วันศุกร์, สิงหาคม 31, 2550

คดีหมิ่น พล.อ.สพรั่ง-พล.อ.สนธิ : ศาลอนุมัติฝากขัง บก.ลายจุด แล้ว

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท 1 2
โดย ประชาไท
31 สิงหาคม 2550

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.50 เวลา 13.00 น. ที่ สน.ชนะสงคราม นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน โดยบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวคดีอาญาที่ 1398/2550 ระบุว่า วันที่ 31 ส.ค. 50 พ.ต.ท.ยุคล ประสาทนานนท์ รอง ผกก. สน.ชนะสงคราม และ ร.ต.ท.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นายสมบัติ มารับทราบข้อกล่าวหาที่ระบุว่า ระหว่างวันที่ 24 มิ.ย -3 ก.ค. ผู้ต้องหาในฐานะแกนนำกลุ่ม พลเมืองภิวัฒน์ ได้จัดกิจกรรมปาเป้าที่สนามหลวง โดยใช้ใบหน้าล้อเลียน พล.อ.สพรั่ง และ พล.อ.สนธิ ในอิริยาบทที่ไม่เหมาะสม ทำให้ทั้งสองคนได้รับความเสียหาย ดูหมิ่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียง จึงได้มอบอำนาจให้ผู้กล่าวหา มาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับนายสมบัติ ว่ากระทำผิดฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยภาพวาด ภาพระบายสี หรือตัวอักษร โดยการป่าวประกาศ” ต่อมา ศาลอาญาอนุมัติหมายจับที่ 2581/2550 วันที่ 31 ส.ค.50

ทั้งนี้ ในชั้นต้น นายสมบัติ ปฏิเสธจะให้การกับพนักงานสอบสวน โดยระบุว่าจะให้การในชั้นศาล ต่อมาเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำนายสมบัติมายังศาลอาญาเพื่อขออนุมัติฝากขังเป็นเวลา 12 วัน โดยมีกลุ่มผู้ให้กำลังใจเดินทางตามมาจาก สน.ชนะสงครามด้วย

เวลา 16.30 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาอนุมัติฝากขังนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ 12 วัน ตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวนายสมบัติไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ

โดยก่อนจะถูกนำเข้าห้องขังของศาลอาญา เพื่อนำตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ไม่ยอมประกันตัวด้วยวงเงิน 1 แสนบาทตามข้อเสนอของศาล เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยในทัศนะของคนที่ฟ้อง (พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร) เห็นว่าความผิดของเขาต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพทางกายภาพ ในขณะที่บ้านเมืองก็มีการจำกัดสิทธิทางการเมือง ดังนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่มีเสรีภาพ

นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทกับเขา ก็เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้แจ้งข้อกล่าวหาเอง แต่ประชาชน 35 จังหวัดถูกปกครองด้วยกฎอัยการศึก พวกเขาก็ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน

“ผมอยากรู้ว่า คนที่รู้จักคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง แล้วจะรู้จักคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน 35 จังหวัดหรือเปล่า” นายสมบัติกล่าว

นายสมบัติยังกล่าวกับประชาชนที่มาให้กำลังใจที่ศาลอาญาว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขาใส่เสื้อแดงในวันอาทิตย์ เพื่อรณรงค์ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งต่อไป

จดหมายเปิดผนึกจาก บก.ลายจุด ถึง พลโทสพรั่ง กัลยาณมิตร

ที่มา เวบไซต์ nocoup
โดย บก.ลายจุด
31 สิงหาคม 2550

หลังจากที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. แจ้งข้อหาหมิ่นประมาท
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 31 ส.ค.50 นายสมบัติ จึงได้ทำจดหมายเปิดผนึก (ดังรายละเอียดข้างล่าง) ถึง พล.อ.สพรั่ง พร้อมกับเผยแพร่ในเว็บไซต์ www.nocoup.org โดย "ระบุยศของ พล.อ.สพรั่ง เป็น พล.ท.สพรั่ง แม่ทัพภาคที่ 3 โดยระบุว่านั่นคือตำแหน่งที่แท้จริงของ พล.อ.สพรั่ง ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้มาโดยมิชอบ เกียรติยศที่ได้รับภายหลังการทำรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่มิควรได้รับ"

จดหมายเปิดผนึกถึง พลโทสพรั่ง กัลยาณมิตร

สวัสดีครับท่านแม่ทัพภาคที่ 3 พลโทสพรั่ง กัลยาณมิตร ที่กล่าวถึงยศทางการทหารของท่านเป็นพลโทนั้น เหตุเพราะว่า นั่นคือตำแหน่งที่แท้จริงของท่าน ซึ่งได้มาจากการรับใช้ชาติในฐานะชายชาติทหาร ส่วนยศพลเอก และ ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ. ทบ. นั้น ผมเห็นว่าท่านได้มาโดยมิชอบ โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ ดำเนินการอันมิควร และภายหลังการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านกลับได้ความดีความชอบยกฐานะจาก พลโท เป็น พลเอก แทบจะทันที และยังได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วย ผบ. ทบ. ซึ่งเกียรติยศที่ท่านได้รับภายหลังการทำรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่ท่านมิควรได้รับ ผมจึงขอเอ่ยยศของท่านเพียง พลโท ซึ่งเป็นสถานะที่ท่านจะได้รับเกียรติจากผมและคนไทยทั้งชาติได้สูงสุดเท่านั้น

นับว่าเป็นเกียรติที่ท่านได้เปิดโอกาสให้ประชาชนอย่างผมได้มีโอกาสเป็นคู่กรณีกับท่านในฐานะจำเลยที่หมิ่นประมาทท่านนายพล วีรบุรุษแห่งยุคสมัย ผมจะไม่หลบเลี่ยงที่จะได้เผชิญหน้ากับท่านในคดีความครั้งนี้ เอาถึงที่สุดผมจะเป็นทนายให้กับตนเองในการต่อสู้คดีบนชั้นศาล เพราะผมมีเรื่องจะซักถามท่านหลายประการ และผมเสียดายโอกาสหากไม่ได้ซักถามกับท่านด้วยตัวผมเอง

ผมอยากถามท่านว่า การกระทำของผม หมิ่นประมาทต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่านอย่างไร ? (ซุ้มปาเป้า) ท่านทราบหรือไม่ว่า เหตุใดจึงมีประชาชนอย่างผมกระทำการดังกล่าวอันอาจเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรี และ เกียรติยศของท่าน การแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อท่านอันเนื่องมาจากการที่ท่านและพวกพ้องทำการปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเป็นสิ่งที่ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายใช่หรือไม่ แล้วประชาชนที่ไม่พอใจการกระทำของท่านเขายังมีสิทธิอะไรในการแสดงออกถึงความโกรธแค้นที่มีอยู่เต็มอกของพวกเรา ในเมื่อเราไม่มีอำนาจรัฐ เราไม่มีรถถัง เราไม่มีกำลังพล ไม่มีรุ่น แต่ประชาชนแสดงออกถึงความไม่พอใจไม่ได้ เว้นเสียแต่จะไปยื่นดอกไม้ข้างรถถังอย่างนั้นหรือ ?

หากท่านรักและหวงแหนในศักดิ์ศรี ผมขอเรียกร้องให้ท่านเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นกัน ท่านจะยอมรับความเสมอกันทางกฎหมาย ท่านจะยอมรับอำนาจอธิปไตยว่าเป็นของประชาชน ที่เขามีสิทธิที่จะเลือกผู้บริหารประเทศ และ ผู้แทนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา ทหารจะยุติการแทรกแซงฝ่ายตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง และ เลิกคุกคามประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองได้หรือไม่ ?

ศักดิ์ศรีของท่านและผมเสมอกันได้ ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ชอบธรรม

ผมถูกลูกน้องท่านจับที่เชียงราย โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เพราะผมขึ้นบนหลังคารถแล้วปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร คมช. และ ร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประชาชนกำลังจะต้องลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ลูกน้องของท่านที่ถูกส่งตรงมาจากกองทัพภาคที่ 3 บอกกับผมว่า เขาจะกระทำกับผมในฐานะที่ผมเป็นศัตรูของชาติ และจะใช้อำนาจทางกฎหมายดำเนินการกับผมในระดับรุนแรงที่สุดเท่าที่กฎหมายจะเปิดช่องทางไว้ให้ และจะสอบสวนผมย้อนหลังไปตั้งแต่ผมเกิด หรือ แม้กระทั่งโคตรเหง้าของผม ซึ่งผมทราบว่าท่านพลโท สพรั่ง ทราบเรื่องนี้ดีตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่จับกุมตัวผมครั้งก่อน

ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้อำนวยการกองข่าว กองทัพภาคที่ 3 ได้ให้ความกรุณากับผมอย่างไร ท่าน ผอ. กองข่าวกล่าวกับผมว่า หากท่านจะกลั่นแกล้งผมนั้นง่ายมาก เพียงแค่นำวัตถุผิดกฎหมายมาไว้ในตัวผม เช่น ยาเสพติด ฯ ขณะที่ควบคุมตัวในค่ายทหาร ผมก็ติดคุกหัวโตแล้ว แต่เขาไม่อยากทำ จริง ๆ แล้วผมสับสนอยู่เหมือนกันว่า ผมจะเรียกการกระทำนั้นว่า ความกรุณาได้หรือเปล่า เหมือนกับที่ท่านพลโทสพรั่ง ให้สัมภาษณ์เรื่อง ยกเว้นโทษตายให้กับคนหลายคนแล้ว ส่วนเรื่องปืนกลยิงหมาที่สนามหลวงนั้น ผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตหลายเดือนที่ผ่านมาอยู่แถวสนามหลวง ผมบอกได้เลยว่า “ท่านลุแก่อำนาจ”

ระหว่างประชาชนที่ถูกอำนาจรัฐกระทำ กับ ผู้ปกครองที่ลุแก่อำนาจ ใครคือคนที่จะนิยามคำว่า “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” และหากเราต่างก็นิยามไปในทิศทางของตนเอง นิยามของทั้งสองฝ่ายจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สุดท้ายนี้ ผมขอประกาศต่อท่านว่า ผมจะขอขัดขืนต่ออำนาจรัฐซึ่งได้มาโดยไม่ชอบ โดยเฉพาะ คณะทหารการเมือง คมช. ผมจะขัดขวางการสืบทอดอำนาจของ คมช. และ ขัดขืนต่อกฎอัยการศึกที่มีการประกาศใช้หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่อยืนยันศักดิ์ศรีแห่งพลเมืองไทย ซึ่งจะต้องอยู่เหนือความมั่นคงของ คมช. (ไม่ใช่ความมั่นคงแห่งชาติ) และกรุณาอย่าถอนฟ้องผมในคดีนี้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่เราทั้งสองจะได้พบกันที่ศาล

ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย

สมบัติ บุญงามอนงค์
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
31 สิงหาคม พ.ศ.2550

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 30, 2550

อียูยืนยันว่า ต้องมี MOU ในการทำหน้าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทย

แปลและเรียบเรียงโดย tiger101
แหล่งข่าวต้นฉบับ Earthtime.org
30 สิงหาคม 2550

อียูแสดงความชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าดูการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในไทยก็ต่อเมื่อรัฐบาล "ต้องการเช่นนั้น" และภายใต้เงื่อนไขว่ามีการลงนามในข้อตกลงกับทางการไทย "หากจะมีการส่งคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ก็จำเป็นจะต้องมีข้อตกลงแบบบันทึกความเข้าใจ(MOU) ทั้งกับรัฐบาลและ กกต." ฑูตปอร์ตุเกสประจำประเทศไทย Antionio Felix Machado de Faria e Maya กล่าว

ในการอ่านแถลงการณ์ของประธานอียู ท่านฑูตกล่าวเพิ่มเติมว่า "อียูจะเคารพการตัดสินใจของรัฐบาลไทยอย่างเต็มที่ หากรัฐบาลไทยไม่ต้องการให้มีคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้ง (EOM)"

นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ กรรมการ กกต. ของไทย ประกาศอนุญาตให้ตัวแทนของ EU เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม แต่กล่าวว่า การลงนามใน MOU เป็นเสมือนการเสียอธิปไตย

แต่ก็ยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอนี้มายังอียู เลย Faria e Maya กล่าว "จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบจากทางการไทย" เขากล่าวในการแถลงข่าว

เอ็มโอยูกลายเป็นเรื่องทางการเมืองจากการกล่าวเมื่อวันพุธว่า นี่จะทำให้อียูทำกับประเทศไทยเหมือนเป็นประเทศที่ล้มเหลว เหมือนกับ เขมร หรือ ติมอร์ตะวันออก ซึ่งอียูเคยส่งคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งไปเมื่อก่อนหน้านี้

แต่ฑูตปอร์ตุเกสกล่าวว่าเป็นนโยบายของอียู ที่จะสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งกำลังจะก้าวสู่ประชาธิปไตย ในอดีตอียูได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งมาแล้วกว่า 20 ประเทศ และทุกประเทศมีการลงนามใน MOU

หมายเหตุ: การแปลความดังกล่าวเป็นการแปลเพียงบางส่วน ท่านสามารถอ่านข่าวเต็มได้ตามฉบับภาษาอังกฤษด้านล่างนี้

Bangkok - The European Union (EU) on Thursday made clear that it will only send a mission to monitor Thailand's upcoming election if the government "so wishes" and on the condition that some sort of agreement is signed with the Thai authorities. "Should any EU Election Observation Mission (EOM) take place, agreements in the form of a Memorandum of Understanding (MOU) would need to be agreed with both the government and the Election Commission," said Portuguese Ambassador to Thailand Antionio Felix Machado de Faria e Maya.

Reading out a statement issued by the Presidency of the EU, the ambassador added, "The EU would fully respect the decision of the Thai government should it not wish for an EU EOM to take place."

Thailand's Election Commissioner Apichart Sukhagganond reportedly agreed on Tuesday to allow EU representatives to observe the upcoming December 23 polls but said signing a MOU on the matter would be tantamount to ceding over the country's sovereignty.

But no official response on the EU mission has yet been made, said Faria e Maya. "So far we have no reply from the Thai authorities," he told a press conference.

The MOU issue was further politicized by statements made Wednesday to the effect that the EU was treating Thailand like a failed state, similar to Cambodia and East Timor, where the EU has sent election monitoring missions before.

But the Portuguese ambassador said it was EU policy to offer to monitor polls whenever a country was in the position of returning to democracy. The EU has sent missions to monitor elections in more than 20 countries in the past, all of which signed MOUs.

Thailand has been under a non-elected government since September 19, 2006, after the military staged a coup to oust former premier Thaksin Shinawatra and his cabinet.

The EU was critical of the coup and called on Thailand to hold an election to restore democracy as soon as possible. Its stance peeved members of the appointed government, some of whom found in "preachy," foreign ministry sources said.

The junta that staged the coup promised to return power to the people within a year, and on Monday set an election date for December 23.

Thailand has a long history of "money politics" determining the outcome of elections whether or not they are held under a military junta or an outgoing elected government.

