วันเสาร์, มีนาคม 22, 2008

'ปลื้ม' - อีกแง่มุม

โดย คุณอนุภพ
ที่มา เวบไซต์ เดลินิวส์
22 มีนาคม 2551

“ปลื้ม” เป็นใคร เชื่อว่าคนไทยรู้จักเขาเป็นอย่างดี

ชื่อจริงของ “ปลื้ม” คือ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ม.ร.ว.ปรี ดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี

“ปลื้ม” เป็นคนมี ความสามารถ แบบไม่ธรรมดา เป็นทั้ง พิธีกร เป็นทั้งพรีเซ็นเตอร์โฆษณา เป็นทั้งนักร้องนักแสดง และ เป็นคอลัมนิสต์ทางหนังสือพิมพ์อีกด้วย

ไม่นานมานี้ “ปลื้ม” ได้เขียนคอลัมน์ถึง ส.ว.กทม.เลือกตั้งที่ชื่อ “รสนา โตสิตระกูล” ซึ่งชนะด้วยคะแนนท่วมท้นถึง 743,397 เสียงไว้ดังนี้

...รสนา ไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรีและลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือ ฮาวานา...

...อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพฯ ว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนนที่ “ฉลาด” และพลังเงียบ ที่เข้าไม่ถึง ข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุน ความเติบโต และ ความก้าวหน้า มากกว่าคนที่นิยม ความตกต่ำ และ ความชะงักงัน...

...ผมหวังว่า คนกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอปีกซ้ายที่ใช้วิธีการกระจายรายได้ ด้วยการ โค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริง มาสู่ผู้บริโภคได้...

...การเลือกตั้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ ต้องปรับวิธีคิดในการเลือกตั้งอีกมาก...



มีคนวิจารณ์ข้อเขียนข้างต้นของ “ปลื้ม” แบ่งแยกออกเป็น 2 พวก

พวกแรกคือ พวกเชียร์ “รสนา” จะบอกว่า “ปลื้ม” มีสิทธิอะไร จะมาสอนให้คนกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกตั้ง ก็ ในเมื่อเขาชื่นชม “รสนา” เขาจะเลือก “รสนา” แล้ว “ปลื้ม” จะเข้าไปยุ่งกับการตัดสินใจของคน กรุงเทพฯ ได้อย่างไร

อีกพวกคือ กลุ่มบุคคลที่ไม่เลือก “รสนา” และไม่ชอบ “รสนา” กลุ่มนี้จะบอกว่า “ปลื้ม” เขียนได้ถูก เขียนได้สะใจดี เพราะ“รสนา” เป็นพวกเอ็นจีโอ เอาแต่ค้านโน่นค้านนี่จนไม่ต้องทำอะไร และสังคมขาดความสมดุลไปในที่สุด

บางคน บอกว่า “ปลื้ม” น่าจะคุยเรื่องนี้กับเพื่อนฝูงหรือในวงเหล้า ไม่ใช่มาเขียนเช่นดังกล่าวนี้

“ปลื้ม” ณ เวลานี้ถูกพวกชอบ “รสนา” ด่าอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะตามเน็ตทั้งหลายจนอ่านทั้งวันก็ไม่มีวันหมด

แต่ถ้ามอง “ปลื้ม” ในอีกแง่มุมหนึ่ง และมองอย่างความเป็นธรรม ต้องยอมรับว่า “ปลื้ม” เป็นคนยุคใหม่ที่กล้าพูดกล้าเขียน คิดอย่างไรก็พูดก็เขียนไปอย่างนั้น

ว่ากันตามจริงแล้ว สิ่งที่ “ปลื้ม” เขียน มีความถูกต้องเกินครึ่ง คงมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ “ปลื้ม” เขียนไปแล้วมัน บาดใจ คนกรุงเทพฯ

ถ้าอ่าน...เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย เธอควรเป็นตัวแทนของเปียงยาง คาราคัส หรือฮาวานา...ให้ดี

ถ้าอ่าน...เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร...ให้ดี

จะพบว่านี่คือ ความแตกต่าง ระหว่าง “คนเมือง” กับ “คนชนบท”

“คนเมือง” โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ จะเป็นสังคมที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร แม้จะคิดว่าตัวนั้นเข้าถึงได้เป็นอย่างดี เป็นสังคมที่ ผิวผ่าน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะเลือกใคร ขาดความลึกซึ้งในการเลือก ยึดเอาชื่อเสียงและความโด่งดังเป็นสำคัญ

แต่สำหรับ “คนชนบท” แล้ว เขาจะเลือกใคร บุคคลนั้นต้องเคยช่วยเขา เคยคลุกคลีกับเขามายาวนาน และจริง ๆ จัง ๆ ดังนั้น ถ้าไม่แน่ใจ เขาจะไม่เลือกอย่างเด็ดขาด สังคมเมืองใหญ่มันก็เป็นเช่นนี้ หาความจีรังขังขอบได้ยากยิ่ง

หลายคนอาจบอกว่า “ปลื้ม” ทำไม่ถูกที่ “เขียนออกมาเช่นนั้น แต่อีกแง่มุมหนึ่ง “ปลื้ม” ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนเมืองใหญ่โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ นั้นเป็นเช่นไร ถ้า “ปลื้ม” ไม่กล้าคิดไม่กล้าเขียน “ปลื้ม” คงไม่เป็น “ปลื้ม” และโด่งดังมาจนบัดนี้

ที่เขียนมานี้ ไม่ได้เข้าข้าง “ปลื้ม” แต่ถ้ามอง “ปลื้ม” แง่มุมหนึ่ง

คงจะต้องมอง “ปลื้ม” อีกแง่มุมด้วย จึงจะเป็นธรรมแก่ “ปลื้ม”

และประการสำคัญ สังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ ต้องการคนอย่าง “ปลื้ม” ไม่มากก็น้อย อย่างนั้นมิใช่หรือ.