนูญแบบนี้..

เราร่ำร้องและเพรียกหากันเหลือหลาย.. อยากจะได้ อยากจะเป็นชาติประชาธิปไตย..แต่กับ.. รัฐธรรมนูญแบบนี้.. ประชาธิปไตยมันจะเกิดและอาศัยอยู่ได้หรือ

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไข.. ในอนาคตข้างหน้า.. ประธานวุฒิสภา ที่มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่ง..จะเป็นผู้ปกครองประเทศ.. เมื่อเขาสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ทั้งหมด หรือเป็นส่วนใหญ่.. หรือมีเสียงในกรรมการการเลือกตั้งมากกว่า 2 เสียง

ชะตากรรมของพรรคไทยรักไทย.. เป็นตัวอย่างในอดีต..

พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย.. คือ ปัจจุบัน

และพลังประชาชน คือ อนาคต..

กลับไปสู่กลียุคกันอีกครั้ง..เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญกันด้วยเลือดอีกฉบับ