วันพุธ, สิงหาคม 29, 2550

บทความ: สถานการณ์ในปัจจุบันหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดย คุณเจมส์
ที่มา เว็บบอร์ดพลเมืองภิวัฒน์
29 สิงหาคม 2550

เตรียมหาข้าวสารกรอกหม้อได้แล้วพี่น้อง สถานการณ์ปัจจุบันคือหายนะทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

สถานการณ์ในปัจจุบันหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ถ้าใครได้เห็นตัวเลขเงินงบกลางของภาครัฐในปีนี้ ที่เอามาเจียดจ่ายให้หน่วยงานต่างๆของรัฐ แล้วเอามาเทียบกับเมื่อปีที่แล้วรับรองว่าคุณจะต้องตกใจมาก

งบบุคลากรของภาครัฐที่ใช้เป็นเงินเดือน ค่าจ้างของรัฐ ทุกๆสิ้นปีงบประมาณ หากส่วนราชการ กรม กระทรวงใดมีเงินไม่พอจ่าย ตัวเลขมีสถานะติดลบ รัฐบาลชุดก่อนจะเอาเงินงบกลางมาชดเชยให้

ตอนนี้มันไม่อย่างนั้นแล้วล่ะครับ

ผมมีข้อมูลจะแฉว่า รัฐบาลสุรยุทธ์สั่งให้กรมบัญชีกลางเอาเงินงบกลางไปเทจ่ายเงินค่าวิทยฐานะ จนส่วนราชการทุกๆกระทรวงต้องเบียดบังเงินงบประมาณปรกติประจำปีของตนเองมาโปะเป็นเงินเดือนข้าราชการจนแห้งกรอบกันหมดทุกกรม เพื่อเอามาจ่ายเงินส่วนที่ยังขาดและไม่ให้ยอดเงินที่ใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการมันติดลบ

งบกลางหมื่นสองพันล้าน เหลือแค่ห้าพันล้านที่พอจะเจียดจ่ายให้ส่วนราชการทุกกระทรวง กรมทั้งประเทศ

จากที่เคยได้เงินชดเชยปี 10-30 ล้าน ตอนนี้ได้กันแค่กรมละ 2-3 ล้าน หายนะมั๊ยล่ะครับแบบนี้

ผมมองว่า ปีหน้า รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุลต่อไป

รายจ่ายมากมายมหาศาลงบผูกพันภาระต่างๆของภาครัฐตามโครงการหลายๆโครงการจะเป็นระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาลชุดต่อไปอย่างแน่นอน

รัฐบาลสุรยุทธ์ไม่สามารถสร้างผลงานรูปธรรมใดใดหรือสานต่อเมกะโปรเจคต์เพิ่มขึ้นใน 1 ปีที่ผ่านมาเพราะความจริงปรากฏชัดแล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังทรุด และจะทรุดไปยิ่งกว่านี้ในปี 51 ไม่รอดแน่นอน

รถไฟฟ้าสร้างไม่ได้ 7 ถึง 10 สาย เพราะว่า สุรยุทธ์มันไม่มีเงินจะสร้างแล้วครับ

ตัวเลขมันฟ้องรายได้ของรัฐมันหดตัวหมดทุกด้าน ดูแต่ละตัวมาเทียบกันเป็นไตรมาสๆกับปีที่แล้ว เห็นชัดเลยว่าหายนะแน่ๆ

ภาษีที่จัดเก็บได้ลดลง ยอดขายรถยนต์ทุกประเภทและรถยนต์เชิงพาณิชย์ลดลง ส่งออกอึดอัดหาวเรอกับค่าเงินบาทแข็ง สภาพคล่องในประเทศเริ่มฝืด เพราะเงินมันไม่มีจะหมุนแล้ว

จีดีพียังสรุปไม่ได้ว่าจบออกมาแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ถ้า จีดีพี มันไม่เป็นไปตามเป้า เท่ากับการจ้างงานในประเทศไม่ขยายตัวตามเป้าไปด้วยอย่างแน่นอน

ถ้าการจ้างงานหดตัวลง แล้วจะเอางานที่ไหนมาให้บัณฑิตจบใหม่ ลูกหลานของพวกท่านได้มีงานทำกันล่ะครับพี่น้อง

วันที่คุณสุรยุทธ์ รับตำแหน่ง คุณสุรยุทธ์แกบอกว่า แกไม่เน้น จีดีพี สงสัย แกคงเน้น จีดีเอสค่าความสุข มากกว่า

ถ้าลูกหลานคนไทยไม่มีงานทำ ไม่มีข้าวกิน ตกงาน เพราะจีดีพีไม่ขยับ ผมถามว่าประชาชนในชาติจะมีความสุขได้ไหมครับ

ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลสุรยุทธ์ ธปท. ผมขอฟันธงเลยว่าไม่มีความสามารถ รู้ปัญหาแต่ไม่มีปัญญาแก้ไข มองปัญหาแบบมิติเดียว

ไม่สร้างตลาดใหม่ๆ ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่แย่ไปกว่านั้น ทำลายบรรยากาศการลงทุนและท่องเที่ยวด้วยกฏอัยการศึก ไม่เคยไปแหกตาดูเลยว่า สถานที่ท่องเที่ยวทำเงินอย่างพัทยา เงียบเหงามากมายขนาดไหนในรอบสิบๆปี

บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นซบเซาติดอันดับโลก เพราะเขาเอาเงินไปเทตลาดที่เล็กกว่าอย่างเวียดนามแต่มีอนาคตกว่าตลาดที่ใหญ่กว่าแต่ไม่มีความแน่นอนอย่างตลาดหุ้นไทย ตลาดที่ไม่มีเม็ดเงินไหลเข้าเป็นเร่องเป็นราว ไม่มีความตื่นเต้น มีแต่เงินไทยไล่ซื้อกระปริดกระปรอย กับเงินฝรั่งที่เขารอวันจะถอนยวงออกไปเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อถึงเวลาเหมาะสม

ถ้าสภาพคล่องหด เศรษฐกิจซบเซา แล้วรัฐจะจัดเก็บอากร ค่าธรรมเนียม หารายได้มาจากไหน มีแต่ตัวเลขที่หดลงๆ มีกี่ตัวที่พุงขึ้นในตอนนี้

พวกเผด็จการกล้า พวกท่านยอมรับไหมว่า เป็นเพราะพวกท่านใช่ไหมที่เป็นสาเหตุของเหตุการณ์เหล่านี้

นี่คือ ผลงานของพวกทหารที่เข้ามาทำรัฐประหารให้บ้านเมืองฉิบหาย แต่ก็ยังมีประชาชนที่ไม่รู้เรื่องคิดไปเองว่า ไม่มีอะไรหรอก

ผมเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่เข้าสภาเพื่อเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน สู้ยอมให้พวกพรรครัฐบาลผสมเป็นรัฐบาลแล้วให้ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจมันระเบิดแล้วค่อยเอาคืนยตอนนั้นจะสวยกว่า

ไม่ว่า บัง หรือ มาร์ค รัฐบาลในสมัยหน้า

รับรองได้ว่า หายนะแน่นอนครับ ใครมาเป็นนายกฯสมัยหน้ารับรอง เจอนรกแน่ๆ

ฝันร้ายกำลังจะมาเยือนคนไทยอีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะคนไทยอยากเห็นเผด็จการเป็นดอกบัว

สงสัยผมคงจะมีเพื่อนอีกหลายล้านคนต้องมากินปลาทูเข่งกับไข่ต้มเป็นข้าวมื้อเย็นเหมือนกันกับผมแน่ๆเลย

ขอตัวไปตำข้าวสารก่อนนะครับ ก่อนที่ปีหน้าผมอาจจะไม่มีกาแฟให้กินแล้ว

ข้อเท็จจริงกรณีอียูต้องการส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งเข้าไทย

โดย คุณบุรุษหน้าเหล็ก
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
29 สิงหาคม 2550

ต่อกรณีที่ประธานกกต. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวกรณีสหภาพยุโรปจะส่งผู้แทนเข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งในไทย คุณบุรุษหน้าเหล็กจากห้องราชดำเนิน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์หมกเม็ดดังกล่าวดังนี้: -

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ จะแถลงข่าวอะไรก็ขอให้ตรงๆกับความจริงหน่อย พูดหมกเม็ดทางเดียว คนที่รู้ทันนั้นก็มี

อียูไม่ได้ขอเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งในประเทศไทยโดยตรงครับ ปฐมบทมันมาจากอียู ยื่นเรื่องเข้ายูเอ็น เพื่อขอประชุมกรณีพิเศษ เรื่องสิทธิพลเมืองของกลุ่มประเทศเขาภายใต้กรอบกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเผด็จการ จากผลงานที่รัฐบาล(คมช.) ไประรานอดีตนายกฯ และทำการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

เรื่องการเข้าตรวจสอบนี้ เป็นไปตามสัตยาบรรณที่ไทยลงนามไว้ในการรับมติของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ครั้งที่ 11 วันที่ 18-25 เมษายน 2548 เมื่อกลุ่มสมาชิก EU ท้วงสิทธิต่อยูเอ็น ทางยูเอ็นจึงแทงเรื่องมาให้ คณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Commission on Crime Prevention and Criminal Justice) ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ ประชุมและให้ความเห็นชอบเรื่องให้อียู เข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งในประเทศไทย ไม่ใช่ทางอียูเขาเสนอหน้ามาขอตรวจสอบเองครับ เรื่องนี้ นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเผือกร้อนนี้กับมือเอง

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เบี้ยข้างกระดานของกลุ่มเผด็จการ ไม่รู้เรื่องนี้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้ ถึงแถลงออกมาอย่างนี้ ถ้าไม่รับมติของเขา ประเทศไทยก็ลาออกไปจากการเป็นสมาชิกของสหประชาชาติไปซิครับ เพราะถึงตอนนี้ ศักดิ์ศรีของประเทศไทยในสังคมก็ไม่ใครรับรองอยู่แล้ว

อย่าห่วงเรื่องเงินกู้มากกว่าศักดิ์ศรีของประเทศไทยครับ

วันจันทร์, สิงหาคม 27, 2550

Thailand approves a constitution

The Japan Times
25 August 2007

Last Sunday, Thai voters approved a new constitution. The expected result clears the way for national elections later this year. But the military-installed government should not exaggerate the meaning of this vote. It is a vote for a constitution, not a particular government. The election that should follow must be free and fair. That will be the real test of Thailand's democracy.

When Prime Minister Thaksin Shinawatra was overthrown in a bloodless coup in September 2006, the military junta that deposed him pledged to return power to a civilian government as soon as possible. Wary of a return to the populist politics that Mr. Thaksin had mastered, the military government set up a constitutional committee that would draft a new national charter, the 18th since 1932, to replace the 1997 "people's constitution" that introduced unprecedented democracy to Thailand.

As could be expected from a charter drawn up by a military-appointed group, the new charter gives more power to unelected bodies, such as the courts, and would fill half the seats in the Senate by appointment rather than election. Some charge that it safeguards the military's behind-the-scenes political role.

Last weekend, Thai voters were given the opportunity to express their views on the document. If it did not pass their scrutiny, the government would have been free to adopt any of the previous 17 constitutions and amend it as the military-backed rulers wished. That latitude probably encouraged Thai voters to be less critical of the charter they were presented.

According to official results, nearly 58 percent of voters approved the new constitution. That majority is smaller than it seems, since turnout was only 57 percent of Thailand's 45 million eligible voters. In contrast, about 70 percent of voters cast ballots in the last two general elections. Perhaps more disturbing is the geographic pattern of the vote. The constitution was rejected by nearly two-thirds of voters in the northeast — a poor, rural area that is a stronghold of Mr. Thaksin. A strong majority supported the charter in the capital of Bangkok.

This geographic divide is the primary fissure in Thai politics. Mr. Thaksin was driven from power in large part as a result of his populist appeals to poor and rural Thais who had long felt neglected by the traditional politicians. Thai elites and the middle class felt threatened by his policies and largely backed the coup that drove him from power on charges of corruption and abuse of power that remain unproven. Arrest warrants have been issued demanding his return to face charges, but Mr. Thaksin remains defiant and beyond the reach of Thai law.

Approving the constitution opens the door to a national parliamentary election, most likely to be held in December. That should end military rule, but the new constitution and the restrictions on politicking — Mr. Thaksin's Thai Rak Thai party has been banned and 111 of its top members forbidden to run for office for five years — will profoundly influence the vote. Critics are right to charge that Thai democracy is being managed.

In fact, it is fair to say Sunday's vote was not so much a referendum on the proposed constitution as a plea for a return to democratic politics. The Thai people have made it clear they want to select their government. A vote for the constitution is a call for stability that would then permit the people to reclaim their role as the rightful decision-makers in their country's politics.

Fairly or not, the Democratic Party, an opposition party when Mr. Thaksin was in power, will go into the next election as the front-runner. The government must now ensure that the vote that is held is free and fair. The manipulation that framed the context in which the constitution was considered and that helped win its approval must end. The electoral playing field should be as level as possible.

Concerned friends and allies of Thailand should insist on a vote that's fair. Such insistence does not amount to interference in Thai politics as the document just approved calls for democratic governance. The Thai government should be held to the standards that it has set and the standards to which it has adhered for the past decade. The Thai people have demanded as much.

หมายเหตุ:- บทความของทีมบรรณาธิการเจแปนไทมส์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าผลลัพธ์ของโหวตลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ทำให้สามารถเคลียร์หนทางไปสู่การเลือกตั้งช่วงปลายปี แต่ติงว่าทางคณะรัฐบาลทหารไม่ควรแปลความผลประชามติดังกล่าวผิดไป เนื่องจากการโหวตดังกล่าวเป็นการโหวตเพื่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อตัวรัฐบาลทหาร

บทความกล่าวว่า รัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการเขียนขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหาร ได้ให้อำนาจแก่กลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากขึ้น เช่น ศาล, วุฒิสภาซึ่งจะมาจากการแต่งตั้งกว่าครึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความตั้งใจในการรักษาอำนาจของทหารที่จะดำเนินการควบคุมทางการเมืองหลังฉาก

บทความได้ให้ความเห็นว่า หากผลโหวตรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไม่ผ่าน รัฐบาลสามารถที่จะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ 17 ฉบับย้อนหลังมาแก้ให้เป็นไปตามที่คณะปกครองทางทหารต้องการ สิ่งนี้อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนไทยไปโหวตให้ รธน.50 ผ่าน

ผลโหวตที่ออกมาแม้ว่าจะชนะแต่ก็มีผลต่างน้อยกว่าปรกติ ผู้คนมาใช้สิทธิน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป คนกว่า 2 ใน 3 ทางภาคอีสานเลือกที่จะโหวตไม่ผ่าน บทความตั้งข้อสังเกตว่าเป็นพื้นที่ของคนชนบท กลุ่มคนที่ไม่ได้รับความสนใจใดๆ จากนักการเมืองยุคเก่า จนกระทั่งมีทักษิณ คนรวยและคนชั้นกลางรู้สึกถูกรุกรานจากนโยบายต่างๆ ของทักษิณ และส่วนใหญ่ได้สนับสนุนการทำรัฐประหาร การรัฐประหารที่ได้ขับเขาออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งยังไม่ได้รับการพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น

บทความได้ให้ความเห็นว่า การโหวตผ่านดังกล่าวแม้ว่าจะปูทางสู่การเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นเพียงประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบเท่านั้น

บทความ: ที่บ้านเกิดผม เขารีบดับไฟนสพ.ที่มีรูปคุณทักษิณ

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
27 สิงหาคม 2550

ที่หมู่บ้านที่ผมเกิด ชาวบ้านก่อไฟด้วยหนังสือพิมพ์ เห็นรูปคุณทักษิณรีบดับทันที เพื่อเก็บรูปเอาไว้

ฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อนะครับ แต่ศรัทธาของคนนั้นมันห้ามกันยาก

คือเรื่องนี้ ตอนผมกลับบ้านสัปดาห์ที่มีการลงประชามติ กลับไปก็คุยกับญาติๆ อย่างสนุกสนานละครับ ญาติผมเป็นชาวนาทั้งนั้น ส่วนใหญ่จะจบ ป. 4 (ยกเว้นลูกหลานที่จบปริญญากันแล้ว) พี่สาวที่เป็นญาติผู้พี่ผมคนหนึ่งเหล่าให้ฟังว่า เพื่อนของเขา ก่อไฟทำอาหาร (คงย่างปลาหรือทำอะไรนี่แหละ ชาวบ้านใช้เตาแก้สส่วนใหญ่แล้ว) เอากระดาษหนังสือพิมพ์เป็นเชื้อไฟ พอเห็นรูปคุณทักษิณ เพื่อนเขารีบดับทันที แม้จะไหม้ไฟไปบางส่วน แต่เขาบอกว่าเขาจุดไม่ลง เพราะพอเห็นรูปคุณทักษิณแล้ว เขาเกิดคิดถึง ไม่อยากให้ไหม้ไฟ

ที่แรกที่สาวผมเขาไม่เชื่อ แต่เพื่อนเขาเอารูปมาให้ดูมีรอยไหม้จริง ๆ เขาเลยเชื่อ เพราะชาวบ้านเขาไม่รู้จะโกหกกันไปทำไม

ผมฟังก็ได้แต่รับฟัง เพราะนึกอยู่ในใจว่า "ศรัทธานี่ห้ามกันไม่ได้" บางคนอาจหมั่นไส้ แต่ผมคิดว่า ชาวบ้านเขาคิดตามประสาของเขา เขารักและศรัทธาคนๆ นี้ พอเขาเห็นรูปแล้วคิดถึงกลั้นน้ำตา แล้วรีบดับไฟ

สมัยสี่ห้าปีที่แล้ว ผมก็เคยได้ยินเรื่องที่ชาวบ้านภาคใต้ ส่วนใหญ่จะมีรูปคุณชวน หลีกภัย ติดไว้ตามบ้านเพื่อแสดงความเคารพ (เหมือนติดรูปพระที่เขานับถือ) ผมได้ยินตอนนั้นก็ยังคิดว่าคนใต้นี่เป็นเอามาก

แต่กรณีคุณทักษิณผมว่าก็พอ ๆ กับคุณชวนในภาคใต้

คนไทยนี่เป็นคนหัวอ่อนลองรักนับถือใครก็นับถือจริงๆ

เราไม่ได้มีวัฒนธรรมแบบศาสนาคริสต์ หรืออิสลามที่ห้าม บูชารูปเครารพ เราจึงเห็นชาวบ้านติดรูปหลวงพ่อดังๆ เอาไว้ในบ้านของตนเพื่อเป็นศิริมงคล

ผมเห็นพลังชาวอิสานและคนเหนือ ที่แสดงวันลงประชามติ ทั้งๆ ที่อยู่ในเขตกฎอัยการศึก คะแนน Say No ยังออกมาเกิน 60%

เรื่องนี้คงต้องยืมคำฮิตที่ว่า "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่มาใช้"

ศรัทธาของคน บางทียิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งกีดกั้น ก็ยิ่งรุนแรง คำว่า "ฟ้ามิอาจกั้น" นั้นน่าจะเป็นจริง

ความรักความศรัทธา เป็นอารมณ์ของปัจเจกบุคคล ที่คนที่สาม จะไปทำลายนั้นยาก ยิ่งพยามทำ อารมณ์โหยหายิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำนอง "คนที่รักและเคารพ" ต้องอยู่แดนไกลอารมณ์คิดถึงของชาวบ้านยิ่งรุนแรง

เขาไม่เคยมีนายกฯ ของชาวบ้านมาก่อน เมื่อเขามีแต่โดนรังแก ความคิดถึงมันจึงรุนแรง

วันศุกร์, สิงหาคม 24, 2550

นปก. ยกระดับการต่อสู้เผด็จการเป็นองค์กรระดับชาติ ภายใต้ชื่อใหม่ นปช.

ที่มา เวบไซต์พีทีวีและ ประชาไท
โดย ศูนย์ข่าว ThaiE-news
24 กรกฎาคม 2550

เมื่อเวลา 15.00น.(23 ส.ค.50)แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)ทั้งชุดที่1 และชุดที่2 ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า ภายหลังการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทาง นปก.พอใจและเคารพความคิดเห็นของประชาชนนที่ไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ และรู้สึกชื่นชมกับความกล้าหาญของประชาชนที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางแรงกดดันจากอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ซึ่ง นปก.มีความพอใจมากกับจำนวนประชาชนที่ออกมาลงมติ‘ ไม่รับ’ มากถึงกว่า 10 ล้านเสียง ซึ่งหลังจากการลงประชามติแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ จะดำเนินการเพื่อสานต่อประชาธิปไตยต่อไป โดยได้ยกฐานะให้เป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น ในชื่อใหม่คือ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ ย่อว่า นปช.

ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน ทาง นปช. จะขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่ร่วมต่อสู้เผด็จการมาด้วยกัน “สวมเสื้อแดง” นำอาหารมารับประทานร่วมกันที่สนามหลวงในช่วงเย็น ประมาณ 18.00 น. เพื่อแสดงความยินดี ชื่นชมต่อพี่น้องประชาชนกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ที่มีความกล้าหาญลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นอกจากนี้ ทาง นปช.จะได้คอยติดตามความไม่โปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล และ คมช. ตลอดจนการกดขี่ข่มเหงพี่น้องประชาชนที่ต่อต้านเผด็จการทั่วประเทศ รวมทั้งจะมีการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 50 ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ นปก.2 ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อต่อต้านการปกครองที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการโดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “วันอาทิตย์สีแดง”ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจาก”แดงไม่รับ” และจะเริ่มกิจกรรมแรกในวันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค.โดยนัดทุกท่าน สวมเสื้อแดง และไปรับประทานอาหาร ที่อาคารมาบุญครองชั้น 6 ในเวลา 12.00น.และจะมีการพูดคุยกันในประเด็นที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านกฎอัยการศึกด้วย

ด้านนายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ นปก.1 ได้กล่าวขอบคุณ นปก.2 ที่ได้สานต่อและได้ดำเนินการอย่างมีคุณภาพ ทั้งดูแลสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบันบ้านเมืองจะยังคงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการ ก็ขอยืนยันว่าจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ท้อถอย ซึ่งนายวีระได้กล่าวถึงกิจกรมที่ นปก.2 จัดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมซึ่งตนก็ขอเป็นผู้สังเกตการณ์ ทั้งนี้ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 50 จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ ซึ่งหากรัฐธรรมนูญในส่วนไหนที่เป็นประชาธิปไตย ทาง นปก.ก็จะให้การสนับสนุนและส่งเสริม แต่ถ้ารัฐธรรมนูญส่วนไหนออกนอกลู่นอกทาง ไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะดำเนินการต่อสู้ต่อไป ในขณะเดียวกันตนมองว่าหลังการเลือกตั้ง บ้านเมืองก็ยังมีพรรคการเมืองที่แตกขั้วอยู่ดี จะมองหาความสมานฉันท์คงยาก

หลังการแถลงข่าว แกนนำทุกคนได้ลุกขึ้นยืนจับมือกันเป็นแถวหน้ากระดานและชูมือขึ้นให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ โดยตลอดงานแถลงข่าวมีกองเชียร์ที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวประมาณ 60 คนได้ส่งเสียงปรบมือและส่งเสียงเชียร์แกนนำตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 25 ส.ค.50 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยร่วมกับเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มโดมแสบ จะจัดเวทีวิพากษ์ผลประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีวิทยากร อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเดียวกัน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการก็จะจัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็นด้วย

นอกจากนั้น ในวันที่ 30 ส.ค. เวลา 17.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษา เกษมสุข จะจัดกิจกรรม "ปลาร้าปาร์ตี้" โดยจะนัดสมาชิกกลุ่ม และเชิญชวนประชาชนให้นำปลาร้ามารับประทานร่วมกันที่หน้ารัฐสภาเพื่อเป็นการยกย่องประชาชนในภาคอีสานและภาคเหนือที่ลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 23, 2550

นปก. เตรียมแถลงเปลี่ยนชื่อเป็น นปช.

ที่มา เวบประชาไท
โดย ประชาไท
23 กรกฎาคม 2550

นายสุรชาติ ตันติธนไพศาล เลขาธิการกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เผยว่า กลุ่มคนวันเสาร์ฯ และ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. โดยแกนนำทั้งชุด 1 และ 2 จะแถลงข่าวในวันที่ 23 ส.ค. ที่ ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ เวลา 15.00 น. โดยจะแถลงถึงรายละเอียดกิจกรรมและแนวทางการต่อสู้ขับไล่คมช.ต่อไป แม้ผลการลงประชามติจะออกมาว่าประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มากกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้จะเปลี่ยนชื่อจากแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก. ไปเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเบื้องต้นแกนนำ นปก.ในส่วนที่เป็นผู้บริหารพีทีวีที่จะไปปรากฎตัวในงานแถลงข่าว มีเพียงบางส่วนอาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง

ถ้ามีเลือกตั้ง

ที่มา บางกอกทูเดย์
โดย พญาไม้
23 กรกฎาคม 2550

นี่คือ คณิตศาสตร์การเมือง..
เพราะ..อีสานกับเหนือ มีเก้าอี้ผู้แทน..
รวมกัน 136 กับ 76 นั่นคือ 212ที่นั่ง..
นั่นคือตัวเลขที่เกินกึ่งครึ่งของเสียงเก้าอี้ผู้แทนเขต ที่มีอยู่ 400 เสียง..
ส่วนอีก 80 เสียงที่เป็นระบบสัดส่วนนั้น..
จากผลของคะแนนประชามติ..
มากกว่า 40 เก้าอี้จะมาจากอีสานกับเหนือ..
ถ้าตัวเลขประชามติปรากฏอีกทีในวันเลือกตั้งใหญ่..
ผลของการเลือกตั้งจะปรากฏเป็น 3 ส่วน คือ...
อีสานตอนบนกับเหนือ คือ คะแนนของพรรคพลังประชาชน (ไทยรักไทย)
ภาคใต้ 54 เก้าอี้ เป็นของประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่..
ภาคกลาง 97 ที่นั่ง..
จะสู้กันอยู่ 3 พรรค คือ ชาติไทยกับพลังประชาชน เป็นหลัก
โดยมีประชาธิปัตย์เป็นตัวประกอบ..
กรุงเทพมหานคร..พรรคไทยรักไทยครองเก้าอี้ส่วนใหญ่ไว้ได้ ถึง 30 เก้าอี้
ให้ประชาธิปัตย์เพียง 7 เก้าอี้
คราวนี้ไทยรักไทยได้สมัคร สุนทรเวช ที่เคยได้ 1 ล้านกว่าเสียงในเลือกตั้งผู้ว่าฯ..
จะเบียดประชาธิปัตย์ให้เหลือน้อยลงไปอีก
อีสานตอนล่างกับภาคเหนือตอนล่าง..
จะเป็นพื้นที่ดุเดือดของสงครามหาเสียง..
เพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง..
ไทยรักไทยเลือดเก่ากับไทยรักไทยเลือดใหม่..
หาก “พลังประชาชน” สามารถแบ่งครึ่งผู้แทนออกมาได้..
พลังประชาชนจะมีเสียงรวมเป็นเสียงส่วนมาก..
เลือกตั้งใหญ่..จึงยังเป็นการเลือกตั้ง 2 ฝ่าย คือ...
พลังประชาชนไทยรักไทย..
กับพันธมิตรทั้งหลายที่มี ประชาธิปัตย์กับชาติไทยเป็นตัวยืน..
ไม่ต่างอะไรกับ..โหวตเยส โหวตโน ที่ผ่านไป
แต่ผลต่างจะอยู่ที่โหวตโนนั้น ยังจะคงตัวเลขอยู่ที่ 11 ล้านเสียงขึ้นไป
ส่วนโหวตเยส 14 ล้านเสียงนั้น
จะแบ่งกันไปตามแต่ละพื้นที่ของแต่ละพรรคพันธมิตร
โดยมีพลังประชาชนไทยรักไทย..ตามติดมาแย่งชิง
ฟันธงตรงนี้..ถ้ามีเลือกตั้ง พลังประชาชนไทยรักไทย..
จะได้สิทธิ์แรกในการตั้งรัฐบาล

ครับ...ถ้ามีเลือกตั้ง

วันพุธ, สิงหาคม 22, 2550

The country’s 18th charter exposes Thailand's deep political divides

ที่มา Asia Sentinel
โดย Daniel Ten Kate
22 กรกฎาคม 2550

Thailand’s vote Sunday to accept the junta’s constitution highlights the country’s deep regional divide instead of serving as a ringing endorsement of a new dawn for the country’s immature democracy.

The country’s 18th constitution, spawned in the wake of last September’s military coup that ousted prime minister Thaksin Shinawatra, clears the way for an election at the end of the year that will likely see a party of ex-generals led by retiring coup leader Sonthi Boonyaratglin attempt to cling to power.

Every region except the country’s poor northeast, which formed Thaksin’s base, voted to approve the constitution. With 95 percent of the votes counted, the Election Commission said 14.3 million people, or 56.7 percent, voted Yes while 41.4 percent voted No. Turnout was about 57 percent of about 45 million voters, in line with expectations.

Northeastern voters roundly rejected the charter, with 63 percent voting No and only 36 percent voting Yes. The results indicate that poor rural voters are likely to vote in Thaksin loyalists in the general election scheduled for December, setting the stage for more political fighting going forward.

The new constitution was supposed to rectify the misdeeds of the Thaksin years and restore true democracy to Thailand. In a white paper penned a month after the coup, the junta stated plainly: “The coup took place because the principles and the spirit of the 1997 constitution were destroyed. The [coup leaders] are committed to swiftly restoring democracy.”

But while Thaksin unquestionably sought to undermine the old constitution through co-opting independent bodies during his tenure, the junta is guilty of the same sins since it took power. The new constitution empowers the same anti-Thaksin bureaucrats, judges, soldiers and royalists that tinkered with and rewrote the law for political gain, leading many voters to tire of an elitist power struggle that is heavy on buzz words like “democracy” and “human rights” but light on any tangible steps to make them a reality.

Even a cursory glance at the state of independent bodies now should give anti-Thaksin zealots who claim to love democracy cause for concern. The Election Commission just oversaw a referendum on a constitution that two of its five members helped to write and that allows them to maintain their jobs for the next six years. The National Counter Corruption Commission has taken a back seat to the Assets Examination Committee, a junta creation that froze Thaksin’s money on dubious legal grounds. A seven-member committee comprised mostly of judges will now appoint nearly half of the new 150-member Senate, which is tasked with overseeing independent agencies.

Indeed, most worrying is the judiciary itself. The troubles began in April 2006, when King Bhumibol Adulyadej made a speech telling judges “to solve the problem” stemming the political stalemate that had gripped the country since Thaksin initially dissolved Parliament in February 2006.

Since then, nearly every major court decision has been laced with political overtones, infuriating legal experts who fear the judiciary’s independence has been compromised. Moreover, the new constitution grants new powers to judges to appoint members to key independent bodies, giving them more powers outside the courtroom that threaten to undermine their objectivity.

The recent disclosure of taped conversations held last year between two judges and an unidentified bureaucrat reveals the extent to which Thailand’s judiciary skirted the law to void the boycotted April 2006 election and toss the previous election commissioners in jail. The Asian Legal Resource Centre (ALRC), in conjunction with the Asian Human Rights Commission, has posted a transcript of the conversations on its website with the following caveat: “Although the authenticity of the recording had not been confirmed at time of going to print, it has not been denied.”

Jakrapob Penkair, a former Thaksin government spokesman now leading anti-coup demonstrations, aired the taped conversation at a public rally in May. Police are now seeking to bring charges against him under a coup group order that bans the airing of wiretapped conversations without authorization.

The most damning part of the conversation quotes Supreme Court Secretary Virat Chinvinijkul revealing that the courts had already agreed on a verdict before the cases ever went to trial, according to the ALRC transcript.

“We ourselves when making announcements don’t dare to mention the Royal Address because it would be like we just followed what [the king] instructed,” Virat says. “The foreigners won’t accept it.”

All of the major court decisions over the past year put political expediency ahead of justice. As if playing by a script, the courts nullified the April 2006 election, tossed the election commissioners in jail, dissolved the Thai Rak Thai party and banned its executives for five years.

Now the generals have issued arrest warrants for Thaksin and his wife Pojaman for conflict of interest for the 2003 purchase of a prime land plot. More warrants are expected in the coming weeks.

Thaksin is sitting comfortably in England at the moment, watching happily as his newest investment, Manchester City football club, sits atop the Premier League with three straight wins. He also has his lawyers working overtime to prepare to fight an extradition request from Thailand.

That certainly won’t be easy, no matter how confident Thai leaders appear in public. A British court previously threw out a Thai government extradition request for Pin Chakkaphak, the former head of a finance company that went under in the 1997 financial crisis, because Thailand doesn’t offer trials by jury.

Given the many other dubious legal decisions over the past year, it’s even more unlikely that Britain will determine that Thaksin could get a fair trial in Thailand. By the time the lengthy process goes through, the CNS should be out of power. And, by that time, politicians will again have some power, but how much remains to be seen. Already a day after the referendum, Democrat party leader Abhisit Vejjajiva called for political parties to join together to amend the new constitution—a call taken up by former members of Thaksin’s Thai Rak Thai party.

Politicians of all stripes have an interest in changing the new charter, which cuts the legs off political parties in favor of non-elected bureaucrats, soldiers, and judges. Just how much the politicians will be able to stand up to the formidable group of coup supporters remains to be seen.

One thing seems clear. Instead of “restoring democracy,” the coup leaders have simply rewritten the rules to favor themselves—an abuse of power akin to that for which they tossed out Thaksin. Now the conflict looks set to continue as various groups struggle for power, and only a few continue to fight for a real democracy.

วันอังคาร, สิงหาคม 21, 2550

เก็บตกเรื่องขำๆ: ชอบบรรยากาศการเมืองตอนนี้จัง

โดย คุณ "คือ.........ฉันเอง"
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
21 สิงหาคม 2550

ชอบจริง ๆ บรรยากาศทางการเมืองตอนนี้ เหมือนเมื่อหลายสิปปีก่อนโน้นเลย

มีพรรคการเมืองให้เลือกหลายสิบพรรค กระจายไปทั่วตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ทั่วทุกภาค

ทุกพรรคมีอุดมการณ์เดียวกัน
ทุกพรรคมีนโยบายเหมือนกัน
คือความสุข ความเจริญ ของประเทศชาติและประชาชน
ประชาชนทุกคนต้องร่ำรวย
ประชาชนทุกคนต้องได้รับการศึกษา
ประชาชนทุกคนต้องได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย
ประชาชนเป็นสุดที่รักของนักการเมือง

เลือกตั้งเรียบร้อย ก็จะได้เป็น ส.ส. กันทุกพรรค
พรรคล่ะ 10 คน 20 คน 30 คน
เวลาตั้งรัฐบาล ก็เอาโควต้ามาแบ่งกัน
พรรค 10 คน เอาไป 1 กระทรวง
พรรค 20 คน เอาไป 2 กระทรวง
แล้วไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันนะ ต่างคนต่างบริหารกันไป
จะทำอะไรก็ต่างคนต่างทำไป อย่ามาขัดขา ข้ามกระทรวงกัน ไม่งั้นโกรธกันตายเลย

เวลาต้องลงมติรับรองกฎหมาย ไว้วางใต ไม่ไว้วางใจ
ค่อยมาล๊อบบี้กันเป็นรายพรรค ราย ส.ส.
ถือเป็นการกระจายรายได้ของพรรคที่ครองกระทรวงเกรด A
กับพรรคที่ครองกระทรวงเกรด B C D

คราวนี้ประชาชนไม่ต้องค่อยมาระแวดระวัง หวั่นไหว
ว่าจะเกิดโครงการณ์เมกกะโปรเจค ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาติหรือไม่
เพราะแต่ละกระทรวงไม่เกี่ยวข้องกัน
ทำเมกะโปรเจคทำไมให้ยุ่งยาก
ทำแค่โปรเจคเล็ก ๆ เฉพาะกระทรวง อนุมัติง่ายกว่าเยอะเลย

555 โลกานุวัฒน์ ณ ปี 2550
ยุคที่โลกคุยกันผ่านอากาศธาตุ

กับการบริหารงานด้วยวิธีการเมื่อหลายสิบปีก่อน
ยุคที่โลกคุยกันผ่านรหัสโทรเลข

วันอาทิตย์, สิงหาคม 19, 2550

ความเข้าใจผิด7ประการ และความจริงในการกาไม่เห็นชอบคว่ำรธน.19ส.ค.

โดย ป๋าเจ้าเก่า
ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
19 สิงหาคม 2550

19สิงหาฯกาไม่เห็นชอบ คว่ำระบอบเผด็จการ!

ความเข้าใจผิดVSความเข้าใจถูกในการลงประชามติไม่รับร่างรธน.50

1.ความเข้าใจผิด -รับๆร่างรธน.50ไปก่อนเถอะ บ้านเมืองจะได้สงบ ไม่รู้จะต่อต้านให้บ้านเมืองวุ่นวายไปทำไม

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -หากรับรธน.50จะทำให้บ้านเมืองไม่สงบวุ่นวายไปยาวนานยืดเยื้อ เพราะทั้งที่มาและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย แต่หากกาไม่เห็นชอบ ก็จะหยุดความวุ่นวายลงได้ และทำให้บ้านเมืองสุขสงบอย่างแท้จริง

2.ความเข้าใจผิด -ให้รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อจะได้เลือกตั้งโดยเร็ว หากไม่รับก็จะไม่มีเลือกตั้ง

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี50แล้วไม่ทำให้เลือกตั้งเร็วขึ้น เพราะต้องไปออกกฎหมายลูก คือกฎหมายเลือกตั้งอีก ทำให้เสียเวลาอีกนาน ขณะที่หากนำฉบับปี40กลับมาใช้ ก็ไม่ต้องออกกฎหมายลูกเลย เพราะของเดิมมีอยู่แล้ว ยิ่งจะเลือกตั้งได้เร็วขึ้น

3.ความเข้าใจผิด -หากไม่รับร่างรธน.ปี50ก็จะไม่มีเลือกตั้ง บ้านเมืองจะวุ่นวายไม่จบ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง - ไม่จริง เพราะรธน.ชั่วคราวของคมช.ปี49กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถึงแม้รธน.ปี50ไม่ผ่านการลงประชามติ ก็จะนำฉบับอื่นที่มีอยู่มาแก้ไขและประกาศใช้ และกำหนดให้เลือกตั้งอยู่ดี

4.ความเข้าใจผิด -หากไม่รับร่างรธน.ปี50 คมช.อาจนำรธน.ฉบับเผด็จการมาใช้ ดังนั้นฉบับปี50เห็นอยู่ตรงหน้าอยู่แล้วจึงต้องรับไว้ก่อนดีกว่า

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -ไม่จริง เพราะหากประชาชนไม่ยอมรับร่างรธน.ปี50ก็แสดงว่าประชาชนต่อต้านรธน.ที่เป็นเผด็จการ ก็เท่ากับกดดันให้ต้องนำฉบับประชาชนปี2540มาใช้ ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช.ก็ยอมรับแล้วว่าหากฉบับปี50ไม่ผ่านประชามติ ก็จะนำฉบับปี40มาใช้ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น หรือหากคมช.ดันทุรังนำฉบับเผด็จการมาใช้ก็เจอแรงต่อต้านของประชาชนทั่วประเทศ และประชาคมโลก ทำให้คมช.ต้องพังพินาศ และต่อไปก็ไม่กล้ามีใครมายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่างมาอีก เท่ากับร่วมกันหยุดเผด็จการอย่างถาวร

5.ความเข้าใจผิด -รธน.ฉบับปี40ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก ในขณะที่ฉบับปี50แม้จะมีข้อบกพร่องก็รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลังก็ได้

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -หากฉบับปี50ไปแก้ไขทีหลังได้ ..แล้วทำไมฉบับปี40จะไปแก้ไขทีหลังบ้างไม่ได้

6.ความเข้าใจผิด -ถึงฉบับปี50จะมีที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ แต่เนื้อหาก็ดีกว่า และเป็นประชาธิปไตยพอๆกับปี40ที่มาจากประชาชนทั้งประเทศ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -ไม่จริง เพราะเนื้อหาฉบับปี50มีการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดก่อกบฏยึดอำนาจรัฐประหารในวันที่19กันยายน2549 และเปิดทางให้มีการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ทุกคนก็เห็นแล้วว่าพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน บอกว่ารธน.ปี50ผ่านก็จะลงเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจ มีการตั้งพรรคร่างทรงของคมช.แล้ว แถมรธน.ปี50ให้อำนาจกับศาลไปก้าวก่ายอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ หรือวุฒิสภากึ่งหนึ่งก็มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งคมช.ก็จะเป็นผู้แต่งตั้งเอง แต่มีอำนาจควบคุมรัฐบาลที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง ต่างกับปี40ประชาชนเลือกมาเองทั้งหมด จึงเห็นอยู่แล้วว่าเนื้อหาเป็นเผด็จการ

7.ความเข้าใจผิด-เกลียดทักษิณให้กาเห็นชอบ รักทักษิณให้กาไม่เห็นชอบ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง -การลงประชามติเป็นอนาคตของประเทศชาติ และของประชาชนทุกๆคน ไม่เกี่ยวกับทักษิณเลย
...............................................................................
ท่านจะมีส่วนร่วมรณรงค์ให้คนไทยกาไม่เห็นชอบได้อย่างไร

1.ให้จำแนกคนเป็น3จำพวก
-กลุ่มที่1 ถึงไอย่างไรก็จะกาไม่เห็นชอบอยู่แล้ว ให้นับเป็นพวกเรา
-กลุ่มที่2 ถึงอย่างไรก็จะกาเห็นชอบอยู่แล้ว ปล่อยเขาไป
-กลุ่มที่3 อยู่กลางๆยังไม่รู้จะกาช่องไหน ระหว่างช่องซ้ายเห็นชอบ หรือช่องขวาไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด

2.ทำงานกับคน3จำพวกต่างกันไป
-กลุ่มที่1 เป็นพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยแน่ๆ พูดจาให้เขาช่วยขยายการทำงานขยายผลออกไป อย่าให้เขากาไม่เห็นชอบคนเดียว ช่วยให้เขาได้เผยแพร่โน้มน้าวคนในครอบครัว,คนในบริษัทในหน่วยงาน,คนที่คุ้นเคยกัน หรือเผยแพร่ไปในวงกว้าง ผ่านการสื่อสารชนิดต่างๆให้แพร่หลายที่สุด

-กลุ่มที่2 เป็นฝ่ายที่เขาเห็นชอบอยู่แล้ว อย่าไปเสียเวลาโต้ตอบหรือชักจูงให้ยาก เพราะนอกจากเปลี่ยนใจเขาไม่ได้แล้วก็เสียเวลาในการที่เราจะไปทำงานกับกลุ่มที่1และกลุ่มที่3 ให้ปล่อยเขาไปดีกว่า

-กลุ่มที่3 พวกที่อยู่ตรงกลางนี้มากเหลือเกินครับ ผมอยากรบกวนให้นำบทความเรื่องความเข้าใจผิดvsความเข้าใจถูกในการกาไม่เห็นชอบรธน.50ข้างต้นนี้ไปเผยแพร่รณรงค์กับพวกเขา เพราะเขาจะตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่าทำไมจึงต้องกาไม่เห็นชอบ เพราะเขาถูกกรอกหูทุกวันด้วยความเข้าใจผิดๆ เราต้องลบล้างความเข้าใจผิด และใส่ความเข้าใจถูกให้เขา แล้วปิดท้ายเลยว่า

19สิงหาฯกาไม่เห็นชอบ คว่ำระบอบเผด็จการ!

อย่าลืมครับว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว อย่าไปมัวเสียเวลาถกแถลงกับพวกกลุ่มฝ่ายเผด็จการเลยครับ เอาเวลาที่มีอยู่มาช่วยให้กลุ่มที่1เร่งขยายผล และเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กลุ่มที่3ดีที่สุด

หากท่านเห็นด้วยกับผม กรุณาขยายเรื่องนี้ออกไปให้กว้างที่สุดครับ

วันเสาร์, สิงหาคม 18, 2550

ประชาชนหลายหมื่นร่วมเวทีปราศรัยไทยรักไทย ‘จาตุรนต์’ ประกาศไม่ถอยคว่ำรธน. แม้ถูกปิดกั้นทุกสื่อ

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
รูปโดย คิม ไชยสุขประเสริฐ
18 กรกฎาคม 2550

15 ส.ค.50 ที่สนามหลวง เวทีของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้ประกาศงดการปราศรัย เปิดทางให้กับกลุ่มไทยรักไทย 1 วัน บนเวทีมีข้อความขนาดใหญ่ว่า "19 สิงหา กาไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ" โดยมีบรรดาแกนนำและอดีต ส.ส.เข้าร่วมกว่า 100 คน นำโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายเนวิน ชิดชอบ นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อแดง We Vote No อย่างพร้อมเพรียง และมีประชาชนร่วมฟังการปราศรัยกว่า 50,000 คน





ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายรักษาความเรียบร้อยโดยรอบสนามหลวง มีการวางรั้วเหลืองกั้นบริเวณกลางสนามหลวงสำหรับประชาชนเข้าออกมาทางเดียว เพื่อตรวจกระเป๋าและใช้เครื่องสแกนวัตถุระเบิดอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุไม่สงบ

เวลาประมาณ 17.00 น. สมาชิกไทยรักไทยได้ผลัดกันขึ้นปราศรัย อาทิ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง นายสุธรรม แสงประทุม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายจาตุรนต์ ฉายแสง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ขึ้นปราศรัยว่า กลุ่มไทยรักไทยไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่างๆ กับประชาชน โดยเฉพาะการชี้ถึงข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์


“ผมได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ ปรากฏว่าต้องแต่งตัวเก้อ เพราะพอถึงเวลาเจ้าของรายการโทรมาบอกว่า รมต. สั่งให้ยุติรายการในวันนั้นไปแล้ว เมื่อเช้ารายการเสวนากับสถาบันพระปกเกล้า ในหนังสือเชิญบอกจะถ่ายทอดช่อง 11 ตลอดรายการ แต่ตอนที่คุณอุทัย พิมพ์ใจชน กำลังพูด ยังพูดไม่เสร็จ พูดดี หมัดตรงทั้งนั้น หันไปถามคนจัดบอกว่ากำลังถ่ายทอดใช่ไหม เขาบอกไม่ได้ถ่ายทอดแล้ว เมื่อเช้าทาง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ขอเวลาให้ไปถ่ายทอดงานของ สนช. และช่อง 11 เลยตัดสินใจไปถ่ายทอดอันนั้นแทน รายการที่จะอภิปรายให้ประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญก็เลยไม่ได้ออก ถามมากๆ เข้าเขาบอกว่าจะเอาเทป (รายการที่สถาบันพระปกเกล้า) มาออกวันที่ 17 ส.ค. นี้ขอให้ประชาชนติดตามให้ดี อาจมีการออกทีวีเฉพาะฝ่ายสนับสนุนข้างเดียวอีก”

“พวกเราออกโทรทัศน์ไม่ได้ ลงโฆษณาใน นสพ.ก็ไม่ได้ เอาเอกสารไปแจก ทหารก็จับ เอาซีดีไปแจกก็ยึดเอาไป ฉะนั้น เราจำเป็นต้องหาช่องทางพูดกับพี่น้องประชาชนโดยตรง จึงต้องจัดเวทีปราศรัยวันนี้ วันนี้ไม่ได้แสดงพลังอะไร การลงประชามติต้องใช้คนหลายสิบล้าน คนแสนคนในที่นี้จึงไม่ใช่พลังมากมาย เราต้องการพูดกันด้วยเหตุด้วยผล และหวังว่าสื่อมวลชนจะเผยแพร่ออกไป การขึ้นเวทีวันนี้ไม่มีประเด็น คมช.ออกไป พี่น้องจะว่ากันต่อผมก็ไม่ขัดข้อง แต่เราไม่ได้เรียกร้องให้ใครออก ให้ใครมา เราต้องการพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ”

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เมื่อปี 2548 มีการมาชุมนุมกันที่นี่ มีคนเป็นแสนคนไล่เลี่ยกันกับคราวนี้ ประชาชนมาชุมนุมเรื่องการเลือกตั้ง เรื่องนโยบายต้องการแบบไหน ต้องการให้พัฒนาประเทศแบบใด แล้วทำไมวันนี้จึงต้องมาพูดเรื่องรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ทำไมถอยหลังแบบนี้ พร้อมระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แก้ปัญหาการเมืองไทยเดิมๆ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และมีการนำนโยบายที่หาเสียงไปปฏิบัติจริง แต่มีคนบางกลุ่มเคลื่อนไหวที่สนามหลวงบอกว่ารัฐบาลทุจริต ประชานิยม เอาใจคนชนบทมากเกินไป จนมีการนำไปสู้การเรียกร้องรัฐประหารในที่สุด

“เขาบอกเขายอมไม่ได้ แม้เขาจะเป็นคนไม่กี่คน จะมีการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์กันเขาก็ไม่เชื่อถือ ต้องล้มการเลือกตั้งไป บอกให้แก้ไขตามรัฐธรรมนูญ หาทางตรวจสอบการทุจริต เขาก็ไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น บอกให้เลือกตั้งก่อนแล้วแก้รัฐธรรมนูญเขาก็ไม่เอา แต่ให้มีนายกฯ พระราชทาน การเสนอว่ายังไงก็ได้ให้เอานายกฯ ออกไป ไม่ว่าประเทศจะเสียหายแค่ไหน ในที่สุดก็นำไปสู่การยึดอำนาจ คนที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตอนนี้ก็ลืมไปหมดว่าตัวเองต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมา แต่กลับนำประเทศไปสู่การปกครองที่ล้าหลัง นำการปกครองที่มีกำลังอาวุธกลับคืนมา ไม่ต้องมีสติปัญญาอะไรมากมาย ไม่ต้องมีความสามารถ ประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมือง ไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับประชาชน เพียงสามารถใช้งบประมาณแบ่งปันกันเองโดยไม่ต้องทะเลาะกันเอง เพียงเท่านั้น เอามาปกครองประเทศ”

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวโจมตี คมช.และรัฐบาลว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกแยกได้จริง โดยมองความเห็นแตกต่างกลายเป็นความแตกแยก การมองเช่นนี้ทำให้ยิ่งแตกแยกกว่าเดิม และมีแต่การจ้องจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว นอกจากนี้การแก้ปัญหาภาคใต้ก็ล้มเหลวสิ้นเชิง รวมทั้งองค์กรอิสระก็ไม่ได้เป็นอิสระมากขึ้น

“ที่ผ่านมาบอกว่าองค์กรอิสระขึ้นกับนักการเมือง ทำไมศาลปกครองถึงคุ้มครองชั่วคราวบอกให้ยุติการเลือกตั้ง เดี๋ยวจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่ส่งสมัครพรรคเดียว ทำไมศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำไมศาลปกครองบอกว่ากฎหมายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลออกเป็นโมฆะ ถ้ารัฐบาลควบคุมได้ ทำไมศาลถึงไม่ทำให้ตรงความต้องการของรัฐบาลในขณะนั้น”

“แล้ว 11 เดือนมานี้เป็นอย่างไร คตส. ใครตั้งและตั้งใคร ตั้งคนที่จ้องจะเอาเรื่องกับรัฐบาลที่แล้วทั้งนั้นมาเป็น การตรวจสอบทุจริตดีขึ้นไหม ที่ ป.ป.ช.มีเรื่องค้างอยู่ทั้งหมดประมาณ 20,000 เรื่อง เขายุติเรื่องไปแล้วประมาณ 8,000 เรื่อง ทำไม่ทันบ้าง หมดอายุความบ้าง ไม่เป็นประเด็นบ้าง ที่ทำสำเร็จ 300 กว่าเรื่อง เหลืออีกประมาณ 9,000 เรื่อง เวลานี้ไม่มีรู้ว่าคิวจะเป็นยังไง จะเอาเรื่องไหนขึ้นมาก่อน เรื่องไหนจะหายไป แล้วจะบอกว่าการตรวจสอบการทุจริตดีขึ้นไหม”



นายจาตุรนต์ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐธรรมนูญที่ดีต้องแก้ปัญหาว่าคนจะมาบริหารประเทศต้องมาจากประชาชน คนจะมาออกกฎหมายก็ต้องมาจากประชาชน คนจะมาตรวจสอบการทำงานของข้าราชการก็ต้องมาจากประชาชน ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นี้จะทำให้ ผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้ ไปตรวจสอบกำกับการทำงานของข้าราชการประจำไม่ได้ แม้แต่รัฐมนตรีก็ห้ามก้าวก่ายและเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายกับข้าราชการประจำ

“ตกลงจะเลือก ส.ส. เลือกรัฐมนตรีไปทำอะไรกันไม่ทราบ”

ด้านนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหลายข้อเขียนไว้ จนใครมาเป็นรัฐบาลก็กำหนดนโยบายแตกต่างไม่ได้ ใครอยากจะทำอะไรก็ถูกกำหนดไว้ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหมดแล้ว ถ้าไม่พอใจต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้มาก อ่อนแอในหลายด้าน ส.ส.ก็ไม่ต้องทำตามมติพรรค ในอนาคตจึงจะไม่มีการแข่งขันกันนำเสนอนโยบายต่อประชาชนอย่างเข้มข้นเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป

“ส่วน ส.ว. มีคน 74 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ได้รับการสรรหาจากคน 7 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย สามารถถอดถอนนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งจากคนหลายสิบล้านได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังบอกว่า คน 7 คนเท่านั้นที่มีสิทธิมีเสียงเหนือกว่าประชาชนทั้งประเทศ มีกรรมการที่ คมช.แต่งตั้งไว้หลายคณะจะอยู่ต่อไปจนครบวาระ 7 ปี 9 ปีบ้าง ป.ป.ช. ก.ก.ต. จะอยู่จนครบวาระ พวกนี้จะร่วมกันกับข้าราชการประจำ กับตุลาการ แล้วไปเลือก ส.ว. ไปเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ก็เลือกกันไปมา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ประชาชนจะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อย่างไร”

“ที่สำคัญมีการนิรโทษกรรมตนเอง เป็นการรับรองการยึดอำนาจรัฐประหาร เป็นการบอกว่า ประชาชนไม่สามารถจะไปร้องศาลที่ไหน ไม่สามารถเข้ากระบวนการยุติธรรมที่ไหนถ้าหากว่าองค์กรที่มาจากประกาศของ คปค.ทำผิดกฎหมาย เพราะเขาถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปหมดแล้ว”

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากความอคติกับพรรคการเมือง นักการเมือง เห็นว่านักการเมืองเป็นคนเลว การเมืองเป็นสิ่งเลว นอกจากนั้นแล้วยังเห็นว่าประชาชนคือคนโง่ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดูถูกประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด รัฐธรรมนูญแบบนี้เสริมเข้ามาช่วย พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งชาติ ให้อำนาจ ผบ.ทบ.ล้นฟ้า ฝ่ายความมั่นคงคุมทุกจังหวัด งบประมาณกองทัพพุ่ง และจนกระทั่งจะเลือกตั้งแล้ว ยังไม่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ต่างประเทศ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง 18 เดือน มีพรรคการเมืองต่างๆ รณรงค์ให้ประชาชนเรียนรู้ว่าเขามีนโยบายอย่างไร

“ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า เขากำลังอาศัยรัฐธรรมนูญร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ สืบทอดระบบเผด็จการทหาร ซึ่งเป็นการปกครองที่ล้าหลัง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเราเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาก็จะอ้างว่าประชาชนสนับสนุนเขาแล้ว เขาจะอ้างว่าคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนแล้ว แต่ถ้าเราไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรากำลังบอกกับเขาว่า ประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วย ไม่ยินยอมให้มีการปกครองระบอบเผด็จการอีกต่อไป ไม่ยอมให้คนมีอาวุธแต่ขาดสติปัญญาความรู้ มุ่งแต่แสวงหาอำนาจมาปกครองประชาชน”

Thais to vote on military-sponsored charter

ที่มา Straitstimes
โดย REUTERS
18 กรกฎาคม 2550

BANGKOK - THAIS vote on a military-drafted constitution few have read or understood on Sunday in a referendum expected to approve a charter that will pave the way for a return to elected government by the end of the year.

For many, the complicated fight over the charter, which takes power from politicians and hands it to bureaucrats and judges, has come down to a battle between friends and foes of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, ousted in a bloodless coup.
The new constitution was designed to prevent the re-emergence of a strong, single-party government like Mr Thaksin's, and means a return to the constantly collapsing coalitions of the early 1990s, political analysts say.

Politicians would also be suborned by the increased power of bureaucrats, as happened during the 'managed democracy' of the 1980s, under ex-army chief Prem Tinsulanonda, now chief royal adviser and seen by the Thaksin camp as the coup mastermind.

'Mr Thaksin has obviously been on the mind of the drafters, so what has come out is an attempt to prevent the rise of a second Thaksin, hence making it difficult for people to get elected,' said former senator Mr Kraisak Choonhavan, a Thaksin opponent.

Few believe an anti-charter campaign, spearheaded by Thaksin supporters but including some foes, will succeed in voting it down, but a low turnout would be an embarrassment for the generals who deposed him in a bloodless coup last September.
'The chances are high that the referendum will pass and the reason is because the government and the military have all the powers in their hands,' said political science professor Thitinan Pongsudhirak of Bangkok's Chulalongkorn University.

Allegations fly

As in most Thai elections, allegations of vote buying and strong-arm tactics are flying.

The military council behind the coup and the government it appointed are striving to get at least 60 per cent of the 45 million voters to cast ballots, arguing the new charter would provide an 'ethical' and 'legitimate' democracy.
Coup leaders have enlisted 400,000 military personnel to persuade people to back the draft charter, branded by Mr Thaksin - for whom the Supreme Court has issued an arrest warrant on corruption charges - as 'fruit of the poisonous tree'.

The Interior Ministry has instructed governors of all 76 provinces to order 80,000 village chiefs to get as many people as possible to the polling booths and awards will be given to the governors whose province have the highest turnouts.

Thousands of anti-charter letters and VCDs have been handed out in northern and central provinces, strongholds of Thaksin's disbanded Thai Rak Thai (Thais Love Thais) party, the Bangkok Post reported on Friday.

Opponents of the draft, who deny the charges, are accused of paying people to vote 'No' or stay at home.

'We have no choice whether we like the current draft or not,' said Kamta Kanboonchan, a farmer activist who works for Mr Thaksin in the northeast.
'Our hands are tied and it is a one-sided bout.'

วันศุกร์, สิงหาคม 17, 2550

Thaksin remains Thai rural hero despite charges

By Nopporn Wong-Anan
Source Reuters
Thu Aug 16, 2007 3:22PM IST

AT SAMAT, Thailand (Reuters) - Even though Thailand's Supreme Court issued an arrest warrant for him this week, ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra remains a hero to the rural poor.

Almost a year after he was deposed in a bloodless coup, farmers in the rice-growing district of At Samat, where Thaksin staged a reality TV show of his visit last year, still talk about the projects he started and the empty promises of his predecessors.

"There had never been a prime minister who paid so much attention to farmers as Thaksin," Pradit Saengtamas said by the paddy fields where Thaksin, now in exile, promised to provide an irrigation system that was scrapped after his removal.

During his three-day trip to At Samat, Thaksin prescribed "integrated" solutions to tackle poverty and ordered cabinet ministers to give his village "patients" what they needed.

Samorn Poteboonmee, 71, said Thaksin -- a former policeman who became a billionaire in the telecoms business, was a man who did what he promised during election campaigns in which he secured two landslide victories.

Samorn, upset by negative coverage of Thaksin on Thai television, said she, like millions of farmers, loved his policies of cheap loans for every village, almost free health care for the poor and his anti-drugs war.

"He said he would eradicate narcotic drugs and he did. But after he was ousted, drugs have returned to every corner and police can't do anything about it," Samorn said of the 2003 campaign in which more than 2,500 people were killed.

The post-coup government, which is prosecuting Thaksin for corruption, has reopened a probe into the crackdown, a bloody campaign that outraged human rights groups at the time.

Arrest warrants were issued for Thaksin and his wife, Potjaman, after they failed to show up to answer charges revolving around land she bought at auction from a government agency while he was in power.

VAST RICHES FROZEN

Thaksin also faces other corruption charges and more than $1.5 billion of his money in Thai banks has been frozen by an anti-graft panel appointed by the military council that ousted him.

Thaksin, who nevertheless bought English Premier League soccer club Manchester City from exile in London, denies all charges and says he cannot get a fair trial with the military in charge and will return only when democracy is restored.

Villagers said the charges were just a means of getting rid of Thaksin because the generals were jealous of his popularity.

"He had tirelessly dedicated his life work for the people. Perhaps he did too much for the people, which might have offended some people," said farmer Jamras Rojanasom, 52.

His purchase of the football club should be a matter of pride for Thais, they said.

"Thaksin wouldn't have cheated the country to buy a football club," said 67-year-old farmer So Tointa.

The government installed by the military, which accused Thaksin of presiding over rampant corruption, says his populist policies might have brought votes and love, but they undermined a strong economy.

"Such a populist approach has weakened the people and is not sustainable," said Alan Wonganan, head of a government public relations "war room".

But villagers said they would vote for Thaksin or parties dedicated to his policies, even though his Thai Rak Thai (Thais Love Thais) party was disbanded because of electoral fraud, in elections the government has promised for December.

"I pray for him every day to return to Thailand," said 61-year-old Saengjan Poteboonmee, fighting tears.

ทักษิณยังคงเป็นวีรบุรุษของคนไทยในชนบทแม้จะถูกดำเนินคดี
แปลและเรียบเรียงโดย tiger101
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท

ที่อำเภออาจสามารถ ประเทศไทย 16 ส.ค. - แม้ศาลฎีกาจะออกหมายจับเขาในสัปดาห์นี้ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งก็ยังคงเป็นวีรบุรุษสำหรับชาวชนบทผู้ยากจน

เป็นเวลาเกือบปีหลังจากเขาถูกให้ออกจากตำแหน่งในการปฏิวัติโดยไม่เสียเลือดเนื้อ ชาวนาในอาจสามารถ อำเภอที่มีการปลูกข้าวที่ซึ่งทักษิณได้ออกรายการโทรทัศน์แบบเรียลลีตี้โชว์ในการเยี่ยมเยือนของเขาเมื่อปีที่แล้ว ยังคงพูดถึงโครงการที่ทักษิณได้ริเริ่มและสัญญาลมๆแล้งๆของผู้ปกครองก่อนหน้าทักษิณ

"ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่จะเอาใจใส่ต่อเกษตรกรมากเท่ากับทักษิณ" ประดิษฐ์ แสงธรรมาส กล่าวใกล้ๆทุ่งนาที่คนอยู่ต่างแดนอย่างทักษิณได้เคยสัญญาว่าจะจัดหาระบบชลประทานให้ แต่มันก็มลายไปภายหลังจากที่ทักษิณต้องพ้นจากตำแหน่ง

ระหว่างที่เขาเยือนอาจสามารถเป็นเวลา 3 วัน ทักษิณได้หาทางแก้ปัญหาแบบ"บูรณาการ" เพื่อขจัดปัญหาความยากจนและสั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดหาสิ่งที่ "ผู้ป่วย"ชาวชนบทของเขา ต้องการ

สมร โพธิบุญมี อายุ 71 ปี กล่าวถึงทักษิณ อดีตนายตำรวจผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจโทรคมนาคม ว่า เป็นคนทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ในระหว่างการหาเสียงซึ่งเขาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย 2 ครั้ง

สมรผิดหวังกับโทรทัศน์ไทยในการเสนอข่าวในแง่ร้ายเกี่ยวกับทักษิณ เธอพูดเหมือนกับเกษตรกรนับล้านคนว่า เธอชอบนโยบายกองทุนหมู่บ้านซึ่งให้เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ โครงการรักษาสุขภาพแบบเกือบฟรีสำหรับคนจน และโครงการสงครามต่อต้านยาเสพติด

"เขาพูดว่าเขาจะขจัดยาเสพติดและเขาก็ทำตามคำพูด แต่หลังจากเขาต้องออกไป ยาเสพติดก็กลับมาแทบทุกซอกทุกมุม และตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้" สมรพูดถึงนโยบายเมื่อปี 2546 ซึ่งมีคนกว่า 2,500 คน ถูกฆ่า

รัฐบาลหลังการรัฐประหาร ซึ่งได้ตั้งข้อหาทักษิณว่ากระทำการทุจริต ได้เปิดการสอบสวนนโยบายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในขณะนั้น ซึ่งเป็นนโยบายที่รุนแรงและเสียเลือด

ได้มีการออกหมายจับทักษิฯและคุณหญิงพจมานภริยาของเขาหลังจากที่ทั้งคู่ไม่มาปรากฏตัวในคดีซื้อขายที่ดินในการประมูลจากหน่วยงานของรัฐขณะที่เขายังอยู่ในอำนาจ

ทรัพย์สินจำนวนมากถูกอายัด

ทักษิณถูกอายัดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในธนาคารไทยถูกอายัดโดย คตส. ซึ่งแต่งตั้งโดย คมช. ที่เข้ามายึดอำนาจเขา

ทักษิณซึ่งได้ซื้อทีมพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะพำนักอยู่ที่ลอนดอน ปฏิเสธข้อกล่าวหา และกล่าวว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากการสอบสวนในขณะที่ทหารยังอยู่ในอำนาจ และจะกลับประเทศเมื่อประชาธิปไตยคืนมา

ชาวบ้านบอกว่าการตั้งข้อหาเป็นแค่การหาทางกำจัดทักษิณเพราะพวกทหารอิจฉาที่เขาได้รับความนิยม

"เขาอุทิศชีวิตในการทำงานเพื่อประชาชน บางทีเขาก็ทำมากเกินไป จนอาจจะทำให้บางคนเสียคน" จำรัส โรจนสม อายุ 52 ปี กล่าว

ชาวบ้านบอกว่าการซื้อทีมฟุตบอลของเขาควรจะเป็นความภูมิใจของคนไทย

"ทักษิณไม่จำเป็นต้องโกงประเทศชาติเพื่อซื้อทีมฟุตบอล" โส โตอินทา ชาวนาอายุ 67 ปี กล่าว

รัฐบาลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทหารซึ่งได้กล่าวหาทักษิณว่าเป็นผู้บงการให้มีการทุจริตเพื่อพวกพ้อง ได้บอกว่านโยบายประชานิยมของเขาเป็นการหาคะแนนเสียงและความรัก แต่เขาประเมินเศรษฐกิจที่เข้มแข็งต่ำเกินไป

"โครงการประชานิยมพวกนั้นทำให้ประชาชนอ่อนแอและไม่ยั่งยืน" อรัญ วงศ์อนันต์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล หรือ
วอร์รูม กล่าว

แต่ประชาชนบอกว่าในการเลือกตั้งซึ่งรัฐบาลสัญญาว่าจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้พวกเขาจะลงคะแนนให้ทักษิณหรือพรรคเพราะนโยบายของเขา แม้พรรคไทยรักไทยของเขาจะถูกยุบไปแล้วเพราะทุจริตในการเลือกตั้งก็ตาม

"ฉันสวดมนต์ขอให้เขากลับเมืองไทยทุกวัน" แสงจันทร์ โพธิบุญมี อายุ 61 ปีพูดอย่างพยายามกลั้นน้ำตา

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 16, 2550

กำหนดการงานแถลงการณ์เจตนารมณ์ของกลุ่ม "คนเดือนตุลาฯ ไม่เอาเผด็จการ"

ที่มา เวบบอร์ด มดคันไฟ
โดย alinet
16 สิงหาคม 2550

กำหนดการ
วันพฤหัสบดีที่ 16 ส.ค. 2550

11.00 น. มูลนิธิวีรชน 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ
ซึ่งประกอบด้วยผู้ทื่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพจากเหตุการณ์เดือนตุลา
จะเปิดแถลงข่าวแสดงจุดยืนต่อการรัฐประหาร 19 ก.ย.49
และประกาศท่าทีต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550
ณ บริเวณสถูป อนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

11.30 น. การแถลงเจตนารมณ์ของ "คนเดือนตุลา ไม่เอาเผด็จการ"

13.00 น. เสวนาการเมืองหัวข้อเรื่อง “ลงประชามติอย่างไรให้การเมืองไทยดีขึ้น”
โดย
1. คณิน บุญสุวรรณ
2. วิไลวรรณ แซ่เตีย
3. วัฒน์ วรรลยางกูร
4. ทวีป รังษีณุกูล ( ทองทง )
5. ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ดำเนินรายการโดย พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ

วันพุธ, สิงหาคม 15, 2550

Ousted Thai Leader Haunts Junta

By SETH MYDANS
Source The New York Times
August 14, 2007

BANGKOK, Thailand, Aug. 14 — “Thaksin, Where Are You?”

It is Thailand’s latest political puzzler — the title of a strange little book about the former prime minister that may or may not be what it seems.

Thaksin Shinawatra is in London, his home since he was ousted in a coup last September; he is watching and, perhaps, waiting for his moment to return, as the generals who are now in power lead his country through an exhausting series of watershed moments.

Next Sunday, in the latest of these, Thailand will vote on a new constitution that would pave the way for an election, tentatively set for November.

Meanwhile, a Thai court today issued arrest warrants for Mr. Thaksin and his wife, Pojaman, after the couple failed to appear in the court to face corruption charges involving a land sale.

The warrants mean that the couple would be taken into custody if they returned to Thailand, but their lawyer said today that they have no plans now to do so.

The court said it would consider extradition proceedings if they do not appear by Sept. 25. Legal experts said such proceedings would probably be long and complex.

London is where a young Thai writer says she wheedled and wept until Mr. Thaksin granted her seven hours of interviews for a chatty book about his life and moods that she says could have been called “Lonely Thaksin.”

The book was published in Bangkok this month, and it has infuriated the ruling generals, who seem to think they see Mr. Thaksin’s stealthy hand everywhere, including in this seemingly inoffensive portrait of a mild-mannered political retiree.

If the book really was the writer’s independent enterprise, Mr. Thaksin got very lucky. It portrays him just as he might have portrayed himself if he had orchestrated the whole thing.

“Although he tries to remain light-hearted, deep down in his eyes, I feel his hidden pain,” writes the author, Sunisa Lertpakawat, 32.

It is Mr. Thaksin through the looking glass, the improbably unadventurous life of a powerful man, a chimera who still haunts the junta.

The book is studded with charming, glossy family photos of Mr. Thaksin practicing his golf swing, shopping in a supermarket, feeding his son birthday cake, riding a bicycle, buying a pizza, looking at fish in an aquarium, smiling at the seaside.

“You are interviewing a poor guy today,” says the telecommunications tycoon who has just spent $162 million to buy the British soccer club Manchester City and thousands of dollars more to throw a party for 8,000 of its fans in a city square.

“I have some money in my savings accounts, but,” he pauses, according to the book. “By the way, I think I can manage it.”

One twist to the story is that the author is a lieutenant in the army, working as a reporter for an army-run television station. She said she produced the book on her own time, secretly, anticipating trouble. And she got it.

As soon as they found out, her commanders halted distribution of the book after its first run of 4,000 copies and yanked her from her job.

Her offense, technically, was extending a three-day leave to 21 days, and she has since preemptively tendered her resignation.

The coup leader, Sonthi Boonyaratglin, personally ordered an investigation and, according to Lt. Sunisa, called her in for a one-on-one talking to.

“You-know-who is the hand behind this publication,” one official told a Thai newspaper, treating it almost as a matter of national security.

The generals have reacted this way to the Thaksin phantom before. They have tried to suppress news about him by, for example, ordering television stations not to run interviews with him. At one point, they stopped talking on their cellular telephones for fear he might be listening in.

“A bunch of panicky people,” The Nation newspaper called them, dancing to Mr. Thaksin’s tune “every time he feels like getting up to a little mischief.”

In an interview, Lt. Sunisa insisted that she acted on her own and that she had not been in touch with Mr. Thaksin since her return from London. She said the photographs were given to her at no cost by Mr. Thaksin’s son, Panthongtae, who is a photographer and whom she interviewed separately for four hours at a Thai restaurant in London.

Lt. Sunisa, who has a bachelor’s degree in political science, is a puzzle to those who have met her, appearing naïve and calculating at the same time.

“I think after age 30 I should have some security for the future,” she said in explaining her project. “At first I thought I would open a dog spa because I love dogs. But if a publishing company can support me, I can write, and I have ideas.”

She pursued Mr. Thaksin for her first book, she said, because “I think Thaksin’s life is interesting, and because I am nobody, and it is hard to get people’s attention.”

The generals obliged her in the latter, and last week she was on the evening news, book in hand, weeping over her treatment at their hands. She is already thinking about her next book, which she plans to title, “Sunisa, Who Are You?”

“People are interested in me now,” she said.

Few have managed to buy the book but everyone has at least one theory about it, said Orapin Visitsophon, a professor of drama and the wife of a retired military officer.

“People look at her appearance, and she looks innocent,” Ms. Orapin said. “Maybe she herself wanted to show off, wanted to push up her reputation. She’s pretty, she’s smart, maybe she wants to make herself a star.”

For a Thai woman to step out on her own this way, she said, whether or not she had a rich backer, is “brave, very brave.”

Lt. Sunisa said she spent about $3,000 on her foray, flying to London on a budget airline and staying with a friend. Shivering in the summer cold, she said, she staked out Mr. Thaksin’s serviced apartment for hours until he appeared.

“My heart was beating really fast, my hands were shaking, my brain was only thinking about the first words that I should say to him,” she writes in the book. “I picked up my backpack, grabbed a video camera and ran towards a deep-blue Rolls-Royce.”

A man in a blue suit and black leather shoes emerges, and she says to him, “Mr. Thaksin, I would like to interview you for my first pocket book. I traveled a long way from Thailand and used up all my savings for this project.”

Improbably, for someone who has avoided the Thai press, he agrees.

Some nuggets from the book:

Mr. Thaksin occupies himself with golf, karaoke, and shopping for handbags for his wife and two daughters. He likes to hop the English Channel to France to enjoy “real wine and homemade food.” He has booked a class at a golf school in Miami “to check his swing.” He also has eight cellular telephones and 20 SIM cards.

His frequent companion is a Thai pop singer known as Lydia, whom he said he invited to shop for clothes with him in Japan. “She is like another daughter to him,” according to his son.

As any traveler far from home knows, good haircuts can be a problem. “The hairdresser in London cut it either too short or too funky,” Mr. Thaksin confided. “Sometimes he made me look like a teenager.”

So he began flying his personal barber from Bangkok to Hong Kong or Singapore whenever he traveled there.

But the hardships of exile have a way of smoothing themselves out. In recent months, Mr. Thaksin has settled on a Spanish hairdresser at a Toni & Guy salon in London who manages to get his haircuts just right.

หมายเหตุ: บทความดังกล่าวเป็นของนักข่าวต่างประเทศที่ชื่อ Seth Medans ผู้เขียนข่าวประจำเกี่ยวกับคุณทักษิณ ชื่อบทความมีความหมายว่า "ผู้นำไทยที่ถูกขับออก ยังหลอกหลอนเผด็จการทหาร" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือที่ ร.ท.สุนิสา เพิ่งเขียน "Thaksin, Where are you?"

บทความเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่ในหนังสือ และยังได้เล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย เช่น การออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้

วันอังคาร, สิงหาคม 14, 2550

"ขนมต้ม" ชี้ เป็นไปได้น้อยมากที่อังกฤษจะส่งทักษิณกลับไทย

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
14 สิงหาคม 2550

ต่อกรณีที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดีที่เกี่ยวกับการซื้อที่ดินรัชดา คุณขนมต้ม นามปากกาท่านผู้รู้ท่านหนึ่งที่เขียนบทความประจำอยู่ในห้องราชดำเนิน พันทิป ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า

ขอตอบเท่าที่ทราบครับ

ตามกฎหมายของอังกฤษนั้น ทางการไทยจะต้องส่งหนังสือไปยังกระทรวงยุติธรรมของอังกฤษ เพื่อทำเรื่องขอตัวจำเลยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทางโน้นเขาจะพิจารณาอีกทีว่า หลักฐานนั้น มีความจริงเท็จแค่ไหน โดยจะพิจารณาทั้งจากศาลและทางกระทรวงต่างประเทศครับ

ทีนี้ สมมุติว่า หากเข้าข่าย จำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 14 วัน เพื่อร้องต่อศาลอังกฤษว่า ทำไมจึงไม่ควรถูกส่งตัวกลับ

ในรายงานข่าวของไทมส์ของอังกฤษ เขาระบุว่า แนวโน้มที่ ดร.ทักษิณจะถูกส่งตัวกลับค่อนข้างน้อยมาก เพราะเหตุผลว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยนั่นคือข้อหนึ่ง

ข้อที่สองก็คือ แม้จะเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่หากจำเลยอ้างได้ว่า มีเหตุผลที่จะไม่กลับก็คือ ความปลอดภัยต่อชีวิต นั่นแหละที่จะทำให้ทางอังกฤษยกคำร้องของทางการไทยได้

ที่ผมเห็นก็คือ เหตุผลความไม่ปลอดภัย ก็มาจากกรณีคาร์บอมบ์ ลอบสังหารนั่นแหละ เพราะคดีนี้ ยังอยู่ในชั้นสอบสวน ที่ถูกแทรกแซงจากบุคคลบางกลุ่ม ไม่ให้คดีมีความคืบหน้าได้

เท่าที่ทราบมา อังกฤษเคยส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพียง 3 คน คนหนึ่งเป็นแฮกเกอร์ ส่งไปที่สหรัฐ ซึ่งถูกขังเพียงไม่กี่เดือน ก็ไม่มีหลักฐานใดจะเอาผิดได้ ก็เลยต้องปล่อยตัว

เรื่องการออกหมายจับ มันมีที่มาที่ไปครับ หากท่านนายก ฯ ทักษิณจะอ้างเรื่องศาลไทยถูกแทรกแซง ก็ต้องหาข้อมูลไปพิสูจน์ให้กับทางศาลอังกฤษ

ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ประเทศไทยจะ "สู้" ได้แค่ไหน

เพราะเท่าที่ทราบมา กรรมาธิการอียู เขาไม่ชอบรัฐบาลทหารของไทยมาก ๆ


คุณขนมต้มยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกด้วยว่า

ผมจะสรุปให้สั้น ๆ แล้วเก็บไปคิดกันเอาเองทั้ง คมช. และรัฐบาลสุรยุทธ์ครับว่า ท่านทูตอังกฤษเคยให้สัมภาษณ์ไอทีวี อยู่คืนหนึ่ง ท่านบอกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงสนับสนุนและเห็นดีเห็นงาม ไปกับการรัฐประหาร เพราะถ้าเป็นที่อังกฤษ เขาจะแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเลือกตั้ง และได้พูดถึงการที่นายก ฯ ทักษิณไปซื้อสโมสรฟุตบอลว่า อยากให้ต่างชาติไปลงทุนที่อังกฤษมาก ๆ

ที่สำคัญ ไม่ทราบว่า พวกท่านได้ตอบคำถามพ่อของนักฟุตบอลทีมสเปอร์สที่ถูกทหารที่นครสวรรค์ทำร้ายร่างกายจนสมองบวม ที่เขาฝากถามผ่านท่านทูตอังกฤษว่า "ทำไมตำรวจไทยถึงได้ปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ระบบยุติธรรมอยู่ที่ไหน"

ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน : ทัศนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

ที่มา เวบไซต์เดลินิวส์
โดย ทีมข่าวหน้า 1
14 กรกฎาคม 2550

ทัศนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ'50 ของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา 5 สมัย วัย 74 ปี เจ้าของวลี “ทิ้งการเมืองแต่ไม่ทิ้งบ้านเมือง” ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการเมืองมานานถึง 30 ปี มีประสบการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ

*** รัฐธรรมนูญที่ดีจะมีจุดกำเนิดมาจากการปฏิวัติรัฐประหารได้หรือไม่

การเมืองไทยมีการปฏิรูป ปฏิวัติ หลายคณะ ผมคิดในทางดีว่าทุกคณะล้วนมีเจตนาที่ดี ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนอกหลักนิติธรรม โดยอาศัยจินตนาการว่าบ้านเมืองจะได้รัฐบาลที่ดี ผู้แทนไม่ซื้อสิทธิ ประชาชนไม่ขายเสียง แต่กี่ครั้งกี่หนที่บ้านเมืองเราก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ ผู้ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่สงสัยในเจตนาดี แต่คนที่ไม่เคยคลุกคลีกับการเมืองที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ลึกล้ำ แต่คนที่ใสซื่อไม่เคยสัมผัสกับการเมือง เหมือนคนนั่งอยู่บนริมฝั่งมองดูปลาในน้ำ แล้วเห็นว่าในน้ำมีเชื้อโรค ปลากัดกัน จึงนั่งวางกติกาให้ปลาอยู่เย็นเป็นสุขทั้ง ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสกับปลา ไม่เคยลงไปอยู่ในน้ำจึงไม่ควรไปคิดแทนประชาชนว่า ระบบอย่างโน้นดีอย่างนี้ดี ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง ฉะนั้นหลักนิติธรรมสากลจึงกำหนดว่า รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีต้นกำเนิดจากประชาชนเท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญที่กำเนิดโดยคณะปฏิวัติ จะเรียกรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองหรืออย่างอื่นก็ได้ ก็ต้องถือเป็นกฎหมายสูงสุด แต่เป็นกฎหมายนอกหลักนิติธรรมของประเทศ และหลักนิติธรรมสากล

*** หมายความว่ากระบวนการประชาธิปไตยต้องเกิดจากการเรียนรู้ของประชาชน

พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ไม่มีทางด่วน ไม่มีทางลัด ถ้าในท้ายที่สุดประชาชนไม่ยอมรับคณะบุคคลที่เข้ามาคิดแทนประชาชน คนเหล่านั้นจะกลายเป็นทรราช การปฏิวัติรัฐประหารหมดสมัยแล้ว เพราะประชาคมโลกเขาไม่ยอมรับ ในอดีตเขาอาจไม่สนใจ แต่ปัจจุบันแนวทางที่ไม่ยอมรับนี้แรงมาก ประชาคมโลกรังเกียจ ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย

*** บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ ไม่เป็นประชาธิปไตย

พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างนี้ ไม่ได้มีแนวทางให้ประชาธิปไตยในเมืองไทยมีความมั่นคงและต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้วางระบบให้การเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลมีเสถียรภาพ มีความเข้มแข็ง รัฐสภามีความต่อเนื่อง ยกตัวอย่างการเลือกตั้ง ส.ส.จากปี 40 เป็นแบบแบ่งเขต ยึดหลักวันแมนวันโหวต ผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศมี 1 เสียงเท่ากัน เลือกผู้แทนในเขตได้ 1 คนเท่ากัน และมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ เลือกพรรคการเมืองได้ 1 พรรคเท่าเทียมกัน แต่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กลับถอยหลังเข้าคลอง กลับไปใช้เขตใหญ่ 3 คน นอกจากทำให้ประชาชนมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน และการซื้อเสียงจะมากขึ้น เพราะเขตกว้างมากขึ้น ระบบเดิมคนดี ๆ ในเขตเดียว มีโอกาสได้รับเลือกเป็นผู้แทน แต่พอขยายเขตพื้นที่ คนดีก็สู้คนใช้เงินซื้อเสียงไม่ได้ แม้ผู้สมัคร 3 คน ก็ยังมีการยิงลูกโดดเพื่อเอาตัวรอด ระบบอย่างนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร หรือระบบปาร์ตี้ลิสต์ ก็หาว่ามีแต่นายทุนเข้ามาหาประโยชน์ แต่ไม่มองว่าเราได้คนดี ๆ ที่ไม่กล้าไปเดินหาเสียง หรือยืนบนรถหาเสียงเข้ามาทำงานมากมาย ถ้าจะกล่าวหากันแล้ว จะหาคนที่ไหนมาลงเลือกตั้ง หรือจะให้พระมาลงเลือกตั้ง สรุปว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ เป็นการเชื้อเชิญให้มีการยึดอำนาจไม่มีที่สิ้นสุด โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต การแตกแยกของบรรดาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ยกมาทุกสมัย หรืออย่าง ส.ว.มีการเลือกตั้ง 76 คนรวมกับแต่งตั้งอีก 74 คน อยากถามว่า คนที่ร่างให้มีการแต่งตั้ง คิดอะไรไว้ในใจหรือไม่ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา การเลือกตั้ง ส.ว. จังหวัดละ 1 คน ไปลอกแบบจากระบบมลรัฐของอเมริกามาใช้ โดยไม่คำนึงถึงหลักวันแมนวันโหวต ระบบนี้คนระนองเลือก ส.ว. ได้ 1 คน เท่ากับกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่คนกรุงเทพฯ เคยความจริงน่าจะเลือกได้ 18 คน และผู้ที่เสียภาษีอากรบำรุงรัฐมากกว่า 50% มาจากคนกรุงเทพฯ

*** ฝ่ายผู้ร่างมองว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ส่งผลให้รัฐบาลเข้มแข็งเกินไปจนทำอะไรไปในทางที่ไม่ชอบ

คนที่พูดเช่นนี้ แสดงว่าไม่รู้จักระบอบประชาธิปไตย ไม่มีความอดทนรอ ไม่รู้แพ้รู้ชนะ เมื่อไม่มีทางสู้ก็อ้างว่า รัฐบาลที่แล้วอยู่นานเกินไป จึงไปจับมือร่วมมือกับพรรคพวก องค์กรข้างนอกให้มีการใช้มาตรา 7 แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และในที่สุดทหารเข้ามาล้มประชาธิปไตย ควรดูการเมืองต่างประเทศ เช่น ในฝรั่งเศส อังกฤษ หรืออเมริกา ที่ผู้นำอยู่ในตำแหน่งยาวนาน ทำไมนักการเมืองประเทศเหล่านั้นไม่ชวนกันทำปฏิวัติหรือเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7

*** องค์กรตรวจสอบตามกติกาใหม่จะปราบนักการเมืองทุจริตได้หรือไม่

เมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีนี้มีคนพูดคำว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” ผมอยู่ในการเมืองมาหลายสิบปีไม่เคยได้ยินคำนี้ ในทางการเมืองพรรคที่เป็นรัฐบาล ก็ต้องเอานโยบายที่หาเสียงมาปฏิบัติตามสัญญากับประชาชนไว้ตอนหาเสียง หากจะมีการทุจริตก็ต้องลงโทษไปที่ตัวบุคคลซึ่งมีกฎหมาย ป.ป.ช. มีกฎหมายอาญาอยู่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นในฐานะนักกฎหมาย เราต้องสันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะตัดสินว่ามีความผิด แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่า นักการเมืองไทยเป็นพลเมืองชั้น 2 ถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง เช่น สิทธิในการประกอบอาชีพ ถ้าห้ามกันมากก็ลงไปใต้ดินกันหมด คนทั่วไปเวลาทำผิดถูกดำเนินคดี 3 ศาล แต่ละศาลก็เห็นต่างกันได้ แต่นักการเมืองให้ขึ้นศาลเดียวแล้วจบเลย ได้แก่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง เรื่องนี้ได้ยินว่าสหประชาชาติกำลังสอบถามกระทรวงต่างประเทศของเราว่ามีกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทำนองนี้จริงหรือไม่

*** ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้อำนาจแก่ตุลาการภิวัตน์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะการเลือกองค์กรอิสระ

ประชาธิปไตยมีทางวิ่ง 3 เลน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่ละเลนมีศาสตร์และศิลป์แตกต่างกัน นิติบัญญัติ บริหาร เกี่ยวโยงกันและเชื่อมโยงกับประชาชน มีการควบคุมตรวจสอบโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายบริหารมีสิทธิยุบสภา และในที่สุดผู้ที่ตัดสินขั้นสุดท้ายคือประชาชน และฝ่ายตุลาการอยู่ในเลนที่บริสุทธิ์ เขาเรียนกฎหมายมาเพื่อผดุงความยุติธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ไม่ได้เรียนมาเพื่อมาเป็นนักการเมือง หรือเข้ามามีส่วนดำเนินการทางการเมือง เมื่อตุลาการผู้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ลงมามั่วกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ขาดคุณธรรม ถ้าหากมีอะไรเสียหาย ตุลาการก็จะเสื่อมเสียไปด้วย ใครจะประกันได้ว่า คนที่ตุลาการเลือกจะบริสุทธิ์เสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้ว และถ้าต่อไปเราพึ่งศาลไม่ได้แล้วหันไปพึ่งอย่างอื่น อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง

*** มาตรา 309 ที่พูดถึงการนิรโทษกรรม

แค่มาตรานี้มาตราเดียวก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เสียทั้งฉบับ ไม่รู้ว่ามีเจตนาอะไรที่มีการนิรโทษกรรมการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ได้นิรโทษกรรม คมช.เอาไว้แล้ว ในอดีตทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ จะมีการออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรากฎหมาย ถ้าเราทำผิดแล้วเขียนกฎหมายยกโทษให้ตัวเอง มันขัดหลักสากล แล้วถ้าคนที่มาเป็นรัฐบาลทีหลังไม่เห็นด้วย หากจะเอาผิดกันย้อนหลัง ก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะคดีมีอายุความถึง 20 ปี

*** หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติรัฐบาลและ คมช. ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับใช้

ควรนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับแก้และเพิ่มเติมบางประเด็นเพื่อจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดและให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการถาวร เนื่องจากยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพียงฉบับเดียวโดยแท้ การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง การแก้ปัญหาบ้านเมืองเหมือนการเล่นหมากรุก ไม่ใช่แค่รู้ว่าเรือ ขุน โคน เดินกันอย่างไรเท่านั้น แต่ต้องดูภาพรวมทั้งกระดาน ต้องวางหมากให้สัมพันธ์กัน การเมืองจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ระบอบประชาธิปไตยเราใช้ระบบตัวแทน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประชาชน ถ้าได้เสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาล ถ้าบริหารงานได้ดีก็ต้องสนับสนุน การจะกำหนดเรื่องอะไร นักการเมืองต้องไปถามประชาชน จะเขียนกฎหมายให้ประชาชนใช้หัวเดินต่างเท้าได้ แต่ถ้ามวลชนไม่ปฏิบัติตาม ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง

ประมวลภาพ "โหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญ คือ ล้มรัฐประหาร"

ถ่ายภาพโดย คุณเพื่อนพราย
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
14 สิงหาคม 2550














ความอัปลักษณ์ของกติกาเผด็จการ ที่เผด็จการเรียกว่า "รัฐธรรมนูญ"

ที่มา พันทิปราชดำเนิน
โดย สินธร
14 กรกฎาคม 2550

รัฐธรรมนูญมีได้ในทุกระบอบการเมือง ไม่ว่าจะการเมืองแบบประชาธิปไตย การเมืองแบบอมาตยาธิปไตย การเมืองแบบสังคมนิยม การเมืองแบบราชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญในระบอบการเมืองแต่ละแบบมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกัน หาใช่เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไม่

รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วยสาระสำคัญคือ

1.อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
2.มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจ
3.มีการตรวจสอบและถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ

ทีนี้มาดูกันว่า กติกาของคณะรัฐประหารกับพวกเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ?

ประการแรก ที่ว่าด้วย"อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน" รากฐานมาจากแนวคิดของ"นายรุสโซ่"(ต่างจากนายโบแดงอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ)ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดภายในรัฐหนึ่งๆ

ด้วยแนวคิดดังกล่าว องค์กรหรือบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง เพื่อใช้อำนาจรัฐต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน หรือต้องมีที่มาจากประชาชน

ข้อความกติกาของคณะรัฐประหารที่พยายามเรียกขานว่า "รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย" สอดคล้องต่อหลักการดังกล่าวหรือไม่ ?

หลายท่านในราชดำเนินกล่าวไว้แล้ว เช่นที่มาของสว.74คน ที่มาของบรรดาผู้ใช้อำนาจรัฐในองค์กรอิสระ ที่มาของคณะกรรมการสรรหา ฯลฯ ล้วนมาจากคณะรัฐประหารทั้งสิ้น ขาดความเชื่อมโยงหรือจุดเกาะเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน เนื้อหาเช่นนี้จึงขัดต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญในบอบประชาธิปไตยอย่างน่าขยะแขยง

กติกาคณะรัฐประหารยังกำหนดให้ องค์กรหรือบุคคลที่ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ด้วยการสามารถเอาผิดหรือถอดถอนผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ นี่ถือเป็นการควบคุมและคุกคามการใช้สิทธิโดยตรงของประชาชนอย่างรุนแรง

การจะตรวจสอบและถอดถอนผู้แทนจากการเลือกตั้งของประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้อำนาจถอดถอน หรือเอาผิดนี้ต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชน จึงจะถือได้ว่าชอบด้วยแนวคิด ”อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน”

นี่อะไรกัน ! ! !

องค์กรหรือบุคคลไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ไม่มีความเกี่ยวโยงกับประชาชน ที่มานั้นจากอำนาจรัฐประหาร จากอำนาจอะไรก็ไม่ทราบ(ผมเชื่อว่าคีย์แมนผู้เขียนกติกาฉบับนี้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ก็อธิบายไม่ได้) แต่ไม่ใช่อำนาจอันมีที่มาจากประชาชนเป็นแน่แท้ กรณีนี้ก็เช่นกันเป็นการละเมิด “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” อย่างอุกอาจร้ายกาจที่สุด

เช่นนี้แล้ว ประโยคที่ว่า “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” ในร่างกติกาของคณะรัฐประหาร จึงเป็นการเขียนไว้เพื่อให้ดูสวยหรูเท่านั้นเป็นหลักการตามตัวอักษรบนกระดาษ หาได้ถูกยอมรับนับถือโดยแท้จริงไม่

ประการที่สอง การแบ่งแยกการใช้อำนาจ ซึ่งมาจากแนวคิดของ “นายมงเตสฯ” ที่อธิบายว่าการใช้อำนาจรัฐต้องแบ่งแยกออกเป็นสามทาง หาไม่แล้วสิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมตกอยู่ในภยันตราย

เจ้าของแนวคิดนี้ ได้เสนอแนวทางแบ่งแยกการใช้อำนาจรัฐออกเป็นสามทางอย่างที่ทราบกันดี คือ บริหาร นิติฯ ตุลาฯ มิให้การใช้อำนาจสามทางนี้(หรือแม้เพียงสองทาง)ตกอยู่ภายใต้การใช้หรือการควบคุมของคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

มาดูกติกาของคณะรัฐประหาร ก็พยายามเขียนให้ปรากฏหลักการหรือแนวคิดดังกล่าวไว้ หากแต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาหลาย ๆ มาตรากลับพบว่า มีการละเมิดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจเช่นเดียวกัน

องค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติบางส่วนที่มีอำนาจล้นฟ้า กลับมีที่มาจากคณะรัฐประหาร(ผ่านคณะกรรมการสรรหา) องค์กรตุลาการเข้าไปมีบทบาทในองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ นี่เป็นการฝ่าฝืนต่อหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอย่างชัดแจ้งและน่าเกลียดที่สุด

นอกจากนี้ องค์กรที่ใช้อำนาจบริหารซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประชาชน กลับไม่มีอำนาจบริหารที่แท้จริง เพราะเหตุว่ากฎหมายบางฉบับ(พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ)กำหนดอำนาจสูงสุดอยู่ที่ ผบ.ทบ. ผ่าน ผอ.กอ.รมน. หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง อำนาจบริหารที่แท้อยู่ที่ ผบ.ทบ.มิใช่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามร่างกติกาของคณะรัฐประหาร เปรียบเสมือนหนึ่งตุ๊กตาหน้ารถไว้โชว์ให้ดูโก้เก๋เท่านั้น

อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และให้บุคคลเหล่านั้นเป็นคณะกรรมการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วน นี่เท่ากับฝ่ายบริหารควบรวมอำนาจนิติบัญญัติบางส่วนไว้ ย่อมเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอีก

เช่นนี้ไม่ต่างจากประการแรก คือ หลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจ เขียนไว้ให้แลดูว่า “เขียนแล้วนะ” “มีนะ” แต่ในความเป็นจริงหาได้ถูกยอมรับและเชื่อถือไม่ กลับมีเนื้อหาสาระที่เป็นการรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ประการที่สาม การตรวจสอบและถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศที่มีการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ฝรั่งเศส ฯ มีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย

เดิมการตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อควบคุมองค์กรหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ จัดการโดยองค์กรผู้ใช้อำนาจ ที่แบ่งแยกออกเป็นสามทางด้วยกันเองดังกล่าวข้างต้น (รธน.สหรัฐเคร่งครัดกว่าฝรั่งเศส)

ภายหลังแนวคิดดังกล่าว ได้ผ่อนคลายความเคร่งครัดของหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจ ด้วยการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้น เพื่อเสริมหลักการและควบคุมตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ

ส่วนร่างกติกาของคณะรัฐประหาร ก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบและถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐเช่นกัน ทั้งที่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจแห่งใดแห่งหนึ่งในสามที่แยกกันนั้นหรือเป็นองค์กรอิสระ

หากแต่เนื้อหาสาระกลับและดูพิกลพิการ ด้วยการเข้าสู่ตำแหน่งของบรรดาผู้ใช้อำนาจในองค์กรอิสระ และองค์กรผู้ใช้อำนาจสามทางนั้น เกือบทั้งหมดมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือ คณะรัฐประหาร และการตรวจสอบถ่วงดุลแทนที่จะกระทำต่อองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐอย่างเสมอกัน กลับเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เนื้อหาเป็นการตั้งใจควบคุมผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีที่มาจากประชาชนเป็นด้านหลัก โดยผู้ใช้อำนาจรัฐอันมีที่มาจากอำนาจอะไรก็ไม่ทราบซึ่งมิได้มาจากประชาชน

นี่ย่อมเท่ากับว่า เนื้อหาของกติกาคณะรัฐประหาร มีวัตถุประสงค์ควบคุมประชาชน และคุกคามการใช้สิทธิโดยตรงของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

การตรวจสอบและและถ่วงดุล ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่กติกาที่คณะรัฐประหารกับพวกเรียกว่ารัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นการใช้อำนาจรัฐประหาร หรืออำนาจนอกเหนือจากประชาชน มาควบคุมและคุกคามประชาชน

จะมีรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไหนที่อัปลักษณ์เท่านี้อีก ! ! !

วันจันทร์, สิงหาคม 13, 2550

การ์ตูน "ขาประจำ" โดยขวด เดลินิวส์

13 สิงหาคม 2550

รวมพลคนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคณะรัฐประหาร : จันทร์ที่ 13 สค.50

ที่มา เวบไซต์ nocoup
โดย บก.ลายจุด
13 กรกฎาคม 2550

รวมพลคนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคณะรัฐประหาร
จันทร์ที่ 13 สค 50 เวลา 12.00 - 21.00 น.
ณ.ห้องประชุม ร.LT1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

12.00 น
ปาฐกถานำโดย รศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13.00 น.
เสวนา เรื่อง “แลไปข้างหน้าสังคม-การเมืองไทยหลังลงประชามติ 19 สิงหา”
วิทยากร
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง : อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ. ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ : คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

16.30 น
เดินขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

17.00 น.
คลุมผ้าดำที่อนุสารีย์ประชาธิปไตย

18.00 น.
ประกาศเจตนารมณ์ ไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช.
ตัวแทนองค์กรต่าง ๆ กล่าวปราศรัย

21.00 น.
ปิดกิจกรรม

วันอาทิตย์, สิงหาคม 12, 2550

องค์การนิรโทษกรรมสากล ประนามการรวบอำนาจของฝ่ายทหารผ่าน พรบ.ความมั่นคงฯ

ที่มา amnestyusa
โดย AMNESTY INTERNATIONAL : Public Statement
12 กรกฎาคม 2550

Thailand's Internal Security Bill -- sweeping powers for the military with little accountability

Amnesty International is concerned that the "Draft Act on the Maintenance of National Security in the Kingdom" (Draft Act), currently under review by Thailand's Council of State (the government's legal advisory body), would, if passed into law, violate international human rights standards and further jeopardise human rights in Thailand.

The Draft Act vests sweeping and ill-defined powers in the military, in particular the Commander-in-Chief, including powers to take command of state agencies, to carry out long-term detention, and to suppress groups and individuals perceived by him as posing a threat to national security. The Draft Act will also ensure impunity from prosecution for human rights violations perpetrated under its provisions.

Amnesty International acknowledges the challenges, including security challenges, facing Thailand, and the duty that the Thai authorities have to ensure the safety of the population. However, the organization is calling upon the authorities to face these challenges while protecting and respecting the human rights of all. In this context, a recent statement by the Defence Minister Boonrawd Somtas that the clashes between anti-coup protesters and the police on 22 July 2007 in Bangkok provided justification for the Draft Act is a cause for concern.1

The Draft Act proposes the creation of several bodies. The powers of these bodies are concentrated in the hands of one man -- the Director of a revived Internal Security Operation Command (ISOC) -- who is the "Royal Army Commander-in-Chief" (Article 9).

The following powers are among those which the Army Commander-in-Chief, in his capacity as the Director of ISOC, would be able to exercise:

-- Take command of "state agencies" -- which, undefined and unlimited, may in effect mean the full civil service apparatus [Article 24];

-- Impose restrictions on freedom of movement, assembly and information [Articles 25(2), 25(3) and 25(6)];

-- Order "the use of military force" in accordance with Martial law [Article 25(8)];

-- Arrest and detain a person, on the basis of a court warrant, for seven days initially, with extensions of up to 30 days in total [Article 26(1)];

-- "Suppress" groups, individual and organizations perceived by him as posing a threat to national security [Article 26(2)];

-- Compel any person to issue statements; appear in person or hand in "any documents or evidence" [Article 26(3)];

-- Search individuals, vehicles and buildings [Articles 26(4)] -- while this section states that such searches must be carried out according to the Criminal Procedure Code, under the terms of which court authorisation is usually necessary, there is no clear statement in this Act that a court warrant is required;

-- Enter and search homes [Article 26(5)] -- the terms of this section are contradictory and appear to suggest that such searches generally do not require a court warrant;

-- Seize or freeze assets, document or other evidence [Article 26(6)]

-- Order the "training at a special location" of suspects, in lieu of pressing charges against them, for up to six months (Article 31). Such training apparently requires the "consent" of the suspect, but with the threat of criminal procedures as alternative, the voluntariness of consent to such "training" is doubtful. In the absence of freely given consent, such training is therefore likely to amount to arbitrary detention.

Unless otherwise stated, none of the above provisions requires court authorisation for the powers to be exercised.

The Draft Act contains no objective criteria and no procedures to declare a state of emergency or establish that the use of these powers is necessary or justified. The only requirement is the subjective determination by the Army Commander-in-Chief that "there appears to be" or "there is an instance" of "an act which is a threat to the national security in the Kingdom" (Articles 24, 25). Such acts are very broadly and vaguely defined, including not only acts of violence but also "trans-border crime," "propaganda" and "incitement" (Article 2). The powers given to the Army Commander-in-Chief can be used anywhere in Thailand at any time.

While Article 4 provides that there should be "checks and balances" on the exercise of power under this Act, there are no clear proposals beyond this generic provision to institute effective safeguards to ensure that the Army Commander-in-Chief's sweeping powers can be countervailed. The limited scrutiny by the courts further compounds the risk that powers will be arbitrarily exercised and abused.

Moreover, Amnesty International is seriously concerned that the Draft Act exempts all government officials who have committed crimes while acting in accordance with the act from any criminal or civil liability, or even disciplinary action, if they had exercised "functions honestly, in a non-discriminatory manner and within reason" (Article 37). Amnesty International opposes granting impunity for any human rights violation.

The organization is further concerned that with the enactment of this draft law, several key human rights would be in jeopardy of being violated with impunity. These rights are enshrined in the Universal Declaration on Human Rights and provided, among others, in the International Covenant on Civil and Political Rights, to which Thailand is a state party. They include:

-Freedom of movement
-Freedom of assembly
-Freedom from arbitrary detention
-The right to fair trial procedures
-The right to privacy

Amnesty International's research has shown that where legislation gives the military or other authorities special powers in contravention of international human rights standards, they facilitate other human rights violations beyond those that such legislation leads to in the first instance. These further violations have often included violations of the right to life and freedom from torture and other cruel, inhuman or degrading treatment or punishment.

As Amnesty International has reported in the past, Thailand has for decades enacted wide-ranging and vaguely worded Emergency Decrees and Martial Law, granting the military sweeping powers, particularly in the south. These have resulted in human rights violations, and have not brought peace or security. The Draft Act, if passed, would further entrench the legacy of impunity which has characterised recent Thai history. For example, investigations into the deaths of almost 200 people, caused by the security forces' ill-treatment and excessive use of lethal force, during the violent suppression of attacks by armed groups on government facilities in three southern provinces on 28 April 2004, and during the Tak Bai demonstrations on 25 October 2004, have not resulted in those responsible being brought to justice. In addition, the enforced disappearances of more than 20 people since the escalation of violence in the south in 2004 remain unsolved.

To ensure respect for human rights, the Thai government must investigate, prosecute and hold accountable those suspected of crime, including of violent crime, using normal civilian laws and criminal procedures in civilian courts, rather than resorting to human rights violations in fighting threats to national security.

The Draft Act, as currently formulated, is in breach of international human rights law and standards, and accordingly, it should not be passed by the National Legislative Assembly (NLA). Amnesty International therefore calls upon the Thai authorities to either withdraw the Draft Act or else reform it extensively, to ensure full compliance with international human rights law and standards.

เนื้อหาโดยย่อ

องค์การนิรโทษกรรมสากล ได้ออกเอกสารเผยแพร่ในวันที่ 10 สิงหาคม 2550 แสดงความวิตกห่วงใยต่อ ร่าง พรบ.ความมั่นคงฯ ซึ่งผ่านการเห็นชอบในหลักการของคณะรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนที่รัฐบาลจะเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป ระบุ หากผ่านไปเป็นกฎหมายแล้ว จะสั่นสะเทือนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนนานาชาติอย่างร้ายแรง และเป็นอันตรายอย่างมากต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย

พรบ.ฉบับนี้ จะให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ฝ่ายทหาร โดยผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการหน่วยงานและเจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยงานและทุกคนได้โดยไม่ต้องปรึกษาหารือขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี มีอำนาจออกประกาศต่างๆ ที่จำกัด และริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ค้น จับกุม คุมขัง บุคคล ห้ามบุคคลใดๆออกนอกเคหสถาน ห้ามการเดินทางตามเส้นทางต่างๆ ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังมีอำนาจย้ายข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐออกจากพื้นที่ได้ด้วย ตลอดจนสามารถใช้กำลังเข้าปราบปรามการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งเป็นการหมิ่นเหม่อย่างมากต่อการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐได้ โดยอ้างความมั่นคงในราชอาณาจักร การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการกำหนดไว้อย่างถาวร โดยสามารถใช้อำนาจที่ไหนในเวลาใดก็ได้ โดยไม่มีขอบเขต โดยไม่ต้องปรึกษาหรือขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังยกเว้นเจ้าพนักงานผู้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ต้องมีความผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือวินัย ไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยศาล ขณะที่ประชาชนซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้ผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจฟ้องร้องต่อศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรมและขอรับการเยียวยาความเสียหายได้

องค์กรนิรโทษกรรมสากล แสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในร่าง พรบ.ฉบับนี้ มีผลกระทบต่อข้อกำหนดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไทยได้ลงนามไว้กับนานาอารยะประเทศ ทั้งด้านเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การรวมตัว การจับกุมคุมขังโดยพลการ สิทธิในการร้องเรียนเพื่อขอความยุติธรรม และสิทธิส่วนบุคคล เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยจะต้องยินยอมให้มีการสอบสวน ดำเนินคดี ผู้ต้องสงสัย ตามกระบวนการยุติธรรม โดยใช้กฎหมาย และศาลอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป มากกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกล่าวอ้างแต่เรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ

องค์กรนิรโทษกรรมสากลจึงเห็นว่า เนื้อหาในร่าง พรบ.ฉบับนี้ มีการฝ่าฝืนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ จึงไม่ควรได้รับการรับรองจาก สนช. และทางองค์กรฯ ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ดำเนินการถอดถอน หรือ ดัดแปลงแก้ไข ร่าง พรบ.นี้เสียใหม่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติ